ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

บ้านหมี่ แหล่งสำรองข้าวและพันธุ์ข้าวชุมชน ที่มหาสารคาม กุมภาพันธ์ 10, 2015

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05058010957&srcday=2014-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 582

เทคโนโลยีการเกษตร

บ้านหมี่ แหล่งสำรองข้าวและพันธุ์ข้าวชุมชน ที่มหาสารคาม

จังหวัดมหาสารคาม เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการบริหารจัดการข้าวของจังหวัดแบบบูรณาการ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ หวังให้เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ขณะที่ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวบ้านหมี่ หมู่ที่ 8 และ 22 ตำบลเขวา อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม ร่วมมือกับสำนักงานเกษตรจังหวัดมหาสารคาม สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองมหาสารคาม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดมทุนด้วยการทอดผ้าป่าสามัคคี เพื่อสมทบทุนการดำเนินงานศูนย์ให้เดินหน้าไปสู่เป้าหมาย

ข้าว เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดมหาสารคาม มีพื้นที่ปลูกข้าวนาปี 2.20 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 80 ของพื้นที่การเกษตรทั้งหมด ได้ผลผลิตรวม กว่า 1 ล้านตัน ต่อปี โดยมีผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่อยู่ที่ 483 กิโลกรัม สภาพการผลิตทั้งในเขตชลประทานและเขตอาศัยน้ำฝน แต่มีพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตอาศัยน้ำฝน

ปัญหาด้านการผลิตที่สำคัญคือ สภาพอากาศที่แปรปรวน ปริมาณน้ำฝนที่ตกไม่กระจาย ฝนทิ้งช่วง ขาดแหล่งน้ำ ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ขาดแคลนเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี มีโรคแมลงรบกวน ต้นทุนการผลิตสูง รวมทั้งเกษตรกรส่วนใหญ่ขาดความรู้ เทคโนโลยีการผลิตข้าวที่เหมาะสม โดยเฉพาะการใช้เมล็ดพันธุ์ดี ระยะเวลาที่เหมาะสมในการปลูก การใส่ปุ๋ย การดูแลรักษา การป้องกันและกำจัดโรคและแมลงศัตรูข้าว วิทยาการก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว รวมถึงการจัดการผลผลิตให้ได้คุณภาพและมาตรฐาน และปัญหาด้านการแปรรูปการบรรจุภัณฑ์ เพื่อเพิ่มมูลค่า และปัญหาด้านการตลาด ส่งผลให้เกษตรกรจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาต่ำ

ว่าที่ ร.ต. จักรภัทร ผ่องโอภาส เกษตรจังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า จากปัญหาที่เกิดขึ้น สำนักงานเกษตรจังหวัดมหาสารคามจึงผลักดันให้มีการจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชนประจำหมู่บ้านและชุมชนขึ้น โดยร่วมกับสำนักงานเกษตรอำเภอ หน่วยงานภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชนบ้านหมี่ นับเป็นหนึ่งในภารกิจที่ได้จัดตั้งขึ้น เพื่อรองรับโครงการบริหารจัดการข้าวจังหวัดมหาสารคาม ที่จะให้เกษตรกรรวมกลุ่มเกิดความเข้มแข็ง

ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชนบ้านหมี่ มีสถานที่ตั้งอยู่ที่ บ้านเลขที่ 24 หมู่ที่ 8 ตำบลเขวา อำเภอเมือง

โดยได้เริ่มก่อตั้งเมื่อ วันที่ 6 พฤษภาคม 2545 เริ่มแรกมีสมาชิก 50 ราย ที่ได้รับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวจากกรมส่งเสริมการเกษตร จำนวน 3 ตัน และเมื่อ ปี 2553 ศูนย์ได้รวบรวมเงินทุนไปจัดซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวเหนียว กข 6 จำนวน 1 ตัน จากศูนย์ขยายเมล็ดพันธุ์ข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร ตามข้อเสนอความต้องการของสมาชิก ที่มี คุณเคน คำสะอาด เป็นประธานศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชนบ้านหมี่

ปัจจุบัน มีสมาชิก 100 ราย มีเงินทุนหมุนเวียน 320,000 บาท ภายใต้การดำเนินงานที่มีกฎระเบียบของศูนย์ที่เข้มงวด เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสมาชิก เริ่มจากสมาชิกต้องเข้ารับการถ่ายทอดความรู้ อย่างน้อย เดือนละ 1 ครั้ง สมาชิกที่ขาดเรียนจะถูกปรับ ครั้งละ 30 บาท ลาได้ไม่เกิน 3 ครั้ง ครั้งที่ 4 ถือว่าขาดเรียน 1 ครั้ง

นอกจากนี้ สมาชิกต้องลงหุ้น คนละ 100 บาท หากกู้ยืมเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิไป 100 กิโลกรัม ต้องใช้คืน 120 กิโลกรัม แต่หากเป็นพันธุ์ข้าว กข 6 ส่งคืนในอัตรา 1 ต่อ 1 หรือส่งคืนตามจำนวนที่ยืมเมล็ดพันธุ์ข้าว กข 6 ไป

สภาพการผลิตปัจจุบันกลุ่มเน้นให้สมาชิกผลิตข้าวให้ได้คุณภาพและมาตรฐานด้วยระบบ GAP ในแต่ละปีศูนย์สามารถผลิตพันธุ์ข้าวคุณภาพดีได้ไม่ต่ำกว่า ปีละ 30 ตัน และในปีการผลิต 2557 ศูนย์ได้เข้าร่วมโครงการข้าวดำครบวงจรจังหวัดมหาสารคาม โดยปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ในนาแปลง รวม 50 ไร่

การสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐนอกจากที่กล่าวมาแล้ว ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชนบ้านหมี่ยังได้รับการสนับสนุนงบประมาณ ปี 2556 เป็นลานตากข้าว เครื่องสีข้าวกล้อง ข้าวขาว และข้าวฮาง รวมถึงรถไถนาพร้อมเครื่องอัดฟาง โดยเฉพาะรถไถและเครื่องอัดฟาง ศูนย์นำไปรับจ้างช่วงเก็บเกี่ยวข้าวที่ผ่านมา สร้างรายได้เข้าศูนย์กว่า 70,000 บาท

แต่ศูนย์ก็ยังขาดแคลนเงินทุน จึงวางแผนร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดมหาสารคาม สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองมหาสารคาม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดมทุนด้วยการทอดผ้าป่าสามัคคี เพื่อสมทบทุนการดำเนินงานศูนย์ โดยมีพระครูสุวรรณธรรมสถิต เจ้าอาวาสวัดราชประดิษฐ์ เจ้าคณะตำบลเขวา เขต 1 เป็นประธานที่ปรึกษาฝ่ายสงฆ์ และ คุณนพวัชร สิงห์ศักดา ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม เป็นประธานฝ่ายฆราวาส และแบ่งคณะกรรมการออกเป็นสายสำนักงานเกษตรจังหวัดมหาสารคาม สำนักงานเกษตรอำเภอทั้ง 13 อำเภอ สายกำนัน ผู้ใหญ่บ้านตำบลเขวา สายผู้บริหาร สมาชิกและเจ้าหน้าที่สำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลเขวา และสายสมาชิกศูนย์ข้าวชุมชนบ้านหมี่

ทั้งนี้ได้มีการจัดพิธีทอดผ้าป่าสามัคคีขึ้น เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 14 สิงหาคม 2557 ที่ผ่านมา ณ ลานตากโรงสีข้าวศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชนบ้านหมี่ มีพระครูสุวรรณธรรมสถิต เจ้าอาวาสวัดราชประดิษฐ์ เจ้าคณะตำบลเขวา เขต 1 เป็นประธานที่ปรึกษาฝ่ายสงฆ์ และ คุณนพวัชร สิงห์ศักดา ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ได้ยอดเงินผ้าป่าจากสายต่างๆ รวม 97,650 บาท

นอกจากนี้ คณะกรรมการบริหารและสมาชิกศูนย์ยังได้จัดพิธีบายศรีสู่ขวัญให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม หัวหน้าส่วน และผู้ที่ไปร่วมงาน เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคล พร้อมมีการจัดแสดงรำวงย้อนยุค เพื่อสร้างความบันเทิงให้กับผู้ที่ไปร่วมงาน

ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชนบ้านหมี่ จึงนับเป็นอีกตัวอย่างของความร่วมมือเพื่อการพัฒนาอาชีพของประชาชนในพื้นที่แห่งนี้…

 

เชาว์ แก้วประสิทธิ์ ปลูกพริกเป็นรายได้เสริม ที่บางคล้า ฉะเชิงเทรา

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060010957&srcday=2014-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 582

เทคโนโลยีการเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

เชาว์ แก้วประสิทธิ์ ปลูกพริกเป็นรายได้เสริม ที่บางคล้า ฉะเชิงเทรา

“พริก” ชื่อที่ทุกคนรู้จักพืชชนิดนี้เป็นอย่างดี แต่เดิมบทบาทของพริกที่นำมาใช้ประโยชน์คงมีเพียงด้านอาหารเท่านั้น และภาพที่คุ้นตามากมักพบว่า บ้านเรือนทุกหลัง ไม่ว่าหมู่บ้าน ตำบล จังหวัด หรือแม้ในเขตเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ มักจะปลูกพริก โดยเฉพาะพริกขี้หนูที่ต้องมีติดบ้านอย่างน้อย 1-2 ต้น เพื่อไว้หยิบฉวยได้ง่ายเวลานำมาปรุงอาหาร เพราะอาหารไทยหลายชนิดต้องมีรสเผ็ดนำ

แม้มื้อใดไม่ได้ใช้พริกปรุงอาหาร แต่อย่างน้อยต้องมีน้ำปลาพริกขี้หนูไว้ร่วมวงอาหารในทุกมื้อ ดังนั้น ด้วยคุณสมบัติเด่นในด้านรสเผ็ดจัด มีกลิ่นหอม พริกจึงเหมาะกับเมนูอาหารไทยแท้อย่างน้ำพริกชนิดต่างๆ หรือแกงเผ็ด เป็นต้น

พริกขี้หนูเป็นพืชผักสวนครัวที่ปลูกง่าย ขึ้นง่าย แค่ทิ้งเม็ดแก่ที่ซื้อมาแล้วใช้ไม่ทันลงตามพื้นดินบริเวณข้างครัว ไม่นานก็เจริญงอกงามแตกต้นอ่อนจำนวนหลายต้น อีกทั้งยังดูแลง่าย หรือแทบจะไม่ต้องดูแลอะไรเลย เพราะต้นพริกตามธรรมชาติจะปรับสภาพเอง ไม่ต้องไปสนใจอะไร จะกลายเป็นพันธุ์ที่มีความทนทานแข็งแรง ยกเว้นน้ำ อย่าให้ขาดเป็นพอ เรียกได้ว่าปลูกครั้งเดียวอยู่ได้หลายปีเลย และหากต้องการได้รสเผ็ดมาก ก็อย่าให้น้ำบ่อย

ความเป็นพืชง่ายๆ เช่นนี้จึงทำให้พริกขี้หนูกลายมาเป็นอีกหนึ่งสมาชิกพืชสวนครัวของแม่บ้านหลายครัวเรือน นอกจากโหระพาและใบกะเพราหรือแม้แต่มะนาว

อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมการปลูกพริกขี้หนูยังมีความแตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายของผู้ปลูกแต่ละราย บางรายปลูกต้นเดียวไว้เก็บกินในเวลาเร่งด่วน บางรายปลูกหลายต้นไว้เพื่อใช้ในการประกอบอาชีพขายอาหาร หรือบางรายอาจปลูกกันเป็นจำนวนหลายไร่เพื่อทำเป็นธุรกิจเชิงพาณิชย์ แต่ไม่ว่าจะมีเป้าหมายอะไร พริกยังคงทำประโยชน์ให้แก่ผู้ปลูกได้อย่างอเนกอนันต์

ในหนังสือเฉพาะกิจ เรื่อง “พริก…คู่ครัวไทย ปลูกง่าย รายได้งาม” ที่กองบรรณาธิการเทคโนโลยีชาวบ้านจัดทำขึ้น ในหน้า 20 ระบุถึงการจำแนกพริกว่า พริกขี้หนู อยู่ในกลุ่มพริกเล็กที่เป็นไม้ยืนต้น ซึ่งบางพันธุ์เป็นพริกท้องถิ่นที่มีคุณสมบัติทนทานต่อสภาวะทางธรรมชาติในแต่ละพื้นที่ สามารถสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านในท้องถิ่นนั้น นอกจากนั้น ในหนังสือยังมีเรื่องราวต่างๆ ของพริกหลายชนิดในแต่ละกิจกรรม พร้อมกับชี้ช่องทางการตลาดสำหรับคนที่ไม่สะดวกปลูก แต่ชอบขาย…

อย่าลืม…หาซื้ออ่านกันให้ได้!!

เกษตรกร

ที่บางคล้า ฉะเชิงเทรา

ปลูกพริกและพืชอื่น

แนวผสมผสาน

แม้พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศจะปลูกพริกกันมากในแถบภาคอีสาน แต่ในอีกหลายจังหวัดก็ยังสามารถปลูกพริกได้ดีหากมีการบริหารจัดการกระบวนการปลูกที่มีประสิทธิภาพ ตัวอย่างที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ชาวบ้านอำเภอบางคล้าท่านหนึ่งคือ คุณเชาว์ แก้วประสิทธิ์ อยู่บ้านเลขที่ 10/4 หมู่ที่ 4 ตำบลหัวไทร อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา มีอาชีพทำการเกษตรแบบผสมผสานพร้อมกับได้ปลูกพริกไว้ด้วย

ความจริงก่อนหน้านี้เส้นทางอาชีพเกษตรกรรมของคุณเชาว์จัดเป็นมือหนึ่งของผู้ที่ปลูก-จำหน่ายผักหวานบ้านที่โด่งดัง อย่าง พันธุ์บางคล้า 2 ซึ่งสร้างรายได้อย่างงดงามให้แก่ครอบครัวแก้วประสิทธิ์ แต่ทุกอย่างกลับหักมุม เพราะเมื่อ ปี 2556 กระแสน้ำจำนวนมหึมาถาถมเข้าใส่ไร่นาสวนผสมของคุณเชาว์ สร้างความเสียหายเป็นอย่างมาก

แต่สิ่งที่ดูจะเสียหายชนิดวัดค่ากันไม่ได้คือ สภาพจิตใจของชายผู้นี้ที่ได้ทุ่มเททุกอย่างให้กับ “ศูนย์เรียนรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา”

น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สร้างโครงการ “1 ไร่ แก้จน”

ถึงแม้จะบอบช้ำเพียงใด แต่เลือดนักสู้ชาวบางคล้าคนนี้กลับไม่ถอย เพราะเมื่อตั้งหลักได้ คุณเชาว์ได้รวบรวมสติปัญญาที่สะสมมายาวนาน ตลอดจนนำแนวคิดและทฤษฎีหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงในสมัยที่เคยทำงานในโครงการหลวงหลายแห่งมาประยุกต์ปรับเข้าใช้ให้เหมาะสม พร้อมกับตั้งชื่อใหม่ว่า โครงการ “1 ไร่ แก้จน”

โครงการนี้คุณเชาว์ลงทุนซื้อที่ดิน จำนวน 1 ไร่ ติดถนนใกล้กับ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ วิทยาเขตแห่งที่ 3 ตำบลหัวไทร อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา แล้วขุดดินจากที่ดินเดิมมาถมให้สูงขึ้นอีก 1 เมตร จัดทำเป็นแปลงปลูกพืชผสมผสาน และเน้นพืชที่ปลูกง่าย โตเร็ว ให้ผลผลิตเร็ว มาปลูกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นข่า ตะไคร้ กะเพรา โหระพา มะนาว กล้วย ผักหวานบ้าน และพริก เป็นต้น

ปลูกพริกขี้หนูแบบธรรมชาติ

ทนทาน แข็งแรง สู้โรค

โดยพืช ผัก ผลไม้เหล่านี้ถูกวางผังการปลูกให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับการเจริญเติบโต และเมื่อใดที่ได้ผลผลิต จาก 1 ไร่ แก้จน จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์โดยตรงที่ร้านอาหารของลูกสาวคนสุดท้องของคุณเชาว์ที่จำหน่ายข้าวมันไก่ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ และตั้งอยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยเพียง 100 เมตร

คุณเชาว์ให้รายละเอียดกับต้นพริกที่ปลูกไว้ว่าเป็นพริกขี้หนูสวนที่ขึ้นเองในสวนเดิม เกิดจากเม็ดพริกที่ร่วงหล่นพื้น หรือนกมากัดกินเม็ดพริกแล้วทิ้งมูลลงตามพื้นดิน เป็นต้นพริกที่เจริญเติบโตตามธรรมชาติ และไม่เคยมีแมลงมารบกวนทำให้ต้นพริกเสียหายเลย อีกทั้งยังไม่ค่อยรดน้ำเท่าไร ส่วนมากอาศัยน้ำฝน เป็นการปลูกแบบปลอดสาร แต่กลับเห็นว่า ลำต้น ใบ และเม็ดพริกที่ได้จากการเจริญเติบโตทางธรรมชาติมีความสมบูรณ์ แข็งแรง ต่างจากพริกที่มีการเพาะเอง ซึ่งมักอ่อนแอเป็นโรคง่าย มีใบหงิกงอ

“เป็นพริกที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ หลังจากน้ำลดแล้ว เม็ดพริกที่ร่วงหล่นตามพื้น หรือจากมูลที่นกมาถ่ายได้งอกโตขึ้นมา เมื่อพิจารณาดูต้นว่ามีความแข็งแรงพอ จึงขุดขึ้นมาปลูก เป็นพริกขี้หนูสวน และพริกชี้ฟ้า มีต้นพริกรวมทั้งหมดจำนวน 70 ต้น

ต้นพริกเหล่านี้ถ้าเป็นรุ่นเก่า อายุต้นราว 10 เดือน จะปลูกอยู่ในที่ดินเดิม ซึ่งอาจปลูกไม่เป็นระเบียบ ส่วนรุ่นใหม่ขุดแยกมาปลูกในแปลง 1 ไร่ แก้จน ปลูกไว้รอบๆ ซึ่งพริกทั้งหมดสามารถเก็บผลผลิตได้ตลอด แล้วนำไปใช้ประโยชน์ที่ร้านอาหารของลูกสาวซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัย”

โดยปกติพริกจะให้ผลผลิตทุก 15-20 วัน แต่คุณเชาว์แนะว่า ถ้าปลูกแบบไม่ให้ตรงกัน ต่างเวลากัน จะสามารถเก็บผลผลิตได้ทุกวัน และทำให้มีรายได้ทุกวันเช่นกัน

แต่ละครั้งเขาจะเก็บพริกหมดทั้งต้นหรือที่เรียกว่า เก็บพริกยกรุ่น แต่เก็บเฉพาะเม็ดสีแดงก่อนเพื่อนำไปใช้ทำน้ำจิ้มข้าวมันไก่ เพราะมีสีสันสวยงาม ไม่เผ็ดมาก ทำให้ดูน่ากิน และพริกขี้หนูสวน หรือพริกขี้นก มักนิยมใช้สำหรับนำไปทำพริกน้ำปลา ใส่ผัดกะเพรา น้ำจิ้มอาหารทะเล

คุณเชาว์ปลูกพริกไว้ใช้เอง และส่งขายตามร้านอาหาร พร้อมกับผักหวานบ้าน ในแต่ละครั้งที่เก็บสามารถได้รุ่นละ 8-9 ขีด ส่งพริกตามร้านอาหารหลังเก็บไว้ใช้งานแล้ว ในราคาขายกิโลกรัมละ 100 บาท

“ส่วนถ้าชาวบ้านปลูกพริกส่งขายตามตลาด ราคาขายกิโลกรัมละ 50-60 บาท ดังนั้น จึงเห็นว่าเป็นพืชที่ปลูกสร้างรายได้เสริมอย่างดี ยิ่งถ้าวางแผนปลูกสลับวันเก็บ ยิ่งทำให้มีรายได้เกิดขึ้นทุกวันและสามารถปลูกเป็นรายได้หลักโดยแทบจะไม่ต้องลงทุนอะไรมาก อย่าไปปลูกแบบเก็บครั้งเดียวใส่ถุงใหญ่ เพราะจะถูกกดราคา

อีกอย่างที่น่าสนใจคือถ้าติดต่อส่งพริกตามร้านอาหารได้ อาจมีโอกาสส่งพืชชนิดอื่นที่ใช้ในครัวอย่างขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด กะเพรา โหระพา มะนาว ร่วมด้วย ยิ่งเกิดรายได้เสริมมากขึ้นไปอีก”คุณเชาว์ ให้รายละเอียดเพิ่ม

คุณเชาว์ชี้ว่าถ้าคิดปลูกพริกเองง่ายมาก เพียงนำเม็ดพริกที่ซื้อมาใช้ทำอาหาร ถ้าเหลือและเป็นพริกแก่ให้โรยไว้บนพื้นดินสัก 2-3 เม็ด พอพริกโตเป็นต้นอ่อนสัก 2-3 ต้น ให้ดูว่าต้นไหนที่สมบูรณ์ที่สุดเก็บไว้ แล้วดึงต้นที่เหลือทิ้งให้หมด จากนั้นเลี้ยงในภาชนะขนาดเล็ก เมื่อต้นมีขนาดโตแข็งแรง ค่อยย้ายลงดิน ต้นพริกที่เติบโตจากเม็ดพริกจะมีความแข็งแรงทนทานกว่าการซื้อพริกแบบเป็นซองมาเพาะ-ปลูก

“พริกขี้หนูปลูกง่ายกว่าพริกชี้ฟ้า เนื่องจากพริกชี้ฟ้าต้องใส่ใจ ทั้งเรื่องปุ๋ย น้ำ การให้ฮอร์โมน ตลอดจนต้องมีการจัดการที่ดี จึงต่างจากพริกขี้หนูสวนที่ปลูกแบบปล่อยตามธรรมชาติ แล้วไม่มีแมลงมารบกวนเลย ทนทานมาก”

นอกจากนั้น เขายังระบุประโยชน์ของพริกขี้หนูสวนอีกประการคือ นำเม็ดพริกที่สุกแก่ไปแช่น้ำ แล้วนำน้ำนั้นมาฉีดไล่แมลง ทั้งนี้เพราะคุณสมบัติความเผ็ดร้อนจะทำให้เหล่าแมลงหลายชนิดหนีกันกระเจิงแน่ แล้วไม่มารบกวนอีก

พริกอีกชนิดที่คุณเชาว์ต้องใช้ประโยชน์คือ พริกหยวก เพราะใช้สำหรับใส่น้ำส้มพริกดองก๋วยเตี๋ยว แต่เนื่องจากจำนวนการใช้พริกหยวกในแต่ละวันมีเพียง 2-3 เม็ด เท่านั้น เขาจึงใช้วิธีซื้อเม็ดพริกแบบซองมาเพาะ-เลี้ยงไว้หน้าร้าน และคอยเด็ดออกมาเมื่อต้องการใช้งาน เพราะจะทำให้ได้พริกที่สด ใหม่ หอม

ท้ายสุด เกษตรกรนักสู้รายนี้ฝากข้อคิดว่า หัวใจสำคัญของการประสบความสำเร็จจากการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ส่วนหนึ่งมาจากการวางแผนและการกำหนดผังการปลูกพืชแต่ละชนิด ตลอดจนการบริหารจัดการที่ดีมีประสิทธิภาพ ก่อนลงมือทำจริง ควรก้าวไปอย่างช้าๆ ด้วยความรอบคอบ มากกว่าการกระโดด เพราะหากพลาดท่าอาจเสียหายยับเยินกันมามากแล้วเพราะความใจร้อน

สนใจขอความรู้การทำเกษตรกรรมแบบพอเพียงในโครงการ 1 ไร่ แก้จน หรือสอบถามรายละเอียดเรื่องพริก ติดต่อได้ที่ คุณเชาว์ แก้วประสิทธิ์ โทรศัพท์ (081) 915-0429

อย่าพลาด…กับงานสัมมนา เรื่อง “พริก…พืชให้รสเผ็ด ที่ครัวไทยขาดไม่ได้” ใน วันที่ 22 พฤศจิกายน 2557 ดูกำหนดการสัมมนาและรีบจับจองที่นั่งได้ ตามรายละเอียดในนิตยสารเล่มนี้

 

ศุภชัย สุรชิต ปลูกปาล์มพันธุ์ดี สร้างรายได้ดี ที่ชุมพร

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05064010957&srcday=2014-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 582

เทคโนโลยีการเกษตร

มนัส ช่วยบำรุง

ศุภชัย สุรชิต ปลูกปาล์มพันธุ์ดี สร้างรายได้ดี ที่ชุมพร

ปาล์มน้ำมัน พืชเศรษฐกิจหลักที่เกษตรกรชาวสวนนิยมปลูก เนื่องจากหาซื้อต้นกล้าพันธุ์ได้ง่าย เหมาะสำหรับสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นฝนตกชุกตลอดปีโดยเฉพาะภาคใต้ ขายได้ราคาดี เป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้นทุกปี

ผนวกกับในปัจจุบันการใช้น้ำมันที่ผลิตจากปาล์มเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะเป็นน้ำมันที่สกัดจากพืช (ไบโอดีเซล) ไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ปาล์มน้ำมันนั้นนอกจากผลของมันจะนำไปสกัดเป็นน้ำมันพืช น้ำมันไบโอดีเซลแล้ว ทะลายปาล์มที่นำมาเข้าขั้นตอนการสกัดน้ำมันที่เหลือเพียงกากทะลายปาล์มยังนำไปเพาะเห็ดฟางขาย เสริมรายได้ให้แก่เกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง

หากพูดถึงสายพันธุ์ปาล์มน้ำมันที่นิยมปลูกกันนั้นมีอยู่หลากหลายสายพันธุ์ ทั้งพันธุ์ลูกผสมสุราษฎร์ธานี 1-8 พันธุ์ Tenera พันธุ์ Deli Nigeria Black พันธุ์ Deli Ghana พันธุ์ Deli Dura และ พันธุ์ Compact (Compact + Nigeria, Compact + Ghana) มีหลายสายพันธุ์ให้เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันได้เลือกสรรกันตามสภาพภูมิศาสตร์ในแต่ละท้องที่รวมถึงความชื่นชอบส่วนตัวของเกษตรกรเอง

พันธุ์ปาล์มน้ำมันมีการคิดค้นพัฒนาอยู่โดยตลอด ทำให้เกิดพันธุ์ใหม่ขึ้นมาอยู่เสมอ โดยเฉพาะพันธุ์ลูกผสมต้นเตี้ย ซึ่งเป็นที่นิยมปลูกกันอยู่ในขณะนี้

คุณศุภชัย สุรชิต หรือ คุณดำ เกษตรกรปลูกปาล์มน้ำมัน ตำบลขุนกระทิง อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร ทำสวนปาล์มน้ำมันมานานกว่า 8 ปี ปลูกปาล์มน้ำมัน พันธุ์ Compact Nigeria ลงทุนซื้อต้นพันธุ์มาจาก บริษัท สุราษฎร์พันธุ์ปาล์ม สาเหตุที่คุณดำเลือกปาล์มน้ำมันพันธุ์นี้ เพราะมีลักษณะต้นเตี้ย สะดวกในการดูแลเก็บเกี่ยว ให้ผลผลิตดีในช่วงหน้าฝน ซึ่งตรงกับสภาพอากาศของจังหวัดชุมพร ผลดก ดูแลง่าย เป็นที่นิยมของเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน

ส่วนราคาของต้นกล้าปาล์มน้ำมัน คุณดำ แนะนำว่าเกษตรกรผู้สนใจหากซื้อจากศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมัน เขต 7 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ราคาอยู่ที่ต้นละประมาณ 50 บาท ส่วนของเอกชน จะขายอยู่ที่ 100-150 บาท ตามขนาด อายุ ความสมบูรณ์ และชนิดพันธุ์ของต้นปาล์มน้ำมัน

การเริ่มต้นทำสวนปาล์มน้ำมันของคุณดำ เริ่มจากการเพาะกล้าปาล์มน้ำมัน พันธุ์ Compact Nigeria ขาย พร้อมกับเปิดร้านขายเคมีภัณฑ์ทางการเกษตรในจังหวัดชุมพรก่อน รวมทั้งปลูกในสวนของตัวเองด้วย ภายหลังปาล์มน้ำมันที่ปลูกไว้สามารถตัดได้ ในขณะเดียวกันพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันในจังหวัดชุมพรมีมากขึ้นจนเต็มพื้นที่ จึงได้เลิกกิจการเพาะกล้าพันธุ์ปาล์มน้ำมันขาย มาประมาณ 4-5 ปีแล้ว จึงหันมาดูแลสวนปาล์มน้ำมันอย่างจริงจัง นอกจากคุณดำจะทำสวนปาล์มน้ำมันแล้ว ยังทำสวนทุเรียน สวนยางพาราด้วย ซึ่งคุณดำเองเป็นผู้ริเริ่มทำทุเรียนนอกฤดูเจ้าแรกๆ ในจังหวัดชุมพร สาเหตุที่ปลูกพืชหลายชนิดนั้น ก็เพื่อหมุนเวียนเก็บเกี่ยวผลผลิตระหว่างรอให้ยางพาราออกเต็มที่ในช่วงหน้าหนาว ก็สามารถตัดปาล์มน้ำมันได้ในช่วงหน้าฝน ปาล์มน้ำมันมีอายุที่ตัดทะลายขายได้ อยู่ระหว่าง 3 ปีครึ่ง ถึง 4 ปี เป็นระยะที่เจ้าของสวนเริ่มที่จะตัดทะลายปาล์มน้ำมัน สำหรับคนงานภายในสวนปาล์มน้ำมันของคุณดำมีทั้งหมด 4 คน หมุนเวียนกันไปทำตามแต่ละแปลง

รายได้จากการทำสวนปาล์มน้ำมันของคุณดำ เฉลี่ยปีละกว่า 300,000-400,000 บาท โดยราคาปาล์มทะลายขณะนี้อยู่ที่ กิโลกรัมละ 4 บาท 80 สตางค์ ใช้ลูกจ้างภายในสวนตัดปาล์มน้ำมันขาย แทนที่การจ้างผู้รับเหมาตัด ซึ่งคิดราคาค่าตัดอยู่ที่ตันละ 500-600 บาท เป็นการลดต้นทุนการตัด สวนปาล์มน้ำมันของคุณดำหมุนเวียนตัดทุก 15 วัน ตัดได้รอบละ 7-8 ตัน ผลผลิตปาล์มน้ำมันที่ได้แต่ละเดือน ประมาณ 14-15 ตัน ส่งผลให้คืนต้นทุนค่าปุ๋ย ค่าคนงาน ได้อย่างรวดเร็ว

เคล็ดลับการเพิ่มผลผลิต

ปาล์มน้ำมัน ของ คุณดำ

คุณดำ แนะเกษตรกรที่ต้องการปลูกปาล์มน้ำมัน ควรมีการคัดเลือกพันธุ์ปาล์มน้ำมันที่ดี คัดต้นพันธุ์ตัวผู้กับกะเทยที่ผิดปกติออก เพื่อให้ได้ปาล์มที่ออกทะลายทุกต้น ในสมัยก่อนนั้นชาวบ้านนิยมเพาะกล้าพันธุ์ปาล์มน้ำมันเอง หรือเก็บลูกปาล์มน้ำมันจากสวนที่ร่วงมาเพาะ ซื้อพันธุ์จากแหล่งขายที่ไม่ได้คุณภาพ ทำให้ได้ต้นกล้าพันธุ์ที่ไม่ดี แคระแกร็น ติดทะลายไม่ทุกต้น หากใช้ต้นกล้าพันธุ์ที่ดี ทั้งจากศูนย์วิจัยของราชการหรือเอกชน สามารถให้ผลผลิตได้อย่างต่ำ 3.5-4.5 ตัน ต่อไร่ ต่อปี ต้นกล้าปาล์มน้ำมันที่ปลูกลงแปลงนั้น อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 8-12 เดือน ควรปลูกต้นกล้าปาล์มห่างจากหน้าดินอย่างน้อย 12-15 เซนติเมตร รากของปาล์มน้ำมันจะยาวเท่ากับปลายสุดของเงาใบ ปาล์มน้ำมันมีระยะที่สามารถเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ประมาณ 3 ปี ระหว่างนี้ทะลายปาล์มน้ำมันที่ออกนั้นยังมีขนาดเล็กควรตัดทะลายเล็กออก เพื่อสร้างลำต้นให้มีขนาดที่สมบูรณ์ ชาวสวนปาล์มน้ำมันจะต้องหมั่นตัดแต่งแทงทางต้นปาล์มน้ำมันอยู่โดยตลอด เกษตรกรโดยส่วนใหญ่จะใช้เสียมแทงแต่งทางใบ หากไม่มีความชำนาญเสียมอาจแทงไปถูกต้นปาล์มน้ำมัน ทำให้ต้นปาล์มน้ำมันเป็นแผลได้จากแรงกระแทก ส่งผลกระทบถึงต้นปาล์มน้ำมันที่ยังมีขนาดลำต้นเล็กอยู่ สำหรับปาล์มน้ำมันที่มีอายุต้น 6 ปีขึ้นไปแล้ว ควรไว้ทางใบ 7-8 รอบ (56-64 ทางใบ) ปาล์มน้ำมันที่โตเต็มที่ควรไว้ทางใบ 4.5-6.5 รอบ (36-48 ทางใบ) ไม่ควรตัดแต่งแทงทางจนกว่าจะถึงช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต เกษตรกรท่านใดตัดทางมากเกินไป จะทำให้ต้นปาล์มน้ำมันสูงเร็วกว่าปกติ ควรตัดทางใบให้เหลือรองรับทะลายปาล์มอย่างน้อย 2 ทางใบ (ชั้นล่างจากทะลาย) เสร็จแล้วควรนำทางปาล์มน้ำมันที่ตัดออกไว้มาวางสลับร่องปาล์ม เพื่อรอการย่อยสลายเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับต้นปาล์มน้ำมัน

ในระยะ 3 ปีแรก เป็นช่วงที่ปาล์มน้ำมันมีขนาดเล็ก ควรใช้สารปราบวัชพืชประเภทเผาไหม้ (สาร Parafot) ในบางสวนชาวบ้านนิยมปลูกสับปะรดเสริมในร่องปาล์ม เพื่อขายเพิ่มรายได้ แล้วใช้ยาปราบวัชพืชชนิดดูดซึมในการฉีดพ่น ซึ่งเป็นละอองไปติดต้นปาล์มน้ำมัน ทำให้ต้นปาล์มน้ำมันที่มีขนาดเล็ก ใบห่อลากดิน ชะงักการเจริญเติบโต ใน 3 ปีนี้ จึงควรใช้สารเผาไหม้ในการฉีดพ่นพร้อมกับตัดหญ้าในแปลงแทนที่การใช้สารประเภทดูดซึม

การบำรุงต้นปาล์มน้ำมัน เนื่องจากปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่ต้องการน้ำและปุ๋ยมาก พื้นที่ปลูกควรมีปริมาณน้ำฝนไม่ต่ำกว่า 1,800 มิลลิเมตร ต่อปี ปาล์มน้ำมันที่อยู่ในช่วงวัย 5-15 ปี คุณดำ ใช้ปุ๋ย สูตร 4-7-39 (N-P-K) ใส่ 3 กิโลกรัม ต่อต้น ให้อาหารเสริมประเภทโบรอน แคลเซียม แมกนีเซียม พร้อมทั้งเสริมอินทรียวัตถุ เช่น มูลไก่ (มูลไก่ผสมแกลบ) มูลวัว มูลสัตว์ต่างๆ จะใส่เป็นประจำ ปีละครั้งทุกปี ระหว่างช่วงต้นฤดูฝนและปลายฤดูฝน ปาล์มน้ำมันเมื่อพ้นระยะ 5 ปีแล้ว จะดูแลง่าย เพราะเป็นพืชที่ไม่ค่อยมีโรคและแมลงรบกวน ส่วนผลผลิตจะมากหรือน้อยอยู่ที่การดูแลและปริมาณน้ำฝน เกษตรกรควรปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียนระหว่างรอตัดปาล์มน้ำมันด้วย เพื่อเพิ่มรายได้ระหว่างช่วงรอตัดปาล์มน้ำมัน

“สำหรับการทำสวนปาล์มน้ำมันในจังหวัดชุมพรนั้น ปาล์มยังคงมีน้อยกว่ายาง ปาล์มพึ่งมาได้รับความนิยมปลูกเมื่อ 20 ปีที่แล้ว การทำสวนปาล์มล้วนต้องใช้เนื้อที่มาก ตั้งแต่ 20 ไร่ขึ้นไป เพื่อให้ได้ผลผลิตที่คุ้มทุน ด้วยข้อจำกัดทางพื้นที่เพาะปลูกของจังหวัดชุมพรที่ส่วนหนึ่งเป็นภูเขาที่มีลักษณะไม่เสมอกัน ทำให้ตัดทะลายปาล์ม ตกแต่ง แทงทางได้ยาก ชาวบ้านต้องลงทุนเรื่องค่าปุ๋ยกับค่ายาในช่วงแรกมาก ยางจึงได้รับความนิยมปลูกมากกว่า” คุณดำ บอก

ปาล์มน้ำมัน ยังคงเป็นพืชเศรษฐกิจที่ได้รับความนิยมจากชาวสวนทั้งในภาคใต้และภาคอื่นด้วยราคาที่เพิ่มขึ้นอยู่ในขณะนี้ เพราะปลูกง่าย เป็นที่ต้องการของภาคอุตสาหกรรมน้ำมัน สอดคล้องกับโครงการพระราชดำริที่มีการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกปาล์มน้ำมัน ปาล์มน้ำมันจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรผู้สนใจพืชเศรษฐกิจที่ให้ผลตอบแทนไว เก็บเกี่ยวผลผลิตได้นาน ทนโรค ให้ผลกำไรสูง

ผู้สนใจวิธีปลูกปาล์มน้ำมันให้ได้ผลผลิตสูง ติดต่อได้ที่ คุณศุภชัย สุรชิต หรือ คุณดำ ที่ บ้านเลขที่ 24/8 หมู่ที่ 8 ตำบลขุนกระทิง อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร (ร้านศุภรัชการเกษตร แยกทางขึ้นบ้านถ้ำสิงห์) โทรศัพท์ (087) 276-1924

ปาล์มคอมแพค ไนจีเรีย (Compact Nigeria)

สำหรับลักษณะเด่นของปาล์มน้ำมัน พันธุ์ Compact Nigeria เป็นปาล์มน้ำมัน สายพันธุ์ compact ซึ่งเป็นพันธุ์ลูกผสมระหว่างต้นพันธุ์แม่จากอเมริกาใต้กับต้นพันธุ์พ่อจากแอฟริกา E.oleifera + Guineensis มาผสมข้ามสายพันธุ์ แล้วจึงนำต้นพันธุ์ลูกเพศเมียที่ผสมได้มาผสมกับต้นพันธุ์เพศผู้จากไนจีเรีย จนได้มาเป็น Compact Nigeria มีศักยภาพให้ผลผลิตสูง 3.5-4.5 ตัน ต่อไร่ ต่อปี ให้ผลผลิตสม่ำเสมอ ติดทะลายดก น้ำหนักทะลายเฉลี่ย 28 กิโลกรัม ต่อ 1 ทะลาย ให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง 30 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณการให้น้ำมันในเมล็ดพันธุ์ปาล์มดีมาก ผลของเมล็ดพันธุ์ปาล์มมีขนาดปานกลาง น้ำหนักโดยประมาณอยู่ที่ 8-11 กรัม ผลดิบมีลักษณะสีดำ ผลสุกสีแดง ลักษณะต้นเตี้ย สูงระหว่าง 40-45 เซนติเมตร ต่อปี มีอายุการเก็บเกี่ยว 30 ปี ทางใบสั้น ระยะใบ 6.6-6.9 เมตร ทนแล้งได้ปานกลาง

 

สวนมะนาวทำเงิน กลางกรุง ของ “จำรัส คูหเจริญ” พฤศจิกายน 8, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048150857&srcday=2014-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 581

เทคโนโลยีการเกษตร

ปรัชญา รัศมีธรรมวงศ์

สวนมะนาวทำเงิน กลางกรุง ของ “จำรัส คูหเจริญ”

แม้ มะนาว จะมีรสชาติเปรี้ยวจนเข็ดฟัน แต่ฉันก็ขาดเธอไม่ได้ เพราะมะนาวเป็นพืชสมุนไพรที่ช่วยปรุงแต่งรสชาติอาหารให้มีรสชาติอร่อย หอมยิ่งขึ้น แถมยังมีสรรพคุณทางยา ช่วยขับลมในกระเพาะ ช่วยเพิ่มวิตามินซี ต้านอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งได้ มะนาว จึงเป็นพืชสำคัญประจำครัวของคนไทยทั่วประเทศ ทุกวันนี้มีเอกชนหัวใสผลิตมะนาวคั้นน้ำบรรจุขวด มะนาวแปรรูป ชนิดน้ำและแบบผงวางจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป มากมายหลายยี่ห้อ โกยรายได้มหาศาลในแต่ละปี

ในฉบับนี้ ผู้เขียนขอพาท่านผู้อ่านไปเยี่ยมชมชีวิตชาวสวนมะนาวกลางกรุง แถวย่านฝั่งธนบุรีกันดูบ้าง เกษตรกรรายนี้ ประสบความสำเร็จในการปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ มีแปลงปลูกมะนาว ประมาณ 200 ต้น มะนาวทุกต้นติดผลดกมาก ขนาดผลโต เปลือกบาง น้ำมาก มีกลิ่นหอม รสชาติเปรี้ยวมาก เรียกว่าคุณภาพดีคับแก้ว โดนใจผู้ซื้อ

เส้นทางชีวิต

ลุงจำรัส คูหเจริญ เกษตรกรวัย 77 ปี เจ้าของกิจการ “สวนเกษตรธนบุรี” เล่าให้ฟังว่า ผมมีพื้นเพมาจากครอบครัวชาวสวนในย่านเขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ เรียกว่า ทำสวนเป็นอาชีพหลักมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่แล้ว ผมสนใจปลูกกล้วยไม้เป็นอาชีพ ตามคำแนะนำของ ศาสตราจารย์ระพี สาคริก บิดาแห่งกล้วยไทย ผมทำสวนกล้วยไม้ได้ประมาณ 8 ปี ก็สอบชิงทุนไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่นได้ ช่วงประมาณปี 2506 ผมไปเรียนอยู่ประมาณ 5 ปีครึ่ง เรียนต่อด้านวิศวะ ควบคู่กับสาขาการเกษตร หลังจากเรียนจบกลับมาก็เรียนต่อด้านพืชสวนและส่งเสริมการเกษตร ต่อมารับราชการที่กรมไปรษณีย์ ในตำแหน่งนายช่าง ตรี โท และเอก ตามลำดับ จนกระทั่งกรมไปรษณีย์ปรับโครงสร้างเป็นการสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) ผมรับตำแหน่งผู้อำนวยการกองเคเบิ้ลใต้น้ำ การสื่อสารแห่งประเทศไทย เรื่อยมาจนครบเกษียณอายุ

จุดเริ่มต้น ทำสวนมะนาว

ลุงจำรัส เล่าว่า หลังเกษียณอายุราชการ ผมหันกลับมาทำสวนอีกครั้ง ที่บ้านในเขตภาษีเจริญ โดยปลูกมะม่วง ส้มโอ ขนุน ไว้หน้าบ้าน ปรากฏว่าเจอโดนเวนคืนที่ดินเพื่อทำถนน จำนวน 5 ไร่ เหลือที่ดินเพียง 2 ไร่ ก็หันมาปลูกโป๊ยเซียนระยะหนึ่ง ก่อนเลิกและหันมาลงทุนปลูกมะนาวอย่างจริงจัง ผมสนใจปรับปรุงพัฒนาพันธุ์มะนาวที่มีความต้านทานโรคแคงเกอร์ จนได้มะนาวพันธุ์ใหม่ เรียกว่า มะนาวพันธุ์จำรัส 9 (จ.9) ซึ่งเป็นมะนาวลูกผสมระหว่างแป้นพวง (พันธุ์แม่) ผสมกับมะนาวน้ำหอม (ด่านเกวียน) ซึ่งให้ลูกดก ผลโต น้ำมาก น้ำเนื้อกลิ่นเหมือนมะนาวแป้น เปลือกบาง น้ำหนักผล 70-100 กรัม การเจริญเติบโตของต้นดี ใบใหญ่และต้านทานโรคดีมาก

“หลังจากนำเกสรมะนาวแป้นพวงมาผสมกับเกสรตัวผู้ของมะนาวด่านเกวียนแล้ว ใช้เมล็ดเพาะอีก 1 ปีครึ่ง ผลผลิตในรุ่นแรก คุณภาพใช้ไม่ได้ เพราะสายพันธุ์ยังไม่นิ่ง ต้องผสมซ้ำอีก 10 ครั้ง ใช้เวลาปรับปรุงพันธุ์นานกว่า 7 ปี จนได้มะนาวพันธุ์ใหม่ ที่มีลักษณะเด่น คือผลใหญ่ เปลือกบาง น้ำมาก แม้กลิ่นไม่หอม แต่สามารถต้านทานโรคแคงเกอร์ได้ดีและมีผลดกประมาณ 500-600 ลูก ต่อต้น” ลุงจำรัส กล่าว

จากนั้น ลุงจำรัสได้ต่อยอดปรับปรุงพันธุ์มะนาวขึ้นมาใหม่ 2 สายพันธุ์ ที่มีลักษณะเด่นคือ ให้ลูกดก ผลโต และน้ำมาก ตั้งชื่อว่า มะนาวพันธุ์จำรัส 28 และจำรัส 29 ซึ่งทั้งสองสายพันธุ์ขณะนี้ได้จดสิทธิบัตรกับหน่วยงานภาครัฐเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ลุงจำรัส กล่าวว่า มะนาวจำรัส 28 เกิดจากการปรับปรุงพันธุ์มะนาวจำรัส 9 (พันธุ์แม่) และใช้มะนาวแป้นจริยา เบอร์ 1 มาผสม เมื่อเพาะเมล็ดจนเป็นต้นแล้ว ได้ออกดอกให้ผลเมื่อต้นยังเล็ก ผลโตมาก ทรงผลแบน แบบมะนาวแป้นทั่วไป น้ำเนื้อกลิ่นเหมือนมะนาวแป้นทุกอย่าง เปลือกบาง น้ำมาก ผลที่เจริญเติบโตเพียง 2 เดือน ก็มีน้ำมากแล้ว ออกดอกง่ายมาก ไม่ต้องบังคับก็ออกดอกได้ทั้งปี การเจริญเติบโตของต้นและการต้านทานโรคดีมาก

ส่วน มะนาวจำรัส 29 เกิดจากการปรับปรุงพันธุ์มะนาวจำรัส 9 (พันธุ์แม่) และใช้ส้มโชกุนเป็นพ่อ เมื่อได้เพาะเมล็ดขึ้นมาเป็นต้นแล้วจะออกดอกและให้ผลเมื่อต้นยังเล็ก ผลโตมาก ลักษณะผลแบนเหมือนมะนาวแป้นทั่วไป เปลือกบาง น้ำมาก ให้ผลผลิตดก มีกลิ่นหอม รสชาติเปรี้ยวมากกว่ามะนาวแป้นธรรมดา 1% ลุงจำรัส ได้นำมะนาวพันธุ์ใหม่ไปขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ และขอรับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา กับหน่วยงานส่งเสริมและปกป้องพันธุ์พืช เมื่อ ปี 2553 จนได้รับการจดรับรองสิทธิบัตรพันธุ์มะนาวอย่างเป็นทางการ เมื่อ ปี 2556

“ลักษณะเด่นของมะนาวทั้งสองสายพันธุ์แยกได้ง่ายมาก มะนาวจำรัส 28 ลักษณะหนามสั้น ส่วนมะนาวจำรัส 29 ลักษณะหนามยาว จุดเด่นของมะนาวทั้งสองสายพันธุ์แตกต่างกันแค่หนาม ส่วนผลผลิตไม่ต่างกัน เพราะมีผลโต เปลือกบาง น้ำมาก ให้ผลผลิตดก รสชาติเปรี้ยวจัด และมีกลิ่นหอมเหมือนกัน” ลุงจำรัส กล่าว

เทคนิคขยายพันธุ์

มะนาวด้วยวิธีปักชำ

โดยทั่วไป เกษตรกรมักนิยมขยายพันธุ์มะนาวด้วยวิธีการตอนกิ่ง แต่ที่นี่แปลกไม่เหมือนใคร เพราะใช้วิธีการขยายพันธุ์ด้วยเทคนิคการปักชำ ที่ได้ผลดีอย่างน่าประหลาดใจ เพราะมองไปรอบๆ สวน เห็นต้นมะนาวต้นเล็กๆ ที่มีดอกมะนาวบานอยู่เต็มต้น กำลังติดเป็นผลมะนาวลูกเล็กๆ อยู่เต็มไปหมด ทั้งๆ ต้นมะนาวเหล่านี้ เป็นมะนาวต้นเล็ก อายุยังไม่มาก แต่ให้ผลผลิตได้เร็วมาก

ลุงจำรัส บอกว่า หากใช้เทคนิคตอนกิ่ง จะตอนกิ่งได้แค่ วันละ 200 กิ่ง ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ยุ่งยาก และใช้แรงงานจำนวนมาก แถมยังต้องใช้ตอส้ม ตอมะขวิด มาเสียบยอดอีกด้วย ลุงจำรัสจึงเลือกขยายพันธุ์โดยใช้เทคนิคการปักชำแทน

“เคล็ดลับการปักชำอยู่ที่เทคนิคการเลือกกิ่งเพสลาด คือ ไม่แก่ ไม่อ่อน เกินไป มีใบยอดคลี่เต็มที่ มาปักชำ โดยนำกิ่งพันธุ์มะนาวที่คัดเลือกแล้วมาชุบน้ำยาเร่งรากแล้วค่อยนำไปปักชำในวัสดุที่เตรียมเอาไว้ ในกระถางที่มีความลึก ประมาณ 2 นิ้ว โดยทั่วไปกิ่งปักชำจะติดช้าหรือเร็วก็ขึ้นกับช่วงฤดูกาลด้วย หากเป็นฤดูร้อนจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือนกว่า ส่วนฤดูหนาวจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ส่วนหน้าฝน จะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน สังเกตง่าย หากพบว่า กิ่งปักชำมีการแตกยอดสักคืบหนึ่ง ก็มั่นใจได้ว่า รากเดินดีแล้ว” ลุงจำรัส กล่าว

การปลูกมะนาว

ในวงบ่อซีเมนต์

เมื่อถามถึงเทคนิคการปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ ลุงจำรัส บอกว่า ผมจะปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ ขนาด 80 เซนติเมตร โดยแต่ละวงบ่อซีเมนต์วางห่างกัน ประมาณ 3 เมตร เพื่อให้สะดวกในการดูแลต้นมะนาว โดยทั่วไป พื้นที่ปลูก 1 ไร่ จะสามารถปลูกมะนาวได้ จำนวน 135 บ่อ จะใช้เงินลงทุน ประมาณ 50,000 บาท สำหรับเป็นค่าปุ๋ย ค่าต้นพันธุ์มะนาวรวมทั้งค่าวงบ่อซีเมนต์ หลังจากปลูกมะนาวแล้ว ภายใน 1 ปี จะสามารถถอนทุนคืนได้ทั้งหมด เนื่องจากการปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์สามารถควบคุมน้ำและปุ๋ยได้ดี สามารถผลิตมะนาวนอกฤดูออกขายทำกำไรได้ตามที่ต้องการ ขณะที่การปลูกมะนาวลงดิน แม้จะมีผลผลิตสม่ำเสมอ แต่ยังทำผลกำไรสูงไม่ได้ เนื่องจากไม่สามารถบังคับให้ต้นมะนาวมีผลผลิตออกนอกฤดูได้

เมื่อถามถึงการเตรียมวัสดุปลูก ของสวนแห่งนี้ ลุงจำรัส บอกว่า สวนของผมเลือกใช้ดินเหนียวแห้ง ใส่จนเต็มวงบ่อซีเมนต์ จากนั้นเติมปูนขาวลงไป 1 กำมือ ต่อหลุม รดน้ำตามหนึ่งครั้งพอให้ดินชุ่มชื้น ขุดหลุมลึกประมาณ 20 เซนติเมตร จากนั้นให้นำกิ่งพันธุ์มะนาวที่จัดเตรียมไว้ ปลูกลงในวงบ่อซีเมนต์ได้เลย และนำไม้ไผ่มาผูกกับต้นมะนาว เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นมะนาวโอนเอนไปมาในช่วงที่มีลมแรง จากนั้นเทแกลบเหลืองโรยหน้าดิน ตามด้วยปุ๋ยคอก คือมูลวัวแห้ง เทให้มีความหนาประมาณ 1 นิ้ว คอยดูแลให้น้ำและใส่ปุ๋ยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ต้นมะนาวเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ และให้ผลผลิตภายในระยะเวลา 18 เดือน การปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ หากมีการดูแลจัดการที่ดี ต้นมะนาวจะให้ผลผลิตอย่างต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี

“การทำสวนมะนาวให้ประสบความสำเร็จ หัวใจหลักอยู่ที่การให้ปุ๋ย เพราะปุ๋ยเป็นอาหารเสริมที่ดี ที่จะช่วยเพิ่มผลผลิตของต้นมะนาว ทั้งทางรากและทางใบ เกษตรกรควรใส่ปุ๋ยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ทุกวันนี้ผมผลิตปุ๋ยใช้เอง เพื่อลดต้นทุน ใช้ผสมผสานกับปุ๋ย อีเอ็ม ผมใส่ปุ๋ยสลับกันไป จนต้นมะนาวเจริญเติบโตดี ผมจะบังคับให้มะนาวออกดอกก่อน จึงค่อยหยุดการให้ปุ๋ย ประมาณเดือนสิงหาคม เพื่อให้มีผลผลิตออกนอกฤดู” ลุงจำรัส กล่าว

การจัดการ

ปัญหาโรคพืช

ลุงจำรัส บอกว่า การปลูกต้นมะนาวแป้นโดยทั่วไป มักเจอปัญหาหนอนชอนใบ ก็จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าแมลงชนิดน้ำ เช่น คาโบซัลแฟน หรือไซเปอร์เมทริน ผสมกับยาจับใบ ฉีดพ่นทุก 3 วัน ขณะที่ฉีดยาควรอยู่เหนือลม และควรมีชุดเครื่องแต่งกายสำหรับป้องกันตนเองด้วย ส่วนโรคพืชอีกชนิดที่ต้นมะนาวมักเป็นกันบ่อยคือ โรคแคงเกอร์ หากสวนไหนเจอปัญหานี้ ผมจะแนะนำให้เพื่อนเกษตรกรลองใช้ยาสเตรปโตมัยซิน ผสมกับยาจับใบ และสารคอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ ฉีดพ่นทุกๆ 3 วัน หากต้นมะนาวไม่เจอโรคแคงเกอร์ ผมจะแนะนำให้ฉีดพ่นสารคอปเปอร์ผสมกับยาจับใบ ฉีดพ่นเดือนละ 1 ครั้ง เป็นการป้องกันโรคแคงเกอร์และฆ่าเชื้อราไว้ล่วงหน้า เพราะโรคพืชเหล่านี้มักแพร่ระบาดได้ง่ายในช่วงฤดูหนาวและฤดูฝน ส่วนช่วงฤดูร้อน ไม่ค่อยเจอสักเท่าไหร่

ลุงจำรัส กล่าวว่า งานปลูกมะนาว ไม่ใช่เรื่องยาก ใครๆ ก็ทำได้ วันนี้ ลุงจำรัส อายุ 77 ปีแล้ว ยังทำงานในสวนได้อย่างสบาย จึงอยากชักชวนเพื่อนฝูงที่อยู่ในช่วงวัยเดียวกันมาออกกำลังกายทำสวนเช่นเดียวกับลุงจำรัส นอกจากนี้ เด็กเยาวชนคนใดสนใจอยากปลูกมะนาว เป็นรายได้เสริมระหว่างการศึกษา ก็สามารถแวะเข้ามาขอความรู้กับลุงจำรัสได้ ลุงจำรัสยินดีแบ่งปันความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานกับผู้สนใจ

“สวนเกษตรธนบุรี” ของ ลุงจำรัส คูหเจริญ เดินทางไปได้ไม่ยาก เพราะอยู่กลางเมืองนี้เอง ตั้งอยู่ บ้านเลขที่ 363 ถนนพัฒนาการ แขวงปากคลอง เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ 10160 โทร. (081) 552-6700 หรือ (02) 457-0920 (เวลา 09.00-22.00 น.)

 

ว่านหางจระเข้ ยังทำเงินดี ที่ราชบุรี

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05046010857&srcday=2014-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 580

เทคโนโลยีการเกษตร

เสาวลักษณ์ สวัสดิ์กว้าน รูป/เรื่อง

ว่านหางจระเข้ ยังทำเงินดี ที่ราชบุรี

พูดถึง ต้นว่านหางจระเข้ น้อยคนที่จะไม่รู้จัก เนื่องจากเป็นพืชที่ปลูกกันอยู่ทั่วไป เป็นพืชที่มีประโยชน์ทางยา อีกทั้งรับประทานได้ บ้านหนึ่งมีไว้ต้นสองต้น ก็พอได้ใช้งาน

นอกจากนี้ ว่านหางจระเข้ยังเป็นพืชที่ปลูกง่าย ดูแลรักษาง่าย (มาก) ปลูกทิ้งๆ ไว้ก็ไม่ตาย เกือบจะเรียกได้ว่า แทบจะไม่ต้องการการดูแลเลยทีเดียว

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ว่านหางจระเข้ เป็นพืชที่มีเนื้ออวบ มีแหล่งกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และตอนใต้ของแอฟริกา

พันธุ์ของว่านหางจระเข้มีมากกว่า 300 ชนิด มีทั้งพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่มาก ไปจนถึงพันธุ์ที่มีขนาดเล็กกว่า 10 เซนติเมตร ลักษณะเด่นก็คือ มีใบแหลมคล้ายเข็ม เนื้อหนา และเนื้อในมีน้ำเมือกเหนียว ส่วนดอกจะออกในช่วงฤดูหนาว มีสีต่างๆ กัน ทั้งเหลือง ขาว แดง ขึ้นอยู่กับพันธุ์

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ว่านหางจระเข้รับประทานได้ อีกทั้งมีสรรพคุณเป็นยา ส่วนใหญ่นำมาทำเป็นน้ำว่านหางจระเข้ ดื่มแก้กระหาย ส่วนวุ้นสดๆ ใช้รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลเรื้อรังได้ดี เนื่องจากวุ้นในใบว่านหางจระเข้ มีสรรพคุณรักษาแผล ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย

หลายปีมาแล้ว ว่านหางจระเข้ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทย แต่แล้วกระแสก็แผ่วไป กระนั้นด้วยสรรพคุณที่มีอยู่ในตัวเองของพืชชนิดนี้ ก็ยังทำให้พืชตัวนี้ยังคงอยู่ในตลาด และความนิยมการบริโภคของผู้บริโภคก็มีอยู่อย่างสม่ำเสมอ ดังจะเห็นได้จากน้ำว่านหางจระเข้ ที่ยังมีขายในท้องตลาด

แหล่งปลูกว่านหางจระเข้ แหล่งหนึ่งที่จะพาไปชมในคราวนี้ อยู่ที่ ตำบลท่านัด อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ที่เกษตรกรผู้ปลูกสามารถสร้างรายได้ถึงวันละหมื่นบาทเลยทีเดียว

พี่คณิต สุขสว่าง เจ้าของแปลงปลูกว่านหางจระเข้ 5 ไร่ เล่าว่า แต่ก่อนเคยปลูกพืชผักมาหลายชนิด ทั้งหน่อไม้ฝรั่ง แตงกวา ถั่วฝักยาว กล้วยหอม แต่ต้องลงทุนค่าสารเคมีและแรงงานมาก จึงมองหาพืชอื่นที่ปลูกได้ง่ายกว่า จึงมาลงตัวที่ว่านหางจระเข้ที่ปลูกง่าย ดูแลรักษาง่าย เก็บง่าย และขายได้แน่นอน

เหตุที่บอกว่าขายได้แน่นอนก็เพราะมีกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรมารับซื้อไปทำน้ำว่านหางจระเข้

“ก่อนหน้านี้ปลูกพืชหลายชนิด ส่วนใหญ่เป็นผัก แต่พวกผักต้องใช้ปุ๋ย ใช้ยา ซึ่งเป็นต้นทุนที่มีราคาแพง และค่าแรงก็แพง เลยมองหาพืชตัวใหม่ ที่ไม่ต้องดูแลมาก” พี่คณิต ว่าอย่างนั้น

ในที่สุด จึงหันมาปลูกว่านหางจระเข้ เนื่องจากไม่ต้องใส่ปุ๋ย ไม่ต้องฉีดยา หลังจากปลูกแล้ว ก็ให้น้ำสม่ำเสมอ จากนั้นก็ตัดกาบใบขายได้

ส่วนการดูแลอื่นๆ ก็ต้องแซะหน่อ แยกออกบ้าง หากไม่แยกหน่อ กาบใบจะเล็ก ไม่ได้ขนาดสำหรับการตัดขาย

กาบใบตัดส่งกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร ที่รวมตัวกันทำน้ำว่านหางจระเข้ รสชาติต่างๆ ส่งขาย ดังนั้น จึงนับว่ามีแหล่งส่งขายได้แน่นอน

“พืชชนิดนี้ เป็นพืชที่ดูแลง่ายที่สุดแล้ว เพราะเป็นพืชทนแล้ง ไม่ค่อยมีโรคแมลง” พี่คณิต ว่าอยางนั้น

ว่านหางจระเข้ที่สวนแห่งนี้มีให้ตัดเกือบทุกวัน วันละราว 2,500 กิโลกรัม ในราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 4 บาท นั่นหมายความว่าจะมีรายได้ 10,000 บาท ทุกวัน

ว่านหางจระเข้ที่ตัดมาแล้ว จะนำส่วนวุ้นในกาบไปใช้ประโยชน์ ทำน้ำว่านหางจระเข้ ทั้งรสใบเตย รสอัญชัน เป็นต้น

และเมื่อไม่นานที่ผ่านมา ก็มีพ่อค้าแม่ค้า มารับซื้อเฉพาะเนื้อวุ้น ในราคากิโลกรัมละ 8-10 บาท พี่คณิตก็เพียงแต่ปอกเปลือกด้านนอกออกเท่านั้นเอง ได้ราคาแพงขึ้น แต่ก็ต้องใช้แรงงานมากขึ้น

นอกจากนี้ เมื่อต้นว่านหางจระเข้แตกหน่อ ก็สามารถตัดไว้เป็นต้นพันธุ์ หรือนำไปขายต่อได้อีกด้วย

ใครที่สนใจอยากทำการเกษตร ว่านหางจระเข้ก็เป็นพืชที่น่าสนใจอีกตัวหนึ่ง เพียงแต่ต้องมั่นใจว่าจะมีตลาดรับซื้อที่แน่นอน หรือมีตลาดรับซื้อที่แน่นอนอยู่แล้วนั่นเอง

สนใจติดต่อได้ที่ โทร. (080) 271-8888 และ (081) 821-5242

ว่านหางจระเข้ เป็นพืชอวบน้ำ ลำต้นสั้น หรือไม่มีลำต้น สูง 60-100 เซนติเมตร ใบหนา ขอบใบหยัก มีฟันเล็กๆ สีขาว ออกดอกในฤดูร้อน ดอกเป็นดอกห้อย วงกลีบดอกสีเหลือง รูปหลอด ยาว 2-3 เซนติเมตร

ว่านหางจระเข้ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ ทำน้ำสมุนไพรว่านหางจระเข้ ส่วนวุ้นสดใช้เป็นยาสมานแผลได้

การปลูก ใช้หน่ออ่อน ขึ้นได้ดีในดินทราย และมีปุ๋ยอุดมสมบูรณ์ จะปลูกในกระถางก็ได้ ในแปลงปลูกก็ได้ ระยะห่างระหว่างต้นและแถว ประมาณ 1 ศอก เป็นพืชที่ต้องการน้ำมาก และมีการระบายน้ำดี หากการระบายน้ำไม่ดี จะทำให้รากเน่า นอกจากนี้ ยังเป็นพืชที่ชอบแดดรำไร

 

เทศกาล เงาะ ทุเรียน และของดีศรีสะเกษ “57

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05051010857&srcday=2014-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 580

เทคโนโลยีการเกษตร

พัฒนา นรมาศ

เทศกาล เงาะ ทุเรียน และของดีศรีสะเกษ “57

ผลไม้ เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่มีการส่งออกและนำเงินเข้าประเทศปีละหลายร้อยล้านบาท ไม้ผลเป็นพืชที่ปลูกง่ายและเจริญเติบโตได้ดีในทุกภูมิภาคของประเทศไทย จังหวัดศรีสะเกษมีเกษตรกรปลูกและผลิตได้ผลไม้ดี มีคุณภาพหลายชนิด เป็นที่ยอมรับของตลาดผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

ผลไม้ดีมีคุณภาพ เช่น เงาะ ทุเรียน ลองกองหรือมังคุด ล้วนมีรสชาติอร่อย ผลิตภัณฑ์และสินค้าดีมีคุณภาพหลายชนิด ที่จังหวัดศรีสะเกษ จะได้นำมาบริการในงาน เทศกาลเงาะ ทุเรียน และของดีศรีสะเกษ “57 ระหว่าง วันที่ 8-14 สิงหาคม 2557 ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อให้ทุกท่าน ทุกหมู่เหล่า ได้ชม ชิม และเลือกซื้อไปกินหรือเป็นของฝาก

อีกทั้งในงานมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรที่เหมาะสม ส่งเสริมการท่องเที่ยวเกษตรเชิงอนุรักษ์ถึงสวนไม้ผลของเกษตรกรให้ได้ชม ชิม และซื้อ ในราคาประหยัด เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ในฉบับนี้จึงได้นำเรื่องราวมาบอกเล่าสู่กัน

คุณทวี มาสขาว เกษตรจังหวัดศรีสะเกษ เล่าให้ฟังว่า ประชากรส่วนใหญ่ของจังหวัดศรีสะเกษ ประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีพื้นที่การเกษตรราว 4 ล้านกว่าไร่ เป็นพื้นที่ที่ใช้เพื่อการทำนา ทำไร่ เลี้ยงสัตว์ หรือทำประมง สำหรับพื้นที่สวนปลูกและผลิตไม้ผลเชิงธุรกิจ มีประมาณ 7,123 ไร่ และมีเกษตรกรปลูกไม้ผล ประมาณ 1,309 ครัวเรือน

การปลูกไม้ผลที่นี่มี 2 วิธี คือ วิธีที่ 1 ปลูกแบบหัวไร่ปลายนาหรือสวนหลังบ้านเพื่อบริโภคในครัวเรือนหรือแบ่งปันเพื่อนบ้าน และวิธีที่ 2 เป็นการปลูกในเชิงธุรกิจ เพื่อขายผลผลิตเป็นรายได้หลักให้ครอบครัวมีความมั่นคง

ไม้ผล เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่ปลูกและให้ผลผลิตได้ดีมีคุณภาพของจังหวัดศรีสะเกษ แหล่งที่มีการปลูกมากอยู่ในพื้นที่ 4 อำเภอ คือ กันทรลักษ์ ศรีรัตนะ ขุนหาญ และภูสิงห์ ได้แก่ เงาะ ทุเรียน ลำไย ลองกอง และมังคุด และมีการปลูกลิ้นจี่ สะตอ สะละ หรือฝรั่ง และพืชผัก เป็นพืชเสริมผสมผสานอยู่ในพื้นที่เดียวกันด้วย สำหรับการผลิตปีที่ 2556 มี ดังนี้

เงาะ มีพื้นที่ปลูก 1,878 ไร่ เกษตรกร 340 ครัวเรือน ได้ผลผลิตเฉลี่ย 1,927 กิโลกรัม ต่อไร่ ผลผลิตรวม 31,815 ตัน ราคาเฉลี่ย 18 บาท ต่อกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าผลผลิตรวม 31.03 ล้านบาท

ทุเรียน มีพื้นที่ปลูก 2,485 ไร่ เกษตรกร 496 ครัวเรือน ได้ผลผลิตเฉลี่ย 803.9 กิโลกรัม ต่อไร่ ผลผลิตรวม 1,613.56 ตัน ราคาเฉลี่ย 56.67 บาท ต่อกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าผลผลิตรวม 91.44 ล้านบาท

ลำไย มีพื้นที่ปลูก 1,730 ไร่ เกษตรกร 212 ครัวเรือน ได้ผลผลิตเฉลี่ย 919 กิโลกรัม ต่อไร่ ผลผลิตรวม 11,076 ตัน ราคาเฉลี่ย 22 บาท ต่อกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าผลผลิตรวม 49.30 ล้านบาท

ลองกอง มีพื้นที่ปลูก 524 ไร่ เกษตรกร 134 ครัวเรือน ได้ผลผลิตเฉลี่ย 800 กิโลกรัม ต่อไร่ ผลผลิตรวม 419.2 ตัน ราคาเฉลี่ย 45 บาท ต่อกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าผลผลิตรวม 18.86 ล้านบาท

มังคุด มีพื้นที่ปลูก 511 ไร่ เกษตรกร 127 ครัวเรือน ได้ผลผลิตเฉลี่ย 750 กิโลกรัม ต่อไร่ ผลผลิตรวม 383.25 ตัน ราคาเฉลี่ย 18 บาท ต่อกิโลกรัม ราคาเฉลี่ย 35 บาท ต่อกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าผลผลิตรวม 13.41 ล้านบาท

ผลไม้ทั้ง 5 ชนิด เกษตรกรสามารถผลิตและนำผลไม้ออกขายสร้างรายได้พอเพียงที่ดำรงชีพอยู่ได้อย่างมีความมั่นคง

สำหรับปี 2557 นี้ จากการสำรวจพื้นที่การปลูกไม้ผล คาดว่าจะได้ผลผลิตใกล้เคียงหรือมากกว่าปี 2556

ในส่วนของการปฏิบัติดูแลรักษา หลังการปลูกต้องมีการบำรุงต้นด้วยการใส่ปุ๋ยให้ถูกสูตร ถูกอัตราส่วน และตามระยะเวลา ให้ไม้ผลได้รับน้ำอย่างเพียงพอ ป้องกันกำจัดศัตรูไม้ผลด้วยวิธีผสมผสาน เพื่อให้ไม้ผลเจริญเติบโตสมบูรณ์ติดดอกออกผลดี

เกษตรจังหวัดศรีสะเกษ เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า สำนักงานเกษตรอำเภอและจังหวัด ร่วมกับกรมพัฒนาที่ดิน ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ และอีกหลายหน่วยงานได้ส่งเสริมการผลิตในระบบเกษตรดีที่เหมาะสม หรือ GAP (Good Agricultural Practice) เพื่อให้ได้ผลผลิตเกษตรดี มีคุณภาพ ตรงตามความต้องการของตลาดผู้บริโภค รวมทั้งส่งเสริมการผลิตเพื่อให้ผลผลิตเกษตรได้รับเครื่องหมายรับรองคุณภาพคิว (Q) ที่ผู้ซื้อจะกล้าตัดสินใจซื้อได้ง่ายเมื่อพบเครื่องหมายนี้

การเก็บเกี่ยว เกษตรกรต้องเก็บผลไม้ที่แก่สุกตามอายุหรือระยะเวลาที่เหมาะสม เช่น ไม่เก็บทุเรียนอ่อนไปขาย จะช่วยให้เกษตรกรหรือพ่อค้าที่เหมาซื้อแล้วตัดทุเรียนกันเอาเอง ขายทุเรียนได้มากขึ้น ผู้กินได้รับประโยชน์ มีข้อแนะนำก่อนเก็บเกี่ยวหรือดูทุเรียนแก่สุก ดังนี้

– ก้านผลแข็ง สีเข้ม สากมือ ถ้าจับก้านผลทุเรียนแกว่งจะยืดหยุ่น ปลายหนามแห้งมีสีน้ำตาลเข้ม เปราะหักง่าย

– รอยแยกระหว่างพูเห็นได้ชัด

– ชิมปลิง ถ้าแก่จัดเมื่อตัดขั้วผลหรือปลิดออกจะเป็นน้ำใสไม่ข้นเหนียวเหมือนทุเรียนอ่อน เมื่อชิมดูมีรสชาติหวาน

– เคาะเปลือกจะมีเสียงดังหลวมๆ ซึ่งเป็นเสียงที่เกิดจากช่องว่างระหว่างเปลือกและเนื้อภายในผล แสดงว่าเป็นทุเรียนแก่สุก

– นับอายุ โดยนับตั้งแต่ดอกบานถึงวันที่ทุเรียนแก่สุกเก็บเกี่ยวได้ จะมีอายุ 100-130 วัน

นี่ก็คือ วิธีการหนึ่งในระบบเกษตรดีที่เหมาะสม ที่ทำให้ได้ผลไม้ดี มีคุณภาพที่ผู้บริโภคพึงพอใจ

ตลาด ขณะนี้ผลไม้หลายชนิดได้ทยอยออกสู่ตลาดแล้ว หลังการเก็บเกี่ยว เกษตรกรได้นำออกวางขายที่หน้าสวน ที่ตลาดสดในตัวเมืองและจังหวัด อีกส่วนหนึ่งจะมีพ่อค้าคนกลางเข้ามารับซื้อเพื่อนำไปขายตลาดต่างถิ่น รวมทั้งมีการคัดเลือกเพื่อนำผลไม้ดี มีคุณภาพ จัดส่งขายตลาดต่างประเทศด้วย ทำให้เกษตรกรมีรายได้และดำรงชีพอยู่ได้อย่างพอเพียงมั่นคง

การจัดงาน เทศกาล เงาะ ทุเรียน และของดีศรีสะเกษ “57 ก็เป็นการเปิดตลาดวิธีการหนึ่ง ที่มีการนำผลไม้ดี มีคุณภาพ นำผลิตภัณฑ์แปรรูปคุณภาพหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ รวมทั้งสินค้าคุณภาพอื่นๆ มาบริการให้ได้ชมชิมซื้อ มีการประกวดผลผลิตการเกษตร มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรที่เหมาะสมสาขาต่างๆ เพื่อได้นำความรู้ไปสู่การเปลี่ยนแปลง มีเวทีให้พ่อค้ากับเกษตรกรได้พบกันเพื่อการเจรจาธุรกิจเกษตร มีการท่องเที่ยวเกษตรเชิงอนุรักษ์เพื่อให้ทุกท่านได้เข้าชมสวนของเกษตรกรเพื่อชิมและซื้อผลไม้ดี มีคุณภาพ ราคาถูก ได้เรียนรู้วิถีและวัฒนธรรมพื้นบ้านที่หลากหลายและน่าสนใจที่จะทำ

ให้ท่านได้รับความรู้และสนุกเพลิดเพลิน สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณสุริยา บุญเย็น นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ สำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ โทร. (045) 616-829 หรือโทร. (085) 312-5070 ก็ได้

อย่าลืม…พบกันในงาน นะครับ

 

ทุเรียนดี ของ “ลุงฟื้น นาคสาทา” ที่สวนผึ้ง ราชบุรี

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05053010857&srcday=2014-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 580

เทคโนโลยีการเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ทุเรียนดี ของ “ลุงฟื้น นาคสาทา” ที่สวนผึ้ง ราชบุรี

เมื่อปี 2554 เดินทางไปอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ในคราวนั้นทีมงานเทคโนฯ ตั้งใจบุกเข้าไร่จักรพรรดิ ของ คุณฟื้น นาคสาทา หรือ คุณลุงฟื้น เพื่อไปดูการเพาะ-เลี้ยงเห็ดโคนญี่ปุ่น หรืออีกชื่อคือ เห็ดยานางิ ทั้งนี้เพราะที่ไร่นี้สามารถเพาะเห็ดดังกล่าวให้มีขนาดใหญ่ รสหวาน กรอบ เป็นรายแรกของประเทศ และที่ทำได้เช่นนั้นเป็นเพราะใช้น้ำหมักจากผลอะโวกาโดมาผสมกับอาหารในก้อนเชื้อ

นอกจากได้ตื่นตา ตื่นใจ ไปกับเห็ดยานางิที่มีขนาดใหญ่แบบอะเมซิ่งแล้ว ยังได้ลองลิ้มชิมรสเห็ดโคนญี่ปุ่นในเวอร์ชั่นไทยหลายเมนูอันโอชะอีก และขอบอกว่าเป็นรสชาติอาหารที่แปลก ใหม่ ชนิดที่หนึ่งในทีมงานยังหลงใหลแล้วจะขอกลับมารับประทานอีกถ้ามีโอกาสคราวหน้า

ไร่จักรพรรดิไม่เพียงแค่การเพาะ-จำหน่ายเห็ดยานางิส่งให้แก่ร้านค้าและโรงแรมหลายแห่งเท่านั้น แต่ยังปลูกพืช ผลไม้ อีกหลายชนิดแบบสวนผสม อาทิ มะม่วง ทุเรียน เงาะ และลิ้นจี่ คุณลุงฟื้นบอกว่า ชอบไม้ผลหลายชนิด ที่นำมาปลูกเพราะเห็นว่ามีเนื้อที่เหลือเฟือ ไม่ได้คิดทำเป็นธุรกิจการค้า แต่จะเก็บไว้รับประทาน

อย่างทุเรียนที่พาไปชม จะปลูกไว้ในลักษณะพื้นที่ลาดชันเชิงเขา มีหลายพันธุ์ ทั้งหมอนทอง ก้านยาว ชะนี ซึ่งในช่วงนั้นทุเรียนกำลังมีขนาดผลใหญ่ สมบูรณ์ เจ้าของไร่เผยว่า มีรสชาติอร่อยต่างจากที่อื่น ทำให้หลายคนที่ชิมต่างถูกปากแล้วขอซื้อ จนคุณลุงฟื้นต้องใจอ่อนตัดขายไปบ้าง เมื่อฟังเช่นนั้นทีมงานเกิดความสนใจ พร้อมกับนัดหมายว่าในคราวหน้าจะขอมาลิ้มรสชาติทุเรียนสวนผึ้งจากไร่จักรพรรดิแน่นอน

ราวกลางเดือนกรกฎาคม 2557 ทีมงานไปพบคุณลุงฟื้นที่ไร่จักรพรรดิอีกครั้ง หากนับเวลาจากคราวนั้นแล้ว ล่วงมาถึง 3 ปี สวนผึ้งเปลี่ยนไปผิดตา สิ่งปลูกสร้างผุดขึ้นเป็นจำนวนมากเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลต่างๆ

ครั้นเดินทางมาถึงไร่จักรพรรดิ เจ้าของต้อนรับด้วยกาแฟร้อน เสิร์ฟพร้อมกับไม้ผลที่คุ้นกันดีกับสถานที่คือ อะโวกาโดผสมน้ำผึ้งป่า 1 ชิ้น พออิ่ม…แล้วคุณลุงฟื้นบรรยายสรรพคุณของอะโวกาโดใส่น้ำผึ้งป่าทันทีว่า ยิ่งถ้ารับประทานกับน้ำมะนาวคู่กันยิ่งดี เพราะอะโวกาโดมีวิตามิน อี ส่วนน้ำมะนาวมีวิตามิน ซี ดังนั้น หากรับประทานคู่กันแล้วจะได้คุณค่าของวิตามินแบบทวีคูณในด้านการต่อต้านอนุมูลอิสระ

น้ำหมักจากอะโวกาโด ยังคงเป็นพระเอกของเห็ดยานางิ

คุณลุงฟื้นกล่าวว่า ราคาเห็ดยังดีและคงที่ ขณะนี้ราคา กิโลกรัมละ 200 บาท มีลูกค้ามาอุดหนุนมากขึ้นภายหลังจากที่ลงในหนังสือเทคโนฯ มีลูกค้าทั้งโรงแรมและร้านอาหาร ส่วนน้ำหมักอะโวกาโดยังต้องใช้อยู่ เพราะมีความสำคัญต่อเห็ดที่จะช่วยได้มากทั้งคุณภาพและความสด เห็ดรุ่นที่แล้วออกพร้อมกันทั้ง 8 โรง เก็บแทบไม่ทัน ส่วนรุ่นใหม่เพิ่งเปิดดอกยังมีขนาดเล็ก จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ไม่ได้เก็บภาพเห็ดยานางิขนาดใหญ่มาฝากท่านผู้อ่าน

เห็ดชนิดนี้อ่อนไหวกับสภาพอากาศ จึงทำให้เก็บรักษาได้น้อยวัน ดังนั้น จึงต้องการหาวิธีแก้ไข พัฒนาความสมบูรณ์ดอกเห็ดให้เต็มที่ เพื่อทำให้อยู่ได้นาน อายุของเห็ดให้สามารถอยู่ได้นานกว่าเดิมหลังตัดแล้ว

ทุนเดิมจากเหมืองดีบุกเก่า ช่วยทำให้พืชเจริญเติบโตดี

คุณลุงฟื้นคุยให้ฟังว่า เมื่อหลายสิบปีแถวนี้เป็นป่าทึบ ไม่ค่อยพบปลูกไม้ผลอื่นเลยนอกจากกล้วย ครั้นพอมาเริ่มตั้งหลักปักฐานด้วยความที่เป็นคนชอบรับประทานทุเรียน เลยนำต้นทุเรียนมาปลูกทั้งที่ยังไม่เคยมีความรู้การปลูกทุเรียนมาก่อน ด้วยความที่ไม่ได้คาดหวังถึงผลผลิต จึงปลูกไปตามยถากรรม ไม่ค่อยได้ดูแลรดน้ำบำรุงดินแต่อย่างใด ปรากฏว่าต้นทุเรียนเจริญเติบโตอย่างดี ออกผลดก กระทั่งพอคนรอบข้างลิ้มรส ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า รสชาติแบบนี้ขายได้…ชัวร์ จากนั้นเลยตัดสินใจปลูกเพิ่มอีก

คุณลุงฟื้นระบุเหตุผลที่เป็นเช่นนั้นเพราะจากเดิมพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นเหมืองดีบุกมาก่อน ดังนั้น จากความอุดมสมบูรณ์ของดินที่มีแร่โพแทสเซียมที่มีความเข้มข้นถึง 12 เปอร์เซ็นต์ จากจำนวน 14 เปอร์เซ็นต์อยู่ จึงส่งผลให้พืชหลายชนิดเจริญเติบโตได้อย่างดี

ปัจจุบันคุณลุงฟื้นปลูกทุเรียนหลายพันธุ์ ได้แก่ หมอนทอง มากที่สุด จำนวนเกือบ 400 ต้น ก้านยาว ประมาณ 20 ต้น พวงมณี และชะนี (มีประมาณ 4 ต้น) ทุเรียนจะเริ่มออกดอกราวเดือนมกราคม แต่ในช่วงก่อนออกดอกไม่เคยเอาใจใส่ดูแลเท่าไรเลย เพียงแต่หลังจากตัดลูกแล้วจะเติมปุ๋ยลงไปเล็กน้อย เป็นปุ๋ยเคมีสูตรเร่งใบ เร่งยอด

ส่วนการดูแลบำรุงดินนั้น คุณลุงฟื้นเผยว่า ความจริงผืนดินแถวนี้อุดมไปด้วยปุ๋ยทางธรรมชาติที่มีอยู่อย่างสมบูรณ์แล้ว จะเห็นได้จากการมีไส้เดือนมากมายบริเวณโคนต้น อีกทั้งในดินมีแร่ธาตุอาหารมาก ซึ่งถือเป็นทุนเดิมที่ไม่ต้องลงทุนอีก เพียงคอยตัดหญ้าทับไว้หลายชั้นเพื่อให้ดินย่อยสลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์แล้วยังคลุมรักษาความชื้นในดิน

สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงทุกปี ทำให้ต้องปรับวิธีปลูกตลอดเวลา

เจ้าของไร่จักรพรรดิบอกถึงความลำบากในการปลูกทุเรียนในช่วงที่ผ่านมาว่า ระยะหลังสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปมาก แล้วยังเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา บางเวลาร้อนมาก บางเวลาเย็น หรือมีฝนตก และเท่าที่สังเกตอุณหภูมิความร้อนเพิ่มขึ้นทุกปี ปรากฏการณ์เช่นนี้จึงทำให้เกษตรกรชาวสวนทุกคนต้องปรับวิธีปลูกพืชทุกปีเพื่อให้เกิดความเหมาะสม

“จากความเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศได้กระทบสร้างความเสียหายกับพืชหลายชนิดรวมถึงทุเรียน การดูแลต้นทุเรียนยากขึ้น ต้นทุเรียนที่ปลูกไว้หลายต้นต้องตายลง ถึงแม้จะพยายามบำรุงเพื่อให้กลับมาเจริญเติบโตใหม่ ทุเรียนจำนวน 200-300 ต้น ตายเรียบ…” คุณลุงฟื้นกล่าวเพิ่ม

นอกจากนั้น การปลูกทุเรียนในไร่จักรพรรดิยังประสบปัญหาเรื่องน้ำ ทั้งนี้เพราะต้นทุเรียนส่วนใหญ่มักจะปลูกไว้บนที่เนิน ดังนั้น เวลาให้น้ำจะต้องใช้ระบบส่งอัดแรงดันน้ำขึ้นไปเลี้ยง ด้วยเหตุนี้คุณลุงฟื้นจึงมองว่าการปลูกทุเรียนในไร่ของเขาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะต้องควบคุมปริมาณน้ำให้พอดี มิเช่นนั้นจะเกิดปัญหาตามมาทันที

“ต่างกับการปลูกทุเรียนนนท์ เพราะที่นนท์ปลูกแบบสวนท้องร่อง มีน้ำหล่อเลี้ยง อีกทั้งคนปลูกทุกคนมีศักยภาพพร้อม ส่วนที่สวนผึ้งต้องดันน้ำขึ้นเขาหรือที่ลาดชัน ข้อนี้เองจึงเป็นปัญหาเรื่องน้ำแล้วส่งผลกระทบต่อต้นทุนที่สูงทันที” คุณลุงฟื้นอธิบายเพิ่ม

อย่างไรก็ตาม ในข้อด้อยกลับมีข้อดีซ่อนอยู่ คุณลุงฟื้นบอกว่า ถึงแม้ลักษณะทางกายภาพของพื้นที่จะสร้างปัญหาเรื่องการให้น้ำแล้วทำให้ต้นทุนเพิ่ม แต่ขณะเดียวกันในผืนดินมีทรัพยากรทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์จนไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้อปุ๋ย ยา มาบำรุง จึงทำให้เป็นการช่วยลดต้นทุนเรื่องนี้ไปได้มาก อีกทั้งลักษณะพื้นที่การปลูกต้นทุเรียนที่ลาดเอียง ไม่มีน้ำขัง จึงปราศจากโรคเชื้อรา เพียงแต่อาจต้องใส่ใจกับแมลงบางชนิด เช่น หนอนกับมอดที่มารบกวนในช่วงหน้าแล้งบ้างเท่านั้น

เมื่อถามว่า ทุเรียนที่ไร่จักรพรรดิมีจุดเด่นตรงไหน เจ้าของสวนทุเรียนเผยว่า เพราะความที่มีเนื้อหนา เม็ดตาย (ขนาดเล็ก) มีรสหวานกำลังดี จึงเป็นที่ถูกใจของนักชิมทุเรียนหลายคน พร้อมทั้งกล่าวยอมรับว่ารสชาติหมอนทองจากหลายแห่งสู้ในไร่ของเขาไม่ได้ แม้กระทั่งเจ้าของสวนทุเรียนที่นนทบุรีบางคน ยังเอ่ยปากชมความอร่อยของหมอนทองจากไร่จักรพรรดิ

ดอกบานไม่พร้อมกัน ต้องจดบันทึกวันที่ เพื่อให้ผลสุกพอดี

เป็นที่ทราบว่า การปลูกทุเรียนของคุณลุงฟื้นมีลักษณะแบบปล่อยไปตามธรรมชาติ ไม่ได้คิดปลูกเชิงพาณิชย์ ไม่มีการฉีดยาหรือใช้สารเคมีประเภทใดเลยแม้แต่ยาฉีดมดก็ตาม อีกทั้งดอกทุเรียนยังบานไม่พร้อมกัน จึงต้องมีการจดบันทึกไว้ทุกต้น เพื่อสะดวกในการนับวันที่ทุเรียนจะสุกพอดี (วันที่ดอกบาน จากนั้นนับต่อไปอีก 120 วัน จึงเก็บ) และความที่ทุเรียนสุกต่างเวลากัน จึงเป็นเรื่องดีสำหรับลูกค้าซึ่งเข้ามาซื้อตรงในไร่ สามารถรับประทานทุเรียนได้ตลอดเวลาในช่วงที่ผลผลิตเริ่มทยอยออก

เก็บผลผลิตเอง ขายเอง คุ้มกว่า

สำหรับการขายนั้น ไม่ได้ใช้ระบบขายเหมาสวน เพราะพ่อค้ามักให้ราคาถูกมาก ดังนั้น เมื่อคิดต้นทุนกำไรแล้ว เก็บขายเองดีกว่า เพราะการจัดการทุกอย่างต้องใช้พลังเงินอย่างเดียว อีกทั้งการทยอยให้ผลผลิตแต่ละต้นที่ไม่พร้อมกันจึงไม่ทำให้เป็นเรื่องยุ่งยาก

ฉะนั้นวิธีขายจึงเป็นการขายตรงให้กับลูกค้าขาประจำเพียงไม่กี่รายที่เข้ามาซื้อที่ไร่ ทั้งนี้ได้ตั้งราคาขายไว้ตั้งแต่ 30-50 บาท ต่อกิโลกรัม โดยมีการคัดเกรด พร้อมกับคัดคุณภาพควบคู่ไปด้วย โดย 1 ผล มีน้ำหนักประมาณ 2-4 กิโลกรัม

“ลูกค้าอีกประเภทที่เข้ามาซื้อตรงคือ พวกกะเหรี่ยง กลุ่มนี้ติดใจรสชาติทุเรียนของที่ไร่ จึงชอบแวะเวียนเข้ามาซื้อเป็นประจำ และไม่ค่อยเรื่องมาก ขนาดหรือลักษณะผลเป็นอย่างไร แม้จะไม่สวยก็จะเหมาซื้อหมดในราคาเดียว”

เดินหน้าปลูก

ทุเรียนเพิ่ม แทนที่ลิ้นจี่

จากความสำเร็จในการปลูกทุเรียนของคุณลุงฟื้นจนอาจถือได้ว่าเป็นคนแรกที่สามารถปลูกทุเรียนที่มีรสชาติอร่อยได้ในบริเวณนี้ เพราะฉะนั้น คิดว่าคงปลูกทุเรียนแทนต้นลิ้นจี่ แล้วปรับระบบการให้น้ำด้วยระบบน้ำหยดแทน คุณลุงฟื้นเผยว่า มีชาวบ้านลองปลูกทุเรียนตามเขาบ้างแล้ว บางรายวางแผนจะปลูกมากถึง 4-5 พันต้น แต่บางรายปลูกไปแล้วล้มเหลวหลายครั้ง

ทุกวันนี้คุณลุงฟื้นมีความสุขกับไม้ผลและพืชหลายชนิดของเขา แม้วัยที่ล่วงเลยมาถึง 72 ปี กับปัญหานานัปการ ทั้งเรื่องบุคลากร เล่ห์เหลี่ยมทางการค้าขายและอื่นๆ แต่นั่นดูจะไม่ใช่ปัญหาและอุปสรรคของชายผู้นี้เลย เพราะเขาคิดเสมอว่าถ้าปล่อยทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติแล้ว…นั่นคือความสุขที่แท้จริง

นับจากนี้จุดเด่นของไร่จักรพรรดิคงไม่ใช่เพียงแค่ความโด่งดังและมีชื่อเสียงจากเห็ดคุณภาพยานางิเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว เพราะทุเรียนในไร่นี้กำลังเป็นที่สนใจของบรรดานักชิมทุเรียนต่างถิ่นมืออาชีพจำนวนมาก

ท้ายนี้คุณลุงฟื้นฝากบอกว่า ตอนนี้ผลผลิตยังพอมีอยู่ เพราะขณะนี้กำลังรอรุ่นสุดท้าย ซึ่งคาดว่าสิ้นเดือนสิงหาคมน่าจะหมดแล้ว

ดังนั้น หากคุณเป็นนักชิมทุเรียนอาชีพที่ตระเวนชิมไปแล้วทั่วประเทศ ต้องไม่พลาดที่จะลองลิ้มชิมรสทุเรียนจากไร่จักรพรรดิ สวนผึ้ง ราชบุรีในครั้งนี้ด้วย

อย่าลืม…เดือนสิงหาคมนี้มีวันหยุดต่อเนื่องหลายวัน หากคุณยังไม่มีแผนการเดินทาง แนะนำให้ไปเที่ยวสวนผึ้ง เพราะที่นั่นไม่เพียงแค่ไปสนุกกับการเลี้ยงแกะเท่านั้น แต่ยังมีสถานที่เที่ยวสำคัญอีกหลายแห่ง อาทิ น้ำตกเก้าโจน เขากระโจม หรือแก่งส้มแมว ฯลฯ เป็นต้น

ทั้งยังได้สัมผัสกับบรรยากาศสองข้างทางถนนที่โค้งไป-มา มองเห็นวิวภูเขาสูง-ต่ำสลับไปมา จนทำให้คาดไม่ถึงว่าความสวยงามเช่นนี้อยู่ใกล้กับกรุงเทพฯ นิดเดียว

เพียงท่านเดินทางมาด้วยรถส่วนตัว จากกรุงเทพฯ ให้ใช้เส้นเพชรเกษม มุ่งหน้าสู่นครปฐม ข้ามแม่น้ำแม่กลอง เข้าจังหวัดราชบุรี เลี้ยวขวาเข้าสวนผึ้ง ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงกว่า ระยะทาง 160 กิโลเมตร แล้วขากลับอย่าลืม…หาซื้อทุเรียนจากไร่จักรพรรดิเป็นของฝากคนทางบ้านด้วยนะ

สอบถามเส้นทางเพื่อแวะชิมทุเรียนที่ไร่จักรพรรดิได้โดยตรงที่ คุณลุงฟื้น นาคสาทา หมายเลขโทรศัพท์ (081) 944-8897, (087) 828-3190 เชื่อแน่เลยว่า…ทริปนี้ทั้งสนุก และอร่อย ไปพร้อมกันเลย!!

 

ฤดูทุเรียน “ป่าละอู” เริ่มต้นแล้ว!!!

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05044150757&srcday=2014-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 579

เทคโนโลยีการเกษตร

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

ฤดูทุเรียน “ป่าละอู” เริ่มต้นแล้ว!!!

คุณโอม-สุภิณยา สันตะกิจ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ สำนักงานเกษตรอำเภอหัวหิน โทร. (092) 268-2228 โทร.มาชวนผู้เขียนให้ลองหาโอกาสมาเยือนป่าละอูอีกหน เพราะยามนี้ตรงกับช่วงฤดูทุเรียนป่าละอูพอดี แค่นึกถึงเสน่ห์รสชาติความอร่อยของทุเรียนป่าละอู…ก็อดใจไม่ไหว ต้องแวะเวียนกลับมาที่ป่าละอูกันอีกครั้ง ตามคำเชิญ

เกษตรกรปลื้ม “ทุเรียนป่าละอู”

ได้ขึ้นทะเบียน GI แล้ว

การมาเยือนป่าละอูในครั้งนี้ ผู้เขียนได้ข่าวดีว่า “ทุเรียนป่าละอู” ได้รับการขึ้นทะเบียน GI เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทุเรียนป่าละอูได้รับการขึ้นทะเบียนจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ก็คือ ทุเรียนท้องถิ่นแห่งนี้มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร เพราะสภาพภูมิประเทศเอื้ออำนวยต่อการเติบโตของต้นทุเรียน ทั้งมีความชื้นสัมพัทธ์สูง มีอุณหภูมิต่ำในเวลากลางคืน ในฤดูฝนจะมีน้ำไหลบ่าจากยอดเขา พัดพาแร่ธาตุอาหารมาเติมให้กับพื้นที่การเกษตรเป็นประจำทุกปี และเป็นดินร่วนปนทราย น้ำไม่ขังนาน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับปลูกทุเรียน ทำให้ทุเรียนป่าละอูมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเฉพาะตัว และมีรสชาติดี

“ลักษณะพิเศษของทุเรียนป่าละอูที่แตกต่างจากทุเรียนในพื้นที่อื่นก็คือ ทุเรียนป่าละอู มีผลผลิตหลังทุเรียนทางภาคตะวันออก และออกก่อนทุเรียนทางภาคใต้ จึงขายได้ราคาดี ประชาชนที่สนใจสามารถเลือกซื้อทุเรียนป่าละอูได้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม ของทุกปี” คุณโอม กล่าว

ตั้งแต่ ปี 2550 จนถึงปัจจุบัน องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ ได้จัดให้มีการประกวดทุเรียนป่าละอูเป็นประจำทุกปี โดยมีประชาชนในท้องถิ่น และจังหวัดต่างๆ รวมทั้งกรุงเทพฯ สนใจเข้ามาเลือกซื้อสินค้าทุเรียนป่าละอูเป็นจำนวนมาก ทำให้ความต้องการซื้อทุเรียนป่าละอูมีมากยิ่งขึ้น จนผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ส่งผลให้ราคาทุเรียนป่าละอูเพิ่มสูงขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหานำทุเรียนพื้นที่อื่นมาแอบอ้างขายในชื่อทุเรียนป่าละอู เมื่อ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2554 องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยสัตว์ใหญ่จึงยื่นคำขอ เลขที่ 54100075 เพื่อขอจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของทุเรียนป่าละอู กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยทุเรียนป่าละอูเพิ่งผ่านการอนุมัติจดทะเบียน จีไอ (GI) ได้เมื่อ วันที่ 1 เมษายน 2557

คุณโอม กล่าวว่า ปัจจุบันสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) มีความสำคัญในฐานะทรัพย์สินทางปัญญา อันเกิดจากภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สินค้าจากแหล่งอื่นไม่สามารถลอกเลียนได้ กรมทรัพย์สินทางปัญญารับจดทะเบียนคำนิยาม ทุเรียนป่าละอู (Durian Pa La-U) ว่า เป็นทุเรียนพันธุ์หมอนทองและพันธุ์ชะนี ที่มีลักษณะเนื้อหนา สีเหลืองอ่อน เนื้อแห้งละเอียด กลิ่นอ่อน รสชาติหวานมัน เมล็ดลีบเล็ก ปลูกเฉพาะบริเวณพื้นที่ป่าละอู ในตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เท่านั้น

นอกจากนี้ ทุเรียนป่าละอู ยังมีลักษณะทางกายภาพที่โดดเด่นคือ เปลือกสีเขียวปนน้ำตาลหนามแหลมคมมาก ร่องพูชัดเจน ก้านขั้วค่อนข้างใหญ่ สีน้ำตาล จับดูจะรู้สึกสาก พอแก่จัดขั้วจะมีรสหวาน ทุเรียนจะมีเนื้อหนา สีเหลืองอ่อน เนื้อแห้งเนียน ละเอียด มีกลิ่นหอม รสชาติหวาน มัน อร่อย เมล็ดลีบเล็ก ทำให้เนื้อทุเรียนหนา

ทุกวันนี้ เกษตรกรส่วนใหญ่ในพื้นที่ป่าละอู นิยมปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ที่มีลักษณะเด่นเฉพาะคือ ทรงผลยาว ไหล่ผลกว้าง ก้นผลแหลม ร่องพูชัดเจน เนื้อหนา สีเหลืองอ่อน มีกลิ่นเล็กน้อย รสชาติหวาน ขนาดผลใหญ่ น้ำหนัก ระหว่าง 2-5 กิโลกรัม ส่วนพันธุ์ชะนี ทรงผลรูปวงรี หรือทรงไข่ ปลายแหลม กลางผลป่อง ก้นผลป้านตัดพูเห็นเด่นชัด ร่องพูไม่ลึก ขั้วผลใหญ่แข็งแรง ขนาดผลปานกลางถึงใหญ่ น้ำหนัก ระหว่าง 1.5-4.2 กิโลกรัม เนื้อละเอียดและเหนียว รสชาติหวานมัน

สถานการณ์ผลิตทุเรียนป่าละอู

เมื่อปี 2555 สำนักงานเกษตรอำเภอหัวหิน สำรวจพื้นที่ปลูกทุเรียนป่าละอูในตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ พบว่ามีเกษตรกรปลูกทุเรียนป่าละอู จำนวน 105 ราย รวม 11 หมู่บ้าน เนื้อที่ปลูกทุเรียนรวมทั้งสิ้น 1,760 ไร่ พันธุ์ทุเรียนที่นิยมปลูกมี 2 สายพันธุ์ ได้แก่ ทุเรียนพันธุ์หมอนทอง มีพื้นที่ปลูกมากที่สุด เพราะเป็นสินค้าที่ตลาดต้องการสูง ขายได้ราคาดี เจ้าของสวนทุเรียนหลายรายจะมีรายได้จากการขายทุเรียน ตั้งแต่หลักแสนหลักล้านบาทในแต่ละปี

รสชาติความอร่อยของทุเรียนป่าละอูเริ่มเป็นที่รับรู้ของสังคมในวงกว้าง และหลายคนเพิ่งรับรู้ว่าที่ดินแหล่งนี้เป็นดินดี น้ำดีเหมาะสำหรับปลูกทุเรียน แถมทุเรียนป่าละอูขายได้ในราคาสูง จูงใจให้นายทุนหันมากว้านซื้อที่ดินแถวป่าละอู เพื่อเป็นบ้านพักแห่งที่สองในช่วงวัยเกษียณ โดยว่าจ้างเกษตรกรในท้องถิ่นทำหน้าที่ดูแลไร่ และปลูกไม้ผลโดยเฉพาะทุเรียน ทำให้ตัวเลขพื้นที่ปลูกทุเรียนในแหล่งนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 2-3 ปี หลังนี้เอง ฉุดราคาที่ดินจากเดิมที่เคยซื้อขายไร่ละแสนบาท ปรับเพิ่มขึ้นเป็น ไร่ละ 500,000 บาท (ไม่มีโฉนด) ตอนนี้ป่าละอูมีพื้นที่ปลูกทุเรียนเกือบ 2,000 ไร่แล้ว กว่า 80% เป็นสวนทุเรียนของเกษตรกรรายย่อยในท้องถิ่น เฉลี่ยรายละ 3-4 ไร่ ส่วนอีก 20% เป็นสวนทุเรียนของนายทุนต่างถิ่น ที่ถือครองสวนทุเรียน รายละ 10-20 ไร่ จากจำนวนพื้นที่ปลูกทุเรียนป่าละอูทั้งหมด ขณะนี้เก็บผลผลิตขายได้แล้ว มีอยู่ประมาณ 200 กว่าไร่

จัดระเบียบกลุ่ม

ผู้ปลูกทุเรียนป่าละอู

คุณโอม พาทีมงานของเราแวะไปเยี่ยมชมจุดรวบรวมทุเรียนป่าละอู ที่สหกรณ์การเกษตรห้วยสัตว์ใหญ่ จำกัด เลขที่ 9/9 หมู่ที่ 1 ตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โทร. (032) 826-806 คุณพรไชย บัวคล้าย รองประธานสหกรณ์การเกษตรห้วยสัตว์ใหญ่ จำกัด กำลังดูแลการรับซื้อผลผลิตทุเรียนจากเกษตรกรที่เป็นสมาชิก ทุเรียนป่าละอูที่สมาชิกนำมาจำหน่ายแก่สหกรณ์ จะต้องมีอัตราความสุก 80% จึงผ่านหลักเกณฑ์มาตรฐาน และต้องติดสติ๊กเกอร์กำกับเพื่อบอกแหล่งผลิต วันหมดอายุ เพื่อสะดวกต่อการควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบย้อนกลับ

ทุเรียนที่จำหน่ายไม่หมดในระยะเวลาที่กำหนด มีสภาพสุกงอม ผลแตก จะถูกคัดแยกนำไปแกะเนื้อและบรรจุขายเป็นแพ็กได้อีก บางส่วนถูกนำไปแปรรูปเป็นทุเรียนกวนรสอร่อย ขายในราคากิโลกรัมละ 165 บาท ทุเรียนป่าละอูมีลักษณะเด่นไม่เหมือนใครจริงๆ แม้สุกงอมเต็มที่ แต่เนื้อทุเรียนยังคงแห้งเนียน รสชาติหวาน มัน อร่อยเช่นเดิม เทียบกับทุเรียนที่ปลูกในท้องถิ่นอื่น หากมีสภาพสุกงอม เนื้อทุเรียนจะเละเหลวกลายเป็นทุเรียนปลาร้า ขายไม่ออก

คุณพรไชย เล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ และสหกรณ์การเกษตรห้วยสัตว์ใหญ่ จำกัด ซึ่งถือครองทะเบียนสิทธิบัตร “ทุเรียนป่าละอู” ร่วมกัน มีความเห็นตรงกันว่า ทุเรียนป่าละอูเป็นผลไม้คุณภาพดี มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง แต่ที่ผ่านมา สมาชิกต่างคนต่างขายผลผลิต ทำให้สินค้ามีคุณภาพไม่สม่ำเสมอ ทำให้ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่นคุณภาพสินค้า ทั้งสองหน่วยงานจึงร่วมมือกันจัดระเบียบกลุ่มผู้ปลูกทุเรียนป่าละอู พ.ศ. 2557 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 3 มีนาคม 2557 เป็นต้นมา

สหกรณ์สร้างกติกาว่า ผู้ปลูกทุเรียนป่าละอูในตำบลห้วยสัตว์ใหญ่จะต้องสมัครเข้ามาเป็นสมาชิกกลุ่ม สหกรณ์จะทำหน้าที่รวบรวมผลผลิตทุเรียน จากสมาชิกเพื่อกำหนดราคาซื้อขายให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับพ่อค้าคนกลาง หากตรวจพบว่า ใครละเมิดลิขสิทธิ์ทุเรียนป่าละอู จะต้องเสียค่าปรับวงเงิน 200,000 บาท

เพื่อส่งเสริมการขายทุเรียนป่าละอูในปีนี้ ทางสหกรณ์เตรียมวางแผนจัดงาน “ของดีตำบลห้วยสัตว์ใหญ่” ระหว่าง วันที่ 1-5 สิงหาคม 2557 ณ ศูนย์การค้าหัวหิน มาร์เก็ตวิลเลจ แหล่งช็อปปิ้งสุดฮิตของชาวหัวหิน ภายในงานเน้นการจำหน่ายทุเรียนป่าละอูแล้ว ยังมีผลผลิตทางการเกษตรอื่นๆ เช่น กล้วยหอมกะเหรี่ยง มะนาว มะละกอ มังคุด ลองกอง กระท้อนรสอร่อย รวมทั้งผลิตภัณฑ์หัตถกรรมวัฒนธรรมชนชาติกะเหรี่ยงจำหน่ายภายในงานดังกล่าวด้วย หากผู้อ่านท่านใดสนใจ สามารถแวะเข้ามาเลือกซื้อสินค้าในวันและเวลาดังกล่าวได้

“ภัยแล้ง-ช้างป่า” อุปสรรคสำคัญ

ของ “ทุเรียนป่าละอู”

เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนส่วนใหญ่มั่นใจว่า ทุเรียนป่าละอูยังมีลู่ทางเติบโตสดใสในอนาคต เพราะสภาพพื้นที่เหมาะสมเอื้อต่อการเจริญเติบโตของต้นทุเรียน แต่อุปสรรคสำคัญที่คุกคามการเติบโตของทุเรียนแห่งนี้คือ วิกฤตภัยแล้งและปัญหาช้างป่าบุกทำลายสวนทุเรียน ทำให้ผลผลิตไม่เป็นไปตามเป้าหมาย วิกฤตภัยแล้งส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาฝนทิ้งช่วง โดยเฉพาะช่วงที่ต้นทุเรียนกำลังออกดอก ทำให้ดอกทุเรียนร่วงเป็นจำนวนมาก

ขณะเดียวกัน ชาวบ้านยังเจอปัญหาโขลงช้างป่า กว่า 50 ตัว ออกจากป่าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ออกมาหากินในบริเวณริมถนนสายหลัก ทางเข้าตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ รวมทั้งกัดกินพืชไร่ไม้ผลที่เกษตรกรปลูกไว้ เช่น กล้วย มะม่วง มะนาว และทุเรียนป่าละอูที่กำลังให้ผลผลิต ทำให้ต้นทุเรียนหักโค่นเสียหายเป็นจำนวนมาก ปัญหาดังกล่าวทำให้พืชไร่ไม้ผลเสียหายไปกว่า 1,500 ไร่

ที่ผ่านมา ชาวบ้านได้รวมตัวกันจัดเวรยามคอยเฝ้าระวังช้างป่าที่จะออกมากัดกินพืชไร่ ด้วยวิธีการใช้ลูกโป้งใส่หนังสติ๊กยิงให้เกิดเสียงดังเพื่อให้ช้างกลับออกจากพื้นที่ไร่ของชาวบ้าน ซึ่งเป็นอีกวิธีที่จะรักษาพืชผลทางการเกษตรเอาไว้ ถึงแม้จะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดก็ตาม ก่อนหน้านี้ชุมชนท้องถิ่นได้นำเสนอหลากหลายมุมมอง เพื่อแก้ปัญหาช้างป่า ให้ทั้งคนและช้างอยู่ร่วมกันได้ เช่น สร้างรั้วเตือนภัย ทำฝายชะลอน้ำ ปลูกพืชอาหารช้าง การขุดคู สร้างหอระวังช้างป่า และหาจุดให้อาหารช้างป่า และสั่งห้ามนำผลไม้และพืชผักให้ช้างป่าริมถนนทางเข้าหมู่บ้านป่าละอู นอกจากนี้ ชาวบ้านยังได้ร้องขอให้กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เร่งย้ายช้างไปอาศัยที่เขาพะเนินทุ่ง จังหวัดเพชรบุรี รวมทั้งจัดทำแปลงอาหารช้างในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อลดปัญหาช้างป่าออกหากินในพื้นที่ทำกินของเกษตรกร

ช่วงโพล้เพล้ ยามพลบค่ำ ขณะเดินทางกลับจากป่าละอู รถโดยสารของพวกเราขับไปจ๊ะเอ๋กับช้างป่าเพศผู้ ที่งายาวสั้นไม่เท่ากัน ที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “พลายวันชัย” กำลังเดินออกหากินบนถนนลาดยาง ก่อนเข้าหมู่บ้านห้วยสัตว์ใหญ่ คุณโอม สันตะกิจ เตือน “พี่แพะ” โชเฟอร์คนเก่งประจำทีมว่า อย่าหยุดรถเด็ดขาด ให้ขับผ่านด้วยความระมัดระวัง ทุกคนร่วมลุ้นระทึกว่าฝ่าด่าน “พลายวันชัย” อย่างปลอดภัยหรือไม่ ปรากฏว่า พลายวันชัยเดินอุ้ยอ้ายสวนทางกับรถปิกอัพของเราไปอย่างสงบ ท่ามกลางความโล่งใจของผู้โดยสารทุกคน…งวดหน้า หากมีโอกาสเยือนป่าละอูและเจอพลายวันชัยอีกครั้ง จะเก็บภาพช้างป่าเชือกนี้มาฝากท่านผู้อ่านอย่างแน่นอน

 

ดร. รุจีพัชร บุญจริง เกษตรจังหวัด พาชม-ชิม ส้มโอขาวใหญ่ สมุทรสงคราม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048150757&srcday=2014-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 579

เทคโนโลยีการเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ดร. รุจีพัชร บุญจริง เกษตรจังหวัด พาชม-ชิม ส้มโอขาวใหญ่ สมุทรสงคราม

“ขาวใหญ่” เป็นชื่อพันธุ์ส้มโอ ประจำถิ่นของจังหวัดสมุทรสงคราม และเป็นไม้ผลเลื่องชื่อที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเป็นอย่างมาก

มีเรื่องเล่าขานถึงความเป็นมาของผลไม้ชนิดนี้ว่า เดิมไม่ได้มีอยู่ที่จังหวัดสมุทรสงครามมาก่อน แต่ราว ปี 2475 มีชาวบ้านได้นำผลส้มโอพันธุ์หนึ่งจากบางกอกน้อย ฝั่งธนบุรี (สมัยนั้น) มาบริโภค แล้วนำเมล็ดมาเพาะปลูกแบบสวนหลังบ้าน หรือหลังเตาตาล ในพื้นที่ตำบลบางพรม อำเภอบางคนที

ต่อมาปรากฏว่าได้ผลผลิตและมีคุณภาพดี จากนั้นจึงมีผู้นำไปขยายพื้นที่ปลูกในตำบลอื่นๆ อาทิ บางสะแก บางคนที บางขันแตก ตลอดจนในเขตอำเภอ และนับถึงปัจจุบันมีชาวบ้านที่ปลูกส้มโออยู่จำนวนทั้งสิ้น 3,603 ราย มีพื้นที่ปลูกทั้งหมด 12,666 ไร่

แม้จะไม่ได้เป็นไม้ผลที่มีถิ่นกำเนิดของจังหวัด แต่เมื่อนำมาปลูกที่สมุทรสงคราม ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีความอุดมไปด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติที่สมบูรณ์ อันเนื่องมาจากเป็นแผ่นดินที่เกิดขึ้นใหม่จากการทับถมของโคลนตะกอนบริเวณปากแม่น้ำ จึงทำให้ผืนดินเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ มีน้ำถึง 3 อย่าง ไม่ว่าจะเป็น น้ำเค็ม น้ำจืด และน้ำกร่อย

ดังนั้น ด้วยเหตุผลคร่าวๆ เช่นนี้ จึงทำให้ส้มโอพันธุ์ขาวใหญ่มีรสชาติอร่อย มีรสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย มีน้ำมาก แต่ไม่แฉะ มีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนไม่มาก หรือไม่มีเลยในบางผล กลีบของผลแยกออกจากกันได้ง่าย กุ้งเบียดกันแน่น มีสีขาวอมเหลือง

จากคุณลักษณะที่โดดเด่นเช่นนี้จึงทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากต่างให้ความสนใจและนิยมบริโภคส้มโอขาวใหญ่กันมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งจากสถานะพืชชนิดหนึ่งที่ใช้ปลูกอยู่ในสวนหลังบ้าน กลับกลายมาเป็นผลไม้แถวหน้าพร้อมกับถูกยกระดับให้เป็นผลไม้ทางเศรษฐกิจที่ชื่อดังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศมาเป็นเวลากว่า 30 ปี

ส้มโอขาวใหญ่สมุทรสงคราม มีรสชาติดีที่สุดในช่วงเดือนเมษายน แต่ด้วยศักยภาพของการผลิต จึงสามารถให้ผลผลิตตอบสนองความต้องการของตลาดได้ตลอดทั้งปี มีลักษณะทะวาย และในแต่ละปีมักออกสู่ตลาดมากใน 2 ช่วง คือ เดือนเมษายนและสิงหาคม

ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่มาของทางจังหวัดในการจัดงานส้มโอขึ้นเป็นครั้งแรก ในปี 2528 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ชื่อเสียงของส้มโอขาวใหญ่สมุทรสงคราม และที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ ในเดือนเมษายนของทุกปีจะมีการจัดงานลิ้นจี่และของดีแม่กลองขึ้น จึงถือเป็นงานใหญ่ที่มีทั้งส้มโอและลิ้นจี่จากผลผลิตของชาวบ้านเกษตรกรในจังหวัดสมุทรสงครามนำมาออกขายเพื่อสร้างรายได้ และได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั่วสารทิศจำนวนมาก สร้างรายได้มากมายให้แก่เกษตรกรเป็นจำนวนไม่น้อย ซึ่งมีมูลค่าผลผลิตเฉพาะส้มโอในแต่ละปีมากกว่า 500 ล้านบาท

การจัดงานส้มโอขาวใหญ่สมุทรสงคราม จัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง โดยครั้งแรกจัดขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษจีนราวเดือนมกราคม และครั้งที่สอง จัดขึ้นในช่วงเทศกาลสารทจีน ราวเดือนสิงหาคม ทั้งนี้เพราะชาวจีนนิยมนำส้มโอใช้เป็นเครื่องเซ่นไหว้ เพราะเชื่อว่าเป็นสิริมงคล จะร่ำรวย และสร้างความมั่งมีศรีสุข

อย่างไรก็ตาม การจัดงานส้มโอขาวใหญ่สมุทรสงครามขึ้น ยังสามารถช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตส้มโอตกต่ำ ทั้งนี้เนื่องจากบางปีในช่วงที่มีผลผลิตส้มโอมักจะมีจำนวนส้มโอออกพร้อมกันสู่ท้องตลาด ทำให้ราคาผลผลิตตกต่ำ

แต่ภายหลังการจัดงานส้มโอประจำปีขึ้นแล้ว ทำให้ราคาส้มโอขาวใหญ่มีราคาที่สูงขึ้นตามลำดับ อย่างใน ปี 2555 ราคาส้มโออยู่ที่กิโลกรัมละ 35 บาท แต่ในปีถัดมาคือ 2556-2557 ที่อยู่ในช่วงเดียวกัน ราคาส้มโอกลับมีราคาอยู่ที่ กิโลกรัมละ 45 บาท เป็นต้น

ความสำเร็จจากการมีส้มโอคุณภาพที่ตอบโจทย์ของตลาดผู้บริโภคได้เช่นนี้ มิได้เกิดจากความสมบูรณ์ของทรัพยากรเพียงอย่างเดียว หากแต่ความมีศักยภาพและภูมิปัญญาอันปราดเปรื่องของชาวบ้านเมืองแม่กลองทุกคนต่างร่วมมือร่วมใจกันพัฒนา ปรับปรุง จนได้ส้มโอขาวใหญ่ที่มีคุณภาพดั่งเช่นในปัจจุบัน

อีกทั้งยังได้รับความช่วยเหลือสนับสนุนจากหน่วยงานภาคราชการหลักหลายแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผนึกกำลังกับสำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการรับผิดชอบพื้นที่ทางการเกษตร และมีความพร้อมทั้งทรัพยากรบุคคล เครื่องมืออุปกรณ์ ในการส่งเสริมให้ชาวบ้านเกษตรกรชาวสวนผลิตและจำหน่ายส้มโอขาวใหญ่อย่างจริงจัง เพื่อเป็นการสร้างรายได้ความเป็นอยู่ที่ดีต่อไปในอนาคต

ดร. รุจีพัชร บุญจริง เกษตรจังหวัดสมุทรสงคราม เปิดเผยว่า เมื่อดูจากวัตถุประสงค์การจัดงานในครั้งนี้แล้ว กว่าจะได้ส้มโอขาวใหญ่ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานออกมาสู่ผู้บริโภคคงเป็นเรื่องไม่ง่ายถ้าขาดการดูแลและใส่ใจจากทั้งผู้ผลิตต้นทางและภาคราชการที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งยังต้องมองภาพรวมไปถึงว่า ถ้าเกษตรกรปลูกแล้วจะนำผลผลิตไปขายที่ไหน

ทั้งนี้ เกษตรจังหวัดบอกว่า นอกจากภารกิจหน้าที่ส่งเสริมและให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรชาวสวนส้มโอในการปรับปรุงคุณภาพการปลูกที่ถูกต้องเพื่อเป็นการสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพสมบูรณ์ โดยเริ่มตั้งแต่ การปลูก การพัฒนาดิน การเลือกกิ่งพันธุ์เพื่อช่วยป้องกันโรคต่างๆ ที่จะเกิดกับส้มโอ

นอกจากนั้นแล้ว การบริหารจัดการในแปลงปลูก ตลอดจนวิธีการปลูกที่ถูกต้อง เช่น การใส่ปุ๋ย การดูแลบำรุงดิน การตัดแต่งกิ่ง การตรวจสอบโรค/แมลง เช่น พวกเพลี้ยไฟไรแดง ก็ควรทำอย่างถูกต้อง ควรเอาใจใส่ดูแลแบบองค์รวม จะทำให้เกษตรกรสามารถผลิตส้มโอได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ขายได้ในราคาสูงทั้งในและต่างประเทศ

ดร. รุจีพัชร กล่าวว่า ไม่เพียงการสร้างความมั่นใจให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกจากการลงพื้นที่ปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เกษตรเท่านั้น แต่ควรสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคในทิศทางเดียวกันด้วย ดังนั้น จึงจำเป็นต้องสร้างมาตรฐานต่างๆ มารองรับผลผลิตเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการผลิตพืชตามหลักเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP), การสร้างมาตรฐานสินค้าเกษตรที่ได้รับการรับรองเครื่องหมาย “Q” หรือแม้กระทั่งการขึ้นทะเบียนส้มโอขาวใหญ่เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)

นอกจากนั้นแล้ว เกษตรจังหวัดยังเพิ่มเติมอีกว่า ได้นำเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการทำงานเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพ และความรวดเร็ว กับการส่งเสริมสินค้าทุกชนิดของจังหวัดอย่างครบวงจรด้วยการจัดทำเป็นฐานข้อมูล (DATA BASE) แล้วให้ชุมชนเข้ามาช่วยวิเคราะห์ในพื้นที่ ว่าหากต้องการผลิตส้มโอในพื้นที่นั้น ควรจะเริ่มต้นจากจุดใดก่อน หรือควรจะปรับปรุงด้านใดก่อน ทั้งนี้ถือว่าเป็นการให้ความสำคัญในระดับชุมชนที่จะเข้ามาช่วยเจ้าหน้าที่ทำงานร่วมกัน ซึ่งต่างกับสมัยก่อนอย่างสิ้นเชิง

“ที่สำคัญในเรื่องของการส่งเสริมจากฐานข้อมูลดังกล่าว จะเป็นการเชื่อมต่อข้อมูลไปยังกูเกิ้ล เอิร์ธ (Google Earth) เพื่อให้ผู้ที่สนใจ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรหรือบุคคลที่อยู่แห่งหน ตำบลใด ได้รับทราบข้อมูลความเคลื่อนไหวในแต่ละสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างทันทีและแม่นยำในทุกมิติ โดยแนวทางนี้ได้จัดทำขึ้นทั้งภาษาไทยและอังกฤษ เพื่อเป็นการรองรับกับ AEC ที่กำลังมาถึงในไม่ช้านี้ อีกทั้งยังถือเป็นก้าวใหม่ที่แตกต่างไปจากเกษตรของจังหวัดอื่น”

?ทั้งนี้ เพื่อเป็นการยืนยันถึงความมีคุณภาพของส้มโอขาวใหญ่อย่างแท้จริง เพราะการพูดเพียงอย่างเดียวโดยไม่เห็นของจริง อาจเชื่อถือไม่ได้ ดั่งคำที่ว่า “สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น” ดังนั้น ท่านเกษตรจังหวัด พร้อมกับ คุณวิศิษ บ่อสารคาม นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ จึงพาลงพื้นที่พบปะกับชาวสวนส้มโอ ไปดูของจริงว่าพวกเขาปลูก ดูแล รักษาผลผลิตอย่างไร จึงได้มีคุณภาพและขายได้เงินอย่างดี

สวนแรก เจ้าของชื่อ กำนันทิน บุษบก อยู่บ้านเลขที่ 35 หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านปราโมทย์ อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม โทรศัพท์ (089) 117-0532 สวนมีพื้นที่ปลูกส้มโออยู่ จำนวน 2 แห่ง แห่งแรกปลูกไว้ จำนวน 1 ไร่ มีอายุต้นตั้งแต่ 3-5 ปี อีกแห่งปลูกไว้ จำนวน 3 ไร่ครึ่ง อายุต้น ตั้งแต่ 3 ปี ไปจนถึง 20 ปี

กำนันทิน เป็นชาวสวนที่ประสบความสำเร็จจากอาชีพปลูกส้มโอเป็นอย่างดี ทั้งนี้เป็นผลมาจากความเอาใจใส่ทุ่มเทใส่ใจ หมั่นศึกษาข้อมูลจากหลายแห่ง แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไขจุดบกพร่อง เขาบอกว่าปลูกส้มโอไม่มีเทคนิคอะไรเป็นพิเศษ ปลูกเช่นเดียวกับรายอื่น เพียงแต่อาจทุ่มเทใจอย่างจริงจังเท่านั้น

สวนของกำนันมีความสวยงาม แล้วยังมีระเบียบ สะอาด และมีมาตรฐานกว่ารายอื่น ทั้งในเรื่องของลักษณะสภาพแวดล้อมภายในสวน สภาพทรงต้น จำนวน และขนาดของผลผลิต ส้มโอทุกต้นตัดแต่งกิ่งอย่างเหมาะสม เขาบอกว่าหัวใจสำคัญของการปลูกส้มโอคือ เรื่องคุณภาพดิน คือไม่ควรให้ดินแน่น ทั้งนี้เพราะถ้าดินดี ยอดดี

ผลส้มโอลูกหนึ่งมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 1.5 กิโลกรัม รุ่นที่จะเก็บต่อไปในเดือนสิงหาคม ทันกับงานเทศกาลส้มโอที่จังหวัดจัดขึ้นพอดี ผลผลิตส้มโอของกำนันมีตลอดทั้งปี เพียงแต่จะมีปริมาณมาก-น้อยต่างกัน แต่ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน จะดกมาก ส่วนช่วงเดือนสิงหาคมหลายสวนอาจมีน้อย แต่ของกำนันทินจะได้ปริมาณมาก เขาบอกว่าตอนนี้ราคาจากสวน 45-50 บาท ต่อกิโลกรัม (2 กรกฎาคม 2557) เพราะฉะนั้นเดือนสิงหาคมนี้ รุ่นที่เก็บได้ จะได้เงินราวแสนบาทแน่นอน

กำนันเผยว่า สาดขี้เลนที่ขุดขึ้นมาจากท้องร่องปีละครั้ง เขาชี้ว่าต้นส้มโอที่มีความสมบูรณ์และมีรูปร่างดี ควรจะต้องมีโครงสร้างทั้งต้นสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นกิ่ง ก้าน ใบ และลักษณะทรงพุ่มควรแผ่ออกด้านข้าง ดังนั้น ถ้าทุกต้นมีลักษณะดังกล่าว ฟันธงได้เลยว่าคุณเห็นรายรับจำนวนมากแน่นอน

กำนันทิน เล่าว่า รุ่นที่เก็บในสวน จำนวน 3 ไร่ เมื่อครั้งที่แล้วได้เงินประมาณ 200,000 กว่าบาท สำหรับรุ่นใหม่ที่ทยอยเก็บขายตั้งแต่ต้นปี มาจนกระทั่งถึงตอนนี้ได้เงินมาแล้วเกือบ 200,000 บาท ทั้งนี้ เพราะสถานการณ์ส้มโอมีราคาดีทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งผลผลิตในสวนมีความสมบูรณ์และได้คุณภาพ จนเป็นที่ต้องการของตลาด

จากนั้นเดินทางมาสวนแห่งที่สอง เจ้าของสวนชื่อ คุณลุงวิรัช แก้วกระจ่าง หรือ คุณลุงต้อย อยู่บ้านเลขที่ 21/1 หมู่ที่ 7 ตำบลโรงหีบ อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม โทรศัพท์ (034) 734-047

คุณลุงต้อย ปลูกส้มโอมาตั้งแต่ ปี 2549 ปัจจุบัน อายุต้นส้มโอ 16 ปี มีจำนวน 5 ไร่ จุดเด่นของสวนคุณลุงต้อยคือ ปลูกเป็นสวนผลไม้ผสม และปลูกแบบอินทรีย์ เช่น ส้มเขียวหวาน ทุเรียน มะพร้าว แล้วยังมีมะพร้าวขายยอดอยู่ จำนวน 2,000 กว่าต้นร่วมด้วย คุณลุงต้อยแนะว่าในยุคปัจจุบันการทำเกษตรต่างจากสมัยก่อนที่มีสภาพอากาศและธรรมชาติตรงตามช่วงเวลา และการปลูกแบบอินทรีย์ทำให้ลดต้นทุนจากเมื่อครั้งที่ใช้เคมีไปราว 50,000-60,000 บาท

“แต่ขณะนี้โลกเปลี่ยนไป สภาพอากาศขาดความแน่นอน ดังนั้น จึงอาจส่งผลเสียต่อพืชผลได้ จึงควรหันมาปลูกพืชผลรวมกันหลายอย่างแทนการปลูกเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ เพื่อประกันความเสี่ยงหากพบปัญหา อย่างที่สวนปลูกไม้ผลที่ใช้ปุ๋ยตัวเดียวกัน กินเหมือนกัน ทำให้สามารถลดต้นทุนได้”

คุณลุงต้อย บอกว่า ปลูกส้มโอพันธุ์ขาวใหญ่ทั้งหมด เมื่อก่อนเคยปลูกพันธุ์ทองดีบ้างเล็กน้อย ที่ผ่านมามีรายได้จากการขายส้มโอ ปีละ 600,000-700,000 บาท ใช้ทุนซื้อปุ๋ยและยา รวมถึงอื่นๆ แล้ว ปีละเกือบแสนบาท ดังนั้น ได้วางแผนปลูกใหม่อีกรุ่น แทนที่สวนมะพร้าว

“เมื่อคราวที่แล้ว ในพื้นที่ 5 ไร่ เก็บผลผลิตได้ ประมาณ 14-16 ตัน มีน้ำหนักต่อผล ไม่ต่ำกว่า 1.5 กิโลกรัม ทั้งสวนมีแต่ขนาดใหญ่ ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาตัดขายได้เพียง 4 ตัน เพราะอากาศร้อนจัด ส้มขาดแคลนจนทำให้พ่อค้าต้องเดินทางเข้ามารับในสวน ขายได้ราคาดี อีกทั้งมีรสชาติอร่อย คาดว่ารุ่นต่อไปจะเก็บได้ราวเดือนตุลาคม” คุณลุงต้อย กล่าว

คุณวิศิษ กล่าวเสริมว่า ถ้าสวนไหนเคยปลูกมะพร้าวแล้วโค่นทิ้ง หันมาปลูกส้มโอ รากมะพร้าวจะเป็นปุ๋ยอย่างดี อีกทั้งยังทำให้ดินมีความโปร่ง ถ่ายเทอากาศแล้วซึมซับปุ๋ย อาหารเสริมได้ง่าย

นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการบอกต่อไปว่า จุดอ่อนประการหนึ่งของส้มโอคือ ไม่ควรให้ดินแน่น เพราะอาหารจะไม่ลง แล้วยังทำให้อากาศไม่ถ่ายเท อันจะทำให้เกิดโรคโคนเน่าและรากเน่า แนวทางการแก้ไขคือ ควรมีการใส่ใจเรื่องการดูแลสภาพดินอย่างสม่ำเสมอ และการตัดแต่งกิ่งในทรงพุ่มจะช่วยแก้ปัญหาได้ เพราะสามารถทำให้แสงผ่านลงมายังผิวดิน อีกทั้งยังช่วยในเรื่องการสร้างความเจริญเติบโตและความแข็งแรงของต้นอีกด้วย

“และอีกประการคือ ไม่ควรเก็บลูกไว้มาก โดยเฉพาะต้นส้มสาว เพราะจะทำให้ต้นโทรมเร็ว ยิ่งพอนานไปอาจทำให้ได้ผลผลิตไม่มีคุณภาพ ความจริงต้องการให้มีดอกในช่วงเดือนกันยายน เพราะจะได้มีผลผลิตพอดีกับช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ทั้งนี้เพราะถ้าผลผลิตออกในช่วงแล้งจะทำให้คุณภาพดีกว่าในช่วงหนาว”

งานเทศกาลส้มโอขาวใหญ่ของสมุทรสงคราม ประจำปี 2557 ไม่เพียงมีส้มโอขาวใหญ่อร่อยๆ ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณผลผลิตส้มโอขาวใหญ่ในช่วงเดือนสิงหาคม ประมาณ 1,700 ตัน แล้วในงานยังมีกิจกรรมมากมาย ได้แก่ การจำหน่ายส้มโอขาวใหญ่/กิ่งพันธุ์ และไม้ผลชนิดอื่นจำนวนมาก แล้วยังจำหน่ายสินค้าชุมชนโอท็อป (OTOP) และผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชน

นอกจากนั้น ยังได้สนุกสนานไปกับการประกวดผลผลิตส้มโอของเกษตรกรผู้ปลูกจากสวนต่างๆ โดยแบ่งขนาดผลส้มโอเป็น จำนวน 4 ขนาด การแข่งขันกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับส้มโอ เช่น การทำส้มตำส้มโอ ปอกส้มโอบรรจุใส่ภาชนะ การคัดคุณภาพส้มโอ และการคัดขนาดส้มโอ เป็นต้น

ท้ายสุด เกษตรจังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวคาดหวังงานในครั้งนี้ว่า ต้องการให้พี่น้องเกษตรกรมีความสุขกับการขายสินค้าในราคาที่เหมาะสม และเห็นผู้บริโภคมีความสุขจากการได้รับประทานส้มโอขาวใหญ่แท้ของสมุทรสงคราม เป็นของแท้จากชาวสวนที่ปลูกเอง และหากยังไม่มั่นใจ ยังสามารถติดตามไปดูความจริงเช่นนั้นได้ทุกสวน

“อยากจะขอเชิญท่านผู้อ่านให้มาเที่ยวงานเทศกาลส้มโอขาวใหญ่ของสมุทรสงคราม ประจำปี 2557 มาชม มาช็อป และมาชิม พร้อมกับได้รับความรู้สาระเรื่องกระบวนการผลิตส้มโอ หรืออาจจะมาหาซื้อพันธุ์ส้มโอขาวใหญ่แท้ได้ที่งานนี้ ที่สำคัญในงานครั้งนี้ทุกท่านจะได้พบกับตัวจริงของเจ้าของสวนและผู้ขาย” ดร. รุจีพัชร บุญจริง กล่าวเชิญชวนปิดท้าย

สำหรับงานเทศกาลส้มโอขาวใหญ่สมุทรสงคราม ประจำปี 2557 กำหนดจัดให้มีขึ้นต้นเดือนสิงหาคม 2557 ณ บริเวณศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรสงคราม โทรศัพท์ (034) 711-711

 

สวนสมรม…เกษตรท่องเที่ยว ณ เขาเหมน เมืองนคร

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05049010757&srcday=2014-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 578

เทคโนโลยีการเกษตร

เอื้องสามปอย

สวนสมรม…เกษตรท่องเที่ยว ณ เขาเหมน เมืองนคร

“10 ปีข้างหน้า เขาเหมน จะเป็นปอดของคนนครฯ และอีก 20 ปี จะเป็นปอดของคนทั้งประเทศไทย” คือความมุ่งมั่นของ คุณลุงเรวัติ ปรีชาวัย : ปราชญ์เกษตร แห่งเทือกเขาเหมน จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้คว้าปริญญาโท MBA จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้ในวัย 61 ปี เจ้าของเขาเหมนรีสอร์ท ผู้เปิดป่ายางให้กลายเป็น “สวนสมรม” สร้างวิถีเกษตรแบบยั่งยืน ด้วยการทำ “เกษตรท่องเที่ยว”

คุณลุงเรวัติ ปรีชาวัย กล่าวว่า โดยปกติแล้ว ผู้ขายจะเป็นคนกำหนดราคาสินค้า แต่น่าแปลกว่า สำหรับผลผลิตการเกษตร ผู้ซื้อกลับเป็นคนกำหนดราคาสินค้า ทำให้สินค้าเกษตรมักประสบปัญหาราคาตกต่ำ และผันผวน จึงตัดสินใจเปลี่ยนวิถีเกษตรแบบดั้งเดิม มาทำ “เกษตรท่องเที่ยว” เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรของตน

ทั้งๆ ที่รอบๆ บ้าน และเขาเหมนรีสอร์ทของคุณลุงเรวัติ ล้วนปลูกยางพารา แต่คุณลุงเรวัติกลับโค่นต้นยางลงทั้งหมด เพราะเห็นว่ายางพาราเป็นพืชเชิงเดี่ยว ทำให้ป่าขาดความหลากหลาย และผืนดินสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ ก่อนหันมาทำ “สวนสมรม” เพื่อสร้างผลิตผลทางการเกษตรที่หลากหลาย รองรับนักท่องเที่ยว ผู้แสวงหาธรรมชาติ และอากาศบริสุทธิ์ รวมถึงอาหารและผลไม้สดๆ ปลอดสารพิษ

คุณลุงเรวัติ บอกว่า “สวนสมรม” เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของคนใต้ เป็นสวนที่มีความหลากหลาย ปลูกไม้ผลนานาชนิด โดยไม่มีการแบ่งแยก ภายในสวนสมรมจะประกอบด้วยผลไม้ชนิดต่างๆ เช่น ทุเรียน มังคุด ลางสาด จำปาดะ หมาก สะตอ ลูกเนียง ฯลฯ รวมไปถึงพืชผักพื้นบ้านนานาชนิด แล้วปล่อยให้ธรรมชาติเกื้อกูลกันเอง เพราะผลไม้แต่ละชนิด ออกดอกผลไม่พร้อมกัน ทำให้เจ้าของสวนสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ทั้งปี และช่วยแก้ปัญหาผลผลิตขายไม่ได้ราคา เพราะล้นตลาดอีกด้วย

อย่าง ต้นมะฮอกกานี ซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็ง คุณลุงเรวัติปลูกไว้สำหรับสร้างบ้าน ทำเฟอร์นิเจอร์ ใต้ต้นก็ปลูกกาแฟ เพราะเป็นพืชที่ต้องการร่มเงา เมื่อใบมะฮอกกานีร่วง ก็กลายเป็นปุ๋ย ตรงโคนต้นมะฮอกกานีก็ปลูกต้นพริกไทย ให้เลื้อยพันลำต้นขึ้นไปโดยไม่ต้องทำค้าง ให้ลำต้นเป็นค้างธรรมชาติ ทำให้การดูแลรักษาน้อยลง เพราะหญ้าขึ้นน้อย เนื่องจากแสงแดดส่องไม่ค่อยถึงพื้นดิน อีกทั้งยังช่วยยึดหน้าดิน ไม่ให้เกิดดินสไลซ์ และอุทกภัยร้ายแรง ฝนก็ตกต้องตามฤดูกาล

ส่วนต้นไม้ที่คุณลุงเรวัติตั้งใจปลูกเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพื้นที่ หวังให้เป็นอันซีนไทยแลนด์ใหม่ แห่งเขาเหมน เมืองนคร นั่นก็คือ “ต้นประ” ซึ่งเมื่อถึงหน้าแล้ง ใบจะร่วงลงหมด ตรงยอดและลำต้นจะเป็นสีแดง ดอกก็มีสีขาวเหมือนซากุระ ลูกประก็สามารถนำมาดองก็ได้ คั่วก็ได้ อบแห้งก็ได้ ถ้าใครชื่นชอบการไปชมซากุระที่ญี่ปุ่น ต้องชื่นชอบการมาชมต้นประ…ป่าเปลี่ยนสี ที่เขาเหมนแห่งนี้เป็นแน่

และพืชพันธุ์ล่าสุดที่คุณลุงเรวัติหมายมั่นปั้นมือให้เป็นดาวดวงใหม่ของ “สวนสมรม” แห่งเขาเหมนรีสอร์ท นั่นก็คือ ต้นกาแฟ ด้วยสโลแกนที่ว่า “สุกจากต้น สดจากไร่” ภายใต้แบรนด์ “คอฟฟี่ เขาเหมน” ให้นักท่องเที่ยวผู้มาเยือนได้ “กินกาแฟ – บนต้นกาแฟ – หอมดอกกาแฟ” ให้ได้เห็นและสัมผัส ในทุกขั้นตอน และกระบวนการการผลิตกาแฟ ซึ่งถ้าคอฟฟี่เขาเหมน เดินเข้าสู่ตลาดได้เมื่อไหร่ คุณลุงเรวัติก็จะหยุดปลูกแค่นี้ แล้วมอบพันธุ์ให้กับชาวบ้านในท้องถิ่นไปปลูกต่อ แล้วจะคอยดูแลคุณภาพผลผลิต ทำตลาดร่วมกับชาวบ้าน เป็นรายได้เสริมนอกเหนือจากยางพารา ที่หน้าแล้งก็กรีดไม่ได้ ฝนตกหนักก็กรีดไม่ได้

นอกจากนี้ คุณลุงเรวัติ ยังเลี้ยงไก่บ้านแบบอิสระ โดยทำโรงเรือนไว้ให้หลับนอน กินอาหาร แล้วปล่อยให้ออกไปคุ้ยเขี่ยหากินผลไม้ ที่ร่วงหล่นในสวนตามธรรมชาติ ทำให้ไก่ไม่เครียด มีความสุข เนื้อไก่ที่ได้ก็จะอร่อยและปลอดภัย ที่สำคัญคือ ขี้ไก่ยังเป็นปุ๋ยอย่างดีให้กับพืชพันธุ์ไม้ ส่วนบ่อเลี้ยงปลาของที่นี่ ก็จะเลี้ยงแบบผสมปนเปกันไป ทั้ง ปลานิล ปลาดุก ปลาทับทิม ปลาจะละเม็ดน้ำจืด ฯลฯ ซึ่งจะมีทั้งปลากินพืช ปลากินเนื้อ ปล่อยให้ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ปล่อยให้ธรรมชาติจัดการกันเอง โดยไม่ต้องเข้าไปกะเกณฑ์ หรือบิดเบือนวงจรชีวิตตามธรรมชาติให้มากนัก

ส่วนผักสวนครัว ผักพื้นบ้านประจำถิ่น คุณลุงเรวัติก็ปลูกไว้กินเอง รวมถึงนำไปปรุงอาหารต้อนรับนักท่องเที่ยวของเขาเหมนรีสอร์ทด้วย ไม่ว่าจะเป็น ผักเหลียง ผักหวาน ราน้ำ (รสชาติคล้ายสะระแหน่) รวมถึงผักแกล้ม (ผักเหนาะ) ต่างๆ ชองชาวใต้ ให้ผืนดินและสายลม ทำหน้าที่เป็นตู้เย็นธรรมชาติ คอยเก็บรักษาพืชผักให้สด สะอาดอยู่เสมอ

เมื่อถึงหน้าผลไม้ “สวนสมรม” บนพื้นที่ 70 ไร่ ของคุณลุงเรวัติ ที่มีความชื้นดี อากาศดี ก็ทำให้ผลไม้ที่นี่ติดลูกดก สมบูรณ์จนล้นแทบทุกต้น และเมื่อนักท่องเที่ยวมาเยือนสวนสมรมแห่งนี้ ทุกคนเหมือนเป็นเจ้าของที่นี่ สามารถออกกำลังเดินเล่นชมสวน เก็บผลไม้ปลอดสารพิษ กินสดๆ จากต้นได้เลย แลกกับเงินช่วยค่าปุ๋ยเล็กๆ น้อยๆ ตามแต่นักท่องเที่ยวแต่ละท่านเห็นสมควร ไว้เป็นทุนในการบำรุงรักษาพืชพันธุ์ ให้นักท่องเที่ยวท่านอื่นๆ ได้มาเที่ยวชม ดื่มด่ำธรรมชาติ และเก็บกินต่อไป

และหากนักท่องเที่ยวอยากจะอยู่ชมสวนสมรม หายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เบอร์ 1 ที่ไม่ผ่านใครมาก่อน สัมผัสกับสายลมที่พัดเย็นสบาย โดยไม่ต้องใช้แอร์ ที่ที่อากาศดีที่สุดในประเทศไทย จากการตรวจวัดค่าอากาศของกรมควบคุมมลพิษ หลายๆ วันแล้วล่ะก็ สามารถพักแรมได้ที่เขาเหมนรีสอร์ท ของคุณลุงเรวัติ และนอกจากวิวสวยๆ อากาศดีๆ แล้ว ที่เขาเหมนรีสอร์ทยังมีอาหารพื้นบ้านแท้ๆ ที่มาจากพืชพันธุ์ในสวนสมรมให้ได้อิ่มอร่อยกันอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ผักเหลียงผัดไข่/น้ำพริกผักสด-ผักลวก/ยำผักกูด/คั่วไก่บ้าน/แกงเลียงยอดผัก/ปลาทับทิมทอด (สดๆ บ่อเลี้ยงธรรมชาติ) ซึ่งคุณลุงเรวัติการรันตีเลยว่า ที่เขาเหมนรีสอร์ทและสวนสมรมแห่งนี้ จะมีแต่อากาศดี อาหารดี ที่จะทำให้อารมณ์ดีและจิตใจแจ่มใสกันถ้วนหน้าอย่างแน่นอน

ซึ่งทุกวันนี้ที่สวนสมรม เขาเหมนรีสอร์ท ก็ได้กลายเป็นห้องเรียนธรรมชาติ โดยมีคุณลุงเรวัติ เป็นวิทยากร คอยให้ความรู้ และคำแนะนำ รวมถึงถ่ายทอดปรัชญาการทำเกษตรอันแหลมคมและลุ่มลึกให้กับนักเรียน นิสิต นักศึกษา รวมถึงประชาชนผู้สนใจ ที่แวะเวียนมาเยี่ยมเยือนไม่ขาดสายตลอดทั้งปี

ท่านที่สนใจ อยากจะสนทนาเรื่องเกษตรท่องเที่ยวแบบยั่งยืน ด้วยการทำสวนสมรมกับ คุณลุงเรวัติ ปรีชาวัย ติดต่อมาได้ที่ เขาเหมนรีสอร์ท (สวนสมรม) เลขที่ 147 หมู่ที่ 10 ตำบลช้างกลาง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช 80250 โทร. (081) 271-1964, (075) 346-476, (075) 470-746 หรือ http://www.facebook.com/Khaomen

“หนังสือ 1 บรรทัด สร้างอนาคตคนได้ ค่าเรียนมันแพงก็จริง แต่ค่าโง่แพงกว่ามาก เสียค่าเรียนเทอมละหมื่น แต่ถ้าโง่เซ็นสัญญาผิด เสียหมดตัว ถ้าอยากหายโง่ ก็ต้องเรียนหนังสือ”

โดย เรวัติ ปรีชาวัย : ปราชญ์เกษตร แห่งเทือกเขาเหมน

 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,060 other followers

%d bloggers like this: