ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

เปิดบ้านงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ดูถั่วงอกคอนโดฯ ปลูกง่าย ขายได้กำไร ตุลาคม 23, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05040150657&srcday=2014-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 577

เทคโนโลยีการเกษตร

ผู้แต่ง

เปิดบ้านงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ดูถั่วงอกคอนโดฯ ปลูกง่าย ขายได้กำไร

ผ่านพ้นไปแล้ว สำหรับการจัดงาน “เปิดบ้านงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร” ประจำปี 57 ที่จัดขึ้นระหว่าง วันที่ 29-31 พฤษภาคม 2557 ที่ผ่านมา เพื่อเป็นเวทีในการเผยแพร่ผลงานวิจัยที่ดีเด่นในรอบปีของกรมวิชาการเกษตรสู่สายตาประชาชน ปรากฏว่าตลอด 3 วัน มีประชาชน เกษตรกร นักเรียน นิสิต นักศึกษา เข้าเยี่ยมชมเป็นจำนวนมาก เรียกว่าประสบความสำเร็จเกินคาดหมาย

คุณดำรงค์ จิระสุทัศน์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า เป็นสิ่งที่น่ายินดีที่การจัดงาน “เปิดบ้านงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร” ภายใต้แนวคิด “งานวิจัยก้าวไกล กล้วยไม้ตระการตา ก้าวหน้าเทคโนโลยี” ตลอด 3 วัน ที่ผ่านมา ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก ผู้คนเข้ามาเยี่ยมชมงานอย่างหนาแน่นตลอดทั้งวัน แสดงให้เห็นถึงการตื่นตัวของประชาชนในการเรียนรู้นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ด้านการเกษตรได้เป็นอย่างดี

ถั่วงอกคอนโดฯ

งานจากพืชไร่ชัยนาท

การเพาะถั่วงอกคอนโดฯ เป็นหนึ่งผลงานวิจัยที่กรมวิชาการเกษตรได้นำมาจัดแสดงในงาน โดยมีศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท เป็นเจ้าของผลงาน

คุณอารดา มาสริ นักวิชาการเกษตร ชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท กล่าวว่า การศึกษาวิจัยเรื่องการเพาะถั่วงอกคอนโดฯ มีเป้าหมายเพื่อให้เกษตรกรได้นำองค์ความรู้จากการเพาะถั่วงอกไปสร้างเป็นรายได้เสริมให้กับครอบครัว

ทั้งนี้ ถั่วงอกคอนโดฯ นอกจากจะมีการเพาะที่ง่าย สะดวก และใช้ระยะเวลาน้อย เพียง 3 วัน ผู้เพาะจะสามารถนำถั่วงอกไปจำหน่ายได้ อีกทั้งยังปลอดสารพิษด้วย และที่สำคัญยังเป็นการเพาะที่เน้นการใช้ภาชนะที่หาได้ง่าย เช่น ในถังพลาสติกสีดำ หรือขวดน้ำมันพืชและหม้อดิน

ในที่นี้จะขอนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการเพาะถั่วงอกคอนโดฯ ปลอดสารพิษในถังพลาสติกสีดำ โดย คุณอารดา บอกว่า อุปกรณ์สำคัญในการเพาะถั่วงอกคอนโดฯ ประกอบด้วย

– เมล็ดถั่วเขียวคุณภาพดี โดยถั่วเขียว 1 กิโลกรัม จะสามารถเพาะถั่วงอกได้ ประมาณ 5 กิโลกรัม

– ถังพลาสติกสีดำ เส้นผ่าศูนย์กลาง 12 นิ้ว เจาะรูระบายน้ำที่ก้นภาชนะ 1 รู (ขนาด 0.5 นิ้ว)

– ตะแกรงลวดวงกลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 10 นิ้ว ขาสูง ประมาณ 1.5 นิ้ว

– ตะแกรงพลาสติกสีดำ ตัดเป็นวงกลม ขนาดเท่าภาชนะเพาะ จำนวน 4 ชิ้น

– กระสอบป่าน ตัดเป็นวงกลม ขนาดเท่าภาชนะเพาะ จำนวน 5 ชิ้น

– อุปกรณ์อื่นๆ เช่น ถังแช่เมล็ด สายยาง น้ำสะอาด กะละมัง ตะแกรงล้างถั่วงอก

วิธีการเพาะ

1. ใช้เมล็ดถั่วเขียว ประมาณ 500 กรัม แช่เมล็ดในน้ำธรรมดาหรือน้ำอุ่น ประมาณ 6 ชั่วโมง

2. ล้างเมล็ดถั่วเขียวที่แช่ให้สะอาด โดยล้างเอาสิ่งเจือปนและเมล็ดพองตัวออกทิ้ง

3. ล้างเมล็ดถั่วเขียวที่แช่ในน้ำสะอาด แล้วใส่ในภาชนะที่เตรียมเพาะ โดยโรยและเกลี่ยเมล็ดให้เสมอกันบนตะแกรงพลาสติกชั้นแรกล่างสุด (ความหนาของเมล็ดที่เพาะ ประมาณ 1 เซนติเมตร) ปิดทับด้วยกระสอบ จากนั้น ชั้นที่ 2-4 ทำเหมือนกับชั้นแรก รวม 4-5 ชั้น แต่ไม่เกิน 5 ชั้น นำไปไว้ในที่ร่มและเย็น

4. รดน้ำทุกวัน วันละ 3-4 ครั้ง

5. เมื่อเพาะถึง วันที่ 3 นำถั่วงอกที่ได้มาตัดราก ล้างเอาเปลือกถั่วเขียวออก จะได้ถั่วสำหรับบริโภค ประมาณ 2-2.5 กิโลกรัม

แต่ในกรณีที่ผู้สนใจไม่สามารถเตรียมวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ได้เอง ทางคุณอารดาบอกว่า ในขณะนี้ได้จัดชุดเพาะถั่วงอกคอนโดฯ ในถังพลาสติกออกจำหน่ายด้วย ราคาชุดละ 150 บาท

แต่อย่างไรก็ตาม กรณีที่ผู้สนใจต้องการเพาะถั่วงอกในแบบการค้า คุณอารดา ให้ข้อมูลว่า มีเทคนิคการเพาะที่ต้องใส่ใจ เช่น

– การเลือกเมล็ดถั่วเขียว ต้องเป็นเมล็ดที่มีคุณภาพดี ไม่ใหม่หรือเก่าเกินไป เมล็ดไม่ถูกฝนในระยะการเก็บเกี่ยว ปลอดโรคแมลงทำลาย อายุเก็บรักษา ประมาณ 3-6 เดือน เพราะเมล็ดใหม่จะมีเมล็ดแข็ง ประมาณ 5-20 เปอร์เซ็นต์ เมล็ดเก่าจะเป็นเมล็ดเสื่อมคุณภาพ

– ภาชนะเพาะถั่วงอก เป็นภาชนะที่มีผิวเรียบทรงกระบอก หรือมีปากภาชนะแคบเล็กน้อย เพื่อจำกัดพื้นที่ในการงอกให้ถั่วงอกมีลักษณะอวบอ้วน และภาชนะควรมีสีดำป้องกันแสงสว่าง ทำให้ถั่วงอกมีสีขาว

– การเพาะเตรียมเมล็ดก่อนเพาะ แช่เมล็ดเพาะเพื่อช่วยเร่งระยะเวลาการเพาะถั่วงอกให้เร็วขึ้นในชั่วโมงแรกของการแช่น้ำ ควรเลือกเมล็ดที่พอง เมล็ดแตก เมล็ดเหล่านี้จะเป็นสาเหตุทำให้ถั่วงอกเน่าได้

– น้ำ เป็นปัจจัยสำคัญต่อการงอก ควรเป็นน้ำสะอาด การให้น้ำควรให้อย่างสม่ำเสมอ ให้ในปริมาณที่มากพอ

– ระยะในการเพาะถั่วงอก ประมาณ 3-4 วัน ซึ่งระยะเวลาขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ ภาชนะ วัสดุเพาะ

– การใช้สารเคมีกับถั่วงอก สามารถใช้ที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เช่น สารส้ม แช่ถั่วงอก เพื่อช่วยให้ถั่วงอกกรอบมีสีขาว แต่ไม่ควรใช้สารฟอกขาว เช่น โซเดียมไฮโดรซัลไฟด์ โซดาไฟ ฟอร์มาลีน เพราะเป็นอันตรายต่อสุขภาพทั้งสิ้น

สำหรับผู้สนใจ ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเพาะถั่วงอก สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท โทร. (056) 405-080-1

กล้วยไม้ ก็เด่น

พร้อมชูจัดงานเอเชียแปซิฟิก

ทั้งนี้ นอกจากเพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตรที่สำเร็จสู่สายตาประชาชนแล้ว ไฮไลต์ของปีนี้ได้เนรมิตโซนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางพันธุกรรมกล้วยไม้ เพื่อแสดงศักยภาพความหลากหลายทางชีวภาพของไทย ในการเตรียมพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมวิชาการกล้วยไม้เอเชียแปซิฟิก (Asia Pacific Orchid Committee) ครั้งที่ 12 หรือที่รู้จักกันในชื่อ APOC 12 อีกด้วย ซึ่งสมาชิกประกอบด้วย 11 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น มาเลเซีย สหภาพเมียนมาร์ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ บรูไน ไต้หวัน สาธารณรัฐประชาชนจีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และไทย

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า งานกล้วยไม้เอเชียแปซิฟิก (APOC) เป็นงานใหญ่ที่วงการกล้วยไม้ทั่วโลกต่างให้ความสนใจ โดยมีทั้งการจัดแสดงโชว์ความหลากหลายที่สวยงามของกล้วยไม้ และการประชุมวิชาการด้านกล้วยไม้ที่เป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมกล้วยไม้ระดับโลก ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีมูลค่าเชิงธุรกิจในอันดับต้นๆ ของพืชการเกษตร โดยงานดังกล่าวกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยงานรับผิดชอบดำเนินการ โดยงานจะจัดขึ้นระหว่าง วันที่ 19-27 มีนาคม 2559 หรืออีก 2 ปีข้างหน้า ถือเป็นงานที่ยิ่งใหญ่และเป็นประโยชน์ต่อแวดวงวิชาการ ด้านการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อการขยายพันธุ์ เทคนิคการดูแลรักษาที่ก้าวหน้าไปพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ และการพัฒนาและอนุรักษ์กล้วยไม้เป็นอย่างมาก

ปัจจุบัน ประเทศไทยเป็นประเทศที่ส่งออกดอกกล้วยไม้และต้นกล้วยไม้ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 3,000 ล้านบาท ต่อปี โดยส่งออกดอกกล้วยไม้เขตร้อนมีสัดส่วนสูง เป็นอันดับ 1 ของโลก ในขณะที่การส่งออกต้นกล้วยไม้ เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากประเทศไต้หวันเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีความหลากหลายของพันธุกรรมกล้วยไม้กว่า 1,000 ชนิด จากทั่วโลก มี 25,000 ชนิด

“สำหรับวัตถุประสงค์ในการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมวิชาการกล้วยไม้เอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ 12 ของไทยครั้งนี้ เพื่อแสดงถึงศักยภาพและขีดความสามารถของประเทศไทย ทั้งด้านการผลิตและการตลาด และเป็นการสนับสนุนด้านการส่งออกกลุ่มสินค้ากล้วยไม้ไปสู่ตลาดโลก ทั้งนี้ ไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกกล้วยไม้ตัดดอกเขตร้อนรายใหญ่ของโลก รวมทั้งเป็นการสร้างความเข้าใจอันดีกับกลุ่มประเทศสมาชิกและประเทศคู่ค้า ที่สำคัญงานดังกล่าวยังเป็นการประชาสัมพันธ์ภาพพจน์ของประเทศไทย ซึ่งไม่เฉพาะด้านกล้วยไม้เท่านั้น ยังรวมถึงศักยภาพด้านการท่องเที่ยว ด้านศิลปวัฒนธรรม และด้านการศึกษาทั้งในประเทศและระหว่างประเทศอีกด้วย” คุณดำรงค์ กล่าว

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวด้วยว่า ปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตร เป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบด้านงานวิจัยและพัฒนากล้วยไม้ ฉะนั้น ในงาน “เปิดบ้านงานวิจัย กรมวิชาการ” ปีนี้ นอกจากจะเป็นเวทีเผยแพร่ผลงานวิจัยที่ดีเด่นของกรมวิชาการเกษตรในรอบปีแล้ว จะนำเสนอบทบาทในการวิจัยและปรับปรุงพันธุ์กล้วยไม้ของไทยสู่นานาชาติ โดยในงานนี้จึงได้รวบรวมพันธุ์กล้วยไม้พื้นเมือง ที่อยู่ในพื้นที่และในภาคต่างๆ เป็นพืชที่เป็นพันธุ์ในท้องถิ่นมาจัดแสดง โดยจัดแบ่งตามความแตกต่างของแต่ละสายพันธุ์ แต่ละพื้นที่ แต่ละภาค ในลักษณะการเลียนแบบธรรมชาติเพื่อให้ผู้เข้าชมงานได้เห็นถึงความสวยงามตระการตา ความมีสีสันและความหลากหลายของกล้วยไม้ไทย

“เช่น ในภาคเหนือ จะมีพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์ และกล้วยไม้ที่เกาะบนต้นไม้ในป่า เช่น เอื้องกิ่งดำ เอื้องสายน้ำผึ้ง เอื้องก้างปลา เอื้องคำ เอื้องคำป็อก เอื้องนิ่ม เอื้องสายน้ำเขียว เอื้องผึ้ง และฟ้ามุ่ย เป็นต้น ส่วนทางภาคใต้ก็จะมี รองเท้านารีเหลืองกระบี่ รองเท้านารีเหลืองตรัง รองเท้านารีขาวสตูล รองเท้านารีม่วงสงขลา ขณะที่ในทางภาคอีสานก็จะเป็นพันธุ์กล้วยไม้ที่ขึ้นตามหิน หรือเรียกว่ากล้วยไม้เขาพระวิหาร เป็นกล้วยไม้พันธุ์แท้ในสกุลแวนดอปซิส ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เป็นกล้วยไม้เฉพาะถิ่นและเป็นพืชเด่นประจำอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร จังหวัดศรีสะเกษ มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เอื้องระฟ้า ซึ่งกำลังอยู่ในความนิยมของผู้ปลูกกล้วยไม้เพื่อการสะสม ส่วนภาคกลาง จะเป็นกล้วยไม้สำหรับส่งออกเป็นส่วนใหญ่ เช่น จำพวกสกุลแวนด้า มอคคารา อะแรนด้า และออนซิเดียม และยังมีพันธุ์ใหม่ๆ อีกมาก ที่เกษตรกรนำมาให้กรมรับรองพันธุ์อยู่ตอนนี้” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวทิ้งท้าย

 

เผยช่องทางแก้วิกฤต “ยางพารา”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05042150657&srcday=2014-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 577

เทคโนโลยีการเกษตร

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

เผยช่องทางแก้วิกฤต “ยางพารา”

หลังจาก นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ได้เก็บตกสาระความรู้ดีๆ จากเวทีเสวนา ในงานวันยางพาราบึงกาฬ 2013 มาแบ่งปันต่อผู้อ่านอย่างต่อเนื่องจนครบครึ่งปีแล้ว ในฉบับนี้ขอนำเสนอเป็นตอนจบ การจัดเสวนาในครั้งนี้ เจ้าภาพคือ สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ได้นำเสนอ ในหัวข้อ “การสร้างแนวคิดพัฒนาเกษตรกรเพื่อแก้วิกฤตเรื่องยางพารา” โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 2 ท่าน คือ คุณจินตนา ชัยวรรณาการ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และ คุณสถิตพันธ์ ธรรมสถิตย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านยางพารา มาร่วมพูดคุยให้ความรู้แก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไป

“มุ่งแปรรูปยาง-ไม้ยาง

เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม”

ปัจจุบัน กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปรียบเสมือนพนักงานฝ่ายขาย ที่นำสินค้าเมดอินไทยแลนด์ออกไปเสนอขายทั่วโลก จึงมีข้อมูลผู้ซื้อผู้ขายอยู่ในมือ และเกาะติดสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของตลาดอย่างต่อเนื่อง สกย. จึงเชิญ คุณจินตนา ชัยวรรณาการ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ มาช่วยวิเคราะห์ทิศทางการผลิตและการตลาดยางพาราในอนาคต

คุณจินตนา กล่าวว่า ปัจจุบัน ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย นับเป็นแหล่งปลูกยางพาราที่สำคัญของโลก โดยอินโดนีเซียมีพื้นที่ปลูกยางมากเป็นอันดับ 1 ไทยปลูกยางมากเป็น อันดับ 2 มียอดส่งออกยาง 32% ส่วนมาเลเซียมีพื้นที่ปลูกยางน้อยที่สุดในกลุ่ม ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำยางดิบจากไทย ปีละ 15% และมาเลเซียมียอดส่งออกผลิตภัณฑ์แปรรูปยางเข้าสู่ตลาดโลก ประมาณปีละ 8% แต่มาเลเซียถือว่าเป็นต้นแบบของการผลิตสินค้ายางแปรรูปส่งออกที่ดีที่สุด

ปัจจุบัน มาเลเซีย ได้ชื่อว่าเป็นผู้ส่งออกสินค้าถุงมือยางมากเป็น อันดับ 1 ของโลก มีส่วนแบ่งตลาดถึง 51% ขณะที่เมืองไทยมีส่วนแบ่งตลาดเดียวกันนี้เพียงแค่ 5% เท่านั้น แม้ไทยจะได้ชื่อว่า เป็นศูนย์กลางการแพทย์ที่สำคัญของเอเชียแต่ยังต้องนำเข้าถุงมือยางจากมาเลเซียเข้ามาใช้ ทั้งๆ ที่ไทยมีแหล่งวัตถุดิบยางมากมาย แต่ยังไม่มีการลงทุนแปรรูปยางให้เพียงพอต่อการใช้งานในประเทศ เป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง

ยางพาราที่ปลูกได้ในประเทศไทย ร้อยละ 90 เป็นสินค้าส่งออกที่ต้องง้อผู้ซื้อรายใหญ่คือ จีน โดยจีนซื้อยางเพื่อนำไปแปรรูปเป็นยางล้อรถยนต์และจักรยานยนต์ส่งไปขายทั่วโลก ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ผู้ใช้ยางรายใหญ่คือ สหรัฐอเมริกา ยุโรป จีนและญี่ปุ่น ประสบปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ จึงปรับลดกำลังการผลิตลง แถมราคาน้ำมันดิบอ่อนตัวลง ยางสังเคราะห์ก็มีราคาถูกลง ทำให้ผู้ใช้ยางหันมาซื้อยางสังเคราะห์แทนยางธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ายางธรรมชาติจะไม่มีโอกาสขายได้ในราคาสูงทะลุหลักร้อยเหมือนในอดีต เนื่องจากมีหลายประเทศ หันมาปลูกยางพาราเพิ่มมากขึ้น เช่น ลาว เวียดนาม กัมพูชา พม่า ขณะนี้ทั้ง 4 ประเทศ มีผลผลิตยางรวมกัน 1 ล้านตัน แต่ใน 10 ปีข้างหน้า พวกเขาจะมีปริมาณยางเพิ่มขึ้นถึง 2.8 ล้านตัน

ปัจจุบัน จีนถือเป็นผู้ใช้ยางมากที่สุดในโลก คือปีละ 4 ล้านตัน ในขณะที่ไทยผลิตยางได้ปีละ 3 ล้านตัน แต่จีนซื้อยางจากไทยเพียงแค่ 1.5 ล้านตัน เท่านั้น เพราะยางไทยมีราคาแพงกว่าประเทศผู้ผลิตยางรายอื่นๆ เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม ฯลฯ ที่ขายยางในราคาถูกกว่าไทย ทุกวันนี้ ทั้งจีนและเวียดนามเข้าไปลงทุนสร้างสวนยางในลาวและกัมพูชาเป็นจำนวนมาก ทำให้จีนและเวียดนามมีโอกาสซื้อยางราคาถูกเพิ่มขึ้นในอนาคต

เวียดนาม แม้เป็นประเทศน้องใหม่ในกลุ่มอาเซียน แต่ใช้นโยบายพัฒนาตลาดคล้ายกับจีน คือมุ่งลงทุนด้านวัตถุดิบ ซื้อยางราคาถูกเพื่อนำไปแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศของตัวเอง เช่น อุปกรณ์เครื่องใช้ที่ทำจากยาง ยางล้อจักรยานยนต์ ฯลฯ ในขณะที่ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกยางมาก อันดับ 1 ของโลก แต่เป็นกลุ่มยางแผ่นรมควันและน้ำยางที่สร้างผลกำไรได้น้อยกว่าผลิตภัณฑ์ยางแปรรูป

ส่วน อินเดีย แม้จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ใช้ยางรายใหญ่ของโลก แต่อินเดียก็เป็นประเทศผู้ปลูกยางรายใหญ่ และมีสินค้าเกษตรอยู่ในกลุ่มเดียวกับไทย เช่น ข้าว คนไทยปลูกข้าวได้เก่งสุดคือ 500 กิโลกรัม ต่อไร่ แต่อินเดีย ปลูกข้าวได้สูงสุดคือ 1,900 กิโลกรัม ต่อไร่ นอกจากนี้ อินเดียยังปลูกยางได้ผลผลิตสูงกว่าไทยเช่นกัน

หากต้องการให้เกษตรกรไทยสามารถขายยางในราคาที่ดี เฉลี่ยกิโลกรัมละ 100 กว่าบาท ก็ยังมีความเป็นไปได้ แต่ต้องส่งออกในรูปผลิตภัณฑ์ยางแปรรูป สร้างความต้องการใช้ยางภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น เช่น สร้างถนนยางพารา โดยใช้น้ำยางปูถนนแทนยางมะตอย เพราะในอนาคตน้ำมันธรรมชาติจะหมดลง ยางมะตอยที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปก็จะไม่มีให้ใช้อีก หากสามารถนำยางธรรมชาติมาใช้สร้างถนนได้มากขึ้นก็เท่ากับเพิ่มปริมาณการใช้ยางภายในประเทศให้สูงขึ้น จะดันราคายางให้ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

ทุกวันนี้ การทำสวนยาง นอกจากได้น้ำยางมาขายแล้ว ผลพลอยได้ที่เป็นรายได้หลักของชาวสวนยางในอนาคตก็คือ ไม้ยางพารา ประเทศไทยมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในฐานะผู้ผลิตไม้ยางรายใหญ่ คิดเป็น 99% ของโลก โดยส่วนใหญ่เป็นการส่งออกไม้ยางไปขายให้จีน เพื่อแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์ส่งไปขายยุโรป ที่เป็นศูนย์กลางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพารา ประมาณ 16% ของโลก ดังนั้น ในอนาคตรัฐบาลควรเร่งผลักดันให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มไม้ยางพาราภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น

ปัจจุบัน จีนสนใจที่จะจัดตั้ง “รับเบอร์ซิตี้ หรือ เมืองยาง” เมืองไทยก็เคยสนใจที่จะจัดตั้งรับเบอร์ซิตี้ที่หาดใหญ่ แต่ยังไม่เห็นผลในทางปฏิบัติ หากไทยสามารถผลักดันให้เกิดโครงการรับเบอร์ซิตี้ในไทยได้สำเร็จ ก็เท่ากับสร้างความต้องการใช้ยางภายในประเทศให้สูงขึ้น

“ขายคาร์บอนเครดิต…

อีกหนึ่งช่องทางสร้างรายได้เพิ่ม”

คุณสถิตพันธ์ ธรรมสถิตย์ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคระห์การทำสวนยาง (สกย.) ซึ่งสะสมประสบการณ์ในแวดวงอาชีพการทำสวนยางพาราอย่างยาวนานถึง 40 ปี เล่าให้ฟังว่า ช่วงแรกที่ สกย. ชักชวนให้เกษตรกรในพื้นที่ภาคอีสานหันมาปลูกยางพาราเป็นอาชีพ โดยส่งเสริมการแปรรูปในลักษณะยางแผ่นคุณภาพดี ชั้น 1-2 ปรากฏว่า พ่อค้ายางในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคใต้แห่มาแย่งซื้อยางในพื้นที่ภาคอีสานกันอย่างคึกคัก ช่วงราคายางอยู่ที่กิโลกรัมละ 100 บาท เกษตรกรในพื้นที่ภาคอีสานสามารถขายยางแผ่นได้ในราคากิโลกรัมละ 120 บาท แต่วันนี้เกษตรกรภาคอีสานขายยางก้อนถ้วยได้แค่กิโลกรัมละ 30 บาท ขณะที่มาเลเซียขายยางได้ในราคากิโลกรัมละ 500-1,000 บาท

ความแตกต่างในเรื่องราคายางระหว่างเกษตรกรอีสานกับมาเลเซียก็คือ เกษตรกรอีสานขายยางในลักษณะขี้ยาง (ยางก้อนถ้วย) ขณะที่มาเลเซียขายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางพารา ได้แก่ ยางหนังสติ๊ก รองเท้ายาง ถุงมือยาง ฯลฯ นอกจากนี้ มาเลเซียยังมีองค์กรด้านยางพารา เรียกว่า นัสโก้ ที่บริหารงานในระบบสหกรณ์ มีชาวสวนยางเป็นสมาชิกประมาณ 5-10 ล้านคน เกษตรกรไม่ต้องเหนื่อยในการต่อสู้หาตลาดหรือเรียกร้องความช่วยเหลือจากภาครัฐ เพราะนัสโก้ทำหน้าที่แทนเพื่อผลักดันนโยบายต่างๆ ที่ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชาวสวนยาง

สิ่งที่ผมอยากเห็นคือ การพัฒนาวงการค้ายางของไทยให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น โดยเริ่มจากส่งเสริมให้กลุ่มเกษตรกรชาวสวนยาง หันมารวมตัวในระบบสหกรณ์สวนยางเพิ่มมากขึ้น เพื่อพัฒนาระบบการผลิตและตลาดไปพร้อมๆ กัน อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนของเกษตรกรไทยก็คือ ขายสินค้าไม่เป็น จึงอยากเรียกร้องให้ภาครัฐยื่นมือเข้ามาช่วยขยายตลาดส่งออกยางไทยไปยังตลาดจีนเพิ่มมากขึ้น

ยางพารา เป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตประจำวันของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นสายนาฬิกา เสื้อผ้า ถุงเท้า รองเท้า กระเป๋า ผลิตมาจากยางทั้งสิ้น หากรัฐบาลผลักดันให้มีการสร้างถนนยางพารามากขึ้น โดยใช้ยางพาราเพิ่มขึ้นสัก 5% จะเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศได้มากกว่า 100,000 ตัน ต่อปี ที่ผ่านมาภาคอีสานมักเจอปัญหาภัยแล้งซ้ำซากทุกปี หากลงทุนใช้ผ้ายางรองก้นบ่อ ก็จะเก็บกักน้ำไว้ใช้ได้ข้ามปี ช่วยให้ชาวบ้านมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น หากเกษตรกรชาวสวนยางต้องการเรียนรู้เรื่องใดเพิ่มเติม สามารถยื่นเรื่องถึง สกย. หรือกระทรวงเกษตรฯ เพื่อขอรับการสนับสนุนความรู้ได้ เพราะแต่ละปีมีงบประมาณสำหรับงานวิจัยถึงปีละ 500 ล้านบาท

นอกจากนี้ เกษตรกรชาวสวนยางยังมีโอกาสสร้างรายได้เพิ่มจากการขายคาร์บอนเครดิต เช่นเดียวกับเกษตรกรชาวสวนยางใน สปป.ลาว เนื่องจากสวนยางทำหน้าที่ดูดซับคาร์บอนได้ และเพิ่มปริมาณก๊าซออกซิเจนสู่ชั้นบรรยากาศ ที่ผ่านมา เกษตรกรผู้ปลูกยางในพื้นที่ สปป.ลาว ขายคาร์บอนเครดิตได้เงินก้อนโตจากนอร์เวย์ ขณะที่ประเทศไทยปลูกยาง 12-15 ล้านไร่ แต่ไม่ได้เงินจากโครงการนี้เลย

ความจริงโครงการคาร์บอนเครดิตทำได้ไม่ยาก เหมือนกับการจัดทำ ระบบ ISO การขายคาร์บอนเครดิตเกิดมาจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่ กลุ่มอียู และสหรัฐอเมริกา นำมาใช้กับโรงงานอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ ฯลฯ ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่ชั้นบรรยากาศเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนด โดยเปิดโอกาสให้เอกชนที่อยู่ในกลุ่มดังกล่าวสามารถซื้อคาร์บอนเครดิตจากกิจการที่ปลดปล่อยก๊าซออกซิเจนสู่ชั้นบรรยากาศ เช่น สวนยางพารา ฯลฯ

การปรับตัวเข้าสู่ระบบคาร์บอนเครดิตไม่ยุ่งยากอะไร เพียงแต่สร้างระบบเก็บตัวเลข หากใครสนใจก็ไปพูดคุยขอรายละเอียดกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ได้ ในอนาคตหากราคายางพาราปรับตัวลดลง เกษตรกรก็ไม่ต้องเดือดเนื้อร้อนใจอีก เพราะมีรายได้เสริมจากการขายคาร์บอนเครดิตเข้ามาช่วยอีกทางหนึ่ง

 

ปลูกหน่อไม้ฝรั่ง ทำเงิน สร้างรายได้ ที่หล่มสัก เพชรบูรณ์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048150657&srcday=2014-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 577

เทคโนโลยีการเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ปลูกหน่อไม้ฝรั่ง ทำเงิน สร้างรายได้ ที่หล่มสัก เพชรบูรณ์

หน่อไม้ฝรั่ง เป็นพืชผักที่ได้รับความสนใจมากในปัจจุบัน เพราะมีแนวโน้มในด้านความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศสูง หน่อไม้ฝรั่ง เป็นพืชผักประเภทใบเลี้ยงเดี่ยวที่มีอายุหลายปี ปลูกเพื่อใช้ประโยชน์จากหน่อสีขาว หรือหน่อสีเขียว หน่อขาวหรือเขียวนี้เรียกว่า “สเปียร์” (Spear) ซึ่งเป็นส่วนของลำต้น ดังนั้น ตลาดจึงนิยมบริโภคในรูปหน่อสดและอุตสาหกรรมแปรรูป

อีกทั้งยังเป็นพืชที่สามารถปลูกได้ง่ายในพื้นที่ไม่ต้องมาก รวมถึงยังใช้แรงงานน้อยกว่าการปลูกพืชเกษตรหลายอย่าง ที่สำคัญราคาขายอยู่ในระดับที่น่าพอใจหลังจากหักต้นทุนแล้ว ทั้งนี้ ในช่วงแรกมีการส่งเสริมให้ปลูกหน่อไม้ฝรั่งกันในแถบจังหวัดนครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี แต่หลังจากที่ตลาดมีความต้องการอยู่อย่างต่อเนื่องและราคาเป็นที่น่าพอใจ จึงทำให้เกษตรกรในพื้นที่อื่นหันมาปลูกหน่อไม้ฝรั่งกันมากขึ้น อย่างเช่น ที่ตำบลห้วยไร่ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ มีชาวบ้านปลูกหน่อไม้ฝรั่งเป็นอาชีพกันมากมาย

เคยทำนากัน

เปลี่ยนมาปลูกหน่อไม้ฝรั่ง

รายได้ดีกว่า

เดิมชาวบ้านที่บ้านร่องคู ตำบลห้วยไร่ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ มีอาชีพหลักคือ ทำนา และปลูกพืชชนิดอื่น ครั้นเมื่อมีชาวบ้านบางรายนำหน่อไม้ฝรั่งเข้ามาปลูกและสร้างรายได้เป็นอย่างดี จึงทำให้ชาวบ้านรายอื่นอีกเป็นจำนวนมากได้เปลี่ยนจากท้องทุ่งนามาเป็นท้องทุ่งหน่อไม้ฝรั่งแทน ดังนั้น จึงไม่แปลกใจเลยเมื่อเดินทางมาถึงหมู่บ้านแห่งนี้ หากมองดูไกลๆ อาจคิดว่าเป็นทุ่งนา แต่เมื่อเข้าไปใกล้กลับพบว่าสีเขียวที่เห็นและคิดว่าเป็นต้นข้าวนั้น แท้จริงกลับกลายเป็นต้นหน่อไม้ฝรั่งไปเสียแล้ว…

คุณอนันทพงษ์ สาลีคำ หรือ คุณปิติ บ้านเลขที่ 150 บ้านร่องคู ตำบลห้วยไร่ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ โทรศัพท์ (081) 044-8705 มีความสนใจปลูกหน่อไม้ฝรั่งเช่นเดียวกัน และไม่ต่างจากเพื่อนบ้านคนอื่นที่เคยมีอาชีพทำนามาก่อนที่จะหันมาปลูกหน่อไม้ฝรั่ง

คุณปิติ เล่าว่า เดิมเลี้ยงหมู ปลูกยาสูบ และอื่นๆ เริ่มปลูกหน่อไม้มาได้เพียง 3 ปี เหตุที่ต้องการปลูกหน่อไม้อย่างเดียวเพราะต้องการเลิกใช้สารเคมี สำหรับหน่อไม้ฝรั่งที่คุณปิติปลูกเป็นแบบต้นเนื้อเยื่อ ซื้อมาในราคา ต้นละ 18-22 บาท มีความสูง 20 เซนติเมตร เขาเผยว่าข้อดีของต้นเพาะเลี้ยงเพราะได้ราคาที่คุ้มกว่า ทั้งจำนวนผลผลิตต่อไร่ และความสมบูรณ์ที่ได้มาตรฐานเพื่อนำไปคัดเกรด

ใช้พันธุ์เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

ได้คุณภาพทั้งขนาดและความสมบูรณ์

คุณปิติ ปลูกหน่อไม้ฝรั่งไว้ในเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ และพันธุ์ที่ใช้มีชื่อว่า บร็อคอิมพรู๊ฟ (Brock”s improved) เป็นพันธุ์ลูกผสม ชั่วที่ 1 ซึ่งให้ผลผลิตสูง จึงทำให้เมล็ดพันธุ์มีราคาแพงมาก เกษตรกรทั่วไปนิยมใช้พันธุ์นี้ปลูก ทั้งนี้เพราะทำให้ได้หน่อไม้ฝรั่งที่มีรูปร่างและขนาดใหญ่ ได้คุณภาพตามมาตรฐานและให้ผลผลิตสูง เกษตรกรสามารถขายได้ทุนคืนในปีแรกและให้ผลกำไรที่ดีในปีต่อๆ มา เขาบอกว่าเกษตรกรบางรายใช้เมล็ดจากต้นเดิมนำไปเพาะเป็นต้นกล้าเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย

ขั้นตอนการปลูก

เกษตรกรรายนี้ให้รายละเอียดการเตรียมแปลงปลูกหน่อไม้ฝรั่งว่า ส่วนมากนิยมทำแปลงปลูกแบบยกร่องในดินดอน ทั้งนี้เนื่องจากในพื้นที่แถบจังหวัดเพชรบูรณ์มีสภาพดินร่วนหรือดินทรายซึ่งไม่สามารถเก็บกักน้ำ จึงได้ยกร่อง เพื่อที่จะให้น้ำแก่ต้นหน่อไม้ฝรั่งโดยการปล่อยน้ำให้ไหลไปตามร่อง

อย่างไรก็ตาม เขาแนะว่าสภาพพื้นที่ปลูกอาจไม่จำเป็นต้องยกร่อง ถ้าบริเวณนั้นสูงพอที่ปลอดน้ำท่วม เพียงแต่ควรขุดร่องไว้ด้านข้างเพื่อระบายน้ำหากฝนตกหนักและมีน้ำแช่นาน

สำหรับระยะปลูกที่คุณปิติกำหนดคือ 65×180 เซนติเมตร เขาบอกว่าบางรายที่ใช้เมล็ดปลูกจะถี่ ประมาณ 30 เซนติเมตร จากนั้นขุดหลุมกว้าง ประมาณ 15-20 เซนติเมตร ลึก 15-20 เซนติเมตร คลุกเคล้าดินด้วยปุ๋ยหมัก ซึ่งปุ๋ยที่ใช้ต่างกันแล้วแต่สภาพดิน ส่วนมากเกษตรกรละแวกนี้นิยมใช้ปุ๋ยชีวภาพ ซึ่งมักจะไปซื้อที่สำเร็จมาใช้ได้เลย และบอกต่อว่าควรใส่ปุ๋ยปีละ 2 ครั้ง ครั้งละ 1-2 ตัน ต่อไร่ หลังจากใส่ปุ๋ยหมักเสร็จแล้ว ควรพรวนดินในแปลงปลูก และพูนดินกลบโคนต้น การใส่ปุ๋ยหมักนั้นควรใส่ในระหว่างการหยุดพักต้น

ส่วนระยะเวลาปลูกกระทั่งเก็บหน่อได้ประมาณ 3-4 เดือน จากนั้นหน่อจะโผล่แทงขึ้นมาอยู่ตลอด สามารถเก็บได้ทุกวัน ทำเช่นนี้ประมาณ 3-4 เดือน อาจต้องรื้อต้นเก่าออก แล้วปล่อยให้หน่อใหม่แทงขึ้นมาเป็นต้นรุ่นใหม่ หน่อใหม่ที่โผล่ขึ้นมาจะต้องใช้กระดาษม้วนในลักษณะเป็นกรวยเพื่อครอบปิดหน่อที่แทงใหม่ เรียกว่า “หมวก” เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหาย และต้องการให้ดอกตูม ถ้าไม่ครอบหน่อจะบาน ทำให้ราคาไม่ดี

“สวมหมวกไว้ประมาณ 3-4 วัน จึงเก็บหน่อ แต่ละหน่อที่โผล่ขึ้นมาใช้เวลา 3-5 วัน จึงเก็บได้ แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ เพราะถ้าอากาศหนาวมากหน่อจะโตช้า แต่ถ้าอากาศร้อนชื้นหน่อไม้โตเร็ว”

ขั้นตอนการเก็บผลผลิตและขาย

จำนวนหน่อไม้ฝรั่งที่คุณปิติปลูกอยู่ใช้ประมาณ 1,500 ต้น ต่อไร่ ถ้าเก็บแต่ละวันจะได้ประมาณ 25-30 กิโลกรัม ต่อไร่ และจำนวนหน่อ 30 หน่อ ได้ 1 กิโลกรัม จำนวนนี้ถ้าดูแลอย่างดีสามารถเก็บได้นานถึง 3 เดือน แล้วยังบอกต่ออีกว่าการเจริญเติบโตของหน่อที่แตกขึ้นมาในช่วงเริ่มปลูกจะยังมีน้อย พอสักประมาณ 2-3 วัน จะเริ่มดกขึ้น และมีจำนวนมากขึ้นตามลำดับ

การตัดผลผลิตหน่อไม้ฝรั่งซึ่งได้แต่ละวันและเกษตรกรจะต้องตัดกันในช่วงเช้า ตั้งแต่ 6-9 โมง โดยทั่วไปถ้าใช้แรงงาน ไร่ละ 1 คน จะใช้เวลาเก็บเกี่ยวประมาณ 2 ชั่วโมง และตัดแต่งอีกประมาณ 1 ชั่วโมง เมื่อเริ่มเก็บเกี่ยวแล้ว การเก็บเกี่ยวจะต้องทำต่อเนื่องกันทุกวัน อาจมีการหยุดพักการเก็บเกี่ยวเมื่อสภาพต้นทรุดโทรมมากภายหลังการเก็บเกี่ยว

เมื่อตัดเสร็จทั้งหมด ต้องนำหน่อไม้ฝรั่งเข้าร่มทันที และการดำเนินการขั้นตอนต่างๆ ควรจะกระทำในที่ร่มทั้งหมด เช่น การนำไปล้างน้ำสะอาด เพื่อชำระเอาดินและสิ่งสกปรกออก หรือตัดให้ได้ความยาวตามมาตรฐานการรับซื้อ แล้วนำหน่อไม้ฝรั่งไปตัดแต่งโคน ให้ได้ความยาวตามที่พ่อค้ารับซื้อต้องการ ปกติจะตัดให้มีความยาว 25 เซนติเมตร คัดเกรดหน่อไม้ฝรั่งออกตามลักษณะที่ต้องการ

ทั้งนี้ การกำหนดเกรด จะใช้เกณฑ์การกำหนดราคาตามขนาดและความสมบูรณ์ จำนวน 9 เกรด เช่น A เขียวตูม, A ขาว, A ขาวตูม, A เก้าตูม, B, C, BC, Z และ A ตกเกรด สำหรับ A ตูม มีชื่อเรียก อย่างว่า A โบ้ ซึ่งเป็นขนาดความอ้วน ตั้งแต่ 1 เซนติเมตร ขึ้นไป แล้วนำหน่อไม้ฝรั่งที่คัดเกรดเรียบร้อยแล้วมา มัดรวมกันเป็นมัดๆ หนักมัดละประมาณ 1-5 กิโลกรัม เพื่อสะดวกในการบรรจุและถ่ายออกจากภาชนะบรรจุ

เขาบอกว่าปลูกหน่อไม้ฝรั่งเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ดีกว่าพืชชนิดอื่นที่ต้องเสี่ยงกับการผันแปรของราคา แต่สำหรับหน่อไม้ฝรั่งแล้วสร้างรายได้อย่างรวดเร็ว มีรายได้ทุกวัน หากในรอบนี้ราคาไม่ดี อาจจะพักต้นไว้ก่อน รอรอบหน้าราคาจะพุ่งทันที

“ช่วงปลายฝนต้นหนาวราคาดี เพราะช่วงนั้นมีหน่อไม้น้อย อย่างปีที่แล้ว (2556) เคยได้ราคาสูงสุดถึง 200 บาท ต่อกิโลกรัม แต่พอมาปีนี้ (2557) ราคาแกว่งมาก แต่อย่างน้อยไม่ต่ำกว่าราคาประกันคือ 65 บาท ต่อกิโลกรัม ทั้งนี้ ราคาอาจแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่”

เขาบอกว่าการลงทุนปลูกหน่อไม้ฝรั่งไม่สูงเมื่อเทียบกับรายได้ต่อกิโลกรัม แต่ทั้งนี้อาจขึ้นอยู่กับแต่ละรายที่มีแนวคิดต่างกัน ปัจจุบันชาวบ้านนิยมปลูกกันมากขึ้น และมีการรวมตัวกันเป็นกลุ่ม และบอกต่อไปอีกว่าการปลูกหน่อไม้ฝรั่งเพื่อให้ได้คุณภาพต้องทุ่มเทเต็มที่ ซึ่งที่ผ่านมามีจำนวนน้อยรายที่สามารถผลิตหน่อไม้ให้มีคุณภาพดีเยี่ยม สำหรับตลาดขายส่งนั้นเมื่อพ่อค้ามารับซื้อไปขายยังตลาดต่างประเทศอย่างที่ญี่ปุ่นหรือไต้หวัน หรือตลาดไท หรือบางรายส่งเข้าห้างดัง

“เพราะเห็นว่าปลูกง่ายไม่ยุ่งยาก เน้นการเอาใจใส่ให้ดีเท่านั้น แรงงานไม่ต้องใช้มาก สามารถทำได้ในครัวเรือน เพราะใช้พื้นที่ไม่มากก็ทำได้ ดังนั้น จึงยังไม่คิดเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น เนื่องจากยังคงมีรายได้ดีจากหน่อไม้ฝรั่งอยู่ จนสามารถสร้างบ้านหลังใหม่ได้” คุณอนันทพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย

สนใจต้องการหา หน่อไม้ฝรั่ง ไปจำหน่าย ติดต่อได้ที่ คุณอนันทพงษ์ สาลีคำ โทรศัพท์ (081) 044-8705

ปลูกหน่อไม้ฝรั่งเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ได้ผลคุ้มค่ากว่า

คุณวรนัฐ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา อดีตนักวิชาการ กรมส่งเสริมการเกษตร เมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว ได้ผันตัวเองมาทำธุรกิจส่วนตัวทางด้านเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช ในชื่อ “ศูนย์ขยายพันธุ์พืชสยาม” ตั้งอยู่ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์ดังกล่าวมีการรับเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อให้แก่พืชทุกชนิด ทั้งไม้ผล ไม้ประดับ

ระหว่างรับราชการ คุณวรนัฐ ได้มีโอกาสคลุกคลีกับการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อหน่อไม้ฝรั่งของกรมส่งเสริมการเกษตร และเป็นช่วงเวลาเดียวกันเมื่อภาคเอกชนที่เป็นนักผสมพันธุ์ไม้มืออาชีพหลายท่านกำลังสนใจการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อหน่อไม้ฝรั่งเช่นกัน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้สามารถเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อหน่อไม้ฝรั่งแล้วนำมาทดลองปลูก กระทั่งประสบความสำเร็จ

ที่ผ่านมาเมล็ดพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งที่นำเข้าจากต่างประเทศมีราคาสูง เกษตรกรสู้ราคาไม่ไหวจึงไปเก็บเมล็ดต้นหน่อไม้ฝรั่งจากแหล่งปลูกต่างๆ ไปขยายพันธุ์จนเกิดปัญหาผลผลิตไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ราคาขายต่ำ แต่หากสามารถนำต้นที่เกิดจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของต้นพันธุ์ที่มีความสมบูรณ์แล้ว จะทำให้ได้ผลผลิตตรงตามมาตรฐานและทำให้มีรายได้ดีกว่า

คุณวรนัฐ ชี้ว่าเมล็ดพันธุ์ทั่วไปอาจจะไม่ได้พันธุกรรมที่สมบูรณ์ อย่างถ้าปลูก 1 ไร่ สัก 2,000 ต้น ก็อาจจะได้ 2,000 พันธุกรรม ทั้งนี้ เพราะแต่ละเมล็ดจะมีพันธุกรรมปนกันจนทำให้ผลผลิตที่ได้มีหน่อใหญ่บ้างเล็กบ้าง ตูมไม่เท่ากัน ต้นบิดงอ หรือหน่อฝอย ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทุกอย่าง ผลที่ตามมาคือ เสียเวลา ไม่คุ้มค่า ต่างกับต้นเนื้อเยื่อที่มาจากต้นแม่ที่เป็นต้นพันธุ์ที่ดีสมบูรณ์ ทำให้ได้ความสม่ำเสมอของผลผลิต

และยังระบุอีกว่าการซื้อ-ขาย หน่อไม้ฝรั่ง เป็นการกำหนดราคาตามการคัดเลือกคุณภาพ มีการแยกเกรด แยกมาตรฐาน มีการดูขนาด และเส้นผ่าศูนย์กลางของหน่อ ความยาวหน่อ ความตูมดอก ตลอดจนสีที่ควรมีสีเขียวตลอดสม่ำเสมอทั้งหน่อ

ดังนั้น เมื่อไม่ได้คุณภาพตามที่กำหนด เพราะมีผลจากความตกต่ำของคุณภาพเมล็ดและมาตรฐาน จึงส่งผลให้ชาวบ้านได้หน่อไม้ตกเกรดจำนวนมาก ทำให้มีรายได้น้อย ซึ่งเกษตรกรที่ประสบปัญหานี้ พอปลูกไปสัก 1-2 ปี มักจะไถทิ้ง แล้วไปหาเมล็ดพันธุ์ใหม่มาปลูกต่อไป

เขาบอกว่ามีเกษตรกรเล่าให้ฟังว่า ถ้าทดลองปลูกต้นเนื้อเยื่อ จำนวน 1 ไร่ กับเกษตรกรที่ใช้เมล็ดพันธุ์ปลูก 2 ไร่ แล้ว ผู้ที่ปลูกต้นเนื้อเยื่อเพียง 1 ไร่ จะมีรายได้มากกว่า แล้วยังมีเวลาเหลืออีก ส่วนคนที่ใช้เมล็ดปลูกจะต้องคอยหมั่นดูแลในแปลงตลอดเวลา ทำให้ไม่ค่อยมีเวลาหยุดพัก มิเช่นนั้นจะได้ผลผลิตน้อย

ส่วนระยะเวลาการให้ผลผลิตนั้น ต้นเนื้อเยื่อจะได้ผลผลิตที่ยาวนานและมีคุณภาพนานกว่า 10 ปี ทั้งนี้ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องดูแลเอาใจใส่อย่างดี ยิ่งหากปลูกไปนาน กอยิ่งขยายเพิ่มมากขึ้น ผลผลิตต่อกอจะมีมาก ส่งผลต่อรายได้ที่เพิ่มขึ้นอีกเช่นกัน

คุณวรนัฐ บอกว่า ได้ทำต้นพันธุ์ที่มาจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อไว้จำหน่ายให้แก่เกษตรกรมาได้ 2 ปี ขณะนี้มีต้นพันธุ์ไว้จำหน่ายจำนวนหนึ่ง เขาย้ำว่าเป็นพันธุ์ที่ดีที่สุด เพราะมีคุณสมบัติทุกอย่างครบตามมาตรฐานและเงื่อนไขการขายทุกอย่าง จึงทำให้ผลผลิตที่ได้มีแต่เกรด เอ หรือ เอ จัมโบ้ เป็นจำนวนมาก และทำให้มีรายได้ต่อวันดีกว่า พร้อมกับยกตัวอย่างเกษตรกรที่หล่มสัก เพชรบูรณ์ คือ คุณอนันทพงษ์ สาลีคำ ที่นำต้นพันธุ์จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อไปปลูก สามารถสร้างผลผลิตได้ตามที่กำหนด ทำให้มีรายได้ดีจนต้องเลิกปลูกพืชชนิดอื่นในท้องถิ่น และมาปลูกหน่อไม้ฝรั่งอย่างเดียว

สนใจซื้อต้นพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ติดต่อโดยตรงได้ที่ คุณวรนัฐ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา โทรศัพท์ (086) 084-6362

 

สวนครัวยุคใหม่ ตอบโจทย์คนเมือง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052150657&srcday=2014-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 577

เทคโนโลยีการเกษตร

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

สวนครัวยุคใหม่ ตอบโจทย์คนเมือง

ผู้คนจำนวนไม่น้อยที่อาศัยอยู่ใน กทม. หรือในเขตตัวเมืองใหญ่ๆ ทั้งหลาย มักจะมีที่พักอาศัยในพื้นที่ไม่มากนัก ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว บ้านแฝด หรือทาวน์เฮ้าส์ อยากจะปลูกพืชผักสวนครัวไว้รับประทานเองก็ติดปัญหาเรื่องที่ดิน ที่ว่างที่มีอยู่เพียงน้อยนิด โดยเฉพาะทาวน์เฮ้าส์นั้นซึ่งบางบ้านมีพื้นที่เหลือเฉพาะด้านหน้าไม่กี่ตารางวาเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ปัญหาดังกล่าวจะหมดไป ถ้านำรูปแบบการปลูกผักสวนครัวยุคใหม่ ของ รศ.ดร. กมล เลิศรัตน์ จากคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) และคณะมาใช้

ใช้หลัก 3 ไม่ 3 น้อย

ผลงานดังกล่าว อยู่ในโครงการวิจัยและพัฒนาระบบปลูกผักร่วมกับเลี้ยงปลา เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารในระดับครัวเรือน โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

ใครที่ได้ไปเห็น หรือไปอบรมโครงการสวนครัวยุคใหม่ของอาจารย์กมล ต่างชอบใจกันเป็นแถว เพราะสามารถปลูกพืชผักสวนครัวได้หลายชนิด ทั้ง ฟักทอง ถั่วฝักยาว โหระพา พริกขี้หนู มะเขือเทศ ฯลฯ ที่สำคัญยังเลี้ยงปลาได้อีกด้วย ทั้งปลาสวยงาม หรือจะเป็นปลาที่ไว้ใช้รับประทานก็ได้ โดยใช้หลัก 3 ไม่ 3 น้อย 3 ไม่ คือ ไม่ใช้ดิน ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้สารเคมีฆ่าแมลง ส่วน 3 น้อย คือ ใช้น้ำน้อย ใช้แรงงานน้อย และใช้เวลาดูแลรักษาน้อย

ปัจจุบัน อาจารย์กมล ได้พัฒนารูปแบบการปลูกผักสวนครัวยุคใหม่ไว้หลายแบบให้เลือกตามจำนวนพื้นที่ โดยเน้นการใช้วัสดุอุปกรณ์ที่สามารถหาได้ในท้องถิ่น และเน้นการใช้น้ำอย่างคุ้มค่า ขณะที่ในต่างประเทศสามารถหาซื้ออุปกรณ์ในการทำสวนครัวที่ว่าได้ในรูปแบบน็อคดาวน์ ทั้งที่สหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย โดยในส่วนผักจะเน้นไปที่ผักสลัดและมะเขือเทศมากกว่า ไม่ได้มีผักหลากหลายชนิดเหมือนบ้านเรา ส่วนในประเทศกลุ่มอาเซียนก็มีที่มาเลเซีย

อาจารย์กมล เล่าว่า ได้ศึกษารูปแบบการทำสวนครัวของแต่ละประเทศ และนำมาพัฒนาต่อยอดให้เหมาะสมกับสภาพอากาศและวิถีชีวิตของคนในบ้านเรา

“ในต่างประเทศ มีการทำธุรกิจเรื่องนี้โดยเฉพาะ แต่ขายในเว็บไซต์ 1 ชุด ราคา 20,000 บาทขึ้นทั้งนั้นเลย เป็นชุดเล็กๆ ของ ออสเตรเลีย อังกฤษ และที่สหรัฐอเมริกา แต่ผักจะไม่หลายชนิดเหมือนเรา เขาจะดีไซน์เป็นพลาสติก 1 ชุด ราคาจะเกินเรา 2-3 เท่า รูปแบบไม่เหมือนของเรา เพราะเราออกแบบปนกันไปเลย”

ทั้งนี้ การทำสวนครัวยุคใหม่โดยวิธีการปลูกผักร่วมกับการเลี้ยงปลา เรียกว่า “อะควาโพนิค” เป็นวิธีการผลิตแบบยั่งยืนที่ผสมผสานการผลิตอาหาร 2 รูปแบบเข้าด้วยกัน คือการเลี้ยงปลาและการปลูกพืชแบบไร้ดิน ที่มีธาตุอาหารและน้ำจากการเลี้ยงปลาอย่างหมุนเวียนเพื่อปลูกผักปลอดภัย

ปัจจุบัน มีการใช้อะควาโพนิคผลิตผักสำหรับบริโภคในครัวเรือน และเป็นการค้าในหลายประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย อังกฤษ และเยอรมนี จากการใช้น้ำแบบหมุนเวียนระหว่างถังเลี้ยงปลากับภาชนะปลูกผัก น้ำที่ได้จากภาชนะหรือถังเลี้ยงปลาที่ประกอบด้วยของเสียที่ขับออกจากปลา ได้แก่ แอมโมเนีย ขี้ปลา และเศษอาหาร ซึ่งเป็นส่วนประกอบของธาตุอาหารพืชละลายอยู่ในน้ำ จะไหลไปสู่กระบะปลูกผักที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องกรองน้ำแบบชีวภาพ ด้วยกระบวนการไนตริฟิเคชั่น โดยอาศัยแบคทีเรียที่มีอยู่บริเวณวัสดุปลูกผัก คือ หิน กรวด ทราย และรากผัก เปลี่ยนธาตุอาหารจากรูปที่ผักใช้ประโยชน์ไม่ได้ไปเป็นธาตุอาหารที่พืชใช้ประโยชน์ได้

บ้านจัดสรร ปิ๊งไอเดีย

ทั้งนี้ หลังจากที่ อาจารย์กมล ได้พัฒนาสวนครัวในหลากหลายแบบ ปรากฏว่ามีผู้ให้ความสนใจมาก เพราะจะได้รับประทานผักที่ปลูกเองได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องวิตกกังวลเรื่องสารเคมีตกค้าง บางรายต้องการจ้างให้ไปทำสวนแบบนี้ที่บ้าน เพื่อให้ผู้สูงอายุได้มีงานอดิเรกทำ เนื่องจากมีระบบการให้น้ำที่สะดวกไม่ยุ่งยาก ใครๆ ก็ทำได้ นอกจากนี้ ทางบ้านจัดสรรบางแห่งในจังหวัดขอนแก่นก็สนใจ อยากจะสร้างสวนครัวแบบนี้ ซึ่งจะเป็นจุดขายที่สามารถดึงดูดลูกค้าได้ด้วย เพราะปัจจุบันคนทั่วไปหันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้น และอยากปลูกผักไว้รับประทานเองเพื่อความปลอดภัย

“แบบนี้แหละเป็นการพึ่งพาตัวเองแบบครอบครัว หนึ่ง เราไม่ต้องเปิดตู้เย็น ถามว่าเราซื้อผักชี 1 กำ เรากินหมดไหม ผมทิ้งประจำ โหระพา กะเพรา แห้งเหี่ยวทั้งนั้น แต่สิ่งที่เราปลูก มันคือของสดที่อยู่ในบ้าน อยากได้เมื่อไรก็มาเอา กินของสดๆ มันดีที่สุด”

อาจารย์กมล แจกแจงให้ฟังว่า หลักๆ ของระบบ จะมี 2 ส่วน ส่วนที่ 1 เป็นส่วนของการเลี้ยงปลา ส่วนที่ 2 คือส่วนปลูกผัก ซึ่ง 2 ส่วนนี้ ต้องสมดุลกัน การดีไซน์ก็จะคิดให้เหมาะกับวัสดุ ส่วนการเลี้ยงปลาจะมีถังปลา มีปลาอยู่ข้างใน มีปั๊ม ปั๊มตัวที่ 1 เป็นปั๊มอากาศ ออกซิเจนกับปลา ปั๊มตัวที่ 2 จะเป็นปั๊มที่ทำให้เกิดการหมุนเวียน หลักการคือ น้ำต้องหมุนเวียน จะไม่มีการทิ้งน้ำ ปลาก็ไม่ต้องเปลี่ยนน้ำ เติมที่ขาดอย่างเดียว จะใช้พื้นที่ประมาณ 15-22 ตารางเมตร

ทั้งนี้ชุดเหมาะสมที่จะนำไปใช้ทั่วไป รวมค่าแรงทำด้วย ตกประมาณชุดละ 8,500 บาท (โมเดลที่ 7) ซึ่งเป็นโมเดลที่ง่ายและประหยัดที่สุด รายละเอียดจะมีองค์ประกอบคล้ายกับแบบอื่น คือ มีกระถางปลูกผัก มีบ่อปลา หรืออาจจะมีหลังคาเพื่อปลูกไม้แขวน ผักที่ปลูกมีผักกะเพรา โหระพา แมงลัก พริก มะเขือเทศ มะเขือยาว ผักชี ขึ้นฉ่าย ฯลฯ พอรับประทานในครอบครัวเล็กๆ หรืออยู่เพียง 2-4 คน

ส่วนขนาดสวนเล็กสุด ราคา 8,000 บาท ใช้เนื้อที่ 15 ตารางเมตร สามารถเกาะกับแนวรั้ว โดยกระถางตั้งตามแนวรั้วได้เลย แต่หลักการคือ ทำอย่างไร ให้น้ำจากกระถางมาที่บ่อปลา ขณะเดียวกันกระถางก็ทำหน้าที่บำบัดน้ำให้ปลา โดยที่ไม่ต้องเปลี่ยนน้ำปลา เพราะข้างในกระถางจะเป็นหิน ซึ่งเป็นรูพรุน แบคทีเรียจะเกาะตรงนั้น

ในการออกแบบนี้ อาจารย์กมล เน้นว่าต้องเผื่อสำหรับผู้สูงอายุที่อยู่บ้าน ที่จะสามารถดูแลได้ง่ายๆ หน้าที่ของผู้สูงอายุคือ มาให้อาหารปลา วันละ 2 ครั้ง แล้วก็มาตัดใบที่เป็นโรคหรือมีแมลงออก แล้วนำมาใส่ในถังหมัก EM เพื่อให้กระบวนการเข้าสู่ระบบ หลังจากนั้นผู้สูงอายุจะได้เดินดูรอบสวนไปเรื่อยๆ อย่างเพลิดเพลิน

สำหรับการเลี้ยงปลานั้น อาจารย์กมล แจกแจงว่า กลุ่มปลาสวยงามที่ได้แน่ๆ คือ กลุ่มปลาทอง ปลาคาร์พ ซึ่งสามารถเลี้ยงร่วมกับปลาตะเพียนได้ เพราะปลาตะเพียนไม่กัดปลาทอง ปลาคาร์พก็ไม่กัดปลาทองเช่นกัน แต่ถ้านำปลาสลิด ปลานิล ปนเข้าไป ปลาทองจะถูกกัดหาง เพราะฉะนั้นจะเลือกเลี้ยงเป็นปลาเดี่ยวๆ ก็ได้ เพราะไม่ได้ทำการค้า ซึ่งถ้าเป็นปลาดุก ปลาซ่อน ปลาหมอ นิสัยจะอยู่ใต้น้ำ เศษอาหารที่ตกลงไปมันจะทำความสะอาดให้ อย่างปลาหมอชัดเจนเลย ส่วนปลาตะเพียนชอบอยู่เป็นฝูง และจะไม่กัดกันข้ามฝูง ยกเว้นปลานิลจะไล่กัดกันเอง

ในส่วนของปลาสามารถเลี้ยงได้ทั้งในตู้ รวมทั้งในบ่อข้างล่าง ซึ่งทำเป็น 2 ชั้น ในโมเดลเดียวกัน โดยให้เลือกระหว่างมีตู้ กับไม่มีตู้ มีตู้ไว้สำหรับพักผ่อนเป็นงานอดิเรก และเพื่อให้เด็ก ผู้สูงอายุ ได้ดู ได้เลี้ยง แบบง่ายๆ

ลาว-ญี่ปุ่น มาศึกษาดูงาน

อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงปลา ก่อนอื่นเมื่อซื้อปลามาแล้ว ห้ามนำไปปล่อยทันที จะต้องตรวจกัก ประมาณ 1 สัปดาห์ ต้องผ่านกระบวนการด่างทับทิม 5-10 นาที แล้วตามด้วยน้ำเปล่า ถ้าเป็นโรคจะต้องคัดออก แต่ถ้าไม่เป็นโรคจะใช้เวลา 7 วัน เตรียมระบบน้ำให้เดินทั้งระบบ

“หัวใจความสำเร็จอีกอย่างคือ ใช้ EM ลงไปในระบบ ผสมลงไปตอนที่เตรียมระบบครั้งแรก สามารถใช้ได้ทั้งน้ำประปาและน้ำบาดาล สัดส่วนของ EM ที่ใส่ 1 ลิตร ต่อ น้ำ 100 ลิตร (1:100) แต่ห้ามใส่ตอนมีปลา”

กับคำถามที่ว่า ผักที่ปลูกสามารถปลูกเป็นผักออร์แกนิกได้หรือไม่นั้น อาจารย์กมล ให้คำตอบว่า ผักจะเป็นออร์แกนิกได้ แต่ติดอยู่ที่ตัวอาหารปลาอย่างเดียว ถ้าอาหารปลาเป็นออร์แกนิก ผักก็เป็นออร์แกนิก และใช้แรงงานน้อยมาก อาจจะแค่ตรวจเช็กระบบดูว่าน้ำรั่วไม่รั่ว ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่สุด

อาจารย์กมล ย้ำว่าการจะปลูกผักสวนครัวยุคใหม่นี้ เงื่อนไขของระบบ ถ้าไม่มีแสงแดดอย่าไปทำ ระบบนี้ต้องถูกแสงแดดทั้งวัน แดดอ่อนบ้างก็ได้ หรือมีแดดแค่ครึ่งวันก็เป็นความเสี่ยง ถ้าไม่มีแสงแดด ระบบจะทำไม่ได้ เพราะพืชจะอ่อนแอ แต่ถ้าจะทำบนดาดฟ้าสามารถทำได้เลย เพียงแต่ต้องกันลมหน่อย ทั้งนี้ที่ผูกซาแรนไว้เพื่อลดความเข้มของแสงแดด เพราะว่าโดนร้อนจัดๆ พืชจะไม่ไหว เพราะตอนนี้บ้านเราอุณหภูมิเพี้ยนมาก โดยเฉพาะผักสลัดใบบางมาก ซาแรนช่วยได้ ถ้าหน้าฝนไม่ต้องห่วง

อาจารย์กมล บอกด้วยว่า ขณะนี้อยู่ในช่วงขยายผล ซึ่งได้มีการอบรมและให้คนมาศึกษาดูงานการทำสวนครัวยุคใหม่ เพราะต้องการให้มีการนำไปใช้กับชุมชนหรือครัวเรือน แม้ในหมู่บ้านเอง ปัจจุบันเหลือแต่ผู้สูงอายุ ที่อ่านมา เอ็นจีโอ ของลาว และญี่ปุ่น ก็เข้ามาดูงานแล้ว โดยญี่ปุ่นบอกว่ารูปแบบของเราดี ของบ้านเขายังไม่สามารถปลูกพืชได้หลายชนิด

“อบรมมาหลายรุ่นแล้ว ผู้เข้ารับการอบรมมักจะมีคำถามเรื่องของต้นทุน วิธีทำ เราก็ให้แบบพื้นฐานไป ส่วนหนึ่งที่เข้ามาอบรมก็เป็นวัยเกษียณ พอเห็นหลักการ คนไม่คิดว่าจะทำได้นะ เพราะทฤษฎีที่เรียนมา บอกว่า ดินมันจะต้องมี NPK เท่านั้นเท่านี้ ปรากฏว่า เราไปวิเคราะห์มันต่ำหมด แต่เนื่องจากว่าเราให้อาหารพืชสม่ำเสมอพืชก็อยู่ได้”

ข้อควรระวัง

อาจารย์กมล ได้แจกแจงถึงข้อควรระวัง ปัญหาและอุปสรรคของสวนครัวยุคใหม่ว่า

1. การอุดตันของสายท่อน้ำเล็ก ซึ่งจะเห็นว่า ใช้ตะปูใส่ข้างหน้า ให้สังเกตง่ายๆ ถ้ากระถางไหนผิวหน้าแห้ง แสดงว่า กระถางนั้นอุดตัน ต้องดึงน็อตออก แล้วเดี๋ยวน้ำจะดันออกมาเอง

2. ปัญหาเรื่องพืช ธรรมดาจะมีหนอนมากัดกิน ถ้าเห็นก็หยิบหนอนออก ซึ่งในการป้องกัน จะใช้น้ำส้มสายชู 10 ซีซี กับน้ำ 1 ลิตร ฉีด จะไม่มีการใช้สารเคมีอย่างอื่น ส่วนคำถามต่อมาว่า ทำไมถึงไม่ใช้น้ำส้มควันไม้ ปรากฏว่า ใช้ไม่ได้ เพราะความเข้มข้นมันสูง ผักแต่ละอย่างใบหนาบางไม่เท่ากัน

3 เรื่องของปลา เริ่มจากปลานิลที่ทั่วโลกเลี้ยงกัน ปลาชนิดที่สองที่เลี้ยงเยอะคือ ปลาดุก และปลาหมอ ส่วนปลาตะเพียน การเจริญเติบโตยังไม่ดี เพราะเป็นปลากินพืช สัดส่วน ปลา 1 กิโลกรัม ต่อ น้ำ 50 ลิตร จะชนิดไหนก็ได้ ใช้น้ำหนักปลาเป็นเกณฑ์ ในแต่ละเดือนปลาจะโต ถ้าน้ำหนักรวมกันเกินต้องนำปลาออก แต่ถ้าอยากเลี้ยงให้ตัวใหญ่มาก ต้องลดจำนวนปลาลง เพื่อรักษาสมดุล

อาจารย์กมล ให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่อยากจะนำไปทำในเชิงธุรกิจว่า สามารถทำเป็นธุรกิจได้เลย แต่ต้องมีให้เลือกหลายระดับ อย่างคนมีเงินเป็นระดับชั้นสูง พวกนี้ไม่มีเวลา จึงต้องการหาคนไปทำให้เลย แต่ถ้าระดับกลางลงล่าง คนเหล่านี้จะมีเวลาหน่อย พอเกษียณแล้วอาจจะค่อยๆ ประกอบไป คือคนที่มีเงินน้อยก็สามารถทำเองได้

“ก่อนอื่นคนที่จะรับทำเป็นอาชีพสร้างสวนครัวยุคใหม่ ต้องมาเข้าใจเรียนรู้ระบบ และมีหัวทางด้านออกแบบ การจัดสถานที่ ต้องเข้าใจเรื่องความหนาแน่นของปลา หรือชนิดของปลากับของพืชว่าพืชชนิดไหนที่คนอยากจะปลูก ตอนนี้ก็มีครบทุกตัว ในเรื่องของพืชเคียง เช่น กะเพรา โหระพา สะระแหน่ ผักชี แมงลัก ผักแพว ชะพลู เตย คือผักที่เราใช้เป็นเครื่องปรุงรส ปรุงกลิ่น และผักสลัดทุกชนิด

ความจริงๆ เราอยากสนับสนุนให้คนในครัวเรือนทำเป็นของตัวเอง แต่ถ้าไม่มีเวลาก็ให้คนอื่นมาจัดการให้ คืออนาคตผมคิดว่า จะมีการออกแบบ มีเอกสารประกอบเหมือนกับการประกอบพัดลม”

สนใจข้อมูลสวนครัวยุคใหม่ หรืออยากเข้าร่วมอบรม ติดต่อได้ที่ คุณเชาวลิต สีลาดเลา ผู้ดูแลอะควาโพนิค มหาวิทยาลัยขอนแก่น โทร. (043) 202-222-9 ต่อ 11381, (043) 202-696, (087) 195-5468 หรือ facebook/Kku Aquaponics และ http://www.youtube.com/watch?v=j-tU2JhUbs0

 

สวนผึ้ง ราชบุรี มีสวนมะนาวดี สร้างสรรค์ โดย อดิเทพ กอวัฒนา

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05041010657&srcday=2014-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 576

เทคโนโลยีการเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

สวนผึ้ง ราชบุรี มีสวนมะนาวดี สร้างสรรค์ โดย อดิเทพ กอวัฒนา

มักมีคำถามเสมอว่า…หลังเกษียณชีวิตการทำงานแล้ว จะทำอะไรดี??

หลายคนมีคำตอบเรียบร้อยแล้ว เพราะวางแผนล่วงหน้ามาหลายปี และหลายคนไม่จำเป็นต้องวางแผน เพราะถูกกำหนดหน้าที่ไว้ให้เลี้ยงหลาน และดูแลบ้านเท่านั้น!!

สำหรับหนุ่มใหญ่อย่าง อดิเทพ กอวัฒนา มีคำตอบที่ชัดเจนคือ ปลูกมะนาวอยู่ที่สวนผึ้ง ราชบุรี แต่เหตุไฉนบุคคลท่านนี้ซึ่งมีดีกรีปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจจากสหรัฐอเมริกา จึงเลือกที่จะเป็นชาวสวนมากกว่าการทำอย่างอื่น

มองหาทำเลหลายแห่ง

สุดท้ายมาเจอ ที่สวนผึ้ง

คุณอดิเทพ ปัจจุบันทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุน และตำแหน่งนี้ทำให้เขามีเวลาว่างพอสมควร จึงมีความคิดที่จะหาอะไรทำสักอย่างเพื่อสร้างรากฐานให้แก่ทายาทในอนาคต และภายหลังที่ได้หารือกับเพื่อนสนิทซึ่งทำเกษตรกรรมอยู่แถวปากช่อง ทำให้เขาตัดสินใจที่จะทำสวนมะนาว จากนั้นจึงออกตระเวนหาดูทำเลหลายแห่ง กระทั่งได้มาพบพื้นที่ถูกใจคือที่อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี

บนเนื้อที่ราว 20 ไร่ ที่ตั้งอยู่เลขที่ 138/1 หมู่ที่ 4 ตำบลตะนาวศรี อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี เป็นผืนดินที่คุณอดิเทพตั้งใจจะลงหลักปักฐานเพื่อใช้ชีวิตที่เหลือหลังจากตรากตรำกับภารกิจการงานมานานหลายสิบปี เพื่อทำสวนมะนาว พร้อมกับตั้งชื่อว่า “ASK Valley Of Lime”

ภายใน ASK Valley Of Lime แห่งนี้ คุณอดิเทพ จัดวางผังไว้อย่างมีระเบียบด้วยการออกแบบที่คลาสสิกและมองดูคล้ายสถานที่พักตากอากาศมากกว่าการเป็นสวนมะนาว เขาสร้างบ้านพักชั้นเดียวอยู่บนเนินสูงที่สามารถมองลงไปเห็นทัศนียภาพด้านล่างบริเวณโดยรอบได้อย่างทั่วถึง

ตำแหน่งด้านหน้าตัวบ้านมีการปลูกต้นมะนาวเรียงรายเป็นแถว/แนวอย่างสวยงาม จำนวนกว่า 700 ต้น อยู่บนพื้นดินที่สะอาด เป็นระเบียบ สลับกับร่องธารน้ำ พร้อมปรับภูมิทัศน์ให้หนักแน่นด้วยหินขนาดใหญ่หลายก้อน อีกด้านหนึ่งริมขอบที่ดินติดถนนได้ปลูกเป็นเรือนพักคนงาน และใกล้ๆ กันจัดทำเป็นแปลงเพาะต้นกล้า

เหตุผลที่เลือกทำเกษตรกรรม

การมีความรู้ด้านบริหารธุรกิจแล้วยังทำงานเกี่ยวข้องกับการลงทุน จึงทำให้ความคิดหลายอย่างของคุณอดิเทพต้องมีกรอบที่ชัดเจนและเป็นระบบ แล้วยังต้องไม่เสี่ยงหากสามารถหลบเลี่ยงได้ ทั้งนี้รวมถึงการมีอาชีพปลูกมะนาวด้วยเช่นกัน

เขามองถึงเหตุผลที่สนับสนุนให้เลือกมาลงทุนทางด้านการทำเกษตรกรรม เพราะในอนาคตเมื่อประชากรเพิ่มขึ้นหากต้องการปลูกพืชคงหาที่ดินลำบากหรือมีราคาแพงมาก ปัญหาเช่นนี้จะส่งผลกระทบไปถึงผลผลิตที่เป็นอาหาร จนทำให้ราคาเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

“และประเด็นสุดท้ายที่สำคัญมากคือ ตอนนี้อายุมากแล้ว ถ้าหากรอไปทำในช่วงบั้นปลายชีวิตคิดว่าน่าจะลำบาก ถึงแม้ใจอยากทำ แต่ถ้ากายไม่สมบูรณ์ คงหมดทางต่อสู้แน่ ดังนั้น ขณะนี้ทุกอย่างยังพร้อมพอที่จะเดินหน้าทำในสิ่งที่ต้องการได้” คุณอดิเทพกล่าว

เหตุผลที่เลือกปลูกมะนาว

ส่วนเหตุผลที่เขาสนใจเลือกปลูกมะนาว เพราะ

1. เห็นว่าคนไทยมีความผูกพันกับมะนาวในชีวิตประจำวัน

2. มองว่าหากทำเป็นเชิงพาณิชย์ ควรจะปลูกอะไรที่สามารถมีเงินหมุนเวียนตลอดเวลา และ

3. ตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่คราวนั้น พื้นที่ปลูกมะนาวหลายแห่งได้รับผลกระทบและประสบปัญหามากมาย นั่นหมายถึงหากมองถึงอุปสงค์-อุปทาน ของมะนาวแล้ว เห็นว่าน่าจะมีราคาดี

ความเป็นเกษตรกรมือใหม่ที่ยังไม่เคยผ่านการเรียนรู้การทำเกษตรกรรมในพื้นที่จริงมาก่อน ทำให้คุณอดิเทพต้องศึกษาเกี่ยวกับวิธีปลูกมะนาว ทั้งจากผู้รู้จริงหลายท่าน รวมถึงต้องสดับตรับฟังข่าวสาร พร้อมกับพึ่งพาหารายละเอียดเพิ่มเติมในโลกอินเตอร์เน็ต ชนิด…หนักเป็นหลายเท่า

และในที่สุดเขาเลือกมะนาวแป้นพิจิตรเพื่อใช้ปลูกเพียงพันธุ์เดียวทั้งหมด ด้วยเหตุผลมีความทนทานต่อโรคที่สำคัญอย่างแคงเกอร์ แล้วยังถือเป็นพันธุ์ที่เหมาะสำหรับคนปลูกมือใหม่ เพราะมีความเสี่ยงน้อยที่สุดกว่าอีกหลายพันธุ์

“ซื้อมาต้นละ 50 บาท เป็นกิ่งพันธุ์ ปลูกไว้จำนวนประมาณ 700 กว่าต้น คราวนี้เมื่อเริ่มต้นปลูกอย่าเพิ่งไปกังวลกับตลาด ควรเอาใจใส่การปลูก ดูแล ให้มีความคุ้นเคยมากที่สุด และหากในอนาคตเมื่อหมดรอบของพันธุ์นี้แล้ว อาจเปลี่ยนไปปลูกพันธุ์อื่นย่อมเป็นไปได้”

ดินขาดคุณภาพ ต้องอัดปุ๋ยเต็มที่

คุณอดิเทพเล่าว่า เดิมพื้นที่ตรงนี้เคยปลูกพืชไร่อย่างอ้อย มันสำปะหลัง ต่อมาเปลี่ยนเป็นปลูกต้นยูคาลิปตัสเพื่อส่งเข้าโรงงานกระดาษ และผลของยูคาลิปตัสซึ่งเป็นพืชที่ดูดอาหารและแร่ธาตุในดินเก่งจึงทำให้คุณภาพดินด้อยลงมาก เพราะฉะนั้นเมื่อเขาเริ่มลงมือปรับปรุงพื้นที่และพัฒนาดินจึงมีความลำบากอย่างยิ่ง

ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นที่คุณอดิเทพต้องใช้ปุ๋ยทุกชนิด ทุกประเภทอย่างหนัก รวมถึงยังใช้ปุ๋ยคอกอย่างขี้วัวที่ต้องใช้มาก และปีกว่ามานี้ได้ใช้ไปแล้วราว 4 รอบ และรอบสุดท้ายใส่ถึงพันกว่ากระสอบในจำนวน 700 กว่าต้น ทั้งนี้เขาต้องการฟื้นฟูความสมบูรณ์ของดินให้กลับมาอย่างรวดเร็ว

“ครั้นพอใส่ขี้วัวไปสักระยะหนึ่งทำให้ดินมีการปรับสภาพดีขึ้นและร่วนซุยมากขึ้น จนทำให้น้ำที่ใช้รดมีการระบายดีขึ้นมาก และประโยชน์ของขี้วัวคือ เป็นการเพิ่มเนื้อดินให้มากขึ้น อันนี้จะเกิดผลดีเมื่อใส่ปุ๋ยลงไป เพราะหากเป็นพื้นดินทรายเมื่อใส่ปุ๋ยหรือธาตุอาหารจะไม่มีการเก็บกักไว้เลย”

ลงทุนทำแหล่งเก็บน้ำไว้ใช้ยามแล้ง

“น้ำ” นับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญต่อการปลูกมะนาว คุณอดิเทพบอกว่า ระบบน้ำในสวนจะเป็นการวางท่อเพื่อไปเชื่อมกับท่อน้ำที่ส่งมาจากอ่างเก็บน้ำห้วยคอกหมู ที่ผ่านมาปริมาณน้ำกับความต้องการไม่สอดคล้องกัน จึงมักสร้างความเดือดร้อนกับตัวเขาและชาวบ้านจำนวนมาก ครั้นพอถึงช่วงหน้าแล้ง ทางอ่างเก็บน้ำจะจำกัดการใช้น้ำโดยปล่อยเป็นช่วงเวลา หรือถ้าฝนหยุดตกสัก 2 เดือน จะเริ่มมีสัญญาณว่าน้ำจะหยุดตลอดเวลา หรืออาจเปิด-ปิดเพียงบางช่วง

ดังนั้น การแก้ปัญหาจึงต้องลงทุนสร้างถังเก็บน้ำขนาดใหญ่จำนวนหลายจุดไว้รอบสวน แล้วยังต้องมีถังเก็บสำรองน้ำบาดาล อีกทั้งยังต้องขุดบ่อเพื่อเก็บน้ำตามธรรมชาติไว้ด้วย เขามองว่า การทุ่มเงินสำหรับระบบการกักเก็บน้ำในช่วงแรกอาจดูไม่คุ้ม แต่ในระยะยาวแล้วมีความคุ้มค่าเพราะถือเป็นการลงทุนระยะยาว

ผลผลิตรุ่นแรก สร้างความมั่นใจ

แม้ยังไม่ได้คุณภาพดีพอ

คุณอดิเทพปลูกมะนาวแป้นพิจิตรมาเกือบ 2 ปี เริ่มเก็บครั้งแรกปลายเดือนเมษายน 2556 แต่ช่วงนั้นยังมีน้อย และมาเก็บได้จริงจังเต็มที่ประมาณเดือนกันยายนปีเดียวกัน ดังนั้น หากนับช่วงเวลาปลูกจนเก็บผลผลิตได้ประมาณ 13 เดือน เขาเผยว่า รุ่นแรกที่ออกมาเป็นพวงเป็นช่อ ดีใจมาก ตอนนั้นเฉลี่ยพวงละ 5 ผล และพบว่ามีจำนวนสูงสุดถึงพวงละ 13 ผล หลังจากที่เห็นว่าติดลูกมีผลแล้วเกิดความมั่นใจ จึงหาซื้อเครื่องคัดขนาดผลมาทันที

อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าผลผลิตในช่วงแรกอาจยังไม่ได้มาตรฐานและความสมบูรณ์เพียงพอ แต่เท่าที่สังเกตพบว่า มีเปลือกบางกว่าแป้นพิจิตรทั่วไป ถ้าเทียบขนาดผลแล้วอาจเหมือนกับนำแป้นเพชรมาขยายแล้วเปลือกหนาขึ้น ทั้งนี้จะเน้นเรื่องน้ำหนัก เพราะเคยประสบปัญหาครั้งหนึ่งที่คิดว่าน้ำหนักเพียงพอ แล้วกลับมีน้ำหนักน้อยไป ทั้งนี้อาจจะเกิดจากเรื่องการให้น้ำ

อย่าด่วนเก็บ เมื่อเห็นผลใหญ่

ผลแก่จัด เพียงบิดขั้วหลุดทันที

ด้วยคุณลักษณะเด่นของมะนาวแป้นพิจิตรคือ มีขนาดผลใหญ่ จึงทำให้เกษตรกรผู้ปลูกบางรายเข้าใจผิดว่าถึงเวลาเก็บเกี่ยวได้ ฉะนั้นเมื่อเก็บไปส่งขายจึงเกิดความเสียหาย คุณอดิเทพระบุว่า การมองดูขนาดผลอาจยังไม่สามารถตัดสินได้ ควรสังเกตที่ผิวเปลือกก่อนว่าต่อมน้ำมันมีขนาดใหญ่และใสพอหรือยัง อีกประการคือ ถ้าแก่จัดเร็ว เพียงแค่บิดขั้วเล็กน้อย ผลจะหลุดทันที

ดังนั้น ควรมีการฝึกหรือสอนเกี่ยวกับเทคนิคการเก็บที่ถูกต้อง แต่ถ้าต้องถึงขนาดออกแรงดึงแล้วคงยังไม่แก่แน่นอน ทั้งนี้เขาบอกว่าเท่าที่เก็บสถิติขนาดผลมะนาวมา พบว่าได้ขนาดจัมโบ้จำนวนมาก ส่วนขนาดรองลงมามีประปรายเล็กน้อยไม่มาก

ในวงการผู้ปลูกมะนาวทั่วไปมักบอกว่า ในระยะ 1-2 ปีแรก ยังไม่ควรปล่อยให้มีลูก และถ้ามีดอกให้ตัดทิ้ง ด้วยเหตุผลเพราะกลัวว่าต้นมะนาวจะโทรมเร็ว แต่ในความเห็นของคุณอดิเทพคิดตรงข้าม เขากลับมองว่าการปล่อยช่วงเวลาดังกล่าวอาจเกิดการสูญเปล่า และเสียโอกาสทางรายได้

ดังนั้น เขาจึงใช้วิธีให้ปุ๋ยเต็มที่ทุกส่วนของต้น อีกทั้งยังหมั่นดูแลบริเวณโคนต้นให้สะอาดเพื่อให้ปุ๋ยสามารถลงไปที่รากได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว เขาบอกว่าปัจจุบันมีเกษตรกรหลายรายล้วนหันมาใช้แนวนี้กันอย่างกว้างขวางแล้วยังประสบความสำเร็จอีกด้วย

เมินตลาดขายส่ง

เบนเข็มขายตรงร้านอาหาร

แป้นพิจิตรไม่ใช่มะนาวตลาด ดังนั้น เมื่อนำไปขายที่ตลาดผู้รับซื้อมักกดราคา และอาจมีเพียงหน้าร้อนช่วงเดียวในรอบปี ที่ไม่ว่ามะนาวพันธุ์อะไรใครก็รับซื้อหมด

“อย่างช่วงเมษายนที่ผ่านมา โดยธรรมชาติของผลผลิตมะนาวทั่วไปแล้วจะเก็บได้น้อย และที่สวนของผมสามารถเก็บได้สัปดาห์ละ 1-2 พันผล เป็นจำนวนที่ลดลงจากช่วงปกติที่เคยเก็บได้ประมาณ 6-7 พันผล ต่อสัปดาห์”

คราวนี้มาคุยด้านการตลาด คุณอดิเทพบอกว่า ครั้งแรกพยายามจะไปส่งที่ตลาดไทและสี่มุมเมือง บังเอิญช่วงนั้นเป็นฤดูฝนซึ่งมีมะนาวออกสู่ท้องตลาดทั้งจำนวนและสายพันธุ์ดังๆ มาก ทำให้ราคาต่ำ แล้วยิ่งเป็นแป้นพิจิตรด้วยแล้วยิ่งถูกกดราคาทันที มีราคาลูกละไม่ถึงบาทด้วยซ้ำ

จากนั้นเลยตัดสินใจไม่ขาย แล้วมาปรึกษากับผู้ที่ร่วมลงทุนนำไปขายตรงตามร้านอาหาร เพราะฉะนั้นจากราคาผลละไม่ถึงบาท กลับได้ราคาถึงผลละ 2 บาท อีกทั้งขนาดจัมโบ้ยังได้ราคาถึง 3 บาท ต่อผล

คุณอดิเทพเล่าต่อว่า แหล่งขายตรงล้วนเป็นร้านอาหารทั้งสิ้น แต่ละแห่งมักสั่งสัปดาห์ละ 3-4 กระสอบตาข่าย ซึ่งแต่ละกระสอบสามารถบรรจุขนาดจัมโบ้ได้จำนวน 200 ผล ขนาดเบอร์ศูนย์ได้ 250 ผล และขนาดเบอร์ 1 ได้ 300 ผล ทั้งนี้จากข้อมูลตัวเลขที่เก็บสถิติการขายจากเดือนกันยายน 2556 ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน ขายมะนาวไปแล้วกว่าแสนผล บอกได้ว่าเป็นตัวเลขที่พอใจและภูมิใจมากที่ทำได้ขนาดนี้

“การปลูกพืชแต่ละชนิด กว่าจะได้ผลผลิตคงต้องใช้เวลานานพอสมควร และความที่ไม่ได้เกี่ยวข้องหรือเคยจับงานด้านเกษตรมาก่อน อาจจะมองดูว่าช้าไป แต่จากการทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ คอยเฝ้าดูทุกจังหวะของการเจริญเติบโตกระทั่งเมื่อได้ผลผลิต แม้จะดูยังไม่ดีเท่าไร แต่นั่นคงหมายถึงกำลังใจ

ดังนั้น เมื่อเดินเข้ามาในเส้นทางที่ตั้งใจเลือกแล้วคงต้องปรับอะไรอีกหลายอย่าง อาจจะยังไม่ได้รวดเร็วทันใจ แต่จะต้องค่อยทำไปทีละอย่าง เรียนรู้ไปเรื่อยๆ หากเมื่อทำไปแล้วยังไม่ได้คุณภาพหรือปริมาณตามเกณฑ์คงไม่เป็นไร อย่างน้อยยังมีเพดานราคาหรือความต้องการของตลาดเข้ามาช่วยเพื่อประคับประคองให้ไปได้” คุณอดิเทพกล่าวในที่สุด

สนใจต้องการซื้อผลหรือกิ่งพันธุ์มะนาวแป้นพิจิตร ติดต่อได้ที่ คุณอดิเทพ กอวัฒนา โทรศัพท์ (084) 752-6527

 

“สวนมีสุข” อาศรมแห่งดอกขจร

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05044010657&srcday=2014-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 576

เทคโนโลยีการเกษตร

เอื้องสามปอย

“สวนมีสุข” อาศรมแห่งดอกขจร

ถ้าอยากประสบความสำเร็จหรืออยู่รอด ต้อง “ทำสวน อย่าทำไล่” ทำสวน คือ “สวนกระแส” อย่าไล่ทำตามคนอื่น อะไรแพง อย่าปลูก อะไรถูก ปลูกอย่างนั้น คือแนวคิดที่เกษตรกรชาวบ้านดอนเรือ ตำบลดอนโอง อำเภอโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด วัย 61 ปี ซึ่งจบการศึกษาเพียงแค่ชั้น ป.4 อย่าง “แม่คำตา โสนะชัย” ค้นพบ และยึดเป็นหลักในการทำเกษตรกรรมมาตลอด 10 ปี หลังจากที่ล้มลุกคลุกคลานกับการทำเกษตรแบบวิ่งไล่ตามคนอื่นมาค่อนชีวิต

การทำเกษตรแบบ “สวนกระแส” ของ แม่คำตา โสนะชัย เริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณ 10 ปี ก่อนหน้านี้ เมื่อเห็นว่า “ดอกขจร หรือดอกสลิด” เป็นที่นิยมรับประทาน สามารถนำมาปรุงอาหารได้หลากหลาย ทั้ง ไข่เจียวดอกขจร, ต้มจืดดอกขจร, ยำดอกขจร, ผัดดอกขจร, ลวกดอกขจรเคียงน้ำพริก ฯลฯ แต่ไม่ค่อยมีคนปลูก เพราะคิดว่าไปหาเก็บได้ตามป่าเขา จึงให้ลูกชายไปหาต้นพันธุ์จากแหล่งปทุมธานี มาให้ จำนวน 200 ต้น ช่วงแรกที่เริ่มปลูกดอกขจร ก็เจอปัญหาดอกขจรบางต้นไม่ออกดอก บางต้นที่มีดอกก็ไม่ดกเท่าที่ควร จึงเริ่มศึกษาเรียนรู้ เพื่อทำความเข้าใจธรรมชาติของดอกขจรอย่างจริงจัง ทั้งจากหนังสือและคำบอกเล่าของผู้รู้ จนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกดอกขจร

โดย แม่คำตา อธิบายว่า ดอกขจร สามารถปลูกได้ทุกพื้นที่ แต่จะชอบอากาศที่ร้อนและแดดจัดเป็นพิเศษ และเติบโตออกดอกได้ดีมากๆ ในดินร่วนปนทราย และการปลูก 1 ไร่ จะใช้ต้นพันธุ์ทั้งหมด 400 ต้น ใช้ระยะห่างในการปลูก 4 คูณ 4 เมตร ถึงแม้ต้นขจรจะไม่ชอบน้ำมาก แต่ก็ไม่ควรให้ขาดน้ำเลย เพราะจะทำให้ดอกขจรที่ออกมาไม่ดกและใหญ่เท่าที่ควร ฉะนั้นจึงควรรดน้ำให้พอชุ่ม วันละ 1 ครั้ง หลังจากปลูก ประมาณ 3 เดือน ดอกขจรก็จะเริ่มออกดอก และจะออกดอกดกในช่วง 6-8 เดือน ผลผลิตต่อไร่ ประมาณ 10 กิโลกรัม สามารถเก็บได้ทุก 2-3 วัน

นอกจากการพัฒนาสายพันธุ์ให้แข็งแรง ออกดอกดก ปราศจากโรคใบหงิก เพื่อจำหน่าย ในราคาถุงละ 25 บาท (1 ถุง มีประมาณ 2-4 ต้น) แล้ว เคล็ดลับอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ดอกขจรของสวนมีสุข ให้ดอกใหญ่และดก นั้นก็คือ การทำค้างดอกขจรนั่นเอง โดยค้างดอกขจร ทำจากไม้ไผ่ผ่าเป็นซีก กว้างประมาณ 1 เมตร ยาวประมาณ 2 เมตร นำมาสานกันเป็นลายขัด โดยอาจจะนำตอก (ทำมาจากไม้ไผ่ที่นำมาผ่าให้เป็นเส้นเล็กๆ) มามัดไว้ที่มุมทั้ง 4 ซึ่งจะทำให้แข็งแรงขึ้น จากนั้นนำไม้ไผ่ที่มีความสูง ประมาณ 1.5 เมตร มาทำเป็นเสา ตัดหัวให้เป็นปากแฉก รูปตัว U เพื่อไว้สำหรับพาดไม้ไว้ทำค้าง ขุดหลุมลึก ประมาณ 30-50 เซนติเมตร นำไม้ไผ่ที่ตัดไว้ลงหลุม นำด้านที่เป็นแฉกขึ้น ระยะห่างระหว่างไม้ไผ่ที่นำมาลงหลุม ประมาณ 3 เมตร นำไม้ไผ่มาวางพาดเพื่อเป็นคาน เสร็จแล้วตอกตะปูเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับค้าง ซึ่งค้างดอกขจรควรทำสูงจากพื้น ประมาณ 1 เมตร เว้นระยะห่างของแต่ละค้าง ประมาณ 50 เซนติเมตร เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าไปรดน้ำและเก็บเกี่ยวผลผลิต ซึ่งค้างที่ทำแข็งแรงดี จะใช้ได้นานถึง 3 ปี จึงจะได้เวลาซ่อมแซมใหม่อีกครั้ง และเนื่องจากต้นขจรไม่มีมือจับค้างเหมือนผักประเภทตำลึง เวลาเกิดเถาจะเลื้อยไปตามพื้นดิน ทำให้ดอกที่เกิดมาได้รับความเสียหายได้ จึงจำเป็นต้องใช้ตอกมัดกับเถาเพื่อให้ยอดขจรเลื้อยขึ้นไปตามค้าง ช่วยพยุงกิ่ง ใบ และลำต้น ให้ตั้งขึ้นรับแสง

นอกจากนี้ สวนมีสุข ยังมีบริการรับปลูกดอกขจรให้ถึงสวนอีกด้วย ในราคาลงทุนปลูกต่อไร่ ที่ประมาณ 30,000 บาท โดยคิดรวมเป็นค่าต้นพันธุ์ ค่าค้างดอกขจร ค่าแรงงานปลูก และรับประกันการตายของต้นกล้าดอกขจรให้ประมาณ 1 เดือน ถ้าต้นพันธุ์ดอกขจรตาย ทางสวนก็จะปลูกชดเชยให้ฟรี

ส่วนราคาขายส่งดอกขจรที่หน้าสวนอยู่ที่ กิโลกรัมละ 100 บาท และขายปลีกที่ตลาดอยู่ที่ กิโลกรัมละ 120 บาท สำหรับตลาดใหญ่ในการส่งดอกขจรของทางสวน ก็คือ ตลาดพรรณรวี ซึ่งจะรับซื้อดอกขจรที่ กิโลกรัมละ 90 บาท ในปริมาณกว่า 100 กิโลกรัม ต่อวัน

และสำหรับผู้สนใจท่านใดที่ต้องการดอกขจรและต้นพันธุ์ แต่ไม่มีรถมารับ ทางสวนมีสุข มีรถรับส่งให้ถึงบ้าน ระยะทางแล้วแต่ตกลงกัน โดยเฉพาะต้นพันธุ์ดอกขจร มีบริการจัดส่งทั่วประเทศ ด้วยไปรษณีย์แบบ EMS ใช้เวลาประมาณ 1-2 วัน ซึ่งจะส่งไปแบบล้างราก เอาดินออก ผู้รับต้องนำลงดินไปเพาะพันธุ์ อีก 10 วัน ถึงจะนำไปปลูกได้

แม่คำตา พูดถึงหลักการ และคติประจำใจ ที่ยึดมั่นเป็นแนวทางดำเนินชีวิตและทำสวนให้ประสบความสำเร็จ คือ “อย่าทำอะไรเกินตัว ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก อย่าเอาเงินเป็นตัวตั้งในการทำเกษตร เมื่อผลผลิตออกมาดี ทุกอย่างจะดีตามมาเอง” และความสำเร็จของ สวนมีสุข ว่าจริงๆ แล้วไม่ได้อยู่ที่แค่เม็ดเงิน หรือรายได้ที่เข้ามาอย่างเป็นกอบเป็นกำเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่การได้เปิดสวนมีสุขให้เป็นแหล่งเรียนรู้ ให้เกษตรกรหรือผู้ที่สนใจเข้ามาเยี่ยมชม ศึกษาเรียนรู้ และนำความรู้ที่ได้จากสวนมีสุขไปพัฒนาสวนของตัวเองได้จริง รวมถึงการเป็นต้นแบบในการสร้างผักเศรษฐกิจตัวใหม่ อย่าง “ดอกขจร” ขึ้นมาในตลาด เรียกได้ว่า สวนมีสุข ถือเป็นแหล่งรวบรวมความรู้เกี่ยวกับการปลูกดอกขจรไว้อย่างครบถ้วนกระบวนความ เปรียบดัง “อาศรมแห่งดอกขจร” เลยก็ว่าได้ และในอนาคต สวนมีสุข จะพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้อย่างครบวงจร มีการขยายพื้นที่แหล่งเรียนรู้ สร้างบ้านพักเพิ่ม จำนวน 3 หลัง เพื่อเป็นแหล่งพักแรมสำหรับคนที่มาศึกษาดูงานที่ สวนมีสุข

ผู้สนใจสามารถเข้าเยี่ยมชม หรือสั่งซื้อดอกขจรและต้นพันธุ์ดอกขจร ได้ที่ สวนมีสุข บ้านดอนเรือ ตำบลดอนโอง อำเภอโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด 45230 โทร. (084) 410-1248, (089) 528-6984 Error! Hyperlink reference not valid. http://www.facebook.com/suanmeesuk

ถือคติ “ทำสวน…ไม่ทำไล่” ด้วยหัวใจ คิดต่าง ทางสร้างสรรค์

ใครทำแล้ว ไม่วิ่งไล่ ให้กลับพลัน สลับกัน จับสิ่งใหม่ ให้เลื่องลือ

ปลูก “ดอกขจร” หอมฟุ้งจรุงจิต อีกชื่อ “สลิด” พิศงามอร่ามเหลือง

ไม้ประดับสรรพคุณสุดเมลือง ฟูเฟื่องเรื่องทำยาสารพัน

หลากอาหารจานเด็ดเคล็ดไม่ลับ จับต้ม ผัด แกงทอด ยอดหฤหรรษ์

ทั้งต้นกล้า ยอดอ่อน มีครบครัน พร้อมแบ่งปัน ความรู้ถ้วน “สวนมีสุข”

ประโยชน์ของดอกขจร

ดอก มีกลิ่นหอม (หอมแรงกว่าดอกชำมะนาด หรือกลิ่นของใบเตย) โดยจะหอมมากในช่วงเย็นถึงกลางคืน

คุณค่าทางอาหาร

ยอดอ่อน ผลอ่อน และดอก นำมาทำอาหารได้ เช่น ผักต้ม หรือผักลวกจิ้มน้ำพริก, แกงส้มดอกขจร, ยำดอกขจร เป็นต้น และส่วนที่มีคุณค่าทางอาหารมากที่สุดคือ ส่วนยอดอ่อน มีวิตามินเอ วิตามินซี แคลเซียม และฟอสฟอรัสสูง

สรรพคุณทางยา

ช่วยบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน รักษาหวัดที่เกิดจากการตากลมหรืออากาศเย็น ช่วยบำรุงตับ, บำรุงสายตา, เลือด, บำรุงฮอร์โมนของสตรี, ช่วยขับเสมหะ และแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ

ราก เป็นเครื่องยาสมุนไพร ใช้หยอดรักษาตา, ทำให้อาเจียน, ถอนพิษเบื่อเมา ดับพิษได้อีก

 

พืชตระกูลถั่ว “ถั่วดาวอินคา” หนึ่งในพืชพลังงาน สร้างรายได้ระยะยาว

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05046010657&srcday=2014-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 576

เทคโนโลยีการเกษตร

สุจิต เมืองสุข

พืชตระกูลถั่ว “ถั่วดาวอินคา” หนึ่งในพืชพลังงาน สร้างรายได้ระยะยาว

ประเทศไทย เป็นประเทศเกษตรกรรม พื้นที่เหมาะสำหรับปลูกพืชเกือบทุกชนิด โดยเฉพาะพืชที่เจริญเติบโตได้ดีในสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้น ความสมบูรณ์แข็งแรงและการให้ผลผลิตที่ดีของพืชก็จะได้ปริมาณตามที่เกษตรกรต้องการ

พืชตระกูลถั่วเกือบทุกชนิด เหมาะกับการปลูกสภาพภูมิอากาศร้อนชื้น ถั่วดาวอินคา หรือ ต้นเศรษฐี (Sacha Inchi) ก็เป็นพืชตระกูลถั่วและจัดอยู่ในกลุ่มพลังงานชนิดหนึ่งที่กำลังถูกเอ่ยถึงในวงกว้าง เนื่องจากในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา มีเกษตรกรหันไปให้ความสำคัญและปลูกพืชชนิดนี้กันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะพื้นที่ในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง

ถั่วดาวอินคา เป็นพืชตระกูลถั่วที่มีผลเป็นรูปดาว มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศเปรู เป็นประเทศอยู่ทางทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่มีแหล่งอารยธรรมของชนเผ่าโบราณที่เรียกว่า “ชาวอินคา” ทั้งหมดจึงเป็นที่มาของชื่อ “ถั่วดาวอินคา” ในภาษาไทย แต่ต่อมามีการตกลงแลกเปลี่ยนสินค้าและเมล็ดพันธุ์กับประเทศจีน ซึ่งประเทศจีนได้ปลูกในเมืองสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน และก่อตั้งโรงงานอุตสาหกรรมสำหรับหีบน้ำมันจากถั่วดาวอินคาขึ้นที่มณฑลยูนนาน ประเทศจีน

เมื่อไม่กี่วันก่อน “เทคโนโลยีชาวบ้าน” ได้มีโอกาสพบกับ คุณเตา ยี่ตัน ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยจีนกรีนเอนเนอร์จี (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเดินทางมายังประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการปลูกถั่วดาวอินคาให้กับเกษตรกรไทย

คุณวีรุทัย มณีนุชเนตร ที่ปรึกษากฎหมาย บริษัท ไทยจีนกรีนเอนเนอร์จี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จากการส่งเสริมและลงพื้นที่ให้ความรู้ด้านกฎหมายกับเกษตรกรในหลายพื้นที่ พบว่า ปัญหาความยากจนยังคงมีอยู่ แนวคิดการส่งเสริมให้ปลูกถั่วดาวอินคา โดยรับเมล็ดพันธุ์ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และบริษัทรับซื้อคืนโดยประกันราคานั้น จะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ระยะยาว

คุณเตา ให้ข้อมูลว่า ความต้องการน้ำมันที่ได้จากการหีบถั่วดาวอินคาในตลาดผู้บริโภคในประเทศจีน อเมริกา และประเทศในแถบยุโรปมีสูง ซึ่งโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้รับอนุญาตก่อตั้งโดยรัฐบาลจีนที่มณฑลยูนนานยังมีความสามารถในการหีบน้ำมันได้อีกมาก แต่วัตถุดิบคือ ถั่วดาวอินคา ในมณฑลยูนนานที่เกษตรกรจีนปลูก ได้ผลผลิตไม่เพียงพอ และไม่สามารถขยายพื้นที่ปลูกในมณฑลอื่นของประเทศจีนได้ เนื่องจากมณฑลอื่นไม่ได้มีสภาพภูมิอากาศร้อนชื้น

“ปี 2554 บริษัทเห็นว่าประเทศไทยมีสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมและสภาพภูมิประเทศที่ไม่แตกต่างจากประเทศจีน จึงต้องการขยายฐานการปลูกมายังประเทศไทย ซึ่งผลผลิตที่เกษตรกรไทยนำไปปลูก บริษัทประกันราคา จึงเริ่มนำเข้ามาโดยการทดลองปลูกร่วมกับนักวิชาการในมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในหลายพื้นที่ หลังการทดลองปลูกเพียง 1 ปี พบว่าถั่วดาวอินคา เจริญเติบโตได้ดีในประเทศไทย จึงนำไปส่งเสริมให้กับเกษตรกรในหลายพื้นที่ปลูก เช่น จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดพะเยา จังหวัดเชียงราย เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกรนำไปปลูกมากกว่า 10,000 ไร่แล้ว”

เกษตรกรที่ติดต่อรับเมล็ดพันธุ์โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ต้องนำเมล็ดพันธุ์มาเพาะกล้าเอง ซึ่งการเพาะกล้าทำโดยนำเมล็ดพันธุ์แช่น้ำไว้ 1 คืน จากนั้นนำใส่ถุงเพาะกล้า อัตรารอดจากการเพาะกล้าอยู่ที่ร้อยละ 98 จากนั้นเมื่อต้นกล้ามีอายุ 1 เดือน ให้นำลงดินปลูก

การเตรียมพื้นที่ปลูก โดยการกำจัดวัชพืช โดยไม่ใช้สารเคมี หลุมปลูก ขนาดลึก 30 เซนติเมตร กว้าง 30 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยอินทรีย์ ประมาณ 500 กรัม หรือ 4 กำมือ ต่อหลุม หรือปุ๋ยคอก ประมาณ 5 กิโลกรัม หากเป็นมูลวัวหรือมูลควายแห้งจะดีมาก จากนั้นนำต้นกล้าลงปลูก กลบดินไม่พูนลำต้น

ถั่วดาวอินคาเป็นไม้เถาทรงพุ่ม จึงควรทำค้างให้ และลักษณะค้างที่เหมาะสมหรือค้างรูปตัวที ระยะห่างของเสา ประมาณ 4-8 เมตร ขึ้นกับพื้นที่ปลูก หรือหากมีงบประมาณน้อย อาจจะทำค้างโดยใช้ไม้ไผ่ปักเป็นหลักยึดให้กับลำต้นของถั่วดาวอินคา ความสูงไม้ไผ่ที่ใช้ ประมาณ 1.50 เมตร

พื้นราบ ควรปลูกระยะห่าง ระหว่างต้นและแถว 2 คูณ 2 เมตร

พื้นที่ชัน ควรปลูกระยะห่าง ระหว่างต้นและแถว 2 คูณ 3 เมตร

โดยเฉลี่ยต่อไร่ สามารถปลูกต้นถั่วดาวอินคาได้ ประมาณ 300-400 ต้น

ถั่วดาวอินคา เป็นพืชทนแล้ง ทนทานต่อโรคและแมลงศัตรูพืช ส่วนใหญ่จะพบผีเสื้อกลางคืนที่เข้ามาทำลายต้น การทำลายผีเสื้อกลางคืนอาจใช้วิธีจับทำลาย หรือใช้สะเดาผสมน้ำฉีดพ่น ซึ่งถั่วดาวอินคาที่ บริษัท ไทยจีนกรีนเอนเนอร์จี (ประเทศไทย) จำกัด ส่งเสริมเมล็ดพันธุ์ให้ปลูกนั้น จะต้องปราศจากสารเคมีโดยเด็ดขาด การทำลายแมลงศัตรูพืชและการให้ปุ๋ยจึงต้องปราศจากสารเคมีทั้งหมด

การให้ปุ๋ย ควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ปีละ 200 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อปี โดยแต่ละครั้งควรให้ห่างกัน 2 เดือน ซึ่งถั่วดาวอินคาตอบรับดีกับปุ๋ยอินทรีย์จากมูลวัวและมูลควายแห้ง ยกเว้นมูลไก่ ซึ่งมีความเค็มสูง อาจทำให้ถั่วดาวอินคาตายได้

ควรตัดแต่งกิ่ง เมื่อต้นสูงประมาณ 130-150 เซนติเมตร หรือตามความสูงของค้าง และให้เริ่มตัดกิ่งในระยะปีที่ 2 และคอยสังเกตตัดแต่งกิ่งที่เป็นโรคหรือไม่ต้องการออก

ถั่วดาวอินคาจะเริ่มแทงช่อออกดอกทุกข้อใบในระยะปลูกเดือนที่ 3 ฝักที่ติดจะเป็นสีเขียว แต่จะเริ่มเก็บได้เมื่อฝักเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีน้ำตาล (ฝักแห้ง) ซึ่งโดยทั่วไปจะเริ่มเก็บฝักได้เมื่อถั่วดาวอินคามีอายุ 7 เดือน หลังจากนั้นเกษตรกรสามารถเก็บผลผลิตขายได้ทุกเดือน

ในแต่ละรอบการปลูกของถั่วดาวอินคามีอายุนานอย่างน้อย 20 ปี ผลผลิตต่อไร่ประมาณ 1,000-1,500 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อปี เมื่อเกษตรกรเก็บฝักถั่วดาวอินคามาแล้ว นำมาขายคืนให้กับบริษัท บริษัทประกันราคาสำหรับฝักแห้งอยู่ที่ 20-25 บาท ต่อกิโลกรัม และเมล็ดที่กะเทาะแล้วจากฝัก 40-45 บาท ต่อกิโลกรัม

เกษตรกรที่สนใจปลูกถั่วดาวอินคา พืชน้ำมันทนแล้งชนิดนี้ จำเป็นต้องศึกษาข้อมูลการลงทุนและการให้ผลตอบแทนให้ดีเสียก่อน เนื่องจากพืชชนิดนี้ยังไม่มีการรับรองในเชิงพาณิชย์กับหน่วยงานที่ดูแลเกษตรกรไทย แต่หากมั่นใจและต้องการทดลองปลูก สามารถติดต่อได้ที่ บริษัท ไทยจีนกรีนเอนเนอร์จี (ประเทศไทย) จำกัด

 

ก้าวทัน AEC อย่างมั่นคง ตาม พ.ร.บ. ควบคุมยาง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048010657&srcday=2014-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 576

เทคโนโลยีการเกษตร

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

ก้าวทัน AEC อย่างมั่นคง ตาม พ.ร.บ. ควบคุมยาง

เหลือเวลาอีกเพียงครึ่งปี ประเทศไทย จะก้าวเข้าสู่การเปิดตลาดประชาคมอาเซียน (AEC) อย่างเต็มตัวแล้ว ดังนั้น กรมวิชาการเกษตร จึงจับประเด็น หัวข้อ “พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมยาง กับการพัฒนายางอย่างมั่นคงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” มาพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจกับพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางในเวทีเสวนาวันยางพาราบึงกาฬ 2013 ที่ผ่านมา

โดย กรมวิชาการเกษตร ได้เชิญวิทยากร 3 ท่าน ประกอบด้วย “คุณสงกรานต์ คำพิไสย์” ประธานเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางจังหวัดบึงกาฬ มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนายางพาราเพื่อเกษตรกรจังหวัดบึงกาฬ “คุณจันทวรรณ คงเจริญ” ผู้อำนวยการกลุ่มควบคุมยางตามพระราชบัญญัติ สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร มาถ่ายทอดความรู้เรื่อง พ.ร.บ. ควบคุมยาง กับการพัฒนายางอย่างมั่นคงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ “คุณพรเพ็ญ โพธิ์ทอง” นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ หัวหน้าฝ่ายควบคุมยางตามพระราชบัญญัติ ศูนย์วิจัยยางหนองคาย ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการให้บริการตาม พ.ร.บ. ควบคุมยางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของศูนย์วิจัยยางหนองคาย

แนวทางการพัฒนา

ยางพาราของจังหวัดบึงกาฬ

“คุณสงกรานต์ คำพิไสย์” ประธานเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางจังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า ปัจจุบัน จังหวัดบึงกาฬปลูกยางพารามากที่สุดถึง 800,000 ไร่ เปิดกรีดแล้ว 500,000 ไร่ มีรายได้จากการขายยาง เดือนละ 1,000 ล้านบาท ใน 4-5 ปี ข้างหน้า เมื่อขยายพื้นที่เปิดกรีดได้มากขึ้น จะสร้างรายได้เข้าสู่ท้องถิ่นเป็นเดือนละ 2,000 ล้านบาท

สำหรับพื้นที่ภาคอีสาน 20 จังหวัด ไม่ได้เหมาะกับการปลูกยางทั้งหมด การปลูกยาง หากลงทุนในแหล่งที่มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปลูกยาง ดินดี น้ำดี ใช้กล้ายางพันธุ์ดี บริหารจัดการสวนอย่างเหมาะสม เปิดกรีดและแปรรูปยางอย่างถูกวิธี เกษตรกรจะมีรายได้ดี แต่พบว่า เกษตรกรจำนวนไม่น้อยปลูกยางตามเพื่อนฝูง โดยปลูกยางในพื้นที่ลุ่ม ซึ่งไม่เหมาะกับการปลูกยาง ได้ผลผลิตต่ำ ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน

ปัจจุบัน ประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง เช่น ลาว ก็หันมาปลูกยางพาราเป็นจำนวนมาก ในปี 2555 เคยเชิญตัวแทนภาครัฐและเกษตรกรลาวจากแขวงบอลิคำไซและเมืองต่างๆ ที่อยู่ตรงข้ามจังหวัดบึงกาฬ เช่น ปากกระดิ่ง ปากซัน ท่าพระบาท และแขวงคำม่วน มาร่วมงานวันยางพาราบึงกาฬ แต่ปี 2556 พบว่า เกษตรกรลาวสนใจเข้าร่วมชมงานวันยางพาราบึงกาฬเพิ่มขึ้นอีก 3-4 แขวง นอกจากนี้ เกษตรกรผู้ปลูกยางจากเวียดนามก็ชมงานนี้ด้วยเช่นกัน

เขมร ก็สนใจเข้าชมงานนี้เหมือนกัน เพราะเขมรได้รับงบประมาณสนับสนุนจากญี่ปุ่น จัดหาพันธุ์ยางเข้าไปปลูก แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ต้นยางที่ปลูกตายเกือบ 100% เลย เมื่อเขมรรู้ว่า บึงกาฬ ปลูกยางได้ดี ก็สนใจอยากเข้าชมงานด้วย ความจริง ลาว เวียดนาม พม่า ได้เปรียบไทยในเรื่องเนื้อที่เพาะปลูกยางที่มีจำนวนมาก ขณะที่การขยายพื้นที่ปลูกยางในบึงกาฬกลายเป็นเรื่องยาก เพราะราคาที่ดินสูงมาก

นอกจากนี้ จังหวัดบึงกาฬ กำลังประสบความขาดแคลนแรงงาน ต้องนำเข้าแรงงานจากพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งแรงงานกรีดยางส่วนใหญ่ในขณะนี้ มาจากจังหวัดสกลนคร และในอนาคตคาดว่าคงต้องใช้แรงงานกรีดยางจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยคาดว่าแรงงานจากเวียดนามจะได้รับความนิยมมากในอนาคต เพราะมีค่าจ้างถูก เพียงวันละ 80 บาท ต้องการแรงงานจำนวนเท่าไหร่ นายหน้าจัดหางานก็สามารถหาคนได้ครบจำนวนและจัดส่งแรงงานให้ได้ในวันรุ่งขึ้น ขณะที่แรงงานเขมรมีค่าแรง วันละ 100 บาท และลาว 150 บาท

ขณะนี้เกษตรกรในจังหวัดบึงกาฬและพื้นที่ข้างเคียงกำลังพัฒนาตัวเองเป็นผู้ค้าขายยาง โดย 52 ตำบล ของจังหวัดบึงกาฬ มีตลาดค้ายางท้องถิ่น เฉลี่ยตำบลละ 5 แห่ง อย่างไรก็ตาม กลุ่มเกษตรกรที่ปรับบทบาทเป็นพ่อค้ายางจำเป็นต้องขอขึ้นทะเบียนผู้ค้ายางกับกรมวิชาการเกษตรเสียก่อน หากไม่สะดวกในการเดินทางก็สามารถจัดส่งเอกสารคำร้องทางไปรษณีย์ได้ หากภาครัฐตรวจสอบพบว่า ผู้ค้ายางรายใดไม่มีใบอนุญาตตามกฎหมาย แปลงเพาะกล้ายางที่ไม่มีใบอนุญาต อาจถูกยึดทำลาย และโดนโทษปรับเงินอีกด้วย

“พ.ร.บ. ควบคุมยาง”

กฎหมายใกล้ตัว

ที่ชาวสวนยางควรเรียนรู้

ปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตร ในฐานะหน่วยงานหลักที่มีอำนาจตาม พ.ร.บ. ควบคุมยาง ดูแลจัดการยางพารา ตั้งแต่การคัดเลือกพันธุ์ การนำเข้าพันธุ์ การจดทะเบียนจัดตั้งโรงงานยาง ควบคุมการนำเข้าส่งออกยางและจัดเก็บภาษีการส่งออกยาง ซึ่งเรียกว่า เงินเซจ

คุณจันทวรรณ คงเจริญ ผู้อำนวยการกลุ่มควบคุมยางตามพระราชบัญญัติ สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร เล่าว่า “พ.ร.บ. ควบคุมยาง” ว่ามีจุดเริ่มต้นตั้ง แต่ปี 2477 กฎหมายฉบับนี้ถูกสร้างขึ้นมาตามพันธะข้อตกลงระหว่างประเทศ เช่นเดียวกับการจัดตั้งประชาคมอาเซียน (AEC) เมื่อสถานการณ์ตลาดยางเปลี่ยนแปลงไป กฎหมายฉบับนี้ก็ถูกปรับปรุงแก้ไขเป็นระยะๆ เจตนารมณ์หลักของกฎหมายฉบับนี้ก็คือ ควบคุมการประกอบกิจการยางพารา ตั้งแต่ภาคการผลิตและการตลาดยางพาราอย่างครบวงจร ตั้งแต่ส่งออก-นำเข้า ยางพารา รวมทั้งกำหนดนโยบายยางพาราของไทยให้เป็นไปตามพันธะข้อตกลงขององค์กรระหว่างประเทศ

กฎหมายฉบับนี้ ประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ คือบทบาทกำกับดูแลการออกใบอนุญาตต่างๆ ด้านยางพาราอย่างครบวงจร นอกจากนี้ หากเกิดกรณีโรคระบาดในแหล่งปลูกยางพารา หรือภาวะราคายางตกต่ำ กฎหมายฉบับนี้มีอำนาจที่จะออกประกาศหรือกำหนดมาตรการใดๆ ขึ้นได้ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ทันที

หากใครต้องการส่งออกหรือนำเข้าพันธุ์ยาง จะต้องยื่นขออนุญาตจากกรมวิชาการเกษตรเสียก่อน ตาม พ.ร.บ. ควบคุมยาง ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตร ไม่ได้ปิดกั้นการนำเข้าส่งออกพันธุ์ยางเสียทั้งหมด แต่จะพิจารณาตัดสินตามสถานการณ์ความจำเป็นในช่วงนั้นๆ ว่าการนำเข้าดังกล่าวจะมีประโยชน์หรือโทษต่อประชาชนอย่างไร กรณีจำหน่ายพันธุ์ยางเพื่อการค้า จำเป็นต้องยื่นขออนุญาตจำหน่ายตาม พ.ร.บ. ควบคุมยางเสียก่อน เพื่อให้กรมวิชาการเกษตรที่ดูแลกำกับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบคุณภาพพันธุ์ยางดังกล่าวว่า เป็นสินค้าที่มีคุณภาพดีจริงหรือเปล่า เข้าข่ายหลอกลวงประชาชนหรือไม่ เพราะยางที่นำมาปลูกขยายพันธุ์ จะต้องเป็นยางพันธุ์ดี ที่มีลักษณะเงื่อนไขตามที่กรมวิชาการเกษตรกำหนดเท่านั้น

เมื่อเกษตรกรนำยางพันธุ์ดีไปปลูกและแปรรูปยางเข้าสู่ตลาด ผู้ประกอบการที่ต้องการเข้ามารับซื้อยางจากเกษตรกร จำเป็นต้องยื่นขอใบอนุญาตค้ายางกับกรมวิชาการเกษตรเสียก่อน เช่นเดียวกับเกษตรกรที่มีการรวมตัวกันในลักษณะกลุ่มเกษตรกรกองทุนสวนยาง เพื่อทำหน้าที่รวบรวมผลผลิตยางขายให้แก่พ่อค้า ก็จำเป็นต้องยื่นขอใบอนุญาตค้ายางจากกรมวิชาการเกษตร เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐรู้ว่า สินค้ายางที่ค้าขายได้มาตรฐานหรือไม่

ด้านการส่งออกสินค้ายาง ภาครัฐจะทำหน้าที่ดูแลมาตรฐานสินค้ายางที่ส่งออก เพราะหากสินค้ายางที่ส่งออกมีคุณภาพไม่ตรงตามความต้องการของลูกค้า เท่ากับผู้ส่งออกทำผิดสัญญา ลูกค้าสามารถคืนสินค้าหรือขอปรับราคาสินค้าลดลงได้ ทำให้รายได้เข้าประเทศลดลงไปด้วย จึงเป็นหน้าที่ที่กรมวิชาการเกษตรจะเข้าไปกำกับดูแลในเรื่องมาตรฐานยาง สำหรับสินค้ายางแท่ง STR มาจาก คำว่า สแตนดาร์ด ไทย รับเบอร์ หากผู้ส่งออกต้องการใช้คำนี้ จำเป็นต้องปฏิบัติตามมาตรฐานที่กรมวิชาการเกษตรกำหนด

ข้อควรปฏิบัติ

ตาม พ.ร.บ. ควบคุมยาง

คุณพรเพ็ญ โพธิ์ทอง นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ หัวหน้าฝ่ายควบคุมยางตามพระราชบัญญัติ ศูนย์วิจัยยางหนองคาย กล่าวว่า ศูนย์วิจัยยางหนองคาย กำกับดูแลตาม พ.ร.บ. ควบคุมยาง ในแหล่งพื้นที่ปลูกยางภาคอีสานตอนบน จำนวน 11 จังหวัด ได้แก่ หนองคาย บึงกาฬ อุดรธานี สกลนคร นครพนม มุกดาหาร ชัยภูมิ เลย ขอนแก่น กาฬสินธุ์ หนองบัวลำภู กลุ่มผู้ประกอบการที่จำเป็นต้องขอใบอนุญาตดำเนินกิจการยางพารา ได้แก่ กลุ่มขยายพันธุ์ยางเพื่อการค้า กลุ่มโรงงานเพาะชำ กลุ่มผู้ค้ายาง การนำเข้าและส่งออก

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอใบอนุญาตด้วยตัวเองที่ศูนย์วิจัยยางหนองคาย หรือจัดส่งทางไปรษณีย์ โดยหลักฐานที่ต้องจัดเตรียมมา สำหรับบุคคลธรรมดา คือทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน เอกสารแสดงสิทธิ์ที่ดิน และที่ตั้งแปลงเพาะชำ ส่วนนิติบุคคล ต้องใช้เอกสารการจัดตั้งบริษัท หนังสือบริคณห์สนธิ หลักฐานการแต่งตั้งผู้จัดการ ใบภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งใบแสดงการจดทะเบียนนิติบุคคล ซึ่งหลักฐานใบอนุญาตที่ได้รับจะมีอายุการใช้งาน 1 ปี แต่สามารถแจ้งต่ออายุได้ล่วงหน้า 3 เดือน ก่อนครบกำหนด

เมื่อเจ้าหน้าที่ได้รับเอกสารแล้ว จะส่งทีมงานเข้าไปตรวจสอบรายละเอียดที่แปลงเพาะชำยางที่เป็นแปลงกิ่งตา แปลงผลิตต้นตอตายาง และแปลงยางชำถุง สำหรับแปลงกิ่งตามีข้อกำหนดว่า ต้องมีพื้นที่ปลูกมากกว่าครึ่งไร่ขึ้นไป มีกำลังการผลิตตั้งแต่ 500-1,600 ต้น ต่อไร่ และไม่มีพันธุ์ไม้อื่นปะปนอยู่ในแปลงเพาะชำดังกล่าว ยางแต่ละสายพันธุ์จะต้องแบ่งพื้นที่กันอย่างชัดเจน พร้อมติดป้ายบอกชื่อพันธุ์ ด้านวิธีการดูแลต้นยางจะต้องเป็นไปตามมาตรฐานของกรมวิชาการเกษตร ส่วนแปลงผลิตต้นตอตายาง ต้องมีกำลังการผลิต ตั้งแต่ 10,000-30,000 ต้น ต่อไร่ ส่วนแปลงกิ่งตายางชำถุง ตายางจะต้องเป็นไปตามมาตรฐาน มีความคงทนอยู่ได้มากกว่า 1 ปี กำลังการผลิตต่อปีมากกว่า 10,000 ต้น ขึ้นไป

ส่วนการตั้งโรงงานแปรรูปยาง ต้องยื่นขอใบอนุญาตค้ายาง และใบอนุญาตตั้งโรงทำยาง หากมีการส่งออก ก็ต้องยื่นขอใบอนุญาตส่งออกยางนอกราชอาณาจักรด้วย การส่งออกยางแต่ละชุด จะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบเพื่อออกใบอนุญาตผ่านด่าน ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องยื่นแบบคำขอผ่านด่าน (บย. 12) ที่ศูนย์วิจัยยางหนองคาย เพื่อตรวจสอบคุณภาพ ชนิด จำนวน ยางที่จะส่งออก หลังเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วจึงออกใบผ่านด่านให้แก่สินค้าส่งออกต่อไป

 

พัทลุง เปิดตัวข้าวพันธุ์ใหม่ “กข 55″ ให้ผลผลิตสูงกว่า 700 กิโลกรัม/ไร่

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05071010657&srcday=2014-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 576

เทคโนโลยีการเกษตร

อัสวิน ภักฆวรรณ

พัทลุง เปิดตัวข้าวพันธุ์ใหม่ “กข 55″ ให้ผลผลิตสูงกว่า 700 กิโลกรัม/ไร่

ข้าวพันธุ์ กข 55 เป็นพันธุ์ข้าวที่ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง ได้พัฒนาปรับปรุงพันธุ์ขึ้นมาตั้งแต่ ปี 2543 โดยการผสมสายพันธุ์ระหว่างข้าวพันธุ์ กข 23 ข้าวเล็บนกปัตตานี และข้าวพันธุ์ชัยนาท 1 และได้รับการรับรองจากกรมการข้าว เมื่อ วันที่ 19 สิงหาคม 2556 ให้ชื่อว่า กข 55

โดยเมื่อเร็วๆ นี้ คุณวิชิต พันธุรัตน์ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดพัทลุง ร่วมกับ คุณเลิศเกียรติ ชูศิริ นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง คุณสมควร สุวรรณรัตน์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรจังหวัดพัทลุง และ คุณสุจิน กรุณกิจ นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดพัทลุง ได้แถลงข่าวเปิดตัวข้าวพันธุ์ กข 55

คุณเลิศเกียรติ เปิดเผยว่า ทั้งนี้เพื่อให้เป็นทางเลือกกับเกษตรกรชาวนา ได้นำไปปลูกในแปลงนาของตัวเอง เนื่องจากเป็นข้าวที่ให้ผลผลิต/ไร่สูง มีความทนทานต่อโรค สามารถปลูกได้ทั้งนาปรัง และนาปี

โดยลักษณะเด่นของข้าวพันธุ์นี้คือ ให้ผลผลิตสูง เฉลี่ย 712 กิโลกรัม/ไร่ ขณะที่พันธุ์ชัยนาท 1 ให้ผลผลิตเฉลี่ยที่ 631 กิโลกรัม/ไร่ อายุการเก็บเกี่ยวเพียง 117 วัน สามารถปลูกได้ทั้งนาปีและนาปรัง มีความต้านทานต่อโรคไหม้ โรคขอบใบแห้ง และโรคใบจุดสีน้ำตาล

“เหมาะสมในการปลูกในพื้นที่จังหวัดพัทลุง บริเวณลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา และลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช คุณภาพข้าวสุกมีลักษณะค่อนข้างนุ่ม ไม่เหนียว และไม่ร่วน แต่ไม่มีกลิ่นหอม คล้ายคลึงกับข้าวพันธุ์เล็บนก ซึ่งเป็นข้าวที่เป็นที่นิยมบริโภคของชาวจังหวัดพัทลุง”

ส่วนการส่งเสริมการปลูก ขณะนี้ทางศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง ได้กระจายเมล็ดพันธุ์ให้เกษตรกรอำเภอควนขนุน อำเภอปากพะยูน และอำเภอป่าพะยอม นำไปปลูกแล้วบางส่วน โดยนำไปปลูกเป็นข้าวนาปรังสลับกับข้าวสังข์หยด ซึ่งเป็นข้าวนาปีที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดทั่วประเทศในขณะนี้ ซึ่งพบว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

ลักษณะเด่นของพันธุ์ข้าว กข 55 ให้ผลผลิตมีศักยภาพสูงถึง 825 กิโลกรัม/ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 712 กิโลกรัม/ไร่ สูงกว่าพันธุ์ชัยนาท 1 ที่มีจำนวน 631 กิโลกรัม/ไร่

หากวิธีหว่านน้ำตม จะให้ผลผลิตเฉลี่ย 531 กิโลกรัม/ไร่ สูงกว่าพันธุ์ชัยนาท 1 ที่มีจำนวน 461 กิโลกรัม/ไร่ และวิธีปักดำ โดยจะต้านทานโรคไหม้ โรคขอบใบแห้ง และโรคใบจุดสีน้ำตาล

ลักษณะพันธุ์ เป็นข้าวเจ้า ไม่ไวต่อช่วงแสง ต้นสูงประมาณ 91 เซนติเมตร อายุเก็บเกี่ยว 117 วัน เมื่อปลูกโดยวิธีปักดำ และ 104 วัน เมื่อปลูกโดยวิธีหว่านน้ำตม

ต้นแข็งไม่ล้มง่าย ใบสีเขียว กาบใบสีเขียว ใบธงตั้ง คอรวงยาว เมล็ดข้าวเปลือกสีฟาง ข้าวกล้องสีขาว เป็นท้องไข่น้อย

เมล็ดข้าวเปลือก ยาว x กว้าง x หนา = 10.50 x 2.33 x 1.86 มิลลิเมตร เมล็ดข้าวกล้อง ยาว x กว้าง x หนา = 7.53 x 2.02 x 1.70 มิลลิเมตร เมล็ดข้าวขาว ยาว x กว้าง x หนา = 7.20 x 2.01 x 1.65 มิลลิเมตร

ปริมาณอะมิโลสปานกลาง (23.8%) คุณภาพข้าวสุกมีลักษณะไม่เหนียว ไม่ร่วน และค่อนข้างนุ่ม ไม่มีกลิ่นหอม ระยะพักตัวของเมล็ด ประมาณ 7 สัปดาห์ ส่วนข้อควรระวัง หรือข้อจำกัด ไม่ต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เป็นประจำ

ซึ่งเกษตรกรรายใดสนใจนำข้าว กข 55 ไปปลูก สามารถซื้อเมล็ดพันธุ์ได้ที่ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง หรือติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ (074) 840-111 ในวันและเวลาราชการ

คุณเลิศเกียรติ ยังบอกว่า ได้ทำการวิจัยข้าวพันธุ์ กข 55 เป็นเวลาประมาณ 12 ปี ไปลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช และลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา พัทลุง สงขลา สรุปแล้วว่าข้าวสามารถปลูกได้ทุกพื้นที่ ตอนนี้ที่เห็นชัดเจนที่มีการปลูกกันมากสำหรับพื้นที่พัทลุง คือ อำเภอปากพะยูน อำเภอควนขนุน อำเภอป่าพะยอม ซึ่งขณะนี้ภาพรวมแล้วปลูกประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ และปรากฏว่าขณะนี้มีผู้สนในสั่งซื้อพันธุ์ข้าว กข 55 พัทลุงกัน

“พันธุ์ข้าว กข 55 เดิมว่าพันธุ์ พัทลุง นัมเบอร์วัน และพันธุ์นี้แนวโน้มจะดีขึ้นตาม ลำดับ แม้ว่าจะเป็นพันธุ์ข้าวขาวก็ตาม แต่รสหอม นิ่มนวล เพราะจากการผสมพันธุ์ข้าว”

ทางด้าน คุณอรุณ ไพชำนาญ ประธานกลุ่มเกษตรกรทำนาตะโหมด อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง บอกว่า กลุ่มเกษตรกรทำนาตะโหมด กลุ่มสหกรณ์ทำนาตะโหมด กำลังทำการวิจัยนาข้าวสังข์หยด ในฤดูกาลทำนาปรัง เป็นการวิจัยครั้งแรกของกลุ่ม โดยที่หว่านพันธุ์สู่พื้นที่นา โดยจะพิสูจน์ทราบรู้ผลผลิตได้ว่าจะมีปริมาณผลผลิตเท่าใดในเดือนกันยายน-สิงหาคม 2557 นี้

“ข้าวสังข์หยดในฤดูกาลนาปี ของกลุ่มเกษตรกรทำนาตะโหมด มีปริมาณเฉลี่ย 350-400 กิโลกรัม/ไร่ ครั้งนี้เป็นการวิจัยข้าวสังข์หยดทำนาปรัง”

ส่วน คุณสุทธิชัย กาฬสุวรรณ อุปนายกสมาคมผู้ผลิตและค้าข้าวสังข์หยดจังหวัดพัทลุง บอกว่า พื้นที่ทำนาข้าวสังข์หยด มีประมาณ 20,000 ไร่ ที่อยู่ในการดูแลของทางการ ประมาณ 12,000 ไร่ และที่ไม่ได้ควบคุมมีอยู่ประมาณ 8,000 ไร่ โดยข้าวสังข์หยดทำเฉพาะนาปีเท่านั้น ซึ่งต่อไปจะขยายไปทำนาปรังด้วย อยู่ระหว่างการวิจัย เพราะเท่าที่ทำนาปรังจะให้ผลผลิตประมาณ 300 กิโลกรัม/ไร่ เท่านั้น

“ซึ่งข้าวสังข์หยดนาปี ทำได้ประมาณ 450-500 กิโลกรัม/ไร่ โดยจะทำการผลักดันให้ได้ประมาณ 600 กิโลกรัม/ไร่

คุณจักรกฤษณ์ สามัคคี ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านเรียนรู้เกษตรธรรมชาติบางแก้ว จังหวัดพัทลุง ผู้ผลิตข้าวสังข์หยดอินทรีย์รายใหญ่ จังหวัดพัทลุง บอกว่า โดยประเมินว่าข้าวสังข์หยดในปลายปี ราคาจะขยับขึ้นถึง 30,000 บาท/ตัน ซึ่งขณะนี้เคลื่อนไหวอยู่ที่ 25,000 บาท/ตัน และราคาขายปลีก 80 บาท/กิโลกรัม และ 120 บาท/กิโลกรัม

นี่จึงเป็นอีกผลงานเพื่อชาวนา…

มารู้จักพันธุ์ข้าว กข 55

ข้าว กข 55 ได้จากการผสมแบบ 3 ทาง ระหว่าง กข 23/เล็บนกปัตตานี/ชัยนาท 1 ที่ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง ปี 2543 ต่อมาปี 2545 ถึงปี 2547 คัดเลือกข้าวพันธุ์ผสม ตั้งแต่ชั่วที่ 2 ถึงชั่วที่ 6 ได้สายพันธุ์ PTL00042-B-B-18-2-1 ปี 2548 ถึงปี 2550 ทำการปลูกศึกษาพันธุ์ขั้นต้นและขั้นสูงและคัดเลือกต่อจนได้สายพันธุ์ PTL00042-B-B-18-2-1-1-2 เปรียบเทียบผลผลิตภายในสถานี ปี 2551 เปรียบเทียบผลผลิตระหว่างสถานี

ปี 2552 ถึงปี 2554 และเปรียบเทียบผลผลิตในนาราษฎร์ จังหวัดพัทลุง สงขลา ปัตตานี กระบี่ และนครศรีธรรมราช

ทดสอบเสถียรภาพการให้ผลผลิต ทดสอบศักยภาพการให้ผลผลิตและทดสอบในนาเกษตรกร ที่จังหวัดพัทลุง และนครศรีธรรมราช ปี 2553 ถึงปี 2554 (นาปีและนาปรัง)

ลักษณะประจำพันธุ์

– เป็นข้าวเจ้า ไม่ไวต่อช่วงแสง ต้นสูงประมาณ 91 เซนติเมตร

– อายุเก็บเกี่ยว 117 วัน เมื่อปลูกโดยวิธีปักดำ และ 104 วัน เมื่อปลูกโดยวิธีหว่านน้ำตม

– ทรงกอตั้ง ต้นแข็งไม่ล้มง่าย ใบสีเขียว กาบใบสีเขียว ใบธงตั้ง คอรวงยาว

– เมล็ดข้าวเปลือกสีฟาง ข้าวกล้องสีขาว เป็นท้องไข่น้อย

– เมล็ดข้าวเปลือก ยาว x กว้าง x หนา = 10.50 x 2.33 x 1.86 มิลลิเมตร

– เมล็ดข้าวกล้อง ยาว x กว้าง x หนา = 7.53 x 2.02 x 1.70 มิลลิเมตร

– เมล็ดข้าวขาว ยาว x กว้าง x หนา = 7.20 x 2.01 x 1.65 มิลลิเมตร

– คุณภาพการสี ได้ข้าวเต็มเมล็ดและต้นข้าว ร้อยละ 51.3

– ปริมาณอะมิโลสปานกลาง (23.8%)

– คุณภาพข้าวสุกมีลักษณะไม่เหนียว ไม่ร่วน และค่อนข้างนุ่ม ไม่มีกลิ่นหอม

– ระยะพักตัวของเมล็ดประมาณ 7 สัปดาห์

– ผลผลิตเฉลี่ย 712 กิโลกรัม/ไร่ (ผลผลิตมีศักยภาพสูงถึง 825 กิโลกรัม/ไร่)

 

“ยางพาราไทย ก้าวไกลสู่ตลาดโลก” ตุลาคม 17, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05042150557&srcday=2014-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 575

เทคโนโลยีการเกษตร

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

“ยางพาราไทย ก้าวไกลสู่ตลาดโลก”

“วันยางพาราแห่งชาติ ประจำปี 2557″ ที่จัดขึ้นระหว่าง วันที่ 8-10 เมษายน ที่ผ่านมา ณ ศูนย์ประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุง ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างน่าชื่นชม ภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการ เสวนาวิชาการ และกิจกรรมสาธิตที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนายางพาราทั้งระบบ มีแข่งขันลับมีดกรีดยาง การประกวดยางแผ่นดิบ ยางแผ่นรมควัน และการเดินขบวนพาเหรดยางพารา สร้างเสน่ห์ดึงดูดพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางจากทั่วสารทิศสนใจเข้าเยี่ยมชมงานในครั้งนี้อย่างคับคั่งทุกวัน

เร่งพัฒนายางไทย สู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม

คุณประสิทธิ์ หมีดเส็น รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ซึ่งเป็นเจ้าภาพหลักได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์หลักของการจัดงานครั้งนี้ว่า เพื่อรำลึกถึงพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี “บิดาแห่งยางพาราไทย” รวมทั้งมุ่งพัฒนาชาวสวนยาง ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนสู่ปลายน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนาการแปรรูปผลผลิตเพิ่มมูลค่าให้กับเกษตรกร ยกระดับมาตรฐานสินค้ายางพาราไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดสากล ทั้งในระดับบุคคล สู่ระดับกลุ่มหรือสถาบันเกษตรกร

สาเหตุที่ สกย. เลือกจังหวัดพัทลุงเป็นสถานที่ในการจัดงานครั้งนี้ เนื่องจาก สกย. จังหวัดพัทลุง ได้มีการสร้างอนุสาวรีย์พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี บิดาแห่งยางพาราไทย ซึ่งทำมาจากหยกขาว เพื่อให้ชาวสวนยางได้มีโอกาสสักการะและรำลึกถึงคุณงามความดีของท่าน โดยได้ประดิษฐาน ณ หน้าที่ทำการ สกย. จังหวัดพัทลุง

ขณะเดียวกันพัทลุง ได้กำหนดยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัด ให้เป็นเมืองเกษตรกรรม โดยเฉพาะเรื่องของยางพารา เนื่องจากมีเกษตรกรพัทลุงมีอาชีพการทำสวนยางมากถึง 61,546 ครัวเรือน มีพื้นที่ปลูกยางพาราครอบคลุมทั้ง 11 อำเภอ เนื้อที่กว่า 870,000 ไร่ คิดเป็น 60% ของพื้นที่การเกษตรทั้งจังหวัด ปัจจุบันมีสวนยางที่ให้ผลผลิตแล้ว 620,000 ไร่ ผลผลิตโดยรวม 160,000 ตัน มูลค่ากว่า 13,000 ล้านบาท นอกจากนี้ พัทลุงเป็นแหล่งปลูกยางพาราที่สำคัญระดับประเทศที่มีสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่เข้มแข็ง และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีศูนย์เรียนรู้ยางพาราในพื้นที่ เรียกได้ว่า เป็นแหล่งเรียนรู้และพัฒนาอาชีพการทำสวนยางแบบครบวงจร

พิธีเปิดงานจัดขึ้นในวันที่ 9 เมษายน 2557 ได้รับเกียรติจาก ดร. วิมล จันทรโรทัย รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมลั่นกลองเพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการเปิดงานวันยางพาราแห่งชาติอย่างเป็นทางการ ดร. วิมล กล่าวว่า ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของเกษตรกรในพื้นที่ภาคใต้มาอย่างยาวนาน มีการสืบทอดอาชีพจากรุ่นสู่รุ่นมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีการขยายพื้นที่ปลูกยางไปยังภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ไทยมีพื้นที่ปลูกยางพาราไม่ต่ำกว่า 18 ล้านไร่ พร้อมทั้งมีผลผลิตส่งออกในรูปแบบต่างๆ มากเป็นอันดับ 1 ของโลก เฉลี่ยปีละไม่น้อยกว่า 3 ล้านตัน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มุ่งให้ความสำคัญในการพัฒนาพื้นที่ปลูกยางเดิมให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน เป็นภารกิจสำคัญซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง และองค์การสวนยาง ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ในพื้นที่ ต้องบูรณาการในการมุ่งเน้นการพัฒนาผลผลิตให้มีคุณภาพ ดูแลและส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนยางมีความรู้ ความเข้าใจในการประกอบอาชีพการทำสวนยาง และสามารถรวมกลุ่มร่วมกันขายสินค้า ตลอดจนยกระดับสินค้าให้แข่งขันได้ ทั้งในตลาดระดับท้องถิ่นและตลาดระดับโลก

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดยุทธศาสตร์พัฒนายางพาราของประเทศให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง ส่งเสริมให้ไทยก้าวเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและการส่งออกผลิตภัณฑ์ยางในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การจัดงานวันยางพาราแห่งชาติในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะช่วยพัฒนายางพาราตั้งแต่ระดับต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ จนสามารถนำไปสู่การพัฒนาระบบตลาดยางพาราไทยให้รองรับกับการส่งออกยางพาราสู่ตลาดต่างประเทศต่อไป

ตามไปดูโรงยางอัดก้อน

จีเอ็มพี แห่งที่ 2 ของไทย

เยือนถิ่นปักษ์ใต้ในครั้งนี้ ผู้เขียนมีโอกาสเยี่ยมชมกิจการโรงยางอัดก้อนของ ชุมนุมสหกรณ์จังหวัดตรัง จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 5 หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดตรัง ที่นี่ถือเป็นหนึ่งในศูนย์เรียนรู้ยางพาราที่น่าสนใจแห่งหนึ่งของภาคใต้ เพราะกิจการเจริญก้าวหน้าทุกปี โรงงานแห่งนี้บริหารงานในระบบชุมนุมสหกรณ์ ที่มีความเข้มแข็งทั้งด้านการผลิตและการตลาด จนมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่ยอมรับของผู้ซื้อทั้งประเทศและต่างประเทศ

คุณวรพจน์ เดชะสัจจา ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) จังหวัดตรัง เล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันโรงยางอัดก้อนของชุมนุมสหกรณ์จังหวัดตรัง จำกัด ได้การรับรองคุณภาพ มาตรฐานระบบการจัดการคุณภาพที่ดี (Good Manufacturing Practice : GMP) จากกรมวิชาการเกษตร นับเป็นโรงยางอัดก้อน แห่งที่ 2 ของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน จีเอ็มพี ต่อจากสหกรณ์กองทุนสวนยางจันดี จำกัด จังหวัดนครศรีธรรมราช

โดยทั่วไป โรงอัดก้อนยางที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน จีเอ็มพี ได้ ต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการครบถ้วน คือ

1. การควบคุมคุณภาพกระบวนการผลิต โดยการควบคุมการใช้อุปกรณ์และการคัดคุณภาพตรงตามมาตรฐาน

2. เครื่องมือ เครื่องจักร และอุปกรณ์ในการผลิตโดยประเมินการควบคุมการจัดเก็บและการบำรุงรักษา

3. บุคลากร เน้นการแต่งกายอย่างรัดกุมและวิธีการปฏิบัติงาน

4. สถานประกอบการและสุขาภิบาล เน้นความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อย

ปัจจุบันมีโรงอัดก้อนยางหลายแห่งที่ยื่นเข้าสู่ระบบมาตรฐาน จีเอ็มพี แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีโรงอัดก้อนยางใดที่ได้รับการรับรองเพิ่มเติม จากสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร เนื่องจากการปรับตัวเข้าสู่ระบบมาตรฐาน จีเอ็มพี นับเป็นเรื่องที่ยุ่งยากพอสมควรสำหรับกลุ่มเกษตรกร เพราะต้องใช้ระยะเวลาในการปรับตัว รวมทั้งจัดเตรียมเอกสารที่มีจำนวนมาก

โรงอัดยางก้อนของชุมนุมสหกรณ์ฯ แห่งนี้ ใช้เงินลงทุนประมาณ 20 ล้านบาท ปัจจุบันชุมนุมสหกรณ์ฯ รับซื้อยางแผ่นรมควันจากสถาบันเกษตรกร 60 แห่ง เฉลี่ยวันละ 20 ตัน หลังจากโรงงานได้รับมาตรฐาน จีเอ็มพี ช่วยเพิ่มมูลค่าการขายสินค้าได้อีก 50 สตางค์ ต่อกิโลกรัม ซึ่งการปรับตัวเข้าสู่มาตรฐาน จีเอ็มพี ดังกล่าว ทำให้โรงอัดยางก้อนแห่งนี้มีภาระต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น เฉลี่ย 30 สตางค์ ต่อกิโลกรัม อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ยังได้ผลกำไรเพิ่มขึ้นอีก 20 สตางค์ ต่อกิโลกรัม เช่นกัน แม้เม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นจะเป็นตัวเลขที่ไม่สูงมากนัก แต่ช่วยสร้างกำลังใจได้มากโข พวกเขาพึงพอใจกับผลกำไรที่ได้รับเพราะถือว่าคุ้มค่ากับความเหนื่อย

ในแต่ละวัน ทางโรงอัดก้อนยางแห่งนี้ จะรับซื้อยางแผ่นรมควันจากสมาชิก มาผ่านกระบวนการคัดแยกคุณภาพและตัดแต่งสิ่งปลอมปนออกไป หลังจากนั้นจะนำแผ่นยางไปอัดเป็นก้อนทรงลูกบาศก์ น้ำหนัก 111.11 กิโลกรัม ทาแป้งเคลือบก้อนยาง ป้องกันเชื้อราพร้อมประทับตรา FCT ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของชุมนุมสหกรณ์ฯ เป็นขั้นตอนสุดท้าย ก่อนเก็บเข้าสต๊อกเพื่อรอการส่งมอบให้ลูกค้าต่อไป

คุณอุทัย ศรีเทพ ประธานชุมนุมสหกรณ์จังหวัดตรัง จำกัด กล่าวว่า ภายหลังจากโรงยางอัดก้อนแห่งนี้ได้รับมาตรฐาน จีเอ็มพี ก็เปิดโอกาสให้สินค้าของเราเป็นที่รู้จักของลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศมากขึ้น ระยะปีเศษที่ผ่านมามีผู้ซื้อรายใหม่ๆ จากต่างประเทศติดต่อสั่งซื้อสินค้าเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทุกวันนี้เราผลิตสินค้าตามคำสั่งซื้อของตลาดเป็นหลัก เฉลี่ย 100 ตัน ต่อเดือน

“ทางชุมนุมสหกรณ์ฯ ภาคภูมิใจกับโรงอัดก้อนมาตรฐาน จีเอ็มพี ของพวกเราอย่างมาก เพราะช่วยพัฒนากิจการให้มีความเข้มแข็ง ช่วยสร้างโอกาสทางการตลาด ทำให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นในระบบคุณภาพการผลิตสินค้าของพวกเรามากขึ้น และช่วยเตรียมความพร้อมรับมือการแข่งขันในตลาดเสรีของกลุ่มประชาคมอาเซียน (AEC) ในปี 2558 ไปพร้อมกันด้วย” คุณอุทัยกล่าว

เนื่องจากทุกวันนี้ สถานการณ์ตลาดยางพาราอยู่ในทิศทางตลาดขาลง จึงส่งผลกระทบต่อรายได้ของโรงอัดยางก้อนแห่งนี้ด้วยเช่นกัน คุณปทุมมาศ วิโรจน์ประชา ผู้จัดการฝ่ายตลาดชุมนุมสหกรณ์ฯ กล่าวว่า ปัญหาการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศผู้ซื้อยางรายใหญ่ในทวีปอเมริกา ยุโรปและจีนส่งผลกระทบทำให้มียอดสั่งซื้อลดลง เราต้องคอยประเมินสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงตลาดอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา และเน้นผลิตสินค้าตามคำสั่งซื้อเป็นหลัก เพื่อลดความเสี่ยงทางการตลาด

ปัจจุบันทางชุมนุมสหกรณ์ฯ สนใจที่จะขยายการลงทุนสร้างโรงงานผลิตยางคอมปาวด์เพิ่มขึ้นอีก 1 แห่ง โดยจะใช้งบฯ ลงทุน ประมาณ 30 ล้านบาท คาดว่า โรงงานแห่งใหม่นี้จะสามารถคืนทุนได้หมดภายใน 3 ปี สาเหตุที่ทางชุมนุมสหกรณ์ฯ สนใจลงทุนในกิจการยางคอมเปาว์เนื่องจากเป็นสินค้าที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดโลก ทำให้มีศักยภาพที่จะเติบโตอย่างสดใสในอนาคต นอกจากนี้ ยางคอมเปาว์ขายได้ราคาดีกว่ายางแผ่นรมควัน และมีคู่แข่งทางการค้าน้อย

“ขณะนี้ตลาดจีนมีความต้องการยางคอมปาวด์เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทุกวันนี้โรงงานยางหลายแห่งของไทย เริ่มหันมาลงทุนแปรรูปยางคอมปาวด์เพิ่มมากขึ้นเพื่อผลิตป้อนตลาดจีน นอกจากนี้ ยางคอมปาวด์ที่ผลิตในประเทศไทยจะได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าสู่ประเทศจีนอีกด้วย ยางคอมปาวด์นับเป็นสินค้านวัตกรรมใหม่ที่น่าสนใจสำหรับการส่งออกยางของประเทศไทยในระยะยาว” คุณปทุมมาศ วิโรจน์ประชา กล่าวในที่สุด

 

ส้มแก้ว ผลไม้ ของดีเมืองแม่กลอง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05049150557&srcday=2014-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 575

เทคโนโลยีการเกษตร

สาวบางแค

ส้มแก้ว ผลไม้ ของดีเมืองแม่กลอง

เมื่อเอ่ยถึงผลไม้เด่นรสชาติอร่อย ที่มีชื่อเสียงโด่งดังของจังหวัดสมุทรสงคราม ส่วนใหญ่มักนึกถึง ส้มโอ ลิ้นจี่ มะพร้าวน้ำหอม เป็นหลัก ความจริงที่นี่ยังมีผลไม้เด่นอีกชนิดคือ “ส้มแก้ว” ซึ่งเป็นไม้ผลประจำถิ่น ที่ชาวบ้านปลูกสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมานานนับร้อยปี ส้มแก้ว เป็นไม้ผลคุณภาพดี โดดเด่นไม่แพ้ไม้ผลชนิดอื่นๆ

ส้มแก้ว มีรูปลักษณ์โดดเด่นสะดุดตา เพราะส้มแก้วมีลักษณะคล้ายส้มเขียวหวาน แต่ผลใหญ่กว่าเกือบเท่าตัว เรียกว่าส้มแก้ว 2-3 ผล ก็มีน้ำหนักปาเข้าไป 1 กิโลกรัมแล้ว นับว่า ส้มแก้ว เป็นผลไม้ที่มีน้ำหนักดีมาก ที่สำคัญมีรสชาติอร่อย รสหวานอมเปรี้ยว มีคุณประโยชน์ที่ดีต่อร่างกายมากมาย เพราะผลส้มสด 100 กรัม จะมีเบต้าแคโรทีน วิตามินซี ที่ช่วยบำรุงสุขภาพ นอกจากนี้ ส้มแก้ว ยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระและมีสารคอลลาเจน ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัยได้ เนื่องจากส้มแก้วมีกลีบใหญ่ น้ำเยอะ เหมาะสำหรับนำผลส้มแก้วไปคั้นน้ำดื่มแก้กระหาย เพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกาย และช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส

เมื่อสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมในทางวิชาการ พบว่า ส้มแก้ว จัดเป็นส้มกลุ่มแมนดารินอีกพันธุ์หนึ่ง ส้มแก้ว มีขนาดผลใกล้เคียงกับส้มพันธุ์คิง มีน้ำหนักผล ประมาณ 300-310 กรัม ต่อผล มีทรงผลกลมแป้น ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางผล ประมาณ 8-9 เซนติเมตร สูง 7.5 เซนติเมตร เปลือกหนา 1.5-2 เซนติเมตร มีผิวค่อนข้างเรียบ สีส้ม ตุ่มน้ำมันขนาดใหญ่ ถี่ และชัดเจน ฐานผลมน ปลายผลราบ มีกลีบผล 11 กลีบ เปลือกผลล่อน ปอกง่าย เนื้อผลสีส้ม ฉ่ำน้ำ กุ้ง (Juice sac) ขนาดใหญ่ รสชาติไม่หวานมาก ปริมาณน้ำตาล ประมาณ 8% เมล็ดน้อย มีเมล็ด 1-2 เมล็ด ต่อผล มีกลิ่นหอมคล้ายส้มจุก

คุณวิศิษ บ่อสารคาม นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรสงคราม เล่าให้ฟังว่า ส้มแก้วอยู่ในตระกูลส้มเปลือกบาง เป็นไม้ผลประจำถิ่นจังหวัดสมุทรสงคราม ทุกวันนี้ เกษตรกรจังหวัดสมุทรสงครามนิยมปลูกต้นส้มแก้ว เป็นพืชแซมในสวนไม้ผล จึงมีผลผลิตไม่มาก ขณะที่ตลาดมีความต้องการส้มแก้วจำนวนมากในช่วงเทศกาลปีใหม่และเทศกาลตรุษจีน ทำให้ขายส้มแก้วในราคาแพง เฉลี่ย 70-120 บาท ต่อกิโลกรัม ก่อนหน้านี้มีเกษตรกรหลายรายนำต้นส้มแก้วไปปลูกที่จังหวัดอื่นๆ แต่ได้ผลผลิตน้อยและมีคุณภาพต่ำ โดยขนาดผลเล็กลง รสชาติความอร่อยก็แตกต่างจากส้มแก้วที่ปลูกในเมืองสมุทรสงคราม

ทุกวันนี้ สำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรสงคราม หันมาส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกอนุรักษ์สายพันธุ์ส้มแก้วไม่ให้สูญพันธุ์ โดยจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปให้คำแนะนำเรื่องการปลูกดูแลสวนส้มแก้วแก่เกษตรกร ทำให้ปัจจุบันมีการปลูกส้มแก้วกระจัดกระจายทั่วไปในพื้นที่ต่างๆ ของจังหวัดสมุทรสงคราม อาทิ ตำบลบางแค ตำบลแควอ้อม อำเภออัมพวา รวมทั้งพื้นที่ตำบลบางสะแก และโรงหีบ อำเภอบางคนที

คุณวิศิษ ให้เกียรตินำทางผู้เขียนไปเยี่ยมชมการปลูกส้มแก้วที่สวนถนอมจิต ตั้งอยู่ เลขที่ 9 หมู่ที่ 3 ตำบลบางสะแก อำเภอบางคนที โทร. (081) 736-4301 เจ้าของสวนแห่งนี้คือ คุณถนอมจิต บุตราช ที่มีชื่อเล่นว่า คุณปิ่น ปัจจุบันเธอเป็นประธานกลุ่มพัฒนาส้มโอเพื่อการส่งออกของจังหวัดสมุทรสงครามอีกด้วย

สวนของคุณปิ่น ปลูกไม้ผลแบบผสมผสาน มองไปเห็นต้นส้มแก้ว ปลูกแซมอยู่ในสวนส้มโอและต้นลิ้นจี่ สำหรับต้นส้มแก้ว มีลักษณะเป็นไม้พุ่มยืนต้นขนาดกลาง มีความสูง ประมาณ 6-8 เมตร ทรงต้นโปร่ง กิ่ง ก้าน มีขนาดเล็ก ให้ผลค่อนข้างดก ผลมีลักษณะทั่วไปคล้ายกับส้มเขียวหวานที่นิยมปลูกกันทั่วไป เพียงแต่ว่า ส้มแก้ว มีขนาดผลใหญ่กว่าส้มเขียวหวาน

ส้มแก้ว ในสวนแห่งนี้ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 9-10 เซนติเมตร สูงประมาณ 7-8 เซนติเมตร ผลกลมแป้น ไม่มีจุกและจีบ ก้นผลเว้าเล็กน้อย ผิวผลค่อนข้างเรียบ มีสีเหลืองส้ม ต่อมน้ำมันที่เปลือกผลมีขนาดเล็กละเอียดอยู่ชิดกัน โดยมีรูเล็กๆ ตื้นๆ อยู่ห่างกันพอประมาณทั่วผิวส้ม เปลือกผลมีลักษณะค่อนข้างบาง แต่หนากว่าเปลือกผลส้มเขียวหวานเล็กน้อย และล่อนปอกง่าย มีประมาณ 10-11 กลีบ มีรกมากและขนาดใหญ่ ทั้งยังสามารถดึงรกออกจากกลีบได้ง่ายด้วย แต่ละกลีบแยกออกจากกันได้ง่าย มีผนังกลีบบางแต่เหนียว ชันนิ่ม กุ้งมีขนาดใหญ่ ฉ่ำน้ำ สีส้ม มีรสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย มีเมล็ดน้อย ขนาดของเมล็ดค่อนข้างใหญ่ ยาว และหนา

คุณปิ่น เล่าว่า ขณะนี้ตำบลบางสะแก ถือเป็นแหล่งใหญ่ที่สุดในการปลูกต้นส้มแก้วอย่างเป็นล่ำเป็นสัน สมาชิกกลุ่มฯ ส่วนใหญ่นิยมทำสวนผลไม้แบบผสมผสานที่เน้นดูแลผลผลิตให้มีคุณภาพดีและมีความปลอดภัยเป็นสำคัญ เกษตรกรแต่ละรายมีพื้นที่สวน ประมาณ 3-4 ไร่ โดยปลูกส้มโอและลิ้นจี่เป็นพืชหลัก นิยมปลูกต้นส้มแก้วแซมภายในสวนผลไม้ เพราะโดยธรรมชาติแล้ว ต้นส้มแก้ว เป็นพืชที่ชอบสภาพอากาศเย็น สามารถเจริญเติบโตดีในสภาพสวนที่ร่มเงาไม้ปกคลุม

“เคยมีคนทดลองปลูกส้มแก้ว ในลักษณะพืชเชิงเดี่ยว แต่ต้นส้มแก้วไม่ค่อยเติบโตเท่าที่ควร นอกจากนี้ มีคนมาบ่นให้ฟังว่า เลือกซื้อกิ่งพันธุ์ส้มแก้วที่มีวางขายในตลาดทั่วไป ไปปลูกในพื้นที่จังหวัดอื่น ปรากฏว่า ต้นส้มแก้วไม่ค่อยติดลูก คาดว่า เกิดจากสภาพดิน สภาพน้ำ อากาศ ในท้องถิ่นอื่นไม่เหมือนกับการปลูกส้มแก้วในจังหวัดสมุทรสงคราม ที่เป็นชุดดินสมุทรสงคราม ที่เหมาะสมสำหรับปลูกพืชตระกูลส้ม และไม้ผล” คุณปิ่น กล่าว

เกษตรกรส่วนใหญ่ในจังหวัดสมุทรสงครามนิยมปลูกส้มแก้ว โดยใช้กิ่งชำ เริ่มจากขุดหลุม ลึกประมาณ 1 ศอก ตากดินให้แห้ง ประมาณ 1 เดือน หลังจากนั้นจึงค่อยนำกิ่งพันธุ์ส้มแก้วมาปลูกในหลุมที่เตรียมไว้ คอยดูแลให้น้ำและปุ๋ย 16-16-16 ทุกเดือน ต้นส้มแก้วจะเติบโตเต็มที่เมื่ออายุครบ 4 ปี เมื่อถึงช่วงเดือนสิงหาคม ต้นส้มแก้วจะเริ่มผลิดอกออกผล หลังจากนั้นรอไปอีก 4 เดือน จึงค่อยนำใบตองแห้งมาห่อหุ้มผลส้มแก้ว ปล่อยทิ้งไว้จนครบ 1 ปีเต็ม ผลส้มแก้วก็จะสุกแก่เต็มที่พร้อมให้เก็บเกี่ยวออกขายได้ โดยทั่วไปต้นส้มแก้วจะให้ผลผลิตเฉลี่ยตั้งแต่ 200-1,000 ผล ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับอายุของต้นส้มแก้ว รวมทั้งการดูแลเอาใจใส่ของเกษตรกรแต่ละรายเป็นสำคัญ

คุณปิ่น บอกว่า ส้มแก้ว ที่สุกแก่เต็มที่แล้ว จะสังเกตได้ไม่ยาก เพราะผิวส้มแก้วจะมีสีเหลืองทองทั่วทั้งผล เมื่อปอกเปลือกออก จะเห็นเนื้อส้มที่มีกลีบใหญ่ น้ำเยอะ มีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน แต่ละปี ส้มแก้วจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมากตั้งแต่เดือนธันวาคม-มกราคม และมีผลผลิตรุ่นสุดท้ายเข้าสู่ตลาดในช่วงเดือนเมษายน กล่าวได้ว่า ส้มแก้วเป็นพืชเศรษฐกิจที่น่าสนใจชนิดหนึ่ง เนื่องจากสามารถสร้างรายได้แก่เกษตรกรตั้งแต่หลักหมื่นบาทจนถึงหลักแสนบาทในแต่ละปี

โจทย์ยากของการทำสวนส้มแก้วคือ การดูแลป้องกัน “หนอน และผีเสื้อกลางคืน” ซึ่งเป็นแมลงศัตรูสำคัญที่มักเจาะทำลายผิวส้มเพื่อวางไข่ขยายพันธุ์เป็นหนอนฝีดาษ เกษตรกรจึงต้องใส่ใจดูแลป้องกันอย่างสม่ำเสมอ เพราะหากปล่อยให้หนอนและผีเสื้อกลางคืนเข้าทำลายผลส้ม จะสร้างความเสียหายแก่เกษตรกรอย่างมาก เพราะจะขายส้มแก้วไม่ได้ราคา อย่างไรก็ตาม เกษตรกรพยายามป้องกันโดยใช้วิธีห่อผลส้มแก้วด้วยใบตองแห้ง ก็สามารถป้องกันแมลงได้ผลดีในระดับหนึ่ง คุณปิ่น บอกว่า การใช้ใบตองแห้งมาห่อผลส้มแก้วจะได้ผลดีกว่าวัสดุประเภทอื่น เพราะทำให้ส้มแก้วมีผิวสวย เป็นสีเหลืองทองน่ากิน

ส้มแก้ว เป็นไม้ผลที่ควรค่าแก่การปลูกอนุรักษ์สายพันธุ์ เพราะเป็นไม้ผลที่ตลาดมีความต้องการสูง ขายได้ราคาดี คุณปิ่นบอกว่า เมื่อถึงช่วงเวลาเก็บเกี่ยว จะมีแม่ค้าขาประจำมารับซื้อส้มแก้วถึงสวน เพื่อนำไปวางขายที่ปากคลองตลาด สี่แยกมหานคร ตลาดเยาวราช ส้มแก้วเป็นหนึ่งในพืชตระกูลส้ม ที่คนจีนยกย่องว่า เป็นผลไม้มงคล เพราะมีสีเหลืองทอง คนจีนส่วนใหญ่จึงนิยมนำส้มแก้วขึ้นหิ้งบูชาพระ และเซ่นไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในช่วงเทศกาลงานบุญต่างๆ

เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ในท้องถิ่น มีชื่อเสียงในฐานะแหล่งผลิตส้มโอที่มีรสชาติหวานอร่อย พวกเขาจึงนำภูมิปัญญาดังกล่าวมาประยุกต์ใช้เพิ่มความหวานให้แก่ส้มแก้วด้วยเช่นกัน โดยใช้สาหร่ายแห้งที่พบในนาเกลือ หรือขี้แดดนาเกลือ ที่มีสารแคลเซียมมาใส่โคนต้นส้มแก้ว ช่วยเพิ่มความหวานให้แก่ส้มแก้วให้มีรสชาติอร่อยมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมพบว่า การปลูกส้มแก้วของจังหวัดสมุทรสงคราม มีแนวโน้มลดลง เนื่องจากส้มแก้วเป็นผลไม้ที่ดูแลรักษายาก และมีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูง ทั้งต้นทุนค่าปุ๋ย อาหารเสริม การดูแลป้องโรคแมลง อย่างสม่ำเสมอ ทำงานเหนื่อยยาก กว่าจะได้เงินก็ต้องเสียเวลารอคอยนาน กลายเป็นจุดอ่อนที่ทำให้เกษตรกรหลายคนถอดใจเลิกปลูกส้มแก้ว คุณปิ่น กล่าวเสริมว่า ส้มแก้ว เป็นไม้ผลที่เก็บเกี่ยวผลผลิตได้เพียงปีละครั้ง เพราะโดยธรรมชาติแล้ว ส้มแก้วเป็นผลไม้ที่ต้องอาศัยระยะเวลาดูแลนานกว่าไม้ผลชนิดอื่น แม้จะเห็นผลต้นส้มแก้วเติบโตอยู่บนต้น แต่กว่าจะเก็บผลผลิตออกขายได้ เกษตรกรต้องเสียเวลารอคอยนานถึง 1 ปีเต็ม จึงได้ผลผลิตคุณภาพดี ที่มีรสชาติอร่อย หากเก็บผลส้มแก้วก่อนระยะเวลาที่กำหนด ถึงแม้กินได้แต่รสชาติไม่อร่อย ความยุ่งยากในการปลูกดูแลต้นส้มแก้ว ทำให้เกษตรกรหลายรายตัดสินใจโค่นต้นส้มแก้วทิ้งและหันไปปลูกส้มโอพันธุ์ขาวใหญ่แทน เพราะให้ผลผลิตเร็วกว่า เพราะการปลูกส้มโอจะใช้เวลาดูแล ประมาณ 7-8 เดือน ก็เก็บผลผลิตออกขายได้

หากใครอยากลิ้มลองรสชาติความอร่อยของส้มแก้วเมืองสมุทรสงครามก็ต้องร้องเพลงรอไปก่อน เพราะต้องรอจนถึงปลายปีนี้ จึงจะมีผลผลิตรุ่นใหม่ป้อนเข้าสู่ตลาด หากใครมีโอกาสแวะเข้ามาเยือนเมืองสมุทรสงครามในช่วงเดือนธันวาคมนี้ รับรองมีโอกาสซื้อส้มแก้วติดมือกลับบ้านแน่ๆ

คุณปิ่น กล่าวทิ้งท้ายว่า หากใครต้องการลิ้มรสส้มแก้ว ของดีเมืองสมุทรสงคราม แค่แวะเข้ามาชมงานเทศกาลงานส้มโอของดีเมืองแม่กลอง รับรองมีส้มแก้วให้เลือกซื้อกันอย่างจุใจ นอกจากนี้ ยังมีส้มแก้ววางจำหน่ายในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ของจังหวัด รวมทั้งเปิดแผงขายส้มแก้ว บริเวณริมถนนในเขตพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม ทั้งย่านถนนบางแพ ถนนเลียบริมแม่น้ำแม่กลองฝั่งตะวันตก หรือสายแม่กลอง-บางนกแขวก ก็มีวางจำหน่ายให้ผู้สนใจได้เลือกซื้อตามความพอใจ เชื่อว่า หากใครได้มีโอกาสลิ้มลองรสชาติส้มแก้ว เชื่อว่า ทุกคนจะต้องหลงเสน่ห์ส้มแก้วอย่างแน่นอน

 

“สมพงษ์ อุทุมพร” กับการปลูกหัวผักกาด (หัวไชเท้า) ที่ บรบือ มหาสารคาม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05054150557&srcday=2014-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 575

เทคโนโลยีการเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

“สมพงษ์ อุทุมพร” กับการปลูกหัวผักกาด (หัวไชเท้า) ที่ บรบือ มหาสารคาม

…หน้าร้อนปีนี้ แล้งจัง…หน้าหนาวปีนี้ หนาวจัด…หน้าฝนปีนี้ น้ำมาก…ล้วนแต่เป็นการบ่นของใครบางคน!!

ความจริงแล้วแต่ละฤดูกาลย่อมเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ ถ้ามองในแง่ดี ที่เข้าข้างตัวเองสักหน่อย จะพบว่า ประเทศไทยมีความได้เปรียบทางธรรมชาติและทรัพยากรมากมาย การเกิดขึ้นและจากไปของแต่ละฤดูกาลล้วนเป็นเรื่องที่ธรรมชาติกำหนดขึ้นเอง หากมองออกไปยังหลายประเทศ ท่านจะพบว่าประเทศเหล่านั้นเดือดร้อนทางธรรมชาติมากกว่าบ้านเราเสียด้วยซ้ำ ไหนจะน้ำท่วมซ้ำซาก เมืองที่ไม่เคยมีหิมะตกก็เกิดขึ้น ทางยุโรปที่ไม่เคยร้อนจัดยังเกิดขึ้น ฯลฯ

ได้รับทราบข้อมูลจากหน่วยราชการว่า มหาสารคาม เป็นจังหวัดหนึ่งในกลุ่มหลายจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากแล้งที่มาเร็วกว่ากำหนด เมื่อเป็นเช่นนั้นทีมงานเทคโนฯ ไม่รอช้า ฉวยกระเป๋าออกเดินทางสำรวจความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรที่จังหวัดมหาสารคามทันที…

เป้าหมายแรกที่หยุดสำรวจก่อนคือ ที่อำเภอบรบือ เมืองที่อยากจะบอกกับหลายคนทั่วประเทศว่า มี “มันแกว” มากเหลือเกิน เฉพาะที่ไม่ใช่หน้าเทศกาล ยังมี พ่อค้า-แม่ค้า วางขายเรียงรายข้างทางไม่ขาดระยะ ยิ่งใกล้เมืองเท่าไร จำนวนยิ่งมากขึ้นเท่านั้น แล้วอย่างนี้หากเป็นหน้าเทศกาลคงตั้งเรียงรายตั้งแต่หัวถนนไปจนถึงมหาสารคามแน่นอน แล้วเท่าที่ทราบจากภาคเกษตรอีกว่า หลายจังหวัดนำมันแกวของบรบือไปจำหน่ายอีก

เพราะฉะนั้นด้วยความที่มีมากเช่นนี้ มันแกว จึงถูกนำไปตั้งเป็นคำขวัญประจำเมืองว่า “มันแกวมากเหลือ เกลือใต้ดินมากมี ผ้าไหมดีมากค่า งามสง่าสวนหนองบ่อ ศักดิ์สิทธิ์พ่อปู่จุมคำ รสหวานล้ำแตงโม”

ไหนไหนมาแวะที่บรบือแล้ว ขอบุกเข้าไปดูแปลงปลูกมันแกวของเกษตรกรที่บ้านพงสว่าง ตำบลหนองสิม สักหน่อย ที่นั่นเกษตรกรมีการปลูกมันแกวกันทั่วทุกหลังคาเรือน มีการทำเกษตรกรรมแบบรวมกลุ่ม พืชที่ประกอบอาชีพมีหลายชนิดปลูกสลับผลัดเปลี่ยนสร้างรายได้

จากนั้นค่อยๆ เดินทางเข้าไปสำรวจพื้นที่ของเกษตรกรแต่ละแห่ง ร่วมกับ คุณสุศฤงคาร แก้วทาสี นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรบรบือ ที่ให้ข้อมูลว่า แล้งนี้น้ำน้อยมาก จนกระทบกับการเกษตรกรรม ขณะนี้ได้รับความอนุเคราะห์จากทางกรมทรัพยากรธรณี ขุดน้ำบาดาลขึ้นมาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร จึงอยากยืนยันด้วยการชวนไปดูการทำเกษตรของชาวบ้านบางราย อย่างกรณีของ คุณสมพงษ์ อุทุมพร อายุ 60 ปี อยู่บ้านเลขที่ 120 หมู่ที่ 10 ตำบลหนองสิม อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม เกษตรกรรายนี้ปลูกผักหัวผักกาด หรือหัวไชเท้า ที่เราคุ้นชื่อกันมาได้เกือบ 3 รุ่นแล้ว และที่ผ่านมาไม่นานนี้เก็บรุ่นแรกไปได้น้ำหนักกว่า 4 ตัน เขาบอกว่า รายที่เก่งๆ จะได้ผลผลิตตั้งแต่ 6 ตัน ขึ้นไป แต่เขาเพิ่งทดลองปลูกมาไม่นาน ดังนั้น ได้ผลผลิตเพียง 4 ตัน ถือว่าดีแล้ว และคาดว่ารุ่นต่อไปคงได้เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ส่วนรุ่นที่ 2 อยู่ระหว่างการเจริญเติบโต และรุ่นที่ 3 เพิ่งลงปลูกได้ประมาณ 7 วัน

คุณสมพงษ์ ปลูกหัวผักกาดไว้จำนวน 2 แปลง แปลงหนึ่งเนื้อที่ จำนวน 1 ไร่ ส่วนอีกแปลงมีเนื้อที่ ประมาณ 2 งาน ลักษณะการปลูกจะสลับไป-มา

คุณสมพงษ์ บอกว่า วิธีการและขั้นตอนปลูกหัวผักกาดจะศึกษาและเรียนรู้ตามคู่มือที่ทางบริษัทขายเมล็ดพันธุ์ได้แนบมา โดยจะเริ่มต้นจากหยอดเมล็ดพันธุ์ใส่หลุม จำนวนหลุมละ 3-5 เมล็ด ทั้งนี้เพราะต้องเผื่อเมล็ดที่อาจเสียภายหลังด้วย ระหว่างนั้นต้องตระเตรียมดิน โดยจะต้องไถพรวนก่อน จากนั้นใส่ปุ๋ยคอกแล้วจึงยกร่องขึ้นเล็กน้อย ใช้คราดที่ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำหรับการกำหนดระยะปลูกลากลงบนแปลงปลูกตามยาวและตามขวาง เพื่อให้เกิดจุดตัด ทำให้เห็นตำแหน่งหลุมที่ปลูก วิธีนี้เป็นการเอื้อประโยชน์ให้คนปลูกสามารถทำงานได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

ทั้งนี้การคราดดังกล่าว จะช่วยให้เกิดเป็นแถวแนวตรงในระยะห่าง ประมาณ 20 เซนติเมตร ตามมาตรฐาน แล้วหยอดเมล็ดลงหลุม จากนั้นราว 7 วัน ต้นอ่อนจะโผล่ขึ้นมาจำนวนหลายต้น และผู้ปลูกจะต้องพิจารณาดูต้นที่มีความสมบูรณ์มากที่สุดเก็บไว้ จำนวน 1 ต้น ต่อหลุม ส่วนต้นที่เหลือให้ถอนออก

ระหว่างที่ต้นเจริญเติบโต จะต้องใส่ใจกับการดูแลแปลง ทั้งดิน น้ำ และปุ๋ย คุณสมพงษ์ให้รายละเอียดว่า การดูแลดินจะต้องหมั่นพรวน โดยใช้ตะขอเหล็กที่ออกแบบเป็นซี่ขนาดใหญ่ พรวนดินทุก 7 วัน ควรทำสัก 3 ครั้ง ในแต่ละรอบการปลูก

การให้ปุ๋ย ควรใช้ปุ๋ย สูตร 16-8-8 ในรอบแรก หลังจากนั้นอีก 7 วัน ให้เปลี่ยนมาใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 ใส่ในปริมาณ 15 กิโลกรัม ต่อไร่ ใส่ 2 ครั้ง ระยะห่าง 7 วัน พอเริ่มมีใบจะเปลี่ยนมาใส่ฮอร์โมนฉีดพ่นแทนการให้ปุ๋ย รอให้ถึงเวลา 45 วัน จึงเก็บผลผลิต

“ฮอร์โมน เป็นอาหารเสริมของพืชที่ผสมเอง ด้วยการนำต้นหัวผักกาดที่มีดอกและไม่สามารถใช้ได้แล้วนำมาหมักส่วนหนึ่ง และอีกส่วนเป็นรกหมู จำนวน 5 กิโลกรัม ผสมกับน้ำตาลหมักแยกไว้ เมื่อต้องการใช้จะนำมาผสมใส่อุปกรณ์เพื่อฉีดพ่น ให้ฉีดทุก 7 วัน จำนวน 6 ครั้ง จนกระทั่งเก็บผลผลิต” คุณสมพงษ์ กล่าว

สำหรับเรื่องน้ำที่ใช้ในการทำเกษตรกรรมนั้น คุณสมพงษ์ เผยว่า ก่อนหน้านี้ใช้น้ำจากแหล่งธรรมชาติไม่พอ ต่อมาทางราชการคือกรมทรัพยากรทางธรณีมาขุดให้ จึงทำให้สามารถทำต่อไปได้ และการรดน้ำต้นหัวผักกาดจะใช้ระบบสายน้ำพุ่ง

ด้านการขาย เกษตรกรรายนี้บอกว่า มีพ่อค้ามารับที่สวน ในราคา กิโลกรัมละ 3 บาท ถอนไปทั้งต้น ไม่ต้องแต่งหรือทำความสะอาดแต่อย่างใด เพียงลิดใบออกเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้น ปลูกหัวผักกาดได้ผลผลิต 4 ตัน ใช้เวลา 45 วัน จะมีรายได้คราวละประมาณ 12,000 บาท และมีต้นทุนต่อครั้งไม่เกิน 3,000 บาท

“เคยมีคนบอกว่า ราคาหัวผักกาดต่ำสุด ประมาณ 2 บาท ต่อกิโลกรัม และสูงสุด ประมาณ 16 บาท ต่อกิโลกรัม ถ้าราคาต่ำกว่านี้คงไม่สู้”

สภาพอากาศที่เย็นมากเกินไป อาจสร้างปัญหาต่อการปลูกหัวผักกาด คุณสมพงษ์ให้รายละเอียดว่า ปัญหาที่พบคือ พอปลูกไปแล้วมีดอก ทำให้หัวไม่สวยและขาดคุณภาพ เนื้อแข็ง สาเหตุที่เกิดเป็นเพราะอากาศเย็นเกินไป ดังนั้น การปลูกเพื่อให้ได้คุณภาพ ควรหลีกเลี่ยงการปลูกหัวผักกาดในช่วงหน้าหนาว

คุณสมพงษ์ บอกว่า การปลูกหัวผักกาดขายถือว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ที่ดีให้กับครอบครัว ใช้ทุนไม่มาก แรงงานนอกไม่มี เพราะคนในครอบครัวช่วยกัน การปลูกพืชชนิดนี้ไม่มีอะไรยุ่งยาก เรื่องพื้นที่ปลูก สามารถปลูกได้ทุกแห่ง แต่ควรหาตลาดจำหน่ายก่อนว่าเป็นอย่างไร มีเงื่อนไขรายละเอียดอะไรบ้าง และเป็นอาชีพที่สร้างรายได้หมุนเวียนกับพืชอย่างอื่นอีกหลายชนิด อย่าง พริก มันแกว และอื่นๆ ซึ่งแต่ละชนิดล้วนมีราคาดี ดังนั้น รายได้ที่รับจึงมีจุนเจือครอบครัวอยู่ตลอดเวลา

สนใจสั่งซื้อหัวผักกาด ติดต่อได้ที่คุณสมพงษ์ อุทุมพร โทรศัพท์ (087) 950-0498

มารู้จัก หัวไชเท้า กันเถอะ

“ผักกาดหัว” เป็นพืชผักอายุปีเดียว ที่ปลูกกันไว้เพื่อบริโภค ส่วนของรากที่ขยายตัวใหญ่ขึ้น ซึ่งเราเรียกว่า “หัวผักกาด” อาจจะเป็นสีแดงหรือสีขาวก็ได้ คุณภาพของหัวผักกาดขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น พันธุ์ การปลูก การปฏิบัติดูแลรักษา ตลอดจนการเก็บเกี่ยว ถ้าหากปล่อยให้อายุแก่หรือเลยระยะเวลาเก็บเกี่ยวแล้วรากจะขยายใหญ่มากยิ่งขึ้นเพื่อสะสมอาหารสำหรับสร้างดอกและติดเมล็ด เนื้อจะเริ่มฟ่าม มีเส้นใยมากขึ้น

ผักกาดหัว มีชื่ออื่นๆ อีก เช่น ผักขี้หูด ผักกาดจีน ไชโป๊ หรือ ไช้เท้า เป็นต้น สามารถปลูกได้ดีในดินร่วนปนทราย ซึ่งมีความชื้นในดินสูงพอควร และได้รับแสงแดดตลอดวัน มี pH ประมาณ 5.5-7.0 และอุณหภูมิ ประมาณ 18.5-24 องศาเซลเซียส สามารถปลูกได้ผลดีที่สุดในช่วงเดือนตุลาคม-มกราคม เป็นที่นิยมปลูกกันมากทางภาคตะวันตกของประเทศไทย เช่น แถบจังหวัดราชบุรี เพชรบุรี และกาญจนบุรี

ผักกาดหัว นิยมปลูกเพื่อใช้เป็นอาหารทั้งรับประทานสดหรือดองเค็ม (ไชโป๊) เพราะมีคุณค่าทางโภชนาการสูงพอควร คือ ในปริมาณ 100 กรัม จะให้โปรตีน 1 กรัม คาร์โบไฮเดรต 3.6 กรัม ไขมัน 0.1 กรัม วิตามิน เอ 10 ไอ.ยู. รวมทั้งพลังงาน 17 แคลอรี นอกจากนี้ ยังมีธาตุอาหารอื่นๆ รวมอยู่อีกมาก

ประโยชน์ของผักกาดหัวไชเท้า

ราก : รสชุ่ม เย็น ละลายเสมหะ แก้พิษ ท้องอืดแน่น เนื่องจากกินมากเกิน เสมหะมากไม่มีเสียง อาเจียนเป็นเลือด กระอักเลือด กระหายน้ำ บิด และปวดหัวข้างเดียว รากทำให้สุก ใช้เป็นยาระบาย สมานลำไส้ บำรุงม้าม ขับเสมหะ เรียกน้ำลาย แก้คันและบำรุงเลือด

เมล็ด : รสเผ็ด ชุ่ม เย็น เมล็ดคั่วแล้วมีรสเผ็ด ชุ่ม สุขุม ใช้เป็นยาระบาย ระงับอาการหอบ ช่วยย่อยอาหาร ขับเสมหะ แก้ไอหอบมีเสมหะมาก ท้องอืดแน่น บิด และแก้บวม

ใบ หรือ ทั้งต้น : รสเผ็ด ขม สุขุม ทำให้เจริญอาหาร แก้ท้องเฟ้อเรอเปรี้ยว ท้องอืดแน่น อาหารไม่ย่อย บิด ท้องร่วง เจ็บคอ ต่อมน้ำนมบวม และน้ำนมคั่ง

ใบสด : คั้นเอาน้ำทา แก้ผิวหนังเป็นผื่นคันมีน้ำเหลือง

 

เกษตรบำบัด กลยุทธ์สร้างคน…ของ อารีย์ เฉลยสุข ผบ. เรือนจำกลางคลองไผ่

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05064150557&srcday=2014-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 575

เทคโนโลยีการเกษตร

เกษตรบำบัด กลยุทธ์สร้างคน…ของ อารีย์ เฉลยสุข ผบ. เรือนจำกลางคลองไผ่

“การใช้เกษตรบำบัดผู้ต้องขัง เป็นเรื่องที่ผมใฝ่ฝันอยากจะเห็น ตั้งแต่เข้ารับราชการที่กรมราชทัณฑ์ เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2516 มาจนถึงวันนี้ รวมเป็นระยะเวลาที่ทำงานมา 41 ปี”

คุณอารีย์ เฉลยสุข ผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองไผ่ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการทุ่มเทในการช่วยเหลือผู้ต้องขัง ด้วยแนวทางที่เรียกว่า “เกษตรบำบัด” ที่วันนี้นอกจากจะเห็นผลแล้ว ยังเป็นหนึ่งแนวทางที่ได้รับการยอมรับกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอธิบดีกรมราชทัณฑ์คนปัจจุบัน พันตำรวจเอก สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย ได้กำหนดให้การใช้เกษตรบำบัดเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่เรือนจำต่างๆ ต้องดำเนินการ

10 ปี กับการทุ่มเท

ด้วยประสบการณ์การทำงานกับกรมราชทัณฑ์อย่างยาวนาน ตั้งแต่อายุ 18 ปี โดยทำงานควบคู่กับการเรียน จนเรียนจบคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ภายใน 2 ปีครึ่ง จึงทำให้ ผบ. อารีย์ เห็นความเป็นไปตามระบบหน้าที่การทำงาน และเห็นฝันของตนเอง โดยเฉพาะการใช้หลักด้านเกษตรเข้ามาช่วยบำบัดนักโทษ ที่มุ่งมั่นว่าเมื่อมีโอกาสต้องทำให้ได้

สำหรับการเริ่มต้นทำโครงการเกษตรบำบัดนั้น ผบ. อารีย์ กล่าวว่า จุดที่ได้มีโอกาสลงมือทำจริงๆ คือเมื่อได้ย้ายมารับตำแหน่ง ผบ. เรือนจำจังหวัดนนทบุรี เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ซึ่งในการเริ่มต้นนั้นได้ใช้องค์ความรู้ต่างๆ ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้มาดำเนินโครงการ

“สำหรับแนวทางของการทำเกษตรที่ผมใช้มาตั้งแต่เริ่มต้นครั้งแรกเลยคือ เรื่องเกษตรอินทรีย์ โดยได้แนวคิดมาจากการไปศึกษาดูงานที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ อีกทั้งยังเป็นการเกษตรที่ตลาดมีความต้องการสูงมาก ปลอดภัยทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค หากประเทศไทยยังใช้แนวทางการทำเกษตรโดยพึ่งพิงแต่สารเคมี โอกาสในการเป็นครัวของโลกนั้นก็จะแทบไม่มี อีกทั้งยังเป็นการสร้างผลเสียต่อร่างกายของเกษตรกรผู้ทำด้วย ผมจึงเห็นว่าเป็นแนวทางที่มีประโยชน์และได้นำมาใช้จนถึงทุกวันนี้ ภายในพื้นที่แปลงเกษตรของเรือนจำคลองไผ่ในวันนี้ทุกอย่างจึงเน้นการปลูกในลักษณะเกษตรอินทรีย์ทั้งหมด รวมประมาณ 20 ชนิด”

จากแนวคิดที่ได้ จึงได้ถูกนำมาสู่การปฏิบัติโดย ผบ. อารีย์ ได้นำแนวคิดการทำเกษตรอินทรีย์ ภายใต้โครงการเกษตรบำบัดไปใช้ครั้งแรกที่เรือนจำจังหวัดนนทบุรี

“ที่เรือนจำจังหวัดนนทบุรีมีพื้นที่ให้ดำเนินการเล็กนิดเดียว แต่เราก็ทำกัน ซึ่งปราฏกว่าได้รับความสนใจจากผู้ต้องขังเป็นอย่างมาก” ผบ. อารีย์ กล่าว

จากจุดเริ่มต้น จึงได้กลายเป็นแรงบันดาลใจที่จะนำเรื่องราวของเกษตรบำบัดไปใช้ในเรือนจำต่างๆ ตามที่ได้ย้ายไปรับผิดชอบดูแล ไม่ว่าที่ เรือนจำจังหวัดสมุทรสาคร หรือทัณฑสถานบำบัดพิเศษจังหวัดปทุมธานี และสุดท้ายมาที่เรือนจำกลางคลองไผ่ ได้มีการนำโครงการเกษตรบำบัดนี้ไปดำเนินการด้วย และทุกที่ล้วนประสบความสำเร็จ

“ทุกที่ต่างมีปัญหาที่เราต้องเข้าไปแก้ไขต่างๆ กัน อย่างที่เรือนจำจังหวัดสมุทรสาคร มีปัญหาเรื่องดินเค็ม เราก็นำหลักการเกษตรอินทรีย์เข้าไปดำเนินการแก้ไขจนประสบความสำเร็จ สามารถปลูกพืชต่างๆ ได้ผล ส่วนที่บำบัดปทุมธานี นอกจากจะดำเนินการภายในทัณฑสถานแล้ว ยังได้ร่วมมือออกไปช่วยเหลือตามโครงการต่างๆ ทั่วไป อาทิ มูลนิธิพระดาบส เป็นต้น”

แล้วทำไม ต้องเป็นวิชาชีพการเกษตร คำตอบที่ได้จาก ผบ. อารีย์ คือ

“คำถามที่ว่า ทำไม ต้องเป็นเรื่องเกษตร เป็นสิ่งที่คนถามผมเยอะมาก ทั้งๆ ที่มีอาชีพอื่นมากมาย ไม่ว่าเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งกรมราชทัณฑ์มีชื่อเสียงมากมายและยาวนาน แต่จากประสบการณ์ของผมพบว่า ในอาชีพอื่นๆ หากนำมาดำเนินการนั้นผู้ต้องขังไม่สามารถนำไปทำได้ในชีวิตจริง อย่างเช่น อาชีพทำเฟอร์นิเจอร์ขาย เมื่อออกไปแล้ว หากไม่มีทุน ไม่มีโรงงานเองและที่สำคัญวัตถุดิบอย่างไม้ก็หาไม่ได้แล้ว หากไม่มีปัจจัยเหล่านี้ผู้ต้องขังไม่สามารถทำเป็นอาชีพ หรือในเรื่องของศิลปะที่มีการอบรมกันอย่างประสบความสำเร็จ แต่เมื่อพ้นโทษไปแล้ว เขียนรูปออกมาแล้วปรากฏว่าที่ไม่มีที่ขาย โทร. มาให้ช่วยหาตลาดก็ไม่สามารถช่วยได้ เป็นต้น ด้วยแต่ละอาชีพนั้นมีข้อจำกัด จึงทำให้ผมมองว่า ด้านการเกษตรเป็นอาชีพที่เหมาะสมและผู้ต้องขังสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง”

“เมื่อผู้ต้องขังกลับไปบ้านและนำหลักการเกษตรอินทรีย์ที่ได้เรียนรู้ไปทำ นอกจากจะทำให้สามารถประกอบอาชีพได้ ยังช่วยให้ชีวิตของเขาดีขึ้น เพราะเป็นการทำเกษตรที่ปราศจากการใช้สารเคมี”

จากจุดเริ่มต้นต่อต้าน วันนี้ยอมรับ

“ตอนที่เริ่มต้นทำใหม่ๆ นั้น เรื่องต่อต้านย่อมมีแน่นอน เพราะในสมัยนั้นผู้บริหารมองกันว่า เรื่องนี้ไม่ใช่หน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ที่จะทำหน้าที่มาสอนในเรื่องการเกษตร แต่ผมมองว่าไม่ใช่ ผมมองว่า ถ้าเราไม่ทำให้ผู้ต้องขังที่ได้รับการกล่าวว่าเป็นคนไม่ดีของสังคม ให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะการจะมีกักขังเขาอย่างเดียวเพื่อรอวันพ้นโทษนั้น สิ่งที่ตามมาคือ เมื่อเขาออกไปก็ยังไปสร้างความเดือดร้อนให้กับสังคมเหมือนเดิมอย่างแน่นอน และกว่าจะจับกุมเขาได้อีกครั้งก็ไม่รู้ว่าจะสร้างความเสียหายไปให้ประเทศชาติอีกไม่รู้เท่าไร”

“แต่ถ้าเรายอมสละงบประมาณบางส่วนเพื่อมาใช้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเขาให้กลายเป็นคนดี เป็นที่ยอมรับของสังคม ตัวเขาเองก็จะดีขึ้น ออกไปเขาก็ไม่สร้างความเดือดร้อน ส่วนตัวผมเองนั้นมองว่าเป็นหน้าที่หลักด้วยซ้ำไป ไม่ใช่ว่าไม่ใช่หน้าที่” ผบ. อารีย์ กล่าว

นอกจากการไม่ยอมรับในแนวคิดและวิธีการทำงานดังกล่าว อีกประการที่เป็นปัญหาและต้องอาศัยกำลังใจอย่างมากในการแก้ไขคือ เจ้าหน้าที่ที่เข้าใจและพร้อมที่ร่วมมือในการทำงาน เพื่อให้โครงการเกษตรบำบัดเกิดขึ้น

“ส่วนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัตินั้น แต่เดิมเขาไม่ต้องทำหน้าที่แบบนี้ ทำเพียงควบคุมผู้ต้องขัง แต่เมื่อเรามีนโยบายจะทำ ผมก็ไม่ได้เริ่มด้วยการบังคับให้ทุกคนทำ แต่เริ่มต้นด้วยความสมัครใจ เพราะการทำเกษตรนั้นต้องอาศัยคนที่ใจรักจริงๆ และยอมเสียสละพร้อมทำงานเพื่อส่วนรวม ผมเริ่มต้นด้วยการปลูกฝังแนวคิดให้ก่อน ใครสนใจก็มาร่วมกันทำงาน ซึ่งตอนนั้นยอมรับว่าเหนื่อยมาก เพราะกว่าเจ้าหน้าที่แต่ละท่านจะมาร่วมทำงานนั้นยากมาก”

“ทำไม ต้องใจรักและเสียสละ เพราะการทำเกษตรนั้นไม่ใช่ว่าจะทำเป็นเวลา เอาแค่ปลูกพืชผักสักชนิด ถึงเวลาเลิกงานไม่เสร็จ ก็เลิกไม่ได้ เพราะต้องทำให้เสร็จ หรือเสาร์-อาทิตย์ ที่เป็นวันหยุด ก็ต้องมาดูแลพืชผักที่ปลูก ดังนั้น เรื่องการมีใจรักและเสียสละจึงเป็นเรื่องสำคัญ”

หลักปฏิบัติที่สำคัญของการใช้เกษตรบำบัดที่ ผอ. อารีย์ ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในทุกสถานที่ทุกเรือนจำที่ได้เข้าไปรับตำแหน่งรับผิดชอบดูแล เป็นแนวทางของการใช้การเกษตรอินทรีย์ทั้งการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ประมง และอื่นๆ เข้าไปสนับสนุนให้ผู้ต้องขังได้ทำได้ปฏิบัติจริง เกิดทั้งผลผลิตและทักษะในอาชีพ

“แต่ที่สำคัญ เท่ากับเป็นการหล่อหลอมทำให้ความแข็งกระด้างที่มีอยู่ในตัวผู้ต้องขังน้อยลงไป บางคนแทบไม่เหลือเลย กลายเป็นคนอ่อนโยน เพราะชีวิตของพวกเขาได้มีโอกาสคลุกคลีอยู่กับต้นไม้ สัตว์ชนิดต่างๆ ที่เลี้ยง ไม่ว่า แกะ แพะ ไก่ ทำให้จิตใจเขาเยือกเย็นลง” ผอ. อารีย์ กล่าว

แต่อีกสิ่งที่ตามมา และนับเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของ ผบ. อารีย์ ถึงผลแห่งความทุ่มเทคือ ความรับผิดชอบที่เกิดขึ้นกับผู้ต้องขัง จากที่เป็นคนไม่เคยทำอะไรกับครอบครัวเลย พ่อแม่ใช้อะไรก็ไม่ทำ เสพยาหรือไปมั่วสุมกระทำความผิดอย่างเดียว แต่เมื่อผ่านการบำบัดตามโครงการแล้ว กลายเป็นคนที่มีความรับผิดชอบ

“ทั้งนี้เพราะผู้ต้องขังที่เข้ามาร่วม จะได้รับการมอบหมายให้ดูแลพืชเกษตรที่ปลูก เมื่อผู้ต้องขังต้องดูแลเอาใจใส่ต้นไม้ที่ปลูก ไม่งั้นต้นไม้จะตาย จึงเป็นการค่อยๆ สร้างความรับผิดชอบและกลายเป็นสิ่งที่ติดตัวเขาไป เมื่อกลับไปอยู่บ้านได้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบ จะนำมาซึ่งความภาคภูมิใจทั้งในตัวเขาและครอบครัว โดยเฉพาะคนเป็นพ่อแม่”

อีกสิ่งที่ได้คือ การรู้ทำงานเป็นทีม เพราะการทำการเกษตรนั้นไม่สามารถทำได้ด้วยตนเองเพียงคนเดียว ต้องช่วยเหลือกันและกัน ทำให้เกิดการทำงานเป็นทีม

“ความภาคภูมิใจในผลสำเร็จ เป็นสิ่งที่ผมเห็นจากผู้ต้องขังทุกคนที่ได้มาเข้าร่วมในโครงการเกษตรบำบัดที่เราทำ เพราะเมื่อเขาปลูกผักในเวลา 45 วัน จะเห็นทั้งผักที่เติบโต สามารถเก็บนำไปปรุงอาหารหรือเก็บจำหน่ายมีคนมารับซื้อ นั่นคือความภาคภูมิใจที่ทุกคนมีเมื่อเห็นความสำเร็จของตนเอง รู้ว่าตัวเองนั่นมีคุณค่ามากขึ้น”

ผบ. อารีย์ กล่าวต่อไปทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำภายใต้โครงการเกษตรบำบัดนั้น ไม่ได้มุ่งหวังที่ว่าผู้ต้องขังนั้นจะต้องกลับไปเป็นเกษตรกร เพียงแต่ให้เกิดความภาคภูมิใจ มีความรับผิดชอบด้วยตนเอง นั่นคือ สิ่งที่ต้องการและดีที่สุด

“แต่หลายคนก็สามารถนำองค์ความรู้ที่ได้กลับไปทำเกษตรที่บ้านของตนเอง รวมถึงอีกส่วนหนึ่งก็สมัครใจอยู่ทำงานกับโครงการเกษตรบำบัดที่เรือนจำคลองไผ่ เพราะที่นี่เรามีนโยบายตามโครงการคืนคนดีสู่สังคมของกระทรวงยุติธรรม ในการจ้างแรงงานผู้ที่พ้นโทษแล้ว และไม่อยากกลับไปอยู่บ้านในสภาพแวดล้อมเดิมๆ ให้เข้ามาทำงาน โดยมีเงินเดือนให้ 8,000-9,000 บาท ต่อเดือน” ผบ. อารีย์ กล่าว

ตั้งเรือนจำคลองไผ่

เป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์

ผบ. อารีย์ ได้กล่าวถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ นอกจากการได้รับการยอมรับจากกรมราชทัณฑ์และกำหนดเป็นนโยบายให้ทุกเรือนจำจัดทำแปลงเกษตรเพื่อเป็นสถานที่อบรมความรู้ให้กับผู้ต้องขังแล้ว ในส่วนของเรือนจำคลองไผ่ ยังได้รับการอนุมัติในหลักการให้มีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ขึ้นจากกระทรวงยุติธรรม

“ศูนย์ที่จะเกิดขึ้นนี้ นอกจากจะเป็นสถานที่อบรมให้ความรู้แก่ผู้ต้องขัง และเจ้าหน้าที่แล้ว ยังรวมถึงประชาชนทั่วไปด้วย พร้อมกันนี้ภายในศูนย์ยังจะมีจุดจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ผลิตได้ รวมไปถึงการรองรับกิจกรรมท่องเที่ยวด้านเกษตรเพื่อให้ผู้สนใจได้มาเยี่ยมชม”

แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกกิจกรรมที่ ผบ. อารีย์ บอกว่า อยากให้เกิดขึ้นที่เรือนจำคลองไผ่ นั่นคือ ศูนย์อาหารจากเกษตรอินทรีย์นานาชาติ

“ตอนนี้มีประเทศต่างๆ ไม่ต่ำกว่า 30 ประเทศ ให้ความสนใจที่จะเข้ามาร่วม โดยทุกประเทศพร้อมที่จะออกทุนในการดำเนินการเอง เพียงแต่เราจัดการในเรื่องสถานที่ที่ตั้ง และเอาอาหารจากเกษตรอินทรีย์มาจำหน่าย ซึ่งตอนนี้ทางกระทรวงยุติธรรมได้เห็นชอบในหลักการไปแล้ว รอแต่เพียงการอนุมัติงบประมาณเพื่อดำเนินการเท่านั้น คาดว่าไม่เกิน ปี 2560 จะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม” ผบ. อารีย์ กล่าว

แต่อย่างไรก็ตาม ในเดือนกันยายน 2556 ที่จะถึงนี้ ผบ. อารีย์ จะเกษียณอายุราชการ โครงการเกษตรบำบัดที่ได้ริเริ่มและดำเนินการมาถึงวันนี้ จึงเป็นสิ่งหนึ่งที่ห่วงและอยากให้เกิดการสานต่อและพัฒนาไปสู่เป้าหมาย เพื่อประโยชน์ของผู้ต้องขังและประชาชนที่สนใจทั่วไป

นี่จึงเป็นอีกผลงานหนึ่งที่จารึกไว้ โครงการเกษตรบำบัด โดย ผบ. อารีย์ เฉลยสุข…

 

หวนคืนถิ่น ปลูกมะนาวในบ่อซีเมนต์ สร้างรายได้ ที่หนองบัวลำภู ตุลาคม 10, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060010557&srcday=2014-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 574

เทคโนโลยีการเกษตร

สวง โฮสูงเนิน

หวนคืนถิ่น ปลูกมะนาวในบ่อซีเมนต์ สร้างรายได้ ที่หนองบัวลำภู

คุณธีระ แสนเสนา หนุ่มใหญ่ไฟแรง วัย 39 ปี เล่าให้ฟังว่า เดินทางออกจากบ้านเกิด ที่บ้านวังหินซา ตำบลดงมะไฟ อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู ตั้งแต่อายุ 18 ปี ไปแสวงหางานทำและเรียนต่อในเมืองกรุง ซึ่งมีแต่ไฟแสงสี มีความเจริญรุ่งเรือง รถราติดขัดอย่างมาก

ด้วยความมุ่งหวังและมานะ อดทน แต่ก็ฟันฝ่าอุปสรรคมาได้ จนจบมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา วุฒิปริญญาตรี สาขาการเงินและการบัญชี เมื่อปีการศึกษา 2543 หลังจบการศึกษาแล้ว ก็ได้ทำธุรกิจเปิดร้านจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง ที่กรุงเทพฯ ได้พบรักกับ คุณกนกอร แสนเสนา จึงได้แต่งงานกันจนมีบุตรชาย 1 คน ปัจจุบันอาศัยอยู่กับครอบครัว ที่บ้านเลขที่ 212 หมู่ที่ 4 บ้านโนนป่าหว้าน ตำบลกุดผึ้ง อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู 39270 โทร.ได้ที่ คุณกนกอร ภรรยา (089) 042-2086 หรือ คุณธีระ แสนเสนา (084) 908-5104

คุณธีระ เจ้าของสวนมะนาว สวนสุวรรณ บ้านโนนป่าหว้าน เล่าว่า ตนเองทำแต่อาชีพจำหน่ายวัสดุก่อสร้างอย่างเดียว น่าจะทำการเกษตรดูบ้าง เป็นอาชีพเสริม และเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ พอดีพื้นที่ตรงนี้ก่อนที่จะปลูกมะนาวแต่ก่อนเป็นป่า ไม่รู้จะปลูกพืชอะไรดี ทางแม่ยายได้ปลูกยูคาลิปตัสมาก่อน ปลูกได้ประมาณ 1 ปี ปรากฏว่าการเจริญเติบโตไม่ดี จึงปรับเปลี่ยนปลูกพืชใหม่ และได้มาปลูกยางพาราซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ที่ทำรายได้ให้แก่เกษตรกรในอำเภอสุวรรณคูหา ซึ่งมีพื้นที่ว่างเปล่ารอบบ้าน ประมาณ 3 ไร่ จึงคิดว่า มะนาว น่าจะเหมาะสม ประกอบกับในช่วงหน้าแล้งมะนาวมีราคาแพง คิดลองปลูกมะนาวในบ่อซีเมนต์ดูบ้าง ซึ่งได้จากการไปดูงานที่จังหวัดเพชรบูรณ์ และศึกษาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต จึงตัดสินใจสั่งซื้อกิ่งพันธุ์มะนาวพันธุ์พิจิตร 1 กับแป้นดกพิเศษ มาจากชลบุรีและเพชรบูรณ์ จำนวน 408 ต้น มาปลูกบริเวณที่ว่าง

โดยเริ่มปลูกครั้งแรกก่อน จำนวน 100 ต้น พันธุ์แป้นพิจิตร เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2555 และส่วนที่เหลือได้ชำไว้เสียก่อน รอดูว่าปลูกครั้งแรกจะมีการเจริญเติบโตได้ดีหรือเปล่า ปรากฏว่ามะนาวมีการเจริญเติบโตได้ดี จึงปลูกอีกจำนวน 308 ต้น เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2556 ใช้วงบอซีเมนต์ ขนาด 50×80 เซนติเมตร มาวางตามจุดที่กำหนด โดยใช้ระยะปลูก 3×4 เมตร ไม่มีการรองด้วยฝา ปล่อยให้รากมะนาวหากินอาหารในดินได้สะดวก เสร็จแล้วนำดินที่ผสมแล้ว (ดินร่วน 3 ส่วน : แกลบ 1 ส่วน : ปุ๋ยคอก 1 ส่วน) ใส่ลงในวงบ่อซีเมนต์ที่เตรียมไว้ หลังจากนั้นนำต้นมะนาวที่เตรียมไว้ไปปลูกในวงบ่อซีเมนต์ แล้วรดน้ำ หาไม้ปักมัดยึดต้นมะนาวป้องกันมะนาวล้ม

วิธีการดูแลรักษา

1. มะนาวอายุ 1 เดือน ใสปุ๋ย 15-15-15 อัตรา 1 แก้ว นำไปละลายกับน้ำ 10 ลิตร นำไปราดห่างจากต้น ประมาณ 1 คืบ ประมาณ 10 วัน มะนาวจะแตกใบอ่อน

2. แตกใบอ่อน ใช้สารอะบาเม็กติน ยากำจัดแมลงฉีดพ่น 3 ครั้ง ห่างกัน 3 วัน ป้องกันหนอนชอนใบ

3. หนอนกินใบ จะทำการฉีดพ่น อะบาเม็กติน อัตรา 5-10 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นสลับกับไซเปอร์เมทริน 3 ครั้ง

4. ถ้าเป็นโรคแคงเกอร์ จะใช้คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ ฉีดพ่นที่ใบ สลับการฉีดปูนขาว (1 กำมือ ผสมน้ำ 20 ลิตร)

การใส่ปุ๋ย

1. ปุ๋ยที่ใช้ สูตร 21-7-18 หรือ 15-15-15 หรือ 16-16-16 อัตรา 2 กำมือ /1 บ่อ

2. ปุ๋ยทางใบ ใช้ 30-20-10 ฉีดพ่น ห่างกัน ประมาณ 15-20 วัน

ต้นทุนการผลิต

1. ค่ากิ่งพันธุ์แป้นพิจิตร 1 100 ต้น ต้นละ 100 บาท เป็นเงิน 10,000 บาท

2. กิ่งพันธุ์ดกพิเศษ 400 ต้น ต้นละ 60 บาท เป็นเงิน 24,000 บาท

3. ค่าขุดเจาะบ่อบาดาล 11,000 บาท

4. จ้างรถไถปรับพื้นที่ 3 ไร่ 10,000 บาท

5. วงบ่อซีเมนต์ 50×80 เซนติเมตร วงละ 85 บาท เป็นเงิน 34,000 บาท

6. โอ่งแดง ขนาด 1,500 ลิตร 10 ลูก ลูกละ 800 บาท เป็นเงิน 8,000 บาท

7. ท่อ พีวีซี วางระบบน้ำ 10,000 บาท

8. ท่อ พีอี ขนาด 10 มิลลิเมตร (200 เมตร/ม้วน) 8 ม้วน ม้วนละ 500 บาท เป็นเงิน 4,000 บาท

9. ค่าแรงงานขนดินใส่วงบ่อ 400 บ่อ บ่อละ 30 บาท เป็นเงิน 12,000 บาท

รวมสุทธิ 123,000 บาท

ปัจจุบัน มะนาว กำลังให้ผลผลิต และมีการตอนกิ่งเพื่อจำหน่ายให้กับเกษตรกรในราคากันเอง

1. กิ่งตอนแป้นพิจิตร กิ่งพันธุ์ ราคา 50 บาท กิ่งชำลงในถุง ราคา 80 บาท

2. กิ่งตอนแป้นดกพิเศษ กิ่งพันธุ์ ราคา 40 บาท กิ่งชำลงในถุง ราคา 70 บาท

3. ตาฮิติ กิ่งพันธุ์ ราคา 40 บาท กิ่งชำลงในถุง ราคา 70 บาท

ใน ปี 2556 มีการจำหน่ายกิ่งพันธุ์ที่สวน ได้ประมาณ 50,000 บาท

คุณสวง โฮสูงเนิน รักษาการในตำแหน่งเกษตรอำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู ให้ข้อมูลอีกว่า จากการไปติดตามและให้คำแนะนำ สังเกตว่า มะนาว เป็นพืชที่ปลูกง่าย และเป็นพืชสมุนไพร หากมีการส่งเสริมการปลูกมะนาวอย่างเป็นล่ำเป็นสัน คิดว่าเกษตรกรในอำเภอสุวรรณคูหา สามารถลืมตาอ้าปากได้ เพราะมะนาวจะใช้ในการปรุงอาหารในครัวเรือน และประกอบอาหารตามร้านค้า มะนาวน่าจะทำรายได้ดีกว่าการปลูกพืชอื่นๆ ดูแลง่าย ขอให้ปลูกใกล้บ้าน และอย่าให้ขาดน้ำ ดูแลและเอาใจใส่อยู่เป็นประจำ น่าจะเป็นทางเลือกใหม่แก่เกษตรกร ที่มีที่ดินไม่เกิน 4 ไร่

สำหรับสวนของ คุณธีระ แสนเสนา ทางสำนักงานเกษตรอำเภอสุวรรณคูหา ได้พยายามเข้าไปส่งเสริมและให้คำปรึกษาอย่างสม่ำเสมอ และได้พิจารณาให้เป็นจุดศึกษาดูงานและถ่ายทอดความรู้ เรื่องการผลิตมะนาวเพื่อการค้า ของศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลกุดผึ้ง อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู

 

ชาวสวนยาง เตรียมพร้อมอย่างไร? เมื่อก้าวสู่ เออีซี

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05064010557&srcday=2014-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 574

เทคโนโลยีการเกษตร

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

ชาวสวนยาง เตรียมพร้อมอย่างไร? เมื่อก้าวสู่ เออีซี

การก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 มีเกษตรกรชาวสวนยางจำนวนมากที่ห่วงกังวลเกี่ยวกับอนาคตของพวกเขา เพราะไม่รู้ว่า “เออีซี ที่จะเกิดขึ้น ใครได้ ใครเสีย และควรเตรียมตัวอย่างไร” สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) จึงจัดเสวนา เรื่องการเตรียมความพร้อมเกษตรกรชาวสวนยางกับการพัฒนาประเทศสู่ เออีซี ในงานวันยางพาราบึงกาฬ 2013 โดยมีวิทยากร 2 ท่าน คือ คุณประสิทธิ์ หมีดเส็น รองผู้อำนวยการ สกย. รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการ สกย. และ คุณเชษฐา มีมั่งคั่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอ็กโกร เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด ในเครือ บริษัท ไทยฮั้วยางพารา จำกัด (มหาชน) ร่วมกันให้รายละเอียดเพื่อเพิ่มมุมมองให้เกษตรกรเกิดการพัฒนาศักยภาพของตนเองทางด้านการผลิต การแปรรูป ด้านการตลาด ก่อนก้าวเข้าสู่ตลาด เออีซี อย่างเต็มตัวในปีหน้า

สกย. ดูแลชาวสวนยาง

ให้มีความพร้อมในทุกมิติ

ยางพารา เป็นพืชอุตสาหกรรมที่มีตัวเลขพื้นที่การปลูกมากที่สุดในอาเซียน คิดเป็น ร้อยละ 80 ของพื้นที่ปลูกยางทั่วโลก โดยแหล่งปลูกสำคัญคือ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย รวมทั้งกลุ่มผู้ปลูกยางใหม่ คือ ลาว เขมร แม้ประเทศไทยจะได้ชื่อว่า เป็นผู้ผลิตยาง อันดับ 1 ของโลก แต่ยางพาราเป็นพืชอุตสาหกรรมที่ไทยปลูก แต่ไม่ได้ใช้เอง แต่เน้นขายตลาดส่งออก ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมปลายน้ำในจีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ฯลฯ ดังนั้น ราคายางของไทยจึงผันแปรตามกำลังซื้อของตลาดโลก สำนักงานเศรษฐกิจยางโลก (ไออาร์พีซี) คาดการณ์ว่าทั่วโลกสามารถผลิตยางได้ 3 ล้านตัน แต่ขณะนี้มีการใช้ยางในภาคอุตสาหกรรมเพียง 3-4 แสนตัน ซึ่งน้อยกว่ากำลังการผลิตที่มีอยู่ ทำให้ราคาซื้อขายยางในปัจจุบันไม่สูงมากเหมือนในอดีต

ทุกวันนี้ไทยมีต้นทุนการผลิตยางพาราสูงที่สุดในกลุ่มผู้ผลิตยางพารา เพราะโครงสร้างการผลิตยางของไทย ร้อยละ 80 เป็นสวนยางที่มีขนาดเล็ก แตกต่างจากอินโดนีเซีย มาเลเซีย และกัมพูชา ที่มีโครงสร้างการทำสวนยางขนาดใหญ่ ช่วยดึงต้นทุนการผลิตให้ต่ำลง หากเมืองไทยสามารถส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยเกิดการรวมกลุ่มกันทำสวนยางร่วมกันได้สำเร็จจะช่วยดึงต้นทุนการผลิตให้ต่ำลง และทำให้ไทยมีโครงสร้างการผลิตยาง คล้ายประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยในเวทีตลาดโลกได้ดีขึ้น เพราะห่วงโซ่การผลิตยางพาราของไทย จะมีความคล่องตัวมากกว่าเดิม

สินค้ายางก้อนถ้วยของภาคอีสาน ส่วนใหญ่ถูกนำไปผลิตยางแท่ง แต่การแปรรูปยางก้อนถ้วยในขณะนี้ ต้นทุนส่วนใหญ่มาจากการทำความสะอาดและค่าพนักงาน หากเกษตรกรผลิตวัตถุดิบที่มีคุณภาพ ก็จะช่วยลดต้นทุนของโรงงานได้ ไลน์การผลิตแทนที่จะมี 4-5 ชั้น ก็ลดลงเหลือแค่ 3 ชั้น เพิ่มศักยภาพการแข่งขันกับต่างประเทศมากขึ้นแล้ว ยังช่วยให้เกษตรกรขายสินค้าในราคาที่ดีขึ้น

ปัญหาที่น่าห่วงใยใน 2 ปีข้างหน้า คือประเทศเพื่อนบ้านจะมีสินค้ายางเข้าสู่ตลาดมากขึ้น หากลาวผลิตยางในราคาต่ำกว่าไทยแค่ กิโลกรัมละ 5 บาท ยางจากลาวก็จะไหลเข้าไทยมากขึ้น จะฉุดราคายางในไทยปรับตัวลดลงไปอีก ผมเชื่อมั่นว่า เกษตรกรชาวสวนยางของไทยจะสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตจนถึงการเก็บเกี่ยว ขึ้นอยู่กับว่า เกษตรกรจะทำหรือไม่เท่านั้น การทำสวนยางเป็นการลงทุนระยะยาว ยางต้นเล็กอย่าเพิ่งเปิดกรีด ต้นยางที่เปิดกรีดได้ควรมีขนาดเหมาะสม อายุไม่ใช่สิ่งสำคัญ หากดูแลต้นยางอย่างดี ต้นยางอายุ 4 ปีครึ่ง วัดที่ขนาดความสูง 150 เซนติเมตร มีขนาดลำต้น 50 เซนติเมตร ก็สามารถเปิดกรีดยางได้ เท่ากับมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำลงนั่นเอง

ปัจจุบัน สกย. ดูแลเกษตรกรชาวสวนยางมา 53 ปี สามารถพัฒนาผลผลิตของเกษตรกรจาก 90 กิโลกรัม ต่อไร่ เป็น 270 กิโลกรัม ต่อไร่ สิ่งที่ สกย. จะเดินหน้าต่อไป คือปรับแผนการทำงานจากเดิมที่เป็นพนักงานตรวจสวน ที่เน้นดูแลสวนยาง มาเป็นผู้จัดการสวนยาง ทำหน้าที่ดูแลชาวสวนยางให้มีอาชีพและรายได้ที่มั่นคงในการประกอบอาชีพ โดยเน้นการรวมกลุ่มชาวสวนในท้องถิ่นแต่ละอำเภอ ให้มีสมาชิก 300-400 คน

ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมยางพาราของไทยยังไม่เจริญก้าวหน้าเหมือนกับมาเลเซีย เนื่องจากการจัดองค์กรด้านยางพาราของไทยยังไม่มองทะลุ ไทยเป็นเมืองเกษตรกรรม แต่ยางพาราเป็นพืชอุตสาหกรรม ที่ผ่านมาเราจัดให้ยางพาราอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงเกษตรฯ ที่ชำนาญแต่เรื่องเขตกรรมอย่างเดียว ยังไม่มีการวางแผนเพิ่มมูลค่าด้านอุตสาหกรรมยางอย่างเต็มตัวเหมือนมาเลเซีย หากเป็นไปได้รัฐบาลไทยควรจัดตั้งองค์กรกลาง ในรูปกระทรวง เพื่อกำหนดนโยบายด้านยางพาราอย่างชัดเจน

การเตรียมความพร้อม

รับมือ AEC ของ

ผู้ประกอบการยางพารา

คุณเชษฐา มีมั่งคั่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอ็กโกร เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด กล่าวว่า โครงสร้างการบริหารงานของ บริษัทศรีตรัง และไทยฮั้ว มีลักษณะที่แตกต่างกัน โดยศรีตรังจะเน้นการรับซื้อวัตถุดิบยางพาราจากเกษตรกร แต่ไทยฮั้วมีวิสัยทัศน์ (Vision) ที่เน้นสร้างระบบสำหรับตรวจสอบคุณภาพการผลิต วิเคราะห์แนวโน้มราคาตลาด เพื่อประเมินความเสี่ยงทางธุรกิจ โดยเฉพาะประเด็นอัตราแลกเปลี่ยน หากค่าเงินบาทเปลี่ยนแปลงสัก 1-2 บาท ต่อดอลลาร์ ก็จะส่งผลเสียหายนับเป็น 100-1,000 ล้านบาท

ขณะนี้ อินโดนีเซีย มีพื้นที่ปลูกยาง 22 ล้านไร่ ไทย ปลูกยาง 20 ล้านไร่ มาเลเซีย 6.5 ล้านไร่ เวียดนาม 5-6 ล้านไร่ ลาว 3 ล้านไร่ กัมพูชา 2 ล้านไร่ พม่า 3 ล้านไร่ สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก็คือ ไทยอาจเสียเปรียบคู่แข่งขัน เพราะไทยมีโครงสร้างสวนยางขนาดเล็ก ขณะที่เพื่อนบ้านลงทุนทำสวนยางแปลงใหญ่ ทุกวันนี้ จีนนอกจากเป็นผู้ใช้ยางรายใหญ่ ปีละ 3 ล้านตันแล้ว จีนยังเข้าไปลงทุนทำสวนยางในประเทศต่างๆ อีกด้วย เท่ากับจีนมีแหล่งวัตถุดิบยางอยู่ในมือ แถมมีอำนาจในการต่อรองราคามากขึ้น ในปี 2559 สิ่งที่ต้องระวังก็คือ ยางพาราจะเข้าสู่ตลาดในปริมาณเยอะ ส่วนใหญ่มาจากประเทศเพื่อนบ้านคือ กัมพูชาและลาว ดังนั้น อำนาจต่อรองราคายางของไทยนับวันจะน้อยลงในอนาคต

เมื่อก้าวเข้าสู่ยุค เออีซี อย่างเต็มตัว ไทยฮั้วมีความห่วงใยในเรื่องประเด็นวัตถุดิบ เนื่องจากจะมีราคายางถูกจากกัมพูชา ลาว และพม่า ไหลเข้าสู่ตลาดมากขึ้น จึงจำเป็นต้องมีโรงงานในประเทศเหล่านี้ เพื่อเป็นจุดรับซื้อยางในท้องถิ่นก่อนส่งออกต่อไป เพื่อความอยู่รอด การผลิตยางของไทยจำเป็นต้องปรับให้เป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ทุกวันนี้ไทยขายยางให้จีนในราคากิโลกรัมละ 70-80 บาท แต่จีนนำยางไปแปรรูปเป็นล้อยาง ขายได้ 5,000-6,000 บาท ไทยจึงควรเร่งแปรรูปยางเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มยางให้มากขึ้น

สำหรับยาง 200,000 ตัน ในสต๊อกรัฐบาล ควรเร่งแก้ไขปัญหาโดยกำจัดสินค้ายางส่วนเกินออกไป โดยนำไปแปรรูปเป็นยางปูพื้นสนามฟุตบอลในแต่ละโรงเรียน แต่ละจังหวัด หรือนำไปแปรรูปในลักษณะอื่นๆ เพื่อไม่มีซัพพลายส่วนเกินเหลืออยู่ หากรัฐบาลสามารถระบายยางในสต๊อกได้สำเร็จ จะส่งผลด้านจิตวิทยาตลาด ทำให้ผู้ซื้อต่างประเทศดันราคายางให้สูงขึ้น

อีกประเด็นที่น่าจับตามองคือ ด้านแรงงาน ทุกวันนี้แรงงานในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ของไทย ประมาณ 50-60% เป็นแรงงานต่างชาติทั้งนั้น หากเปิด เออีซี แรงงานต่างชาติอาจหายไปได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการผลิตในภาคอุตสาหกรรม เพื่อรักษาฐานแรงงานต่างชาติ ภาคเอกชนต้องจ่ายค่าแรงงานในอัตราที่ดี ใกล้เคียงกับตัวเลขรายได้ที่พวกเขาจะได้รับเมื่อกลับไปทำงานที่บ้านเกิด

อีกประเด็นที่ภาคเอกชนต้องใส่ใจคือ ด้านเทคโนโลยี ที่ผ่านมา ผมค่อนข้างประหลาดใจว่า ทำไม เราต้องไปซื้อเครื่องจักรมาจากมาเลเซีย และต้องจ้างผู้จัดการโรงงานจากมาเลเซียมาควบคุมเครื่องจักร และจ้างคนไทยที่เรียนจบปริญญาตรีวิศวะจุฬาฯ มาเป็นลูกน้อง ขณะที่ผู้จัดการชาวมาเลเซียเรียนจบแค่ระดับ ปวส. เท่านั้น แสดงว่าไทยล้าหลังในเรื่องเทคโนโลยีเมื่อเทียบกับมาเลเซีย ปัจจุบัน เมืองชิงเต่า ของจีน มีมหาวิทยาลัยที่สอนด้านยางพาราโดยเฉพาะ ทำให้เกิดการพัฒนามูลค่าเพิ่ม และสร้างแรงงาน ดังนั้น ประเด็นเรื่องเทคโนโลยีเป็นสิ่งสำคัญที่ไทยต้องเร่งพัฒนาเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว

ทุกวันนี้ ไทยมีจุดเด่นสำคัญอย่างเดียวคือ เป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ของประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ไทยพร้อมเป็นฐานการผลิตของกลุ่ม เออีซี สิ่งที่เป็นไปได้คือ ต้องดึงต่างชาติเข้ามาลงทุนและใช้ไทยเป็นฐานการผลิต โดยอาศัยวัตถุดิบจากกัมพูชา พม่า นำเข้ามาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในเมืองไทย ก่อนส่งออก นั่นคือ ยุทธศาสตร์ใน เออีซี ที่ไทยต้องเร่งลงมือทำ

สิ่งที่ไทยยังขาดแคลนคือ ศูนย์วิจัยที่ทำหน้าที่ตรวจสอบระบบการผลิตยางพารา เป็นภาระหน้าที่ที่ภาครัฐจะต้องเป็นผู้ลงทุน ตอนนี้ไทยมีศูนย์วิจัยด้านยางพาราเยอะแยะไปหมด แต่ขาดแคลนบุคลากรและอุปกรณ์เครื่องมือ และกลายเป็นศูนย์วิจัยด้านยางที่หน่วยงานต่างชาติไม่ยอมรับ ทำให้โรงงานผลิตถุงมือยางของไทยต้องส่งถุงมือยางไปให้ห้องแล็บที่มาเลเซียตรวจสอบรับรองคุณภาพแทน นอกจากนี้ ไทยยังไม่มีศูนย์ตรวจสอบคุณภาพยางล้อรถยนต์ ต้องใช้ห้องแล็บต่างชาติตรวจสอบแทน ซึ่งโรงงานไทยต้องเปิดเผยสูตรให้ห้องแล็บต่างชาติรับรู้ ทำให้คู่แข่งขันรู้หมดว่า ยางล้อของไทยมีคุณภาพระดับใด นี่คือ ปัญหาของไทย หน่วยงานภาครัฐก็ทราบถึงปัญหาเหล่านี้ แต่ทำงานได้ล่าช้า เพราะขาดแคลนงบประมาณในการดำเนินงาน

เมื่อเปิดเสรี เออีซี ผมมองว่า ไทยยังสามารถแข่งขันสู้ประเทศอื่นๆ ได้ เพราะมาเลเซียไม่มีการขยายพื้นที่การปลูกยาง เน้นรับซื้อยางจากไทยเพื่อนำไปแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มก่อนส่งออกแทน ส่วนอินโดนีเซีย เนื่องจากปาล์มน้ำมันราคาดี เกษตรกรอินโดนีเซียหันไปปลูกปาล์มมากขึ้น คู่แข่งขันที่น่ากลัวในอนาคตคือประเทศเพื่อนบ้านของไทย ที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ หากรวมกับพื้นที่ปลูกยางของจีน สัดส่วนการปลูกยางจากเดิม 14% จะเพิ่มขึ้นเป็น 17% ไทยทุกวันนี้ มีส่วนแบ่งตลาดโลก ประมาณ 30% ก็จะค่อยๆ ลดลงเหลือแค่ 21% เท่านั้น

สิ่งที่ไทยควรทำได้ 4 อย่าง คือ เร่งพัฒนาโรงงานแปรรูปยางส่งออกเช่นเดียวกับมาเลเซีย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในการส่งออกให้มากกว่าเดิมอีก 3-4 เท่าตัว ไทยมีพื้นที่ปลูกยางเยอะ แต่ยางคุณภาพมีน้อย ดังนั้น หากพื้นที่ไหนที่ไม่เหมาะสำหรับปลูกยางก็ควรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นแทน และโค่นยางเก่าหันไปปลูกยางพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตดีกว่า เพื่อดึงต้นทุนการผลิตยางของไทยให้ต่ำลง

 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,029 other followers

%d bloggers like this: