ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

กินเนื้อวัวไทย เพื่อสุขภาพกันเถอะ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086010358&srcday=2015-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 594

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ทุยโทน ท้ายทุ่ง

กินเนื้อวัวไทย เพื่อสุขภาพกันเถอะ

สวัสดีครับ น้ำขึ้นให้รีบตักครับ ช่วงนี้เป็นขาขึ้นของพี่น้องชาวโคบาล ผู้เลี้ยงวัวเนื้อ วัวขุน ราคาพร้อมใจกันสูงและค่อนข้างคงที่มาหลายปี ตามสูตรครับ เมื่อพูดถึง วัวขุน ใครๆ ก็อยากได้วัวลูกผสมชาร์โรเล่ส์มาเข้าคอกขุน เพราะโตเร็ว เนื้อดี ไขมันแทรกในเนื้อสูง ถือเป็นเนื้อเกรดบน ตลาดบน แต่ก็ใช่ว่าจะหาวัวลูกผสมเล่ส์ได้ง่ายๆ ในช่วงที่วัวราคาดีอย่างนี้ ฉบับนี้ผมจึงขอพาท่านไปพบกับเกษตรกรที่นำวัวไทยพื้นเมืองมาเข้าขุนด้วยอีกทาง เป็นอย่างไรตามไปชมครับ

ลูกผสมเล่ส์แพง แต่ยังพอหาได้ในพื้นที่

พาท่านไปพบกับ คุณนพรัตน์ พลายแก้ว ที่บ้านเลขที่ 8/3 หมู่ที่ 6 ตำบลหาดขาม อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ คุณนพรัตน์ เริ่มต้นเล่าว่า “ผมกับพ่อทำวัวขุนมากว่า 20 ปี พ่อทำมาก่อน โดยมีผมเป็นผู้ช่วยจนเดี๋ยวนี้ผมก็มารับหน้าที่ดูแลวัวขุน วัวลานที่มีอยู่แบบเต็มตัว” คอกของวัวขุนของคุณนพรัตน์วันนี้มีวัวขุนอยู่ในคอกไม่ถึง 10 ตัว “ผมเน้นขุนวัวลูกผสมเล่ส์ซึ่งตอนนี้หาค่อนข้างยาก ราคาแพง มีเข้าขุนอยู่แค่ 2 ตัว และขุนวัวไทยเอาไว้อีก 4 ตัว ชุดนี้ได้วัวมาเท่านี้ ต้องรอชุดต่อไปจะมีวัวมาเข้าขุนมากขึ้น” คุณนพรัตน์ เล่า “ในการหาวัวโครง หรือที่บ้านผมเรียกว่า วัวซาก มาเข้าคอกขุน ผมจะมองหาวัวลูกผสมชาร์โรเล่ส์เป็นหลัก โดยปกติขุนครั้งหนึ่งจะต้องมีวัวไม่ต่ำกว่า 10 ตัว แต่รอบนี้หาไม่ได้จริงๆ จึงมีวัวลูกผสมเล่ส์มาเข้าขุนแค่ 2 ตัว ผมเลือกหาวัวในพื้นที่เท่านั้น เพราะพื้นที่แถวนี้มีวัวลูกผสมชาร์โรเล่ส์อยู่มาก แทบจะทุกบ้านที่มีการเลี้ยงวัวจะมีวัวลูกผสมเล่ส์อยู่ในฝูงด้วย ผมก็จะไปเลือกซื้อมาเข้าขุน วัวซากราคาประมาณตัวละ 30,000-40,000 บาท ลูกผสมเล่ส์ที่ขุนอยู่ตอนนี้ซื้อเป็นวัวซากเข้ามา ราคาคู่ละ 75,000 บาท โดยราคาลูกผสมเล่ส์ทั่วไปจะพอจับได้ที่ราคาประมาณ 104 บาท ต่อกิโลกรัม ด้วยราคานี้เป็นราคาที่พวกเราคนขุนวัวยังพอรับได้และยังพอหาซื้อลูกผสมเล่ส์ในพื้นที่ได้”

สะสมลูกผสมเล่ส์เอาไว้รอบต่อไป

คุณนพรัตน์ เล่าว่า “ผมขุนวัวด้วยเปลือกสับปะรดเป็นอาหารหยาบ โดยจะให้ 2 ครั้ง ต่อวัน คือช่วงเช้าและเย็น ส่วนอาหารข้นก็ให้วันละ 2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 7-8 กิโลกรัม ต่อตัว” คุณนพรัตน์จะใช้เวลาขุนวัวลูกผสมชาร์โรเล่ส์ประมาณ 5 เดือน ให้ได้น้ำหนักมากกว่า 500 กิโลกรัม แล้วจับขายให้กับพ่อค้าที่มาให้ราคาสูงที่สุด คุณนพรัตน์ บอกว่า “วัวลูกผสมชาร์โรเล่ส์หายากขึ้นทุกวัน ราคายิ่งสูงตามไปด้วย ผมจึงจำเป็นต้องหาวัวลูกผสมชาร์โรเล่ส์มาเก็บไว้ให้มากที่สุด ผมกับพ่อจะออกมองหาวัวลูกผสมชาร์โรเล่ส์ที่หุ่นดี ถูกใจและราคาพอสู้ไหวมาเก็บไว้เข้าขุนรอบต่อๆ ไป ตอนนี้ก็มีเก็บไว้แล้ว 5 ตัว ก็ผูกล่ามไว้รอบบ้านนี่แหละ เพื่อรอเข้าขุนพร้อมกันรอบหน้า ส่วนตลาดของวัวไซซ์ใหญ่ 500 กิโลกรัม ขึ้นไป เท่าที่ผมถามพ่อค้าที่มารับซื้อบอกว่า ส่วนใหญ่จะส่งออกไปที่เวียดนามเป็นหลักครับ”

ขุนวัวไทยพื้นเมือง

นอกจากขุนวัวลูกผสมชาร์โรเล่ส์แล้ว คุณนพรัตน์ยังจับตลาดอื่นๆ อย่างตลาดวัวพื้นเมืองอีกด้วย “ผมจะขุนวัวไทยเอาไว้ด้วย จะมีติดคอกขุนเป็นประจำ อย่างตอนนี้ผมขุนวัวไทยเอาไว้ 4 ตัว เป็นวัวไทยพื้นเมืองที่ชาวบ้านภาคนี้เรียกว่า วัวลาน เราจะคัดเอาวัวลานที่หาได้จากแถวบ้าน เป็นวัวลานที่ใช้ไม่ได้หรือมีปัญหามาเข้าคอกขุน” การขุนวัวไทยพื้นเมืองของคุณนพรัตน์จะขุนด้วยเปลือกสับปะรด วันละ 7-8 กิโลกรัม ต่อตัว ใส่ติดรางให้กินได้ตลอดทั้งวัน และให้อาหารข้น วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น ตกตัวละประมาณ 8 กิโลกรัม ต่อตัว ต่อวัน “เราจะให้ฟางเสริมเข้าไปด้วยทุกวัน ขุนไปเรื่อยๆ ประมาณ 5 เดือน ก็จับขายได้ที่น้ำหนักตัวละประมาณ 300 กิโลกรัม” คุณนพรัตน์ บอกว่า วัวไทยพื้นเมืองที่ขุนแล้วจะจับขายที่ราคาประมาณ 70 บาท ต่อกิโลกรัม โดยจะมีพ่อค้าเข้ามาซื้อที่คอก “ถึงแม้ว่าวัวไทยจะโตช้าแต่ก็กินไม่มากเท่าวัวลูกผสม สุดท้ายแล้วเราก็ยังขายได้ราคาที่เราพอใจ ผมกับพ่อก็ต้องมีวัวลานติดคอกขุนไว้ตลอด ส่วนวัวพวกนี้ตลาดจริงๆ เท่าที่ถามพ่อค้าที่มาซื้อบอกว่า ทางมาเลเซียจะชอบวัวแบบนี้ เพราะเนื้อจะแน่นกว่า ถูกใจคนมาเลย์มากกว่า เลยถูกขายลงภาคใต้มากกว่า”

เนื้อวัวไทยพื้นเมือง

ขออนุญาตเพิ่มเติมข้อมูลเรื่องเนื้อวัวไทยพื้นเมืองสักหน่อยครับ คุณจุฑารัตน์ เศรษฐกุล รายงานไว้ว่า ตลาดของเนื้อวัวพื้นเมืองเป็นตลาดระดับล่างที่ตลาดสดหรือเขียงเนื้อในตลาดทั่วไป ลักษณะเด่นของเนื้อวัวพื้นเมืองเหล่านี้อยู่ที่มีโปรตีนสูงและไขมันน้อย เส้นใยกล้ามเนื้อละเอียดและมีลักษณะเนื้อสัมผัสแน่นและค่อนข้างแห้ง มีผลทำให้การสูญเสียน้ำจากชิ้นเนื้อน้อย ไขมันแทรกในเนื้อและไขมันระหว่างก้อนกล้ามเนื้อมีน้อยมาก ซึ่งจะส่งผลดีคือ พลังงานที่ได้จากการบริโภคเนื้อต่ำ เป็นแหล่งอาหารโปรตีนเพื่อสุขภาพ สีของเนื้อแดงเข้มเป็นมันวาว เหมาะสำหรับการนำไปปรุงอาหารไทย ได้แก่ แกงมัสมั่น แกงเนื้อ พะแนงเนื้อ ลาบเนื้อ อีกทั้งเหมาะสำหรับผลิตภัณฑ์เนื้อ ได้แก่ ลูกชิ้นเนื้อและผลิตภัณฑ์ตะวันตก เช่น salami แฮมดิบรมควัน ผลจากการวิจัยที่มีรายงานพบว่า เนื้อวัวพื้นเมืองมีระดับไขมันแทรกเพียงประมาณ 1% (ในเนื้อสันนอก 100 กรัม) ในขณะที่เนื้อวัวขุนโพนยางคำหรือเนื้อวัวขุนเลือดชาร์โรเล่ส์ระดับสูง มีปริมาณไขมันแทรกถึง 10% (ที่ระดับคะแนนไขมันแทรก 4) และสูงถึง 15% (ที่ระดับไขมันแทรก 5) ส่วนเนื้อวัวขุนบราห์มันเลือดสูง มีปริมาณไขมันแทรก ประมาณ 3% ด้านปริมาณโปรตีนในเนื้อวัวแต่ละพันธุ์ไม่แตกต่างกัน เฉลี่ยอยู่ที่ 20% ซึ่งทั้งคุณค่าทางอาหารและคุณค่าทางโภชนาการเหล่านี้ ทำให้เนื้อวัวพื้นเมืองไทยเป็นชิ้นเนื้อที่มีคุณภาพ

รู้หรือเปล่า??…เนื้อวัวไทยพื้นเมืองมากด้วยคุณค่า

รู้กันไหมครับว่า เนื้อวัวพื้นเมืองของเรามีคุณค่าทางอาหารสูงมาก เรามาดูข้อมูลนี้กันครับ

ทัศนีย์ และ รัชกฤช รายงานว่า เนื้อวัวพื้นเมืองของไทยมี CLA สูงกว่าเนื้อวัวลูกผสมอื่นๆ CLA คือชื่อย่อของกรดคอนจูเกเตด ไลโนเลอิก (Conjugated Linoleic Acids) เป็นสารผสมของกรดไขมันไม่อิ่มตัว (polyunsaturated fatty acid) ที่เกิดในไส้ พุงของสัตว์เคี้ยวเอื้อง เช่น วัว ควาย CLA เป็นสารที่ไม่สามารถผลิตขึ้นได้ในร่างกายมนุษย์ ความสำคัญของ CLA จากผลงานวิจัยของ ดร. ไมเคิล พาริซา มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน (แมดิสัน) สหรัฐอเมริกา พบว่า CLA มีคุณสมบัติการต่อต้านมะเร็ง CLA อาจเป็นหนึ่งในสารที่มีฤทธิ์ต่อสู้กับมะเร็งได้แรงที่สุด ปริมาณ CLA เพียง 0.5% ในอาหารจะช่วยลดภาวะของโรคลงได้กว่า 50% งานวิจัยโดย แมรี่ โชมอน ในวารสาร Journal of Nutrition เมื่อเดือนธันวาคม ปี ค.ศ. 2000 แสดงให้เห็นว่า CLA สามารถลดไขมันและช่วยบำบัดรักษากล้ามเนื้อของคน กลุ่มผู้ถูกทดลองที่ได้รับ CLA เข้าไป ไขมันในร่างกายจะลดลงอย่างชัดเจน เมื่อเปรียบกับกลุ่มผู้ที่ไม่ได้รับ CLA นอกจากนั้น CLA ลดปฏิกิริยาแพ้ที่เกิดจากอาหาร CLA มีประโยชน์ต่อผู้ป่วยไทรอยด์ ในการช่วยลดการแพ้อาหาร

นอกจากนั้น เนื้อวัวไทยพื้นเมืองยังมีธาตุสังกะสีและธาตุซีลีเนียม (Selenium) สูง ถ้าร่างกายได้รับปริมาณธาตุสังกะสีที่เหมาะสมแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของเราอย่างมาก เช่น ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย ป้องกันมะเร็ง พบว่าผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากจะมีปริมาณธาตุสังกะสีต่ำกว่าคนปกติ จากการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ธาตุสังกะสี สามารถยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากได้ ที่สำคัญต้องกระซิบดังๆ คือ ธาตุสังกะสีช่วยเพิ่มความรู้สึกทางเพศในผู้ชาย การผลิตสเปิร์มของผู้ชายต้องการธาตุสังกะสีมาก การสร้างฮอร์โมนเพศชายก็ต้องการธาตุสังกะสีเช่นกัน

ซีลีเนียม (Selenium) เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันและชะลอความชรา โดยซีลีเนียมและวิตามินอีจะทำงานเสริมกัน ซึ่งต่างก็ช่วยให้อีกฝ่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยซีลีเนียมมีส่วนสำคัญมากต่อการสร้างกลูตาไธโอนเพอรอกซิเดส ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระหลักของร่างกายที่พบได้ในทุกเซลล์ ประโยชน์ของซีลีเนียม ช่วยคงความยืดหยุ่นอ่อนเยาว์ของเนื้อเยื่อต่างๆ ช่วยป้องกันมะเร็งได้หลายชนิด ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและเส้นเลือดในสมองตีบ บรรเทาอาการร้อนวูบวาบและอาการวัยทองอื่นๆ ช่วยเพิ่มจำนวนสเปิร์มและประสิทธิภาพการสืบพันธุ์ในผู้ชาย

ประโยชน์ของเนื้อวัวไทยพื้นเมือง แค่ 3-4 ข้อ ที่ว่ามา ผมว่าเพียงพอที่จะทำให้ท่านผู้อ่าน โดยเฉพาะท่านชายทั้งหลายอยากออกไปตลาดซื้อเนื้อวัวไทยมาแกงสักหม้อ…ใช่ไหมครับ ฮา…ใครสนใจอยากสอบถาม พูดคุยกับ คุณนพรัตน์ พลายแก้ว กริ๊งกร๊างไปได้ที่โทร. (082) 080-2950 ครับ ฉบับนี้หมดพื้นที่แล้ว ขอลากันไปก่อน สวัสดีครับ

เอกสารอ้างอิง

โคพื้นเมือง : โอกาสตลาด บนวิถีความพอเพียง ค้นจาก http://www.oknation.net/blog/print.php?id=51309

ทัศนีย์ ตรัยรัตน์อภิวัน และ รัชกฤช เลิศภัทรโกมล. เนื้อโคพื้นเมืองไทย จากผู้ผลิตถึงผู้บริโภค. เอกสารประกอบการบรรยาย คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร.

กรกฎาคม 27, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

กลุ่มเลี้ยงโคเนื้อ ตำบลมะรุ่ย ที่ทับปุด พังงา รวมกันจึงอยู่ได้

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05079010158&srcday=2015-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 590

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

กลุ่มเลี้ยงโคเนื้อ ตำบลมะรุ่ย ที่ทับปุด พังงา รวมกันจึงอยู่ได้

พื้นที่ของจังหวัดทางภาคใต้ถือเป็นชัยภูมิที่เหมาะสมและมีความเป็นไปได้ที่จะผลักดันให้มีการเลี้ยงโคเชิงเศรษฐกิจ ถึงแม้ในอดีตชาวบ้านมักนิยมเลี้ยงโคเพื่อใช้งาน และการแข่งขัน ซึ่งโคที่เลี้ยงเป็นพันธุ์พื้นเมือง ขณะที่ทางภาคราชการได้มีการส่งเสริมให้เลี้ยงโคกัน ทำให้ชาวบ้านสนใจหันมาพัฒนาการเลี้ยงเพื่อการค้ามากยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคในประเทศ และอาจพัฒนารูปแบบให้มีคุณภาพมาตรฐานเพื่อส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ

พังงา เป็นอีกจังหวัดที่ชาวบ้านนิยมเลี้ยงโค นับเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญ เป็นที่ต้องการของตลาด ทำให้สามารถสร้างรายได้ให้แก่ผู้เลี้ยงได้เป็นอย่างดี เกษตรกรในจังหวัดพังงาโดยส่วนใหญ่จะเลี้ยงควบคู่กับการทำการเกษตร ที่มีการผลิตแบบเกื้อกูลกันระหว่างการเกษตรและการเลี้ยงสัตว์ นับเป็นสิ่งมีค่าสำหรับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดการพัฒนาที่สมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้การพึ่งตนเอง ด้วยการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่น กระตุ้นให้เกิดการผลิต การบริโภคภายในชุมชนและขยายสู่เครือข่ายภายนอก เป็นการสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในท้องถิ่น อันจะนำมาซึ่งการมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ตำบลมะรุ่ย เป็นอีกชุมชนหมู่บ้านของอำเภอทับปุด ที่นอกจากประกอบอาชีพทำสวนยางและปาล์มแล้ว ยังสนใจเลี้ยงโคกันเพื่อเป็นรายได้หลักอีกทางด้วย โดยมีชาวบ้านเลี้ยงโคกันอยู่ ประมาณ 30 ราย และถึงแม้ตัวเลขผู้เลี้ยงโคดูจะไม่มาก แต่ทุกคนต่างใส่ใจที่จะเลี้ยงแบบมีคุณภาพ ทั้งนี้เพื่อให้มีมาตรฐานอันนำไปสู่การกำหนดราคาที่สูง

คุณฉลาด แซ่อิ๋ว อยู่บ้านเลขที่ 74 หมู่ที่ 4 ตำบลมะรุ่ย อำเภอทับปุด จังหวัดพังงา เป็นชาวบ้านอีกคนหนึ่งที่สนใจการเลี้ยงโคสร้างรายได้ และทำมานานเกือบ 20 ปีแล้ว จากเดิมที่เคยยึดอาชีพทำการเกษตร ปลูกผัก และพืชล้มลุก อย่าง ถั่ว และแตง ซึ่งสร้างรายได้ไม่พอเลี้ยงครอบครัวซึ่งทำเพียงคนเดียว จึงต้องออกไปรับจ้างฉีดยาฆ่าหญ้าและรับจ้างขนปาล์ม

คุณฉลาด เริ่มต้นเลี้ยงโคเพียงตัวเดียวก่อน เป็นโคพันธุ์พื้นเมืองผสมบราห์มันเล็กน้อย เลี้ยงแบบปล่อยตามธรรมชาติ และให้โคกินหญ้าปากควายที่ขึ้นอยู่ในสวนมะพร้าว คุณฉลาดมองว่าการเลี้ยงโคไม่มีความยุ่งยากอย่างที่คิด ดังนั้น ไม่นานจึงตัดสินใจขายด้วยราคาที่พอใจแล้วซื้อแม่โคติดลูกมาเลี้ยง

ตลาดขายโคในช่วงเริ่มต้นของชาวบ้านมักขายกันเอง โดยมีลูกค้าเดินมาติดต่อซื้อตามบ้าน คุณฉลาดเล่าว่า สมัยแรกเริ่มถ้าหาคนซื้อจะต้องไปติดต่อคนเชือดโคเท่านั้น เพราะเป็นแหล่งต้นทางที่จะนำไปสู่การทำความรู้จักกับคนเลี้ยงโครายอื่นๆ ส่วนการตั้งราคาคุณฉลาดบอกว่าดูจากความเหมาะสมและการตกลงตัดสินใจซื้อจะอยู่บนฐานของความพอใจทั้งสองฝ่าย

การมีศักยภาพจากปัจจัยพื้นฐานของการเลี้ยงโค ซึ่งไม่ว่าจะเป็นวิธีการ แหล่งอาหารในท้องถิ่น อาจมิใช่ข้อจำกัดหรืออุปสรรคในการเลี้ยง แต่การสร้างคุณภาพที่ดีได้มาตรฐานอันนำมาสู่การกำหนดราคาขายในตลาดแข่งขันต่างหากที่ถือเป็นเรื่องสำคัญ

คุณฉลาด มองว่าการเลี้ยงโคของชาวบ้านแบบต่างคนต่างเลี้ยง อาจยิ่งทำให้ราคาขายโคไม่เป็นไปตามที่ต้องการ ทั้งนี้เพราะหากขาดความเชื่อมโยงกับภาคราชการในอันที่จะเข้ามาช่วยส่งเสริม สนับสนุนการเลี้ยงให้ถูกต้องตามเกณฑ์อาจทำให้ขาดแรงขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย

ด้วยเหตุนี้ คุณฉลาดจึงชักชวนเพื่อนร่วมอาชีพเลี้ยงโคมารวมตัวกัน เพื่อจัดตั้งเป็นกลุ่มสร้างความเข้มแข็งในชื่อ กลุ่มผู้เลี้ยงโคเนื้อ ตำบลมะรุ่ย มาเมื่อราว 15 ปีที่แล้ว

“เดิมมีโคเพียงตัวเดียว จึงเพิ่มเป็น 7-8 ตัว และเมื่อเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เข้ามาแนะนำได้เปลี่ยนวิธีการเลี้ยงให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น มีการจัดการอย่างถูกต้อง จากนั้นจะเริ่มหาสมาชิกที่เลี้ยงโคเพื่อรวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่มขึ้นเพื่อเป็นการสร้างความเข้มแข็งในการที่จะขอความช่วยเหลือจากทางภาคราชการ เพราะในอดีตหากไม่มีการรวมตัวกัน การช่วยเหลือมักได้รับอย่างไม่เต็มที่

จากนั้นได้ไปของบประมาณจากทางองค์การบริหารส่วนตำบล เพื่อจัดให้มีการอบรมความรู้ด้านการเลี้ยงโค สอนให้รู้วิธีการจัดระบบฟาร์มมาตรฐานที่ถูกต้อง และแนะนำด้านการตลาด พร้อมทั้งมีการไปเยี่ยมชมตัวอย่างฟาร์มโคที่จัดระบบได้มาตรฐานหลายแห่ง”

ข้อดีของการรวมกลุ่มคือ 1. สามารถร้องขอความช่วยเหลือได้รวดเร็วและเต็มที่ 2. การของบฯ สนับสนุนจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ และ 3. จะได้รับความช่วยเหลือ หากมีโครงการหรือกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ทันที

“เมื่อก่อนเวลาขาย ถ้าคนรับซื้อบอกราคาเท่าไร ก็ต้องยอมขายในราคาเท่านั้น แต่เมื่อมีกลุ่ม มีการเลี้ยงแบบถูกต้องแล้ว จะได้การรับรองคุณภาพมาตรฐาน ฉะนั้น เวลาขายตอนนี้ทางกลุ่มสามารถกำหนดราคาขึ้นเองได้ตามความเป็นจริง จึงทำให้เกิดความเป็นธรรมด้านราคาแก่คนเลี้ยงโค” คุณฉลาด กล่าว

คุณฉลาดให้รายละเอียดวิธีการเลือกสายพันธุ์โคที่นำมาเลี้ยง โดยดูลักษณะเด่นจากสายเลือด เช่น แบรงกัส คือมาจากบราห์มันกับแองกัส 2. ชาร์โรเล่ส์ เป็นพันธุ์เนื้อ และ 3. บราห์มัน ซึ่งเป็น 3 สายเลือด ที่มาจากพันธุ์พื้นเมือง

นอกจากนั้น คุณฉลาดยังระบุว่า ตามธรรมชาติของโคแล้วมักขายกันเมื่อมีอายุราว 3 ปี หรืออาจเพียงแค่ปีกว่าก็สามารถขายได้ เพราะความที่มีมากในบางคราวจึงต้องขายเร็ว โคเกิดอย่างเร็วปีละ 1 ตัว หรือในระยะเวลา 3 ปี อาจได้โคเพียง 2 ตัว ต่างกับไก่ที่ออกมาคราวละหลายตัวมีจำนวนมาก จนทำให้บางคราวราคาตก แต่ที่ผ่านมาราคาขายโคไม่เคยตกเลย ทั้งนี้อาจมองว่าปริมาณกับความต้องการไม่สอดคล้องกัน

คุณฉลาด อธิบายหลักเกณฑ์การตีราคาขายโคว่า ถ้าตามหลักวิชาการแล้วมักใช้วิธีวัดรอบอก แล้วไปเทียบน้ำหนัก ซึ่งจะมีตารางกำหนดไว้ แต่ในข้อเท็จจริงจากประสบการณ์จึงมักตีราคาโคด้วยสายตา

สำหรับปัญหาเรื่องโรคโค มีแต่ไม่มากนัก คุณฉลาด บอกว่า เท่าที่พบคือ มักเป็นไข้ 3 วัน คล้ายไข้หวัด ส่วนมากจะปล่อยให้หายเอง แต่ถ้าเป็นมากจะปรึกษากับเจ้าหน้าที่เพื่อหายามาฉีดต่อไป

ด้านการลงทุนเลี้ยงโค คุณฉลาด แจงว่า ถ้าไม่นับทุนที่ซื้อโคมาแล้ว ทุนด้านอื่นคงมีไม่มาก เช่น ค่ามันดีเซล ใส่เครื่องบดหญ้า วันละเพียง 5 บาท แล้วมีค่าอาหาร ซึ่งทุกวันนี้เลี้ยงโคให้อาหารสำเร็จรูป วันละ 5-6 กิโลกรัม คุณฉลาดชี้ว่า จุดอ่อนของการเลี้ยงโคในภาคใต้คือความไม่พอเพียงในปริมาณอาหาร ซึ่งหากประสบปัญหาในช่วงใดจะมักใช้ทางปาล์มแทน ต่างกับทางภาคอื่นที่สามารถใช้วัสดุหลายอย่างในท้องถิ่นมาใช้เลี้ยงโคได้ แต่ตอนนี้มีการใช้ต้นข้าวโพดเลี้ยงโค เพื่อแก้ปัญหาในช่วงหน้าร้อน

ปัจจุบัน คุณฉลาดมีโคที่เลี้ยง จำนวน 16 ตัว เขาเลี้ยงโคเป็นอาชีพเสริม ซึ่งในแต่ละวันใช้เวลาช่วงเช้า-เย็น ส่วนช่วงกลางวันจะออกไปรับจ้าง นอกจากนั้นแล้ว คุณฉลาดยังทำสวนปาล์มของตัวเองด้วย มีเนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ จำนวน 400 กว่าต้น ปลูกไว้ 3-4 รุ่น และรุ่นแรกมีอายุประมาณ 17 ปี ปลูกมังคุดไว้ในสวนปาล์ม จำนวน 120 ต้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการลดต้นทุนค่าปุ๋ย จึงนำมูลโคไปใส่ในสวนปาล์ม

จากผลสำเร็จด้านการเลี้ยงโค จึงทำให้ฟาร์มของคุณฉลาดได้รับการรับรองเป็นฟาร์มโคเนื้อสาธิต ในโครงการส่งเสริมปศุสัตว์เพื่อการส่งออก ของศูนย์วิจัยการผสมเทียมสุราษฎร์ธานี สำนักงานปศุสัตว์เขต 8 กรมปศุสัตว์

นอกจากเป็นหนึ่งในคนเลี้ยงโคแล้ว คุณฉลาดยังมีบทบาทในตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดพังงา ที่คอยขับเคลื่อนกิจกรรมและความช่วยเหลือให้แก่สมาชิกกลุ่มผู้เลี้ยงโคเนื้อ ตำบลมะรุ่ย ที่มีสมาชิก จำนวน 142 คน เพราะถือเป็นกลุ่มที่มีจุดเด่นและจุดแข็งมาก มีกิจกรรมต่างๆ ภายในกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นการออมเงิน การให้กู้เงิน ความช่วยเหลือแก่เด็กและคนสูงอายุ โดยใช้บ้านพักตัวเองเป็นสถานที่สำหรับให้ผู้สนใจมาเรียนรู้ ฝึกอบรม

ทั้งนี้ หนึ่งในกรรมการกลุ่มบอกว่า ที่ผ่านมาได้รับความช่วยเหลือจากทางภาคราชการเป็นอย่างดี จนทำให้สมาชิกในกลุ่มมีการพัฒนาวิธีการ สามารถสร้างผลผลิตได้ตามมาตรฐาน แต่สิ่งที่ทางกลุ่มต้องการคือ ที่ทำการหรือสำนักงานของกลุ่มอย่างเป็นทางการ เพราะทุกวันนี้ต้องใช้บ้านของชาวบ้านบางคนเป็นสถานที่ติดต่องานกัน บ้าง เก็บของใช้บ้าง ทั้งนี้การสร้างสำนักงานจะเป็นศูนย์กลางให้ชาวบ้านมาประชุมหรือมีการอบรมให้รู้ในกิจกรรมต่างๆ ได้

คุณสุวรรณี ศรีนาด นักวิชาการสัตวบาลชำนาญการพิเศษ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดพังงา ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของภาคราชการที่มีบทบาทในด้านการให้คำปรึกษากิจกรรมต่างๆ ของกลุ่มกล่าวว่า เป็นการเลี้ยงโคกันในกลุ่ม และกลุ่มนี้ได้รางวัล เมื่อ ปี 2544 รางวัลที่ได้เพราะเป็นสมาชิกกลุ่มมีการทำงานกันแบบเป็นทีม และมีความสามัคคีกัน

ทางด้านความช่วยเหลือจากทางภาคราชการคือ เป็นการแนะนำ ฝึกอบรมเรื่องการเลี้ยงโคอย่างถูกต้องตามมาตรฐาน ซึ่งความจริงแล้วความเข้มแข็งของกลุ่มนี้ทำให้กลายเป็นการให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มที่อยู่ข้างเคียงมากกว่า

“สิ่งที่เป็นห่วงคือ เมื่อสัตว์ราคาสูง ชาวบ้านมักรีบขายออกทันที ทั้งนี้มักชอบขายแบบรวมพ่อ-แม่พันธุ์ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย หากขายพ่อ-แม่พันธุ์ที่ดีไป ดังนั้น จึงหารือกันว่า ควรเก็บไว้ อย่าปล่อยขายทั้งหมด”

ในตอนท้าย คุณฉลาด ฝากบอกว่า การเลี้ยงโคเป็นอาชีพ ไม่ต้องลงทุนอะไรมาก แล้วยังไม่ยุ่งยากเหมือนการเลี้ยงสัตว์ชนิดอื่น อย่าง หมู ไก่ หรือเป็ด เพราะสัตว์เหล่านั้นต้องหมดไปกับค่าอาหาร แต่โคสามารถเลี้ยงแบบปล่อยให้กินหญ้า หรือหาหญ้ามาให้กิน

การเลี้ยงโคสามารถทำได้ทุกภาค แต่ควรเลือกพันธุ์ให้มีความเหมาะสมกับพื้นที่ ตลอดจนลักษณะทางธรรมชาติและภูมิประเทศของจังหวัดนั้น ทั้งนี้เพราะบางพันธุ์อาจไม่เหมาะกับสภาพอากาศในบางแห่ง อย่าง ชาร์โรเล่ส์ ไม่เหมาะที่เลี้ยงทางภาคอีสาน เพราะอากาศร้อน แต่เหมาะกับการเลี้ยงทางภาคใต้ ซึ่งเท่าที่ดูแล้วพันธุ์บราห์มันเหมาะกับทางภาคอีสานมากกว่า

อาชีพเกษตรกรรม นอกจากคำว่า เศรษฐกิจพอเพียง เราควรมองก่อนว่าสนใจและชอบอะไร สิ่งสำคัญคือทำไปแล้วต้องเกิดรายได้ และควรทำแบบลดต้นทุน เพื่อให้มีกำไรมาก ไม่ว่าจะเป็นอาชีพอะไร ล้วนสร้างรายได้ทั้งนั้น เพียงแต่ขอให้มีใจรักเป็นทุนก่อน อย่าทำตามคนอื่นโดยไม่รู้จักสิ่งนั้น

“เมื่อลงมือทำแล้ว ถ้าเกิดปัญหาหรืออุปสรรคอย่าท้อแท้ สิ้นหวัง เพราะนั่นเป็นเพียงการเริ่มต้น แต่ควรอดทน เพียรพยายาม ควรค้นหาจุดบกพร่องแล้วรีบแก้ไข…เงินแสนแรกจะยากหน่อย แต่พอทำไปแล้ว แม้จะเป็นอีกสิบแสน ก็จะไม่ยากเท่ากับแสนแรก” คุณฉลาด กล่าวฝาก

สนใจข้อมูลการเลี้ยงโคของกลุ่มผู้เลี้ยงโคเนื้อ ตำบลมะลุ่ย อำเภอทับปุด จังหวัดพังงา สอบถามได้ที่ คุณฉลาด แซ่อิ๋ว โทรศัพท์ (089) 593-4707

มิถุนายน 16, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

สุนทรฟาร์มแอนด์ฟีด สร้างวัวเนื้อคุณภาพ ชี้อนาคตรายย่อย ใช้ TMR

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086151157&srcday=2014-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 587

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ทุยโทน ท้ายทุ่ง

สุนทรฟาร์มแอนด์ฟีด สร้างวัวเนื้อคุณภาพ ชี้อนาคตรายย่อย ใช้ TMR

สวัสดีครับ สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี มักมีสงครามและปัญหาการเมืองภายในตลอดระยะเวลา 417 ปี ของอาณาจักรมีสงคราม 58 ครั้ง (ทุกๆ 7.18 ปี) มีรัฐประหาร 15 ครั้ง (ทุกๆ 27.8 ปี) มีกบฏ 17 ครั้ง (ทุกๆ 24.57 ปี) รวม 90 ครั้ง หรือทุกๆ 4.63 ปี แต่มีภัยธรรมชาติขนาดวิกฤต 16 ครั้ง หรือทุกๆ 26 ปี ไทยนี้รักสงบที่เราร้องกัน ผมว่าขัดกับข้อมูลที่ผมพบเจอมาแบบคนละเรื่อง อดีตชี้ปัจจุบันและทำนายอนาคตได้เสมอครับ เข้าเรื่องครับ ฉบับนี้ผมพาท่านไปยังเมืองกาญจนบุรี ตามผมไปดูฟาร์มวัวเนื้อ ที่ผลิตวัวพันธุ์ลูกผสมยุโรป และไปฟังความคิดเห็นการเลี้ยงวัวเนื้อ วัวนม ของบ้านเราในอนาคต

เลี้ยง วัวเนื้อ วัวนม

บนพื้นที่ 500 ไร่

ขอแนะนำท่านให้รู้จักกับ คุณสุนทร ฤทธิ์วิวัฒน์ เจ้าของ สุนทรฟาร์มแอนด์ฟีด เซ็นเตอร์ ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านเก่า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี คุณสุนทร เริ่มเล่าให้ฟังว่า “สุนทรฟาร์มแอนด์ฟีด เซ็นเตอร์ ตั้งขึ้นมาเมื่อปี พ.ศ. 2540 บนพื้นที่ ประมาณ 500 ไร่ ผมใช้ชื่อฟาร์มแอนด์ฟีด เซ็นเตอร์ เพราะเคยไปดูตัวอย่างจากประเทศจีน ที่นั่นมีศูนย์พัฒนาวิธีการเลี้ยงสัตว์ ผมถูกใจชื่อและระบบนี้ จึงนำมาใช้เป็นชื่อฟาร์มและตั้งใจทำให้ที่นี่เป็นศูนย์กลางการพัฒนา เป็นตัวอย่างวิธีการเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจให้แก่เกษตรกรที่สนใจ ฟาร์มของเราผ่านการเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจมาหลายชนิดจนมาถึงปี พ.ศ. 2546 ผมก็ได้เริ่มต้นเลี้ยงวัวนม เพราะพื้นที่ตรงนี้ค่อนข้างเหมาะสมกับวัวนมและยังเลี้ยงวัวนมเรื่อยมาจนปัจจุบัน มีวัวนมอยู่ 120 แม่ และมีวัวเนื้อแม่พันธุ์พื้นฐาน วัวขุน และวัวเนื้อพันธุ์ลูกผสมยุโรปอีกหลายร้อยตัว เราตั้งใจทำให้ที่นี่เป็นฟาร์มครบวงจรทั้งในเรื่องการเลี้ยงวัว การพัฒนาสายพันธุ์ตลอดจนถึงการพัฒนาด้านอาหารสัตว์อีกด้วย” คุณสุนทร ซึ่งคลุกคลีอยู่ในวงการปศุสัตว์ของไทยมากว่า 30 ปี เล่าให้ฟัง

ใช้แม่พื้นฐาน เลือด 50:50

คุณพงษ์พันธ์ อินทร์อ่อน บัณฑิตจากรั้วศิลปากร เจ้าหน้าที่สัตวบาลประจำสุนทรฟาร์มแอนด์ฟีด เซ็นเตอร์ ได้พาชมฟาร์มและเล่ารายละเอียดเรื่องการสร้างวัวลูกผสมยุโรปของฟาร์มให้ฟัง “เราเลี้ยงวัวและสร้างวัวลูกผสมยุโรปแบบครบวงจร เรามีฝูงแม่พันธุ์พื้นฐานที่เป็นวัวลูกผสมไทย บราห์มัน สายเลือด 50:50 ใช้เป็นแม่พันธุ์พื้นฐานสำหรับไล่สายเลือดให้สูงขึ้นไป ฝูงแม่พันธุ์พื้นฐานเรามีแม่พันธุ์อยู่ 90 ตัว ใช้การผสมเทียมเป็นหลัก และแก้ปัญหาผสมไม่ติดโดยใช้พ่อพันธุ์คุมฝูง พ่อพันธุ์ที่ใช้คุมฝูงตอนนี้มีอยู่ 4 ตัว หมุนเวียนกันไป มีทั้งพ่อพันธุ์บราห์มันเลือด 100 พ่อพันธุ์บราห์มันเลือดสูงประมาณ 75% อีก 2 ตัว รวมทั้งพ่อพันธุ์แองกัสเลือดสูงอีก 1 ตัว พ่อพันธุ์ที่มีเราจะสลับหมุนเวียนใช้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพบปัญหาหรือมันจะแก่จนเกินไป ก็จะปลดออก”

ตัวผู้ขุน ตัวเมียทำแม่พันธุ์

และหลักการคัดเลือกแม่พันธุ์

คุณพงษ์พันธ์ เล่าต่อไปว่า “หลังจากที่เราได้ลูกวัวจากฝูงแม่พันธุ์พื้นฐานแล้ว ลูกวัวตัวผู้จะเอาเข้าคอกขุนของเราเอง โดยจะใช้เวลาขุน ประมาณ 6 เดือน แล้วจับส่งขายให้กับสหกรณ์โคเนื้อ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ตอนนี้เรามีวัวที่กำลังขุนอยู่ในคอก จำนวน 180 ตัว รอส่งให้สหกรณ์ฯ” ในส่วนของวัวตัวเมีย คุณพงษ์พันธ์ อธิบายต่อไปว่า “ส่วนลูกตัวเมียที่ได้จากแม่พันธุ์พื้นฐานจะเอาไปเลี้ยงไว้ในคอกวัวสาว รอเป็นแม่พันธุ์ โดยวัวสาวกลุ่มนี้จะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ตามสีคือ สีขาวและสีอื่นๆ หลังจากนั้น จะขุนและสังเกตดูการเจริญเติบโตต่อไป” คุณพงษ์พันธ์ อธิบายหลักการคัดเลือกแม่พันธุ์วัวของสุนทรฟาร์มแอนด์ฟีด เซ็นเตอร์ ว่า “ตอนนี้มีวัวสาวอยู่ประมาณ 150 ตัว เราเลือกโดยดูลักษณะรวม เน้นเรื่องความสูง เพราะเรื่องอื่นๆ พอแก้ไขได้ แต่เรื่องความสูงแก้ยาก เราจึงเลือกแม่พันธุ์ตัวสูงเอาไว้ก่อน ลักษณะรองลงมาคือเรื่องของสี เราเลือกวัวสีขาว สีครีม สีทอง ไปจนถึงสีแดง ถัดมาจะมาดูลักษณะของตะโหนก เราต้องการวัวแม่พันธุ์ที่ไม่มีตะโหนก หรือมีแต่ไม่ชัดเจน” วัวสาวที่คัดเลือกไว้ของฟาร์มจะเริ่มผสมเทียม เมื่ออายุได้ 1 ปีครึ่ง “แม่วัวของเราที่มีอายุสูงที่สุดคือ ให้ลูกจนอายุ 12 ปี หลังจากนั้นเราจะปลดแม่วัวออกไปเข้าคอกขุนต่อไป” คุณพงษ์พันธ์ อธิบาย

แม่พันธุ์แดง ผสมบลอนด์ดะคิแตน

ที่คอกวัวแม่พันธุ์ คุณพงษ์พันธ์ เล่าถึงการผสมเทียมให้ฟังว่า “ตอนนี้เรามีแม่พันธุ์วัวอยู่ 140 ตัว และใช้การผสมเทียมเป็นหลัก โดยมีหลักการง่ายๆ ในการเลือกพ่อพันธุ์ที่จะนำมาผสมคือ หากแม่พันธุ์เป็นวัวสีขาว เมื่อผสมพันธุ์ได้จะผสมเทียมกับน้ำเชื้อชาร์โรเล่ส์เลือด 100% หากแม่พันธุ์เป็นวัวที่มีสีออกแดงหรือน้ำตาลเมื่อผสมพันธุ์ได้จะผสมเทียมกับน้ำเชื้อบลอนด์ดะคิแตนเลือด 100% ส่วนเรื่องการจับสัด เราใช้พ่อวัวเบนลึงค์ทำหน้าที่จับสัด และใช้พ่อวัวพันธุ์กำแพงแสน ที่ชื่อ Mr. ก้านกล้วย 5438 ที่มีน้ำหนักกว่า 800 กิโลกรัม คุมฝูง เพื่อแก้ปัญหาการผสมไม่ติด” ในส่วนของอาหารสำหรับวัวในฟาร์ม คุณพงษ์พันธ์ เล่าว่า “เราให้หญ้าเนเปียร์ปากช่อง จากแปลงของเรา และต้นข้าวโพด เป็นอาหารหยาบ ส่วนอาหารข้น เราให้อาหาร TMR โปรตีน 14% ที่เราทำเอง”

มุมมองอนาคต วัวเนื้อไทย

เนื่องจาก คุณสุนทร ได้คลุกคลีอยู่ในวงการวัวเนื้อและวงการปศุสัตว์ในบ้านเรามาหลายสิบปี เราจึงมีมุมมองดีๆ มาฝากกันครับ “แม้ว่าเนื้อวัวไม่ได้เป็นอาหารหลักของคนไทย แต่ผมมองว่าในอนาคตวงการวัวเนื้อของไทยเราต้องเข้าไปสู่ระบบฟาร์มเหมือนกับฟาร์มหมู ฟาร์มไก่ เพราะเกษตรกรรายย่อยจะมีพื้นที่สำหรับเลี้ยงวัวไล่ทุ่งน้อยลงทุกวัน ดังนั้น รูปแบบวิธีการเลี้ยงวัวเนื้อในอนาคตของเกษตรกรไทยต้องเปลี่ยนแปลงไปแน่นอน อนาคตเกษตรกรที่ผลิตเนื้อคุณภาพ เนื้อเกรดสูงน่าจะอยู่ได้ดี แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการลงทุนที่สูงขึ้น แต่ความอยู่รอดของเกษตรกรรายย่อยก็ต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของภาครัฐด้วยว่า รัฐจะปกป้องเกษตรกรผู้เลี้ยงวัวอย่างไร ในขณะที่เนื้อคุณภาพดีราคาถูกจากต่างชาติทะลักเข้ามาในประเทศไทย ข้อตกลง FTA ทำให้เนื้อจากหลายประเทศเข้ามาในบ้านเราโดยไม่เสียภาษี ตรงนี้ก็เป็นอีกประเด็นที่ภาครัฐต้องตอบให้ได้ว่า จะปกป้องเกษตรกรรายย่อยอย่างไร”

TMR อนาคตมาแน่

คุณสุนทร ให้มุมมองต่อการเลี้ยงวัวเนื้อของไทยในอนาคตว่า “เมื่อการเลี้ยงวัวเนื้อในอนาคตจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบไปสู่ระบบฟาร์ม ดังนั้น เรื่องอาหารที่ใช้เลี้ยงวัวก็ต้องปรับเปลี่ยนไปด้วย อนาคตเราคงไม่สามารถปล่อยวัวแบบเลี้ยงไล่ทุ่งได้ เราคงไม่สามารถไปเกี่ยวหญ้าข้างทาง หรือขอเกี่ยวหญ้าในแปลงของคนอื่นได้อีก หรือหากทำได้แต่ก็คงมีปริมาณไม่มากพอกับความต้องการกับการเลี้ยงในระบบฟาร์มปิด ผมจึงมองว่าในอนาคตระบบการให้อาหารแบบ ทีเอ็มอาร์ (TMR) จะเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมากแน่นอน เพราะมีความสะดวก มีคุณค่าทางอาหารตามที่วัวต้องการและประหยัดแรงงานในการจัดการด้านอาหารวัว” มาถึงตรงนี้เราต้องไล่ให้ทันกับ คำว่า ทีเอ็มอาร์ ผมขออนุญาตอธิบายคร่าวๆ สำหรับผู้อ่านท่านที่ยังไม่ทราบครับ ระบบการให้อาหารแบบผสมรวม (Total Mixed Ration : TMR) หรือเรียกว่า ทีเอ็มอาร์ เป็นระบบผลิตอาหารผสมรวมอาหารข้นและอาหารหยาบเข้าด้วยกันและให้มีคุณค่าทางโภชนะตามความต้องการของวัว สําหรับการดํารงชีพและให้น้ำนม ซึ่งการให้อาหารจะให้ตามกลุ่มของวัวที่มีผลผลิตแตกต่างกัน โดยวัตถุดิบจะต้องดีและรู้ถึงส่วนประกอบที่แน่นอนของส่วนผสมทุกชนิดที่นํามาประกอบเป็นอาหารสูตรสําเร็จนั้น ประโยชน์ในการให้อาหารแบบ ทีเอ็มอาร์ เช่น ลดต้นทุนด้านอาหารสัตว์ ทําให้ความสูญเสียในการกินอาหารของวัวลดลง ช่วยลดการผิดปกติของระบบการใช้อาหาร ในร่างกายวัวที่แยกอาหารหยาบและอาหารข้นจะมีความผิดปกติของระบบการใช้อาหารในร่างกาย คือต้องดึงสารอาหารออกจากร่างกายมาใช้ ถ้าใช้อาหาร ทีเอ็มอาร์ จะทําให้สุขภาพวัวและระบบสืบพันธุ์ดีขึ้น และสามารถลดแรงงาน เพราะลดเวลาสําหรับการจัดการอาหารได้ แต่ในขั้นตอนการผลิตและจ่ายอาหาร ทีเอ็มอาร์ แก่วัว จําเป็นต้องมีเครื่องจักรสําหรับเตรียมส่วนอาหารหยาบ เช่น เครื่องตัดสับแบบต่างๆ ส่วนเครื่องผสมและจ่ายอาหาร ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ต้นกําลังจากรถแทรกเตอร์หรือขับเคลื่อนด้วยตัวเอง ส่วนใหญ่มีขนาดใหญ่และราคาค่อนข้างสูง (สุวรรณ และ วัชมา, 2554)

สุดท้าย คุณสุนทร ฝากบอกไปยังท่านผู้อ่านทั่วประเทศว่า “สุนทรฟาร์มแอนด์ฟีด เซ็นเตอร์ ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้ามาศึกษาดูงานแบ่งปันความรู้กันได้ ใครสนใจติดต่อโดยตรงได้ที่ คุณสุนทร ฤทธิ์วิวัฒน์ โทร. (081) 827-3272 ครับ” ฉบับนี้หมดพื้นที่แล้วจนกว่าจะพบกันใหม่ สวัสดีครับ

เอกสารอ้างอิง

สุวรรณ หอมหวล และ วัชมา โพธิ์ทอง. 2554. การออกแบบและพัฒนาเครื่องผลิตอาหาร ทีเอ็มอาร์ สําหรับฟาร์มโคนมขนาดเล็ก. วิทยาสารกําแพงแสน ปีที่ 9 ฉบับที่ 1 2554

บรรยายภาพ

1. คุณพงษ์พันธ์ อินทร์อ่อน เจ้าหน้าที่สัตวบาลประจำสุนทรฟาร์มแอนด์ฟีด เซ็นเตอร์

2. ฝูงแม่พันธุ์พื้นฐานที่เป็นวัวลูกผสมไทย บราห์มัน สายเลือด 50:50

3. พ่อพันธุ์บราห์มัน เลือด 100% ที่ใช้คุมฝูงแม่พันธุ์พื้นฐาน

4. คอกแม่พันธุ์ที่มีอยู่ 140 ตัว

5. ให้อาหาร TMR สำหรับแม่พันธุ์

6. เครื่องผสมอาหาร TMR

พฤษภาคม 4, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

เอนก จีวะรัตน์ กับแนวคิด…ขี้ไก่ไข่ สร้างรายได้ ที่พังงา

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05071151057&srcday=2014-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 585

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

เอนก จีวะรัตน์ กับแนวคิด…ขี้ไก่ไข่ สร้างรายได้ ที่พังงา

เอนก จีวะรัตน์ วัย 63 ปี นอกจากดำรงตำแหน่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ สภาเกษตรกรจังหวัดพังงา ยังเป็นเกษตรกรที่ได้รับรางวัลปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน พ.ศ. 2557 สาขาปราชญ์เศรษฐกิจพอเพียง ถือเป็นหนึ่งในต้นแบบของเกษตรกรที่ก้าวสู่ความสำเร็จ

ลุงเอนกใช้เวลากว่า 30 ปี ในการพลิกฟื้นเหมืองแร่เก่า อันเป็นที่ดินมรดกของครอบครัว ให้กลายเป็นแปลงเกษตรที่ประกอบด้วยกิจกรรมที่หลากหลายในรูปแบบของการผสมผสาน

“ประมาณ ปี 2525 ที่ผมเริ่มคิดว่าต้องมีการปรับเปลี่ยนอาชีพ เพราะมองว่าสักวันหนึ่งเหมืองแร่ดีบุกที่ทำคงหมดเนื้อแร่ และคงสิ้นสุดการทำเหมืองแร่ในที่สุด ต่อมาในปี 2528 ยุคสิ้นสุดการทำเหมืองแร่ก็มาถึงจริงๆ ผมจึงเอาที่ดินที่ได้รับมรดก 52 ไร่ มาทำอาชีพการเกษตร”

“การทำเกษตรบนพื้นที่เหมืองแร่เก่านั้น จากประสบการณ์ของผมที่ผ่านมาพบว่า การปลูกพืชเพียงอย่างเดียวจะอยู่ไม่ได้ เพราะต้องใช้ต้นทุนสูง แต่ที่จะลดต้นทุนและอยู่ได้อย่างแน่นอนคือ ต้องมีการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ควบคู่กันไป”

ล้มเป็นบทเรียนพัฒนา

แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ ลุงเอนกนั้นต้องล้มแล้วลุก สู้มาอย่างทรหดอดทน

“การหกล้มแต่ละครั้งนั้น สร้างบทเรียนให้กับเรา ทุกอย่างไม่มีอะไรที่ไม่ผิดหวัง ทุกอย่างต้องเรียนรู้บนความผิดหวัง ต้องพยายามตั้งใจ ลุกขึ้นให้ได้และเดินหน้าต่อไป เกษตรกรต้องมีความตั้งใจ เมื่อหกล้มแล้วต้องลุกขึ้น ที่ผ่านมานั้นผมเอาการเรียนรู้ในแต่ละครั้งที่ล้มมาต่อยอด ทุกอย่างที่ผมทำในสวนจะเริ่มการคิดว่าอยากทำอยากปลูกอะไร แล้วค่อยๆ ทำแบบเล็กๆ เรียนรู้ทุกอย่างจากสิ่งเล็กๆ ก่อน หากสำเร็จแล้วค่อยขยายต่อไป” ลุงเอนกกล่าว

ทั้งนี้ วิถีแห่งการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ ลุงเอนกได้ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางสำคัญ

ในวันนี้บนพื้นที่ 52 ไร่ ซึ่งตั้งอยู่ที่ 98/4 หมู่ที่ 2 ถนนสายตะกั่วป่า-กระปง ตำบลท่านา อำเภอกะปง จังหวัดพังงา โทร. (081) 891-9496 แบ่งกิจกรรมออกเป็น

หนึ่ง พื้นที่ 8 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ ใช้ในการปลูกไม้ผล ได้แก่ มังคุด มะพร้าวน้ำหอม ลองกอง เงาะ ยางพารา โดยแต่ละปีมีกำไรสุทธิ ประมาณ 97,000 บาท

สอง พื้นที่ 44 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ดินกรวด ดินทราย ใช้ในการปลูกมะพร้าวน้ำหอม 200 ต้น ปาล์มน้ำมัน 330 ต้น เลี้ยงไก่ไข่ ปลาดุก โดยแต่ละปีมีกำไรสุทธิ 2,064,000 บาท

สาม ส่วนของกิจกรรมการเกษตร ปลูกพืชสมุนไพร และพืชสวน ไว้บริโภคในครัวเรือน ได้แก่ มะระ ถั่วฝักยาว ขิง ข่า ตะไคร้ พริก กล้วย มะละกอ มะรุม มะกรูด ขี้เหล็ก มะนาว ส้ม ดอกหน้าวัว

จากการวางแผนการผลิต และมีการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทำให้ลุงเอนกสามารถสร้างรายได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี ทั้งรายได้รายวันจากการขายไข่ไก่ ยางพารา รายได้รายสัปดาห์จากปาล์มน้ำมัน และรายได้รายเดือนจากการขายปลาดุกและมูลไก่ สุดท้ายรายได้ตามฤดูกาลจากไม้ผล

“จะเห็นว่าทุกกิจกรรมที่ผมทำนั้นจะเอื้อกัน ไม่เป็นเชิงเดี่ยว เกษตรกรส่วนใหญ่จะเสียเวลากับการทำเกษตรเชิงเดี่ยว โดยถ้าเลี้ยงปลาดุกก็จะปลาดุกอย่างเดียว หรือปลูกปาล์มน้ำมันอย่างเดียว รูปแบบดังกล่าวนั้นเป็นการทำให้สูญเสียในอนาคตอย่างมาก ทำให้เกษตรกรล้มลุกคลุกคลานอยู่ไม่ได้ แต่ที่ผมอยู่ได้ทุกวันนี้ เพราะผมมีอย่างอื่นมาเสริม ยางพาราช่วงนี้ราคาตก ผมมีรายได้จากไก่ไข่ จากปลามาเสริม ทุกอย่างหลากหลาย ทำให้เราลดความเสี่ยงลงได้” ลุงเอนกกล่าว

ขี้ไก่ไข่ ขุมทองในสวน

หนึ่งในกิจกรรมสร้างรายได้ที่น่าสนใจของลุงเอนก นั่นคือ การเลี้ยงไก่ไข่ โดยปัจจุบันมีไก่ไข่เลี้ยงกว่า 40,000 ตัว มีไข่ส่งจำหน่ายวันละไม่ต่ำกว่า 30,000 ฟอง

การเลี้ยงไก่ไข่ของลุงเอนกจะอยู่ในลักษณะคอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่งกับบริษัทเอกชน โดยจะมีการซื้อสายพันธุ์และอาหารจากบริษัท และผลผลิตไข่ไก่ที่ได้จะจำหน่ายคืนให้กับทางบริษัท ราคาเฉลี่ยในวันนี้อยู่ที่ ใบละ 2.70 บาท

“ถามว่า ระบบการทำคอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่งแบบนี้ดีหรือไม่ ในมุมมองของผมแล้วเห็นว่าไม่ดี แต่ที่เราต้องทำเพราะไม่มีทางเลือก แต่สิ่งหนึ่งที่เกษตรกรสามารถทำได้คือ ต้องสร้างความหลากหลายในการประกอบอาชีพของตนเอง เพื่อให้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต หากไม่ต้องการอยู่กับบริษัท”

ส่วนรูปแบบการเลี้ยง ลุงเอนกบอกว่า จะเลี้ยงในโรงเรือนระบบอีแว้ปทั้งหมด

“สิ่งที่สำคัญในการเลี้ยงไก่ไข่คือ การป้องกันโรคเป็นอันดับหนึ่งที่ต้องใส่ใจ นอกจากการทำวัคซีนป้องกันโรคตามโปรแกรมอย่างเคร่งครัดแล้ว ผมจะเริ่มควบคุมตั้งแต่การเข้าฟาร์ม ซึ่งต้องผ่านระบบการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อ อาหารที่ใช้เลี้ยงต้องมีคุณภาพ รวมถึงอากาศที่จะเข้าไปในโรงเรือนต้องมีอย่างเพียงพอ ถ้าไม่เพียงพอไก่ไข่จะน็อก ทำให้ไข่น้อย ต้องทำเปอร์เซ็นต์ไข่ก็ต้องได้มาตรฐาน ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ตามอายุการให้ไข่ตลอดทั้งรุ่น เพราะอันนี้คือกำไร”

แต่รายได้ที่มาจากการเลี้ยงไก่ไข่ ไม่ใช่เพียงแต่ไข่ไก่อย่างเดียว แต่ยังมาจากขี้ไก่อันเป็นผลพลอยได้จากการทำฟาร์ม ถือเป็นอีกหนึ่งรายได้ที่น่าสนใจ เพราะเป็นการใช้ของเสียที่เกิดขึ้นในฟาร์มมาทำให้เกิดประโยชน์

โดยลุงเอนกจะมีการเก็บขี้ไก่ออกจากโรงเรือนที่เลี้ยง แล้วนำมาตากในที่ร่มให้แห้ง ก่อนบรรจุถุง เพื่อนำไปใช้หรือจำหน่าย

“ขี้ไก่จะแบ่งเป็น 2 ส่วน หนึ่ง จำหน่ายให้กับเกษตรกรชาวสวนโดยรอบ สอง ใช้เองภายในสวน เฉพาะที่ผมใช้เองเป็นปุ๋ยชั้นดีให้ต้นไม้ที่ปลูก และใช้เป็นตัวช่วยปรับสภาพน้ำในบ่อเลี้ยงปลา ปีหนึ่งสามารถประหยัดต้นทุนค่าปุ๋ยได้ประมาณ 120,000 บาท”

“ส่วนที่ผมขายให้กับเพื่อนเกษตรกรทั่วไป รายได้จากขี้ไก่เดือนหนึ่งประมาณ 50,000-70,000 บาท”

“ขี้ไก่สำหรับผมแล้วเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มาก อย่างการเลี้ยงปลาของผม ขี้ไก่นับเป็นสิ่งสำคัญ เพราะช่วยทำให้ผมสามารถเลี้ยงปลาได้ เหตุผลคือ เพราะน้ำในเขตนี้จะมีลักษณะเป็นกรด ไม่สามารถเอามาเลี้ยงปลาได้โดยตรง ถ้าจะให้เลี้ยงได้ต้องมีการปรับสภาพน้ำ ให้มีค่า pH อยู่ที่ 7″

ปรับสภาพน้ำด้วยขี้ไก่

วิธีการปรับสภาพน้ำด้วยขี้ไก่ ลุงเอนกอธิบายให้ฟังว่า โดยบ่อขนาด 1 ไร่ จะใช้ขี้ไก่ที่บรรจุกระสอบประมาณ 25 กิโลกรัม จำนวน 30 กระสอบ ใส่ลงไปในบ่อเลี้ยงหลังจากที่ปล่อยน้ำเข้าแล้ว หลังจากใส่ขี้ไก่ไปประมาณ 7 วัน จะได้น้ำในบ่อที่มีคุณภาพน้ำเหมาะสมต่อการเลี้ยงปลา

“สังเกตง่ายๆ คือ ให้ดูว่ามีลูกอ๊อด ลูกน้ำเกิดขึ้นในบ่อหรือยัง ถ้ามีเกิดขึ้นแล้วถือว่าสุดยอด ปล่อยปลาลงเลี้ยงได้เลย และในช่วง 3 วันแรก ที่ปล่อยลูกปลาลงเลี้ยง ไม่ต้องให้อาหาร เพราะลูกปลาจะกินลูกอ๊อด ลูกน้ำที่เกิดขึ้นในบ่อ ทำให้สามารถลดต้นทุนค่าอาหารลงได้อีก” ลุงเอนกกล่าว

ลุงเอนกบอกว่า วิธีการปรับสภาพน้ำแบบนี้สามารถใช้กับการเลี้ยงปลาได้ทุกชนิด

“จากนั้นต้องใส่ขี้ไก่อีกหรือไม่ ตรงนี้ขอให้พิจารณาจากสีของน้ำ ถ้า pH น้ำดี สมดุลจะเกิด โดยน้ำจะออกสีน้ำตาลแดงเรื่อๆ กึ่งเขียว อันนี้แสดงว่าดี แต่ถ้าพบว่าน้ำในบ่อเลี้ยงมีลักษณะใส แสดงว่าน้ำไม่ดี ต้องมีการปรับสภาพด้วยการใส่ขี้ไก่ลงไป”

นอกจากนี้ ลุงเอนกยังบอกอีกว่า ตามธรรมชาตินั้น ลูกปลาต้องการความอบอุ่น ซึ่งขี้ไก่นั้นมีคุณสมบัติที่ดีอีกประการคือ ช่วยสร้างแก๊สที่ทำให้ลูกปลาอบอุ่นด้วย

“สำหรับการเลี้ยงลูกปลาของผมในช่วงแรกนั้น จะปล่อยน้ำลงให้เต็มที่ แล้วหยุด จะไม่มีการปล่อยน้ำเข้าอีก เมื่อใส่ขี้ไก่ปรับสภาพและปล่อยลูกปลาลงไป จะปล่อยไว้อย่างนั้น แต่ถ้าพบว่าน้ำมีลักษณะใส ซึ่งไม่ดี จะใส่ขี้ไก่ลงไปปรับสภาพ ทำอย่างนี้เรื่อยๆ จนเห็นว่าลูกปลาแข็งแรงดีแล้ว แล้วค่อยๆ เปิดน้ำเข้าตามที่ต้องการ ซึ่งการทำอย่างนี้จะมีผลทำให้ปลาเจริญเติบโตเร็วด้วย”

นอกจากนี้ รายได้เสริมอีกประการที่ได้จากการเลี้ยงไก่ไข่คือ แม่ไก่ปลดระวาง หลังจากที่แม่ไก่ให้ไข่ลดลงมา จนเหลือ 80 เปอร์เซ็นต์ ลุงเอนกจะปลดระวางแม่ไก่ไข่ออก โดยสามารถจำหน่ายได้ราคากิโลกรัมละ 27 บาท

แนวคิดการใช้ประโยชน์จากของเสียที่เกิดขึ้นในกิจกรรมการเกษตรของตนเอง เช่น ลุงเอนก จิวะรัตน์ นับเป็นอีกหนึ่งความน่าสนใจที่สามารถนำไปปรับใช้ เพื่อสร้างรายได้ให้กับการประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน?

เร่งปลดล็อกหนี้ในกองทุนฟื้นฟูฯ

นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับสมัชชาเกษตรกรรายย่อยเพื่อชี้แจงปัญหาและแนวทางแก้ไขการดำเนินงานของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ว่าที่ประชุมได้มีการหารือถึงแนวทางในการเร่งรัดการให้ได้มาซึ่งคณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูฯ ที่หมดวาระไปและยังไม่มีการเลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ ทำให้เกษตรกรซึ่งเป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ ได้รับความเดือดร้อนจากเกษตรกรที่เป็นสมาชิกกองทุนฯ มีปัญหาหนี้สินถูกเพิกเฉย ไม่สามารถจัดการหนี้ได้ ดังนั้น ในช่วงที่ไม่สามารถดำเนินการเลือกตั้งคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ เข้ามาบริหารจัดการหนี้ได้ จะนำเรื่องนี้เข้าหารือในระดับนโยบาย เพื่อหาข้อสรุปถึงแนวทางในการแก้ไขกฎหมายตัวบทเฉพาะกาลในการได้มาของคณะกรรมการกองทุนฯ ที่จะเป็นการคัดเลือกคณะกรรมการเป็นการชั่วคราว หรือการให้คณะกรรมการชุดเดิมเข้ามาดำเนินการต่อ ทั้งนี้ เพื่อให้กระบวนการซื้อหนี้เข้ากองทุนฯ สามารถดำเนินการต่อไปได้โดยเร็ว

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะประสานกับสมาคมธนาคารไทย เพื่อหารือในการขอยืดระยะเวลาผ่อนผันหนี้สินที่เป็น NPL ออกไปก่อน จนกว่าจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการกองทุนฯ แล้วเสร็จ เพื่อลดปัญหาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรด้วย

นายปีติพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะและข้อร้องเรียนความเดือดร้อนของเกษตรกรจากฝ่ายต่างๆ ซึ่งมาตรการที่จะออกมาเพื่อแก้ไขปัญหานั้นจะต้องไม่ส่งผลกระทบกับเกษตรกรผู้ปลูก โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย เช่น กรณีการแก้ไขปัญหายางพารา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็พร้อมรับข้อเสนอจากเวทีรับฟังความคิดเห็นการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำที่สภาเกษตรกรแห่งชาติจัดขึ้น มาพิจารณาเพื่อหาทางออกในการแก้ไขปัญหา ซึ่งคาดว่ามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางน่าจะมีความชัดเจนภายในสัปดาห์หน้า

มีนาคม 13, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

วันที่วัวแพง เลี้ยงแม่พันธุ์ ขุนแบรงกัส ทางเลือกของรายย่อย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05090150857&srcday=2014-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 581

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ทุยโทน ท้ายทุ่ง

วันที่วัวแพง เลี้ยงแม่พันธุ์ ขุนแบรงกัส ทางเลือกของรายย่อย

สวัสดีครับ ฉบับนี้ฝ่าไอแดดแผดร้อนของเมืองชายแดนตะวันออกไปหาข่าวมานำเสนอ ตามไปพบกับเกษตรกรรายย่อยที่มีทางเลือกเรื่องการเลี้ยงวัวที่แตกต่างและทำให้การเลี้ยงวัวของเขามีสีสันน่าสนใจ ตามผมไปเลยครับ

ปรับเปลี่ยนการเลี้ยงวัว

จากการส่งเสริมของสหกรณ์

พาท่านไปที่ บ้านเลขที่ 10/1 หมู่ที่ 10 ตำบลทุ่งมหาเจริญ อำเภอวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว มาพบกับ คุณศิริโชค ชาแท่น เกษตรกรรายย่อยที่เลี้ยงวัวครบวงจร ทั้งผลิตวัวลูกผสมเพื่อใช้ทำแม่พันธุ์ขยายฝูงและนำมาเข้าคอกขุนเองอีกด้วย คุณศิริโชค เล่าว่า “เลี้ยงวัวฝูงมานานแล้วเพราะมีพื้นที่สาธารณะใกล้บ้าน มีหญ้าพอเลี้ยงวัว ชาวบ้านแถวนี้จึงเลี้ยงวัวกันเยอะ ของผมก็เลี้ยงวัวฝูงมานาน จนได้ความรู้จากสหกรณ์โคขุนสระแก้ว นทพ. ที่มาตั้งใกล้บ้าน จึงเริ่มทำวัวลูกผสมโดยได้รับการสนับสนุนน้ำเชื้อพ่อพันธุ์วัวจากหน่วยทหาร นทพ. และเริ่มทำวัวลูกผสมบราห์มันและลูกผสมยุโรป โดยมีเป้าหมายจะส่งวัวลูกผสมให้กับสมาชิกสหกรณ์เอาไปขุนต่อ”

เลี้ยงแม่พันธุ์เอง ลูกตัวผู้เข้าขุน

เมื่อปรับเปลี่ยนการเลี้ยงวัวตามคำแนะนำของสหกรณ์ไปได้ระยะหนึ่ง คุณศิริโชคก็ได้ความคิดใหม่ที่จะขุนวัวเองด้วย “ผมมีวัวแม่พันธุ์ลูกผสมบราห์มันอยู่แล้ว เมื่อได้ลูกออกมาเป็นตัวผู้เลยคิดจะเอาวัวของเรามาขุนเอง ไม่ต้องไปลงทุนซื้อวัวมาจากไหน ผมคิดได้ก็เริ่มลงมือขุนวัวเองเมื่อ 3 ปีที่แล้ว โดยลงทะเบียนเป็นสมาชิกสหกรณ์ เพื่อจะส่งวัวที่ขุนได้น้ำหนักแล้วให้กับสหกรณ์รับซื้อไปเชือดและแปรรูปต่อ” คุณศิริโชคเริ่มเล่า “สำหรับวัวที่ผมเก็บเอาไว้ใช้ทำแม่พันธุ์จะต้องเป็นวัวที่มีรูปร่างดี มีสายเลือดบราห์มันหรือสายเลือดยุโรปสูง หากินเก่ง ให้ลูกลักษณะดีและให้ลูกถี่ ไม่มีปัญหาเรื่องน้ำนม การเลี้ยงลูกหรือปัญหาผสมไม่ติด วัวพวกนี้ผมจะเก็บเอาไว้ใช้ทำแม่พันธุ์ในฝูง ซึ่งตอนนี้มีแม่พันธุ์ลูกผสมบราห์มันทั้งหมด 3 ตัว และมีลูกอีก 3 ตัว ที่กำลังดูลักษณะอยู่ว่าจะเก็บไว้ทำแม่พันธุ์หรือไม่ การเลี้ยงวัวแม่พันธุ์ก็เลี้ยงแบบปล่อยทุ่ง แต่ถ้าเป็นฤดูทำนาก็ต้องผูกล่ามไว้แล้วตัดหญ้ามาให้กิน การผสมก็ใช้ผสมเทียมทั้งหมดโดยใช้น้ำเชื้อพ่อพันธุ์บราห์มันของหน่วยทหารที่มาบริการให้ จริงๆ แล้วผมก็อยากขยายฝูงให้มีวัวมากกว่านี้ แต่ผมมีแรงงานคือผมคนเดียว ดูทั้งวัวฝูง วัวขุน จึงเลี้ยงมากไม่ได้” คุณศิริโชคอธิบาย

วัวโครง ราคากิโลละ 90 บาท

เลือกขุนแบรงกัส

คุณศิริโชคอธิบายถึงวิธีการเลื้อกวัวมาเข้าคอกขุนว่า “ผมเลือกวัวอายุตั้งแต่ 1 ปี 4 เดือนขึ้นไป โดยเลือกวัวที่เป็นวัวลูกผสมบราห์มันหรือชาร์โรเล่ส์หรือแบรงกัส ที่มีโครงร่างใหญ่ กระดูกใหญ่ แม้จะผอมก็ไม่เป็นไร ขอให้เลือดสูง ตัวใหญ่เป็นใช้ได้” ส่วนเรื่องราคาวัวโครงในตอนนี้คุณศิริโชคเล่าว่า “วัวโครงในตลาดตอนนี้ราคากิโลกรัมละ 90 บาท แต่ส่วนใหญ่ตลาดแถวนี้จะไม่ชั่งน้ำหนัก จะตีราคากันเป็นตัวๆ ไปเลย ซึ่งราคานี้ก็ถือว่าสูง แต่ก็พอทำกำไรให้คนขุนได้” เมื่อวัวที่ได้มาถึงที่คอกขุน คุณศิริโชคจะฉีดวัคซีน ถ่ายพยาธิ “วัวที่เอาเข้าขุนในคอกของผม นอกจากเป็นวัวตัวผู้จากฝูงของผมเองแล้ว ก็ยังมีวัวที่ซื้อจากที่อื่นด้วย ไม่ว่าจะเป็นตลาดนัดวัวควายที่สระแก้วและวัวที่มีคนเอามาขายให้ ส่วนใหญ่จะเป็นวัวที่รู้ประวัติ แต่หากว่าวัวตัวนั้นมาจากที่อื่น เราไม่รู้ประวัติการทำวัคซีน ผมก็จะผูกวัวเอาไว้ข้างนอกคอกก่อน เพื่อรอดูอาการ ประมาณ 15 วัน หากไม่มีอาการก็เอาเข้าขุนรวมในคอกได้” ตอนนี้คุณศิริโชคมีวัวที่กำลังขุนในคอกอยู่ 8 ตัว เป็นวัวลูกผสมพันธุ์แบรงกัส 3 ตัว อีก 5 ตัวที่เหลือ เป็นวัวลูกผสมบราห์มัน “ผมอยากได้วัวลูกผสมเล่ส์มาเข้าขุนแต่หายากมากและแพงมากด้วย ผมเลยหันไปมองวัวแบรงกัส เพราะขุนน้ำหนักขึ้นเร็วและพอหาซื้อได้ในเขตนี้ ราคาที่เป็นวัวโครงก็ถือว่ายังพอจับได้” คุณศิริโชคเล่า

ทำไมต้อง แบรงกัส

มาถึงตรงนี้ผมจึงขอเสนอข้อมูลวัวแบรงกัสสำหรับพี่น้องที่ยังไม่รู้จักกันสักนิดครับ วัวแบรงกัส (Brangus) มีลักษณะพันธุ์คือ สีดำ ไม่มีเขา (polled) ถ้ามีสีแดงเรียกว่า Red Brangus มีสายเลือด วัวบราห์มัน 35-40% สายเลือดแองกัส 60-65% วัวแบรงกัสสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศร้อนได้ดี โตเร็วและเนื้อมีคุณภาพดี ในเรื่องของการขุนวัวพันธุ์แบรงกัส ผลจากการวิจัยของ คุณนันทนา ช่วยชูวงศ์ คุณชัยณรงค์ คันธพนิต และ คุณปรารถนา พฤษะศรี พบว่า เมื่อขุนวัวพันธุ์แบรงกัสมีอัตราการเจริญเติบโตไม่ต่างจากวัวพันธุ์กำแพงแสน ลูกผสมเดร้าท์มาสเตอร์และลูกผสมบราห์มัน คุณภาพซากของแบรงกัสมีเปอร์เซ็นต์เนื้อแดงสูงกว่าพันธุ์ลูกผสมเดร้าท์มาสเตอร์ ลูกผสมบราห์มันและลูกผสมฮินดูบราซิล นอกจากนั้น แบรงกัสยังมีปริมาณไขมันแทรกในเนื้อสูง ไม่ต่างจากลูกผสมเดร้าท์มาสเตอร์ และวัวกำแพงแสน และในด้านผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ แบรงกัสให้ผลตอบแทนสูงกว่าพันธุ์ลูกผสมเดร้าท์มาสเตอร์ ลูกผสมบราห์มันและลูกผสมฮินดูบราซิล แต่เป็นรองวัวกำแพงแสน ในเรื่องการเลี้ยงแบรงกัสแบบปล่อยทุ่ง คุณศิริโชคบอกว่า “ถ้าเป็นวัวแบรงกัสจะเลี้ยงแบบปล่อยทุ่งไม่ดี เพราะวัวพันธุ์นี้มีขนยาว ทำให้มีเห็บมาก จะทำให้เป็นไข้เห็บได้ ผมจึงใช้แบรงกัสเพื่อการขุนเท่านั้น”

ขุนวัวไซซ์เล็ก

คุณศิริโชค เล่าต่อไปว่า “ตอนนี้ผมขุนเป็นวัวไซซ์เล็ก เพราะใช้เวลาขุนสั้นกว่า การซื้อวัวโครงก็จะมองหาวัวไซซ์เล็ก น้ำหนักไม่ต่ำกว่า 180 กิโลกรัม ใช้เวลาขุนประมาณ 4 เดือน ให้ได้น้ำหนักมากกว่า 300 กิโลกรัม แล้วจับขาย ถ้าเป็นวัวไซซ์ใหญ่จะเลือกวัวโครงไซซ์ใหญ่ น้ำหนัก 200-300 กิโลกรัม และใช้เวลาขุนนานกว่านั้นเพื่อให้ได้น้ำหนัก 400 กิโลกรัม ขึ้นไป ผมมีแรงงานคนเดียว ขุนนานไม่ได้ ตอนนี้จึงเลือกขุนวัวไซซ์เล็ก” เมื่อขุนวัวจนได้น้ำหนักเกิน 300 กิโลกรัมแล้ว คุณศิริโชคจะจับวัวส่งขายให้กับสหกรณ์โคขุนสระแก้ว นทพ. “สหกรณ์รับซื้อวัวขุนตีทะเบียนจากสมาชิกในราคา กิโลกรัมละ 100-105 บาท แต่หากว่าสหกรณ์ยังไม่มีคิวรับซื้อหรือมีพ่อค้ามารับซื้อในราคาที่เราพอใจ เราก็สามารถขายให้กับพ่อค้าไปก่อนได้ แต่ก็ต้องแจ้งให้สหกรณ์รับรู้ด้วย เพราะวัวขุนทุกตัวของสมาชิก สหกรณ์ได้ขึ้นทะเบียนเอาไว้”

อาหารต้องพร้อม

ในส่วนของอาหารที่ใช้ขุนวัว คุณศิริโชคเล่าว่า “การขุนวัว อาหารต้องมีพร้อม อาหารหยาบผมจะให้หญ้าหมัก ต้นข้าวโพดสับที่ซื้อมาจากสหกรณ์ วันละ 120 กิโลกรัม ต่อวัว 8 ตัว หรือคิดเป็น 15 กิโลกรัม ต่อตัว ต่อวัน โดยให้อาหารหยาบติดรางไว้ตลอดวัน ส่วนอาหารข้นผมใช้อาหารข้นของสหกรณ์ มีโปรตีน 16% ให้วัววันละ 2 ครั้ง ช่วงเช้าให้ตัวละ 1 กิโลกรัม ช่วงเย็นให้อีกตัวละ 1.5 กิโลกรัม รวมแล้วให้อาหารข้น 2.5 กิโลกรัม ต่อตัว ต่อวัน นอกจากนั้น ก็มีก้อนเกลือแร่แขวนให้เลีย มีน้ำสะอาดให้กินได้ทั้งวัน” ในส่วนของต้นทุนอาหารกับราคาขาย คุณศิริโชคบอกว่า “คำนวณแล้วต้นทุนจากอาหารที่ผมซื้อจากสหกรณ์กับราคาที่ขายได้ก็ยังถือว่าคุ้มค่า มีกำไรเหลือให้คนเลี้ยง เงินที่ได้มาจากวัวทั้งหมดผมก็เอามาหมุนใช้กับวัว ทั้งซื้อวัวเข้าขุน ซื้ออาหาร ซื้อแม่พันธุ์ ก็ยังถือว่าการเลี้ยงวัว การขุนวัวของผมยังคุ้มค่าอยู่” คุณศิริโชค เล่า ในส่วนของโรคกับวัวฝูงและวัวขุน คุณศิริโชคบอกว่า “เราโชคดีที่เขตนี้มีการเลี้ยงวัวนมกันมากและการทำวัวนมก็ต้องระวังเรื่องโรคระบาดมาก จนเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในเขตนี้ต้องเฝ้าระวังและดูแลการทำวัคซีนตามเวลา จึงได้อานิสงส์มาถึงวัวเนื้อของเราด้วย เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งก่อโรคระบาดไปถึงวัวนม ทำให้ที่ผ่านมาเรายังไม่มีปัญหาเรื่องโรคระบาดวัวขุนในเขตนี้เลย”

นี่เป็นอีกทางเลือกของเกษตรกรรายย่อยครับ ใครอยากพูดคุยกับ คุณศิริโชค ชาแท่น กริ๊งกร๊างไปได้ที่โทร. (087) 163-7543 ครับ ฉบับนี้หมดพื้นที่แล้ว ลากันไปก่อน สวัสดีครับ

เอกสารอ้างอิง

นันทนา ช่วยชูวงศ์ ชัยณรงค์ คันธพนิต และ ปรารถนา พฤษะศรี. การเปรียบเทียบสมรรถภาพการขุน ปริมาณและคุณภาพผลผลิตและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของโคเนื้อ 5 พันธุ์ ที่มีอยู่ในประเทศไทย. http://www.lib.ku.ac.th/KUCONF/KC3502036.pdf.

พฤศจิกายน 8, 2014 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

อมตะฟาร์ม หนึ่งฟาร์มแพะคุณภาพ ที่สูงเนิน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05108010856&srcday=2013-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 556

เทคโนโลยีปศุสัตว์ 

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

อมตะฟาร์ม หนึ่งฟาร์มแพะคุณภาพ ที่สูงเนิน

การพัฒนาระบบการเลี้ยงเพื่อก้าวสู่ฟาร์มเลี้ยงแพะตัวอย่างที่มีมาตรฐาน ทั้งด้านการจัดการและการป้องกันโรค ถือเป็นเป้าหมายสำคัญที่ อาจารย์สถาพร ศิริพัฒน์ อาจารย์สาระภาษาต่างประเทศ โรงเรียนสูงเนิน และเกษตรกรเจ้าของ อมตะฟาร์ม ตั้งอยู่ เลขที่ 293 หมู่ที่ 1 ตำบลสูงเนิน อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา โทร. (086) 245-8482, (085) 459-0907 ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ได้ก้าวเข้ามาสู่อาชีพการเลี้ยงแพะ

จากการเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ และขอรับคำแนะนำจากผู้ชำนาญการทั้งในส่วนราชการต่างๆ และเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ รวมถึงการเข้ารับการฝึกอบรมต่างๆ อย่างต่อเนื่องมา 5 ปี นับตั้งแต่ทำฟาร์มครั้งแรก ค่อยๆ ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาอย่างต่อเนื่อง ในวันนี้ถือได้ว่า อมตะฟาร์ม สามารถก้าวไปสู่ความสำเร็จดั่งเป้าหมายที่วางไว้

อมตะฟาร์ม ได้ยกระดับฟาร์มของตนเอง ให้ก้าวขึ้นมาสู่ฟาร์มตัวอย่างในระดับแนวหน้า กลายเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงแพะ ทั้งเนื้อ นม และกึ่งเนื้อกึ่งนม พร้อมเปิดกว้างให้ผู้สนใจได้เข้ามาเรียนรู้ศึกษาด้วยตนเอง

“ผมถือว่าเมื่อทำแล้วต้องพัฒนา และต้องไปถึงเป้าหมายที่ดีที่สุด เพราะอาศัยจากประสบการณ์ของตนเองที่เข้ามาสู่อาชีพการเลี้ยงแพะด้วยความเข้าใจที่ไม่ถ่องแท้ ไม่เห็นถึงความสำคัญของการทำให้ฟาร์มมีมาตรฐาน มีระบบต่างๆ ที่ดี แต่ด้วยประสบการณ์ได้เป็นบทเรียนสอนให้เราเข้าใจ ช่วงหลายปีมานี้ ผมจึงพัฒนาฟาร์มมาอย่างต่อเนื่อง” อาจารย์สถาพร กล่าว

แต่ด้วย คำว่า ทำฟาร์มต้องมีคุณภาพ ได้กลายเป็นแรงผลักดันทำให้เกิดการพัฒนาแบบก้าวกระโดด ตั้งระบบโรงเรือน ระบบการเลี้ยง การจัดการด้านอาหาร การป้องกันรักษาโรคต่างๆ รวมถึงสายพันธุ์แพะที่เลี้ยงในฟาร์ม

การทำฟาร์มคุณภาพที่มีมาตรฐาน อาจารย์สถาพร ศิริพัฒน์ บอกว่า จะเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ก้าวเดินในอาชีพนี้ได้อย่างยั่งยืน

หากตีความจากคำพูดของอาจารย์สถาพรแล้ว นั่นหมายความว่า อาชีพการเลี้ยงแพะ จะไม่ประสบความสำเร็จหากเกษตรกรไม่ได้เริ่มต้นหรือทำให้เกิดการพัฒนาในฟาร์มของตนเองอย่างมีมาตรฐาน

ทั้งนี้ กิจกรรมการเลี้ยงแพะภายในฟาร์มของ อมตะฟาร์ม จะประกอบด้วยการเลี้ยงแพะขุน และการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์เพื่อผลิตลูกสายพันธุ์ดีจำหน่าย

พัฒนาระบบคอก

อาหาร และการป้องกันโรค

จากข้อมูลที่ถ่ายทอดจากอาจารย์สถาพรได้ทำให้เห็นถึงการพัฒนาระบบการเลี้ยงของฟาร์มแห่งนี้อย่างชัดเจน นับตั้งแต่โรงเรือนที่เลี้ยงและพื้นที่ฟาร์มโดยรอบ

“เพราะการมีโรงเรือนที่ดีนั้น จะส่งผลอย่างยิ่งที่ทำให้แพะของเรามีสุขภาพดี ดังนั้น จึงต้องมีการสร้างโรงเรือนที่ถูกสุขลักษณะ มีการถ่ายเทอากาศดี มีที่ป้องกันลมฝนดี สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องใส่ใจ และช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการเจ็บป่วยในแพะ”

สำหรับภายในโรงเรือน อาจารย์สถาพรยังได้แบ่งคอกเลี้ยงออกเป็นคอกแพะในรุ่นต่างๆ อย่างชัดเจน ทำให้ง่ายต่อการจัดการ คอกคลอด คอกแม่พันธุ์ คอกแพะรุ่น คอกแพะขุน เป็นต้น เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการ

ในขณะที่ด้านอาหาร ได้มีการจัดระบบการให้อาหารใหม่ทั้งหมด รวมถึงชนิดของอาหารที่นำมาใช้ในฟาร์ม ทั้งนี้เพราะมองว่า การเลี้ยงแพะให้สมบูรณ์นั้นจะส่งผลโดยตรงต่อการให้ผลผลิต อัตราการเจริญเติบโต

“เมื่อก่อนเราเน้นแค่หญ้าธรรมชาติกับกระถินเป็นหลัก แต่วันนี้ผมพัฒนาในเรื่องการให้อาหารข้น อาหารเสริมต่างๆ อาหารหยาบ อย่างการทำแปลงปลูกหญ้าแพงโกล่า รวมถึงระบบการให้อาหารในแพะรุ่นต่างๆ”

ด้วยระบบการจัดการที่ปรับใหม่ดังกล่าว ได้ส่งผลให้แพะในฟาร์มมีความสมบูรณ์ มีอัตราการเจริญเติบโตที่ดี สามารถให้ผลตอบแทนได้อย่างคุ้มค่า

อีกส่วนที่สำคัญคือ ระบบการจัดการป้องกันโรคต่างๆ อาจารย์สถาพร บอกว่า ได้วางระบบการป้องกันโรคตามโปรแกรมที่ทางราชการแนะนำอย่างเต็มระบบ ส่งผลให้แพะมีความสมบูรณ์ แข็งแรง

“ทุกวันนี้ เรามีโปรแกรมการจัดการ ทั้งวัคซีน การตรวจเลือด การป้องกันโรคต่างๆ อย่างเข้มข้น ตั้งแต่ลูกแพะไปจนถึงแม่พันธุ์ เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันไว้ก่อน เพราะผมมองในเรื่องการรักษาเป็นมาตรการสุดท้าย”

“แต่ก่อนผมก็คงเหมือนกับเกษตรกรอีกจำนวนไม่น้อยที่ละเลยในเรื่องนี้ไป ทั้งๆ เป็นสิ่งจำเป็นและต้องทำ แต่มาในวันนี้ผมได้ทำและจะขยายสิ่งที่ทำนี้ไปเป็นข้อแนะนำให้กับเกษตรกรที่สนใจ ทั้งที่ทำฟาร์มอยู่แล้ว และกำลังจะก้าวมาสู่อาชีพนี้”

อีกสิ่งที่ฟาร์มแห่งนี้กำลังดำเนินการคือ การขอมาตรฐานฟาร์มจากกรมปศุสัตว์ ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบ คาดว่าอีกไม่นาน

สายพันธุ์พัฒนา

สุดท้าย ทำนมแพะจำหน่าย

ด้านการพัฒนาสายพันธุ์ จากจุดเริ่มต้นที่ทำฟาร์มด้วยการขุนแพะจำหน่ายเพียงอย่างเดียว ตอนนี้เป้าหมายได้ขยับสูงขึ้น สิ่งที่อาจารย์สถาพรได้วางเป้าหมายไว้คือ การเป็นฟาร์มผลิตสายพันธุ์แพะคุณภาพ ได้มาตรฐาน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อาจารย์สถาพร จึงซุ่มเก็บสายพันธุ์แพะดีๆ และปลอดโรค ซึ่งมาจากทั้งสายพันธุ์ในประเทศและสายพันธุ์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ

“ผมตั้งเป้าไว้ให้ อมตะฟาร์ม เป็นฟาร์มผลิตสายพันธุ์ที่ครบวงจร ทั้งแพะเนื้อ แพะนม และแพะกึ่งเนื้อกึ่งนม”

“ตอนนี้เรามีสายพันธุ์แพะเนื้อที่ดี มีคุณภาพ อย่างพันธุ์บอร์หลายตัว ไม่ว่าแพะที่ชื่อแพรวา เพชรทอง ดอลล่าร์ ปิ่นทอง ล้วนแต่เป็นสายพันธุ์บอร์ที่นำเข้ามาเลี้ยงและกำลังจะให้ลูกในเร็วๆ นี้ รวมถึงการสร้างกลุ่มสายพันธุ์แพะนม อย่างซาแนนขึ้น โดยมองที่ซาแนนเลือด 75-80 เป็นหลัก และในเร็วๆ นี้ จะมีการนำเข้าแพะพันธุ์บอร์และซาแนนเลือด 100 เข้ามาเลี้ยงในฟาร์มอีกด้วย”

“เรื่องสายพันธุ์นี้ ผมตั้งเป็นหลักของฟาร์มเลยว่า ตัวไหนให้ผลไม่ดี เราคัดออกหมด เหลือแต่ตัวดีๆ เด่นๆ เรียกว่าคุณภาพต้องมาก่อน อย่างพ่อพันธุ์เด่นๆ ประมาณ 6 ตัว และแม่พันธุ์ลูกผสมบอร์ซาแนนและบอร์พันธุ์แท้ เพื่อให้ผู้สนใจสามารถตัดสินใจได้ง่ายในการเลือกซื้อไปเลี้ยง” อาจารย์สถาพร กล่าว

จากข้อมูลส่วนหนึ่งที่ได้รับทราบจากอาจารย์สถาพรคือ ราคาซื้อ-ขาย แพะพันธุ์ การกำหนดราคานั้นขึ้นอยู่กับสายเลือดสูงหรือไม่ ขนาด และเพศ คือสิ่งที่เป็นปัจจัยในการกำหนดราคา

“เมื่อก่อนตอนเริ่มต้นเลี้ยงใหม่ๆ ผมก็คิดแต่เรื่องปริมาณก่อน เอาจำนวนตัวให้มากเข้าไว้ แต่พอเลี้ยงแล้วรู้สึกเลย เพราะไปซื้อของไม่มีคุณภาพ ไม่ผ่านการตรวจเลือด เลี้ยงแล้วเรามีปัญหา ดังนั้น การซื้อของคุณภาพในราคาที่สูงหน่อยจะเป็นผลดีและทำให้เราประสบความสำเร็จ”

ทั้งนี้ อาจารย์สถาพร ได้สะท้อนถึงปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นในการเลี้ยงแพะนมของเกษตรกรว่า มีปัญหาแม่แพะให้น้ำนมน้อยลง ซึ่งสาเหตุสำคัญมาจากที่มีปริมาณของแพะนมน้อยลง ดังนั้น การที่จะเลี้ยงแพะนมให้ได้ผลดีนั้น ต้องมาจากแม่แพะที่ดี

“ผมเลยตั้งใจจะสร้างฝูงแม่แพะซาแนนที่เลือดสูงไว้ เพื่อใช้เป็นฐานในการผลิต เพราะอีก 2 ปี ผมจะปลดเกษียณ และจะเพิ่มกิจกรรมในฟาร์มด้วยการรีดน้ำนมขายด้วย จึงอยากตั้งฐานไว้ก่อน เพื่อรองรับอนาคต” อาจารย์สถาพร กล่าว

มุ่งสู่การเปิดศูนย์กลางเรียนรู้

“ตอนนี้ถ้ามองในแง่ความสนใจของเกษตรกรแล้ว แพะถือว่าเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่ทุกคนกำลังมอง ด้วยการเลี้ยงที่ต้นทุนต่ำกว่าสัตว์เศรษฐกิจอื่นๆ และให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจ จึงทำให้เกษตรกรได้หันมาศึกษาการเลี้ยงมากขึ้น”

“อย่างเกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนนี้ถือว่าตื่นตัวกันมาก มีเกษตรกรจากหลายจังหวัดเข้ามาเยี่ยมชมฟาร์ม โดยล่าสุดมีกลุ่มพัฒนาชาติไทยได้ประสานมาในการจัดฝึกอบรมการเลี้ยงให้กับสมาชิก”

“ในมุมมองของผมก็เห็นด้วยอย่างยิ่งในการสร้างให้ภาคอีสานเป็นแหล่งผลิตแพะเพื่อส่งให้กับทางใต้ เพราะมีศักยภาพหลายอย่าง อีกทั้งจากที่ผมได้พูดคุยกับผู้ค้าแพะทางใต้ เขาบอกว่า ถ้าทางอีสานสามารถผลิตแพะได้จำนวนมากพอตามที่ต้องการ และสามารถรวบรวมนำมาไว้ในจุดเดียวกันได้ เขาจะเอารถบรรทุกขึ้นมารับซื้อถึงที่เลย” อาจารย์สถาพร กล่าว

อาจารย์สถาพร กล่าวต่อไป ดังนั้น เป้าหมายหนึ่งของฟาร์มคือ การเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงแพะ โดยจะมีการประสานร่วมกับสำนักงานปศุสัตว์อำเภอในการจัดหลักสูตรอบรมให้กับผู้สนใจ ทั้งด้านทฤษฎีและปฏิบัติ

การอบรมจะใช้เวลาประมาณ 2 วัน ซึ่งผู้เข้ารับการอบรมจะได้รับองค์ความรู้ที่สามารถนำไปทำฟาร์มได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

“หลักสูตรการอบรมนี้ เราเปิดกว้างให้กับทุกคนที่สนใจ เพราะผมเองนั้นก็เริ่มต้นมาจากศูนย์ และค่อยพัฒนามา ดังนั้น เมื่อมีโอกาสจึงอยากจะช่วยให้ผู้ที่จะมาเริ่มต้นได้รับองค์ความรู้และแนวทางที่ถูกต้อง” อาจารย์สถาพร กล่าว

ทั้งหมดนี้คือ อีกก้าวของการพัฒนาที่เกิดขึ้นที่ฟาร์มแห่งนี้ อมตะฟาร์ม แห่งสูงเนิน

จัดใหญ่ “เกษตรกรรู้ทัน ป้องกันวิกฤติประมงฯ หวังแก้ปัญหากุ้งตายด่วน

คุณศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญในตลาดโลก เพราะนอกจากจะมีผลผลิตทางการประมงที่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคในประเทศแล้ว ยังเป็นสินค้าส่งออกเพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารให้แก่ประชากรของโลกอีกด้วย

“ผลผลิตในภาครวมของการทำประมงทั้งจากการเพาะเลี้ยงและการจับจากธรรมชาติ สามารถทำรายได้ให้แก่ประเทศปีละกว่า 200,000 ล้านบาท โดยเฉพาะอุตสาหกรรมกุ้งสดแช่เย็น แช่แข็ง และแปรรูป นับว่าเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญที่สุดในกลุ่มสินค้าประมงของไทย สามารถสร้างรายได้จากการส่งออกกว่า 3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือปีละกว่า 100,000 ล้านบาท”

“แต่จากสถานการณ์ ปัญหากุ้งตายด่วน (Early Mortality Syndrome : EMS) ที่ระบาดอย่างหนักมาตั้งแต่ ปี 2555 โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากภาคตะวันออก ทางกรมประมงในฐานะหน่วยงานภาครัฐ จึงต้องเร่งสร้างความรู้ ความเข้าใจ แก่ผู้เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมกุ้งทั้งระบบ ตั้งแต่การเพาะเลี้ยงไปจนถึงการส่งออก จึงได้จัดนิทรรศการ “เกษตรกรรู้ทัน ป้องกันวิกฤติประมง สร้างความมั่นคงด้านอาหาร” ขึ้น” คุณศิริวัฒน์ กล่าว

คุณศิริวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับการจัดนิทรรศการ “เกษตรกรรู้ทัน ป้องกันวิกฤติประมง สร้างความมั่นคงด้านอาหาร” จะมีขึ้นที่ โรงแรม เคพี แกรนด์ จังหวัดจันทบุรี ระหว่าง วันที่ 1-3 สิงหาคม 2556 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคการเพาะเลี้ยง ภาคการผลิต และภาคการส่งออก ซึ่งกรมประมงหวังว่าการจัดนิทรรศการดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการช่วยบรรเทาปัญหากุ้งตายด่วนได้

โดยกิจกรรมที่น่าสนใจ แบ่งออกเป็นโซนต่างๆ คือ โซนที่ 1 เทิดไท้องค์ราชา นักพัฒนาประมงไทย โซนที่ 2 ประมงไทย สร้างเศรษฐกิจไกลก้าวหน้า โซนที่ 3 วิกฤติประมงไทย เกษตรกรร่วมใจป้องกัน โซนที่ 4 อนาคตเกษตรก้าวไกล ประมงไทยพัฒนา โซนที่ 5 จัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ภายในงานยังได้จัดให้มีการบรรยายให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วมงาน ในหัวข้อที่น่าสนใจ อาทิ หัวข้อ “ติดอาวุธ สู้ภัย อีเอ็มเอส” โดย : ดร. พุทธ ส่องแสงจินดา/หัวข้อ “อีเอ็มเอส มาจากไหน” โดย : ดร. สถาพร ดิเรกบุษราคม/อนาคตกุ้งไทย ปลอดภัย ยั่งยืน” โดย : น.สพ. สุรศักดิ์ ดิลกเกียรติ ฯลฯ

กันยายน 20, 2013 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

นำร่องศึกษา “เหี้ย” ที่ กำแพงแสน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05085010955&srcday=2012-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 534

เทคโนโลยีปศุสัตว์ 

องอาจ ตัณฑวณิช

นำร่องศึกษา “เหี้ย” ที่ กำแพงแสน

ไดโนเสาร์ เมื่อประมาณหลายล้านปีก่อนถือเป็นบรรพบุรุษของผม ในปัจจุบันตระกูลของผมนี้เหลืออยู่จำนวนหลายสิบชนิดในทวีปเอเชีย แอฟริกา และออสเตรเลีย ชนิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก คือ มังกรโคโมโด (Varanus komodoensis) อาศัยอยู่บนหมู่เกาะโคโมโด ประเทศอินโดนีเซีย ในประเทศไทยพบสกุลพี่น้องของผมจำนวนเพียง 4 ชนิด

1. เหี้ย (Varanus salvator) คือตัวผมนี่แหละ ลักษณะรูปร่างของผมคล้ายกิ้งก่าขนาดยักษ์ มีความยาวได้ถึง 3 เมตร ขนาดใหญ่รองจากมังกรโคโมโด มีลิ้นสองแฉกคล้ายงู ใช้สำหรับรับกลิ่น มีลายดอกสีเหลืองพาดขวางทางยาว แหล่งอาศัยตามธรรมชาติมักจะอยู่บริเวณใกล้แหล่งน้ำจืดหรือน้ำเค็ม ว่ายน้ำเก่งและดำน้ำได้นาน ลักษณะนิสัยของผมมักจะตื่นตกใจง่ายเมื่อเจอศัตรู โดยเฉพาะคน และมักจะหนีลงน้ำไปได้อย่างรวดเร็ว ชอบกินของเน่าเปื่อย เศษซากอาหารซากสัตว์ แต่ถ้าไม่มีซากสัตว์ก็จะกินสัตว์เป็นๆ เช่น ไก่ เป็ด หรือปลาที่เลี้ยงไว้ ไม่กินพิซซ่ากับแฮมเบอร์เกอร์ เพราะมันเป็นอาหารขยะ

2. ตะกวด หรือ แลน (Varanus bengalensis nebulosus) ตะกวดจะมีสีน้ำตาลทั้งตัว แต่ลำตัวของผมเป็นสีดำ มีลายดอกสีเหลืองเรียงอยู่อย่างมีระเบียบ รูปร่างลักษณะอาจจะดูคล้ายกัน แต่รูจมูกของตะกวดอยู่ห่างจากปลายปากมาก ซึ่งแตกต่างกับผมซึ่งมีรูจมูกอยู่ปลายปาก ทำให้ผมสามารถอยู่ในน้ำได้นานมาก เพราะไม่ต้องโผล่ขึ้นมาหายใจ เพียงแค่โผล่ปลายหัวขึ้นมาก็สามารถหายใจได้ ผมจึงมีแหล่งอาศัยอยู่ใกล้แหล่งน้ำ ส่วนตะกวดนั้นอาศัยอยู่บนที่ดอน ตะกวดจะใช้ปากขุดคุ้ยอาหารซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นพวกแมลงต่างๆ และสัตว์ขนาดเล็กๆ จมูกจึงต้องอยู่ห่างจากปลายปากออกมาตามหลักการของการวิวัฒนาการของสัตว์ตามสภาพแวดล้อม พบเห็นได้ไม่ยากนัก

3. เห่าช้าง (Varanus rudicollis) โดยชื่อ เห่าช้าง อาจได้มาจากเสียงขู่ศัตรู ซึ่งฟังดูคล้ายเสียงขู่ของงูเห่า ชาวบ้านเชื่อกันว่าน้ำลายมีพิษเนื่องจากมีเชื้อโรคมาก หากถูกกัดจะเป็นอันตรายถึงตายได้ ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด ลักษณะของเห่าช้างตัวจะเล็กกว่าผม โดยมีความยาว ประมาณ 1.3 เมตร ผิวมีสีดำเข้ม มีลายเลือนไม่ชัดเจน แหล่งอาศัยอยู่ในป่าค่อนข้างทึบ หากินบนพื้นดิน แต่สามารถปีนต้นไม้ได้เก่ง พบตามป่าในภาคใต้ของประเทศไทยและพม่า หมู่เกาะสุมาตรา บอร์เนียว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ แต่ก็มีรายงานพบที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมาด้วย อาหารในแหล่งธรรมชาติ คือ ไก่ นก ปลา กบ เขียด กินได้ทั้งของสดและของเน่า เห่าช้างเป็นสัตว์ที่พบเห็นได้ยาก

4. ตุ๊ดตู่ (Varanus dumerilii) เป็นสัตว์ที่มีขนาดเล็กที่สุดในกลุ่มนี้ ซึ่งโตเต็มที่จะมีขนาดยาว 50-120 เซนติเมตร ตอนที่มีขนาดเล็กตั้งแต่คอจนถึงปลายปากจะมีสีส้มจนถึงสีแดง เมื่อมีขนาดใหญ่ขึ้น สีจะค่อยๆ จางลง ลำตัวมีควั่นสีเหลืองตั้งแต่คอจนถึงปลายหาง เป็นสัตว์ที่มีนิสัยเชื่องช้า อาศัยในป่าดิบชื้นทางภาคใต้ และมาเลเซีย รวมถึงเกาะสุมาตรา พบเห็นได้ยาก

จะเห็นได้ว่าพวกพี่น้องของผมที่มีอยู่ในประเทศไทยทั้ง 4 ชนิด มีชนิดเดียวที่ผูกพันกับคนมากที่สุดก็คือ ผม หรือวอรานัส เพราะประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม จึงมักตั้งบ้านเรือนใกล้แหล่งน้ำเพื่อการใช้ทรัพยากรน้ำ ทำการเพาะปลูก ทำมาหากิน ผมก็เช่นกัน แหล่งอาศัยธรรมชาติคือ ใกล้แหล่งน้ำ จึงมักพบเห็นตัวผมบ่อยมากกว่าชนิดอื่นๆ และผมมีบทบาทในการรักษาสิ่งแวดล้อมเพราะมีหน้าที่กำจัดซากเหมือนอีแร้งที่คนรังเกียจ

ผมเป็นสัตว์ที่ว่ายน้ำและดำน้ำได้เก่ง ชอบที่จะเล่นน้ำ และสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี ในกรุงเทพมหานครก็ยังพบเห็นอยู่บ่อยๆ ซึ่งมักจะอยู่ตามสวนสาธารณะหรือสถานที่ราชการขนาดใหญ่ที่มีคูน้ำ เช่น สวนลุมพินี สวนสัตว์เขาดิน หรือแถวสภาฯ และทำเนียบรัฐบาล ซึ่งผมมักผ่านไปแวะเที่ยวอยู่เสมอ ครั้งแรกๆ ที่ไป คนบางกลุ่มรังเกียจและแสดงอาการโกรธแค้น แต่คนอีกกลุ่มหนึ่งยินดีต้อนรับ หัวเราะเหมือนสะใจอะไรสักอย่าง พอไปคราวหลังอะไรก็เปลี่ยนไป คนที่เคยยินดีต้อนรับกลับรังเกียจ คนที่แสดงอาการรังเกียจกลับยินดีต้อนรับ ผมงงไปหมดแล้ว คนนี้เข้าใจยากจริงๆ

เวลาที่คุณผ่านตามสถานที่ลุ่มน้ำ มักพบเห็นตัวผมอยู่เสมอ บางคนเขาถือเหมือนกันว่าถ้าไปไหนแล้วเจอตัวผม แล้วธุระปะปังที่จะไปทำก็จะไม่สำเร็จ ไม่รู้จะรังเกียจอะไรตัวผมนักหนา เรื่องของผมมีเขียนในหนังสืออ่านเล่นเรื่องหนึ่ง ชื่อ “เหี้ยห่าสารพัดสัตว์” ของ ท่านมุ้ย หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล อ่านแล้วรู้ได้เลยว่า ผมเป็นสัตว์ที่สงบเสงี่ยมเจียมตัว ไม่เกเรเกตุงกับใคร อยากรู้ก็ต้องไปหาอ่านเอาเอง หนังสือเล่มนี้ของผมก็หายไปเสียแล้ว ไม่รู้ตัวไหนเอาไป จะไปโทษเพื่อนๆ มันอีกก็กระไรอยู่ เพราะมันจะขโมยไปทำไม มันอ่านหนังสือไม่เป็น มีผมอ่านเป็นตัวเดียว จริงแล้วผมเกิดแถบกำแพงแสนนี่เอง พ่อแม่ผมอยู่ไหนก็ไม่รู้ พอผมจำความได้ก็อยู่ที่นี่แล้ว พอเริ่มหนุ่มขึ้นวันหนึ่งก็มี อาจารย์สมโภชน์ ทับเจริญ มาเชิญเข้ามาอยู่ที่บ้านหลังปัจจุบันที่คุณเห็นนี้

ลืมบอกไปครับ บ้านผมปัจจุบันอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม นี้เอง จากกรุงเทพฯ มาถึงบ้านผมไม่ไกล ตอนเย็นๆ มีคนอุ้มลูกจูงหลานมาชมผมเพียบไปหมด ยังกับเป็นดารา ในชีวิตผมไม่เคยคิดว่าจะมีคนมาสนใจผมเยอะขนาดนี้ คนที่มาดูผมทั้งหมดเขาแสดงท่าทีตื่นเต้นและเอ็นดูผมทุกคน ไม่เหมือนคนแถวทำเนียบ เดี๋ยวรักเดี๋ยวชัง

ทำไม ถึงเลือกเลี้ยงผม 

ผมได้ยินอาจารย์สมโภชน์ ตอบคำถามมาเป็นร้อยครั้งแล้วว่า ทำไมถึงเลือกเลี้ยงผม ตัวอื่นๆ มีตั้งเยอะตั้งแยะไม่คิดเลี้ยง ว่าเริ่มจากอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คนปัจจุบัน รศ. วุฒิชัย กปิลกาญจน์ คิดว่าวันนี้พวกผม หรือตัววอรานัส ซึ่งภาษาไทยดั้งเดิมพวกคุณชอบเรียกผมว่าเหี้ยนั้น มีอยู่ในประเทศไทยจำนวนมาก ทั้งยังมีหลายคนเห็นว่าผมเป็นสัตว์อัปมงคลในความคิดของคนไทย พวกผมจึงเพิ่มจำนวนมากมาย เพราะคนรังเกียจไม่อยากไปยุ่ง หาว่าผมก่อให้เกิดความเสียหายในวงการเกษตร โดยเฉพาะการปศุสัตว์ การประมง กุ้ง ปลา รวมทั้งหมูในเล้าถ้าออกลูก ก็จะขึ้นไปกินในเล้า เกิดอยากจะฆ่าพวกผมก็ทำไม่ได้ เพราะผมเป็นสัตว์สงวนตามอนุสัญญาไซเตสและตามกฎหมายของประเทศไทยด้วย

ผมจึงเป็นสัตว์ป่าที่ได้รับการคุ้มครอง จึงมีแนวคิดว่าจะนำมาเลี้ยงเป็นสัตว์เศรษฐกิจ ทำให้เกิดบ้านที่เลี้ยงพวกผมขึ้นมาจริงๆ เพื่อศึกษาให้รู้ว่าพอจะมีแนวทางหรือไม่ โดยเริ่มโครงการมาเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2554 การสร้างบ้านของผมขึ้นมานี้เป็นการจำลองรูปแบบต่างๆ ออกมาให้เหมือนกับธรรมชาติ และจัดเป็นสถานที่เพื่อให้คนเข้ามาดูได้ง่าย

ปู่ ย่า ตา ยาย สอนว่า ผมเป็นสัตว์อัปมงคล

อาจารย์สมโภชน์ท่านรักผมมาก ท่านเล่าให้ใครต่อใครฟังว่า ในประเทศไทยนี้มีความรู้จากปู่ย่าตายาย สอนหลาน พ่อแม่สอนลูกให้มองเห็นว่าพวกผมเป็นสัตว์ที่อัปมงคล เป็นสัตว์ที่น่ารังเกียจ เป็นสัตว์ที่อันตรายอย่าเข้าใกล้ ทำให้ลูกหลานของไทยมองว่าผมเป็นสัตว์อัปมงคล แต่ฟาร์มนี้ก็สร้างขึ้นเพื่อให้ปู่ย่าตายายพาลูกหลานมาดู อาจจะทำให้เปลี่ยนความคิดเสียใหม่ ว่าสัตว์ชนิดนี้ไม่ได้เป็นสัตว์ที่อัปมงคลอะไร พ่อแม่พาลูกมาดู ช่วงเวลาเย็นพวกผมจะออกมากินอาหาร เสร็จแล้วก็นอนเล่นใต้ต้นไม้เต็มไปหมด มีคนมาดูจำนวนมาก ทำให้พวกผมไม่กลัวคนแล้ว

ทุกวัน พวกผมจะแยกย้ายกันกลับที่พัก เพราะพวกผมเป็นสัตว์หากินกลางวันและนอนหลับกลางคืนเหมือนคน สรุปแล้วมี 2 ประเด็น ที่ผมเหมือนคน คืออาศัยอยู่บริเวณที่ลุ่มน้ำ และหากินกลางวัน นอนกลางคืน

เมื่ออาจารย์สมโภชน์เลี้ยงดูพวกผมมาตั้งหลายเดือน ก็ทราบว่าผมไม่ใช่สัตว์นักล่า ผมเป็นสัตว์เก็บขยะ ทำงานสุขาภิบาล แต่ที่เกิดความวุ่นวายขึ้นในสังคมเกษตรโดยเฉพาะปศุสัตว์และประมง ก็เพราะผมถูกรุกล้ำที่อยู่อาศัย ผมอยู่ในที่ดินที่คุณมาสร้างที่อยู่อาศัยมาตั้งแต่บรรพบุรุษ แต่พวกคุณเอาป่ามาทำเป็นเมือง ผมไม่มีที่อยู่ก็ต้องมาอยู่กับพวกคุณ เมื่อคุณทำเป็นที่อยู่อาศัย ซากสัตว์ที่ตายก็ถูกเผาถูกทิ้ง ทำให้พื้นที่สะอาด ผมไม่มีอะไรจะกิน คุณเลี้ยงอะไรไว้ ผมหิว ผมก็ขอแบ่งกินบ้าง ก็ผมเลี้ยงเองไม่เป็นนี่นา คุณก็เลยเห็นว่าผมเป็นหัวขโมย

โครงการการศึกษา 5 ปี

ผมได้ฟังอาจารย์สมโภชน์พูด แล้วมาเล่าต่อให้พวกคุณฟังว่า โครงการนี้จะใช้เวลาศึกษา 5 ปี ใน 5 ปีนี้ ต้องศึกษาตั้งแต่เริ่มต้นนำพวกผมเข้ามาเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ เข้ามาเลี้ยงอยู่ที่นี่ ให้พ่อแม่พันธุ์อย่างพวกผมได้ปรับตัว มีการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ ผมเป็นสัตว์ที่กินอาหาร ผสมพันธุ์ นอนบนบก ไม่เหมือนจระเข้ ซึ่งลากของกินบนบกลงไปกินในน้ำ ผมกินและขับถ่ายบนบก น้ำมีเอาไว้ให้ผมอาบ เพื่อทำให้เย็นสบายเท่านั้น และมีไว้สำหรับหลบภัย พวกผมผสมพันธุ์กันในช่วงกลางวัน กลางคืนนอน เช้าแดดออกผมก็เริ่มผสมพันธุ์กันแล้ว พฤติกรรมของผมจะเปลี่ยนคู่ไปเรื่อยๆ ไม่มีคู่ถาวร ผู้หญิง 1 ตัว มีโอกาสเลือกให้ผู้ชายผสมได้ 2-3 ตัว และผู้ชายก็มีโอกาสเลือกผู้หญิงได้หลายตัวเช่นกัน ในคราวที่เป็นสัดคราวเดียว

ฟังตอนนี้คุณจะรู้สึกว่าเหมือนกับพวกคุณบางคนเช่นกัน แต่พวกผู้ชายเองต้องมีการต่อสู้กันเพื่อที่จะบอกว่าตัวเองแข็งแรงกว่าตัวอื่น ในฤดูผสมพันธุ์จะมีผู้หญิงมานอนรออยู่ พวกผู้ชายก็จะรุมเข้าไป 3-4 ตัว แต่ตัวที่เคยแพ้ตัวอื่นจะไม่เข้าใกล้ผู้หญิงถ้ามีตัวชนะอยู่ ตัวที่แพ้ก็จะมีโอกาสผสมพันธุ์น้อยมาก ถือว่าเป็นแพ้คัดออก ซึ่งเป็นการคัดพันธุ์ตามธรรมชาติ และการที่พวกผมฟัดกันเองเป็นการต่อสู้กันเพื่อที่จะให้ได้ชัยชนะเพื่อผสมกับผู้หญิงนี้ จะไม่มีการกัดกันให้มีบาดแผล ผมจะใช้วิธีของมวยปล้ำผสมกับยูโด ไม่ใช้ปากกัด เวลาต่อสู้จะใช้การโอบกอดกันเหมือนนักเต้นรำ แล้วจะกระทืบขาแต่ละข้าง แล้วเอาน้ำหนักตัวเองเหวี่ยงคู่ต่อสู้ให้ลงไปนอนกับพื้นเหมือนมวยปล้ำ ตัวที่ถูกเหวี่ยงไปหงายท้องยังไม่ถือว่าแพ้ แต่ถ้าถูกเหวี่ยงลงไปแล้วถูกขึ้นคร่อมขี่หลัง แล้วคู่ต่อสู้หยุดนิ่งอึดใจหนึ่ง เหมือนมวยปล้ำที่นับ 1, 2, 3 จะถือว่าแพ้

แต่พวกผมไม่มีกรรมการ ต้องนับกันเอง แล้วตัวแพ้ก็จะวิ่งหนีไป และจะจำไว้ว่าเคยแพ้แล้ว พอเจอผู้หญิงตัวนี้ก็ไม่มายุ่ง การผสมพันธุ์ของพวกผมใช้เวลานานพอสมควร พอตัวผู้ชายทับข้างบนตัวผู้หญิงก็จะกระดกก้นให้ เหมือนจิ้งจกในบ้านที่ผสมพันธุ์กัน เป็นท่าเบสิกที่เรียกว่า จระเข้กบดาน แต่พวกคุณรู้หรือไม่ว่า ผู้ชายอย่างผมนี้นอกจากมีลิ้นสองแฉกแล้ว ยังมีอวัยวะเพศ 2 อัน ส่วนตัวเมียก็จะมีช่องคลอด 2 รู อิจฉาละซี ทีนี้รู้แล้วใช่ไหมว่าพวกผมเหนือกว่าพวกคุณตรงไหน

มาถึงตอนฉากไคลแม็กซ์แล้ว เหมือนละครน้ำเน่าตอนสองทุ่ม ที่ตอนดอกโศกรู้แล้วว่าผู้หญิงอีกคนที่ชอบพระเอกเหมือนเธอ ก็คือแม่แท้ๆ ของเธอ สถานีก็จะจบละครเอาไว้แค่นี้เพื่อให้ติดตามชมในตอนต่อไป เรื่องของคนเป็นฉันใด เรื่องของผมก็เป็นฉันนั้น ถ้าอย่างนั้นคงต้องขอให้ติดตามภาคสองในตอนต่อไป (ฉบับหน้า)

ธันวาคม 30, 2012 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

แพะ สร้างชีวิต ที่บ้านท่าแพใต้สามัคคี

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05085010755&srcday=2012-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 530

เทคโนโลยีปศุสัตว์ 

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

แพะ สร้างชีวิต ที่บ้านท่าแพใต้สามัคคี

จากจุดเริ่มต้น ในปี 2548 เมื่อกระแสความสนใจเกี่ยวกับอาชีพการเลี้ยงแพะเนื้อได้แพร่กระจายไปในพื้นที่ของหมู่บ้านท่าแพใต้สามัคคี ตำบลท่าแพ อำเภอท่าแพ จังหวัดสตูล ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานปศุสัตว์อำเภอท่าแพ และสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสตูล จึงทำให้เกิดการรวมกลุ่มกันขึ้นเป็นกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะบ้านท่าแพใต้สามัคคี โดยมีสมาชิกเริ่มต้น 15 ราย

ก้าวเดินแห่งการพัฒนาในอาชีพของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะบ้านท่าแพใต้สามัคคี มีมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้รับการคัดเลือกจากสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสตูลให้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมและพัฒนาการเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มวลสมาชิกต่างได้รวมใจกันดำเนินการในรูปกลุ่มอย่างจริงจัง จนเกิดความเข้มแข็ง ก้าวสู่ความสำเร็จ

วันนี้ได้กลายเป็นกลุ่มเกษตรกรดีเด่นของจังหวัดสตูล เป็นแบบอย่างให้กลุ่มเกษตรกรอื่นๆ ได้เข้ามาศึกษาดูงาน นำองค์ความรู้ต่างๆ ที่ดำเนินการกันอยู่ภายในกลุ่มไปพัฒนาอาชีพการเลี้ยงสัตว์ให้มีความยั่งยืน

ด้วยความร่วมมือทุ่มเทกันอย่างเต็มที่ให้กับการดำเนินงานของกลุ่ม และการพัฒนาอาชีพการเลี้ยงแพะ ในวันนี้ทางกลุ่มได้มีการจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน ในนาม วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะบ้านท่าแพใต้สามัคคี โดยมีสถานที่ตั้งอยู่ เลขที่ 46/1 บ้านท่าแพใต้ หมู่ที่ 5 ตำบลท่าแพ อำเภอท่าแพ จังหวัดสตูล

ปัจจุบันกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะบ้านท่าแพใต้สามัคคี มีสมาชิกทั้งสิ้น 18 คน จำนวนแพะ 139 ตัว แบ่งเป็น พ่อพันธุ์ 13 ตัว แม่พันธุ์ 75 ตัว และแพะรุ่น ลูกแพะ 51 ตัว

ปัจจุบันมี พลฯ สาบู เตบสัน โทร. (082) 282-6014 เป็นประธานกลุ่ม

วันนี้ การเลี้ยงแพะ คือสิ่งที่สามารถสร้างทั้งรายได้ สร้างความมั่นคง นำมาซึ่งความสุขให้กับชีวิตสมาชิกในกลุ่มเกษตรกรแห่งนี้

จุดสำคัญที่ทำให้การดำเนินงานของกลุ่มสามารถก้าวมาสู่ความสำเร็จได้นั้น มีคำตอบจากประธานกลุ่มกล่าว สิ่งสำคัญคือ ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงแพะ

“โดยสมาชิกแต่ละคนจะได้เข้ารับการอบรมเกี่ยวกับการจัดการการเลี้ยงแพะ การดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องจากสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด รวมถึงการเข้าโรงเรียนปศุสัตว์ ซึ่งจะมีการอบรมให้ความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับการจัดการด้านต่างๆ เกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์”

อีกสิ่งที่ประธานกลุ่มบอกว่า ใส่ใจเป็นอย่างมากคือ การสร้างองค์ความรู้ให้กับสมาชิก อย่างการจะซื้อแพะมาเลี้ยงเพิ่มนั้น ไม่ใช่ว่าจะซื้อมาเลี้ยงกันเลย แต่สมาชิกต้องมีการวิเคราะห์ศักยภาพของตนเองก่อนว่า มีความพร้อม มีเวลา และมีพื้นที่ปลูกพืชอาหารสัตว์ ปริมาณพืชอาหารสัตว์ที่มีอยู่และเสบียงสำรองมีเพียงพอกับปริมาณแพะที่จะเพิ่มหรือไม่ เป็นต้น”

ในขณะด้านการบริหารจัดการกลุ่มนั้น กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะบ้านท่าแพใต้สามัคคี จะเน้นการบริหารจัดการกลุ่ม บนพื้นฐานของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลัก มุ่งเน้นถึงการพัฒนาอาชีพการเลี้ยงแพะให้มีความเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ ให้สมาชิกได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในการเลี้ยงแพะ รวมถึงการสร้างความสามัคคี ความเข้มแข็งของกลุ่มและชุมชน

ทั้งนี้ จะมีการจัดประชุมประจำเดือน เดือนละ 1 ครั้ง ในทุกวันที่ 4 ของเดือน ณ ที่ทำการกลุ่ม เพื่อชี้แจงการดำเนินงานของกลุ่ม การฝากเงินสัจจะ การเก็บเงินค่าคอกแพะ การรายงานข้อมูลแพะของสมาชิก การแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงแพะจากการเข้ารับการฝึกอบรม รวมถึงการรับทราบปัญหาเกี่ยวกับการเลี้ยงแพะของสมาชิกในกลุ่ม

“การดำเนินงานของกลุ่มเราจะมีระเบียบที่สมาชิกต้องปฏิบัติ เช่น การเข้ามาเป็นสมาชิกได้นั้น จะต้องมีการเลี้ยงแพะเป็นของตนเองอย่างน้อย 1 ตัว ไม่เป็นคนที่เคยถูกขับออกจากการเป็นสมาชิกกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์กลุ่มอื่น และในการประชุม หากสมาชิกคนใดขาดประชุมเกิน 3 เดือน จะเสียสิทธิ์ในการกู้ยืมเงินของกลุ่มในอนาคต”

“โดยสมาชิกจะมีสิทธิ์กู้ยืมเงินได้เท่าๆ กัน คือ ไม่เกินครั้งละ 5,000 บาท ต่อคน รวมถึงจะต้องมีการบริจาคเงินให้กับกลุ่มด้วย โดยในกรณีที่จำหน่ายแพะ สมาชิกต้องบริจาคเงินกับทางกลุ่มตัวละ 50 บาท ซึ่งเงินส่วนนี้จะนำไปใช้หมุนเวียนภายในกลุ่ม” ประธานกลุ่มกล่าว

ในส่วนของคณะกรรมการก็เช่นกัน จะมีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน เช่น ฝ่ายตลาด ประชาสัมพันธ์ ตรวจสอบ ปฏิคม เป็นต้น

ด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเทอย่างต่อเนื่องจนมีผลงานดีเด่น จึงทำให้ได้รับการคัดเลือกเข้ารับรางวัลต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง จากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น รางวัลกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ดีเด่นระดับเขต รางวัลกรรมการหมู่บ้านยอดเยี่ยม 2 ปีซ้อน

“แต่สิ่งที่ภูมิใจ คือ ความสามัคคีเกิดขึ้นในหมู่บ้าน ถือเป็นสิ่งที่ชาวบ้านภูมิใจมากกว่าการได้รับรางวัล เพราะเราจะมีการช่วยเหลือกันโดยตลอด อย่างการเลี้ยงแพะ ถ้ามีสมาชิกจะต่อเติมหรือสร้างคอกแพะเพิ่ม เราจะลงแขกกันไปช่วยกันทำในวันเดียวเสร็จ ได้ทั้งความสามัคคีและการประหยัดค่าใช้จ่าย” ประธานกลุ่ม กล่าว

และจากความสำเร็จที่เกิดขึ้น ได้เป็นแรงผลักดันสำคัญที่จะมีการขยายการเลี้ยงแพะออกไปให้มากขึ้น โดยมีกลุ่มเยาวชนในพื้นที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในการส่งเสริม

“ตอนนี้เยาวชนในหมู่บ้านได้ให้ความสนใจการเลี้ยงแพะกันมากขึ้น มีการเข้ามาศึกษาเรียนรู้กันต่อเนื่อง ซึ่งเราก็วางเป้าที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อเยาวชนทุกคนที่เป็นลูกหลานในหมู่บ้าน โดยเปิดให้เยาวชนที่สนใจเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ของทางกลุ่ม” ประธานกลุ่ม กล่าว

เน้นรวมกันขาย

ตลาดต้องการเยอะ

การเลี้ยงแพะของสมาชิก จะมีทั้งการปล่อยเลี้ยงในสวนยางพาราและสวนปาล์มน้ำมัน รวมถึงการผูกล่ามไว้ในบริเวณพื้นที่เลี้ยง โดยจะมีการจัดการดูแลตามหลักวิชาการที่ได้รับการถ่ายทอดมา เช่น การถ่ายพยาธิ การทำวัคซีนป้องกันโรคระบาดต่างๆ

โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้น ทางกลุ่มได้รับการสนับสนุนด้านความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านการจัดการแพะจากเจ้าหน้าที่ของสำนักงานปศุสัตว์ในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง และได้มีการนำมาปรับใช้จนประสบความสำเร็จ เช่น การใช้สิ่งเหลือใช้ทางการเกษตรในพื้นที่มาทำอาหารหมัก การใช้สมุนไพรในการเลี้ยงแพะ รวมถึงการตั้งธนาคารมูลแพะในหมู่บ้าน เป็นต้น

โดยในการเลี้ยงนั้นจะใช้เวลาประมาณ 4 เดือน จะสามารถนำออกจำหน่ายได้ โดยขนาดแพะที่ตลาดในพื้นที่ต้องการมาก อยู่ที่น้ำหนักประมาณ 10-12 กิโลกรัม ต่อตัว ซึ่งในวันนี้ปริมาณแพะที่เลี้ยงนั้น ไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญทางศาสนา

โดยราคาจำหน่ายอยู่ที่กิโลกรัมละ 200 บาท ทั้งเพศผู้และเพศเมีย ส่วนแม่พันธุ์จำหน่ายตัวละ 3,000 บาท

ในส่วนของการตลาด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างรายได้ ทางกลุ่มจะเน้นการเชื่อมโยงด้านการตลาดทั้งกับเกษตรกรภายในกลุ่ม และเกษตรกรทั่วไปในพื้นที่ เพื่อสร้างเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะในจังหวัดสตูล โดยเมื่อมีแพะที่พร้อมจำหน่ายตามจำนวนที่สมาชิกของกลุ่มได้แจ้งมายังกลุ่มได้รับทราบ จะมีการประชาสัมพันธ์ออกไปให้กับเครือข่ายตลาดได้รับรู้ โดยราคาที่จำหน่ายนั้น ทางกลุ่มจะเป็นผู้กำหนดราคาไว้เป็นราคากลาง

“ส่วนมากไม่พอขาย พอเราประกาศออกไปว่ามีแพะจำหน่าย คนซื้อจะติดต่อเข้ามาทันทีเลย ซึ่งตอนนี้คนที่มาซื้อแพะส่วนใหญ่จะเป็นชาวบ้านในพื้นที่เป็นส่วนใหญ่” ประธานกลุ่มกล่าว

นอกเหนือจากการจำหน่ายแพะมีชีวิตแล้ว ทางกลุ่มยังมีการจำหน่ายมูลแพะ เพื่อนำไปใช้เป็นปุ๋ยคอกให้กับพืชเศรษฐกิจต่างๆ

“ในเขตตำบลท่าแพ มีการปลูกข้าวโพดหวานกันมาก เราก็มีการติดต่อกับทางกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดให้นำมูลแพะไปใช้กับต้นข้าวโพด ซึ่งมีทั้งแบบการแลกเปลี่ยนกัน โดยคนเลี้ยงแพะไปตัดต้นข้าวโพดสดมาเป็นอาหารเสริมให้กับแพะ และนำมูลไปให้กับคนปลูกข้าวโพดเพื่อใช้เป็นปุ๋ย รวมถึงการจำหน่าย ราคากระสอบละ 25 บาท” ประธานกลุ่มกล่าว

ใช้สมุนไพรเป็นยารักษาโรคสัตว์

การเลี้ยงแพะของสมาชิกในแต่ละเดือนจะมีการเจ็บป่วยของแพะที่จะต้องจำเป็นรักษาเบื้องต้น แพะที่มีสุขภาพไม่ดีจำเป็นต้องได้รับการบำรุงและถ่ายพยาธิ ก่อนที่จะแจ้งให้สำนักงานปศุสัตว์อำเภอท่าแพเข้ามาดูแล ซึ่งยาที่ใช้ในการรักษานั้นทางกลุ่มจะได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานปศุสัตว์อำเภอท่าแพ และสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสตูลในรูปของกองทุนยาสัตว์ และยังได้มีการจัดตั้งอาสาปศุสัตว์ขึ้นเพื่อช่วยดูแลอีกทางหนึ่งด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม ในการจัดการดูแลเกี่ยวกับการเจ็บป่วยของแพะที่เลี้ยงนั้น ยังมีการนำภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยเฉพาะในเรื่องของสมุนไพรเข้ามาช่วยในการรักษาด้วย ซึ่งสามารถประสบผลสำเร็จได้อย่างน่าพึงพอใจ สำหรับสมุนไพรที่นิยมใช้ในการรักษาโรคสัตว์ของทางกลุ่ม ประกอบด้วย

ละมุดดิบ หรือที่ภาษาถิ่นเรียกว่า ลูกซาหวา และฝรั่ง ใช้แก้ท้องร่วง ด้วยการให้กินผลและใบสด

ตะไคร้หอม ใช้ไล่ยุงและแมลง ด้วยการทุบให้กลิ่นออกมาหรือการเผา

ฟ้าทลายโจร ใช้ถ่ายพยาธิ ด้วยการบดละลายน้ำให้แพะกินประมาณครึ่งแก้ว

ใบยอและใบหมุย ใช้แก้ไข้ ด้วยการเผารมควันให้แพะที่นอนป่วย

บอระเพ็ดแช่น้ำปัสสาวะ ใช้บำรุงกำลัง ด้วยการนำบอระเพ็ดมาทุบพอแหลก แช่รวมกับน้ำปัสสาวะ 1 คืน ให้แพะกินครั้งละ 1 แก้ว

ตะไคร้ผสมเกลือ ใช้รักษาพยาธิในกระเพาะ ด้วยการนำตะไคร้มาทุบ เติมน้ำพอท่วมตะไคร้ ผสมกับเกลือ ดองไว้ประมาณ 10 วัน ให้แพะกินติดต่อกันนานประมาณ 5 วัน

ว่านหางจระเข้ ใบสาบเสือ ใช้รักษาแผลสด เช่น การนำว่านหางจระเข้มาปอกเปลือก แล้วนำไปปิดทับแผลสด

ใบสะระแหน่ ใบกะเพรา ใช้แก้ท้องอืด ไม่กินหญ้า ด้วยการนำทุกอย่างมาตำรวมกันให้ละเอียดพอประมาณ เติมน้ำ 1 ลิตร กรองเอาแต่น้ำ กรอกให้แพะกินประมาณ 1 แก้ว

ยาสูบ ใช้รักษาอาการเจ็บตา น้ำตาไหล ตาบวม ด้วยการนำยาสูบมาผสมน้ำพอหมาดๆ นำไปเช็ดให้น้ำเข้าตา อย่างน้อย 3 วัน

ลูกและใบแก้มหูหมอ ใช้รักษาฝี ด้วยการนำลูกและใบแก้มหูหมอมาให้แพะกินสด สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง

ทั้งหมดนี้ อีกเรื่องราวความสำเร็จของกลุ่มเกษตรกรของจังหวัดสตูลแห่งนี้…กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ บ้านท่าแพใต้สามัคคี 

ตุลาคม 7, 2012 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

ชัชวาล วงศ์รา คนเก่ง…เลี้ยงไก่ อำเภอซับใหญ่ จังหวัดชัยภูมิ

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05090010655&srcday=2012-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 528

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ชัชวาล วงศ์รา คนเก่ง…เลี้ยงไก่ อำเภอซับใหญ่ จังหวัดชัยภูมิ

ปัจจุบัน ไก่พื้นบ้านได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้นมาก เป็นเพราะไก่พื้นบ้านมีเนื้อ รสชาติอร่อยและเนื้อแน่น เป็นที่ถูกปากของผู้บริโภคทั่วไป จนมีแนวโน้มว่าปริมาณไก่บ้านอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค เพราะเกษตรกรส่วนมากเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ จะเลี้ยงไก่พื้นบ้านแบบหลังบ้าน เป็นการเลี้ยงแบบปล่อยตามธรรมชาติ ขาดการดูแลเอาใจใส่อย่างจริงจัง ทั้งอาหาร การป้องกันโรคและที่อยู่อาศัย ตลอดจนสภาพแวดล้อมโดยรอบ จึงส่งผลให้เกิดความสูญเสีย ทั้งนี้สาเหตุดังกล่าวอาจเป็นเพราะเกษตรกรหรือชาวบ้านเลี้ยงไก่พื้นบ้านสำหรับไว้ใช้บริโภคในครัวเรือนเท่านั้น

แต่ถ้าเกษตรกรหรือชาวบ้านที่สนใจการเลี้ยงไก่พื้นบ้านแบบอาชีพ ควรปรับใช้เทคนิคการเลี้ยงแบบโรงเรือนมาผสมผสานกับการเลี้ยงแบบพื้นบ้าน พร้อมกับการเพิ่มคุณภาพไก่ด้วยการปรับปรุงพันธุ์ลูกผสมระหว่างไก่บ้านกับไก่พันธุ์แท้ เอาใจใส่ดูแลการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบที่สมบูรณ์และครบวงจร ย่อมส่งผลทำให้จำนวนไก่บ้านที่จะออกสู่ตลาดมีปริมาณที่สูง มีคุณภาพ และได้ราคาตามที่ต้องการอย่างแน่นอน

คุณชัชวาล วงศ์รา ชายหนุ่มแห่งตำบลท่ากูบ อำเภอซับใหญ่ จังหวัดชัยภูมิ เป็นอีกคนที่มีความสนใจเรื่องการเลี้ยงไก่พื้นบ้าน เหตุผลประการหนึ่งที่เป็นมูลเหตุของความสนใจนั้นมาจากที่เขาเห็นว่าไก่ที่ซื้อตามตลาดมีราคาเกินความเป็นจริง อันเกิดมาจากการควบคุมราคาตามกลไกตลาดของพ่อค้า และคิดว่าหากวันหนึ่งมีโอกาสที่ทำฟาร์มไก่ หากชาวบ้านเดือดร้อน มีความต้องการไก่ไว้บริโภค เขาจะต้องช่วยเหลือได้

เริ่มจาก เป็นอาสาปศุสัตว์ ประจำหมู่บ้าน

ความสนใจของเขาไม่ได้เพียงหาพันธุ์ไก่มาเลี้ยง แต่เขาศึกษาหาความรู้จากตำราเอกสารทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องไก่ ตลอดจนเติมข้อมูลเพิ่มขึ้นให้กว้างและลึกลงไปด้วยการศึกษาจากอินเตอร์เน็ต

ภายหลังที่ศึกษาทฤษฎีจนเป็นที่เข้าใจแล้ว เขาได้ลงมือปฏิบัติด้วยการสมัครไปเป็นอาสาปศุสัตว์ประจำหมู่บ้านเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ชาวบ้านที่มีความเดือดร้อนด้านสัตว์เลี้ยงต่างๆ พร้อมกับถือโอกาสนี้เรียนรู้การเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะไก่ควบคู่กันไป

เมื่อความรู้ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติได้ซึมซับเข้าไปในตัวเขาระดับหนึ่ง ทำให้คุณชัชวาลเริ่มมีความมั่นใจขึ้น พร้อมที่จะสร้างสิ่งที่ต้องการจะทำ 2 อย่าง คือการจัดทำฟาร์มเลี้ยงไก่ที่ได้มาตรฐานเพื่อจำหน่าย และฟาร์มมาตรฐานนี้จะต้องเป็นศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงไก่ที่ถูกต้องสมบูรณ์แบบเพื่อให้คนที่สนใจทั่วไปเข้ามาศึกษาหาความรู้ต่อไป

มุ่งมั่นทำฟาร์มตามแบบมาตรฐาน

จนได้รับรางวัลดีเด่น นำไปสู่เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ตำบล

การทำงานด้านอาสาปศุสัตว์ประจำหมู่บ้าน ทำให้คุณชัชวาลได้เรียนรู้วิธี แนวทางการป้องกันโรคต่างๆ ของสัตว์ทุกชนิด ว่าควรทำอย่างไร รวมถึงไปรับความรู้ด้านการตลาดที่จะสอนให้รู้ถึงการจำแนกชนิดพันธุ์ ตลอดจนข้อแนะนำการเลี้ยงอย่างไร จึงจะได้ไก่ที่มีขนาดตามที่ตลาดต้องการ และภายหลังจากที่ได้รับรางวัลฟาร์มดีเด่นและคุณชัชวาลได้มีโอกาสเข้าทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ตำบลในเวลาต่อมา

“ระหว่างที่ทำงานเป็นปศุสัตว์ประจำหมู่บ้าน ซึ่งขณะนั้นมีฟาร์มเป็นของตัวเองแล้ว ได้จัดระบบฟาร์มให้ถูกต้องตามมาตรฐาน ต่อจากนั้นได้ส่งฟาร์มของตัวเองไปประกวดทางด้านฟาร์มปลอดโรค และได้รางวัลชนะเลิศของจังหวัด ส่วนอีกรางวัลเป็นรองชนะเลิศที่เขต 3 พร้อมกันนั้นยังได้รับตำแหน่งอาสาปศุสัตว์ดีเด่นของจังหวัดชัยภูมิ จนในที่สุดชีวิตก็ได้เดินทางมาสมความตั้งใจ เมื่อผมได้ถูกเลือกให้มาทำงานที่ตัวเองรัก คือ ได้เป็นเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ เมื่อ 3 ปีที่แล้ว” คุณชัชวาล เล่า

จัดแบ่งเนื้อที่เลี้ยงไก่หลายชนิด

อย่างเป็นสัดส่วน

บนเนื้อที่กว่า 80 ไร่ ของบ้านเลขที่ 9 หมู่ที่ 7 ตำบลท่ากูบ อำเภอซับใหญ่ จังหวัดชัยภูมิ และเป็นผืนดินที่ทำกินของครอบครัววงศ์รา เพื่อใช้ทำการเกษตรกรรมและปลูกพืชเศรษฐกิจหลายชนิด คุณชัชวาลได้จัดแบ่งเนื้อที่ประมาณกว่า 2 ไร่ เพื่อจัดสร้างเป็นฟาร์มไก่ โดยมีการจัดแบ่งประเภทไก่ที่เลี้ยงไว้ในฟาร์ม ได้แก่ ไก่ไข่ ไก่เนื้อ และไก่ชน รวมไปถึงเป็ด และไก่แจ้พันธุ์สวยงามที่เพิ่งเริ่ม

“ไก่ที่เลี้ยงเป็นไก่พื้นเมืองที่เป็นลูกผสมระหว่างพ่อพันธุ์ที่เป็นไก่ชนประดู่หางดำ และที่เจริญเติบโตดีคือ พันธุ์พม่า และลูกผสมไก่ไทย ส่วนไก่ชนเป็นพันธุ์พม่า มีจำนวน 60 ตัว และเป็นไก่รุ่น ถ้าเป็นไก่ไข่มีแม่พันธุ์ 5 ตัว พ่อพันธุ์ 1 ตัว และมีลูกผสมอีก 50 กว่าตัว” เจ้าของฟาร์มให้รายละเอียด

หลักในการคัดเลือกพันธุ์ไก่ คุณชัชวาลบอกว่า ต้องดูเป็นพันธุ์ที่มีน้ำหนักดีเมื่อโตเต็มที่ และควรโตเร็วด้วย อย่างไก่ไข่จะใช้เป็นพันธุ์ประดู่หางดำและเรดที่ใช้สำหรับเป็นแม่พันธุ์ไข่ โดยใช้ประโยชน์ตั้งแต่ใช้ไข่ไว้บริโภคในบ้าน นำออกไปขาย แล้วยังผลิตเป็นลูกไก่ในเวลาเดียวกัน พันธุ์ดังกล่าวถือว่าเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตจากไข่ดีมาก

ต้องเอาใจใส่อย่างเต็มที่

หมั่นดูแลอย่างใกล้ชิด เน้นฉีดวัคซีนป้องกันโรค

ทางด้านข้อยุ่งยากและปัญหาจากการเลี้ยงไก่ เจ้าของฟาร์มอธิบายว่า เมื่อฝนตกไม่สามารถหาสถานที่ให้ไก่ไว้กกลูกไก่ เพราะที่บ้านยังไม่มีไฟฟ้า จึงต้องสร้างเป็นคอกไก่ขนาดเล็กในลักษณะของการอนุบาลเพื่อแก้ปัญหา สำหรับสภาพอากาศตลอดจนสภาวะทางธรรมชาติไม่ค่อยส่งผลต่อการเลี้ยงไก่ มีแต่ที่ผ่านมาเมื่อมีลูกเห็บตกจะต้องรีบต้อนไก่เข้าเล้าทันที

“ประการต่อมาเป็นเรื่องของวัคซีนที่มีขั้นตอนยุ่งยากพอสมควร ซึ่งมีความจำเป็นต้องฉีดให้ครบทุกตัวเมื่อถึงเวลาที่กำหนด ไม่ควรฉีดเฉพาะตัวที่เป็นโรคเท่านั้น ควรทำก่อนที่จะเป็นโรค เพราะเป็นการป้องกันในระยะยาว

เริ่มหยอดวัคซีนที่อายุ 7 วันก่อน เพื่อเป็นการป้องกันโรคอหิวาตกโรค ต่อมาเมื่ออายุ 15 วัน ฉีดวัคซีนเพื่อป้องโรคฝีดาษที่จะเกิดขึ้นที่ปีกไก่ จากนั้นพออายุได้ 21 วัน จะฉีดเข้ากล้ามเนื้อเพื่อป้องกันโรคอหิวาตกโรคอีกครั้ง” คุณชัชวาล เผย

ทำเป็นศูนย์เรียนรู้การเลี้ยงไก่

ส่งเสริมให้หันมาช่วยกันอนุรักษ์

นอกจากจะเลี้ยงไก่ในแง่ธุรกิจที่ทำรายได้ให้กับคุณชัชวาลแล้ว เขายังได้ทำเป็นศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการต่างๆ ในการเลี้ยงไก่ทุกชนิด ทุกประเภทอย่างละเอียด เป็นสถานที่เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับโรคที่เกี่ยวกับไก่และการป้องกันอย่างถูกวิธี ทั้งนี้เพื่อบุคคลทั่วไปเข้าชมเพื่อศึกษาหาความรู้ ทั้งการใช้ในการประกอบอาชีพ หรือเพื่อการศึกษา

“ต้องการให้รู้เรื่องการทำวัคซีน ขั้นตอนและวิธีการผลิตอาหารไก่ เพื่อทำให้ไก่เจริญเติบโตเร็วอย่างมีคุณภาพ ตลอดจนการใช้สมุนไพรในไก่พื้นเมือง แล้วยังให้ความรู้เกี่ยวกับกลไกของตลาดขายส่งไก่

มีกลุ่มต่างๆ เข้ามาเยี่ยมเยียนดูงานเรื่อยๆ ส่วนมากจะเป็นกลุ่มเกษตรกรที่ทางกรมส่งเสริมการเกษตรได้มีการกระตุ้นให้เลี้ยงไก่พื้นเมือง นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มเกษตรกรที่เป็นเครือข่ายโดยการจัดตั้งอีก 30 กว่าราย หมุนเวียนมาเข้าชมตลอดเวลา” คุณชัชวาล บอก

นอกจากการเลี้ยงไก่พื้นบ้านแล้ว ทางชัชวาลฟาร์มยังมีการเลี้ยงเป็ดด้วย ซึ่งเป็นพันธุ์บาบารี และเป็นพันธุ์เนื้อ ปัจจุบันมีลูกเป็ดที่เลี้ยงประมาณ 70 ตัว คุณชัชวาล เผยว่า เพิ่งเลี้ยงมาได้ประมาณ 7 ปี ส่วนเหตุผลที่เลี้ยงเป็ดด้วยนั้น คุณชัชวาล บอกว่า เพราะต้องการกระตุ้นตลาดในกลุ่มคนที่ชอบเลี้ยงเป็ด โดยมีการจัดระบบการเลี้ยงที่ถูกต้องเพื่อให้เป็นต้นแบบสำหรับผู้เลี้ยงหน้าใหม่

เมื่อก่อนแบกไก่ไปขาย

เดี๋ยวนี้รอขายที่บ้าน

ในอดีตที่ผ่านมา เมื่อต้องการขายไก่ คุณชัชวาลจะต้องใส่ชะลอมแบกไปส่งขาย ซึ่งจะขายได้หรือไม่ หรือจะได้ในราคาเท่าไรไม่สามารถกำหนดได้แน่นอน แต่หลังจากมีการจัดทำเป็นฟาร์มที่ได้มาตรฐาน สร้างคุณภาพให้กับไก่ทุกตัว จึงทำให้เป็นที่รู้จักจากคนทั่วไปถึงคุณภาพไก่ที่ฟาร์มแห่งนี้ ดังนั้น จึงมีพ่อค้าหรือคนที่สนใจไก่เดินทางเข้ามาซื้อด้วยตัวเองโดยการสั่งจองไว้ก่อนล่วงหน้า

“เมื่อก่อนจับไก่ใส่เข่งประมาณ 20 ตัว ไปเสนอขายพ่อค้าที่อำเภอจัตุรัส ในราคากิโลกรัมละ 50-60 บาท ไม่มีใครซื้อ จึงต้องตระเวนขายไปที่อื่นเรื่อยๆ หากถูกกดราคาก็จำเป็นต้องขาย

หลังจากทำเป็นฟาร์ม พร้อมกับนำระบบการเลี้ยงไก่ที่มีคุณภาพเข้ามาใช้บริหารภายในฟาร์ม ทำให้คุณภาพไก่ที่เลี้ยงมีความสมบูรณ์ แข็งแรง ปลอดภัย ทำให้ผลที่ตามมาคือได้ทั้งคุณภาพและปริมาณ สิ่งเหล่านี้ทำให้หลายคน รวมถึงพ่อค้าไก่ที่รู้ ได้เดินทางมาซื้อไก่เองที่ฟาร์ม โดยจะติดต่อมาก่อนเพื่อสอบถามรายละเอียดและสั่งจอง จากนั้นจึงมารับแล้วชำระเงิน” คุณชัชวาล กล่าว

เจ้าของฟาร์มกล่าวต่ออีกว่า สัดส่วนการขายไก่ที่ฟาร์ม ส่วนใหญ่แล้วพ่อค้านิยมมาซื้อไก่เนื้อมากกว่า เพราะมีความสมบูรณ์มากทั้งขนาดและรูปร่าง มีผิวสวยหลังจากถอนขนออก อย่างไรก็ตาม ไก่ไข่และไก่ชนมีปริมาณการขายรองลงมา

“ไก่จะมีน้ำหนักประมาณ 1.5 กิโลกรัม ต่อตัว เมื่อเลี้ยงมาประมาณ 4 เดือน ซึ่งเป็นข้อดีตรงที่สามารถจำกัดเวลาการเลี้ยงได้ เช่น ถ้าต้องขายรุ่นนี้ ที่เลี้ยงมา 4 เดือน จำนวน 60 ตัว ทั้งนี้สามารถกำหนดเป็นรุ่นที่ต้องการขายได้

ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 85 บาท ต่อกิโลกรัมของไก่เนื้อ ถ้าชำแหละขายกิโลกรัมละ 150 บาท ส่วนไก่ชนจะคัดขนาดและสายพันธุ์ก่อน โดยปกติขายตัวละ 500-600 บาท สำหรับกลุ่มลูกค้าที่มาซื้อไก่มีอยู่ 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นเกษตรกรภายในหมู่บ้าน อีกกลุ่มเป็นพ่อค้าที่อำเภอจัตุรัส” คุณชัชวาล อธิบายเพิ่ม

และยังบอกต่ออีกว่า ถ้าเป็นลูกค้าไก่ชนจะเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่ชอบมาซื้อ ที่นิยมเป็นไก่ในวัย 8 เดือน เพราะอยู่ในช่วงไก่รุ่น จำนวนไก่ที่ซื้อกันไปแต่ละครั้งไม่มีความแน่นอน บางคนซื้อ 1-2 ตัว บางคนซื้อครั้งละ 6-7 ตัว ทั้งนี้แล้วแต่ความพอใจ

คุณชัชวาลเผยถึงเทคนิคการเลือกซื้อไก่ชนแต่ละครั้งว่า ผู้ซื้อจะต้องประกบคู่ไก่ก่อนตัดสินใจ โดยจะพิจารณาจากความแข็งแรง ปราดเปรียว และทรหด อย่างไรก็ตาม พันธุ์ที่นิยมกันในแถบนี้จะมีพันธุ์ม้าล่อ ป่าก๋อย หรือไทยลูกผสม ซึ่งพันธุ์ดังกล่าวทางคุณชัชวาลใช้วิธีดูข้อดี และข้อด้อยของแต่ละสายพันธุ์ แล้วมีการพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ต่อไป

“เดิมไปขอไก่ชนที่ถูกปลดระวางจากสังเวียนไก่จากเพื่อนร่วมงานที่นิยมไก่ชน เพื่อนำมาใช้ทำพ่อพันธุ์ ส่วนแม่พันธุ์ใช้วิธีคัดเลือกในฟาร์มที่มีลักษณะเด่นคือ มีความสวย ให้ลูกดก ดูแล้วเฉลียวฉลาด มีน้ำหนักประมาณ 2.5-2.7 กิโลกรัม ต่อตัว ส่วนอายุของพ่อพันธุ์ที่ไม่สามารถนำมาทำพันธุ์ต่อได้อีก จะอยู่ในช่วงหลังปีที่ 4 ไปแล้ว” คุณชัชวาล บอก

คำว่าดูให้เป็นแม่พันธุ์เฉลียวฉลาดนั้นสำหรับคนทั่วไปอาจนึกไม่ออก คุณชัชวาลได้อธิบายว่า ต้องดูจากตอนช่วงเล็กๆ ขณะที่ลูกไก่ออกหากินคุ้ยเขี่ยอาหารตามพื้น หากตัวใดแยกออกมาหากินเองโดยไม่ยอมเข้าไปรวมในกลุ่ม แสดงว่าตัวนั้นมีความฉลาดที่จะหาอาหารเองตามลำพัง

สำหรับไก่ไข่นั้นจะจำหน่ายเป็นลูกไก่ในราคาตัวละ 25-30 บาท เป็นพันธุ์โรสแมรี่ อายุไก่ที่ปล่อยไปขายเพื่อใช้เป็นไก่ไข่ จะอายุราว 9 เดือน ซึ่งถือเป็นช่วงไก่รุ่น

ย้ำ…ช่วยกันเลี้ยงไก่พื้นบ้าน

เพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์

ความที่เป็นคนสนใจเรื่องไก่พื้นเมือง และต้องการอนุรักษ์พันธุ์ไก่ไว้ให้มีการศึกษากัน พร้อมกับต้องการให้มีการขยายวงกว้างออกไปทุกที่ ทุกแห่ง ทั่วประเทศ ดังนั้น คุณชัชวาลจึงมีเป้าหมายว่าต้องการสร้างเครือข่ายการเลี้ยงไก่พื้นเมืองเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งในลักษณะแพร่กระจาย อีกทั้งยังสามารถช่วยสกัดและป้องกันการเกิดโรคร้ายแรงต่างๆ ที่จะเกิดกับไก่ไม่ให้สูญพันธุ์ไปเร็ว

“เป็นโครงการที่คิดและอยู่ระหว่างลงมือทำ คือเป็นฟาร์มสาธิต เพื่อเป็นการกำหนดขอบเขตที่อยู่อาศัยของไก่ ให้ปลอดภัยจากโรค ซึ่งโรคที่ต้องให้ความสำคัญมากคือ โรคนิวคาสเซิล หรือที่ชาวบ้านนิยมเรียกกันว่า โรคกลีหรือโรคห่า เป็นโรคที่เกี่ยวกับหลอดลมอักเสบ ซึ่งสาเหตุของโรคเกิดจากเชื้อไวรัส ถ้าเกิดโรคระบาดขึ้น อัตราการตายจะสูงมาก บางครั้งอาจตายทั้งหมด

การควบคุมให้ไก่อยู่ในวงจำกัดจะสามารถควบคุมโรคดังกล่าวได้ การปล่อยให้ไก่อยู่ตามจุดต่างๆ กระจัดกระจายไปเป็นวงกว้างจะยากต่อการฉีดวัคซีนเพื่อควบคุมโรคได้ทุกตัว ดังนั้น สรุปง่ายๆ สำหรับฟาร์มสาธิตที่นอกจากจะทำให้ได้มาตรฐานแล้ว จะต้องฉีดวัคซีนในไก่ทุกตัวเมื่อถึงตามกำหนดและต้องสร้างโรงเรือนที่ปลอดภัยด้วย” เจ้าของฟาร์มย้ำ

นอกจากเป้าหมายในเรื่องการทำเป็นฟาร์มสาธิตแล้ว ในอนาคตคุณชัชวาลยังมีแผนที่จะขยายพันธุ์ไก่พื้นบ้านเพิ่มขึ้นอีกทั้งคุณภาพและปริมาณ

ในปัจจุบันชัชวาลฟาร์มมีโรงเลี้ยงไก่จำนวน 4 โรงเรือน ซึ่งแต่ละโรงเรือนจะแยกรุ่นของไก่ และกำลังก่อสร้างใหม่เพื่อใช้เป็นสถานที่เลี้ยงไก่แจ้พันธุ์สวยงามอีก คุณชัชวาล แนะนำว่า การสร้างโรงเรือนควรใช้หญ้าแฝกมุงหลังคาแทนการใช้สังกะสี เนื่องจากความร้อนอาจทำให้เป็นปัญหาต่อการฟักไข่ เพราะจะฟักไม่ออก

คุณชัชวาล วงศ์รา ถือเป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ที่ทำในสิ่งที่ชอบ และรักในสิ่งที่ทำ ถึงแม้เขาจะไม่ได้เรียนจบในระดับสูง ถึงแม้เขาจะอายุเลยวัยเบญจเพสมาเพียง 5 ปี ก็ตาม แต่การที่เขาเลือกเดินตามความฝันตัวเองด้วยการใช้ผืนดินบ้านเกิดเป็นทุนต่อยอดความฝัน เพื่อหารายได้และพัฒนาให้เจริญก้าวหน้า แทนการมุ่งหน้าเข้าเมืองใหญ่เพื่อทำงานหาเลี้ยงชีพเหมือนเด็กหนุ่มคนอื่นที่ละทิ้งบ้านเกิด นับเป็นความคิดที่ดีและถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของคนในสังคมในประเทศนี้

ท่านผู้อ่านที่สนใจอยากทราบรายละเอียดการเลี้ยงไก่พื้นบ้าน ลองโทรศัพท์ไปขอคำแนะนำจาก คุณชัชวาล วงศ์รา ที่หมายเลขโทรศัพท์ (089) 232-8329, (081) 070-8017

ขอบคุณข้อมูล – http://www.baanmaha.com

เลี้ยงไก่พื้นบ้าน ให้ประสบความสำเร็จ

เมื่อ ไก่พื้นบ้าน ไม่ได้เป็นเพียง ไก่พื้นบ้าน ที่ได้รับความนิยมแบบบ้านๆ อีกต่อไป การเลี้ยงไก่พื้นบ้านเพื่อรองรับแนวโน้มความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นสิ่งที่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกควรศึกษา ส่วนหนึ่งเพื่อลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น และสามารถเพิ่มผลผลิตออกสู่ตลาดได้ โดยเฉพาะเมื่อประยุกต์วิธีการเลี้ยงไก่แบบโรงเรือนมาใช้กับการเลี้ยงไก่พื้นบ้านด้วยแล้ว เกษตรกรสามารถควบคุมทั้งคุณภาพและปริมาณได้อย่างแน่นอน

ข้อดีและข้อเสียในการเลี้ยงไก่พื้นบ้าน

1. ข้อดีของไก่พื้นบ้าน

1.1 หาอาหารเก่ง สามารถเลี้ยงแบบปล่อยตามธรรมชาติได้ ทำให้ประหยัดค่าอาหารได้มาก

1.2 ทนต่อสภาพภูมิประเทศ และภูมิอากาศได้เป็นอย่างดี

1.3 ทนต่อโรคพยาธิได้ดีกว่าไก่พันธุ์อื่นๆ

1.4 มีความสามารถในการเลี้ยงลูกได้เก่ง

1.5 เนื้อของไก่พื้นบ้านมีรสชาติถูกปากคนไทยมากกว่าเนื้อของไก่ที่ผลิตเป็นอาหารโดยเฉพาะ

2. ข้อเสียของไก่พื้นบ้าน

2.1 โตช้า ใช้เวลาเลี้ยงนานกว่าไก่ทางการค้ามาก

2.2 ให้ไข่น้อย ปีหนึ่งๆ ให้ไข่เฉลี่ยประมาณ 40-50 ฟอง ต่อปี โดยจะให้ไข่เป็นชุด ชุดละ 7-15 ฟอง

2.3 เมื่อไข่ครบชุดแล้ว ไก่พื้นบ้านมีนิสัยชอบฟักไข่ โดยจะฟักไข่ประมาณ 21 วัน ไข่จะออกเป็นลูกเจี๊ยบ และจะเลี้ยงลูกเจี๊ยบต่อไปอีกประมาณ 2 เดือน จึงจะเริ่มกลับมาให้ไข่ใหม่อีก

พันธุ์และการผสมพันธุ์ไก่

ไก่พื้นบ้านที่เลี้ยงกันอยู่ในปัจจุบัน มีความแตกต่างกันออกไปในเรื่องของพันธุ์ และสายพันธุ์ตามสภาพท้องที่ต่างกัน แต่อย่างไรก็ดี มักจะมีวัตถุประสงค์การเลี้ยงที่เหมือนๆ กันคือ เลี้ยงเพื่อเอาไข่และเนื้อ โดยปล่อยให้ไก่เหล่านั้นหาอาหารกินเองตามธรรมชาติ มีการเสริมอาหารให้บ้างเล็กน้อย ไก่พื้นบ้านเหล่านี้มีสีต่างๆ กัน แต่ที่นิยมเลี้ยงกันมากและตลาดต้องการคือ ไก่ที่มีผิวหนังสีเหลืองและสีขนดำ

การปรับปรุงพันธุ์ไก่พื้นบ้าน

จากสภาพการเลี้ยงที่ปล่อยตามธรรมชาติ และขาดการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด ทำให้การที่จะนำไก่พันธุ์ดีเข้าไปเผยแพร่ เพี่อขจัดข้อเสียของไก่พื้นบ้านดังที่กล่าวมาแล้วเป็นไปได้ยาก เนื่องจากไก่พันธุ์ดีนั้นๆ ต้องการการดูแลเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอ ถ้าเอามาเลี้ยงแบบปล่อยตามธรรมชาติจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร ฉะนั้น การที่จะส่งเสริมให้มีการเลี้ยงไก่พันธุ์แท้ในสภาพการเลี้ยงดูแบบนี้ค่อนข้างจะลำบาก อย่างไรก็ตาม ยังมีหนทางที่จะปรับปรุงไก่พื้นบ้านให้ได้ผลผลิตที่เพิ่มมากขึ้นโดยการคงสภาพข้อดีของไก่พื้นบ้านไว้ และในขณะเดียวกันก็แก้ไขข้อเสียของไก่พื้นบ้านโดยการหาลักษณะที่ดีเด่นของไก่พันธุ์อื่นเข้ามาแทน การปรับปรุงลักษณะเช่นนี้สามารถทำได้ง่ายๆ โดยการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างไก่พันธุ์พื้นบ้านกับไก่พันธุ์แท้ที่มีลักษณะที่เราต้องการ

เรือนโรงไก่

เรือนโรงไก่สามารถทำเป็นเเบบง่ายๆ ได้ โดยอาศัยวัสดุที่มีในท้องถิ่น เช่น ไม้ไผ่หรือไม้รวก เป็นต้น ขนาดของโรงเรือนก็ขึ้นอยู่กับจำนวนไก่ที่จะเลี้ยง และขึ้นอยู่กับบริเวณพื้นที่ใต้ถุนบ้านหรือบริเวณลานบ้าน เกษตรกรบางราย สร้างเรือนโรงดังกล่าวไว้สำหรับเลี้ยงไก่ แต่ก็มีเกษตรกรอีกจำนวนมากที่ยังเลี้ยงโดยการปล่อยให้ไก่เกาะคอนนอนตามใต้ถุนบ้าน หรือตามต้นไม้ ซึ่งการเลี้ยงเช่นนี้ทำให้การดูแลรักษาทำได้ลำบาก ก่อให้เกิดความสูญเสียมากพอสมควร

การสร้างเรือนโรงไก่จะมีจุดประสงค์หลักๆ ดังนี้ คือ

1. ใช้เป็นที่กกลูกไก่แทนแม่ไก่

2. ให้ไก่หลบพักผ่อนในช่วงกลางคืน

3. เป็นที่ให้อาหารและน้ำในช่วงภาวะอากาศแปรปราน เช่น ฝนตกหนัก

4. ใช้เป็นที่ขังไก่เพื่อทำวัคซีน

5. ใช้เป็นที่ขังไก่เพื่อให้ยาหรือยาปฏิชีวนะป้องกันรักษาโรค

อาหาร และการให้อาหาร

ปกติแล้วการเลี้ยงไก่พื้นบ้านมักจะปล่อยให้ไก่หาอาหารกินเองตามมีตามเกิด หรือตามธรรมชาติ โดยที่ผู้เลี้ยงอาจมีการให้อาหารเพิ่มเติมบ้างในช่วงตอนเช้าหรือตอนเย็น อาหารที่ให้ก็เป็นพวกข้าวเปลือก ปลายข้าว หรือข้าวโพด เป็นต้น จากสภาพการเลี้ยงดูแบบนี้ทำให้ความสมบูรณ์ของไก่ผันแปรไปตามสภาพดินฟ้าอากาศ คือ ในช่วงฤดูฝน ไก่จะมีอาหารค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากได้รับทั้งเมล็ดวัชพืชและหนอนแมลงในปริมาณมาก ซึ่งอาหารทั้งสองชนิดนี้เป็นแหล่งของวิตามินและโปรตีนที่สำคัญตามธรรมชาติ ทำให้ไก่ในฤดูกาลนี้มีการเจริญเติบโตและความแข็งแรงมากกว่าไก่ในฤดูอื่นๆ

ส่วนในฤดูเก็บเกี่ยวและนวดข้าว ไก่ก็มีโอกาสที่จะได้รับเศษอาหารที่ตกหล่นมาก ทำให้ไก่มีสภาพร่างกายอ้วนท้วนสมบูรณ์พอสมควร ส่วนในฤดูแล้งมักจะประสบปัญหาไก่ขาดแคลนอาหารตามธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเรื่องน้ำซึ่งมักจะขาดอยู่เสมอ จำเป็นต้องเตรียมไว้ให้ไก่ด้วย

มิถุนายน 24, 2012 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , , , | ใส่ความเห็น

ไทยบราห์มัน ฝันที่เป็นจริงของบรีดเดอร์ไทย (ตอนจบ)

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086150754&srcday=2011-07-15&search=no.

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 23 ฉบับที่ 507

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ทุยโทน ท้ายทุ่ง

ไทยบราห์มัน ฝันที่เป็นจริงของบรีดเดอร์ไทย (ตอนจบ)

สวัสดีครับ ตอนที่แล้วเราทำความเข้าใจพื้นฐานการพัฒนาวัวบราห์มันทั้งต่างประเทศและในประเทศไทยกันไปแล้ว ฉบับนี้ขอพาท่านไปดูฟาร์มไทยบราห์มันใน 4 จังหวัด ทั่วประเทศ ไปดูแนวคิดและการจัดการของบรีดเดอร์ (นักปรับปรุงพันธุ์) ที่เลี้ยงทั้งไทยบราห์มันเลือด 100 และวัวบราห์มันลูกผสม (วัว F) กันครับ

ในวงการไทยบราห์มันน้อยคนนักที่ไม่รู้จัก “จำเนียรฟาร์ม”

บ้านเลขที่ 233 หมู่ที่ 10 ตำบลท่าขมิ้น อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร ที่ตั้งของจำเนียรฟาร์ม หรือ JN ฟาร์ม ที่ คุณจำเนียร ชุ่มมั่น เป็นเจ้าของ คุณจำเนียรเลี้ยงวัวมากว่า 20 ปีแล้ว เพราะความแตกต่างด้านรูปร่าง และการเจริญเติบโตของบราห์มันพันธุ์แท้หรือบราห์มัน 100 กับวัวลูกผสม คุณจำเนียร จึงจริงจังกับบราห์มัน 100 มาเป็นปีที่ 12 ทุกวันนี้จำเนียรฟาร์มมีบราห์มัน 100 ที่มีรางวัลพ่วงท้ายจากหลายสนาม อย่าง Miss JN 27/1 ได้รางวัล Reserve Junior สนามมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และ Miss JN 320/1 Calf Champion งานบึงสามพัน และ Reserve Calf Champion งานโคเนื้อแห่งชาติ ปี 2553 MISS JN 33/1 ชนะเลิศอันดับที่ 1 ประเภทลูกโคอายุ 12-14 เดือน งานแสดงนิทรรศการและประกวดโค มทส. ครั้งที่ 7 เมื่อเดือนมกราคม 2554 ที่ผ่านมา ส่วนอีกหลายตัวก็จะโด่งดังในอนาคตอันใกล้นี้

ทำวัวเฟรมกลาง หนา ยาว ลึก

โบ๊ทกับแดง และการจัดการแบบจำเนียรฟาร์ม

ทุกวันที่จำเนียรฟาร์ม ช่วงเช้าจะปล่อยวัวลงแปลงหญ้า พื้นที่ 70 ไร่ ที่ปลูกหญ้าพันธุ์แพงโกล่า ช่วงเย็นเมื่อวัวกลับเข้าคอกแล้วจะมีหญ้าตัดมาเสริมให้อีกครั้ง คุณจำเนียร บอกว่า “วัวแม่พันธุ์จะไม่ให้อาหารข้นเลย แต่สำหรับวัวที่เตรียมประกวดหรือพ่อพันธุ์อาจจะมีการเสริมรำข้าวบ้างแต่ไม่มากนัก เป็นเรื่องที่อยากบอกเกษตรกรผู้เลี้ยงวัวทุกคนว่า ต้องลดต้นทุนลง การจัดการเรื่องอาหารเป็นสิ่งสำคัญ หญ้าเป็นอาหารที่เหมาะกับวัวอยู่แล้ว อาหารข้นอาจจะจำเป็นแต่ก็ไม่เท่ากับหญ้า ใครจะเลี้ยงวัวต้องจัดการเรื่องหญ้าให้ดี ช่วงไหนมีหญ้าสมบูรณ์ ช่วงไหนขาดแคลน ช่วงไหนต้องตุนหญ้า ตุนฟาง ช่วงไหนนำออกมาใช้ เรื่องเหล่านี้ต้องสังเกตเรียนรู้ตลอดเวลา” คนในวงการไทยบราห์มันรู้ดีว่า บราห์มัน 100 จากจำเนียรฟาร์มมีดีที่ความยาวและสูง เป้าหมายต่อไปของการบรีด คุณจำเนียร บอกว่า “ที่ผ่านมาการแก้ทาง แก้ทรง ผมทำได้กว่า 80% แล้ว ถือว่าพอใจ แต่เมื่อเอาวัวไปลงสนามประกวด จะพบว่า วัวของผมแพ้เรื่องความใหญ่ ฉะนั้น ต่อไปผมจะบรีดให้มีกล้ามเนื้อมากขึ้น สะโพกใหญ่ขึ้น ให้จุกล้ามเนื้อได้มาก ส่วนแม่พันธุ์ที่สูงยาวต้องดึงเฟรมลง ทำให้ได้วัวเฟรมกลางที่มีกล้ามเนื้อมาก ทั้งหนา ยาว และลึก” ส่วนการเลือกใช้พ่อพันธุ์นั้น คุณจำเนียร บอกว่า “ตอนนี้ผมใช้น้ำเชื้อพ่อพันธุ์ต่างประเทศ แม่พันธุ์ของเราด้อยตรงไหน อย่างแม่ท้ายตก ต้องแก้ด้วยพ่อพันธุ์ที่ขาตรง ท้ายยก เป็นต้น”

ฟาร์มเล็กได้เปรียบกว่า-รวมตัวเป็นคลัสเตอร์

ข้อคิดที่น่าสนใจอีกเรื่องจากคุณจำเนียรคือ “พวกเราเป็นฟาร์มเล็กๆ ต้องค่อยๆ เดิน แต่ในความเล็กผมมองว่าเป็นความได้เปรียบ แม้เราไม่มีเงิน 100 ล้าน แต่เราเลี้ยงวัวเอง บรีดเอง ไม่รู้ก็ถาม ทุกอย่างเกิดจากเราเอง สักวันจะต้องสำเร็จและเมื่อสำเร็จแล้วต้องถ่ายทอดให้คนอื่นด้วย” เมื่อคิดจะเลี้ยงวัวหลายคนจะคิดว่า เลี้ยงแล้วเมื่อไหร่จะขายได้ ขายได้กำไรเท่าไหร่ คุณจำเนียร มีคำตอบครับ “จุดคุ้มทุนในการเลี้ยงวัวสำหรับผม ต้องเลี้ยงให้ได้ 5 ปีขึ้นไป เพื่อเป็นการสะสมทุน สะสมประสบการณ์ เลี้ยงด้วยใจรัก เลี้ยงเพื่อการพัฒนา อย่าให้ผลประโยชน์มาก่อน จะเลี้ยงวัวไม่สำเร็จ เพราะการเลี้ยงวัวมีอุปสรรคเยอะ จะทำให้ท้อเร็ว ผู้เลี้ยงวัวรายใหม่จะต้องเลี้ยงให้อยู่รอดเป็นเกณฑ์ ไม่ใช่ตั้งใจเลี้ยงเลือด 100 ก่อนหรือหวังผลประโยชน์ก่อน อย่างนั้นจะไม่สำเร็จ” คุณจำเนียร เล่าต่อไป “6 ปีที่แล้ว JN ฟาร์ม เริ่มเป็นที่รู้จัก ผมก็ขายวัวให้คนที่เชื่อมั่น JN ฟาร์ม ผมแนะนำเพื่อนๆ ให้มาดูฟาร์มของผม เอาเรื่องราคาบราห์มัน 100 ที่สูงกว่าวัวลูกผสมทั่วไปมาเป็นแรงจูงใจเปลี่ยนมุมมองการเลี้ยงวัวเสียใหม่ หลังจากนั้น จึงจัดตั้งเป็นกลุ่ม มีสมาชิก 6 ราย ทั้งในจังหวัดพิจิตร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ มาร่วมเดินไปพร้อมๆ กัน ทั้งในเรื่องความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ การบรีด การตลาด” กลายเป็นเครือข่ายวิสาหกิจหรือคลัสเตอร์ (Cluster) ที่ใครหลายคนให้ความสนใจในตอนนี้ครับ หากใครสนใจ คุณจำเนียร ยินดีพูดคุย ติดต่อไปได้ที่ โทร. (087) 194-2933

“เหล่าเนตรฟาร์ม” วัวไล่ทุ่งจะหมดไป

ต้องปรับสายเลือดให้สูงขึ้น โดยใช้พื้นที่เลี้ยงจำกัด

ที่ เหล่าเนตรฟาร์ม เลขที่ 502/7 หมู่ที่ 10 ตำบลนครสวรรค์ตก อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ คุณนิคม เหล่าเนตร อดีตอาจารย์ที่ทำเรื่องวัวบราห์มันอย่างจริงจังหลังจากเกษียณ คุณนิคม บอกว่า “เลี้ยงวัวแบบเลี้ยงๆ เลิกๆ มาตั้งแต่ พ.ศ. 2527 จนเมื่อ ปี 2538 มีวัวฝูงใหญ่ 70-80 ตัว ที่มีทั้งลูกผสมฮินดูบราซิลและลูกผสมบราห์มัน จนเมื่อ 2 ปีที่แล้ว จึงตัดสินใจขายวัวทั้งฝูงเอาเงินไปซื้อบราห์มันเลือด 100 เข้าฟาร์ม” คุณนิคม มองว่า “อนาคตที่ดินจะราคาสูงขึ้น พืชต่างๆ จะราคาแพงขึ้น พื้นที่จะถูกปิดกั้นไม่สะดวกสำหรับการเลี้ยงวัวไล่ทุ่งอีกแล้ว วัวของผมปล่อยไปก็ไปกินพืชไร่ของชาวบ้าน ต้องตามไปจ่ายเงินเป็นประจำ จึงมองว่าต้องพัฒนาพันธุ์วัว พัฒนาสายเลือดให้สูงขึ้น เพื่อให้ขายได้ราคาดี โดยใช้พื้นที่เลี้ยงที่มีอย่างจำกัด” แม่วัวบราห์มัน 100 ทั้งหมดในเหล่าเนตรฟาร์ม คุณนิคม ใช้การผสมเทียมทั้งหมด โดยใช้หลักในการบรีดจากประสบการณ์ที่ผ่านมา “ผมเคยมีพ่อพันธุ์ที่มีชีสมีลึงค์ยาวหย่อนยานทำให้มีปัญหาถูกหญ้าบาดเป็นแผลแล้วรักษายาก การบรีดวัวของผมจึงมีหลักว่าต้องการเน้นให้ได้ลูกที่มีชีสสั้น” ตอนนี้คุณนิคมเลือกใช้น้ำเชื้อพ่อพันธุ์ต่างประเทศ ในช่วงแรกของการสร้างบราห์มัน 100 คุณนิคม บอกว่า ต้องการเน้นบรีดให้ได้วัวที่มีช่วงยาวเอาไว้ก่อน แล้วในรุ่นต่อๆ ไปจะแก้ให้มีช่วงลึกและความจุของลำตัวเพิ่มมากขึ้น

วัว F จากออสเตรเลียนบราห์มัน

เหมือนหลายฟาร์มที่ผมเคยไปพูดคุยด้วย ที่เหล่าเนตรฟาร์ม ก็มีการสร้างวัว F เอาไว้เป็นรายได้หมุนเวียน “ตอนนี้มีแม่วัว F จดทะเบียนแล้ว 10 ตัว ส่วนใหญ่เป็นวัวสาวที่กำลังเตรียมพร้อมเพื่อการผสมเทียม” ผมตั้งใจจะทำวัว F เพื่อเป็นรายได้หมุนเวียนเข้ามาในฟาร์ม จะทำวัว F ไปเรื่อยๆ หากมีคนมาขอซื้อวัว F แล้วตกลงราคากันได้ก็พร้อมจะปล่อยออกไป ส่วนลูกที่ออกมาเป็นตัวผู้ ก็จะขายออกไปทั้งหมด” ในส่วนพ่อพันธุ์สำหรับทำวัว F คุณนิคม เลือกใช้พ่อพันธุ์หลายตัว ทั้งจากต่างประเทศและในประเทศ “ผมหาน้ำเชื้อที่ต้องการมาเก็บไว้ หากแม่วัวตัวไหนพร้อมผมก็จะโทร.เรียกเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์มาผสมให้ทันที” คุณนิคม เล่าให้ฟัง ตอนนี้เหล่าเนตรฟาร์มได้ลูกวัว F2 ออกมาแล้ว 1 ตัว เป็นลูกของแม่วัวออสเตรเลียนบราห์มัน “แม่วัวตัวนี้ผมซื้อต่อมาจากหน่วยงานทหาร เป็นวัวออสเตรเลียนบราห์มันพันธุ์แท้ ที่นำเข้ามาในช่วงวัวพลาสติกที่เป็นข่าวใหญ่โตเมื่อหลายปีที่ผ่านมา แต่ไม่มีใบประวัติประจำตัว พยายามค้นหาจากหน่วยงานที่เป็นเจ้าของก็หาไม่ได้ ผมจึงต้องจดทะเบียนเป็นวัว F1 กับสมาคมส่งเสริมฯ” คุณนิคม เล่าให้ฟัง สนใจโทร.ไปคุยกับคุณนิคมได้ ที่ เบอร์โทร. (089) 703-2147

“ขุนเขาฟาร์ม” ทิ้งเมืองกรุงมาสร้างฝัน

บ้านเลขที่ 6/1 หมู่ที่ 2 ตำบลวังกระแจะ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี คือที่ตั้งของ ขุนเขาฟาร์ม บนพื้นที่ 30 ไร่ ที่มีทั้งแปลงหญ้าธรรมชาติและแปลงหญ้าอาหารสัตว์ เจ้าของขุนเขาฟาร์ม คุณสันติ เหลาโชติ บัณฑิตด้านคอมพิวเตอร์ คุณสันติเล่าว่า “เรียนจบทางด้านคอมพิวเตอร์ แล้วเปิดร้านอินเตอร์เน็ตอยู่ในกรุงเทพฯ รายได้ดีทีเดียว แต่ช่วงปี 2549 คุณพ่อเกษียณราชการจึงไปสร้างบ้าน สร้างสวน ที่กาญจนบุรี ซึ่งมีพื้นที่กว้าง คุณพ่ออยากเลี้ยงวัว ผมจึงสนใจด้วย และได้ไปเข้าอบรมเรื่องการเลี้ยงวัวเนื้อ ที่คาวบอยแลนด์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน พออบรมเสร็จผมเริ่มต้นเลี้ยงวัวเลยครับ”

มุ่งมั่นสร้างวัวไม่มีเขา พิคเมนต์เข้ม 

คุณสันติ เริ่มเลี้ยงวัว เมื่อ พ.ศ. 2550 โดยเริ่มจากวัวลูกผสมไทยใหญ่ จนเมื่อปีที่ผ่านมาได้ซื้อวัวบราห์มันเลือด 100 จากกรมปศุสัตว์มา 4 แม่ “ผมซื้อเลือด100 ราคาตัวละ 27,000 บาท ที่ตัดสินใจซื้อ เพราะมองเรื่องตลาด เรื่องราคา รวมถึงเรื่องการเลี้ยงดู พันธุ์ประวัติที่เป็นทางการมีมาตรฐาน ส่วนแม่วัวลูกผสมที่มีอยู่ผมก็ใช้เป็นแม่พันธุ์พื้นฐานสำหรับสร้างวัว F ต่อไป ฟาร์มและวัวของผมจดทะเบียนกับสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงโคพันธุ์บราห์มัน” วัวทั้งหมดของคุณสันติจะปล่อยรวมกันในแปลงหญ้าและให้อาหารข้นเสริมตอนเย็น “ยอมรับว่า วัวเลือด 100 หากินเก่งมาก ไม่ค่อยเดิน ก้มหน้ากินอย่างเดียว วัวเลือด 100 กินหญ้ากินอาหารเท่ากับวัวลูกผสม แต่เลือด 100 โตเร็วกว่า อ้วนเร็วกว่าวัวลูกผสม” คุณสันติ เล่าให้ฟัง คุณสันติวางแนวทางการบรีดวัวไว้ว่า “ผมว่าสามารถใช้ทั้งพ่อพันธุ์ในประเทศและจากต่างประเทศมาแก้ทางได้ทั้งนั้น ที่ผมเน้นคือ เรื่องของสีมากกว่า ผมอยากได้วัวที่มีสีเข้ม ที่สำคัญผมอยากสร้างวัวที่ไม่มีเขามาแต่กำเนิด (Polled) ไม่อยากมาสูญเขาอีกให้เปลืองเวลา จึงใช้น้ำเชื้อพ่อพันธุ์ไม่มีเขาตั้งแต่เกิดมาใส่แม่พื้นฐาน เพื่อสร้างวัว F ตอนนี้ได้ F2 มาแล้ว ถูกใจมากทั้งเรื่องโครงสร้างและสี”

มุมมองเรื่องของ วัว F

มุมมองของคุณสันติเกี่ยวกับการเลี้ยงวัวบราห์มันทั้งเลือด 100 และวัว F เป็นข้อคิดให้แก่เกษตรกรรายใหม่ที่กำลังสนใจเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี “ผมมองว่าตอนนี้ในวงการเลี้ยงวัวบ้านเรากำลังตื่นตัวเรื่องการจดทะเบียน เพราะเกษตรกรอย่างเราเข้าถึงเรื่องการจดทะเบียนได้ง่ายขึ้น และต่อไปในอนาคตน่าจะสะดวกมากกว่านี้ ซึ่งเป็นผลดีในการยกระดับวงการบราห์มันในเมืองไทยให้มีมาตรฐานสากล ส่วนเรื่องของวัว F ผมมองว่าเหมาะกับเกษตรกรรายย่อยที่มีใจรักจริงๆ เพราะต้องใช้เวลา ใช้ความรู้ความเข้าใจพอสมควร วัว F ไม่เหมาะกับคนที่ต้องการเงินด่วน เพราะใช้เวลามาก ส่วนวัวบราห์มันเลือด 100 ผมมองว่าดีกว่าวัวลูกผสมทั้งเรื่องของโครงสร้าง การเจริญเติบโต แต่ปัญหาคือ ราคาแพงจึงไม่เหมาะกับเกษตรกรที่เงินไม่พร้อม” ใครสนใจอยากคุยกับคุณสันติ โทร. (084) 344-5777

สร้างวัวไซซ์ใหญ่ ทำในแบบที่เราพร้อม

เลี้ยงและบรีดเลือดร้อย สไตล์ “NK ฟาร์ม”

ไปชมฟาร์ม เนื้อที่ 20 ไร่ ที่บ้านเลขที่ 30 หมู่ที่ 3 บ้านหนองขาม ตำบลเกาะหลัก อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ตั้งของ NK ฟาร์ม ที่ คุณนุกูล กลิ่นนาคธนกร เป็นเจ้าของ คุณนุกูล บอกว่า เคยเลี้ยงวัวมาก่อน จึงผูกพัน เมื่อพร้อมจึงเริ่มต้นกับวัวบราห์มัน 100 ปัจจุบัน NK ฟาร์ม มีแม่พันธุ์เลือด 100 และแม่วัวลูกผสมที่พร้อมทำวัว F NK ฟาร์ม จดทะเบียนกับสมาคมผู้บำรุงพันธุ์โคบราห์มันแห่งประเทศไทย

ใช้พ่อพันธุ์นอกปูพื้นปรับไซซ์ให้ใหญ่ขึ้น

ผสมจริง แก้ผสมเทียมไม่ติด

คุณนุกูล เล่าว่า “เลือกซื้อแม่วัวเลือด 100 เข้าฟาร์ม โดยดูจากลักษณะที่มีหนังหนา กระดูกข้อขาใหญ่ รูปร่างเป็นทรงสี่เหลี่ยม ท้ายไม่หัก ซื้อมาในระยะวัวรุ่น ราคาตั้งแต่ตัวละ 60,000-120,000 บาท” ส่วนแนวทางการบรีดของคุณนุกูลนั้นจะใช้น้ำเชื้อพ่อพันธุ์บราห์มันสายนอกเข้ามาปูพื้นฐาน “ผมชอบพ่อพันธุ์นอกที่เป็นพ่อพันธุ์ไซซ์ใหญ่ ผมจึงตระเวนหาซื้อน้ำเชื้อพ่อพันธุ์เก่าๆ มาเก็บเอาไว้ เพื่อสร้างวัวรุ่นใหม่ ของ NK ฟาร์ม ให้มีไซซ์ใหญ่เป็นพื้นฐานครับ น้ำเชื้อจากพ่อพันธุ์ตัวหนึ่งผมจะใส่ให้แม่พันธุ์เป็นชุดๆ ชุดละ 5-6 แม่ แล้วมองหาจุดเด่น จุดด้อย จากลูกวัวที่ได้แต่ละตัว หลังจากนั้น จึงจะใช้พ่อพันธุ์สายอื่นๆ เข้ามาแก้ทาง แก้จุดด้อยเป็นรายตัวอีกที” คุณนุกูล บอกว่า ที่ NK ฟาร์ม จะใช้ผสมเทียมเป็นส่วนใหญ่ แต่ยังมีปัญหาแม่พันธุ์บางตัวที่ผสมไม่ติด จึงใช้พ่อพันธุ์เลือด 100 ผสมจริง เป็นการแก้ปัญหา “พ่อพันธุ์ที่ใช้คุมฝูง คือ Mr. HT 524 ซึ่งเป็นลูกของพ่อพันธุ์บราห์มันระดับโลก”

เลือกทางเดินเอง

ไม่ใช้อาหารสำเร็จรูป-พัฒนา วัว F

คุณนุกูล เล่าว่า “ผมพยายามบรีดโดยเลือกทางของผมเอง ไม่ทำอะไรตามใคร เพราะเข้าใจพื้นฐานของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างด้านการเงิน สภาพดินฟ้าอากาศ อาหารวัวก็ต่างกัน ผมจึงไม่หวังให้วัวของผมสวยและใหญ่แบบของฟาร์มนั้นฟาร์มนี้ ที่ผ่านมาลูกวัวที่ได้มีโครงสร้างใหญ่ขึ้นก็จริง แต่ติดปัญหาที่กระดูกยังเล็ก ขาเล็ก จึงต้องแก้ไขกันต่อไป” เรื่องของอาหารวัว คุณนุกูล บอกว่า “ทดลองให้อาหารมาหลายอย่าง ตั้งแต่ต้นสับปะรดสับแล้วหมัก ปรากฏว่าวัวท้องเสียไม่หยุดและผอมลงเรื่อยๆ จึงเปลี่ยนเป็นรำผสมกับกากปาล์ม รำผสมกับกากมะพร้าวก็ยังไม่เหมาะ จนมาลงเอยที่กากถั่วเหลืองที่เหลือจากการคั้นน้ำเต้าหู้ ตอนเช้าก่อนปล่อยจะให้ต้นข้าวโพดหมัก 120 กิโลกรัม กากถั่วเหลือง 100 กิโลกรัม และเกลือ 1 กิโลกรัม (อัตราส่วนโดยประมาณ เลี้ยงแม่พันธุ์ 21 ตัว และพ่อพันธุ์ 1 ตัว) หลังจากอาหารเช้าจะปล่อยให้กินหญ้าในสวนมะพร้าว ส่วนตอนเย็นจะตัดหญ้าที่ปลูกไว้มาให้กินอีกครั้ง หญ้าที่ปลูกไว้มีทั้งพันธุ์อาระฟัด เนเปียร์ กินนี และไต้หวัน ปลูกไว้ประมาณ 17 ไร่ ส่วนหน้าแล้งจะเสริมฟางให้ด้วย” ส่วนแม่พันธุ์ลูกผสมกว่า 20 แม่ ได้เตรียมพัฒนา วัว F โดยใช้ทั้งการผสมเทียมกับน้ำเชื้อพ่อพันธุ์นอกที่มีเก็บไว้ และใช้ Mr. HT 524 ผสมจริง ตอนนี้ NK ฟาร์มได้ วัว F1 ออกมาแล้วหลายตัว ใครสนใจติดต่อกับ คุณนุกูล ได้ที่ โทร. (081) 942-2340

เป็นอย่างไรบ้างครับ เรื่องของไทยบราห์มันทั้ง 2 ตอน ที่ผมนำเสนอคงมีประโยชน์ไม่น้อยสำหรับคนที่มีใจรักวัวพันธุ์นี้ ถ้ารักจริงและมีความพร้อมก็โดดลงมาสู่ยุทธจักรไทยบราห์มันได้เลย สำหรับผมฉบับนี้สวัสดีครับ

กรกฎาคม 26, 2011 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , | ใส่ความเห็น

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,261 other followers

%d bloggers like this: