ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ชมสวน “ผลไม้เมืองหนาว-เลี้ยงสัตว์” แบบเกษตรพอเพียง ของ “ภูมินิยมฟาร์ม” บนดอยแม่สลอง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05062011257&srcday=2014-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 588

เทคโนโลยีการเกษตร

สาวบางแค

ชมสวน “ผลไม้เมืองหนาว-เลี้ยงสัตว์” แบบเกษตรพอเพียง ของ “ภูมินิยมฟาร์ม” บนดอยแม่สลอง

นับตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา กรมพัฒนาชุมชนได้จัดประกวดหมู่บ้านโอท็อป (OTOP Village Champion : OVC) เพื่อส่งเสริมให้ชุมชนท้องถิ่นทั่วไทยได้รวมพลัง นำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาสร้างคุณค่า สร้างอาชีพ และรายได้แก่ชุมชนท้องถิ่นทั่วไทย กรมพัฒนาชุมชนได้ทุ่มเทงบประมาณและความรู้ พัฒนาต่อยอดหมู่บ้านโอท็อปที่มีศักยภาพให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว 60 หมู่บ้าน

ล่าสุดในปีนี้ กรมพัฒนาชุมชนได้พัฒนาต่อยอดจัดทำโครงการ “สุดยอดเส้นทางท่องเที่ยวหมู่บ้านโอท็อป ด้วยการเชื่อมโยงหมู่บ้านท่องเที่ยวโอท็อปที่อยู่ใกล้เคียงกันให้สามารถส่งต่อกันได้ เพื่อให้นักท่องเที่ยวสนุกกับการท่องเที่ยวได้อย่างคุ้มค่าและช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่หมู่บ้านโอท็อปไปพร้อมๆ กัน

ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ กรมพัฒนาชุมชนเชิญชวนผู้สนใจแอ่วเมืองเหนือ ในเส้นทาง “อุ่นไอในสายหมอก” ไปสัมผัสลมหนาวร่วมกันได้ที่ หมู่บ้านสันติคีรี จังหวัดเชียงราย-บ้านยาง จังหวัดเชียงใหม่ และบ้านแม่ปิง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งแต่ละจุดมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ยังคงวิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรมชนเผ่าในชุมชน มีภูมิประเทศสวยงามและมีสถานบริการเอื้อต่อการท่องเที่ยว

สำหรับผู้ที่ใจชื่นชอบด้านการเกษตร คงจะสนุกสนานกับการท่องเที่ยวในหมู่บ้านสันติคีรี ดอยแม่สลอง จังหวัดเชียงราย เพราะที่นี่เป็นแหล่งผลิตชาคุณภาพดี และเป็นแหล่งผลิตพืชผัก ไม้ผลเมืองหนาวหลายชนิด และเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านปศุสัตว์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเลี้ยงไก่ดำพื้นเมืองและสุกรลูกผสมเหมยซาน วัตถุดิบสำคัญในเมนูอาหารจีนลื่อชื่อของดอยแม่สลอง

หากใครอยากเที่ยวและได้ความรู้ด้านการเกษตรอย่างเต็มอิ่ม ขอแนะนำให้แวะไปที่ “ภูมินิยมฟาร์ม” ของ “อาช่าย” หรือ คุณโสภณ ชีวินประภาศรี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 15 หมู่ที่ 8 บ้านป่าคาสามัคคี ตำบลแม่สลองนอก อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โทร. (081) 288-6603, (089) 954-0807, (087) 013-0404

จุดเริ่มต้นชีวิตเกษตรกร

คุณพ่อของอาช่าย เป็นหนึ่งในกลุ่มชาวจีนอพยพจากจีนแผ่นดินใหญ่ สมัยกองพล 93 ล่มสลาย มายังประเทศไทย ครอบครัวอาช่ายมาตั้งรกรากอยู่บ้านป่าคาสามัคคี โดยนำไก่กระดูกดำเข้ามาด้วย เพื่อเลี้ยงเป็นรายแรกๆ ในชุมชนแห่งนี้ ชาวจีนอพยพนิยมนำเนื้อไก่ดำไปบริโภคในลักษณะไก่ดำตุ๋นยาจีน เพื่อเป็นอาหารโปรตีนบำรุงสุขภาพแล้ว ยังใช้มูลไก่เป็นปุ๋ยอินทรีย์ในการปรับปรุงบำรุงดินและเลี้ยงไก่เนื้อออกขาย สร้างรายได้เพิ่มให้กับครอบครัวได้อีกทางหนึ่ง

ตั้งแต่วัยเด็ก อาช่ายจะช่วยพ่อแม่ทำงานทำสวน ทำไร่ ปลูกพืชหลากหลายชนิด เช่น กะหล่ำ ขิง หอมหัวใหญ่ ฯลฯ เมื่อแยกออกสร้างครอบครัวเป็นของตัวเอง อาช่ายมีที่ดินทำกิน 90 ไร่ เลี้ยงสัตว์เป็นรายได้หลัก เช่น สุกรพันธุ์พื้นเมือง ไก่กระดูกดำ สร้างผลกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ เพราะชาวเขาทั่วไปนิยมกินไก่ดำเป็นยา และใช้ประกอบพิธีกรรมต่างๆ นอกจากนี้ อาช่ายยังปลูกชา ข้าวโพด สาลี่ ท้อ ลิ้นจี่ ต้นไหน ฯลฯ มีรายได้เพียงพอสำหรับเลี้ยงครอบครัวในแต่ละปี

ต่อมา อาช่าย หันมาเลี้ยงสุกรขุน พันธุ์ลาร์จไวน์ แลนด์เรซ แต่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะใช้อาหารสำเร็จรูป ทำให้มีต้นทุนการเลี้ยงสูง ช่วงปี 2535 โครงการพัฒนาเกษตรที่สูงและสำนักงานปศุสัตว์อำเภอแม่ฟ้าหลวง ได้นำพันธุ์สุกรลูกผสมเหมยซานมาให้ชาวบ้านในท้องถิ่นแห่งนี้ได้ทดลองนำไปเลี้ยง ปรากฏว่า มีอาช่าย เพียงรายเดียวที่ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงสุกรลูกผสมเหมยซาน สามารถขยายพันธุ์แม่พันธุ์สุกรเหมยซานได้มากกว่า 50 ตัว นับเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เลี้ยงสุกรเหมยซานที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดเชียงราย

อาช่าย เล่าถึงเคล็ดลับความสำเร็จว่า เริ่มจากสร้างเล้าสุกรให้อยู่ในทิศตะวันออกและทิศตะวันตก สร้างโรงเรือนให้มีความโปร่ง อากาศถ่ายเทได้สะดวก และแสงแดดส่องถึงพื้นคอกได้ เพราะสุกรที่ไม่โดนแดดจะเติบโตได้ช้ากว่าสุกรที่ได้รับแสงแดด ควรใช้หญ้าสดพันธุ์บานากราสเป็นอาหารเสริมเลี้ยงสุกร เพื่อลดกลิ่นมูลสุกร รวมทั้งล้างทำความสะอาดคอกทุกวัน เพื่อสุขอนามัยที่ดีและช่วยกำจัดกลิ่นมูลสุกร ขยายพันธุ์โดยใช้วิธีผสมเทียม โดยซื้อน้ำเชื้อมาจากฟาร์มที่ได้รับมาตรฐานของกรมปศุสัตว์

ส่วนเทคนิคการเลี้ยงไก่ดำของอาช่าย จะเน้นเรื่องการเลี้ยงอาหาร เพื่อให้ไก่เติบโตอย่างสมบูรณ์ ขายได้น้ำหนักดี โดยทั่วไป ไก่ดำเพศเมีย อายุ 4 เดือนกว่า จะถูกใช้เป็นแม่พันธุ์ ขณะที่พ่อพันธุ์ ที่ใช้ต้องมีอายุ 5 เดือน เมื่อแม่ไก่พันธุ์วางไข่และฟักไข่ ต้องจัดหาอาหารข้นมาเสริมให้แม่ไก่ ไม่ต้องออกไปหากินไกลจากรังฟัก หลังจากลูกไก่ฟักออกมาเป็นตัวแล้ว จะปล่อยลูกไก่อยู่กับแม่ไก่ ประมาณ 2 วัน จึงค่อยแยกออกมาเลี้ยงในกรงอนุบาลที่มีแสงแดดส่องถึง ให้อาหารเม็ดสำเร็จรูป ประมาณ 2 สัปดาห์ก่อน หลังจากนั้นปล่อยไปแยกสู่กรงเลี้ยงสำหรับไก่ขุน ใช้ปลายข้าว ข้าวโพดป่น และอาหารหมูรวม เป็นอาหารเลี้ยงไก่ในกลุ่มนี้ ส่วนแม่ไก่หลังจากแยกลูกแล้ว ต้องคอยบำรุงอาหารและน้ำอย่างเต็มที่ในช่วง 1 สัปดาห์แรก หลังจากนั้นจะปล่อยให้หากินตามปกติ แม่ไก่จะเริ่มออกไข่ชุดใหม่ภายใน 15 วัน อาช่ายประสบความสำเร็จในอาชีพการเลี้ยงสัตว์ เป็นที่ยอมรับของหน่วยงานราชการ จนได้รับการคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่น ระดับชาติ ลำดับที่ 2 เมื่อปี 2544

เส้นทางทำกินในวันนี้

อาช่าย วัย 56 ปี บอกว่า ทุกวันนี้ ผมลดปริมาณการเลี้ยงสัตว์ลงทั้งหมด หลังเจอปัญหาเรื่องการตลาดในช่วงที่ผ่านมา เพราะสุกรมักเจอปัญหาราคาขึ้นๆ ลงๆ เสี่ยงต่อการขาดทุน นอกจากนี้ ในปี 2547 เกิดวิกฤตไข้หวัดนก แม้ท้องถิ่นแห่งนี้จะไม่เจอปัญหาไข้หวัดนก แต่ชาวบ้านไม่กล้ากินไก่ทำให้ขายไก่ไม่ได้ เจอปัญหาขาดทุนอย่างหนัก ผมปรับตัวหันมาลงทุนทำเกษตรพอเพียงตามแนวพระราชดำริ เน้นเลี้ยงสัตว์เพื่อบริโภคในครัวเรือน เมื่อเหลือจึงค่อยนำออกขาย ทำให้ผมทำงานได้อย่างมีความสุขเพิ่มขึ้น

ปัจจุบัน อาช่าย เลี้ยงแม่พันธุ์สุกรเหมยซาน แค่ 3 ตัว เน้นผลิตลูกสุกรส่งขายตลาดในท้องถิ่น ส่วนไก่ดำ จากเดิมที่เคยเลี้ยงไก่ดำส่งขาย เดือนละ 200 ตัว ก็ลดปริมาณการเลี้ยงไก่ลงเหลือแค่พอกินในครอบครัวก่อน เมื่อเหลือจึงค่อยนำออกขายในตลาดท้องถิ่น ปัจจุบันรายได้หลักของครอบครัวมาจากการทำเกษตรผสมผสาน ปลูกผัก ประเภทผัก ไม้ผลเมืองหนาว เช่น องุ่น ลูกไหน บ๊วย ท้อ ฯลฯ ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่โครงการหลวง ช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวอาช่ายดีขึ้น

องุ่นไร้เมล็ด คือสินค้าตัวใหม่ที่อาช่ายตั้งใจจะขยายพื้นที่ปลูกในอนาคต อาช่าย บอกว่า เจ้าหน้าที่โครงการหลวงได้สนับสนุนสายพันธุ์องุ่นไร้เมล็ดและอุปกรณ์โรงเรือน รวมทั้งสอนเทคนิคการปลูกองุ่นอย่างใกล้ชิด ทำให้องุ่นที่ปลูกจำนวน 36 ต้น สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตรุ่นแรกได้แล้ว 30 ต้น โดยเก็บผลผลิตได้มากกว่า 700 กิโลกรัม ขายในราคากิโลกรัม 120 บาท ส่วนผลผลิตรุ่นที่ 2 จะเก็บเกี่ยวได้อีกครั้งในเดือนมกราคม 2558 อาช่ายคาดว่าจะสามารถขายองุ่นได้ในราคาสูงขึ้นกว่ากิโลกรัมละ 200 บาท

สำหรับองุ่นไร้เมล็ดที่โครงการหลวงนำมาส่งเสริมให้อาช่ายปลูกก็คือ พันธุ์บิวตี้ ซีดเลส ที่ปลูกดูแลง่ายและให้ผลผลิตที่ดี มีคุณภาพ อาช่ายปลูกองุ่นในช่วงปลายฤดูฝนถึงต้นฤดูร้อน และคอยตัดแต่งกิ่งเพื่อสร้างกิ่งหลักให้ได้ภายในเดือนมกราคมถึงมีนาคม เพื่อให้กิ่งหลักที่เกิดมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและแข็งแรง ดูแลจัดทรงให้ต้นองุ่นอย่างเป็นระบบและเหมาะสม เพื่อให้องุ่นให้ผลผลิตที่ดีและสะดวกต่อการปฏิบัติดูแลรักษา

สิ่งที่อาช่ายเรียนรู้จากคำแนะนำของเจ้าหน้าที่โครงการหลวงก็คือ การตัดแต่งกิ่ง เป็นขั้นตอนสำคัญมาก เพราะจะทำให้ต้นองุ่นให้ผลผลิต และสร้างกิ่งสำหรับตัดแต่งเอาผลผลิตในครั้งต่อไป การตัดแต่ง ครั้งที่ 1 เน้นตัดยาว เพื่อมุ่งเอาผลผลิตในช่วงที่มีคุณภาพดีที่สุด คือฤดูหนาวหรือฤดูแล้ง หลังจากการจัดทรงต้นและตัดแต่งสร้างกิ่งในเดือนมกราคม กิ่งจะแก่ เริ่มตัดแต่งในเดือนสิงหาคม-ตุลาคม วิธีการตัดแต่งกิ่งแบบยาว ให้เหลือตาบนกิ่ง ประมาณ 5-10 ตา ขึ้นกับความสมบูรณ์ของตาและใช้สารไฮโดรเจนไซยาไนด์ ความเข้มข้น 5 เปอร์เซ็นต์ ทาที่ตา 2-3 ตา จากปลายกิ่งเพื่อช่วยให้แตกตา และให้ผลผลิต โดยต้องรักษาไม่ให้ตาที่อยู่โคนกิ่งแตกออกมา เพื่อไว้ใช้ในการตัดแต่ง ครั้งที่ 2 ต่อไป

ส่วนการตัดแต่ง ครั้งที่ 2 เป็นการตัดแต่งแบบสั้น เพื่อสร้างกิ่งใหม่ทดแทนกิ่งเดิมและเอาผลผลิต มักทำในช่วงเดือนมกราคม มุ่งตัดแต่งกิ่งเดิมอีกครั้งให้สั้นลง เหลือ 2-3 ตา จากนั้นพ่นสารไฮโดรเจนไซยาไนด์ ความเข้มข้น 5 เปอร์เซ็นต์ ทำลายการพักตัวของตา จะทำให้กิ่งที่เกิดใหม่ที่อยู่ใกล้กับกิ่งโครงสร้างเช่นเดิม โดยยังให้ผลผลิตได้ดี หากกิ่งที่เกิดใหม่มีจำนวนมากเกินไป จะต้องตัดแต่งกิ่งออกให้เหลือแค่กิ่งที่ต้องการเท่านั้น เมื่อกิ่งแก่ประมาณเดือนกรกฎาคม-กันยายน ก็ตัดแต่งเอาผลผลิตต่อไป โดยเป็นการตัดแต่ง ครั้งที่ 1 แบบตัดแต่งยาว วิธีการดังกล่าวจะทำให้กิ่งยืดยาว ห่างออกจากกิ่งหลัก ประมาณปีละ 5 เซนติเมตร

การเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้ผลผลิตองุ่นที่มีคุณภาพสูง ทางโครงการหลวงให้คำแนะนำแก่เกษตรกรว่า ก่อนเก็บเกี่ยว ควรเก็บผลที่ปลายช่อมาวัดความหวาน สำหรับองุ่นพันธุ์บิวตี้ ซีดเลส ในฤดูหนาวที่ผลผลิตมีคุณภาพดี จะมีความหวาน ประมาณ 18-20 องศาบริกซ์ แต่ในฤดูฝนจะมีความหวาน ประมาณ 14-16 องศาบริกซ์ ต้นองุ่นมักมีปัญหาเรื่องโรคราน้ำค้าง จากเชื้อรา วิธีป้องกันคือ ฉีดพ่นด้วย ริดโดมิลโกลด์ เอพรอล หรือ อาลีเอท ส่วนโรคราแป้งเกิดจากเชื้อรา การป้องกันกำจัดต้องตรวจสอบแปลงอยู่เสมอ และป้องกันกำจัดตั้งแต่เริ่มพบการระบาด โดยใช้สารเคมีประเภทสัมผัส เช่น คูมูลัส-ดีเอฟ ดาโคนิล และแอนทราโคล

ชา คือหนึ่งสินค้าเด่นที่สร้างรายได้หลักให้แก่ครอบครัวแห่งนี้ อาช่าย เล่าว่า ครอบครัวผมปลูกชาพันธุ์อัสสัม ที่มาจากไต้หวัน ตั้งแต่เมื่อ 40 ปีก่อน หลังจากนั้น ได้ต้นชาพันธุ์ดีมาปลูกเพิ่มเติมอีก คือ ชาอู่หลง เบอร์ 12 และชาอู่หลงก้านอ่อน เบอร์ 17 ครั้งแรกผมปลูกต้นชา โดยมีระยะห่างระหว่างต้น ประมาณ 3 เมตร เพราะต้องการนำวัวมาเลี้ยงกินหญ้าภายในสวนชา ปรากฏว่า ต้นชาโตเกินไป จึงตัดสินใจไถต้นชาทิ้ง ก่อนปลูกต้นชา รอบที่ 2

“ต้นชาเป็นพืชที่แปลกอย่างหนึ่ง จากประสบการณ์การปลูกชาของผมพบว่า สำหรับต้นชาอายุ 1 ปี หากเลี้ยงไม่รอด สามารถปลูกซ่อมได้ แต่ต้นชาอายุ 3 ปี เมื่อตายลงหากเมื่อนำชาต้นใหม่มาปลูกซ่อมในแปลงปลูกเดิม แม้จะดูแลรักษาอย่างดีเพียงใดก็ตาม ต้นชาที่ปลูกใหม่มักไม่รอดอยู่ดี ผมต้องตัดใจไถแปลงปลูกชาชุดเก่าทิ้งทั้งหมดก่อน จึงลงมือปลูกต้นชาชุดใหม่ลงไป จึงจะได้ผลดีตามที่ต้องการ” อาช่ายกล่าว

หากใครสนใจเรื่องการปลูกพืชและไม้ผลเมืองหนาว ติดต่อขอเยี่ยมชมฟาร์มได้ตามที่อยู่ข้างต้น อาช่าย ใจดีมาก ยินดีแบ่งปันความรู้ด้านการเกษตรแก่ผู้สนใจอย่างเต็มที่

พฤษภาคม 16, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

เพาะเห็ดกระด้างขาย มีรายได้เดือนละหลายหมื่น ฟาร์ม ผู้ใหญ่ประจักษ์ อันทะศรี ที่จังหวัดมหาสารคาม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05064011257&srcday=2014-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 588

เทคโนโลยีการเกษตร

อำพล ศิริคำ

เพาะเห็ดกระด้างขาย มีรายได้เดือนละหลายหมื่น ฟาร์ม ผู้ใหญ่ประจักษ์ อันทะศรี ที่จังหวัดมหาสารคาม

เห็ดกระด้าง หรือบางพื้นที่เรียก เห็ดบด หรือ เห็ดลม เป็นเห็ดที่มีรสชาติอร่อยไม่เหมือนใคร มักจะพบขึ้นตามขอนไม้ที่ตายแล้ว แต่ปัจจุบันหายาก จึงมีการนำมาเพาะเลี้ยงภายในโรงเรือน สนองความต้องการของผู้บริโภค ทำให้ผู้เพาะเลี้ยงมีรายได้และความเป็นอยู่ดีขึ้น อย่างเช่น

คุณประจักษ์ อันทะศรี อายุ 53 ปี ผู้ใหญ่บ้านบ้านหนองอุ่ม อยู่บ้านเลขที่ 66 หมู่ที่ 8 ตำบลนาสีนวน อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ที่หันมาเอาดีในการเพาะเห็ดกระด้างและสามารถยึดเป็นอาชีพเลี้ยงครอบครัวได้เป็นอย่างดี

ผู้ใหญ่ประจักษ์ ให้ข้อมูลว่า มีพื้นที่ 11 ไร่ ทำการเกษตรหลายอย่างในรูปแบบไร่นาสวนผสม แบ่งเป็นที่นา 6 ไร่ ปลูกข้าวไว้บริโภคในครัวเรือน มีสระน้ำประจำไร่นา 3 บ่อ สำหรับเลี้ยงปลานิล ปลาดุก เลี้ยงกบในกระชัง โดยมีพ่อแม่พันธุ์ 10 คู่ เลี้ยงไก่ไข่ 50 ตัว และที่สำคัญยังทำฟาร์มเห็ดด้วย ในพื้นที่ประมาณ 4 ไร่ ซึ่งเป็นอาชีพที่ทำให้มีรายได้และผลตอบแทนที่ดี

เริ่มเพาะเห็ดมาตั้งแต่ปี 2556 ที่ผ่านมา โดยมีแรงบันดาลใจมาจากชาวบ้านบ้านเหล่า ตำบลโคกพระ อำเภอกันทรวิชัย ว่าชาวบ้านเหล่าไม่มาทำงานก่อสร้างแล้ว เพราะเปลี่ยนไปเพาะเห็ดขาย ลงทุน 1 แสน ได้กำไรเท่าตัว จึงไปดูงานการเพาะเห็ดตามที่ต่างๆ หลายจังหวัด เช่น นครราชสีมา กาฬสินธุ์

จากนั้นจึงมาทำการเพาะ โดยซื้อก้อนเชื้อเห็ดมาเปิดดอกขาย โดยสร้างโรงเรือน ขนาดกว้าง 4.5 เมตร ยาว 10 เมตร ความสูงเสาข้าง 160 เซนติเมตร เสากลางสูง 190 เซนติเมตร มุงหลังคาด้วยผ้าพลาสติกสีขาวคลุมทับด้วยซาแรนสีดำ 80 เปอร์เซ็นต์ และมุงทับด้วยไพหญ้า (โดยไม่ต้องยึด) ใช้ไพหญ้าประมาณ 100 ไพ/โรงเรือน ส่วนด้านข้างล้อมด้วยผ้าพลาสติกและซาแรนสีดำ ภายในโรงเรือนทำเป็นชั้นวาง จุก้อนเชื้อเห็ดได้ 5,000 ก้อน

ขั้นตอนการเปิดดอก

การเปิดดอกเห็ดบดเริ่มจาก นำก้อนเชื้อที่ผ่านการบ่มมาแล้ว ประมาณ 60 วัน เชื้อเดินเต็มถุง นำมากองวางทับกันบริเวณทางเดินในโรงเรือน (ยังไม่ต้องวางบนชั้น) เป็นเวลา 2 คืน เรียกวิธีการกองรวมกันนี้ว่า “การพังก้อน” เพื่อให้เชื้อตื่นตัว

จากนั้นนำขึ้นวางบนชั้น เมื่อเรียงครบทุกก้อนแล้วให้เปิดจุกที่ปากถุงออก นำผ้าพลาสติกและซาแรนที่อยู่ด้านข้างลง ทิ้งไว้ 1 คืน เพื่อให้ก้อนเชื้อแข็งตัว (จับกัน) วันถัดมาเปิดขยายปากถุงก้อนเชื้อเห็ดออกให้กว้าง จะเริ่มเห็นตุ่มดอกเห็ด ให้ใช้มีดปาดปางถุงออก (หัวไหล่ถุง) วันถัดมาให้รดน้ำแบบพ่นฝอยที่ก้อนเชื้อเห็ด

จากนั้นอีก 3-4 วัน จะออกดอกให้เก็บได้ โดยใช้มีดตัดชิดโคน ตัดก้อนใดให้ตัดทุกดอกในก้อนนั้น ไม่ว่าจะดอกเล็กหรือดอกใหญ่ต้องตัดให้หมด ซึ่งจะใช้เวลาในการเก็บดอกเห็ด 1-3 วัน ขึ้นอยู่กับการออกดอกของเห็ด (ในห้วงของการเก็บดอกเห็ด ให้รดน้ำวันละ 3 เวลา คือ 6 โมงเช้า เที่ยง และ 6 โมงเย็น) เมื่อเริ่มเก็บดอกเห็ดให้เปิดผ้าพลาสติกและซาแรนที่อยู่ด้านข้างขึ้น สูงประมาณ 50-60 เซนติเมตร รอบๆ โรงเรือนตลอด 3 วัน เมื่อรวมผลผลิตแล้วจะได้น้ำหนักประมาณ 100-150 กิโลกรัม จากนั้นเห็ดจะออกดอกน้อย ต้องพักก้อนและใช้วิธีกระตุ้นให้ออกดอก

โดยเปิดผ้าพลาสติกและซาแรนที่อยู่ด้านข้างขึ้นสูงสุด เป็นเวลา 7 วัน รดน้ำวันละ 1 ครั้ง แต่งหน้าก้อนเห็ดโดยใช้มีดตัดโคนเห็ดออก ปล่อยทิ้งไว้ครบ 7 วัน แล้วรดน้ำให้เปียก วันละ 3 เวลา และนำผ้าพลาสติกและซาแรนด้านข้างลง อบเป็นครั้งที่ 2 เป็นเวลา 2 วัน จากนั้นเปิดรดน้ำตอนเช้า 1 ครั้ง แล้วปิดไว้ ปล่อยทิ้งไว้ 2 คืน เปิดผ้าพลาสติกด้านข้างขึ้น สูงประมาณ 50-60 เซนติเมตร รอบๆ โรงเรือน รดน้ำ 1 ครั้ง (ไม่ต้องเอาผ้าพลาสติกลง)

เข้าไปตรวจสอบถ้าเห็นตุ่มดอกเห็ดในถุง 70-80 เปอร์เซ็นต์ ให้รื้อผ้าพลาสติกขึ้นสูงสุด และเปิดจั่วเพื่อให้อากาศเข้า คืออุณหภูมิเท่ากันทั้งภายในและนอกโรงเรือน เก็บดอกเห็ดอีก 2-3 วัน หรืออาจถึง 1 สัปดาห์ แล้วพักก้อนและบ่มไปเรื่อยๆ

โดยเฉลี่ยจะเก็บเห็ดเดือนละประมาณ 2 ครั้ง ครั้งละ 100 กิโลกรัม เป็นเวลา 5 เดือน หรือประมาณ 1,000 กิโลกรัม

ผู้ใหญ่ประจักษ์ บอกว่า ปัจจุบันมีเห็ดบดอยู่ 8 โรง จะทำให้มีผลผลิตออกสัปดาห์ละ 200-300 กิโลกรัมราคาขายกิโลกรัมละ 100 บาท หมุนเวียนไปเรื่อยๆ และเห็ดนางฟ้า 4 โรง จะทยอยเปิดดอกเหลื่อมกันไปเรื่อยๆ (ไม่พร้อมกัน) แต่ละโรงจะเปิดห่างกันประมาณ 1 สัปดาห์ โดยเฉลี่ย สัปดาห์ละ 50 กิโลกรัม/โรงเรือน ดังนั้น ช่วงเห็ดออกมาก (พีก) จะมีเห็ดออกสัปดาห์ละ 200 กิโลกรัม ราคาส่ง กิโลกรัมละ 60 บาท ขายปลีก 80 บาท

นอกจากนี้ ยังผลิตก้อนเชื้อเห็ดจำหน่ายด้วยทั้งเห็ดบดและเห็ดนางฟ้า ราคาก้อนละ 10 บาท เท่ากัน แต่ถ้าสั่งตั้งแต่ 5,000 ก้อน ขึ้นไป ราคาก้อนละ 8 บาท อยู่ใกล้ส่งให้ฟรี ถ้าไกลคิดค่าน้ำมัน ซึ่งต้องคุยกันเป็นรายๆ ไป ยินดีให้คำแนะนำในการเพาะด้วย

ท่านที่เคารพครับ!!! จะเห็นว่าการเพาะเห็ดบด หรือเห็ดกระด้างนี้ มีข้อดีหลายอย่างคือ ไม่ว่างงาน ทำง่าย ทำในร่ม ตลาดต้องการสูง มีรายได้พอดี สมควรพิจารณาเป็นทางเลือกหนึ่งในการเพิ่มรายได้

ท่านใดสนใจสอบถามรายเอียดการเพาะได้ที่ ผู้ใหญ่ประจักษ์ อันทะศรี บ้านหนองอุ่ม อยู่บ้านเลขที่ 66 หมู่ที่ 8 บ้านหนองอุ่ม ตำบลนาสีนวน อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม โทร. (089) 274-8931, (094) 274-6205 (คุณอารีรัตน์/ลูกสาว)

พฤษภาคม 16, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ปลูกมะม่วง ขายพันธุ์ ที่กาญจนบุรี สร้างรายได้ดี “1 ไร่ 1 แสน”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05050151157&srcday=2014-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 587

เทคโนโลยีการเกษตร

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

ปลูกมะม่วง ขายพันธุ์ ที่กาญจนบุรี สร้างรายได้ดี “1 ไร่ 1 แสน”

มะม่วง สามารถเจริญเติบโตได้ดีทุกภูมิภาคทั่วไทย และเป็นไม้ผลที่คนไทยนิยมมากที่สุดในประเทศ บางคนปลูกมะม่วงรอบบ้านเพื่อใช้บริโภคในครัวเรือน บ้างปลูกตามหัวไร่ปลายนาเพื่อเก็บผลผลิตออกขายเป็นรายได้เสริม นอกจากนี้ ยังมีเกษตรกรจำนวนมากที่ปลูกมะม่วงเป็นอาชีพป้อนตลาดในประเทศและส่งออก สร้างเงิน สร้างงาน กระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่นเป็นมูลค่ามหาศาลในแต่ละปี

สำหรับคนที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ แต่อยากปลูกมะม่วงเป็นอาชีพ ยังมีโอกาสสร้างรายได้ที่มั่นคงจากสวนมะม่วงได้โดยมุ่งขายพันธุ์มะม่วง เช่นเดียวกับ คุณสุรศักดิ์ ศรีอำนวย เจ้าของ บ้านสวนไม้ดี เลขที่ 44/2 หมู่ที่ 7 ตำบลแก่นเสี้ยน อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี โทร. (089) 929-6305 ปัจจุบัน คุณสุรศักดิ์มีรายได้จากการขายพันธุ์มะม่วงเฉลี่ย 1 แสนบาท/ไร่/ปี

“ช่างศิลป์” หันมาทำกิน

ด้วยอาชีพเกษตรด้วยใจรัก

คุณสุรศักดิ์ เป็นหนุ่มชาวปักษ์ใต้ ที่ทำงานด้านศิลปะมาเกือบตลอดชีวิต โดยเรียนรู้งานเขียนจิตรกรรมไทย มาจาก อาจารย์ไพบูลย์ สุวรรณกูฏ หรือที่คนในวงการศิลปะเรียก “ท่านกูฏ” หลังจากทำงานศิลปะจนอิ่มตัว คุณสุรศักดิ์หันมาสนใจทำงานด้านเกษตร เพราะต้องการอยู่กับธรรมชาติในช่วงบั้นปลายของชีวิต

“ผมไม่สนใจปลูกไม้ประดับ เพราะมองว่าเป็นสินค้าที่เหมือนของเล่น ราคาวูบวาบตามกระแสตลาด ขณะที่ไม้ผลเป็นของกินอย่างไรก็ขายได้ โดยตั้งใจทำสวนมะม่วงอย่างจริงจัง ผมเรียนรู้อาชีพการทำเกษตรโดยใช้หลักการเดียวกับการทำงานงานศิลปะ ท่านกูฏสอนว่า หลักการทำงานต้องประสาน 3 อย่าง เข้าด้วยกัน คือ “สายตา มือ และใจ” ตาต้องมองดูความสวยงามให้ออก มือต้องฝึกฝนเขียนภาพให้ชำนาญ ต้องมีใจรักและชื่นชอบในงานที่ทำ จึงจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้” คุณสุรศักดิ์ กล่าว

ปลูกมะม่วงขายพันธุ์

คุณสุรศักดิ์ ตั้งใจศึกษาหาความรู้เรื่องการทำสวนมะม่วงจากตำราและโลกอินเตอร์เน็ต รวมทั้งพบปะพูดคุยกับเกษตรกรคนเก่งที่ประสบความสำเร็จในอาชีพทำสวนมะม่วง เช่น “พี่ตี๋” เจ้าของบ้านสวนเงาน้ำ ที่เชี่ยวชาญเรื่องการทาบมะม่วงเพราะทำมาตั้งแต่เด็ก พี่ตี๋เริ่มต้นปลูกมะม่วงขายกิ่งพันธุ์แค่ 1-2 ไร่ จนมีรายได้ทะลุหลักล้าน เกิดจากการขายกิ่งพันธุ์มะม่วงทั้งสิ้น

“พี่ตี๋ ให้คำแนะนำว่า หากอยากปลูกมะม่วงขายผล จะต้องมีพื้นที่ปลูกมะม่วงอย่างน้อย 10 ไร่ จึงมีรายได้เลี้ยงครอบครัวได้ทั้งปี แต่หากขายกิ่งพันธุ์มะม่วง แค่มีพื้นที่ 1-2 ไร่ ก็มีรายได้และผลกำไรเหลือเฟือ เพราะยิ่งทาบกิ่งออกขาย ยิ่งเร่งให้ต้นมะม่วงแตกกิ่งมากขึ้น สามารถทาบกิ่งออกขายได้จำนวนมาก การปลูกมะม่วงขายพันธุ์ ดูแลจัดการง่าย ไม่ยุ่งยากเหมือนกับปลูกมะม่วงขายผล” คุณสุรศักดิ์ กล่าว

สมัยก่อนเกษตรกรทั่วไปนิยมขยายพันธุ์มะม่วงด้วยวิธีการเสียบกิ่งและติดตา ซึ่งต้องใช้เวลารอคอยให้ตายืดตัวค่อนข้างนาน คุณสุรศักดิ์เชื่อว่า การทาบ เป็นวิธีการขยายพันธุ์มะม่วงที่ดีที่สุดในขณะนี้ สำหรับต้นมะม่วง ต้นขนุน มะขาม เงาะโรงเรียน หากใช้พันธุ์ที่เป็นกิ่งตอนหรือกิ่งทาบ จะให้ผลผลิตไว ตั้งแต่ปีแรกที่ปลูก โดยเด็ดผลทิ้งบ้างเพื่อไม่ให้ต้นติดลูกเยอะมาก จนต้นโทรม

ในทางปฏิบัติ ความรู้เรื่องการทาบกิ่งใครๆ ก็สามารถเรียนรู้ได้ภายใน 2 ชั่วโมงได้ แต่จะทาบกิ่งได้สำเร็จหรือไม่ ต้องวัดกันที่ฝีมือ หากฝีมือทาบกิ่งไม่ดีจริง จะทำให้มะม่วงตายได้ ทำให้หลายคนที่เริ่มต้นทาบกิ่งพันธุ์มะม่วงเกิดความรู้สึกท้อถอยได้ง่าย จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของคุณสุรศักดิ์สอนให้รู้ว่า คนที่สนใจทาบกิ่งมะม่วงเป็นอาชีพ ควรมีเวลาฝึกฝนไม่ต่ำกว่า 2 ปี

ปัจจุบัน เกษตรกรที่เชี่ยวชาญด้านทาบมะม่วงที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับทั่วไปคือ กลุ่มเกษตรกรแถวบางขุนนนท์ คุณสุรศักดิ์ เคยติดต่อจ้างกลุ่มเกษตรกรบางขุนนนท์มาช่วยทาบกิ่งในสวนมะม่วงของเขา ปรากฏว่า คุณสุรศักดิ์ต้องเสียเวลารอนานถึง 2 ปี กว่าจะได้คิวเกษตรกรกลุ่มนี้มาทำงานด้วย โดยจ่ายค่าจ้าง ประมาณวันละ 1,000 บาท พร้อมอาหารและที่พัก

หนึ่งในเคล็ดลับสำคัญที่ช่วยให้การทาบกิ่งได้ผลดีคือ เลือกใช้มีดที่คมมาก หลังจากเปิดเปลือกลำต้น ต้องใช้ปลายมีดปาดบนต้นมะม่วง ให้ผิวเรียบเนียนก่อนทาบกิ่ง จึงจะได้ผลดีตามที่ต้องการ คุณสุรศักดิ์โชว์มีดพกที่ใช้ประจำ ผลิตจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีความคมระดับมีดหมอผ่าตัด

คุณสุรศักดิ์ เล่าอีกว่า ทาบกิ่ง หากผลิตเป็นไม้ถุง จะใช้รากแก้วต้นตอเพียงต้นเดียว ต่อ 1 กิ่ง ส่วนการทาบต้น จะใช้หลายตอ ทาบรอบต้นเป็นตุ้มใหญ่ ทุกวันนี้ผมเลือกทาบมะม่วงที่มีกิ่งก้านขนาดใหญ่เป็นหลัก ผมเคยทาบต้นมะม่วงขนาดใหญ่ที่คนยกไม่ไหวต้องใช้เครนยกแทน โดยเทคนิคการทาบต้นมะม่วงขนาดใหญ่ อาจจะต้องใช้ทาบถึงสามชั้น โดยใช้ตอเปลือยถึง 30 ตอ ใช้รากแก้วถึง 30 ราก ถึงจะเอาอยู่ ตัดออกมาแล้วต้นไม่ตาย

กิ่งมะม่วงพันธุ์ดี

ที่ตลาดต้องการ

ปัจจุบัน บ้านสวนไม้ดี ปลูกรวบรวมสายพันธุ์มะม่วงไทยโบราณและต่างประเทศไม่ต่ำกว่า 40 สายพันธุ์ ในแง่การตลาด กิ่งพันธุ์มะม่วงที่ลูกค้าต้องการ มีประมาณ 10-20 สายพันธุ์ ในปี 2556 ที่ผ่านมา กิ่งพันธุ์มะม่วงโชคอนันต์ ติดอันดับสินค้าขายดีที่สุด เพราะเป็นสายพันธุ์มะม่วงทะวายที่ให้ผลผลิตตลอดทั้งปี โดยสวนแห่งนี้สามารถผลิตกิ่งพันธุ์มะม่วงโชคอนันต์ออกขายได้ปีละ 3-5 รุ่น

“ทุกวันนี้ ลูกค้าไม่ได้สนใจเรื่องรสชาติมะม่วงว่าอร่อยหรือไม่ แค่เป็นพันธุ์มะม่วงทะวายที่ให้ผลผลิตออกนอกฤดูกาลก็เพียงพอแล้ว สำหรับกลุ่มมะม่วงทะวายที่ตลาดมีความต้องการสูง ได้แก่ โชคอนันต์ มันเดือนเก้า มันศาลายา ส่วนมะม่วงพื้นบ้านที่ขายดีเช่นกัน ได้แก่ เขียวเสวย อกร่อง น้ำดอกไม้ มหาชนก” คุณสุรศักดิ์ กล่าว

ที่ผ่านมา บ้านสวนไม้ดี ผลิตกิ่งพันธุ์มะม่วงออกจำหน่ายตามไซซ์ที่ตลาดต้องการ โดยสินค้าที่มีขนาดเล็กสุดคือ ไม้ถุง ที่มีความสูง 1 เมตร ขายส่ง กิ่งละ 40 บาท แต่ปัจจุบันลดการผลิตสินค้าในกลุ่มนี้แล้ว เพราะมีผลกำไรน้อย และหันไปผลิต “ไม้เข่ง” ที่มีผลกำไรมากกว่าแทน สำหรับกลุ่มไม้เข่ง แบ่งเป็น 5 ขนาด คือ ไม้เข่ง ขนาด 10 นิ้ว ขนาด 12 นิ้ว ขนาดถังครึ่ง ขนาดสองถัง และขนาดสามถัง (ราคา 700-1,000 บาท) ส่วนไซซ์ใหญ่กว่าสามถังจะผลิตตามคำสั่งซื้อของลูกค้าเป็นหลัก

คุณสุรศักดิ์ บอกว่า สมัยก่อนเกษตรกรเลือกใช้ตอมะม่วงแก้วและมะม่วงป่าในการขยายพันธุ์ แต่ทุกวันนี้หันมาใช้ตอมะม่วงโชคอนันต์มากขึ้น เนื่องจากมะม่วงพันธุ์นี้มีผลผลิตตลอดทั้งปี จึงหาเมล็ดเพาะได้ง่าย นอกจาก มะม่วงแก้วขมิ้นของเขมรก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ได้รับความนิยมสูงขึ้น เกษตรกรนิยมสั่งซื้อเมล็ดแก้วขมิ้นจากโรงงานแปรรูปมะม่วงดอง ในราคา เมล็ดละ 35 สตางค์ ทางโรงงานจะแกะกะลา เหลือแต่เนื้อใน สามารถนำมาเพาะได้ง่าย ปี 2556 มีเกษตรกรรายหนึ่งในจังหวัดสุโขทัยสั่งซื้อเมล็ดพันธุ์มะม่วงแก้วขมิ้นถึง 2 ล้านเมล็ด เพื่อนำไปเพาะขยายตอ และทาบกิ่ง

ปีที่แล้ว คุณสุรศักดิ์ สั่งซื้อเมล็ดมะม่วงแก้วขมิ้น ประมาณ 45,000 ต้น มาเพาะทำพันธุ์ แต่ปีนี้เปลี่ยนนโยบายไม่ขายเชิงปริมาณ แต่เน้นผลิตสินค้าที่มีคุณภาพมากขึ้น โดยสั่งซื้อเมล็ดแก้วขมิ้นเพียง 30,000 ต้น เท่านั้น และสั่งซื้อกิ่งมะม่วงสายพันธุ์ต่างประเทศเข้ามาปลูกเพื่อศึกษาดูสายพันธุ์เพิ่มขึ้น ปัจจุบันสวนแห่งนี้สามารถขยายกิ่งพันธุ์มะม่วง อาร์ทูอีทู ได้เป็นจำนวนมาก รองลงมาคือ แดงจักรพรรดิ (ยู่เหวิน) กิมหงษ์ กิมฮวง จินฮวง

มะม่วงต่างประเทศกำลังมาแรง

คุณสุรศักดิ์ บอกว่า ปริมาณความต้องการกิ่งพันธุ์มะม่วงต่างประเทศมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งเพื่อผลิตป้อนตลาดส่งออก อีกส่วนนิยมปลูกเป็นไม้แปลกในบ้านเรือน เพราะมะม่วงสายพันธุ์ต่างประเทศเหล่านี้ มักให้ผลผลิตที่มีสีสันสวยงามแปลกตา เช่น มะม่วงพันธุ์ยู่เหวิน มีผลสีแดง ซึ่งไม่เคยมีในเมืองไทยมาก่อน ส่วนมะม่วงพันธุ์จินฮวง มีจุดเด่นในเรื่องรสชาติความอร่อยแล้ว ผลยังมีขนาดใหญ่ เนื้อแน่น เมล็ดลีบและมีอายุการเก็บรักษาที่นาน ไม่ค่อยเสียง่าย มะม่วง อาร์ทูอีทู ก็มีอายุการใช้งานนาน แช่ตู้เย็นนานเป็นครึ่งเดือนผลก็ไม่เสีย เหมาะสำหรับขายขึ้นห้างสรรพสินค้า และป้อนตลาดส่งออก ส่วนแก้วขมิ้นจากเขมรก็มีลักษณะเด่นคือ เนื้อสีเหลือง ลูกใหญ่ เนื้อกรอบ อร่อย ก็เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคอย่างแพร่หลาย เกษตรกรจำนวนมากจึงสนใจสั่งซื้อกิ่งพันธุ์มะม่วงต่างประเทศในกลุ่มนี้เพิ่มมากขึ้น

ปลูกมะนาวขายกิ่งพันธุ์

เป็นรายได้เสริม

ปัจจุบัน คุณสุรศักดิ์ ได้ทดลองปลูกมะนาวแซมสวนมะม่วง เพื่อเป็นช่องทางสร้างรายได้เสริมในอนาคต โดยเลือกปลูกมะนาวสายพันธุ์ปลอดโรคเป็นหลัก ได้แก่ มะนาวทูลเกล้า มะนาวน้ำหอมด่านเกวียน มะนาวแป้นพิจิตร คุณสุรศักดิ์ บอกว่า มะนาวแป้นพิจิตร ต้านทานโรคสูง แต่ยังไม่ปลอดภัยเสียทีเดียว สู้มะนาวน้ำหอมด่านเกวียนและพันธุ์ทูลเกล้าไม่ได้เพราะตั้งแต่ปลูกสองสายพันธุ์มะนาวนี้ไม่เจอโรคพืชเลย เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมผลิตขายส่งกิ่งพันธุ์มะนาวในราคากิ่งละ 35 บาท แต่สวนแห่งนี้สามารถขายส่งได้ในราคาสูงถึงกิ่งละ 300-700 บาท เพราะขยายพันธุ์มะนาวแบบตอนกิ่งและอัดตุ้ม โดยเน้นทำกิ่งพันธุ์มะนาวให้สวย ถูกใจลูกค้ามากที่สุด

“นอกจากนี้ ยังมีลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่สนใจสั่งซื้อกิ่งพันธุ์มะนาวแป้นรำไพเข้ามาเป็นจำนวนมาก เพราะเป็นมะนาวสายพันธุ์โบราณ สายพันธุ์นี้มีลักษณะเด่นคือ ทรงแป้น ผลโต ออกลูกดก เปลือกบาง น้ำมาก มีกลิ่นหอม เมล็ดน้อยมาก แค่ 3-4 เมล็ด แม้มะนาวสายพันธุ์นี้จะมีจุดอ่อนในเรื่องโรคแคงเกอร์ ยางไหล แต่เกษตรกรหลายรายกล้าลงทุนปลูกมะนาวแป้นรำไพเชิงการค้า โดยทุ่มทุนทำแปลงปลูกนอกฤดูแค่รุ่นเดียวแล้วฟันต้นทิ้ง เพราะให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับการลงทุนมากกว่า” คุณสุรศักดิ์ กล่าว

คุณสุรศักดิ์ ศรีอำนวย ใจดีและไม่หวงวิชา หากใครมีข้อสงสัยหรืออยากแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูลเรื่องการขยายพันธุ์มะม่วงและมะนาว แวะไปเยี่ยมดูงานได้ที่ บ้านสวนไม้ดี หรือโทรศัพท์ไปพูดคุยได้โดยตรง ที่เบอร์โทร. (089) 929-6305 ได้ทุกวัน

พฤษภาคม 4, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

“มันฝรั่ง” อนาคตดี ในตลาด AEC

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052151157&srcday=2014-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 587

เทคโนโลยีการเกษตร

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

“มันฝรั่ง” อนาคตดี ในตลาด AEC

ใกล้เข้ามาทุกทีสำหรับการเปิดตลาดเสรีในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 คาดว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวน่าจะส่งผลดีต่อการขยายตลาดสินค้าเกษตรของไทยหลายชนิด โดยเฉพาะ “มันฝรั่ง” พืชเศรษฐกิจสำคัญที่ให้ผลตอบแทนสูง เป็นที่นิยมปลูกของเกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือ

พันธุ์มันฝรั่งที่เกษตรกรไทยใช้ปลูกนั้น นำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อนำมาปลูกในช่วงฤดูหนาว ตั้งแต่เดือนตุลาคมจนถึงเดือนมกราคม เก็บเกี่ยวเดือนมีนาคมถึงเมษายนของทุกปี มันฝรั่งส่วนใหญ่จะใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร เพื่อผลิตเป็นมันฝรั่งทอดกรอบ ที่มีมูลค่าตลาดรวมสูงกว่า 9,300 ล้านบาท ปัจจุบัน บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ “เลย์” มันฝรั่งทอดกรอบอันดับหนึ่งของเมืองไทย ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดถึง 75%

เกษตรกรไทยเริ่มปลูกมันฝรั่งเพื่อส่งป้อนโรงงาน ตั้งแต่ ปี 2538 เป็นต้นมา โดย บริษัท ฟริโต-เลย์ ประเทศไทย จำกัด เป็นเจ้าแรกที่ส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดตากหันปลูกมันฝรั่ง หลังจากเสร็จฤดูทำนา โดยบริษัทนำเข้าพันธุ์มันฝรั่ง ชื่อว่า พันธุ์แอตแลนติก เข้ามาส่งเสริมให้เกษตรกรไทยปลูกทดแทนพันธุ์ที่ปลูกดั้งเดิม และรับซื้อผลผลิตคืนเพื่อนำไปแปรรูปเป็นมันฝรั่งทอดกรอบ

คุณมุกดา ไพรัชเวทย์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจอาหาร บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด กล่าวว่า บริษัทเน้นการใช้วัตถุดิบภายในประเทศเป็นหลัก ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของเป๊ปซี่โค ที่มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ด้วยการสนับสนุนเกษตรกรเพื่อให้เกิดการจ้างงานและสร้างรายได้ให้กับชุมชนในทุกประเทศที่เราดำเนินธุรกิจ

ตั้งแต่เริ่มต้นดำเนินธุรกิจ บริษัทได้จัดทำโครงการสนับสนุนเกษตรกรเพื่อการเพาะปลูกมันฝรั่งในประเทศไทยของเป๊ปซี่โค (PepsiCo”s Potato Business Model) เพื่อให้ระบบการผลิตมีความมั่นคง ช่วยขจัดปัญหาความไม่แน่นอนของรายได้ของเกษตรกรและปริมาณสินค้าล้นตลาด จากจำนวนเกษตรกรมันฝรั่งทั้งประเทศกว่า 10,000 ครอบครัว ที่ผ่านมา บริษัทได้ให้การช่วยเหลือและรับซื้อมันฝรั่งจากเกษตรกรเป็นจำนวนกว่า 6,000 ราย บนพื้นที่รวมกว่า 30,000 ไร่ ในบริเวณภาคเหนือ ทั้งในจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พะเยา และตาก ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพชรบูรณ์ และพิษณุโลก

ล่าสุดบริษัทได้ขยายพื้นที่การปลูกต่อเนื่องในภาคอีสาน เช่น จังหวัดอุดรธานี หนองคาย เลย สกลนคร ฯลฯ ให้สอดคล้องกับแผนโซนนิ่งการปลูกมันฝรั่งของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งศึกษาความเป็นไปได้ในพื้นที่ใหม่ๆ เช่น ในจังหวัดน่าน คาดว่าภายในสิ้นปี 2558 บริษัทจะสามารถครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกได้เพิ่มขึ้น 20-30%

บริษัทได้ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ อาทิ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมวิชาการเกษตร สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม กรมพัฒนาที่ดิน ฯลฯ เพื่อให้การสนับสนุนเกษตรกร โดยมีทีมงานเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร ลงไปให้ความรู้กับเกษตรกรในเรื่องเทคนิคการเพาะปลูก รวมทั้งการสนับสนุนหัวพันธุ์มันฝรั่งที่มีคุณภาพสูง เพื่อเป็นการเพิ่มผลิตผลต่อไร่ให้สูงขึ้นด้วย เนื่องจากพม่ามีสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศที่เหมาะสมต่อการปลูกมันฝรั่งและนิยมบริโภคมันฝรั่งเป็นอาหารหลัก บริษัทจึงเร่งศึกษาความเป็นไปได้ที่จะรับซื้อมันฝรั่งในเมืองเฮโอ ประเทศพม่า

“ในปีนี้กลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูปมันฝรั่งได้ยื่นขอขยายโควตาการนำเข้าหัวมันฝรั่งเพื่อการแปรรูป ตามแผน 3 ปี (2558-2560) เพิ่มอีก 30% จากปริมาณในโควตา 3 ปีก่อน (2555-2557) ที่ 36,000 ตัน อัตราภาษีในโควตา ร้อยละ 27 และอัตราภาษีนอกโควตา ร้อยละ 125 ตามข้อผูกพันองค์การการค้าโลก (WTO) รวมทั้งขอปรับเวลาการนำเข้าเร็วขึ้นจากเดือนกรกฎาคมถึงธันวาคม เป็นพฤษภาคมถึงธันวาคม แบบไม่จำกัดจำนวน อัตราภาษีในโควตา ร้อยละ 0 เนื่องจากผลกระทบเรื่องโลกร้อน ทำให้เวลาการปลูกเปลี่ยนไป” คุณมุกดา กล่าว

คุณปริญญา กิจจาธนพันธ์ กรรมการผู้จัดการประจำกลุ่มธุรกิจ “พาวเวอร์ออฟวัน ประเทศไทย” บริษัท เป๊ปซี่โค อิงค์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมอาหารมีความต้องการใช้มันฝรั่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งกลุ่มหัวพันธุ์ (Seed Potato) และมันฝรั่งสด (Chip-stock Potato) ปี 2556 ภาคอุตสาหกรรมต้องการใช้มันฝรั่งเป็นวัตถุดิบแปรรูปไม่ต่ำกว่า 130,000 ตัน ต่อปี

ในปี 2558 คาดว่า ปริมาณความต้องการมันฝรั่งจะเพิ่มขึ้นอีก 30% หรือ 170,000 ตัน เพื่อรองรับความต้องการของตลาดเมืองไทยและประเทศเพื่อนบ้านในอนาคต บริษัทได้ตัดสินใจขยายโรงงานใหม่แห่งที่ 2 มูลค่า 2,800 ล้านบาท ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีกำลังการผลิตมันฝรั่ง 25,000 ตัน และวางแผนขยายกำลังผลิตมากกว่า 50,000 ตัน ใน 2-3 ปีข้างหน้า

พฤษภาคม 4, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ฮอร์โมน จาก ลูกตาลสุก

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05054151157&srcday=2014-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 587

เทคโนโลยีการเกษตร

ชัด ขำเอี่ยม chinchainat@hotmail.com

ฮอร์โมน จาก ลูกตาลสุก

ก่อนจะเข้าเรื่อง ฮอร์โมน จากตาลสุก มาทราบเรื่องราวของตาลบ้าง “ตาล” หรือเรียกว่า ตะนอด ตาลโตนด ตาลใหญ่ ถาล ทอถู ทะเนาด์ ท้าง โหน ตามแต่ละท้องที่

ตาลนั้นเป็นพืชดั้งเดิมของทวีปแอฟริกา และขยายแพร่พันธุ์ไปเรื่อยๆ

ในประเทศไทย ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดเพาะ จะปลูกที่ใดก็เอาเมล็ดไปวางไว้ที่นั้นเลย เนื่องจากย้ายไปปลูกมักจะไม่รอด เพราะรากแรกที่แทงลงดินของต้นตาลนั้นลึกมาก ถ้ารากนั้นขาดก็จะตายทันที

ตาล มีประโยชน์ต่อมนุษย์แทบทุกส่วน นับตั้งแต่ใบอ่อน ใบแก่ ใช้จักสานและทำหลังคา ก้านใบสดลอกเอามาควั่นจะได้เชือกที่เหนียวมาก

เมื่อตาลเริ่มให้ดอกก็สามารถนำน้ำตาลสดที่มีรสหวานหอม มีทั้งดอกตัวผู้และดอกตัวเมีย

ผลตาลอ่อนจะให้ลอนตาลอ่อนข้างใน รสหวานหอมนุ่มลิ้น ปอกเปลือกขาวรับประทานได้เลย หรือใช้ทำขนมที่เรียกว่า ลูกตาลลอยแก้ว

หัวตาล ซึ่งเป็นเนื้อของลูกตาลอ่อนบริเวณขั้วของลูกตาล เป็นอาหารคาวอันเลิศรสที่บรรพบุรุษของไทยได้สร้างสรรค์เอาไว้

ตาลสุกคั้นเอาเนื้อตาลมาทำเป็นขนม เช่น ขนมตาล และขนมขุยหนู

เมล็ดตาลแก่นำไปเพาะเมื่อผ่าจะได้จาวตาลนำไปแปรรูปเป็นจาวตาลเชื่อม หรือรับประทานสดได้

คุณธีระศักดิ์ ขุมเงิน เกษตรจังหวัดชัยนาท กล่าวถึงต้นตาลในจังหวัดชัยนาทว่า ถึงแม้ต้นตาลจะมากด้วยคุณค่า แต่ด้วยการมองข้ามคุณค่าแต่มองเห็นโทษของต้นตาลที่มีเพียงเล็กน้อยอันเกิดจากการกีดขวางการทำนา และใบที่ร่วงหล่นทับต้นข้าวเสียหาย เป็นเหตุให้เกษตรกรโค่นต้นตาลทิ้งและไม่ปล่อยให้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ทำให้นับวันจะมีต้นตาลเหลือน้อยลงทุกที ปัจจุบันพบได้ตามหัวไร่ปลายนา และใช้ประโยชน์คือ ทำผลิตภัณฑ์จากน้ำตาลและจาวตาล

โดยพื้นที่ที่พบได้มากกว่าอำเภออื่นๆ ในจังหวัดชัยนาท คือ อำเภอสรรพยา และสรรคบุรี ซึ่งผู้มีอาชีพปาดตาล (ผู้ประกอบอาชีพ หรือกิจกรรมเสริมในการเก็บน้ำตาลจากต้นตาล และผลผลิตจากต้นตาล) ได้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่หอมหวานสู่ผู้บริโภค ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นชื่อและสร้างชื่อเสียงให้แก่จังหวัดชัยนาท

จากการติดตาม ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ณ ศูนย์ข้าวชุมชนสะพานหิน ประเด็นส่งเสริมการผลิตถั่วเขียวหลังนา ณ หมู่ที่ 1 ตำบลสะพานหิน อำเภอหนองมะโมง จังหวัดชัยนาท ได้นำทีมสมาชิกศูนย์ข้าวชุมชนสะพานหินผลิตฮอร์โมนจากตาลสุก ผลิตแล้วนำไปใช้ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ จึงขอตามไปดูเพื่อนำมาเผยแพร่สู่ผู้อ่านครับ

พี่สวอง สระเสริม ประธานศูนย์ข้าวชุมชนสะพานหิน กล่าวถึงฮอร์โมนตาลสุกว่า เป็นปุ๋ยอินทรีย์น้ำ มีคุณสมบัติในการป้องกันกำจัดเชื้อราสาเหตุของโรคพืช เพราะลูกตาลเป็นสมุนไพรที่มีรสฝาด นอกจากนี้ ลูกตาลสุกยังอุดมไปด้วยธาตุฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และน้ำตาล

แต่เพื่อนเกษตรกรควรนำไปประยุกต์ใช้ เพราะสภาวะต่างๆ ของแต่ละพื้นที่แต่ละชนิดของพืชแตกต่างกันไป ซึ่งบางครั้งอาจได้สูตร หรือวิธีที่ดีกว่า แล้วอย่าลืมแบ่งปันความรู้กันบ้างนะครับ จะได้ลดต้นทุนการผลิตได้มากกว่าเดิมครับ

วิธีทำ เตรียมวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ดังนี้ ถัง ขนาด 120 ลิตร 1 ใบ ลูกตาลสุก 40-60 กิโลกรัม (ชั่งทั้งลูก) กากน้ำตาล 5-10 กิโลกรัม น้ำสะอาดหรือน้ำมะพร้าว 40 ลิตร และสารเร่ง พด. 7 จำนวน 1 ซอง

ปอกเปลือกลูกตาล แล้วยีให้ได้เนื้อและน้ำฝาดออกมามากที่สุด โดยใช้น้ำสะอาดหรือน้ำมะพร้าว กรองด้วยมุ้งเขียว นำน้ำที่ได้ใส่ภาชนะ เติมกากน้ำตาลคนให้เข้ากัน

จากนั้นจึงเติมหัวเชื้อ พด. 7 ที่ละลายในน้ำทิ้งไว้ 15 นาที แล้วคนให้เข้ากัน เติมน้ำให้ห่างจากขอบถัง ประมาณ 20 เซนติเมตร ปิดฝา

ตั้งไว้ในที่มีอากาศถ่ายเท 21 วัน จึงนำไปใช้ได้

แต่ถ้าไม่มีกากน้ำตาลอาจใช้น้ำตาลทรายแดงก็ได้ หมั่นคนวันละ 2 ครั้ง (เช้า เย็น) ซึ่งสามารถเก็บไว้ได้นานในที่มีอากาศเย็น หรือบรรจุลงแกลลอนน้ำมันเครื่องที่ล้างสะอาดแล้ว ปิดฝาให้สนิท แช่ไว้ในสระน้ำที่มีร่มเงา

การนำไปใช้ ใช้น้ำฮอร์โมนจากตาลสุก อัตรา 80-150 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร หรืออัตรา 800-1,500 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่น ตามวัตถุประสงค์

เช่น ถ้าเพื่อบำรุงต้นข้าว ให้ฉีดพ่นช่วงเช้าก่อนที่จะสาย จะช่วยให้ข้าวมีความสมบูรณ์ ถ้าเป็นข้าวระยะให้ผลผลิต จะช่วยเร่งดอก เมล็ดข้าวเต็ม และสามารถป้องกันโรคที่เกิดจากเชื้อรา เพราะเนื้อตาลสุกมีรสชาติที่ฝาด จะฉีดพ่นเมื่อเวลาเย็น ฮอร์โมนจากตาลสุกมีสรรพคุณเหมือนกับสารเคมีชนิดหนึ่งที่ป้องกันเชื้อรา พร้อมทั้งเพิ่มปริมาณและคุณภาพผลผลิตข้าว แต่บอกชื่อไม่ได้เดี๋ยวถูกฟ้องร้องครับ

พี่สวอง กล่าวเพิ่มเติมว่า ระยะการเจริญเติบโตหรืออายุของข้าวที่จะนำไปฉีดพ่น ควรใช้เมื่อต้นข้าวเริ่มแตกกอหนาแน่น หรือมีสภาพอากาศเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อราสาเหตุโรคพืช

แต่ถ้าเริ่มพบโรคพืชที่เกิดจากเชื้อราในแปลง ให้ฉีดพ่นทุก 3-5 วัน ติดต่อกัน 3 ครั้ง

ผลที่ได้รับดี เป็นที่น่าพอใจมาก ลดต้นทุนได้มาก?

แถมบอกข้อแตกต่างระหว่างน้ำตาลทรายแดง และกากน้ำตาลอีกว่า น้ำตาลทรายแดงจะมีผลข้างเคียงน้อยถ้าการหมักไม่สมบูรณ์ แต่ถ้าเป็นกากน้ำตาล ถ้าหมักไม่สมบูรณ์ดีจะมีกากน้ำตาลที่ยังย่อยสลายไม่หมดจะจับบนใบข้าว หรือใบถั่วเขียว อาจเกิดเชื้อราดำคราบบนใบพืชได้ครับ

นอกจากนี้ พี่สวองยังบอกว่า ฮอร์โมนตาลสุกสามารถใช้ได้กับพืชอื่นๆ ทั้งไม้ผลและพืชผัก และมีฟอสฟอรัสสูง อีกทั้งถ้านำฮอร์โมนลูกตาลผสมฮอร์โมนไข่ให้ลดปริมาณลงอย่างละครึ่ง

ผู้เขียนขอฝากสูตรทำน้ำลูกตาลอ่อน ถึงผู้อ่านอีกว่า เตรียมส่วนผสมลูกตาลอ่อน 8 ลูก น้ำตาลทราย 0.5 ถ้วย น้ำ 3 ถ้วย วิธีทำไม่ยากนัก ก่อนอื่นปอกเปลือกลูกตาล ผ่าครึ่งเอาน้ำไว้ หั่นตามขวางเป็นชิ้นบาง ใส่เนื้อลูกตาล

น้ำจากเนื้อลูกตาล น้ำ ลงในหม้อ ตั้งไฟ ต้มให้เดือดประมาณ 10 นาที ใส่น้ำตาลทราย พอน้ำตาลละลาย ยกลงจากเตา

ถ้าจะให้หวานเย็นชื่นใจ เวลาเสิร์ฟควรตักน้ำแข็งใส่แก้ว ตักน้ำลูกตาล ทั้งน้ำและเนื้อใส่ เสิร์ฟทันที

อีกทั้งการเลือกซื้อน้ำตาลปึกว่า โดยธรรมชาติแล้วน้ำตาลปึกจะมีสีแดงออกน้ำตาลไปจนถึงน้ำตาลเข้ม

นอกจากจะมีน้ำตาลแล้วยังมีเกลือแร่และวิตามินต่างๆ อยู่ด้วย น้ำตาลปี๊บหรือน้ำตาลปึกเก็บได้นานเป็นปีๆ โดยไม่เสีย เพียงเก็บไว้ในที่เย็นและไม่ให้โดนความชื้น

พฤษภาคม 4, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

แก่นตะวัน มีคุณค่า มากกว่าที่คุณรู้

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05056151157&srcday=2014-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 587

เทคโนโลยีการเกษตร

รันตี วงศ์ตะนาวศรี

แก่นตะวัน มีคุณค่า มากกว่าที่คุณรู้

สวัสดีค่ะ พืชบางชนิดถูกจัดอยู่ในกลุ่มพืชเศรษฐกิจ อาจจะเป็นเพราะเจ้าของพันธุ์อยากตั้งราคาขายให้สูง จนติดเพดาน หรือบางทีพืชชนิดนั้นมีประโยชน์และมีอนาคตจริงๆ จนต้องจัดไว้ในกลุ่มพืชเศรษฐกิจ คนที่อยู่ในแวดวงเกษตรอย่างรันตีเห็นมามากค่ะ นั่นก็พืชเศรษฐกิจ นี่ก็พืชมีอนาคต โน้นก็พืชทำเงิน แต่ของพวกนี้ต้องใช้เวลายาวๆ ในการมอง ถ้ารีบร้อนด่วนตัดสินใจอาจจะกลายเป็นเหยื่อพ่อค้าขายพันธุ์ไม้โดยไม่รู้ตัว ฉบับนี้รันตีมีพืชชนิดหนึ่งซึ่งหลายปีที่ผ่านมาถูกจัดให้เป็นพืชเศรษฐกิจที่น่าจับตามอง ผ่านมาหลายปีพืชตัวนี้ก็มีช่วงเงียบไปบ้าง แต่สุดท้ายพืชตัวนี้ก็ยังอยู่ได้ด้วยคุณค่าในตัวของมัน “แก่นตะวัน” ค่ะ

แก่นตะวัน ที่ครบุรี

แก่นตะวัน หรือ Jerusalem Artichoke (Helianthus tuberosus L.) เป็นไม้ล้มลุก มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาเหนือ สามารถเจริญเติบโตได้ดีในเขตร้อน เป็นพืชดอกในตระกูลทานตะวัน ต้นสูงประมาณ 1.5-2.0 เมตร มีขนตามกิ่งและใบ มีหัวใต้ดิน (Tuber) คล้ายมันฝรั่ง ใบรีรูปไข่ บางพันธุ์มีขอบใบหยัก ดอกเป็นทรงกลมแบน สีเหลืองคล้ายดอกทานตะวัน หรือดอกบัวตอง รันตีพาท่านไปพบกับ คุณสำราญ สุดาจันทร์ ที่บ้านเลขที่ 49 หมู่ที่ 7 ตำบลแชะ อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา โคราชบ้านข้า เอ้ย! บ้านเอง คุณสำราญ เล่าว่า “ปลูกแก่นตะวันมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2553 ตอนนี้ปลูกในพื้นที่ ประมาณ 2 งาน โดยเลือกปลูกแก่นตะวันพันธุ์เบอร์ 2 (HEL65) เอาพันธุ์มาจากอำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา นี่เอง ที่เลือกใช้พันธุ์นี้เพราะให้ผลผลิตสูง หัวใหญ่ น้ำหนักดี ต้นเมื่อโตเต็มที่ จะสูงประมาณ 1.5-2 เมตร ดอกมีสีเหลือง คล้ายดอกบัวตองและดอกดาวกระจาย”

แก่นตะวัน ปลูกได้ตลอดปี

คุณสำราญ เล่าขั้นตอนการปลูกแก่นตะวันให้ฟังว่า “การขยายพันธุ์แก่นตะวันจะใช้หัวในการขยายพันธุ์ โดยจะคัดหัวที่สมบูรณ์ไม่เล็กและไม่ใหญ่เกินไป นำมาตัดเป็นท่อนเล็กขนาดหนึ่งข้อนิ้วมือ โดยตัดตามตาแล้วนำมาปลูกในถาดหลุมอนุบาล โดยใช้ขี้เถ้าแกลบในการเพาะ จากนั้นหมั่นรดน้ำ ยิ่งช่วงหน้าร้อนควรรดน้ำทั้งเช้าและเย็น แก่นตะวันจะใช้เวลา 20 วัน โดยประมาณในการเป็นต้นอ่อน ต้นอ่อนที่ดีควรสูง 5-10 เซนติเมตร เพราะในช่วงนี้จะแตกรากได้ดี เมื่อนำไปปลูกจะทำให้ได้ผลผลิตสูง แต่ต้นกล้าแก่นตะวันไม่ควรปล่อยให้สูงเกินไปเพราะเมื่อนำไปปลูกแล้วจะได้ผลผลิตได้ไม่เต็มที่ ต้นจะเฉาและเหี่ยว ในเรื่องของฤดูปลูก แก่นตะวันเป็นพืชที่สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี ส่วนการเตรียมดินปลูกแก่นตะวัน สภาพดินของผมที่ใช้ปลูกเป็นดินร่วนปนดินเหนียว โดยการเตรียมดินเริ่มจากรองพื้นด้วยแกลบ จากนั้นไถดินเตรียมปลูก ขุดหลุมลึกประมาณ 10 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยมูลสัตว์รองที่ก้นหลุมแล้วจึงนำต้นกล้าลงปลูก ระยะห่างหลุมที่ดีคือ 70×70 เซนติเมตร ระยะปลูกขนาดนี้จะใช้ปริมาณต้นพันธุ์ทั้งหมด ประมาณ 200-300 ต้น ต่อพื้นที่ 2 งาน”

ปลูก 4 เดือนครึ่ง เก็บเกี่ยวได้

ในเรื่องของการดูแลแก่นตะวัน คุณสำราญเล่าว่า “การให้ปุ๋ยจะให้หลังจากปลูกไปแล้ว 2 เดือน ปุ๋ยที่ให้คือ สูตร 15-15-15 ส่วนวัชพืชมีไม่มาก จึงใช้แรงงานคนในการกำจัด เพราะที่ไร่ของผมจะไม่ใช้สารเคมีในการปลูกพืชผัก ที่สำคัญแก่นตะวันไม่มีปัญหาเรื่องแมลงรบกวน” ส่วนระยะเวลาการปลูกทั้งหมดคุณสำราญบอกว่า “ระยะเวลาการปลูกทั้งหมดตั้งแต่เพาะพันธุ์จนเก็บเกี่ยวได้ ใช้เวลาประมาณ 4 เดือนครึ่ง ในช่วงระยะการเก็บเกี่ยวต้นแก่นตะวันจะโตเต็มที่ จะสูงประมาณ 1.5-2 เมตร ช่วงเวลาที่เก็บเกี่ยวได้จะสังเกตได้จากการดูดอกของแก่นตะวัน โดยเราจะรอให้ดอกโรย หลังจากนั้นประมาณ 1 สัปดาห์ สามารถเก็บเกี่ยวได้เลย หากทิ้งไว้นานกว่านั้นจะส่งผลให้หัวของแก่นตะวันฝ่อและทำให้ผลผลิตเกิดการเสียหายได้ ส่วนวิธีเก็บเกี่ยว หากช่วงที่เราจะเก็บเกี่ยวเป็นช่วงที่ดินชื้นและนิ่ม เราสามารถใช้มือดึงขึ้นมาได้เลย หากเป็นช่วงที่ดินแข็งจะใช้จอบและเสียมทำการขุดขึ้นมา เมื่อนำขึ้นมาจากดินแล้วให้รีบล้างน้ำแล้วนำไปแพ็กใส่ถุง ถุงที่ใช้ต้องเป็นถุงที่เจาะรูระบายอากาศ เพื่อป้องกันเกิดการเน่าของหัวแก่นตะวัน และนำไปแช่เย็นทันที เพื่อรักษาคุณภาพให้สดใหม่อยู่เสมอ” ในส่วนของปริมาณผลผลิต คุณสำราญบอกว่า ปลูกแก่นตะวันในพื้นที่ 1 งาน จะได้ผลผลิตประมาณ 1 ตัน หากคิดเป็นไร่จะได้ผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 4 ตัน ต่อไร่ ค่ะ

ตลาดอยู่ที่ไหน

ในส่วนตลาดของแก่นตะวัน คุณสำราญเล่าว่า “ในปัจจุบัน แก่นตะวัน เป็นที่รู้จักมากขึ้น เพราะมีสรรพคุณเยอะแยะมากมาย ไม่ว่าจะในเรื่องเบาหวาน ความดันและอื่นๆ ทำให้แก่นตะวันเป็นที่รู้จักในหมู่คนที่รักสุขภาพ ตลาดของแก่นตะวันหลักๆ จึงเป็นร้านค้าในโรงพยาบาลครบุรี และมีจำหน่ายที่ห้างสรรพสินค้าบางที่ ซึ่งลูกค้ามารับไปขายต่อ ราคาขายที่ไร่จะอยู่ที่ประมาณ 80-100 บาท ต่อกิโลกรัม ส่วนลูกค้าที่นำไปขายต่อนั้นจะขายที่ราคา 150-300 บาท ต่อกิโลกรัม มีลูกค้าบางคนซื้อไปเพื่อนำไปแปรรูป ไม่ว่าจะเป็นการนำไปตากแห้งหรือนำไปบดเป็นผงหรือแม้แต่การนำไปทำน้ำหมักไว้ดื่ม ลูกค้าบางกลุ่มก็นำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนูหรือจะนำไปรับประทานสดๆ ก็มี” สุดท้ายคุณสำราญฝากบอกไปยังเกษตรกรที่สนใจจะปลูกแก่นตะวันว่า “แก่นตะวัน เป็นพืชที่สามารถปลูกได้ทุกพื้นที่ ปลูกได้ทุกฤดูกาล แต่ควรมีน้ำในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของแก่นตะวัน แต่ที่สำคัญคือแก่นตะวันนั้นมีราคา และตลาดมีความต้องการสูง เพราะมีคุณค่าทางอาหารสูง แต่ตลาดของแก่นตะวันก็ยังอยู่ในแวดวงจำกัดเฉพาะคนที่รู้จักสรรพคุณของแก่นตะวัน ดังนั้น ควรศึกษาการตลาดให้แน่ชัดก่อน แล้วจึงค่อยลงมือปลูก ควรเน้นที่การตลาดเป็นสำคัญ เพราะบางพื้นที่อาจจะยังไม่รู้จักพืชชนิดนี้ ควรมีการศึกษาตลาดก่อนเพื่อป้องกันการปลูกแล้วไม่แหล่งที่จะจัดจำหน่าย ในอนาคตผมมองว่าอาจจะมีการนำแก่นตะวันไปแปรรูปมากยิ่งขึ้นเพราะด้วยสรรพคุณที่มากมายของแก่นตะวันทำให้ตัวแก่นตะวันเป็นที่รู้จักและต้องการมากยิ่งขึ้น อาจจะมีราคาที่สูงขึ้น เนื่องจากยังไม่มีคนปลูกมาก จึงอาจจะทำให้แก่นตะวันขาดตลาด ไม่พอต่อความต้องการของผู้บริโภค” คุณสำราญ ฝากข้อคิดไว้ให้ค่ะ

ประโยชน์มากมายของ

แก่นตะวัน ที่คนไทยควรรู้

เมื่อพูดถึงประโยชน์ของแก่นตะวันแล้ว รันตีก็ขอเสริมข้อมูลเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านอีกสักนิดค่ะ แก่นตะวันเป็นพืชที่มีการสะสมอินูลิน (Inulin) ในหัวใต้ดินมาก 14-19% ของน้ำหนักหัวสด อินูลินเป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบทางเดินอาหาร อินูลินและอินูโลโอลิโกแซ็กคาไรด์เป็นสารพรีไบโอติกคือ เป็นอาหารของจุลินทรีย์ในลำไส้ใหญ่กลุ่มที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น Lactobacillus และ Bifidobacterium โดยจุลินทรีย์จะปล่อยเอนไซม์ออกมาย่อยสารพรีไบโอติกดังกล่าวได้เป็นกรดไขมันสายสั้น ส่งผลให้ลำไส้ใหญ่มีสภาพเป็นกรด ซึ่งส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ทำให้จุลินทรีย์ที่เป็นอันตรายต่อร่างกายถูกทำลายไปด้วย นอกจากนี้ ยังใช้อินูลินและอินูโลโอลิโกแซ็กคาไรด์ปรับปรุงเนื้อสัมผัสของอาหารไขมันต่ำ (ใช้ทดแทนไขมัน) ให้มีเนื้อสัมผัสที่นุ่มขึ้นอีกด้วย จากคุณค่าของแก่นตะวันจึงได้มีนักวิจัยคนไทยจากหน่วยงานต่างๆ ทำการศึกษาวิจัยการนำแก่นตะวันไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น การศึกษาพัฒนากระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์จากแก่นตะวัน ได้แก่ ด้านปศุสัตว์ เน้นการใช้ประโยชน์ฟรุกโทโอลิโกแซ็กคาไรด์จากแก่นตะวันในอาหารไก่และสุกร เพื่อลดกลิ่นแอมโมเนียในมูลสัตว์และลดมลพิษทางกลิ่นจากปศุสัตว์ การพัฒนากรรมวิธีการผลิตน้ำตาลอินูโลโอลิโกแซ็กคาไรด์จากแก่นตะวัน การสร้างมูลค่าเพิ่มจากหัวแก่นตะวันและผลิตภัณฑ์แป้งอินูลินและน้ำตาลอินูโลโอลิโกแซ็กคาไรด์ ในด้านอาหารสุขภาพสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานและผู้ต้องการควบคุมน้ำหนัก และการศึกษาศักยภาพของต้นแก่นตะวันภายหลังการเก็บเกี่ยวหัวแก่นตะวันแล้ว เพื่อการผลิตและใช้ประโยชน์เยื่อและกระดาษจากแก่นตะวันในงานหัตถกรรมและบรรจุภัณฑ์ ซึ่งงานวิจัยต่างๆ เป็นการแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มและลดการนำเข้าผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศ

ใครสนใจ โทร.ไปพูดคุยกับ คุณสำราญ สุดาจันทร์ ได้ที่ (089) 864-5493 ค่ะ ฉบับนี้หมดพื้นที่อีกแล้ว พบกันใหม่เมื่อมีโอกาส และคนอ่านในชาติต้องการนะเจ้าคะ สวัสดีค่ะ

เอกสารอ้างอิง

สาโรจน์ ศิริศันสนียกุล ประภาส ช่างเหล็ก พิลาณี ไวยถนอมสัตย์ ชัยภูมิ บัญชาศักดิ์ ธีรวิทย์ เป่ยคำภา เกศศิณี ตระกูลทิวากร วุฒินันท์ คงทัด และเบ็ญจารัชด ทองยืน. การปลูกและการใช้ประโยชน์จากพืชแก่นตะวัน (Jerusalem Artichoke). http://www.rdi.ku.ac.th/kasetresearch54/GroupEconomic/20-Saroj_siri/template.html

พฤษภาคม 4, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

กล้วยหอมทอง…ปลอดสาร ที่เมืองแพร่

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05058151157&srcday=2014-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 587

เทคโนโลยีการเกษตร

บุญฤทธิ์ เผือกวัฒนะ

กล้วยหอมทอง…ปลอดสาร ที่เมืองแพร่

กล้วยหอม มีสรรพคุณมากมายหลายประการ ทั้งเป็นอาหาร และรับประทานให้เป็นยาก็ได้ ทั้งนี้ ก็เพราะว่ากล้วยหอมมีโพแทสเซียมสูง เหมาะสำหรับคนที่มีอาการเป็นตะคริวบ่อยๆ ทั้งยังช่วยบำรุงกล้ามเนื้อไม่ให้อ่อนล้า บรรดานักกีฬาจึงนิยมรับประทานกล้วยหอมกัน

กล้วยหอม มีสารทริปโตแฟน (Tryptophan) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง หากรับประทานแล้วร่างกายสามารถเปลี่ยนให้เป็นสารเซโรโทนิน (Serotonin) ช่วยลดอาการซึมเศร้า และช่วยให้ผ่อนคลาย มีความสุข หายจากความกังวลทั้งปวง

กล้วยหอม มีวิตามินสูงมาก ซึ่งจะช่วยการทำงานของระบบประสาท และช่วยทำให้การทำงานของสมองได้สมดุล

นอกจากนี้ กล้วยหอม ยังมีธาตุเหล็กสูง รับประทานเข้าไปแล้วจะลดโอกาสในการเกิดโรคโลหิตจาง

หน่วยงานด้านอาหารและยา ของประเทศสหรัฐอเมริกา ถึงกับอนุมัติให้ กล้วยหอม เป็นผลไม้ที่สามารถลดความดันโลหิตได้ ซึ่งจะช่วยป้องกันการเป็นโรคความดันโลหิตสูง และลดการเกิดก้อนนิ่วในไตด้วย

ที่กล่าวถึงสรรพคุณของกล้วยหอมมาหลายประการ ผู้เขียนอยากให้ท่านผู้อ่านลองหาพันธุ์หน่อกล้วยหอมมาปลูกข้างๆ บ้าน สัก 1-2 ต้น เพียงเวลาผ่านไปไม่เกิน 12 เดือน ผลกล้วยก็จะเป็นอาหารและยาได้

กล้วยหอมนั้น เคยมีผู้รวบรวมรายชื่อไว้หลายสายพันธุ์ เช่น กล้วยหอมซุปเปอร์แคระ กล้วยหอมทูม็อค กล้วยหอมแอฟริกา กล้วยหอมเสียนเจียนเชียว กล้วยหอมแกรนเนนด์ กล้วยหอมค่อม กล้วยหอมไฮเกท กล้วยหอมทองกาบดำ กล้วยหอมทองพระประแดง กล้วยหอมกะเหรี่ยง กล้วยหอมปิซังอัมบน กล้วยหอมเขียวต้นสูง กล้วยหอมศรีสะเกษ กล้วยหอมน้ำผึ้ง กล้วยหอมภูพาน กล้วยหอมลามัท กล้วยหอมทองป่า กล้วยหอมไต้หวัน กล้วยหอมทองอยุธยา กล้วยหอมจันทน์ กล้วยหอมจำปา กล้วยหอมผลสั้น กล้วยหอมทิพย์นครสวรรค์ กล้วยหอม สพก. 1 กล้วยหอมทองคอคต กล้วยหอมทองปอก เป็นต้น ที่พบเห็นมีการเพาะปลูกอยู่ในประเทศไทยเป็นบางสายพันธุ์เท่านั้น

ที่จังหวัดแพร่ มีเจ้าของสวนกล้วยหอมทองแห่งหนึ่ง ปลูกกล้วยหอมทองโดยไม่พึ่งสารเคมี และมีกระบวนการผลิต ตั้งแต่การปลูก การดูแล จนถึงการเก็บเกี่ยว ที่ถ่ายทอดจากประสบการณ์ไว้อย่างน่าสนใจ

ณ ตำบลบ้านปิน อำเภอลอง จังหวัดแพร่ ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำการเกษตร ได้แก่ ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ทำนา ปลูกไม้ผล จำพวกส้มโอ ส้มเขียวหวาน กล้วย พุทรา สภาพพื้นที่ของตำบลบ้านปินส่วนใหญ่เป็นภูเขา มีที่ราบเพียงเล็กน้อยสำหรับทำนา และมีที่ราบริมฝั่งแม่น้ำยม

คุณมณฑา ไชยพรม เกษตรกรหญิงผู้ปลูกกล้วยหอมทอง ซึ่งผู้เขียนขอนำมาเสนอนั้น จบการศึกษาด้านครู แต่ไม่เคยเป็นครู เริ่มต้นทำงานที่กรุงเทพฯ กลับมาค้าขายที่บ้าน คุณมณฑาเล่าให้ฟังว่า ครอบครัวชอบบริโภคกล้วยหอม ซื้อจากห้างราคาค่อนข้างแพง ตนมีที่ดินอยู่แปลงหนึ่ง ประมาณ 8 ไร่ ริมฝั่งแม่น้ำยม ซึ่งเดิมเป็นสวนส้มเขียวหวาน เจ้าของเดิมเลิกปลูกไปแล้ว และพื้นที่ดังกล่าวมีลักษณะที่ลาดจากเชิงเขาเล็กน้อย ดินค่อนข้างแข็ง อันเป็นผลมาจากการปลูกส้ม

คุณมณฑา เล่าต่อว่า หลังซื้อที่ดินแปลงนี้มา ได้ดำเนินการปรับปรุงสภาพดิน โดยใช้แกลบและมูลสุกรผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วราดด้วยสารเร่ง พด.2 หมักไว้ 3 เดือน จึงนำไปโรยรอบๆ บริเวณที่จะปลูกกล้วยหอมทอง

“เมื่อแรก ได้ทดลองปลูกกล้วยหอมทอง เพียง 100 ต้น เพื่อจะพิสูจน์ว่า จะได้ผลผลิตหรือไม่ และมีคุณภาพเป็นประการใด” คุณมณฑา กล่าว

คุณมณฑา ได้บอกถึงขั้นตอนในการปลูกกล้วยหอมทองว่า

การเตรียมหลุมปลูก ใช้อุปกรณ์ขุดหลุมให้กว้างxยาวxลึก 30 เซนติเมตร แล้วราดด้วยน้ำส้มควันไม้ เจือจางด้วยน้ำ อัตรา 1:20 ตากแดดไว้ 3-4 วัน จากนั้นใส่ปุ๋ยคอกคลุกเคล้ากับดินที่ขุดมากองไว้ตอนแรก แหวกกลางหลุม วางหน่อกล้วยโดยให้ด้านที่ไม่มีแผลจากการขุดหันไปทางทิศตะวันออก เพราะมีความเชื่อว่า กล้วยจะออกปลีทางทิศตะวันออก จากนั้นอัดดินรอบๆ หน่อกล้วยให้แน่น ใช้จอบพรวนดินรอบๆ หน่อกล้วย โรยด้วยแกลบหมัก ให้ได้รัศมี 60 เซนติเมตร เพื่อให้รากที่จะออกมาหากินอาหารได้ง่ายขึ้น เพราะรากกล้วยจะหากินบริเวณพื้นดิน จากนั้นราดน้ำหมักชีวภาพให้ชุ่ม เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการปลูก

สำหรับหน่อกล้วยหอมทองนั้น คุณมณฑาเล่าว่า จะต้องตัดแต่งเอารากเดิมออก ตัดปลายทิ้ง เหลือไว้สำหรับต้นและกาบใบ ประมาณ 2 ฟุต นำไปแช่น้ำส้มควันไม้ เจือจางด้วยน้ำหมักชีวภาพ และน้ำ (อัตรา น้ำส้มควันไม้ 400 ซีซี น้ำหมักชีวภาพ 100 ซีซี และน้ำ 20 ลิตร) แช่ไว้อย่างน้อย 1 คืน เพื่อให้แน่ใจว่า ไม่มีโรคที่ติดมากับดิน และหนอนกอ ถ้ามีก็จะตายด้วยการแช่หน่อกล้วยนั้น

สิ่งสำคัญ อยู่ที่ น้ำ

การให้น้ำแก่กล้วยหอมทองนั้น คุณมณฑาเล่าว่า แม้ที่ดินจะอยู่ติดแม่น้ำยม แต่การนำน้ำขึ้นมาใช้ค่อนข้างลำบาก อันเนื่องจากพื้นน้ำอยู่ลึกลงไปจากตลิ่งมาก แม่น้ำยมเป็นแม่น้ำสายเดียวที่ไม่มีเขื่อนกั้น ฤดูฝนน้ำมากจนล้นตลิ่ง ฤดูร้อนน้ำแห้ง ดังนั้น ในหน้าแล้งต้องใช้เครื่องสูบน้ำ ปีแรกที่ปลูก ยังไม่กล้าที่จะลงทุนมาก จึงใช้ปั๊มขนาดเล็กสูบน้ำขึ้นมา แล้วใช้สายยางเดินรดทีละต้น จากลักษณะของกล้วยหอมทองที่ชอบชื้น แต่ไม่ชอบแฉะ จึงต้องให้น้ำค่อนข้างถี่สักหน่อย

เมื่อกล้วยหอมทองให้ผลผลิตในปีแรกแล้ว คุณมณฑามั่นใจว่า พื้นที่ดังกล่าวพอจะปลูกกล้วยหอมทองได้ จึงขยายหน่อจากที่ขุดออก แล้วนำไปปลูกในพื้นที่ว่าง โดยปลูกเฉพาะช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม ครั้งละ 200-300 หน่อ ถ้าพ้นจากระยะเวลาดังกล่าว กล้วยจะเติบโตระยะแรก แต่จะไปเจอหน้าร้อน จะมีปัญหามากมาย

ส่วนเรื่องน้ำนั้น ใช้มอเตอร์ ขนาด 3 แรงม้า สูบน้ำขึ้นมาและวางท่อเมน ขนาด 2 นิ้ว และ 1 นิ้วครึ่ง ทดด้วยท่อ 4 หุน เป็นตารางหมากรุก 4×4 เมตร คุณมณฑา กล่าวเพิ่มเติม

ดูแลยากกว่ากล้วยบางสายพันธุ์

ในการดูแลเอาใจใส่ต่อกล้วยหอมทองนั้น คุณมณฑาเล่าว่า เมื่อกล้วยหอมทอง อายุ 3 เดือน จะฉีดพ่นด้วยน้ำส้มควันไม้ ผสมกับน้ำหมักขี้หมู ให้ทั่วทั้งลำต้นและใบ (ส่วนผสม น้ำส้มควันไม้ 200 ซีซี น้ำหมักขี้หมู 100 ซีซี และน้ำ 20 ลิตร) โดยเชื่อว่าเป็นการป้องกันแมลง และให้ธาตุอาหารเสริมแก่กล้วยหอมทอง

เมื่ออายุกล้วยได้ 5-6 เดือน จะแตกหน่อรอบๆ ต้นแม่จำนวนมาก จึงขุดออก เหลือไว้เพียง 2 หน่อ ประกบกับต้นแม่ เพื่อช่วยพยุงกันไว้ไม่ให้ต้นโค่น โดยหน่อที่รักษาไว้ให้อยู่ทิศตรงกันข้าม หน่อที่แยกออกไปนำไปปลูกต่อ กระทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ทั้งนี้ ต้องขยันแต่งกาบ ลำต้น ตัดใบแห้ง ใบแก่ออก สับเป็นชิ้นเล็กๆ กลบไว้โคนต้นให้สลายเป็นปุ๋ยต่อไป ส่วนใบที่เหลืออยู่ ถ้ามีมากจะตัดเหลือ 7-8 ใบ เป็นพอ

กล้วยหอมทอง ในเดือนที่ 9-10 จะเริ่มออกปลีดอก แต่เมื่อเห็นใบธงออกมา จะต้องตัดหน่อข้างๆ ออกก่อน เครือกล้วยจะออกจนสุด ใช้เวลาประมาณ 15 วัน ก็จะตัดปลีออก การตัดปลีออกก็เพื่อไม่ให้เป็นที่หลบซ่อนของเชื้อโรค ทั้งนี้ มีผลวิจัยว่า การไม่ตัดปลีออกไม่ได้ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของผลกล้วยแต่อย่างใด

คุณมณฑา เล่าว่า ขั้นตอนต่อไปนี้ก็ยุ่งยากพอสมควร คือต้องห่อหุ้มเครือกล้วย และใช้ไม้ไผ่ค้ำเครือกล้วย โดยเฉพาะช่วงปลายฝนต้นหนาว และตลอดฤดูร้อน แต่ก่อนที่จะห่อหุ้ม ได้พ่นน้ำหมักชีวภาพจากหน่อกล้วยให้ทั่วทั้งต้นและเครือกล้วย จากนั้นนำถุงขนาดใหญ่กว่าเครือกล้วยห่อเครือกล้วย แล้วใช้เชือกผูกมัดที่งวงเครือ จากนั้นใช้มีดกรีดก้นถุง เหตุที่ต้องห่อก็เพื่อกันแมลง และได้กล้วยที่มีผิวสวย

การค้ำกล้วยหอมทอง จะใช้ไม้ไผ่ซึ่งปลูกไว้ในสวน ปักลงในดินแนบกับต้นกล้วย แล้วใช้เชือกผูกมัด 3 ช่วง คือที่เครือกล้วยกับงวงกล้วย จากลำต้นลงมา 2 ฟุต และกลางลำต้น ทั้งนี้ เนื่องจากเครือกล้วยหอมทองเมื่อใกล้จะตัดจะมีน้ำหนักมาก ขณะที่กาบกล้วยทั้งลำค่อนข้างบอบบาง รับน้ำหนักไม่ไหว หากไม่ดำเนินการค้ำก็จะหักคอ หรือกลางลำต้น ความเสียหายจะตามมา เสียทั้งเวลาและการลงทุน

ระยะจากนี้จนถึงก่อนตัด คุณมณฑา จะให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยสังเกตดูที่พื้นดินบริเวณต้นว่ามีความชื้นเพียงพอหรือไม่

การเก็บผลผลิต

อย่างภาคภูมิใจ

สำหรับขั้นตอนในการเก็บเกี่ยวผลผลิตนั้น คุณมณฑาให้รายละเอียดว่า หลังจากได้ดำเนินการปลูกกล้วยหอมทองแล้ว จะจดบันทึกข้อมูล วัน เดือน ที่จะปฏิบัติการ เช่น วันที่จะพ่นน้ำหมักชีวภาพ วันที่จะแต่งกอกล้วย วันที่ห่อเครือกล้วย เป็นต้น

แล้วใช้ข้อมูลจากที่บันทึกนั้นเป็นปฏิทินการปฏิบัติงาน เมื่อระยะเวลาใกล้เคียงว่า กล้วยนั้นน่าจะตัดเครือได้ ก็จะเดินดูทุกต้น ดูว่ากล้วยหอมทองเครือใดที่ใกล้จะตัดได้อีก 1-2 สัปดาห์ ก็จะผูกด้วยเชือกสีเขียวไว้เป็นสัญลักษณ์ เครือใดที่ตัดได้ก็จะตัดทันที โดยใช้ประสบการณ์คาดคะเนดูว่า ผลกล้วยหมดเหลี่ยมแล้ว จนผลกล้วยออกลักษณะกลม ประมาณ 45-60 วัน หลังจากตัดปลี

หลังจากตัดลงมาแล้วชำแหละทีละหวี ล้างน้ำเปล่าให้สะอาดทันที จนหมดยางกล้วย นำไปผึ่งลมแล้วจึงนำไปบ่ม

ขายผลผลิตเองในท้องถิ่น

ในด้านการตลาดนั้น คุณมณฑาให้ข้อมูลว่า ขายที่หน้าบ้าน แรกๆ ก็รู้สึกกังวลว่าจะขายกล้วยหอมทองไม่ได้ แต่มีความเชื่อมั่นในคุณภาพของกล้วยหอมทอง ซึ่งลงมือปลูกเอง กล่าวคือ

1. ปลอดสารเคมีแน่นอน เพราะไม่ได้ใช้สารเคมี

2. เนื้อกล้วยหอมทอง เหนียวเนียน นุ่มละเอียด หวาน และมีกลิ่นหอม

คุณมณฑา กล่าวเพิ่มเติมว่า ทุกวันนี้ไม่พอขาย แต่ไม่ได้ขายในปริมาณมาก พอขายหมดแล้วก็จะไปตัดมาใหม่ หากกล่าวถึงราคาขาย คุณมณฑา ขายหวีละ 25-40 บาท ทั้งนี้ แล้วแต่ขนาดและจำนวนผลกล้วย ซึ่งในสภาวะตลาดท้องถิ่น ราคาขนาดนี้ก็พอใจแล้ว แต่ถ้าเป็นกล้วยน้ำว้า จะขายได้เพียง หวีละ 5-8 บาท เท่านั้น คุณมณฑา กล่าวทิ้งท้าย

คุณมณฑา ได้สรุปเป็นบทเรียนทิ้งท้ายไว้ว่า “ในการผลิตกล้วยหอมทองให้ได้คุณภาพนั้น ได้ปฏิบัติการมาจนมั่นใจตั้งแต่การเตรียมหน่อที่จะปลูก การขุดหลุมปลูก การดูแลกล้วยหอมทองก่อนเก็บผลผลิต และหลังการเก็บเกี่ยว จนถึงผู้บริโภคว่า ได้ดำเนินการอย่างเอาใจใส่ที่สุดแล้ว ทั้งยังกล่าวอีกว่า จากการศึกษาของตน พบว่า กล้วยหอม มีประโยชน์ในทางยาด้วย เช่น

– รับประทานกล้วยหอมกับน้ำผึ้งในตอนเช้า และก่อนนอน ครั้งละ 1 ผล จะช่วยบรรเทาอาการท้องผูก

– รับประทานกล้วยหอม เพียง 1-2 คำ ในมื้อเช้า กลางวัน และเย็น จะช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้องได้

– รับประทานกล้วยหอมแล้ว จะช่วยยับยั้งการเกิดโรคต่างๆ ในช่องปาก จึงช่วยระงับกลิ่นปากได้ด้วย

ก็ทดลองรับประทานกล้วยหอมกันนะครับ ติดต่อพูดคุยกับ คุณมณฑา ไชยพรม ได้ที่ โทร. (086) 913-0470

พฤษภาคม 4, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

มข. ยกนิ้ว…ข้าวโพดสีม่วง สุดยอด แปรรูปได้สารพัด

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060151157&srcday=2014-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 587

เทคโนโลยีการเกษตร

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

มข. ยกนิ้ว…ข้าวโพดสีม่วง สุดยอด แปรรูปได้สารพัด

วันก่อนไปงานของมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) รศ.ดร. กมล เลิศรัตน์ จากคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) อดีตนักเรียนทุนมหิดล ซึ่งเป็นอาจารย์ที่มีผลงานทางวิชาการมากมาย ได้นำข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วงไปแปรรูปในหลากหลายรูปแบบมาให้กินกัน ทั้งข้าวโพดคลุกใส่มะพร้าว-งา โรยน้ำตาล คุกกี้ข้าวโพด และน้ำข้าวโพดสีม่วง สวย ปรากฏว่าทุกคนที่ได้ชิมต่างชอบในรสชาติ และหลายรายซื้อคุกกี้กลับไปบ้าน

แนะสูตรทำน้ำข้าวโพดผสมผลไม้

รศ.ดร. กมล เลิศรัตน์ แจกแจงว่า ข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วง ซึ่งเป็นพันธุ์ผสมเปิดที่เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อได้นั้น สามารถนำมาแปรรูปใช้ประโยชน์ได้เกือบทุกส่วน แต่ในอดีตบ้านเรากินแต่เมล็ดข้าวโพดสด หลังจากนั้นไม่ได้ใช้อะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นซังหรือไหม ทั้งที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้

สำหรับเมล็ดข้าวโพดนั้น หากเก็บมาสดๆ นำมาฝานแล้วไปนึ่งให้สุก จากนั้นคลุกกับมะพร้าวและงา ซึ่งสามารถเก็บในรูปแช่แข็งไว้ได้ด้วย ส่วนซังกับไหมนั้นนำไปสับแล้วเอาไปต้ม จะได้น้ำสีม่วง จากนั้นเติมน้ำผลไม้อย่างอื่นเข้าไป เพื่อให้มีรสชาติตามต้องการ

สูตรน้ำข้าวโพดสีม่วง ที่ทาง รศ.ดร. กมล นำมาให้ดื่มนั้น เจ้าตัวเล่าว่าผสมหลายอย่าง เช่น สับปะรด เนื่องจากน้ำข้าวโพดจะไม่มีกลิ่น มีรส แต่จะมีสี ซึ่งจะมีสารแอนโทไซยานิน มีคุณสมบัติแอนตี้ออกซิแดนซ์ มีประโยชน์ต่อสุขภาพ พอทำน้ำเสร็จแล้ว ซังที่ต้มเปื่อยแล้วก็เอามาผสมทำคุกกี้ต่อ จะเป็นไฮไฟเบอร์ ใช้ได้ทั้งซังอ่อนและซังแก่ คุกกี้ที่ได้จะเป็นคุกกี้เพื่อสุขภาพ โดยลดน้ำตาล เนย และเกลือ

กรณีเป็นเมล็ดข้าวโพดแห้ง ถ้าไม่ปลูก หรือไม่ใช้เลี้ยงสัตว์ สามารถนำมาแปรรูปเป็นข้าวโพดทอด ฝรั่งเรียก corn nut คือ นำเมล็ดมาผสมผงปรุงรสหน่อย ซึ่งเป็นกลุ่มของข้าวโพดข้าวเหนียว ไม่เหมือนกับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่จะแข็ง กรอบ แล้วก็อมน้ำมัน แต่สำหรับข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วงจะมีเทคเจอร์ มีรสสัมผัสที่คนไทยคุ้นเคย

“จะเห็นได้ว่า เราสามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด ชุมชนสามารถนำไปแปรรูปขายในชุมชน ขายให้กับเด็กนักเรียนได้ เราเคยไปส่งเสริมให้เกษตรกรที่กาฬสินธุ์ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งทำ ตอนนี้ชุมชนในหมู่บ้านแห่งนั้นเริ่มพัฒนาตัวเอง ทำขายในท้องถิ่น ชาวบ้านเขาเก่งมาก ในกรณีของน้ำข้าวโพดม่วง ชาวบ้านเอาไปย้อมสีข้าวเหนียว กลายเป็นข้าวเหนียวม่วง แล้วเอาไปทำไอศกรีมก็กลายเป็นไอศกรีมสีม่วง ซึ่งเป็นสีผสมอาหารตามธรรมชาติ”

รศ.ดร. กมล บอกอีกว่า ในทางวิชาการ ทาง มข. ได้พัฒนาไปสู่มิติของอุตสาหกรรมแล้ว โดยทางคณะเทคโนโลยีภาควิชาอาหาร พัฒนาเป็นแคปซูล เป็นกึ่งสำเร็จรูป แทนที่จะมาต้มเสียเวลา ก็ฉีกซองเติมน้ำอุ่นได้เลย นอกจากนี้ ทำเป็นคุกกี้ เป็นมิติของสุขภาพ ซึ่งก็ได้ 2 ระดับ คือระดับชุมชนทำเอง กับคนมีเงินที่สะดวกซื้อแบบสำเร็จรูป

ชี้ทำเป็นยาและอาหาร

เพื่อสุขภาพได้

พูดถึงในส่วนของไหม รศ.ดร. กมล ระบุว่า มีสารอาหารที่ดีอยู่เป็นจำนวนมาก อย่างที่ เกาหลี มีชาไหมข้าวโพด แต่บ้านเรายังไม่มีคนทำ เฉพาะตัวไหมก็มีมูลค่าสูงมากในด้านสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ตอนนี้ทาง มข. กำลังศึกษาอยู่ อย่างตนเองมีหน้าที่วิจัยเรื่องพันธุ์ พร้อมแปรรูปไปสู่ระดับชุมชน ด้านฟู้ดไซน์ก็แปรรูประดับอุตสาหกรรม ทางแพทย์ศึกษาทางมิติสุขภาพ

ส่วนเภสัชก็ไปศึกษาในหนู ในคน ว่าช่วยในเรื่องของความดัน เบาหวาน หรือไม่ เป็นการทำวิจัยแบบครบวงจร ซึ่งต้องใช้ข้าวโพดสีม่วง เพราะว่าเรื่องสีสำคัญ ในพืชผัก สีจะดีหมด ในต่างประเทศแถบยุโรปมีการลงทุนวิจัยกันมหาศาล ในบ้านเรากินเมล็ดเสร็จแล้วโยนทิ้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่เสียของมาก ขอแนะนำเลยว่า ถ้าซื้อข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วงกินสดต้องกินน้ำเลย เพราะสีจะออกมาจากเมล็ด จากซังด้วย ต้มแล้วฟรีซไม่ต้องผสมอะไร

รศ.ดร. กมล ให้คำแนะนำสำหรับคนที่สนใจจะทำผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับข้าวโพดม่วงว่า สามารถทำแปรรูปอยู่ในระดับครัวเรือนได้เลย เพราะข้าวโพดคลุกในกรุงเทพฯ หากินยาก และลองทำดูว่าสามารถฟรีซใส่กล่องเหมือน 7-11 (เซเว่นฯ) ทำได้หรือไม่ เริ่มต้นอาจขายในหมู่บ้าน ขายเด็กนักเรียน รวมถึงการทำเครื่องดื่มน้ำข้าวโพดก็ดีต่อสุขภาพ ไม่ใช่ให้ไปดื่มเครื่องดื่มทั่วไปที่มีน้ำตาลอย่างเดียว

รศ.ดร. กมล บอกด้วยว่า ทั้งไหมและซังข้าวโพดถ้าจะให้เกิดมูลค่าที่คุ้มค่าจริงๆ ต้องทำเป็นอุตสาหกรรมยา ซึ่งกำลังคิดทำซังเป็นแคปซูลเพื่อสุขภาพ แม้กระทั่งยาย้อมผม หรือยาปะแผล โดยทางการแพทย์ก็พิสูจน์ไป ขณะเดียวกันทางยุโรปมีการลงทุนมากในเรื่องผักที่มีสีทั้งหมด เช่น ผักสีม่วง สีแดง สีส้ม ซึ่งจะมีสารสำคัญดีต่อสุขภาพ ในเชิงป้องกันโรค

เปิดสูตรทำคุกกี้จากซัง

คุณจารุวรรณ หินไชยศรี เลขานุการศูนย์วิจัยปรับปรุงพันธุ์พืชเพื่อการวิจัยที่ยั่งยืน มข. ซึ่งเป็นคนที่ทำคุกกี้ข้าวโพดสีม่วง แจกแจงเกี่ยวกับขั้นตอนการทำให้ฟังว่า ส่วนผสมก็มีแป้งสาลี มีเนย มีน้ำตาล และที่เพิ่มเข้ามาคือ น้ำข้าวโพดสีเข้มข้นและตัวซังข้าวโพดบด เพื่อมาเพิ่มไฟเบอร์ จะใส่ในขั้นตอนที่ตีเนยให้ขึ้นฟูแล้วใส่น้ำเข้มข้น ส่วนตัวผงซังข้าวโพด ใส่เมื่อตอนร่อนแป้ง

ส่วนซังข้าวโพดใช้ได้ทั้งที่แก่และซังอ่อน เพราะเป็นสีม่วงอยู่แล้ว ซังข้าวโพดมีทั้งแบบที่ต้มแล้ว และยังไม่ต้ม ซึ่งใช้ได้ทั้งสองแบบ โดยเอาไปบดให้ละเอียด ถ้ายังไม่แห้งก็เอาไปอบแล้วนำมาร่อน เอาผงมัน ทำครั้งหนึ่งใช้ผงซังข้าวโพด 20 กรัม ต่อแป้ง 240 กรัม

เธอบอกว่า คุกกี้ข้าวโพดม่วงนี้ คนกินแล้วก็ชอบ ปกติขายที่หมวดพืชผัก ทำเป็นช่วงๆ โดยเฉพาะตอนออกงาน เพื่อนำไปให้ชิมและให้ซื้อด้วย กล่องหนึ่ง 125 บาท สำหรับคนสนใจสามารถมาเรียนวิธีทำได้ แต่ต้องรวมกลุ่มใหญ่ๆ ประมาณ 10 คน ขึ้นไป ติดต่อมาที่ศูนย์ปรับปรุงพันธุ์พืชเพื่อการวิจัยที่ยั่งยืน มข. โทร. (043) 202-696

นับว่าเป็นข้าวโพดอีกชนิดที่สามารถนำมาแปรรูปได้หลากหลาย ที่สำคัญยังไม่มีใครทำขายจริงจัง ฉะนั้น ใครทำขายก่อนรับรองมีลูกค้าซื้อแน่นอน

พฤษภาคม 4, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ไม่แปลก แต่จริง…เมื่อชาวสวน ที่ตำบลนางลือ ชัยนาท เพิ่มผลผลิตพริกด้วยการ “เหยียบต้น”??

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05064151157&srcday=2014-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 587

เทคโนโลยีการเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ไม่แปลก แต่จริง…เมื่อชาวสวน ที่ตำบลนางลือ ชัยนาท เพิ่มผลผลิตพริกด้วยการ “เหยียบต้น”??

ความจริงแล้ว การปลูกพริก ดูเป็นเรื่องธรรมดาของคนทั่วไป อาจเป็นเพราะพืชชนิดนี้ปลูกและเจริญเติบโตได้ง่ายในดินเกือบทุกชนิด แม้จะชอบดินร่วนปนทรายมากที่สุดก็ตาม

การปลูกพริกของแต่ละรายมีความตั้งใจต่างกัน บางคนปลูกไว้ข้างบ้านเก็บเม็ดพริกทำอาหาร แม่ค้าขายอาหารโยนเม็ดพริกที่เน่าไว้ข้างร้าน ไม่นานพริกโตขึ้นยังเก็บมาใช้ประโยชน์กับอาชีพตัวเอง หรือบางรายตั้งใจปลูกจริงเพื่อเป็นการค้า อาจปลูกมากบ้าง น้อยบ้าง คงแล้วแต่งบประมาณที่มี ฉะนั้นพริกจึงมีคุณค่าและเกิดประโยชน์ได้กับทุกคน

โดยปกติแล้วการเพิ่มผลผลิตพริกอาจต้องมีขั้นตอน วิธีการตามแบบแผนสักเล็กน้อย อาทิ ผสมปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปรับหน้าดินให้ละเอียดและเรียบ ใช้แกลบหรือฟางข้าวบางๆ กลบหน้าดินให้เข้ากัน เพื่อเป็นการบำรุงต้นให้มีความสมบูรณ์รองรับกับผลผลิตที่จะมีขึ้น

แต่เจ้าของสวนที่ชัยนาท กลับพลิกตำรา และเปลี่ยนมาใช้วิธีเพิ่มผลผลิต ด้วยการ “เหยียบต้นพริก”??

เทคโนฯ เล่มนี้ จะชวนท่านผู้อ่านไปดูชาวบ้านปลูกพริกแซมในสวนส้มโอ ที่ชัยนาท โดยเจ้าของมีความชอบพริกเป็นการส่วนตัว เลยไปหามาพร้อมกับตั้งใจปลูกเพื่อเก็บไว้ใช้ในครัวเรือน ต่อมาภายหลังมีผู้คนเดินเหยียบย่ำต้นพริกที่ปลูก ปรากฏว่าต้นพริกไม่ตาย กลับมียอดใหม่แตกขึ้นมาแล้วให้ผลผลิตดกมากขึ้นกว่าเดิมอีก มีจำนวนเม็ดพริกเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกหลายเท่า จากนั้นมาจึงทำเช่นนี้กับพริกที่เหลือ ทำให้เจ้าของสวนต้องเร่งเก็บผลผลิตไปส่งขายตามตลาดสดและร้านอาหาร สร้างรายได้อย่างงดงาม ด้วยเหตุผลนี้ถ้าจะเรียกปรากฏการณ์เช่นนี้ว่าเป็นการปลูกพริกแบบเหยียบต้นคงจะไม่ว่ากัน

คุณธนทัต ปัญญาดิลก มีชื่อเล่นว่า คุณส้มผิว และ คุณบำรุง ปัญญาดิลก หรือ คุณเบิ้ม ทั้งสองคนเป็นเจ้าของสวนส้มโอ อยู่ที่ตำบลนางลือ อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท ที่มีชื่อว่า “สวนส้มโอตาเบิ้มขนส่ง” เหตุที่ต้องมี คำว่า ขนส่ง ห้อยท้าย เพราะทั้งสองมีงานเป็นหลักแหล่งอยู่ที่ขนส่งชัยนาท ฉะนั้นการทำสวนส้มโอจึงเป็นรายได้อีกทางที่ทั้งสองคนพึงต้องทำ

สวนส้มโอตาเบิ้ม ปลูกส้มโอขายมานานกว่า 14 ปี ในเนื้อที่ 10 ไร่ มีจำนวน 400 กว่าต้น คุณส้มผิวบอกเหตุผลที่ส้มโอขาวแตงกวามีรสชาติอร่อยว่า เพราะเกิดจากการดูแลบริหารจัดการสวน ที่สำคัญคือการใช้ปุ๋ยหมักแทนปุ๋ยเคมี จนทำให้ได้ความหวานถึง 11.5 บริกซ์ และด้วยความมีคุณภาพของส้มโอสวนนี้ จึงทำให้ได้รับการรับรองเป็นสวนแบบ GAP และ GI

ภายในสวนส้มโอมีการปลูกมะนาวพันธุ์แป้นพิจิตร จำนวน 100 กว่าต้น พริกขี้หนู ตลอดจนพืชสวนครัวหลายชนิดไว้ในลักษณะผสมผสาน แต่ที่น่าสนใจคือ ต้นพริกที่มีขนาดกอใหญ่มาก สอบถาม คุณพยนต์ หรือ ลุงดำ ผู้ดูแลสวนแห่งนี้มานาน ทราบว่าเป็นพริกขี้หนูที่มีชื่อว่า แกว และที่เห็นว่ามีขนาดกอพริกใหญ่เช่นนี้เพราะต้อง…เหยียบกิ่ง

ระหว่างสนทนาลุงดำเก็บเม็ดพริกสีแดงสด เม็ดสวยมาให้ดูจำนวนหนึ่ง แล้วบอกว่า คราวที่ปลูกพริกไว้ยังไม่ได้คิดอะไร ครั้นพอเกิดน้ำท่วมขึ้น ชาวบ้านจึงต้องใช้เส้นทางที่ปลูกพริกนี้สัญจรเพื่อหลบน้ำ คนเดินบ้าง สุนัขเดินบ้าง ได้เหยียบย่ำต้นไม้หลายชนิด รวมถึงต้นพริกที่ปลูกไว้ด้วย

“พอสังเกตเห็นว่า ทำไม ต้นพริกที่ถูกเหยียบกลับไม่ตาย แล้วยังมียอดแตกใหม่จำนวนมากโผล่ขึ้นมาตั้งตรงได้อีก พอปล่อยไว้จะมีดอกออกผลได้ทันที จนทำให้พริกต้นนั้นเจริญเติบโตเป็นทรงพุ่มที่ออกเม็ดพริกทั่วทั้งต้น แล้วลองเทียบต้นพริกข้างเคียงที่ไม่ได้เหยียบว่า ต้นจะโตสูงขึ้นเพียงต้นเดียวในแนวตรงเท่านั้น แล้วผลผลิตก็ไม่ได้ดกอย่างนี้”

ลุงดำ เผยถึงเทคนิคและวิธีการเหยียบกิ่งพริกว่า ควรเลือกต้นที่ปลูกมาแล้ว มีอายุราว 3 เดือน และควรเหยียบในช่วงหน้าฝน เพราะดินจะชุ่มน้ำ จึงไม่ทำให้กิ่งหักง่าย หรือมิเช่นนั้นก็อาจใช้วิธีรดน้ำให้ดินบริเวณโคนกอมีความชุ่มมากและค่อยเหยียบ โดยให้เหยียบกิ่งในลักษณะค่อยๆ โน้มลงในแนวระนาบกับพื้นดิน

“โดยธรรมชาติของไม้แล้ว กิ่งที่ถูกโน้มลงจะหยุดการเจริญเติบโต จากนั้นจะเริ่มมีกิ่งใหม่แตกออกมาในลักษณะตั้งตรง แต่กิ่งเดิมจะไม่ตาย เพราะยังมีน้ำ อาหารหล่อเลี้ยงอยู่ การทำวิธีนี้จะเหยียบทุกกิ่ง ดังนั้น พอกิ่งใหม่โตขึ้นจำนวนหลายกิ่งจะทำให้เกิดเป็นกอพริกขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งจะมีเม็ดพริกจำนวนมากด้วย”

ส่วนการดูแลพริกให้สมบูรณ์เช่นนี้มีวิธีการอย่างไรนั้น ลุงดำ เผยว่า ไม่ต้องดูแลใส่ปุ๋ยอะไรเลย ปลูกแบบปล่อยตามธรรมชาติ เพราะพริกจะได้รับปุ๋ยและอาหารอื่นจากส้มโอ ซึ่งเป็นปุ๋ยทางธรรมชาติที่ทำไว้ใช้เอง แต่สำหรับต้นที่โทรมเป็นเพราะเกิดจากเชื้อรา อันเนื่องมาจากที่มีฝนตกหนัก อย่างไรก็ตาม ต้นพริกที่ปลูกไว้จะปล่อยไปจนมีอายุราว 3 ปี จากนั้นค่อยตัดทำสาว

คุณส้มผิว ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า ที่ปลูกอยู่เป็นพริกขี้หนูทั้ง 2 ชนิด อย่างแรกชื่อ พริกแกวโม่ง และพริกแกวขี้หนู ที่มีเม็ดเล็กกว่าแกวโม่ง ขายดีมาก แม้พริกแกวโม่งราคาถูกกว่า แต่เก็บได้จำนวนมากกว่า แล้วจะเริ่มเหยียบภายหลังพริกออกเม็ดหนึ่งรุ่นแล้ว และควรทำช่วงหน้าฝนจะดีที่สุด หรือมิเช่นนั้นต้องรดน้ำให้ดินชุ่มน้ำมากบริเวณโคนกอที่จะเหยียบหรือโน้มกิ่ง ที่สำคัญอย่าให้ดินแห้งเด็ดขาด หลังจากเหยียบกิ่งพริกแล้วราว 20-30 วัน กิ่งใหม่จะเริ่มแตกยอดพร้อมกับมีดอกทันที

เจ้าของสวนเผยถึงการเก็บเม็ดพริกว่า แต่ละครั้งเก็บได้ต้นละกิโลกว่า นำไปขายส่งที่ตลาดสดอาทิตย์ละกว่า 10 กิโลกรัม ราคาขายส่ง ถ้าเป็น แกวขี้หนู ส่งขายราคา กิโลกรัมละ 150 บาท ส่วน แกวโม่ง ส่งขายราคา กิโลกรัมละ 120 บาท ทั้งนี้มีรายได้จากพริกตกเดือนละไม่ต่ำกว่า 3,000-4,000 บาท ถ้าช่วงไหนตลาดสดต้องการน้อยลงและราคาไม่ดี ก็จะเก็บตากแห้ง ทำเป็นพริกป่นส่งร้านก๋วยเตี๋ยว

คุณส้มผิว ชี้ว่าพริกมีราคาดีช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ทั้งนี้เพราะเป็นช่วงที่พริกขาดแคลนตลาด เนื่องจากแล้งจัด ยิ่งราวเดือนเมษายน-พฤษภาคม อากาศร้อนมาก เม็ดพริกจะแห้งตายหมด พร้อมทั้งแนะว่าไม่ควรปลูกพริกกลางแจ้ง แต่พริกที่สวนปลูกอยู่ในร่มแบบมีแดดรำไรจึงมีผลผลิตตลอดเวลา

ทางด้านการดูแลพริก คุณสมผิว บอกว่า ปุ๋ยพริกไม่ได้ใส่เลย จะไม่เน้นหรือให้ความสำคัญนัก เพราะอยู่ในสวนส้มโออยู่แล้ว และคิดว่าปลูกพริกเพื่อเป็นรายได้เสริมเท่านั้น แต่พริกจะได้ประโยชน์จากการหว่านปุ๋ยอินทรีย์ในสวนส้มโอไปทั่วแปลง

เธอชี้ว่า การที่พืชผลในสวนมีความเจริญงอกงามดีนั้น เป็นผลมาจากการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้ผสมไว้ใช้เอง จากส่วนผสมปุ๋ยหมักอันได้แก่ รำละเอียด จมูกข้าว แกลบที่หมักไว้เป็นเวลา 1 ปี ขี้วัว ขี้ค้างคาว ผักปลอดสารแห้ง แล้วนำมาคลุกเคล้ากัน โดยจะหว่านใส่ในแปลงช่วงปลายปี ในปริมาณ 1 ตัน ซึ่งมีอัตราส่วนดังนี้ จมูกข้าว และรำละเอียด อย่างละ 300 กิโลกรัม, แกลบที่หมักไว้แล้ว 1 ปี จำนวน 500 กิโลกรัม, ขี้วัว จำนวน 10 กระสอบ, ขี้ค้างคาว จำนวน 10 กระสอบ

นอกจากนั้น ใช้ EM จำนวน 3 แก้ว, กากน้ำตาล จำนวน 3 กิโลกรัม, ปุ๋ยหมักจากเศษอาหารและเศษปลา แล้วให้นำมาคลุกเคล้าให้เข้ากันบนลาน จากนั้นใช้เครื่องบดน้ำแข็งปั่นให้ละเอียด แล้วบรรจุใส่ถุงปุ๋ย เก็บไว้สัก 1 เดือน

สนใจสอบถามข้อมูลรายละเอียดการปลูกพริกแบบเหยียบ หรือต้องการหาซื้อผลผลิตส้มโอ กิ่งพันธุ์ส้มโอ กิ่งพันธุ์มะนาวแป้นพิจิตร ติดต่อโดยตรงได้ที่ คุณธนทัต ปัญญาดิลก (คุณส้มผิว) โทรศัพท์ (081) 886-5977 หรือ คุณบำรุง ปัญญาดิลก (คุณเบิ้ม) โทรศัพท์ (081) 037-4310

พฤษภาคม 4, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

เพกา ผักเป็นยาไทย จะไม่มีวันสูญหาย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05050011157&srcday=2014-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 586

เทคโนโลยีการเกษตร

อดุลศักดิ์ ไชยราช

เพกา ผักเป็นยาไทย จะไม่มีวันสูญหาย

ฤดูฝน บรรดาต้นไม้ต่างๆ ก็จะเจริญเติบโตให้ดอกผลกันอย่างสะพรั่ง ยิ่งช่วงที่ผ่านฝนมาระยะหนึ่งแล้ว ต้นหมากรากไม้แข่งกันให้ผลผลิต ไม้ผลก็เยอะมากมายหลายอย่าง พืชไร่ก็กำลังแตกหน่อแตกกอ ให้ผล พืชผักก็ให้ผลกันมากมาย มะนาวเครื่องครัวประจำบ้านจากที่อัตคัดขัดสนจนต้องใช้ความเปรี้ยวอย่างอื่นทดแทน ก็มีออกมาเยอะกระหน่ำหนำใจ ผักหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น พริก มะเขือ ข่า ตะไคร้ มะกรูด มะนาว ร้อยแปดอย่างแข่งกันให้ลูกให้ผล

ผักพื้นบ้าน ได้จัดให้อยู่ในหมวดอาหารของคนไทย หลายชนิดกลายเป็นผักพื้นบ้านเศรษฐกิจทำเงินไปแล้ว เช่น หน่อไม้ ผักหวานป่า เห็ดเผาะ (เห็ดถอบ) เห็ดโคน ผักสะระแหน่ ก็ยังมีผักพื้นบ้านชนิดหนึ่งซึ่งนับได้ว่า เป็นพืชเก่าแก่ที่คนไทยทั่วทุกภาครู้จักมักคุ้น รู้จักใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ รวมทั้งรู้จักนำมากินเป็นอาหาร เมื่อก่อนเรียกว่าเป็นพืชพื้นๆ แต่เดี๋ยวนี้เริ่มมีวางขายตามท้องตลาด แต่คงยังไม่ขึ้นห้างสรรพสินค้า ก็ไม่แน่สักวันถ้ามีคนนิยมกันเยอะมากๆ คงจะมีใครนำขึ้นห้างแน่ๆ แต่ตอนนี้ขึ้นห้างนาไปก่อนนะ…”เพกา”

“เพกา” ผักเป็นยาไทย ที่จะไม่มีวันสูญหาย หลายๆ ท่าน คงยังไม่รู้จัก แต่หลายคนรักที่จะกินมาเป็นผักเคียงกับน้ำพริก ลาบ ก้อย หรือเอามายำ ผัด แกงกะทิก็ได้ รสชาติขมปะแล่มๆ แต่บางคนปรุงอาหารแล้วไม่มีรสขมเลย หลายๆ คนชอบกิน เพราะรสชาติที่ขมอร่อยนี่แหละ เอกลักษณ์ของเพกาคือ ขม ซึ่งพืชที่มีรสขมเชื่อว่าเป็นยา ก็ “หวานเป็นลม ขมเป็นยา” โบราณบอกมานะแหละ เป็นพืชอาหารที่เหมาะสำหรับคนที่มีปิตตะธาตุเด่น คือธาตุไฟและเสมหะเด่นคือ ธาตุน้ำ คนทั้ง 2 ธาตุนี้ จะต้องมีอาหารรสชาติขม ฝาด เป็นเครื่องประดับอยู่ เพราะรสขมของอาหารนั้นจะช่วยแก้โลหิตพิษ ดีพิการ เพ้อคลั่ง แต่เขาไม่ให้กินมาก เพราะจะทำให้กำลังตก อ่อนเพลียง่าย

เพกา เป็นพืชไม้ยืนต้น สูง 3-12 เมตร ต้นสีเทา เปลือกเรียบ อาจมีร่องแตกตื้นๆ สลับกับรอยแผลใหญ่จากก้านใบที่หลุดร่วงจากต้น ใบเป็นใบประกอบ ก้านยาว 30-200 เซนติเมตร มีใบย่อย 2-3 คู่ และมีใบเดี่ยวอยู่ตรงปลายใบ 1 ใบ รูปใบคล้ายไข่กลมรี ขอบขนาน ปลายใบแหลม แต่ละใบกว้าง 3-9 เซนติเมตร ยาว 4-14 เซนติเมตร ดอกออกเป็นช่อใหญ่ ยาว 30-50 เซนติเมตร มีดอกย่อยสีม่วงแดง กลีบดอกเป็นกรวยทรงกระบอก ยาว 2-4 เซนติเมตร ดอกเพกาจะบานตอนกลางคืน ผลเพกาเป็นฝักแบนยาวคล้ายดาบ ตอนฝักอ่อนสีเขียว แก่จะเขียวเข้ม ขนาดกว้าง 6-10 เซนติเมตร ยาว 30-60 เซนติเมตร ฝักอ่อนนำมาเป็นอาหาร ฝักแก่จะมีเมล็ดแบนภายในเยอะมาก แต่ละเมล็ดจะมีปีกเยื่อบางๆ ล้อมรอบ เมื่อฝักแก่ซึ่งเปลือกฝักแข็งมากๆ แต่ถ้าแก่จัดจะแตกอ้าออก สลัดเมล็ดที่มีเยื่อหุ้มปลิวลมไปทั่ว ตกไปที่ไหนได้รับความชื้นจากฝน จากดิน ก็จะงอกต้นใหม่

เพกา เป็นอาหารของคนพื้นบ้านมานานแล้ว นิยมนำยอดอ่อนที่มีสีเขียวอมแดงมาลวกจิ้มน้ำพริก ฝักอ่อนนำมาเผาไฟให้ไหม้ ข้างในสุก แล้วขูดเอาส่วนที่ไหม้ไฟดำๆ ออกทิ้ง หั่นเป็นชิ้นๆ พอดีกิน หรือจะนำไปยำไปแกงก็อร่อยลิ้น คำแนะนำ ฝักอ่อนที่เผาไหม้เปลือกนอกแล้วควรขูดออก อย่าล้างน้ำ จะทำให้ฝักเพกาขมมากไป แต่คนชอบให้ขมก็ล้างได้นะ ไม่ใช่ปัญหา ประโยชน์ทางยา เปลือกต้นมีรสฝาดเป็นยาสมานแผล รักษาน้ำเหลืองให้ปกติดับพิษโลหิต ขับลมในสำไส้ แก้ท้องร่วง แก้บิด ขับเสมหะ บำรุงโลหิต รากเพกาบำรุงธาตุ กระตุ้นน้ำย่อย แก้ท้องร่วง แก้อักเสบฟกช้ำบวม ฝักอ่อนขับลม ผายลม ขับเสมหะ เมล็ดแก่ช่วยเป็นยาระบาย

เพกา มีชื่อเรียกหลายชื่อ แต่ละท้องถิ่น ภาคกลางเรียก เพกา ภาคเหนือเรียก มะลิดไม้ มะลิ้นไม้ ลิดไม้ ภาคอีสาน เรียก หมากลิ้นฟ้า บักลิ้นฟ้า บักลิ้นงู ลิ้นไม้ ลิ้นฟ้า ทางรัฐฉานภาคเหนือเรียก หมากลิ้นก้าง หมากลิ้นช้าง กะเหรี่ยงเมืองกาญจน์ เรียก กาโด้โด้ง กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน เรียก ดอก๊ะด๊อกก๊ะ ดูแก ทางมาเลเซีย นราธิวาส เรียก เบโก รู้ว่ามีถิ่นอื่นๆ เรียกกันตามพื้นถิ่นไปอีกเยอะมาก

แต่ที่แน่ๆ เพกา มีความขมเป็นยา เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว จริงอยู่มันเจริญเติบโตขึ้นได้ง่ายทั่วไป แต่ถ้าคนรุ่นใหม่ไม่รู้จักกิน ไม่ใช้ประโยชน์จากเพกาแล้ว สักวันมันก็มีโอกาสสูญหายไปจากพื้นดินได้นะ

มีนาคม 31, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,163 other followers

%d bloggers like this: