ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

คนเมืองกาญจน์ เลี้ยงวัวหลากหลายพันธุ์ สนองความต้องการของคนซื้อ ธันวาคม 9, 2015

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05087010858&srcday=2015-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 604

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ทุยโทน ท้ายทุ่ง

คนเมืองกาญจน์ เลี้ยงวัวหลากหลายพันธุ์ สนองความต้องการของคนซื้อ

สวัสดีครับ ราคาวัวเนื้อในบ้านเรายังคงดีอยู่ เกษตรกรจึงมีโอกาสได้เห็นหน้าค่าตาของกำไรจากการเลี้ยงวัว ยิ่งในช่วงที่นายกฯ บอกว่า อาหารทะเลเป็นของคนมีกะตังค์ คนมีเงินบ้าง ไม่มีบ้างอย่างผมอาจจะต้องพึ่งพาเนื้อวัวในเมนูแต่ละวัน ดังนั้น ฉบับนี้ผมจึงพาท่านไปเยี่ยมชมพี่น้องชาวกาญนะจ๊ะบุรี เอ้ย!! กาญจ๊ะนะบุรี เอ้ย! กาญจนบุรี เฮ้ย!! ถูกแล้ว ที่เลี้ยงวัวปนกันหลากหลายพันธุ์เพื่อเอาไว้สนองความต้องการของลูกค้าที่มีหลายหลาก ตามมาครับผมจะพาไปดู

เลี้ยงวัวมากว่า 20 ปี

พาท่านมาพบกับ คุณแดง บุตรนวม ที่บ้านเลขที่ 58/2 หมู่ที่ 9 ตำบลแก่งเสี้ยน อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี คุณแดงเริ่มต้นเล่าให้ฟังว่า “ผมเลี้ยงวัวมากว่า 20 ปี เลี้ยงแบบรวมฝูงไล่ทุ่ง เมื่อก่อนมีที่ว่างที่โล่งมาก ผมก็เลี้ยงวัวมาก เคยเลี้ยงฝูงใหญ่ 100 กว่าตัว แต่ตอนนี้พื้นที่เริ่มจะไม่พอ เพราะสินค้าเกษตรมันขึ้นราคา ผมเลยต้องลดจำนวนวัวลง ตอนนี้ทั้งฝูงของผมรวมกันมี 42 ตัว ปล่อยเลี้ยงใกล้ๆ บ้าน ใช้ลวดไฟฟ้าล้อมไว้ ปล่อยให้วัวกินหญ้าป่า หญ้าธรรมชาติเท่าที่มี” แรงงานเลี้ยงวัวของคุณแดง ก็คือ คุณแดงเองกับภรรยา รวมกัน 2 แรง “ผมมีแรงงานอยู่แค่ 2 คน ช่วยกันเลี้ยงช่วยกันดู อาศัยว่าเลี้ยงไว้ใกล้บ้าน เช้าก็ปล่อยออกไป ตอนเย็นก็ไปไล่กลับมาเข้าคอก ผมทำมาอย่างนี้ 20 กว่าปีแล้ว วัวมันทำให้ผมมีอย่างทุกวันนี้ มีที่ดิน มีบ้าน มีรถ ก็เพราะวัวนี่แหละ” คุณแดงเล่า

เลี้ยงหลายพันธุ์ปนกัน

มีหลายคนบอกว่า อย่าเลี้ยงวัวตามกระแส เพราะหากกระแสดี ราคาขึ้นก็สบาย แต่หากกระแสตก ขาลงจะเจ็บตัว แต่คุณแดงไม่สนใจ “ผมเลี้ยงวัวตามกระแสครับ ดูจากราคาเป็นหลัก เมื่อก่อนก็จะเน้นเลี้ยงวัวหูยาวแต่พอราคาตก ผมก็ไปจับวัวลูกผสมบราห์มัน ลูกผสมชาร์โรเล่ส์มาเข้าฝูง แต่ผมก็ยังไม่ทิ้งวัวหูยาวนะ ยังเก็บแม่วัวเอาไว้รอราคา รอกระแสที่จะหวนกลับมาอีก ทุกวันนี้ในฝูงวัวของผมจึงมีทั้งแม่วัวหูยาว แม่วัวลูกผสมบราห์มัน แม่วัวลูกผสมชาร์โรเล่ส์ มากน้อยต่างกันไปตามจำนวนที่เราจะไปหาซื้อมาได้” คุณแดง เล่าแนวคิดให้ฟัง “ผมจะเลือกซื้อวัวที่จะเอามาทำแม่พันธุ์ในฝูง โดยเลือกซื้อวัวตามบ้าน ตามพรรคพวก ผมจะไม่เลือกซื้อวัวตามตลาดนัดมาทำแม่พันธุ์ เพราะเราไม่รู้ประวัติ อาจจะเจอวัวที่เป็นหมัน มีตำหนิต่างๆ ซึ่งจะทำให้เราเสียเวลา ผมก็เลี้ยงวัวหลายพันธุ์ปนกันอยู่ในฝูงนี่แหละ แล้วใช้พ่อพันธุ์คุมฝูง”

แม่วัว ต้องให้ลูกปีละ 1 ตัว

คุณแดง เล่าต่อไปว่า “แม่วัวลูกผสมบราห์มันของผม จะใช้การผสมเทียม โดยเลือกพ่อพันธุ์ที่ตัวหนาๆ เนื้อเยอะๆ เป็นหลัก แม่วัวของผมไม่ว่าจะพันธุ์อะไร จะต้องให้ลูกปีละ 1 ตัว หากตัวไหนให้ลูกห่าง 3 ปี 2 ตัว ผมถือว่าแม่วัวตัวนั้นมีปัญหา ต้องปล่อยออกไป ส่วนแม่วัวที่ให้ลูกมา 4-5 ตัว ผมก็จะปล่อยออกไปเพื่อหาแม่วัวใหม่เข้ามาแทน” คุณแดง มองว่าแม่วัวคือสิ่งสำคัญในการพัฒนาพันธุ์วัว “แม่วัวบางตัวที่ผมมีมันอาจจะขี้เหร่ หุ่นไม่สวย สีไม่สวย แต่เป็นแม่วัวที่ให้ลูกดี ผมก็จะเก็บแม่วัวตัวนั้นไว้ ส่วนลูกวัวผมจะปล่อยขายหลังจากอดนมแล้ว ผมขายหมดทั้งตัวผู้ตัวเมีย หากราคาตกลงกันได้ผมก็ขาย ผมเคยขายวัวลูกผสมบราห์มันตัวเมียออกไป ราคา ตัวละ 70,000 บาท ซึ่งผมว่าราคาดีมากสำหรับผมนะ ส่วนลูกวัวที่มีตอนนี้ผมก็ขายทั้งลูกผสมบราห์มัน ราคา 30,000 กว่าบาท ลูกผสมหูยาวก็มีหลายราคา มีพ่อค้าวิ่งมาหาผมเยอะ”

ราคาวัวจะดีอีกนาน

ในเรื่องของอาหารที่ใช้เลี้ยงวัว คุณแดง เล่าว่า “นอกจากหญ้าธรรมชาติที่ปล่อยให้วัวกินทั้งวันแล้ว ผมจะเสริมด้วยอาหารข้นวันละมื้อในตอนเย็น ส่วนในหน้าแล้งก็มีต้นข้าวโพดบดเสริมให้ เพราะในเขตนี้ปลูกข้าวโพดหวานกันเยอะ เราจึงโชคดีมีอาหารให้วัวไม่ขาด” ในเรื่องของราคาวัวในบ้านเรา คุณแดง มองว่า “ราคาวัวในบ้านเราจะยังแพงไปเรื่อยๆ เพราะวัวหมดจริงๆ วัวขาดแคลนถึงขนาดที่ต้องเอาวัวตัวเมียเข้าคอกขุน ลูกวัวนมตัวผู้ที่ไม่เคยมีราคา ตอนนี้ก็ซื้อขายกันที่ ตัวละ 3,000 บาท เพื่อเอาไปขุน ราคาวัวในบ้านเราจึงจะดีไปเรื่อยๆ ผมมองว่าคนเลี้ยงวัววันนี้ยังไงก็ยังพอมองเห็นกำไรอยู่ มีช่องทางอยู่ เพราะวัวขาดแคลนจริงๆ เป็นโอกาสให้พวกเราคนเลี้ยงวัวได้ตั้งเนื้อตั้งตัวกันบ้าง อย่างตอนนี้ที่คอกของผมก็มีพ่อค้าวิ่งมาหาทุกวัน ขนาดวัวแคระที่ผมมี ก็ยังมีคนมาให้ราคา ตัวละ 40,000 บาท แต่ผมไม่ขาย”

ไทยแบล็ค ยังไปได้ดี

พาท่านเดินทางต่อไปยัง บ้านเลขที่ 144 หมู่ที่ 7 บ้านพุน้อย ตำบลลุ่มสุ่ม อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ไปพบกับ คุณเกศแก้ว ยศส้ม ที่ผมเคยนำเสนอเรื่องราวของวัวลูกผสมพันธุ์ไทยแบล็คไป เมื่อ 3-4 ปี ที่แล้ว วันนี้ผมกลับไปเยี่ยมชมฟาร์มของคุณเกศแก้วอีกครั้ง และก็ยังได้พบกับวัวลูกผสมพันธุ์ไทยแบล็ค ที่กรมปศุสัตว์ ส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่เลี้ยงวัวพันธุ์นี้ วัวไทยแบล็คหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “วัวดำ” เกิดจากการผสมระหว่างวัวพ่อพันธุ์แองกัส (Angus) มาผสมพันธุ์กับแม่วัวพื้นเมืองของไทย เพื่อให้ได้สายพันธุ์ใหม่ เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของไทยเรา คุณเกศแก้ว เล่าว่า “เลี้ยงวัวลูกผสมพันธุ์ไทยแบล็คมาตลอด เพราะวัวลูกผสมพันธุ์นี้ตัวเล็กในท้องแม่ คลอดง่าย แต่เมื่อเกิดมาแล้วมีอัตราการเจริญเติบโตเร็ว ทนร้อน ทนแมลง อ้วน มีเนื้อมากแม้จะเลี้ยงด้วยหญ้าและฟางแบบที่เกษตรกรแถวนี้เลี้ยงกันทั่วไป นอกจากนั้น วัวพันธุ์นี้เป็นที่ต้องการของพ่อค้า พวกทำวัวขุนต้องการมาก”

ตั้งใจทำให้เป็นไทยแบล็คพันธุ์แท้

คุณเกศแก้ว บอกว่า “ตั้งใจจะทำวัวพันธุ์ไทยแบล็คพันธุ์แท้ตามที่กรมปศุสัตว์แนะนำ เพราะถูกใจวัวลูกผสมพันธุ์นี้ จึงจะผสมพันธุ์ตามคำแนะนำของกรมปศุสัตว์ให้ได้จนถึง F3 หรือสายเลือดชั่วที่ 3 ที่จะมีสายเลือดแองกัส 62.5%” ที่ถูกใจกับวัวลูกผสมพันธุ์ไทยแบล็คนั้น คุณเกศแก้ว บอกว่า “วัวพันธุ์นี้เลี้ยงง่าย ไม่หอบ กินง่าย นอกจากหญ้าที่ปล่อยให้วัวไทยแบล็คกินแบบปล่อยทุ่งแล้ว ก็จะเสริมมันเส้นและตัดต้นมันให้กินในช่วงหน้าแล้ง แม้จะกินหญ้าธรรมชาติเลี้ยงแบบวัวชาวบ้านทั่วไป แต่วัวลูกผสมพันธุ์ไทยแบล็คจะโตเร็วกว่า เป็นสัดเร็วกว่า ผสมได้กับแม่วัวไทยพื้นเมือง และถูกใจมากก็คือ เรื่องของราคาขายที่ค่อนข้างแพงกว่าวัวทั่วไป ตัวที่ออกสีแดงๆ ในคอกมีคนมาให้ราคา 40,000 บาท ส่วนเจ้าตัวเล็กนั่น ราคา 20,000 บาท แต่ตอนนี้ยังไม่อยากขาย” คุณเกศแก้ว เล่า

ลูกผสมทาจิมะ มีปัญหา

นอกจากวัวลูกผสมพันธุ์ไทยแบล็คแล้ว คุณเกศแก้ว ยังมีวัวลูกผสมทาจิมะอีกด้วย “วัวลูกผสมทาจิมะ หรือบางคนเรียกว่า วัววากิว ที่หน่วยราชการเอาน้ำเชื้อมาส่งเสริมให้ผสมเทียมกับวัวแม่พันธุ์พื้นเมืองนั้น ได้ลูกที่เกิดมามีปัญหา เพราะโตช้า ไม่ทนร้อน หอบ ที่มีอยู่เป็นลูกผสมทาจิมะ 50% จากแม่พันธุ์ลูกผสมบราห์มัน ลูกผสมตัวอายุปีกว่าๆ แล้ว ก็ยังไม่โต ผอมแกร็น ทั้งๆ ที่ให้กินหญ้า กินอาหาร เหมือนกับวัวลูกผสมพันธุ์ไทยแบล็ค ชาวบ้านแถวนี้หลายรายที่ผสมวัวทาจิมะเอาไว้บ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า วัวลูกผสมพันธุ์นี้น่าจะไม่เหมาะกับสภาพพื้นที่ อุณหภูมิของเมืองกาญจน์ ทำเอาชาวบ้านเข็ดวัวพันธุ์นี้ไปตามๆ กัน” คุณเกศแก้ว สรุปให้ฟัง

ใครสนใจ อยากสอบถาม พูดคุยกับ คุณแดง บุตรนวม กริ๊งกร๊างกันไปได้ ที่ โทร. (098) 907-9284 ส่วน คุณเกศแก้ว ยศส้ม โทร. (086) 032-7939 ครับ ฉบับนี้หมดพื้นที่แล้ว ขอลากันไปก่อน สวัสดีครับ

 

ไก่งวงครบวงจร ของ วิสาหกิจชุมชนบ้านคำเกิ้ม นครพนม พฤศจิกายน 27, 2015

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05093150758&srcday=2015-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 603

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ชนะ วสุรักคะ chanawasu@gmail.com

ไก่งวงครบวงจร ของ วิสาหกิจชุมชนบ้านคำเกิ้ม นครพนม

ไก่งวง เป็นสัตว์ปีกเศรษฐกิจที่น่าสนใจ ในขณะที่ผู้เลี้ยงหน้าใหม่หลายรายในภาคอีสาน บ้างก็เลี้ยงแล้วประสบผลสำเร็จ บางรายก็เลี้ยงเห่อตามกระแส เห็นคนอื่นนำมาเลี้ยงก็เลี้ยงตาม แต่จะมีเกษตรกรผู้เลี้ยงสักกี่ราย ที่ขยันหมั่นเพียร อดทน เอาใจใส่ เลี้ยงแล้วอาจมีลู่ทางสดใส ที่สำคัญต้องมีตลาดรองรับควบคู่กับเนื้อสัตว์ประเภทนี้

คุณเชษฐา กัญญะพงศ์ วัย 53 ปี ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงไก่งวงบ้านคำเกิ้ม หมู่ที่ 8 ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม กล่าวว่า เริ่มแรกเดิมทีตนมีที่ดินอยู่ 11 ไร่ อยู่ท้ายหมู่บ้าน จึงขุดสระ 2 บ่อ ไว้เลี้ยงปลา หวังทำเกษตรผสมผสานตามแนวทฤษฎีใหม่ของในหลวง กระทั่งเปลี่ยนใจเมื่อปี 2545 จึงเบนเข็มหันไปซื้อพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ไก่งวง กับ คุณธนศักดิ์ คำด่าง ประธานศูนย์ภูมิพลัง บ้านโพธิ์ตาก อำเภอเมืองนครพนม หลังปศุสัตว์จังหวัดพาไปอบรมศึกษาดูงานที่ศูนย์ภูมิพลัง จึงซื้อไก่มา 1 ชุด 15 ตัว ในราคา 4,500 บาท

หลังเจอวิกฤติไข้หวัดนก ในปี 2547 แต่ไก่ไม่ตาย จึงโยกมาเลี้ยงในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อให้ห่างจากหมู่บ้าน 300 เมตร ต่อมาได้มีโอกาสไปฝึกอบรมดูงานที่ฟาร์มเลี้ยงใหญ่ในจังหวัดขอนแก่น และหลายจังหวัดที่เลี้ยงไก่งวง จนปี 2552 จึงเริ่มเลี้ยงอย่างจริงจัง โดยชักชวนชาวบ้านตั้งกลุ่ม มีสมาชิกผู้เลี้ยง 8 คน เลี้ยงครัวเรือนละ 10-20 ตัว ในปี 2553 มีไก่ในกลุ่มรวมกันกว่า 300 ตัว ทุกวันศุกร์จะมีข้าราชการตำรวจ ทหาร เดินทางมาซื้อไก่ 1-2 ตัว ตกกิโลกรัมละ 150 บาท ไปปรุงอาหารกิน แต่ประสบปัญหาไม่มีตลาดรองรับ เลี้ยงแล้วไม่มีที่ขาย

“ชักชวนผู้เลี้ยงหันมาทำธุรกิจเปิดร้านอาหารไก่งวง ให้ลงหุ้น หุ้นละ 100 บาท ระดมทุนได้ 700 กว่าหุ้น เป็นเงิน 75,500 บาท ในขณะนั้น ปศุสัตว์จังหวัดนำเงิน 5,000 บาท ที่จะใช้ในการอบรมมาเข้าหุ้นด้วย จึงมีสมาชิกเพิ่มขึ้น 50 ครัวเรือน ต่อมา คุณจริยา แก้วอาสา ผู้ใหญ่บ้านบ้านคำเกิ้ม หมู่ที่ 8 นำเงินโครงการ เอสเอ็มอี จาก 400,000 บาท แบ่งนำมาสนับสนุนกลุ่ม 200,000 บาท เพื่อซื้อพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ไก่งวงแจกชาวบ้านเลี้ยง ครัวเรือนละ 5 ตัว บางรายเอาไปต้ม ลาบกินบ้าง ขณะที่เหลือผู้เลี้ยงจริงแค่ 20 ราย ต่อมาจึงได้รับเลือกเป็นประธานชมรมไก่งวง และประธานชมรมผู้เลี้ยงไก่งวง เขต 4” คุณเชษฐา บอก

คุณเชษฐา เล่าต่อว่า ต่อมาได้เปิดร้านอาหาร เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2554 ขณะเดียวกันจึงร่วมกันคิดตั้งกลุ่ม ชื่อว่า “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงไก่งวงบ้านคำเกิ้ม โดยมีคณะกรรมการขึ้นทะเบียน เมื่อ วันที่ 5 มกราคม 2555 ผ่านมา 4 ปี ไม่ต้องทำตลาดให้ยุ่งยาก นำวัตถุดิบป้อนให้ร้านคำเกิ้ม ลาบไก่งวง ตั้งอยู่ห่างจากถนนบายพาสสายนครพนม-ท่าอุเทน หลังวัดกกต้อง ทางเข้าโบสถ์คริสต์ ห่างจากจุดเลี้ยง ประมาณ 300 เมตร มีเมนูลาบ ต้ม ทอด ปิ้งปีก ไส้อั่ว พร้อมเครื่องดื่มไว้บริการตามซุ้มรอบหนองน้ำ บรรยากาศร่มรื่น เย็นสบาย

โดยส่วนตัวของคุณเชษฐา มีฟาร์มขนาดย่อม โดยเลี้ยงคนเดียว บนพื้นที่ 11 ไร่ ทำโรงเรือนเลี้ยงไก่งวงพันธุ์อเมริกันบอร์น จำนวนกว่า 1,000 ตัว แบ่งเป็น 3 โรงเรือน จำนวน 12 เล้า มีไก่ 3 รุ่น คือพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ ไก่รุ่น และไก่อนุบาล เหตุที่เลือกไก่สายพันธุ์นี้ เพราะทนต่อโรคและสภาพอากาศ ให้น้ำหนักได้ดี ขนาดตัวน้ำหนัก 6-10 กิโลกรัม ตัวใหญ่สุดมาตรฐานตกต่อตัวถึง 15 กิโลกรัม ส่วนอาหารไก่คิดค้นผสมสูตรเองเพื่อเร่งให้โต ได้น้ำหนักตามที่ต้องการ

เจ้าของกิจการไก่งวงให้ข้อมูลว่า ธรรมชาติของไก่งวงไม่ชอบแดด ชอบอาศัยอยู่ในโรงเรือนโล่งแจ้ง ลมพัดเย็นสบาย อาหารเช้า-เย็น ไก่แรกเกิดถึง 2 เดือน จะให้กินอาหารเม็ดสำเร็จรูปและหญ้าเนเปียร์อ่อนสับ พอระยะ 2-4 เดือน ซึ่งเจริญเติบโตจะกินรำข้าวและอาหารผสมสูตรเฉพาะ เน้นอาหารเข้มข้น มีปลายข้าว กากถั่วเหลือง เมล็ดข้าวโพด หลัง 4-7 เดือน ก่อนส่งขาย ให้กินหญ้าเนเปียร์สับ 30 กิโลกรัม ต่อรำข้าว 30 กิโลกรัม สูตร 1 ต่อ 1

ผู้เลี้ยงจำเป็นต้องหาทางลดต้นทุนค่าอาหาร คุณเชษฐา จะปลูกหญ้าเนเปียร์ไว้หลังคอก จำนวน 2 งาน และปลูกต้นไผ่เลี้ยงหน่อไว้ 4 กอ เพื่อเด็ดยอดใบอ่อนให้เป็นอาหารเสริมไว้กินในหน้าแล้ง เนื่องจากต้นทุนเมล็ดข้าวโพด 30 กิโลกรัม ตกกระสอบละ 500 บาท กากถั่วเหลือง กระสอบละ 1,200 บาท รำ กระสอบละ 140 บาท ราคาส่งสมาชิก ซึ่งต้องไปรับเองที่ฟาร์มเลี้ยงไก่ในตำบลบ้านกลาง อำเภอเมือง

ช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ เจอวิกฤติไก่งวงขาดตลาด ไก่โตไม่ทันพอขาย จึงต้องสั่งเครือข่ายที่ตั้งกลุ่มเลี้ยงในอำเภอบ้านแพง นาทม ธาตุพนม เรณูนคร ให้นำมาส่งที่ร้านอาหารของกลุ่ม วันละ 7-10 ตัว ล่าสุดทางกลุ่มอำเภอเมือง ได้รับอนุมัติงบประมาณ จำนวน 700,000 บาท เพื่อสร้างโรงเชือดไก่เอง ในพื้นที่ใกล้ร้านอาหารดังกล่าว เพื่อสะดวกต่อการขนส่ง หลังต้องเชือดเองที่ร้านมานานหลายปี

ฤดูแล้งกับฤดูหนาวไก่ไม่ค่อยเป็นอะไร มีปัญหาเฉพาะหน้าฝน เป็นหวัด หลังจากไก่ในฟาร์มตนติดเชื้อต้นฤดูฝนตายถึงวันละ 10 ตัว จึงต้องเร่งแก้ไขสร้างภูมิคุ้มกัน โดยใช้สมุนไพรฟ้าทลายโจร และว่านไพรใจดำ สับให้กินผสมกับรำข้าว หากจะต้องใช้ยาปฏิชีวนะต้องปรึกษาปศุสัตว์อำเภอ เรื่องน้ำต้องต่อก๊อก แล้วผ่าท่อ พีวีซี ขนาดใหญ่ลงในรางให้กิน แต่ถ้าโรงเรือนพื้นเฉอะแฉะก็จะพบปัญหามีแมลงวันมาไต่ตอม

โดยปกติไก่จะใช้เวลาฟักไข่ นาน 28 วัน ถึง 1 เดือน ปัญหาคือไก่จะโทรม หากเข้าฟักในไห เกิดยื้อแย่งเหยียบไข่แตกอีก เมื่อไข่แล้วจึงแก้ไขโดยไม่ให้ไก่ฟักเอง จึงนำเงิน 26,000 บาท ของกลุ่มไปซื้อตู้ฟัก โดยใช้อุณหภูมิ 37.5 องศาเซลเซียส ข้อเสีย ถ้าไก่ฟักเองจะได้ไข่ปีหนึ่งแค่ 3 รุ่น ถ้าไม่ให้ฟักเองจะได้ไข่ตลอดทั้งปี 4 รุ่น

อย่างไรก็ตาม เมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ได้มีคนร้าย คาดว่ามีไม่ต่ำกว่า 3 คน ใช้รถกระบะเข้ามาลักไก่รุ่น น้ำหนักเฉลี่ยตัวละ 3 กิโลกรัม ไปจากเล้าที่ 3 จำนวน 70 ตัว มูลค่า 40,000 บาท อุ้มขึ้นรถหายไปในช่วงเวลา 10.00 น. ฉวยจังหวะขณะคุณเชษฐาออกไปทำธุระ เมื่อกลับมาเข่าแทบทรุด

คุณเชษฐา ยังให้ข้อคิดตบท้ายด้วยว่า เสน่ห์ของไก่งวงคือ ชอบกินหญ้าเยอะ เลี้ยงระยะสั้นๆ แค่ 7 เดือน ก็ขายได้เงินแล้ว หลังพบว่ามีการนำเข้าไก่งวงจากสหรัฐอเมริกา ปีละ 80 ตัน และออสเตรเลีย 40 ตัน คิดดูแล้วกำไรเยอะสุดกว่าเลี้ยงโค ซึ่งต้องใช้เวลานานกว่า 5 ปี แม้จะเป็นวาระแห่งชาติของรัฐบาลไปแล้วก็ตาม

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีคณะจากองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น (อบต.) ทั่วประเทศ ทยอยแวะมาศึกษาดูงานจำนวนมาก ไปฟาร์มไม่ถูก หรือต้องการแวะมาอุดหนุนที่ร้านคำเกิ้ม ลาบไก่งวง เปิดบริการ เวลา 10.00-20.00 น. หยุดวันอาทิตย์ ติดต่อสอบถาม โทร. (085) 014-9679, (087) 227-2241, (098) 127-7992

 

ฝากถึงมือใหม่ ต้นทุนสูงขุนวัวใหญ่ ต้องได้กิโลละ 100 บาท ขึ้นไป พฤศจิกายน 2, 2015

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05079010658&srcday=2015-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 600

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ทุยโทน ท้ายทุ่ง

ฝากถึงมือใหม่ ต้นทุนสูงขุนวัวใหญ่ ต้องได้กิโลละ 100 บาท ขึ้นไป

สวัสดีครับ ไม่ว่าผู้ปกครองประเทศ นักการเมืองไทยจะเปลี่ยนหน้าตาไปกี่คน เนื้อต่างแดนจะเข้ามามากแค่ไหน ใครจะชู 3 นิ้ว หรือชูนิ้วเดียว แต่หากใครได้ลงไปพบเกษตรกรรายย่อยของไทย เราจะพบว่าพี่น้องเหล่านั้นยังก้มหน้าก้มตาพร้อมกัดฟันสู้ชีวิตกันต่อไป ยังคงต้องทำมาหากิน จะรอใครมาช่วยเหลือคงไม่ได้ ดังนั้น เกษตรกรไทยจึงต้องขยัน พยายามเอาตัวรอดไปวันต่อวันอย่างไม่พึ่งฟ้ารอหาฝน ฉบับนี้ผมขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องเกษตรกรรายย่อยอีกครั้ง โดยนำข้อมูลดีๆ มาฝากสำหรับใครก็ตามที่สนใจจะเข้ามาทำธุรกิจวัวขุน วงการขุนวัว เป็นอย่างไร ตามไปชมกันครับ

เลี้ยงวัวมาหลายรูปแบบ

ไปพบกับ คุณณรงค์ ตรงเที่ยง ที่บ้านเลขที่ 8/1 หมู่ที่ 4 ตำบลสามร้อยยอด อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ คุณณรงค์เริ่มต้นเล่าให้ฟังว่า “เลี้ยงวัวมาหลายแบบ ทั้งวัวฝูงไล่ทุ่ง เลี้ยงแม่วัวเพื่อเพาะลูกขาย จนเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว จึงได้หันมาทำวัวขุนแบบเต็มตัวตามกระแสราคาวัวขุนที่แพงขึ้น แต่ก็ยังเก็บแม่วัวเอาไว้เพื่อเพาะลูกอีก 4-5 แม่ ทั้งวัวลูกผสมบราห์มันเลือดสูงที่กำลังท้อง กับพ่อพันธุ์ SK รวมไปถึงแม่พันธุ์หูยาว” คุณณรงค์ เล่าต่อไปว่า “ในพื้นที่ตรงนี้เหมาะสำหรับทำวัวขุน เพราะมีอาหารหยาบจากโรงงานสับปะรดอยู่เยอะ มีอาหารข้นสำหรับวัวขุนอยู่หลายเจ้า และมีคนในพื้นที่ทำวัวขุนกันมาก เลยมีพ่อค้ารับซื้อวิ่งเข้ามาเยอะ ผมเห็นว่าเราก็พอทำได้ เลยหันมาทำวัวขุนได้ระยะหนึ่งแล้วครับ”

จับวัวอีสานมาเข้าขุน

คุณณรงค์ เล่าต่อไปว่า “ผมจะจับวัวจากพ่อค้าคนกลางในพื้นที่อีกทอดหนึ่ง วัวที่จับมาส่วนมากจะเป็นวัวที่ซื้อมาจากทางอีสาน เพราะวัวภาคอีสานจะเป็นวัวที่มีสายเลือดบราห์มันสูง เอามาขุนแล้วน้ำหนักขึ้นได้ง่ายกว่า” คุณณรงค์ อธิบายวิธีการเลือกซื้อวัวเพื่อเข้าขุนว่า “ผมจะเลือกวัวโดยดูโครงสร้าง เปรียบเทียบกับราคา ขนาดตัววัวต้องเหมาะสมกับราคาขาย ไม่แพง ไม่โก่งราคาจนเกินไป ปกติแล้วผมจะเลือกวัวลูกผสมบราห์มัน ไม่เอาวัวหูยาว เลือกวัวที่ขาใหญ่ สันหลังยาว โครงร่างดีพอจะสร้างเนื้อได้ จริงๆ แล้วผมอยากได้วัวลูกผสมชาร์โรเล่ส์มาขุน แต่ช่วงนี้หายากมากและแพงมาก ในพื้นที่แถวนี้ลูกผสมชาร์โรเล่ส์ก็พอหาได้ แต่ก็จะติดปัญหาที่ขนาดตัววัวจะไม่เท่ากัน เอามาเข้าขุนจะใช้เวลานานต่างกัน จึงต้องใช้วัวอีสานเป็นหลัก” เรื่องราคาวัวซากที่จะเอามาเข้าขุนก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะชี้ถึงกำไรจากการขุนแต่ละครั้ง “ราคาวัวต้องเหมาะสมกับสภาพ เหมาะสมกับรูปร่างวัวเป็นสำคัญ อย่างของผมชุดนี้ราคารวมค่ารถ ค่าหมอแล้ว ตกอยู่ที่ ตัวละ 37,000 บาท ซึ่งก็เป็นราคาต้นทุนที่สูงพอสมควร ของผมเองถ้าเต็มคอกรับได้ 30 ตัว พอดีสำหรับจับใส่รถบรรทุก 1 เที่ยว เวลาขายไม่ต้องรอวัวจากคอกอื่น แต่ชุดนี้หามาได้แค่ 25 ตัว เท่านั้น” คุณณรงค์ บอก คิดแล้วเป็นราคาต้นทุนที่สูงมากทีเดียวครับสำหรับเกษตรกรรายย่อย

ไม่เทเปลือก

สับปะรดมากเกินไป

เมื่อวัวซากมาถึงคอก คุณณรงค์จะเหน็บฮอร์โมน ถ่ายพยาธิและฉีดวัคซีนเองก่อน จะปล่อยไปรวมกันในคอก หลังจากนั้น ก็จะเป็นฝึกให้วัวกินอาหารหยาบอย่างเปลือกสับปะรด คุณณรงค์ บอกว่า “ผมใช้เปลือกสับปะรดจากโรงงานเป็นอาหารหยาบ วัวที่เพิ่งมาเข้าขุนส่วนใหญ่จะไม่เคยกินเปลือกสับปะรดมาก่อน มาตอนแรกๆ จะกินไม่ได้ มีอาการท้องเสียบ้าง แต่ไม่กี่วันก็ปรับตัวได้ เพราะเราให้แต่เปลือกสับปะรด วัวจะเลือกกินก็ไม่ได้ เดี๋ยวอด” ในส่วนของอาหารหยาบคุณณรงค์จะให้เปลือกสับปะรด วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น ครั้งละประมาณ 300 กิโลกรัม ต่อ วัว 25 ตัว “ผมไม่ทำเหมือนคนอื่นๆ คือจะพยายามให้เปลือกสับปะรดในปริมาณที่วัวจะกินหมด จะพยายามไม่ให้มีเปลือกเหลือติดราง ให้พอดีที่วัวกินหมดในแต่ละมื้อ เพราะต้นทุนอาหารหยาบแพง” คุณณรงค์ บอก ส่วนอาหารข้น คุณณรงค์เลือกใช้อาหารข้นที่เป็นสูตรอาหารผสมที่มีวางขายในพื้นที่ โดยให้อาหารข้นวันละ 2 รอบ ให้พร้อมกับเปลือกสับปะรดผสมกันไปในรางอาหารเดียวกัน

อาหารหยาบ อาหารข้นแพงขึ้น

คุณณรงค์ บอกว่า “เปลือกสับปะรดจากโรงงานตอนนี้ราคาต่อ 1 คันรถสิบล้อ อยู่ที่ 7,500 บาท ต้องมีเจ้าประจำที่เราสามารถจองคิวเอาไว้ได้ ใน 1 รอบ ขุนวัว ผมจะใช้เปลือกสับปะรด ประมาณ 8 คันรถสิบล้อ ก็จะต้องจองเอาไว้ และคำนวณไม่ให้ขาด ซึ่งตอนนี้ยังเป็นช่วงที่พอหาเปลือกสับปะรดได้ เป็นช่วงที่โรงงานยังมีการผลิตสับปะรดอยู่ เศษเหลือพวกนี้จะมีมากระหว่างเดือนเมษายน-มิถุนายน และระหว่างพฤศจิกายน-มกราคม ในช่วงเวลาอื่นจะมีน้อย แต่ในช่วงที่โรงงานสับปะรดปิดจะหาเปลือกสับปะรดไม่ได้เลย ต้องเปลี่ยนไปขุนด้วยต้นข้าวโพดสับ หรือหญ้าเนเปียร์สับ ซึ่งราคาจะอยู่ที่ 1.50 บาท ต่อกิโลกรัม หรือไม่ก็แยมสับปะรด (กากสับปะรด) ซึ่งราคาจะแพงขึ้นไปอีก” หากให้เปรียบเทียบระหว่างอาหารหยาบต่างๆ กับการเติบโตของวัว คุณณรงค์ มองว่า “โดยส่วนตัวผมว่า เปลือกสับปะรดจะดีกว่า เพราะทำให้วัวเนื้อแน่นกว่า จากการสอบถามคนเลี้ยงวัวขุนและพ่อค้าที่มาซื้อ ส่วนใหญ่จะบอกว่า วัวที่ขุนด้วยเปลือกสับปะรดจะมีเนื้อแน่นกว่าวัวที่ขุนด้วยอาหารหยาบอย่างอื่น” คุณณรงค์ ให้ความเห็น

ขุน 100 วัน

ต้องได้ 500 กิโลขึ้น

นอกเหนือจากอาหารข้นและอาหารหยาบที่ให้ตามเวลาแล้ว คุณณรงค์ จะมีก้อนเกลือแร่แขวนให้วัวเลียและมีเกลือเม็ดใส่รางอาหารเอาไว้ด้วย ในแต่ละรอบการขุนวัว คุณณรงค์ จะใช้เวลาประมาณ 100 วัน “ผมใช้เวลาขุน ประมาณรอบละ 100 วัน ขุนให้ได้น้ำหนัก 500 กิโลกรัม ขึ้นไป จากวัวซากที่จับมา 300 กว่ากิโลกรัม จะต้องเพิ่มน้ำหนักให้ได้เกิน 500 กิโลกรัม เพราะเราต้องการขายเป็นวัวไซซ์ใหญ่ ซึ่งได้ราคาดีกว่า” สำหรับราคาขายในช่วงนี้ คุณณรงค์ บอกว่า “วัวไซซ์ใหญ่ 500 กิโลกรัม ขึ้นไป ช่วงนี้ผมจับขายอยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 105 บาท ซึ่งถือว่าคนเลี้ยงพออยู่ได้ไม่ถึงกับร่ำรวยอะไร เพราะต้นทุนสูงขึ้นทุกอย่าง ทั้งราคาวัวซาก ค่าอาหารข้น อาหารหยาบ ถ้าขายได้ราคาต่ำกว่านี้คนขุนวัวก็จะอยู่กันลำบาก” เมื่อขุนได้น้ำหนักคุณณรงค์จะจับวัวขายให้กับพ่อค้าทั่วไปที่เข้ามาซื้อ พ่อค้าคนไหนให้ราคาสูง ก็จะขายให้ โดยไม่มีพ่อค้าขาประจำ

ฝากถึงหน้าใหม่ รายย่อ

คุณณรงค์ บอกว่า สำหรับการขุนวัวในเขตสามร้อยยอดนั้น เรื่องโรคและแมลงไม่เป็นปัญหา จะมีปัญหาบ้างก็เป็นเรื่องวัวขาเจ็บจากการรับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสามารถรักษาได้ ก่อนจากกันคุณณรงค์ฝากบอกไปถึงเกษตรกรรายย่อย เกษตรกรมือใหม่ที่สนใจจะทำวัวขุน “ผมมองว่าราคาวัวจะแพงไปอีกนาน เพราะวัวในเมืองไทยเราเหลือน้อยหาแทบไม่ได้ ดังนั้น จะมีเกษตรกรรายใหม่ที่สนใจเข้ามาทำวัวขุน ตรงนี้ผมสนับสนุน เพราะเป็นช่องทางอาชีพที่ดีอีกทางหนึ่ง แต่อยากฝากถึงผู้ที่สนใจวัวขุนทุกท่านว่า สำหรับรายใหม่แล้ว วัวขุนมีความเสี่ยง หากเริ่มต้นโดยไม่มีความรู้ ไม่มีความเอาใจใส่ดูแลวัวแบบใกล้ชิดแล้วทำให้วัวตายไป 1-2 ตัว ต่อรอบ ก็ขาดทุน เจ๊งได้ตั้งแต่เริ่ม คนที่จะทำวัวขุนจริงๆ ไม่ว่าจะรายเล็กหรือรายใหญ่จะต้องดูแลวัวแบบใกล้ชิด ดูว่าวัวกินอาหารได้ไหม เจ็บป่วยตรงไหนหรือไม่ ซึ่งถ้าเป็นคนที่ไม่ใส่ใจจะทำวัวขุนลำบาก ส่วนเรื่องราคาขายนั้นผมมองว่า ราคาขายวัวขุนในช่วงนี้พวกเราพออยู่ได้ ไม่ว่าจะเป็นคนขุนรายเล็ก รายย่อย ราคานี้เราพออยู่ได้ แต่หากราคาต่ำกว่านี้ 5-7 บาท รายย่อยจะลำบาก เพราะต้นทุนที่สูงขึ้นทุกวันจะบีบเราจนอยู่ไม่ได้” นี่เป็นความเห็นส่วนตัวจากคุณณรงค์ครับ

ใครสนใจอยากสอบถาม พูดคุยกับคุณณรงค์ โทร.ไปได้ที่ (089) 501-3792 ครับ ฉบับนี้หมดพื้นที่แล้วขอลากันไปก่อน สวัสดีครับ

 

เลี้ยงโคเนื้อ เสริมรายได้ ที่บ้านพรสวรรค์ สกลนคร สิงหาคม 18, 2015

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05077150458&srcday=2015-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 597

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ป. รัศมีธรรม

เลี้ยงโคเนื้อ เสริมรายได้ ที่บ้านพรสวรรค์ สกลนคร

ทุกครั้งที่มาเยือนจังหวัดสกลนคร มีความรู้สึกว่า เหมือนได้กลับบ้านมาเยี่ยมญาติ เพราะจังหวัดสกลนคร เป็นเมืองที่สงบ ร่มเย็น ชาวสกลนครมีนิสัยน่ารัก ช่างเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และเป็นกันเองกับนักท่องเที่ยว ทุกครั้งที่แวะมาจังหวัดสกลนคร นอกจากสุขใจเพลิดเพลินกับบรรยากาศการท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่งดงาม พร้อมอิ่มใจกับรสพระธรรมจากการเข้าวัดสวดมนต์ในวัดวาอารามต่างๆ มากมายแล้ว แขกผู้มาเยือนยังมีโอกาสอิ่มท้องกับเมนูเด็ดจากเนื้อวัวโพนยางคำ เตาถ่าน ที่หลายคนยกนิ้วให้ว่า “อร่อยเลิศทุกจาน” นอกจากนี้ เนื้อโคขุนโพนยางคำก็ยังสามารถนำไปทำได้อีกหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็น สุกี้ จิ้มจุ่ม ชาบู เนื้อย่าง ฯลฯ หากใครมีโอกาสมาเยือนจังหวัดสกลนคร ต้องมาลองชิมเนื้อโคขุนโพนยางคำให้ได้สักครั้ง

ศูนย์เรียนรู้ฯ เศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ธ.ก.ส. ชุมชนพรสวรรค์

ล่าสุด ผู้เขียนมีโอกาสเดินทางไปเยือนจังหวัดสกลนครอีกครั้ง กับทีมงานประชาสัมพันธ์ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ธ.ก.ส. ชุมชนพรสวรรค์ หมู่ที่ 13 ตำบลปลาไหล อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร

บ้านพรสวรรค์ เป็นหมู่บ้านเล็กๆ เป็นชุมชนที่น่าอยู่ แยกจากบ้านโคกศาลา เมื่อประมาณ ปี 2522 ภายใต้การนำของ คุณแดง บุญยาน ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรก ที่มาของชื่อหมู่บ้าน “พรสวรรค์” เกิดจาก พระครูศรีภูมานุรักษ์ เจ้าอาวาสวัดป่าสามัคคีธรรม ได้รับกิจนิมนต์มาทำบุญเบิกบ้าน ท่านพระครูเห็นว่าชุมชนแห่งนี้ เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ เหมือนได้กินพรจากสวรรค์ จึงเรียกชื่อชุมชนแห่งนี้ว่า “บ้านพรสวรรค์” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ใน ปี 2549 หมู่บ้านแห่งนี้ ได้รับการคัดเลือกให้เป็นชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง ขั้นที่ 1 และได้พัฒนาให้เป็นชุมชนต้นแบบฯ ขั้นที่ 2 และขั้นที่ 3 เรื่อยมา ต่อมา ปี 2554 ชุมชนแห่งนี้ ได้ถูกยกฐานะเป็นศูนย์เรียนรู้เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ธ.ก.ส. ชุมชนพรสวรรค์ ซึ่งเป็น 1 ใน 84 ศูนย์เรียนรู้ต้นแบบ ตามโครงการเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ ธ.ก.ส. ดำเนินการอยู่ทั่วประเทศ

ศูนย์เรียนรู้ฯ แห่งนี้ จัดการอบรมโดยมีฐานการเรียนรู้สำคัญ 8 ฐาน ได้แก่

1. ฐานการเรียนรู้ไม้ผล

2. ฐานการเรียนรู้กลุ่มเลี้ยงสัตว์

3. ฐานการเรียนรู้กลุ่มนวดแผนไทย

4. ฐานการเรียนรู้กลุ่มสมุนไพรใกล้ตัว

5. ฐานการเรียนรู้กลุ่มการเลี้ยงปลา กบ และไก่ไข่

6. ฐานการเรียนรู้กลุ่มเผาถ่านด้วยถัง 200 ลิตร

7. ฐานการเรียนรู้ธนาคารต้นไม้

8. ฐานการเรียนรู้กลุ่มปุ๋ยชีวภาพ

ซึ่งแต่ละฐานการเรียนจะมีการเรียนรู้กันอย่างจริงจังตั้งแต่เริ่มต้นจนเห็นผลผลิต ขั้นตอนการทำงานของแต่ละฐานการเรียนรู้

ศูนย์เรียนรู้ฯ นี้ ได้จัดอบรมบุคลากรที่เป็นลูกค้าที่กู้ยืมเงินจาก ธ.ก.ส. เพื่อให้เกิดศักยภาพในการสร้างรายได้และเพื่อความเข้มแข็งด้านเศรษฐกิจในตัวเองและครอบครัว เพื่อสามารถชำระหนี้ของ ธ.ก.ส. ได้ ที่ผ่านมา ศูนย์เรียนรู้ฯ แห่งนี้ กลายเป็นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ของประชาชนทั่วไป ทั้งภายในหมู่บ้าน อำเภอและต่างจังหวัด หลายต่อหลายรุ่น เช่น ปี 2553 อบรมหลักสูตรหมดหนี้ 7 รุ่น มีผู้เข้าอบรมแลกเปลี่ยนความรู้ 700 คน

ปี 2554 ทางศูนย์เรียนรู้ฯ จัดอบรมหลักสูตรวิถีชีวิตและวิถีทำกิน มีผู้เข้าอบรม 1,000 คน และ ปี 2555/56 อบรมหลักสูตรปรับวิธีคิดการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ผู้คนให้ความสนใจมาก เข้าอบรมประมาณ 2,500 คน ปัจจุบันก็ยังมีการอบรมให้เกษตรกรและสอนอาชีพให้กับผู้คนที่สนใจ นำไปปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้ อย่างพอเพียงแบบยั่งยืน

เลี้ยงโคเนื้อ เสริมรายได้

มีคำกล่าวว่า “ฉลาดกิน ก็สิ้นโรค (ภัย)” เนื้อวัวยังเป็นแหล่งอุดมธาตุเหล็กและวิตามินบี 12 ที่ช่วยป้องกันโรคหัวใจและสมองเสื่อมอีกด้วย สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการกินเนื้อวัว ขอแนะนำให้กินเนื้อสันส่วนบน (Top Sirloin) เพราะเป็นส่วนที่มีไขมันต่ำสุดเมื่อเทียบกับส่วนอื่นๆ เนื้อวัวแต่ละชนิดมีคุณภาพต่างกัน เนื้อวัวพันธุ์พื้นเมืองของไทยจะมีไขมันแทรกทั้งในเนื้อและระหว่างก้อนกล้ามเนื้อน้อยมาก สัมผัสจึงไม่นุ่มเท่าวัวขุน โดยเฉพาะวัวขุนโพนยางคำที่มีปริมาณไขมันมากกว่า 10-15 เท่า ส่วนโปรตีนนั้นไม่แตกต่างกัน เฉลี่ยอยู่ที่ ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์

“โคขุนโพนยางคำ” เนื้อนุ่ม ชุ่มลิ้น รสชาติดี มีไขมันแทรกอยู่ในเนื้ออย่างพอเหมาะ ทำให้เนื้อโคขุนโพนยางคำได้รับความนิยมอย่างสูง ทั้งจากคนไทยและต่างชาติ เนื้อโคขุนโพนยางคำ นับเป็นของอร่อยประจำถิ่นของจังหวัดสกลนคร มีให้ลองชิมในร้านอาหารหลายร้านทั่วจังหวัดสกลนคร และยังมีให้ชิมในร้านอาหารหลายๆ ร้านทั่วประเทศ ปลุกกระแสการเลี้ยงและบริโภคเนื้อวัวให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นในวงกว้าง

เมื่อเนื้อโคขุนเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น ทุกวันนี้ ชาวนา ชาวไร่ ในจังหวัดสกลนคร จึงหันมาเลี้ยงโคเนื้อเป็นอาชีพเสริม พวกเขาใช้เวลาอย่างน้อย 8 เดือน เลี้ยงโคเนื้อตัวน้อย น้ำหนัก 400 กิโลกรัม โดยใช้หญ้าสด ฟางข้าว และอาหารผสมสูตรที่ปลอดภัย เป็นอาหารขุนโคทุกวันทั้งเช้า-เย็น จนได้โคขุนตัวอวบอ้วน น้ำหนักเฉียดพันกิโลกรัม ที่ขายได้ราคาสูงกว่าเนื้อโคปกติ 2-3 เท่าตัว

ชาวบ้านในชุมชนบ้านพรสวรรค์ ก็มองเห็นลู่ทางเสริมรายได้จากการเลี้ยง “โคเนื้อ” เช่นเดียวกับชาวอีสานในท้องถิ่นอื่นๆ พวกเขาได้รวมตัวกันจัดตั้ง “กลุ่มผู้เลี้ยงโคเนื้อบ้านพรสวรรค์” เมื่อ ปี 2549 มีสมาชิกเริ่มแรก จำนวน 11 ราย การดำเนินงานในระยะแรกประสบปัญหาเรื่องการเลี้ยง-การตลาด ล้มลุกคลุกคลานกันพอสมควร

คุณธนาวุฒิ พุทธแสน หัวหน้ากลุ่มผู้เลี้ยงโคเนื้อบ้านพรสวรรค์ กล่าวว่า ธ.ก.ส. ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือด้านวิชาการ และเงินทุนกู้ยืมเพื่อการลงทุน จำนวน 800,000 บาท สำหรับจัดซื้อพันธุ์โคเนื้อ แม่พันธุ์ที่ตั้งท้องมาแล้ว จำนวน 19 ตัว บวกค่าขนส่ง ตัวละ 1,600 บาท หลังจากนั้นทางกลุ่มก็เลี้ยงและขยายฝูงโคเนื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนมีจำนวนโคเนื้อมากสุดถึง 230 ตัว เมื่อเลี้ยงโคจนครบระยะเวลาที่กำหนดก็นำโคเนื้อออกขาย โดยโคเนื้อมีชีวิต ขายในราคากิโลกรัมละ 140 บาท ปรากฏว่า สร้างผลกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ

หลังจากทางกลุ่มประสบความสำเร็จทางการเลี้ยงและการตลาด ทำให้มีเกษตรกรรายใหม่สนใจที่จะสมัครเป็นสมาชิกกลุ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกวันนี้ ทางกลุ่มมีจำนวนสมาชิกมากกว่า 50 รายแล้ว ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และ ธ.ก.ส. สนับสนุนให้ชาวบ้านเลี้ยงโคเนื้อกำแพงแสน เพราะเป็นสายพันธุ์โคขุนคุณภาพดีเช่นเดียวกับโคขุนโพนยางคำ ทำให้สินค้าของทางกลุ่มได้รับความนิยมจากท้องตลาดอย่างต่อเนื่อง ช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพที่มั่นคงให้เกษตรกรได้อย่างต่อเนื่อง

คุณธนาวุฒิ บอกว่า ทุกวันนี้ ชาวบ้านนิยมเลี้ยงโคต้นน้ำ เน้นเลี้ยงโคเพื่อผลิตลูกโคน้อย ขายส่งเข้าสู่ตลาด ส่วนใหญ่เป็นโคพันธุ์ชาร์โรเล่ส์ กับโคพันธุ์บราห์มัน สำหรับผลิตเป็นโคขุนอายุ 2-3 ปี เลี้ยงด้วยหญ้าสด ฟางข้าว และอาหารผสมสูตรที่ปลอดภัย ปราศจากสารเร่งการเจริญเติบโต และสารปฏิชีวนะทุกชนิด มีระบบการควบคุมป้องกันโรค เช่น โรคปากและเท้าเปื่อย โรคคอบวม โรคจากพยาธิต่างๆ ช่วยให้โคหนุ่มน้อยเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว กลายเป็นโคคุณภาพดีที่ตลาดต้องการ ทางกลุ่มขายโคในราคาเริ่มต้น ตัวละ 60,000 บาท

เพื่อลดต้นทุนการผลิตและช่วยให้โคเนื้อที่เลี้ยงเติบโตดี ชาวบ้านได้ปลูกหญ้าเนเปียร์ และนำมาหมักผสมกับมันสำปะหลัง เพื่อเป็นอาหารเลี้ยงโคเนื้อ โดยโคเนื้อที่เพิ่งหย่านมจะให้อาหารเฉลี่ย 3 กิโลกรัม ต่อตัว ต่อวัน ส่วนโคหนุ่มจะให้อาหาร 2-2.5 กิโลกรัม ต่อตัว ต่อวัน ยิ่งโคเนื้อมีอายุมากขึ้น ก็จะให้อาหารน้อยลง คุณธนาวุฒิ บอกว่า การส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อในชุมชนแห่งนี้ จะดูจากความสนใจและใส่ใจของชาวบ้านเป็นหลัก โดยจะให้แม่พันธุ์สลับเปลี่ยนกันไปเลี้ยง เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อจะมีรายได้เสริมจากการนำมูลโคมาผลิตเป็นปุ๋ยคอกออกขายได้อีกทางหนึ่ง

“ปัญหาอุปสรรคที่พบคือ ชาวบ้านขาดความรู้และความเข้าใจเรื่องการเลี้ยงโคเนื้อ โดยเฉพาะช่วงที่โคติดสัด เกษตรกรผู้เลี้ยงมักรีบให้โคผสมพันธุ์ทันที ความจริงควรรอให้โคเนื้อผสมพันธุ์ในระยะเวลาที่เหมาะสม โดยแบ่งเป็นระยะต้น ระยะแรก ระยะกลาง ระยะปลาย นอกจากนี้ ที่ผ่านมา ชาวบ้านประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำสำหรับทำแปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์ ทางกลุ่มกำลังยื่นหนังสือถึงหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อของบประมาณสนับสนุนการขุดสระน้ำสำหรับใช้เพาะปลูกแปลงหญ้าอาหารสัตว์ ในอนาคต” คุณธนาวุฒิ กล่าวในที่สุด

หากผู้อ่านท่านใดสนใจอยากแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการเลี้ยงโคเนื้อกับกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อแห่งนี้ ติดต่อเข้าไปเยี่ยมชมงานได้ที่ ศูนย์เรียนรู้เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ธ.ก.ส. ชุมชนพรสวรรค์ ได้ทุกวัน

 

อดุลย์ รุ่งโรจน์ กับเกษตรเกื้อกูล โคเนื้อทำเงิน ที่เดิมบางนางบวช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05079150458&srcday=2015-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 597

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

อดุลย์ รุ่งโรจน์ กับเกษตรเกื้อกูล โคเนื้อทำเงิน ที่เดิมบางนางบวช

ด้วยประกอบอาชีพเกษตรกรรมมาตลอดชีวิต และเป็นหนึ่งในเกษตรกรที่ต้องประสบปัญหาต่างๆ เฉกเช่นเดียวกับเกษตรกรอีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะความผันผวนด้านราคา และปัจจัยที่กระทบต่อการผลิตอันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติ ทำให้ อดุลย์ รุ่งโรจน์ เกษตรกรแห่งตำบลหัวเขา อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี คิดและพัฒนาแนวทางการประกอบอาชีพ จากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาสู่การทำเกษตรแบบเกื้อกูลที่เน้นการปลูกพืชหลายอย่าง เพื่อกระจายความเสี่ยงในอาชีพ

สำหรับกิจกรรมการประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่ดำเนินการในขณะนี้ ประกอบด้วย นาข้าว 24 ไร่ ไร่อ้อย 50 ไร่ ไร่มันสำปะหลัง 60 ไร่ และเลี้ยงโคเนื้ออีก 85 ตัว

สำหรับทุกกิจกรรมที่ดำเนินการนั้นสามารถเกื้อกูลให้ประโยชน์แก่กันได้เป็นอย่างดี จนถือเป็นอีกหนึ่งแบบของเกษตรกรหัวก้าวหน้าที่น่าสนใจอีกคนหนึ่ง

ในวันนี้สำหรับชายผู้นี้นอกจากเป็นเกษตรกรแล้ว ยังได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในพื้นที่ ได้รับการเลือกให้เป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5 ทุกคนจึงเรียกขานกันว่า ผู้ใหญ่อดุลย์ และที่บ้านของผู้ใหญ่ ได้กลายเป็นอีกหนึ่งศูนย์กลางของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของเกษตรกรที่สนใจในพื้นที่

ผู้ใหญ่อดุลย์ บอกว่า สาเหตุที่ต้องทำกิจกรรมในอาชีพให้หลากหลายนั้น สาเหตุมาจากเดิมที่เคยปลูกข้าวแล้วต้องประสบปัญหาราคาตกต่ำ ทำให้ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับเปลี่ยนกิจกรรมการปลูกพืชให้มีความหลากหลายมากขึ้น

“ผมอาศัยความรู้ทั้งที่มาจากการศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเอง และจากการสนับสนุนของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่น สำนักงานปศุสัตว์อำเภอเดิมบางนางบวชที่เข้ามาช่วยสนับสนุนทั้งองค์ความรู้และปัจจัยการผลิตการให้บริการต่างๆ จนพัฒนามาได้ถึงทุกวันนี้”

ในแนวคิดเกี่ยวกับการเลือกกิจกรรมการประกอบอาชีพนั้น ผู้ใหญ่อดุลย์ บอกว่า จะเลือกจากการประเมินความต้องการของตลาดเป็นสำคัญ

“สิ่งที่ปลูกที่เลี้ยง นอกจากเป็นพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่แห่งนี้แล้ว ยังเป็นพืชที่ตลาดต้องการ ผมจะประเมินว่าในแต่ละปีจากพืชที่ผมปลูกตัวไหนจะมีแนวโน้มว่าได้ราคาดี ก็จะเน้นการดูแลในพืชตัวนั้นให้มากขึ้น เพื่อให้ได้ผลผลิตออกมาดีและสามารถตอบสนองตรงต่อความต้องการของตลาด”

อีกสิ่งที่น่าสนใจสำหรับการประกอบอาชีพของชายผู้นี้คือ การนำสิ่งเหลือใช้จากพืชแต่ละตัวมาใช้ให้เกิดประโยชน์และเกื้อกูลกันและกัน

อย่างเช่น การใช้ปุ๋ยคอกที่ได้จากการเลี้ยงโคเนื้อมาใส่ให้กับไร่นา ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งนอกจากจะส่งผลดีทำให้ผืนดินมีความอุดมสมบูรณ์แล้ว ยังช่วยลดต้นทุนการผลิตลงไปได้อย่างมาก

“มูลจากโคเอาไปทำปุ๋ย ฟางข้าวที่ได้จากนามาใช้ทั้งเป็นอาหารสัตว์และเป็นวัสดุคลุมดิน ผมเน้นการใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่ให้เกิดความต่อเนื่องและได้ประโยชน์สูงสุด” ผู้ใหญ่อดุลย์ กล่าว

สำหรับในส่วนของการเลี้ยงโคเนื้อ ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่สามารถสร้างรายได้ให้เป็นอย่างดีและเป็นหนึ่งในความสำเร็จในอาชีพของผู้ใหญ่อดุลย์

“ตอนนี้หาซื้อทองยังง่ายกว่าหาซื้อโคเนื้ออีก”

คำอธิบายสั้นๆ ของผู้ใหญ่อดุลย์ เมื่อถามถึงสถานการณ์ตลาดโคเนื้อในขณะนี้ โดยปัจจุบันจำนวนโคเนื้อที่มีอยู่ในประเทศไทยนั้นน้อยลงมาก จึงส่งผลให้ราคาขยับขึ้นตลอดเวลา ส่งผลให้เกษตรกรที่มีโคเนื้ออยู่ในครอบครอง มีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น

โดยในปีที่ผ่านมา เฉพาะการเลี้ยงโคเนื้อสามารถสร้างรายได้ให้กับผู้ใหญ่อดุลย์ ไม่ต่ำกว่า 500,000 บาท

ปัจจุบันถามว่าน่าลงทุนหรือไม่ ผู้ใหญ่อดุลย์ บอกว่า น่าลงทุนมาก แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือ ราคาโคเนื้อที่สูงมาก ส่งผลกระทบต่อการเริ่มต้นเลี้ยง เพราะต้องใช้เงินทุนที่เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

ส่วนรูปแบบการเลี้ยงโคเนื้อของผู้ใหญ่อดุลย์ จะเลี้ยงเพื่อการผลิตลูกเป็นหลัก โดยสายพันธุ์ที่เลี้ยงคือ โคบราห์มัน

“โคบราห์มันเป็นโคเนื้อที่เหมาะสมกับประเทศไทย และยังเป็นสายพันธุ์ที่ตลาดมีความต้องการอีกมาก ทุกวันนี้ผมจะเน้นการผสมเทียมด้วยน้ำเชื้อพันธุ์ดีจากการให้บริการของสำนักงานปศุสัตว์อำเภอเดิมบางนางบวช จนได้ลูกที่สวยๆ ออกมามากจนน่าพอใจ”

อีกข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับสายพันธุ์โคบราห์มันที่เลี้ยงคือ สีของโค ผู้ใหญ่อดุลย์ให้มุมมองว่า ปัจจุบันความนิยมในสีของโคบราห์มันจะเน้นโคที่มีสีแดงเป็นหลัก เพราะเชื่อกันว่าเป็นสายพันธุ์ที่เจริญเติบโตดีและตลาดต้องการ

“จากที่ผมสังเกตมาในช่วงนี้ หากเป็นโคที่มีแดง ตลาดจะต้องการมาก เรียกว่าบอกขายเมื่อไหร่จะมีคนติดต่อซื้อเข้ามามากเลย การพัฒนาพันธุ์เพื่อให้ได้โคบราห์สีแดง ให้มีจำนวนมากขึ้น จึงเป็นอีกก้าวที่จะดำเนินการต่อไป”

สำหรับสิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญและส่งผลต่อความสำเร็จในการเลี้ยง นอกจากเรื่องของการเอาใส่ใจดูแลแล้ว การป้องกันโรคนับเป็นอีกจุดที่ผู้ใหญ่อดุลย์ให้ความสำคัญ

“ผมจะเน้นเรื่องการทำวัคซีนป้องกันโรคตามโปรแกรมแนะนำของเจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภออย่างเคร่งครัด เพราะหากเกิดโรคขึ้นแล้ว จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก”

วัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อยเป็นหนึ่งในวัคซีนสำคัญที่ผู้ใหญ่อดุลย์บอกว่า ต้องทำตามโปรแกรมอย่างเคร่งครัด โดยจะฉีดวัคซีนครั้งแรกตั้งแต่อายุ 4 เดือน ถึง 6 เดือน และฉีดครั้งที่ 2 หลังจากฉีดครั้งแรก 3-4 สัปดาห์ จากนั้นฉีดซ้ำทุก 6 เดือน แต่ในกรณีที่เกิดโรคระบาด ให้ฉีดวัคซีนซ้ำทันทีทุกตัว สำหรับในส่วนของพืชอาหารสัตว์เป็นอีกจุดหนึ่งที่ผู้ใหญ่อดุลย์บอกว่า ต้องมีเตรียมไว้ให้เพียงพอกับความต้องการใช้ในฟาร์ม

“ตอนนี้ผมปลูกหญ้าพันธุ์เนเปียร์ปากช่อง 1 ไว้ 30 ไร่ เพื่อใช้เป็นอาหารหยาบของโคที่เลี้ยง ซึ่งการมีหญ้าสดไว้ให้กินตลอดนั้นจะมีผลดีทำให้โคมีความสมบูรณ์ แข็งแรง”

หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 เป็นสายพันธุ์หญ้าที่กรมปศุสัตว์ได้พัฒนาขึ้น โดยมีลักษณะเป็นหญ้าข้ามปี ลำต้นมีลักษณะตั้งตรง สูง 2.5-3.5 เมตร และเมื่อออกดอกมีความสูงถึงปลายช่อดอก 3.5-4.5 เมตร

ผลผลิต ให้ผลผลิตน้ำหนักสด 12-15 ตัน ต่อไร่ ต่อรอบการตัดทุก 60 วัน หรือผลผลิตน้ำหนักแห้ง 2-2.5 ตัน ต่อไร่ ต่อรอบ

คุณค่าอาหาร มีโปรตีน 13-17 เปอร์เซ็นต์ และคาร์โบไฮเดรตที่ละลายน้ำได้ (WSC) 11-12 เปอร์เซ็นต์ ที่การตัดทุก 60 วัน

การปลูก นำท่อนพันธุ์หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 มาตัดเป็นท่อนสั้นๆ ประมาณ 25-30 เซนติเมตร ให้มีตาติดมาท่อนละ 2 ตา มัดรวบเป็นกำ กำละ 10 ท่อน นำไปใส่ตะกร้า คลุมด้วยกระสอบป่าน หรือฟางข้าว บ่มไว้ในที่ร่ม รดน้ำให้ชุ่ม ประมาณ 5-7 วัน จะแตกรากและยอดอ่อน ภายหลังจากที่เตรียมดินเสร็จ เพื่อป้องกันการสูญเสียความชื้นจากดินควรปลูกทันที นำไปปลูกโดยใช้ระยะปลูกระหว่างแถว 120 เซนติเมตร ระหว่างต้น 80 เซนติเมตร ปลูกหลุมละ 2 ท่อน ปักไขว้ท่อนพันธุ์ เอียง 30 องศา ให้ 1 ข้อ จมอยู่ในดินประมาณ 1-2 นิ้ว

การกำจัดวัชพืชครั้งแรก หลังจากปลูกประมาณ 2-3 สัปดาห์ โดยใช้แรงงานคน แรงงานสัตว์ หรือเครื่องจักรกลเกษตร ส่วนใหญ่จะกำจัดวัชพืชแค่ครั้งเดียว หลังจากกำจัดวัชพืชให้ใส่ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) กอละ 1 ช้อนโต๊ะ เร่งให้หญ้าตั้งตัวและเจริญเติบโตเร็ว แตกกอดี ใบเขียวเข้มดกงาม ลำต้นสูงใหญ่ ทำให้คลุมวัชพืช

การให้น้ำ หญ้าเนเปียร์สายพันธุ์นี้ตอบสนองต่อการให้น้ำได้ดีมาก ถ้าสามารถวางระบบการให้น้ำในแปลงปลูกได้จะมีการเจริญเติบโต และให้ผลผลิตสูงต่อเนื่องตลอดทั้งปี การให้น้ำสามารถให้ได้หลายระบบ เช่น สปริงเกลอร์น้ำเหวี่ยง มินิสปริงเกลอร์ ท่อน้ำหยดเทปน้ำพุ่ง หรือปล่อยไหลไปตามร่องหน้าดิน การให้น้ำแบบระบบน้ำหยดหากสามารถใส่ปุ๋ยไปพร้อมกับน้ำได้เลย จะยิ่งช่วยประหยัดเวลา และทำให้การใส่ปุ๋ยได้ผลดีมากขึ้น พบว่าการให้น้ำแบบระบบสปริงเกลอร์น้ำเหวี่ยง และมินิสปริงเกลอร์ ทุกๆ 3-5 วัน หรือปล่อยน้ำไหลไปตามร่องหน้าดินทุกๆ 7-10 วัน ทำให้หญ้าสามารถให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปี

การเก็บเกี่ยวผลผลิต เพื่อให้ระบบรากของหญ้าพัฒนาเจริญเติบโตและแข็งแรงเต็มที่ ให้ตัดครั้งแรกหลังปลูก ประมาณ 75 วัน จากนั้น ให้ตัดทุกๆ 45-60 วัน การตัดหญ้าทำได้โดยการใช้มีด เคียว เครื่องตัดหญ้าสะพายไหล่ เครื่องเก็บเกี่ยว Double Chopper การเก็บเกี่ยวหญ้าเนเปียร์สายพันธุ์นี้ ต้องตัดให้ชิดดินที่สุด เพื่อให้แตกหน่อใหม่จากใต้ดิน จะทำให้มีขนาดโตอวบอ้วน แล้วจะกลายเป็นลำต้นที่สมบูรณ์ให้ผลผลิตสูง ถ้าตัดสูงเหลือข้อไว้จะมีแขนงออกมาจากข้างข้อ ลำต้นเล็กทำให้ได้ผลผลิตต่ำ การปลูกในเขตชลประทานหรือเขตที่ทำการให้น้ำได้และมีการใส่ปุ๋ยสม่ำเสมอ ตัดได้ปีละ 5-6 ครั้ง ให้ผลผลิตน้ำหนักสดประมาณ 100 ตัน ต่อไร่ ต่อปี การปลูกในพื้นที่ 1 ไร่ พบว่าสามารถเลี้ยงโคได้ 7-8 ตัว ตลอดทั้งปี

การให้หญ้าสดเพื่อเสริมนั้น ผู้ใหญ่อดุลย์ บอกว่า จะให้ในช่วงที่กลับจากการปล่อยทุ่งในช่วงเย็น ซึ่งนอกจากจะให้อาหารสดแล้ว อีกหนึ่งอาหารเสริมที่ให้คือ การใช้มันสำปะหลังสับผสมกับต้นกล้วยหั่นและรำข้าว เป็นอีกหนึ่งอาหารเสริมที่ทำให้โคในฟาร์มแห่งนี้มีอัตราการเจริญเติบโตที่ดี

“ต้นกล้วย ก็มีจากข้างบ้านปลูกไว้ แล้วตัดมาหั่นเป็นอาหารโค ผมไม่ต้องซื้อ ส่วนมันสำปะหลังก็มาจากไร่ที่ผมปลูกเอง ไม่ต้องซื้อเช่นกัน โดยจะเก็บหัวมันสำปะหลังที่หลงเหลือหลังจากการเก็บผลผลิตแล้วมาสับหยาบ ตากแดดแล้วบรรจุถุงเก็บไว้ใช้”

“การเลี้ยงของผมจะมีคนงานดูแลเฉพาะ โดยตอนเช้าจะไล่ฝูงออกหากินตามพื้นที่ว่าง เช่น ทุ่งนาในพื้นที่โดยรอบ วิธีการนี้จะมีปัญหาในช่วงที่ชาวนาปลูกข้าวกัน ช่วงนั้นจะไม่มีที่ปล่อยให้โคหากิน การแก้ไขจึงต้องหาที่ว่างสาธารณะเป็นที่เลี้ยงและเตรียมอาหารไว้เสริมให้กินอย่างเพียงพอ”

ในส่วนของการจำหน่ายโคเนื้อที่เลี้ยง ผู้ใหญ่อดุลย์ บอกว่า จะเน้นการคัดเฉพาะตัวที่มีลักษณะรูปร่างไม่สวย หรือมีปัญหาในการเจริญเติบโต คัดออกจำหน่าย ส่วนโคที่สวยๆ โดยเฉพาะโคเพศเมียจะเก็บไว้เป็นแม่พันธุ์ของฟาร์ม

“เรื่องตลาดตอนนี้ไม่มีปัญหาเลย ขอให้บอกขาย มีพ่อค้าเข้ามาซื้อทันที เพราะโคน้อย ตลาดต้องการสูงมาก ซึ่งส่วนหนึ่งจะถูกส่งออกไปขายที่ประเทศจีน ผมจึงมองว่า อาชีพการเลี้ยงโคยังเป็นอาชีพที่น่าสนใจ และผลิตออกมาตอนนี้เท่าไรก็ไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด”

ทั้งหมดนี้จึงเป็นอีกเรื่องราวของเกษตรกรแห่งอำเภอเดิมบางนางบวช หากสนใจต้องการแลกเปลี่ยนข้อมูล ติดต่อได้ที่ ผู้ใหญ่อดุลย์ รุ่งโรจน์ เลขที่ 39 หมู่ที่ 5 ตำบลหัวเขา อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี โทร. (085) 262-1758

 

7 ข้อ ชี้แนะ พัฒนาฟาร์มโคนม จากเกษตรกรเนเธอร์แลนด์สู่เกษตรกรไทย สิงหาคม 4, 2015

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086010458&srcday=2015-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 596

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

7 ข้อ ชี้แนะ พัฒนาฟาร์มโคนม จากเกษตรกรเนเธอร์แลนด์สู่เกษตรกรไทย

ฟาร์มเมอร์ทูฟาร์มเมอร์ เป็นกิจกรรมการถ่ายทอดความรู้โดยตรงจากเกษตรกรฟาร์มโคนมชาวเนเธอร์แลนด์ผู้มีประสบการณ์และความชำนาญสู่การปฏิบัติจริงของเกษตรกรไทย ที่ดำเนินการโดย บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบและการบริหารจัดการฟาร์มโคนมของเกษตรกรไทยให้มีคุณภาพมากขึ้น

คุณเลิศเกียรติ พูลผล ผู้จัดการแผนงานบริหารจัดการฟาร์มโคนม บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า สำหรับการดำเนินกิจกรรมดังกล่าว ทางบริษัทได้มีการเชิญตัวแทนเกษตรกรชาวเนเธอร์แลนด์ 2 คน มาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และพัฒนาคุณภาพฟาร์มและน้ำนมดิบของเกษตรกรไทย โดยได้ดำเนินการที่ วรพงษ์ฟาร์ม จังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นฟาร์มต้นแบบที่ปรับปรุงพัฒนาจนได้มาตรฐานเนเธอร์แลนด์ และเป็นหนึ่งในฟาร์มโคนมที่ผลิตน้ำนมดิบคุณภาพสูงให้กับโรงงานผลิตนมโฟร์โมสต์

“ที่ผ่านมา โฟร์โมสต์ พบว่า ในการบริหารจัดการฟาร์มโคนมของเกษตรกรไทยยังต้องการความรู้ในเชิงการปฏิบัติ รวมทั้งเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เหมาะสมกับสภาพการเลี้ยงในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้เรื่องมาตรการการป้องกันรักษาคุณภาพน้ำนมดิบก่อนส่งขายให้กับสหกรณ์โคนม เพื่อส่งต่อมายังโรงงานผู้ผลิต” คุณเลิศเกียรติกล่าว

ในส่วนของฟาร์มวรพงษ์นั้น ประกอบอาชีพเลี้ยงโคนมมาประมาณ 3 ปี ปัจจุบัน มีพื้นที่ 27 ไร่ โค 40 ตัว และลูกโค 18 ตัว ผลิตน้ำนมดิบได้วันละ 560 กิโลกรัม การพัฒนาปริมาณและคุณภาพของผลผลิตที่ได้นี้ เป็นผลจากการนำความรู้ต่างๆ ที่ได้รับจากการเข้าอบรมตามแผนงานบริหารจัดการฟาร์มโคนม หรือ DDP ของบริษัท เมื่อ ปี 2557 ทำให้เกษตรกรสามารถสร้างรายได้จากการขายน้ำนมดิบได้ในราคาที่สูงขึ้น ด้วยการพัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบให้ดีขึ้น ปัจจุบันฟาร์มแห่งนี้สามารถยกระดับการบริหารจัดการฟาร์มโคนมและคุณภาพน้ำนมดิบได้ตามเป้าหมาย จนได้รับการจัดให้เป็นหนึ่งในฟาร์มต้นแบบและเป็นศูนย์กลางการอบรมเกษตรกรฟาร์มโคนมที่เข้าร่วมโครงการ DDP ทำหน้าที่ขยายความรู้ส่งต่อไปยังเกษตรกรอื่นๆ ต่อไป

ส่วนของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมชาวเนเธอร์แลนด์ที่เป็นวิทยากรให้ความรู้ในการพัฒนาฟาร์มโคนม ประกอบด้วย คุณการิน ฟาน เดอ ธอร์น และ คุณเฮอร์มาน บาคฮัสซ์

ฟาร์มของ การิน ฟาน เดอ ธอร์น

ฟาร์มโคนมของคุณการินได้ร่วมกันดำเนินงานมาถึงปัจจุบัน ก่อตั้งขึ้น เมื่อปี 2339 ดำเนินกิจการสืบทอดกันมายาวนานถึง 4 รุ่น เริ่มจากคุณทวดของสามี และต่อมาในปี 2435 ได้มีการปรับปรุงฟาร์มให้เป็นแบบเกษตรผสมผสาน มีทั้งสวนผลไม้ ฟาร์มหมู ไก่ วัว และฟาร์มผลิตพืชอาหารสัตว์

ฟาร์มของคุณการิน มีพื้นที่ 113 ไร่ ในหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อ โอ๊สท์ ทางฝั่งตะวันออกของเนเธอร์แลนด์ มีแม่โคนม 110 ตัว ลูกโค 65 ตัว ผลิตนมได้ในปีก่อนหน้ารวมประมาณ 850,000 กิโลกรัม

การบริหารจัดการฟาร์มจึงเน้นการตั้งอยู่บนพื้นฐานของการควบคุมต้นทุน ไม่มุ่งเน้นไปที่การได้มาซึ่งปริมาณน้ำนมมาก แต่เน้นการดูแลสุขภาพแม่พันธุ์โคให้ดี เพื่อผลิตน้ำนมดิบคุณภาพสูงและสามารถให้ลูกที่แข็งแรง

คุณการิน บอกว่า เฮเลน่า เป็นแม่โคนมตัวโปรด ปัจจุบันเฮเลน่าผลิตน้ำนมมาเป็นฤดูกาลที่ 8 และสามารถผลิตน้ำนมให้ได้มากกว่า 8,000 กิโลกรัม โดยเฉลี่ยอัตราการให้น้ำนมของเฮเลน่ามากถึงวันละ 40 กิโลกรัม น้ำนมดิบจากเฮเลน่ามีโปรตีน 3.5 เปอร์เซ็นต์ ไขมันนม 4.5 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้ เฮเลน่าไม่เคยป่วย จึงไม่เคยได้รับยาใดๆ คุณการิน บอกว่า แม่พันธุ์โคที่สุขภาพดีจะตั้งท้องให้ลูกโคที่มีสุขภาพดีด้วย

คุณการิน บอกว่า ที่เนเธอร์แลนด์ การขายน้ำนมดิบของเกษตรกร ผู้รับซื้อจะดูที่ปริมาณสารอาหารโดยรวมในน้ำนม ไม่ได้ขายที่ปริมาณน้ำนม หากมีสารอาหารในน้ำนมดิบในอัตราสูง จะขายได้ราคาดี การจัดการอาหาร น้ำ ความสะอาดในกระบวนการรีดนม จึงเป็นสิ่งสำคัญ

คุณภาพน้ำนมดิบที่ฟาร์มผลิตได้นอกจากการตรวจสอบปริมาณจุลินทรีย์แล้ว ยังมีการตรวจสอบปริมาณโปรตีน ไขมันนม และแล็กโทสในน้ำนมด้วย

“สิ่งที่ไทยแตกต่างจากเนแธอร์แลนด์คือ เรื่องของอากาศ แต่เราทำกิจการที่เหมือนกัน เราดูแลโค ทำหลายอย่างแบบเดียวกัน เพราะเราผลิตน้ำนมดิบเช่นเดียวกัน เราจึงต่างเรียนรู้การทำงานระหว่างกัน เราบอกวิธีการของเราและเรียนรู้วิธีการของเกษตรกรไทย เราได้เรียนรู้วิธีดูแลแม่พันธุ์ในสภาพอากาศที่ร้อน ซึ่งเกษตรกรไทยทำได้ดี ในขณะที่พวกเขาก็เรียนรู้จากวิธีการของเราในการผลิตน้ำนมดิบคุณภาพดีให้ได้ปริมาณมากขึ้นด้วย” คุณการิน กล่าว

ฟาร์มของ เฮอร์มาน บาคฮัสซ์

ส่วน คุณเฮอร์มาน บาคฮัสซ์ ฟาร์มของเขาเริ่มต้นจากรุ่นคุณปู่ ย้อนกลับไปในปี 2468 กิจการฟาร์มเริ่มต้นด้วยแม่พันธุ์โคนม 3 ตัว กับที่ดิน 5 ไร่ จากนั้นขยายฟาร์มมาเรื่อยๆ จนในปี 2497 คุณพ่อของคุณบาคฮัสซ์ ได้เข้ามารับช่วงการทำฟาร์มต่อ ในช่วงนั้นมีแม่พันธุ์ 12 ตัว กับที่ดิน 38 ไร่

ฟาร์มของคุณบาคฮัสซ์ ตั้งอยู่ที่เมืองดารเล่อะ ทางภาคตะวันออกของเนเธอร์แลนด์ หลังจากการเสียของคุณพ่อในปี 2527 ชีวิตเกษตรกรฟาร์มโคนมของเขาได้เริ่มต้นโดยต้องลาออกจากการเรียนมาเพื่อรับช่วงกิจการต่อ ซึ่งขณะนั้นมีแม่พันธุ์โคเพิ่มขึ้นเป็น 50 ตัว ปัจจุบัน มีแม่โคนมกว่า 320 ตัว ลูกโค 165 ตัว พื้นที่ 330 ไร่ โดยแบ่งเป็น พื้นที่ปลูกหญ้าเพื่อเป็นอาหารหยาบคุณภาพสำหรับโคนมในฟาร์ม ประมาณ 250 ไร่ และอีก 50 ไร่ ปลูกข้าวโพด

ฟาร์มของเกษตรกรผู้นี้สามารถผลิตน้ำนมดิบได้มากถึง ปีละ 3,200,000 กิโลกรัม

คุณบาคฮัสซ์ บอกว่า กุญแจแห่งความสำเร็จในการจัดการฟาร์มคือ การดูแลสุขภาพแม่พันธุ์โค เพื่อให้ได้การผลิตน้ำนมดิบที่มีคุณภาพสูง พื้นฐานความมีสุขภาพของแม่พันธุ์อยู่ที่การจัดหาอาหารหยาบคุณภาพดีให้แม่โคกิน เรื่องของอาหารและน้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นให้แม่โคผลิตน้ำนมดิบในปริมาณมากได้ รวมถึงระบบการจัดการรีดนม

“เกษตรกรฟาร์มโคนมมีพื้นฐานการทำงานเกษตรที่เหมือนกันทั้งไทยและเนเธอร์แลนด์ เราต่างแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน เกษตรกรไทยรับฟังคำแนะนำของเราและเราก็เช่นกัน จากนั้นนำมาเปรียบเทียบ ปัจจัยที่ทำให้การจัดการฟาร์มประสบความสำเร็จในกิจกรรมฟาร์มเมอร์ทูฟาร์มเมอร์ คือปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันในการแบ่งปันความรู้ ในความเห็นของผม แม้ฟาร์มโคนมของไทยจะมีขนาดเล็กกว่า สภาพภูมิอากาศก็แตกต่างกันมาก สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นคือ ยังมีโอกาสอีกมากในการร่วมมือพัฒนาการทำฟาร์มของทั้งสองประเทศ” คุณบาคฮัสซ์ กล่าว

7 ข้อ ชี้แนะ พัฒนาฟาร์มโคนม

จากช่วงระยะเวลาที่เกษตรกรชาวเนเธอร์แลนด์ทั้งสองเข้ามาสัมผัสระบบการเลี้ยงของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมของไทย ได้มีข้อสรุปและข้อแนะนำเพื่อนำไปปรับใช้ในการทำฟาร์มที่น่าสนใจใน 7 แนวทางสำคัญ ประกอบด้วย

หนึ่ง อาหารและน้ำ อาหารโคนมประกอบด้วยอาหารหยาบจำพวกหญ้า และอาหารข้นเสริมจากเมล็ดธัญพืชปริมาณ คุณภาพ และสัดส่วนของอาหารทั้งสองประเภทที่โคได้รับต้องสมดุล พอเพียงและพอเหมาะต่อการหมักย่อยของจุลินทรีย์ในกระเพาะรวม โคสามารถนำโภชนะที่ผ่านการหมักย่อยไปใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะในการสังเคราะห์นมได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ เกษตรกรต้องจัดหาน้ำดื่มที่สะอาดไว้ให้โคได้ดื่มกินอย่างเต็มที่ตลอดวัน

สอง การเลี้ยงลูกโค ลูกโคเป็นอนาคตของฟาร์ม หากการจัดการเลี้ยงดูไม่ถูกต้อง ลูกโคเหล่านี้จะเติบโตกลายเป็นแม่โครีดนมที่ไม่มีคุณภาพ ลูกโคต้องได้รับนมน้ำเหลืองที่มีคุณภาพทันทีหลังคลอด เพื่อให้ลูกโคได้รับภูมิคุ้มกันอย่างเต็มที่ หลังจากนั้น เกษตรกรต้องให้ลูกโคได้กินนมเทียมหรือนมแม่ควบคู่ไปกับอาหารข้นเสริม อาหารหยาบ และน้ำที่มีคุณภาพตามเกณฑ์กำหนดของลูกโค โดยลูกโคต้องได้รับการเลี้ยงดูในกรงหรือคอกเลี้ยงที่แห้ง สะอาด มีการตรวจสอบติดตามการเจริญเติบโตของลูกโคอย่างสม่ำเสมอ โดยมีเป้าสำหรับการหย่านมลูกโคที่ 2 เดือน

สาม ความสมบูรณ์พันธุ์ แม่โคจะให้นมภายหลังการคลอดลูก ส่วนลูกโคเพศเมีย เกษตรกรต้องนำมาเลี้ยงให้แข็งแรง เพื่อทดแทนแม่โคที่ปลดออก หรือเพื่อการขยายฝูง ความสมบูรณ์พันธุ์ของโคนมจึงมีความสำคัญ นอกจากการตรวจสัดและจังหวะการผสมเทียมแล้ว ปัจจัยที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อความสมบูรณ์พันธุ์ในแม่โคคือ ปัญหาการได้รับอาหารไม่เพียงพอหรือโภชนะไม่สมดุล

สี่ การรีดนม เน้นเรื่องความสะอาดของเต้านม ก่อนการรีดนมต้องมีการเช็ดเต้านมด้วยผ้าสะอาด 1 ผืน ต่อ โค 1 ตัว มีการรีดนมต้นเพื่อดูคุณภาพและตรวจสอบปัญหาเต้านมอักเสบของโครายตัว ด้วยน้ำยา CMT หลังการรีดมีการจุ่มด้วยน้ำยา พร้อมทั้งมีการทำความสะอาดระบบเครื่องรีดด้วยน้ำยา และสารเคมีสำหรับการทำความสะอาด รวมถึงการตรวจสอบแรงดันให้ได้จังหวะที่เหมาะสม นอกจากนี้ ควรเปลี่ยนยางไลเนอร์ทุก 2,500 ครั้ง ของการรีดนม

ห้า การดูแลกีบ การดูแลกีบของโคเป็นเรื่องสำคัญและเกี่ยวข้องกับการจัดการฟาร์ม เพื่อให้ได้ผลผลิตน้ำนมที่ดี กีบเท้าโคมีลักษณะเหมือนเล็บเท้าของคนที่สามารถงอกยาวได้ และเป็นส่วนที่แข็ง เกิดจากเนื้อเยื่อสร้างกีบของนิ้วเท้าที่สร้างออกมาตลอดเวลา เนื้อเยื่อนิ้วเท้าส่วนที่สร้างกีบของโคนั้นยังสามารถบ่งบอกสุขภาพของโคได้ ดังนั้น ในการดูแลควรแต่งกีบโคอย่างสม่ำเสมอตามกำหนด ตรวจสอบ ดูแลอย่าให้กีบเกิดปัญหาเรื่องความสึกบางจากพื้นคอกหรือจากการกินอาหารที่ไม่สมดุล หรือกีบเน่าจากพื้นคอก

หก การออกแบบโรงเรือน ปัญหาหลักของโรงเรือนในหลายฟาร์มที่พบคือ ไม่มีพื้นที่เพียงพอ ไม่มีคอกที่แยกเป็นสัดส่วนโดยเฉพาะลูกโค ขณะบริเวณที่กินอาหารของโคอยู่ห่างจากที่พักกลางแดดทำให้โคไม่ยอมเดินไปกิน ทำให้ได้รับอาหารไม่เต็มที่เท่าที่ควร ดังนั้น โรงเรือนต้องออกแบบให้มีความสะดวก ปลอดภัยต่อโรคและการทำงานของเกษตรกร มีลักษณะโปร่ง อากาศถ่ายเทได้ดี มีพื้นที่เพียงพอกับจำนวนโค รวมถึงจัดสร้างหลังคากันแดด มีคอกที่แยกเป็นสัดส่วน รางอาหารออกแบบให้ง่ายต่อการให้อาหาร และการทำความสะอาด มีจุดกินน้ำที่พอเพียงและสะดวกต่อการกินของโค

เจ็ด ฟาร์มโคนมต้องมีระบบการบันทึกข้อมูลงานฟาร์มที่ครบถ้วนสมบูรณ์ โดยต้องอยู่ในรูปแบบที่สะดวกต่อการนำมาประมวลผลเพื่อการประยุกต์ใช้ในเชิงปฏิบัติสำหรับงานฟาร์ม ข้อมูลฟาร์มที่ดีนอกจากต้องครอบคลุมเรื่องพันธุ์ประวัติ การป้องกันโรค การเจ็บป่วย ผลผลิต และความสมบูรณ์พันธุ์แล้ว ยังต้องมีข้อมูลต้นทุนรายจ่าย รายรับของฟาร์มด้วย

ทั้งหมดนี้ เป็นอีกเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างน่าสนใจในวงการเลี้ยงโคนมของเมืองไทย เพื่อก้าวพัฒนาสู่ความเป็นเลิศ…

 

กินเนื้อวัวไทย เพื่อสุขภาพกันเถอะ กรกฎาคม 27, 2015

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086010358&srcday=2015-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 594

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ทุยโทน ท้ายทุ่ง

กินเนื้อวัวไทย เพื่อสุขภาพกันเถอะ

สวัสดีครับ น้ำขึ้นให้รีบตักครับ ช่วงนี้เป็นขาขึ้นของพี่น้องชาวโคบาล ผู้เลี้ยงวัวเนื้อ วัวขุน ราคาพร้อมใจกันสูงและค่อนข้างคงที่มาหลายปี ตามสูตรครับ เมื่อพูดถึง วัวขุน ใครๆ ก็อยากได้วัวลูกผสมชาร์โรเล่ส์มาเข้าคอกขุน เพราะโตเร็ว เนื้อดี ไขมันแทรกในเนื้อสูง ถือเป็นเนื้อเกรดบน ตลาดบน แต่ก็ใช่ว่าจะหาวัวลูกผสมเล่ส์ได้ง่ายๆ ในช่วงที่วัวราคาดีอย่างนี้ ฉบับนี้ผมจึงขอพาท่านไปพบกับเกษตรกรที่นำวัวไทยพื้นเมืองมาเข้าขุนด้วยอีกทาง เป็นอย่างไรตามไปชมครับ

ลูกผสมเล่ส์แพง แต่ยังพอหาได้ในพื้นที่

พาท่านไปพบกับ คุณนพรัตน์ พลายแก้ว ที่บ้านเลขที่ 8/3 หมู่ที่ 6 ตำบลหาดขาม อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ คุณนพรัตน์ เริ่มต้นเล่าว่า “ผมกับพ่อทำวัวขุนมากว่า 20 ปี พ่อทำมาก่อน โดยมีผมเป็นผู้ช่วยจนเดี๋ยวนี้ผมก็มารับหน้าที่ดูแลวัวขุน วัวลานที่มีอยู่แบบเต็มตัว” คอกของวัวขุนของคุณนพรัตน์วันนี้มีวัวขุนอยู่ในคอกไม่ถึง 10 ตัว “ผมเน้นขุนวัวลูกผสมเล่ส์ซึ่งตอนนี้หาค่อนข้างยาก ราคาแพง มีเข้าขุนอยู่แค่ 2 ตัว และขุนวัวไทยเอาไว้อีก 4 ตัว ชุดนี้ได้วัวมาเท่านี้ ต้องรอชุดต่อไปจะมีวัวมาเข้าขุนมากขึ้น” คุณนพรัตน์ เล่า “ในการหาวัวโครง หรือที่บ้านผมเรียกว่า วัวซาก มาเข้าคอกขุน ผมจะมองหาวัวลูกผสมชาร์โรเล่ส์เป็นหลัก โดยปกติขุนครั้งหนึ่งจะต้องมีวัวไม่ต่ำกว่า 10 ตัว แต่รอบนี้หาไม่ได้จริงๆ จึงมีวัวลูกผสมเล่ส์มาเข้าขุนแค่ 2 ตัว ผมเลือกหาวัวในพื้นที่เท่านั้น เพราะพื้นที่แถวนี้มีวัวลูกผสมชาร์โรเล่ส์อยู่มาก แทบจะทุกบ้านที่มีการเลี้ยงวัวจะมีวัวลูกผสมเล่ส์อยู่ในฝูงด้วย ผมก็จะไปเลือกซื้อมาเข้าขุน วัวซากราคาประมาณตัวละ 30,000-40,000 บาท ลูกผสมเล่ส์ที่ขุนอยู่ตอนนี้ซื้อเป็นวัวซากเข้ามา ราคาคู่ละ 75,000 บาท โดยราคาลูกผสมเล่ส์ทั่วไปจะพอจับได้ที่ราคาประมาณ 104 บาท ต่อกิโลกรัม ด้วยราคานี้เป็นราคาที่พวกเราคนขุนวัวยังพอรับได้และยังพอหาซื้อลูกผสมเล่ส์ในพื้นที่ได้”

สะสมลูกผสมเล่ส์เอาไว้รอบต่อไป

คุณนพรัตน์ เล่าว่า “ผมขุนวัวด้วยเปลือกสับปะรดเป็นอาหารหยาบ โดยจะให้ 2 ครั้ง ต่อวัน คือช่วงเช้าและเย็น ส่วนอาหารข้นก็ให้วันละ 2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 7-8 กิโลกรัม ต่อตัว” คุณนพรัตน์จะใช้เวลาขุนวัวลูกผสมชาร์โรเล่ส์ประมาณ 5 เดือน ให้ได้น้ำหนักมากกว่า 500 กิโลกรัม แล้วจับขายให้กับพ่อค้าที่มาให้ราคาสูงที่สุด คุณนพรัตน์ บอกว่า “วัวลูกผสมชาร์โรเล่ส์หายากขึ้นทุกวัน ราคายิ่งสูงตามไปด้วย ผมจึงจำเป็นต้องหาวัวลูกผสมชาร์โรเล่ส์มาเก็บไว้ให้มากที่สุด ผมกับพ่อจะออกมองหาวัวลูกผสมชาร์โรเล่ส์ที่หุ่นดี ถูกใจและราคาพอสู้ไหวมาเก็บไว้เข้าขุนรอบต่อๆ ไป ตอนนี้ก็มีเก็บไว้แล้ว 5 ตัว ก็ผูกล่ามไว้รอบบ้านนี่แหละ เพื่อรอเข้าขุนพร้อมกันรอบหน้า ส่วนตลาดของวัวไซซ์ใหญ่ 500 กิโลกรัม ขึ้นไป เท่าที่ผมถามพ่อค้าที่มารับซื้อบอกว่า ส่วนใหญ่จะส่งออกไปที่เวียดนามเป็นหลักครับ”

ขุนวัวไทยพื้นเมือง

นอกจากขุนวัวลูกผสมชาร์โรเล่ส์แล้ว คุณนพรัตน์ยังจับตลาดอื่นๆ อย่างตลาดวัวพื้นเมืองอีกด้วย “ผมจะขุนวัวไทยเอาไว้ด้วย จะมีติดคอกขุนเป็นประจำ อย่างตอนนี้ผมขุนวัวไทยเอาไว้ 4 ตัว เป็นวัวไทยพื้นเมืองที่ชาวบ้านภาคนี้เรียกว่า วัวลาน เราจะคัดเอาวัวลานที่หาได้จากแถวบ้าน เป็นวัวลานที่ใช้ไม่ได้หรือมีปัญหามาเข้าคอกขุน” การขุนวัวไทยพื้นเมืองของคุณนพรัตน์จะขุนด้วยเปลือกสับปะรด วันละ 7-8 กิโลกรัม ต่อตัว ใส่ติดรางให้กินได้ตลอดทั้งวัน และให้อาหารข้น วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น ตกตัวละประมาณ 8 กิโลกรัม ต่อตัว ต่อวัน “เราจะให้ฟางเสริมเข้าไปด้วยทุกวัน ขุนไปเรื่อยๆ ประมาณ 5 เดือน ก็จับขายได้ที่น้ำหนักตัวละประมาณ 300 กิโลกรัม” คุณนพรัตน์ บอกว่า วัวไทยพื้นเมืองที่ขุนแล้วจะจับขายที่ราคาประมาณ 70 บาท ต่อกิโลกรัม โดยจะมีพ่อค้าเข้ามาซื้อที่คอก “ถึงแม้ว่าวัวไทยจะโตช้าแต่ก็กินไม่มากเท่าวัวลูกผสม สุดท้ายแล้วเราก็ยังขายได้ราคาที่เราพอใจ ผมกับพ่อก็ต้องมีวัวลานติดคอกขุนไว้ตลอด ส่วนวัวพวกนี้ตลาดจริงๆ เท่าที่ถามพ่อค้าที่มาซื้อบอกว่า ทางมาเลเซียจะชอบวัวแบบนี้ เพราะเนื้อจะแน่นกว่า ถูกใจคนมาเลย์มากกว่า เลยถูกขายลงภาคใต้มากกว่า”

เนื้อวัวไทยพื้นเมือง

ขออนุญาตเพิ่มเติมข้อมูลเรื่องเนื้อวัวไทยพื้นเมืองสักหน่อยครับ คุณจุฑารัตน์ เศรษฐกุล รายงานไว้ว่า ตลาดของเนื้อวัวพื้นเมืองเป็นตลาดระดับล่างที่ตลาดสดหรือเขียงเนื้อในตลาดทั่วไป ลักษณะเด่นของเนื้อวัวพื้นเมืองเหล่านี้อยู่ที่มีโปรตีนสูงและไขมันน้อย เส้นใยกล้ามเนื้อละเอียดและมีลักษณะเนื้อสัมผัสแน่นและค่อนข้างแห้ง มีผลทำให้การสูญเสียน้ำจากชิ้นเนื้อน้อย ไขมันแทรกในเนื้อและไขมันระหว่างก้อนกล้ามเนื้อมีน้อยมาก ซึ่งจะส่งผลดีคือ พลังงานที่ได้จากการบริโภคเนื้อต่ำ เป็นแหล่งอาหารโปรตีนเพื่อสุขภาพ สีของเนื้อแดงเข้มเป็นมันวาว เหมาะสำหรับการนำไปปรุงอาหารไทย ได้แก่ แกงมัสมั่น แกงเนื้อ พะแนงเนื้อ ลาบเนื้อ อีกทั้งเหมาะสำหรับผลิตภัณฑ์เนื้อ ได้แก่ ลูกชิ้นเนื้อและผลิตภัณฑ์ตะวันตก เช่น salami แฮมดิบรมควัน ผลจากการวิจัยที่มีรายงานพบว่า เนื้อวัวพื้นเมืองมีระดับไขมันแทรกเพียงประมาณ 1% (ในเนื้อสันนอก 100 กรัม) ในขณะที่เนื้อวัวขุนโพนยางคำหรือเนื้อวัวขุนเลือดชาร์โรเล่ส์ระดับสูง มีปริมาณไขมันแทรกถึง 10% (ที่ระดับคะแนนไขมันแทรก 4) และสูงถึง 15% (ที่ระดับไขมันแทรก 5) ส่วนเนื้อวัวขุนบราห์มันเลือดสูง มีปริมาณไขมันแทรก ประมาณ 3% ด้านปริมาณโปรตีนในเนื้อวัวแต่ละพันธุ์ไม่แตกต่างกัน เฉลี่ยอยู่ที่ 20% ซึ่งทั้งคุณค่าทางอาหารและคุณค่าทางโภชนาการเหล่านี้ ทำให้เนื้อวัวพื้นเมืองไทยเป็นชิ้นเนื้อที่มีคุณภาพ

รู้หรือเปล่า??…เนื้อวัวไทยพื้นเมืองมากด้วยคุณค่า

รู้กันไหมครับว่า เนื้อวัวพื้นเมืองของเรามีคุณค่าทางอาหารสูงมาก เรามาดูข้อมูลนี้กันครับ

ทัศนีย์ และ รัชกฤช รายงานว่า เนื้อวัวพื้นเมืองของไทยมี CLA สูงกว่าเนื้อวัวลูกผสมอื่นๆ CLA คือชื่อย่อของกรดคอนจูเกเตด ไลโนเลอิก (Conjugated Linoleic Acids) เป็นสารผสมของกรดไขมันไม่อิ่มตัว (polyunsaturated fatty acid) ที่เกิดในไส้ พุงของสัตว์เคี้ยวเอื้อง เช่น วัว ควาย CLA เป็นสารที่ไม่สามารถผลิตขึ้นได้ในร่างกายมนุษย์ ความสำคัญของ CLA จากผลงานวิจัยของ ดร. ไมเคิล พาริซา มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน (แมดิสัน) สหรัฐอเมริกา พบว่า CLA มีคุณสมบัติการต่อต้านมะเร็ง CLA อาจเป็นหนึ่งในสารที่มีฤทธิ์ต่อสู้กับมะเร็งได้แรงที่สุด ปริมาณ CLA เพียง 0.5% ในอาหารจะช่วยลดภาวะของโรคลงได้กว่า 50% งานวิจัยโดย แมรี่ โชมอน ในวารสาร Journal of Nutrition เมื่อเดือนธันวาคม ปี ค.ศ. 2000 แสดงให้เห็นว่า CLA สามารถลดไขมันและช่วยบำบัดรักษากล้ามเนื้อของคน กลุ่มผู้ถูกทดลองที่ได้รับ CLA เข้าไป ไขมันในร่างกายจะลดลงอย่างชัดเจน เมื่อเปรียบกับกลุ่มผู้ที่ไม่ได้รับ CLA นอกจากนั้น CLA ลดปฏิกิริยาแพ้ที่เกิดจากอาหาร CLA มีประโยชน์ต่อผู้ป่วยไทรอยด์ ในการช่วยลดการแพ้อาหาร

นอกจากนั้น เนื้อวัวไทยพื้นเมืองยังมีธาตุสังกะสีและธาตุซีลีเนียม (Selenium) สูง ถ้าร่างกายได้รับปริมาณธาตุสังกะสีที่เหมาะสมแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของเราอย่างมาก เช่น ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย ป้องกันมะเร็ง พบว่าผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากจะมีปริมาณธาตุสังกะสีต่ำกว่าคนปกติ จากการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ธาตุสังกะสี สามารถยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากได้ ที่สำคัญต้องกระซิบดังๆ คือ ธาตุสังกะสีช่วยเพิ่มความรู้สึกทางเพศในผู้ชาย การผลิตสเปิร์มของผู้ชายต้องการธาตุสังกะสีมาก การสร้างฮอร์โมนเพศชายก็ต้องการธาตุสังกะสีเช่นกัน

ซีลีเนียม (Selenium) เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันและชะลอความชรา โดยซีลีเนียมและวิตามินอีจะทำงานเสริมกัน ซึ่งต่างก็ช่วยให้อีกฝ่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยซีลีเนียมมีส่วนสำคัญมากต่อการสร้างกลูตาไธโอนเพอรอกซิเดส ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระหลักของร่างกายที่พบได้ในทุกเซลล์ ประโยชน์ของซีลีเนียม ช่วยคงความยืดหยุ่นอ่อนเยาว์ของเนื้อเยื่อต่างๆ ช่วยป้องกันมะเร็งได้หลายชนิด ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและเส้นเลือดในสมองตีบ บรรเทาอาการร้อนวูบวาบและอาการวัยทองอื่นๆ ช่วยเพิ่มจำนวนสเปิร์มและประสิทธิภาพการสืบพันธุ์ในผู้ชาย

ประโยชน์ของเนื้อวัวไทยพื้นเมือง แค่ 3-4 ข้อ ที่ว่ามา ผมว่าเพียงพอที่จะทำให้ท่านผู้อ่าน โดยเฉพาะท่านชายทั้งหลายอยากออกไปตลาดซื้อเนื้อวัวไทยมาแกงสักหม้อ…ใช่ไหมครับ ฮา…ใครสนใจอยากสอบถาม พูดคุยกับ คุณนพรัตน์ พลายแก้ว กริ๊งกร๊างไปได้ที่โทร. (082) 080-2950 ครับ ฉบับนี้หมดพื้นที่แล้ว ขอลากันไปก่อน สวัสดีครับ

เอกสารอ้างอิง

โคพื้นเมือง : โอกาสตลาด บนวิถีความพอเพียง ค้นจาก http://www.oknation.net/blog/print.php?id=51309

ทัศนีย์ ตรัยรัตน์อภิวัน และ รัชกฤช เลิศภัทรโกมล. เนื้อโคพื้นเมืองไทย จากผู้ผลิตถึงผู้บริโภค. เอกสารประกอบการบรรยาย คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร.

 

กลุ่มเลี้ยงโคเนื้อ ตำบลมะรุ่ย ที่ทับปุด พังงา รวมกันจึงอยู่ได้ มิถุนายน 16, 2015

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05079010158&srcday=2015-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 590

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

กลุ่มเลี้ยงโคเนื้อ ตำบลมะรุ่ย ที่ทับปุด พังงา รวมกันจึงอยู่ได้

พื้นที่ของจังหวัดทางภาคใต้ถือเป็นชัยภูมิที่เหมาะสมและมีความเป็นไปได้ที่จะผลักดันให้มีการเลี้ยงโคเชิงเศรษฐกิจ ถึงแม้ในอดีตชาวบ้านมักนิยมเลี้ยงโคเพื่อใช้งาน และการแข่งขัน ซึ่งโคที่เลี้ยงเป็นพันธุ์พื้นเมือง ขณะที่ทางภาคราชการได้มีการส่งเสริมให้เลี้ยงโคกัน ทำให้ชาวบ้านสนใจหันมาพัฒนาการเลี้ยงเพื่อการค้ามากยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคในประเทศ และอาจพัฒนารูปแบบให้มีคุณภาพมาตรฐานเพื่อส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ

พังงา เป็นอีกจังหวัดที่ชาวบ้านนิยมเลี้ยงโค นับเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญ เป็นที่ต้องการของตลาด ทำให้สามารถสร้างรายได้ให้แก่ผู้เลี้ยงได้เป็นอย่างดี เกษตรกรในจังหวัดพังงาโดยส่วนใหญ่จะเลี้ยงควบคู่กับการทำการเกษตร ที่มีการผลิตแบบเกื้อกูลกันระหว่างการเกษตรและการเลี้ยงสัตว์ นับเป็นสิ่งมีค่าสำหรับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดการพัฒนาที่สมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้การพึ่งตนเอง ด้วยการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่น กระตุ้นให้เกิดการผลิต การบริโภคภายในชุมชนและขยายสู่เครือข่ายภายนอก เป็นการสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในท้องถิ่น อันจะนำมาซึ่งการมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ตำบลมะรุ่ย เป็นอีกชุมชนหมู่บ้านของอำเภอทับปุด ที่นอกจากประกอบอาชีพทำสวนยางและปาล์มแล้ว ยังสนใจเลี้ยงโคกันเพื่อเป็นรายได้หลักอีกทางด้วย โดยมีชาวบ้านเลี้ยงโคกันอยู่ ประมาณ 30 ราย และถึงแม้ตัวเลขผู้เลี้ยงโคดูจะไม่มาก แต่ทุกคนต่างใส่ใจที่จะเลี้ยงแบบมีคุณภาพ ทั้งนี้เพื่อให้มีมาตรฐานอันนำไปสู่การกำหนดราคาที่สูง

คุณฉลาด แซ่อิ๋ว อยู่บ้านเลขที่ 74 หมู่ที่ 4 ตำบลมะรุ่ย อำเภอทับปุด จังหวัดพังงา เป็นชาวบ้านอีกคนหนึ่งที่สนใจการเลี้ยงโคสร้างรายได้ และทำมานานเกือบ 20 ปีแล้ว จากเดิมที่เคยยึดอาชีพทำการเกษตร ปลูกผัก และพืชล้มลุก อย่าง ถั่ว และแตง ซึ่งสร้างรายได้ไม่พอเลี้ยงครอบครัวซึ่งทำเพียงคนเดียว จึงต้องออกไปรับจ้างฉีดยาฆ่าหญ้าและรับจ้างขนปาล์ม

คุณฉลาด เริ่มต้นเลี้ยงโคเพียงตัวเดียวก่อน เป็นโคพันธุ์พื้นเมืองผสมบราห์มันเล็กน้อย เลี้ยงแบบปล่อยตามธรรมชาติ และให้โคกินหญ้าปากควายที่ขึ้นอยู่ในสวนมะพร้าว คุณฉลาดมองว่าการเลี้ยงโคไม่มีความยุ่งยากอย่างที่คิด ดังนั้น ไม่นานจึงตัดสินใจขายด้วยราคาที่พอใจแล้วซื้อแม่โคติดลูกมาเลี้ยง

ตลาดขายโคในช่วงเริ่มต้นของชาวบ้านมักขายกันเอง โดยมีลูกค้าเดินมาติดต่อซื้อตามบ้าน คุณฉลาดเล่าว่า สมัยแรกเริ่มถ้าหาคนซื้อจะต้องไปติดต่อคนเชือดโคเท่านั้น เพราะเป็นแหล่งต้นทางที่จะนำไปสู่การทำความรู้จักกับคนเลี้ยงโครายอื่นๆ ส่วนการตั้งราคาคุณฉลาดบอกว่าดูจากความเหมาะสมและการตกลงตัดสินใจซื้อจะอยู่บนฐานของความพอใจทั้งสองฝ่าย

การมีศักยภาพจากปัจจัยพื้นฐานของการเลี้ยงโค ซึ่งไม่ว่าจะเป็นวิธีการ แหล่งอาหารในท้องถิ่น อาจมิใช่ข้อจำกัดหรืออุปสรรคในการเลี้ยง แต่การสร้างคุณภาพที่ดีได้มาตรฐานอันนำมาสู่การกำหนดราคาขายในตลาดแข่งขันต่างหากที่ถือเป็นเรื่องสำคัญ

คุณฉลาด มองว่าการเลี้ยงโคของชาวบ้านแบบต่างคนต่างเลี้ยง อาจยิ่งทำให้ราคาขายโคไม่เป็นไปตามที่ต้องการ ทั้งนี้เพราะหากขาดความเชื่อมโยงกับภาคราชการในอันที่จะเข้ามาช่วยส่งเสริม สนับสนุนการเลี้ยงให้ถูกต้องตามเกณฑ์อาจทำให้ขาดแรงขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย

ด้วยเหตุนี้ คุณฉลาดจึงชักชวนเพื่อนร่วมอาชีพเลี้ยงโคมารวมตัวกัน เพื่อจัดตั้งเป็นกลุ่มสร้างความเข้มแข็งในชื่อ กลุ่มผู้เลี้ยงโคเนื้อ ตำบลมะรุ่ย มาเมื่อราว 15 ปีที่แล้ว

“เดิมมีโคเพียงตัวเดียว จึงเพิ่มเป็น 7-8 ตัว และเมื่อเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เข้ามาแนะนำได้เปลี่ยนวิธีการเลี้ยงให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น มีการจัดการอย่างถูกต้อง จากนั้นจะเริ่มหาสมาชิกที่เลี้ยงโคเพื่อรวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่มขึ้นเพื่อเป็นการสร้างความเข้มแข็งในการที่จะขอความช่วยเหลือจากทางภาคราชการ เพราะในอดีตหากไม่มีการรวมตัวกัน การช่วยเหลือมักได้รับอย่างไม่เต็มที่

จากนั้นได้ไปของบประมาณจากทางองค์การบริหารส่วนตำบล เพื่อจัดให้มีการอบรมความรู้ด้านการเลี้ยงโค สอนให้รู้วิธีการจัดระบบฟาร์มมาตรฐานที่ถูกต้อง และแนะนำด้านการตลาด พร้อมทั้งมีการไปเยี่ยมชมตัวอย่างฟาร์มโคที่จัดระบบได้มาตรฐานหลายแห่ง”

ข้อดีของการรวมกลุ่มคือ 1. สามารถร้องขอความช่วยเหลือได้รวดเร็วและเต็มที่ 2. การของบฯ สนับสนุนจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ และ 3. จะได้รับความช่วยเหลือ หากมีโครงการหรือกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ทันที

“เมื่อก่อนเวลาขาย ถ้าคนรับซื้อบอกราคาเท่าไร ก็ต้องยอมขายในราคาเท่านั้น แต่เมื่อมีกลุ่ม มีการเลี้ยงแบบถูกต้องแล้ว จะได้การรับรองคุณภาพมาตรฐาน ฉะนั้น เวลาขายตอนนี้ทางกลุ่มสามารถกำหนดราคาขึ้นเองได้ตามความเป็นจริง จึงทำให้เกิดความเป็นธรรมด้านราคาแก่คนเลี้ยงโค” คุณฉลาด กล่าว

คุณฉลาดให้รายละเอียดวิธีการเลือกสายพันธุ์โคที่นำมาเลี้ยง โดยดูลักษณะเด่นจากสายเลือด เช่น แบรงกัส คือมาจากบราห์มันกับแองกัส 2. ชาร์โรเล่ส์ เป็นพันธุ์เนื้อ และ 3. บราห์มัน ซึ่งเป็น 3 สายเลือด ที่มาจากพันธุ์พื้นเมือง

นอกจากนั้น คุณฉลาดยังระบุว่า ตามธรรมชาติของโคแล้วมักขายกันเมื่อมีอายุราว 3 ปี หรืออาจเพียงแค่ปีกว่าก็สามารถขายได้ เพราะความที่มีมากในบางคราวจึงต้องขายเร็ว โคเกิดอย่างเร็วปีละ 1 ตัว หรือในระยะเวลา 3 ปี อาจได้โคเพียง 2 ตัว ต่างกับไก่ที่ออกมาคราวละหลายตัวมีจำนวนมาก จนทำให้บางคราวราคาตก แต่ที่ผ่านมาราคาขายโคไม่เคยตกเลย ทั้งนี้อาจมองว่าปริมาณกับความต้องการไม่สอดคล้องกัน

คุณฉลาด อธิบายหลักเกณฑ์การตีราคาขายโคว่า ถ้าตามหลักวิชาการแล้วมักใช้วิธีวัดรอบอก แล้วไปเทียบน้ำหนัก ซึ่งจะมีตารางกำหนดไว้ แต่ในข้อเท็จจริงจากประสบการณ์จึงมักตีราคาโคด้วยสายตา

สำหรับปัญหาเรื่องโรคโค มีแต่ไม่มากนัก คุณฉลาด บอกว่า เท่าที่พบคือ มักเป็นไข้ 3 วัน คล้ายไข้หวัด ส่วนมากจะปล่อยให้หายเอง แต่ถ้าเป็นมากจะปรึกษากับเจ้าหน้าที่เพื่อหายามาฉีดต่อไป

ด้านการลงทุนเลี้ยงโค คุณฉลาด แจงว่า ถ้าไม่นับทุนที่ซื้อโคมาแล้ว ทุนด้านอื่นคงมีไม่มาก เช่น ค่ามันดีเซล ใส่เครื่องบดหญ้า วันละเพียง 5 บาท แล้วมีค่าอาหาร ซึ่งทุกวันนี้เลี้ยงโคให้อาหารสำเร็จรูป วันละ 5-6 กิโลกรัม คุณฉลาดชี้ว่า จุดอ่อนของการเลี้ยงโคในภาคใต้คือความไม่พอเพียงในปริมาณอาหาร ซึ่งหากประสบปัญหาในช่วงใดจะมักใช้ทางปาล์มแทน ต่างกับทางภาคอื่นที่สามารถใช้วัสดุหลายอย่างในท้องถิ่นมาใช้เลี้ยงโคได้ แต่ตอนนี้มีการใช้ต้นข้าวโพดเลี้ยงโค เพื่อแก้ปัญหาในช่วงหน้าร้อน

ปัจจุบัน คุณฉลาดมีโคที่เลี้ยง จำนวน 16 ตัว เขาเลี้ยงโคเป็นอาชีพเสริม ซึ่งในแต่ละวันใช้เวลาช่วงเช้า-เย็น ส่วนช่วงกลางวันจะออกไปรับจ้าง นอกจากนั้นแล้ว คุณฉลาดยังทำสวนปาล์มของตัวเองด้วย มีเนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ จำนวน 400 กว่าต้น ปลูกไว้ 3-4 รุ่น และรุ่นแรกมีอายุประมาณ 17 ปี ปลูกมังคุดไว้ในสวนปาล์ม จำนวน 120 ต้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการลดต้นทุนค่าปุ๋ย จึงนำมูลโคไปใส่ในสวนปาล์ม

จากผลสำเร็จด้านการเลี้ยงโค จึงทำให้ฟาร์มของคุณฉลาดได้รับการรับรองเป็นฟาร์มโคเนื้อสาธิต ในโครงการส่งเสริมปศุสัตว์เพื่อการส่งออก ของศูนย์วิจัยการผสมเทียมสุราษฎร์ธานี สำนักงานปศุสัตว์เขต 8 กรมปศุสัตว์

นอกจากเป็นหนึ่งในคนเลี้ยงโคแล้ว คุณฉลาดยังมีบทบาทในตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดพังงา ที่คอยขับเคลื่อนกิจกรรมและความช่วยเหลือให้แก่สมาชิกกลุ่มผู้เลี้ยงโคเนื้อ ตำบลมะรุ่ย ที่มีสมาชิก จำนวน 142 คน เพราะถือเป็นกลุ่มที่มีจุดเด่นและจุดแข็งมาก มีกิจกรรมต่างๆ ภายในกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นการออมเงิน การให้กู้เงิน ความช่วยเหลือแก่เด็กและคนสูงอายุ โดยใช้บ้านพักตัวเองเป็นสถานที่สำหรับให้ผู้สนใจมาเรียนรู้ ฝึกอบรม

ทั้งนี้ หนึ่งในกรรมการกลุ่มบอกว่า ที่ผ่านมาได้รับความช่วยเหลือจากทางภาคราชการเป็นอย่างดี จนทำให้สมาชิกในกลุ่มมีการพัฒนาวิธีการ สามารถสร้างผลผลิตได้ตามมาตรฐาน แต่สิ่งที่ทางกลุ่มต้องการคือ ที่ทำการหรือสำนักงานของกลุ่มอย่างเป็นทางการ เพราะทุกวันนี้ต้องใช้บ้านของชาวบ้านบางคนเป็นสถานที่ติดต่องานกัน บ้าง เก็บของใช้บ้าง ทั้งนี้การสร้างสำนักงานจะเป็นศูนย์กลางให้ชาวบ้านมาประชุมหรือมีการอบรมให้รู้ในกิจกรรมต่างๆ ได้

คุณสุวรรณี ศรีนาด นักวิชาการสัตวบาลชำนาญการพิเศษ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดพังงา ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของภาคราชการที่มีบทบาทในด้านการให้คำปรึกษากิจกรรมต่างๆ ของกลุ่มกล่าวว่า เป็นการเลี้ยงโคกันในกลุ่ม และกลุ่มนี้ได้รางวัล เมื่อ ปี 2544 รางวัลที่ได้เพราะเป็นสมาชิกกลุ่มมีการทำงานกันแบบเป็นทีม และมีความสามัคคีกัน

ทางด้านความช่วยเหลือจากทางภาคราชการคือ เป็นการแนะนำ ฝึกอบรมเรื่องการเลี้ยงโคอย่างถูกต้องตามมาตรฐาน ซึ่งความจริงแล้วความเข้มแข็งของกลุ่มนี้ทำให้กลายเป็นการให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มที่อยู่ข้างเคียงมากกว่า

“สิ่งที่เป็นห่วงคือ เมื่อสัตว์ราคาสูง ชาวบ้านมักรีบขายออกทันที ทั้งนี้มักชอบขายแบบรวมพ่อ-แม่พันธุ์ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย หากขายพ่อ-แม่พันธุ์ที่ดีไป ดังนั้น จึงหารือกันว่า ควรเก็บไว้ อย่าปล่อยขายทั้งหมด”

ในตอนท้าย คุณฉลาด ฝากบอกว่า การเลี้ยงโคเป็นอาชีพ ไม่ต้องลงทุนอะไรมาก แล้วยังไม่ยุ่งยากเหมือนการเลี้ยงสัตว์ชนิดอื่น อย่าง หมู ไก่ หรือเป็ด เพราะสัตว์เหล่านั้นต้องหมดไปกับค่าอาหาร แต่โคสามารถเลี้ยงแบบปล่อยให้กินหญ้า หรือหาหญ้ามาให้กิน

การเลี้ยงโคสามารถทำได้ทุกภาค แต่ควรเลือกพันธุ์ให้มีความเหมาะสมกับพื้นที่ ตลอดจนลักษณะทางธรรมชาติและภูมิประเทศของจังหวัดนั้น ทั้งนี้เพราะบางพันธุ์อาจไม่เหมาะกับสภาพอากาศในบางแห่ง อย่าง ชาร์โรเล่ส์ ไม่เหมาะที่เลี้ยงทางภาคอีสาน เพราะอากาศร้อน แต่เหมาะกับการเลี้ยงทางภาคใต้ ซึ่งเท่าที่ดูแล้วพันธุ์บราห์มันเหมาะกับทางภาคอีสานมากกว่า

อาชีพเกษตรกรรม นอกจากคำว่า เศรษฐกิจพอเพียง เราควรมองก่อนว่าสนใจและชอบอะไร สิ่งสำคัญคือทำไปแล้วต้องเกิดรายได้ และควรทำแบบลดต้นทุน เพื่อให้มีกำไรมาก ไม่ว่าจะเป็นอาชีพอะไร ล้วนสร้างรายได้ทั้งนั้น เพียงแต่ขอให้มีใจรักเป็นทุนก่อน อย่าทำตามคนอื่นโดยไม่รู้จักสิ่งนั้น

“เมื่อลงมือทำแล้ว ถ้าเกิดปัญหาหรืออุปสรรคอย่าท้อแท้ สิ้นหวัง เพราะนั่นเป็นเพียงการเริ่มต้น แต่ควรอดทน เพียรพยายาม ควรค้นหาจุดบกพร่องแล้วรีบแก้ไข…เงินแสนแรกจะยากหน่อย แต่พอทำไปแล้ว แม้จะเป็นอีกสิบแสน ก็จะไม่ยากเท่ากับแสนแรก” คุณฉลาด กล่าวฝาก

สนใจข้อมูลการเลี้ยงโคของกลุ่มผู้เลี้ยงโคเนื้อ ตำบลมะลุ่ย อำเภอทับปุด จังหวัดพังงา สอบถามได้ที่ คุณฉลาด แซ่อิ๋ว โทรศัพท์ (089) 593-4707

 

สุนทรฟาร์มแอนด์ฟีด สร้างวัวเนื้อคุณภาพ ชี้อนาคตรายย่อย ใช้ TMR พฤษภาคม 4, 2015

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086151157&srcday=2014-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 587

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ทุยโทน ท้ายทุ่ง

สุนทรฟาร์มแอนด์ฟีด สร้างวัวเนื้อคุณภาพ ชี้อนาคตรายย่อย ใช้ TMR

สวัสดีครับ สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี มักมีสงครามและปัญหาการเมืองภายในตลอดระยะเวลา 417 ปี ของอาณาจักรมีสงคราม 58 ครั้ง (ทุกๆ 7.18 ปี) มีรัฐประหาร 15 ครั้ง (ทุกๆ 27.8 ปี) มีกบฏ 17 ครั้ง (ทุกๆ 24.57 ปี) รวม 90 ครั้ง หรือทุกๆ 4.63 ปี แต่มีภัยธรรมชาติขนาดวิกฤต 16 ครั้ง หรือทุกๆ 26 ปี ไทยนี้รักสงบที่เราร้องกัน ผมว่าขัดกับข้อมูลที่ผมพบเจอมาแบบคนละเรื่อง อดีตชี้ปัจจุบันและทำนายอนาคตได้เสมอครับ เข้าเรื่องครับ ฉบับนี้ผมพาท่านไปยังเมืองกาญจนบุรี ตามผมไปดูฟาร์มวัวเนื้อ ที่ผลิตวัวพันธุ์ลูกผสมยุโรป และไปฟังความคิดเห็นการเลี้ยงวัวเนื้อ วัวนม ของบ้านเราในอนาคต

เลี้ยง วัวเนื้อ วัวนม

บนพื้นที่ 500 ไร่

ขอแนะนำท่านให้รู้จักกับ คุณสุนทร ฤทธิ์วิวัฒน์ เจ้าของ สุนทรฟาร์มแอนด์ฟีด เซ็นเตอร์ ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านเก่า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี คุณสุนทร เริ่มเล่าให้ฟังว่า “สุนทรฟาร์มแอนด์ฟีด เซ็นเตอร์ ตั้งขึ้นมาเมื่อปี พ.ศ. 2540 บนพื้นที่ ประมาณ 500 ไร่ ผมใช้ชื่อฟาร์มแอนด์ฟีด เซ็นเตอร์ เพราะเคยไปดูตัวอย่างจากประเทศจีน ที่นั่นมีศูนย์พัฒนาวิธีการเลี้ยงสัตว์ ผมถูกใจชื่อและระบบนี้ จึงนำมาใช้เป็นชื่อฟาร์มและตั้งใจทำให้ที่นี่เป็นศูนย์กลางการพัฒนา เป็นตัวอย่างวิธีการเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจให้แก่เกษตรกรที่สนใจ ฟาร์มของเราผ่านการเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจมาหลายชนิดจนมาถึงปี พ.ศ. 2546 ผมก็ได้เริ่มต้นเลี้ยงวัวนม เพราะพื้นที่ตรงนี้ค่อนข้างเหมาะสมกับวัวนมและยังเลี้ยงวัวนมเรื่อยมาจนปัจจุบัน มีวัวนมอยู่ 120 แม่ และมีวัวเนื้อแม่พันธุ์พื้นฐาน วัวขุน และวัวเนื้อพันธุ์ลูกผสมยุโรปอีกหลายร้อยตัว เราตั้งใจทำให้ที่นี่เป็นฟาร์มครบวงจรทั้งในเรื่องการเลี้ยงวัว การพัฒนาสายพันธุ์ตลอดจนถึงการพัฒนาด้านอาหารสัตว์อีกด้วย” คุณสุนทร ซึ่งคลุกคลีอยู่ในวงการปศุสัตว์ของไทยมากว่า 30 ปี เล่าให้ฟัง

ใช้แม่พื้นฐาน เลือด 50:50

คุณพงษ์พันธ์ อินทร์อ่อน บัณฑิตจากรั้วศิลปากร เจ้าหน้าที่สัตวบาลประจำสุนทรฟาร์มแอนด์ฟีด เซ็นเตอร์ ได้พาชมฟาร์มและเล่ารายละเอียดเรื่องการสร้างวัวลูกผสมยุโรปของฟาร์มให้ฟัง “เราเลี้ยงวัวและสร้างวัวลูกผสมยุโรปแบบครบวงจร เรามีฝูงแม่พันธุ์พื้นฐานที่เป็นวัวลูกผสมไทย บราห์มัน สายเลือด 50:50 ใช้เป็นแม่พันธุ์พื้นฐานสำหรับไล่สายเลือดให้สูงขึ้นไป ฝูงแม่พันธุ์พื้นฐานเรามีแม่พันธุ์อยู่ 90 ตัว ใช้การผสมเทียมเป็นหลัก และแก้ปัญหาผสมไม่ติดโดยใช้พ่อพันธุ์คุมฝูง พ่อพันธุ์ที่ใช้คุมฝูงตอนนี้มีอยู่ 4 ตัว หมุนเวียนกันไป มีทั้งพ่อพันธุ์บราห์มันเลือด 100 พ่อพันธุ์บราห์มันเลือดสูงประมาณ 75% อีก 2 ตัว รวมทั้งพ่อพันธุ์แองกัสเลือดสูงอีก 1 ตัว พ่อพันธุ์ที่มีเราจะสลับหมุนเวียนใช้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพบปัญหาหรือมันจะแก่จนเกินไป ก็จะปลดออก”

ตัวผู้ขุน ตัวเมียทำแม่พันธุ์

และหลักการคัดเลือกแม่พันธุ์

คุณพงษ์พันธ์ เล่าต่อไปว่า “หลังจากที่เราได้ลูกวัวจากฝูงแม่พันธุ์พื้นฐานแล้ว ลูกวัวตัวผู้จะเอาเข้าคอกขุนของเราเอง โดยจะใช้เวลาขุน ประมาณ 6 เดือน แล้วจับส่งขายให้กับสหกรณ์โคเนื้อ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ตอนนี้เรามีวัวที่กำลังขุนอยู่ในคอก จำนวน 180 ตัว รอส่งให้สหกรณ์ฯ” ในส่วนของวัวตัวเมีย คุณพงษ์พันธ์ อธิบายต่อไปว่า “ส่วนลูกตัวเมียที่ได้จากแม่พันธุ์พื้นฐานจะเอาไปเลี้ยงไว้ในคอกวัวสาว รอเป็นแม่พันธุ์ โดยวัวสาวกลุ่มนี้จะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ตามสีคือ สีขาวและสีอื่นๆ หลังจากนั้น จะขุนและสังเกตดูการเจริญเติบโตต่อไป” คุณพงษ์พันธ์ อธิบายหลักการคัดเลือกแม่พันธุ์วัวของสุนทรฟาร์มแอนด์ฟีด เซ็นเตอร์ ว่า “ตอนนี้มีวัวสาวอยู่ประมาณ 150 ตัว เราเลือกโดยดูลักษณะรวม เน้นเรื่องความสูง เพราะเรื่องอื่นๆ พอแก้ไขได้ แต่เรื่องความสูงแก้ยาก เราจึงเลือกแม่พันธุ์ตัวสูงเอาไว้ก่อน ลักษณะรองลงมาคือเรื่องของสี เราเลือกวัวสีขาว สีครีม สีทอง ไปจนถึงสีแดง ถัดมาจะมาดูลักษณะของตะโหนก เราต้องการวัวแม่พันธุ์ที่ไม่มีตะโหนก หรือมีแต่ไม่ชัดเจน” วัวสาวที่คัดเลือกไว้ของฟาร์มจะเริ่มผสมเทียม เมื่ออายุได้ 1 ปีครึ่ง “แม่วัวของเราที่มีอายุสูงที่สุดคือ ให้ลูกจนอายุ 12 ปี หลังจากนั้นเราจะปลดแม่วัวออกไปเข้าคอกขุนต่อไป” คุณพงษ์พันธ์ อธิบาย

แม่พันธุ์แดง ผสมบลอนด์ดะคิแตน

ที่คอกวัวแม่พันธุ์ คุณพงษ์พันธ์ เล่าถึงการผสมเทียมให้ฟังว่า “ตอนนี้เรามีแม่พันธุ์วัวอยู่ 140 ตัว และใช้การผสมเทียมเป็นหลัก โดยมีหลักการง่ายๆ ในการเลือกพ่อพันธุ์ที่จะนำมาผสมคือ หากแม่พันธุ์เป็นวัวสีขาว เมื่อผสมพันธุ์ได้จะผสมเทียมกับน้ำเชื้อชาร์โรเล่ส์เลือด 100% หากแม่พันธุ์เป็นวัวที่มีสีออกแดงหรือน้ำตาลเมื่อผสมพันธุ์ได้จะผสมเทียมกับน้ำเชื้อบลอนด์ดะคิแตนเลือด 100% ส่วนเรื่องการจับสัด เราใช้พ่อวัวเบนลึงค์ทำหน้าที่จับสัด และใช้พ่อวัวพันธุ์กำแพงแสน ที่ชื่อ Mr. ก้านกล้วย 5438 ที่มีน้ำหนักกว่า 800 กิโลกรัม คุมฝูง เพื่อแก้ปัญหาการผสมไม่ติด” ในส่วนของอาหารสำหรับวัวในฟาร์ม คุณพงษ์พันธ์ เล่าว่า “เราให้หญ้าเนเปียร์ปากช่อง จากแปลงของเรา และต้นข้าวโพด เป็นอาหารหยาบ ส่วนอาหารข้น เราให้อาหาร TMR โปรตีน 14% ที่เราทำเอง”

มุมมองอนาคต วัวเนื้อไทย

เนื่องจาก คุณสุนทร ได้คลุกคลีอยู่ในวงการวัวเนื้อและวงการปศุสัตว์ในบ้านเรามาหลายสิบปี เราจึงมีมุมมองดีๆ มาฝากกันครับ “แม้ว่าเนื้อวัวไม่ได้เป็นอาหารหลักของคนไทย แต่ผมมองว่าในอนาคตวงการวัวเนื้อของไทยเราต้องเข้าไปสู่ระบบฟาร์มเหมือนกับฟาร์มหมู ฟาร์มไก่ เพราะเกษตรกรรายย่อยจะมีพื้นที่สำหรับเลี้ยงวัวไล่ทุ่งน้อยลงทุกวัน ดังนั้น รูปแบบวิธีการเลี้ยงวัวเนื้อในอนาคตของเกษตรกรไทยต้องเปลี่ยนแปลงไปแน่นอน อนาคตเกษตรกรที่ผลิตเนื้อคุณภาพ เนื้อเกรดสูงน่าจะอยู่ได้ดี แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการลงทุนที่สูงขึ้น แต่ความอยู่รอดของเกษตรกรรายย่อยก็ต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของภาครัฐด้วยว่า รัฐจะปกป้องเกษตรกรผู้เลี้ยงวัวอย่างไร ในขณะที่เนื้อคุณภาพดีราคาถูกจากต่างชาติทะลักเข้ามาในประเทศไทย ข้อตกลง FTA ทำให้เนื้อจากหลายประเทศเข้ามาในบ้านเราโดยไม่เสียภาษี ตรงนี้ก็เป็นอีกประเด็นที่ภาครัฐต้องตอบให้ได้ว่า จะปกป้องเกษตรกรรายย่อยอย่างไร”

TMR อนาคตมาแน่

คุณสุนทร ให้มุมมองต่อการเลี้ยงวัวเนื้อของไทยในอนาคตว่า “เมื่อการเลี้ยงวัวเนื้อในอนาคตจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบไปสู่ระบบฟาร์ม ดังนั้น เรื่องอาหารที่ใช้เลี้ยงวัวก็ต้องปรับเปลี่ยนไปด้วย อนาคตเราคงไม่สามารถปล่อยวัวแบบเลี้ยงไล่ทุ่งได้ เราคงไม่สามารถไปเกี่ยวหญ้าข้างทาง หรือขอเกี่ยวหญ้าในแปลงของคนอื่นได้อีก หรือหากทำได้แต่ก็คงมีปริมาณไม่มากพอกับความต้องการกับการเลี้ยงในระบบฟาร์มปิด ผมจึงมองว่าในอนาคตระบบการให้อาหารแบบ ทีเอ็มอาร์ (TMR) จะเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมากแน่นอน เพราะมีความสะดวก มีคุณค่าทางอาหารตามที่วัวต้องการและประหยัดแรงงานในการจัดการด้านอาหารวัว” มาถึงตรงนี้เราต้องไล่ให้ทันกับ คำว่า ทีเอ็มอาร์ ผมขออนุญาตอธิบายคร่าวๆ สำหรับผู้อ่านท่านที่ยังไม่ทราบครับ ระบบการให้อาหารแบบผสมรวม (Total Mixed Ration : TMR) หรือเรียกว่า ทีเอ็มอาร์ เป็นระบบผลิตอาหารผสมรวมอาหารข้นและอาหารหยาบเข้าด้วยกันและให้มีคุณค่าทางโภชนะตามความต้องการของวัว สําหรับการดํารงชีพและให้น้ำนม ซึ่งการให้อาหารจะให้ตามกลุ่มของวัวที่มีผลผลิตแตกต่างกัน โดยวัตถุดิบจะต้องดีและรู้ถึงส่วนประกอบที่แน่นอนของส่วนผสมทุกชนิดที่นํามาประกอบเป็นอาหารสูตรสําเร็จนั้น ประโยชน์ในการให้อาหารแบบ ทีเอ็มอาร์ เช่น ลดต้นทุนด้านอาหารสัตว์ ทําให้ความสูญเสียในการกินอาหารของวัวลดลง ช่วยลดการผิดปกติของระบบการใช้อาหาร ในร่างกายวัวที่แยกอาหารหยาบและอาหารข้นจะมีความผิดปกติของระบบการใช้อาหารในร่างกาย คือต้องดึงสารอาหารออกจากร่างกายมาใช้ ถ้าใช้อาหาร ทีเอ็มอาร์ จะทําให้สุขภาพวัวและระบบสืบพันธุ์ดีขึ้น และสามารถลดแรงงาน เพราะลดเวลาสําหรับการจัดการอาหารได้ แต่ในขั้นตอนการผลิตและจ่ายอาหาร ทีเอ็มอาร์ แก่วัว จําเป็นต้องมีเครื่องจักรสําหรับเตรียมส่วนอาหารหยาบ เช่น เครื่องตัดสับแบบต่างๆ ส่วนเครื่องผสมและจ่ายอาหาร ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ต้นกําลังจากรถแทรกเตอร์หรือขับเคลื่อนด้วยตัวเอง ส่วนใหญ่มีขนาดใหญ่และราคาค่อนข้างสูง (สุวรรณ และ วัชมา, 2554)

สุดท้าย คุณสุนทร ฝากบอกไปยังท่านผู้อ่านทั่วประเทศว่า “สุนทรฟาร์มแอนด์ฟีด เซ็นเตอร์ ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้ามาศึกษาดูงานแบ่งปันความรู้กันได้ ใครสนใจติดต่อโดยตรงได้ที่ คุณสุนทร ฤทธิ์วิวัฒน์ โทร. (081) 827-3272 ครับ” ฉบับนี้หมดพื้นที่แล้วจนกว่าจะพบกันใหม่ สวัสดีครับ

เอกสารอ้างอิง

สุวรรณ หอมหวล และ วัชมา โพธิ์ทอง. 2554. การออกแบบและพัฒนาเครื่องผลิตอาหาร ทีเอ็มอาร์ สําหรับฟาร์มโคนมขนาดเล็ก. วิทยาสารกําแพงแสน ปีที่ 9 ฉบับที่ 1 2554

บรรยายภาพ

1. คุณพงษ์พันธ์ อินทร์อ่อน เจ้าหน้าที่สัตวบาลประจำสุนทรฟาร์มแอนด์ฟีด เซ็นเตอร์

2. ฝูงแม่พันธุ์พื้นฐานที่เป็นวัวลูกผสมไทย บราห์มัน สายเลือด 50:50

3. พ่อพันธุ์บราห์มัน เลือด 100% ที่ใช้คุมฝูงแม่พันธุ์พื้นฐาน

4. คอกแม่พันธุ์ที่มีอยู่ 140 ตัว

5. ให้อาหาร TMR สำหรับแม่พันธุ์

6. เครื่องผสมอาหาร TMR

 

เอนก จีวะรัตน์ กับแนวคิด…ขี้ไก่ไข่ สร้างรายได้ ที่พังงา มีนาคม 13, 2015

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05071151057&srcday=2014-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 585

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

เอนก จีวะรัตน์ กับแนวคิด…ขี้ไก่ไข่ สร้างรายได้ ที่พังงา

เอนก จีวะรัตน์ วัย 63 ปี นอกจากดำรงตำแหน่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ สภาเกษตรกรจังหวัดพังงา ยังเป็นเกษตรกรที่ได้รับรางวัลปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน พ.ศ. 2557 สาขาปราชญ์เศรษฐกิจพอเพียง ถือเป็นหนึ่งในต้นแบบของเกษตรกรที่ก้าวสู่ความสำเร็จ

ลุงเอนกใช้เวลากว่า 30 ปี ในการพลิกฟื้นเหมืองแร่เก่า อันเป็นที่ดินมรดกของครอบครัว ให้กลายเป็นแปลงเกษตรที่ประกอบด้วยกิจกรรมที่หลากหลายในรูปแบบของการผสมผสาน

“ประมาณ ปี 2525 ที่ผมเริ่มคิดว่าต้องมีการปรับเปลี่ยนอาชีพ เพราะมองว่าสักวันหนึ่งเหมืองแร่ดีบุกที่ทำคงหมดเนื้อแร่ และคงสิ้นสุดการทำเหมืองแร่ในที่สุด ต่อมาในปี 2528 ยุคสิ้นสุดการทำเหมืองแร่ก็มาถึงจริงๆ ผมจึงเอาที่ดินที่ได้รับมรดก 52 ไร่ มาทำอาชีพการเกษตร”

“การทำเกษตรบนพื้นที่เหมืองแร่เก่านั้น จากประสบการณ์ของผมที่ผ่านมาพบว่า การปลูกพืชเพียงอย่างเดียวจะอยู่ไม่ได้ เพราะต้องใช้ต้นทุนสูง แต่ที่จะลดต้นทุนและอยู่ได้อย่างแน่นอนคือ ต้องมีการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ควบคู่กันไป”

ล้มเป็นบทเรียนพัฒนา

แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ ลุงเอนกนั้นต้องล้มแล้วลุก สู้มาอย่างทรหดอดทน

“การหกล้มแต่ละครั้งนั้น สร้างบทเรียนให้กับเรา ทุกอย่างไม่มีอะไรที่ไม่ผิดหวัง ทุกอย่างต้องเรียนรู้บนความผิดหวัง ต้องพยายามตั้งใจ ลุกขึ้นให้ได้และเดินหน้าต่อไป เกษตรกรต้องมีความตั้งใจ เมื่อหกล้มแล้วต้องลุกขึ้น ที่ผ่านมานั้นผมเอาการเรียนรู้ในแต่ละครั้งที่ล้มมาต่อยอด ทุกอย่างที่ผมทำในสวนจะเริ่มการคิดว่าอยากทำอยากปลูกอะไร แล้วค่อยๆ ทำแบบเล็กๆ เรียนรู้ทุกอย่างจากสิ่งเล็กๆ ก่อน หากสำเร็จแล้วค่อยขยายต่อไป” ลุงเอนกกล่าว

ทั้งนี้ วิถีแห่งการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ ลุงเอนกได้ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางสำคัญ

ในวันนี้บนพื้นที่ 52 ไร่ ซึ่งตั้งอยู่ที่ 98/4 หมู่ที่ 2 ถนนสายตะกั่วป่า-กระปง ตำบลท่านา อำเภอกะปง จังหวัดพังงา โทร. (081) 891-9496 แบ่งกิจกรรมออกเป็น

หนึ่ง พื้นที่ 8 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ ใช้ในการปลูกไม้ผล ได้แก่ มังคุด มะพร้าวน้ำหอม ลองกอง เงาะ ยางพารา โดยแต่ละปีมีกำไรสุทธิ ประมาณ 97,000 บาท

สอง พื้นที่ 44 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ดินกรวด ดินทราย ใช้ในการปลูกมะพร้าวน้ำหอม 200 ต้น ปาล์มน้ำมัน 330 ต้น เลี้ยงไก่ไข่ ปลาดุก โดยแต่ละปีมีกำไรสุทธิ 2,064,000 บาท

สาม ส่วนของกิจกรรมการเกษตร ปลูกพืชสมุนไพร และพืชสวน ไว้บริโภคในครัวเรือน ได้แก่ มะระ ถั่วฝักยาว ขิง ข่า ตะไคร้ พริก กล้วย มะละกอ มะรุม มะกรูด ขี้เหล็ก มะนาว ส้ม ดอกหน้าวัว

จากการวางแผนการผลิต และมีการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทำให้ลุงเอนกสามารถสร้างรายได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี ทั้งรายได้รายวันจากการขายไข่ไก่ ยางพารา รายได้รายสัปดาห์จากปาล์มน้ำมัน และรายได้รายเดือนจากการขายปลาดุกและมูลไก่ สุดท้ายรายได้ตามฤดูกาลจากไม้ผล

“จะเห็นว่าทุกกิจกรรมที่ผมทำนั้นจะเอื้อกัน ไม่เป็นเชิงเดี่ยว เกษตรกรส่วนใหญ่จะเสียเวลากับการทำเกษตรเชิงเดี่ยว โดยถ้าเลี้ยงปลาดุกก็จะปลาดุกอย่างเดียว หรือปลูกปาล์มน้ำมันอย่างเดียว รูปแบบดังกล่าวนั้นเป็นการทำให้สูญเสียในอนาคตอย่างมาก ทำให้เกษตรกรล้มลุกคลุกคลานอยู่ไม่ได้ แต่ที่ผมอยู่ได้ทุกวันนี้ เพราะผมมีอย่างอื่นมาเสริม ยางพาราช่วงนี้ราคาตก ผมมีรายได้จากไก่ไข่ จากปลามาเสริม ทุกอย่างหลากหลาย ทำให้เราลดความเสี่ยงลงได้” ลุงเอนกกล่าว

ขี้ไก่ไข่ ขุมทองในสวน

หนึ่งในกิจกรรมสร้างรายได้ที่น่าสนใจของลุงเอนก นั่นคือ การเลี้ยงไก่ไข่ โดยปัจจุบันมีไก่ไข่เลี้ยงกว่า 40,000 ตัว มีไข่ส่งจำหน่ายวันละไม่ต่ำกว่า 30,000 ฟอง

การเลี้ยงไก่ไข่ของลุงเอนกจะอยู่ในลักษณะคอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่งกับบริษัทเอกชน โดยจะมีการซื้อสายพันธุ์และอาหารจากบริษัท และผลผลิตไข่ไก่ที่ได้จะจำหน่ายคืนให้กับทางบริษัท ราคาเฉลี่ยในวันนี้อยู่ที่ ใบละ 2.70 บาท

“ถามว่า ระบบการทำคอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่งแบบนี้ดีหรือไม่ ในมุมมองของผมแล้วเห็นว่าไม่ดี แต่ที่เราต้องทำเพราะไม่มีทางเลือก แต่สิ่งหนึ่งที่เกษตรกรสามารถทำได้คือ ต้องสร้างความหลากหลายในการประกอบอาชีพของตนเอง เพื่อให้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต หากไม่ต้องการอยู่กับบริษัท”

ส่วนรูปแบบการเลี้ยง ลุงเอนกบอกว่า จะเลี้ยงในโรงเรือนระบบอีแว้ปทั้งหมด

“สิ่งที่สำคัญในการเลี้ยงไก่ไข่คือ การป้องกันโรคเป็นอันดับหนึ่งที่ต้องใส่ใจ นอกจากการทำวัคซีนป้องกันโรคตามโปรแกรมอย่างเคร่งครัดแล้ว ผมจะเริ่มควบคุมตั้งแต่การเข้าฟาร์ม ซึ่งต้องผ่านระบบการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อ อาหารที่ใช้เลี้ยงต้องมีคุณภาพ รวมถึงอากาศที่จะเข้าไปในโรงเรือนต้องมีอย่างเพียงพอ ถ้าไม่เพียงพอไก่ไข่จะน็อก ทำให้ไข่น้อย ต้องทำเปอร์เซ็นต์ไข่ก็ต้องได้มาตรฐาน ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ตามอายุการให้ไข่ตลอดทั้งรุ่น เพราะอันนี้คือกำไร”

แต่รายได้ที่มาจากการเลี้ยงไก่ไข่ ไม่ใช่เพียงแต่ไข่ไก่อย่างเดียว แต่ยังมาจากขี้ไก่อันเป็นผลพลอยได้จากการทำฟาร์ม ถือเป็นอีกหนึ่งรายได้ที่น่าสนใจ เพราะเป็นการใช้ของเสียที่เกิดขึ้นในฟาร์มมาทำให้เกิดประโยชน์

โดยลุงเอนกจะมีการเก็บขี้ไก่ออกจากโรงเรือนที่เลี้ยง แล้วนำมาตากในที่ร่มให้แห้ง ก่อนบรรจุถุง เพื่อนำไปใช้หรือจำหน่าย

“ขี้ไก่จะแบ่งเป็น 2 ส่วน หนึ่ง จำหน่ายให้กับเกษตรกรชาวสวนโดยรอบ สอง ใช้เองภายในสวน เฉพาะที่ผมใช้เองเป็นปุ๋ยชั้นดีให้ต้นไม้ที่ปลูก และใช้เป็นตัวช่วยปรับสภาพน้ำในบ่อเลี้ยงปลา ปีหนึ่งสามารถประหยัดต้นทุนค่าปุ๋ยได้ประมาณ 120,000 บาท”

“ส่วนที่ผมขายให้กับเพื่อนเกษตรกรทั่วไป รายได้จากขี้ไก่เดือนหนึ่งประมาณ 50,000-70,000 บาท”

“ขี้ไก่สำหรับผมแล้วเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มาก อย่างการเลี้ยงปลาของผม ขี้ไก่นับเป็นสิ่งสำคัญ เพราะช่วยทำให้ผมสามารถเลี้ยงปลาได้ เหตุผลคือ เพราะน้ำในเขตนี้จะมีลักษณะเป็นกรด ไม่สามารถเอามาเลี้ยงปลาได้โดยตรง ถ้าจะให้เลี้ยงได้ต้องมีการปรับสภาพน้ำ ให้มีค่า pH อยู่ที่ 7”

ปรับสภาพน้ำด้วยขี้ไก่

วิธีการปรับสภาพน้ำด้วยขี้ไก่ ลุงเอนกอธิบายให้ฟังว่า โดยบ่อขนาด 1 ไร่ จะใช้ขี้ไก่ที่บรรจุกระสอบประมาณ 25 กิโลกรัม จำนวน 30 กระสอบ ใส่ลงไปในบ่อเลี้ยงหลังจากที่ปล่อยน้ำเข้าแล้ว หลังจากใส่ขี้ไก่ไปประมาณ 7 วัน จะได้น้ำในบ่อที่มีคุณภาพน้ำเหมาะสมต่อการเลี้ยงปลา

“สังเกตง่ายๆ คือ ให้ดูว่ามีลูกอ๊อด ลูกน้ำเกิดขึ้นในบ่อหรือยัง ถ้ามีเกิดขึ้นแล้วถือว่าสุดยอด ปล่อยปลาลงเลี้ยงได้เลย และในช่วง 3 วันแรก ที่ปล่อยลูกปลาลงเลี้ยง ไม่ต้องให้อาหาร เพราะลูกปลาจะกินลูกอ๊อด ลูกน้ำที่เกิดขึ้นในบ่อ ทำให้สามารถลดต้นทุนค่าอาหารลงได้อีก” ลุงเอนกกล่าว

ลุงเอนกบอกว่า วิธีการปรับสภาพน้ำแบบนี้สามารถใช้กับการเลี้ยงปลาได้ทุกชนิด

“จากนั้นต้องใส่ขี้ไก่อีกหรือไม่ ตรงนี้ขอให้พิจารณาจากสีของน้ำ ถ้า pH น้ำดี สมดุลจะเกิด โดยน้ำจะออกสีน้ำตาลแดงเรื่อๆ กึ่งเขียว อันนี้แสดงว่าดี แต่ถ้าพบว่าน้ำในบ่อเลี้ยงมีลักษณะใส แสดงว่าน้ำไม่ดี ต้องมีการปรับสภาพด้วยการใส่ขี้ไก่ลงไป”

นอกจากนี้ ลุงเอนกยังบอกอีกว่า ตามธรรมชาตินั้น ลูกปลาต้องการความอบอุ่น ซึ่งขี้ไก่นั้นมีคุณสมบัติที่ดีอีกประการคือ ช่วยสร้างแก๊สที่ทำให้ลูกปลาอบอุ่นด้วย

“สำหรับการเลี้ยงลูกปลาของผมในช่วงแรกนั้น จะปล่อยน้ำลงให้เต็มที่ แล้วหยุด จะไม่มีการปล่อยน้ำเข้าอีก เมื่อใส่ขี้ไก่ปรับสภาพและปล่อยลูกปลาลงไป จะปล่อยไว้อย่างนั้น แต่ถ้าพบว่าน้ำมีลักษณะใส ซึ่งไม่ดี จะใส่ขี้ไก่ลงไปปรับสภาพ ทำอย่างนี้เรื่อยๆ จนเห็นว่าลูกปลาแข็งแรงดีแล้ว แล้วค่อยๆ เปิดน้ำเข้าตามที่ต้องการ ซึ่งการทำอย่างนี้จะมีผลทำให้ปลาเจริญเติบโตเร็วด้วย”

นอกจากนี้ รายได้เสริมอีกประการที่ได้จากการเลี้ยงไก่ไข่คือ แม่ไก่ปลดระวาง หลังจากที่แม่ไก่ให้ไข่ลดลงมา จนเหลือ 80 เปอร์เซ็นต์ ลุงเอนกจะปลดระวางแม่ไก่ไข่ออก โดยสามารถจำหน่ายได้ราคากิโลกรัมละ 27 บาท

แนวคิดการใช้ประโยชน์จากของเสียที่เกิดขึ้นในกิจกรรมการเกษตรของตนเอง เช่น ลุงเอนก จิวะรัตน์ นับเป็นอีกหนึ่งความน่าสนใจที่สามารถนำไปปรับใช้ เพื่อสร้างรายได้ให้กับการประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน?

เร่งปลดล็อกหนี้ในกองทุนฟื้นฟูฯ

นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับสมัชชาเกษตรกรรายย่อยเพื่อชี้แจงปัญหาและแนวทางแก้ไขการดำเนินงานของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ว่าที่ประชุมได้มีการหารือถึงแนวทางในการเร่งรัดการให้ได้มาซึ่งคณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูฯ ที่หมดวาระไปและยังไม่มีการเลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ ทำให้เกษตรกรซึ่งเป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ ได้รับความเดือดร้อนจากเกษตรกรที่เป็นสมาชิกกองทุนฯ มีปัญหาหนี้สินถูกเพิกเฉย ไม่สามารถจัดการหนี้ได้ ดังนั้น ในช่วงที่ไม่สามารถดำเนินการเลือกตั้งคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ เข้ามาบริหารจัดการหนี้ได้ จะนำเรื่องนี้เข้าหารือในระดับนโยบาย เพื่อหาข้อสรุปถึงแนวทางในการแก้ไขกฎหมายตัวบทเฉพาะกาลในการได้มาของคณะกรรมการกองทุนฯ ที่จะเป็นการคัดเลือกคณะกรรมการเป็นการชั่วคราว หรือการให้คณะกรรมการชุดเดิมเข้ามาดำเนินการต่อ ทั้งนี้ เพื่อให้กระบวนการซื้อหนี้เข้ากองทุนฯ สามารถดำเนินการต่อไปได้โดยเร็ว

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะประสานกับสมาคมธนาคารไทย เพื่อหารือในการขอยืดระยะเวลาผ่อนผันหนี้สินที่เป็น NPL ออกไปก่อน จนกว่าจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการกองทุนฯ แล้วเสร็จ เพื่อลดปัญหาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรด้วย

นายปีติพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะและข้อร้องเรียนความเดือดร้อนของเกษตรกรจากฝ่ายต่างๆ ซึ่งมาตรการที่จะออกมาเพื่อแก้ไขปัญหานั้นจะต้องไม่ส่งผลกระทบกับเกษตรกรผู้ปลูก โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย เช่น กรณีการแก้ไขปัญหายางพารา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็พร้อมรับข้อเสนอจากเวทีรับฟังความคิดเห็นการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำที่สภาเกษตรกรแห่งชาติจัดขึ้น มาพิจารณาเพื่อหาทางออกในการแก้ไขปัญหา ซึ่งคาดว่ามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางน่าจะมีความชัดเจนภายในสัปดาห์หน้า

 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 5,712 other followers

%d bloggers like this: