ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ศิวพร เอี่ยมจิตกุศล ปลูกเปลี่ยนโลก (โรค) ด้วยเกษตรอินทรีย์ ที่จันทบุรี กุมภาพันธ์ 10, 2015

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05045150957&srcday=2014-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 583

เทคโนโลยีการเกษตร

ศิวพร เอี่ยมจิตกุศล ปลูกเปลี่ยนโลก (โรค) ด้วยเกษตรอินทรีย์ ที่จันทบุรี

สวนกานต์ธิดา ตั้งอยู่ เลขที่ 91 หมู่ที่ 8 ตำบลคลองพลู อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี โทร. (089) 028-3042 เป็นสวนเกษตรอินทรีย์ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดจันทบุรี โดยเกิดขึ้นจากสองมือของผู้หญิงที่ชื่อ “ศิวพร เอี่ยมจิตกุศล”

คุณศิวพร เอี่ยมจิตกุศล ในวัย 61 ปี วันนี้ไม่ได้เป็นเพียงเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ จนได้รับการคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่น ทั้งในระดับจังหวัดและระดับประเทศ รวมถึงการได้เป็นแปลงสาธิตการส่งเสริมการผลิตไม้ผลอินทรีย์ ตามยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด แต่ยังเป็นผู้ริเริ่มแนวคิด…ปลูกเปลี่ยนโลก (โรค)

จุดเริ่มต้น?

คุณศิวพร ย้อนให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นว่า ตนเป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด สมรสและมีบุตรสาว 1 คน อายุ 32 ปี เดิมนั้นมีธุรกิจส่วนตัว ค้าขายวัสดุก่อสร้าง และใช้ชีวิตอยู่ในเมืองมาตลอด

จนเมื่อมีเหตุการณ์ที่ทำให้คุณศิวพรต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตครั้งใหญ่ นั่นก็คือ ปัญหาโรคภัยไข้เจ็บที่มารุมเร้า ซึ่งป่วยเป็นทั้งโรคภูมิแพ้ ต้องเสียค่ารักษาพยาบาล เดือนละ 5,000-6,000 บาท และยังประสบกับปัญหาเวลากินผักที่มีสารเคมีมากๆ ก็จะอาเจียน อย่างเช่น คะน้า

“ตอนแรกคิดว่าเป็นโรคกระเพาะอาหาร แต่เมื่อส่องกล้องตรวจ กลับไม่พบอะไร”

แต่สุดท้ายพายุอีกลูกหนึ่งที่โหมกระหน่ำอย่างแรง จนทำให้คุณศิวพรตัดสินใจออกจากเมืองไปใช้ชีวิตอยู่ชนบทอย่างจริงจังนั่นก็คือ การตรวจพบก้อนเนื้อบริเวณหน้าอก แต่เธอก็ไม่เคยย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรคที่เผชิญเลย ต่อมาใน ปี 2549 หลังจากที่บุตรสาวเรียนจบ คุณศิวพรจึงตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่จังหวัดจันทบุรีเพียงลำพัง โดยที่สามีและบุตรสาวยังคงอยู่ที่กรุงเทพฯ

ด้วยเหตุจากเดิมที่ได้ซื้อที่ดินไว้ จำนวน 30 ไร่ คุณศิวพรจึงคิดที่จะทำอาชีพการเกษตรเพื่อเลี้ยงตัว แม้จะไม่มีความรู้เรื่องการเกษตรมาก่อนเลย จึงเริ่มศึกษาและได้เลือกแนวทางการทำเกษตรอินทรีย์เป็นเป้าหมายหลัก

การเริ่มต้นนั้น คุณศิวพรบอกว่า มีปัญหาให้แก้ไขตลอดเวลา โดยเฉพาะเรื่องความอุดมสมบูรณ์ของดิน ที่อยู่ในขั้นที่ไม่ดีนัก เพราะเดิมเป็นพื้นที่ที่ใช้ในปลูกมันสำปะหลังมาอย่างโชกโชน

จากข้อมูลเกี่ยวกับการทำเกษตรอินทรีย์ที่ศึกษามา ได้เน้นการปรับปรุงดินให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง รวมถึงระบบนิเวศที่ดีจะเป็นตัวช่วยเกื้อหนุนต้นไม้ให้เติบโตและแข็งแรง

“ทฤษฎีของการทำอินทรีย์ก็คือ ต้องทำดินให้มีคุณภาพดีที่สุดเหมือนกับดินในป่า คือใส่ปุ๋ยที่เป็นปุ๋ยอินทรีย์หมัก ใส่ไปจนกระทั่งต้นไม้ที่อยู่ตรงนี้มันแข็งแรงด้วยตัวของมันเอง มันถึงจะมีพลังต่อสู้และต้านทานต่อโรคได้ ซึ่งเราจะหมักและใส่ปุ๋ยอินทรีย์ของเราเอง กว่า 90 ตัน ใน 1 ปี เรารู้สึกว่าการนำปุ๋ยลงไปใส่ต้นไม้มันยาก 2-3 ปีที่ผ่านมา ก็คิดตอบโจทย์ของเราเองว่า น่าจะมีเป็ด มีห่าน มาช่วยตัดหญ้า มาใส่ปุ๋ยให้เรา”

“แต่เกษตรกรที่รู้จักเราเขาบอกว่า พี่น้องที่ทำงานปศุสัตว์สั่งห้ามอย่างเด็ดขาดว่า อย่าเอาเป็ด เอาห่าน เข้ามาในแปลงผลไม้ เดี๋ยวตีนร้อนทำให้ต้นไม้เราเสีย แต่เราก็ดื้อ สุดท้ายก็เอาเป็ด เอาห่าน เข้ามา ปรากฏว่าหญ้าที่เคยรกมากก็เตียนหายไป ต้นไม้ที่มีห่านอยู่ ปรากฏว่าใบแข็งแรงดูดีขึ้นอย่างมหัศจรรย์ พอเราย้ายห่านออกไป เทวดาก็ส่งไส้เดือนมาพรวนดินให้เรา มีมูลไส้เดือนอยู่เต็ม หญ้าก็เตียนขึ้น ต้นไม้เติบโตแข็งแรงดี คือเราอยากให้เกษตรกรทำงานน้อยลง แล้วก็ได้ผลดีขึ้น จากการเอาสัตว์เข้ามาอยู่มาผสมผสานในระบบนิเวศ”

คุณศิวพร ยังบอกต่ออีกว่า ระบบนิเวศที่ต้นไม้ หรือดินจะดี จะเห็นได้จากการที่มองดูใบไม้ในป่ามันร่วงหล่น มีนก มีกา มาถ่ายมูล แล้วก็มีผลไม้ซึ่งมีความหวานอยู่ในตัว เมื่อมันหล่นลงมาแล้ว มันก็เกิดกระบวนการที่เรียกว่าอินทรียวัตถุย่อยสลาย พร้อมด้วยธาตุอาหารที่นกกามาถ่ายมูลไว้ ซึ่งลงตัวพอดีที่จะทำให้ดินบริเวณนั้นมันสมบูรณ์และแข็งแรง สามารถตอบโจทย์ได้ว่าธรรมชาตินั้นมีอะไรอีกมากมายที่เรายังไม่เห็น เราจะมองเอาแต่ผลประโยชน์ จะเอาเยอะๆ จากเขามากๆ สุดท้ายแล้วมันก็ไม่ยั่งยืน

“แต่ถ้าเราเฝ้าดูกระบวนการทั้งหมด ก็จะเห็นการที่ธรรมชาติฟื้นตัวของมันเอง เพียงแต่ว่าเราอย่าเอาสารเคมีใส่เข้าไป อย่าเอายาฆ่าหญ้าใส่เข้าไป มันก็จะเกิดระบบนิเวศที่ทำให้เราสุขภาพดี คนปลูก คนกิน ก็สุขภาพดี สำคัญคือต้องอาศัยความใจเย็น และเวลา”

ก้าวในวันนี้…

ด้วยความมุ่งมั่นของคุณศิวพร วันนี้บนเนื้อที่ 30 ไร่ ที่เริ่มต้นจากการทำสวนทุเรียน 200 ต้น บนเนื้อที่ 4-5 ไร่ นำเอาผลผลิตที่ได้จากทุเรียนไปขายมาลงแปลง ปลูกเงาะ ปลูกมังคุด ปลูกลองกอง จนขยับขยายขึ้นมา มีผัก มีนา มีเป็ด มีห่านแบบค่อยเป็นค่อยไป ทำให้คุณศิวพรมีรายได้ที่ยังไม่หักค่าใช้จ่าย ประมาณ 500,000 บาท ต่อปี แต่เมื่อเทียบกับตอนทำธุรกิจส่วนตัวขายวัสดุก่อสร้างอยู่ที่กรุงเทพฯ คุณศิวพรมีกำไรสุทธิอยู่ถึง 6 หลัก ต่อปี

ถึงแม้การทำเกษตรอินทรีย์จะมีรายได้ไม่มากนัก เมื่อเทียบกับการทำธุรกิจส่วนตัวอยู่ในเมืองกรุง แต่คุณศิวพรก็ภูมิใจ และรู้สึกถึงการใช้ชีวิตที่มีคุณค่ามากยิ่งขึ้น การได้กินอยู่นอนหลับอย่างสบาย หายใจมีอากาศบริสุทธิ์ ได้เห็นธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดี

ที่สำคัญคุณศิวพรไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล เดือนละ 6,000 บาท และโรคร้ายที่คุณศิวพรเผชิญอยู่ ก้อนเนื้อที่พบก็มีขนาดเล็กลงและได้หายไปในที่สุด

คุณศิวพรยังบอกต่ออีกว่า…

อยากให้ทุกคนตระหนัก อยากให้ทุกคนอย่าโทษกัน อยากให้ทุกคนอย่าหาคนมารับผิดชอบ ซึ่งมันจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลยถ้าเราในฐานะผู้กินไม่หยิบผลไม้ที่ไม่สวยเข้ามา ตราบใดที่เรายังเลือกแต่สิ่งที่มันสวยงาม คนปลูกก็ไม่สามารถจะปลูกสิ่งที่มันเป็นธรรมชาติให้กินได้ และสำหรับคนเมืองที่อยากจะเข้ามาใช้ชีวิตในชนบท อย่าให้ขวัญและกำลังใจกระเจิดกระเจิง อย่าคิดว่าเราอ่อนแอกว่า ทำอะไรไม่เป็น เราต้องไม่ท้อ คนที่ล้มเหลวคือคนที่ไม่สู้ ขอให้ทุกคนมีกำลังใจ มีความมุ่งมั่นอย่างชัดเจน ไม่ท้อถอยก็จะประสบความสำเร็จได้ทุกคน”

ขยายแนวคิดสู่รอบข้าง

นอกจากนี้ ที่น่าสนใจ คุณศิวพรไม่ได้เพียงแค่คิดถึงความอยู่รอดของตนเองเท่านั้น แต่ยังคิดถึงเพื่อนเกษตรกรที่อยู่รายรอบ ซึ่งมีปัญหาทั้งเรื่องการใช้สารเคมี ปัญหาเรื่องการตลาด และด้วยความมุ่งมั่นบวกกับความตั้งใจจริง จึงทำให้พื้นที่ 30 ไร่ ให้ผลผลิตอินทรีย์ทั้งที่เป็นผลไม้ พืชผัก ข้าว วัว เป็ดและห่าน ซึ่งนอกจากจะมีอาหารปลอดภัยไว้กินเองแล้ว ยังมีเหลือส่งขายให้โรงพยาบาล โรงเรียนทางเลือกในกรุงเทพฯ และเลม่อนฟาร์มด้วย

ที่สำคัญคุณศิวพรยังเป็นหนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่ทำให้เกิดตลาดนัดสุขภาพขึ้นในโรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี อีกทั้งยังเกิดโครงการอาหารปลอดภัย ที่โรงพยาบาลรับซื้อผลผลิตปลอดสารเคมีบางส่วนจากเกษตรกร ที่สำคัญยังมีหน่วยงานที่ให้ความสำคัญ และให้การสนับสนุน จึงทำให้คุณศิวพรเป็นที่ยอมรับ และได้รับรางวัลดีเด่นจากการทำเกษตรอินทรีย์ในจังหวัดจันทบุรี

“จากการที่เราทำสวนผลไม้อย่างเดียว แต่เราต้องไปซื้อผักจากที่อื่นมากิน ซึ่งเราเป็นคนแพ้ผักมาจากกรุงเทพฯ เราก็เลยทำแปลงผักด้วย เราอยากให้เกษตรกรมีความมั่นใจในปุ๋ย อยากให้รู้ว่าปุ๋ยที่เราทำเองมันมีประสิทธิภาพมากมายขนาดไหน ก็เลยทำโครงการปลูกผักขึ้นมา และจากการที่เป็นตัวอย่าง เป็นต้นแบบ ไปในที่ต่างๆ ทุกคนบอกเราว่า ทำเกษตรอินทรีย์ ทำแล้วไม่มีที่ขาย เราก็เลยเอาผลผลิตของเราเข้าไปในโรงพยาบาลพระปกเกล้า ไปถามว่า ถ้าเรามีผลผลิตเป็นเกษตรอินทรีย์ ทางโรงพยาบาลจะยอมรับไหม แต่ก็มีปัญหาคือ โรงพยาบาลบอกว่า ระบบในโรงพยาบาลมีเงื่อนไขต่างๆ มากมาย”

แต่ด้วยความที่เจ้าหน้าที่และผู้ใหญ่ทุกคนอยากจะผลักดันให้โครงการนี้มันเกิดขึ้น ดังนั้น จันทบุรีก็เลยเป็นที่แรกในประเทศไทย โดยมีที่นี่เป็นที่เริ่มต้นนำร่องที่เดียว ซึ่งระบุไว้ในการจัดซื้อจัดจ้างว่า ถ้ามีผักอินทรีย์ที่มีใบรับรองของกรมวิชาการ ผู้ประมูลจะต้องซื้อผักคุณภาพแบบนี้มาเป็นแบบแรก ซึ่งสวนเราได้รับการรับรองจากกรมวิชาการ และเนื่องจากการทำเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง ทาง สวพ. 6 ในพื้นที่ก็คัดเลือกเราเข้าไปเป็นแคนดิเดตสวนอินทรีย์ทั้งประเทศไทย และได้รับการคัดเลือกให้เป็นสวนดีเด่น ใน ปี 2553 ระดับประเทศ ซึ่งในกระบวนการเขาจะมาสอบถามเรา ทัศนคติการทำงานของเรา จนเขาแน่ใจว่ามันเป็นสวนอินทรีย์ 100 เปอร์เซ็นต์” คุณศิวพร กล่าว

คุณศิวพร บอกต่ออีกว่า จริงๆ แล้ว การทำงานไม่ใช่ทำคนเดียวแล้วจะขับเคลื่อนได้ จะต้องขยายไปในวงกว้าง ไปสู่เกษตรกรที่สามารถจะทำได้ และกระจายไปในระดับรากหญ้า ระดับที่ช่วยกันทำ ถ้าจะทำให้พอสำหรับคนในโรงพยาบาล 900 เตียง มันต้องมีพื้นที่เยอะ และต้องเหนื่อยหน่อยที่จะผลักดันตรงนี้ บางคนเขาไม่เข้าใจหรอกว่า การฉีดยาฆ่าแมลงนั้นมันเป็นพิษเป็นภัยอย่างไร ก็ต้องอาศัยเวลาอีกสักพักหนึ่ง

“แต่ก็ยังโชคดีที่มีหน่วยงาน อย่าง ศูนย์วิจัยพืชสวน 6 ซึ่งมี ดร. สาลี่ ชินสถิต ที่คอยช่วยเหลือ ให้คำแนะนำในเรื่องต้นทุน คุณภาพ เรื่องปุ๋ย แล้วก็หาตลาดให้เราด้วย ก็คือ ได้ขายในโรงพยาบาล หลังจากนั้น เราก็ได้รับเลือกให้เข้าไปแข่งขันในปี 2553 แล้วก็ได้รับรางวัลเป็นแปลงอินทรีย์ดีเด่น ก็ทำให้คนในพื้นที่รู้จักเรามากขึ้น และในปีต่อมาก็ได้รับงบฯ สนับสนุนอีก 200,000 บาท ในการจัดทำศูนย์เรียนรู้ต้นแบบ ซึ่งเราก็ได้ไปพูดให้ความรู้ตามที่ต่างๆ และก็กระทรวงพาณิชย์เองก็เคยให้เราไปพูดให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ เพราะเขาสนับสนุนและส่งเสริมเรื่องนี้มาโดยตลอด ซึ่งก็น่ายินดีกับเรื่องนี้”

แม้ว่าคุณศิวพรจะประสบปัญหาและอุปสรรคต่างๆ มากมาย จากการทำเกษตรอินทรีย์ โดยเฉพาะกว่าที่สวนของคุณศิวพรจะเป็นที่ยอมรับและก้าวมาถึงทุกวันนี้ได้ คุณศิวพรก็ไม่เคยย่อท้อ และมีความภาคภูมิใจในสิ่งที่ทำมาโดยตลอด เพราะคุณศิวพรมิใช่เกษตรกรที่แสวงหาแต่เพียงผลประโยชน์และกำไรจากธุรกิจ แต่คุณศิวพรเป็นเกษตรกรที่เห็นถึงคุณค่าและความสำคัญของผู้ปลูกและผู้บริโภคอีกด้วย ทั้งนี้ คุณศิวพรยังเป็นผู้ก่อตั้งโครงการปลูกเปลี่ยนโลก (โรค) และยังมีส่วนช่วยทำให้ผู้ป่วย และผู้บริโภคคนอื่นๆ มีสุขภาพดีขึ้น ที่สำคัญโรคร้ายที่คุณศิวพรเผชิญอยู่กลับหายไปอย่างน่าอัศจรรย์

“หากไม่ส่งเสริมให้ผู้ปลูกและผู้บริโภคได้เห็นความสำคัญของเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์นี้ เราก็จะป่วยกันครึ่งประเทศ ซึ่งเวลาไปสัมมนา ทางเลม่อนฟาร์ม หรือทางกระทรวงพาณิชย์ก็จะถามว่า คุณมีโอกาสไหมที่จะเจอ หรือไปเยี่ยมญาติที่ป่วยในโรงพยาบาลด้วยโรคนี้ ไม่มีใครที่ไม่เจอ มันคืบคลานและใกล้ตัวเราเข้ามาทุกที”

“แล้วใช่เหรอ การที่เราเป็นคนทันสมัยประสบความสำเร็จในชีวิต แต่จริงๆ คุณภาพชีวิตนั้นแย่ ภูมิแพ้เราก็ค่อยๆ มา แถมด้วยก้อนเนื้อ ซึ่งก่อนหน้านี้ลูกก็ยังไม่เข้าใจ เราบอกว่าจะให้เขารับสวนต่อจากเรา เขาบอกถ้าเขาได้ เขาก็จะขายนะ แต่ตอนนี้พอเขาเริ่มโตขึ้น และทำงานเป็นหมออายุรกรรมทางโรคเลือดอยู่จังหวัดตรัง เริ่มรู้วิกฤตเรื่องอาหาร เรื่องคนป่วยเยอะขึ้น และสิ่งที่แม่ทำช่วยเปลี่ยนสถานการณ์ให้ดีขึ้น เขาก็ให้กำลังใจเรา บอกแม่ทำเถอะ คนไข้ของเขาเป็นมะเร็งอายุยังน้อย น้อยลง น้อยลง ทุกวัน ทุกวัน ดังนั้น ควรจะให้ทุกคนตระหนัก แล้วหรือยัง และวันนี้เรามีกลุ่มปลูกเปลี่ยนโลก (โรค) ซึ่งก็คิดว่ารุ่นน้อง รุ่นลูก รุ่นหลานจะสานต่อไป เราก็ไม่ได้คิดมีเป้าหมายให้ใครจดจำ เราไม่ได้ทำในเชิงธุรกิจ มันไม่ใช่สาระสำคัญ เราอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างหาก” คุณศิวพร กล่าวทิ้งท้าย

 

ปลูก “สับปะรดสวี” เสริมรายได้ ในสวนยาง ที่ชุมพร

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05047150957&srcday=2014-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 583

เทคโนโลยีการเกษตร

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

ปลูก “สับปะรดสวี” เสริมรายได้ ในสวนยาง ที่ชุมพร

สับปะรด นับเป็นผลไม้เศรษฐกิจชนิดหนึ่ง ที่มีความสำคัญเชิงเศรษฐกิจ และมากคุณประโยชน์ต่อร่างกาย เนื่องจากมีสารอาหารอยู่ในสับปะรดจำนวนมาก แถมมีสรรพคุณทางยาสูง ช่วยย่อยอาหารจำพวกเนื้อ เสริมการดูดซึมอาหาร ดับร้อนแก้กระหาย สับปะรดยังมีสารจำพวกน้ำตาล กรด วิตามิน อยู่หลายชนิด การรับประทานสับปะรดเป็นประจำจะช่วยป้องกันโรคไตอักเสบ ความดันโลหิตสูง หลอดลมอักเสบ ฯลฯ

ล่องใต้ครั้งก่อน ผู้เขียนไปเจอสับปะรดสายพันธุ์ดีของจังหวัดชุมพร คือ สับปะรดสวี ซึ่งเป็นสินค้าสุดยอด หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP product champion) รางวัล 3 ดาว ประเภทผลิตภัณฑ์อาหาร ระดับภาค ประจำปี 2546 ในครั้งนี้ พี่บุญเกื้อ ทองแท้ โทร. (089) 546-4197 เจ้าพนักงานการเกษตรชำนาญงาน ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร ให้เกียรติสละเวลาพาผู้เขียนไปชมการปลูกสับปะรดสวี ซึ่งไม่ได้ปลูกกันเป็นไร่ๆ เหมือนสับปะรดทั่วไป แต่จะปลูกเป็นพืชแซมไว้ในสวนมะพร้าว และสวนยาง

ที่มาของ “สับปะรดสวี”

ก่อนอื่นขอเล่าประวัติความเป็นมาของสับปะรดสวีสักเล็กน้อย สับปะรดสายพันธุ์นี้มาจากประเทศมาเลเซีย ตั้งแต่เมื่อ 100 ปีที่แล้ว โดยพระยาจรูญโภคากร อดีตเจ้าเมืองหลังสวน เป็นผู้นำเข้าจากเมืองปีนัง ประเทศมาเลเซีย โดยนำพันธุ์สับปะรดมาแจกจ่ายให้ชาวบ้านในพื้นที่อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพรก่อน ชาวบ้านที่ได้รับแจกพันธุ์นำไปปลูกแซมสวนมะพร้าวและยางพารา ระยะแรกชาวบ้านเรียกสับปะรดชนิดนี้ตามสำเนียงท้องถิ่นว่า “หยานัดหรัง” หรือ “สับปะรดฝรั่ง” นั่นเอง

เนื่องจากมะพร้าวและยางพาราประสบภาวะราคาตกต่ำ ชาวบ้านจึงหันมาปลูกสับปะรดแซมในสวนมะพร้าวและสวนยางพาราเพื่อเป็นช่องทางสร้างรายได้เสริมเลี้ยงครอบครัว ภายหลังมีการปลูกอย่างแพร่หลายในพื้นที่อำเภอสวี ผู้บริโภคจึงเรียกชื่อสับปะรดชนิดนี้กันตามแหล่งที่ปลูกว่า “สับปะรดสวี” จนถึงทุกวันนี้

สับปะรดสวี มีผลเล็ก ทรงกระบอก น้ำหนัก ประมาณ 1 กิโลกรัม มีจุดเด่นตรงจุกตั้งยาวขึ้น ผลสุกมีเนื้อเหลือง กลิ่นหอม เยื่อใยมีน้อย และรสหวาน กรอบ แกนยังกินได้ นับเป็นสับปะรดที่มีรสชาติดีที่สุดพันธุ์หนึ่ง หาซื้อได้ตามแผงขายผลไม้ที่อำเภอสวีและอำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร วิธีเลือกซื้อ เลือกลูกที่มีเปลือกแน่นตึงสีเหลืองอมส้มสด ไม่เหี่ยวคล้ำ กดดูยังแน่น จุกมีสีเขียวตั้งแข็ง ไม่ห่อห้อยลง

ลักษณะเด่น ของ สับปะรดสวี

“สับปะรดสวี” จัดเป็นสับปะรดกลุ่มควีน (Queen) ที่มีลักษณะเด่นคือ ขอบใบที่ต้นและขอบใบที่จุกผลมีหนามสั้นๆ แหลมคม ทรงโค้ง สีน้ำตาลแดง ผลเป็นรูปทรงกระบอก ผิวเปลือกเมื่อแก่สุกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้ม หรือเหลืองส้ม ตาใหญ่ ร่องตาลึก เปลือกหนา ตาลึก ทนทานต่อการขนย้าย สับปะรดสายพันธุ์นี้จะมีผลขนาดเล็กและสามารถปลูกได้ตลอดปี ผล ขนาดเล็ก เนื้อสีทอง กลิ่นหอม แกนสับปะรดกรอบ

ความจริงแล้ว สับปะรดพันธุ์ภูเก็ต และพันธุ์สวี ที่นิยมปลูกแพร่หลายในภาคใต้บริเวณจังหวัดภูเก็ตและชุมพร ต่างเป็นกลุ่มสับปะรดควีนเช่นเดียวกัน สังเกตได้จากเป็นพันธุ์ที่มีใบแคบและยาว ใบสีเขียวอ่อน และมีแถบสีแดงตอนกลางใบ ขอบใบเต็มไปด้วยหนามสีแดง ผลมีขนาดเล็ก ผลย่อยนูน ตาลึก เนื้อมีสีเหลือง รสหวาน กรอบ และมีกลิ่นหอม

พี่บุญเกื้อ กล่าวว่า พื้นที่อำเภอสวีแห่งนี้ นับเป็นต้นกำเนิดดั้งเดิมของการทำไร่สับปะรดสวีพันธุ์แท้มาตั้งแต่สมัยอดีต ชาวบ้านในท้องถิ่นนิยมปลูกสับปะรดพันธุ์สวีและพันธุ์ภูเก็ต ทั้งสองสายพันธุ์มีจุดเด่นที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด โดยสับปะรดภูเก็ตมีขนาดผลยาวกว่า มีตาถี่กว่า ส่วนสับปะรดสวีขนาดหัวใหญ่และมีปลายแหลม นอกจากนี้ ชาวบ้านบางส่วนยังนิยมปลูกสับปะรดพันธุ์ตราดสีทอง หรือเรียกในภาษาท้องถิ่นว่า สับปะรดพันธุ์ตาดำ เนื่องจากมีจุดเด่นคือ ตาดำ ลักษณะฉ่ำน้ำ

ปลูกสับปะรดแซมสวนยาง ที่อำเภอสวี

พี่เกื้อ พาผู้เขียนไปแวะชมการปลูกสับปะรดแซมสวนยาง บนเนื้อที่ 10 ไร่ ของครอบครัว “ศุภสวัสดิ์” ที่ตั้งอยู่ บ้านเลขที่ 20 หมู่ที่ 1 ตำบลสวี อำเภอสวี จังหวัดชุมพร คุณอารีรัตน์ ศุภสวัสดิ์ เจ้าของไร่สับปะรดแห่งนี้ เล่าว่า พื้นที่แห่งนี้เป็นที่ดินมรดกจาก คุณแม่เขียว ศุภสวัสดิ์ ตั้งแต่คุณอารีรัตน์จำความได้ก็เห็นแม่ปลูกสับปะรดแซมสวนมะพร้าวมาตลอด สมัยก่อนปลูกสับปะรดเป็นกอใหญ่ๆ จนแทบไม่มีที่ดิน เวลาเก็บผลผลิตออกขาย จะต้องเอาทางมะพร้าวปูเป็นทางเดิน เพื่อเข้าไปตัดสับปะรด ตอนหลังคุณแม่เขียวตัดสินใจรื้อแปลงปลูกสับปะรด โดยนำช้างมาปล่อยเพื่อให้กินสับปะรดจนหมด ก่อนลงทุนปลูกสับปะรดรอบใหม่

ที่นี่ ปลูกสับปะรดพันธุ์สวีแท้ ต้องคอยตัดหน่อออกและปลูกใหม่ มิฉะนั้นต้นสับปะรดจะแตกหน่อเยอะมาก และมีผลขนาดเล็ก ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ขณะนี้ที่ดินดังกล่าวเปลี่ยนมาอยู่ในความดูแลของคุณอารีรัตน์ก็สืบทอดอาชีพการปลูกสับปะรดแซมสวนมะพร้าวมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งคุณอารีรัตน์ตัดสินใจโค่นสวนมะพร้าว เมื่อ 4 ปีที่แล้ว และเปลี่ยนมาปลูกยาง คุณอารีรัตน์ก็ยังคงปลูกสับปะรดแซมในสวนยางเช่นเดิม

คุณอารีรัตน์ เล่าว่า แม้สับปะรดสวีจะมีอายุยืนยาว 3-4 ปี แต่ชาวบ้านนิยมรื้อแปลงเพื่อปลูกใหม่ทุกปี เพราะให้ผลผลิตคุ้มค่ากว่า โดยทั่วไปนิยมปลูกสับปะรดสวี ในระยะห่าง ประมาณ 50-100 เซนติเมตร เพื่อให้สับปะรดมีขนาดผลที่สวยงาม สำหรับ พื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกสับปะรดพันธุ์ทั่วไปได้ ประมาณ 5,000 กว่าต้น แต่สับปะรดสายพันธุ์สวีปลูกแถวเดี่ยวได้ ประมาณ 7,000 ต้น

การปลูกสับปะรดอาจกระทำได้เกือบตลอดปี ยกเว้นเฉพาะในช่วงที่มีฝนชุกหนัก เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในเรื่องการระบายน้ำและโรคระบาด ซึ่งมักจะติดตามมาหลังจากเกิดฝนชุกติดต่อกัน ชาวบ้านนิยมปลูกสับปะรดสวีพันธุ์แท้ จะเสียค่าหน่อพันธุ์ ต้นละ 2 บาท ประมาณเดือนกว่าๆ ก็ต้องเสียค่าจ้างกำจัดวัชพืช การเตรียมแปลงปลูก หากไม่มีปัญหาวัชพืช ก็จะขุดหลุมปลูกเลย หากมี ก็ฉีดยาฆ่าหญ้าสักครั้ง ใช้ปุ๋ยยูเรีย ใส่ต้นละ ประมาณ 0.50 ช้อนชา หลังจากปลูกดูแลไปได้ปีเศษ ก็จะเก็บผลผลิตรุ่นแรกออกขายได้ โดยจะมีพ่อค้าแม่ค้าเข้ามารับซื้อผลผลิตถึงไร่ ช่วงที่ขายสับปะรดได้ราคาดี จะอยู่ในช่วงเทศกาลต่างๆ เช่น เทศกาลปีใหม่ เทศกาลสงกรานต์ ช่วงตรุษจีน สับปะรดผลใหญ่จะขายได้ในราคา ผลละ 20-25 บาท ส่วนช่วงเวลาปกติจะขายผลผลิตได้ในราคา ผลละ 18-20 บาท

คุณอารีรัตน์ บอกว่า เกษตรกรบางรายไม่อยากสูญเสียโอกาสการขายสินค้าในช่วงเทศกาลสำคัญๆ ก็จะเลือกใช้วิธีการหยอดยา ซึ่งเป็นแก๊สบ่มผลไม้ ขนาดก้อนเล็กๆ มาหยอดใส่บริเวณยอดสับปะรด เพื่อให้ยอดเน่า วิธีนี้จะช่วยกระตุ้นให้ต้นสับปะรดขึ้นดอกไวกว่าปกติ และมีผลผลิตออกขายภายในระยะ 5 เดือน หลังจากหยอดแก๊ส

พี่เกื้อ กล่าวเสริมว่า หลังจากปลูกสับปะรด เกษตรกรสามารถเริ่มต้นหยอดยาครั้งแรกได้ เมื่อต้นสับปะรดมีอายุครบ 8 เดือน หลังจากหยอดยา รอไปอีก 5 เดือน เมื่อต้นสับปะรดอายุครบ 13 เดือน ก็จะตัดผลผลิตรุ่นแรกออกขายได้ สมัยก่อน เกษตรกรจะใช้แก๊สหยอดบริเวณยอดสับปะรด เนื่องจากสับปะรดแต่ละหน่อจะมีจุดต่อต้านไม่เท่ากัน ทำให้มีผลผลิตออกสู่ตลาดไม่พร้อมกัน ระยะหลังเกษตรกรเริ่มหันมาใช้ฮอร์โมนแทน เนื่องจากสามารถกระตุ้นให้ต้นสับปะรดออกดอกได้พร้อมกันทั้งไร่

เมื่อถามถึงปัญหาอุปสรรคในการเพาะปลูก คุณอารีรัตน์ บอกว่า หากสับปะรดเจอฝนจะทำให้ผลผลิตเน่าเสียได้ง่าย นอกจากนี้ ในช่วงฤดูผลไม้ มีผลไม้เข้าตลาดเป็นจำนวนมาก เท่ากับมีคู่แข่งขันในตลาดมากขึ้น โอกาสการขายก็จะน้อยลง จึงต้องขายสินค้าในราคาถูกๆ

การปลูกสับปะรดสวีในวันนี้

พี่เกื้อ บอกว่า ปัจจุบันพื้นที่การปลูกสับปะรดสวีมีแนวโน้มลดลง เมื่อเทียบกับในอดีต ชาวบ้านนิยมปลูกสับปะรดกลางสวนมะพร้าวเป็นจำนวนมาก แต่ทุกวันนี้สวนมะพร้าวในพื้นที่อำเภอสวีไม่ค่อยมีแล้ว เพราะปรับมาเป็นพื้นที่ปลูกสวนยาง สวนปาล์มน้ำมัน ชาวบ้านปลูกสับปะรดสวีได้ในสวนยางต้นเล็กเท่านั้น เนื่องจากสับปะรดสวีมีขนาดเล็ก ในระยะหลังชาวบ้านก็ไม่ค่อยนิยมปลูก แต่หันไปปลูกสับปะรดพันธุ์ตราดสีทอง ที่มีขนาดผลใหญ่แทน

คุณอารีรัตน์ บอกว่า ลักษณะเด่นของสับปะรดสวี ที่หลายคนอาจไม่ทราบคือ มีอายุการใช้งานที่นานกว่าสับปะรดพันธุ์อื่นๆ สับปะรดสวีที่ตัดออกจากต้น หากไม่โดนฝนจะมีลักษณะเนื้อแห้ง ทำให้มีอายุการใช้งานได้นานเกือบ 2 สัปดาห์ ขณะที่สับปะรดพันธุ์ตราดสีทองจะมีอายุการใช้งานที่สั้นกว่า เพียง 7-8 วัน เท่านั้น

“สับปะรดสวี มีรสชาติอร่อย เป็นที่นิยมของผู้บริโภค หากปลูกเป็นแสนต้น ก็จะมีรายได้หลักแสนเช่นเดียวกัน ทำให้เกษตรกรบางรายตัดสินใจปลูกสับปะรดสวีในลักษณะแปลงใหญ่ เก็บผลผลิตแต่ละวันสร้างรายได้ทะลุหลักหมื่น เรียกได้ว่า สับปะรดสวี เป็นพืชเศรษฐกิจที่ทำรายได้สูงไม่แพ้ไม้ผลชนิดอื่น ระยะนี้ราคายางอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ทำให้เกษตรกรบางรายที่ปลูกสับปะรดสวีแซมสวนยางตัดสินใจโค่นต้นยางทิ้ง เพื่อเปิดรับแสงให้ต้นสับปะรดสามารถเติบโตได้อย่างเต็มที่ เพราะวันนี้ปลูกสับปะรดสวี โกยรายได้ดีกว่าทำสวนยางแล้วนั่นเอง” คุณอารีรัตน์ ศุภสวัสดิ์ กล่าวในที่สุด

 

ศูนย์เรียนรู้บ้านแสงเทียน ต้นแบบเกษตรอินทรีย์ เมืองน่าน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05046010957&srcday=2014-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 582

เทคโนโลยีการเกษตร

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

ศูนย์เรียนรู้บ้านแสงเทียน ต้นแบบเกษตรอินทรีย์ เมืองน่าน

น่าน เป็นจังหวัดหนึ่งที่มีผลผลิตทางการเกษตรขึ้นชื่อหลายอย่าง ที่รู้จักกันดีก็คือ ส้มสีทอง และตอนนี้มีหลายพื้นที่หันมาปลูกมะขามหวานกันบ้างแล้ว ซึ่งก็มีรสชาติดีไม่แพ้มะขามหวานเมืองเลย

สำหรับคนที่ชอบเรื่องเกษตรชอบต้นไม้ใบหญ้า หากไปเมืองน่านขอแนะนำให้ไปที่ศูนย์การเรียนรู้บ้านแสงเทียน ตำบลเมืองจันทร์ อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน ของ ครูชูศักดิ์ หาดพรม ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นครูภูมิปัญญา รุ่นที่ 1 ด้านเกษตรกรรม เกษตรผสมผสาน ปี 2544 ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (สกศ.) และยังเป็นปราชญ์ชาวบ้านด้วย รวมทั้งได้รับรางวัลจากหน่วยงานต่างๆ มากมาย

เน้นปลูกพืชแบบผสมผสาน

ที่นี่มีผู้คนแวะเวียนไปเยี่ยมเยียนและไปฝึกอบรมอยู่ประจำ โดยมีกิจกรรมให้เรียนรู้และให้ดูมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โรงผลิตปุ๋ยหมัก แก๊สชีวภาพ เตาเผาถ่านประหยัดพลังงาน การผลิตน้ำมันไบโอดีเซล และการเลี้ยงสัตว์ (ปศุสัตว์ ประมง)

ครูชูศักดิ์ ในวัย 60 ปลายๆ เล่าว่า ทำเกษตรมากว่า 40 ปีแล้ว ตอนนี้มีพื้นที่ 21 ไร่ และล่าสุดได้ซื้อที่ดินในบริเวณใกล้ๆ ไว้อีก 80 ไร่ ที่ผ่านมาทำจนประสบความสำเร็จและมีคนมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งเน้นการปลูกแบบผสมผสาน เน้นพืชอาหาร ข้าว พืชผัก ผลไม้ต่างๆ ที่เป็นพืชเศรษฐกิจ อย่างลิ้นจี่ ลำไย มะม่วง มะนาว ส้มโอ เงาะ ขนุน พวกที่เป็นพืชผักก็มี ผักหวานป่า ผักพื้นบ้านครบทุกอย่าง เพื่อสนองเรื่องอาหารการกินในครัวเรือน พอมีอาหารการกินในครัวเรือนเต็มที่แล้วก็ขาย ปัจจุบันเหลือกินมาก็จัดตลาดเกษตรอินทรีย์ เกษตรปลอดภัย อยู่ที่จังหวัดน่าน สัปดาห์หนึ่งขาย 2 วัน

ในศูนย์เรียนรู้แห่งนี้มีลูกๆ 3 คน และหลานของครูชูศักดิ์ที่เรียนจบระดับปริญญามาช่วยกันดูแล โดยแยกย้ายกันทำหน้าที่ตามความรู้ความถนัด

“เราให้เขาเรียนแค่รู้แล้วเอามาบริหารจัดการในไร่ และการบริหารจัดการในศูนย์เรา ปัจจุบันใช้ครอบครัวทั้งหมด พ่อ แม่ ลูก-ลูกเขย และหลาน ลูกทำบัญชี พ่อเป็นผู้อำนวยการ มีฝ่ายผลิต ฝ่ายอำนวยการต่างๆ ผมเองจบ ม.ศ.3 แต่มีประสบการณ์ทำเกษตรมาตั้งแต่เล็กๆ ทำเกษตรมาแล้ว 40 กว่าปี”

เลี้ยงทั้ง สัตว์น้ำ สัตว์บก

ที่ผ่านมาครูชูศักดิ์ยึดอาชีพเกษตรกรรมมาโดยตลอด เป็นผู้ริเริ่มจัดตั้งกลุ่มสหกรณ์พันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ โดยเป็นศูนย์กลางในการขยายพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ที่หายาก และได้ใช้รายได้จากอาชีพเกษตรกรรมส่งลูกเรียนหนังสือจนจบปริญญาตรี

“ที่เราประสบความสำเร็จเกิดจากที่เราสามารถทำอาชีพนี้เลี้ยงครอบครัวส่งลูกหลานให้เรียนหนังสือ และมีอาหารเลี้ยงครอบครัวแบบไม่เดือดร้อน ไม่ต้องซื้ออะไรกิน เหลือกินก็เก็บออมสร้างฐานะได้”

สำหรับเกษตรผสมผสานของครูชูศักดิ์นั้น นอกจากจะปลูกพืชสารพัดอย่างแล้ว ยังเลี้ยงสัตว์ด้วย สัตว์น้ำมีทั้ง กุ้ง หอย ปู ปลา กบ ส่วนบนบกก็มีเป็ด ไก่ หมู วัว ควาย โดยเลี้ยงวัวลูกผสมพื้นเมืองบราห์มัน 30 ตัว อาศัยวัวเป็นเครื่องตัดหญ้า ได้ขี้วัวมาทำเป็นปุ๋ยเลี้ยงพืช ขณะเดียวกันพืชเราก็เลี้ยงวัวต่อไปเป็นวงจร

สรุปแล้วไร่นาสวนผสมของครูชูศักดิ์ทำรายได้ทุกวัน รายได้ต่อเดือนหักต้นทุนแล้วเหลือ เดือนละ 20,000 กว่าบาท นอกจากนี้ ยังขายผลไม้ตามฤดูกาลอีกด้วย อย่างลำไย มี 300 ต้น ทั้งพันธุ์อีดอ สีชมพู และแห้ว ปลูกลิ้นจี่ 300 ต้น ปลูกมัน 20 กว่าไร่ ตามด้วยมะม่วงและมะนาว ซึ่งเป็นการปลูกแซมไปกับผลไม้อื่นๆ โดยเมื่อมีผลผลิตออกมาก็นำไปขายในชุมชนและที่ตัวเมืองน่านในนามของกลุ่มเกษตรอินทรีย์ ปรากฏว่าลูกค้าต่างติดใจ เพราะราคาถูก เนื่องจากไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง และยังได้กินผักผลไม้ปลอดสารพิษ

สำหรับมะม่วงและมะนาวนั้นปลูกเป็นพืชแซม เพราะสามารถปลูกร่วมกับพืชหลักที่อยู่ใต้ร่มเงาได้ ไม่ต้องปลูกเป็นโซนเป็นไร่ จะได้ไม่เหนื่อย ปลูกครั้งเดียว ดูแลไปได้ทั้งปี โดยใช้ระบบสปริงเกลอร์ วางระบบน้ำไว้ตลอด มีปั๊มน้ำขึ้นบนแท็งก์ เปิดวาล์วครั้งเดียวรดได้ 300 ท่อ เพราะไม่มีคนงาน ใช้คนในครอบครัวทั้งหมด

ทำ “ปุ๋ย-ฮอร์โมน” ใช้เอง

การปลูกผลไม้ ครูชูศักดิ์บอกเทคนิคให้ฟังว่า ใช้วิธีปลูกสลับกันไป ไม่เป็นโซนเป็นล็อก และแซมพืชอื่นๆ เข้าไป เช่น มะม่วง ซึ่งในสวนผลไม้มีมะม่วงเยอะสุด ทั้งเขียวเสวย โชคอนันต์ พิมเสน น้ำดอกไม้ ปลูกแซมทุกที่ มะม่วงปลูกง่าย ให้ผลผลิตไว แค่ 2 ปี ก็ได้ขายแล้ว แล้วยังมีลิ้นจี่ ลำไยและกระท้อน โดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมีเลย ใช้ปุ๋ยที่ได้จากมูลสัตว์ วัว หมู เอามาทำเป็นปุ๋ย และไปหาธาตุอาหารที่ขาด เช่น ปูนมาร์ลบ้าง เพื่อไปเพิ่มแค่กรดในดิน เนื่องจากปุ๋ยหมัก ธาตุอาหารไม่ครบ โดโลไมท์ก็ใช้บ้างแต่ใช้ไม่มาก เพียงนำมาเป็นส่วนผสมของปุ๋ยหมัก ซึ่งจะทำให้ปุ๋ยหมักมีคุณสมบัติดี มีธาตุอาหารมากขึ้น

ในศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ ทางครูชูศักดิ์และครอบครัวจะทำปุ๋ยและฮอร์โมนไว้ใช้เอง เพื่อประหยัดต้นทุนและไม่ต้องใช้สารเคมี

“ฮอร์โมนที่ทำ เป็นฮอร์โมนพ่นทางใบ เร่งให้การออกดอกออกผล เร่งให้พืชผักเจริญเติบโต เรื่องขยายผลทำให้ลูกหวาน ฮอร์โมนเร่งใบใช้ยอดผักที่อวบโตไวมาทำ ฮอร์โมนจากมูลสัตว์มียูเรีย ไนโตรเจนเยอะ พืชตระกูลถั่วที่เราเอามาหมักเร่งใบ ถ้าจะเร่งผลและให้ได้สีสันความสวยงาม เราเอาผลไม้สุกมาหมัก เร่งการออกดอกออกผลเอาเป็นฮอร์โมนไม้ผล ฮอร์โมนจากสัตว์ จากรกหมู รกควาย ก็ได้นำมาหมัก”

ในการหมักฮอร์โมนเพื่อเร่งดอก ใช้ผลไม้สุกมาหมัก เช่น มะละกอสุก ฟักทองสุก กล้วยน้ำว้า ที่มีรสหวานและสีสันดีมาหมักกับกากน้ำตาล จุลินทรีย์ถ้าจะให้ดีมีไข่ผสมด้วยจะช่วยบำรุง มาหมักรวมกัน 15 วัน กรองเอาแต่น้ำมาพ่นต้นไม้ เพื่อบำรุงผลไม้ที่ติดลูกแล้วให้โตและสวย หรือก่อนออกดอกเพื่อให้ต้นติดดอก เพราะต้นไม้ก่อนออกดอกจะสะสมแป้งและน้ำตาล ถ้าไม่พ่นตัวนี้ ต้นไม้จะออกดอกน้อย

ส่วนเทคนิคการปลูกกระท้อนให้ได้ผลใหญ่และสวยนั้น ครูชูศักดิ์ระบุว่า กระท้อนพันธุ์ปุยฝ้ายและอีล่าก็เหมือนไม้ผลทั่วไป สามารถใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี แต่ข้อเสียของกระท้อนคือ แมลงชอบ ตอนใกล้สุก ดังนั้น เกษตรกรจะต้องระวัง ถ้าจะให้ปลอดสารพิษจะต้องห่อทุกลูกก่อนที่จะแก่ พอลูกโตขนาดเท่าลูกหมากก็ห่อได้เลย

ข้อเสียอีกอย่างของกระท้อนคือ ออกลูกเป็นพวง ถ้าจะให้ลูกโตจะต้องปลิดทิ้ง อย่าให้มีลูกเยอะ เลือกแต่ลูกดีๆ ไว้จะได้ห่อง่าย อย่าไปโลภมาก เกษตรกรบางคนไม่ห่อและใช้ยาพ่นไม่ให้ร่วงหล่น คนกินก็ไม่ปลอดภัย อันนี้คือเทคนิคการปลูกกระท้อน พอห่อแมลงเข้าไม่ได้

ครูชูศักดิ์บอกว่า ควรใช้กระดาษถุงปูนซีเมนต์ ถ้าเป็นกระดาษหนังสือพิมพ์จะมีสารอยู่บ้างจากน้ำหมึกเข้าไปก็ไม่ค่อยดีเท่าไร แต่ถุงปูนแข็งอยู่นาน ทนฝนได้ และหากจะให้รสชาติดีต้องบำรุงดิน โดยดินต้องโปร่ง ต้องให้น้ำและตัดแต่งกิ่งให้รับแสงตลอดเวลา ถ้าอยากให้มีรสหวานต้องใช้ฮอร์โมนหมักผลไม้ใส่ร่วมด้วย เพื่อเพิ่มรสชาติ สามารถฉีดได้ตั้งแต่เริ่มออกดอกจนถึงก่อนเก็บเกี่ยว ปีหนึ่งฉีดได้ประมาณ 6 ครั้ง ตั้งแต่เริ่มติดดอก ก่อนออกดอก ติดดอก และเก็บเกี่ยว ประมาณ 6 ครั้ง

ครูชูศักดิ์บอกด้วยว่า ที่ศูนย์มีการปลูกมะนาวแซม จุดเด่นคือ ปลูกในวงบ่อซีเมนต์ก็ได้ผลดี เป็นการประหยัดพื้นที่และเวลา อีกทั้งหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน หากเกษตรกรรายใดไม่มีพื้นที่ สามารถทำได้ 2-3 วงบ่อ ไว้กินโดยไม่ต้องซื้อ ความกว้างไม่น่าจะเกิน 1 เมตร หรือจะปลูกพืชตระกูลส้มเช้งก็ได้ ปุ๋ยก็ปรุงดินใช้ปุ๋ยหมักธรรมดา ไม่ต้องใช้สารเคมี ที่ศูนย์ปลูกมะนาวเป็นพืชแซม ประมาณ 300 กว่าต้น เป็นพันธุ์ตาฮิติ ซึ่งผลมะนาวขายทั้งปี ลูกออกทั้งปี หน้าแล้งตกลูกละ 7-8 บาท ต่ำสุดลูกละ 2 บาท

เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้-ขาย

ใช่ว่าจะปลูกพืชผักผลไม้เท่านั้น ครูชูศักดิ์ยังปลูกข้าวด้วย ในพื้นที่ 2-3 ไร่ ไว้พอกินในครอบครัว ใช้วิธีการทำนาแบบขั้นบันได นอกจากนี้ ยังเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ด้วย ที่เหลือก็จำหน่าย ลดการพึ่งพาเมล็ดพันธุ์จากข้างนอก ซึ่งหากต้องซื้อทุกฤดูกาลทำให้ต้นทุนสูง อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชต่างๆ ไปในตัว

ประเด็นปัญหาที่เกษตรกรส่วนใหญ่ของบ้านเรามีฐานะยากจนนั้น ครูชูศักดิ์มองว่า เกิดจากเกษตรกรพึ่งคนอื่นตลอด ไม่ว่าจะเป็นระบบการผลิต การเตรียมการผลิต การเตรียมน้ำ เตรียมดิน โดยไม่จัดการตนเอง ด้วยการขายผลผลิตแล้วเก็บเป็นทุนเพื่อผลิตในฤดูกาลต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีต้นทุนการผลิตที่เป็นเมล็ดพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ที่ต้องซื้อเขา รวมทั้งปุ๋ยเคมีและยา เรื่องราคาก็ขึ้นอยู่กับพ่อค้า แต่ถ้าทำเกษตรแบบพอเพียง ทุกอย่างอยู่ที่เกษตรกรหมด ไม่ว่าจะเป็นทุนการผลิต เรื่องพันธุ์ เรื่องปุ๋ย ยา เรื่องการตลาด เกษตรกรสามารถจัดการได้เองหมด

“เกษตรกรที่จนพึ่งคนอื่น ทำอะไรไม่เป็น ไม่เรียนรู้ ฟังแต่นักวิชาการขายปุ๋ย ยา ทำให้มีต้นทุนการผลิตแพง แต่พอตอนขายกลับได้ราคาถูก เขาจะซื้อก็ได้ไม่ซื้อก็ได้ อย่างปัจจุบันกระแสยางพารามันขึ้น มีไร่เดียวสองไร่ก็ปลูกกัน ผมว่าไม่ถูกต้อง หวังว่าก่อนปลูกกิโลเท่านั้นเท่านี้ พอราคาตก ส่วนที่เราขายยางไปก็ต้องซื้อของกินทั้งหมด มันก็จนอยู่อย่างนั้น ตลาดไม่อยู่ที่เรา ปุ๋ยก็ทำไม่เป็น อันนี้คือวิถีของเกษตรกรที่จนอยู่ทุกวันนี้ เพราะพึ่งคนอื่นตลอด”

ก่อนจบบทสนทนาในวันนั้น ครูชูศักดิ์ฝากไปยังผู้สนใจมาเข้ารับการอบรมที่ศูนย์ว่า มีทั้งที่เสียค่าใช้จ่ายและไม่เสีย กรณีถ้ามีหน่วยงานมาให้ทางศูนย์จัดโครงการอบรมจะมีงบประมาณสนับสนุน ผู้เข้าร่วมก็ไม่ต้องจ่าย แต่ถ้าผู้สนใจมากันเอง ต้องจ่ายบ้างตามความเหมาะสม อย่างไรก็ตาม หากมาเป็นครอบครัว ครูชูศักดิ์ หาดพรม บอกไม่ต้องเสียเลย สนใจติดต่อสอบถามได้ที่โทร. (054) 684-578, (080) 120-7167 หรือ (089) 191-4668

 

สกว.-มข. จับมือพัฒนา ส้มโอเนื้อสีแดง ชัยภูมิ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05054010957&srcday=2014-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 582

เทคโนโลยีการเกษตร

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

สกว.-มข. จับมือพัฒนา ส้มโอเนื้อสีแดง ชัยภูมิ

เพิ่งจะรู้ว่า “ชัยภูมิ” เป็นแหล่งปลูกส้มโอทองดี รสชาติใช้ได้ หลังจากที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้ชักชวนไปทำข่าวพิธีลงนามสนับสนุนโครงการผลิตส้มโอคุณภาพดี เพื่อสร้างอัตลักษณ์ของ “ส้มโอพันธุ์ทองดีและพันธุ์เนื้อสีแดง” ของจังหวัดชัยภูมิ ระหว่าง สกว. และมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) เมื่อไม่นานมานี้

เชื่อว่าผู้คนจำนวนไม่น้อยก็ไม่รู้ข้อมูลนี้เหมือนกัน ส่วนใหญ่จะรู้ตรงกันว่าแหล่งปลูกส้มโออร่อยอยู่ที่นครปฐม สมุทรสงคราม และพิจิตร ฉะนั้นจึงถือเป็นเรื่องใหม่ที่น่าสนใจทีเดียว

ส่งออกต่างประเทศ

รศ.ดร. จันทร์จรัส เรี่ยวเดชะ รองผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ด้านการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ และรักษาการผู้อำนวยการฝ่ายเกษตร พูดถึงโครงการดังกล่าวว่า “ส้มโอ” จัดเป็นผลไม้เศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทยที่มีศักยภาพสูงในการส่งออกไปตลาดต่างประเทศ เนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีรสชาติเป็นที่ชื่นชอบของชาวต่างประเทศ และยังสามารถเก็บรักษาได้นาน จึงเป็นผลไม้ที่นิยมปลูกในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ

“สำหรับ ชัยภูมิ เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เป็นแหล่งผลิตส้มโอที่สำคัญ และมีศักยภาพในการผลิตส้มโอคุณภาพเพื่อการส่งออก”

รศ.ดร. จันทร์จรัส กล่าวต่อไปว่า สกว. เล็งเห็นความสำคัญดังกล่าว จึงได้สนับสนุนทุนวิจัยด้านส้มโอในพื้นที่ชัยภูมิให้แก่ รศ.ดร. สังคม เตชะวงค์เสถียร อาจารย์ประจำภาควิชาพืชศาสตร์และทรัพยากรการเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มข. และคณะ มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2550 จนสามารถพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตส้มโอคุณภาพในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อการส่งออก และข้อมูลเบื้องต้นของส้มโอพันธุ์ทองดีและเนื้อสีแดง ซึ่งเป็นพันธุ์พื้นเมืองที่แสดงถึงศักยภาพในการที่จะพัฒนาให้เป็นส้มโอที่มีจุดเด่นและเป็นอัตลักษณ์ของจังหวัดชัยภูมิ โดยนักวิจัยได้นำมาทดลองขยายพันธุ์และนำไปปลูกรวบรวมไว้ที่คณะเกษตรศาสตร์ มข. แล้ว

นอกจากนี้ ยังสามารถผลิตผลงานวิจัยตีพิมพ์และนำเสนอผลงานวิจัยทั้งในระดับชาติและนานาชาติได้มากกว่า 34 เรื่อง ตลอดจนเกิดการพัฒนาบุคลากรในศาสตร์ด้านการผลิตและการจัดการส้มโอคุณภาพรวม

ด้าน รศ.ดร. สังคม ระบุว่า ตามแผนการดำเนินงานวิจัยในปี 2557-2560 ประกอบด้วย

1. การเพิ่มอัตลักษณ์ของส้มโอพันธุ์ทองดีบ้านแท่น ด้วยการพัฒนาคุณภาพส้มโอในแต่ละช่วงเวลาการผลิต และเปรียบเทียบกับส้มโอพันธุ์ทองดีจากแหล่งปลูกอื่นๆ

2. พัฒนาพันธุ์และการขยายพันธุ์ส้มโอเนื้อสีแดง ทั้งการสร้างพันธุ์ลูกผสม-การระบุความจำเพาะของสายพันธุ์-แปลงรวบรวมพันธุ์ การขยายพันธุ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และการขยายพันธุ์โดยการตอนและการเปลี่ยนยอด

3. พัฒนาระบบการผลิตเพื่อปรับปรุงคุณภาพส้มโอสีแดงเพื่อสร้างอัตลักษณ์ให้กับจังหวัดชัยภูมิ ด้านคุณค่าโภชนาการ คุณค่าเชิงสารต้านอนุมูลอิสระ การใช้น้ำ และการจัดการธาตุอาหาร เพื่อให้สามารถขายได้ราคาดี เช่นเดียวกับพันธุ์ทับทิมสยามของภาคใต้

ในพิธีลงนามครั้งนี้ คณะสื่อมวลชนจากกรุงเทพฯ ได้ชิมส้มโอสีแดงด้วย ซึ่ง รศ.ดร. สังคม ออกปากไว้แล้วว่า ส้มโอที่นำมาโชว์นั้นรสชาติอาจจะไม่ค่อยเข้มข้นนัก เนื่องจากตอนนี้เป็นช่วงปลายฤดู ที่ผ่านมาเกษตรกรที่อำเภอเกษตรสมบูรณ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกส้มโอสีแดงนั้น ไม่ได้ให้ความสนใจมากเท่าไหร่ เพราะปลูกรวมกับส้มโอทั่วไป และไม่ได้มีการดูแลเอาใจใส่ เป็นการปลูกตามธรรมชาติ ลูกจึงเล็กและรสชาติยังเทียบกับส้มโอทับทิมสยามของจังหวัดนครศรีธรรมราชไม่ได้

ชี้คุณภาพเทียบส้มโอนครชัยศรี

ทั้งนี้การปลูกส้มโอในชัยภูมิแยกเป็น 2 ส่วน คือ ที่อำเภอบ้านแท่น ส่วนใหญ่จะปลูกส้มโอพันธุ์ทองดี โดยมีพื้นที่ปลูก ประมาณ 370 ไร่ มีเกษตรกรปลูก จำนวน 64 ราย รายละ 5-10 ไร่ เฉลี่ยมีรายได้ปีละ 3 แสนกว่าบาท

ส้มโอที่นี่มีคุณภาพดี เปลือกไม่หนา เนื้อฉ่ำ รสหวาน ไม่ซ่า ตรงตามที่ตลาดต้องการ บางช่วงที่ส้มโอนครชัยศรีขาดตลาด ผู้ส่งออกบางรายก็ได้นำส้มโอทองดีของบ้านแท่นไปทดแทน เนื่องจากมีคุณภาพไม่แตกต่างกัน

ส้มโอบ้านแท่น จะออกดอกในช่วงเดือนมกราคม และผลจะสุกแก่พร้อมเก็บเกี่ยวในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ซึ่งมีอายุผลหลังจากเริ่มติดผล ประมาณ 200 วัน ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่า สวนส้มโอที่มีอายุน้อยจะมีผลที่มีขนาดใหญ่กว่าต้นส้มโอที่มีอายุมาก และสวนส้มโอที่ต้นมีอายุมาก มีสัดส่วนที่ขายเพื่อส่งออกได้น้อย เมื่อเทียบกับสวนส้มโอที่ต้นยังอายุน้อย

ที่ผ่านมา เกษตรกรใช้เทคโนโลยีการผลิตที่เรียนรู้จากเพื่อนบ้าน เทคโนโลยีที่เคยทำมาในอดีต และจากการแนะนำของผู้ค้าสารเคมีเกษตร โดยไม่มีการตรวจสอบข้อมูลพื้นฐานของพื้นที่ก่อน ส่งผลให้เกิดปัญหาด้านคุณภาพของส้มโอ และปัญหาด้านการตลาด ทำให้เกษตรกรไม่สามารถกำหนดราคาของผลิตผลได้ ซึ่งผลส้มโอที่จะส่งออกได้นั้นต้องมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 17 เซนติเมตร

นอกจากนี้ ยังพบว่าเกษตรกรชาวสวนส้มโอบ้านแท่นยังใช้ปุ๋ยไม่เหมาะสมทั้งปริมาณและสัดส่วนของธาตุอาหาร ทำให้คุณภาพของผลไม่สม่ำเสมอ และบางปียังเจอปัญหาโรคแมลงต่างๆ ทั้งโรคแคงเกอร์ โรคยางไหล โรครากเน่า ไร เพลี้ยอ่อน หนอนชอนใบ และแมลงค่อมทอง ส่งผลให้เกษตรกรบางรายเลิกปลูกและหันไปปลูกยางพาราแทน

สีแดง มีประโยชน์ต่อร่างกาย

ส่วนการปลูกส้มโอในพื้นที่บ้านบุ่งสิบสี่ ตำบลโนนทอง อำเภอเกษตรสมบูรณ์ ในบริเวณเขื่อนจุฬาภรณ์ อันเป็นพื้นที่ต้นน้ำ มีส้มโอสีแดงแซมอยู่ด้วย จุดนี้นักวิจัยระบุว่าน่าจะเป็นการกลายพันธุ์มากกว่า โดยปัจจุบันพบ 22 ต้น ซึ่งสีแดงดังกล่าวมีสารแอนโทไซยานิน ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เนื่องจากเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและเส้นเลือดอุดตันในสมอง ด้วยการยับยั้งไม่ให้เลือดจับตัวเป็นก้อน ชะลอความเสื่อมของดวงตา ฯลฯ

หลังจากทางคณะวิจัยได้พบต้นส้มโอพันธุ์สีแดงก็ได้นำมาขยายพันธุ์ โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและการตอน ปัจจุบันได้กว่า 100 ต้นแล้ว พร้อมกันนั้นได้แนะนำเกษตรกรให้ตกแต่งกิ่งเพื่อให้ได้ผลผลิตดีขึ้น รวมทั้งแนะนำการใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสม เพราะที่ผ่านมาเกษตรกร โดยเฉพาะที่อำเภอบ้านแท่น เสียค่าใช้จ่ายไปกับการใช้ปุ๋ยเคมีและยามากถึง 70% และยังได้แนะนำให้เกษตรกรห่อผล ซึ่งพบว่าการห่อด้วยถุงกระดาษ จะทำให้ผิวผลมีสีเขียวเข้มกว่าการห่อด้วยวัสดุอื่น อันจะทำให้ส้มโอมีรสชาติที่ดีขึ้น ส่วนการห่อผลด้วยถุงพลาสติกขาวใส ทำให้ผลส้มโอมีความหนาเนื้อสูงที่สุด

รศ.ดร. สังคม บอกว่า ส้มโอพันธุ์เนื้อสีแดงที่พบมีหลากหลายต้นและให้ผลแตกต่างกัน บางต้นเป็นลูกกลม บางต้นเป็นลูกรีมีหัวจุก ซึ่งสายพันธุ์ที่มีความเป็นได้ที่จะแนะนำเป็นส้มโอประจำจังหวัดชัยภูมิได้ คือ CY10-003 และ CY10-105 เพราะมีความเด่นจากเนื้อมีสีแดงเข้ม เป็นที่สะดุดตามาก

ปัจจุบัน ส้มโอพันธุ์เนื้อสีแดงของอำเภอเกษตรสมบูรณ์ ยังไม่ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ส่วนใหญ่จะรู้จักส้มโอทับทิบสยามของเมืองนครศรีธรรมราชมากกว่า ซึ่งขายกันสูงสุดถึงลูกละ 300 บาท ขณะที่ส้มโอพันธุ์เนื้อสีแดงของชัยภูมิ ขายกัน 3 ลูก 100 บาท แต่หลังจากนี้เชื่อว่าเมื่อคณะนักวิจัยจาก มข. ได้มีการพัฒนาสายพันธุ์และวิธีการปลูกเพื่อให้ได้คุณภาพดีกว่านี้ คงจะทำให้ส้มโอพันธุ์เนื้อสีแดงชัยภูมิมีชื่อขึ้นมาบ้าง และแน่นอนย่อมทำให้ได้ราคาตามไปด้วย

 

บ้านหมี่ แหล่งสำรองข้าวและพันธุ์ข้าวชุมชน ที่มหาสารคาม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05058010957&srcday=2014-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 582

เทคโนโลยีการเกษตร

บ้านหมี่ แหล่งสำรองข้าวและพันธุ์ข้าวชุมชน ที่มหาสารคาม

จังหวัดมหาสารคาม เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการบริหารจัดการข้าวของจังหวัดแบบบูรณาการ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ หวังให้เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ขณะที่ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวบ้านหมี่ หมู่ที่ 8 และ 22 ตำบลเขวา อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม ร่วมมือกับสำนักงานเกษตรจังหวัดมหาสารคาม สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองมหาสารคาม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดมทุนด้วยการทอดผ้าป่าสามัคคี เพื่อสมทบทุนการดำเนินงานศูนย์ให้เดินหน้าไปสู่เป้าหมาย

ข้าว เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดมหาสารคาม มีพื้นที่ปลูกข้าวนาปี 2.20 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 80 ของพื้นที่การเกษตรทั้งหมด ได้ผลผลิตรวม กว่า 1 ล้านตัน ต่อปี โดยมีผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่อยู่ที่ 483 กิโลกรัม สภาพการผลิตทั้งในเขตชลประทานและเขตอาศัยน้ำฝน แต่มีพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตอาศัยน้ำฝน

ปัญหาด้านการผลิตที่สำคัญคือ สภาพอากาศที่แปรปรวน ปริมาณน้ำฝนที่ตกไม่กระจาย ฝนทิ้งช่วง ขาดแหล่งน้ำ ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ขาดแคลนเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี มีโรคแมลงรบกวน ต้นทุนการผลิตสูง รวมทั้งเกษตรกรส่วนใหญ่ขาดความรู้ เทคโนโลยีการผลิตข้าวที่เหมาะสม โดยเฉพาะการใช้เมล็ดพันธุ์ดี ระยะเวลาที่เหมาะสมในการปลูก การใส่ปุ๋ย การดูแลรักษา การป้องกันและกำจัดโรคและแมลงศัตรูข้าว วิทยาการก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว รวมถึงการจัดการผลผลิตให้ได้คุณภาพและมาตรฐาน และปัญหาด้านการแปรรูปการบรรจุภัณฑ์ เพื่อเพิ่มมูลค่า และปัญหาด้านการตลาด ส่งผลให้เกษตรกรจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาต่ำ

ว่าที่ ร.ต. จักรภัทร ผ่องโอภาส เกษตรจังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า จากปัญหาที่เกิดขึ้น สำนักงานเกษตรจังหวัดมหาสารคามจึงผลักดันให้มีการจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชนประจำหมู่บ้านและชุมชนขึ้น โดยร่วมกับสำนักงานเกษตรอำเภอ หน่วยงานภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชนบ้านหมี่ นับเป็นหนึ่งในภารกิจที่ได้จัดตั้งขึ้น เพื่อรองรับโครงการบริหารจัดการข้าวจังหวัดมหาสารคาม ที่จะให้เกษตรกรรวมกลุ่มเกิดความเข้มแข็ง

ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชนบ้านหมี่ มีสถานที่ตั้งอยู่ที่ บ้านเลขที่ 24 หมู่ที่ 8 ตำบลเขวา อำเภอเมือง

โดยได้เริ่มก่อตั้งเมื่อ วันที่ 6 พฤษภาคม 2545 เริ่มแรกมีสมาชิก 50 ราย ที่ได้รับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวจากกรมส่งเสริมการเกษตร จำนวน 3 ตัน และเมื่อ ปี 2553 ศูนย์ได้รวบรวมเงินทุนไปจัดซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวเหนียว กข 6 จำนวน 1 ตัน จากศูนย์ขยายเมล็ดพันธุ์ข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร ตามข้อเสนอความต้องการของสมาชิก ที่มี คุณเคน คำสะอาด เป็นประธานศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชนบ้านหมี่

ปัจจุบัน มีสมาชิก 100 ราย มีเงินทุนหมุนเวียน 320,000 บาท ภายใต้การดำเนินงานที่มีกฎระเบียบของศูนย์ที่เข้มงวด เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสมาชิก เริ่มจากสมาชิกต้องเข้ารับการถ่ายทอดความรู้ อย่างน้อย เดือนละ 1 ครั้ง สมาชิกที่ขาดเรียนจะถูกปรับ ครั้งละ 30 บาท ลาได้ไม่เกิน 3 ครั้ง ครั้งที่ 4 ถือว่าขาดเรียน 1 ครั้ง

นอกจากนี้ สมาชิกต้องลงหุ้น คนละ 100 บาท หากกู้ยืมเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิไป 100 กิโลกรัม ต้องใช้คืน 120 กิโลกรัม แต่หากเป็นพันธุ์ข้าว กข 6 ส่งคืนในอัตรา 1 ต่อ 1 หรือส่งคืนตามจำนวนที่ยืมเมล็ดพันธุ์ข้าว กข 6 ไป

สภาพการผลิตปัจจุบันกลุ่มเน้นให้สมาชิกผลิตข้าวให้ได้คุณภาพและมาตรฐานด้วยระบบ GAP ในแต่ละปีศูนย์สามารถผลิตพันธุ์ข้าวคุณภาพดีได้ไม่ต่ำกว่า ปีละ 30 ตัน และในปีการผลิต 2557 ศูนย์ได้เข้าร่วมโครงการข้าวดำครบวงจรจังหวัดมหาสารคาม โดยปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ในนาแปลง รวม 50 ไร่

การสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐนอกจากที่กล่าวมาแล้ว ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชนบ้านหมี่ยังได้รับการสนับสนุนงบประมาณ ปี 2556 เป็นลานตากข้าว เครื่องสีข้าวกล้อง ข้าวขาว และข้าวฮาง รวมถึงรถไถนาพร้อมเครื่องอัดฟาง โดยเฉพาะรถไถและเครื่องอัดฟาง ศูนย์นำไปรับจ้างช่วงเก็บเกี่ยวข้าวที่ผ่านมา สร้างรายได้เข้าศูนย์กว่า 70,000 บาท

แต่ศูนย์ก็ยังขาดแคลนเงินทุน จึงวางแผนร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดมหาสารคาม สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองมหาสารคาม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดมทุนด้วยการทอดผ้าป่าสามัคคี เพื่อสมทบทุนการดำเนินงานศูนย์ โดยมีพระครูสุวรรณธรรมสถิต เจ้าอาวาสวัดราชประดิษฐ์ เจ้าคณะตำบลเขวา เขต 1 เป็นประธานที่ปรึกษาฝ่ายสงฆ์ และ คุณนพวัชร สิงห์ศักดา ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม เป็นประธานฝ่ายฆราวาส และแบ่งคณะกรรมการออกเป็นสายสำนักงานเกษตรจังหวัดมหาสารคาม สำนักงานเกษตรอำเภอทั้ง 13 อำเภอ สายกำนัน ผู้ใหญ่บ้านตำบลเขวา สายผู้บริหาร สมาชิกและเจ้าหน้าที่สำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลเขวา และสายสมาชิกศูนย์ข้าวชุมชนบ้านหมี่

ทั้งนี้ได้มีการจัดพิธีทอดผ้าป่าสามัคคีขึ้น เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 14 สิงหาคม 2557 ที่ผ่านมา ณ ลานตากโรงสีข้าวศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชนบ้านหมี่ มีพระครูสุวรรณธรรมสถิต เจ้าอาวาสวัดราชประดิษฐ์ เจ้าคณะตำบลเขวา เขต 1 เป็นประธานที่ปรึกษาฝ่ายสงฆ์ และ คุณนพวัชร สิงห์ศักดา ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ได้ยอดเงินผ้าป่าจากสายต่างๆ รวม 97,650 บาท

นอกจากนี้ คณะกรรมการบริหารและสมาชิกศูนย์ยังได้จัดพิธีบายศรีสู่ขวัญให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม หัวหน้าส่วน และผู้ที่ไปร่วมงาน เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคล พร้อมมีการจัดแสดงรำวงย้อนยุค เพื่อสร้างความบันเทิงให้กับผู้ที่ไปร่วมงาน

ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชนบ้านหมี่ จึงนับเป็นอีกตัวอย่างของความร่วมมือเพื่อการพัฒนาอาชีพของประชาชนในพื้นที่แห่งนี้…

 

เชาว์ แก้วประสิทธิ์ ปลูกพริกเป็นรายได้เสริม ที่บางคล้า ฉะเชิงเทรา

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060010957&srcday=2014-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 582

เทคโนโลยีการเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

เชาว์ แก้วประสิทธิ์ ปลูกพริกเป็นรายได้เสริม ที่บางคล้า ฉะเชิงเทรา

“พริก” ชื่อที่ทุกคนรู้จักพืชชนิดนี้เป็นอย่างดี แต่เดิมบทบาทของพริกที่นำมาใช้ประโยชน์คงมีเพียงด้านอาหารเท่านั้น และภาพที่คุ้นตามากมักพบว่า บ้านเรือนทุกหลัง ไม่ว่าหมู่บ้าน ตำบล จังหวัด หรือแม้ในเขตเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ มักจะปลูกพริก โดยเฉพาะพริกขี้หนูที่ต้องมีติดบ้านอย่างน้อย 1-2 ต้น เพื่อไว้หยิบฉวยได้ง่ายเวลานำมาปรุงอาหาร เพราะอาหารไทยหลายชนิดต้องมีรสเผ็ดนำ

แม้มื้อใดไม่ได้ใช้พริกปรุงอาหาร แต่อย่างน้อยต้องมีน้ำปลาพริกขี้หนูไว้ร่วมวงอาหารในทุกมื้อ ดังนั้น ด้วยคุณสมบัติเด่นในด้านรสเผ็ดจัด มีกลิ่นหอม พริกจึงเหมาะกับเมนูอาหารไทยแท้อย่างน้ำพริกชนิดต่างๆ หรือแกงเผ็ด เป็นต้น

พริกขี้หนูเป็นพืชผักสวนครัวที่ปลูกง่าย ขึ้นง่าย แค่ทิ้งเม็ดแก่ที่ซื้อมาแล้วใช้ไม่ทันลงตามพื้นดินบริเวณข้างครัว ไม่นานก็เจริญงอกงามแตกต้นอ่อนจำนวนหลายต้น อีกทั้งยังดูแลง่าย หรือแทบจะไม่ต้องดูแลอะไรเลย เพราะต้นพริกตามธรรมชาติจะปรับสภาพเอง ไม่ต้องไปสนใจอะไร จะกลายเป็นพันธุ์ที่มีความทนทานแข็งแรง ยกเว้นน้ำ อย่าให้ขาดเป็นพอ เรียกได้ว่าปลูกครั้งเดียวอยู่ได้หลายปีเลย และหากต้องการได้รสเผ็ดมาก ก็อย่าให้น้ำบ่อย

ความเป็นพืชง่ายๆ เช่นนี้จึงทำให้พริกขี้หนูกลายมาเป็นอีกหนึ่งสมาชิกพืชสวนครัวของแม่บ้านหลายครัวเรือน นอกจากโหระพาและใบกะเพราหรือแม้แต่มะนาว

อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมการปลูกพริกขี้หนูยังมีความแตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายของผู้ปลูกแต่ละราย บางรายปลูกต้นเดียวไว้เก็บกินในเวลาเร่งด่วน บางรายปลูกหลายต้นไว้เพื่อใช้ในการประกอบอาชีพขายอาหาร หรือบางรายอาจปลูกกันเป็นจำนวนหลายไร่เพื่อทำเป็นธุรกิจเชิงพาณิชย์ แต่ไม่ว่าจะมีเป้าหมายอะไร พริกยังคงทำประโยชน์ให้แก่ผู้ปลูกได้อย่างอเนกอนันต์

ในหนังสือเฉพาะกิจ เรื่อง “พริก…คู่ครัวไทย ปลูกง่าย รายได้งาม” ที่กองบรรณาธิการเทคโนโลยีชาวบ้านจัดทำขึ้น ในหน้า 20 ระบุถึงการจำแนกพริกว่า พริกขี้หนู อยู่ในกลุ่มพริกเล็กที่เป็นไม้ยืนต้น ซึ่งบางพันธุ์เป็นพริกท้องถิ่นที่มีคุณสมบัติทนทานต่อสภาวะทางธรรมชาติในแต่ละพื้นที่ สามารถสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านในท้องถิ่นนั้น นอกจากนั้น ในหนังสือยังมีเรื่องราวต่างๆ ของพริกหลายชนิดในแต่ละกิจกรรม พร้อมกับชี้ช่องทางการตลาดสำหรับคนที่ไม่สะดวกปลูก แต่ชอบขาย…

อย่าลืม…หาซื้ออ่านกันให้ได้!!

เกษตรกร

ที่บางคล้า ฉะเชิงเทรา

ปลูกพริกและพืชอื่น

แนวผสมผสาน

แม้พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศจะปลูกพริกกันมากในแถบภาคอีสาน แต่ในอีกหลายจังหวัดก็ยังสามารถปลูกพริกได้ดีหากมีการบริหารจัดการกระบวนการปลูกที่มีประสิทธิภาพ ตัวอย่างที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ชาวบ้านอำเภอบางคล้าท่านหนึ่งคือ คุณเชาว์ แก้วประสิทธิ์ อยู่บ้านเลขที่ 10/4 หมู่ที่ 4 ตำบลหัวไทร อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา มีอาชีพทำการเกษตรแบบผสมผสานพร้อมกับได้ปลูกพริกไว้ด้วย

ความจริงก่อนหน้านี้เส้นทางอาชีพเกษตรกรรมของคุณเชาว์จัดเป็นมือหนึ่งของผู้ที่ปลูก-จำหน่ายผักหวานบ้านที่โด่งดัง อย่าง พันธุ์บางคล้า 2 ซึ่งสร้างรายได้อย่างงดงามให้แก่ครอบครัวแก้วประสิทธิ์ แต่ทุกอย่างกลับหักมุม เพราะเมื่อ ปี 2556 กระแสน้ำจำนวนมหึมาถาถมเข้าใส่ไร่นาสวนผสมของคุณเชาว์ สร้างความเสียหายเป็นอย่างมาก

แต่สิ่งที่ดูจะเสียหายชนิดวัดค่ากันไม่ได้คือ สภาพจิตใจของชายผู้นี้ที่ได้ทุ่มเททุกอย่างให้กับ “ศูนย์เรียนรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา”

น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สร้างโครงการ “1 ไร่ แก้จน”

ถึงแม้จะบอบช้ำเพียงใด แต่เลือดนักสู้ชาวบางคล้าคนนี้กลับไม่ถอย เพราะเมื่อตั้งหลักได้ คุณเชาว์ได้รวบรวมสติปัญญาที่สะสมมายาวนาน ตลอดจนนำแนวคิดและทฤษฎีหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงในสมัยที่เคยทำงานในโครงการหลวงหลายแห่งมาประยุกต์ปรับเข้าใช้ให้เหมาะสม พร้อมกับตั้งชื่อใหม่ว่า โครงการ “1 ไร่ แก้จน”

โครงการนี้คุณเชาว์ลงทุนซื้อที่ดิน จำนวน 1 ไร่ ติดถนนใกล้กับ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ วิทยาเขตแห่งที่ 3 ตำบลหัวไทร อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา แล้วขุดดินจากที่ดินเดิมมาถมให้สูงขึ้นอีก 1 เมตร จัดทำเป็นแปลงปลูกพืชผสมผสาน และเน้นพืชที่ปลูกง่าย โตเร็ว ให้ผลผลิตเร็ว มาปลูกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นข่า ตะไคร้ กะเพรา โหระพา มะนาว กล้วย ผักหวานบ้าน และพริก เป็นต้น

ปลูกพริกขี้หนูแบบธรรมชาติ

ทนทาน แข็งแรง สู้โรค

โดยพืช ผัก ผลไม้เหล่านี้ถูกวางผังการปลูกให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับการเจริญเติบโต และเมื่อใดที่ได้ผลผลิต จาก 1 ไร่ แก้จน จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์โดยตรงที่ร้านอาหารของลูกสาวคนสุดท้องของคุณเชาว์ที่จำหน่ายข้าวมันไก่ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ และตั้งอยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยเพียง 100 เมตร

คุณเชาว์ให้รายละเอียดกับต้นพริกที่ปลูกไว้ว่าเป็นพริกขี้หนูสวนที่ขึ้นเองในสวนเดิม เกิดจากเม็ดพริกที่ร่วงหล่นพื้น หรือนกมากัดกินเม็ดพริกแล้วทิ้งมูลลงตามพื้นดิน เป็นต้นพริกที่เจริญเติบโตตามธรรมชาติ และไม่เคยมีแมลงมารบกวนทำให้ต้นพริกเสียหายเลย อีกทั้งยังไม่ค่อยรดน้ำเท่าไร ส่วนมากอาศัยน้ำฝน เป็นการปลูกแบบปลอดสาร แต่กลับเห็นว่า ลำต้น ใบ และเม็ดพริกที่ได้จากการเจริญเติบโตทางธรรมชาติมีความสมบูรณ์ แข็งแรง ต่างจากพริกที่มีการเพาะเอง ซึ่งมักอ่อนแอเป็นโรคง่าย มีใบหงิกงอ

“เป็นพริกที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ หลังจากน้ำลดแล้ว เม็ดพริกที่ร่วงหล่นตามพื้น หรือจากมูลที่นกมาถ่ายได้งอกโตขึ้นมา เมื่อพิจารณาดูต้นว่ามีความแข็งแรงพอ จึงขุดขึ้นมาปลูก เป็นพริกขี้หนูสวน และพริกชี้ฟ้า มีต้นพริกรวมทั้งหมดจำนวน 70 ต้น

ต้นพริกเหล่านี้ถ้าเป็นรุ่นเก่า อายุต้นราว 10 เดือน จะปลูกอยู่ในที่ดินเดิม ซึ่งอาจปลูกไม่เป็นระเบียบ ส่วนรุ่นใหม่ขุดแยกมาปลูกในแปลง 1 ไร่ แก้จน ปลูกไว้รอบๆ ซึ่งพริกทั้งหมดสามารถเก็บผลผลิตได้ตลอด แล้วนำไปใช้ประโยชน์ที่ร้านอาหารของลูกสาวซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัย”

โดยปกติพริกจะให้ผลผลิตทุก 15-20 วัน แต่คุณเชาว์แนะว่า ถ้าปลูกแบบไม่ให้ตรงกัน ต่างเวลากัน จะสามารถเก็บผลผลิตได้ทุกวัน และทำให้มีรายได้ทุกวันเช่นกัน

แต่ละครั้งเขาจะเก็บพริกหมดทั้งต้นหรือที่เรียกว่า เก็บพริกยกรุ่น แต่เก็บเฉพาะเม็ดสีแดงก่อนเพื่อนำไปใช้ทำน้ำจิ้มข้าวมันไก่ เพราะมีสีสันสวยงาม ไม่เผ็ดมาก ทำให้ดูน่ากิน และพริกขี้หนูสวน หรือพริกขี้นก มักนิยมใช้สำหรับนำไปทำพริกน้ำปลา ใส่ผัดกะเพรา น้ำจิ้มอาหารทะเล

คุณเชาว์ปลูกพริกไว้ใช้เอง และส่งขายตามร้านอาหาร พร้อมกับผักหวานบ้าน ในแต่ละครั้งที่เก็บสามารถได้รุ่นละ 8-9 ขีด ส่งพริกตามร้านอาหารหลังเก็บไว้ใช้งานแล้ว ในราคาขายกิโลกรัมละ 100 บาท

“ส่วนถ้าชาวบ้านปลูกพริกส่งขายตามตลาด ราคาขายกิโลกรัมละ 50-60 บาท ดังนั้น จึงเห็นว่าเป็นพืชที่ปลูกสร้างรายได้เสริมอย่างดี ยิ่งถ้าวางแผนปลูกสลับวันเก็บ ยิ่งทำให้มีรายได้เกิดขึ้นทุกวันและสามารถปลูกเป็นรายได้หลักโดยแทบจะไม่ต้องลงทุนอะไรมาก อย่าไปปลูกแบบเก็บครั้งเดียวใส่ถุงใหญ่ เพราะจะถูกกดราคา

อีกอย่างที่น่าสนใจคือถ้าติดต่อส่งพริกตามร้านอาหารได้ อาจมีโอกาสส่งพืชชนิดอื่นที่ใช้ในครัวอย่างขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด กะเพรา โหระพา มะนาว ร่วมด้วย ยิ่งเกิดรายได้เสริมมากขึ้นไปอีก”คุณเชาว์ ให้รายละเอียดเพิ่ม

คุณเชาว์ชี้ว่าถ้าคิดปลูกพริกเองง่ายมาก เพียงนำเม็ดพริกที่ซื้อมาใช้ทำอาหาร ถ้าเหลือและเป็นพริกแก่ให้โรยไว้บนพื้นดินสัก 2-3 เม็ด พอพริกโตเป็นต้นอ่อนสัก 2-3 ต้น ให้ดูว่าต้นไหนที่สมบูรณ์ที่สุดเก็บไว้ แล้วดึงต้นที่เหลือทิ้งให้หมด จากนั้นเลี้ยงในภาชนะขนาดเล็ก เมื่อต้นมีขนาดโตแข็งแรง ค่อยย้ายลงดิน ต้นพริกที่เติบโตจากเม็ดพริกจะมีความแข็งแรงทนทานกว่าการซื้อพริกแบบเป็นซองมาเพาะ-ปลูก

“พริกขี้หนูปลูกง่ายกว่าพริกชี้ฟ้า เนื่องจากพริกชี้ฟ้าต้องใส่ใจ ทั้งเรื่องปุ๋ย น้ำ การให้ฮอร์โมน ตลอดจนต้องมีการจัดการที่ดี จึงต่างจากพริกขี้หนูสวนที่ปลูกแบบปล่อยตามธรรมชาติ แล้วไม่มีแมลงมารบกวนเลย ทนทานมาก”

นอกจากนั้น เขายังระบุประโยชน์ของพริกขี้หนูสวนอีกประการคือ นำเม็ดพริกที่สุกแก่ไปแช่น้ำ แล้วนำน้ำนั้นมาฉีดไล่แมลง ทั้งนี้เพราะคุณสมบัติความเผ็ดร้อนจะทำให้เหล่าแมลงหลายชนิดหนีกันกระเจิงแน่ แล้วไม่มารบกวนอีก

พริกอีกชนิดที่คุณเชาว์ต้องใช้ประโยชน์คือ พริกหยวก เพราะใช้สำหรับใส่น้ำส้มพริกดองก๋วยเตี๋ยว แต่เนื่องจากจำนวนการใช้พริกหยวกในแต่ละวันมีเพียง 2-3 เม็ด เท่านั้น เขาจึงใช้วิธีซื้อเม็ดพริกแบบซองมาเพาะ-เลี้ยงไว้หน้าร้าน และคอยเด็ดออกมาเมื่อต้องการใช้งาน เพราะจะทำให้ได้พริกที่สด ใหม่ หอม

ท้ายสุด เกษตรกรนักสู้รายนี้ฝากข้อคิดว่า หัวใจสำคัญของการประสบความสำเร็จจากการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ส่วนหนึ่งมาจากการวางแผนและการกำหนดผังการปลูกพืชแต่ละชนิด ตลอดจนการบริหารจัดการที่ดีมีประสิทธิภาพ ก่อนลงมือทำจริง ควรก้าวไปอย่างช้าๆ ด้วยความรอบคอบ มากกว่าการกระโดด เพราะหากพลาดท่าอาจเสียหายยับเยินกันมามากแล้วเพราะความใจร้อน

สนใจขอความรู้การทำเกษตรกรรมแบบพอเพียงในโครงการ 1 ไร่ แก้จน หรือสอบถามรายละเอียดเรื่องพริก ติดต่อได้ที่ คุณเชาว์ แก้วประสิทธิ์ โทรศัพท์ (081) 915-0429

อย่าพลาด…กับงานสัมมนา เรื่อง “พริก…พืชให้รสเผ็ด ที่ครัวไทยขาดไม่ได้” ใน วันที่ 22 พฤศจิกายน 2557 ดูกำหนดการสัมมนาและรีบจับจองที่นั่งได้ ตามรายละเอียดในนิตยสารเล่มนี้

 

ศุภชัย สุรชิต ปลูกปาล์มพันธุ์ดี สร้างรายได้ดี ที่ชุมพร

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05064010957&srcday=2014-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 582

เทคโนโลยีการเกษตร

มนัส ช่วยบำรุง

ศุภชัย สุรชิต ปลูกปาล์มพันธุ์ดี สร้างรายได้ดี ที่ชุมพร

ปาล์มน้ำมัน พืชเศรษฐกิจหลักที่เกษตรกรชาวสวนนิยมปลูก เนื่องจากหาซื้อต้นกล้าพันธุ์ได้ง่าย เหมาะสำหรับสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นฝนตกชุกตลอดปีโดยเฉพาะภาคใต้ ขายได้ราคาดี เป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้นทุกปี

ผนวกกับในปัจจุบันการใช้น้ำมันที่ผลิตจากปาล์มเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะเป็นน้ำมันที่สกัดจากพืช (ไบโอดีเซล) ไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ปาล์มน้ำมันนั้นนอกจากผลของมันจะนำไปสกัดเป็นน้ำมันพืช น้ำมันไบโอดีเซลแล้ว ทะลายปาล์มที่นำมาเข้าขั้นตอนการสกัดน้ำมันที่เหลือเพียงกากทะลายปาล์มยังนำไปเพาะเห็ดฟางขาย เสริมรายได้ให้แก่เกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง

หากพูดถึงสายพันธุ์ปาล์มน้ำมันที่นิยมปลูกกันนั้นมีอยู่หลากหลายสายพันธุ์ ทั้งพันธุ์ลูกผสมสุราษฎร์ธานี 1-8 พันธุ์ Tenera พันธุ์ Deli Nigeria Black พันธุ์ Deli Ghana พันธุ์ Deli Dura และ พันธุ์ Compact (Compact + Nigeria, Compact + Ghana) มีหลายสายพันธุ์ให้เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันได้เลือกสรรกันตามสภาพภูมิศาสตร์ในแต่ละท้องที่รวมถึงความชื่นชอบส่วนตัวของเกษตรกรเอง

พันธุ์ปาล์มน้ำมันมีการคิดค้นพัฒนาอยู่โดยตลอด ทำให้เกิดพันธุ์ใหม่ขึ้นมาอยู่เสมอ โดยเฉพาะพันธุ์ลูกผสมต้นเตี้ย ซึ่งเป็นที่นิยมปลูกกันอยู่ในขณะนี้

คุณศุภชัย สุรชิต หรือ คุณดำ เกษตรกรปลูกปาล์มน้ำมัน ตำบลขุนกระทิง อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร ทำสวนปาล์มน้ำมันมานานกว่า 8 ปี ปลูกปาล์มน้ำมัน พันธุ์ Compact Nigeria ลงทุนซื้อต้นพันธุ์มาจาก บริษัท สุราษฎร์พันธุ์ปาล์ม สาเหตุที่คุณดำเลือกปาล์มน้ำมันพันธุ์นี้ เพราะมีลักษณะต้นเตี้ย สะดวกในการดูแลเก็บเกี่ยว ให้ผลผลิตดีในช่วงหน้าฝน ซึ่งตรงกับสภาพอากาศของจังหวัดชุมพร ผลดก ดูแลง่าย เป็นที่นิยมของเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน

ส่วนราคาของต้นกล้าปาล์มน้ำมัน คุณดำ แนะนำว่าเกษตรกรผู้สนใจหากซื้อจากศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมัน เขต 7 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ราคาอยู่ที่ต้นละประมาณ 50 บาท ส่วนของเอกชน จะขายอยู่ที่ 100-150 บาท ตามขนาด อายุ ความสมบูรณ์ และชนิดพันธุ์ของต้นปาล์มน้ำมัน

การเริ่มต้นทำสวนปาล์มน้ำมันของคุณดำ เริ่มจากการเพาะกล้าปาล์มน้ำมัน พันธุ์ Compact Nigeria ขาย พร้อมกับเปิดร้านขายเคมีภัณฑ์ทางการเกษตรในจังหวัดชุมพรก่อน รวมทั้งปลูกในสวนของตัวเองด้วย ภายหลังปาล์มน้ำมันที่ปลูกไว้สามารถตัดได้ ในขณะเดียวกันพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันในจังหวัดชุมพรมีมากขึ้นจนเต็มพื้นที่ จึงได้เลิกกิจการเพาะกล้าพันธุ์ปาล์มน้ำมันขาย มาประมาณ 4-5 ปีแล้ว จึงหันมาดูแลสวนปาล์มน้ำมันอย่างจริงจัง นอกจากคุณดำจะทำสวนปาล์มน้ำมันแล้ว ยังทำสวนทุเรียน สวนยางพาราด้วย ซึ่งคุณดำเองเป็นผู้ริเริ่มทำทุเรียนนอกฤดูเจ้าแรกๆ ในจังหวัดชุมพร สาเหตุที่ปลูกพืชหลายชนิดนั้น ก็เพื่อหมุนเวียนเก็บเกี่ยวผลผลิตระหว่างรอให้ยางพาราออกเต็มที่ในช่วงหน้าหนาว ก็สามารถตัดปาล์มน้ำมันได้ในช่วงหน้าฝน ปาล์มน้ำมันมีอายุที่ตัดทะลายขายได้ อยู่ระหว่าง 3 ปีครึ่ง ถึง 4 ปี เป็นระยะที่เจ้าของสวนเริ่มที่จะตัดทะลายปาล์มน้ำมัน สำหรับคนงานภายในสวนปาล์มน้ำมันของคุณดำมีทั้งหมด 4 คน หมุนเวียนกันไปทำตามแต่ละแปลง

รายได้จากการทำสวนปาล์มน้ำมันของคุณดำ เฉลี่ยปีละกว่า 300,000-400,000 บาท โดยราคาปาล์มทะลายขณะนี้อยู่ที่ กิโลกรัมละ 4 บาท 80 สตางค์ ใช้ลูกจ้างภายในสวนตัดปาล์มน้ำมันขาย แทนที่การจ้างผู้รับเหมาตัด ซึ่งคิดราคาค่าตัดอยู่ที่ตันละ 500-600 บาท เป็นการลดต้นทุนการตัด สวนปาล์มน้ำมันของคุณดำหมุนเวียนตัดทุก 15 วัน ตัดได้รอบละ 7-8 ตัน ผลผลิตปาล์มน้ำมันที่ได้แต่ละเดือน ประมาณ 14-15 ตัน ส่งผลให้คืนต้นทุนค่าปุ๋ย ค่าคนงาน ได้อย่างรวดเร็ว

เคล็ดลับการเพิ่มผลผลิต

ปาล์มน้ำมัน ของ คุณดำ

คุณดำ แนะเกษตรกรที่ต้องการปลูกปาล์มน้ำมัน ควรมีการคัดเลือกพันธุ์ปาล์มน้ำมันที่ดี คัดต้นพันธุ์ตัวผู้กับกะเทยที่ผิดปกติออก เพื่อให้ได้ปาล์มที่ออกทะลายทุกต้น ในสมัยก่อนนั้นชาวบ้านนิยมเพาะกล้าพันธุ์ปาล์มน้ำมันเอง หรือเก็บลูกปาล์มน้ำมันจากสวนที่ร่วงมาเพาะ ซื้อพันธุ์จากแหล่งขายที่ไม่ได้คุณภาพ ทำให้ได้ต้นกล้าพันธุ์ที่ไม่ดี แคระแกร็น ติดทะลายไม่ทุกต้น หากใช้ต้นกล้าพันธุ์ที่ดี ทั้งจากศูนย์วิจัยของราชการหรือเอกชน สามารถให้ผลผลิตได้อย่างต่ำ 3.5-4.5 ตัน ต่อไร่ ต่อปี ต้นกล้าปาล์มน้ำมันที่ปลูกลงแปลงนั้น อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 8-12 เดือน ควรปลูกต้นกล้าปาล์มห่างจากหน้าดินอย่างน้อย 12-15 เซนติเมตร รากของปาล์มน้ำมันจะยาวเท่ากับปลายสุดของเงาใบ ปาล์มน้ำมันมีระยะที่สามารถเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ประมาณ 3 ปี ระหว่างนี้ทะลายปาล์มน้ำมันที่ออกนั้นยังมีขนาดเล็กควรตัดทะลายเล็กออก เพื่อสร้างลำต้นให้มีขนาดที่สมบูรณ์ ชาวสวนปาล์มน้ำมันจะต้องหมั่นตัดแต่งแทงทางต้นปาล์มน้ำมันอยู่โดยตลอด เกษตรกรโดยส่วนใหญ่จะใช้เสียมแทงแต่งทางใบ หากไม่มีความชำนาญเสียมอาจแทงไปถูกต้นปาล์มน้ำมัน ทำให้ต้นปาล์มน้ำมันเป็นแผลได้จากแรงกระแทก ส่งผลกระทบถึงต้นปาล์มน้ำมันที่ยังมีขนาดลำต้นเล็กอยู่ สำหรับปาล์มน้ำมันที่มีอายุต้น 6 ปีขึ้นไปแล้ว ควรไว้ทางใบ 7-8 รอบ (56-64 ทางใบ) ปาล์มน้ำมันที่โตเต็มที่ควรไว้ทางใบ 4.5-6.5 รอบ (36-48 ทางใบ) ไม่ควรตัดแต่งแทงทางจนกว่าจะถึงช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต เกษตรกรท่านใดตัดทางมากเกินไป จะทำให้ต้นปาล์มน้ำมันสูงเร็วกว่าปกติ ควรตัดทางใบให้เหลือรองรับทะลายปาล์มอย่างน้อย 2 ทางใบ (ชั้นล่างจากทะลาย) เสร็จแล้วควรนำทางปาล์มน้ำมันที่ตัดออกไว้มาวางสลับร่องปาล์ม เพื่อรอการย่อยสลายเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับต้นปาล์มน้ำมัน

ในระยะ 3 ปีแรก เป็นช่วงที่ปาล์มน้ำมันมีขนาดเล็ก ควรใช้สารปราบวัชพืชประเภทเผาไหม้ (สาร Parafot) ในบางสวนชาวบ้านนิยมปลูกสับปะรดเสริมในร่องปาล์ม เพื่อขายเพิ่มรายได้ แล้วใช้ยาปราบวัชพืชชนิดดูดซึมในการฉีดพ่น ซึ่งเป็นละอองไปติดต้นปาล์มน้ำมัน ทำให้ต้นปาล์มน้ำมันที่มีขนาดเล็ก ใบห่อลากดิน ชะงักการเจริญเติบโต ใน 3 ปีนี้ จึงควรใช้สารเผาไหม้ในการฉีดพ่นพร้อมกับตัดหญ้าในแปลงแทนที่การใช้สารประเภทดูดซึม

การบำรุงต้นปาล์มน้ำมัน เนื่องจากปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่ต้องการน้ำและปุ๋ยมาก พื้นที่ปลูกควรมีปริมาณน้ำฝนไม่ต่ำกว่า 1,800 มิลลิเมตร ต่อปี ปาล์มน้ำมันที่อยู่ในช่วงวัย 5-15 ปี คุณดำ ใช้ปุ๋ย สูตร 4-7-39 (N-P-K) ใส่ 3 กิโลกรัม ต่อต้น ให้อาหารเสริมประเภทโบรอน แคลเซียม แมกนีเซียม พร้อมทั้งเสริมอินทรียวัตถุ เช่น มูลไก่ (มูลไก่ผสมแกลบ) มูลวัว มูลสัตว์ต่างๆ จะใส่เป็นประจำ ปีละครั้งทุกปี ระหว่างช่วงต้นฤดูฝนและปลายฤดูฝน ปาล์มน้ำมันเมื่อพ้นระยะ 5 ปีแล้ว จะดูแลง่าย เพราะเป็นพืชที่ไม่ค่อยมีโรคและแมลงรบกวน ส่วนผลผลิตจะมากหรือน้อยอยู่ที่การดูแลและปริมาณน้ำฝน เกษตรกรควรปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียนระหว่างรอตัดปาล์มน้ำมันด้วย เพื่อเพิ่มรายได้ระหว่างช่วงรอตัดปาล์มน้ำมัน

“สำหรับการทำสวนปาล์มน้ำมันในจังหวัดชุมพรนั้น ปาล์มยังคงมีน้อยกว่ายาง ปาล์มพึ่งมาได้รับความนิยมปลูกเมื่อ 20 ปีที่แล้ว การทำสวนปาล์มล้วนต้องใช้เนื้อที่มาก ตั้งแต่ 20 ไร่ขึ้นไป เพื่อให้ได้ผลผลิตที่คุ้มทุน ด้วยข้อจำกัดทางพื้นที่เพาะปลูกของจังหวัดชุมพรที่ส่วนหนึ่งเป็นภูเขาที่มีลักษณะไม่เสมอกัน ทำให้ตัดทะลายปาล์ม ตกแต่ง แทงทางได้ยาก ชาวบ้านต้องลงทุนเรื่องค่าปุ๋ยกับค่ายาในช่วงแรกมาก ยางจึงได้รับความนิยมปลูกมากกว่า” คุณดำ บอก

ปาล์มน้ำมัน ยังคงเป็นพืชเศรษฐกิจที่ได้รับความนิยมจากชาวสวนทั้งในภาคใต้และภาคอื่นด้วยราคาที่เพิ่มขึ้นอยู่ในขณะนี้ เพราะปลูกง่าย เป็นที่ต้องการของภาคอุตสาหกรรมน้ำมัน สอดคล้องกับโครงการพระราชดำริที่มีการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกปาล์มน้ำมัน ปาล์มน้ำมันจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรผู้สนใจพืชเศรษฐกิจที่ให้ผลตอบแทนไว เก็บเกี่ยวผลผลิตได้นาน ทนโรค ให้ผลกำไรสูง

ผู้สนใจวิธีปลูกปาล์มน้ำมันให้ได้ผลผลิตสูง ติดต่อได้ที่ คุณศุภชัย สุรชิต หรือ คุณดำ ที่ บ้านเลขที่ 24/8 หมู่ที่ 8 ตำบลขุนกระทิง อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร (ร้านศุภรัชการเกษตร แยกทางขึ้นบ้านถ้ำสิงห์) โทรศัพท์ (087) 276-1924

ปาล์มคอมแพค ไนจีเรีย (Compact Nigeria)

สำหรับลักษณะเด่นของปาล์มน้ำมัน พันธุ์ Compact Nigeria เป็นปาล์มน้ำมัน สายพันธุ์ compact ซึ่งเป็นพันธุ์ลูกผสมระหว่างต้นพันธุ์แม่จากอเมริกาใต้กับต้นพันธุ์พ่อจากแอฟริกา E.oleifera + Guineensis มาผสมข้ามสายพันธุ์ แล้วจึงนำต้นพันธุ์ลูกเพศเมียที่ผสมได้มาผสมกับต้นพันธุ์เพศผู้จากไนจีเรีย จนได้มาเป็น Compact Nigeria มีศักยภาพให้ผลผลิตสูง 3.5-4.5 ตัน ต่อไร่ ต่อปี ให้ผลผลิตสม่ำเสมอ ติดทะลายดก น้ำหนักทะลายเฉลี่ย 28 กิโลกรัม ต่อ 1 ทะลาย ให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง 30 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณการให้น้ำมันในเมล็ดพันธุ์ปาล์มดีมาก ผลของเมล็ดพันธุ์ปาล์มมีขนาดปานกลาง น้ำหนักโดยประมาณอยู่ที่ 8-11 กรัม ผลดิบมีลักษณะสีดำ ผลสุกสีแดง ลักษณะต้นเตี้ย สูงระหว่าง 40-45 เซนติเมตร ต่อปี มีอายุการเก็บเกี่ยว 30 ปี ทางใบสั้น ระยะใบ 6.6-6.9 เมตร ทนแล้งได้ปานกลาง

 

สวนมะนาวทำเงิน กลางกรุง ของ “จำรัส คูหเจริญ” พฤศจิกายน 8, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048150857&srcday=2014-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 581

เทคโนโลยีการเกษตร

ปรัชญา รัศมีธรรมวงศ์

สวนมะนาวทำเงิน กลางกรุง ของ “จำรัส คูหเจริญ”

แม้ มะนาว จะมีรสชาติเปรี้ยวจนเข็ดฟัน แต่ฉันก็ขาดเธอไม่ได้ เพราะมะนาวเป็นพืชสมุนไพรที่ช่วยปรุงแต่งรสชาติอาหารให้มีรสชาติอร่อย หอมยิ่งขึ้น แถมยังมีสรรพคุณทางยา ช่วยขับลมในกระเพาะ ช่วยเพิ่มวิตามินซี ต้านอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งได้ มะนาว จึงเป็นพืชสำคัญประจำครัวของคนไทยทั่วประเทศ ทุกวันนี้มีเอกชนหัวใสผลิตมะนาวคั้นน้ำบรรจุขวด มะนาวแปรรูป ชนิดน้ำและแบบผงวางจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป มากมายหลายยี่ห้อ โกยรายได้มหาศาลในแต่ละปี

ในฉบับนี้ ผู้เขียนขอพาท่านผู้อ่านไปเยี่ยมชมชีวิตชาวสวนมะนาวกลางกรุง แถวย่านฝั่งธนบุรีกันดูบ้าง เกษตรกรรายนี้ ประสบความสำเร็จในการปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ มีแปลงปลูกมะนาว ประมาณ 200 ต้น มะนาวทุกต้นติดผลดกมาก ขนาดผลโต เปลือกบาง น้ำมาก มีกลิ่นหอม รสชาติเปรี้ยวมาก เรียกว่าคุณภาพดีคับแก้ว โดนใจผู้ซื้อ

เส้นทางชีวิต

ลุงจำรัส คูหเจริญ เกษตรกรวัย 77 ปี เจ้าของกิจการ “สวนเกษตรธนบุรี” เล่าให้ฟังว่า ผมมีพื้นเพมาจากครอบครัวชาวสวนในย่านเขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ เรียกว่า ทำสวนเป็นอาชีพหลักมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่แล้ว ผมสนใจปลูกกล้วยไม้เป็นอาชีพ ตามคำแนะนำของ ศาสตราจารย์ระพี สาคริก บิดาแห่งกล้วยไทย ผมทำสวนกล้วยไม้ได้ประมาณ 8 ปี ก็สอบชิงทุนไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่นได้ ช่วงประมาณปี 2506 ผมไปเรียนอยู่ประมาณ 5 ปีครึ่ง เรียนต่อด้านวิศวะ ควบคู่กับสาขาการเกษตร หลังจากเรียนจบกลับมาก็เรียนต่อด้านพืชสวนและส่งเสริมการเกษตร ต่อมารับราชการที่กรมไปรษณีย์ ในตำแหน่งนายช่าง ตรี โท และเอก ตามลำดับ จนกระทั่งกรมไปรษณีย์ปรับโครงสร้างเป็นการสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) ผมรับตำแหน่งผู้อำนวยการกองเคเบิ้ลใต้น้ำ การสื่อสารแห่งประเทศไทย เรื่อยมาจนครบเกษียณอายุ

จุดเริ่มต้น ทำสวนมะนาว

ลุงจำรัส เล่าว่า หลังเกษียณอายุราชการ ผมหันกลับมาทำสวนอีกครั้ง ที่บ้านในเขตภาษีเจริญ โดยปลูกมะม่วง ส้มโอ ขนุน ไว้หน้าบ้าน ปรากฏว่าเจอโดนเวนคืนที่ดินเพื่อทำถนน จำนวน 5 ไร่ เหลือที่ดินเพียง 2 ไร่ ก็หันมาปลูกโป๊ยเซียนระยะหนึ่ง ก่อนเลิกและหันมาลงทุนปลูกมะนาวอย่างจริงจัง ผมสนใจปรับปรุงพัฒนาพันธุ์มะนาวที่มีความต้านทานโรคแคงเกอร์ จนได้มะนาวพันธุ์ใหม่ เรียกว่า มะนาวพันธุ์จำรัส 9 (จ.9) ซึ่งเป็นมะนาวลูกผสมระหว่างแป้นพวง (พันธุ์แม่) ผสมกับมะนาวน้ำหอม (ด่านเกวียน) ซึ่งให้ลูกดก ผลโต น้ำมาก น้ำเนื้อกลิ่นเหมือนมะนาวแป้น เปลือกบาง น้ำหนักผล 70-100 กรัม การเจริญเติบโตของต้นดี ใบใหญ่และต้านทานโรคดีมาก

“หลังจากนำเกสรมะนาวแป้นพวงมาผสมกับเกสรตัวผู้ของมะนาวด่านเกวียนแล้ว ใช้เมล็ดเพาะอีก 1 ปีครึ่ง ผลผลิตในรุ่นแรก คุณภาพใช้ไม่ได้ เพราะสายพันธุ์ยังไม่นิ่ง ต้องผสมซ้ำอีก 10 ครั้ง ใช้เวลาปรับปรุงพันธุ์นานกว่า 7 ปี จนได้มะนาวพันธุ์ใหม่ ที่มีลักษณะเด่น คือผลใหญ่ เปลือกบาง น้ำมาก แม้กลิ่นไม่หอม แต่สามารถต้านทานโรคแคงเกอร์ได้ดีและมีผลดกประมาณ 500-600 ลูก ต่อต้น” ลุงจำรัส กล่าว

จากนั้น ลุงจำรัสได้ต่อยอดปรับปรุงพันธุ์มะนาวขึ้นมาใหม่ 2 สายพันธุ์ ที่มีลักษณะเด่นคือ ให้ลูกดก ผลโต และน้ำมาก ตั้งชื่อว่า มะนาวพันธุ์จำรัส 28 และจำรัส 29 ซึ่งทั้งสองสายพันธุ์ขณะนี้ได้จดสิทธิบัตรกับหน่วยงานภาครัฐเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ลุงจำรัส กล่าวว่า มะนาวจำรัส 28 เกิดจากการปรับปรุงพันธุ์มะนาวจำรัส 9 (พันธุ์แม่) และใช้มะนาวแป้นจริยา เบอร์ 1 มาผสม เมื่อเพาะเมล็ดจนเป็นต้นแล้ว ได้ออกดอกให้ผลเมื่อต้นยังเล็ก ผลโตมาก ทรงผลแบน แบบมะนาวแป้นทั่วไป น้ำเนื้อกลิ่นเหมือนมะนาวแป้นทุกอย่าง เปลือกบาง น้ำมาก ผลที่เจริญเติบโตเพียง 2 เดือน ก็มีน้ำมากแล้ว ออกดอกง่ายมาก ไม่ต้องบังคับก็ออกดอกได้ทั้งปี การเจริญเติบโตของต้นและการต้านทานโรคดีมาก

ส่วน มะนาวจำรัส 29 เกิดจากการปรับปรุงพันธุ์มะนาวจำรัส 9 (พันธุ์แม่) และใช้ส้มโชกุนเป็นพ่อ เมื่อได้เพาะเมล็ดขึ้นมาเป็นต้นแล้วจะออกดอกและให้ผลเมื่อต้นยังเล็ก ผลโตมาก ลักษณะผลแบนเหมือนมะนาวแป้นทั่วไป เปลือกบาง น้ำมาก ให้ผลผลิตดก มีกลิ่นหอม รสชาติเปรี้ยวมากกว่ามะนาวแป้นธรรมดา 1% ลุงจำรัส ได้นำมะนาวพันธุ์ใหม่ไปขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ และขอรับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา กับหน่วยงานส่งเสริมและปกป้องพันธุ์พืช เมื่อ ปี 2553 จนได้รับการจดรับรองสิทธิบัตรพันธุ์มะนาวอย่างเป็นทางการ เมื่อ ปี 2556

“ลักษณะเด่นของมะนาวทั้งสองสายพันธุ์แยกได้ง่ายมาก มะนาวจำรัส 28 ลักษณะหนามสั้น ส่วนมะนาวจำรัส 29 ลักษณะหนามยาว จุดเด่นของมะนาวทั้งสองสายพันธุ์แตกต่างกันแค่หนาม ส่วนผลผลิตไม่ต่างกัน เพราะมีผลโต เปลือกบาง น้ำมาก ให้ผลผลิตดก รสชาติเปรี้ยวจัด และมีกลิ่นหอมเหมือนกัน” ลุงจำรัส กล่าว

เทคนิคขยายพันธุ์

มะนาวด้วยวิธีปักชำ

โดยทั่วไป เกษตรกรมักนิยมขยายพันธุ์มะนาวด้วยวิธีการตอนกิ่ง แต่ที่นี่แปลกไม่เหมือนใคร เพราะใช้วิธีการขยายพันธุ์ด้วยเทคนิคการปักชำ ที่ได้ผลดีอย่างน่าประหลาดใจ เพราะมองไปรอบๆ สวน เห็นต้นมะนาวต้นเล็กๆ ที่มีดอกมะนาวบานอยู่เต็มต้น กำลังติดเป็นผลมะนาวลูกเล็กๆ อยู่เต็มไปหมด ทั้งๆ ต้นมะนาวเหล่านี้ เป็นมะนาวต้นเล็ก อายุยังไม่มาก แต่ให้ผลผลิตได้เร็วมาก

ลุงจำรัส บอกว่า หากใช้เทคนิคตอนกิ่ง จะตอนกิ่งได้แค่ วันละ 200 กิ่ง ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ยุ่งยาก และใช้แรงงานจำนวนมาก แถมยังต้องใช้ตอส้ม ตอมะขวิด มาเสียบยอดอีกด้วย ลุงจำรัสจึงเลือกขยายพันธุ์โดยใช้เทคนิคการปักชำแทน

“เคล็ดลับการปักชำอยู่ที่เทคนิคการเลือกกิ่งเพสลาด คือ ไม่แก่ ไม่อ่อน เกินไป มีใบยอดคลี่เต็มที่ มาปักชำ โดยนำกิ่งพันธุ์มะนาวที่คัดเลือกแล้วมาชุบน้ำยาเร่งรากแล้วค่อยนำไปปักชำในวัสดุที่เตรียมเอาไว้ ในกระถางที่มีความลึก ประมาณ 2 นิ้ว โดยทั่วไปกิ่งปักชำจะติดช้าหรือเร็วก็ขึ้นกับช่วงฤดูกาลด้วย หากเป็นฤดูร้อนจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือนกว่า ส่วนฤดูหนาวจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ส่วนหน้าฝน จะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน สังเกตง่าย หากพบว่า กิ่งปักชำมีการแตกยอดสักคืบหนึ่ง ก็มั่นใจได้ว่า รากเดินดีแล้ว” ลุงจำรัส กล่าว

การปลูกมะนาว

ในวงบ่อซีเมนต์

เมื่อถามถึงเทคนิคการปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ ลุงจำรัส บอกว่า ผมจะปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ ขนาด 80 เซนติเมตร โดยแต่ละวงบ่อซีเมนต์วางห่างกัน ประมาณ 3 เมตร เพื่อให้สะดวกในการดูแลต้นมะนาว โดยทั่วไป พื้นที่ปลูก 1 ไร่ จะสามารถปลูกมะนาวได้ จำนวน 135 บ่อ จะใช้เงินลงทุน ประมาณ 50,000 บาท สำหรับเป็นค่าปุ๋ย ค่าต้นพันธุ์มะนาวรวมทั้งค่าวงบ่อซีเมนต์ หลังจากปลูกมะนาวแล้ว ภายใน 1 ปี จะสามารถถอนทุนคืนได้ทั้งหมด เนื่องจากการปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์สามารถควบคุมน้ำและปุ๋ยได้ดี สามารถผลิตมะนาวนอกฤดูออกขายทำกำไรได้ตามที่ต้องการ ขณะที่การปลูกมะนาวลงดิน แม้จะมีผลผลิตสม่ำเสมอ แต่ยังทำผลกำไรสูงไม่ได้ เนื่องจากไม่สามารถบังคับให้ต้นมะนาวมีผลผลิตออกนอกฤดูได้

เมื่อถามถึงการเตรียมวัสดุปลูก ของสวนแห่งนี้ ลุงจำรัส บอกว่า สวนของผมเลือกใช้ดินเหนียวแห้ง ใส่จนเต็มวงบ่อซีเมนต์ จากนั้นเติมปูนขาวลงไป 1 กำมือ ต่อหลุม รดน้ำตามหนึ่งครั้งพอให้ดินชุ่มชื้น ขุดหลุมลึกประมาณ 20 เซนติเมตร จากนั้นให้นำกิ่งพันธุ์มะนาวที่จัดเตรียมไว้ ปลูกลงในวงบ่อซีเมนต์ได้เลย และนำไม้ไผ่มาผูกกับต้นมะนาว เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นมะนาวโอนเอนไปมาในช่วงที่มีลมแรง จากนั้นเทแกลบเหลืองโรยหน้าดิน ตามด้วยปุ๋ยคอก คือมูลวัวแห้ง เทให้มีความหนาประมาณ 1 นิ้ว คอยดูแลให้น้ำและใส่ปุ๋ยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ต้นมะนาวเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ และให้ผลผลิตภายในระยะเวลา 18 เดือน การปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ หากมีการดูแลจัดการที่ดี ต้นมะนาวจะให้ผลผลิตอย่างต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี

“การทำสวนมะนาวให้ประสบความสำเร็จ หัวใจหลักอยู่ที่การให้ปุ๋ย เพราะปุ๋ยเป็นอาหารเสริมที่ดี ที่จะช่วยเพิ่มผลผลิตของต้นมะนาว ทั้งทางรากและทางใบ เกษตรกรควรใส่ปุ๋ยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ทุกวันนี้ผมผลิตปุ๋ยใช้เอง เพื่อลดต้นทุน ใช้ผสมผสานกับปุ๋ย อีเอ็ม ผมใส่ปุ๋ยสลับกันไป จนต้นมะนาวเจริญเติบโตดี ผมจะบังคับให้มะนาวออกดอกก่อน จึงค่อยหยุดการให้ปุ๋ย ประมาณเดือนสิงหาคม เพื่อให้มีผลผลิตออกนอกฤดู” ลุงจำรัส กล่าว

การจัดการ

ปัญหาโรคพืช

ลุงจำรัส บอกว่า การปลูกต้นมะนาวแป้นโดยทั่วไป มักเจอปัญหาหนอนชอนใบ ก็จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าแมลงชนิดน้ำ เช่น คาโบซัลแฟน หรือไซเปอร์เมทริน ผสมกับยาจับใบ ฉีดพ่นทุก 3 วัน ขณะที่ฉีดยาควรอยู่เหนือลม และควรมีชุดเครื่องแต่งกายสำหรับป้องกันตนเองด้วย ส่วนโรคพืชอีกชนิดที่ต้นมะนาวมักเป็นกันบ่อยคือ โรคแคงเกอร์ หากสวนไหนเจอปัญหานี้ ผมจะแนะนำให้เพื่อนเกษตรกรลองใช้ยาสเตรปโตมัยซิน ผสมกับยาจับใบ และสารคอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ ฉีดพ่นทุกๆ 3 วัน หากต้นมะนาวไม่เจอโรคแคงเกอร์ ผมจะแนะนำให้ฉีดพ่นสารคอปเปอร์ผสมกับยาจับใบ ฉีดพ่นเดือนละ 1 ครั้ง เป็นการป้องกันโรคแคงเกอร์และฆ่าเชื้อราไว้ล่วงหน้า เพราะโรคพืชเหล่านี้มักแพร่ระบาดได้ง่ายในช่วงฤดูหนาวและฤดูฝน ส่วนช่วงฤดูร้อน ไม่ค่อยเจอสักเท่าไหร่

ลุงจำรัส กล่าวว่า งานปลูกมะนาว ไม่ใช่เรื่องยาก ใครๆ ก็ทำได้ วันนี้ ลุงจำรัส อายุ 77 ปีแล้ว ยังทำงานในสวนได้อย่างสบาย จึงอยากชักชวนเพื่อนฝูงที่อยู่ในช่วงวัยเดียวกันมาออกกำลังกายทำสวนเช่นเดียวกับลุงจำรัส นอกจากนี้ เด็กเยาวชนคนใดสนใจอยากปลูกมะนาว เป็นรายได้เสริมระหว่างการศึกษา ก็สามารถแวะเข้ามาขอความรู้กับลุงจำรัสได้ ลุงจำรัสยินดีแบ่งปันความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานกับผู้สนใจ

“สวนเกษตรธนบุรี” ของ ลุงจำรัส คูหเจริญ เดินทางไปได้ไม่ยาก เพราะอยู่กลางเมืองนี้เอง ตั้งอยู่ บ้านเลขที่ 363 ถนนพัฒนาการ แขวงปากคลอง เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ 10160 โทร. (081) 552-6700 หรือ (02) 457-0920 (เวลา 09.00-22.00 น.)

 

ว่านหางจระเข้ ยังทำเงินดี ที่ราชบุรี

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05046010857&srcday=2014-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 580

เทคโนโลยีการเกษตร

เสาวลักษณ์ สวัสดิ์กว้าน รูป/เรื่อง

ว่านหางจระเข้ ยังทำเงินดี ที่ราชบุรี

พูดถึง ต้นว่านหางจระเข้ น้อยคนที่จะไม่รู้จัก เนื่องจากเป็นพืชที่ปลูกกันอยู่ทั่วไป เป็นพืชที่มีประโยชน์ทางยา อีกทั้งรับประทานได้ บ้านหนึ่งมีไว้ต้นสองต้น ก็พอได้ใช้งาน

นอกจากนี้ ว่านหางจระเข้ยังเป็นพืชที่ปลูกง่าย ดูแลรักษาง่าย (มาก) ปลูกทิ้งๆ ไว้ก็ไม่ตาย เกือบจะเรียกได้ว่า แทบจะไม่ต้องการการดูแลเลยทีเดียว

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ว่านหางจระเข้ เป็นพืชที่มีเนื้ออวบ มีแหล่งกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และตอนใต้ของแอฟริกา

พันธุ์ของว่านหางจระเข้มีมากกว่า 300 ชนิด มีทั้งพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่มาก ไปจนถึงพันธุ์ที่มีขนาดเล็กกว่า 10 เซนติเมตร ลักษณะเด่นก็คือ มีใบแหลมคล้ายเข็ม เนื้อหนา และเนื้อในมีน้ำเมือกเหนียว ส่วนดอกจะออกในช่วงฤดูหนาว มีสีต่างๆ กัน ทั้งเหลือง ขาว แดง ขึ้นอยู่กับพันธุ์

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ว่านหางจระเข้รับประทานได้ อีกทั้งมีสรรพคุณเป็นยา ส่วนใหญ่นำมาทำเป็นน้ำว่านหางจระเข้ ดื่มแก้กระหาย ส่วนวุ้นสดๆ ใช้รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลเรื้อรังได้ดี เนื่องจากวุ้นในใบว่านหางจระเข้ มีสรรพคุณรักษาแผล ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย

หลายปีมาแล้ว ว่านหางจระเข้ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทย แต่แล้วกระแสก็แผ่วไป กระนั้นด้วยสรรพคุณที่มีอยู่ในตัวเองของพืชชนิดนี้ ก็ยังทำให้พืชตัวนี้ยังคงอยู่ในตลาด และความนิยมการบริโภคของผู้บริโภคก็มีอยู่อย่างสม่ำเสมอ ดังจะเห็นได้จากน้ำว่านหางจระเข้ ที่ยังมีขายในท้องตลาด

แหล่งปลูกว่านหางจระเข้ แหล่งหนึ่งที่จะพาไปชมในคราวนี้ อยู่ที่ ตำบลท่านัด อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ที่เกษตรกรผู้ปลูกสามารถสร้างรายได้ถึงวันละหมื่นบาทเลยทีเดียว

พี่คณิต สุขสว่าง เจ้าของแปลงปลูกว่านหางจระเข้ 5 ไร่ เล่าว่า แต่ก่อนเคยปลูกพืชผักมาหลายชนิด ทั้งหน่อไม้ฝรั่ง แตงกวา ถั่วฝักยาว กล้วยหอม แต่ต้องลงทุนค่าสารเคมีและแรงงานมาก จึงมองหาพืชอื่นที่ปลูกได้ง่ายกว่า จึงมาลงตัวที่ว่านหางจระเข้ที่ปลูกง่าย ดูแลรักษาง่าย เก็บง่าย และขายได้แน่นอน

เหตุที่บอกว่าขายได้แน่นอนก็เพราะมีกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรมารับซื้อไปทำน้ำว่านหางจระเข้

“ก่อนหน้านี้ปลูกพืชหลายชนิด ส่วนใหญ่เป็นผัก แต่พวกผักต้องใช้ปุ๋ย ใช้ยา ซึ่งเป็นต้นทุนที่มีราคาแพง และค่าแรงก็แพง เลยมองหาพืชตัวใหม่ ที่ไม่ต้องดูแลมาก” พี่คณิต ว่าอย่างนั้น

ในที่สุด จึงหันมาปลูกว่านหางจระเข้ เนื่องจากไม่ต้องใส่ปุ๋ย ไม่ต้องฉีดยา หลังจากปลูกแล้ว ก็ให้น้ำสม่ำเสมอ จากนั้นก็ตัดกาบใบขายได้

ส่วนการดูแลอื่นๆ ก็ต้องแซะหน่อ แยกออกบ้าง หากไม่แยกหน่อ กาบใบจะเล็ก ไม่ได้ขนาดสำหรับการตัดขาย

กาบใบตัดส่งกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร ที่รวมตัวกันทำน้ำว่านหางจระเข้ รสชาติต่างๆ ส่งขาย ดังนั้น จึงนับว่ามีแหล่งส่งขายได้แน่นอน

“พืชชนิดนี้ เป็นพืชที่ดูแลง่ายที่สุดแล้ว เพราะเป็นพืชทนแล้ง ไม่ค่อยมีโรคแมลง” พี่คณิต ว่าอยางนั้น

ว่านหางจระเข้ที่สวนแห่งนี้มีให้ตัดเกือบทุกวัน วันละราว 2,500 กิโลกรัม ในราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 4 บาท นั่นหมายความว่าจะมีรายได้ 10,000 บาท ทุกวัน

ว่านหางจระเข้ที่ตัดมาแล้ว จะนำส่วนวุ้นในกาบไปใช้ประโยชน์ ทำน้ำว่านหางจระเข้ ทั้งรสใบเตย รสอัญชัน เป็นต้น

และเมื่อไม่นานที่ผ่านมา ก็มีพ่อค้าแม่ค้า มารับซื้อเฉพาะเนื้อวุ้น ในราคากิโลกรัมละ 8-10 บาท พี่คณิตก็เพียงแต่ปอกเปลือกด้านนอกออกเท่านั้นเอง ได้ราคาแพงขึ้น แต่ก็ต้องใช้แรงงานมากขึ้น

นอกจากนี้ เมื่อต้นว่านหางจระเข้แตกหน่อ ก็สามารถตัดไว้เป็นต้นพันธุ์ หรือนำไปขายต่อได้อีกด้วย

ใครที่สนใจอยากทำการเกษตร ว่านหางจระเข้ก็เป็นพืชที่น่าสนใจอีกตัวหนึ่ง เพียงแต่ต้องมั่นใจว่าจะมีตลาดรับซื้อที่แน่นอน หรือมีตลาดรับซื้อที่แน่นอนอยู่แล้วนั่นเอง

สนใจติดต่อได้ที่ โทร. (080) 271-8888 และ (081) 821-5242

ว่านหางจระเข้ เป็นพืชอวบน้ำ ลำต้นสั้น หรือไม่มีลำต้น สูง 60-100 เซนติเมตร ใบหนา ขอบใบหยัก มีฟันเล็กๆ สีขาว ออกดอกในฤดูร้อน ดอกเป็นดอกห้อย วงกลีบดอกสีเหลือง รูปหลอด ยาว 2-3 เซนติเมตร

ว่านหางจระเข้ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ ทำน้ำสมุนไพรว่านหางจระเข้ ส่วนวุ้นสดใช้เป็นยาสมานแผลได้

การปลูก ใช้หน่ออ่อน ขึ้นได้ดีในดินทราย และมีปุ๋ยอุดมสมบูรณ์ จะปลูกในกระถางก็ได้ ในแปลงปลูกก็ได้ ระยะห่างระหว่างต้นและแถว ประมาณ 1 ศอก เป็นพืชที่ต้องการน้ำมาก และมีการระบายน้ำดี หากการระบายน้ำไม่ดี จะทำให้รากเน่า นอกจากนี้ ยังเป็นพืชที่ชอบแดดรำไร

 

เทศกาล เงาะ ทุเรียน และของดีศรีสะเกษ “57

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05051010857&srcday=2014-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 580

เทคโนโลยีการเกษตร

พัฒนา นรมาศ

เทศกาล เงาะ ทุเรียน และของดีศรีสะเกษ “57

ผลไม้ เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่มีการส่งออกและนำเงินเข้าประเทศปีละหลายร้อยล้านบาท ไม้ผลเป็นพืชที่ปลูกง่ายและเจริญเติบโตได้ดีในทุกภูมิภาคของประเทศไทย จังหวัดศรีสะเกษมีเกษตรกรปลูกและผลิตได้ผลไม้ดี มีคุณภาพหลายชนิด เป็นที่ยอมรับของตลาดผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

ผลไม้ดีมีคุณภาพ เช่น เงาะ ทุเรียน ลองกองหรือมังคุด ล้วนมีรสชาติอร่อย ผลิตภัณฑ์และสินค้าดีมีคุณภาพหลายชนิด ที่จังหวัดศรีสะเกษ จะได้นำมาบริการในงาน เทศกาลเงาะ ทุเรียน และของดีศรีสะเกษ “57 ระหว่าง วันที่ 8-14 สิงหาคม 2557 ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อให้ทุกท่าน ทุกหมู่เหล่า ได้ชม ชิม และเลือกซื้อไปกินหรือเป็นของฝาก

อีกทั้งในงานมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรที่เหมาะสม ส่งเสริมการท่องเที่ยวเกษตรเชิงอนุรักษ์ถึงสวนไม้ผลของเกษตรกรให้ได้ชม ชิม และซื้อ ในราคาประหยัด เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ในฉบับนี้จึงได้นำเรื่องราวมาบอกเล่าสู่กัน

คุณทวี มาสขาว เกษตรจังหวัดศรีสะเกษ เล่าให้ฟังว่า ประชากรส่วนใหญ่ของจังหวัดศรีสะเกษ ประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีพื้นที่การเกษตรราว 4 ล้านกว่าไร่ เป็นพื้นที่ที่ใช้เพื่อการทำนา ทำไร่ เลี้ยงสัตว์ หรือทำประมง สำหรับพื้นที่สวนปลูกและผลิตไม้ผลเชิงธุรกิจ มีประมาณ 7,123 ไร่ และมีเกษตรกรปลูกไม้ผล ประมาณ 1,309 ครัวเรือน

การปลูกไม้ผลที่นี่มี 2 วิธี คือ วิธีที่ 1 ปลูกแบบหัวไร่ปลายนาหรือสวนหลังบ้านเพื่อบริโภคในครัวเรือนหรือแบ่งปันเพื่อนบ้าน และวิธีที่ 2 เป็นการปลูกในเชิงธุรกิจ เพื่อขายผลผลิตเป็นรายได้หลักให้ครอบครัวมีความมั่นคง

ไม้ผล เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่ปลูกและให้ผลผลิตได้ดีมีคุณภาพของจังหวัดศรีสะเกษ แหล่งที่มีการปลูกมากอยู่ในพื้นที่ 4 อำเภอ คือ กันทรลักษ์ ศรีรัตนะ ขุนหาญ และภูสิงห์ ได้แก่ เงาะ ทุเรียน ลำไย ลองกอง และมังคุด และมีการปลูกลิ้นจี่ สะตอ สะละ หรือฝรั่ง และพืชผัก เป็นพืชเสริมผสมผสานอยู่ในพื้นที่เดียวกันด้วย สำหรับการผลิตปีที่ 2556 มี ดังนี้

เงาะ มีพื้นที่ปลูก 1,878 ไร่ เกษตรกร 340 ครัวเรือน ได้ผลผลิตเฉลี่ย 1,927 กิโลกรัม ต่อไร่ ผลผลิตรวม 31,815 ตัน ราคาเฉลี่ย 18 บาท ต่อกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าผลผลิตรวม 31.03 ล้านบาท

ทุเรียน มีพื้นที่ปลูก 2,485 ไร่ เกษตรกร 496 ครัวเรือน ได้ผลผลิตเฉลี่ย 803.9 กิโลกรัม ต่อไร่ ผลผลิตรวม 1,613.56 ตัน ราคาเฉลี่ย 56.67 บาท ต่อกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าผลผลิตรวม 91.44 ล้านบาท

ลำไย มีพื้นที่ปลูก 1,730 ไร่ เกษตรกร 212 ครัวเรือน ได้ผลผลิตเฉลี่ย 919 กิโลกรัม ต่อไร่ ผลผลิตรวม 11,076 ตัน ราคาเฉลี่ย 22 บาท ต่อกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าผลผลิตรวม 49.30 ล้านบาท

ลองกอง มีพื้นที่ปลูก 524 ไร่ เกษตรกร 134 ครัวเรือน ได้ผลผลิตเฉลี่ย 800 กิโลกรัม ต่อไร่ ผลผลิตรวม 419.2 ตัน ราคาเฉลี่ย 45 บาท ต่อกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าผลผลิตรวม 18.86 ล้านบาท

มังคุด มีพื้นที่ปลูก 511 ไร่ เกษตรกร 127 ครัวเรือน ได้ผลผลิตเฉลี่ย 750 กิโลกรัม ต่อไร่ ผลผลิตรวม 383.25 ตัน ราคาเฉลี่ย 18 บาท ต่อกิโลกรัม ราคาเฉลี่ย 35 บาท ต่อกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าผลผลิตรวม 13.41 ล้านบาท

ผลไม้ทั้ง 5 ชนิด เกษตรกรสามารถผลิตและนำผลไม้ออกขายสร้างรายได้พอเพียงที่ดำรงชีพอยู่ได้อย่างมีความมั่นคง

สำหรับปี 2557 นี้ จากการสำรวจพื้นที่การปลูกไม้ผล คาดว่าจะได้ผลผลิตใกล้เคียงหรือมากกว่าปี 2556

ในส่วนของการปฏิบัติดูแลรักษา หลังการปลูกต้องมีการบำรุงต้นด้วยการใส่ปุ๋ยให้ถูกสูตร ถูกอัตราส่วน และตามระยะเวลา ให้ไม้ผลได้รับน้ำอย่างเพียงพอ ป้องกันกำจัดศัตรูไม้ผลด้วยวิธีผสมผสาน เพื่อให้ไม้ผลเจริญเติบโตสมบูรณ์ติดดอกออกผลดี

เกษตรจังหวัดศรีสะเกษ เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า สำนักงานเกษตรอำเภอและจังหวัด ร่วมกับกรมพัฒนาที่ดิน ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ และอีกหลายหน่วยงานได้ส่งเสริมการผลิตในระบบเกษตรดีที่เหมาะสม หรือ GAP (Good Agricultural Practice) เพื่อให้ได้ผลผลิตเกษตรดี มีคุณภาพ ตรงตามความต้องการของตลาดผู้บริโภค รวมทั้งส่งเสริมการผลิตเพื่อให้ผลผลิตเกษตรได้รับเครื่องหมายรับรองคุณภาพคิว (Q) ที่ผู้ซื้อจะกล้าตัดสินใจซื้อได้ง่ายเมื่อพบเครื่องหมายนี้

การเก็บเกี่ยว เกษตรกรต้องเก็บผลไม้ที่แก่สุกตามอายุหรือระยะเวลาที่เหมาะสม เช่น ไม่เก็บทุเรียนอ่อนไปขาย จะช่วยให้เกษตรกรหรือพ่อค้าที่เหมาซื้อแล้วตัดทุเรียนกันเอาเอง ขายทุเรียนได้มากขึ้น ผู้กินได้รับประโยชน์ มีข้อแนะนำก่อนเก็บเกี่ยวหรือดูทุเรียนแก่สุก ดังนี้

– ก้านผลแข็ง สีเข้ม สากมือ ถ้าจับก้านผลทุเรียนแกว่งจะยืดหยุ่น ปลายหนามแห้งมีสีน้ำตาลเข้ม เปราะหักง่าย

– รอยแยกระหว่างพูเห็นได้ชัด

– ชิมปลิง ถ้าแก่จัดเมื่อตัดขั้วผลหรือปลิดออกจะเป็นน้ำใสไม่ข้นเหนียวเหมือนทุเรียนอ่อน เมื่อชิมดูมีรสชาติหวาน

– เคาะเปลือกจะมีเสียงดังหลวมๆ ซึ่งเป็นเสียงที่เกิดจากช่องว่างระหว่างเปลือกและเนื้อภายในผล แสดงว่าเป็นทุเรียนแก่สุก

– นับอายุ โดยนับตั้งแต่ดอกบานถึงวันที่ทุเรียนแก่สุกเก็บเกี่ยวได้ จะมีอายุ 100-130 วัน

นี่ก็คือ วิธีการหนึ่งในระบบเกษตรดีที่เหมาะสม ที่ทำให้ได้ผลไม้ดี มีคุณภาพที่ผู้บริโภคพึงพอใจ

ตลาด ขณะนี้ผลไม้หลายชนิดได้ทยอยออกสู่ตลาดแล้ว หลังการเก็บเกี่ยว เกษตรกรได้นำออกวางขายที่หน้าสวน ที่ตลาดสดในตัวเมืองและจังหวัด อีกส่วนหนึ่งจะมีพ่อค้าคนกลางเข้ามารับซื้อเพื่อนำไปขายตลาดต่างถิ่น รวมทั้งมีการคัดเลือกเพื่อนำผลไม้ดี มีคุณภาพ จัดส่งขายตลาดต่างประเทศด้วย ทำให้เกษตรกรมีรายได้และดำรงชีพอยู่ได้อย่างพอเพียงมั่นคง

การจัดงาน เทศกาล เงาะ ทุเรียน และของดีศรีสะเกษ “57 ก็เป็นการเปิดตลาดวิธีการหนึ่ง ที่มีการนำผลไม้ดี มีคุณภาพ นำผลิตภัณฑ์แปรรูปคุณภาพหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ รวมทั้งสินค้าคุณภาพอื่นๆ มาบริการให้ได้ชมชิมซื้อ มีการประกวดผลผลิตการเกษตร มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรที่เหมาะสมสาขาต่างๆ เพื่อได้นำความรู้ไปสู่การเปลี่ยนแปลง มีเวทีให้พ่อค้ากับเกษตรกรได้พบกันเพื่อการเจรจาธุรกิจเกษตร มีการท่องเที่ยวเกษตรเชิงอนุรักษ์เพื่อให้ทุกท่านได้เข้าชมสวนของเกษตรกรเพื่อชิมและซื้อผลไม้ดี มีคุณภาพ ราคาถูก ได้เรียนรู้วิถีและวัฒนธรรมพื้นบ้านที่หลากหลายและน่าสนใจที่จะทำ

ให้ท่านได้รับความรู้และสนุกเพลิดเพลิน สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณสุริยา บุญเย็น นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ สำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ โทร. (045) 616-829 หรือโทร. (085) 312-5070 ก็ได้

อย่าลืม…พบกันในงาน นะครับ

 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,098 other followers

%d bloggers like this: