ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

สับปะรดไร่ม่วง เมืองเลย รสชาติดี คุณภาพเยี่ยม อดไม่ได้ที่จะแวะซื้อ กรกฎาคม 30, 2015

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05050150358&srcday=2015-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 595

เทคโนโลยีการเกษตร

พานิชย์ ยศปัญญา-เรื่อง ยลชาญ กมลรัตน์-ภาพ

สับปะรดไร่ม่วง เมืองเลย รสชาติดี คุณภาพเยี่ยม อดไม่ได้ที่จะแวะซื้อ

ใครที่เคยใช้เส้นทางหล่มสัก-เลย คงประทับใจกับทิวทัศน์สองข้างทาง

ช่วงฝน ทุ่งหญ้าและนาข้าวเขียวขจี ครั้นเข้าสู่ฤดูหนาว ป่าเต็งรังที่ยังพอมีหลงเหลืออยู่ จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและแดง หากผ่านพื้นที่อำเภอภูเรือ จะเห็นสีสันของดอกไม้

นอกจากทิวทัศน์แล้ว สองข้างทางของถนนสายนี้ มีของกินของขายแปลกๆ เช่น หนังควาย เป็นริ้วๆ ข้าวหลามกระบอกเล็กๆ ที่ทำจากไผ่ข้าวหลามโดยตรง อย่างอื่นก็มีตามฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็น เห็ดป่า หน่อไม้

ช่วงเดือนพฤษภาคม มีลิ้นจี่ วางขายอยู่ที่อำเภอภูเรือ ครั้นเข้าสู่กลางฝน อะโวกาโด ของที่นี่เขาปลูกได้รสชาติดีด้วยเหตุนี้ ถนนที่เชื่อมต่อระหว่างเหนือกับอีสาน คือเพชรบูรณ์กับเลย ระยะทางราว 150 กิโลเมตร จึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว เมื่อเข้าสู่ถนนเส้นนี้ สามารถไปยังจุดอื่นได้อีกมากมาย เช่น แวะไหว้พระธาตุศรีสองรัก แวะภูเรือ ภูหลวง หรือจะไปเชียงคานก็ไม่ไกล

สับปะรด หวานฉ่ำ

ปลูกมานานกว่า 5 ทศวรรษ

ไปจากอำเภอด่านซ้าย มุ่งสู่ตัวเมืองเลย ก่อนถึงตัวเมืองเพียงเล็กน้อย สองข้างทางที่บ้านไร่ม่วง ตำบลน้ำหมาน อำเภอเมืองเลย มีสับปะรดวางขายเกือบทั้งปี สืบสาวราวเรื่องพบว่าปลูกมานานแล้ว เป็นสับปะรดปัตตาเวีย

เมื่อกว่า 50 ปีมาแล้ว ครูแก้ว ศรีกระบุตร อดีตครูโรงเรียนมโนบุเรศบำรุงการ ได้ซื้อพันธุ์สับปะรดปัตตาเวียเข้าไปปลูกที่บ้านไร่ม่วง หมู่ที่ 1 ตำบลน้ำหมาน

เมื่อมีผลผลิต ไม่ค่อยมีใครสนใจ การซื้อขายก็ไม่เป็นจริงเป็นจัง กระนั้นก็ตาม ได้มีผู้นำพันธุ์ไปปลูกขยายไว้ตามสวนหลังบ้านคนละนิดละหน่อย โดยปลูกไว้บริโภคในครัวเรือน ผลผลิตที่ได้ก็จะมีเฉพาะฤดูกาล พื้นที่ปลูกรวมๆ ไม่มากนัก

เนื่องจากจังหวัดเลย มีชื่อเสียงทางด้านการท่องเที่ยว ผู้คนผ่านทางไปมามากขึ้น เมื่อเกษตรกรมีหน่อไม้ มีแตงไทย มะม่วง รวมทั้งสับปะรด ก็นำมาวางขายสองข้างทาง เพื่อรอผู้ผ่านไปซื้อหากลับบ้าน

เมื่อสับปะรดปัตตาเวียบ้านไร่ม่วงถูกนำมาวางขายร่วมกับสินค้าเกษตรอย่างอื่น ผู้ซื้อได้ชิมแล้วติดใจ จึงบอกปากต่อปาก ส่วนหนึ่งนำไปเป็นของฝาก ซึ่งหลังๆ มีความต้องการเพิ่มขึ้น

ดังนั้น พื้นที่ปลูกสับปะรดบ้านไร่ม่วงจึงขยายเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อ

จากเดิมมีรวมๆ 10-20 ไร่ เพิ่มเป็น 100-200 ไร่

ปัจจุบัน มีปลูกอยู่ระหว่าง 1,100-1,300 ไร่ มีบวก ลบ บ้างเล็กน้อย

ทุกวันนี้ สับปะรดไร่ม่วง เป็นสินค้าโอท็อป ระดับ 4 ดาว สิ่งที่มีขึ้นได้ นอกจากเกษตรกรที่สนใจพัฒนางานของตนเองแล้ว องค์กรในท้องถิ่น อย่างองค์การบริหารส่วนตำบลน้ำหมาน ให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง โดยการประชาสัมพันธ์ในรูปการจัดงานประจำปี และสนับสนุนด้านอื่นๆ อาทิ อำนวยความสะดวกแก่ผู้ซื้อ ผู้ขาย สองข้างทาง

หน่วยงานอื่นๆ ก็หนุนเนื่องเต็มที่ เช่น สำนักงานเกษตรจังหวัดเลย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาเลย เป็นต้น

สภาพทั่วไปของบ้านไร่ม่วง ตำบลน้ำหมาน ภูมิประเทศ เป็นเขาสูงต่ำ ลาดเอียง ดินถึงแม้จะเป็นลูกรัง แต่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุที่ส่งเสริม เพิ่มความหวานแก่สับปะรด ในดินนอกจากมีธาตุอาหารหลักแล้ว ยังมีธาตุอาหารรอง ที่ช่วยให้ผลของสับปะรดสมบูรณ์ มีความหวานโดดเด่นกว่าถิ่นอื่น ส่วนนี้ประหยัดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรไม่น้อย

พื้นที่ร0าบส่วนใหญ่ เกษตรกรใช้ทำนา ส่วนที่สูง มีการแย่งชิงพื้นที่ปลูกกันระหว่างสับปะรดและยางพารา

สมาร์ท ฟาร์มเมอร์

สับปะรด ของบ้านไร่ม่วง

คุณยงยุทธ ประวัง อยู่บ้านเลขที่ 65 หมู่ที่ 6 บ้านไร่ม่วง ตำบลน้ำหมาน อำเภอเมือง จังหวัดเลย เป็นผู้ที่รู้เรื่องสับปะรดบ้านไร่ม่วงดีที่สุดคนหนึ่ง เดิมเขาคนนี้ มาจากจังหวัดพะเยา มาเป็นเขยบ้านไร่ม่วงกว่า 30 ปีมาแล้ว ปัจจุบันเขาผลิตสับปะรดในพื้นที่ 20 ไร่

เพราะเรียนรู้อย่างจริงจัง ชอบอ่านหนังสือ ชอบจดบันทึก และถือว่าเป็นผู้ประสบความสำเร็จในงานปลูกสับปะรด ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยกย่องให้ คุณยงยุทธ เป็นสมาร์ท ฟาร์มเมอร์ สับปะรด

รวมทั้งเป็นเกษตรกรคนเก่งของ ธ.ก.ส.

คุณยงยุทธ บอกว่า พื้นที่ปลูกสับปะรดมีขึ้น มีลง การผลิตเน้นไปที่ผลิตเป็นผลไม้สด ไม่ได้ส่งโรงงาน ส่วนพื้นที่ปลูกหากจะขยายให้มากกว่านี้ ต้องไปแย่งที่จากยางพารา

ข้อมูลการปลูก

สับปะรดไร่ม่วง

ต่อไปนี้ เป็นข้อมูลการผลิตสับปะรดบ้านไร่ม่วง ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับถิ่นอื่น แต่ผู้สนใจสามารถนำไปปรับใช้ได้ตามสะดวก

คุณยงยุทธ เล่าถึงวิธีการปลูกสับปะรดที่บ้านไร่ม่วงว่า ส่วนใหญ่ปลูกกันราวเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ สนนราคาต้นพันธุ์ หากซื้อปลูกกันในท้องถิ่น หน่อละ 2 บาท หากคนต่างถิ่นซื้อ ราคาหน่อละ 2.50-3 บาท เพราะบวกค่าขนค่ายก

พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกสับปะรดได้ 5,000-6,000 ต้น หากต้องการผลโต ปลูกจำนวน 5,000 ต้น ต่อไร่ ตั้งแต่ปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว ไม่ต้องให้น้ำแต่อย่างใด อาศัยน้ำฝนล้วนๆ สับปะรดต้องการความชื้น แต่ไม่ชอบแฉะ การดูแลโดยทั่วไป หมั่นกำจัดวัชพืช อย่าให้รก เพราะจะแย่งอาหารจากสับปะรด

สำหรับปุ๋ย ก่อนปลูกอาจจะใช้ปุ๋ยคอกรองพื้น

เมื่อต้นสับปะรด อายุได้ 45 วัน ใช้ปุ๋ย สูตร 46-0-0 ใส่ที่โคนต้นให้ จำนวน 25 กิโลกรัม ต่อไร่ แต่ควรดูต้นพิจารณาประกอบด้วย หากต้นงามอาจจะลดปุ๋ยลง เพราะจะบ้าใบ แต่หากต้นแกร็น อาจจะเพิ่มปุ๋ยขึ้นอีกเล็กน้อย

เมื่อต้นอายุได้ 6 เดือน ใช้ปุ๋ย 46-0-0 ราว 25 กิโลกรัม ต่อไร่ ผสมน้ำฉีดพ่นให้กับต้นสับปะรด เพราะจะใส่แบบเดิมไม่ได้แล้ว เนื่องจากพุ่มใบของสับปะรดขยาย ไม่สะดวกในการปฏิบัติงาน จนกระทั่งสับปะรดอายุได้ 9 เดือน เจ้าของฉีดพ่นปุ๋ย สูตร 46-0-0 ให้อีกครั้งหนึ่ง จำนวนเท่าเดิม แต่ครั้งนี้ผสมเอทีฟอนเข้าไปด้วย โดยน้ำ 200 ลิตร ใช้เอทีฟอน 200 ซีซี เป็นการเร่งให้สับปะรดออกดอก

หลังฉีดพ่นไปแล้ว 7 วัน สุ่มผ่าต้นสับปะรดดู หากเริ่มมีดอกแทงออกมา เป็นอันว่าได้ผล จากนั้นราว 1 เดือน ก็จะมีผลเล็กๆ สีแดงให้เห็น

แต่หากไม่มีดอกแทงออกมา ต้องพ่นเอทีฟอนซ้ำอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อผลโต ก่อนเก็บผลผลิต 2 เดือน ฉีดพ่นปุ๋ย 0-0-60 ให้เพิ่มความหวานให้กับสับปะรด

“เมื่อผลโตต้องมีการห่อผล อาจจะใช้ใบหุ้มแล้วมัดด้วยไม้ตอก อีกวิธีการหนึ่ง ใช้ฟางคลุมที่ผล…การห่อผลช่วยให้มีคุณภาพดีขึ้นอย่างชัดเจน” คุณยงยุทธ บอก

เมื่อเกษตรกรปลูกสับปะรดเดือนมกราคม 2558 จะไปเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ปี 2559 ทั้งนี้จะเร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับต้นสมบูรณ์มากน้อยแค่ไหน หากต้นสมบูรณ์ดี ก็ทำให้ออกได้เร็วขึ้น

เพราะเกษตรกรบ้านไร่ม่วง ทยอยปลูกแล้วก็ทยอยบังคับให้สับปะรดออกดอกต่างเวลากัน ผลผลิตจึงมีวางจำหน่ายทั้งปี อาจจะมากบ้าง น้อยบ้างเท่านั้นเอง

พฤษภาคม-กรกฏาคม

ผลผลิตอร่อยที่สุด

คุณยงยุทธ บอกว่า ผลผลิตสับปะรดบ้านไร่ม่วงอร่อยที่สุดช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกรฎาคม ซึ่งคุณสมบัติของสับปะรดที่นี่มีเอกลักษณ์ รสชาติหวาน มีกลิ่นหอม ไม่กัดลิ้น

หากเป็นช่วงฤดูหนาว สับปะรดยังอร่อยอยู่ เพียงแต่รสชาติอาจจะเข้มข้นขึ้น

“สับปะรดที่นี่ปลูกครั้งหนึ่งอยู่ได้ 4 ปี จึงโละปลูกใหม่ คล้ายๆ อ้อย รายได้อย่างหนึ่งคือ การจำหน่ายหน่อ ซึ่งถือว่า ไม่น้อย แต่หากขายหน่อ อาจจะกระทบต่อผลผลิตบ้าง พื้นที่ 1 ไร่ มีจำนวนต้นสับปะรด 5,000 ต้น จะมีผลผลิต 5,000 ผล เฉลี่ยผลหนึ่งมีน้ำหนัก 1.5 กิโลกรัม ไร่หนึ่งจึงได้ผลผลิตประมาณ 6 ตัน ราคาสับปะรดอยู่ที่ กิโลกรัมละ 8-12 บาท…ที่นี่มีการประชาสัมพันธ์โดยการจัดงาน”

คุณยงยุทธ บอก และเล่าต่ออีกว่า

“ผมชอบศึกษาและบันทึก ช่วงผลผลิตดีๆ ราคาดี เคยมีกำไร ต่อไร่สูงสุด 83,000 บาท ก็อยู่อย่างพอเพียงอยู่ได้ ผลผลิตมีผู้ซื้อจากที่อื่นมาซื้อบ้าง ที่ไร่ม่วงมีแผงขายราว 20 ราย ด้วยกัน นอกจากนี้ ยังมีไปขายต่างถิ่น ที่กรุงเทพฯ ตลาด อ.ต.ก. …สินค้าทางการเกษตรที่ขายมีตามฤดูกาล อย่าง มะขามหวาน แก้วมังกร หน่อไม้ พุทรา กะทกรกฝรั่ง เงาะ…เงาะปลูกกันแถวนี้มีพอสมควร ที่บ้านภูสวรรค์”

การเดินทางไปยังจังหวัดเลย เส้นทางหนึ่งที่สะดวกคือ ออกจากกรุงเทพฯ ผ่านสระบุรี เพชรบูรณ์ หล่มสัก ด่านซ้าย ภูเรือ แล้วเข้าจังหวัดเลย จะได้บรรยกาศอีกแบบ

เส้นทางนี้ผ่านบ้านไร่ม่วง หากมีโอกาสก็แวะอุดหนุนสับปะรดและสินค้าอื่นๆ ของชาวบ้านกันได้ ส่วนผู้สนใจปลูกถามไถ่กันได้ที่ คุณยงยุทธ ประวัง ตามที่อยู่ หรือ โทร. (081) 965-2077

ต้นทุนการปลูกสับปะรดไร่ม่วง

ต้นทุนการปลูกสับปะรดไร่ม่วง ในพื้นที่ 1 ไร่ ปีที่ 1 ไม่รวมค่าที่ดิน มีดังนี้

ค่าไถ เป็นเงิน 700 บาท

ค่าหน่อสับปะรด 5,000 หน่อ หน่อละ 2 บาท เป็นเงิน 10,000 บาท

ค่าแรงปลูก (1,000 หน่อ ต่อ 500 บาท) เป็นเงิน 2,500 บาท

ค่ากำจัดวัชพืช เป็นเงิน 2,000 บาท

ค่าปุ๋ยอินทรีย์/ปุ๋ยเคมี จำนวน 2 ถุง เป็นเงิน 1,600 บาท

ค่าเก็บเกี่ยว เป็นเงิน 1,000 บาท

ค่าขนส่งผลผลิต ตันละ 300 บาท เป็นเงิน 3,000 บาท

รวมต้นทุนการผลิต 20,100 บาท เกษตรกรเก็บผลผลิตได้ 7,500 กิโลกรัม ต่อไร่ ขายได้ กิโลกรัมละ 10 บาท เป็นเงิน 75,000 บาท หักต้นทุน 20,100 บาท

เกษตรกรมีกำไรสุทธิ 54,900 บาท

ต้นทุนการปลูกสับปะรดไร่ม่วง ในพื้นที่ 1 ไร่ ปีที่ 2 มีดังนี้

ค่ากำจัดวัชพืช เป็นเงิน 2,000 บาท

ค่าปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมี 2 ถุง เป็นเงิน 1,600 บาท

ค่าเก็บเกี่ยวผลผลิต เป็นเงิน 1,000 บาท

ค่าขนส่งผลผลิต ตันละ 300 บาท เป็นเงิน 3,000 บาท

รวมต้นทุน 7,600 บาท

เกษตรกรเก็บผลผลิตได้ 7,500 กิโลกรัม ต่อไร่ ขายได้ กิโลกรัมละ 10 บาท เป็นเงิน 75,000 บาท

ต้นทุน 7,600 บาท ลบที่ขายได้ 75,000 บาท เกษตรกรมีรายได้สุทธิ 67,400 บาท

ต้นทุนการปลูกสับปะรดไร่ม่วง ปีที่ 3

ค่ากำจัดวัชพืช เป็นเงิน 2,000 บาท

ค่าเก็บหน่อสับปะรด 20,000 หน่อ เป็นเงิน 3,000 บาท

ค่าเก็บเกี่ยว เป็นเงิน 1,000 บาท

ค่าขนส่งผลผลิต/หน่อพันธุ์ 3,000 บาท

รวมค่าใช้จ่าย 9,000 บาท

เกษตรกรมีรายได้จากการขายผลผลิต 4,000 กิโลกรัม ราคา กิโลกรัมละ 10 บาท เป็นเงิน 40,000 บาท รายได้จากการขายหน่อสับปะรดเพื่อให้ผู้ซื้อไปปลูก 20,000 หน่อ เป็นเงิน 40,000 บาท

นำรายได้ 80,000 บาท ลบรายจ่าย 9,000 บาท

เกษตรกรมีรายได้สุทธิ ปีที่ 3 เป็นเงิน 71,000 บาท

หากไม่มีการจำหน่ายหน่อสับปะรด รายได้ของเกษตรกรจะลดลง ขณะเดียวกันรายจ่ายทางด้านการเก็บเกี่ยวหน่อและขนส่งหน่อก็ไม่มีด้วย

หมายเหตุ…ต้นทุนการผลิตมีการผันแปรขึ้นลง ตามราคาปัจจัยการผลิต อย่างปุ๋ย รวมทั้งราคาที่เกษตรกรขายได้

 

ศูนย์ศึกษายางนาแก้หนี้แก้จน ที่ชัยนาท

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05055150358&srcday=2015-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 595

เทคโนโลยีการเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ศูนย์ศึกษายางนาแก้หนี้แก้จน ที่ชัยนาท

“ยางนา” เป็นไม้อเนกประสงค์ แทบทุกส่วนสามารถก่อให้เกิดประโยชน์ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม เป็นแหล่งอาหารป่า แหล่งนันทนาการ ใช้น้ำมันยางเป็นสมุนไพรและเนื้อไม้ เหมาะสำหรับใช้สอยทั่วไป ด้วยเหตุนี้จากอดีตที่ผ่านมา จึงมีการตัดไม้ยางนากันเป็นจำนวนมาก เพื่อนำไปใช้งานกันอย่างแพร่หลาย

พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2454 ได้ให้ความสำคัญของไม้ยางนา เท่าเทียมกับไม้สัก โดยการกำหนดว่า ทั้งไม้สักและไม้ยางทั่วไปในราชอาณาจักร ไม่ว่าจะขึ้นอยู่ที่ใด (รวมทั้งในที่เอกชน) เป็นไม้หวงห้าม ประเภท ก. ซึ่งการทำไม้จะต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่

ยางนา เป็นไม้ยืนต้น ขนาดใหญ่ สูง 40-50 เมตร ไม่ผลัดใบ ลำต้นตรง เปลือกเรียบหนาสีเทา โคนต้นมีพูพอน เรือนยอดเป็นพุ่มกลม พบในประเทศกัมพูชา ลาว ไทย และเวียดนาม มีชื่อเรียกต่างๆ กัน ตามแต่ละท้องถิ่น เช่น ยางกุง (เลย) ยางขาว (กลาง, ลำปาง) ยางควาย (หนองคาย) ยางตัง (ชุมพร, ใต้) ยางเนิน (จันทบุรี) ยางแม่น้ำ (กลาง) ยางหยวก (กลาง, หนองคาย)

มีคนไทยหลายคน ในหลายจังหวัดที่ปลูกต้นยางนาด้วยเป้าหมายต่างกัน แต่สำหรับ คุณณรงค์ สังขะโห ปลูกยางนาอยู่ที่ชัยนาท ด้วยเหตุผลเพราะมองว่าพันธุ์ไม้ชนิดนี้กำลังจะหมดไปจากผืนป่าของไทย เนื่องจากมีการตัดไปใช้ประโยชน์โดยไม่ได้ปลูกเพิ่ม

คุณณรงค์ มีแรงบันดาลใจต่อการปลูกและศึกษาเกี่ยวกับต้นยางนาจากในหลวง คุณณรงค์เล่าว่า การที่มีความรู้เรื่องยางนามาทุกวันนี้ เพราะได้ศึกษาตามแนวทางของพ่อหลวง เมื่อ ปี 2504 ที่ทรงรับสั่งว่ามีแต่คนตัด ควรมีการศึกษาเพื่อให้มีการปลูกเพิ่มขึ้น จากนั้นเขาเลยเริ่มศึกษาอย่างจริงจัง แล้วลงมือปลูกทันที ทว่าการปลูกยางนาของณรงค์มีความตั้งใจเพื่อศึกษาและทดลองวิจัย จนกระทั่งสามารถสรุปถึงความเป็นไปได้ในการปลูกยางนาในสภาวะต่างๆ ได้ถึง 36 ประเด็น

ด้วยความที่คุณณรงค์มีงานประจำอยู่ที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขาเนินขาม มานานถึง 30 ปี และต้องคลุกคลีอยู่กับลูกค้าที่เป็นชาวบ้าน จึงมองว่ามีหลายรายประสบปัญหาด้านการเงินไม่รู้จบ อันเป็นเพราะพวกเขาขาดความเข้มแข็ง หรือพึ่งตัวเองไม่ได้

“ดังนั้น มีความคิดว่า ถ้าจะใช้ต้นไม้เป็นเครื่องช่วยหารายได้ให้แก่ชาวบ้านจึงผุดขึ้นทันที และพร้อมไปกับการวางรากฐานการศึกษาถึงความเป็นไปได้ด้วยการตั้งเครือข่ายแห่งแรกขึ้นมาเป็นศูนย์ศึกษายางนาแก้หนี้แก้จน เพื่อเป็นการจุดประกาย”

จากนั้นศูนย์วิจัยและพัฒนายางนาตามรอยพระยุคลบาท และมูลนิธิเพื่อนต้นไม้ จึงถูกตั้งขึ้นตามมาอีกในภายหลัง ซึ่งเหล่านี้คือความสำเร็จจากการมุ่งมั่นศึกษาเรื่องยางนาของคุณณรงค์ โดยหวังใช้เป็นแรงขับเคลื่อนนำไปสู่การถ่ายทอดเพื่อให้คนไทยทั้งประเทศสนใจ ใส่ใจ แล้วหันมาปลูกต้นยางนากันเพิ่มมากขึ้น

ในพื้นที่ทั้งหมด 17 ไร่ ของบ้านเลขที่ 300 หมู่ที่ 10 ตำบลหันคา อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท ที่คุณณรงค์จัดวางเป็นห้องเรียนตามธรรมชาติ เพื่อใช้ศึกษา วิจัย ด้วยการปลูกต้นยางนา จำนวน 20,000 ต้น ปลูกไว้เป็นกลุ่มๆ เพื่อใช้ศึกษาวิจัยในแต่ละด้าน แต่ละประเด็น

ตัวอย่างงานวิจัยที่สรุปแล้วจับต้องได้คือ ศึกษาพื้นที่ปลูกในดินลูกรัง โดยเพื่อหวังให้ชาวบ้านปลูกบริเวณรอบภูเขา หรือสูตรขี้เกียจแต่อยากรวย เป็นงานวิจัยที่แนะว่า ถ้าอยากรวยควรซื้อที่ดินแล้วปลูกต้นไม้ เพราะต้นไม้จะโตทุกวัน ไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไรกับบ้านเมือง ต้นไม้ก็ยังโตไปตามธรรมชาติ แล้วไม่นานคนที่ปลูกไว้ก็สามารถใช้ประโยชน์ได้

“ใครที่ปลูกยางพาราแล้วปลูกยางนาสลับ เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นกับยางพาราก็สามารถใช้ประโยชน์จากยางนาแทนได้ หรือศึกษาเรื่องการออมผ่านต้นไม้ เป็นแนวคิดที่มองว่าการปลูกไม้ยืนต้นจะสร้างรายได้ในระยะยาวดีกว่าการออมเงินไว้กับธนาคารในระยะยาว”

ส่วนชาวบ้านที่ปลูกมันสำปะหลังอยู่ ถ้าต้องการปลูกยางนาในไร่มันสำปะหลัง ให้ใช้ระยะปลูกที่เหมาะสมคือ 4 คูณ 4 เมตร และให้ปลูกบริเวณรอบ ซึ่งจะได้ผลผลิต 4-5 ตัน ต่อไร่ ถ้าราคา ตันละ 2,000 บาท จะมีรายได้เป็นหมื่นบาทต่อไร่ แต่ถ้าขยันทำ จะได้ถึงไร่ละ 200 ตัน

มีงานวิจัยเรื่องปลูกตามนาข้าวว่า หากปลูกบริเวณริมคันนา จะต้องจัดทำคันนาให้ถูกต้อง ใช้ระยะห่าง ต้นละ 1 เมตร จะได้ไร่ละ 80 ต้น ถ้ามีจำนวน 10 ไร่ ได้ถึง 800 ต้น และการปลูกถี่จะป้องกันไม่ให้หญ้าขึ้นที่พื้นดิน แล้วจะไม่แห้ง จะสามารถป้องกันการเกิดไฟไหม้ได้

“ไม่เพียงเป็นไม้เศรษฐกิจอย่างเดียว บางคนที่เป็นนักอนุรักษ์หากต้องการปลูกเพื่อการประดับ สามารถทำได้ ปลูกร่วมกับไม้ชนิดอื่นได้ ภาชนะที่ใช้ปลูกอาจปลูกได้ในรองปูนซีเมนต์ เพราะสามารถเคลื่อนย้ายได้หากต้องการเปลี่ยนตำแหน่ง แต่ควรนำกระสอบปุ๋ยมารองที่ด้านล่าง

ท่านใดที่พ้นวัยทำงานและกำลังมองหาต้นไม้ปลูกเพื่อแก้เหงา พร้อมกับสร้างรายได้ แนะนำว่าควรปลูกยางนาเพราะยังมีโอกาสในช่วงต้นยางมีอายุ 6-7 ปี สามารถทำประโยชน์ได้ในบางเรื่องแล้ว เพียงแต่ยังไม่แก่จัดเท่านั้น หรือถ้าต้องการให้เร็วกว่านั้น ก็มีสูตรทำให้โตเร็วถึง 3 เท่า ซึ่งเป็นงานวิจัยเช่นกัน และหากสนใจแวะมาคุยเรื่องเทคนิคการปลูก เรื่องปลูกอย่างไรให้โตเร็วได้ที่ศูนย์”

นอกจากนั้น คุณณรงค์ ยังชี้ให้เห็นว่า ถ้าปลูกไม้ยางนาไม่ต้องกังวลเรื่องระยะห่าง เพราะโดยธรรมชาติแล้ว ไม้แต่ละชนิดจะพยายามเอาตัวรอด ฉะนั้น การปลูกยางนาเพียงชนิดเดียวจึงไม่จำเป็นต้องมีระยะห่างมากและสามารถปลูกถี่ได้ ระยะต้นยิ่งถี่ ยิ่งทำให้ต้นโตดี แถมยังระบุว่าระยะเพียงแค่งูรอดได้ก็พอแล้ว ต่างกับต้นสักหรือสะเดา ถ้าปลูกถี่มากกลับโตช้า

เมื่อเทียบการเจริญเติบโตระหว่างยางนาและพะยูงแล้ว คุณณรงค์ระบุว่า ถ้าเป็นช่วงเวลา 1-3 ปี ต้นพะยูงเจริญเติบโตเร็วและดีกว่ายางนา แต่พอยางนาที่มีอายุต้นซัก 6 ปี สามารถใช้ประโยชน์ได้ อย่างที่ได้ปลูกไว้ในสวนมีอายุ 5 ปี ลำต้นมีขนาดใหญ่มาก เปลือกไม่แห้ง สำหรับคุณภาพเนื้อไม้ที่ดีที่สุด ควรอยู่ประมาณซัก 12-14 ปี เปลือกจะแห้ง ยิ่งตอนนี้มีเทคนิคทำให้เปลือกแห้งได้ง่ายในเวลาสั้น

คุณณรงค์ บอกว่า ไม้พะยูงนั้นทางจีนต้องการมาก แล้วต่อไปอีก 10 ปี ยังมีความต้องการอยู่ ต้นพะยูงสามารถนำไปใช้งานได้ตั้งแต่ปีที่ 4-6 เพราะเนื้อไม้แห้งและแข็ง แต่ถ้าตกน้ำมันอยู่ในปีที่ 9-11 ส่วนไม้ตะเคียนที่อยู่ในตระกูลเดียวกับเต็ง รัง และยาง ทางเยอรมนีต้องการไม้กลุ่มนี้ เพราะเนื้อไม้มีความละเอียดมาก

สำหรับการเพาะพันธุ์ต้นกล้านั้น คุณณรงค์ บอกว่า ทางศูนย์จะหาเมล็ดพันธุ์แถวนี้ โดยการจ้างชาวบ้านหาให้ โดยมีค่าจ้างเหมา กระสอบละ 30-40 บาท โดยเมล็ดพันธุ์เหล่านั้นจะนำมาเพาะเหมือนอย่างพืชอื่นทั่วไป ใช้วัสดุเพาะ มีขี้เถ้าแกลบ แต่สำคัญมากคือ การควบคุมความชื้นให้เหมาะสม ทั้งนี้มีระยะการงอกในเวลา 15-30 วัน

“อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดจากการเพาะคือ ความสมบูรณ์ของเมล็ดที่มีโอกาสงอกน้อย เพราะโดยธรรมชาติแล้วเมื่อเมล็ดร่วงหล่นพื้นจะงอกทันที ฉะนั้น การเก็บไว้นานเป็นผลเสีย ทำให้การงอกไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ สามารถให้เปอร์เซ็นต์งอกได้เพียง 17-22 เท่านั้น ดังนั้น ถ้าคุณต้องการปลูกให้ได้ซักแสนต้น ก็ต้องเพาะกันเป็นล้านต้น”

การเพาะต้นกล้านั้น คุณณรงค์ชี้ว่า ควรเพาะเองดีกว่า หรืออาจไปติดต่อขอที่ป่าไม้ แต่ถ้าอยู่ไม่ไกลนัก จะแวะมาดูที่ศูนย์ก็ได้ มีจำหน่าย ซึ่งถ้าเป็นกล้าพะยูง ต้นละ 9-10 บาท ยางนา ต้นละ 7-8 บาท มีความสูง 70 เซนติเมตร

สำหรับช่วงที่เหมาะปลูกต้นยางนาคือต้นฝน แต่ถ้าจำเป็นต้องปลูกช่วงหน้าแล้ง อาจต้องใส่ใจเรื่องน้ำสักหน่อย แต่อย่างไรก็ตาม มีวิธีหรือเทคโนโลยีการให้น้ำหลายวิธีที่ต้นทุนถูกและนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“สำหรับกิจกรรมของศูนย์เรียนรู้เรื่องยางนา ที่ผ่านมามีผู้คนจากทั่วประเทศให้ความสนใจจำนวนมาก ทั้งมากันเองเป็นกลุ่ม เป็นคณะ หรือบางรายโทรศัพท์มาคุย เพราะได้พบเจอในเว็บไซต์

นอกจากนั้น ยังได้รับเชิญไปบรรยายให้ความรู้ตามสถานที่ต่างๆ ฉะนั้น จนถึงปัจจุบันมีผู้สนใจเข้ามาศึกษาถึงกว่า 500,000 คน แล้ว หลังจากนั้นมีจำนวนต้นยางนาเกิดใหม่ขึ้นอีกกว่า 10 ล้านต้น” คุณณรงค์ กล่าว

สนใจต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องการปลูกยางนา สอบถามรายละเอียดโดยตรงได้ที่ คุณณรงค์ สังขะโห โทรศัพท์ (089) 612-4007 หรือเข้าไปดูได้ที่ http://www.Yangnathailand.com

 

เห็ดฟางจากเศษเปลือกมันสำปะหลัง…สร้างรายได้ ที่เมืองสรวง ร้อยเอ็ด

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05063150358&srcday=2015-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 595

เทคโนโลยีการเกษตร

วัชรินทร์ เขจรวงศ์

เห็ดฟางจากเศษเปลือกมันสำปะหลัง…สร้างรายได้ ที่เมืองสรวง ร้อยเอ็ด

ชาวนาตำบลเมืองสรวง หลังการเก็บเกี่ยวสร้างงานสร้างอาชีพด้วยการเพาะเห็ดฟางจากกากมันสำปะหลัง เป็นพื้นที่อาศัยน้ำฝน ต้องทำการเกษตรแบบเสี่ยงวัดดวง เกษตรกรอำเภอเมืองสรวงเป็นคนขยันขันแข็ง ดิ้นรนต่อสู้ หน้าแล้งแทบทุกปีจะเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำตามมา ทั้งน้ำเพื่ออุปโภค บริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองสรวง มีนักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพ เกษตรกรเกิดรายได้ รายวัน รายเดือน รายปี อย่างพอเพียง

คุณปัญญา เศวตธรรม นายอำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด มอบหมายให้ คุณวัชรินทร์ เขจรวงศ์ เกษตรอำเภอเมืองสรวง พร้อมนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร คุณประไพรศรี สารจันทร์ เกษตรตำบลเมืองสรวง พบผู้เพาะเห็ดฟาง คุณอุไร-คุณธงชัย นันทวงศ์ เกษตรกรวัยหนุ่มสาว อยู่บ้านเลขที่ 14 หมู่ที่ 6 ตำบลเมืองสรวง อำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด โทร. (086) 016-7856 เป็นครัวเรือนเกษตรกรที่ขยันอย่างฉลาด ดำเนินการในพื้นที่ 3 ไร่ ซื้อกากมันสำปะหลัง 1 คันรถ 9 ตัน ราคา 6,600 บาท สามารถทำได้ 30 แถว แถวละ 25-28 กอง เชื้อเห็ดฟาง 15 ถุง ถุงละ 12 ก้อน ราคา 2,280 บาท 30 แถว ใช้ครึ่งเดียว ประมาณ 7 ถุง ทำหมุนเวียนในสวนตนเอง ปัจจุบันมีเกษตรกรทำตาม 3 ราย

คุณอุไร-คุณธงชัย เล่าให้ฟังว่า ขั้นตอนการทำ ต้องไถพรวนคราดดินให้ย่อยละเอียด ปรับหน้าดินให้ราบเรียบสม่ำเสมอ ย่อยดินให้ร่วนเหมือนกับการเตรียมดินเพื่อปลูกพืชผัก ราดน้ำกากมันสำปะหลังให้เปียกพอหมาด จัดทำพิมพ์ ด้านบนกว้าง 18 เซนติเมตร ด้านล่างกว้าง 20 เซนติเมตร ความยาว 40 เซนติเมตร และความสูง 30 เซนติเมตร ทำไม้แบบสำหรับกดให้พอดีกับแบบพิมพ์ ทำเชือกผูกเพื่อดึงและยกง่ายๆ นำเศษเปลือกมันสำปะหลังเทลงไปในแบบพิมพ์ 1 ถังน้ำ ขนาด 10 ลิตร จะพอดี ใช้ไม้แบบกดลงไปให้แน่นแล้วถอดแบบพิมพ์ออก ได้กองเศษมันสำปะหลังสูง ราว 5 เซนติเมตร กองต่อไปก็ทำลักษณะเดียวกัน โดยทำเรียงให้เป็นแถวเดียว ห่างกันระหว่างกอง 15-20 เซนติเมตร ใน 1 แปลง จะทำกองได้ 25-28 กอง

คุณอุไร-คุณธงชัย เล่าต่อว่า รดน้ำให้ชุ่มทั่วทั้งแปลง อย่าทำให้กองเศษเปลือกมันสำปะหลังแตก จากนั้นนำปุ๋ย สูตร 15-15-15 และ 46-0-0 ผสมกัน อัตรา 1 ต่อ 1 นำไปโรยรอบๆ กองเศษเปลือกมันสำปะหลัง และนำปุ๋ยคอกตากแห้งที่ไม่มีเชื้อราไปโรยรอบๆ กองเศษมันสำปะหลังให้ทั่วทั้งแปลง รดน้ำให้ชุ่มจนปุ๋ยละลายทั้งหมด นำเชื้อเห็ดที่มีคุณภาพดี จำนวน 7 ถุงใหญ่ ต่อ 30 กอง เชื้อเห็ดฟาง มีเส้นใยสีขาวเต็มทั้งถุงมาบดขยี้ให้แตกจนร่วน นำเชื้อเห็ดไปโรยบนดินรอบกองเศษเปลือกมันสำปะหลังให้ทั่วทั้งแปลง แล้วรดน้ำให้ชุ่ม ใช้ไม้ไผ่ผ่าซีกปักเป็นโครงครอบแปลง ให้ปักห่างจากกองเศษเปลือกมันสำปะหลังราว 20-25 เซนติเมตร จากนั้นนำพลาสติกใสมาคลุมแปลง แล้วเจาะรูระบายอากาศ 3-4 รู เส้นผ่าศูนย์กลางรูละ 5-7 เซนติเมตร แล้วใช้ฟางคลุมบนพลาสติกทั้งแปลง รดน้ำไปบนฟางอีกครั้งหนึ่งให้ชุ่ม หลังจากนั้น 8-10 วัน ก็จะมีดอกเห็ดงอกขึ้นมาบนดินรอบๆ กองเศษมันสำปะหลัง เมื่อเพาะเห็ดฟางในพื้นที่นั้นแล้ว เก็บขายทุกวัน 20-30 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 50 บาท ราคาขายส่ง ส่วนขายปลีก 60 บาท 30 แถว ได้เงิน 25,000-30,000 บาท

คุณอุไร-คุณธงชัย กล่าวอีกว่า การทำกองต่อไป จะต้องเปลี่ยนพื้นที่เพาะไปในแปลงอื่น เพาะพื้นที่เดิมจะมีเชื้อราอื่นปะปนอยู่ จะไม่เป็นผลดีต่อการเพาะเห็ดฟาง กองเศษเปลือกมันสำปะหลังจะเป็นตัวทำอุณหภูมิและสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมต่อการงอกของเห็ดฟางเท่านั้น เมื่อเก็บเห็ดฟางครั้งแรกจะได้ราว 5-6 กิโลกรัม แล้วคลุมปิดพลาสติกและเอาฟางคลุมไว้เหมือนเดิม รดน้ำบนฟางอีกครั้งหนึ่ง ทิ้งไว้ 5 วัน ตนเองทำหมุนเวียนกันไป มีจำหน่ายตลอดทั้งเดือน ใน 1 แปลง จะได้เงิน 300-400 บาท ลงทุนเพียงแปลงละ 60 บาท ถ้าวางแผนการเพาะเห็ดฟางดีก็จะสามารถเก็บเห็ดฟางขายได้ทุกวันในช่วงฤดูแล้ง เฉลี่ยวันละ 1,000-2,000 บาท

วันนี้ ดำเนินการสร้างงานให้เกษตรกรในเขตแห้งแล้ง 2558 ตามนโยบาย ดร. สมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เกษตรอำเภอเมืองสรวง นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ออกให้คำแนะนำการเพาะเห็ดฟางจากเศษเปลือกมันสำปะหลัง เป็นอาชีพเสริมที่สร้างรายได้เป็นอย่างดี แล้งนี้สร้างรายได้อย่างพอเพียง ด้วยการเพาะเห็ดฟางจากกากมันสำปะหลัง สอบถามได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด ครับ

 

ใบยาสูบ พืชไร่ตัวเสริม กระจายรายได้กว่า 3 พันล้าน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05068150358&srcday=2015-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 595

เทคโนโลยีการเกษตร

สุจิต เมืองสุข

ใบยาสูบ พืชไร่ตัวเสริม กระจายรายได้กว่า 3 พันล้าน

ในทุกปีจะมีเกษตรกรจำนวนไม่ต่ำกว่า 15,000 ราย ทั่วประเทศ ปลูกใบยาสูบ ส่งขายให้กับสำนักงานยาสูบส่วนภูมิภาค ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ 8 แห่ง ในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แพร่ สุโขทัย เพชรบูรณ์ หนองคาย นครพนม และบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น

การปลูกใบยาสูบขายให้กับสำนักงานยาสูบ ไม่ถือเป็นการผูกขาด เพราะแต่ละปีความต้องการใบยาสูบไม่เท่ากัน แม้ว่าจะมีแนวโน้มความต้องการที่มากขึ้นในทุกปี แต่ความพร้อมของเกษตรกรและพื้นที่ปลูกที่ไม่เหมือนกัน ทำให้โรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง จำเป็นต้องพิจารณาความพร้อมของเกษตรกร เนื่องจากการปลูกใบยาสูบในปัจจุบันได้ก้าวเข้าสู่แนวทาง การปลูกแบบ GAP (Good Agricultural Practices) จึงต้องพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกควบคู่ไปด้วย

ใบยาสูบที่โรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง ส่งเสริมให้ปลูก มี 3 ประเภท คือ

1. เวอร์ยิเนีย มีเกษตรกรปลูก 3,177 ราย โควต้าการผลิต 13.76 ล้านกิโลกรัม

2. เบอร์เลย์ มีเกษตรกรปลูก 8,922 ราย โควต้าการผลิต 14 ล้านกิโลกรัม

3. เตอร์กิซ มีเกษตรกรปลูก 4,823 ราย มีโควต้าการผลิต 5 ล้านกิโลกรัม

ใบยาสูบ จัดเป็นพืชไร่ที่ชอบอากาศเย็น ต้องการน้ำและความชื้นค่อนข้างสูง ดังนั้น พื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการปลูกใบยาสูบจึงไม่กระจายวงกว้างไปทุกจังหวัด และจังหวัดที่พบว่ามีเกษตรกรปลูกใบยาสูบมากจังหวัดหนึ่งคือ จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งมีพื้นที่ปลูกใบยาสูบเกือบ 100,000 ไร่ มีสถานียาสูบรับซื้อจากเกษตรกรถึง 2 แห่ง โควต้าที่จัดสรรให้กับเกษตรกรที่เข้าโครงการปลูกใบยาสูบแต่ละปีไม่ต่ำกว่า 5 ล้านกิโลกรัม

พื้นที่ 1 ไร่ สามารถลงปลูกใบยาสูบได้มากถึง 3,000 ต้น ใบยาสูบเป็นพืชที่เจริญเติบโตเร็วมาก สามารถตัดใบยาขายได้ เมื่อต้นยาสูบมีอายุ 70-80 วัน โดยตัดใบยาสูบใบล่างก่อน อีกระยะหนึ่งจึงจะเก็บใบยาสูบกลางต้น ซึ่งเรียกว่ายากลางฤดู และเก็บใบยาบริเวณใกล้ยอด เป็นใบยาสูบชุดสุดท้าย หรือเรียกว่า ใบยาปลายฤดู ราคาขายจะแตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าเกษตรกรปลูกใบยาสูบสายพันธุ์ใดด้วย

คุณดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ผู้อำนวยการโรงงานยาสูบ กล่าวว่า ใบยาสูบเป็นพืชที่ต้องอยู่ในการควบคุมการผลิต จำเป็นต้องให้เกษตรกรที่ต้องการปลูกสมัครเข้าโครงการและปลูกเพื่อขายผลผลิตคืนให้กับโรงงานยาสูบ ซึ่งต้องเป็นผลผลิตที่ได้คุณภาพ และการปลูกถูกต้องตามกฎหมาย โดยปัจจุบันมีการนำระบบดาวเทียมเข้ามาใช้สำรวจพื้นที่ปลูก ซึ่งมีความแม่นยำเกือบ 100% และปัจจุบันราคารับซื้อใบยาสูบถือว่าเป็นราคาให้ผลตอบแทนกับเกษตรกรดี คือ พันธุ์เวอร์ยิเนีย รับซื้อ 90-96 บาท ต่อกิโลกรัม+เงินให้เปล่า 26 บาท ต่อกิโลกรัม พันธุ์เบอร์เลย์ รับซื้อ 70 บาท ต่อกิโลกรัม+เงินให้เปล่า 8 บาท ต่อกิโลกรัม และพันธุ์เตอร์กิซ รับซื้อ 70-75 บาท ต่อกิโลกรัม+เงินให้เปล่า 15 บาท ต่อกิโลกรัม

คุณประสาท เมืองนันท์ พนักงานเกษตร สถานีใบยานางั่ว สำนักงานยาสูบเพชรบูรณ์ ให้ข้อมูลการปลูกใบยาสูบว่า เกษตรกรที่เข้าโครงการปลูกใบยาสูบของโรงงานยาสูบ จะได้รับเมล็ดพันธุ์โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เมื่อได้เมล็ดพันธุ์มาแล้วเกษตรกรต้องเพาะกล้า เมื่อต้นกล้ามีอายุ 45 วัน นำลงแปลงปลูก โดยใช้ระยะห่างระหว่างแถว 60 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างต้น 90 เซนติเมตร ปลูกในแนวเฉียงหรือสลับฟันปลา เพื่อให้ลำต้นได้รับแสงแดด ให้น้ำทุก 5-7 วัน เมื่อต้นยาสูบมีอายุ 65 วัน จะนำยาคุมแขนงมาหยอดที่ยอด เพื่อตอนต้นไม่ให้ออกดอกติดผล และเป็นการช่วยให้ใบยาแผ่ใบออก ยกเว้นบางต้นที่เกษตรกรต้องการเก็บพันธุ์ไว้เอง จะปล่อยให้ยอดเจริญเติบโตออกดอกและผล จากนั้นนำผลมาเก็บเป็นเมล็ดพันธุ์ไว้

“ยาสูบ เป็นพืชไร่ที่ไม่ต้องดูแลมาก แต่น้ำต้องไม่ขาด และให้ปุ๋ยตามสมควร เกษตรกรที่เข้าโครงการปลูกใบยาสูบตามโควต้าจะมีเจ้าหน้าที่ถ่ายทอดความรู้และการดูแลใบยาสูบให้ก่อน เพราะเกษตรกรต้องผลิตใบยาให้ได้ GAP ก่อนถึงโรงงานยาสูบ จากนั้นจึงเป็นหน้าที่ของโรงงานยาสูบที่จะดูแลการผลิตให้ดี ส่วนเกษตรกรเมื่อส่งขายใบยาสูบให้กับสถานียาสูบแล้ว จะมีรายได้เฉลี่ย 20,000-30,000 บาท ต่อไร่ ต่อรอบการเก็บขาย”

สำหรับเกษตรกรที่สนใจปลูกใบยาสูบส่งให้กับโรงงานยาสูบ ติดต่อได้ที่ สถานียาสูบ 8 แห่ง ทั่วประเทศ เนื่องจากแต่ละปีพื้นที่และปริมาณความต้องการใบยาสูบไม่เท่ากัน ทั้งนี้ แนวโน้มความต้องการใบยาสูบเพิ่มมากขึ้นทุกปี ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้จากการขายใบยาสูบ รวมมูลค่าไม่ต่ำกว่า 3 พันล้านบาท จึงนับเป็นพืชไร่ที่สร้างรายได้ที่ดีอีกตัวหนึ่ง

 

มะเดื่อฝรั่ง เกรดส่งออก ที่สวนเรือนไม้ เมืองพิจิตร กรกฎาคม 27, 2015

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05044010358&srcday=2015-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 594

เทคโนโลยีการเกษตร

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

มะเดื่อฝรั่ง เกรดส่งออก ที่สวนเรือนไม้ เมืองพิจิตร

“มะเดื่อฝรั่ง (ฟิกส์)” นับเป็นไม้ผลที่โด่งดังเป็นพลุแตก ในช่วงระยะเวลาปีเศษที่ผ่านมา สังเกตได้จากจำนวนร้านค้ามะเดื่อฝรั่งที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในท้องตลาด กระแสความคึกคักของเว็บบอร์ดที่พูดคุยเรื่องการปลูกมะเดื่อฝรั่ง รวมทั้งการซื้อขายกิ่งพันธุ์มะเดื่อฝรั่งในโลกออนไลน์ ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่นิยมปลูกพันธุ์แบล็กเจนัว เพราะดูแลง่าย ให้ผลดก แม้กระทั่งโครงการหลวงก็ปลูกต้นมะเดื่อฝรั่งพันธุ์แบล็กเจนัวเป็นสินค้าหลัก

หลายคนอาจตั้งคำถามในใจว่า กระแสความนิยมมะเดื่อฝรั่งจะยาวนานสักแค่ไหน ผู้เขียนคงให้คำตอบได้ไม่ชัดเจนเท่ากับคนที่อยู่ในวงการนี้โดยตรง จึงขอพาท่านผู้อ่านไปพูดคุยกับผู้จำหน่ายกิ่งพันธุ์มะเดื่อฝรั่งรายใหญ่ในตลาดนัดจตุจักร คือ คุณศุภกิจ มีลาภ (โต้ง) แห่งสวนเรือนไม้ ที่มีแปลงปลูกและขยายพันธุ์มะเดื่อฝรั่งอยู่ในพื้นที่อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร

มะเดื่อฝรั่ง…โอกาสเติบโต สดใสยาวนาน

คุณโต้ง ฟันธงว่า ตลาดมะเดื่อฝรั่งมีโอกาสเติบโต สดใสยาวนาน เหตุผลสำคัญก็คือ มะเดื่อฝรั่ง เป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางอาหารสูงสุด จัดอยู่ใน 10 อันดับแรกของผลไม้ที่มีในโลก คุณค่าทางโภชนาการสูง มะเดื่อฝรั่งมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส และธาตุเหล็กสูงมาก ช่วยเสริมสร้าง ซ่อมแซมเพิ่มความแกร่งให้กล้ามเนื้อ เสริมความแข็งแรงของกระดูกและฟัน ช่วยสร้างสมดุลของกรดด่างในร่างกาย ลดริ้วรอย ทำให้อ่อนวัยลง ป้องกันโรคนิ่วในไต กระเพาะปัสสาวะอักเสบ โรคปอด ช่วยฟอกตับและม้าม ที่สำคัญยังมีใยอาหารสูงมากกว่าผักและผลไม้ ป้องกันโรคมะเร็งต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

คนไทยเริ่มรู้จักมะเดื่อฝรั่งมานานหลายปีแล้ว โครงการหลวงนับเป็นรายแรกที่บุกเบิกเรื่องการปลูกมะเดื่อฝรั่งในเมืองไทย คุณโต้งเริ่มทดลองเปิดตลาดขายกิ่งพันธุ์มะเดื่อฝรั่งตั้งแต่ ปี 2555 ก็ขายได้เรื่อยๆ ไม่หวือหวา จนกระทั่งปี 2557 ผู้คนตื่นตัวหันมาสนใจปลูกต้นมะเดื่อฝรั่งอย่างแพร่หลาย ทำให้ยอดขายกิ่งพันธุ์มะเดื่อฝรั่งของสวนเรือนไม้ เติบโตแบบก้าวกระโดดกันเลยทีเดียว

“มะเดื่อฝรั่ง เป็นไม้ผลเพื่อสุขภาพที่หาผลสดกินได้ยาก แถมจำหน่ายในราคาแพง โดยผลสดขายในราคากิโลกรัมละ 300 บาท ผลแห้งขายในราคากิโลกรัมละ 1,000 กว่าบาท โครงการหลวงก็ปลูกผลมะเดื่อสดออกขาย แต่มีเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย เพราะความต้องการของผู้บริโภคมีมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้หลายคนเล็งเห็นช่องทางที่จะหันมาปลูกมะเดื่อฝรั่งเพื่อเก็บผลขายอย่างจริงจัง” คุณโต้ง กล่าว

คุณโต้งหันมาสนใจเรื่องการปลูกมะเดื่อฝรั่งหลังจากได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมพื้นที่ปลูกมะเดื่อฝรั่งของโครงการหลวงในพื้นที่ภาคเหนือ ก็รู้สึกประทับใจและมั่นใจว่า ผลไม้ชนิดนี้มีอนาคตสดใส จึงตัดสินใจซื้อต้นมะเดื่อฝรั่งพันธุ์แบล็กเจนัว จากโครงการหลวง นำมาทดลองปลูกก่อนในที่ดินมรดก เนื้อที่ 6-7 ไร่ ในอำเภอทับคล้อ หลังจากปลูกต้นมะเดื่อไปได้ 5-6 เดือน ก็ได้ผลผลิตที่ดี จึงนำเข้าสายพันธุ์ต้นมะเดื่อฝรั่งคุณภาพดีจากสหรัฐอเมริกามาทดลองปลูกในสวนแห่งนี้อย่างต่อเนื่อง ขณะนี้สามารถรวบรวมสายพันธุ์ต้นมะเดื่อฝรั่งได้มากถึง 28 สายพันธุ์ ที่มีจุดเด่นเหมือนกันคือ ปลูกต้นเดียวก็สามารถติดผลได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องผสมพันธุ์ข้ามต้นให้วุ่นวาย

จุดเด่นของมะเดื่อฝรั่งแต่ละสายพันธุ์

โดยธรรมชาติแล้ว ต้นมะเดื่อฝรั่งแต่ละสายพันธุ์จะมีลักษณะเด่นที่แตกต่างกัน บางพันธุ์เหมาะสำหรับกินผลสด บางพันธุ์เหมาะสำหรับแปรรูปบรรจุกระป๋อง หรือกินในรูปผลแห้ง ถามว่า มะเดื่อฝรั่งสายพันธุ์ไหนดีที่สุด คุณโต้ง บอกว่า ตอบได้ยาก เพราะมะเดื่อฝรั่งก็คล้ายกับมะม่วง แต่ละสายพันธุ์มีลักษณะเด่นแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับรสนิยมของผู้บริโภคแต่ละรายมากกว่า

สำหรับคนไทยที่นิยมบริโภคผลไม้ที่ไม่หวานจัด น่าจะถูกใจกับมะเดื่อฝรั่งพันธุ์แบล็กเจนัว ต้นมะเดื่อฝรั่งพันธุ์นี้ปลูกดูแลง่าย ให้ผลผลิตเยอะมาก เกินร้อยผล ต่อต้น ต่อปี ที่ได้รับความนิยมอีกชนิดคือ “พันธุ์บราวน์ตุรกี” มีรสชาติหวาน ผลมีขนาดใหญ่ นับเป็นมะเดื่อฝรั่งสายพันธุ์ดั้งเดิม ที่ถูกค้นพบตั้งแต่เมื่อ 2,000-3,000 ปีก่อน เติบโตง่าย เพราะมีระบบรากที่แข็งแรงมาก เหมาะสำหรับมือใหม่หัดปลูก นิยมกินผลสดและผลแห้ง ในต่างประเทศนิยมใช้มะเดื่อฝรั่งชนิดนี้เป็นแม่พันธุ์สำหรับการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์มะเดื่อลูกผสมกันอย่างแพร่หลาย

นอกจากนี้ ยังมีพันธุ์บราวน์ตุรกีเจแปนฟิกส์ ซึ่งพัฒนาสายพันธุ์มาจากบราวน์ตุรกีฟิกส์ ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ปลูกดูแลง่าย ทนร้อน ชอบแดดจัดทั้งวัน ให้ผลดก นิยมกินผลสด ผลมีขนาดใหญ่ (1-1.5 ขีด ต่อผล หรือ 7-10 ผล ต่อกิโลกรัม) ผลสุกจะมีขนาดใหญ่เกือบเท่าลูกเทนนิส มีสีม่วงอมแดง รสหวานเข้มข้น และมีกลิ่นหอมคล้ายกลิ่นกุหลาบ เหมาะสำหรับแปรรูปเป็นแยมผลไม้ ผลไม้บรรจุกระป๋อง ทำเมนูลอยแก้ว และแช่อิ่ม

“ไม่มีใบ จะไม่มีผล” คือหัวใจของการปลูกมะเดื่อฝรั่ง

หัวใจของการปลูกมะเดื่อฝรั่ง ตามสโลแกนของฝรั่งที่ว่า “No leaf No fruit” พูดง่ายๆ ก็คือ “ไม่มีใบ จะไม่มีผล” การออกดอก การติดผลของมะเดื่อฝรั่งในแต่ละรุ่นจะเกิดขึ้นภายใน 2-3 สัปดาห์ ภายหลังการตัดแต่งกิ่ง โดยกิ่งและใบมะเดื่อฝรั่งที่แตกออกมาใหม่นั้นจะติดผลทุกข้อบริเวณซอกใบ หลังติดผลแล้ว จะใช้ระยะเวลาในการเจริญเติบโตของผลอีกประมาณ 75 วัน ผลจะเริ่มสุกนำไปกินได้ ผลจะทยอยสุกเกือบทุกวัน และก็จะเก็บผลได้อีกนานหลายเดือน

“ผลมะเดื่อฝรั่งมีหลายสี ตามชนิดของสายพันธุ์ เช่น สีเขียว สีเหลือง สีดำ และสีน้ำตาล เป็นต้น บางสายพันธุ์ผลอ่อนจะมีสีเขียว ผลสุกจะเปลี่ยนเป็นสีแดงอมม่วง ส่วนบางพันธุ์ผลมีสีเขียวหรือสีดำตลอด ต้องอาศัยหลักการสังเกตคือ ใกล้ครบระยะเก็บเกี่ยวประมาณ 2-3 วัน ผลจะขยายขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 2-3 เท่าตัว เลยทีเดียว ผลจะมีลักษณะผิวนิ่มเล็กน้อย และมีกลิ่นหอม” คุณโต้ง กล่าว

ปกติต้นมะเดื่อฝรั่งจะให้ผลผลิตเฉลี่ยปีละ 2 ครั้ง หากนำเทคนิคการตัดแต่งกิ่งเข้าช่วย โดยการตัดปลายยอดทิ้งและนำปูนแดงสำหรับกินหมากมาทาบริเวณรอยตัด เพื่อป้องกันโรคพืช เมื่อมีกิ่งแตกใหม่จะมีการติดผลทันที เทคนิคนี้สามารถบังคับให้ต้นมะเดื่อมีผลผลิตออกตลอดทั้งปีหรือในช่วงที่ผู้ปลูกต้องการได้

ปลูกมะเดื่อฝรั่งติดบ้านแค่ 2-3 ต้น ก็ได้สุขภาพดีทั้งครอบครัว

หากสนใจปลูกมะเดื่อฝรั่ง เป็นไม้ผลบำรุงสุขภาพประจำบ้านได้ แค่ปลูก 2-3 ต้น ก็จะได้ผลผลิตสำหรับบริโภคในครัวเรือนได้ตลอดทั้งปี คุณโต้ง บอกว่า ต้นมะเดื่อฝรั่งจะเจริญเติบโตเต็มที่ หากได้รับแสงแดด ประมาณ 6-8 ชั่วโมง ต่อวัน เลือกปลูกในดินที่มีธาตุอินทรียวัตถุสูง ระบายน้ำได้ดี หากปลูกในแหล่งดินทราย ควรเติมปุ๋ยอินทรีย์เพิ่มเติมก่อนนำไปปลูก เนื่องจากต้นมะเดื่อฝรั่งชอบดินที่มีค่าความเป็นด่าง 7-8 จึงไม่แนะนำให้ใช้ปุ๋ยเคมีกับต้นมะเดื่อฝรั่ง เพราะจะทำให้ดินมีสภาพเป็นกรด ควรเลือกใช้ปุ๋ยคอกสำหรับช่วยบำรุงต้นแทน ต้นมะเดื่อฝรั่งมีปัญหาโรคราสนิมบ้างในช่วงหน้าฝน ส่วนปัญหาแมลงรบกวนก็น้อยมาก ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีในการดูแล น้ำรดอย่างมาก วันละ 1 ครั้ง หรือ 2-3 วัน ต่อครั้ง

สำหรับคนกรุงเทพฯ หรือในเมืองใหญ่ที่มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ คุณโต้งแนะนำให้ปลูกต้นมะเดื่อฝรั่งในกระถางขนาดใหญ่ ความจุประมาณ 7-8 ปี๊บ ใส่ดินก้ามปูลงไปสัก 2-3 ส่วน ปุ๋ยคอกเก่าๆ สัก 1 ส่วน และใส่เศษมะพร้าวสับลงไปอีกส่วนหนึ่งเพื่อทำหน้าที่เก็บความชื้นแก่ต้นไม้ หลังปลูกคอยใส่ปุ๋ยมูลไส้เดือน เฉลี่ย 1-2 ช้อนแกง ต่อเดือน เพื่อบำรุงต้น หลังปลูก หากไม่มีการตัดแต่งกิ่งเลย ต้นจะสูงชะลูดและไม่ได้ผลผลิต หากใครต้องการปลูกมะเดื่อลงดินในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่มีแหล่งน้ำใต้ดินสูง ขอแนะนำให้ปลูกในวงบ่อซีเมนต์ เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นมะเดื่อได้รับน้ำมากเกินไปในช่วงหน้าฝน

คุณโต้งจึงวางแผนผลิตพันธุ์ต้นมะเดื่อฝรั่งป้อนขายในประเทศและต่างประเทศ โดยใช้เนื้อที่ตำบลทับคล้อ เป็นแหล่งผลิตต้นพันธุ์คุณภาพดี และกำลังมองหาพื้นที่แห่งใหม่ เนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ เพื่อเป็นแปลงปลูกต้นมะเดื่อฝรั่งเพื่อเก็บผลออกขายในอนาคต โดยทั่วไปแปลงผลิตกิ่งพันธุ์และแปลงปลูกเพื่อขายผลมะเดื่อฝรั่งนั้น มีจุดแตกต่างกันในเรื่องดูแลจัดการทรงพุ่มเท่านั้น ขณะนี้เกษตรกรไทยและต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย รัสเซีย สนใจสั่งซื้อกิ่งพันธุ์มะเดื่อฝรั่งจากสวนเรือนไม้ เพื่อใช้เป็นกิ่งพันธุ์สำหรับปลูกและเก็บผลออกขาย

“สาเหตุที่กิ่งพันธุ์มะเดื่อฝรั่งของเราเริ่มเป็นที่รู้จักในกลุ่มลูกค้าต่างชาติ คาดว่าเกิดจากการติดตามข้อมูลข่าวสารของเราในเฟซบุ๊ก หรือแฟนเพจ ที่มีข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษ ประกอบภาพวิดีโอ เกี่ยวกับเทคนิคการปลูกดูแลขยายพันธุ์ ทำให้ลูกค้าต่างชาติเกิดความเชื่อถือว่า สินค้าของเราเป็นกิ่งพันธุ์แท้ คุณภาพดี ทำให้ลูกค้าแต่ละรายสั่งซื้อกิ่งพันธุ์หลายร้อยต้น เพื่อนำกลับไปปลูกในประเทศของตัวเอง ที่สำคัญสินค้าของเรายังติดป้ายให้ข้อมูลปลูก ดูแล ติดไปกับกิ่งพันธุ์แต่ละต้นอีกด้วย ทำให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจในคุณภาพสินค้าและบริการของเรา” คุณโต้ง กล่าว

ปัจจุบัน สวนเรือนไม้ มีกำลังการผลิตกิ่งพันธุ์อยู่ที่เดือนละ 2,000-3,000 ต้น โดยใช้เทคนิคการตอนกิ่ง โดยคัดกิ่งไม่อ่อนไม่แก่ นำมาตอนกิ่ง รอไปอีก 15 วัน กิ่งที่ตอนจะเริ่มออกราก การขยายพันธุ์มะเดื่อฝรั่งมีจุดอ่อนคือ รากไม่ค่อยออกในช่วงหน้าฝน เพราะเจอปัญหาอากาศร้อนชื้น การผลิตกิ่งตอนในระยะนี้มีโอกาสรอดน้อยมาก คุณโต้งจึงตัดสินใจสร้างโรงเรือนอีแว้ปที่มีระบบควบคุมอุณหภูมิให้ต่ำกว่าภายนอก 10 องศา และควบคุมความชื้นไว้ที่ 90% ให้เหมาะสมกับการเติบโตของพืช หลังจากตัดกิ่งตอนมาปลูกลงกระถาง จะนำมาดูแลในโรงเรือนอีแว้ปสัก 1 สัปดาห์ ต้นมะเดื่อจะแตกใบอ่อนได้เร็วและออกรากได้ไวขึ้นกว่าการใช้เทคนิคการอบร้อน

ตอนนี้ หลายคนคงสนใจอยากปลูกมะเดื่อฝรั่งกันบ้างแล้ว หากต้องการสอบถามข้อมูลเรื่องการปลูกดูแลมะเดื่อฝรั่งเพิ่มเติม แวะเข้าไปพูดคุยกับคุณโต้งได้ที่ ร้านสุขเย็นการ์เด้นท์ ติวานนท์ 27 โทร. (093) 325-5149 หรือ ร้านสวนเรือนไม้ เปิดขายอยู่ในตลาดนัดจตุจักร ทุกวันพุธและพฤหัสบดี ตรงข้ามโครงการ 9 ร้านอยู่ใกล้ธนาคารกสิกรไทย โทร. (087) 760-6153, (082) 359-2392, (คุณตั้ม) หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.welovefig.com

 

สวท. – มจธ. ถ่ายทอดองค์ความรู้ รักษาตำนาน “ส้มบางมด”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048010358&srcday=2015-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 594

เทคโนโลยีการเกษตร

สุจิต เมืองสุข

สวท. – มจธ. ถ่ายทอดองค์ความรู้ รักษาตำนาน “ส้มบางมด”

เมื่อเอ่ยถึง “บางมด” หลายคนอาจคุ้นหู เพราะในอดีตถือเป็นแหล่งกำเนิดของส้มเขียวหวานบางมด หรือที่เรียกกันสั้นๆ ติดปากว่า “ส้มบางมด” ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นส้มที่มีรสชาติอร่อยที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุดในประเทศไทย ด้วยเสน่ห์ตรงรสชาติที่หวานแหลมอร่อย ไม่เหมือนส้มเขียวหวานทั่วไป

ส้มบางมดแท้ๆ จะสังเกตได้จากผลจะกลมแป้น และผิวจะมีลายเหมือนสีหมากสุก ผิวจะมีสีเขียวอมเหลืองถึงเหลืองเข้ม ถ้าแก่จัดๆ จะมีสีออกส้มแดง เปลือกจะบางนิ่ม ไม่แข็ง ขั้วจะสด เก็บไว้นาน 5-6 วัน ไม่เน่า ซังนิ่ม ฉ่ำน้ำ รสชาติจะหวานจัดอมเปรี้ยวเล็กๆ ถือเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นที่เหนือกว่าส้มเขียวหวานจากที่อื่นทั่วไป

อีกทั้งแม้ว่าจะมีการนำกิ่งพันธุ์ส้มบางมดไปปลูกยังพื้นที่อื่นๆ กันมาก แต่ก็ไม่ได้รสชาติที่หวานเป็นเอกลักษณ์เหมือนส้มบางมด จึงทำให้ส้มเขียวหวานบางมดเป็นที่ต้องการของตลาด

แต่ต้องบอกว่า ส้มบางมดแท้นั้น ปัจจุบันหากินได้น้อยลงทุกที และผลผลิตของส้มเขียวหวานบางมดที่ขายอยู่ตามตลาดนั้นเมื่อชิมแล้วจะมีรสชาติไม่หวานอร่อยเหมือนส้มบางมดแท้ๆ เพราะมาจากคนละพื้นที่

จึงไม่แปลกที่ทำให้คนส่วนใหญ่เกิดความเข้าใจผิดว่า “ส้มบางมด” นั้น ได้ปิดตำนานลงแล้ว

เหตุที่ทำให้ส้มบางมดคลายชื่อเสียงลง ไม่ใช่เพราะไม่มีผู้บริโภค แต่เหตุผลที่แท้จริงนั้นคือ แหล่งเพาะปลูกส้มบางมดประสบปัญหาน้ำท่วมหนักหลายต่อหลายครั้ง ทำให้ต้นส้มถูกน้ำท่วมเป็นเวลานาน เกิดความเสียหาย รากเน่าจนล้มตายในที่สุด เกษตรกรชาวสวนส้มบางมดขาดทุน ประสบภาวะล้มละลาย หลายคนต้องตัดใจขายที่ ละทิ้งถิ่นฐาน ย้ายออกไปทำกินยังพื้นที่อื่นกันเป็นจำนวนมาก จนแทบไม่เหลือสวนส้มให้เห็นอีก ประกอบกับความเจริญของเมืองเข้ามา ทำให้พื้นที่ที่เคยเป็นสวนส้มที่ถูกทิ้งร้าง กลายเป็นบ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม และโรงงานต่างๆ

แต่ก็ใช่ว่า จะไม่หลงเหลือชาวสวนส้มบางมดแท้ๆ ที่ยังมีใจรักและมีความผูกพันต่อสวนส้มบางมด ณ วันนี้ ยังมีเกษตรกรชาวสวนส้มบางมดบางราย ที่ได้หวนกลับมาพลิกฟื้นพื้นดินให้สวนส้มบางมดยังคงมีต่อไป ที่ทำให้ผู้บริโภคยังได้มีส้มบางมดแท้รสชาติอร่อยๆ ได้กินกัน เพราะส้มบางมดที่หวานอร่อยต้องมาจากที่บางมดเท่านั้น

นายสมทบ พรหมมาศ หรือ ลุงมวล เจ้าของสวนส้มอมร เล่าว่า ทำสวนส้มบางมดมาตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ แต่พอประสบปัญหาน้ำเค็มเมื่อปี 2534 ก็เลิกไปสักพัก เพิ่งกลับมาใหม่ไม่นาน โดยเริ่มจากปลูกกล้วยไม้ก่อน เพราะขณะนั้นกล้วยไม้มีราคาดี เป็นที่ต้องการของตลาดส่งออก และกลับมาลองปลูกส้มบางมดรวมกับพืชอื่นๆ อีกครั้งเมื่อ ปี 2552

โดยแบ่งพื้นที่ 7 ไร่ สำหรับปลูกเป็นสวนเกษตรผสมผสาน ซึ่งก็มีทั้งมะนาว กล้วย และส้มบางมด ที่เหลืออีก 5 ไร่ ยังคงปลูกกล้วยไม้ แม้จะมีต้นทุนสูงแต่ก็มีบริษัทส่งออกมารับซื้อถึงที่ ส่วนสาเหตุที่กลับมาทำสวนส้มบางมดก็เพราะใจรัก จึงอยากให้ส้มบางมดกลับมาอีกครั้ง

แม้จะมีประสบการณ์ในการปลูกส้มบางมดมาก่อน แต่อุปสรรคปัญหาในการปลูกส้มบางมดก็ไม่ต่างจากเมื่ออดีตมากนัก ลุงมวล บอกว่า “เดี๋ยวนี้ปลูกส้มต้องใช้ต้นทุนสูง กิ่งพันธุ์ต้องไปซื้อจากบางกอกน้อย เพราะที่นั่นเขาจะตอนกิ่งพันธุ์ส้มเขียวหวานขายอย่างเดียว เราซื้อมาปลูกตอนนั้น กิ่งละ 30-40 บาท แต่ตอนนี้ราคาปรับเพิ่มสูงขึ้น กิ่งละ 50-100 บาท และต้นส้มที่ปลูกแล้วก็ต้องคอยดูแล คอยฉีดยา รดน้ำ ใส่ปุ๋ย ตัดหญ้า

ส้มต้นหนึ่งกว่าจะออกผลผลิตให้เก็บได้ต้องรอนานถึง 3 ปี ซึ่งที่สวนอมรจะเก็บปีละ 4 รุ่น

พร้อมแนะว่า ถ้าต้องการส้มพิเศษที่มีรสชาติดีที่สุดต้องส้ม เดือน 12 หรือส้มปี จะได้ส้มที่หวานอร่อยมากๆ

ส่วนช่วงที่ขายได้ราคาดีคือ ช่วงเทศกาลสำคัญๆ ของคนจีน เช่น ตรุษจีน สารทจีน ฯลฯ

ลุงมวล บอกอีกว่า นอกจากกิ่งพันธุ์แล้ว ยังมีค่าปุ๋ย ค่ายา ซึ่งแต่ละเดือนชาวสวนส้มต้องซื้อปุ๋ยและยามาฉีดพ่นเพื่อไล่แมลงศัตรูพืช อาทิ เพลี้ยไฟ ไรแดง หนอน แต่ที่ดื้อยามากที่สุดคือ เพลี้ยไฟ ยิ่งต้องใช้ยาฉีดพ่นมากขึ้น ค่าใช้จ่ายต่อเดือนสูงถึงกว่า 20,000 บาท

ซึ่งตนเองก็ต้องการหาวิธีอื่น แต่ก็ไม่รู้ว่าต้องใช้อะไรแทนเพื่อลดต้นทุน เพราะก็รู้ว่าการใช้ปุ๋ยและยาเคมีมากๆ อาจทำให้ดินมีปัญหา แต่ก็ไม่รู้ว่ามีปัญหาอะไรและต้องแก้ไขอย่างไร เพราะที่ผ่านมาถามใครก็ไม่มีใครให้คำแนะนำได้

แต่ปัญหาหนักที่สุดคือ เรื่องน้ำ เพราะส้มต้องอาศัยน้ำ พอหน้าแล้งน้ำจืดในท้องร่องเหลือน้อยไม่พอรด และยังต้องประสบกับปัญหาถูกน้ำเค็มรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่สวนส้ม

ทุกวันนี้ต้องลุ้นว่า น้ำเค็มหรือเปล่า เพราะถ้าเจอน้ำเน่า น้ำเสีย ยังพอใช้รดได้ แต่ถ้าเจอน้ำเค็ม ส้มตายหมด!!

ลุงมวล กล่าวว่า หลังจากที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เข้ามาสำรวจและสอบถามถึงปัญหา จึงได้ขอเข้ารับคำปรึกษาแนะนำและความช่วยเหลือจาก มจธ. โดยเฉพาะองค์ความรู้ทางวิชาการที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรในเรื่องของวิธีการแก้ปัญหาดินเป็นกรด การแนะนำให้ใช้พืชสมุนไพรและการทำสารชีวพันธุ์เพื่อใช้ในการจัดการกับแมลงศัตรูพืชแทนการใช้ปุ๋ยและยาที่เป็นสารเคมีราคาแพง ทำให้ลดค่าใช้จ่ายลงได้ จาก 20,000 บาท ต่อเดือน เหลือ 5,000 บาท ต่อเดือน และสอนวิธีการตอนกิ่งพันธุ์ส้มเขียวหวาน

ปัจจุบัน เราไม่ต้องไปซื้อกิ่งพันธุ์จากบางกอกน้อย สามารถตอนกิ่งพันธุ์ได้เอง ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการทำสวนส้มลงแล้ว ยังสามารถผลิตขายเป็นรายได้เสริมให้กับครอบครัวได้บ้าง

ในช่วงที่ชาวสวนส้มบางมดกำลังประสบปัญหาเรื่องของผลผลิตที่ในปีนี้อาจได้ผลไม่เต็มที่ เพราะยังคงประสบกับปัญหาน้ำเค็มสะสมมาเป็นเวลานาน ยิ่งหลังหน้าฝน ชาวสวนส้มจะขาดน้ำจืดใช้รดต้นส้ม ซึ่งจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือหรือได้รับการเหลียวแลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเปิดปิดประตูระบายน้ำแต่อย่างใด

ส่วนสาเหตุที่ยังไม่เลิกใช้ยาและปุ๋ยเคมี ลุงมวล อธิบายว่า ยังจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยและยาฉีดพ่นบ้าง สลับกับการใช้สารชีวพันธุ์ หรือสารสกัดจากพืชสมุนไพร เพื่อไม่ให้เกิดการดื้อยา เป็นวิธีการปราบศัตรูพืชแบบผสมผสาน ตามคำแนะนำของมหาวิทยาลัย แต่ยังมีสิ่งที่ได้เพิ่มจากการเข้ามาของนักวิชาการ มจธ. นอกจากให้ความรู้ตามหลักวิชาการแล้ว ยังเป็นแรงจูงใจให้เราเริ่มปลูกพืชสมุนไพรในพื้นที่สวน อาทิ แสยก ละหุ่ง สะเดา ขอบชะนาง พริก ข่า ตะไคร้หอม ฯลฯ นอกจากนี้ สมุนไพรบางชนิดยังใช้เป็นเครื่องปรุงรสสำหรับทำกับข้าว ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะไม่ต้องไปหาซื้อที่ไหน

ด้าน นางวาสนา มานิช นักวิจัย สังกัดศูนย์วิจัยและบริการเพื่อชุมชนและสังคม สำนักวิจัยและบริการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า การดำเนินการของมหาวิทยาลัยดังกล่าว เป็นการนำองค์ความรู้เข้าไปประสานและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับชาวสวนส้มที่ประสบปัญหาใน 5 ส่วนหลักๆ คือ เรื่องดิน น้ำ การจัดการศัตรูพืช พันธุ์พืช และการซ่อมบำรุงเครื่องมือทางการเกษตร

ซึ่งในการแก้ปัญหาของชาวสวนส้มที่ผ่านมา จะเป็นการนำภูมิปัญญาประกอบกับประสบการณ์มาใช้ในการแก้ปัญหา แต่ยังขาดความถูกต้องในทางวิชาการ เราจึงเป็นเพียงผู้นำความรู้เข้าไปช่วยเติมเต็มให้กับเกษตรกร เพื่อนำไปต่อยอดและประยุกต์ใช้ต่อไป สำหรับลุงมวล หลังจากได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้จนครบหลักสูตรแล้ว ลุงมวลสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปถ่ายทอดส่งต่อให้กับเกษตรกรด้วยกันได้ ปัจจุบันสวนอมรได้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้การทำเกษตรแบบยั่งยืนที่มีเกษตรกรโดยเฉพาะชาวสวนส้มในพื้นที่และละแวกใกล้เคียงเข้ามาศึกษาเรียนรู้ และเกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการทำการเกษตร ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการรวมกลุ่มของเกษตรกรชาวสวนส้มในพื้นที่ให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น

แม้อุปสรรคปัญหาของชาวสวนส้มบางมดจะได้รับความช่วยเหลือจากสถาบันการศึกษาในการถ่ายเทคโนโลยีและองค์ความรู้เข้าไปตอบโจทย์ชาวสวนส้มบางมดจนสามารถแก้ไขปัญหาได้เกือบทุกด้านแล้ว แต่ปัญหาสำคัญที่สุด คือเรื่องน้ำ ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ชาวสวนส้มบางมดรอคอยความช่วยเหลือจากกรุงเทพมหานคร ให้เร่งติดตามแก้ไขปัญหาการรุกของน้ำเค็ม ซึ่งชาวสวนส้มบางมดขอเพียงเปิดให้ประตูระบายน้ำเพื่อผลักดันน้ำเค็มออกและดูดน้ำจืดกลับเข้าร่องสวนโดยด่วน

…มิเช่นนั้น…อาจต้องปิด “ตำนานส้มบางมด” ไปตลอดกาล!!

 

ชิมสตรอเบอรี่ “อุทัยธานี” ฝีมือหนุ่มกะเหรี่ยง บัณฑิตราชภัฏ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05051010358&srcday=2015-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 594

เทคโนโลยีการเกษตร

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

ชิมสตรอเบอรี่ “อุทัยธานี” ฝีมือหนุ่มกะเหรี่ยง บัณฑิตราชภัฏ

“อุทัยธานี” เป็นอีกเมืองที่มีแหล่งท่องเที่ยวมากมายหลายจุด อาทิ มรดกโลกอย่าง “ห้วยขาแข้ง”

แต่เชื่อว่าบางคนคงไม่รู้ว่าที่นี่มีไร่สตรอเบอรี่ด้วย ซึ่งเพิ่งเริ่มปลูกกันไม่กี่ปีมานี้

โดยหน่วยราชการในจังหวัดส่งเสริมให้ปลูกกัน ที่ตำบลแก่นมะกรูด อำเภอบ้านไร่ อันเป็นพื้นที่สูงอยู่เหนือระดับน้ำทะเล ประมาณ 600-800 เมตร ฉะนั้น ใครที่ไปเที่ยวที่แก่นมะกรูดในช่วงหน้าหนาวจะได้เห็นไร่สตรอเบอรี่ออกลูกแดงเต็มไปหมด

“คุณเผด็จ นุ้ยปรี” นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุทัยธานี เกริ่นให้ฟังว่า พื้นที่ตำบลแก่นมะกรูด ประกอบไปด้วย 4 หมู่บ้าน ตั้งแต่ หมู่ที่ 4 บ้านอีมาดอีทราย, หมู่ที่ 3 บ้านใหม่คลองอังวะ, หมู่ที่ 1 บ้านใต้, หมู่ที่ 2 บ้านคลองเสลา มีพี่น้องกะเหรี่ยงประมาณ 700 กว่าครัวเรือน รวม 1,800 กว่าคน เป็นพื้นที่ของป่าสงวนฯ ที่ต่อแนวป่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ประชากรส่วนใหญ่อยู่มาแต่ดั้งเดิม ทำอาชีพเพาะปลูก พืชส่วนใหญ่เป็นข้าวไร่ ช่วงหลังมีข้าวโพด มันสำปะหลัง

สิ่งที่ทำให้เกิดปัญหามากคือ ข้าวโพด เพราะเมื่อเก็บผลผลิตเสร็จแล้วเผา ทำให้เกิดไฟไหม้ลามทุกปี จนเขาโกร๋นไปเรื่อยๆ จึงคิดว่า ทำอย่างไร ที่จะให้พี่น้องกะเหรี่ยงหยุดปลูกพืชเชิงเดี่ยว โดยร่วมกับสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ที่มี ม.ร.ว. ดิศนัดดา ดิศกุล เป็นประธาน พัฒนาพื้นที่นี้โดยเฉพาะ ซึ่งมีอยู่ 2 แนวทางด้วยกัน คือ แนวทางแรก เรื่องของไม้ผล ไม้ยืนต้น แนวทางที่สอง เรื่องของการปลูกสตรอเบอรี่ ซึ่งเป็นพืชที่สร้างรายได้ในพื้นที่น้อย คือ 1 ไร่ สามารถสร้างรายได้ให้ได้ประมาณ 1 แสนกว่าบาท

ปลูกรอบสอง ผลผลิตใช้ได้

โชคดีคณะสื่อมวลชนจากส่วนกลางได้ไปดูไร่สตรอเบอรี่ที่แก่นมะกรูด ของ “คุณสีฟ้า กรึงไกร” หนุ่มกะเหรี่ยงโปว์ รูปหล่อวัย 20 กว่าปี มีดีกรีจบปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี สาขาพัฒนาชุมชน แต่ไม่เคยไปทำงานที่ไหนมาก่อน ตัดสินใจมาช่วยพ่อแม่ทำเกษตรที่แก่นมะกรูดโดยตรง

ช่วงที่ไปนั้น เป็นช่วงต้นฤดูสตรอเบอรี่ยังออกลูกไม่มาก แต่ก็มีลูกใหญ่ให้เห็นกัน และยังได้ชิมสดๆ จากไร่ที่นี่ด้วย

คุณสีฟ้า เล่าว่า พ่อแม่ทำสวนยางอยู่ 18 ไร่ ปลูกมันสำปะหลัง 10 กว่าไร่ ข้าวโพด 5-6 ไร่ และแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งมาปลูกสตรอเบอรี่

เหตุผลที่เขาไม่ไปทำงานที่อื่น เจ้าตัวให้เหตุผลว่า เพราะเห็นช่องทางและโอกาสในการทำเกษตรที่ดีกว่าการทำงานทั่วไป แม้การทำงานในเมืองจะได้ความมั่นคง แต่ทำเกษตรมีอิสระกว่า และถ้ามีความตั้งใจก็น่าจะโอเคกว่า โดยเริ่มปลูกสตรอเบอรี่ตอนเดือนสิงหาคม 2557 ซึ่งเป็นรอบที่ 2 เมื่อ 4 ปีก่อน ก็ปลูกไปแล้ว 1 รอบ แต่เว้นช่วงไป 2 ปี เพราะไปบวช พอปีที่แล้วมีการบูมขึ้นมาอีกครั้ง จึงกลับมาปลูกใหม่

คุณสีฟ้า บอกว่า 4 ปีที่แล้ว ปลูกสตรอเบอรี่เกือบไร่ เพราะได้ต้นพันธุ์ช้า เลยทำให้ผลผลิตในช่วงแรกๆ ไม่ดีนัก และเป็นการปลูกครั้งแรกที่ไม่ใช่มืออาชีพ เหมือนเป็นการลองผิดลองถูก เรียกว่า ความรู้ยังไม่ถึง ประสบการณ์ยังไม่ได้ อีกทั้งไม่รู้จะไปขายที่ไหน แม้ออกนอกฤดู ขายกิโลกรัมละ 200 บาท ก็ไม่มีคนซื้อ เพราะแพง พอลดราคามาอยู่ที่ 150 บาท จึงขายได้ แต่ไม่นานอากาศเริ่มเปลี่ยน แดดเริ่มร้อน อีกอย่างไม่ค่อยมีเวลา เนื่องจากปลูกผักหลายอย่างมาก ทำให้ไม่ค่อยได้ดูแลสตรอเบอรี่เท่าไร

พันธุ์สตรอเบอรี่ที่คุณสีฟ้านำมาปลูกเป็นพันธุ์ 306 ซึ่งทางหน่วยราชการของจังหวัดอุทัยธานีนำมาให้ คุณสีฟ้า บอกว่า ถ้าไปซื้อพันธุ์เองก็ไม่คุ้มที่จะปลูก เพราะยังไม่มีประสบการณ์ และในการปลูกครั้งแรกใช้ยากันเชื้อราแค่ครั้งเดียว ตอนที่ติดลูก

ออกลูกจนถึงกลางเดือนมีนาคม

ในการปลูกเมื่อปลายปีที่ผ่านมา คุณสีฟ้า แจงว่า ใช้พื้นที่ประมาณ 1 ไร่ และพอมีประสบการณ์มาแล้ว แต่ไม่ถึง 100% ยังต้องลองผิดลองถูกอยู่ เพราะเวลาที่เจ้าหน้าที่เกษตรมาบอกบางครั้งก็ใช่ แต่ยังมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ต้องอาศัยประสบการณ์เข้ามาช่วย

“ผมได้พันธุ์มาเดือนสิงหาคม ปี 2557 พอเดือนธันวาคม เราเห็นมันออกลูกก็โอเคกว่าการปลูกครั้งแรก แต่ที่จริงควรจะออกลูกเกือบทุกแถว แต่ตอนแรกออกไม่ครบ อาจจะเป็นเพราะว่ามีช่วงหนึ่งผมแต่งกิ่งข้างล่าง พอแต่งใหม่ก็ไม่ออกลูกอีก ถางหญ้าเสร็จเลย ให้อดน้ำ ประมาณ 4-5 วัน แล้วให้ปุ๋ย ให้น้ำ แล้วฉีดให้มันมีดอก สรุปว่าชุดที่ผมแต่งใบมันไม่มีดอก ส่วนชุดที่ผมไม่แต่งใบมันมีดอก เป็นชุดที่จ้างเขาถางหญ้า ปรากฏว่าออกดอกดี ดังนั้น ถ้าอยากให้มันออกดอกก็อย่าเพิ่งไปแต่งใบ คือถ้ามีการสร้างใบใหม่จะไม่มีดอก อันนี้เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ได้เรียนรู้”

คุณสีฟ้า เล่าด้วยว่า ความที่ปลูกก่อนเกษตรกรรายอื่นในแก่นมะกรูด คือปลูกในเดือนสิงหาคม ส่วนรายอื่นปลูกในเดือนตุลาคม จึงทำให้สตรอเบอรี่ออกลูกก่อนคนอื่น และจะเก็บดอกออกบางส่วน เพื่อเลี้ยงให้ต้นใหญ่ก่อน

“ลูกสตรอเบอรี่ของผมขนาดใหญ่ใช้ได้ ถ้าคิดเป็นเกรด ก็ให้ B-A ด้วยซ้ำไป ตอนเดือนธันวาคมทยอยขาย ตกกิโลกรัมละ 300 บาท คือ ผมคัดเกรดลูกสวย ส่วนลูกใหญ่จะเพิ่มขึ้นเป็น กิโลกรัมละ 400 บาท ซึ่งคนอื่นขาย 300 กว่าบาท อยู่แล้ว ช่วงฤดูหนาวนักท่องเที่ยวขึ้นมาทุกวันอยู่แล้ว แต่ตอนช่วงต้นเดือนธันวาคมสตรอเบอรี่ไม่ค่อยมี ก็ยังสามารถทำราคาได้ และคาดว่าจะมีขายไปจนถึงกลางเดือนมีนาคม โดยจะมีคนมารับซื้อ กิโลกรัมละ 250 บาท แล้วไปขาย 300 บาท”

เล็งทำเป็นโฮมสเตย์

อย่างไรก็ตาม คุณสีฟ้ายอมรับว่า ยังเป็นสตรอเบอรี่ที่ยังใช้สารเคมีอยู่ แต่เป็นลักษณะปลอดภัย ซึ่งได้ฉีดสารเคมีกันเชื้อราที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ทางรัฐบาลญี่ปุ่นยอมรับกับเชื้อราตัวนี้

คุณสีฟ้าอธิบายสาเหตุที่ต้องฉีดกันเชื้อราว่า เพราะเป็นโรคลูกเน่า เนื่องจากโดนฝน และทำให้ลูกไม่ออก ซึ่งเจ้าหน้าที่เกษตรบอกว่า เกี่ยวข้องกัน ถ้าฝนตกจะทำให้สตรอเบอรี่ไม่มีลูก

ในการปลูกสตรอเบอรี่ครั้งนี้ คุณสีฟ้าระบุว่า ผลออกมาเป็นที่น่าพอใจถ้าเทียบกับการปลูกครั้งแรกเมื่อ 4 ปีที่แล้ว เพราะตอนนั้นกู้เงิน ธ.ก.ส. มา 30,000 บาท แต่ขายได้ไม่ถึงหมื่น ถือว่าไม่คุ้ม ส่วนปีนี้ ลงทุนไปแล้วเกือบหมื่นบาท ยังไม่ได้คิดค่าแรง คิดง่ายๆ แปลงหนึ่งอย่างน้อยต้องขายได้ 50,000 บาทขึ้น ถึงจะคุ้ม เพราะคิดรวมทั้งหมดค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 50,000 บาท ซึ่งถ้าซื้อต้นพันธุ์ในจำนวนน้อย ตกต้นละ 10 บาท

ตอนช่วงฤดูหนาวมีผู้คนจำนวนไม่น้อยแวะเข้าไปดูไร่สตรอเบอรี่ของคุณสีฟ้า และถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน เพราะได้เห็นได้จับต้องและได้กินสตรอเบอรี่กันด้วย ที่สำคัญฉากหลังที่เป็นภูเขาสวยงามมาก ถ่ายรูปออกมาแล้วถ้าไม่บอก ผู้คนอาจจะนึกว่านี่เป็นไร่สตรอเบอรี่ที่อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่

ที่ผ่านมาคณะทัวร์บางคณะ อย่างบริษัท ฟูจิทัวร์ ก็ได้พาลูกทัวร์ไปที่นั่นหลายครั้ง พร้อมกับการแสดงของเด็กๆ กะเหรี่ยงที่น่ารัก แถมด้วยการชิมขนมพื้นเมืองของเผ่า และจิบน้ำสมุนไพรร้อนๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

คุณสีฟ้า บอกด้วยว่า ตอนแรกคิดจะทำไร่สตรอเบอรี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเหมือนกัน แต่ต้องดูองค์ประกอบหลายๆ อย่างว่า พร้อมไหม เช่น เรื่องเงินที่จะลงทุนทำห้องน้ำ เพราะดูพื้นที่แล้วก็มีความเหมาะสมอยู่เหมือนกัน เนื่องจากมีทิวทัศน์ วิวสวย ต่อไปคิดว่าจะทำเป็นโฮมสเตย์ ตอนนี้กำลังปลูกผักเมืองหนาว เช่น เรดโอ๊ต ปวยเล้ง หอมญี่ปุ่น ผักกาดห่อ บร็อกโคลี่ กะหล่ำหัวใจ และฟักทองญี่ปุ่น และมีโครงการจะทำสลัดบาร์เพื่อขายในช่วงปีใหม่ด้วย โดยได้ติดต่อเรื่องซื้อน้ำสลัดไว้แล้ว

ใครที่อยากลองลิ้มชิมรสสตรอเบอรี่ของอุทัยธานี ไปกันได้ที่ไร่ของ คุณสีฟ้า กรึงไกร ซึ่งเขาบอกว่า ยังคงมีลูกให้เห็นให้กินจนถึงกลางเดือนมีนาคมนี้ สนใจโทร. สอบถามได้ที่ (081) 295-4866 (อาจจะติดยากหน่อยเพราะอยู่บนภูเขา บางช่วงอาจจะไม่มีสัญญาณโทรศัพท์)

บีอีซี เดินหน้า Rice Buddy คืนความสุขให้ชาวนา

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท สำนักข่าว บีอีซี จำกัด ได้จัดให้มี “พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยความร่วมมือในโครงการคู่บุญข้าว เพื่อคืนความสุขให้ชาวนาและระดมทุนซื้อข้าวสารบริจาคบ้านเด็กกำพร้า” โดยมี คุณประสาร มาลีนนท์ กรรมการบริหาร บริษัท สำนักข่าว บีอีซี จำกัด เป็นประธานในพิธีลงนาม ร่วมกับพันธมิตร ได้แก่ คุณลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร คุณปิยะวัฒน์ มหาเปารยะ รักษาการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด คุณรังสรรค์ ทบลา ประธานกรรมการ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. บุรีรัมย์ และ คุณเต้า จำรัส ประธานกรรมการ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. พะเยา

คุณประสาร มาลีนนท์ กรรมการบริหาร บริษัท สำนักข่าว บีอีซี จำกัด ประธานในพิธี ได้กล่าวว่า “เป็นที่ทราบกันดีว่า ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทย จัดเป็นพืชอาหารหลักที่สำคัญของคนในชาติ อีกทั้งการปลูกข้าวเป็นทั้งวิถีชีวิตและอาชีพของคนในชนบท แต่ชาวนาส่วนใหญ่ยังมีฐานะยากจน ซึ่งปัญหานี้นับเป็นจุดประสงค์สำคัญของโครงการ Rice Buddy ที่ต้องการให้ชาวนาขายข้าวได้ในราคาที่สูงขึ้น โดยมีเงื่อนไขว่า ชาวนาที่เข้าร่วมโครงการต้องผลิตข้าวอินทรีย์ที่ปลอดภัยต่อสุขภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประทานข้าวที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ อีกทั้งโครงการนี้ยังเป็นการช่วยเหลือเด็กกำพร้า โดยจะรวบรวมเงินส่วนต่างทางการตลาดจากการขายข้าว กิโลกรัมละ 5 บาท เข้ากองทุนกล่องข้าวบุญ เพื่อนำไปซื้อข้าวบริจาคให้กับบ้านเด็กกำพร้าต่อไป”

คุณอัชฌา สุวรรณปากแพรก รองกรรมการผู้จัดการ สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 3 กล่าวว่า “โครงการคู่บุญข้าว หรือ Rice Buddy มีการเปิดตัวโครงการอย่างไม่เป็นทางการเป็นครั้งแรก ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2557 ที่จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อเป็นการส่งเสริมการปลูกข้าวอินทรีย์ และข้าวพันธุ์พื้นเมืองของแต่ละท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จัก ชาวนาที่จะเข้าร่วมโครงการ ต้องปลูกข้าวคุณภาพดี โดยจะได้รับส่วนต่างราคาที่ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง กรณีข้าวเปลือกหอมมะลิ อินทรีย์จะขายได้ในราคาเกวียนละ 20,000 บาท และส่วนต่างจากราคาขายกิโลกรัมละ 5 บาท จะรวบรวมเข้ากองทุนกล่องข้าวบุญ เพื่อนำไปซื้อข้าวบริจาคให้กับบ้านเด็กกำพร้า และอีกกิโลกรัมละ 5 บาท จะคืนกลับไปช่วยเหลือชาวนาไทย ส่วนผู้ซื้อข้าว Rice Buddy จะซื้อได้ในราคากิโลกรัมละ 60 บาท ซึ่งถือว่าถูกกว่าท้องตลาด ซึ่งในระยะยาวโครงการนี้จะเป็นแรงผลักดันได้ชาวนามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อีกทั้งเป็นการช่วยเหลือและสร้างประโยชน์สุขให้กับทุกๆ ฝ่าย”

สำหรับงานบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือชาวนาโดยการมีตลาดรองรับผลผลิตข้าวที่แน่นอน ส่งตรงถึงมือผู้บริโภคโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้ชาวนามีรายได้เพิ่มขึ้นและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พัฒนาการผลิตข้าวของชาวนาสู่มาตรฐานอินทรีย์ ทำให้ชาวนาและผู้บริโภคปลอดภัยจากการใช้สารเคมีและยาปราบศัตรูพืช เพื่อให้ผู้ที่มีจิตศรัทธาจะทำบุญได้สั่งซื้อข้าวจากชาวนาโดยตรง และรายได้ส่วนหนึ่งจะหักเข้ากองทุนนำไปบริจาคให้กับองค์กรการกุศลต่างๆ และเพื่อให้ผู้มีจิตอาสาช่วยเป็นสื่อกลางประสานงานการซื้อขายระหว่างผู้บริโภคกับชาวนา ถือว่าเป็นสะพานบุญเชื่อมโยงการซื้อขายข้าวตามโครงการในครั้งนี้

สำหรับผู้ที่สนใจสั่งซื้อข้าว Rice Buddy สามารถสั่งซื้อข้าวอินทรีย์ผ่านระบบซื้อขายแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อีคอมเมิร์ซ ของ ธ.ก.ส. ที่ http://www.sktbaacmaket.com หรือสั่งซื้อได้ที่ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. บุรีรัมย์ โทร. (044) 690-255, (044) 621-772 และสามารถติดตามความเคลื่อนไหวและปริมาณยอดขายรวมในการสั่งซื้อได้ทางเว็บไซต์ ครอบครัวข่าว 3 http://www.krobkruakao.com หรือ http://www.becmutimedia.com

 

ลดต้นทุนยางดิบ สู้วิกฤติราคายาง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05063010358&srcday=2015-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 594

เทคโนโลยีการเกษตร

นวลศรี โชตินันทน์

ลดต้นทุนยางดิบ สู้วิกฤติราคายาง

ในช่วงที่ราคายางลดลงเท่ากับต้นทุน ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางได้ผลกระทบอย่างรุนแรง ดังนั้น การลดต้นทุนการแปรรูปยางดิบเป็นการพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส โดยให้เกษตรกรชาวสวนยาง รวมทั้งผู้ประกอบการหาแนวทางลดต้นทุนให้ได้อย่างพอเหมาะ โดยไม่กระทบต่อคุณภาพยาง โดยเฉพาะในสภาวะที่มีการแข่งทางการค้าในระดับอุตสาหกรรมที่สูงขึ้น ในขณะเดียวกันการเปิดการค้าเสรีทำให้มีการนำเข้าสินค้ายางพาราจากต่างประเทศได้อีกด้วย

ดังนั้น การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการยางพาราโดยใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ ไม่ใช้สารปลอมปนใดๆ ใช้สารเคมีเท่าที่จำเป็น กระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน รวมทั้งการลดปริมาณของเสียในน้ำยางให้มากที่สุด จะเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากจะได้คุณภาพของสินค้าที่ได้มาตรฐานแล้ว ยังมีส่วนช่วยในการลดต้นทุนการผลิตได้อีกด้วย

คุณปรีดิ์เปรม ทัศนกุล นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสงขลา (ศูนย์วิจัยยางสงขลา) กล่าวว่า หากเกษตรกรชาวสวนยางสามารถลดต้นทุนการผลิตยางพารา ซึ่งคุณปรีดิ์เปรมได้รวบรวมและสรุปประเด็นใหญ่ๆ ในส่วนของการลดต้นทุนวัตถุดิบ สารเคมี น้ำ และพลังงาน รวมถึงการบริหารจัดการและบำรุงรักษา ถึงแม้ว่าราคายางจะตกต่ำอย่างรุนแรงในขณะนี้ เกษตรกรจะสามารถอยู่ได้และอาจมีกำไรมากกว่าในช่วงราคายางที่ตกต่ำในขณะนี้

คุณปรีดิ์เปรม ได้กล่าวเฉพาะในส่วนการลดต้นทุนวัตถุดิบ สารเคมี น้ำ และพลังงาน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจได้พอที่เกษตรกรหรือผู้ประกอบการจะสามารถยืนอยู่ได้ในภาวะยางราคาตกต่ำในขณะนี้

วัตถุดิบ ได้แก่ น้ำยางสด เป็นวัตถุดิบที่ใช้ในการแปรรูปยางดิบ น้ำยางสดสามารถแปรรูปให้เป็นน้ำยางข้น ยางแผ่นรมควัน ยางแผ่นผึ่งแห้ง ยางเครพ ยางแท่งเกรด STRXL และ STR5L

“สำหรับเกษตรกรที่มีสวนยาง ขนาดไม่เกิน 25 ไร่ ในการผลิตเป็นยางดิบ ควรใช้น้ำยางที่มีความสดมากที่สุด นั่นหมายถึงเกษตรกรไม่ต้องใช้สารรักษาสภาพน้ำยาง ซึ่งจะทำให้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น สำหรับสวนยางที่มีขนาดใหญ่ เกิน 25 ไร่ มีความจำเป็นต้องรวบรวมน้ำยางก่อนการแปรรูปเกินกว่า 6 ชั่วโมง น้ำยางจะเริ่มเสื่อมสภาพ ทำให้ยางดิบที่ผลิตได้เกิดความเสียหาย เมื่อนำไปจำหน่ายจะได้ราคาต่ำ จำเป็นต้องใช้สารรักษาสภาพน้ำยางเท่าที่จำเป็นตามชนิดของการผลิตยางดิบ และควรใช้ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ควรใส่ปริมาณมากเกินกว่าอัตราคำแนะนำ เพราะจะทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น” คุณปรีดิ์เปรม บอก

คุณปรีดิ์เปรม อธิบายว่า น้ำยางที่มีสิ่งเจือปน จำเป็นต้องกรองน้ำยางให้สิ่งสกปรกออกไปให้มากที่สุด น้ำยางที่สะอาดก็จะได้น้ำยางที่มีคุณภาพดี กรณีที่นำไปผลิตเป็นยางแผ่นรมควัน เมื่อนำไปคัดชั้นจะไม่เสียเวลาคัตติ้ง ซึ่งจะทำให้ประหยัดเวลา แรงงาน และไม่สูญเสียเนื้อยาง หรือถ้าผลิตเป็นยางแผ่นอบแห้งจะจำหน่ายในราคาสูงหรือหากผลิตเป็นน้ำยางข้นจะสูญเสียเนื้อยางน้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม น้ำยางสดที่จะนำไปผลิตเป็นน้ำยางข้น ควรมีปริมาณน้ำยางแห้งไม่ต่ำกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณกรดไขมันระเหยได้ไม่เกิน 0.07% มิฉะนั้น จะทำให้ไม่สามารถนำน้ำยางนั้นไปปั่นเป็นน้ำยางข้นตามมาตรฐานที่กำหนดได้

เติมน้ำลงในน้ำยางสดทำให้เสียราคา

คุณปรีดิ์เปรม อธิบายต่อไปว่า การเติมน้ำลงในน้ำยางสดจะทำให้ราคาจำหน่ายลดลง เกษตรกรบางรายคิดว่า การเติมน้ำลงไปในน้ำยางจะทำให้ได้น้ำหนักเพิ่มขึ้น ทำให้จำหน่ายได้เงินมากขึ้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเกษตรกรจะขาดทุนมากขึ้นไปอีก เนื่องจากโรงงานกำหนดการรับซื้อยางจากปริมาณเปอร์เซ็นต์ หากวัดปริมาณเปอร์เซ็นต์เนื้อยางแห้ง หรือที่เรียกว่า DRC ได้ต่ำกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ จะถูกหักค่าเปอร์เซ็นต์ละ 1 บาท ดังนั้น ถ้าเกษตรกรเติมน้ำลงในน้ำยางแม้จะได้น้ำหนักเพิ่ม แต่จะโดนหักราคาโดยที่ไม่รู้ตัว

คุณปรีดิ์เปรม ยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจนดังนี้ ถ้าเกษตรกรขายน้ำยางสด 100 กิโลกรัม เมื่อวัดปริมาณเนื้อยางแห้งได้ 32 เปอร์เซ็นต์ จะมีเนื้อยางแห้ง 32 กิโลกรัม การรับซื้อน้ำยางในวันนั้น กิโลกรัมละ 50 บาท เกษตรกรจะได้เงิน 1,600 บาท หากเราเติมน้ำลงไปในน้ำยางเพื่อเพิ่มน้ำหนักไปอีก 14 กิโลกรัม น้ำหนักของน้ำยางสดและน้ำรวมเป็น 114 กิโลกรัม วัดปริมาณเนื้อยางแห้งแล้วจะลดลงเป็น 28.07 เปอร์เซ็นต์ เมื่อคำนวณเนื้อแห้งแล้วเป็น 31.92 กิโลกรัม น้ำหนักหายไป 0.08 กิโลกรัม ขายได้เงิน 1,596 บาท ส่วนผู้รับซื้อจะตัดทศนิยมของเปอร์เซ็นต์เนื้อยางยางทิ้ง เหลือเพียง 28 และยังถูกหักเปอร์เซ็นต์น้ำยางต่ำอีก กิโลกรัมละ 2 บาท น้ำยาง 114 กิโลกรัม จะถูกหักเงินไป 228 บาท รวมแล้วถูกหักทั้งหมด 232 บาท จากเงินที่ควรได้รับ 1,600 บาท เกษตรกรได้รับเงินเพียง 1,368 บาท เท่านั้น ดังนั้น จึงไม่ควรเติมน้ำเพื่อเพิ่มน้ำหนักยาง นอกจากจะทำให้ขาดทุนแล้ว ยังเพิ่มภาระในการขนส่ง ค่าสึกหรอของยานพาหนะ และทำให้น้ำยางเสื่อมคุณภาพเร็วขึ้น แต่หากมีเนื้อยางแห้งสูงกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ ทางผู้รับซื้อจะให้ราคาที่ระดับ DRC เพียงแค่ 40 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น เนื่องจากเกรงว่าผู้ขายอาจเติมสารปลอมปนใดๆ ลงในน้ำยาง

ยางแห้งที่สะอาด จะได้ราคาดี

ยางแห้ง เป็นยางที่จับตัวอยู่ในรูปยางก้อนถ้วย ยางก้อน เศษยางตามรอยกรีด ยางคัตติ้ง ยางเครป มีทั้งยางที่สะอาด และยางที่มีสิ่งสกปรกปะปน ได้แก่ ดิน ทราย และเปลือกไม้ เป็นต้น ยางแห้งเหล่านี้เป็นวัตถุดิบชั้นต้น ที่นำไปแปรรูปเป็นยางเครปหรือยางแท่งเกรด STR10 และ STR20 ยางแห้งที่ขายได้ราคาดี จะเป็นยางที่สะอาดไม่มีสิ่งปลอมปนใดๆ หากมีการปะปนแล้วมองเห็นเด่นชัด ทางโรงงานจะหัก กิโลกรัมละ 5-10 บาท และถ้าเป็นสารปลอมปนชนิดร้ายแรง เช่น ยางตาย ซึ่งเป็นยางที่ผสมสารเคมีและผ่านความร้อนแล้ว เช่น ถุงมือยาง ท่อยาง เป็นต้น เป็นสิ่งปลอมปนที่ถือว่าร้ายแรง เนื่องจากทำความเสียหายให้กับผลิตภัณฑ์ ทางโรงงานจะเรียกค่าเสียหายไม่ต่ำกว่าชิ้นละ 1,000 บาท และมีมาตรการไม่รับซื้อจากเกษตรกรรายนี้ต่อไป

คุณปรีดิ์เปรม กล่าวว่า ยางแห้งที่สะอาด นำไปผลิตยางแท่งจะได้ยางแท่งเกรดสูง คือ STR10 ซึ่งใช้แรงงานน้ำและใช้เครื่องจักรหลัก เช่น Prebreaker, Creper และ Shredder ไม่เกิน 15 ตัว ทำให้ประหยัดทั้งแรงงานน้ำและพลังงานที่ใช้ หากเป็นยางแห้งที่สกปรกจะต้องมีวิธีการจัดการที่ยุ่งยากขึ้น ใช้พื้นที่ในการดำเนินงานมากขึ้น ใช้น้ำและพลังงานมากกว่าเท่าตัว โดยเฉพาะเครื่องจักรที่ต้องใช้จำนวนมากขึ้นไม่ต่ำกว่า 22 ตัว และยังได้ยางที่มีคุณภาพต่ำกว่า คือ เป็นยางแท่ง STR20 ซึ่งในกระบวนการผลิตจะต้องใช้ยางที่มีคุณภาพดีผสมเพื่อให้ได้ยางอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งหมายถึงต้นทุนและวัตถุดิบเพิ่มขึ้นอีก ทั้งโรงงานที่ผลิตยางที่มีคุณภาพต่ำ จะมีของเสียในปริมาณมากขึ้น เช่น เศษดิน ทราย เปลือกไม้ จะต้องหาที่ฝังกลบ ส่วนน้ำเสียที่เกิดขึ้นจากการผลิต จะมีค่าสิ่งสกปรกมากกว่ายางที่สะอาดกว่า 3 เท่าตัว ต้องใช้พื้นที่การบำบัดมากกว่าวัตถุดิบยางที่มีความสะอาด รวมทั้งกลิ่นเหม็นที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงมากกว่ายางที่สะอาด และต้องหาวิธีการจัดการของเสียที่เกิดขึ้น ซึ่งทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

สารเคมี ใช้เท่าที่จำเป็น

ในปริมาณที่เหมาะสม

สารเคมี เป็นตัวสำคัญที่ช่วยให้ผลการแปรรูปเป็นยางดิบชนิดต่างๆ มีคุณภาพตามมาตรฐาน

คุณปรีดิ์เปรม บอกว่า การใช้สารเคมีที่ถูกต้องและใช้เท่าที่จำเป็นในปริมาณที่เหมาะสม จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ยางดิบมีคุณภาพตรงตามความต้องการของผู้ใช้ หากใช้ในปริมาณที่น้อยเกินไปจะทำให้คุณภาพของวัตถุดิบยางเสียได้ สารเคมีที่ใช้มีสารรักษาสภาพน้ำยางและสารจับตัวยาง สารรักษาสภาพน้ำยางควรใช้ให้ตรงตามการแปรรูปยางดิบชนิดนั้นๆ ในการรักษาสภาพน้ำยางสดที่นำไปผลิตเป็นน้ำยางข้น จะใช้สารละลายแอมโมเนีย ในอัตรา 0.01-0.05 เปอร์เซ็นต์ ต่อน้ำยางสด ก่อนปั่นเป็นน้ำยางข้นควรเติมสารละลายแอมโมเนียลงไปในระดับไม่เกิน 0.4 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหากเติมมากเกินไปจะทำให้สิ้นเปลือง ในการปั่นน้ำยางข้นหากมีการใช้แอมโมเนียมากเกินไป จะทำให้ตกค้างอยู่ในหางน้ำยางในปริมาณสูง และทำให้สิ้นเปลืองกรดที่ใช้ในการจับตัวเนื้อยาง ซึ่งเป็นผลให้ต้นทุนการผลิตยางสกิมสูงขึ้น

สำหรับ ยางเกรด STRXL และ STR5L แนะนำให้ใช้สารละลายแอมโมเนีย ในอัตรา 0.05 เปอร์เซ็นต์ ร่วมกับกรดบอริก ในอัตรา 0.05 เปอร์เซ็นต์ สามารถรักษายางสดได้นานถึง 40 ชั่วโมง

คุณปรีดิ์เปรม กล่าวอีกด้วยว่า สารเคมีสำหรับจับตัวยางที่แนะนำ คือ กรดฟอร์มิก เนื่องจากเป็นสารอินทรีย์ที่ระเหยได้ง่าย ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและไม่ตกค้างในยาง การจับตัวยางแล้วรีดแผ่นภายในวันเดียว อัตราที่แนะนำกรดฟอร์มิกคือ 0.6 เปอร์เซ็นต์ ต่อน้ำหนักยางแห้ง จะมีต้นทุนการทำยางแผ่น กิโลกรัมละ 0.31 บาท แต่ถ้ารีดยางในวันรุ่งขึ้น จะใช้กรด ในอัตรา 0.4 เปอร์เซ็นต์ ต่อน้ำหนักยางแห้ง สามารถลดต้นทุนไปได้ 0.10 บาท ดังนั้น หากทำยางแผ่นได้วันละ 1,000 กิโลกรัม จะประหยัดไปได้วันละ 100 บาท หรือเดือนละ 3,000 บาท

“ส่วนใหญ่เกษตรกรมักใช้กรดซัลฟูริกในการทำยางแผ่น เนื่องจากมีต้นทุนต่ำและมักเร่งรีบในการจับตัวยางแผ่นดิบที่ได้ จึงมีความยืดหยุ่นน้อยกว่ายางแผ่นที่จับตัวในวันรุ่งขึ้น กรดซัลฟูริกมีต้นทุนเฉลี่ย กิโลกรัมละ 0.16 บาท แต่มีข้อเสียตรงที่ยางแผ่นมีสีคล้ำ หากใช้มากเกินไปจะทำให้ยางแผ่นเหนียว แห้งช้า โอกาสที่ยางขึ้นรามีมากกว่าการใช้กรดฟอร์มิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกษตรกรนำยางไปตากแดด ยิ่งทำให้ยางเสียคุณภาพ จะจำหน่ายได้ในราคายางคุณภาพคละ ซึ่งมีราคาต่ำกว่ายางคุณภาพดี เฉลี่ยกิโลกรัมละ 1.20 บาท”

น้ำ เป็นต้นทุนที่สำคัญ

ในการผลิตยางแผ่นดิบ

น้ำ ที่ใช้ในกระบวนการผลิตยางแผ่นดิบ ยางแผ่นรมควัน น้ำยางข้น และยางแท่ง มีปริมาณการใช้น้ำเฉลี่ย 2, 3, 4 และ 16 ลูกบาศก์เมตร ต่อกำลังการผลิตยาง 1 ตัน สำหรับยางแท่ง STR 10 เป็นยางที่สะอาดกว่ายางแท่ง STR 20 ซึ่งมีปริมาณการใช้น้ำ เฉลี่ย 16 ลูกบาศก์เมตร ต่อตัน ส่วนยางแท่ง STR 10 มีปริมาณการใช้น้ำ เฉลี่ย 10 ลูกบาศก์เมตร ต่อยางแท่ง 1 ตัน เท่านั้น ดังนั้น โรงงานส่วนใหญ่จึงต้องวางแผนการใช้น้ำเพื่อลดต้นทุนการผลิตเพื่อที่จะได้น้ำสะอาด และที่สำคัญคือ ควรมีการปรับสภาพน้ำให้เหมาะแก่การใช้งาน อย่างไรก็ตาม การใช้น้ำอย่างประหยัดอาจทำให้ได้ยางที่ไม่สะอาด ในทางกลับกัน ถ้าใช้น้ำอย่างฟุ่มเฟือย จะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นได้

พลังงาน

กระแสไฟฟ้า เป็นต้นทุนสำคัญที่ใช้ในการขับเคลื่อนเครื่องจักรทุกชนิดในกระบวนการผลิต ยางที่มีสิ่งปลอมปนและสกปรกมาก ต้องใช้เครื่องจักรที่มีกำลังแรงสูง และมีประสิทธิภาพในการตัด บด ฉีก เฉือน สูงและมีจำนวนเครื่องมากขึ้น จะทำให้วัตถุดิบที่สกปรกมีความสะอาดและมีคุณภาพดีขึ้นได้ แต่ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง เพราะฉะนั้นการเลือกใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพดีและมีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน เช่น ยางก้อนถ้วยคุณภาพดี การใช้เครื่องจักรในกระบวนการผลิตก็ลดจำนวนเครื่องจักรลงได้

น้ำมันเชื้อเพลิง ที่ใช้ในการเผาไหม้เป็นตัวนำความร้อนทำให้ยางแห้ง ในกระบวนการผลิตยางแท่ง เชื้อเพลิงจะต้องมีคุณภาพสูง ในอดีตใช้น้ำมันดีเซล แต่ในสภาวะช่วงที่น้ำมันแพงขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น จึงมีการปรับเปลี่ยนมาใช้แก๊สธรรมชาติแทน ปัจจุบันโรงงานผลิตยางแท่งได้ใช้แก๊สธรรมชาติ แอลพีจี แล้ว ประมาณร้อยละ 95

นอกจากนี้ วิธีการลดต้นทุนการรมควันทำได้โดยใช้พลังงานทดแทนที่เป็นพลังงานธรรมชาติในการอบยางให้แห้ง โดยการนำความร้อนจากแสงอาทิตย์มาผ่านตัวกลางที่สามารถเก็บความร้อนได้ แล้วกระจายความร้อนเข้าสู่ตัวโรงอบ เช่น โรงอบพลังงานแสงอาทิตย์ ยางแผ่นที่อบได้จะมีคุณภาพดี สีสวย ไม่ขึ้นรา จำหน่ายได้ราคาสูงกว่ายางแผ่นรมควัน สามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้ 3 เท่า

คุณปรีดิ์เปรม กล่าวย้ำในที่สุดว่า ผู้ผลิตยาง ผู้ประกอบการต้องศึกษาหาแนวทางในการลดต้นทุนการผลิต การลดปริมาณของเสีย ลดปริมาณมลภาวะที่เกิดจากกระบวนการผลิต รวมทั้งการจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ย่อมทำให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุนการผลิตได้อย่างแน่นอน

สนใจขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสงขลา (ศูนย์วิจัยยางสงขลา) อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โทรศัพท์ (074) 586-725-30

 

ภูแล…สับปะรดคุณภาพ หนึ่งเดียวที่เชียงราย กรกฎาคม 15, 2015

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05038150258&srcday=2015-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 593

เทคโนโลยีการเกษตร

พัฒนา นรมาศ

ภูแล…สับปะรดคุณภาพ หนึ่งเดียวที่เชียงราย

สับปะรดภูแล…ผลไม้เศรษฐกิจสำคัญ เป็นพืชทางเลือกที่เกษตรกรนิยมปลูกและผลิตเพื่อสร้างรายได้เงินแสนเลี้ยงครอบครัว ทรงผลกลม ขนาดเล็ก เนื้อภายในผลสีเหลืองทอง กลิ่นหอม หวานปานกลาง แกนสับปะรดกรอบ กินอร่อย จึงเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคทั้งชาวไทยและเทศ สับปะรดภูแลเป็นพืชแปลก มีความโดดเด่นที่ปลูกและเจริญเติบโตได้ผลสับปะรดดี มีคุณภาพ ที่จังหวัดเชียงราย กรมทรัพย์สินทางปัญญา จึงมีประกาศเรื่องการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ สับปะรดภูแลเชียงราย ทะเบียนเลขที่ สช 49100012 เพื่อแสดงความเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญประจำถิ่นที่มีเพียงแห่งเดียวที่จังหวัดเชียงราย พืชที่ทำให้เกษตรกรยกระดับรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้มีความมั่นคงยั่งยืน วันนี้จึงนำเรื่อง สับปะรดภูแล มาบอกเล่าสู่กัน

คุณอรรถพล มนตรี นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ สำนักงานเกษตรอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เล่าให้ฟังว่า ในเขตอำเภอเมือง มีเกษตรกรปลูกสับปะรดภูแล หรือภูแลเชียงราย 222 ราย มีพื้นที่ปลูก 2,012 ไร่ อยู่ใน 3 ตำบล คือ ตำบลนางแล ตำบลท่าสุด และตำบลบ้านดู่ ดินปลูกมีความอุดมสมบูรณ์ ลักษณะพื้นที่บนภูเขาลาดเอียงเล็กน้อย อุณหภูมิ 18-25 องศาเซลเซียส สภาพแวดล้อมมีความเหมาะสมต่อการปลูกและผลิตได้ผลสับปะรดภูแลดีมีคุณภาพ

การพัฒนาคุณภาพผลผลิตสับปะรด ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกและผลิตในระบบเกษตรดีที่เหมาะสม หรือ GAP (Good Agricultural Practice) เพื่อให้ได้ผลสับปะรดดีมีคุณภาพตามมาตรฐาน ตรงกับความต้องการของตลาด และส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้สมาชิกทำกิจกรรมร่วมกันทั้งในเรื่องการระดมทุนการผลิต ซื้อ-ขาย หรือการปันผล ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพื่อความเป็นอยู่ที่มั่นคงยั่งยืน

ต้นพันธุ์สับปะรดภูแล…ที่นิยมนำมาปลูกคือ จุกและหน่อข้าง ควรเลือกที่มีขนาดเท่าๆ กัน สมบูรณ์ แข็งแรง ปราศจากโรค แล้วนำไปปลูกในแปลงเดียวกัน การปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาดี จะทำให้การติดดอกออกผลสม่ำเสมอและตัดเก็บได้พร้อมกัน

การเลือกพื้นที่ปลูก…จะเป็นพื้นที่ราบ หรือมีความลาดเอียงเล็กน้อยก็ได้ สูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 600 เมตร ดินมีอินทรียวัตถุ เป็นดินร่วนปนทราย ดินร่วนเหนียวปนทราย หรือดินปนลูกรัง มีการระบายน้ำดี มีแสงแดดส่องทั่วถึง มีน้ำฝนกระจายสม่ำเสมอ 1,000-1,500 มิลลิเมตร ต่อปี หรือพื้นที่ปลูกมีอุณหภูมิ 24-30 องศาเซลเซียส

การเตรียมแปลงปลูก…ให้ไถดะ แล้วตากแดด 20-30 วัน ไถแปร 1-2 ครั้ง ไถคราดเก็บเศษซากวัชพืชออกให้หมด ยกแปลงปลูกสูง 10-15 เซนติเมตร แปลงปลูกกว้าง 1.60 เมตร เพื่อปลูก 2 แถวบนแปลง หรือกว้าง 2.4 เมตร เพื่อปลูก 3 แถวบนแปลง ระหว่างแปลงปลูกเว้นเป็นทางเดินหรือทางระบายน้ำ กว้าง 50-80 เซนติเมตร หว่านปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักแล้วไถพรวนเพื่อย่อยดินและปรับหน้าดินในแปลงให้เสมอกันก่อนปลูก

การปลูก…สับปะรดภูแลปลูกได้ตลอดปี เมื่อเตรียมแปลงปลูกแล้ว ให้ขุดหลุมปลูกกว้าง ยาวและลึก ด้านละ 1 หน้าจอบ หรือ 30 เซนติเมตร ก่อนปลูกให้แช่ต้นพันธุ์สับปะรดด้วยสารป้องกันโรคพืช ดึงใบล่างสุดของต้นพันธุ์ออก 2-4 ใบ วางหน่อลงในหลุมปลูก เกลี่ยดินกลบ กดดินพอแน่น ระวังอย่าให้ดินกลบยอดหรือดินเข้าไปในยอดสับปะรด เพราะจะทำให้เน่าเสีย จากนั้นปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาให้ต้นสับปะรดเจริญเติบโตสมบูรณ์

การใส่ปุ๋ย…ก่อนปลูกควรรองก้นหลุมด้วยปุ๋ย สูตร 16-20-0 หลุมละ 10-15 กรัม เมื่อต้นสับปะรดอายุ 1 เดือน และ 4 เดือน ให้ใส่ปุ๋ย 46-0-0 และปุ๋ย 8-24-24 อัตรา 35 กิโลกรัม ต่อไร่ ให้น้ำพอชุ่ม เมื่อต้นสับปะรดอายุ 10 เดือน ให้ฉีดพ่นธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริมทางใบ หลังการใช้สารบังคับผล 3 เดือน ให้ใส่ปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรด์หรือโพแทสเซียมซัลเฟต อัตรา 7-10 กรัม ต่อต้น ใส่บริเวณกาบใบล่างที่มีน้ำเพียงพอ ทำให้ปุ๋ยละลายได้

การให้น้ำ…นอกจากให้ต้นสับปะรดได้รับน้ำจากน้ำฝนแล้ว ควรจัดหาแหล่งน้ำสำรองไว้เพื่อให้ต้นสับปะรดได้รับน้ำพอเพียงตลอดทั้งปี จึงจะทำให้ต้นสับปะรดเจริญเติบโตได้ผลสับปะรดดีมีคุณภาพ

การบังคับให้ออกดอก…ต้นสับปะรดมักออกดอกค่อนข้างช้าและไม่พร้อมกัน การบังคับให้ออกดอกจึงเป็นทางเลือกเพื่อช่วยแก้ปัญหา วิธีการคือ คัดเลือกต้นสับปะรดที่สมบูรณ์ อายุ 1 ปี มีทรงพุ่มกว้าง แล้วใช้สารเอทิฟอน อัตรา 10 ซีซี ผสมกับน้ำ 20 ลิตร นำไปหยอดยอดสับปะรด ยอดละ 70 ซีซี หยอด 2 ครั้ง ในเวลาเช้าห่างกัน 7 วัน หลังการใช้สารหยอด ถ้ามีฝนตกลงมาภายใน 2 ชั่วโมง ต้องหยอดใหม่อีกครั้ง เพื่อให้การบังคับการออกดอกสัมฤทธิผล

การห่อผล…เมื่อผลสับปะรดมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 8-10 เซนติเมตร ให้ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์เก่าตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมห่อผลสับปะรดโดยไม่หักจุก หรือรอให้ดอกสับปะรดแห้ง จากนั้นเด็ดส่วนที่เป็นจุกออก รวบตั้งแต่ใบล่างขึ้นมาห่อผล มัดด้วยตอกให้แน่น เมื่อผลสับปะรดแก่สุก ก็จะได้ผิวผลสับปะรดสีสวย คุณภาพดี

การเก็บเกี่ยว…ผลสับปะรดจะแก่สุกเมื่อสีเปลือกผลเปลี่ยนเป็นสีเหลืองส้ม 1 ใน 3 การตัดเก็บ ควรเป็นตอนเช้าหรือบ่ายเย็น ใช้มีดตัดที่ก้านผลให้มีก้านผลเหลือยาว 3-5 นิ้ว ตัดส่วนจุกออก วางใส่ในภาชนะ ไม่ควรวางซ้อนทับกันมากเกินไป เพราะจะทำให้ผลด้านล่างช้ำ เน่าเสีย จากนั้นนำไปเก็บไว้ในที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก พร้อมนำส่งขาย

โรคและอาการผิดปกติ ของ สับปะรดภูแล

โรคเน่า เกิดได้ทั้งที่ต้นเน่าและยอดเน่า มักพบในพื้นที่แปลงปลูกระบายน้ำไม่ดี ป้องกันได้ด้วยการยกแปลงปลูกให้สูง จัดพื้นที่ให้มีทางระบายน้ำ หรือจุ่มหน่อพันธุ์ด้วยสารป้องกันโรคเน่าก่อนปลูก

โรคเหี่ยว มีเพลี้ยแป้งเป็นพาหะ ใบจะเริ่มแสดงอาการอ่อนนิ่มสีเขียวอ่อน ปลายใบแห้งมีสีแดง หรือน้ำตาลลามลงสู่โคนใบ ต้นจะเหี่ยวแห้งและรากกุด อาการจะเด่นชัดหลังบังคับออกดอก ป้องกันได้ด้วยการเลือกนำหน่อพันธุ์จากแหล่งที่ไม่มีโรคมาปลูก เมื่อพบต้นที่เป็นโรคต้องรีบถอนไปเผาทำลายทิ้งทันที ถ้าจำเป็นต้องฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงและวัชพืชรอบๆ แปลงปลูกที่เป็นแหล่งอยู่อาศัยของเพลี้ยแป้ง ควรปฏิบัติตามคำแนะในฉลาก

ตลาด ผลสับปะรดภูแลมีการนำออกขายเป็นสับปะรดภูแลผลสดที่หน้าสวน หรือขายให้กับพ่อค้าคนกลางที่เข้ามารับซื้อ หรือขายให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ในราคาขายส่ง 25-35 บาท ต่อกิโลกรัม และมีการนำผลสับปะรดไปปอกเปลือก ตัดแต่ง ทำความสะอาด จัดใส่ถุงพลาสติก 8-10 ผล จัดวางในกล่องโฟมปิดฝาให้สนิท นำไปขายส่งในราคา 85-95 บาท ต่อกิโลกรัม และยังมีการนำผลสับปะรดไปแปรรูปเป็นน้ำสับปะรดภูแลพร้อมดื่มขายเพิ่มรายได้

ประโยชน์และคุณค่าของสับปะรด การบริโภคสับปะรดคือ ช่วยปรับความร้อนในร่างกาย มีสรรพคุณทางยา ช่วยในการขับปัสสาวะ มีสารโบรมีเลน (Bromelain) ที่นิยมนำมาหมักเนื้อสัตว์ทำให้เนื้อนุ่ม มีสารช่วยลดอาการอักเสบ มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันโรคหัวใจหรือความดัน หรือ วิตามินบี 1 ช่วยในการป้องกันอาการเหน็บชา เหนื่อยง่าย วิตามินบี 6 ช่วยในการทำงานของระบบประสาทและเม็ดเลือด หรือมีกากใย ช่วยในระบบขับถ่าย ทำให้สุขภาพดี

สับปะรดภูแล…วิถี คุณขนิษฐา วรรณคำ เกษตรกรเชียงราย

เกษตรกรเมืองเชียงราย ทำการเกษตรหลากหลายสาขา วิถีการดำเนินงานก็ต่างกัน ที่น่าสนใจและสร้างรายได้ทางเลือกหนึ่งคือ การปลูกสับปะรดภูแล หรือสับปะรดภูแลเชียงราย ยิ่งเมื่อปลูกในสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศเหมาะสม ผลสับปะรดที่ได้ดีมีคุณภาพตามมาตรฐาน มีรสหวาน อร่อย ใครได้ลิ้มลองมักชื่นชอบจนยากที่จะลืม จึงเป็นพืชสร้างรายได้ให้เกษตรกรดำรงชีพอยู่ได้อย่างมั่นคงสาขาหนึ่ง

คุณขนิษฐา วรรณคำ เกษตรกรและประธานวิสาหกิจชุมชนผลิตและแปรรูปสับปะรดโป่งพระบาท เล่าให้ฟังว่า มีอาจารย์ท่านหนึ่งได้นำพันธุ์สับปะรดพันธุ์จากจังหวัดภูเก็ตมาปลูกในพื้นที่ตำบลนางแล อำเภอเมืองเชียงราย แล้วปรากฏว่าได้ผลสับปะรดที่มีขนาดเล็กลง ไม่ฉ่ำน้ำ มีกลิ่นหอม รสชาติหวาน กรอบ อร่อย ใครได้ชิมก็ชื่นชอบ ผลสับปะรดที่ได้มีคุณภาพแตกต่างไปจากพันธุ์อื่น จึงตั้งชื่อว่า สับปะรดภูแล และก็มีเกษตรกรขยายพื้นที่ปลูก เพื่อเพิ่มผลผลิตให้เพียงพอกับความต้องการของตลาด

เมื่อปี 2547 ได้ปรับพื้นที่ปลูกสับปะรดภูแลเป็น 15 ไร่ ไปซื้อหน่อพันธุ์สับปะรดจากเพื่อนบ้าน 15,000 หน่อ ในราคาหน่อละ 50 สตางค์ นำมาปลูกครั้งแรก 5 ไร่ หลังปลูกได้ปฏิบัติดูแลรักษากระทั่งเก็บเกี่ยวนำผลผลิตออกขายเป็นรายได้ ขณะเดียวกันก็ได้ขยายพันธุ์เพื่อให้ได้หน่อนำไปปลูกให้เต็มพื้นที่อีก 10 ไร่ และเช่าพื้นที่ปลูกเพิ่มอีก 10 ไร่

การเตรียมแปลงและปลูก พื้นที่ปลูกเป็นพื้นที่เชิงเขา มีความลาดเอียงเล็กน้อย การเตรียมดินปลูกได้ไถดะ ไถแปร ไถพรวน แล้วยกร่องแปลงปลูกให้สูงเล็กน้อย ขุดหลุมปลูกกว้าง ยาวและลึก ขนาด 1 หน้าจอบ หรือด้านละ 30 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก วางหน่อพันธุ์ลงปลูก เกลี่ยดินกลบ ปลูกระยะห่างระหว่างต้น 80 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างแถว 100-120 เซนติเมตร จัดระยะระหว่างแปลงปลูกกว้าง 80-100 เซนติเมตร ให้เป็นช่องทางเดินและทางระบายน้ำ

การปฏิบัติดูแลบำรุงรักษา หลังจากปลูกสับปะรดอายุ 30 วัน ครั้งแรกได้ใส่ปุ๋ย สูตร 46-0-0 จำนวน 1 กำมือ ต่อต้น โรยหรือหว่านรอบต้นแล้วให้น้ำพอชุ่ม การใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 เมื่อต้นสับปะรดเข้าสู่เดือนที่ 5-6 ได้ใส่ปุ๋ย สูตร 46-0-0 และปุ๋ยชีวภาพ อย่างละ 1 กำมือ ต่อต้น โรยหรือหว่านรอบต้นแล้วให้น้ำพอชุ่ม การใส่ปุ๋ยครั้งที่ 3 เมื่อต้นสับปะรดเข้าสู่เดือนที่ 12 หรือเป็นช่วงที่เริ่มมีการแตกหน่อ ได้ใส่ปุ๋ย สูตร 46-0-0 และปุ๋ยชีวภาพ อย่างละ 2 กำมือ ต่อต้น โรยหรือหว่านรอบต้นแล้วให้น้ำพอชุ่ม เมื่อต้นสับปะรดเข้าสู่เดือนที่ 18 หลังจากปลูก ผลสับปะรดจะแก่สุก ก็เริ่มตัดเก็บผลผลิต และเมื่อเก็บหมดแล้วก็จะวนกลับมาดูแลใส่ปุ๋ยให้น้ำเหมือนเดิม การปลูก 1 ครั้ง ถ้าปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาดี จะมีอายุการเก็บเกี่ยวนาน 5 ปี

การให้น้ำ ในฤดูฝนได้ให้ต้นสับปะรดรับน้ำจากน้ำฝน ในฤดูแล้งหรือฝนตกทิ้งช่วงได้ให้น้ำ 1-2 ครั้ง ต่อสัปดาห์ หลังการใส่ปุ๋ยทุกครั้งต้องให้น้ำเสมอ เพื่อให้ปุ๋ยละลายลงดิน จะทำให้ต้นสับปะรดเจริญเติบโต ติดดอกออกผล และก่อนเก็บเกี่ยว 15-30 วัน ก็จะหยุดการให้น้ำ

การเก็บเกี่ยว เมื่อตาสับปะรดเริ่มเปิด 2-3 ตา ขึ้นไป หรือดูที่ผิวเปลือกเป็นสีเหลืองเข้ม 10 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นไป แสดงว่าผลสับปะรดแก่สุก วิธีเก็บได้จับที่ผลสับปะรดให้แน่น ใช้มีดคมตัดที่ก้านผลให้มีก้านเหลือติดกับผล 1 คืบ ตัดจุกออกใส่ในภาชนะ แต่ละครั้งจะตัดเก็บผลสับปะรดได้ 800-1,000 กิโลกรัม ในฤดูหนาวตัดเก็บได้นาน 6 เดือน ได้ผลผลิตราว 2,500 กิโลกรัม ต่อไร่ ในฤดูฝนตัดเก็บได้นาน 4 เดือน ได้ผลผลิตราว 1,000 กิโลกรัม ต่อไร่ ตลอดทั้งปีจะได้ผลผลิตเฉลี่ย 4,000-7,000 กิโลกรัม ต่อไร่ เมื่อตัดเก็บแล้วไม่ควรวางผลสับปะรดซ้อนทับกันนานเกินไปเพราะอาจทำให้ช้ำหรือเน่าเสีย และให้รีบนำผลสับปะรดไปส่งขายที่วิสาหกิจชุมชน

คุณขนิษฐา วรรณคำ เกษตรกรและประธานวิสาหกิจชุมชนผลิตและแปรรูปสับปะรดโป่งพระบาท เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า สมาชิกเมื่อตัดเก็บผลสับปะรดภูแลแล้ว จะนำไปขาย 16-20 บาท ต่อกิโลกรัม ที่วิสาหกิจชุมชน จะมีผู้รับผิดชอบจดบันทึกทุกกิจกรรม เป็นทางเลือกที่ทำให้สมาชิกมีรายได้แน่นอนและมั่นคงในอาชีพ

ด้านการตลาด วิสาหกิจชุมชนจะเป็นศูนย์กลางรวบรวมผลผลิตสับปะรดภูแลจากสมาชิกแล้วนำออกขาย 2 วิธี คือ ขายสับปะรดภูแลผลสด ขายส่งในราคา 30-35 บาท ต่อกิโลกรัม วิธีที่ 2 ขายสับปะรดแปรรูปพร้อมบริโภคหรือนำสับปะรดภูแลมาปอกเปลือก ตัดแต่ง ทำความสะอาด จัด 8-10 ผล ใส่ถุงพลาสติก ขนาด 10×15 นิ้ว วางในกล่องโฟมโรยทับด้วยน้ำแข็ง ปิดฝาให้สนิท ขายส่ง 85-95 บาท ต่อกิโลกรัม ตลาดที่รองรับคือ สนามบินนานาชาติแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ร้านสะดวกซื้อ หรือศูนย์จำหน่ายสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ของจังหวัดเชียงราย

การแปรรูปหรือตัดแต่งสับปะรดพร้อมบริโภค จะมีสมาชิกวิสาหกิจชุมชน 10 กว่าคนผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาทำงานทุกวัน เวลา 07.00-19.00 น. เป็นทางเลือกการเสริมสร้างรายได้ของสมาชิกในวันว่างจากงานบ้าน

การรับรองคุณภาพ ได้รับการคัดสรรเป็นผลิตภัณฑ์ ระดับ 5 ดาว ประเภทอาหาร ตามโครงการคัดสรรสุดยอด หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ปี 2555 (OTOP Product Champion) จากกระทรวงมหาดไทย ส่วนกรมวิชาการเกษตรได้มอบใบรับรองให้ คุณสมชาติ วรรณคำ เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรด อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เพื่อแสดงว่าได้รับการรับรองมาตรฐาน ระบบการวัดคุณภาพการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช (GAP พืช = Good Agricultural Practice) ปี 2547 รหัสรับรอง กษ 03-02-3624-1267-138 ชนิดพืช สับปะรด

การปลูกสับปะรดภูแล…วิถี คุณขนิษฐา วรรณคำ เกษตรกรเชียงราย เป็นการดำเนินงานด้านการปลูกและผลิตการรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน การตัดแต่ง การแปรรูป หรือการตลาด เป็นพืชที่ทำให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคงและยั่งยืน สอบถามเพิ่มเติมที่ คุณขนิษฐา วรรณคำ วิสาหกิจชุมชนผลิตและแปรรูปสับปะรดโป่งพระบาท ที่ เลขที่ 135 หมู่ที่ 18 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย โทร. (081) 112-3788 หรือ (089) 955-2705 หรือที่สำนักงานเกษตรอำเภอเมือง โทร. (053) 711-990 หรือ ที่ สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงราย โทร. (053) 152-685 ก็ได้เช่นกันครับ

 

วิสาหกิจชุมชนชัยนาม ผลิตมะม่วงแบบมืออาชีพ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05047150258&srcday=2015-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 593

เทคโนโลยีการเกษตร

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

วิสาหกิจชุมชนชัยนาม ผลิตมะม่วงแบบมืออาชีพ

ใครๆ ก็รู้ว่า จังหวัดพิษณุโลก เป็นแหล่งผลิตมะม่วงที่ใหญ่ที่สุดของภาคเหนือ และเป็นหนึ่งในทำเลทองของการปลูกมะม่วงส่งออกที่สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ ไม่ต่ำกว่าปีละ 1,000 ล้านบาท ปัจจุบัน แหล่งปลูกมะม่วงที่สำคัญของจังหวัดพิษณุโลกกระจายอยู่ในพื้นที่อำเภอวังทอง เนินมะปราง และวัดโบสถ์ มีเนื้อที่ปลูกมะม่วงไม่ต่ำกว่า 62,030 ไร่ สามารถผลิตมะม่วงได้มากกว่าปีละ 44,000 ตัน ส่วนใหญ่เป็นมะม่วงกินสุกที่นิยมในตลาดส่งออก เช่น น้ำดอกไม้สีทอง น้ำดอกไม้ เบอร์ 4 โชคอนันต์ รวมทั้งมะม่วงกินดิบ เช่น เขียวเสวย ฟ้าลั่น เพชรบ้านลาด ฯลฯ

สร้างชุมชนสวนมะม่วง

ที่เข้มแข็งในจังหวัดพิษณุโลก

ปัจจุบัน กลุ่มผู้ปลูกมะม่วงของจังหวัดพิษณุโลกจำนวนมากได้ร่วมมือร่วมใจ ภายใต้ชื่อ “กลุ่มวิสาหกิจชุมชน” เพื่อพัฒนาการผลิตและการส่งออกมะม่วง ทุกวันนี้พวกเขาเชื่อมโยงเครือข่ายทางธุรกิจกับบริษัทผู้รับซื้อโดยตรง ทำให้สามารถกำหนดราคาซื้อขายได้อย่างยุติธรรม เป็นที่พึงพอใจของทุกฝ่าย สำหรับวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกมะม่วงที่มีชื่อเสียงเป็นรู้จักกันดี ได้แก่

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนปรับปรุงคุณภาพมะม่วงส่งออกตำบลพันชาลี หมู่ที่ 16 ตำบลพันชาลี อำเภอวังทอง ที่มีเนื้อที่ปลูกมะม่วงรวมกันกว่า 2,500 ไร่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกมะม่วงส่งออกบ้านหนองหิน หมู่ที่ 11 ตำบลพันชาลี อำเภอวังทอง มีพื้นที่ปลูกกว่า 3,500 ไร่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนส่งเสริมปรับปรุงคุณภาพมะม่วงส่งออกบ้านหนองไม้ยางดำ หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านน้อยซุ้มขี้เหล็ก อำเภอเนินมะปราง มีพื้นที่ปลูก 1,500 ไร่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มปลูกไม้ผลตำบลหินลาด หมู่ที่ 7 ตำบลหินลาด อำเภอวัดโบสถ์ มีพื้นที่ปลูก 1,000 ไร่ ชมรมผู้ปลูกมะม่วงอำเภอเนินมะปราง หมู่ที่ 4 ตำบลเนินมะปราง อำเภอเนินมะปราง มีพื้นที่ปลูก 2,500 ไร่

คุณบัญญัติ ชาญฟั่น ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกมะม่วงส่งออกบ้านหนองหิน หมู่ที่ 11 ตำบลพันชาลี อำเภอวังทอง โทร. (089) 532-2255 เล่าให้ฟังว่า แต่เดิมเกษตรกรปลูกพืชล้มลุก เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง อ้อย แต่ราคาไม่แน่นอน ในปี 2544 เกษตรกรเริ่มหันมาปลูกมะม่วงกันและขายได้ราคา ทางสำนักงานเกษตรอำเภอวังทองได้ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่ม ในชื่อ “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกมะม่วงส่งออกบ้านหนองหิน” โดยถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตควบคู่ไปกับการปรับปรุงพัฒนาคุณภาพ พร้อมกับสนับสนุนการรวมกลุ่มเพื่อสร้างความเข้มแข็งและประสานงานกับผู้ส่งออก

ทางกลุ่มมีพื้นที่ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองส่งออกมากกว่า 3,800 ไร่ ในปี 2550-2552 สามารถส่งออกได้ปีละ 1,200 ตัน ปัจจุบัน มีผลผลิตส่งออกมากกว่า 3,000 ตัน ด้านการดำเนินงาน มีคณะกรรมการด้านการควบคุมการผลิตการตลาดและกองทุน สมาชิกมีการฝากออมทรัพย์อย่างต่อเนื่องทุกคน มีบริการให้สมาชิกกู้ยืมเงิน จัดประชุมเป็นประจําเดือน วันที่ 10 ของทุกเดือน

นอกจากนี้ ทางกลุ่มยังได้สร้างเครือข่ายกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกมะม่วงเพื่อการส่งออก 1. กลุ่มไม้ผลตําบลหินลาด อําเภอวัดโบสถ์ 2. กลุ่มผู้ปลูกมะม่วงบ้านหนองปรือ ตำบลบ้านกลาง อำเภอวังทอง 3. กลุ่มผู้ปลูกมะม่วงบ้านแก่งโสภา ตำบลแก่งโสภา อำเภอวังทอง 4. กลุ่มผู้ปลูกมะม่วงบ้านชัยนาม ตำบลชัยนาม อำเภอวังทอง ปีที่ผ่านมา สามารถรวบรวมมะม่วงส่งออก เป็นมูลค่ากว่า 200 ล้านบาท

วิสาหกิจชุมชน

กลุ่มมะม่วงส่งออก

ตำบลชัยนาม

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2557 กลุ่มผู้ปลูกมะม่วงบ้านชัยนาม ได้ยกฐานะเป็น “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มมะม่วงส่งออกตำบลชัยนาม” ตั้งอยู่ เลขที่ 205 หมู่ที่ 9 ตำบลชัยนาม อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก โทร. (086) 201-7269 หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องได้เข้ามาช่วยเพิ่มศักยภาพกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ได้แก่ การจัดทําระบบบัญชีกลุ่มวิสาหกิจชุมชน การจัดทําระบบควบคุมสินค้า ให้มีความถูกต้องและสมบูรณ์ การจัดทําฐานข้อมูล ทะเบียนการปลูกมะม่วง การจัดทําระบบบัญชีกลุ่ม บัญชีครัวเรือนให้ถูกต้อง รวมทั้งความรู้ด้านการตลาดและการส่งออก ฯลฯ

คุณบัญญัติ บอกว่า ปัจจุบัน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกมะม่วงส่งออกบ้านหนองหิน ทำหน้าที่เสมือนโบรกเกอร์ รวบรวมผลผลิตส่งขายให้แก่บริษัทผู้ส่งออกหลายราย ทุกวันนี้ความต้องการสินค้าแต่ละตลาดไม่เหมือนกัน สินค้าเกรดเอ ชาวสวนขายได้กิโลกรัมละ 100 กว่าบาท เป็นที่ต้องการของตลาดเกาหลี ที่นิยมมะม่วงผิวสวยไซซ์ใหญ่ ขณะที่ตลาดรัสเซียต้องการบริโภคมะม่วงไซซ์เล็ก ส่วนมะม่วงเกรดรอง ส่งออกไปขายตลาดสิงคโปร์

สำหรับวิสาหกิจชุมชนกลุ่มมะม่วงส่งออกตำบลชัยนาม นับเป็นเครือข่าย อันดับที่ 4 ในการรวบรวมมะม่วงส่งออกของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกมะม่วงส่งออกบ้านหนองหิน สินค้าหลักของชุมชนแห่งนี้คือ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองและมะม่วงน้ำดอกไม้ เบอร์ 4 ซึ่งตลาดส่งออกมีความต้องการเป็นจำนวนมาก เพราะมะม่วงชนิดนี้ได้เปรียบคู่แข่งขันในเรื่องรสชาติความอร่อย แถมราคาก็โดดเด่นกว่าคู่แข่งขันในตลาดเดียวกัน

เมื่อก่อนตลาดลูกค้าหลักคือ ญี่ปุ่น ระยะหลังมีการขยายตลาดใหม่ๆ ซึ่งผู้ซื้อต่างประเทศได้ให้การยอมรับสินค้ามะม่วงไทยมากขึ้น เช่น เกาหลี และประเทศในกลุ่มยุโรป ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงมีรายได้ที่ดีขึ้น รวมทั้งขายสินค้าได้ในราคาที่สูงขึ้น ราคาสินค้ามะม่วงน้ำดอกไม้ เมื่อช่วงเดือนตุลาคม 2557 อยู่ที่กิโลกรัมละ 135 บาท เดือนมกราคม 2558 ราคามะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง อยู่ที่กิโลกรัมละ 105 บาท หากหน่วยงานภาครัฐจะเข้ามาส่งเสริมเรื่องการปลูกมะม่วงในแหล่งอื่นๆ ก็ควรเน้นปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง โดยไม่ต้องห่วงว่าจะเกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาด เนื่องจากมะม่วงที่ปลูกอยู่ทั่วประเทศจะมีผลผลิตเข้าสู่ตลาดไม่พร้อมกัน ในแต่ละปีแหล่งปลูกมะม่วงในโซนภาคใต้จะเก็บเกี่ยวได้เป็นที่แรก หลังจากนั้นแต่ละพื้นที่จะทยอยเก็บผลผลิตไปเรื่อยๆ ก่อนไปสิ้นสุดที่จังหวัดเชียงใหม่ เป็นแหล่งสุดท้าย

สำหรับพื้นที่แห่งนี้สามารถเก็บผลผลิตได้เป็น 3 ครั้ง คือ ฤดูมะม่วง เริ่มเดือนมีนาคม-เมษายน โดยทั่วไปมะม่วงนอกฤดูของประจวบคีรีขันธ์จะเข้าสู่ตลาดเป็นแห่งแรก ตามด้วยจังหวัดพิษณุโลกเป็นอันดับสอง แต่เนื่องจากจังหวัดพิษณุโลกได้เปรียบในเรื่องสภาพภูมิอากาศ ที่นี่จึงสามารถผลิตมะม่วงนอกฤดูได้ต่อเนื่องถึง 6 เดือนเต็ม โดยเริ่มเก็บผลผลิตตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป ขณะที่พื้นที่อื่นๆ เช่น เชียงใหม่ ประจวบคีรีขันธ์ เก็บเกี่ยวมะม่วงนอกฤดูได้เพียง 2 เดือน เท่านั้น

เทคนิคการจัดการ

สวนมะม่วงส่งออก

ภายหลังการเก็บเกี่ยว เกษตรกรจะตัดแต่งกิ่ง ให้น้ำและปุ๋ย สูตร 15-15-15 ประมาณ 10-15 วัน เริ่มแทงช่อใบและนับออกไปอีกประมาณ 20 วัน จะเป็นใบเพสลาด เป็นช่วงที่เหมาะสมในการราดสารแพคโคลบิวทราโซลเพื่อกระตุ้นการออกดอก พร้อมกับให้ปุ๋ยทางใบช่วยดึงช่อดอก และต้องคอยระวังปัญหาเพลี้ยไฟ โรคและแมลงศัตรูมะม่วง

เมื่อผลมะม่วงมีขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว ต้องให้อาหารเสริม ประเภทแคลเซียม โพแทสเซียม สังกะสี สาหร่าย ฯลฯ เมื่อมะม่วงติดผล ขนาดไข่ไก่ หรือประมาณ 10-15 เซนติเมตร ก็จะห่อผลด้วยถุงคาร์บอน เพื่อป้องกันโรคแมลงและให้ผิวมะม่วงสีสวย หลังจากนั้น 40-45 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตมะม่วงจำหน่ายสู่ตลาด

คุณภาพผลผลิตที่ดี ต้องเริ่มจากการจัดการแปลงปลูกอย่างเหมาะสม จากที่เคยไปดูงานสวนมะม่วงในหลายพื้นที่ กล่าวได้ว่า แหล่งปลูกมะม่วงของที่นี่มีการดูแลจัดการที่ดีมาก เพราะเกษตรกรดูแลกำจัดวัชพืชอย่างสม่ำเสมอ ทำให้สภาพพื้นดินค่อนข้างโล่งเตียน ลดการสะสมของโรคพืชและแมลง จัดการแปลงได้ง่ายและมีต้นทุนต่ำ เพราะประหยัดค่าสารเคมี

คุณบัญญัติ บอกว่า ประมาณเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ต้นมะม่วงที่ปลูกในย่านนี้จะเริ่มแตกกิ่งและผลิใบสม่ำเสมอ หากดูแลจัดการให้สภาพต้นโปร่ง สมบูรณ์พร้อมและสภาพอากาศถ่ายเทดี การทำมะม่วงนอกฤดูไม่ใช่เรื่องยาก แค่เกษตรกรมีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับการใช้สารเคมีที่จะช่วยบังคับให้ต้นมะม่วงออกช่อได้ โดยทั่วไป การผลิตมะม่วงนอกฤดูสามารถฝืนธรรมชาติได้ไม่เกิน 20% แม้สมาชิกวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้ไม่ได้ปลูกในลักษณะสวนเกษตรอินทรีย์ แต่พวกเขาก็ใช้สารเคมีตามมาตรฐานข้อกำหนดของประเทศผู้นำเข้าแต่ละราย ยกตัวอย่าง เช่น สินค้ามะม่วงที่นำเข้าประเทศญี่ปุ่น จะต้องมีสารไซเปอร์ตกค้างได้ไม่เกิน 0.01 พีพีเอ็ม เป็นต้น

ปัญหาภัยธรรมชาติ

เป็นอุปสรรคสำคัญ

การส่งออกมะม่วงในปัจจุบัน มีปัญหาอุปสรรคจากภัยธรรมชาติที่ไม่สามารถควบคุมได้ อย่างไรก็ตาม เกษตรกรก็พยายามดูแลป้องกันโดยติดตามสถานการณ์จากกรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อวางแผนจัดการผลผลิตอย่างเหมาะสม เพื่อลดความสูญเสียให้น้อยที่สุด

ระหว่างที่เดินชมสวนมะม่วง สังเกตเห็นมะม่วงหลายต้นที่มีปัญหาโรคผลแก้วหรือผลกะเทยบริเวณปลายๆ ช่อมะม่วง จุดเด่นที่สังเกตได้ง่ายของมะม่วงกะเทยก็คือ ผลมีร่องอกและแคระแกร็น ไม่โต บางครั้งอาจจะเหลืองร่วงตั้งแต่ยังเล็ก หรือถ้าโตขึ้นมาได้ขนาดก็จะไม่เกินครึ่งของผลปกติ และมักจะแตกง่าย สาเหตุหลักส่วนใหญ่เกิดจากดอกบานในช่วงสภาพอากาศไม่เหมาะสม เช่น อากาศหนาวหรือร้อนจนเกินไป มีฝนตก หรือสภาพอากาศแห้งเกินไป ทำให้การผสมเกสรไม่สมบูรณ์ ทำให้การสร้างเมล็ดไม่สมบูรณ์ เมล็ดจะไม่เต็มทรง ผลไม่โต และร่วงหล่นในที่สุด เกษตรกรไม่อยากเจอมะม่วงผลกะเทย แต่ผู้บริโภคจำนวนมากโดยเฉพาะตลาดพม่า กลับชอบมะม่วงชนิดนี้เนื่องจากมีผลขนาดเล็ก เนื้อกรอบ รสเปรี้ยวน้อยกว่ามะม่วงเบา

 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,325 other followers

%d bloggers like this: