ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

วิสาหกิจชุมชนชัยนาม ผลิตมะม่วงแบบมืออาชีพ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05047150258&srcday=2015-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 593

เทคโนโลยีการเกษตร

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

วิสาหกิจชุมชนชัยนาม ผลิตมะม่วงแบบมืออาชีพ

ใครๆ ก็รู้ว่า จังหวัดพิษณุโลก เป็นแหล่งผลิตมะม่วงที่ใหญ่ที่สุดของภาคเหนือ และเป็นหนึ่งในทำเลทองของการปลูกมะม่วงส่งออกที่สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ ไม่ต่ำกว่าปีละ 1,000 ล้านบาท ปัจจุบัน แหล่งปลูกมะม่วงที่สำคัญของจังหวัดพิษณุโลกกระจายอยู่ในพื้นที่อำเภอวังทอง เนินมะปราง และวัดโบสถ์ มีเนื้อที่ปลูกมะม่วงไม่ต่ำกว่า 62,030 ไร่ สามารถผลิตมะม่วงได้มากกว่าปีละ 44,000 ตัน ส่วนใหญ่เป็นมะม่วงกินสุกที่นิยมในตลาดส่งออก เช่น น้ำดอกไม้สีทอง น้ำดอกไม้ เบอร์ 4 โชคอนันต์ รวมทั้งมะม่วงกินดิบ เช่น เขียวเสวย ฟ้าลั่น เพชรบ้านลาด ฯลฯ

สร้างชุมชนสวนมะม่วง

ที่เข้มแข็งในจังหวัดพิษณุโลก

ปัจจุบัน กลุ่มผู้ปลูกมะม่วงของจังหวัดพิษณุโลกจำนวนมากได้ร่วมมือร่วมใจ ภายใต้ชื่อ “กลุ่มวิสาหกิจชุมชน” เพื่อพัฒนาการผลิตและการส่งออกมะม่วง ทุกวันนี้พวกเขาเชื่อมโยงเครือข่ายทางธุรกิจกับบริษัทผู้รับซื้อโดยตรง ทำให้สามารถกำหนดราคาซื้อขายได้อย่างยุติธรรม เป็นที่พึงพอใจของทุกฝ่าย สำหรับวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกมะม่วงที่มีชื่อเสียงเป็นรู้จักกันดี ได้แก่

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนปรับปรุงคุณภาพมะม่วงส่งออกตำบลพันชาลี หมู่ที่ 16 ตำบลพันชาลี อำเภอวังทอง ที่มีเนื้อที่ปลูกมะม่วงรวมกันกว่า 2,500 ไร่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกมะม่วงส่งออกบ้านหนองหิน หมู่ที่ 11 ตำบลพันชาลี อำเภอวังทอง มีพื้นที่ปลูกกว่า 3,500 ไร่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนส่งเสริมปรับปรุงคุณภาพมะม่วงส่งออกบ้านหนองไม้ยางดำ หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านน้อยซุ้มขี้เหล็ก อำเภอเนินมะปราง มีพื้นที่ปลูก 1,500 ไร่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มปลูกไม้ผลตำบลหินลาด หมู่ที่ 7 ตำบลหินลาด อำเภอวัดโบสถ์ มีพื้นที่ปลูก 1,000 ไร่ ชมรมผู้ปลูกมะม่วงอำเภอเนินมะปราง หมู่ที่ 4 ตำบลเนินมะปราง อำเภอเนินมะปราง มีพื้นที่ปลูก 2,500 ไร่

คุณบัญญัติ ชาญฟั่น ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกมะม่วงส่งออกบ้านหนองหิน หมู่ที่ 11 ตำบลพันชาลี อำเภอวังทอง โทร. (089) 532-2255 เล่าให้ฟังว่า แต่เดิมเกษตรกรปลูกพืชล้มลุก เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง อ้อย แต่ราคาไม่แน่นอน ในปี 2544 เกษตรกรเริ่มหันมาปลูกมะม่วงกันและขายได้ราคา ทางสำนักงานเกษตรอำเภอวังทองได้ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่ม ในชื่อ “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกมะม่วงส่งออกบ้านหนองหิน” โดยถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตควบคู่ไปกับการปรับปรุงพัฒนาคุณภาพ พร้อมกับสนับสนุนการรวมกลุ่มเพื่อสร้างความเข้มแข็งและประสานงานกับผู้ส่งออก

ทางกลุ่มมีพื้นที่ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองส่งออกมากกว่า 3,800 ไร่ ในปี 2550-2552 สามารถส่งออกได้ปีละ 1,200 ตัน ปัจจุบัน มีผลผลิตส่งออกมากกว่า 3,000 ตัน ด้านการดำเนินงาน มีคณะกรรมการด้านการควบคุมการผลิตการตลาดและกองทุน สมาชิกมีการฝากออมทรัพย์อย่างต่อเนื่องทุกคน มีบริการให้สมาชิกกู้ยืมเงิน จัดประชุมเป็นประจําเดือน วันที่ 10 ของทุกเดือน

นอกจากนี้ ทางกลุ่มยังได้สร้างเครือข่ายกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกมะม่วงเพื่อการส่งออก 1. กลุ่มไม้ผลตําบลหินลาด อําเภอวัดโบสถ์ 2. กลุ่มผู้ปลูกมะม่วงบ้านหนองปรือ ตำบลบ้านกลาง อำเภอวังทอง 3. กลุ่มผู้ปลูกมะม่วงบ้านแก่งโสภา ตำบลแก่งโสภา อำเภอวังทอง 4. กลุ่มผู้ปลูกมะม่วงบ้านชัยนาม ตำบลชัยนาม อำเภอวังทอง ปีที่ผ่านมา สามารถรวบรวมมะม่วงส่งออก เป็นมูลค่ากว่า 200 ล้านบาท

วิสาหกิจชุมชน

กลุ่มมะม่วงส่งออก

ตำบลชัยนาม

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2557 กลุ่มผู้ปลูกมะม่วงบ้านชัยนาม ได้ยกฐานะเป็น “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มมะม่วงส่งออกตำบลชัยนาม” ตั้งอยู่ เลขที่ 205 หมู่ที่ 9 ตำบลชัยนาม อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก โทร. (086) 201-7269 หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องได้เข้ามาช่วยเพิ่มศักยภาพกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ได้แก่ การจัดทําระบบบัญชีกลุ่มวิสาหกิจชุมชน การจัดทําระบบควบคุมสินค้า ให้มีความถูกต้องและสมบูรณ์ การจัดทําฐานข้อมูล ทะเบียนการปลูกมะม่วง การจัดทําระบบบัญชีกลุ่ม บัญชีครัวเรือนให้ถูกต้อง รวมทั้งความรู้ด้านการตลาดและการส่งออก ฯลฯ

คุณบัญญัติ บอกว่า ปัจจุบัน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกมะม่วงส่งออกบ้านหนองหิน ทำหน้าที่เสมือนโบรกเกอร์ รวบรวมผลผลิตส่งขายให้แก่บริษัทผู้ส่งออกหลายราย ทุกวันนี้ความต้องการสินค้าแต่ละตลาดไม่เหมือนกัน สินค้าเกรดเอ ชาวสวนขายได้กิโลกรัมละ 100 กว่าบาท เป็นที่ต้องการของตลาดเกาหลี ที่นิยมมะม่วงผิวสวยไซซ์ใหญ่ ขณะที่ตลาดรัสเซียต้องการบริโภคมะม่วงไซซ์เล็ก ส่วนมะม่วงเกรดรอง ส่งออกไปขายตลาดสิงคโปร์

สำหรับวิสาหกิจชุมชนกลุ่มมะม่วงส่งออกตำบลชัยนาม นับเป็นเครือข่าย อันดับที่ 4 ในการรวบรวมมะม่วงส่งออกของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกมะม่วงส่งออกบ้านหนองหิน สินค้าหลักของชุมชนแห่งนี้คือ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองและมะม่วงน้ำดอกไม้ เบอร์ 4 ซึ่งตลาดส่งออกมีความต้องการเป็นจำนวนมาก เพราะมะม่วงชนิดนี้ได้เปรียบคู่แข่งขันในเรื่องรสชาติความอร่อย แถมราคาก็โดดเด่นกว่าคู่แข่งขันในตลาดเดียวกัน

เมื่อก่อนตลาดลูกค้าหลักคือ ญี่ปุ่น ระยะหลังมีการขยายตลาดใหม่ๆ ซึ่งผู้ซื้อต่างประเทศได้ให้การยอมรับสินค้ามะม่วงไทยมากขึ้น เช่น เกาหลี และประเทศในกลุ่มยุโรป ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงมีรายได้ที่ดีขึ้น รวมทั้งขายสินค้าได้ในราคาที่สูงขึ้น ราคาสินค้ามะม่วงน้ำดอกไม้ เมื่อช่วงเดือนตุลาคม 2557 อยู่ที่กิโลกรัมละ 135 บาท เดือนมกราคม 2558 ราคามะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง อยู่ที่กิโลกรัมละ 105 บาท หากหน่วยงานภาครัฐจะเข้ามาส่งเสริมเรื่องการปลูกมะม่วงในแหล่งอื่นๆ ก็ควรเน้นปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง โดยไม่ต้องห่วงว่าจะเกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาด เนื่องจากมะม่วงที่ปลูกอยู่ทั่วประเทศจะมีผลผลิตเข้าสู่ตลาดไม่พร้อมกัน ในแต่ละปีแหล่งปลูกมะม่วงในโซนภาคใต้จะเก็บเกี่ยวได้เป็นที่แรก หลังจากนั้นแต่ละพื้นที่จะทยอยเก็บผลผลิตไปเรื่อยๆ ก่อนไปสิ้นสุดที่จังหวัดเชียงใหม่ เป็นแหล่งสุดท้าย

สำหรับพื้นที่แห่งนี้สามารถเก็บผลผลิตได้เป็น 3 ครั้ง คือ ฤดูมะม่วง เริ่มเดือนมีนาคม-เมษายน โดยทั่วไปมะม่วงนอกฤดูของประจวบคีรีขันธ์จะเข้าสู่ตลาดเป็นแห่งแรก ตามด้วยจังหวัดพิษณุโลกเป็นอันดับสอง แต่เนื่องจากจังหวัดพิษณุโลกได้เปรียบในเรื่องสภาพภูมิอากาศ ที่นี่จึงสามารถผลิตมะม่วงนอกฤดูได้ต่อเนื่องถึง 6 เดือนเต็ม โดยเริ่มเก็บผลผลิตตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป ขณะที่พื้นที่อื่นๆ เช่น เชียงใหม่ ประจวบคีรีขันธ์ เก็บเกี่ยวมะม่วงนอกฤดูได้เพียง 2 เดือน เท่านั้น

เทคนิคการจัดการ

สวนมะม่วงส่งออก

ภายหลังการเก็บเกี่ยว เกษตรกรจะตัดแต่งกิ่ง ให้น้ำและปุ๋ย สูตร 15-15-15 ประมาณ 10-15 วัน เริ่มแทงช่อใบและนับออกไปอีกประมาณ 20 วัน จะเป็นใบเพสลาด เป็นช่วงที่เหมาะสมในการราดสารแพคโคลบิวทราโซลเพื่อกระตุ้นการออกดอก พร้อมกับให้ปุ๋ยทางใบช่วยดึงช่อดอก และต้องคอยระวังปัญหาเพลี้ยไฟ โรคและแมลงศัตรูมะม่วง

เมื่อผลมะม่วงมีขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว ต้องให้อาหารเสริม ประเภทแคลเซียม โพแทสเซียม สังกะสี สาหร่าย ฯลฯ เมื่อมะม่วงติดผล ขนาดไข่ไก่ หรือประมาณ 10-15 เซนติเมตร ก็จะห่อผลด้วยถุงคาร์บอน เพื่อป้องกันโรคแมลงและให้ผิวมะม่วงสีสวย หลังจากนั้น 40-45 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตมะม่วงจำหน่ายสู่ตลาด

คุณภาพผลผลิตที่ดี ต้องเริ่มจากการจัดการแปลงปลูกอย่างเหมาะสม จากที่เคยไปดูงานสวนมะม่วงในหลายพื้นที่ กล่าวได้ว่า แหล่งปลูกมะม่วงของที่นี่มีการดูแลจัดการที่ดีมาก เพราะเกษตรกรดูแลกำจัดวัชพืชอย่างสม่ำเสมอ ทำให้สภาพพื้นดินค่อนข้างโล่งเตียน ลดการสะสมของโรคพืชและแมลง จัดการแปลงได้ง่ายและมีต้นทุนต่ำ เพราะประหยัดค่าสารเคมี

คุณบัญญัติ บอกว่า ประมาณเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ต้นมะม่วงที่ปลูกในย่านนี้จะเริ่มแตกกิ่งและผลิใบสม่ำเสมอ หากดูแลจัดการให้สภาพต้นโปร่ง สมบูรณ์พร้อมและสภาพอากาศถ่ายเทดี การทำมะม่วงนอกฤดูไม่ใช่เรื่องยาก แค่เกษตรกรมีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับการใช้สารเคมีที่จะช่วยบังคับให้ต้นมะม่วงออกช่อได้ โดยทั่วไป การผลิตมะม่วงนอกฤดูสามารถฝืนธรรมชาติได้ไม่เกิน 20% แม้สมาชิกวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้ไม่ได้ปลูกในลักษณะสวนเกษตรอินทรีย์ แต่พวกเขาก็ใช้สารเคมีตามมาตรฐานข้อกำหนดของประเทศผู้นำเข้าแต่ละราย ยกตัวอย่าง เช่น สินค้ามะม่วงที่นำเข้าประเทศญี่ปุ่น จะต้องมีสารไซเปอร์ตกค้างได้ไม่เกิน 0.01 พีพีเอ็ม เป็นต้น

ปัญหาภัยธรรมชาติ

เป็นอุปสรรคสำคัญ

การส่งออกมะม่วงในปัจจุบัน มีปัญหาอุปสรรคจากภัยธรรมชาติที่ไม่สามารถควบคุมได้ อย่างไรก็ตาม เกษตรกรก็พยายามดูแลป้องกันโดยติดตามสถานการณ์จากกรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อวางแผนจัดการผลผลิตอย่างเหมาะสม เพื่อลดความสูญเสียให้น้อยที่สุด

ระหว่างที่เดินชมสวนมะม่วง สังเกตเห็นมะม่วงหลายต้นที่มีปัญหาโรคผลแก้วหรือผลกะเทยบริเวณปลายๆ ช่อมะม่วง จุดเด่นที่สังเกตได้ง่ายของมะม่วงกะเทยก็คือ ผลมีร่องอกและแคระแกร็น ไม่โต บางครั้งอาจจะเหลืองร่วงตั้งแต่ยังเล็ก หรือถ้าโตขึ้นมาได้ขนาดก็จะไม่เกินครึ่งของผลปกติ และมักจะแตกง่าย สาเหตุหลักส่วนใหญ่เกิดจากดอกบานในช่วงสภาพอากาศไม่เหมาะสม เช่น อากาศหนาวหรือร้อนจนเกินไป มีฝนตก หรือสภาพอากาศแห้งเกินไป ทำให้การผสมเกสรไม่สมบูรณ์ ทำให้การสร้างเมล็ดไม่สมบูรณ์ เมล็ดจะไม่เต็มทรง ผลไม่โต และร่วงหล่นในที่สุด เกษตรกรไม่อยากเจอมะม่วงผลกะเทย แต่ผู้บริโภคจำนวนมากโดยเฉพาะตลาดพม่า กลับชอบมะม่วงชนิดนี้เนื่องจากมีผลขนาดเล็ก เนื้อกรอบ รสเปรี้ยวน้อยกว่ามะม่วงเบา

กรกฎาคม 15, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ตำรวจ-ชาวบ้าน เมืองชัยภูมิ สนองพระราชเสาวนีย์ หนุนสร้างภูมิปัญญาด้านหม่อนไหมในชุมชน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05051150258&srcday=2015-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 593

เทคโนโลยีการเกษตร

ตำรวจ-ชาวบ้าน เมืองชัยภูมิ สนองพระราชเสาวนีย์ หนุนสร้างภูมิปัญญาด้านหม่อนไหมในชุมชน

“การเลี้ยงไหม นอกจากจะเป็นการเสริมรายได้แก่เกษตรกรแล้ว ยังเป็นวัฒนธรรมอันเก่าแก่และดีงามของชาติไทยที่สืบต่อกันมานานอีกด้วย ไม่ว่าเศรษฐกิจของประเทศจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร การพัฒนาการเลี้ยงไหมก็ต้องดำเนินต่อไป”

จากพระราชดำรัสในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ได้พระราชทาน เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2542 ณ โครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริ บ้านแม่ตุงติง ตำบลแม่สาบ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ จากแนวพระราชดำริดังกล่าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับสนองพระราชดำริ ด้วยการหันมารณรงค์ ส่งเสริมการอนุรักษ์และพัฒนางานด้านหม่อนไหมเป็นนโยบายสำคัญ ภายใต้การดำเนินงานของกรมหม่อนไหม ในการขับเคลื่อนงานด้านหม่อนไหม ภูมิปัญญาไทยที่เป็นเอกลักษณ์อันทรงคุณค่าให้ดำรงคงอยู่คู่แผ่นดินไทยตามพระราชดำริของพระองค์

ตลอดจนขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านต่างๆ ได้แก่ งานวิจัย งานส่งเสริม งานรักษ์คุ้มครอง รวมทั้งธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับหม่อนไหมอย่างครบวงจร ให้เกิดประโยชน์ต่อวงการหม่อนไหม ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนสืบสาน จรรโลง สร้างภาพลักษณ์ของไหมไทยอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งภารกิจทั้งมวลล้วนเป็นไปเพื่อสร้างความเข้มแข็งและมั่นคงในอาชีพเลี้ยงหม่อนไหม

ล่าสุด กรมหม่อนไหม ได้จัดตั้งโครงการศูนย์เรียนรู้เชิงอนุรักษ์ด้านหม่อนไหม ไม้ย้อมสี และผ้าไหม จังหวัดชัยภูมิขึ้น เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านหม่อนไหม และแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้านหม่อนไหมครบวงจร เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ สร้างความรู้ ความเข้าใจ ด้านหม่อนไหมและองค์ความรู้ภูมิปัญญาเกี่ยวกับหม่อนไหมให้แก่ประชาชนทั่วไป นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป ให้มีความรู้และตระหนักในคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับหม่อนไหมมากขึ้น ตลอดจนสามารถอนุรักษ์และถ่ายทอดภูมิปัญญาด้านหม่อนไหมและเกษตรกรสามารถใช้เป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อพัฒนาการประกอบอาชีพด้านหม่อนไหม

คุณดิเรก สังข์ศร ผู้อำนวยการศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (ชัยภูมิ) กล่าวว่า ศูนย์เรียนรู้เชิงอนุรักษ์ด้านหม่อนไหม ไม้ย้อมสี และผ้าไหมจังหวัดชัยภูมิ นับเป็น 1 ในจำนวน 10 แห่ง ที่กรมหม่อนไหม ได้จัดตั้งขึ้น ภายในศูนย์ประกอบด้วย ฐานเรียนรู้เรื่องการเลี้ยงไหม จะเป็นการสาธิตกระบวนการเลี้ยงไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้าน ฐานเรียนรู้เรื่องการสาวไหม มีการสาธิตการสาวไหมแบบพื้นบ้าน จัดแสดงการเลี้ยงไหมทั้งไหมกินใบหม่อนและไหมป่าอีรี่ โดยจะมีการตัดแต่งแปลงหม่อนเดิม จำนวน 16 แถว เพื่อจัดแสดงการตัดต่ำ ตัดกลาง ตัดแขนง และ 2 อย่าง อย่างละ 4 แถว จัดระบบการให้น้ำแบบสปริงเกลอร์ เพื่อใช้เป็นแปลงสาธิตให้แก่เกษตรกรนำไปใช้ประโยชน์และให้ความรู้แก่ประชาชนทั่วไป

นอกจากนี้ ยังมีขุดสาธิตแปลงหม่อนพันธุ์ต่างๆ โดยรวบรวมพันธุ์หม่อนชนิดต่างๆ พร้อมติดป้ายให้ความรู้เกี่ยวกับลักษณะทางพฤษศาสตร์ ลักษณะเด่นของแต่ละพันธุ์ ยังมีจุดสาธิตการสาวไหม จุดสาธิตการฟอกย้อมเส้นไหมด้วยวัสดุธรรมชาติ ที่สำคัญมีจุดเรียนรู้โครงการตรานกยูงพระราชทาน

จากจุดดังกล่าว ส่งผลไปยังเกษตรกรที่มีอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม โดยเกษตรกรเข้ามาฝึกอบรมและพัฒนาฝีมือในการจัดการกระบวนการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และการสาวไหมเป็นจำนวนมาก เพื่อให้เกษตรกรนำความรู้ไปพัฒนาคุณภาพ ผลิตลวดลายที่ทันสมัย และการอนุรักษ์อาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้สืบสานต่อไปยังลูกหลานในอนาคต

คุณดิเรก กล่าวด้วยว่า ขณะนี้พื้นที่แถบภาคอีสานหลายแห่งเริ่มเข้าสู่สภาวะแห้งแล้ง ขาดน้ำจนชาวบ้านบางรายไม่สามารถปลูกต้นหม่อน เพื่อเก็บใบไปเป็นอาหารเลี้ยงหนอนไหมได้ บางรายต้องไปหาซื้อกับเพื่อนบ้าน ส่งผลให้ใบหม่อนจากเดิม ราคา 5 บาท/กิโลกรัม ขยับเพิ่มมาในราคา 8-10 บาท/กิโลกรัม และปัญหานี้มักจะเกิดขึ้นซ้ำๆ เป็นประจำทุกปี เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ จึงรวบรวมพันธุ์หม่อน 50 สายพันธุ์ ปลูกทดลองในพื้นที่ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ซึ่งพันธุ์หลัก ได้แก่ ใบหม่อนพันธุ์คุณไพร ลักษณะเด่นจะแตกยอดไว, บุรีรัมย์ 60 ให้ผลผลิตสูง สามารถตัดแต่งกิ่ง 4 ครั้ง/ปี หากให้น้ำมาก จะแตกยอดไว ได้ผลผลิต 4,700 กิโลกรัม/ไร่, ใบหม่อนพันธุ์สกลนคร เป็นพันธุ์ทนแล้ง เนื้อใบหนา ร่วงช้า ซึ่งทั้ง 3 สายพันธุ์ สามารถนำไปปลูกได้ทุกสภาพอากาศ

ทั้งนี้ ในการปลูกใบหม่อน นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้ปลูกใบหม่อนพันธุ์เชียงใหม่ สายพันธุ์นี้ปลูกเพื่อเก็บผล นำมาแปรรูปทำแยม และน้ำพร้อมดื่ม ซึ่งขณะนี้ตลาดมีความต้องการสูง โดยเฉพาะในจังหวัดชัยภูมิ ชาวบ้านรวมทั้งนักท่องเที่ยวต่างนิยมบริโภคน้ำหม่อนกันมาก ทำให้ราคาลูกหม่อนขณะนี้อยู่ที่ 330 บาท/กิโลกรัม โดยหม่อนพันธุ์เชียงใหม่ แม้จะนำมาปลูกในภาคอีสาน แต่ก็ให้ผลผลิตมาก ไม่ต่างจากหม่อนปลูกในเชียงใหม่

คุณดิเรก กล่าวด้วยว่า ในการปลูกใบหม่อนขายเป็นอาชีพหนึ่งที่สามารถสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรได้ไม่น้อย เพราะแทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ไม่ต้องใช้ เพราะถ้าเอาไปเป็นอาหารเลี้ยงหนอนไหมจะตายได้ เกษตรกรทำแค่เพียงตัดแต่งกิ่ง ให้น้ำ ใส่ปุ๋ยคอกไม่ต้องมาก ซึ่งหากปลูกในพื้นที่ 1 ไร่ สามารถเก็บใบหม่อนขายสร้างรายได้ปีละ 40,000 บาท และยังสามารถเก็บลูกหม่อนขายได้อีก ปีละ 6,000 บาท ที่สำคัญยังเป็นอาชีพที่แทบไม่มีคู่แข่ง เพราะคนรุ่นนี้ไม่สนใจในอาชีพนี้ เกษตรกรท่านใดสนใจจะปลูก ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. (081) 048-5124 ในวันเวลาราชการ

พ.ต.ต. คเชน ชาครีย์รันต์ สารวัตรสถานีตำรวจช่องสามหมอ ตำบลศรีสำราญ อำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ นับเป็นอีกบุคคลหนึ่งที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมของคนในชุมชนชาวตำบลศรีสำราญ ส่วนตำรวจมีบทบาทในการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอย่างไร ลองมาฟังดู

พ.ต.ต. คเชน เล่าว่า เดิมทีไม่เคยรู้จักแปลงหม่อนว่าเป็นอย่างไร ก็เลยจุดประกายอยากรู้ขึ้นมา จากนั้นได้ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับหม่อนไหม จึงเห็นว่าน่าจะช่วยส่งเสริมชาวบ้านในชุมชนให้มีพื้นที่ปลูก มีอาชีพ พอดีโรงพักได้ย้ายที่ทำการใหม่ ทำให้โรงพักแห่งนี้เป็นที่รกร้างว่างเปล่า ไม่ได้ทำประโยชน์อะไร จึงมีแนวคิดที่จะสละพื้นที่ให้ชาวบ้านมาปลูกหม่อน ประจวบเหมาะกับทาง อบต. ศรีสำราญ และชาวบ้าน ได้เข้ามาพูดคุย เพื่อขอใช้พื้นที่ในการปลูกใบหม่อนเลี้ยงไหม เลยให้ตำรวจเข้ามาช่วยเหลือชาวบ้านในการเตรียมพื้นที่ปลูกหม่อน เพื่อนำไปเลี้ยงไหมตามพระราชเสาวนีย์ ในการสนับสนุนให้แม่บ้านที่ว่างจากการทำนามีอาชีพเสริม โดยปลูกใบหม่อน เอาตำรวจมาอยู่ เราต้องพาชาวบ้านเข้ามาอยู่ด้วย เพื่อให้เกิดความรัก ความสามัคคี และประการสำคัญเพื่อเป็นการตอบแทนคุณและสนองพระราชเสาวนีย์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ให้การสนับสุนนการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม

“จากนั้น สถานีตำรวจจึงให้ความร่วมมือกับทาง อบต. เข้ามาส่งเสริมในการปลูกใบหม่อนเพื่อนำไปเป็นอาหารให้ตัวไหม เพราะพื้นที่นั้นก็เป็นพื้นที่ของหลวงอยู่แล้ว หากไม่ทำประโยชน์ พื้นที่ก็จะสูญเปล่า คิดว่าอย่างน้อยให้ชาวบ้านเข้ามาทำประโยชน์พื้นที่จะเป็นการสนับสนุนให้แม่บ้านมีรายได้เสริม รวมทั้งประการสำคัญทำให้ชาวบ้านและตำรวจมีความรัก ความสามัคคีกันมากขึ้น เข้ามาเป็นเพื่อนกับตำรวจในพื้นที่เข้ามา” พ.ต.ต. คเชน กล่าว

ด้าน คุณบัวไข เติมศิลปะ อายุ 57 ปี ประธานกลุ่มผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ตำบลห้วยบง อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ เล่าว่า เกษตรกรยังได้รับสนองพระราชเสาวนีย์ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในการประกอบอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เพื่อให้แม่บ้านมีรายได้เสริมและเกิดความรักสามัคคีภายในครอบครัวไปยังชุมชน นอกจากนี้ เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมจะอนุรักษ์และรักษาอาชีพนี้ตราบจนชีวิตจะหาไม่ ถึงแม้ว่าพระองค์จะไม่เห็นวิถีการดำเนินชีวิตของเราก็ตาม แต่เรามุ่งมั่นที่จะอนุรักษ์อาชีพดังกล่าวไว้

“ตั้งปณิธานว่า จะรักษาและอนุรักษ์อาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เราจะพยายามปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้ได้คุณภาพ จะถ่ายทอดให้ลูกหลาน ตราบจนชีวิตจะหมดแรง” คุณบัวไข กล่าว

ด้าน คุณสำลี โยธาศิริ ประธานเครือข่ายหม่อนไหม บ้านสำราญ ตำบลศรีสำราญ อำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ เล่าอย่างภาคภูมิใจว่า รู้สึกภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นคนไทยที่มีในหลวงและพระราชินี ทรงพระกรุณาแก่ประชาชนชาวไทย ให้มีอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม แต่เราก็จะทำให้ดีที่สุดและอนุรักษ์อาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมตราบจนชั่วชีวิต และจะส่งเสริมให้ลูกหลานได้สืบสานอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และการทอผ้าให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

สำหรับสถานการณ์การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในจังหวัดชัยภูมิ ปัจจุบัน มีเกษตรกรเลี้ยงไหมรังขาว (พันธุ์ต่างประเทศ) ของ บริษัท จุลไหมไทย จำกัด มากกว่า 1,300 ราย จำนวนมากกว่าทุกจังหวัดในประเทศไทย รายได้ 25,000บาท/รุ่น ไหมรังเหลือง (พันธุ์ไทย) มากกว่า 5,000 ราย รายได้ 7,000 บาท/รุ่น เลี้ยง 6-8 รุ่น/ปี ปัจจุบันเกษตรกรเลี้ยงไหมเพื่อทอผ้าขายมากกว่าเพื่อการนุ่งห่ม และขายรังกับขายเส้น ดักแด้ มีร้านขายผ้าไหมเกือบทุกอำเภอ แต่ย่านการค้าใหญ่ อยู่ที่ อำเภอบ้านเขว้า มากกว่า 30 ร้านค้า

หารือพัฒนาการผลิตและการตลาดไหม

คุณอำนวย ปะติเส รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผย ภายหลังการประชุมหารือแนวทางพัฒนาการผลิตและการตลาดไหม ว่า กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายหลักในการทดแทนการนำเข้าด้วยสินค้าที่มีคุณภาพภายในประเทศ ซึ่งมีสินค้าที่สำคัญคือผลิตภัณฑ์ไหมของไทย ซึ่งจะต้องมีการพัฒนาคุณภาพและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไหม รวมถึงเกษตรกรและการเชื่อมโยงกับตลาดทั้งในและต่างประเทศ จึงได้หารือถึงปัญหาและอุปสรรค และแนวทางการแก้ปัญหา ร่วมกับเกษตรกรและผู้ประกอบการผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ได้แก่ กลุ่มผู้ประกอบการผ้าไหมและนำเข้าเส้นไหม กลุ่มผู้ประกอบการจำหน่ายผ้าไหม กลุ่มผู้ผลิตเส้นไหมอุตสาหกรรม กลุ่มผู้ผลิตเส้นไหมไทยลูกผสม และกลุ่มผู้ผลิตเส้นไหมไทยพื้นบ้าน โดยเสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และทบทวนยุทธศาสตร์ในการทำงาน

คุณอำนวย กล่าวต่อไปว่า ต้องมีพัฒนาการผลิตไหมให้เพียงพอต่อความต้องการทั้งภายในและต่างประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด รวมถึงการขยายยุทธศาสตร์ เพื่อให้สามารถเป็นผู้นำในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ได้ ซึ่งมีภาพรวมการส่งออกในระบบหม่อนไหมทั้งหมด ในปี 2557 มีมูลค่า 1,077,483,683 บาท เพิ่มขึ้นจากปี 2556 อยู่ 204,217,435 บาท หรือคิดเป็นร้อยละที่เพิ่มขึ้น 23.39 โดยใน ปี 2557 ผ้าไหม ซึ่งเป็นสินค้ากลางน้ำ มีมูลค่าการส่งออกสูงที่สุดที่ 496,499,291 บาท เพิ่มขึ้นจาก ปี 2556 ถึงร้อยละ 76.26 สำหรับสินค้าต้นน้ำ ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิต ได้แก่ รังไหม เส้นไหม ด้ายไหม มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ร้อยละ 3.80 และสินค้าปลายน้ำ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ไหม มีมูลค่าลดลง ร้อยละ 2.95 เมื่อเทียบปีต่อปี

ทั้งนี้ ปัจจุบันเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมีจำนวนทั้งสิ้น 117,196 ราย จำแนกออกเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงไหมหัตถกรรม 71,630 ราย คิดเป็น ร้อยละ 61 เกษตรกรผู้เลี้ยงไหมอุตสาหกรรม 2,552 ราย คิดเป็น ร้อยละ 2 เกษตรกรผู้ทอผ้าไหมและทำผลิตภัณฑ์จากผ้าไหม 42,108 ราย คิดเป็น ร้อยละ 36 และเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนผลสด 906 ราย คิดเป็น ร้อยละ 1 โดยมีพื้นที่ปลูกหม่อนทั่วประเทศอยู่ 56,221.5 ไร่ โดยกรมหม่อนไหมได้ให้บริการปัจจัยการผลิต (พันธุ์หม่อน-ไข่ไหม-ไม้ย้อมสี-วัสดุย้อมสี) แก่เกษตรกร โดยการดำเนินโครงการศูนย์อนุรักษ์พันธุ์หม่อนไหม ไม้ย้อมสี ผ้าไหม และภูมิปัญญาหม่อนไหม ตรวจสอบและบริหารการจัดการมาตรฐานเส้นไหม มกษ.8000-2555 การจัดทำระบบเชื้อพันธุกรรมไหม การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เชิงอนุรักษ์ด้านหม่อนไหม ไม้ย้อมสี และผ้าไหม การนำร่องระบบอัจฉริยะไหมไทย ตลอดจนบริการและติดตามผลต่อเนื่องการใช้เครื่องหมายรับรองผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย เพื่อส่งเสริมและพัฒนาการผลิตของเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมทั่วประเทศ

กรกฎาคม 15, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

พี่น้องสองตำบล+สาม… ชู “ไผ่ตงลืมแล้ง”สร้างรายได้หลัก

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05054150258&srcday=2015-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 593

เทคโนโลยีการเกษตร

ดี้ ภาวิณีย์

พี่น้องสองตำบล+สาม… ชู “ไผ่ตงลืมแล้ง”สร้างรายได้หลัก

“นครปฐม” เป็นอีกจังหวัดที่มีผู้คนประกอบอาชีพเกษตรกรรมกันเป็นจำนวนมาก และเมืองนี้ก็มีนโยบายจะทำเกษตรอินทรีย์กันทั้งเมือง โดยเริ่มกันที่อำเภอสามพรานเป็นจุดแรก ซึ่งในอำเภอนี้มีเกษตรกรเชี่ยวชาญเรื่องเกษตรอินทรีย์หลายราย

อีกจุดหนึ่งของนครปฐมที่เป็นแหล่งเรียนรู้ก็คือ ศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์พี่น้องสองตำบล+สาม…ตำบลทัพหลวง อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม ย่อมจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ร่มรื่นด้วยร่มเงาของไม้นานาชนิด ลมพัดเย็นสบาย บางช่วงจะได้ยินเสียงเสียดสีของกอไผ่ที่ปลูกเป็นแนวรายล้อมศูนย์แห่งนี้ อันเป็นบ้านพักของ คุณอรุณี พุทธรักษา วัย 40 ปี ซึ่งเธอมีหลายบทบาทหน้าที่ ทั้งเป็นเสาหลักของเครือข่ายพี่น้องสองตำบล+สาม…เป็นผู้ดูแลกองทุนสวัสดิการวันละบาท ตำบลทัพหลวง กองทุนกลุ่มปุ๋ย และกลุ่มสหข่ายชุมชนคนนครปฐม ฯลฯ

เรียกว่าเป็นผู้หญิงเก่งคนหนึ่งเลยทีเดียว ที่สำคัญเป็นแกนนำหลักให้กับเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ทั้งหลาย โดยเฉพาะสมาชิกเกือบ 20 ชีวิต ที่ส่งพืชผักผลไม้อินทรีย์ให้กับโรงแรมสามพราน ริเวอร์ไซด์

จาก เอ็นจีโอ

ผันมาทำงานเกษตร

ก่อนที่คุณอรุณีจะมาเป็นเกษตรกรเต็มตัว ในอดีตเธอเคยเป็น เอ็นจีโอ ทำงานพัฒนาชุมชนในย่านนี้ เพื่อให้ชาวบ้านพึ่งพาตัวเองได้ โดยเฉพาะวิธีการปลดหนี้ การออมทรัพย์ และส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ กระทั่งในปี 2549 ตัดสินใจมาปลูกพืชผักสวนครัวอินทรีย์อย่างจริงจัง หลังจากที่ได้ปลูกไว้บ้างช่วงที่ยังทำงาน เอ็นจีโอ อยู่ รวมทั้งได้เรียนรู้เรื่องการทำเกษตรอินทรีย์มาแล้ว ซึ่งได้พาชาวบ้านไปศึกษาดูงานตามสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะตามแหล่งที่ปราชญ์ชาวบ้านประสบความสำเร็จในการทำเกษตรอินทรีย์

ช่วงแรกการทำเกษตรในพื้นที่ 11 ไร่ ของคุณอรุณีนั้น ยังไม่ได้ขายให้กับทางโรงแรมสามพราน ริเวอร์ไซด์ แต่อย่างใด เธอใช้วิธีนำผักสวนครัว อย่าง คะน้า กวางตุ้ง และผักบุ้ง ใส่รถเก๋งไปขายแถวสนามจันทร์ ซึ่งเป็นแหล่งที่ผู้คนนิยมไปออกกำลังกายกัน บางครั้งก็สีข้าวที่ปลูกเองไปขาย รวมถึงไข่เป็ดที่เลี้ยงเองด้วย

นอกจากนี้ ในการประชุมสมาชิกแต่ละเดือนก็มีการนำผักผลไม้ที่ขายไม่หมดมาแลกเปลี่ยนกัน เหมือนกับการฝึกเรื่องการจัดการตลาด ซึ่งมีสมาชิก ประมาณ 40-50 คน เข้าร่วม จากเครือข่ายต่างๆ ที่คุณอรุณีรับผิดชอบเป็นแกนนำหลักอยู่หลายกลุ่ม แม้จะไม่ได้เป็น เอ็นจีโอ เหมือนแต่ก่อนแล้วก็ตาม

ต่อมา คุณอรุณี ได้รับการชักชวนจากรุ่นพี่คนหนึ่งเพื่อให้นำสินค้าเกษตรไปขายที่ตลาดสุขใจ ซึ่งทำให้การค้าขายพืชผักสวนครัวของเธอมีตลาดที่แน่นอน เพราะทางสามพราน ริเวอร์ไซด์ รับซื้อด้วย ขณะเดียวกันก็ต้องมีการบริหารจัดการที่ดี เนื่องจากมีสมาชิกในเครือข่ายพี่น้องสองตำบล+สาม เกือบ 20 คน ที่ต้องผลิตผักให้เพียงพอกับจำนวนที่ทางสามพราน ริเวอร์ไซด์ สั่งซื้อ

สินค้าเกษตรอินทรีย์ของกลุ่มพี่น้องสองตำบล+สาม นอกจากจะขายที่ตลาดสุขใจและส่งให้สามพราน ริเวอร์ไซด์แล้ว ยังไปขายที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ปฐมอโศก และที่โรงพยาบาลนครปฐมด้วย

คุณอรุณี ยอมรับว่าช่วงแรกการทำเกษตรอินทรีย์เหนื่อยและท้อ แต่เดี๋ยวนี้สบายแล้ว เพราะมีวิธีบริหารจัดการวางแผน ซึ่งการตลาดเป็นเรื่องสำคัญ ต้องมีตลาดเป็นของตัวเอง มีพื้นที่ขาย และประกาศตัวเองว่าเป็นเกษตรอินทรีย์ โดยสินค้าของกลุ่มจะมีฝากกันขายด้วย และจะต้องพยายามขายให้หมด จึงต้องบริหารจัดการให้ดี ถ้าของเหลือเจ้าของต้องได้เงินและส่งเงินเข้ากลุ่ม

เน้นปลูกผักให้มีความสุข

ในการส่งผักให้กับสามพราน ริเวอร์ไซด์นั้น คุณอรุณี แจงว่าส่วนใหญ่เป็นผักพื้นบ้านทั่วไป พวกผักคะน้า ผักกวางตุ้ง ซึ่งถ้าเป็นการผลิตที่ใช้ปุ๋ย ยา ต้นจะสวย แต่ของเกษตรกรอินทรีย์ ต้นจะเล็กมาก และทางกลุ่มได้คุยกับทางเชฟโรงแรมว่า จะเป็นผักตามฤดูกาล โดยต้องวางแผนจัดการทำตารางงานของการปลูกผักแต่ละชนิดเพื่อให้มีส่งโรงแรมตลอด ต้องมีการกำหนดเป้าหมายของการจัดการการปลูก และระยะเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตส่งโรงแรมให้ทันเวลา และสังเกตศัตรูพืชที่มารบกวน รวมถึงการแก้ไข ในเวลาเดียวกันการทำงานจะต้องทำแบบไม่เครียด และมีความสุข

วิธีการหนึ่งที่จะทำให้มีผักส่งสามพราน ริเวอร์ไซด์ ตามออเดอร์คือ แบ่งเกษตรกรเป็นกลุ่มเล็กๆ อย่างเช่น กลุ่มผักโขม กลุ่มผักคะน้า ผักกวางตุ้ง เพื่อให้มีผักส่งอย่างต่อเนื่อง

คุณอรุณี เล่าว่า การทำงานส่งผักให้โรงแรม แรกๆ มีปัญหา คือพนักงานไม่เข้าใจเหมือนผู้บริหาร ตัวเชฟเองตอนแรกยังติดกับผักในตลาด ยกหูสั่งปุ๊บได้มาปั๊บ แต่ถ้าสั่งมาทางกลุ่มไม่มีก็คือไม่มี จึงต้องไปสั่งตลาด เมื่อสั่งตลาดทาง คุณอรุษ นวราช เจ้าของโรงแรมสามพราน ริเวอร์ไซด์ มาดูบัญชีจัดซื้อว่า ทำไม จึงไปซื้อตลาด สุดท้าย ทั้งสองฝ่ายก็ต้องมีการปรับตัวเข้าหากัน โดยเฉพาะปัญหาเรื่องราคาผักอินทรีย์ ที่ราคาจะแพงกว่าผักในท้องตลาดเพราะผลิตยากกว่า

คุณอรุณี บอกด้วยว่า ในส่วนตัวเองก็ต้องปรับตัวเยอะเหมือนกัน เพราะเป็นคนกลาง เช่น ถ้าผักไม่ดี หรือน้ำหนักไม่ได้ ก็ต้องทำความเข้าใจกับสมาชิก บางครั้งเมื่อส่งผัก ทางสโตร์ของโรงแรมสามพราน ริเวอร์ไซด์ ชั่งน้ำหนักไม่ตรงกับการสั่ง ก็ต้องแก้บิล ภาระงานจึงตกอยู่กับตัวเอง ด้วยเหตุนี้จำเป็นต้องคุยกับทางกลุ่ม เช่น เรื่องการรดน้ำผัก กว่าจะถึงโรงแรมน้ำแห้ง น้ำหนักก็ลดลง แล้วผักเสีย เป็นปัญหาจุกจิก หรือบางครั้งส่งผักมาเกินออเดอร์ของโรงแรม

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้การส่งผักที่สามพราน ริเวอร์ไซด์ และขายที่ตลาดสุขใจอยู่ตัวแล้ว สมาชิกทุกคนต่างพอใจและมีความสุข เพราะได้ราคาดีกว่าท้องตลาดทั่วไป แต่สิ่งสำคัญคือต้องผลิตผักอินทรีย์อย่างมีคุณภาพทุกขั้นตอนการผลิต จนถึงการส่งให้สามพราน ริเวอร์ไซด์

คุณอรุณี แจงว่า เมื่อก่อนต่างคนต่างปลูก เมื่อเก็บผลผลิตจะชนกัน ทำให้ขายไม่ออก ดังนั้น จึงต้องทำแผนการปลูก และคงจะต้องปลูกเพิ่มขึ้น เพราะเมื่อก่อนต่างคนต่างปลูก เมื่อเก็บผลผลิตจะชนกันขายไม่ออก ประกอบกับทางสามพราน ริเวอร์ไซด์ มีคำสั่งซื้อในจำนวนมากขึ้น

แนะวิธีให้ออกหน่อทั้งปี

ทั้งนี้ ในการเก็บผัก ทางกลุ่มจะสกรีนผักกันเอง ไม่เกี่ยวกับทางโรงแรม ซึ่งการเก็บผักจะต้องมีวิธีการเก็บให้ดูสวยงามใหม่สด และมีการเรียนรู้จากคนเคยเก็บ บางคนเก็บผักไม่สวย เพราะไม่เคยเก็บและไม่รู้ มีวิธีเก็บ “อย่างการเก็บถั่วพู ถ้าเก็บไม่เป็นจะดำ เทคนิคการเก็บถั่วพูคือต้องชุบน้ำ แต่ต้องให้สะเด็ดน้ำก่อนและเอาใบตองรองถุง แล้วใส่ลงไป ใบตองห่อไว้ ไม่ต้องใส่ตู้เย็นผักจะยังสดอยู่ ถ้าเก็บในตู้เย็นเก็บไม่เป็นจะดำ ฉะนั้น การเก็บให้ดูสดต้องห่อด้วยใบตองหรือกระดาษ”

ในการขายผลผลิตเกษตรอินทรีย์ที่ตลาดสุขใจ ในวันเสาร์-อาทิตย์นั้น คุณอรุณี บอกว่า ขายดีบางช่วง บางจังหวะ เช่น หวยออกบ้าง แต่ถ้าเป็นช่วงเจ ขายไม่ดี เพราะคนไม่ทำกิน จะไปซื้อกิน ซึ่งผักที่ขายไม่แตกต่างจากขายที่โรงแรม ลูกค้าจะชอบผักกวางตุ้ง ผักคะน้า มีบางคนบ่นว่าแพง บางคนบอกว่าถูก แต่คนที่เคยซื้อผักอินทรีย์จะรู้ราคาสูง เพราะว่าทำยากมาก บางครั้งไปเดินตลาดผักเคมีแพงกว่าผักอินทรีย์อีก หรือตามตลาดนัด ผักแพงกว่า เช่น หน่อไม้ กิโลละ 50-60 แต่ของกลุ่มยืนพื้นอยู่ที่ กิโลกรัมละ 30 บาท ตลอด เพราะเป็นหน่อไม้ที่ปลูกเอง

อย่างที่เกริ่นไปแต่แรก ศูนย์แห่งนี้รายล้อมไปด้วยต้นไผ่ คุณอรุณีให้รายละเอียดเพิ่มว่า พืชหลักของสวนคือ ไผ่ตงลืมแล้ง คือช่วงที่ไม่มีฝน ถ้าให้น้ำจะออกตลอด ที่สวนมี 75 ต้น เป็นรายได้หลักของสวน จะมีการตัดแต่งต้น ทำให้มีผลผลิตตลอดเวลา ช่วงเสาร์-อาทิตย์หน้าแล้ง ขายได้วันละ 2,000-3,000 บาท

วิธีการตกแต่งไม่ยาก เป็นการควบคุมการแตกกอ ถ้ากอใหญ่หน่อจะเล็ก และมีพืชอื่นแซมบ้าง และจะมีการตอนกิ่งไผ่ขาย กิ่งละ 50 บาท ให้กับลูกค้าที่รู้จัก จะโทร.มาสั่ง บางครั้งขายเป็น 1,000 กิ่ง

ในเนื้อที่ 11 ไร่ ของคุณอรุณีนั้น ยังได้กันพื้นที่ 3 ไร่ ปลูกข้าวหอมนครชัยศรี อันเป็นข้าวพันธุ์ท้องถิ่นของนครปฐม ขณะที่ช่วงก่อนหน้านี้ปลูกข้าวหอมปทุมไว้กินเอง และสีไปขายบ้าง

คุณอรุณี บอกว่า แม้จะมีพื้นที่ 11 ไร่ แต่มีพืชบางชนิดเท่านั้นที่ได้รับใบรับรองจากสหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (IFOAM) มีดอกชมจันทร์ กวางตุ้ง ตำลึง ผักโขม วอเตอร์เกรส ซึ่งจะปลูกสลับพื้นที่กัน ขณะที่พืชบางชนิดไม่ได้รับใบรับรองจาก IFOAM เนื่องจากบางอย่างเป็นพืชแนวกันชนที่เสี่ยงไปโดนเคมีจากแปลงอื่น อย่างไรก็ตาม ปีนี้ได้ยื่นขอในส่วนของข้าวกับสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.)

ศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์พี่น้องสองตำบล+สาม มีฐานต่างๆ ให้เรียนรู้มากมาย นอกจากจะได้เรียนรู้เรื่องการปลูกพืชผักอินทรีย์แล้ว ยังสามารถเรียนรู้เรื่องการเพาะเห็ด รวมถึงการทำปุ๋ยอินทรีย์ได้อีกด้วย ซึ่งคุณอรุณีและสมาชิกในกลุ่มก็ทำปุ๋ยใช้กันเอง สนใจสอบถามได้ที่ โทร. (081) 665-1374 หรือ (089) 837-5230

คุณอรุณี อธิบายว่า ศูนย์มีการอบรมการทำปุ๋ยด้วย ใช้เวลาแค่ 7 วัน ก็สามารถใช้ได้เลย วัตถุดิบที่ใช้ จะใช้ขี้วัวขี้ควายเป็นหลัก ผสมอะไรที่ย่อยสลายง่ายแล้วนำน้ำหมักราดลงไปช่วยย่อย ซึ่งน้ำหมักที่นี่ก็ทำเองและมีสูตรการทำน้ำหมัก ถ้าน้ำหมักเร่งดอก เร่งผล จะเป็นพวกผลไม้ที่มาจากฟักทอง มะละกอ กล้วย เป็นหลัก ถ้าเร่งต้นจะใช้หน่อไม้และผักบุ้ง จะไปยืดต้น ยืดใบ สูตรน้ำหมักง่ายๆ คือ ผลไม้หรือผัก 3 กิโลกรัม ต่อน้ำตาลทรายแดง และน้ำ 10 ลิตร สาเหตุที่ใช้น้ำตาลทรายแดง เพราะจะได้คุณภาพดีกว่ากากน้ำตาล ซึ่งถ้าใช้กากน้ำตาลจะต้องใช้เยอะกว่านี้

แจกแจงการสร้างบ้านดิน

ฐานเรียนรู้อีกฐานหนึ่งของศูนย์เรียนรู้ฯ แห่งนี้คือ บ้านดิน ซึ่งทำเป็นตัวอย่างให้ดูกันด้วย คุณอรุณีให้ข้อมูลว่า ในการพึ่งพาตนเองปัจจัยหนึ่งคือ บ้าน จึงได้ไปปรึกษากับ คุณโจน จันได จากนั้นให้คนมาสอนสมาชิกทำกัน ซึ่งต้องใช้เวลามาก ถ้าไม่มีคนเยอะ ต้องขยันที่จะทำก้อนดินให้ได้ก่อน ต้องทำเป็นก้อนสี่เหลี่ยม วันละ 25-50 ก้อน ทำแล้วตากให้แห้ง เก็บเข้าที่ร่มหลบฝน พอสะสมก้อนดินพอแล้วก็ก่อขึ้นมาเรื่อยๆ จนได้บ้านเป็นหลัง

สำหรับส่วนผสมบ้านดิน ประกอบด้วยดิน โดยขุดบ่อ นำดินนั้นมาทำ นี่คือหลักง่ายๆ เพราะถ้าไปนำดินจากที่อื่นก็คือการซื้อดิน ต้องเป็นดินบ้านเรา ถ้าเป็นดินเหนียวมาก ต้องมีทรายมาช่วย ถ้าดินพอดีต้องมีแกลบหรือฟางมาช่วย เพราะแกลบจะเป็นเหมือนเส้นใยมายึดให้ดินเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่แตกง่าย สังเกตตามทุ่งนาจะเป็นดินเหนียวมาก เวลาแห้งแล้งหน้าดินจะแตก อันนั้นต้องใช้ทรายช่วยในการทำก้อนดิน

พอเตรียมดิน ทราย แกลบ เสร็จ หลังจากนั้น ไปทำบล็อก ตีออกมาสัก 5 ก้อน เวลาทำถ้าจะให้ดีต้องแช่ดินไว้คืนหนึ่งเพื่อให้น้ำเพิ่มเข้าไปในดิน แล้วอีกวันหนึ่งมาเหยียบย่ำๆ จนรู้สึกว่ามันเนียน จากนั้นใช้แกลบไปผสมแล้วย่ำให้เข้ากัน วิธีดูว่าใช้ได้หรือไม่ได้คือ เมื่อยกเท้าขึ้นมา ดินกับแกลบจะไม่ติดเท้าขึ้นมา หรือไม่เปียกเกินไป ไม่แห้งเกินไป

สำหรับงบประมาณในการสร้างบ้านดิน ถ้าไม่นับกระเบื้องข้างบนข้างล่าง ราคาประมาณ 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาท) หรือหลังเล็กแค่นอน ประมาณ 30,000 บาท ต่อเนื้อที่ 10 ตารางเมตร ที่ผ่านมามีคนทั้งในเครือข่ายและผู้สนใจปลูกบ้านดินกันเยอะขึ้น

ทั้งนี้ บ้านที่คุณอรุณีพักอาศัยก็เป็นบ้านดินเช่นกัน แต่ในบางจุด อย่าง ห้องน้ำ ต้องใช้วัสดุอื่นเป็นพวกปูนสำเร็จเพื่อป้องกันการโดนน้ำ เนื่องจากบ้านดินจะไม่ทนทานต่อการโดนน้ำ

ใครมาศูนย์แห่งนี้ นอกจากจะได้เรียนรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์แล้ว ยังสามารถศึกษาหาข้อมูลในการทำบ้านดินได้อีกด้วย คุ้มจริงๆ

 

กรกฎาคม 15, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

สร้าง “ศรีสะเกษ” เป็นแหล่งผลิต พันธุ์หอมแดงสะอาด…สู้ โรคหอมเลื้อย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05056150258&srcday=2015-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 593

เทคโนโลยีการเกษตร

สร้าง “ศรีสะเกษ” เป็นแหล่งผลิต พันธุ์หอมแดงสะอาด…สู้ โรคหอมเลื้อย

“ศรีสะเกษ” ถือเป็นแหล่งผลิตหอมแดงที่สำคัญของไทย ผลผลิตหอมแดงของจังหวัดศรีสะเกษเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ เนื่องจากมีคุณลักษณะพิเศษ คือเปลือกมีสีแดงเข้ม ด้านในมีสีม่วง กลิ่นฉุนแรง และเก็บรักษาได้ยาวนาน

แต่ปัจจุบันการผลิตหอมแดงในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษประสบปัญหาการระบาดรุนแรงของ “โรคหอมเลื้อย” หรือโรคแอนแทรกโนส

โรคหอมเลื้อย เกิดจากเชื้อรา Colletotrichum gloeosporioides (Penz) Sacc ซึ่งระบาดมากในสภาพอากาศร้อนชื้น และสร้างความเสียหายมากในฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงผลิตหัวพันธุ์

หากระบาดในแปลงปลูก จะทำให้ผลผลิตหอมแดงลดลงค่อนข้างมาก

จากปัญหาดังกล่าว สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 4 (สวพ. 4) กรมวิชาการเกษตร จึงได้ศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อป้องกันกำจัดโรคหอมเลื้อย โดยร่วมกับเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ จนได้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการผลิตพันธุ์หอมแดงสะอาด

ซึ่งวิธีการที่ได้นั้นสามารถป้องกันกำจัดโรคหอมเลื้อยได้ดี มีประสิทธิภาพ ทั้งช่วยลดปริมาณการใช้สารเคมีและทำให้เกษตรกรได้ผลผลิตสูงขึ้นด้วย

นางนวลจันทร์ ศรีสมบัติ ผู้อำนวยการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ กล่าวว่า จากข้อมูลการเพาะปลูกหอมแดงจังหวัดศรีสะเกษ ปี 2557/2558 พบว่า มีเกษตรกรปลูกหอมแดง จำนวน 7,943 ครัวเรือน พื้นที่ปลูก 28,580 ไร่ โดยแหล่งปลูกสำคัญอยู่ที่อำเภอราษีไศล ยางชุมน้อย ขุขันธ์ วังหิน และกันทรารมย์ คาดว่าจะมีผลผลิต ประมาณ 92,976 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 1,394 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม พบว่า พื้นที่ปลูกหอมแดงในจังหวัดศรีสะเกษมีการระบาดของโรคหอมเลื้อย โดยเชื้อโรคจะติดมากับหัวพันธุ์ ทำให้ต้นหอมที่เป็นโรคมีอาการแคระแกร็น ไม่ลงหัว ใบบิดโค้งงอ หัวลีบยาว มักพบแผลเป็นรูปรี บนแผลจะพบสปอร์ตุ่มสีดำเล็กๆ ที่บริเวณโคนกาบใบคอหรือส่วนหัว เกิดร่วมกับอาการเลื้อยไม่ลงหัว ทำให้ผลผลิตเสียหายสูงถึง 50%

ขณะเดียวกันยังทำให้ผลผลิตไม่ได้คุณภาพ เน่าเสียง่าย และเก็บได้ไม่นาน

สาเหตุสำคัญของการระบาดโรคหอมเลื้อย พบว่า ผู้ปลูกหอมแดงในจังหวัดศรีสะเกษนิยมซื้อหัวพันธุ์หอมแดงมาจากพื้นที่อำเภอลับแล อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ และอำเภอเมือง จังหวัดลำพูน โดยมีเชื้อโรคติดมากับหัวพันธุ์และแพร่ระบาดในแปลงปลูก

ดังนั้น สวพ. 4 จึงได้วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตพันธุ์หอมแดงสะอาด เพื่อป้องกันกำจัดโรคหอมเลื้อยแบบเกษตรกรมีส่วนร่วม กระทั่งได้เทคโนโลยีการผลิตพันธุ์หอมแดงสะอาดที่เหมาะสม พร้อมสร้างแปลงต้นแบบผลิตหอมแดงพันธุ์สะอาดเพื่อป้อนให้กับเกษตรกรที่มีความต้องการใช้พันธุ์หอมคุณภาพเพิ่มสูงขึ้น

สำหรับเทคนิคการผลิตหอมแดงพันธุ์สะอาด เบื้องต้นเกษตรกรต้องเตรียมพื้นที่ปลูก โดยเก็บเศษซากหอมที่ตกค้างอยู่ออกจากแปลง นำไปเผาทำลายก่อนไถตากดิน ทั้งยังต้องเก็บตัวอย่างดินส่งตรวจวิเคราะห์คุณสมบัติดิน จากนั้นใส่ปูนโดโลไมท์ตามค่าวิเคราะห์ดิน

นอกจากนี้ ยังต้องเลือกใช้พันธุ์หอมแดงที่มาจากแหล่งที่ไม่พบการระบาดของโรคหอมเลื้อย

ก่อนปลูกแนะนำให้ใช้ปุ๋ยหมัก/ปุ๋ยอินทรีย์ อัตรา 500 กิโลกรัม/ไร่ ผสมกับเชื้อไตรโคเดอร์ม่าสดคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วหว่านให้ทั่วแปลงและไถกลบ หลังปลูกเกษตรกรควรรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยรดน้ำในช่วงเช้า

นอกจากนั้น ต้องมีการป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช โดยการสำรวจแปลงอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ที่สำคัญควรใช้สารเคมีเท่าที่จำเป็นตามคำแนะนำและถูกต้องตามหลักวิชาการ และควรฉีดพ่นด้วยเชื้อไตรโคเดอร์ม่าสัปดาห์ละครั้ง

หากพบปัญหาหนอนกระทู้หอมเข้าทำลายควรฉีดพ่นด้วยเชื้อ บีที (BT) หรือเชื้อไวรัส เอ็นพีวี (NPV) ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวและลดปริมาณการใช้สารเคมีได้

หลังปลูก ประมาณ 40 วัน หอมแดงจะเริ่มออกดอก เกษตรกรควรเด็ดดอกหอมเพื่อให้หอมลงหัว ซึ่งจะทำให้ได้หัวพันธุ์ขนาดใหญ่ และควรเก็บเกี่ยวหอมแดงที่อายุ 80 วันขึ้นไป นำไปแขวนผึ่งไว้ ประมาณ 15 วัน แล้วค่อยมัดกำ

โดยต้องคำนึงถึงสุขอนามัยหลังการเก็บเกี่ยวด้วย จะทำให้ได้พันธุ์หอมแดงที่มีคุณภาพและไม่มีโรคหอมเลื้อย เมื่อนำหัวพันธุ์สะอาดที่ได้ไปปลูกเป็นหอมปี (ช่วงเดือนตุลาคม-มกราคม) จะสามารถป้องกันกำจัดโรคหอมเลื้อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่พบการระบาดของโรค

ขณะเดียวกันยังช่วยลดการใช้สารเคมีและได้ผลผลิตสูง 3-3.5 ตัน/ไร่ ที่สำคัญยังได้ผลผลิตที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาดและผู้บริโภค

นางนวลจันทร์ กล่าวอีกว่า ปี 2558 นี้ กรมวิชาการเกษตร ได้สร้างแปลงต้นแบบการผลิตหอมแดงพันธุ์สะอาดในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เกษตรกรนำร่อง 20 คน พื้นที่ประมาณ 100 ไร่ คาดว่า จะได้หัวพันธุ์หอมแดงสะอาดรวมกว่า 100 ตัน คิดเป็นมูลค่า 8-10 ล้านบาท

นอกจากนั้น ยังได้ร่วมกับเกษตรกรต้นแบบฯ เร่งถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตพันธุ์หอมแดงสะอาด เพื่อผลิตหอมแดงที่มีคุณภาพให้แก่เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษกว่า 500 คน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรเห็นคุณค่าของหอมแดงคุณภาพที่สร้างชื่อเสียงให้กับชุมชน และให้นำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้และขยายผลสู่เกษตรกรรายอื่น

ซึ่งคาดว่า จะเกิดแหล่งผลิตพันธุ์หอมแดงคุณภาพเพิ่มขึ้นในอนาคต และมีพันธุ์หอมแดงสะอาดกระจายสู่แหล่งปลูกเพิ่มมากขึ้นด้วย

หากสนใจข้อมูลเกี่ยวกับ “เทคโนโลยีการผลิตพันธุ์หอมแดงสะอาดเพื่อผลิตหอมแดงที่มีคุณภาพ” สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุรินทร์ โทร. (044) 518-526 หรือเกษตรกรต้นแบบ “นายวิเชียร ถิระพันธ์” และคณะ บ้านหนองหมี ตำบลหนองหมี อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ โทร. (095) 659-8040

เวียดนาม ระงับการออกใบอนุญาตนำเข้า 4 ผลไม้ไทย

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า เวียดนาม ถือเป็นตลาดส่งออกผลไม้ที่สำคัญของไทย ซึ่งแต่ละปีเวียดนามมีการนำเข้าสินค้าผลไม้จากไทยค่อนข้างมาก โดยเฉพาะลำไย มะม่วง เงาะ และลิ้นจี่ เป็นต้น

โดยปี 2557 ที่ผ่านมา ไทยมีการส่งออกลำไยไปยังประเทศเวียดนาม จำนวน 155,690.17 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 2,414.86 ล้านบาท ขณะเดียวกันมีปริมาณการส่งออกมะม่วง จำนวน 37,689.73 ตัน มูลค่ากว่า 788.81 ล้านบาท เงาะ จำนวน 2,147.69 ตัน มูลค่า 15.23 ล้านบาท และมีการส่งออกลิ้นจี่ จำนวน 901 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 30.35 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้การส่งออกสินค้าผลไม้ไทยไปยังเวียดนามอาจต้องชะลอตัวลงชั่วคราว เนื่องจากเวียดนามได้ประกาศระงับการออกใบอนุญาตนำเข้า (Import Permit ; IP) ผลไม้ 4 ชนิด จากไทย ได้แก่ มะม่วง เงาะ ลำไย และลิ้นจี่ โดยอ้างว่าเป็นชนิดผลไม้ที่มีศัตรูพืชกักกันของเวียดนาม และศัตรูพืชบางชนิดไม่มีที่เวียดนาม ได้แก่ Sternochetus mangiferae, Sternochetus olivieri และมีเชื้อรา Oidium nephelii ด้วย โดยประกาศดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 15 มกราคม 2558 เป็นต้นมา ซึ่งปีนี้คาดว่า จะกระทบต่อการส่งออกผลไม้ไทยไปยังเวียดนามนับ 100,000 ตัน มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท และอาจส่งผลกระทบต่อตลาดภายในประเทศด้วย

“ถึงแม้สินค้าผลไม้ที่ส่งออกไปยังเวียดนามจะไม่ใช่เกรดพรีเมี่ยม (premium) แต่เวียดนามก็เป็นตลาดรองรับผลผลิตเกรดรองที่สำคัญ เมื่อเวียดนามระงับการออกใบอนุญาตนำเข้า ทำให้ไทยไม่สามารถส่งออกผลไม้ 4 ชนิด ไปยังเวียดนามได้ จะมีผลกระทบต่อตลาดและราคาภายในประเทศ ทั้ง มะม่วง เงาะ ลำไย และลิ้นจี่ อาจเกิดปัญหาสินค้าล้นตลาดและราคาตกต่ำได้ ซึ่งปี 2558 นี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์คาดการณ์ว่า จะมีผลผลิตลำไยออกสู่ตลาดกว่า 961,520 ตัน เงาะ จำนวน 338,818 ตัน และลิ้นจี่ 57,771 ตัน” รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว นางสาวเสริมสุข กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตร ได้ยื่นหนังสือและเอกสารชี้แจงให้ทางเวียดนามทราบว่า ศัตรูพืชที่เวียดนามอ้างถึง หนึ่งในนั้นไม่มีในประเทศไทยคือ ด้วงเจาะเมล็ดมะม่วง (Sternochetus mangiferae) โดยข้อมูลเดียวกันนี้กรมวิชาการเกษตรเคยใช้ยืนยันกับทางออสเตรเลียและมาเลเซียแล้ว ซึ่งทั้ง 2 ประเทศ ก็ยอมรับว่าไทยไม่มีด้วงเจาะเมล็ดมะม่วง นอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตรยังชี้แจงว่า ได้ยื่นหนังสือขอเปิดตลาดเพื่อให้เวียดนามดำเนินการวิเคราะห์ความเสี่ยงศัตรูพืช (PRA) ตั้งแต่ ปี 2554 ซึ่งทางเวียดนามแจ้งว่า ได้ทำ PRA ในลำไยเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วน มะม่วง เงาะ และลิ้นจี่ ยังวิเคราะห์ความเสี่ยงศัตรูพืชไม่เสร็จสิ้น กรมวิชาการเกษตรจึงขอให้เวียดนามพิจารณาการออกใบอนุญาตนำเข้าแก่ผู้ประกอบการ เพื่อไม่ให้การค้าหยุดชะงัก ขณะนี้อยู่ระหว่างรอคำตอบจากทางเวียดนาม

“ปัจจุบัน ผู้ประกอบการที่มีใบอนุญาตนำเข้ายังไม่หมดอายุ ยังสามารถส่งออกผลไม้ 4 ชนิด ไปเวียดนามได้ปกติ ส่วนผู้ที่ใบอนุญาตนำเข้าหมดอายุแล้ว จะไม่สามารถส่งออกได้ อย่างไรก็ตาม เกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ 4 ชนิด ดังกล่าว ควรมีการป้องกันกำจัดศัตรูพืชในแปลงปลูกอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันโรงคัดบรรจุต้องมีระบบป้องกันศัตรูพืชที่รัดกุมด้วย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาที่ประเทศผู้นำเข้าปลายทาง ในช่วงที่ไม่สามารถส่งออกไปยังเวียดนามได้ ผู้ประกอบการควรมองตลาดส่งออกอื่นที่มีกำลังซื้อ อาทิ อินโดนีเซีย และมาเลซีย เป็นต้น” รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว

กรกฎาคม 15, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ปัญญา พวงสวัสดิ์ นักเกษตรอินทรีย์ ปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ ที่ราชบุรี

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060150258&srcday=2015-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 593

เทคโนโลยีการเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ปัญญา พวงสวัสดิ์ นักเกษตรอินทรีย์ ปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ ที่ราชบุรี

ถึงตอนนี้ ชื่อ “ข้าวไรซ์เบอร์รี่” คงเป็นที่รู้จักกันทั่วบ้านทั่วเมืองไปเรียบร้อยแล้ว เพราะทุกคนต่างตระหนักถึงคุณประโยชน์ทางโภชนาการของเมล็ดข้าวที่มีสีม่วงนี้ ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระจำนวนหลายชนิด อันเป็นผลดีสำหรับรับประทานเพื่อเสริมสร้างสุขภาพ ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง

ทั้งนี้ ในปัจจุบันสามารถปลูกข้าวชนิดนี้ได้หลายพื้นที่ และมักปลูกแบบอินทรีย์ โดยผลผลิตนอกจากหุงรับประทานแล้ว ยังมีการนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นรับประทานได้อีกหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น วุ้นไรซ์เบอร์รี่ ข้าวตัง หรือแม้แต่ขนมครกไรซ์เบอร์รี่ก็ตาม

คุณปัญญา พวงสวัสดิ์ เป็นอีกคนหนึ่งที่ปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ เขาไม่ได้ปลูกตามกระแส แต่เพราะความที่ได้คลุกคลีอยู่กับกลุ่มเกษตรอินทรีย์และมองการทำเกษตรเคมีอยู่ฝ่ายตรงข้าม รวมถึงยังเห็นถึงคุณสมบัติที่ดีของข้าวชนิดนี้มีอเนกอนันต์ ฉะนั้น หากมีการให้ความรู้และส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกกันมากๆ น่าจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

เปลี่ยนจากปลูกข้าวทั่วไป

มาเป็น ข้าวไรซ์เบอร์รี่

บนเนื้อที่ราว 15 ไร่ ของหมู่บ้านอ่างหิน ตำบลท่ามะเกลือ อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี เป็นผืนดินที่เคยทำนามาก่อน กระทั่งเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา คุณปัญญา ได้ปรับเปลี่ยนมาปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่

ด้วยความที่เป็นนักคิด ดังนั้น ความตั้งใจจริงของเขามิใช่ต้องการปลูกเพียงเพื่อขายผลผลิตเท่านั้น แต่หากยังต้องการใช้พื้นที่แห่งนี้เป็นห้องเรียนขนาดใหญ่สำหรับศึกษาหาความรู้ ค้นคว้า ทดลอง ทดสอบ เพื่อนำผลสำเร็จเหล่านั้นมาใช้เป็นข้อมูลถ่ายทอดแก่ผู้ที่สนใจแล้วนำไปปฏิบัติได้อย่างแท้จริง

ความที่ไม่ใช่ชาวนามืออาชีพ ดังนั้น การปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ครั้งแรกของเขาจึงไม่ประสบความสำเร็จ คุณปัญญาชี้ว่าอาจเกิดจากความไม่พร้อมของดิน เลยต้องจัดการเคลียร์พื้นที่ใหม่ แล้วปลูกไป-มาถึง 3 รอบ เพราะฉะนั้นกว่าจะปรับที่ดินให้เข้าที่เรียบร้อย ทุกอย่างดูจะไม่ง่ายเลย

มองว่า…แค่ทำให้ดิน

มีความชื้น น่าจะปลูกข้าวได้

คุณปัญญา ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการทำนาว่า ใช้น้ำมากเกินไป พร้อมกับให้แง่คิดส่วนตัวว่า การทำนานั้นอาจอาศัยเพียงความชื้นในดิน เพราะถ้าทำนาแล้วต้องอาศัยน้ำในปริมาณมากเท่าไร คงไม่พอแน่ ยิ่งในสภาวะทางธรรมชาติที่ไม่แน่นอนอีก ทั้งนี้ อาจมองเชิงลึกลงต่อไปว่า ความชื้นในระดับใด จึงมีความเหมาะสมกับการปลูกข้าวเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพเต็มที่ นั่นแหละคือสิ่งที่ต้องคิด

ใช้ท่อน้ำเพื่อควบคุมระดับน้ำ

ในนา ให้อยู่ในความเหมาะสม

เพื่อช่วยประหยัดน้ำตามธรรมชาติ

ลักษณะการปรับผืนดินท้องนา เพื่อใช้ปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ของคุณปัญญามีความแตกต่างจากผู้อื่น ทั้งนี้ เป็นผลมาจากแนวคิดนอกกรอบ แล้วเมื่อกวาดสายตามองไปให้ทั่วบริเวณผืนนาไรซ์เบอร์รี่ของเขา จะพบความผิดปกติจากผืนนาทั่วไป อย่างแรกที่พบคือ ท่อ พีวีซี ขนาดราวเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 นิ้ว ที่ปักอยู่บริเวณในนา

คุณปัญญา ให้รายละเอียดว่า ท่อดังกล่าวใช้เป็นอุปกรณ์เพื่อคุมระดับน้ำเข้านาตามที่ต้องการ เหตุผลเนื่องจากการทำนาโดยทั่วไปชาวบ้านมักขุดร่องน้ำเพื่อปล่อยน้ำเข้านา แต่เมื่อน้ำผ่านตามร่องน้ำที่ขุดหมดแล้ว ทำให้นาขาดน้ำ จึงต้องหาวิธีนำน้ำเข้ามาใหม่ แต่แนวคิดของเขาเป็นการเชื่อมท่อระบายน้ำไว้ทุกจุด แล้วตั้งระดับน้ำไว้ที่ท่อ เมื่อมีน้ำเข้านา ระดับน้ำในแต่ละจุดจะเท่ากัน มีระดับสมดุลกัน วิธีนี้น้ำไม่มีโอกาสแห้ง

“ผลของแนวคิดนี้ เป็นการช่วยรักษาความสิ้นเปลืองการใช้น้ำ ช่วยรักษาน้ำในยามที่กำลังจะขาดแคลนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นหลักการคล้ายกับระบบน้ำล้น ถึงแม้ทุกวันนี้อาจจะยังไม่สัมฤทธิผลเต็มร้อยก็ตาม แต่ต้องทดลองไปเรื่อยๆ อย่างน้อยวิธีนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นดีกว่า”

อีกแนวคิดที่เขามองต่างคือ เรื่องการทำคันนาดินให้มีขนาดใหญ่กว่าทั่วไป เพราะในอนาคตต้องใช้สำหรับเป็นเส้นทางของเครื่องจักร ที่จะนำมาใช้ทดแทนแรงงานคน แล้วยังคิดทำคันนาให้มีระดับสูงขึ้นกว่าเดิม ด้วยเหตุผลเพราะต้องการเพิ่มระดับน้ำไว้เพื่อหล่อเลี้ยงต้นข้าว อันจะช่วยลดปัญหาการเกิดเพลี้ยที่จะมาทำลายข้าว นอกจากนั้น อาจนำปลามาเลี้ยงไว้ในนาข้าวด้วย เพราะปลาอาจจะช่วยกำจัดแมลงศัตรูพืชบางชนิดได้

แนวคิดตั้งนิคมเกษตรอินทรีย์

สร้างคุณค่าและมาตรฐานทางการตลาด

คุณปัญญา ชี้ว่า การทำข้าวไรซ์เบอร์รี่ ปัญหาใหญ่ที่พบคือ การตลาด เพราะพอเมื่อทุกคนทำได้สำเร็จ ต่างมีผลผลิตออกมาดูเหมือนกระจายกันไป ไม่มีการรวมศูนย์ ดังนั้น สิ่งที่คิดไว้และต้องการให้เกิดขึ้นคือ นิคมเกษตรอินทรีย์ หมายถึงว่าเมื่อคุณเดินผ่านเข้ามาในนิคมแล้ว ทุกสิ่ง ทุกอย่าง ล้วนเป็นอินทรีย์ที่สมบูรณ์แบบและได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการขาย เรียกว่าเมื่อคิดถึงเกษตรอินทรีย์ ทุกคนต่างคิดถึงนิคมเกษตรอินทรีย์แห่งเดียว

“พอถึงเวลานั้น ผลผลิตที่ได้จะมีคุณภาพเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ เมื่อใครต้องการก็ให้เข้ามาติดต่อที่เดียว เพราะทุกคนรู้ว่าเป็นอินทรีย์ที่แท้จริง หรือหากคนต่างถิ่นเกิดมีความสนใจบ้าง ก็สามารถขอความรู้ได้ รวมถึงยังอาจซื้อวัตถุดิบในนิคมไปใช้

แนวคิดนี้อาจส่งเสริมให้ความรู้แก่นักโทษที่กำลังจะพ้นโทษออกมา เพื่อหาอาชีพต่อยอดให้แก่พวกเขา จะได้มีชีวิตที่ดีต่อไปในอนาคต ในด้านการตลาด เมื่อมีคนสนใจอาจเข้ามาติดต่อเพื่อขอยอดสั่งผลิต ดังนั้น เมื่อมียอดผลิตที่แน่นอน รายได้ย่อมเกิดขึ้นแน่นอนเช่นกัน เพราะการผลิตตามยอดทำให้ขายของได้แน่”

คุณปัญญา ถือได้ว่าเป็นคนแรกที่บุกเบิกการทำนาแบบอินทรีย์ของทางราชบุรี และหลายคนมองเขาว่าเป็นคนบ้าภายหลังที่นำแนวอินทรีย์เข้ามาใช้ทำการเกษตรครั้งแรก แล้วยังดูแคลนว่าคงทำไม่สำเร็จแน่ แต่พอเวลาผ่านไปสัก 10 ปี ชาวบ้านเริ่มเห็นด้วย และบางส่วนเริ่มลงมือทำแล้ว

เขาชี้ถึงข้อดีของการทำเกษตรอินทรีย์ว่า จะช่วยลดต้นทุนได้กว่าครึ่งจากที่เคยทำด้วยเคมี เพราะคุณสามารถนำทรัพยากรที่มีอยู่รอบตัวมาใช้ หรืออาจนำของที่ใช้แล้วมาทำให้เกิดประโยชน์ได้ด้วยการกลับมาทำเป็นปุ๋ยที่มีคุณภาพได้ ถ้าทำเช่นนั้นได้แล้ว มองเห็นได้ชัดว่า ทุนน้อย ขายได้มาก กำไรก็มีมากด้วย แล้วต่อไปยิ่งไม่ต้องกลัวเลยว่าข้าวต่างประเทศจะมีราคาเท่าไร เพราะสามารถปลูกข้าวได้โดยใช้ทุนต่ำ เราอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นหนึ่งของการส่งออกข้าว แต่ถ้าเราเป็นประเทศที่ชาวนาทุกคนมีความมั่งคั่งจะดูดีกว่าไหม

ทุกวันนี้นอกจาก คุณปัญญา จะมีอาชีพเป็นชาวนาแล้ว เขายังเป็นชาวนาแบบมืออาชีพด้วย พร้อมไปกับการนำความรู้ที่สะสมไว้นำไปถ่ายทอดให้แก่ชาวบ้านทุกแห่ง จนทำให้เกิดกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่แตกแขนงออกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีปราชญ์ชาวบ้านหลายแห่ง

สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการส่งสัญญาณการทำให้เกษตรอินทรีย์แพร่กระจาย และถือเป็นวัฒนธรรมการถ่ายทอดความรู้แบบไทย ซึ่งหากมองลงไปแล้วจะเห็นว่า ฐานในระดับล่างน่าจะส่งผ่านกันได้อย่างไม่ยาก แต่ต้องไปดูที่ระดับบนที่เป็นนโยบายของประเทศว่าจะเดินไปอย่างไร

พบชาวบ้านปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ได้คุณภาพ

ไม่ไกลจากนาของคุณปัญญา ได้พบกับชาวบ้านอีกท่านที่ปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ คือ คุณธวัช เขาอยู่ในกลุ่มที่ถูกถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่อินทรีย์ จึงถือเป็นศิษย์ของคุณปัญญาก็ว่าได้ แต่เนื่องจากคุณธวัชเป็นชาวนาอาชีพ ดังนั้น ผลผลิตข้าวไรซ์เบอร์รี่จึงดูได้ผลดี เห็นเป็นรูปธรรมและมีคุณภาพมากกว่า

คุณธวัช ปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ อยู่จำนวน 3 ไร่ ทำเป็นรุ่นแรก คาดว่าน่าจะได้ราวตันกว่า เขาบอกว่าทำยากพอสมควร เพราะเป็นครั้งแรก คิดว่าครั้งต่อไปคงทำง่ายขึ้น เพราะเข้าใจวิธีทำแล้ว เหตุผลที่สนใจมาปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ เพราะต้องการเปลี่ยนมาปลูกข้าวอย่างอื่นบ้าง นอกจากนั้น ข้าวหอมมะลิ ที่ปลูกไว้ จำนวน 4 ไร่ ยังใช้วิธีปลูกแบบอินทรีย์ แต่อยู่คนละแห่งกัน

เขาบอกว่า สิ่งที่ต้องใช้ความระวังสำหรับการปลูกข้าวชนิดนี้คือ การรักษาและควบคุมระดับน้ำ ต้องคอยสังเกตให้มีความพอดี เพราะเป็นพันธุ์ข้าวที่ไม่ชอบน้ำมาก และรุ่นนี้เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตอนเดือนธันวาคม 2557 ที่ผ่านมา

ส่วนการบำรุงต้นด้วยการใช้ปุ๋ยหมักจากขี้ค้างคาวผสมแกลบ ซึ่งเป็นปุ๋ยหมักสำเร็จที่มีวางขาย ใช้ไร่ละ 1 กระสอบ จะใส่ช่วงดำนาเสร็จแล้วสัก 15 วัน แล้วทิ้งไว้สัก 2 เดือน ค่อยใส่ให้อีกรอบ เขาบอกว่าปลูกข้าวไม่ค่อยพบศัตรูแมลง ทั้งนี้เพราะจะปลูกระยะห่างต้นกว่าการปลูกข้าวโดยทั่วไป จึงทำให้ลม แสงแดด ส่องผ่านเข้ามาถึงโคนต้น ดังนั้น จึงไม่ค่อยพบปัญหาเรื่องการเกิดโรค

เกษตรกรรายนี้คิดว่า ถ้าปลูกชุดนี้สำเร็จ คราวต่อไปจะเพิ่มพื้นที่ปลูกอีกแน่ แล้วยังกล่าวว่า การปลูกแบบอินทรีย์จะลดต้นทุนได้มาก แต่อาจจะได้ผลผลิตช้า แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นคือ ดินดี สิ่งแวดล้อมดี แล้วทำให้สุขภาพของเราดีขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

แบรนด์ Organic Riceberry YP Organic Farm คือผลิตภัณฑ์ข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่คุณปัญญาได้ลงทุน ลงแรง กับสติปัญญาที่สะสมมายาวนาน ถึงแม้ว่าผลผลิตข้าวไรซ์เบอร์รี่จะยังไม่ดีเท่าที่ควร แต่ความสุขของคุณปัญญากลับอยู่ตรงที่ได้คลุกคลีกับการทำเกษตรอินทรีย์ แล้วได้ถ่ายทอดองค์ความรู้เหล่านี้ให้แก่ชาวบ้าน เพราะเขามองว่าเมื่อใดที่ทุกคนปลูกข้าวอินทรีย์ได้สำเร็จอย่างดีแล้ว เมื่อนั้นทุกคนจะมีสุขภาพและอายุที่ยืนยาว ปราศจากโรคภัยอย่างสิ้นเชิง และนั่นแหละคือ ความสุขที่แท้จริงของคุณปัญญา

ติดต่อสั่งซื้อข้าวไรซ์เบอร์รี่ แบรนด์ Organic Riceberry YP Organic Farm ได้ที่ คุณปัญญา พวงสวัสดิ์ โทรศัพท์ (081) 944-6997, (098) 326-5646 หรือ คุณวิริศิรินทร์ โทรศัพท์ (095) 890-3637

กรกฎาคม 15, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ที่ ศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา มีพันธุ์ยางพาราตัดเอาเนื้อไม้ให้เลือกปลูก

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05042010258&srcday=2015-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 592

เทคโนโลยีการเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ที่ ศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา มีพันธุ์ยางพาราตัดเอาเนื้อไม้ให้เลือกปลูก

ยางพารา ถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ เมื่อกว่า 50 ปีที่แล้ว สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร จะแนะนำ ส่งเสริมให้ชาวบ้านใช้พันธุ์ยางที่ให้ผลผลิตน้ำยางสูงเป็นหลัก หลายปีต่อมาพบว่า ไม้เนื้อยางมีคุณสมบัติที่ดี เหมาะแก่อุตสาหกรรมการแปรรูป ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางหลายรายเปลี่ยนมาขายเนื้อไม้แทนการกรีดยาง

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีการเพิ่มคำแนะนำการใช้ประโยชน์จากต้นยางพาราออกมาเป็นจำนวน 3 กลุ่ม คือพันธุ์ยางที่ให้ผลผลิตน้ำยางสูง, พันธุ์ยางที่ให้ผลผลิตน้ำยางและเนื้อไม้สูง และพันธุ์ยางที่ให้ผลผลิตเนื้อไม้สูง ทั้งนี้เพื่อให้เกษตรกรเลือกใช้พันธุ์ตามวัตถุประสงค์ของการปลูก

ศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ยางโดยใช้เทคโนโลยีการวิจัยและพัฒนาขั้นสูง (เทคโนโลยีชีวภาพและอื่นๆ) มีการวิจัยการใช้เทคโนโลยีสะอาดในสวนยางร่วมกับหลายหน่วยงาน

คุณกรรณิการ์ ธีระวัฒนสุข นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา กล่าวว่า คำแนะนำที่จำแนกต้นยางเพื่อใช้ประโยชน์เป็นจำนวน 3 กลุ่มนั้น มีเจตนาและวัตถุประสงค์เพื่อให้เกษตรกรเลือกตามความต้องการและความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ โดย

กลุ่ม 1 เป็นพันธุ์ยางผลผลิตน้ำยางสูง เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตน้ำยางสูงเป็นหลัก การเลือกปลูกพันธุ์ยางในกลุ่มนี้ควรมุ่งเน้นผลผลิตน้ำยาง

กลุ่ม 2 พันธุ์ยางผลผลิตน้ำยางและเนื้อไม้สูง เป็นพันธุ์ที่ให้ทั้งผลผลิตน้ำยางและเนื้อไม้ โดยให้ผลผลิตน้ำยางสูงและมีการเจริญเติบโตดี ลักษณะลำต้นตรง ให้ปริมาตรเนื้อไม้ในส่วนลำต้นสูง และ

กลุ่ม 3 พันธุ์ยางผลผลิตเนื้อไม้สูง เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตเนื้อไม้สูงเป็นหลัก มีการเจริญเติบโตดีมาก ลักษณะลำต้นตรง ให้ปริมาตรเนื้อไม้ในส่วนลำต้นสูงมาก ผลผลิตน้ำยางจะอยู่ในระดับต่ำกว่าพันธุ์ยางในกลุ่มที่ 1 และ 2 เหมาะสำหรับเป็นพันธุ์ที่จะปลูกเป็นสวนป่าเพื่อการผลิตเนื้อไม้

ทั้งนี้ในแต่ละกลุ่มจะแบ่งพันธุ์ยางออกเป็นชั้น ๆ ได้แก่

ยางพันธุ์ชั้น 1 หมายถึง พันธุ์ยางที่ปลูกได้โดยไม่จำกัดจำนวนเนื้อที่ปลูก

ยางพันธุ์ชั้น 2 หมายถึง พันธุ์ยางที่ปลูกได้ไม่เกินร้อยละ 30 ของเนื้อที่ถือครอง และแต่ละพันธุ์ ต้องปลูกไม่น้อยกว่า 7 ไร่

ยางพันธุ์ชั้น 3 หมายถึง พันธุ์ยางที่ปลูกได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของเนื้อที่ถือครอง และแต่ละพันธุ์ต้องปลูกไม่น้อยกว่า 7 ไร่

สำหรับคำแนะนำพันธุ์ยาง จึงขอกล่าวเฉพาะ ยางพันธุ์ชั้น 1 เท่านั้น ทั้งนี้เพราะได้ทำการวิจัยหรือทดลองจนได้ผลแล้ว ก็จะประกาศหรือจัดทำคำแนะนำเกี่ยวกับพันธุ์ยางพาราออกมาเพื่อให้เกษตรกรที่สนใจ

กลุ่มพันธุ์ยางเพื่อผลผลิตน้ำยาง

ยางพันธุ์ชั้น 1 มีจำนวน 4 พันธุ์ ได้แก่ สถาบันวิจัยยาง 251, สถาบันวิจัยยาง 226, BPM 24 และ RRIM 600

กลุ่มพันธุ์ยางเพื่อผลผลิตน้ำยางและเนื้อไม้

ยางพันธุ์ชั้น 1 มีจำนวน 3 พันธุ์ ได้แก่ PB 235, PB 255 และ PB 260 (พันธุ์ PB 255 และ PB 260 สถาบันวิจัยยาง ไม่แนะนำให้ปลูกในพื้นที่ปลูกยางใหม่)

กลุ่มพันธุ์ยางเพื่อผลผลิตเนื้อไม้

ยางพันธุ์ชั้น 1 มีจำนวน 3 พันธุ์ ได้แก่ ฉะเชิงเทรา 50, AVROS 2037 และ BPM 1

ทั้งนี้การพิจารณาเลือกพันธุ์ยางพาราว่าจะปลูกพันธุ์ใด เราควรศึกษารายละเอียดของพันธุ์ยางนั้นๆ ในทุกๆ ด้าน ตั้งแต่การให้ผลผลิตน้ำยาง, ผลผลิตเนื้อไม้, ความหนาของเปลือกเดิม, เปลือกงอกใหม่, ความสามารถที่จะปลูกในพื้นที่ลาดชัน, ความต้านทานต่อลมแรง, ความสามารถในการปลูกในพื้นที่หน้าดินตื้น แล้วนำมาเทียบกับสภาพภูมิอากาศและการระบาดของโรคยางที่สำคัญในเขตพื้นที่ปลูกยางที่สวนยางตั้งอยู่

ในกรณีการปลูกยางเพื่อขายไม้นั้น นักวิชาการชี้ว่า ถ้าหากคิดต้นทุนแล้ว ราคาขายไม้ตอนนี้ถึงจะคำนวณอย่างไร ก็ไม่คุ้มกว่าการกรีดน้ำยาง ซึ่งเป้าหมายจริงของการแนะนำพันธุ์เนื้อไม้โดยส่วนตัวยังมองว่าไม่คุ้ม ถ้าเกษตรกรจะทำเช่นนั้น แต่ควรจะกรีดยางทันทีเมื่อมีราคาสูง

ทั้งนี้พันธุ์ดังกล่าวไม่ใช่ว่าจะไม่ได้น้ำยาง เพียงแต่อาจได้ปริมาณน้ำยางน้อยกว่าพันธุ์ที่ให้น้ำยางคือกลุ่มที่ 1, 2 ซึ่งเหมาะกับการปลูกในกรณีที่ขาดแคลนแรงงานหรือราคาต่ำก็หยุดกรีดยางก่อน แต่ถ้าถามโดยรวมแล้ว ยังไม่คุ้มกับการที่จะปลูกขายเนื้อไม้อย่างเดียว แต่ถ้าจะแนะนำ ก็อาจเป็นกรณีที่เจ้าของที่ดินต้องการปลูกเพื่อรักษาพื้นที่ดิน

คุณกรรณิการ์ บอกว่า ถ้าจะแนะนำเกษตรกรตอนนี้มีอยู่ 2 กลุ่ม คือน้ำยาง และน้ำยางเนื้อไม้ ซึ่งในกลุ่มน้ำยางเนื้อไม้นี้ ได้แนะนำไปหลายพื้นที่ และเป็นพื้นที่ปลูกยางเดิมในภาคใต้และภาคตะวันออก ก็จะแนะนำหลายพันธุ์ อาทิ 235, 260 เนื่องจากพันธุ์เหล่านี้จะให้ทั้งน้ำยางและเนื้อไม้ แต่มีปัญหาตรงที่ไม่ควรกรีดบ่อย

“ชาวสวนยางทางภาคตะวันออกแถบจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด ยังคงนิยมใช้พันธุ์ 235 เพราะมีคุณสมบัติโตเร็ว ลำต้นสวย ต้านทานโรคได้ดี แต่ชาวสวนยางกลับให้ความสนใจเรื่องราคาน้ำยางมากกว่า ฉะนั้นในสถานการณ์ที่ราคาน้ำยางยังต่ำ จึงได้แนะนำให้ปลูกกลุ่มน้ำยางเนื้อไม้จะเหมาะสมกว่า คือไม่กรีดไม่เป็นไร เพราะยังรอไปถึงเนื้อไม้”

นอกจากนั้นแล้ว ยังแนะว่าถ้าต้องการมีรายได้เสริม ในช่วงราคาน้ำยางต่ำก็น่าจะเป็นเรื่องการปลูกพืชร่วม กับการปลูกพืชแซม ซึ่งก็คงต้องเป็นเฉพาะพืชของพื้นที่ในแต่ละแห่งว่าตรงไหนควรปลูกพืชอะไรให้มีความเหมาะสม อย่างแถว ฉะเชิงเทรา ปลูกสับปะรดแซมในสวนยาง

อย่างไรก็ตาม การปลูกพืชร่วมคงต้องพิจารณาความเหมาะสมเช่นกัน ควรมีการศึกษาหาข้อมูลการปลูกพืชแต่ละชนิดให้ละเอียดก่อนว่าเหมาะกับการปลูกในพื้นที่แบบใด ดินแบบใด แสงแบบใด อย่างกรณีที่มีการปลูกต้นระกำแล้วไม่ประสบความสำเร็จ ก็เป็นเพราะไม่ได้ตระหนักว่าพืชบางชนิดต้องการแสงแดดเพื่อการสร้างดอก การปลูกในสวนยางจึงไม่เหมาะสม

สำหรับยางในกลุ่มน้ำยางเนื้อไม้นี้ อาจมีวิธีลดต้นทุนเพื่อทำให้ได้จำนวนต้นมากขึ้น นักวิชาการแนะว่าให้ลดระยะปลูกลง เพื่อเพิ่มจำนวนต้นให้มากขึ้น ซึ่งจากเดิมเคยใช้ระยะปลูก 3 คูณ 7 เมตร หรือ 2.5 คูณ 7 เมตร (เพราะระยะห่างนี้ต้องให้คนเดินกรีด)

แต่พอเปลี่ยนความคิดมาเป็นการขายเนื้อไม้ จะใช้ระยะ 4 คูณ 4 เมตร จะได้เนื้อที่ 16 ตารางเมตร ต่อต้น ในเนื้อที่ 1 ไร่ ปลูกได้ 100 ต้น แต่พอเป็นระยะ 3 คูณ 7 เมตร จะได้ 21 ตารางเมตร ต่อต้น ซึ่งจะเห็นว่าระยะ 4 คูณ 4 เมตร จะให้จำนวนต้นได้มากกว่า

อีกทั้งการกำหนดระยะห่างเช่นนี้ เพราะต้องใช้เครื่องจักรหรือรถเข้าไปในสวนยาง แล้วยังเป็นระยะที่จะทำให้ลำต้นตรงสวย แต่กรณีที่ต้องปลูกพืชแซม ควรใช้ระยะ 3 คูณ 7 เมตร จะเหมาะสมกว่า ขณะเดียวกันหากเมื่อใดราคาน้ำยางดีขึ้น คุณยังสามารถเข้าไปกรีดยางต่อได้อีก

แม้จะมีความพยายามแจ้งเตือนเกษตรกรสวนยางอย่างต่อเนื่องถึงผลเสียของการกรีดยางทั้งวิธีและระยะเวลากรีด เพราะการฝืนธรรมชาติอาจส่งผลเสียในระยะยาว

คุณกรรณิการ์ ชี้ว่า คุณต้องมองว่าพื้นที่ปลูกอยู่ที่ไหน จะใช้ระบบการกรีดแบบใด ทั้งนี้เนื่องจากแต่ละพันธุ์จะตอบสนองต่อระบบและวิธีกรีด บางพันธุ์ อย่าง 235 มีน้ำยางดีมาก แต่ถ้ากรีดบ่อยเปลือกจะแห้งง่าย

เนื่องจากเวลาที่เจ้าหน้าที่คัดเลือกพันธุ์ จะคัดเลือกด้วยระบบกรีดแบบวันเว้นวัน ซึ่งเป็นสภาพที่เหมาะกับต้นยาง เพราะสามารถสร้างน้ำยางขึ้นมาทดแทนได้ทันเวลา เนื่องจากมาตรฐานในการทดสอบหากต้องการให้ต้นยางฟื้นตัวเพื่อสร้างน้ำยางใหม่ที่ดีมีคุณภาพ ควรใช้เวลาระหว่าง 4-7 วัน เพราะถ้าวันเว้นวัน ต้นยางได้พักเพียง 48 ชั่วโมง น้ำยางสามารถสร้างกลับขึ้นมาได้เพียง 80 เปอร์เซ็นต์

กรณีต้องกรีดทุกวัน ต้นยางได้พักเพียง 24 ชั่วโมง ทำให้น้ำยางสามารถสร้างกลับขึ้นมาได้เพียง 60 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ฉะนั้น ถ้าถามว่าแบบใดเหมาะกว่า ทางเจ้าหน้าที่จะแนะว่า ควรใช้เวลา วัน เว้น 2 วัน ซึ่งในความจริงก็เป็นไปไม่ได้ ดังนั้น จึงพบกันครึ่งทางคือ กรีดแบบวันเว้นวัน

“แต่ในความเป็นจริงกลับพบว่า ชาวสวนยางใช้วิธีกรีดแบบ 3 วัน เว้นวัน จนทำให้ต้นยางน็อก เพราะเมื่อน้ำยางไหลออกมากแล้ว โดยธรรมชาติมันจะเร่ง คล้ายกับการถูกกินยาเพื่อให้กระตุ้นตลอดเวลา ซึ่งเรื่องนี้อยากให้เกษตรกรทำความเข้าใจด้วย ทางเจ้าหน้าที่ได้พยายามชี้ให้เกษตรกรเห็นปัญหาดังกล่าว ซึ่งพวกเขาก็เข้าใจแต่ทำไม่ได้ เพราะต้องใช้เงิน

เพราะฉะนั้นระบบกรีดกับพันธุ์ยางควรสัมพันธ์กัน ที่ผ่านมาเคยแนะให้เกษตรกรใช้วิธีนี้แต่คงทำไม่ได้ ดังนั้น ทางออกสำหรับการกรีดยางในทุกพันธุ์ที่แนะนำคือ วันเว้นวัน ดีที่สุด ถึงแม้จะไม่เหมาะสมก็ตาม”

จากข้อมูลตอนนี้เกษตรกรที่ปลูกยางเพื่อขายไม้ เฉลี่ยแล้วต้นอยู่ในช่วงเวลา 18-22 ปี แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ว่าจะใช้ไม้เพื่ออะไร

คุณภาพเนื้อไม้ยางพาราดีมาก ส่วนทรงต้น ความสวยของเนื้อไม้ต้องดูเป็นบางพันธุ์ อย่าง 251 ต้นไม่สวย จะคดงอ ราคาจึงไม่ดี แต่ถ้าจะใช้เป็นไม้แผ่นทำเฟอร์นิเจอร์ ควรใช้พันธุ์ 235 ดูจะเหมาะสมกว่าเพราะลำต้นตรง เนื้อสวย หรืออย่างฉะเชิงเทรา 50 ก็พอได้ เพราะทั้ง 2 พันธุ์นี้ ต่างกันเล็กน้อยเท่านั้น

“โดยทั่วไปอายุสัก 10 ปี ก็เริ่มขายกันได้ แต่ถ้านำไปอัดเป็นพาร์ติเคิลบอร์ด อายุต้นเท่าไรก็ใช้ได้ ตอนนี้ทางจีนนิยมนำไม้ยางไปแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์ เพราะความจริงศักยภาพของไม้ยางพาราดีมาก ยิ่งทางยุโรปไม่มีการกีดกันทางการค้า แต่เท่าที่ทราบตอนนี้ในอุตสาหกรรมไม้ถ้าต้องใช้ไม้ยางนำไปแปรรูปจะติดปัญหาเพียงแค่เมื่อตัดแล้วต้องรีบแปรรูป เพราะมิเช่นนั้นจะเกิดราขึ้นทันที”

คุณกรรณิการ์ กล่าวว่า งานที่รับผิดชอบเป็นหลักคือ การแนะนำพันธุ์ยาง ที่ศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทราจะเน้นและให้ความสำคัญกับเรื่องการปรับปรุงพันธุ์ เพราะพันธุ์ลูกผสมหลายชนิดจะมาจากที่ศูนย์นี้ ทั้งนี้เพราะแต่ละพันธุ์ที่ปรับปรุงออกมาจะเหมาะสมเฉพาะในแต่ละพื้นที่ เนื่องจากแต่ละพื้นที่มีปัจจัยเสี่ยงที่ต่างกัน

“ตอนนี้การปรับปรุงพันธุ์จะมุ่งไปที่พันธุ์เพื่อต้านทานโรค อย่างโรคใบจุดก้างปลา ที่เกิดจากเชื้อรา เดิมทีโรคชนิดนี้เคยมีการแพร่ระบาดนานแล้ว แต่เมื่อประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา กลับมาอีกครั้งพร้อมกับความรุนแรง อย่างที่จันทบุรีและตราดต้องโค่นทิ้งเป็นพันไร่ แนวทางป้องกันที่ยั่งยืนคือ ต้องหาพันธุ์ใหม่ที่มีความต้านทานได้ดี”

ขณะนี้กำลังปรับปรุงพันธุ์ยางลูกผสมที่เหมาะกับการปลูกในพื้นที่ภาคอีสานโดยเฉพาะ ซึ่งเท่าที่ดูแล้วมีเด่นหลายพันธุ์ ทั้งนี้มีการทดสอบทุกปี และค่อยทยอยแนะนำออกไป โดยเป็นพันธุ์ชั้น 2, 3

“ดังนั้น เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าไปแนะนำชาวสวนยาง คงไม่สามารถฟันธงได้อย่างชัดเจนว่าควรจะปลูกแบบใด เพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยเฉพาะของแต่ละพื้นที่ ซึ่งมีองค์ประกอบต่างกัน ทั้งนี้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเกษตรกรเป็นหลัก เพียงแต่เจ้าหน้าที่ทำหน้าที่ให้ข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อประกอบการตัดสินใจเท่านั้น” นักวิชาการกล่าวสรุป

สนใจสอบถามรายละเอียดพันธุ์ยางได้ที่ ศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา โทรศัพท์ (038) 516-277

วันที่ 5-11 กุมภาพันธ์ 2558 มีงานกาชาดและงานวันยางพาราบึงกาฬ 2558 ในงานมีกิจกรรมและนิทรรศการมากมาย นิทรรศการยางพาราสำหรับปลูกเอาเนื้อไม้ ก็มีไปแสดง

กรกฎาคม 7, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

สมชาย บุญปลั้ง ปลูกต้นกระดาษดับเบิ้ล เอ สุขอย่างยั่งยืน บนความพอเพียง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05045010258&srcday=2015-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 592

เทคโนโลยีการเกษตร

สมชาย บุญปลั้ง

สมชาย บุญปลั้ง ปลูกต้นกระดาษดับเบิ้ล เอ สุขอย่างยั่งยืน บนความพอเพียง

“การพัฒนาประเทศ จำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใช้ ของประชาชนส่วนใหญ่เบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เมื่อได้พื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควร และปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ และฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป” พระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นหลักยึดในการดำเนินชีวิตของประชาชนคนไทยทุกคน โดยเฉพาะ คุณลุงสมชาย บุญปลั้ง ชาวอำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ที่ได้นำพระราชดำรัสดังกล่าวมาเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจต่อสู้กับความยากลำบากให้ผ่านพ้นไปด้วยคำว่า “พอเพียง”

คุณลุงสมชาย บุญปลั้ง อายุ 54 ปี มีอาชีพรับจ้างขับรถขนส่งเครื่องมือเครื่องจักรกลให้กรมชลประทาน เวลาว่างจากการทำงาน ก็จะทำนา ทำสวน เพื่อเป็นรายได้เสริมให้ครอบครัวจนสามารถตั้งตัวได้ จากที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นครอบครัวที่ยากจนที่สุดในหมู่บ้านกลาง หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านทาม อำเภอศรีมหาโพธิ ทำข้าวก็ได้น้อย เพราะน้ำท่วมบ้านอยู่บ่อยครั้ง แต่ด้วยความเป็นผู้นำครอบครัว จึงไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา ยืนหยัดต่อสู้ทำงานทุกอย่าง โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง เป็นหลักชัยในการดำเนินชีวิต ทั้งปลูกไม้ผลไว้กินเอง และยังมีเหลือไว้ขายเป็นรายได้ ทำให้ลุงสมชายสามารถล้างหนี้สินที่เคยมี และปลูกบ้านให้ภรรยาและลูกหลานได้พักอาศัยกันได้สำเร็จในระยะเวลาเพียง 18 ปี

บนพื้นที่นากว่า 40 ไร่ และพื้นที่บ้านอีก 10 ไร่ คุณลุงสมชายได้บริหารจัดการแบ่งสันปันส่วนพื้นที่เพื่อปลูกพืชผลการเกษตร อาทิ ต้นมะพร้าว มะปราง กล้วย พริกสด มีบ่อเลี้ยงปลาดุก บนผิวน้ำก็ปลูกดอกบัว ซึ่งผักสวนครัวส่วนใหญ่ก็จะปลูกไว้กินเองภายในครอบครัว เมื่อเหลือก็นำไปขาย ต่อครั้งก็ได้ตั้งแต่หลักร้อยจนถึงหลักหมื่นบาท

“คนเราถ้าอยู่ได้ด้วยความพอเพียง อยู่เท่าที่ตนมี ใช้เท่าที่ตนใช้ ก็สามารถอยู่ได้อย่างมีความสุข ไม่เดือดร้อนแล้ว ลุงจำคำสอนเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงมาใช้ตลอด เพราะเดินตามรอยพระองค์ท่าน ลุงจึงมีวันนี้ได้” คุณลุงสมชาย กล่าว

ด้วยความมานะอดทน ทั้งการทำงานประจำและการใช้เวลาว่างทำนาข้าว รวมถึงปลูกพืชผลพืชสวนครัวไว้รอบบ้าน จนมีคนในหมู่บ้านแนะนำว่า บนคันนาที่ว่างสามารถปลูกต้นกระดาษดับเบิ้ล เอ เป็นรายได้เสริมได้ คุณลุงสมชายจึงได้นำมาปลูกในที่ว่างบนคันนา เพราะเห็นว่าเป็นการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์ ทั้งยังเป็นการเพิ่มความร่มรื่นให้กับแปลงนาได้อีกด้วย ครั้งหนึ่งเกิดน้ำท่วมหนัก นาข้าวเสียหายหมด แต่ไม่น่าเชื่อว่าต้นกระดาษยังเหลืออยู่และสามารถตัดขายให้บริษัทได้ ทำให้มีรายได้มาช่วยเหลือจุนเจือครอบครัว และที่สำคัญต้นกระดาษก็ไม่ได้ทำให้ผลผลิตข้าวมีปัญหาเลย

“ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า จะสามารถใช้ประโยชน์จากคันนา จนกระทั่งเพื่อนบ้านชวนให้ปลูกต้นกระดาษดับเบิ้ล เอ บนคันนา ซึ่งเห็นว่าเป็นพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร และยังเป็นการร่มรื่นให้กับแปลงนา พอถึงเวลา 3 ปี 5 ปี ก็ตัดไปขายได้ เป็นรายได้เพิ่มเติมนอกจากการทำนา ตอนนี้ปลูกต้นกระดาษไว้แล้ว 1,750 ต้น” คุณลุงสมชาย เล่า

ปัจจุบัน คุณลุงสมชายสามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้อย่างมีความสุข ทำมาหากินแบบพอเพียง ไม่เป็นหนี้สิน ทั้งยังสามารถส่งลูกหลานเล่าเรียนจนจบมีงานการที่ดีในท้องถิ่น ไม่ต้องย้ายถิ่นฐานไปหางานในเมืองใหญ่ ทำให้ครอบครัวอยู่ด้วยกันอย่างอบอุ่น พร้อมหน้าพร้อมตากัน

เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับประเทศ ความพอเพียง หมายถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล ดั่งเช่น คุณลุงสมชาย บุญปลั้ง หนึ่งในเกษตรกรสมาชิกของดับเบิ้ล เอ ที่คัดเลือกให้เป็นเกษตรกรตัวอย่างที่ดำเนินชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง อีกทั้งส่งเสริมการรู้จักใช้ทรัพยากรที่ตนมีอย่างคุ้มค่า และสร้างงาน สร้างรายได้ โดยไม่เบียดเบียนใคร นับเป็นความสุขที่ยั่งยืนของเกษตรกรไทย

กรกฎาคม 7, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

สตรอเบอรี่ ผลไม้ที่ออกมากช่วงเดือนแห่งความรัก

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05046010258&srcday=2015-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 592

เทคโนโลยีการเกษตร

กุณฑล เทพจิตรา

สตรอเบอรี่ ผลไม้ที่ออกมากช่วงเดือนแห่งความรัก

สตรอเบอรี่ เป็นผลไม้ที่เก็บเกี่ยวผลผลิตออกสู่ตลาดตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเมษายน

ในเดือนกุมภาพันธ์ผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากและเป็นเดือนแห่งความรัก อีกทั้งผลสตรอเบอรี่นั้น มีรูปลักษณะคล้ายหัวใจ สีแดงสดใส รสชาติหวานอมเปรี้ยว กลิ่นหอม สตรอเบอรี่จึงเป็นผลไม้ที่ออกมามาก ตรงกับช่วงเดือนแห่งความรัก

สะเมิง ดินแดนแห่งสตรอเบอรี่

สตรอเบอรี่ มีพื้นที่ปลูกหลักอยู่ในภาคเหนือ โดยเฉพาะบนพื้นที่สูง เนื่องจากมีสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม

ในเขตอำเภอสะเมิง ซึ่งระยะทางห่างจากจังหวัดเชียงใหม่ ประมาณ 45 กิโลเมตร เป็นแหล่งที่ปลูกสตรอเบอรี่มากที่สุดในประเทศไทย มีพื้นที่ปลูก 3,174 ไร่ ผู้ปลูก 539 ราย เกษตรกรนิยมปลูกสตรอเบอรี่ 2 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์พระราชทาน 80 เป็นสายพันธุ์ที่เหมาะสมสำหรับบริโภคผลสด รูปลักษณะทรงกรวยและหัวใจ รสชาติหวาน กลิ่นหอม สีแดงสวยงาม เนื้อแน่น แต่ผิวบางไม่เหมาะสำหรับการขนส่งในระยะทางไกล ให้ผลผลิต ประมาณ 3,000 กิโลกรัม ต่อไร่ และอีกสายพันธุ์หนึ่งที่เกษตรกรนิยมปลูก ได้แก่ พันธุ์ 329 เป็นสายพันธุ์เพื่อการบริโภคสดและแปรรูป เป็นพันธุ์ที่กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำ ให้ผลผลิตประมาณ 3,500 กิโลกรัม ต่อไร่ มีลักษณะผลใหญ่ เนื้อแน่น กรอบ รสชาติเปรี้ยวอมหวาน ทนทานต่อการขนส่ง ไม่เสียหายง่าย เก็บรักษาได้นาน 3-7 วัน

คุณวิทยา นาระต๊ะ ประธานกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตสตรอเบอรี่ปลอดภัยอำเภอสะเมิง กล่าวว่า การปลูกสตรอเบอรี่เพื่อให้ได้ผลผลิตคุณภาพดีนั้น เกษตรกรจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับดิน โดยปรับปรุงบำรุงดินให้อุดมสมบูรณ์ทั้งอินทรียวัตถุและธาตุอาหารก่อนที่จะปลูกต้องไถดินตากแดด ประมาณ 7 วัน เพื่อกำจัดโรคแมลงในดิน จากนั้นยกร่องหรือขึ้นแปลง แต่งแปลงด้วยปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์ ใช้วัสดุคลุมแปลงเพื่อป้องกันวัชพืช ควบคุมความชื้นและป้องกันไม่ให้ผลผลิตกระทบผิวดิน ทั้งนี้เพราะโรคและเชื้อราจะเข้าทำลายผลสตรอเบอรี่ สำหรับปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องให้ความสำคัญควบคู่กันไป ได้แก่ การจัดระบบการให้น้ำ การคัดเลือกสายพันธุ์ดีที่ปลอดโรค การดูแลรักษา การใช้สารชีวภัณฑ์ควบคุมโรคและแมลง การใช้ผึ้งและชันโรงช่วยผสมเกสร การเก็บเกี่ยวและการบริหารจัดการด้านการตลาด รวมทั้งการแปรรูปผลผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่า

ซึ่งองค์ความรู้และเทคนิคต่างๆ นั้น สามารถเรียนรู้และศึกษาดูงานได้ที่ ศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสตรอเบอรี่อย่างยั่งยืน หมู่ที่ 5 ตำบลบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสถาบันการเงินและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ร่วมกันบูรณาการให้การสนับสนุน และคุณวิทยา นาระต๊ะ เกษตรกรปราดเปรื่องเรื่องสตรอเบอรี่ พร้อมที่จะถ่ายทอดความรู้และให้คำแนะนำแก่เกษตรกรและผู้ที่สนใจการผลิตสตรอเบอรี่ที่มีคุณภาพดีและปลอดภัยจากสารเคมี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. (084) 803-9905

กรกฎาคม 7, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

“แตงทิเบต ซินเจียง” คลื่นลูกใหม่ ในวงการ เมล่อน เมืองไทย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05051010258&srcday=2015-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 592

เทคโนโลยีการเกษตร

พิงค์ บุ๊ก

“แตงทิเบต ซินเจียง” คลื่นลูกใหม่ ในวงการ เมล่อน เมืองไทย

ในช่วงอากาศร้อนๆ หากได้กินผลไม้รสหวานฉ่ำในตระกูลแตง มักจะรู้สึกชื่นอกชื่นใจ กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทีเดียว เมื่อตั้งวงพูดคุยกับเพื่อนๆ ในก๊วนเดียวกัน พบว่า ขณะนี้หลายคนเริ่มปันใจจากเดิมที่เคยชื่นชอบ แตงโม เมล่อน แคนตาลูป หันไปเลือกซื้อผลไม้ตัวใหม่ ที่เรียกว่า “แตงทิเบต ซินเจียง” เพราะติดใจรสชาติความหวานอร่อยของไม้ผลชนิดนี้ ยิ่งแช่เย็นนิดๆ ยิ่งเพิ่มความอร่อยมากขึ้น ทุกวันนี้ แตงทิเบต เริ่มเป็นที่รู้จักของตลาดในวงกว้างมากขึ้น สังเกตได้จากมีผลไม้ชนิดนี้วางขายตามแผงขายผลไม้ และรถเข็นขายผลไม้จำนวนมาก

จับกระแสตลาด

“แตงทิเบต ซินเจียง”

ความจริง แตงทิเบต ซินเจียง อยู่ในตระกูลเมล่อน มีต้นกำเนิดในเมืองจีน และกลายเป็นสินค้าที่จีนส่งออกไปขายประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทย ด้วยรสชาติที่อร่อย รูปทรงผลสวย แปลกตา ทำให้แตงทิเบตได้รับความสนใจและชื่นชอบจากคนไทย ที่ผ่านมามีการนำเข้ามาขายในเมืองไทยบ้างประปราย เนื่องจากมีราคาที่ค่อนข้างสูง แม้เมืองไทยจะปลูกแตงทิเบตได้เช่นกัน แต่มีจุดอ่อนเรื่องเมล็ดพันธุ์ที่หาซื้อได้ยาก และยังไม่มีสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในเมืองไทย ในแง่การเจริญเติบโต การทนทานโรค-แมลง รวมทั้งการยอมรับของตลาด

แต่วันนี้ แตงทิเบต สายพันธุ์ซินเจียง ซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วน สามารถตอบโจทย์ทุกความต้องการ นับว่า สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้แก่วงการเมล่อนเมืองไทยได้สำเร็จ โดยไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากจีนอีกต่อไป เนื่องจาก บริษัท มูนสตาร์ อกริคัลเจอร์ จำกัด ผู้รับซื้อ แคนตาลูป-เมล่อน รายใหญ่ของไทยได้เซ็นสัญญาความร่วมมือทางการค้า ในฐานะผู้ผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์แตงทิเบต ซินเจียง ของ บริษัทเพื่อนเกษตรกร จำกัด หรือ บริษัท โนนยู ซีด จำกัด ประเทศไต้หวัน แต่เพียงผู้เดียว จำนวนกว่า 1 ล้านเมล็ด ในปี 2558

จากข้อตกลงการค้าดังกล่าว ทำให้เกษตรกรไทยมีโอกาสใช้เมล็ดพันธุ์แตงทิเบต ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในไทยได้ทุกพื้นที่ บริษัท มูนสตาร์ฯ ได้ทยอยเปิดตัวแตงทิเบต ซินเจียง ล็อตแรกเกือบ 10 ตัน เข้าสู่ตลาดตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ปรากฏว่าได้รับการตอบรับที่ดีมากจากตลาด เพราะแตงทิเบต ซินเจียง มีรูปทรงผลสวย ลายตาข่ายเด่น เนื้อสีส้ม เข้ม เนื้อละเอียด หวาน อร่อย

เส้นทางชีวิตที่ต้องฝ่าฟัน

ของ คุณภานุพงศ์ จันทรังษี

เมล่อน เป็นพืชที่ต้องใช้ฝีมือและเทคนิคในการปลูกมากกว่าพืชชนิดอื่น มูนสตาร์ จึงคัดเลือก คุณภานุพงศ์ จันทรังษี ซึ่งเป็นลูกไร่มือดีที่สุด มาเป็นคนปลูกแตงทิเบต ซินเจียง ล็อตแรก จำนวน 5,000 ต้น หรือเกือบ 2 ไร่ ที่จังหวัดนครราชสีมา แหล่งผลิตแคนตาลูปขึ้นชื่อของบ้านเรา คุณภานุพงศ์เป็นเด็กหนุ่มไฟแรงจากรั้วแม่โจ้ ที่มีประสบการณ์ในการปลูกแคนตาลูป เมล่อน มานานกว่า 7-8 ปี ฝีมือเขาจึงเรียกว่า พอตัวทีเดียว

คุณภานุพงศ์ เรียนจบจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ รุ่นที่ 66 สาขาพืชไร่ เริ่มต้นชีวิตการทำงานกับ บริษัท เคมีเกษตร ซึ่งเป็นวิถีส่วนใหญ่ของเด็กที่จบเกษตรทั่วไป แต่เพียง 1 ปี เขาก็ลาออกเพื่อไล่ตามความฝันของตัวเอง เมื่อครั้งสมัยเรียนเขามีโอกาสได้ฝึกงานในฟาร์มเมล่อน ที่ SAFETY FARM จังหวัดลำปาง เขาตัดสินใจกลับบ้านเกิด เพื่อลงทุนปลูกแคนตาลูปแปลงเล็กๆ

จากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา คุณภานุพงศ์รู้ว่าแคนตาลูปจะมีราคาแพงช่วงฤดูฝน เพราะตลาดมีความต้องการสูง แต่การปลูกในระยะนี้ ก็มีความเสี่ยงต่อความเสียหายสูงเช่นกัน จึงมีคนปลูกน้อย หากเขาต้องฝ่าฟันอุปสรรคเหล่านี้ได้สำเร็จ ผลผลิตมีมากเท่าไหร่ แม่ค้าก็อ้าแขนรับซื้อหมด คุณภานุพงศ์เริ่มต้นปลูกแคนตาลูปส่งแม่ค้ามาโดยตลอด ต่อมาเมื่อมีทุนก้อนใหญ่เข้ามา คุณภานุพงศ์ก็ผันตัวเองขึ้นมาเป็นพ่อค้าคนกลาง ส่งเสริมลูกไร่ปลูกเพื่อส่งผลผลิตป้อนแผงผลไม้

เพื่อสร้างชื่อเสียงให้เป็นที่ประจักษ์ในวงการ คุณภานุพงศ์ลงมือปลูกเองแปลงใหญ่ 15 ไร่ หรือประมาณ 45,000 ต้น แต่โชคไม่เข้าข้าง เมื่อเจอปัญหาไวรัส ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจของแคนตาลูป ขาดทุนหนักจนถึงขั้นหมดหวัง หยุดปลูกแคนตาลูปไปพักใหญ่ ก่อนกลับมาฮึดสู้อีกครั้ง โดยปลูกแคนตาลูป เมล่อน ส่งขาย บริษัท มูนสตาร์ฯ ด้วยฝีมือความขยันบวกกับคำแนะนำจากบริษัท ทำให้วันนี้เขาคือ เกษตรกรลูกไร่มือดีที่สุดของมูนสตาร์

เผยเทคนิคการปลูก

แตงทิเบต ซินเจียง

ให้มีคุณภาพคับแก้ว

คุณภานุพงศ์ บอกว่า เทคนิคการปลูกแตงทิเบตจะไม่แตกต่างจากการปลูกแคนตาลูป เมล่อน ทั่วไป ต้องเตรียมแปลงปลูก ให้มีขนาด กว้าง 1 เมตร ทางเดิน 1 เมตร ปลูก 2 แถว บนร่อง ระยะปลูกระหว่างแถวบนร่อง 60 เซนติเมตร ระหว่างต้น 40 เซนติเมตร 1 ไร่ ปลูกได้ประมาณ 3,000 ต้น เตรียมความสมบูรณ์ของดินด้วยการใส่ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อปรับโครงสร้างของดิน และใส่ปุ๋ยเคมีรองพื้นเพื่อเตรียมธาตุอาหารให้เพียงพอสำหรับเมล่อน ซึ่งเป็นพืชที่กินปุ๋ยค่อนข้างจุ จากนั้นวางสายน้ำหยด 2 เส้น คลุมพลาสติกที่เจาะรูมาเรียบร้อยแล้วจากโรงงาน

การเพาะกล้า ใช้วัสดุเพาะหรือมีเดีย เพื่อช่วยให้ต้นกล้าเจริญเติบโตดี อัตราการรอดสูง การเพาะเมล็ดไม่ได้บ่มเมล็ดแต่อย่างใด แต่จะใช้วิธีจิ้มแห้ง หรือการจิ้มเมล็ดลงในมีเดียโดยตรง โดยไม่ได้ทำอะไรเพื่อกระตุ้นการงอก เมื่อต้นกล้าอายุ 10 วัน ก็จะย้ายลงแปลงปลูกได้ ก่อนลงแปลงปลูกเพิ่มความสมบูรณ์และแข็งแรงด้วยการพ่นปุ๋ยเกล็ดทางใบ 30-20-10 อัตรา 20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร 1 ครั้ง ก่อนลงแปลงปลูก 1-2 วัน

ส่วนปุ๋ย คุณภานุพงศ์เลือกให้ปุ๋ยทางสายน้ำหยด โดยเริ่มให้ปุ๋ยครั้งแรก 3 วัน หลังปลูกลงแปลง โดยอายุ 20 วันแรก ให้ปุ๋ยเกล็ด 20-20-20 ปริมาณ 1 กรัม/ต้น หรือครั้งละ 5 กิโลกรัม/ 5,000 ต้น โดยจะเปิดให้ปุ๋ย 5 นาที ให้น้ำ 5 นาที ทุกวัน ทางใบพ่นปุ๋ยเกล็ดทางใบ 30-20-10 อัตรา 20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร +แบล็คโมซ่า (ยาป้องกันไวรัส) + สปินเนอร์ (ยาป้องกันราน้ำค้าง) ทุก 5-7 วัน อายุประมาณ 30 วัน หรือเมื่อแตงทิเบตเริ่มติดดอก ทางน้ำยังใช้ปุ๋ยเกล็ดสูตรเดิม 20-20-20 เพิ่มปริมาณขึ้นเป็น 10 กิโลกรัม/วัน ทางใบเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยเกล็ด 10-20-30 อัตรา 20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร+แคลเซียม-โบรอน เพื่อช่วยบำรุงดอกและผล อายุ 60 วัน หรือ 15 วัน ก่อนเก็บเกี่ยวเร่งสะสมน้ำตาลและความหวาน โดยทางน้ำใช้ 13-13-21 ครั้งละ 25-30 กิโลกรัม/5,000 ต้น อายุ 70 วัน พ่นทางใบด้วย 0-0-50 อัตรา 20 กรัม/20 ลิตร เพื่อเร่งความเข้มของสีเนื้อ เร่งความหวานรอบสุดท้าย ก่อนตัด ประมาณ 5 วัน จะงดน้ำ งดปุ๋ย

คุณภานุพงศ์ บอกว่า ช่วงที่ต้องอาศัยการดูแลอย่างใกล้ชิดและต้องใช้แรงงานมากกว่าปกติก็คือ ระยะการลิดแขนงที่แตกออกมาระหว่างซอกใบออก โดยเริ่มลิดแขนงครั้งแรก ตอนอายุ 13 วัน หลังจากนั้น อีก 5-6 วัน ลิดอีกครั้ง แขนงจะลิดไปเรื่อยๆ อายุ 1 เดือน (30-35 วัน) แต่งลูกโดยเลือกไว้ลูกที่แขนง ที่ 9-12 หลังจากนั้น อีก 3-4 วัน คัดลูกที่ดีที่สุดไว้เพียงลูกเดียว พร้อมกับแขวนลูกด้วยเชือกเพื่อช่วยรับน้ำหนักของลูก และเมื่อยอดขึ้นไปสุดค้าง หรือเลย 25 ใบ ไปแล้ว ให้ตัดยอดเพื่อหยุดการเจริญทางยอด ให้อาหารส่งมาเลี้ยงผลมากกว่าที่จะเปลืองอาหารไปเลี้ยงยอด

นอกจากนี้ ต้องดูแลใส่ใจป้องกันไวรัส ที่มีโอกาสระบาดได้ตลอดทั้งปี โดยระยะที่แพร่ระบาดรุนแรงหนัก คือ ช่วงแล้ง ที่มีการระบาดของเพลี้ยไฟ ซึ่งเป็นแมลงพาหะนำเชื้อไวรัส คุณภานุพงศ์เลือกใช้แบล็คโมซ่า (สารป้องกันไวรัส) ก็ทำให้แตงทุกรุ่นของเขามีการระบาดของไวรัสในแปลงน้อยมาก และแตงทิเบตรุ่นนี้ก็ใช้สารเคมีไม่มาก เขาพ่นสารเคมีไปไม่กี่ครั้งเท่านั้น โดยเมื่อเจอศัตรูชนิดไหนก็พ่นตามการระบาด สารเคมีที่ใช้ก็จะมี อิมิดาคลอพริด คาร์โบซัลแฟน พ่นสลับกันไปเพื่อป้องกันการดื้อยา นอกจากนี้ ก็จะมีโรคที่สำคัญของแคนตาลูปคือ ราน้ำค้าง แอนแทรกโนส ใช้ สปินเนอร์ สลับกับ โปรไฟเลอร์ พ่นเพียง 1-2 ครั้ง เท่านั้น นั่นเพราะแตงทิเบตเป็นแตงที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมของบ้านเราได้ดีนั่นเอง

ผลผลิตล็อตแรก ได้เกือบ 10 ตัน

เนื่องจากต้องการให้เก็บเกี่ยวแตงทิเบตชุดนี้ออกสู่ตลาดในช่วงปีใหม่ จึงนับย้อนไป 75 วัน ก่อนเริ่มเพาะเมล็ด จากการดูแลแบบมืออาชีพ ทำให้ผลผลิตรุ่นนี้มีความเสียหายน้อยมาก แถมมีคุณภาพที่ดีและเก็บผลผลิตได้อย่างเต็มที่กว่า 10 ตัน คุณภานุพงศ์ทยอยเก็บผลผลิตออกจากแปลงครั้งละ 3 ตันเศษ น้ำหนักแต่ละลูก 1.5-2 กิโลกรัม

ในการดูแลแปลง คุณภานุพงศ์จะไว้ผลแตง 2 ลูก ใน 1 ต้น ส่วนต้นที่เลือกไว้ผลเพียง 1 ลูก จะมีขนาดน้ำหนักเฉลี่ย 3 กิโลกรัม/ผล เลยทีเดียว คุณภานุพงศ์ลงทุนกับแตง 5,000 ต้น ชุดนี้ไป ประมาณ 50,000 กว่าบาท แต่มีรายได้จากการขายไม่ต่ำกว่า 200,000 บาท ได้ผลกำไรคุ้มค่ากับความเหนื่อย จึงวางแผนการปลูกแตงทิเบตชุดใหม่อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการปลูกแคนตาลูปและเมล่อนสายพันธุ์ซูโม่ ส่งขายให้กับมูนสตาร์

คุณภานุพงศ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การปลูกพืชตระกูลแคนตาลูป เมล่อน ต้องมีการวางแผนการจัดการแบบละเอียดอ่อน เพราะมีความเสี่ยงสูง ทั้งปัญหาโรค-แมลง กวนเยอะ หากสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตในแต่ละรอบได้เกิน 60-80% ก็ถือว่าได้ผลกำไรเกินคุ้ม คุณภานุพงศ์มุ่งมั่นที่จะทำงานในอาชีพนี้ต่อไป เพราะการปลูกแคนตาลูป เมล่อน ช่วยสร้างรายได้และสร้างชีวิตมีความเป็นอยู่ที่ดีให้กับเขา และเชื่อว่า เกษตรกรรายอื่นๆ น่าจะประสบความสำเร็จในอาชีพนี้ได้เช่นเดียวกับเขา หากมีความอดทน ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง และไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคและปัญหาต่างๆ

ปัจจุบัน บริษัท มูนสตาร์ฯ เข้าไปส่งเสริมให้เกษตรกรทั่วประเทศปลูกแตงทิเบต แบบปูพรม เพื่อให้มีผลผลิตเพียงพอต่อการป้อนตลาด โดยวางเป้าการผลิตไว้ที่ 300 เมล็ด/ปี หรือประมาณ 300 ไร่ ในปี 2558 นี้ หากใครสนใจอยากจะเข้าร่วมโครงการนี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณหนึ่งฤทัย โทร. (089) 783-5887…

กรกฎาคม 7, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ผักโขมหนาม…กินได้ ให้ประโยชน์ทางยาอย่างดี

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05063010258&srcday=2015-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 592

เทคโนโลยีการเกษตร

อดุลย์ศักดิ์ ไชยราช

ผักโขมหนาม…กินได้ ให้ประโยชน์ทางยาอย่างดี

มีหลายคนสงสัยว่า “ผักโขมหนาม” ตอนนี้หายาก ไม่ค่อยพบเห็นเลย หรือว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว เมื่อก่อนนี้ชาวบ้านไปหาตัดมาต้มผสมหยวกกล้วย ปลายข้าว และรำเลี้ยงหมูดำ หมูบ้านกัน ประหยัดค่าใช้จ่ายมาก ที่หายไปเพราะมันอาจจะมีหนามแหลมคมมากละกระมัง คนถึงไม่นำมาแพร่พันธุ์ปลูกไว้บริเวณสวนหลังบ้าน ปล่อยตามธรรมชาติ ริมน้ำที่มีกรวด หิน ดิน ทราย ไปหาตัดเอาตอนเย็นๆ ตัดทีหนึ่งสัก 10-20 ต้น นำมาสับๆ ใส่ปี๊บต้มไว้เลี้ยงหมู ผักโขมหนามต้นโตมากๆ แตกกิ่งก้าน ยอดเป็นพุ่ม มีหนามทั่วไปที่ข้อโคนก้านใบ ทิ่มมือเจ็บมาก ต้องมานั่ง “บ่งหนาม” กันเป็นชั่วโมงๆ

ผักโขมหนาม หรือบางแห่งเรียก ผักขมหนาม ผักขมสวน ผักโหมหนาม (ใต้) ชาวกะเหรี่ยงเลี้ยงหมูเรียก กะเหม่อลอมี หรือแม่ล้อคู่ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amaranthus spinosus linn. อยู่ในวงศ์ AMARANTHACEAE เช่นเดียวกับ ผักโขมหัด ผักขม ผักโหม ผักหม ชอบขึ้นตามป่าละเมาะ ริมชายป่าที่รกร้าง ริมลำน้ำ ลำคลอง หนอง บึง และพบว่าเป็นวัชพืชในสวนพืชผัก ไม้ผล เป็นไม้ล้มลุกเนื้ออ่อน อายุปีเดียว แพร่พันธุ์ด้วยเมล็ด ซึ่งต้นหนึ่งมีจำนวนมากมาย ถ้าปล่อยให้ติดดอกจนแก่ จะแพร่พันธุ์ได้รวดเร็ว ผักโขมหนาม มีลำต้นเหลี่ยมหรือกลม ผิวเรียบ แตกกิ่งก้านมาก ใบเป็นใบเดี่ยวรูปไข่ ปลายใบแหลมออกสลับกัน ก้านใบยาวและมีหนามเกิดขึ้นตรงโคนก้านใบ 1 คู่ ดอกออกเป็นช่อสีเขียวอ่อน ดอกย่อยขนาดเล็ก ช่อดอกมีหนามแหลมเล็กๆ เมล็ดสีดำหรือน้ำตาล

ประโยชน์ทางยา ใบและต้น นำมาผัดกับตับหมู กินแก้โรคเบาหวาน ขับปัสสาวะ แก้ตกเลือด โขลกให้ละเอียดใช้พอกฝี จะช่วยเรียกหนองให้เกิดเร็ว สมัยสงครามใช้เป็นยาแก้โรคหนองใน แก้ขี้กลาก แก้แน่นท้อง ช่วยขับน้ำนม เป็นยาระงับความร้อน แก้ไข้ แก้เด็กลิ้นเป็นฝ้าละออง เบื่ออาหาร แก้ช้ำใน การนำผักโขมหนามมาทำอาหารกิน ใช้ใบยอดอ่อนที่สุด ซึ่งยอดใบก็มีหนามแหลมด้วย ต้องระวังในการเด็ด นำมาต้ม ลวก ผัด แกงได้สารพัด สูตรอาหารใช้ในการแก้โรคเบาหวาน ใช้ต้นหรือกิ่งที่อวบใหญ่ยังไม่แก่มากนัก จนถึงกิ่งยอดอ่อน นำมาปอกเปลือกเอาเนื้อใน หั่นสไลซ์เป็นแผ่นบางๆ จะได้คล้ายเนื้อฟักอ่อน หรือคล้ายเนื้อบวบน้ำเต้า นำมาผัดน้ำมันหอยใส่ตับหมู ปรุงพริก กระเทียม เครื่องปรุงรสนิดหน่อย สุดยอดอาหารจานเด็ดเลย หรือจะนำมาเป็นผักต้ม โดยหั่นเป็นท่อนๆ ต้มสุกแล้วนำมาปอกเปลือกกินเนื้อในแกล้มน้ำพริกปลาย่าง ปลาร้า กรอบ หวาน นุ่มลิ้น มากประโยชน์

สารสีเขียวในพืชผักที่เรียกว่า “คลอโรฟิลล์” (chlorophyll) ผักที่มีสีเขียวเข้มมาก จะมีคลอโรฟิลล์มาก สารคลอโรฟิลล์มีคุณค่ามาก เมื่อถูกย่อยแล้วมีพลังแรงมาก ในการป้องกันมะเร็ง ทั้งยังช่วยขจัดกลิ่นเหม็นในร่างกายคนเราได้ พืชผักต่างๆ มีคลอโรฟิลล์ ซึ่งเป็นยาวิเศษขนานแท้ มีราคาถูก หาง่าย ที่ต้านสารอนุมูลอิสระ หรือสารกระตุ้นกระบวนการออกซิเดชั่น ที่เรารู้จักกันว่า สารก่อเกิดมะเร็ง

ในผักโขมก็เช่นกัน ไม่ว่าผักโขมหนาม ผักโขมหัด ผักขม ล้วนแต่มีคุณสมบัติในการต้านมะเร็งทั้งนั้น ผักโขมหนามเป็นพืชที่ขึ้นได้ง่าย ขยายพันธุ์เร็ว จนถูกนับจัดให้เป็นวัชพืช หรือพืชที่ไม่พึงต้องการของเกษตรกร และมีหนามแหลมคม ที่วัว-ควาย ไม่นิยมไปกัดกิน ก็คงมีแต่คนที่เลี้ยงหมูบ้าน ตัดมาต้มผสมหยวก รำ ปลายข้าว ตามดอยชาวเขานิยมเลี้ยงกันมาก ลงมาพื้นที่ราบ นิยมเลี้ยงหมูหลุม ก็ใช้สูตรอาหารเลี้ยงได้ดี เห็นสูตรเลี้ยงหมูหลุม เขามีการเลี้ยงอาหารสำเร็จรูปด้วย ซึ่งไม่อยากแนะนำเลย ให้หมูหลุมเป็นหมูที่เติบโตตามธรรมชาติจริงๆ ดีกว่า เลี้ยงด้วยต้มผักโขม ผสมหยวกกล้วย เศษข้าว ปลายข้าว รำอ่อน หรือมีผักอื่นๆ ที่มี จะเพิ่มธาตุอาหารได้อีกมาก ส่วนการนำมาเป็นอาหารคน ก็อย่าคิดว่าเป็นการแย่งอาหารหมูมากิน คิดว่าแบ่งปันผลประโยชน์เพื่อชีวิตร่วมโลกนี้ก็แล้วกัน

กรกฎาคม 7, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,261 other followers

%d bloggers like this: