ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

สวนมังคุดอินทรีย์ ที่ทุ่งรังสิต พฤศจิกายน 5, 2015

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05058150658&srcday=2015-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 601

เทคโนโลยีการเกษตร

สาวบางแค

สวนมังคุดอินทรีย์ ที่ทุ่งรังสิต

ในอดีต ทุ่งรังสิต มีลักษณะเป็นพื้นที่ราบลุ่ม ที่รกร้างว่างเปล่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ได้มีพระราชดำริให้ขุดคลองระบายน้ำและคลองส่งน้ำ เพื่อนำที่ดินดังกล่าวมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตร การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจูงใจให้ผู้คนอพยพเข้ามาจับจองพื้นที่เพื่ออยู่อาศัยและทำเกษตรกรรมในพื้นที่ทุ่งรังสิต โดยเฉพาะ 4 อำเภอหลักชั้นในของทุ่งรังสิต ได้แก่ อำเภอคลองหลวง ลำลูกกา ธัญบุรี และหนองเสือ ทุกวันนี้ ทุ่งรังสิตส่วนใหญ่เป็นนาข้าว สวนปาล์มน้ำมันและสวนผลไม้

ชมสวนมังคุดอินทรีย์…

แหล่งสุดท้าย ในทุ่งรังสิต

สวนผลไม้ในพื้นที่ทุ่งรังสิต ส่วนใหญ่ทำเกษตรกรรมแบบร่องสวนเป็นหลัก อาศัยพึ่งพาแหล่งน้ำจากคลองรังสิตมาใช้ในพื้นที่เกษตรกรรม “สวนส้มรังสิต” มีชื่อเสียงโด่งดังมากในอดีต แต่ระยะหลังสวนส้มเขียวหวานประสบปัญหาโรคส้มระบาด เนื่องจากสภาพพื้นที่ไม่เหมาะสม ดินเปรี้ยว ทำให้เกษตรกรจำนวนมากหันมาปลูกปาล์มน้ำมัน และไม้ผลอื่นๆ

“คุณธีระธนัตถ์ ตันพิชัย” วัย 46 ปี เจ้าของสวนผลไม้ อาศัยอยู่ บ้านเลขที่ 19/1 หมู่ที่ 3 ตำบลบึงชำอ้อ อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี โทร. (096) 247-8797 ก็เคยทำสวนส้มเขียวหวานเช่นเดียวกับเกษตรกรรายอื่น หลังเจอปัญหาโรคส้มระบาด เขาก็หันกลับมาทำสวนผลไม้ เริ่มจากปลูกมังคุด ทุเรียน และทำสวนปาล์มน้ำมันในเวลาต่อมา

คุณธีระธนัตถ์ เล่าว่า สวนแห่งนี้ปลูกมังคุดอินทรีย์ บนเนื้อที่ 40 ไร่ ซึ่งเป็นแปลงสวนส้มเดิม โดยปลูกในลักษณะแปลงยกร่อง จำนวน 50 ร่อง แต่ละร่องปลูกต้นมังคุดได้ประมาณ 20 ต้น ภายในสวนแห่งนี้ปลูกมังคุดรวมทั้งสิ้น 1,000 ต้น ปัจจุบัน ต้นมังคุดเหล่านี้มีอายุ 25 ปีแล้ว ปลูกดูแลในระบบเกษตรอินทรีย์ ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและยา เพราะต้นมังคุดไม่มีปัญหาเรื่องโรคและแมลงรบกวน ปล่อยให้ต้นมังคุดเติบโตตามธรรมชาติ ประกอบกับที่ดินผืนนี้ ดินดีน้ำดี ผลผลิตมังคุดอินทรีย์จึงมีรสชาติอร่อย เข้มข้นกว่ามังคุดที่ปลูกในวิธีทั่วไป

แม้จะทำสวนมังคุดอินทรีย์ โดยปล่อยให้ต้นมังคุดเจริญเติบโตตามธรรมชาติ ไม่ใส่ปุ๋ย ไม่ใส่ยา แต่ก็มีค่าใช้จ่ายสูงถึงปีละ 50,000 บาท ส่วนใหญ่เป็นค่าจ้างแรงงานคอยดูแลเก็บเกี่ยวผลผลิต และดูแลกำจัดหญ้าในร่องสวน การทำสวนมังคุดอินทรีย์จะได้ผลผลิตไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย บางปีก็ได้ผลผลิตดี บางปีก็ได้ผลผลิตน้อย สำหรับปีนี้ คาดว่าจะมีรายได้จากการขายมังคุดอินทรีย์ประมาณแสนกว่าบาท

คุณธีระธนัตถ์ ยอมรับว่า จุดอ่อนของมังคุดอินทรีย์สวนแห่งนี้ก็คือ ไม่ได้ถูกขายในลักษณะผลไม้อินทรีย์ ทำให้สูญเสียโอกาสการตลาดไปอย่างน่าเสียดาย ปัจจุบัน มังคุดอินทรีย์ทั้งหมดส่งขายให้แม่ค้าขาประจำที่ตลาดรังสิตเพียงแห่งเดียว เพราะซื้อขายกันมานานกว่า 20 ปีแล้ว โดยขายมังคุด ในราคาหน้าสวน กิโลกรัมละ 60 บาท ในอนาคต หากสามารถขายผลผลิตในลักษณะมังคุดอินทรีย์ได้ ก็จะสร้างรายได้และผลกำไรให้ดีขึ้นกว่าเดิม

คุณธีระธนัตถ์ กล่าวว่า หากเปรียบเทียบตัวเลขรายได้ในปัจจุบัน พบว่า พื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน 30 ไร่ ให้ผลตอบแทนสูงกว่าการทำสวนผลไม้เสียอีก เพราะปาล์มน้ำมันขายได้ราคาดี แค่ขายได้กิโลกรัมละ 3 บาท ก็อยู่ได้แล้ว เพราะสวนปาล์มจะเก็บเกี่ยวผลผลิตออกขายได้ทุกๆ 15 วัน สร้างเม็ดเงินเข้ากระเป๋า ครั้งละ 20,000 บาท ผมตัดสินใจพึ่งพารายได้จากการขายปาล์มน้ำมันในระยะยาว จึงวางแผนขยายพื้นที่ปลูกปาล์ม โดยนำพันธุ์ปาล์มมาปลูกแทรกในแปลงมังคุดและทุเรียน เมื่อต้นปาล์มน้ำมันอายุ 3 ปี เริ่มเก็บผลผลิต ก็จะตัดไม้ผลออกทั้งหมด

“ทุเรียนหมอนทอง”

หนองเสือ อร่อยไม่แพ้ใคร

อีกจุดที่ผู้เขียนแวะเยี่ยมชมคือ สวนทุเรียน ของ “คุณสุพจน์ ตันพิชัย” อาศัยอยู่ บ้านเลขที่ 9/8 หมู่ที่ 7 ตำบลบึงกาสาม อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี โทร. (081) 918-9072 เมื่อได้ลองชิมทุเรียนหมอนทองของสวนแห่งนี้ ก็รู้สึกติดใจ และต้องยกนิ้วให้ เพราะมีรสชาติอร่อยมาก เนื้อทุเรียนหมอนทองมีรสชาติหวานมัน เมล็ดลีบ ที่สำคัญไม่มีกลิ่นแรงเหมือนกับทุเรียนหมอนทองจากแหล่งอื่นๆ ทั้งนี้เพราะสภาพดินและน้ำของอำเภอหนองเสือเอื้อต่อการเจริญเติบโตของต้นทุเรียนหมอนทองนั่นเอง

เดิมที พื้นที่ 50 ไร่ แห่งนี้เคยเป็นสวนส้มเขียวหวานมาก่อน หลังเกิดปัญหาโรคส้มระบาดก็หันมาทดลองปลูกทุเรียนหมอนทอง จำนวน 30 ต้น ตั้งแต่เมื่อ 20 ปีก่อน พบว่าที่ดินบริเวณนี้เอื้อต่อการเจริญเติบโตของต้นทุเรียนหมอนทอง และให้ผลผลิตคุณภาพดี รสชาติอร่อย จึงหันมาลงทุนทำสวนทุเรียนหมอนทองอย่างจริงจัง เมื่อ ประมาณ 15 ปีที่แล้ว โดยปลูกต้นทุเรียนหมอนทองเต็มเนื้อที่ 50 ไร่ เก็บผลผลิตขายได้มากว่า 5 ปีแล้ว

คุณสุพจน์ ไม่มีนโยบายผลิตทุเรียนนอกฤดูออกขาย เพราะไม่อยากเสี่ยงทำให้ต้นทุเรียนโทรมและล้มตาย ที่นี่จึงเน้นผลิตทุเรียนตามฤดูกาลเป็นหลัก สำหรับสวนทุเรียนในย่านนี้ ดอกทุเรียนจะเริ่มผลิบานตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม เก็บเกี่ยวผลผลิตออกขายตั้งแต่มีนาคม-พฤษภาคม ของทุกปี โดยจะเริ่มเก็บผลผลิตรุ่นแรกในเดือนมีนาคม รุ่นที่สองเก็บประมาณเดือนพฤษภาคม แต่ละปีจะมีปริมาณผลผลิตราวๆ 10-20 ตัน เท่านั้น

ทุเรียนในย่านนี้ได้เปรียบเรื่องตลาดเมื่อเทียบกับทุเรียนภาคตะวันออก เพราะมีผลผลิตออกขายก่อนฤดูทุเรียนของจันทบุรี จึงขายทุเรียนได้ราคาที่ดี แต่จุดอ่อนที่พบก็คือ ต้นทุเรียนติดลูกน้อย ผลร่วงง่าย ปัจจุบัน คุณสุพจน์ เก็บผลทุเรียนไว้เพียง ต้นละ 20-30 ลูก เท่านั้น หลังฤดูเก็บเกี่ยว จะใส่ปุ๋ยคอกผสมกระดูกป่นเพื่อบำรุงต้นทุเรียน

คุณสุพจน์ บอกว่า ในระยะแรกที่ผลผลิตทุเรียนออกสู่ตลาด ก็ขายส่งทุเรียนในราคากิโลกรัมละไม่กี่สิบบาท แต่หลังจากเริ่มโปรโมตผลผลิตให้เป็นที่รู้จักของผู้บริโภค ผ่านสื่อเฟซบุ๊ก รายการโทรทัศน์ ก็สามารถดึงราคาส่งหน้าสวนอยู่ที่ กิโลกรัมละ 80 บาท ขายปลีกกิโลกรัมละ 100 บาท โดยมีแม่ค้าจากจังหวัดสระบุรี ตลาด อ.ต.ก. ฯลฯ มารับซื้อผลผลิตถึงสวน

ผู้บริโภคที่มีโอกาสลิ้มลองทุเรียนหมอนทองของสวนแห่งนี้มักติดอกติดใจ กลายเป็นลูกค้าขาประจำไปโดยปริยาย เพราะคุณสุพจน์เน้นตัดทุเรียนที่แก่จัด 90% เข้าสู่ตลาด ทำให้ลูกค้ามีโอกาสบริโภคทุเรียนเนื้อละเอียด รสชาติหวานมัน เมล็ดลีบ กลิ่นไม่แรง ซึ่งผู้บริโภคหลายรายยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ทุเรียนหมอนทองหนองเสือมีรสชาติความอร่อยไม่แพ้ทุเรียนเมืองนนท์กันเลยทีเดียว ทำให้สวนทุเรียนของคุณสุพจน์ขายดิบขายดี จนผลิตไม่พอขายในแต่ละปี

สวนทุเรียนโดยทั่วไปมักใช้สารเคมีในปริมาณมาก เสี่ยงต่อการเกิดสารเคมีแล้ว ยังเป็นการเพิ่มต้นทุนให้สูงขึ้น แต่สวนแห่งนี้ดูแลผลผลิตในลักษณะเกษตรปลอดภัย ใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีตามความจำเป็นเท่านั้น คุณสุพจน์บอกว่า ทุกวันนี้ นิยมใช้สารชีวภัณฑ์ ในกลุ่มเชื้อราไตรโคเดอร์ม่า บิวเวอเรีย น้ำหมักชีวภาพ ฯลฯ ดูแลป้องกันโรคและแมลงในสวนเป็นหลัก เพื่อประหยัดต้นทุนการผลิตและช่วยรักษาสมดุลทางธรรมชาติไปพร้อมๆ กัน

ผู้ว่าฯ ปทุม ชวนชิม

“มังคุด-ทุเรียน หนองเสือ”

คุณพงศธร สัจจชลพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า จังหวัดปทุมธานี มีพื้นที่เกษตรกรรมทั้งหมด 4.7 แสนไร่ ทุกวันนี้ พื้นที่ ร้อยละ 49 หรือ 3 แสนกว่าไร่ เป็นพื้นที่นาข้าว ที่เหลืออีกแสนกว่าไร่ ใช้ปลูกพืชไร่ พืชสวนนานาชนิด ทางจังหวัดมีนโยบายส่งเสริมสินค้าเกษตรที่ตลาดต้องการ เช่น สินค้าเกษตรปลอดภัย สินค้าเกษตรอินทรีย์ เนื่องจากกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ยุ่งยากกว่าการทำเกษตรโดยทั่วไป ทางจังหวัดจึงมุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรมีความรู้เรื่องการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งช่วยเหลือพัฒนาช่องทางการตลาด เพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรสามารถขายสินค้าเกษตรอินทรีย์ได้ในราคาที่สูงขึ้น และจูงใจให้เกษตรกรหันมาผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้นในอนาคต

หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าปทุมธานีปลูกทุเรียนและมังคุดที่มีรสชาติอร่อยมากไม่แพ้แหล่งอื่นๆ เพราะจังหวัดปทุมธานีมีสภาพดินอุดมสมบูรณ์คล้ายกับจังหวัดนนทบุรี ทำให้ทุเรียนหมอนทองที่ปลูกในแหล่งนี้มีรสชาติหวานมัน เมล็ดลีบ สวนทุเรียนของคุณสุพจน์นับเป็นสวนทุเรียนหมอนทองแห่งแรกของอำเภอหนองเสือ ได้เปรียบในเรื่องสภาพชัยภูมิที่เหมาะสมกับการเติบโตของต้นทุเรียน จึงได้ผลผลิตที่ดี เป็นที่ต้องการของตลาด นอกจากนี้ ท่านผู้ว่าฯ ปทุมธานี ยังได้เอ่ยปากเชิญชวนให้คนรักทุเรียนลองแวะมาชิมทุเรียนหมอนทองที่จังหวัดปทุมธานี ถึงแม้จะขายในราคาสูงกว่าท้องตลาดสักหน่อย แต่เมื่อซื้อไปรับประทานแล้วจะติดใจกันทุกราย

“เทศกาลผลไม้ ผลไม้แปรรูปภาคเหนือ ครั้งที่ 3”

นางดวงกมล เจียมบุตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “เทศกาลผลไม้ ผลไม้แปรรูปภาคเหนือ ครั้งที่ 3” ซึ่งสำนักงานพาณิชย์ 17 จังหวัดภาคเหนือ ได้รวบรวมผลไม้ เช่น ทุเรียนพันธุ์หลงลับแล ลิ้นจี่ แคนตาลูป ฯลฯ มาจำหน่าย ณ ศูนย์การค้าอิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง จังหวัดสมุทรปราการ

 

สวนภูผาลัม” ที่วิเชียรบุรี เพชรบูรณ์ ปลูกอินทผลัมผลสดจากต้นเพาะเนื้อเยื่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05062150658&srcday=2015-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 601

เทคโนโลยีการเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

สวนภูผาลัม” ที่วิเชียรบุรี เพชรบูรณ์ ปลูกอินทผลัมผลสดจากต้นเพาะเนื้อเยื่อ

เมื่อท่านมีโอกาสเดินตามแผนกผลไม้ในห้างดังหลายแห่ง อาจพบผลไม้ชนิดหนึ่งมีรูปร่างลักษณะผลรี ขนาดเล็ก แห้งมีสีน้ำตาล แลดูเหมือนจะมีรสหวานหากมองด้วยตา ซึ่งผลไม้รูปร่างดังกล่าวรู้จักกันดีในชื่อ “อินทผลัม”

มีน้อยคนที่รู้จักพืชอย่าง อินทผลัม หลายคนอาจจะคิดว่ามันเป็นแค่เพียงผลไม้ตากแห้งธรรมดา ไม่มีความพิเศษอะไร แต่ที่จริงแล้วเจ้าอินทผลัมนี้ นอกจากจะเป็นผลไม้ต่างถิ่นที่มีราคาค่อนข้างสูงแล้ว ยังมีคุณประโยชน์มากมายต่อสุขภาพอีกด้วย

มารู้จัก อินทผลัม กัน…

อินทผลัม มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Date Palm และมีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า Phoenix dactylifera เป็นพืชในตระกูลปาล์มชนิดหนึ่ง มีหลากหลายพันธุ์ มีถิ่นกำเนิดในแถบตะวันออกกลาง สามารถเจริญเติบโตได้ดีในภูมิภาคที่มีอากาศร้อนและแห้งแล้งแบบทะเลทราย โดยผู้ผลิตอินทผลัมรายใหญ่ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย แอลจีเรีย และประเทศในแถบอาหรับ

อินทผลัม เป็นผลไม้ที่มีปลูกในประเทศไทยเป็นจำนวนน้อย เนื่องจากไทยเป็นประเทศอยู่ในเขตร้อนชื้น ทำให้ต้องนำเข้าอินทผลัมควบคู่ไปด้วย ซึ่งอินทผลัมส่วนใหญ่ที่นำเข้ามักอยู่ในรูปทั้งผลไม้สดและแปรรูป

ต้นอินทผลัมมีความสูงประมาณ 30 เมตร ลำต้นมีขนาดประมาณ 30-50 เซนติเมตร มีใบติดอยู่บนต้น ประมาณ 40-60 ก้าน ทางใบยาว 3-4 เมตร ใบเป็นแบบขนนก ใบย่อยพุ่งออกหลายทิศทาง ช่อดอกจะออกจากโคนใบ ผลทรงกลมรี ยาวประมาณ 2-4 เซนติเมตร ให้ผลครั้งแรก เมื่ออายุ 5-7 ปี และมีอายุยืนยาวถึงกว่า 100 ปี โดยจะให้ผลผลิตต่อปีเฉลี่ยประมาณ 7,000-8,000 ลูก ต่อปี หรือประมาณ 100-150 กิโลกรัม ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับขนาดและความสมบูรณ์ของต้น

ผลอินทผลัมรับประทานได้ทั้งดิบและสุก โดยผลจะมีสีเหลืองจนถึงสีส้มและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลถึงน้ำตาลเข้มเมื่อแก่จัด ผลสุกจัดมักนิยมนำไปตากแห้ง ทำให้สามารถเก็บไว้ได้เป็นเวลาหลายปี จนดูเหมือนการอบแห้งแบบหวาน และมักมีคนเข้าใจผิดว่ารสหวานจัดของอินทผลัมเกิดนั้นการแปรรูปด้วยการนำไปเชื่อมด้วยน้ำตาล จนไม่กล้ารับประทาน

อินทผลัม เป็นผลไม้ที่มีหลากหลายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์มีคุณสมบัติเด่นในด้านการนำไปบริโภคต่างกัน อีกทั้งเกรด ราคา รวมทั้งรสชาติแตกต่างกันด้วย ซึ่งพันธุ์ที่นิยมปลูกกันนั้น ได้แก่

พันธุ์ Barhee หรือ Barhi (บาร์ฮี) เป็นพันธุ์ที่เหมาะสำหรับการรับประทานผลสดโดยเฉพาะ มีแหล่งกำเนิดในประเทศอิรัก ปัจจุบันมีการปลูกกันแพร่หลายในหลายประเทศ กล่าวกันว่า พันธุ์ Barhi เป็น “แอปเปิ้ลแห่งตะวันออกกลาง”

พันธุ์ Deglet Nour (เดกเล็ท นัวร์) เป็นพันธุ์รับประทานผลแห้ง มีแหล่งกำเนิดจากประเทศแอลจีเรีย และประเทศตูนีเซีย ในวงการอินทผลัม ถือว่าเป็น “ราชินีแห่งอินทผลัม” เป็นพันธุ์ที่นิยมส่งออกไปขายต่างประเทศทั่วโลกมากที่สุด รสชาติไม่หวานมาก หวานปนมัน ไม่แข็งกระด้าง เหนียวไม่มาก เนื้อนุุ่ม

พันธุ์ Medjool หรือ Medjhol หรือ Medjull (เมดจูล) บางครั้งเรียกว่า Ambatt (อัมบาต) หรือที่เรียกกันว่า “พันธุ์ 7 เม็ดศอก” เพราะเป็นพันธุ์ที่มีผลขนาดใหญ่ที่สุดในตอนนี้ เป็นพันธุ์รับประทานผลแห้ง มีแหล่งกำเนิดในประเทศโมร็อกโก ในวงการอินทผลัมถือว่าเป็น “ราชาแห่งอินทผลัม” เป็นพันธุ์ดีที่นิยมส่งขายไปทั่วโลกเช่นเดียวกัน เนื้อนุ่ม เนื้อทราย รสชาติหวานฉ่ำ

พันธุ์ Ajwa หรือ Ajwah (อัจวะ หรือ อัจวะห์) เป็นพันธุ์รับประทานผลแห้ง มีแหล่งกำเนิดอยู่ที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย เป็นพันธุ์ที่ปรากฏในคัมภีร์ของอัลกุรอานของศาสนาอิสลาม เนื้อเหนียว หนึบ เมื่อแก่ใหม่ๆ รสชาติจะนุ่ม ไม่หวานเหมือนความหวานของอินทผลัมพันธุ์อื่น หวานหอมลงคอ

พันธุ์ Mabroom (มับรูม) แหล่งกำเนิดที่มีชื่อเสียงมาจากเมืองมาดินะห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย

พันธุ์ Zahidi – Zehdi – Zahdi (ซาฮิดิ) มีแหล่งกำเนิดในประเทศอิรักและอิหร่าน

ถึงแม้จะหวาน

แต่มีคอเลสเตอรอล

และไขมันต่ำ

ความหวาน หอม ของอินทผลัม ทำให้ผลไม้ชนิดนี้ถูกมองว่าไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพ หรือมีหลายคนเข้าใจผิดและกังวลว่าเมื่อรับประทานอินทผลัมแล้วจะอ้วน แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นผลไม้ที่ไม่มีคอเลสเตอรอลและมีไขมันต่ำ นอกจากนั้น ยังอุดมไปด้วยสารอาหารและวิตามินหลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

อีกทั้งยังมีเบต้าแคโรทีน ลูทิน และซีแซนทิน ซึ่งมีส่วนช่วยป้องกันมะเร็งในช่องท้อง แล้วช่วยบำรุงร่างกาย

ทั้งนี้ ในผลอินทผลัมยังมีไฟเบอร์ ซึ่งช่วยในระบบการย่อย และยังช่วยทำให้อิ่มได้เร็วขึ้น มีส่วนช่วยในการปรับสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ ทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น สามารถทำให้ควบคุมน้ำหนักได้ง่ายขึ้น

การเป็นพืชไม้ผลที่มีแหล่งกำเนิดในประเทศแถบตะวันออกกลาง ซึ่งมีสภาพอากาศร้อนและแทบไม่มีฝน อีกทั้งยังทนแล้งได้ดี จึงทำให้คนไทยส่วนมากเข้าใจว่าอินทผลัมเป็นพืชที่ต้องการน้ำน้อย แต่โดยข้อเท็จจริงแล้ว อินทผลัมเป็นพืชที่ต้องการน้ำมาก โดยมีความต้องการน้ำถึงปีละ 2,000-2,500 มิลลิเมตร (ประเทศไทยมีฝนตก ปีละ 1,000-1,600 มิลลิเมตร) ดังนั้น ถ้าหากเราต้องการอินทผลัมที่มีคุณภาพ จะต้องมีการดูแลรักษาที่ดี และต้องมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอในช่วงหน้าแล้งด้วย

ความเป็นพืชที่ไม่สมบูรณ์เพศ เพราะมีดอกตัวเมียและดอกตัวผู้แยกอยู่กันคนละต้นกัน ดังนั้น ในการปลูกเพื่อให้เกิดการติดผลที่ดี จึงจำเป็นต้องปลูกทั้งต้นตัวผู้และต้นตัวเมียไว้ในสวนเดียวกัน เฉพาะต้นตัวเมียเท่านั้นที่ให้ผลอินทผลัม แต่ต้องมีเกสรจากต้นตัวผู้มาผสมด้วย ฉะนั้น สัดส่วนที่เหมาะสมระหว่างต้นตัวผู้และต้นตัวเมียควรมีต้นตัวผู้ 1 ต้น ต่อต้นตัวเมีย 40-50 ต้น

การขยายพันธุ์อินทผลัม สามารถทำได้ 3 วิธี คือ เพาะจากเมล็ด แยกหน่อจากต้นแม่ และการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ซึ่งแต่ละวิธีมีข้อดี/ข้อเสีย ต่างกัน โดยเหตุผลการนำมาใช้ขยายพันธุ์ในแต่ละวิธีคงขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของผู้ปลูกแต่ละรายเป็นหลัก

“สวนภูผาลัม”

ปลูกอินทผลัม

พันธุ์จากการเพาะเลี้ยง

เนื้อเยื่อจากต่างประเทศ

ที่อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ มีสวนอินทผลัมแห่งหนึ่ง ชื่อ “สวนภูผาลัม” ที่นี่ปลูกต้นอินทผลัมทั้งพันธุ์แบบเพาะเมล็ด พันธุ์จากการแยกหน่อ รวมถึงพันธุ์ที่ซื้อต้นเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมาปลูก โดยนำเข้ามาจากต่างประเทศในกลุ่ม UAE ซึ่งสามารถคัดแยกเพศ พร้อมกับระบุสายพันธุ์ได้อย่างชัดเจน พร้อมกับขายผลผลิตที่ปลูก แล้วยังขายต้นพันธุ์จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากต่างประเทศ

คุณอภิชน วรรณี เป็นเจ้าของสวน เล่าว่า สวนแห่งนี้ปลูกอินทผลัมมาเกือบ 10 ปี ด้วยความที่ไม่รู้จักพืชชนิดนี้ แต่ได้มาสนใจและร่วมปลูกอินทผลัมจากพี่เขย ซึ่งได้ศึกษา ค้นคว้ามาก่อน พร้อมกับการไปซื้อต้นพันธุ์ที่เพาะจากเมล็ดมาปลูก ครั้งแรก จำนวน 44 ต้น ในปี 2551

แต่ภายหลังพบว่า ต้นอินทผลัมที่ซื้อต้นพันธุ์จากการเพาะเมล็ดมามีจำนวนต้นตัวผู้มากกว่าต้นตัวเมีย อันทำให้เกิดปัญหาต่อการขยายพันธุ์ หรือหากต้องการขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อจากต้นตัวเมียที่เหลืออยู่ ซึ่งมีจำนวนน้อยอาจใช้เวลานานมาก

ดังนั้น จึงนำมาสู่การตัดสินใจซื้อต้นพันธุ์ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ หรือการโคลนนิ่งจากต่างประเทศเพื่อนำมาปลูก ทั้งนี้เพื่อเป็นการลดความเสี่ยง สร้างความมั่นใจ เพราะต้นที่เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจะมีคุณสมบัติเหมือนต้นแม่พันธุ์ทุกประการ ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพสูงและสม่ำเสมอ สามารถขยายพันธุ์ได้ปริมาณมากและรวดเร็วเหมาะสำหรับการปลูกในเชิงพาณิชย์

ต้นพันธุ์ที่ คุณอภิชน สั่งซื้อมา เป็นต้นอินทผลัมจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อนำเข้า ซื้อมาหลายพันธุ์จากทาง UAE เขาให้เหตุผล เพราะต้องการทดสอบปลูกในแต่ละพันธุ์เพื่อหาความเหมาะสมในพื้นที่ แต่พันธุ์ที่เน้นมากคือ บาร์ฮี (Barhi) เพราะเป็นพันธุ์ที่เหมาะสำหรับการรับประทานผลสดโดยเฉพาะ

เจ้าของสวนภูผาลัมชี้ว่า การเจริญเติบโตและความสมบูรณ์ของต้นที่เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจะดีกว่าต้นพันธุ์ที่มาจากการเพาะเมล็ด นอกจากนั้น หากต้องการที่จะรู้ว่าต้นพันธุ์จากเมล็ดเป็นเพศใด ต้องรอดูจนกว่าจะมีจั่นแทงออกมา อีกทั้งการขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อ จะเร็ว/ช้า และได้จำนวนมากเท่าไร ต้องขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้นที่จะต้องอาศัยการดูแลบำรุงให้มาก แม้ว่าการแยกหน่อจากต้นจะมีข้อดี คือจะได้ตรงตามเพศของต้นนั้นที่ชัดเจนตามต้องการก็ตาม แต่การแยกหน่ออาจต้องรอเวลา

คุณอภิชน ให้รายละเอียดว่า สัดส่วนระหว่างต้นตัวเมียและต้นตัวผู้ควรมีความเหมาะสม อย่างที่ได้ศึกษามาหลายแห่ง พบว่า จะให้ต้นตัวผู้มี 1 ต้น ต้นตัวเมีย 30-40 ต้น ซึ่งเป็นต้นที่สมบูรณ์ แต่ถ้าในไทยคิดว่า น่าจะมี 1 ต้นตัวผู้ ต่อต้นตัวเมีย 10 ต้น แต่ต้องเป็นต้นตัวผู้ที่นำเข้ามาเป็นเนื้อเยื่อ

แล้วยังกล่าวเพิ่มเติมถึงสายพันธุ์อินทผลัมว่า มีการจำแนกไว้ จำนวน 3 ชนิด คือรับประทานสด รับประทานสุก และรับประทานแห้ง หรือบางคนอาจแบ่งเป็นรับประทานสด และสุกกับแห้งรวมกัน

“ทานสดคือ การทานแบบดิบ เด็ดจากต้นแล้วทานได้เลย จะหวาน กรอบ และไม่มีรสฝาด รับประกันได้ว่าสายพันธุ์บาร์ฮีที่นำเข้าจะไม่ฝาด แม้ว่าลูกขนาดเล็กก็ไม่ฝาด ส่วนการทานสุกเป็นการทานระหว่างดิบและสุก คล้ายกับการทานละมุด แต่ถ้าเป็นสายพันธุ์ทานแห้ง ต้องทานแห้งเท่านั้น ห้ามทานสด มิเช่นนั้นจะมีรสฝาด

ตลาดในไทยนิยมสายพันธุ์ทานสด เพราะคนไทยนิยมผลไม้ทานสดที่ไม่แปรรูป ในความเห็นส่วนตัวแล้วสายพันธุ์ทานแห้ง ไม่เหมาะกับการปลูกในบ้านเรา เพราะต้องผ่านกระบวนการกรรมวิธี อีกทั้งอุณหภูมิในบ้านเราในช่วงเก็บผลผลิต ซึ่งตรงกับช่วงที่ยังมีฝน จึงอาจเกิดปัญหาเรื่องการดูแลและเชื้อรา”

บาร์ฮี (Barhi)

เป็นพันธุ์ผลสด

ที่ควรเลือกปลูกในไทย

คุณอภิชน อธิบายการปลูกอินทผลัมว่า เป็นพืชที่ปลูกได้ในทุกภาค ไม่มีเทคนิคการปลูกอะไรเป็นพิเศษ เพียงแต่ต้องหมั่นใส่ใจดูแลด้วยตัวเอง ทั้งการให้น้ำ ให้ปุ๋ย ต้องเต็มที่ อย่าให้ขาดหรือพร่อง ทั้งนี้เพราะอินทผลัมเป็นพืชที่ให้ผลผลิตดกอยู่แล้ว ยิ่งถ้าคุณใส่ใจทุ่มเทอย่างใกล้ชิดเพิ่มเข้าไปอีก ก็ยิ่งจะทำให้ผลผลิตเหล่านั้นมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน อีกทั้งยังได้ราคาสูงด้วย

คุณอภิชน บอกว่า ก่อนนำต้นพันธุ์ลงปลูก ต้องเตรียมหลุมให้พร้อม และขนาดหลุมที่กว้างและลึกมากยิ่งเป็นผลดี อาจมีขนาดเมตรคูณเมตร จากนั้นให้รองก้นหลุมด้วยมูลอินทรีย์หรือปุ๋ยคอก ซึ่งสามารถหาได้ทั่วไปตามไร่นาของชาวบ้าน ใช้ในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 เช่น ดิน 1 ส่วน ปุ๋ยคอก 1 ส่วน ที่เหลือเป็นแกลบเผาและมะพร้าวสับ

“ระยะปลูก ถ้าท่านมีเนื้อที่มาก แนะนำให้ปลูกด้วยระยะห่างต้น 8 คูณ 8 เมตร เพราะระยะขนาดนี้จะสามารถบริหารจัดการในแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และในเนื้อที่ 1 ไร่ ปลูกได้จำนวน 25 ต้น แต่ในกรณีที่ท่านมีพื้นที่น้อยอาจลดระยะห่างลงมา เหลือสัก 6 คูณ 6 เมตร ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นท่านต้องใส่ใจกับการดูแลในแปลงอย่างเต็มที่เพื่อเป็นการชดเชย”

น้ำ เป็นปัจจัยสำคัญ

และต้องใช้ปริมาณมาก

นอกจากนั้น ยังบอกอีกว่า ระหว่างรอผลผลิตสามารถปลูกพืชอย่างอื่นเสริมเข้าไปในสวนเพื่อสร้างรายได้ เช่น ปลูกมะนาว ปลูกพืชตระกูลถั่ว หรือถ้าต้องการปรับปรุงคุณภาพดิน อาจหว่านปอเทือง

สำหรับ ปุ๋ยเคมี คุณอภิชน บอกว่า มีใช้บ้าง แต่น้อยมาก และใช้เฉพาะบางช่วงเวลา อย่างเช่น ก่อนให้ผลผลิตหรือหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม มักใช้ร่วมกันกับการปลูกแบบอินทรีย์มากกว่า ซึ่งใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์แทน โดยเป็นการให้ทางใบและทางต้น

แต่สิ่งสำคัญที่จะขาดไม่ได้ คุณอภิชน บอกว่า คือน้ำ เพราะอินทผลัมเป็นพืชที่เจริญเติบโตและสมบูรณ์ได้อย่างดีด้วยการให้น้ำอย่างเต็มที่ เขาชี้ว่าอินทผลัมใช้ปริมาณน้ำมากกว่าการปลูกปาล์ม เนื่องจากปาล์มต้องใช้น้ำประมาณ 1,800-2,000 มิลลิลิตร ต่อต้น ต่อปี แต่สำหรับอินทผลัมต้องการปริมาณน้ำ 2,000-2,500 มิลลิลิตร ต่อต้น ต่อปี เพราะถ้าน้ำน้อยจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตทันที ส่วนระยะเวลาการให้น้ำ ถ้าเป็นหน้าแล้ง ให้ 2-3 วัน ต่อครั้ง ให้นานประมาณ 30 นาที โดยใช้ระบบการวางท่อ

อินทผลัม เริ่มแทงจั่นประมาณเดือนกุมภาพันธ์ และสามารถเก็บเกี่ยวได้ประมาณเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม แต่จะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และสภาพภูมิประเทศ ทั้งนี้ เมื่อผลผลิตเริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้นควรห่อด้วยกระดาษฟอยล์ เพื่อทำให้ผิวมีสีสวยและสม่ำเสมอ เป็นการสร้างมูลค่า สำหรับกระดาษฟอยล์มีต้นทุน แผ่นละ 8 บาท แล้วยังสามารถนำมาใช้ได้หลายครั้ง

สวนภูผาลัม ให้ผลผลิตอินทผลัมแบบรับประทานผลสดมาแล้ว จำนวน 3 รุ่น สำหรับคุณภาพผลผลิตที่ได้อาจยังไม่สมบูรณ์ดีนัก เพราะแต่ละต้นมีความสมบูรณ์ต่างกัน เพราะยิ่งต้นที่สมบูรณ์มากเท่าไร แล้วยังมีอายุมากจะให้จำนวนจั่นได้มาก ทำให้ได้ผลผลิตมากขึ้นไปด้วย

ดังนั้น หากต้นใดที่สมบูรณ์เต็มที่และมาจากสายพันธุ์ดี จะได้ผลผลิตเฉลี่ยอย่างต่ำราว 50 กิโลกรัม ต่อต้น หรือเฉลี่ยพวงละ ประมาณ 10 กิโลกรัม อย่างไรก็ตาม สำหรับผลผลิตที่เกิดขึ้นในครั้งแรก คุณอภิชนแนะว่าควรเด็ดผลออกบางส่วน เพราะป้องกันไม่ให้ต้นแม่โทรมเร็ว

ปัจจุบัน สายพันธุ์ที่คุณอภิชนนำเข้ามาปลูกเน้นใช้สายพันธุ์สำหรับรับประทานผลสด คือสายพันธุ์บาร์ฮีเป็นหลัก เพราะเมื่อปลูกเปรียบเทียบแล้วเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศบ้านเรา ทั้งนี้ ความจริงแล้วจะปลูกสายพันธุ์อะไรก็ได้ แต่ผลผลิตที่ได้จะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ

“ที่เน้นพันธุ์บาร์ฮี เพราะมองการตลาดแบบรับประทานผลสดโดยเฉพาะ เนื่องจากผลผลิตแบบผลสดมีราคาขายดีเพราะมีน้ำหนักที่ดีด้วย เพียงไม่กี่ช่อถ้ามีผลใหญ่ก็ได้เป็นกิโลแล้ว อาจคำนวณว่า จำนวน 60-70 ผล ต่อกิโลกรัม ถ้าเป็นราคาขึ้นห้างตอนนี้ 600 บาท ต่อกิโลกรัม”

คุณอภิชน แจงรายละเอียดการลงทุนปลูกอินทผลัมในสวนของเขาคร่าวๆ ว่าต้องใช้เงินลงทุนปลูกอินทผลัมต่อไร่ประมาณ 40,000 บาท ซึ่งประกอบด้วย ค่าต้นพันธุ์ ปุ๋ย วัสดุรองพื้น เป็นต้น ทั้งนี้อุปกรณ์บางชนิดอาจนำมาใช้งานในคราวต่อไปได้โดยไม่ต้องลงทุนซื้ออีก

ทางด้านการตลาด คุณอภิชนเผยว่า จากผลผลิตที่ผ่านมายังคงจำหน่ายวนเวียนอยู่แถวในอำเภอวิเชียรบุรี เนื่องจากมีชาวบ้านที่พอรู้จักอินทผลัมมาติดต่อซื้อไปรับประทาน เพราะเห็นว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพ จากนั้นเกิดการบอกต่อ จึงทำให้มีชาวบ้านในพื้นที่วิเชียรบุรีจำนวนมากต้องการอินทผลัม ถึงขนาดมีการจองล่วงหน้าข้ามปี นอกจากนั้น ยังมีลูกค้าบางส่วนทางภาคใต้อีก

ทั่วประเทศยังมีพื้นที่

ปลูกกันน้อย และ

ตลาดยังต้องการมาก

ส่วนทางด้านต้นพันธุ์เพาะเนื้อเยื่อจากต่างประเทศแต่ละรอบที่มีลูกค้าสั่งจำนวนไม่ต่ำกว่า 1,000 ต้น ราคาต้นละ 1,300-1,400 บาท และการขึ้น-ลง ของราคาต้นพันธุ์อาจไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับชนิดสายพันธุ์ รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินตราในช่วงเวลานั้น

สำหรับท่านที่มีความคิดจะลงทุนปลูกอินทผลัมในตอนนี้ คุณอภิชน บอกว่า เท่าที่ตรวจสอบแหล่งปลูกและจำหน่ายอินทผลัมในประเทศจากสวนที่ประสบความสำเร็จแล้วนำไปวางขายตามแหล่งต่างๆ อาจมีเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น พื้นที่ทางภาคอีสานนิยมปลูกกันมาก และมากกว่าทางภาคใต้เสียด้วย ดังนั้น ความต้องการยังมีอีกมาก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะเป็นพืชชนิดใหม่

แล้วยังกล่าวแนะนำถึงสิ่งที่ต้องคำนึงเป็นสำคัญก่อน/หลัง คือเรื่องสายพันธุ์อันดับแรก จากนั้นเป็นเรื่องสภาพพื้นที่ปลูก ตลอดจนแหล่งน้ำที่ใช้ ที่ผ่านมาหลายคนยังเข้าใจว่าอินทผลัมเป็นพืชในตะวันออกกลาง จึงไม่จำเป็นเรื่องน้ำ แต่ตรงกันข้าม เพราะพืชชนิดนี้มีน้ำเป็นปัจจัยหลัก

“ถ้าอาเซียนเปิด แล้วทุกสวนปลูกอินทผลัมแบบเน้นคุณภาพ ถามว่าจะมีใครคิดเดินทางไปซื้ออินทผลัมไกลและราคาแพงบ้าง สู้มาซื้อใกล้บ้านไม่ดีกว่าหรือ ราคาถูก แถมยังมีคุณภาพอีกด้วย” คุณอภิชน กล่าวปิดท้าย

สอบถามข้อมูลการปลูกอินทผลัม หรือสั่งซื้อต้นพันธุ์เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้ที่ สวนภูผาลัม คุณอภิชน วรรณี โทรศัพท์ (081) 356-7199, (080) 651-9606

 

ผลงานชั้นยอด ของ ดร. ศักดิ์ ลำจวน (โกหลัก) แม่โจ้ 36 พัฒนาอินทผลัมกินผล ที่เชียงใหม่ พบกับเขาได้ ในงานสัมมนา 1 สิงหาคม 2558 นี้ พฤศจิกายน 2, 2015

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05046010658&srcday=2015-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 600

เทคโนโลยีการเกษตร

ธงชัย พุ่มพวง

ผลงานชั้นยอด ของ ดร. ศักดิ์ ลำจวน (โกหลัก) แม่โจ้ 36 พัฒนาอินทผลัมกินผล ที่เชียงใหม่ พบกับเขาได้ ในงานสัมมนา 1 สิงหาคม 2558 นี้

ประมาณปี 2546 ผู้เขียนได้รู้จักกับอินทผลัมไทย ที่สามารถรับประทานผลสดได้ และปล่อยวางไว้ตามธรรมชาติก็จะเริ่มสุกด้วยตัวเอง ก็ยังรับประทานได้เหมือนกับว่านำผลอินทผลัมนั้นไปเชื่อมน้ำตาล แต่ในความเป็นจริงแล้ว อินทผลัมสายพันธุ์ใหม่นี้ได้รับการพัฒนาสายพันธุ์ เริ่มต้นเมื่อประมาณ ปี 2540

ดร. ศักดิ์ ลำจวน ได้มีโอกาสเดินทางไปดูงานต่างประเทศ เมื่อเดินทางกลับจึงซื้อต้นอินทผลัมกลับมาเมืองไทย จำนวน 7 ต้น ทดลองปลูกที่สวนของตนเอง ที่อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยความที่ตนเองมีความรู้ด้านการเกษตร เรียนจบจากวิทยาลัยเกษตรกรรมแม่โจ้ เป็นชื่อเดิมขณะที่เรียนระดับ ปวช. รุ่นที่ 36 คุณศักดิ์ ใช้เวลาผสมพันธุ์อินทผลัมอยู่หลายปี จนแน่ใจว่าได้สายพันธุ์ที่นิ่งแล้วเมื่อนำไปปลูกจะไม่กลายพันธุ์ จึงได้ตั้งชื่ออินทผลัมที่ผสมได้นี้ ชื่อว่า KL. 1 แม่โจ้ 36

อินทผลัมสายพันธุ์ใหม่ มีคุณสมบัติพิเศษที่แตกต่างจากต่างประเทศ คือ สามารถรับประทานได้ตั้งแต่ผลสดที่เริ่มจะมีสีเหลือง เมื่อเคี้ยวครั้งแรกๆ จะรู้สึกฝาดนิดๆ ต่อมาจะเริ่มหวานไปเรื่อยๆ ส่วนผลที่ติดกันทั้งทะลายหรือแต่ละผล เมื่อวางไว้ในสภาพอากาศทั่วไปจะเริ่มสุกไปในตัว เปลี่ยนสีจากเหลืองเป็นสีน้ำตาลอ่อน จนถึงน้ำตาลแก่ เหมือนกับนำอินทผลัมไปแช่อิ่ม ก็ยังรับประทานได้เหมือนอินทผลัมทั่วไป เกษตรกรทั้งในประเทศและต่างประเทศที่รับทราบข่าว ว่ามีอินทผลัมพันธุ์ใหม่ ได้เดินทางมาศึกษาดูงานและสั่งซื้อไปปลูกจำนวนมาก เพราะใช้เวลาปลูกจนถึงให้ผลผลิต ประมาณ 2-5 ปี เท่านั้น ขึ้นอยู่กับสภาพดินและการดูแลรักษา

ในด้านการตลาดผลผลิตอินทผลัมรับประทานผลสดนั้น ได้รับการสนับสนุนจาก คุณนงนุช นามวงศ์ ที่ปรึกษาอาวุโส ฝ่ายประชาสัมพันธ์บริษัทในเครือสยามพารากอน นำไปวางจำหน่ายในราคา กิโลกรัมละ 500 บาท ผลผลิตบางส่วนนำไปแปรรูปเป็นน้ำอินทผลัมบรรจุขวดพร้อมดื่ม เยลลี่อินทผลัม น้ำอินทผลัมเข้มข้น อินทผลัมกวน ลูกอมอินทผลัม เค้กอินทผลัม คุกกี้ แยมอินทผลัม ฯลฯ

อินทผลัมรับประทานผลสด สายพันธุ์ KL. 1 แม่โจ้ 36 ยังไม่ได้หยุดยั้งเพียงแค่นี้ ดร. ศักดิ์ บอกว่า กำลังจะมีสายพันธุ์ใหม่ ชื่อว่า KL. 2 แม่โจ้ 36 อีกสายพันธุ์หนึ่งที่มีคุณสมบัติพิเศษกว่าสายพันธุ์เดิมคือ จะให้ผลผลิตนอกฤดู หลังจากที่สายพันธุ์ KL. 1 แม่โจ้ 36 ให้ผลผลิตหมดแล้ว ประมาณเดือนสิงหาคม-กันยายน สายพันธุ์ KL. 2 แม่โจ้ 36 ก็จะให้ผลผลิตติดต่อกันไปอีก 3-5 เดือน ต่อไปในอนาคตคาดว่าจะพยายามให้มีผลผลิตอินทผลัมออกสู่ตลาดได้ทั้งปี

ท่านที่สนใจการปลูกอินทผลัมและความรู้ด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอินทผลัม ดร. ศักดิ์ ลำจวน ศิษย์เก่าแม่โจ้ รุ่น 36 ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ พร้อมที่จะให้ความรู้ในงานสัมมนา “อินทผลัมกินผล พืชทองแห่งยุค อยากปลูกต้องเรียนรู้ให้เข้าใจ” ที่จะจัดขึ้น ในวันที่ 1 สิงหาคม 2558 ณ ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน (มติชนอคาเดมี) ดูได้จากกำหนดการสัมมนา

 

ทุเรียนต้นแรก…กับพัฒนาการผลิตไม้ผลคุณภาพ ได้เงินแสน ที่ศรีสะเกษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052010658&srcday=2015-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 600

เทคโนโลยีการเกษตร

พัฒนา นรมาศ

ทุเรียนต้นแรก…กับพัฒนาการผลิตไม้ผลคุณภาพ ได้เงินแสน ที่ศรีสะเกษ

ทุเรียน เมื่อเก็บแก่สุกในระยะที่เหมาะสม จะมีกลิ่นหอม เนื้อแห้ง กรอบนอกนุ่มใน หวานกำลังดี เป็นหนึ่งผลไม้ที่ทั้งชาวไทยและเทศต่างชื่นชอบในรสชาติความอร่อยกันอย่างแพร่หลาย

ด้วยสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ มีความเหมาะสมในการสร้างสวนไม้ผลได้ดีมีคุณภาพ เมื่อ 29 ปีที่ผ่านมา หรือเมื่อปี 2529 เกษตรกรได้นำต้นพันธุ์ทุเรียน เงาะ ลองกอง และมังคุด ไม้ผลเศรษฐกิจสำคัญจากภาคตะวันออกมาปลูกเป็นครั้งแรก เป็นการปลูกไม้ผลแบบสวนผสม ที่มีการปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาควบคู่กัน ใช้ปัจจัยการผลิตผสมผสานเกื้อกูลกัน เป็นการลดความเสี่ยง ทำให้มีผลผลิตออกมาสู่ตลาดต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยเฉพาะการผลิตได้เนื้อทุเรียนดีมีคุณภาพ เป็นที่พึงพอใจของตลาดผู้บริโภค เป็นการยกระดับรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้มีความมั่นคง ยั่งยืน วันนี้ได้นำเรื่อง ทุเรียนต้นแรก…กับพัฒนาการผลิตไม้ผลคุณภาพ ได้เงินแสน ที่ศรีสะเกษ มาบอกเล่าสู่กัน

ลุงสุกรรณ กองสุข เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน เล่าให้ฟังว่า มีพื้นที่ 20 ไร่ 3 งาน ปลูกไม้ผลครั้งแรกเมื่อปี 2529 ได้ปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทอง 300 ต้น และ พันธุ์ชะนี 50 ต้น ขุดหลุมปลูก กว้าง ยาว และลึก ด้านละ 1 ศอก นำต้นพันธุ์ทุเรียนลงปลูก เกลี่ยดินกลบ แล้วให้น้ำพอชุ่ม และอีก 3 ปี ต่อมา ได้ปลูกลองกอง และมังคุด เป็นพืชแซมระหว่างต้นทุเรียน

หลังการปลูก ได้ปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาเพื่อให้ได้ผลผลิตดีมีคุณภาพ ในปีที่ 1-5 ได้ใส่ปุ๋ยคอก 1 กระสอบ ต่อต้น หว่านรอบทรงพุ่ม และใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 อัตรา 1 กำมือ ต่อต้น แล้วให้น้ำพอชุ่ม ปีที่ 5 เป็นช่วงที่เริ่มให้ผลผลิต ได้ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 อัตรา 1 กิโลกรัม ต่อต้น แล้วฉีดพ่นปุ๋ยเสริมทางใบ 15 วัน ต่อครั้ง

การให้น้ำ ไม้ผลต้องให้ได้รับน้ำพอเพียงจึงจะทำให้มีการเจริญเติบโตที่ดี หากขาดน้ำ การเจริญเติบโตไม่สมบูรณ์ น้ำที่นำมาใช้ได้จากคลองธรรมชาติโดยการสูบขึ้นมา ปัจจุบันใช้น้ำจากบ่อตอก และจัดระบบการให้น้ำแบบสปริงเกลอร์

การเน้นคุณภาพ ทุเรียนต้นแรกที่ปลูก รวมทั้งไม้ผลอื่นๆ ที่ปลูกมาตั้งแต่ปี 2529 ได้ปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาด้วยการใส่ปุ๋ยคอกแห้ง ผสมผสานกับปุ๋ยเคมี และปุ๋ยอินทรีย์ ให้ได้รับน้ำอย่างพอเพียงตามระยะเวลาที่เหมาะสมเพื่อการเจริญเติบโต มีการติดดอกออกผลดี มีคุณภาพ ทำให้ได้ทุเรียนผลใหญ่ มี 5 พู และเต็มทุกพู ได้เนื้อทุเรียนแน่น สีเหลืองทอง หวานมัน อร่อย

ตลาด ได้นำผลผลิตทุเรียน มังคุด ลองกอง และไม้ผลอื่นๆ วางขายที่หน้าสวน โดยเฉพาะทุเรียน ขายได้ 30 บาท ต่อกิโลกรัม และมีพ่อค้าคนกลางมาซื้อนำผลผลิตไปขายที่ตลาดในเมือง เป็นการกระจายผลผลิตคุณภาพสู่ผู้บริโภค

การปลูกทุเรียนต้นแรก รวมทั้งไม้ผลอื่นๆ ที่ปลูกมาตั้งแต่ปี 2529 เป็นการปลูกไม้ผลแบบสวนผสม เมื่อปฏิบัติดูแลดี ก็เป็นพัฒนาการผลิตไม้ผลคุณภาพ ทำให้มีรายได้เงินแสนบาท พอเพียงต่อการดำรงชีพ สนใจเยี่ยมชมสวนหรือข้อมูลเพิ่ม สอบถามได้ที่ ลุงสุกรรณ กองสุข เลขที่ 58/1 หมู่ที่ 10 บ้านซำขี้เหล็ก ตำบลพราน อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ โทร. (094) 908-5396

ลุงแสวง ศรียา เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนแบบสวนผสม เล่าให้ฟังว่า ได้ไปเที่ยวสวนไม้ผลที่จังหวัดจันทบุรี ได้ถามเกษตรกรที่ปลูกทุเรียนว่า ปลูกง่ายหรือยาก มีคำตอบหนึ่งที่น่าสนใจคือ ได้ผลผลิตทุเรียนขายได้เงินอย่างน้อย 9,000 บาท ต่อต้น จึงสนใจที่จะปลูก ได้ค้นหาข้อมูลจากแหล่งความรู้ต่างๆ แล้วตัดสินใจปลูกไม้ผลแบบสวนผสม พื้นที่ 20 ไร่

ได้ปลูกทุเรียนครั้งแรก เมื่อปี 2530 จำนวน 200 ต้น แล้วตายไปทั้งหมด เนื่องจากไม่มีน้ำใช้เพียงพอ แต่ใจยังสู้ ปี 2531 จึงได้ปลูกทดแทน 200 ต้น ปัจจุบันยังเหลืออยู่ครบทุกต้น ได้เจาะบ่อตอก ลึก 25 เมตร ทำให้มีน้ำพอใช้ได้ตลอดทั้งปี

ต้นพันธุ์ทุเรียนหมอนทอง ได้ซื้อมาในราคา 8 บาท สูง 50 เซนติเมตร ปรับพื้นที่แล้วขุดหลุมปลูก กว้าง ยาว และลึก ด้านละ 1 ศอก นำต้นพันธุ์ลงปลูก ปักไม้ค้ำกันโยก ผูกยึดกับต้นพันธุ์ เกลี่ยดินกลบ ให้น้ำพอชุ่ม

ปัญหาการปลูกทุเรียนครั้งแรกคือ ขาดความรู้ ประสบการณ์ หลังจากปลูกทุเรียนได้ อายุ 6 ปี จึงได้ผลผลิตน้อย ทำให้ต้องเรียนรู้เพิ่มมากขึ้น พร้อมกับปรึกษานักวิชาการส่งเสริมการเกษตรและจากสื่อต่างๆ

เมื่อเข้าสู่ปีที่ 7 ได้ดูแลบำรุงต้นทุเรียนด้วยการใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 อัตรา 1 กิโลกรัม ต่อต้น แบ่งใส่ 3 ครั้ง ใส่รอบทรงพุ่ม ครั้งที่ 1 เดือนกรกฎาคม ครั้งที่ 2 เดือนสิงหาคม และ ครั้งที่ 3 ใส่เดือนกันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่ยังไม่ติดดอก

การใส่ปุ๋ยครั้งถัดมา ได้ใส่ปุ๋ย สูตร 8-24-24 อัตรา 1 กิโลกรัม ต่อต้น ใส่รอบทรงพุ่ม แบ่งใส่ 2 ครั้ง เดือนตุลาคมและเดือนพฤศจิกายน และในช่วงต้นทุเรียนเริ่มติดดอกตูม ได้ใส่ปุ๋ย สูตร 8-24-24 อัตรา ครึ่งกิโลกรัม ต่อต้น ใส่รอบทรงพุ่ม

ในช่วงติดผลขนาดไข่ไก่ ได้ใส่ปุ๋ย สูตร 16-16-16 อัตรา ครึ่งกิโลกรัม ต่อต้น ใส่รอบทรงพุ่ม และเว้นระยะไปอีก 15 วัน ใส่ปุ๋ย สูตร 16-16-16 อัตรา ครึ่งกิโลกรัม ต่อต้น ใส่รอบทรงพุ่ม แล้วก็งดการใส่ปุ๋ย

หลังการใส่ปุ๋ยทุกครั้งต้องให้น้ำพอชุ่ม จากนั้นก็จะให้น้ำวันเว้นวัน หรือดูความชุ่มชื้นในดินก่อนการให้น้ำทุกครั้ง

จากการดูแลบำรุงรักษาต้นแรกและทุกต้นที่ปลูกแล้ว ทำให้ได้ทุเรียน 30 ผล ต่อต้น ได้น้ำหนัก 2-3 กิโลกรัม ต่อผล เนื้อแน่น รสหวานมัน เป็นผลผลิตทุเรียนดีมีคุณภาพ ขายดี ทำให้มีรายได้มั่นคง

นอกจากนี้ ยังมีรายได้จากการขายมังคุด เงาะ และลองกอง โดยรวมแล้วการปลูกทุเรียนแบบสวนผสมทำให้มีผลไม้ขายต่อเนื่อง ทำให้มีรายได้เงินแสนบาท และมีวิถีที่มั่นคง สนใจเยี่ยมชมสวนหรือข้อมูลเพิ่ม สอบถามได้ที่ ลุงแสวง ศรียา เลขที่ 61/1 หมู่ที่ 10 บ้านซำขี้เหล็ก ตำบลพราน อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ โทร. (084) 477-7689

คุณทวี มาสขาว เกษตรจังหวัดศรีสะเกษ เล่าให้ฟังว่า สำนักงานเกษตรอำเภอและจังหวัด ร่วมกับ ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ กรมพัฒนาที่ดินและอีกหลายหน่วยงาน ได้ส่งเสริมการปลูกและผลิตไม้ผลแบบสวนผสม ในระบบเกษตรดีที่เหมาะสมหรือ GAP (Good Agricultural Practice) เพื่อให้ได้ผลไม้ดีมีคุณภาพ ตรงตามความต้องการของตลาดผู้บริโภค

สำหรับต้นทุเรียนหรือไม้ผลอื่นๆ ที่อายุมาก ได้ส่งเสริมให้ใส่ปุ๋ยตรงสูตร ตามอัตราส่วนและระยะเวลา ให้ได้รับน้ำเพียงพอ ก็จะช่วยให้ติดดอกออกผลได้คุณภาพ หลังการเก็บเกี่ยว ควรตัดแต่งกิ่งให้โปร่ง และเพื่อป้องกันกำจัดศัตรูพืช ซึ่งศัตรูที่น่ากลัวคือ หนอนเจาะต้น มักเข้าไปวางไข่ เมื่อเจริญวัยก็จะเข้าไปเจาะลำต้น ทำให้เกิดเชื้อรา ต้นอ่อนแอหรือตายได้

การเก็บเกี่ยว ได้ส่งเสริมให้เก็บทุเรียนที่แก่สุกตามอายุหรือระยะเวลาที่เหมาะสม การดูทุเรียนแก่สุกให้พิจารณาดังนี้ ก้านผลแข็ง สีเข้ม สากมือ ถ้าจับก้านผลทุเรียนแกว่งจะยืดหยุ่น ปลายหนามแห้งมีสีน้ำตาลเข้ม เปราะ หักง่าย รอยแยกระหว่างพูเห็นได้ชัด การชิมปลิง ถ้าแก่จัด เมื่อตัดขั้วผลหรือปลิดออกจะเป็นน้ำใส ไม่ข้นเหนียวเหมือนทุเรียนอ่อน เมื่อชิมดูมีรสชาติหวาน เคาะเปลือกจะมีเสียงดังหลวมๆ ซึ่งเป็นเสียงที่เกิดจากช่องว่างระหว่างเปลือกและเนื้อภายในผล แสดงว่าเป็นทุเรียนแก่สุก หรือตั้งแต่ดอกบานถึงวันที่ทุเรียนแก่สุกเก็บเกี่ยวได้ จะมีอายุ 100-130 วัน ถ้าเกษตรกรหรือผู้เกี่ยวข้องปฏิบัติได้ก็จะเป็นการเก็บทุเรียนดีมีคุณภาพสู่ตลาด และทำให้เกษตรกรขายได้ง่าย เป็นการยกระดับรายได้และมีความเป็นอยู่ที่มั่นคง

และสุดท้าย ขอเชิญชวนทุกท่านเที่ยวงานเทศกาลเงาะ ทุเรียน และของดีศรีสะเกษ “58 ระหว่าง วันที่ 19-25 มิถุนายน 2558 ณ บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ ในงานท่านจะได้ชม ชิม ซื้อผลไม้ดีมีคุณภาพ ราคาไม่แพงจากสวน ผลิตภัณฑ์คุณภาพของวิสาหกิจชุมชน ได้เรียนรู้วิถีและวัฒนธรรมพื้นบ้านที่น่าสนใจ อย่าลืมพบกันในงานนะครับ…

นี่ก็เป็นเรื่อง ทุเรียนต้นแรก…กับพัฒนาการผลิตไม้ผลคุณภาพ ได้เงินแสน ที่ศรีสะเกษ แม้จะเป็นไม้ผลอายุมาก แต่ถ้าดูแลดีก็จะได้ผลไม้คุณภาพ สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณถิรพุทธิ์ คานทอง เกษตรอำเภอขุนหาญ โทร. (089) 718-4767 หรือที่ คุณสุรชัย เติบสูงเนิน สำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ โทร. (088) 344-5712 หรือโทร. (045) 616-829 ก็ได้เช่นกันครับ

 

วิเชียร เนียมจ้อย เพาะมะนาวทนโรค ผลดก ที่บางใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05055010658&srcday=2015-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 600

เทคโนโลยีการเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

วิเชียร เนียมจ้อย เพาะมะนาวทนโรค ผลดก ที่บางใหญ่

“แคงเกอร์” เป็นชื่อโรคที่มักเกิดขึ้นกับมะนาวหรือพืชตระกูลส้ม มีเกษตรกรหลายรายมักต้องม้วนเสื่อกลับบ้านหากเจอโรคนี้ระบาดอย่างหนัก แม้จะพยายามแก้ไขแล้วก็ตาม

โรคแคงเกอร์ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งจะนำความเสียหายโดยเข้าทำลายทุกส่วนของพืช ไม่ว่าจะเป็น ต้น กิ่ง ก้าน ใบ และผลอีกด้วย

พบพันธุ์มะนาวแป้น

ทนแคงเกอร์ ผลดก

และมีตลอดปี

คุณวิเชียร เนียมจ้อย อยู่บ้านเลขที่ 40/2 หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี มีอาชีพเพาะ-ขยายพันธุ์ไม้ผลมานาน ได้ลองนำกิ่งมะนาวแป้นที่ไม่ทราบพันธุ์มาปลูก กระทั่งพบว่าให้ผลดก และมีตลอดปี สามารถปลูกได้หลายแบบตามความเหมาะสม ทั้งในกระถาง ในวงบ่อ หรือลงดิน แต่ที่น่าสนใจตรงที่ทนทานต่อโรคแคงเกอร์ได้

ในอดีต คุณวิเชียรเคยได้รับผลกระทบจากโรคแคงเกอร์ที่ไม่ต่างจากผู้ปลูกมะนาวรายอื่น เคยซื้อกิ่งมะนาวแป้นมาปลูกจำนวนมาก แต่ต้องขุดทิ้งไปเพราะติดแคงเกอร์ คุณวิเชียรเผยว่าขนาดตัดทิ้งแล้วปลูกใหม่ยังเป็นอีก เลยยอมแพ้

พอมาคราวหลังได้พันธุ์มะนาวจากเพื่อน โดยไม่รู้ว่าเป็นพันธุ์อะไร นำมาลงดินปลูกในกระถาง พบว่าทนโรคแคงเกอร์ ดูแลง่าย ปลูกง่าย และเป็นพันธุ์เบา ที่สำคัญได้ผลผลิตเร็ว เพียงต้นขนาดเล็กยังได้ผลดกและต่อเนื่อง ทั้งที่ปลูกแบบไม่ใส่ใจยังได้ผลมากมาย

ปลูกได้ทั้งในกระถาง

วงบ่อ และลงดิน

คุณวิเชียร บอกว่า มะนาวพันธุ์นี้ อายุ 8 เดือน นับจากเริ่มปลูกก็ได้ลูกแล้ว ตั้งแต่ช่วงออกดอกจนเก็บผล ประมาณ 4-5 เดือน ปลูกได้ทั้งในกระถาง ถ้าอายุตั้งแต่ 7 เดือน ถึง 1 ปี เคยนับว่า 1 ต้น ที่ปลูกในกระถาง ขนาด 25 นิ้ว ให้ผลได้เป็นร้อย อาจตั้งไว้บริเวณบ้านก็ยังให้ผลผลิตได้ในครัวเรือนและมีทั้งปี หรือถ้ายิ่งนำลงดิน ในลักษณะทำเป็นการค้า อาจหมดปัญหาเรื่องโรคมารบกวน แล้วยังได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นอีกจำนวนหลายเท่า

คุณวิเชียร แจงคุณลักษณะเด่นของมะนาวพันธุ์นี้หลังจากปลูกมาหลายปีว่า ให้น้ำดี มีผลดก และให้ผลตลอดเพียงแต่มีเมล็ดมาก ต่างกับพันธุ์แป้นรำไพที่มีเมล็ดน้อย สำหรับที่ปลูกอยู่ให้ผลผลิตรุ่นที่ 3 แล้ว คาดว่าถ้าหมดรุ่นนี้จะให้ต้นได้พัก

สำหรับวัสดุปลูก คุณวิเชียรให้รายละเอียดว่ามีส่วนผสมของดิน กาบมะพร้าวสับ แกลบ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ซึ่งพอปลูกไปเรื่อยๆ ต้องคอยเติมดินและปุ๋ยคอก

“ปุ๋ยคอกโดยเฉพาะถ้าเป็นขี้หมูจะดีมาก ใส่กองไว้รอบโคนต้น ต้นละ 2-3 กำมือ จะทำให้ต้นมีความเจริญงอกงาม แล้วยังช่วยสร้างคุณภาพดิน”

ทางด้านปุ๋ยเคมีนั้น คุณวิเชียร ระบุว่า ควรใส่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น และไม่เน้น ฉะนั้นระหว่างปีอาจใส่ปุ๋ยเสมอ สูตร 15-15-15 สัก 1 กำมือ หรือราว 3 ช้อนโต๊ะ ในทุก 1-2 เดือน และไม่ควรให้บ่อยนัก

“การให้น้ำ เพียงวันละ 1 ครั้ง สำหรับที่สวนใช้เป็นระบบมินิสปริงเกลอร์ กรณีถ้าปลูกลงกระถางบริเวณบ้าน ควรรดน้ำทุกวัน หรือวันเว้นวัน หรือถ้าทำเป็นน้ำหยดก็ยิ่งดี”

ปลูกในกระถางได้

แต่ต้องหมั่นใส่ใจ

หลายปีที่ผ่านมาคุณวิเชียรพบว่า มะนาวพันธุ์นี้สามารถให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปี แม้ปลูกในกระถางก็ตาม ดังนั้นเพียงแค่ใส่ปุ๋ยคอกขี้หมู รดน้ำ พรวนดิน ตัดแต่งกิ่ง เท่านี้ก็มีลูกไว้ให้ใช้ได้ทั้งปีแล้ว ยังบอกถึงข้อดีของการปลูกมะนาวในกระถางว่าสะดวกต่อการเคลื่อนย้ายหากต้องการปรับเปลี่ยน ทั้งนี้ไม่ว่าจะตั้งอยู่ตำแหน่งใด จะร่มมาก ร่มน้อย แดดแรง ก็ไม่มีผลต่อต้นมะนาวแต่อย่างใด

คุณวิเชียร เพาะขายต้นมะนาวใส่กระถางไว้ จำนวน 3 ขนาด ได้แก่ กระถาง ขนาด 6 นิ้ว ราคา 100 บาท ขนาด 15 นิ้ว ราคา 300 บาท และขนาด 25 นิ้ว ราคา 3,000 กว่าบาท

กระถาง ขนาด 25 นิ้ว มีทรงต้นโตที่พร้อมให้ผลผลิตทันใจ สามารถให้ผลมะนาว จำนวน 300 ผล ต่อรุ่น ทั้งนี้จะต้องอยู่ภายใต้การดูแลเอาใจใส่อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการรดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย หรือการตัดแต่งทรงพุ่ม ซึ่งควรทำตามเวลาที่เหมาะสม

นอกจากนั้น ยังแนะถึงการตัดแต่งทรงต้นว่า อย่าตัดแล้วทิ้งจะเสียของ ควรวางแผนตัดกิ่งที่มีขนาดเหมาะสมเพื่อใช้ขยายพันธุ์ขายต่อไป และวิธีที่ดีคือการตอน หรือถ้ามีความชำนาญสักหน่อยอาจใช้วิธีเสียบยอดเพื่อเพิ่มรายได้เสริมอีกทาง อย่าไปมัวแต่รอให้มีผลผลิตอย่างเดียว ควรหาประโยชน์อย่างอื่นมาเป็นรายได้

มีกิ่งพันธุ์ จำหน่ายด้วย

ไม่เพียงการเพาะต้นใส่ในกระถาง คุณวิเชียรยังเตรียมกิ่งพันธุ์ไว้ให้กับผู้ที่สนใจต้องการปลูกมะนาวพันธุ์นี้ในเชิงการค้าด้วย ขายกิ่งตอน ราคา 100 บาท ต่อกิ่ง มีทั้งชำแล้วอยู่ในถุงพร้อมปลูก หรือเฉพาะกิ่งอย่างเดียว

“ความจริงมะนาวเป็นพืชที่ทนทาน ไม่ตายง่าย อย่างรายที่ราชบุรี ซื้อไปพันกว่ากิ่ง ไม่ได้ชำให้ ไปปลูกแล้วไม่มีปัญหากลับมาเลย ทั้งนี้เพราะเคยมีการทดสอบความทนทานมาแล้วด้วยการจุ่มน้ำให้ฉ่ำ อยู่ได้นานถึง 20 วัน แล้วรากยังงอกออกมาเรื่อยๆ”

สำหรับบางท่าน หากพอมีที่ดินแล้วต้องการปลูกมะนาวพันธุ์นี้ลงในวงบ่อซีเมนต์ คุณวิเชียรบอกว่าควรกำหนดระยะห่าง ประมาณ 6-7 ศอก แล้วต้องการบังคับให้ออกดอก ก็เพียงแค่หยุดให้น้ำสัก 5 วัน จะสังเกตว่าใบเหี่ยว ไม่ต้องตกใจ เพราะเมื่อรดน้ำแล้วไม่นานต้นจะฟื้นพร้อมกับมีร่องรอยการปริดอกให้เห็นทันที

กรณีที่ปลูกลงดินและมีเป้าหมายในการสร้างผลผลิตจำนวนมากเพื่อการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงนอกฤดูด้วยแล้ว คุณวิเชียรแนะว่า ควรมีการบังคับออกดอก ในช่วงราวปลายเดือนตุลาคมไปจนถึงพฤศจิกายน และควรให้ดอกออกภายในช่วง 2 เดือน นี้ แล้วจะได้ลูกราวเดือนมีนาคม-เมษายน

ใช้ด่างทับทิม ฉีดพ่นป้องกัน

คราวนี้หันมาดูเรื่องโรคแคงเกอร์กับแมลงศัตรูกันบ้าง คุณวิเชียรบอกว่า อาจเจอหนอนชอนใบบ้าง คงต้องใช้ยาควบคุม ถ้าจะใช้สารเคมีอาจไม่คุ้ม เพราะปลูกไม่มาก ควรหันไปพึ่งสารชีวภาพกลุ่มพืชหรือยาชุน และควรฉีดในช่วงแตกใบอ่อน

แต่สำหรับโรคแคงเกอร์แล้วปัจจุบันอาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่ สามารถป้องกันได้ด้วยการใช้น้ำด่างทับทิมฉีดพ่น ในอัตรา ด่างทับทิม 50 กรัม ผสมน้ำ 1 ลิตร คนให้เข้ากันทิ้งไว้ จากนั้นให้แบ่งออกมา จำนวน 20 ซีซี ผสมกับน้ำอีก 1 ปี๊บ ฉีดพ่น จะช่วยในการป้องกันและระงับโรคแคงเกอร์ได้ สูตรนี้ใช้ได้ผลดีแล้วยังปลอดภัยต่อสุขภาพ และสิ่งแวดล้อม

บริเวณรอบบ้านคุณวิเชียรปลูกพืชผักสวนครัวไว้เป็นจำนวนมาก เก็บไว้รับประทานบ้าง มีบางส่วนขาย อย่างผลมะนาวที่ได้จากต้น คุณวิเชียรไม่ได้นำออกไปขายที่อื่น แต่มักมีเพื่อนบ้านแถวนั้นแวะเวียนมาซื้อ โดยจะขายราคาที่ต่ำกว่าตลาด นอกจากนั้นยังเพาะกล้วยไม้ ใช้เนื้อที่ 4 ไร่ ปลูกกล้วยไว้ขายหน่อ ปลูกมะนาวไร้เมล็ดที่นำมาจากอเมริกา ซึ่งมีขนาดผลใหญ่มาก มีน้ำมาก และควรนำไปใช้ในการทำน้ำผลไม้มากกว่าการนำมาปรุงอาหาร

ที่บ้านคุณวิเชียรยังแบ่งพื้นที่บางส่วนสำหรับไว้รับซ่อมเครื่องจักรกลทางการเกษตรบางอย่างด้วย เวลาลูกค้ามาที่บ้าน มักเห็นพันธุ์มะนาวก็มักจะถามหาแล้วซื้อกิ่งพันธุ์บ้าง มะนาวในกระถางบ้าง

สนใจ สอบถามรายละเอียดต้นและกิ่งพันธุ์มะนาว หรือพันธุ์ไม้ผลชนิดอื่นได้ที่ คุณวิเชียร เนียมจ้อย โทรศัพท์ (081) 927-7299

 

ผักอินทรีย์ ที่บ้านเมืองอ่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05066010658&srcday=2015-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 600

เทคโนโลยีการเกษตร

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ผักอินทรีย์ ที่บ้านเมืองอ่าง

“การที่เราเน้นให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ เน้นการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ใส่ให้พืชที่ปลูก สิ่งที่ได้กลับมาอย่างเห็นเด่นชัดคือ โครงสร้างของดินดีมาก ค่า OM หรือปริมาณอินทรียวัตถุในดิน จากเดิมที่วัดพบว่ามีค่าไม่ถึง 3 แต่ปัจจุบันมีเพิ่มขึ้นมาเป็น 5-6 รวมถึง ค่า พีเอช ในดิน เดิมมีค่าเป็นกรดอ่อน ประมาณที่ 5.4 แต่ปัจจุบัน ปรับดีขึ้นมาก มาอยู่ที่ 6-6.5 และลักษณะดินจะร่วนมาก ส่งผลต่อการปลูกผัก ทำให้เจริญเติบโตและงอกงามดี”

คุณคณาวุฒิ สุทธิเนียม นักวิชาการเกษตร สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ กล่าวถึงหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เน้นให้เกษตรกรในพื้นที่ บ้านเมืองอ่าง หมู่ที่ 9 อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง นั่นคือ การใช้ปุ๋ยอินทรีย์

บ้านเมืองอ่าง เป็นหนึ่งในพื้นที่ส่งเสริมการปลูกผักอินทรีย์ของโครงการหลวง โดยมีสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ เป็นหน่วยงานหลักในการรับผิดชอบดูแลพื้นที่

ในปี 2545 เป็นปีแรกที่โครงการหลวงได้เข้ามาส่งเสริมอาชีพในพื้นที่แห่งนี้ ตามคำร้องขอของชาวบ้านในพื้นที่ โดยกิจกรรมที่ส่งเสริมคือ การปลูกผักอินทรีย์ พร้อมกับส่งเสริมให้ชาวบ้านเกิดการรวมกลุ่ม ตั้งเป็นกลุ่มผู้ผลิตพืชอินทรีย์บ้านเมืองอ่าง ปัจจุบันมีสมาชิก จำนาน 128 ราย

จากจุดเริ่มต้น มาจนถึงวันนี้ กลุ่มผู้ผลิตพืชอินทรีย์บ้านเมืองอ่าง ได้ก้าวมาสู่ความสำเร็จ สามารถผลิตผักอินทรีย์คุณภาพส่งจำหน่าย สร้างรายได้เป็นอย่างดี

คุณคณาวุฒิ กล่าวอีกว่า ในกิจกรรมการปลูกผักอินทรีย์ สมาชิกของกลุ่มจะได้รับการสนับสนุนทั้งองค์ความรู้เกี่ยวกับการปลูก การจัดการดูแล การป้องกันรักษาโรค และด้านการตลาด รวมถึงโรงเรือนสำหรับปลูกผัก รายละ 2 ครัวเรือน

จากที่กลุ่มผู้ผลิตพืชอินทรีย์บ้านเมืองอ่าง สามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเกษตรอินทรีย์ได้เป็นอย่างดี จนได้รับรองคุณภาพเกษตรอินทรีย์ ทั้งจากกรมวิชาการเกษตร และ มกท.

ทั้งนี้ ผลผลิตผักอินทรีย์ทั้งหมดจะส่งจำหน่ายให้กับโครงการหลวง รวมถึงร้านอาหารของภาคเอกชน และผู้ส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์

สำหรับชนิดของผักที่ปลูก มี 8 ชนิด เช่น ผักเบบี้ฮ่องเต้ ผักฮ่องเต้ ผักกาดกวางตุ้ง เบบี้แครอต ถั่วแขก เป็นต้น โดยตารางการปลูกผักแต่ละชนิดนั้น ทางสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์จะแนะนำว่า ช่วงไหนต้องปลูกผักอะไร เพื่อให้สามารถมีผลผลิตออกมาได้ตรงกับช่วงความต้องการของตลาด

คุณคณาวุฒิ กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้กำลังการผลิตผักแต่ละชนิดนั้นยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด เพราะกำลังการผลิตจะขึ้นอยู่กับจำนวนโรงเรือน ตอนนี้จึงวางแผนที่จะสนับสนุนโรงเรือนปลูกผักเพิ่มให้กับเกษตรกร เพื่อรองรับความต้องการของตลาด

“ทั้งนี้ สมาชิกของกลุ่มจะได้รับการอบรมความรู้เกี่ยวกับเทคนิคการจัดการดูแลใหม่ๆ ทุกปี พร้อมกันนี้จะมีเจ้าหน้าที่ของสถานีเข้ามาติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการวางแผนด้านการผลิต และการตลาด”

ทุกอย่างที่สมาชิกของกลุ่มดำเนินการนั้น จะต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์การเกษตรอินทรีย์ตามมาตรการที่กำหนดอย่างเคร่งครัด อีกทั้งยังมีการประยุกต์ใช้เทคนิคต่างๆ เข้ามาช่วยในการจัดการดูแล จนเห็นผลอย่างน่าพอใจ

จากข้อมูลที่ คุณคณาวุฒิ ให้ทำ สรุปได้ว่า ในการปลูกผักในโรงเรือน ซึ่งจะเป็นการใช้พื้นที่ปลูกผักซ้ำทุกปีนั้น จะต้องมีการป้องกันในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะความอุดมสมบูรณ์ของดิน และการสะสมของโรคและแมลง

“เราต้องรู้เลยว่า ถ้าทำแบบนี้ สิ่งที่จะตามมามีอะไรบ้าง และทำให้เกิดปัญหาอย่างไร สิ่งที่เราเน้นคือ การป้องกัน เตรียมการไว้ล่วงหน้า เช่น ต้นหญ้า ที่จะเข้าไปงอกในโรงเรือนปลูกผักได้นั้น จะมีสาเหตุอย่างเดียวคือ มากับมูลโคที่เราใช้เป็นปุ๋ยคอก ดังนั้น การแก้ไขคือ ต้องนำมูลโคนั้นไปหมักไว้ก่อน เป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน เพื่อไม่ให้เมล็ดหญ้างอกได้”

คุณคณาวุฒิ ยกตัวอย่างเกี่ยวกับการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชผักว่า จะเน้นการผสมผสาน ในหลายๆ วิธี นับตั้งแต่การเตรียมดินก่อนปลูก ที่จะเน้นให้สมาชิกของกลุ่มมีการไถพลิกดิน และตากแดด

“ตรงนี้นอกจากจะเป็นการเตรียมดินเพื่อขึ้นแปลงปลูกผักแล้ว ยังเป็นวิธีการหนึ่งในการป้องกันกำจัดแมลงที่เป็นศัตรูของผักด้วย เพราะการพลิกดินกลบ จะช่วยทำลายไข่แมลง แต่เพื่อความแน่ใจ จะมีอีกเทคนิคหนึ่งที่นำเข้ามาใช้ นั่นคือ การปล่อยไก่”

การปล่อยไก่ เป็นเทคนิคที่ คุณคณาวุฒิ บอกว่า ดัดแปลงมาจากเทคนิคของเกษตรกรในไต้หวัน

“ผมได้มีโอกาสไปดูงานการปลูกผักอินทรีย์ที่ไต้หวัน และไปเห็นเทคนิคนี้ ซึ่งเกษตรกรในไต้หวันนิยมใช้กันมาก จึงนำแนวคิดมาและมาดัดแปลงให้เข้าวิถีชีวิตของเกษตรกรในบ้านเรา เนื่องจากพื้นที่ของเกษตรกรที่บ้านเมืองอ่างนั้นมีน้อย จนไม่สามารถสร้างคอกพื้นที่เลี้ยงไก่ได้ เราจึงส่งเสริมให้เลี้ยงในพื้นที่ว่างบริเวณบ้านแทน”

“เมื่อเก็บผลผลิตหมดแล้ว เกษตรกรจะทำการไถดิน และตากดินไว้ จนครบตามที่กำหนด หลังจากนั้น จะนำไก่มาปล่อย โดยจะใช้วิธีการจับไก่พื้นบ้านที่เลี้ยงไว้ใส่ชะลอมมาจากบ้าน แล้วนำมาปล่อยในโรงเรือนที่ปลูกผัก ไก่นั้นจะมีความสามารถพิเศษในการหากินแมลง ดังนั้น จึงเป็นเครื่องมืออย่างดีในการช่วยกำจัดแมลงที่ยังหลงเหลืออยู่ในพื้นที่ โดยระยะเวลาในการปล่อยนั้น จะนานประมาณ 2 วัน เมื่อครบกำหนดสมาชิกก็จะจับไก่ออก แล้วนำกลับไปปล่อยเลี้ยงที่บ้านตามเดิม”

นอกจากเทคนิคดังกล่าวแล้ว ในการป้องกันกำจัดโรค ยังมีการใช้เทคนิคแบบผสมผสาน ตามหลัก ไอพีเอ็ม ด้วยเพราะแมลงศัตรูผักแต่ละตัวนั้น จะมีวิธีการป้องกันกำจัดที่แตกต่างกัน ดังนั้น จึงต้องใช้วิธีการต่างๆ เข้ามาช่วย เช่น การใช้สารชีวภัณฑ์ การใช้สมุนไพรในการป้องกันกำจัด โดยเน้นสมุนไพรพื้นบ้าน เช่น สะเดา หางไหล นอกจากนี้ ยังมีการใช้มุ้งที่มีตาถี่มากๆ เพื่อป้องกันแมลง เป็นต้น

“หรือแม้แต่การเก็บเกี่ยวผลผลิต เรายังต้องใช้เทคนิคที่ป้องกันการเกิดโรคระบาด โดยเราจะเน้นให้สมาชิกตัดผลผลิตเมื่อครบกำหนดปลูกแล้วให้หมดในครั้งเดียว หรือที่เรียกว่า ตัดมีดเดียว แต่วิธีการจะไม่ใช้มีดตัดต้น แต่ให้ใช้วิธีการถอนต้นออกมาจากโรงเรือน แล้วนำมาตัดแต่งรากออกด้านนอก ที่ทำเช่นนี้เพราะถ้าตัดรากผักด้านในโรงเรือน แล้วกองทิ้งไว้ อาจเป็นต้นเหตุทำให้เกิดการสะสมของโรคระบาดต่างๆ ได้ เราจึงต้องป้องกันไว้ก่อน” คุณคณาวุฒิ กล่าว

อีกสิ่งที่เป็นจุดเด่นและสามารถทำให้การปลูกผักอินทรีย์ประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างดีและมีแนวโน้มการให้ปริมาณผลผลิตต่อพื้นที่เพิ่มมากขึ้นคือ การใช้ปุ๋ยอินทรีย์เป็นแหล่งธาตุอาหารแก่ผักที่ปลูก ซึ่งนอกจากทำให้ต้นพืชได้รับธาตุอาหารที่ดีและเพียงพอแล้ว ยังเป็นการช่วยปรับโครงสร้างดินให้มีความสมบูรณ์อยู่เสมอด้วย

“สิ่งที่เน้นมากคือ หลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว สมาชิกจะต้องนำปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอกที่ผ่านการหมักมาเป็นอย่างดี มาใส่โรงเรือนละ 20 กระสอบ โดยจะเป็นการใส่ครั้งเดียว หรือแบ่งใส่ในช่วงเตรียมดิน 10 กระสอบ จากนั้นอีก 7 วัน ใส่อีก 10 กระสอบ ก็ได้” คุณคณาวุฒิ กล่าว

สำหรับปุ๋ยอินทรีย์ที่นำมาใช้นั้น หากผลิตได้เองจะเป็นสิ่งที่ดี แต่หากมีข้อจำกัดในด้านเวลา หรือการหาวัตถุดิบ มีข้อแนะนำว่า สามารถใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีจำหน่ายในท้องตลาดได้ แต่มีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ ต้องเป็นปุ๋ยอินทรีย์แท้ ที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ และมีโรงงานเป็นของตนเอง ซึ่งจะเป็นการทำให้เกิดความมั่นใจ และสามารถตรวจสอบได้ กรณีที่มีปัญหา

ทั้งหมดนี้คือ อีกหนึ่งเรื่องราวของการปลูกผักอินทรีย์ที่บ้านเมืองอ่าง แหล่งผลิตผักอินทรีย์ที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่ง

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเพาะปลูกพืชต่างๆ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ โทร. (090) 880-1089

 

ไปดูโรงเรียนต้นแบบปลูกพริก ไร่ละแสน เกษตรเยาวชนรากแก้ว เกษตรอาหารกลางวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05088010658&srcday=2015-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 600

เทคโนโลยีการเกษตร

สุพจน์ สอนสมนึก

ไปดูโรงเรียนต้นแบบปลูกพริก ไร่ละแสน เกษตรเยาวชนรากแก้ว เกษตรอาหารกลางวัน

วันนี้พาท่านไปพบกับเด็กนักเรียน โรงเรียนบ้านบะฮีวิทยาคม ตำบลบะฮี อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ซึ่งคณะของศาลเยาวชนและครอบครัว จังหวัดสกลนคร ได้ทำพิธีเปิดอบรมให้ความรู้แก่เด็กนักเรียน คณะครูโรงเรียนดังกล่าว เปิดโครงการส่งเสริมปลูกพริกปลอดสารพิษให้กับเยาวชนในโรงเรียน โครงการ “พริก 1 ไร่ 1 แสนบาท” เป็นโครงการร่วมกันของโรงเรียนกับศาลเยาวชนและครอบครัว จังหวัดสกลนคร และบริษัทที่รับซื้อให้การสนับสนุนด้านวิชาการในการเพาะปลูก

อาจารย์วิเศษ นาคี รองผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านบะฮีวิทยาคม เล่าว่า อันที่จริงวิชาเกษตร กับโรงเรียน ก็เป็นสิ่งที่อยู่คู่กันมานาน แต่น่าเสียดายที่โรงเรียนส่วนใหญ่มักไม่ค่อยเห็นความสำคัญ เพราะปัจจุบันเรามักมุ่งเน้นที่จะผลิตกันแต่คนเก่งๆ ที่มีความรู้ตามตำราเรียนมากๆ เรียกว่าเป็นเหมือนตำราเดินได้ ใครสามารถท่องจำ และสอบได้คะแนนดีมากเท่าไหร่ ก็เป็นที่ยอมรับมากเท่านั้น ครั้นจะให้มาขุดดิน ทำปุ๋ย ปลูกผัก ก็ดูเหมือนจะเป็นการเสียเวลา

เมื่อเป็นเช่นนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ ว่าทุกวันนี้เด็กจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะเด็กในเมือง จึงเติบโตขึ้นมาอย่างแทบจะไม่รู้จักอะไร นอกจากตัวหนังสือและรูปภาพในตำราเรียน หรือให้ทันสมัยหน่อย ก็เห็นแต่ในสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ หรือคอมพิวเตอร์ แต่ถามว่า รู้จักไหมว่า ต้นข้าว ต้นผัก ที่กินๆ กันอยู่ในชีวิตประจำวันนั้น หน้าตาเป็นอย่างไร เด็กบางคนแทบจะไม่รู้จักเลย แถมเด็กบางคนยังไม่สนใจอยากจะกินผักเลยเสียด้วย จนกลายเป็นปัญหาเด็กอ้วน เพราะกินแต่เนื้อสัตว์ และขนมขบเคี้ยว ซึ่งนับวันก็จะยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ

ในโรงเรียนแห่งนี้จึงได้มีการจัดสวนเกษตร มีการเลี้ยงเป็ด ไก่ และผักสวนครัว แม้จะได้จำหน่าย แต่สิ่งหนึ่งให้เด็กได้เรียนรู้อาชีพทางการเกษตร ตลอดจนการทำเศรษฐกิจพอเพียงเป็นอย่างไร ไม่ใช่สอนกันแต่ปาก หากแต่มีพื้นที่ให้เรียนรู้และฝึกทำ โดยกิจกรรมในส่วนนี้ จะเริ่มตั้งแต่เด็กชั้น ม.2 ขึ้นไป

โดยให้มีครูเป็นผู้คอยควบคุมดูแล ผักที่ได้ หรืออาหารที่ได้จากโครงการนี้นำมาเป็นอาหารกลางวันในโรงเรียน เรียกได้ว่า ได้ทั้งความรู้ และสามารถนำมาบริโภคได้ และยังเป็นการต่อยอดไปสู่ครอบครัวของนักเรียน

อีกปัญหาหนึ่งในสถานศึกษาที่หนักขณะนี้คือ เรื่องเด็กเยาวชน ที่พัฒนามาตามโลก ทั้งยาเสพติด ปัญหาอื่นที่ตามมา เด็กแว้น และการเอาอย่างที่ไม่ดี กระจายจากสังคมเมืองมาสู่ชนบท ทั้งนี้เพราะความเจริญทางด้านสังคมโลกที่เรียกกันว่า “ไอที” นั่นเอง ปัญหาจึงเกิดกับเยาวชน

ดังนั้น เพื่อเป็นการลดปัญหาดังกล่าว และสอนให้นักเรียนได้เรียนรู้เรื่องการเกษตร ทางโรงเรียนจึงได้รับเลือกให้เป็นโรงเรียนต้นแบบในการทำโครงการปลูกพริก 1 ไร่ 1 แสนบาท ขึ้น โดยมีบริษัทที่เข้าร่วมนำพันธุ์พริกมาปลูก มาสอน ตลอดจนการใช้ปุ๋ยใส่พริกให้งอกงาม ตลอดจนการดูแลพริก จนสามารถเก็บไปจำหน่ายได้ โดยบริษัทที่เข้าร่วมประกันราคารับซื้อแบบไม่อั้น โดยทางโรงเรียนจัดนักเรียนชั้น ม.3 ม.5 เข้าร่วม

ทางโรงเรียนจึงได้จัดพื้นที่แปลงเพาะปลูกพริก จนขณะนี้ใกล้ที่จะให้ผลผลิตได้แล้ว ซึ่งหากผลผลิตออกมา และจะทำให้นักเรียน เยาวชนนั้นมีรายได้ ที่สำคัญสามารถนำไปต่อยอดปลูกได้ในบ้านเรือนของตนเองอีกด้วย

ดร. สุขุม จันทร์เกษ ผู้พิพากษาสมทบ ผู้เสนอโครงการเล่าว่า ศาลเยาวชนและครอบครัว จังหวัดสกลนคร ร่วมกับโรงเรียนบะฮีวิทยาคม สังกัดพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 23 อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร จัดอบรมนักเรียนตามโครงการการปลูกพริกปลอดสารพิษให้กับเยาวชน (พริก 1 ไร่ 1 แสนบาท) เพื่อเป็นการพัฒนาความรู้ด้านการเกษตรแผนใหม่ โดยการปลูกพืชปลอดสารพิษให้กับเด็กนักเรียนนำไปขยายต่อยอด ในการประกอบอาชีพ สร้างรายได้มั่นคง และนอกจากนี้ยังเป็นการลดปัญหาสังคม

โดยเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ไม่มั่วสุมยาเสพติด และการพนัน อีกทั้งปี 2558 ประเทศไทยได้เข้าสู่การรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) การเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น จึงพัฒนาและส่งเสริมให้ความรู้และความเข้าใจ

ศาลเยาวชนและครอบครัว จังหวัดสกลนคร ได้เห็นความสำคัญของเยาวชน โดยเฉพาะในสถานศึกษา จึงได้ร่วมกับโรงเรียนเป้าหมาย โดยคัดเลือกโรงเรียนบ้านบะฮีวิทยาคมเป็นแห่งแรก เพื่อดำเนินโครงการดังกล่าว เพื่อจัดให้เป็นแหล่งเรียนรู้หรือต้นแบบนำร่องแก่สถานศึกษาอื่นๆ พร้อมทั้งประชาชนผู้ที่สนใจ เพื่อนำไปประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

คุณกฤษณพล ณ ถลาง ผู้พิพากษา หัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัว จังหวัดสกลนคร บอกว่า การจัดโครงการนี้ขึ้น เพื่อพัฒนาให้เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการได้มีความรู้ และทักษะด้านการเกษตรแผนใหม่ สามารถนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการเพิ่มผลผลิต สร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว ลดต้นทุนการผลิต และการใช้สารเคมี ทำให้ได้ผลผลิตที่ปลอดภัย และมีคุณภาพ ซึ่งเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัวอีกทางหนึ่งด้วย ทั้งยังให้เยาวชนได้รู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ลดปัญหาสังคม สร้างความเข้มแข็งให้แก่ครอบครัวและชุมชน ตลอดจนนำความรู้ที่ได้รับไปประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

สำหรับพันธุ์พริกที่ทดลองปลูกในแปลง เนื้อที่ 1 ไร่ มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 1 แสนบาท คือ พันธุ์พริกยอดสนเข็ม 80 และพันธุ์ทองขาวลูกผสม โดยทางบริษัทธุรกิจเพื่อพัฒนาการเกษตร จำกัด จะเป็นผู้รับซื้อ (พริกแห้ง) ราคาหน้าโรงงาน กิโลกรัมละ 250 บาท เพื่อนำไปแปรรูปเป็นครีมทาผิวหนัง ซึ่งพริกชนิดดังกล่าวนี้มีสารพิเศษ และจะเผ็ดร้อนกว่าพริกธรรมดาถึง 2 เท่า

โดยบริษัทได้ให้สถานศึกษาทดลองปลูก และให้การสนับสนุนค่าลงทุน ทั้งเบี้ยและปุ๋ย เพียงแต่ให้ดูแลรักษา ส่วนผลผลิตเมื่อขายจะเป็นรายได้มอบแก่ทางโรงเรียน ส่วนระยะเวลาในการปลูก 110-120 วัน ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ แต่ต้องตากให้พริกแห้งก่อนส่งไปขายยังโรงงาน

นางสาวอัญญารัตน์ บุญหงส์ อายุ 17 ปี ชั้น ม.5 โรงเรียนบะฮีวิทยาคม เล่าว่า ครอบครัวเป็นชาวบ้านเกษตรกร แต่ไม่เคยปลูกพริกมาก่อน ทำแต่นา แต่ขณะเมื่อเข้าร่วมโครงการแล้ว ได้เรียนรู้ตั้งแต่การเตรียมดิน และปลูกรดน้ำ สามารถนำความรู้ไปขยายผลในครอบครัว จึงปลูกพริกกินเองในครอบครัว ไม่ต้องซื้ออีกต่อไป

นายจิราวัฒน์ ลาสุด อายุ 18 ปี ชั้น ม.6 เล่าว่า เมื่อก่อนเวลาเลิกเรียน จะไม่รีบกลับบ้าน แวะไปทำการบ้านที่บ้านเพื่อน จากนั้นก็ไปเที่ยวเตร่ตามประสาวัยรุ่น แต่เมื่อทางโรงเรียนมีโครงการนี้เข้ามาร่วมได้ทำกิจกรรม ทำให้รู้จักใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ และนำไปทำที่บ้านด้วย อยากให้โรงเรียนอื่นทำ เพราะจะทำให้เด็กไม่ต้องมีเวลาว่างมาก และหลงไปกับยาเสพติดด้วย

อาจารย์ซารัญฎา ผลจันทร์ ผู้ดูแลและรับผิดชอบโครงการดังกล่าว เล่าว่า เด็กบางคนไม่รู้จักว่าหน้าตาต้นถั่วฝักยาวและต้นข้าวโพดเป็นยังไง เคยเห็นก็แต่เป็นมัดๆ ที่ขายที่ตลาด พอเขาเห็นต้นถั่วออกดอก ข้าวโพด เขายังมาถามว่า อันนี้ดอกแคใช่ไหมครู

“เชื่อไหมว่า เด็กแยกไม่ออกว่า อันไหนเรียกว่า จอบ อันไหนเรียกว่า เสียม เราบอกให้ไปหยิบจอบมาให้ เขาก็ยังหยิบมาไม่ถูกเลย เด็กบางคนถามว่า ผักที่เขาปลูกนี่กินได้จริงหรือ คือเขาไม่เคยเห็นผักทั้งต้นที่มีรากติดมาด้วย เคยเห็นแต่ที่เขาตัดมาแล้ว พอเห็นทั้งต้น บางคนก็คิดว่ากินไม่ได้ ไม่ใช่ผักที่เขาเคยกิน” อาจารย์ซารัญฎา กล่าว

นี่คือเสียงสะท้อนบางส่วนจากคุณครูที่โรงเรียนต่างๆ ที่เข้ามาดูงานที่นี่ และเห็นการเรียนรู้ และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเด็กๆ ที่ได้มาช่วยกันทำแปลงผัก และปลูกพริก คิดว่าอยากให้ทุกโรงเรียนมีกิจกรรมแบบนี้ เพราะทำให้เด็กสามารถมีรายได้ด้วย ตลอดจนการมีผัก และอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ที่สำคัญปลอดสารพิษ และรู้จักช่วยครอบครัว ไม่ไปหลงกับสิ่งเสพติด และเกม ตลอดจนกลายเป็นเยาวชนที่เป็นปัญหาของสังคม

โครงการแบบนี้ช่วยได้มาก หากโรงเรียนหรือสถานศึกษาใดอยากศึกษา ดูงาน โทร. สอบถามได้ที่ (081) 768-3855 อาจารย์ซารัญฎา ผลจันทร์

 

อาจารย์เหรียญ ดาทอง ทำงานเกษตรอย่างมีความสุข ณ ถิ่นอีสานใต้ ศรีสะเกษ พฤศจิกายน 1, 2015

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05042150558&srcday=2015-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 599

เทคโนโลยีการเกษตร

พานิชย์ ยศปัญญา

อาจารย์เหรียญ ดาทอง ทำงานเกษตรอย่างมีความสุข ณ ถิ่นอีสานใต้ ศรีสะเกษ

ย้อนไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ เป็นชุมทางเล็กๆ

ไปจาก นางรอง หนองกี่ ประโคนชัย ถึงอำเภอปราสาท หากตรงไป ก็เข้าพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ…สุดปลายทางอยู่อุบลราชธานี

เลี้ยวขวาไปอำเภอกาบเชิง หากเลี้ยวซ้าย ก็ตัวเมืองช้าง สุรินทร์

เหรียญ ดาทอง เกิดที่อำเภอปราสาท ขณะที่เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษา เขาใฝ่ฝันอยากเรียนต่อทางด้านการเกษตร เมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากโรงเรียนปราสาทวิทยาคาร หนุ่มน้อยหน้ามน ก็สมัครเข้าเรียนโปรแกรมเกษตร ที่โรงเรียนในเมือง เป้าหมายของเขานั้น เมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 แล้ว จะสอบเข้าเทคโนสุรินทร์

เทคโนสุรินทร์ ก่อนหน้านี้คือ สถาบันเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วิทยาเขตสุรินทร์ สถาบันทางการเกษตรอันเลื่องชื่อ ณ ถิ่นอีสานใต้ ปัจจุบัน ยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์

ถึงแม้จะมีการสอบแข่งขันกันมาก เพราะเมื่อก่อน เกษตรสุรินทร์เขาดัง คนมาสอบไกลจากลำปาง เลย ภูเก็ต นครศรีธรรมราช แต่หนุ่มจากอำเภอปราสาท ไม่พลาด เขาเข้าเรียนเป็นศิษย์ “โกดกง รุ่น 17” เหตุที่เรียกอย่างนี้เพราะ นิคเนมของเกษตรสุรินทร์ คือ โกดกง นั่นเอง สถาบันอื่นก็มีเช่นกัน อย่าง เกษตรอุบลฯ เรียก เกษตรลำเซบาย เกษตรยโสธร เรียก เกษตรปอแดง เกษตรโคราช เรียก เกษตรบ้านใหม่

มุ่งทำงานเป็นอาจารย์

สอนที่ กันทรลักษ์ ศรีสะเกษ

คุณเหรียญ เรียนจบหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง เมื่อปี 2527

ช่วงนั้นยุคทองของการเข้าทำงาน เป็นเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรได้ผ่านไปแล้ว แต่งานทางด้านอื่นยังเปิดกว้างอยู่ หากตั้งใจเรียนและอ่านหนังสือ ก็สามารถสอบเข้าทำงานได้

เพื่อนๆ ส่วนหนึ่ง ไปสอบเรียนต่อเกษตรบางพระ เกษตรแม่โจ้ คุณเหรียญสอบบรรจุติดที่โรงเรียนกันทรลักษ์วิทยา อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ

หลังจากเป็นอาจารย์สอนหนังสือไม่นาน เขาสมัครเรียนต่อทางด้านส่งเสริมการเกษตร ที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จบปี 2530 จากนั้น เรียนจบปริญญาตรี อีก 1 ใบ ทางด้านบริหารการศึกษา

อาจารย์เหรียญ ทำงานอย่างมุ่งมั่นต่อเนื่องเสมอมา แรกๆ เขาสอนทางด้านการเกษตร ในโรงเรียนมัธยมศึกษา จนหลังสุด เขาเบนเข็มสอนทางด้านคอมพิวเตอร์ ซึ่งความรู้ที่ได้ เกิดจากการเรียนรู้เพิ่มเติม และประสบการณ์ที่สั่งสมมา

เริ่มงานเกษตร

ด้วยการทำนา

อาจารย์เหรียญ แต่งงานกับอาจารย์โรงเรียนเดียวกัน ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ

เมื่อมีครอบครัว มีลูก อาจารย์เหรียญและภรรยา เริ่มหาที่ดินเพื่อความมั่นคงในการดำรงชีวิต จึงเริ่มซื้อที่ดิน ซึ่งมีที่นา ที่ทำสวน และที่ดินใกล้แหล่งความเจริญ ก่อนหน้านี้ ราคาที่ดินหลักหมื่นบาท เงินเดือนสามี ภรรยา จึงรวมกันซื้อได้ไม่ยาก ปัจจุบันที่ดินบางแปลง ขยับเป็นหลักล้าน

เนื่องจากเรียนจบมาทางด้านการเกษตร มีที่ดินทำการเกษตร อาจารย์เหรียญจึงเริ่มต้นทำเกษตร โดยการทำนา

“ทำนา 50 ไร่ ที่อำเภอปราสาท สุรินทร์ และ อุทุมพรพิสัย ศรีสะเกษ บ้านแฟน…ปลูกข้าวหอมมะลิ ส่วนใหญ่ใช้เครื่องจักร คอยบริหาร มีน้องดูแลให้ ทำนา ต้นทุนไร่หนึ่งเฉลี่ยประมาณ 3,000 บาท ผลผลิตที่ได้ 7 กระสอบป่าน ต่อไร่ กระสอบปานหนึ่ง มี 80 กิโลกรัม หรือ 560 กิโลกรัม ต่อไร่…ปีก่อนๆ กำไร ส่วนปี 2557/2558 พอได้ทุนคืน ส่วนใหญ่ขาย ส่วนน้อยเก็บทำพันธุ์ และเก็บไว้กิน ชาวบ้านหากไม่กู้เงินอยู่ได้ แต่ส่วนใหญ่กู้เงินมาทำ อาจจะมีนอกระบบ หากมีทุน เขาอยู่ได้” อาจารย์เหรียญ บอก

สิ่งหนึ่งที่ทำให้การทำนาของอาจารย์เหรียญราบรื่น เพราะมีญาติ คือน้องดูแลให้

หากไม่ใช่ญาติใกล้ชิด อาจารย์เหรียญมีวิธีการดูแลคนที่ช่วยทำงานอย่างไร

“ต้องสร้างสัมพันธภาพให้เขาเข้าใจก่อน ให้คุ้นเคยกัน สร้างความไว้วางใจ มีอะไรก็แบ่งปันกัน ให้เกียรติกัน ดูแลเขาเหมือนกับเป็นญาติคนหนึ่ง” อาจารย์เหรียญ แนะนำ

ถือว่า อาจารย์เหรียญโชคดี ที่ได้ทำในสิ่งที่ตนเองชอบ โดยเฉพาะการทำนา ที่ผ่านมา หลายคนอยากทำนา อยากลองวิชา แต่ก็หาโอกาสทำได้ยาก ที่โชคดีไปกว่านั้น คือการมีที่ดินไว้เป็นสมบัติ ซึ่งมีค่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทำสวนผลไม้ เพื่อการพักผ่อน

ปัจจุบัน จังหวัดศรีสะเกษ มีชื่อเสียงทางด้านไม้ผลเมืองร้อนหลายชนิดด้วยกัน อาทิ เงาะ ทุเรียน มังคุด สะตอ พืชเศรษฐกิจอื่นๆ ก็มียางพารา มันสำปะหลัง

นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบัน จังหวัดศรีสะเกษ มีพื้นที่ปลูกทุเรียน ประมาณ 2,400 ไร่ เนื่องจากผลิตได้คุณภาพดี ผลผลิตส่วนใหญ่จึงมีผู้ค้ามาซื้อเพื่อส่งออกต่างประเทศ สำหรับรสชาตินั้น ในประเทศไทย เจ้าหน้าที่บอกว่า เป็นรองแค่จังหวัดนนทบุรี เท่านั้น

สาเหตุที่ผลไม้ของจังหวัดศรีสะเกษคุณภาพดี เจ้าหน้าที่บอกว่า เพราะเป็นพื้นที่ใหม่ ปัจจัยต่างๆ รวมทั้งเทคโนโลยีที่เหมาะสม เกษตรกรตั้งใจรับไปปฏิบัติ

สำหรับจุดเริ่มของการปลูกไม้ผลขึ้นชื่อของจังหวัดศรีสะเกษ เริ่มจากการนำทุเรียนพันธุ์หมอนทอง จากจังหวัดจันทบุรี เข้าไปปลูกครั้งแรก เมื่อปี 2531 ภายใต้การนำของเกษตรกรหัวก้าวหน้า แห่งอำเภอขุนหาญ

ดังนั้น จึงถือได้ว่า อำเภอขุนหาญ คือแหล่งกำเนิดการปลูกไม้ผล โดยเฉพาะ ทุเรียน ของจังหวัดศรีสะเกษ และติดตามมาด้วยการปลูกไม้ผลจากภาคต่างๆ อย่างหลากหลาย ก่อนที่จะขยายออกไปยังอำเภอกันทรลักษ์ ไพรบึง ศรีรัตนะ และ ภูสิงห์

ปัจจุบัน ทั้ง 5 อำเภอ ดังกล่าว เป็นแหล่งปลูกไม้ผลที่สำคัญของจังหวัดศรีสะเกษ

ทั้ง 5 อำเภอ ของจังหวัดศรีสะเกษ มีลักษณะดินและภูมิอากาศ ต่างจากอำเภออื่นของศรีสะเกษอย่างสิ้นเชิง คือ ดินสีแดง คล้ายดินท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ปริมาณน้ำฝนที่ตกต่อปีมีจำนวนมาก ปรากฏการณ์นี้ นอกจากศรีสะเกษแล้ว ยังลามไปทางอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี

อำเภอกันทรลักษ์ เป็นแดนดินถิ่นที่อุดมสมบูรณ์ มีพืชพรรณที่ปลูกได้อย่างภาคตะวันออก

ขณะที่ทำงานสอนหนังสืออยู่ ญาติของอาจารย์เหรียญ ได้ซื้อที่ทำสวน อยู่ตำบลน้ำอ้อม เขาปลูกยางพาราเป็นหลัก มีส่วนหนึ่งปลูกไม้ผล อาจารย์เหรียญจึงซื้อที่ดินติดกับญาติ จำนวน 7 ไร่ จากนั้นลงมือปลูกไม้ผล เมื่อกว่า 10 ปี มาแล้ว

“ทำสวนอยู่ห่างจากโรงเรียน 4 กิโลเมตร ทำไว้เพื่อบริโภค อยู่บ้านเลขที่ 433/16 หมู่ที่ 5 ตำบลน้ำอ้อม อำเภอกันทรลักษ์ ดินสีแดง เป็นภูเขาไฟเก่า ที่นี่ฝนตกดี คล้ายระยอง จันทบุรี เกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกยางพารา มันสำปะหลัง ไม้ผลพืชสวน เราทำเอง เริ่มต้นเอง มีความรู้เกษตรอยู่แล้ว แรกๆ จะปลูกอย่างเดียว ต่อมาปลูกคละกัน ให้มีกินทุกอย่าง…แรกสุดปลูกกล้วยน้ำว้า เพื่อใช้ประโยชน์ พื้นที่ตรงนี้ สวน 4 ไร่ นา 3 ไร่ นาให้ป้าเขาทำ ส่วนใหญ่ให้ป้าดูแล ให้ป้าทำนาฟรี ดูแลสวนให้…ตรงนี้มี ทุเรียน ลองกอง มังคุด ส้มโอ ขนุน กล้วย ข่าเหลือง สะตอ เพกา เงาะ มะไฟ…ทำมากว่า 10 ปีแล้ว…การดูแลรักษาไม่ยาก รดน้ำ ใส่ปุ๋ย ให้ตรงตามฤดูกาลของมัน เก็บผลผลิต ตัดแต่งกิ่ง รดน้ำ ใส่ปุ๋ย…ปุ๋ยยืนพื้น 15-15-15 ปุ๋ยคอก ใส่ขี้หมู ทำให้ดินร่วนขึ้น ใส่ปุ๋ยเคมีอย่างเดียวไม่ดี…ปุ๋ยเคมีเร่งความหวาน กล้วยกับพืชหลัก ปลูกพร้อมกัน เพื่อให้ได้ร่มเงา…”

อาจารย์เหรียญ เล่า และบอกต่ออีกว่า

“อยากมีสวนพักผ่อน เสาร์และอาทิตย์ เพื่อนๆ มาบ่อย ไม่ได้เปลี่ยนเป็นเงิน แต่นำผลผลิตแบ่งปันให้เพื่อนไปกินกัน ไม่เคยขายเลย ฝากเพื่อน ชาวบ้านเขาขายทุเรียน กิโลกรัมละ 50 บาท จากสวน เงาะ 25 บาท มังคุด 25 บาท ป้า ลุง ก็ไม่ได้ขาย วัตถุประสงค์เดียวกัน อาชีพหลักของลุงทำสวนยาง ผมพานักเรียนมาเรียนรู้ ดูสวน มาทำอาหารกิน ได้ดูการทำสวน…เราจะมองออกว่า จะเริ่มต้นอย่างไร เห็นต้นพืช ว่าจะให้ปุ๋ยอะไรบ้าง ทำอย่างไรจะทำให้ดีขึ้น ใช้ความรู้พื้นฐานที่เรียนมา และใช้ประสบการณ์ ให้ปุ๋ยและน้ำแบบนี้ ได้ผลอย่างไร ปีต่อไปก็จำไว้ นำไปใช้ จำกระบวนการทำงานของเราไว้พัฒนาในปีต่อไป ก็จะทำให้ดีขึ้นเรื่อยๆ”

แนะนำ คนทำงานประจำ

อยากทำสวน…ควรเริ่มอย่างไร

ในฐานะที่เรียนจบเกษตร เป็นอาจารย์สอนเกษตรในยุคแรกๆ และคลุกคลีกับงานสวน

อาจารย์เหรียญ ให้แนวคิด สำหรับคนอยากทำเกษตร ดังนี้

“ทำงานประจำอยู่ อยากทำสวน ขอให้ทำเพื่อออกกำลังกาย พักผ่อน ทำด้วยใจรัก อย่าทำเป็นการค้า อย่าลงทุนทุ่มมากๆ ยิ่งตอนเกษียณ นำเงินมาลงทุนมาก ทุนอาจจะหมดไปก็ได้ ทำเป็นอาชีพอาจจะเสี่ยง เพราะประสบการณ์ไม่มี”

อาจารย์เหรียญ บอกว่า กิจวัตรที่ทำ นอกจากสอนหนังสือแล้ว เสาร์ อาทิตย์ หากไม่ติดงานโรงเรียน ก็เข้าสวน ข้อดีของสวน เป็นไม้ยืนต้น ไม่ต้องดูแลบ่อย เพราะมีระบบน้ำ สูบขึ้นมาใช้ น้ำบาดาล เจาะลงไป 6 เมตร ท่อเดียว น้ำเพียงพอ ปีหนึ่งรดน้ำช่วงแล้ง หน้าฝนแทบไม่ได้ให้เลย…

“กลุ่มเพื่อนมาบ่อย ชาวบ้านใกล้ๆ ผ่านมา ก็ถามไถ่ ทักทายกัน แลกเปลี่ยนความรู้กัน บางทีผมก็ไปถามเขา ทำไมดอกทุเรียนร่วง เขาก็ให้ความรู้ ต้องเสริมฮอร์โมน การให้น้ำ ก็ต้องให้ถูกต้อง…ที่นี่ฤดูหนาว อากาศหนาวเช่นกัน…ทำงานเป็นอาจารย์มีความสุข เราไม่อยากได้อะไรมากกว่านี้ พอแล้ว ลูกเรียนจบแล้ว เศรษฐศาสตร์เกษตร บางเขน…ผมมาถูกทาง ทำแล้วสนุก ผมวางแผนการเงินไว้ รถไม่ต้องซื้อ คันนี้แหละ บ้านก็ยังไม่ได้สร้าง อยู่บ้านพักครู เอาเงินทั้งหมดมาซื้อที่ดิน รวมๆ ทั้งหมดก็เยอะอยู่ ที่ดินตรงแปลงไม้ผล ไร่ละ 3 แสน ผมซื้อที่ไว้หลายแปลง อยู่สุรินทร์ อยู่อุทุมพร ใกล้เมืองศรีสะเกษก็มี กันทรลักษ์ก็มี ที่ดินขยับตัวสูงมาก ปี 2530 ไร่ละ 5 หมื่นบาท ปัจจุบันไร่ละล้านบาท ที่บางแห่งมีคนบอกว่าไกล พอมีถนน ไฟฟ้า ราคาสูงมาก” อาจารย์เหรียญ เล่า

เป็นคนเกษตร ที่สนุกกับสิ่งที่ตนเองทำ

ผู้ที่อยากปรึกษาหารืองานเกษตร สอบถามได้ที่ โทร. (081) 967-9003

อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ปัจจุบันเป็นชุมทางที่คึกคักมาก

ไปจาก นางรอง หนองกี่ ประโคนชัย ถึงอำเภอปราสาท หากตรงไปก็เข้าพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ช่องสะงำ ผามออีแดง เขาพระวิหาร…สุดปลายทางที่ เดชอุดม อุบลราชธานี

เลี้ยวขวาไปอำเภอกาบเชิง หากจะไปยังเพื่อนบ้าน ต้องผ่าน กาบเชิง

หากเลี้ยวซ้าย ก็เมืองช้าง สุรินทร์

 

มันสำปะหลัง พันธุ์ใหม่ “พิรุณ2” หัวกินอร่อยกว่าพันธุ์ห้านาที เนื้อสัมผัสนุ่ม ไร้เสี้ยน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048150558&srcday=2015-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 599

เทคโนโลยีการเกษตร

ดร. โอภาษ บุญเส็ง ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน กรมวิชาการเกษตร

มันสำปะหลัง พันธุ์ใหม่ “พิรุณ2” หัวกินอร่อยกว่าพันธุ์ห้านาที เนื้อสัมผัสนุ่ม ไร้เสี้ยน

ปัจจุบันนี้ ประชากรโลกมี 7,000 ล้านคน อีกในราว ปี ค.ศ. 2050 ประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 9,000 ล้านคน ดังนั้น จึงมีความจำเป็นจะต้องปรับปรุงพันธุ์พืช พร้อมเทคโนโลยีการปลูกและการแปรรูปอาหารให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อนำมาผลิตอาหารให้พอเลี้ยงต่อมนุษยชาติบนโลกใบนี้

มันสำปะหลัง เป็นพืชที่มีศักยภาพหลายด้านด้วยกัน ประการแรก มีความสามารถในการเพิ่มผลผลิตให้สูงกว่าเดิมได้อีก 5 เท่า ประการที่สอง มีระบบการปลูกที่เป็นมิตรกับสภาพแวดล้อม โดยใช้ปัจจัยในการผลิตค่อนข้างต่ำกว่าเมื่อเทียบกับพืชอื่น

ประการสุดท้าย มีคุณค่าทางโภชนาสูง โดยส่วนของหัวอุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรตมากถึง 93 เปอร์เซ็นต์ พร้อมด้วยวิตามินซี และแร่ธาตุอย่างแคลเซียม เหล็ก และฟอสฟอรัส ส่วนของใบมีโปรตีนสูงถึง 25 เปอร์เซ็นต์ พร้อมด้วยวิตามินเอ และแร่ธาตุ อย่างแคลเซียมด้วย

มันสำปะหลัง เป็นพืชที่มีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ในสภาวะโลกร้อนอันเกิดจากก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปลดปล่อยจากโรงงานอุตสาหกรรมและการทำการเกษตรอย่างไม่ถูกต้อง ในส่วนของความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศที่เพิ่มสูงขึ้น มันสำปะหลังสามารถดูดซับก๊าซนี้เพื่อใช้ในกระบวนการสังเคราะห์แสงได้สูงถึง 550 พีพีเอ็ม โดยในสภาพปกติความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ จะเท่ากับ 380 พีพีเอ็ม

ดังนั้น ในปี 2558 จะมีมันสำปะหลังพันธุ์ใหม่ “พิรุณ 2” เป็นมันสำปะหลังพันธุ์ที่ใช้รับประทานออกมาให้เกษตรกรได้ปลูก เพื่อสนองนโยบายขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ที่ประกาศไว้เมื่อกลางปีที่ผ่านมาว่า มันสำปะหลังจะไม่ใช่พืชอาหารของคนจนอีกต่อไปแล้ว แต่มันสำปะหลังจะเป็น “พืชอาหารและพลังงานแห่งศตวรรษที่ 21”

ประวัติพันธุ์

มันสำปะหลังพันธุ์ใหม่ “พิรุณ 2” ปรับปรุงพันธุ์โดยนักวิจัย 3 องค์กร คือ ดร. โอภาษ บุญเส็ง ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน กรมวิชาการเกษตร รองศาสตราจารย์ ดร. กนกพร ไตรวิทยากร สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล และ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. มรกต ตันติเจริญ ที่ปรึกษาอาวุโส จากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณวิจัยจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

มันสำปะหลังพันธุ์พิรุณ 2 ได้จากการผสมพันธุ์ของมันสำปะหลังพันธุ์ดี 2 พันธุ์ คือ พันธุ์ห้านาที และห้วยบ่ง 60 มาตั้งแต่ปี 2549 โดยผ่านการคัดเลือกพันธุ์และประเมินพันธุ์ตามแบบวิธีมาตรฐาน ภายใต้ชื่อรหัสพันธุ์ว่า MBR49-2-127

คาดว่าจะขอขึ้นทะเบียนพันธุ์กับกรมวิชาการเกษตร ในปี 2558

ลักษณะพันธุ์ และการให้ผลผลิต

มันสำปะหลังพันธุ์นี้ ลักษณะทรงต้นตั้งตรง แตกกิ่งที่ระดับสูง มีก้านใบสีแดง ให้หัวดก ออกรอบโคนเป็นชั้น หัวสวยคล้ายดอกบัวตูม เปลือกหนา มีก้านหัวสั้น ซึ่งเป็นลักษณะที่ดีของมันสำปะหลังพันธุ์รับประทาน เพราะเวลาตัดจะตัดที่ก้านหัวเท่านั้น จะไม่เกิดรอยแผลบนพื้นที่หัว ทำให้สามารถเก็บรักษาหัวมันได้นานก่อนนำไปแปรรูป

มันสำปะหลังพันธุ์พิรุณ 2 สามารถปลูกได้ดีในสภาพไร่ โดยมันสำปะหลังพันธุ์พิรุณ 2 ให้ผลผลิตหัวสด 5.87 ตัน ต่อไร่ ปริมาณแป้งในหัวสด 27.3 เปอร์เซ็นต์ และปริมาณไซยาไนด์ในหัวสดต่ำกว่า 40 พีพีเอ็ม ซึ่งอยู่ในปริมาณที่ต่ำ ในขณะที่พันธุ์ห้านาทีไม่สามารถปลูกได้ในสภาพไร่ เพราะให้ขนาดหัวเล็ก ให้ผลผลิตแค่ 1-2 ตัน ต่อไร่ ถ้านำหัวสดไปต้มหรือเชื่อมมีเส้นใยหรือเสี้ยนมาก และมันสำปะหลังพันธุ์ห้านาทีจะต้องปลูกในสภาพที่มีการให้น้ำเท่านั้น

ดังนั้น มันสำปะหลังพันธุ์พิรุณ 2 ถือได้ว่าเป็นความสำเร็จอย่างสูงของนักปรับปรุงพันธุ์ก็คือ เป็นพันธุ์ทูอินวัน (TWO in ONE) สามารถรวมเอาลักษณะพันธุ์อุตสาหกรรมและพันธุ์รับประทานเข้าไว้ในพันธุ์เดียวกันได้ หมายความว่าปลูกไว้รับประทานหัวสด หรือส่งอุตสาหกรรมก็ได้ทั้ง 2 อย่าง

คุณสมบัติด้านความอร่อย

มันสำปะหลังพันธุ์ใหม่ “พิรุณ 2” เป็นพันธุ์มันสำปะหลังใช้รับประทานหัว เมื่อนำไปต้มหรือเชื่อมจะให้เนื้อสัมผัสที่อ่อนนุ่ม รสชาติอร่อยกว่าพันธุ์ห้านาทีซึ่งเป็นพันธุ์ดั้งเดิม โดยมีเนื้อแป้งร่วนซุย รับประทานแล้วไม่ติดเหงือกติดฟัน เนื้อแป้งละลายได้ง่ายในปาก เวลารับประทานมันต้มหรือมันเชื่อมไม่ต้องคายเส้นใยออกเหมือนพันธุ์ห้านาที หรือเรียกว่าเนื้อมันไร้เสี้ยน

เมื่อนำหัวมันสำปะหลังพันธุ์พิรุณ 2 ไปต้ม ท่านจะสัมผัสกับเนื้อแป้ง 3 ชั้น ดังนี้

1. ชั้นนอกสุด เนื้อแป้งเหนียวคล้ายมะพร้าวกะทิ ซึ่งเป็นชั้นบางๆ ห่อหุ้มเนื้อแป้งด้านใน

2. ชั้นกลาง เนื้อแป้งร่วนซุย

3. ชั้นในสุด เนื้อแป้งนุ่มละเอียด

มันสำปะหลังพันธุ์นี้สามารถนำไปแปรรูปเป็นอาหารไทย ได้แก่ ต้ม เชื่อม ทำขนมหวานแบบไทย และนำไปแปรรูปเป็นอาหารสากลแทนมันฝรั่ง อย่างเช่น ทำเฟรนช์ฟราย มันทอด และมันบด

นอกจากนี้ ยังสามารถนำหัวไปผลิตเป็นแป้งฟลาวร์ เพื่อใช้ทดแทนแป้งฟลาวร์ที่ทำมาจากข้าวสาลี

ซึ่งในขณะนี้ได้นำตัวอย่างหัวสดและแป้งฟลาวร์ของมันสำปะหลังพันธุ์พิรุณ 2 ให้มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาไปศึกษาและทดลองแปรรูปเป็นอาหารไทยและอาหารสากลอีกหลายชนิดด้วยกัน

แปรรูปเป็นอาหารไทย

คนไทยส่วนใหญ่มักทราบแต่เพียงว่ามันสำปะหลังสามารถนำไปทำขนมแค่ทำมันเชื่อมและมันย่างเท่านั้น มันสำปะหลังพันธุ์ใหม่ “พิรุณ 2” เป็นพันธุ์ที่ให้เนื้อสัมผัสที่อ่อนนุ่ม รสชาติดี สามารถนำไปทำขนมไทยได้อีกหลายอย่าง ได้แก่ แกงบวด ขนมหน้านวล ตะโก บ้าบิ่น และขนมมัน

แปรรูปเป็นอาหารสากล

มันสำปะหลังพันธุ์ใหม่ “พิรุณ 2” สามารถใช้ทดแทนมันฝรั่งเพื่อใช้ทำอาหารสากล อันได้แก่ มันทอดแบบแท่ง (cassava french fried) มันทอดแบบแผ่น (cassava chip) ทั้งในสภาพรับประทานทันทีและสำเร็จรูป (instant) และมันบด (mashed cassava) แบบ เคเอฟซี

แปรรูปเป็นแป้งฟลาวร์

ทดแทนแป้งฟลาวร์ข้าวสาลี

มันสำปะหลังพันธุ์ใหม่ “พิรุณ 2” สามารถนำหัวสดไปทำแป้งฟลาวร์ได้ ใช้ทดแทนแป้งฟลาวร์ที่ทำมาจากข้าวสาลี

โดยแป้งฟลาวร์ที่ทำมาจากมันสำปะหลัง จะไม่มีสารกลูเตนเหมือนแป้งฟลาวร์ที่ทำมาจากข้าวสาลี เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่แพ้สารกลูเตน การทำแป้งฟลาวร์จากมันสำปะหลังสามารถทำได้โดยนำหัวสดมาล้างน้ำแล้วปอกเปลือก ล้างน้ำก่อนที่จะสับเป็นชิ้นเล็กๆ ด้วยเครื่องสับ จากนั้นนำไปตากแดดให้แห้งหรือเข้าตู้อบ ที่อุณหภูมิ 55 องศาเซลเซียส จนแห้งสนิท จากนั้นนำมันเส้นที่แห้งไปโม่ให้ละเอียดเป็นแป้งฟลาวร์ด้วยเครื่อง แล้วร่อนผ่านตะแกรงแบบละเอียดอีกครั้ง

แป้งที่ได้จะเป็นแป้งฟลาวร์ที่ทำมาจากมันสำปะหลังเก็บบรรจุในถุงที่กันความชื้นจากบรรยากาศ แป้งฟลาวร์จากมันสำปะหลังสามารถทดแทนแป้งฟลาวร์ที่ทำมากจากข้าวสาลีได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ในการขนมประเภทเบเกอรี่ โดนัท และพิซซ่า

บรรจุภัณฑ์

เพื่อขายในอนาคต

มันสำปะหลังพันธุ์ใหม่ “พิรุณ 2” มีก้านหัวสั้น เวลาเก็บเกี่ยวหัวสดจะตัดที่ก้านหัวเท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดรอยแผลบนพื้นที่หัว ทำให้สามารถยืดอายุของการเก็บรักษาหัวมันไว้ได้นานก่อนนำไปแปรรูป

โดยการเก็บเกี่ยวหัวสดแล้วทำให้เกิดรอยแผลบนพื้นที่หัว สามารถทำให้เกิดปฏิกิริยา ที่เรียกว่า “oxidative burst” หรือเกิดการเสื่อมทางสรีรวิทยา (post-harvest physiological deterioration, PPD) ทำให้เกิดเป็นเม็ดสีน้ำเงินดำในเนื้อเยื่อของท่อลำเลียงของส่วนเนื้อหัว มีผลทำให้คุณภาพของผลผลิตในการรับประทานเนื้อหัวและนำไปแปรรูปในอุตสาหกรรมแป้งลดลง

ดังนั้น ในอนาคตอาจเห็นมีการวางขายมันสำปะหลังพันธุ์รับประทานอย่างพันธุ์พิรุณ 2 ในซุปเปอร์มาร์เก็ต ในรูปของหัวสดเคลือบแวกซ์ หัวสดปอกเปลือกแช่แข็ง แปรรูปแบบแท่งดิบแช่แข็ง และแปรรูปแบบต้มสุกก็ได้

เกษตรกรที่สนใจ สามารถแวะเยี่ยมชมมันสำปะหลังพันธุ์พิรุณ 2 ได้ที่ ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรมหาสารคาม ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครราชสีมา และในแหล่งปลูกมันสำปะหลังที่สำคัญ ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร โทร. (081) 674-0426 นครราชสีมา โทร. (088) 470-6139 ชลบุรี โทร. (089) 834-9760 ฉะเชิงเทรา โทร. (086) 520-7547 ระยอง โทร. (081) 940-5565 และสุพรรณบุรี โทร. (081) 981-2613

 

สวนผักหวานป่า เสี่ยเร่ง มุกดาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052150558&srcday=2015-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 599

เทคโนโลยีการเกษตร

สมชาย นนทฤทธิ์

สวนผักหวานป่า เสี่ยเร่ง มุกดาหาร

คนแถวบ้านเรียกเขาว่า เสี่ยเร่ง เพราะเสี่ยเร่งทำกิจการเพาะพันธุ์ไม้นานาชนิด เป็นล่ำเป็นสันมายาวนาน ตั้งแต่ ปี 2535 ถึงปัจจุบัน ต้นกล้าไม้จากฟาร์มเสี่ยเร่ง มีผู้นำไปจำหน่าย ไปปลูกกระจายทั่วไปทุกภาคของประเทศ กล้าไม้แต่ละชนิด เสี่ยเร่งเพาะเป็นพันเป็นหมื่นต้น ทำเงินให้เป็นแสนเป็นล้าน โดยเฉพาะการเพาะต้นกล้าผักหวานป่า เสี่ยเร่ง ซื้อเมล็ดพันธุ์จากทางเหนือปีละหลายแสนบาท

เสี่ยเร่ง มีชื่อจริงว่า เร่ง ยางธิสาร อยู่บ้านเลขที่ 59 หมู่ที่ 9 ตำบลเหล่าโพนค้อ อำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร เริ่มแรกของการเพาะกล้าไม้ขาย ตั้งแต่ ปี 2535 เพาะต้นไม้ทุกชนิด ตั้งแต่ไม้ล้มลุก ไม้ยืนต้น ไม้ดอก ไม้ประดับ โดยเฉพาะไม้ประดับยอดฮิตตามสมัยนิยม ไม่ว่า โป๊ยเซียน ชวนชม เฟื่องฟ้า บอนสี และว่านต่างๆ มีครบในฟาร์มเสี่ยเร่ง

สำหรับเพาะพันธุ์ผักหวานป่า แรกๆ ก็หาเมล็ดพันธุ์จากแถวเทือกเขาภูพาน กาลเวลาผ่านไป ต้นพันธุ์ผักหวานป่าถูกทำลายจนไม่สามารถหาเมล็ดพันธุ์ได้ จึงเปลี่ยนเป็นเมล็ดพันธุ์จากทางภาคเหนือ ซึ่งก็เป็นผักหวานป่าพันธุ์เดียวกันกับที่เคยเพาะขาย นั่นคือ พันธุ์ยอดสีทอง ส่วนพันธุ์ผักหวานป่าดง หรือพันธุ์ดง ก็เพาะไว้บ้าง แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจจากผู้ซื้อ เพียงเพาะไว้เปรียบเทียบให้ผู้สนใจไว้เรียนรู้เท่านั้น

ต่อมา ปี 2550 ได้นำต้นกล้าผักหวานป่าที่เพาะ ไปปลูกในที่ดินของตนเอง จำนวน 5 ไร่ จากที่ดินแปลงนั้น 12 ไร่ โดยปลูกระหว่างต้น 50 เซนติเมตร ระหว่างแถว 1 เมตร ยกร่องขึ้นสูงจากพื้นเล็กน้อย มีไม้พี่เลี้ยงปลูกไว้ห่างๆ ต่อมาได้เพิ่มเนื้อที่ปลูกจนเต็มพื้นที่ ทั้ง 12 ไร่ ผักหวานป่าที่ปลูกใหม่ มีต้นพี่เลี้ยงจำพวก ลำไย และตะขบ รวมต้นกล้าผักหวานป่าทั้งสิ้น เกิน 4,000 ต้น

ด้านผลผลิต เริ่มเก็บยอดได้ตั้งแต่ปีที่ 4 เรื่อยมาจวบปัจจุบัน เนื่องจากมีกิจการการเพาะต้นไม้เป็นหลัก ทำให้ไม่มีเวลาเพียงพอกับการจัดการดูแลสวนผักหวานป่าได้เต็มที่ จึงได้อาศัยเทวดาช่วยดูแลแทน แม้มีเวลาน้อยในสวนผักหวานป่า ผักหวานป่าก็ยังมีใจให้ผลตอบแทนปีละไม่น้อยเหมือนกัน

วิธีเพาะเมล็ดผักหวานป่าของเสี่ยเร่ง จะยกร่องเป็นแปลง ขนาดกว้าง 1 เมตร สูง 50 เซนติเมตร ยาวนับ 10 เมตร จำนวนหลายร่อง นำเมล็ดโรยบนแปลงเต็มร่องด้านบน แล้วกลบทับด้วยดินอีกครั้ง รดน้ำทุกวันเช้า เย็น ด้านบนมุงหลังคาด้วยซาแรนกันแดด

ธรรมชาติของต้นกล้าผักหวานป่า จะแทงรากก่อน โดยประมาณ 7-12 วัน เมล็ดที่สมบูรณ์จะแทงรากจากเมล็ด รากจะยาวลงลึกไปเรื่อยๆ เว้นมีสิ่งกีดขวาง เช่น การเพาะเมล็ดในถุงพลาสติกที่มีขนาดสั้น แต่รากผักหวานป่าก็จะไม่หยุดการเติบโต เมื่อรากแทงลึกไม่ได้ ก็จะแทงขดรอบตามก้นถุงเพาะ ซึ่งการใช้ถุงเพาะที่สั้น จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ต้นกล้าที่นำไปปลูกไม่เจริญเติบโต

เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 1 เดือน จะมียอดต้นผักหวานป่าโผล่ขึ้นมาจากดินให้เห็น ยอดยาวขึ้น มีใบเลี้ยง 3-4 ใบ เสี่ยเร่ง ก็จะทยอยเก็บต้นกล้าจำหน่าย ต้นกล้าแบบนี้เขาเรียกกันว่า เปลือยราก เก็บต้นกล้านำมาใส่กระดาษห่อ แล้วส่งให้ผู้สั่งซื้อทางไปรษณีย์ หรือไปรับเองถึงฟาร์ม เมื่อถึงมือผู้รับก็จะนำลงถุงเพาะ หรือนำลงหลุมปลูกตามความต้องการ ต้นกล้าส่วนที่เหลือจากการขายแบบเปลือยราก เสี่ยเร่งจะนำลงถุงเพาะ ขนาดยาวไม่น้อยกว่า 10 นิ้ว วัสดุเพาะ ประกอบด้วย แกลบดำ ดินร่วน ในแต่ละถุงจะนำต้นกล้าผักหวานป่าลงปลูก 2 ต้น ต้นไม้พี่เลี้ยง 1 ต้น ไม้พี่เลี้ยงส่วนใหญ่จะเป็นต้นลำไย

นอกจากต้นกล้าผักหวานป่าที่กล่าวมาแล้ว ยังมีต้นกล้าผักหวานป่าอีกขนาดหนึ่ง ที่เสี่ยเร่ง บอกว่า ปลูกแล้วรอดแน่นอน หรือต้นจัมโบ้ แล้วแต่จะเรียก ต้นประเภทนี้เหมาะสำหรับผู้มีรสนิยมสูง จะปลูกต้นเดียวหรือเป็นร้อยเป็นพันต้น เพราะต้นกล้าลงถุงขนาดใหญ่ ผู้ขายต้องนำกระสอบปุ๋ย 1 ใบ บรรจุ 1 ถุงต้นกล้า ให้แก่ผู้ซื้อ สรุปได้ก็คือ ต้นกล้าผักหวานป่าเสี่ยเร่ง มีราคาตั้งแต่ถุงละ 20-300 บาท ขนาดใดเหมาะสมกับรสนิยมของท่าน พิจารณาเอง

ฟาร์มเพาะพันธุ์กล้าไม้เสี่ยเร่ง มีทุกชนิดตามความต้องการ ท่านใดมีที่ดินพอจะปลูกไม้ยืนต้น เป็นเงินออม โดยเฉพาะต้นไม้พะยูง ไม้แดง มะค่าโมง ประดู่ สอบถามได้โดยตรงที่ หมายเลขโทรศัพท์ (081) 055-9155 สวัสดีครับ

 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 5,712 other followers

%d bloggers like this: