Tag Archives: เทคโนโลยีการเกษตร

เคปกูสเบอร์รี่ ลูกผสม ของ เกษตรลำพูน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05059010158&srcday=2015-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 590

เทคโนโลยีการเกษตร

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

เคปกูสเบอร์รี่ ลูกผสม ของ เกษตรลำพูน

สืบเนื่องจากที่สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้จัดโครงการ Thailand Research Expo : Road Show 2015 เพื่อสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานเครือข่ายระบบวิจัยในภูมิภาค ในการผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดกิจกรรมบ่มเพาะนักประดิษฐ์สายอาชีวศึกษา ภาคเหนือ ขึ้นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย โดยมี ศ.นพ. สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานเปิดงาน

สำหรับในงานที่ วช. จัดขึ้นครั้งนี้ ได้มีสถาบันการศึกษาในสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาในเขตจังหวัดภาคเหนือ ได้ส่งผลงานเข้าร่วมจัดแสดง และมีความน่าสนใจ

โดย “การพัฒนาสายพันธุ์เคปกูสเบอร์รี่ ลูกผสมพันธุ์ดี” ที่มี คุณจิราภรณ์ พือทอ และ คุณจอมขวัญ จองคำ นักศึกษา ระดับ ปวช. 2 วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลำพูน เป็นเจ้าของผลงาน และมี คุณยิ่งศักดิ์ ยอดยัง และ คุณนิศานาถ ยอดยัง เป็นครูที่ปรึกษา เป็นหนึ่งผลงานที่น่าสนใจ และถือเป็นจุดเริ่มต้นของการวิจัยผลไม้ที่กำลังได้รับความสนใจอีกชนิดหนึ่ง

ทั้งนี้ เคปกูสเบอร์รี่ เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี เหล็ก และฟอสฟอรัส ที่มีคุณสมบัติป้องกันไข้หวัด ภูมิแพ้ ป้องกันอาการตาบอดในที่มืด ทำให้สายตาดี ผิวพรรณสวย รวมถึงทำให้ผมสวยดกดำ

เคปกูสเบอร์รี่ จึงนับเป็นผลไม้สุขภาพอีกชนิดที่อุดมไปด้วยวิตามิน มีกลิ่นและรสชาติเฉพาะตัว

คุณจิราภรณ์ นักศึกษาเจ้าของผลงานบอกว่า ปัจจุบัน ทางโครงการหลวงได้มีการส่งเสริมให้ชาวเขาปลูกเคปกูสเบอร์รี่ เพื่อเป็นพืชทดแทนฝิ่น แต่ที่ผ่านมาเคปกูสเบอร์รี่จะให้ผลผลิตดีในช่วงฤดูหนาว และปลูกได้ดีในพื้นที่สูง ที่ระดับน้ำทะเล 700 เมตร ขึ้นไป

“ดังนั้น หากสามารถที่จะพัฒนาสายพันธุ์เคปกูสเบอร์รี่ ที่เป็นลูกผสมสายพันธุ์ดี และมีคุณสมบัติสามารถเจริญเติบโตได้ในทุกสภาพพื้นที่ และปลูกได้ตลอดทั้งปี จึงเป็นที่มาของการทำโครงการศึกษาดังกล่าว” คุณจิราภรณ์ กล่าว

สำหรับผลงานดังกล่าวนี้ คุณจิราภรณ์ กล่าวว่า ยังไม่มีผู้ศึกษาและพัฒนาพันธุ์เคปกูสเบอร์รี่ มีเพียงแต่การใช้พืชในตระกูลเดียวกันกับเคปกูสเบอร์รี่ เช่น การพัฒนาพันธุ์มะเขือเทศ และปรับปรุงพันธุ์พริกต่างๆ เท่านั้น

สำหรับในการพัฒนาสายพันธุ์ที่ดำเนินการนั้น คุณจิราภรณ์ กล่าวต่อไปว่า ด้วยเคปกูสเบอร์รี่เป็นพืชในวงศ์เดียวกับโทงเทง ซึ่งเป็นพืชล้มลุก มีสรรพคุณทางยา ที่สามารถขึ้นได้ทุกสภาพพื้นที่และทุกฤดูกาล อีกทั้งให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปี จึงคิดนำพืชทั้งสองชนิดมาพัฒนาสายพันธุ์เพื่อให้ได้ลูกผสมพันธุ์ดี

ทั้งนี้นักศึกษาผู้วิจัยได้ดำเนินการพัฒนาในปี 2556 โดยนำโทงเทง เป็นต้นพ่อ มาผสมกับเคปกูสเบอร์รี่ เป็นต้นแม่ และได้มาเป็น ลูกผสม ชั่วที่ 1

โดยลูกผสมดังกล่าว คุณจิราภรณ์ บอกว่า ลักษณะทรงต้น เป็นทรงตั้ง ความสูงประมาณ 60-70 เซนติเมตร ลำต้นมีสีเขียวอ่อน ใบสีเขียว มีขน สีกลีบดอกเหลืองอ่อน สีกลีบรองดอกเขียวอ่อน สีของกลีบหุ้มผลเป็นสีฟางข้าว ผลสีเหลือง เส้นผ่าศูนย์กลางผล 2-3 เซนติเมตร

“ตอนนี้ได้มีการวางแผนพัฒนาสายพันธุ์ต่อ โดยจะนำลูกผสมที่ได้กลับไปผสมกับเคปกูสเบอร์รี่ต้นแม่อีกครั้ง เพื่อให้ได้ลูกผสมที่มีความนิ่ง และให้ผลผลิตได้ดีมากขึ้น” คุณจิราภรณ์ กล่าว

นี่จึงนับเป็นอีกก้าวหนึ่งที่เกิดขึ้น โดยวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลำพูน…

เพื่อสร้างนักวิจัยสายอาชีวศึกษา

ศ.นพ. สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า การจัดกิจกรรมบ่มเพาะนักประดิษฐ์สายอาชีวศึกษาในครั้งนี้ เพื่อให้เกิดการพัฒนาความรู้ ความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ด้านการวิจัยและการประดิษฐ์คิดค้นอย่างต่อเนื่องและมีแบบแผน เป็นรูปธรรม เพื่อก้าวสู่การเป็นนักวิจัยและนักประดิษฐ์ที่ดี มีคุณภาพ สามารถเผยแพร่สู่สาธารณชนได้อย่างกว้างขวางขึ้น

“นอกจากนี้ ในปี 2558 วช. ได้กำหนดจัดกิจกรรมภายใต้โครงการส่งเสริมการวิจัยสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมสายอาชีวศึกษาขึ้น เพื่อเป็นการกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจให้เยาวชนได้เข้าใจการเขียนข้อเสนอโครงการ เพื่อสร้างสรรค์ผลงานในเชิงนวัตกรรมที่สามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ รวมทั้งเป็นการสร้างเครือข่ายด้านการวิจัยและการประดิษฐ์คิดค้นระหว่างนักศึกษาและอาจารย์ในสถาบันอาชีวศึกษา โดยกำหนดจัดกิจกรรมใน 4 ภูมิภาค ประกอบด้วย เชียงราย ปทุมธานี สงขลา และอุบลราชธานี” ศ.นพ. สุทธิพร กล่าวในที่สุด

ลดต้นทุนการผลิตข้าว แบบ…ศูนย์เรียนรู้ฯ หางแขยง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05042151257&srcday=2014-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 589

เทคโนโลยีการเกษตร

ชัด ขำเอี่ยม chinchainat@hotmail.com

ลดต้นทุนการผลิตข้าว แบบ…ศูนย์เรียนรู้ฯ หางแขยง

ปัจจุบัน เกษตรกรต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ อาทิ พื้นที่เพาะปลูกขาดความอุดมสมบูรณ์ การบริหารจัดการที่ไม่ดีเท่าที่ควร ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูง รวมทั้งการแพร่ระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืช ผลผลิตที่ได้รับไม่มีประสิทธิภาพทั้งปริมาณและคุณภาพที่ต่ำ เกษตรกรส่วนใหญ่จึงประสบกับภาวะขาดทุน เกิดปัญหาหนี้สินรุมเร้าจนไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้

จากสถานการณ์ดังกล่าว เพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มปริมาณและพัฒนาคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตรจึงให้มีการดำเนินการจัดตั้ง “ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มผลผลิตการเกษตร” หรือ “แปลงสาธิต” ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านหางแขยง ตำบลหางน้ำสาคร อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท เป็นอีก 1 ศูนย์ ที่สำนักงานเกษตรอำเภอมโนรมย์ ได้คัดเลือกเป็นศูนย์เรียนรู้ฯ กิจกรรมลดต้นทุนการผลิตข้าว/การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว

คุณภิรานันท์ ระดี เกษตรกรหัวไวใจสู้ วัย 42 ปี ผู้เป็นเกษตรกรเจ้าของแปลงเรียนรู้ กล่าวว่า แม้ว่าราคาข้าวขณะนี้อยู่ที่ตันละ 7,000-8,000 บาท แต่การทำนาก็ยังมีกำไร เนื่องจากต้นทุนการผลิต ประมาณ 3,000-4,000 บาท ที่สำคัญผลผลิตข้าวยังได้ไม่ต่ำกว่าไร่ละตัน ไม่เพียงลดต้นทุนการทำนาเท่านั้น ยังหารายได้เสริมจากกิจกรรมที่เกื้อกูลกัน เช่น การเลี้ยงเป็ดในนา การทำสวนไผ่ และสวนมะนาว

จากชีวิตที่ก้าวเข้าสู่การเป็นชาวนา เมื่อปี พ.ศ. 2545 โดยเริ่มจากการทำนา 20 ไร่ ด้วยการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตเพื่อจำหน่ายให้กับโรงสี เป็นแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ซึ่งเป็นที่ต้องการของเพื่อนเกษตรกร จึงเพิ่มพื้นที่การทำนา รวมพื้นที่เป็น 64 ไร่ และทำการเกษตรแบบผสมผสาน เพื่อยังชีพหรือลดความเสี่ยงที่เกิดจากราคาผลผลิตที่ไม่แน่นอน และลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติต่างๆ นั่นเอง

สำหรับศูนย์เรียนรู้ฯ ได้จัดทำเป็นฐานการเรียนรู้ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนรู้ได้ศึกษาตามที่ต้องการ นอกจากฐานเรียนรู้แปลงลดต้นทุนการผลิตข้าว/การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีแล้ว เสริมด้วยแปลงไผ่กิมซุง จำนวน 2 ไร่ การเลี้ยงเป็ดไข่ 300 ตัว และการปลูกมะนาวในวงบ่ออีกด้วย

ด้านการลดต้นทุนการผลิตข้าว/การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีนั้น คุณภิรานันท์ กล่าวว่า ควรวางแผนการทำนาและกำหนดช่วงเวลาที่เหมาะสม และการบริหารจัดการที่ดีคือ การเตรียมดินที่ไม่เผาฟางข้าว เพราะเป็นการทำลายสภาพดิน แก้ปัญหาฟางและตอซังข้าวเป็นปัญหาเตรียมดินไม่ได้ ด้วยการหมักฟางข้าวโดยใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วย เพียงใช้เวลาหมักฟางข้าวอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ก่อนทำเทือก ปรับพื้นที่นาให้เรียบสม่ำเสมอ จัดระบบพื้นที่แปลงนาให้สามารถระบายน้ำเข้าออกได้ง่ายโดยขุดร่องรอบแปลงนา

อีกทั้งการปลูกและการเลือกเมล็ดพันธุ์ เกษตรกรจะต้องใช้เมล็ดพันธุ์บริสุทธิ์ตรงตามสายพันธุ์ เลือกเมล็ดพันธุ์ให้เหมาะสมต่อฤดูที่ปลูก คำนึงถึงความต้านทานของเมล็ดพันธุ์ข้าวต่อฤดูที่ปลูก และเมล็ดพันธุ์มีความงอกไม่ต่ำกว่า 80% อัตราที่ใช้ นาหว่าน ไม่เกิน 20 กิโลกรัม/ไร่ นาปักดำ ไม่เกิน 7 กิโลกรัม/ไร่ นาโยนกล้า ไม่เกิน 5 กิโลกรัม/ไร่

สำหรับการใช้ปุ๋ยเคมี จะใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ของดิน คือ

ช่วงที่ 1 ปักดำ 10-15 วัน หรือหว่านน้ำตม 20-25 วัน ใช้แม่ปุ๋ยสูตร 18-46-0 อัตรา 9 กิโลกรัม/ไร่ ปุ๋ยสูตร 0-0-60 อัตรา 5 กิโลกรัม/ไร่ และปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 1 กิโลกรัม/ไร่

ช่วงที่ 2 ระยะกำเนิดช่อดอก หรือ 50-55 วัน ข้าวอายุสั้น 45-50 วัน ใช้ปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 10 กิโลกรัม/ไร่

ช่วงที่ 3 ระยะตั้งท้องถึงเริ่มออกรวง พิจารณาว่าควรจะใส่ปุ๋ยหรือไม่ สังเกตจากใบข้าว ถ้าจำเป็นต้องใส่ปุ๋ย ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 5 กิโลกรัม/ไร่ รวมทั้งสิ้นประมาณ 30 กิโลกรัม/ไร่ เป็นปริมาณที่น้อยกว่าการใช้ปุ๋ยตามความพอใจดังที่ผ่านมา

ด้านการป้องกันโรคและแมลงศัตรูข้าว ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า เพื่อป้องกันเชื้อรา เริ่มตั้งแต่แช่เมล็ดพันธุ์ ในนาดำใช้เชื้อไตรโคเดอร์ม่า ฉีดพ่นพร้อมยาคุมเลน

ในช่วงที่ 2 ใช้ผสมปุ๋ยหว่านหรือปล่อยตามน้ำขณะเปิดน้ำเข้านา ร่วมกับการใช้น้ำแบบเปียกสลับแห้ง คือขังน้ำไว้ในแปลงจนกว่าใบจะชนกัน ปล่อยทิ้งไว้จนถึงระยะกำเนิดช่อดอกให้เปิดน้ำเข้า เพราะช่วงนี้ไม่ควรให้ขาดน้ำ

เมื่อข้าวหนาแน่นมากจะทำให้เกิดโรคและมีแมลงศัตรูข้าวระบาดในช่วงนี้ จึงควรใช้ระบบน้ำผ่าน ระบายน้ำออก 7 วัน เปิดน้ำเข้าขังน้ำไว้ 2 วัน ให้ไขน้ำออก ทำสลับกันจนกระทั่งก่อนวันเก็บเกี่ยว 10 วัน

สิ่งที่ละเลยไม่ได้คือ เกษตรกรต้องหมั่นสำรวจแมลงศัตรูพืช ทุกๆ 7 วัน เมื่อพบแมลงศัตรูพืชให้ใช้สมุนไพร หรือน้ำส้มควันไม้ในการป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืช เพื่อรักษาระบบนิเวศในแปลงนาไว้ไม่ให้เกิดการระบาดของแมลงศัตรูพืช เสริมเพื่อเพิ่มผลผลิต ด้วยน้ำหมักชีวภาพหมักเองเป็นระยะ

โดยระยะที่ข้าวเล็ก ใช้ฮอร์โมนน้ำหมักปลา 100 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ช่วงติดตาดอก ใช้ฮอร์โมนไข่ 80-100 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ช่วงข้าวเริ่มออกรวง ใช้ฮอร์โมนผงชูรส+ฮอร์โมนลูกตาล อัตราส่วน 125 ซีซี+100 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร

การเก็บเกี่ยว เกี่ยวข้าวระยะพลับพลึง (หลังข้าวออกดอก 30 วัน) เท่านั้น โดยระบายน้ำออกจากนาข้าวเมื่อข้าวออกดอกแล้ว 15 วัน ช่วงเก็บเกี่ยวดินในนาจะแห้ง

นอกจากนี้ อีกสิ่งที่ไม่ควรละเลยคือ การทำบัญชีฟาร์ม ควรบันทึกบัญชีฟาร์มอย่างสม่ำเสมอ ทุกฤดูการปลูกข้าว หมั่นพิจารณาเปรียบเทียบบัญชีฟาร์มด้วยตนเอง ก่อนปลูกข้าวฤดูต่อมา จะเห็นได้ว่าตนเองสามารถลดต้นทุนอะไรได้บ้าง

เพียงเท่านี้เพื่อนเกษตรกรก็จะสามารถเพิ่มคุณภาพ ผลผลิตข้าว กำไรเพิ่มมากขึ้น ลดต้นทุน เมล็ดพันธุ์ข้าว ลดค่าใช้จ่ายในการใส่ปุ๋ย ลดค่าใช้จ่ายในการใช้สารป้องกันกำจัดโรคและแมลง อีกทั้งรักษาสุขภาพของชาวนา และรักษาสภาพแวดล้อมอีกด้วย

คุณสุทธิพงษ์ จ่างทอง หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต สำนักงานเกษตรจังหวัดชัยนาท กล่าวเสริมว่า ถ้าเกษตรกรสนใจเข้ามาเรียนรู้ และนำไปปฏิบัติอย่างจริงจังเชื่อว่าจะช่วยให้เกษตรกรที่เข้ามาเรียนรู้ในศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินการผลิตสินค้าเกษตรของตนเองได้

“ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง ผลผลิตมีปริมาณและคุณภาพมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญจะช่วยให้เกษตรกรเกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน” คุณสุทธิพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย

หัวเชื้อจุลินทรีย์ฯ ย่อยสลายตอซังฟางข้าว

หลังเก็บเกี่ยวข้าว เกษตรกรส่วนใหญ่มักเผาตอซังฟางข้าวที่เหลือในแปลงนาปริมาณมาก เพื่อความสะดวกในการเตรียมแปลงปลูกข้าวรุ่นถัดไป ซึ่งการเผาตอซังฟางข้าวก่อให้เกิดปัญหามลพิษ เพิ่มภาวะโลกร้อน และทำลายสมดุลธรรมชาติ

จากปัญหาดังกล่าว สำนักวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ได้ศึกษาและพัฒนาต่อยอดการวิจัยการใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายวัสดุอินทรีย์ทำปุ๋ยหมัก โดยนำหัวเชื้อจุลินทรีย์ฯ มาใช้ย่อยสลายตอซังฟางข้าวในแปลงนา เป็นแนวทางลดปัญหาการเผาตอซังฟางข้าว และช่วยให้เกษตรกรเตรียมแปลงได้ง่ายขึ้น ที่สำคัญยังทำให้ข้าวเจริญเติบโตและแตกกอดี และได้ผลผลิตเพิ่มสูงขึ้นด้วย

คุณสุปราณี มั่นหมาย นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กลุ่มวิจัยจุลินทรีย์ดิน สำนักวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า เพื่อลดปัญหาการเผาตอซังฟางข้าวให้กับเกษตรกรหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต ทีมนักวิจัยสำนักวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร จึงได้มีแนวคิดนำ “หัวเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายวัสดุอินทรีย์ทำปุ๋ยหมัก”

“หัวเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายวัสดุอินทรีย์ทำปุ๋ยหมัก” เป็นผลิตภัณฑ์ของกรมวิชาการเกษตร มีจุลินทรีย์หลัก ประกอบด้วย จุลินทรีย์ย่อยสลายเซลลูโลส ประเภทแบคทีเรีย รา และแอคติโนมัยซีส ซึ่งมีบทบาทในการย่อยสลายวัสดุอินทรีย์ให้เป็นปุ๋ยหมักได้อย่างมีประสิทธิภาพและทำให้ได้ปุ๋ยหมักในระยะเวลาสั้นลง มาทดสอบการย่อยสลายตอซังฟางข้าวในแปลงนา

โดยหลังเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ปล่อยน้ำเข้าแปลงนาและย่ำตอซังฟางข้าวให้จมน้ำ จากนั้นหว่านหัวเชื้อจุลินทรีย์ฯ และรักษาระดับน้ำให้อยู่ที่ 10-15 เซนติเมตร เป็นระยะเวลา ประมาณ 10-15 วัน ค่อยไถปรับหน้าดินเพื่อหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าว

ผลการศึกษาพบว่า การหว่านหัวเชื้อจุลินทรีย์ฯ อัตรา 3 กิโลกรัม/ไร่ ตอซังฟางข้าวจะถูกย่อยสลายได้ดี ทำให้สามารถเตรียมแปลงได้ง่ายขึ้น เป็นการร่นระยะเวลาการเตรียมแปลง ทั้งยังช่วยลดปัญหาการเผาตอซังของข้าวจากการย่อยสลายที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของต้นข้าวและการให้ผลผลิต

ขณะเดียวกันยังพบว่า การใส่หัวเชื้อจุลินทรีย์ฯ อัตรา 3 กิโลกรัม/ไร่ ทำให้การแตกกอของข้าวสูงสุดเท่ากับ 6.7 ต้น/กอ และได้ผลผลิตข้าวสูงถึง 1,200 กิโลกรัม/ไร่ หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 0.5 เท่า นอกจากนั้น ยังพบว่า การใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ฯ ย่อยสลายตอซังฟางข้าวในแปลงนา ยังช่วยลดปัญหาข้าวเรื้อ และข้าววัชพืชได้อีกด้วย

การย่อยสลายตอซังฟางข้าวด้วยหัวเชื้อจุลินทรีย์ฯ สามารถใช้ได้ทั้งนาปีและนาปรัง ปัจจุบันนอกจากกรมวิชาการเกษตรจะผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายวัสดุอินทรีย์ป้อนให้เกษตรกรที่ทำปุ๋ยหมัก และปุ๋ยอินทรีย์น้ำแล้ว ยังมีเกษตรกรบางส่วนเริ่มนำหัวเชื้อจุลินทรีย์ฯ นี้ไปใช้ในการย่อยสลายตอซังฟางข้าวในแปลงนาด้วย โดยกรมวิชาการเกษตรจะผลิตตามยอดสั่งซื้อของเกษตรกร ซึ่งจำหน่ายในอัตรา ถุงละ 20 บาท

“หากจะผลิตปุ๋ยหมักต้องใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ฯ 1 ถุง/วัสดุหมัก 1 ตัน แต่ถ้าจะใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ฯ ในการย่อยสลายตอซังฟางข้าวในแปลงนา ต้องใช้ในอัตรา 10 ถุง/ไร่ จะมีประสิทธิภาพการย่อยสลายสูงกว่าและได้ผลดี และยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย น่าจะเป็นช่องทางช่วยลดปัญหาการเผาตอซังฟางข้าวได้ เกษตรกรต้องลองใช้ดูแล้วจะเห็นถึงความแตกต่างระหว่างการใช้กับการไม่ใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ฯ” คุณสุปราณีกล่าว

หากสนใจเกี่ยวกับ “การใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ฯ ย่อยสลายตอซังฟางข้าวในแปลงนา” สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มงานวิจัยจุลินทรีย์ดิน สำนักวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร โทร. (02) 579-7522-3

ถั่วเศรษฐกิจ ยังช่วยแก้วิกฤต ไม่มีน้ำชลประทาน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05044151257&srcday=2014-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 589

เทคโนโลยีการเกษตร

สุขสันต์ สุทธิผลไพบูลย์ อดีตที่ปรึกษากรมพัฒนาที่ดิน

ถั่วเศรษฐกิจ ยังช่วยแก้วิกฤต ไม่มีน้ำชลประทาน

เนื่องจากฤดูฝน ปี 2557 นี้ มีปริมาณน้ำฝนน้อยกว่าปีที่แล้ว และต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ ศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน ได้ให้ข้อมูลสถานการณ์น้ำ ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก มีปริมาณน้ำ 6,015 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ ร้อยละ 45 มีปริมาณน้ำใช้การได้ 2,215 ล้านลูกบาศก์เมตร

เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ มีปริมาณน้ำ 5,835 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ ร้อยละ 61 มีปริมาณน้ำใช้การได้ 2,985 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จังหวัดพิษณุโลก มีปริมาณน้ำ 784 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ ร้อยละ 83 มีปริมาณน้ำใช้การได้ 741 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี มีปริมาณน้ำ 817 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ ร้อยละ 85 มีปริมาณน้ำใช้การได้ 814 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมทั้ง 4 เขื่อนหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน ประมาณ 6,755 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งจะต้องใช้อุปโภคบริโภค น้ำดิบผลิตน้ำประปา ผลักดันน้ำเค็ม รักษาระบบนิเวศของลุ่มน้ำเจ้าพระยา และสำรองน้ำไว้ปีหน้า ประมาณ 3,200 ล้านลูกบาศก์เมตร จนกว่าจะถึงฤดูฝน เริ่มทำนาปี วันที่ 1 พฤษภาคม 2558 ด้วยเหตุนี้ กรมชลประทานจึงประกาศว่า ไม่มีน้ำให้เกษตรกรทำนาปรังและปลูกพืชฤดูแล้ง ในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ 22 จังหวัด ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2557-30 เมษายน 2558

ตามที่คณะอนุกรรมการวางแผนและติดตามการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร ซึ่งมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน ได้มีคำสั่งที่ 1/2557 ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2557 แต่งตั้งคณะทำงานวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งในลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ และภาคตะวันออก ซึ่งมีอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นประธาน จึงได้จัดทำมาตรการเสริม โดยมีกิจกรรมต่างๆ แทนการปลูกข้าวนาปรัง ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ 22 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดอุตรดิตถ์ สุโขทัย ตาก พิษณุโลก พิจิตร กำแพงเพชร นครสวรรค์ ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง นครนายก พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพมหานคร ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ สุพรรณบุรี นครปฐม สมุทรสาคร ทั้งในเขตและนอกเขตชลประทาน ใช้เงินงบประมาณ ปี 2558 ของกรมต่างๆ ดังต่อไปนี้

1. กรมปศุสัตว์ ส่งเสริมการเลี้ยงเป็ด ไก่ รวม 11,257 ราย

2. กรมประมง ส่งเสริมการเลี้ยงปลาและกบ รวม 3,524 ราย

3. กรมส่งเสริมการเกษตร ส่งเสริมการฝึกอาชีพทำปุ๋ยหมัก การทำสารชีวินทรีย์ การเพาะถั่วงอก การเพาะเห็ด การขยายพันธุ์ไม้ผล การเลี้ยงผึ้ง การเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจ การซ่อมเครื่องจักรกล และการแปรรูปถนอมอาหาร รวม 15,581 ราย

4. กรมการศึกษานอกโรงเรียน ส่งเสริมการฝึกอาชีพเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชย์และบริการความคิดสร้างสรรค์ และเฉพาะทาง รวม 1,332 ราย

5. กรมพัฒนาที่ดิน สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ปอเทือง ปุ๋ยพืชสด ปลูก เนื้อที่ 127,350 ไร่

นอกจากนี้ กรมชลประทาน ได้รับเงินงบฯ กระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 1 วงเงิน 2,000 ล้านบาท โดยให้สำนักงานชลประทานเขตทุกพื้นที่ จ้างแรงงานเกษตรกรชาวนาที่มีอายุ 18-60 ปี วันละ 300 บาท ต่อคน เฉลี่ยเดือนละ 6,600 บาท ตั้งแต่ วันที่ 3 พฤศจิกายน ทำงานขุดลอกคูคลอง ตักตะกอนดิน ถางหญ้าคันคลองชลประทาน กำจัดวัชพืช งานซ่อมต่างๆ อาทิ ดาดคอนกรีต ซ่อมแผงคอนกรีตในคลอง โดยจ่ายเงินให้ทุก 15 วัน จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2557 และทำงานต่อเนื่องอีก โดยใช้งบประมาณปี 2558 วงเงิน 1,900 ล้านบาท

อนึ่ง กรมส่งเสริมการเกษตร ยังได้รับเงินงบฯ กลาง 50 ล้านบาท จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลือง 17,647 ไร่ ถั่วลิสง 7,607 ไร่ ถั่วเขียวผิวมัน 124,746 ไร่ รวม 150,000 ไร่ เฉลี่ยไร่ละ 333 บาท โดยให้เกษตรกรทั้งในและนอกเขตชลประทานลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ 16 จังหวัด ได้แก่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นครนายก ฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรี และชลประทานแม่กลอง จังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี เพชรบุรี ไปหาซื้อเมล็ดถั่วดังกล่าวเอง มาปลูกหว่าน โดยใช้น้ำบ่อตอก บ่อบาดาล และแหล่งน้ำธรรมชาติ ในการนี้ มีข้อคิดควรวางแผนหาตลาดถั่วดังกล่าวไว้ด้วย มิฉะนั้นจะเสียชื่อเสียง

จากการปฏิบัติงานในอดีตของผู้เขียน ที่ชัยนาท สิงห์บุรี เห็นเกษตรกรหว่านถั่วเขียวผิวมัน ปลูกถั่วลิสงไม่ใช้น้ำหลังนาปี รวมทั้งทดสอบหว่านถั่วเหลืองพันธุ์เชียงใหม่ 2 ไม่ใช้น้ำหลังนาปี ที่อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี ได้ผลดีพอใช้ ซึ่งทราบจาก คุณเฉลียว แจ้งไพร อดีตผู้เชี่ยวชาญกรมพัฒนาที่ดิน และอดีตผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 1 ว่า เป็นชุดดินนาสรรพยา ชัยนาท นครปฐม ราชบุรี มีคุณสมบัติพิเศษอุ้มน้ำ ความชื้นดีกว่าชุดดินนาอื่น ในการนี้ ได้ขอความอนุเคราะห์ ผอ. สถิระ อุดมศรี กลุ่มสำรวจจำแนกดิน คุณธัญยธรณ์ จิตอรวรรณ์ นักสำรวจดิน กลุ่มศึกษาและวิเคราะห์สถานการณ์ทรัพยากรดิน สำนักสำรวจดินและวิจัยทรัพยากรดิน กรมพัฒนาที่ดิน หาข้อมูลชุดดินนาดังกล่าวในลุ่มน้ำเจ้าพระยา พบว่า ในจังหวัดนครสวรรค์ ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี นครปฐม มีระหว่าง 7,723-362,029 ไร่ รวม 1,213,031 ไร่ ถ้ามีการประชุมวางแผนงาน ก็จะได้เสนอพร้อมทั้งแผนที่ ตั้งแต่ระดับหมู่บ้านจนถึงจังหวัด ตามที่ต้องการ

ตามที่ทราบกันแล้วว่า ช่วงฤดูแล้งเดือนพฤศจิกายน 2556-เมษายน 2557 ทางชลประทาน ไม่ส่งน้ำให้ทำนาปรัง แต่เกษตรกรหมู่ที่ 4, 5, 6 ตำบลประศุก อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ปลูกถั่วลิสงขายฝักสดในชุดดินนาสรรพยา ไม่ใช้น้ำหลังนาปี มีรายได้ขั้นต้น 25,400 บาท/ไร่ ตามด้วยการหว่านถั่วเขียวผิวมัน มีรายได้ขั้นต้น 2,215 บาท/ไร่ กับเกษตรกรหมู่ที่ 5 ตำบลโพนางดำตก อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท หว่านถั่วเหลืองตัดขายถั่วแระ ในชุดดินนาสรรพยาหลังนาปี มีรายได้ขั้นต้น 15,100-16,150 บาท/ไร่ และหว่านถั่วเขียวผิวมัน 1 แปลง มีรายได้ขั้นต้น 2,000 บาท/ไร่ ช่วงฤดูฝนยังปลูกบนคันนา คันคลองส่งน้ำ-ระบายน้ำ ซึ่งมีรายได้ดีกว่าจำนำข้าว ที่ได้เผยแพร่ไปแล้วนั้น สำหรับช่วงฤดูแล้งเดือนพฤศจิกายน 2557-เมษายน 2558 เนื่องจากสถานการณ์น้ำใน 4 เขื่อนดังกล่าวข้างต้น น้อยกว่าปีที่แล้ว กรมชลประทานจึงไม่ส่งน้ำให้ทำนาปรัง และปลูกพืชฤดูแล้ง

กรณีแรก คุณสมนึก อยู่วัตร หมอดินอาสาหมู่ที่ 4 ตำบลประศุก ได้ให้ข้อมูลว่า เกษตรกรหมู่ที่ 4, 5, 6 และข้างเคียง จึงพากันปลูกถั่วลิสงขายฝักสด เหมือนปีที่ผ่านมาไม่น้อยกว่า 1,500 ไร่ โดยไม่กังวลเรื่องตลาด เพราะช่วงที่ถั่วของเราออกสู่ตลาด ไม่มีถั่วจากแหล่งอื่นเลย ซึ่งจะปลูกต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ แต่มีฝนตกหนักช่วงปลายเดือนตุลาคม-ต้นเดือนพฤศจิกายน ทำให้การไถที่เตรียมดินไม่ได้ ต้องเลื่อนการปลูกออกไปถึงปลายเดือนพฤศจิกายน-ต้นเดือนธันวาคม

ส่วนกรณีที่ 2 เกษตรกรหมู่ที่ 5 ตำบลโพนางดำตก หลังเกี่ยวข้าวนาปีเดือนกันยายน 2557 เห็นมีน้ำในคลองส่งน้ำไหลผ่านไปทางสิงห์บุรี ซึ่งโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุ ส่งไปหล่อเลี้ยงต้นข้าวกำลังตั้งท้องในนาลุ่มอำเภอพรหมบุรี เกษตรกรหมู่นี้ 14 ราย จึงไถที่หว่านถั่วเหลืองขายถั่วแระเหมือนปีที่ผ่านมา

ผู้เขียนจึงโทรศัพท์ถามหัวหน้าจัดสรรน้ำที่ 2 โครงการฯ บรมธาตุ ทราบว่าจะปิดน้ำ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2557 ต่อมา วันที่ 7 พฤศจิกายน 2557 ผู้เขียนพร้อมด้วย คุณไพศาล มงคลหัตถี นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ผู้แทนสถานีพัฒนาที่ดินชัยนาท ไปที่บ้าน คุณทองเจือ ทองงาม เลขที่ 63 หมู่ที่ 5 ตำบลโพนางดำตก ซึ่งปลูกถั่วเหลืองนี้อยู่แล้ว ให้เมล็ดถั่วเขียวผิวมันพันธุ์ชัยนาท 84-1 2 กิโลกรัม จาก ผอ. อมรา ไตรศิริ ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท ถั่วเหลืองฝักสดกลิ่นหอมพันธุ์เชียงใหม่ 84-2 6 กิโลกรัม จาก ผอ. สุทัศน์ อินตาเสน ศูนย์วิจัยพืชไร่เชียงใหม่ และถั่วพุ่มดำ 1 กิโลกรัม จาก คุณสมใจ โค้วสุรัตน์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี แก่ คุณทองเจือ ทองงาม นอกจากนี้ ยังได้ขอเมล็ดถั่วเหลืองพันธุ์เชียงใหม่ 2 พันธุ์เอสบี 60 พันธุ์ผิวดำ พันธุ์ละ 2 กิโลกรัม จาก คุณสุรศักดิ์ วัฒนพันสอน นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ผอ. ชัยณรงค์ จันทร์แสนตอ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุโขทัย อำเภอศรีสำโรง จัดแบ่งสรรให้เกษตรกร 6 ราย ที่มาประชุม ลองปลูกในนาของแต่ละราย หากได้ผลดีจะเป็นทางเลือกใหม่ มีรายได้เพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังได้ข้อมูลจากฝ่ายวิเคราะห์และวางระบบข้อมูล ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมส่งเสริมการเกษตร มีเกษตรกรในตำบลหนองมะโมง วังตะเคียน สะพานหิน กุดจอก อำเภอหนองมะโมง จังหวัดชัยนาท หว่านถั่วเขียวผิวมัน ไม่ใช้น้ำหลังนาปี 2556 รวม 4,195 ไร่ ซึ่งอยู่นอกเขตชลประทาน และปี 2557 จะหว่านกันอีก จึงได้ขอเมล็ดถั่วเหลืองฝักสดพันธุ์เชียงใหม่ 1 3 กิโลกรัม ให้ คุณสนอง สระเสริม เลขที่ 289 หมู่ที่ 1 ตำบลสะพานหิน และพันธุ์เชียงใหม่ 2 พันธุ์เอสบี 60 พันธุ์ละ 4 กิโลกรัม ให้ คุณสนอง สระเสริม เลขที่ 83/2 หมู่ที่ 1 ตำบลสะพานหิน ลองหว่านดู การหว่านถั่วเขียวผิวมันของอำเภอนี้ มีปัญหาฝนล่า ตกหนักเหมือนตำบลประศุก จึงต้องเลื่อนไปปลายเดือนพฤศจิกายน-ต้นเดือนธันวาคม

อนึ่ง ยังมีงานที่จะต้องติดตามให้เป็นที่ประจักษ์แก่เกษตรกรและผู้สนใจ ซึ่งจะนำเสนอในโอกาสต่อไป

ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก สนับสนุนปลูกหัวบุก ด้วยวาทะ “ปลูกกูแล้วรวย”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048151257&srcday=2014-12-15&search=no

นที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 589

เทคโนโลยีการเกษตร

ธงชัย พุ่มพวง

ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก สนับสนุนปลูกหัวบุก ด้วยวาทะ “ปลูกกูแล้วรวย”

บุก เป็นพืชหัวชนิดหนึ่งที่ทำรายได้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่เขตชายแดนไทย-เมียนมาร์ พบแพร่กระจายตั้งแต่ภาคเหนือของไทยจนถึงทางใต้ของเกาะสุมาตรา ชวา จนถึงติมอร์ หัวบุกนำไปใช้ประโยชน์โดยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ภาคเอกชนนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น เส้นก๋วยเตี๋ยว ลูกชิ้น เนื้อสัตว์เทียม ขนม และเครื่องดื่มผสมบุก จำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ด้วยเหตุที่บุกเป็นพืชทำรายได้และมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย คุณสมชัยฐ์ หทยะตันย์ติ ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก จึงหยิบยกให้บุกเป็นพืชเศรษฐกิจพืชหนึ่งของจังหวัดตาก แม้จะมีปัญหาอยู่บ้าง เช่น เป็นพืชหัวที่ต้องหาหรือขุดมาจากป่า เป็นพืชป่าที่นับวันจะลดลง การเก็บและนำออกมาจำหน่ายจะต้องขออนุญาตอย่างถูกต้อง บางครั้งต้องนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน จากปัญหาดังกล่าว จึงได้จัดงานวันหัวบุก ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก พร้อมเรียนเชิญนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ เกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ภาคเอกชน สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ร่วมบรรยายให้ความรู้ พร้อมทั้งหาวิธีการแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้เกิดผลประโยชน์ต่อทุกภาคส่วน พร้อมสนับสนุนให้เกษตรกรมีการปลูกบุกทดแทนการนำออกมาจากป่า ส่งเสริมให้ปลูกบุกในป่าชุมชน เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรและผู้สนใจการปลูกบุก กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้คำแนะนำดังนี้

บุก มีชื่อเรียกที่แตกต่างกัน เช่น บุกคนโท บุกเนื้อทราย บุกไข่ ลักษณะของหัวบุกจะหัวกลมหรือกลมแป้น ผิวสีน้ำตาล ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ตั้งแต่ 5-28 เซนติเมตร ใบเป็นใบเดี่ยว ก้านใบยาวสีเขียว สีน้ำตาลปนเขียวหรือสีดำ มีลวดลายหลายแบบ เป็นวงรี เป็นจุดกลม มีลักษณะพิเศษคือ มีหัวเล็กๆ บนก้านใบ ใบเป็นรูปใบหอกและรูปรีแกมใบหอก ดอกเป็นดอกช่อ ยาว 30-60 เซนติเมตร กาบหุ้มช่อดอกรูปสามเหลี่ยม ผลรูปไข่สีเขียวสด จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเมื่อผลแก่

การเพาะปลูกบุกต้องไถดะ ไถพรวน แล้วยกร่องกว้าง 60 เซนติเมตร สูง 30 เซนติเมตร ระยะระหว่างร่อง 50 เซนติเมตร การปลูกด้วยหัวใต้ดิน ใช้หัวพันธุ์ขนาดกลาง ขนาด 200-400 กรัม ต่อหัว หรือใช้ชิ้นพันธุ์ ขนาด 200-250 กรัม ต่อชิ้น ใช้ระยะปลูก 30×30 เซนติเมตร ฝังลึก 5 เซนติเมตร ให้น้ำครั้งแรกหลังปลูกให้ชุ่มแต่ไม่ขัง หากฝนทิ้งช่วงให้รดน้ำทุก 7 วัน การปลูกด้วยหัวบนใบ ใช้ระยะปลูก 20×30 เซนติเมตร หัวที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 กรัม ต้องทำแปลงหว่านให้งอกเสียก่อน จึงนำไปปลูกในแปลงขยายพันธุ์ต่อไป หากใช้หัวบนใบที่มีขนาด 2.5-20 กรัม ปลูกลงแปลงหัวพันธุ์ได้เลย ปลูกลึกจากผิวดิน 3 เซนติเมตร คลุมร่องด้วยฟางเพื่อรักษาความชื้น ให้น้ำหลังปลูกทุก 3-5 วัน การดูแลรักษา ควรพรางแสงด้วยการตั้งโครงตาข่าย สูงจากพื้นดินประมาณ 1.5-2 เมตร ใช้ตาข่ายพรางแสง 50% หรือจะพรางแสงด้วยต้นไม้ที่มีใบขนาดเล็ก ผลัดใบในฤดูแล้ง เช่น ต้นประดู่ขนาดเล็ก การใส่ปุ๋ยควรใช้ปุ๋ยคอก 1.5-3 ตัน ต่อไร่ เพื่อลดต้นทุนการผลิต หากใช้ปุ๋ยเคมี ควรใช้ปุ๋ย สูตร 15-15-15 ใส่แบบหว่านบนร่อง 2 ครั้ง ครั้งละ 30 กิโลกรัม ต่อไร่

หลังปลูกประมาณ 1 เดือน และ 3 เดือน อาจใส่ปุ๋ย สูตร 13-13-21 อัตราส่วนเท่ากัน มีการกำจัดวัชพืชก่อนการใส่ปุ๋ยทุกครั้ง โรคที่เกิดกับหัวบุก คือโรคเน่า จะทำลายหัวบุกที่อยู่ใต้ดินและเส้นใบที่หักหรือเกิดแผล ทำให้หัวเน่าและมีกลิ่นเหม็น แล้วลุกลามไปยังส่วนต่างๆ ของต้น ทำให้ต้นหักพับ ป้องกันและกำจัดด้วยการใช้หัวพันธุ์ที่ไม่เป็นโรค หมั่นตรวจสอบแปลงปลูก หากพบให้ขุดต้นและดินรอบๆ รัศมี 10 นิ้ว นำไปทิ้งหรือฝังทำลายแล้วโรยปูนขาวบริเวณที่ขุดเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค หนอนที่พบจะเป็นหนอนแก้วทำลายต้นบุกกัดกินใบ กำจัดด้วยการจับไปทำลาย

สรุปผลจากการจัดงานวันหัวบุก จังหวัดตาก คุณสมชัยฐ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ให้การสนับสนุนให้หัวบุกเป็นพืชเศรษฐกิจตามแนวชายแดนจังหวัดตาก ส่งเสริมให้การปลูกบุกมากขึ้น เพื่อให้เกิดรายได้แก่เกษตรกร พร้อมให้เกิดแนวคิดการปลูกบุก ซึ่งเป็นพืชเงินล้านใต้ดิน โดยใช้ คำว่า “ปลูกกูแล้วรวย”

คุณเดชธพล กล่อมจอหอ ผู้จัดการลุ่มน้ำสาละวิน สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ระบุว่า แม้หัวบุกจะเป็นพืชหัวที่เกิดขึ้นเองตามป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ เกษตรกรจะเข้าไปเก็บออกมาจำหน่าย ทำให้หัวบุกเริ่มลดน้อยลง ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมขาดความสมดุล ดังนั้น จึงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำสาละวินปลูกในพื้นที่ของตนเอง พร้อมทั้งการรวมกลุ่มจัดตั้งเป็นสหกรณ์หรือเตรียมการสหกรณ์ เมื่อได้รับผลผลิตแล้ว ส่งจำหน่ายให้แก่สหกรณ์ เพื่อเป็นการสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนอีกทางหนึ่งด้วย

คุณประยูร สมฤทธิ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร จังหวัดตาก ระบุว่า กรมวิชาการเกษตร พร้อมให้การสนับสนุนการปลูกบุกเพิ่มรายได้ มีแปลงเรียนรู้และเกษตรกรผู้ประสบความสำเร็จจากการปลูกบุกหลายราย สามารถเรียนรู้และสอบถามข้อมูลได้ตลอดเวลา บริษัท ไทยคอนยัค จำกัด ตั้งอยู่ที่ตำบลแม่ต้าน อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก

คุณประยูร บอกว่า แป้งจากบุกเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ที่เรียกว่า กลูโคแมนแนน เป็นสารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพในรูปของใยอาหาร ซึ่งดูดน้ำได้มาก แต่ร่างกายย่อยสลายได้ยาก ดูดซึมได้ช้า จึงให้พลังงานและสารอาหารน้อย เหลือกากมาก ทำให้ระบบขับถ่ายทำงานดี ผู้ที่ต้องการลดความอ้วนนิยมกินอาหารจากบุก เช่น วุ้นเส้นบุก เส้นหมี่แห้งหัวบุก เพราะกินอิ่มได้ ระบายท้อง แต่ไม่ทำให้อ้วน สารกลูโคแมนแนนสามารถลดน้ำตาลในเลือดได้ จึงเป็นอาหารสำหรับผู้ป่วยที่มีไขมันในเลือดสูง บริษัทรับซื้อหัวบุกจากเกษตรกรเพื่อนำไปแปรรูป เพราะบุกเป็นพืชอาหารพื้นบ้าน คนไทยนำก้านใบไปแกงส้ม ลวกจิ้มน้ำพริก หัวบุกมีการดัดแปลงเป็นอาหารตามแต่ละภูมิภาค ปัจจุบันได้มีการนำหัวบุกแปรรูป ลักษณะเป็นเส้นบุกสีใสๆ นำไปปรุงอาหารได้อย่างเอร็ดอร่อย นำไปผสมเครื่องดื่ม มีภาคเอกชนบางบริษัท นำหัวบุกไปแปรรูปเป็นอาหารสุนัขมานานแล้ว เมื่อนำไปเลี้ยงสุนัขจะอิ่ม แต่ไม่อ้วน ชมรมคนรักษ์บุก รักษ์ป่า กล่าวว่า บุกเป็นพืชเศรษฐกิจเพื่อการอนุรักษ์ป่า สามารถปลูกและเก็บเกี่ยวได้ภายใน 6 เดือน เกษตรกรจะมีเงินล้านภายใน 1 ปี หากมีการจัดระบบระเบียบแบบอนุรักษ์ให้ถูกต้องตามธรรมชาติ นอกจากได้ผลผลิตจากบุกแล้ว เรายังมีป่าไม้และธรรมชาติที่สวยงาม

คุณวิทยา ศรีสุวรรณ ผู้อำนวยการส่วนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดตาก กล่าวว่า เกษตรกรสามารถปลูกบุกในป่าชุมชนได้ ยกเว้นห้ามปลูกในพื้นที่ป่าสงวนฯ ซึ่งเป็นป่าหวงห้าม เมื่อถึงฤดูการเก็บเกี่ยว เกษตรกรจะต้องไปขออนุญาตเก็บผลผลิตบุกในป่าก่อน เกษตรและสหกรณ์จังหวัดตาก กล่าวว่า ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ส่งเสริมและประสานงานระหว่างหน่วยราชการ เอกชน และเกษตรกรผู้ปลูกบุก ตลอดจนประสานงานกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ตาก ศึกษาการแปรรูปบุกให้มีผลิตภัณฑ์มากขึ้น ตรงกับความต้องการของตลาด

สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดตาก โทร. (055) 512-130, E-mail:moac_tkk@yahoo.com

วีระ ศรีวัฒนตระกูล ผู้ว่าฯ ประจวบฯ มุ่งพัฒนาเมือง ตาม “แนวพระราชดำริ”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05050151257&srcday=2014-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 589

เทคโนโลยีการเกษตร

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

วีระ ศรีวัฒนตระกูล ผู้ว่าฯ ประจวบฯ มุ่งพัฒนาเมือง ตาม “แนวพระราชดำริ”

เป็นเวลาหลายปีมาแล้ว ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ มาประทับอยู่ที่พระราชวังไกลกังวล ในอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทำให้พสกนิกรที่นั่นปลาบปลื้มยิ่งนัก วันนี้ “คุณวีระ ศรีวัฒนตระกูล” ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จะมาเล่าให้ฟังว่า ผู้คนในเมืองนี้ได้นำแนวพระราชดำริของพระองค์ท่านมาดำเนินการอย่างไรบ้าง รวมถึงภาพรวมของเศรษฐกิจที่นั่นด้วย อันเป็นเมืองชายแดน (ด่านสิงขร) ที่ติดกับประเทศเมียนมาร์

คุณวีระ เล่าว่า การที่พระองค์ท่านเสด็จฯ มาประทับที่นี่ ผลเกิดขึ้นที่เห็นชัดเลยคือ ชาวบ้านมีความอบอุ่น จึงบอกกับชาวบ้านว่า ถือเป็นเรื่องสิริมงคล เพราะฉะนั้นควรที่จะทำอะไร ที่ให้พระองค์ท่านสบายพระราชหฤทัย หรือทำอะไรที่ให้บ้านเมืองมีความสงบสุข ซึ่งเป็นเรื่องที่เน้นย้ำอยู่เสมอ เท่ากับว่าประชาชนได้ทำสิ่งที่ดีถวายพระองค์ท่าน

นอกจากนี้ ได้ชวนชาวบ้านทำโครงการพระราชดำริต่างๆ ที่มีอยู่ในพื้นที่ หรือหลักการที่พระองค์ท่านสอนนำมาใช้ถ่ายทอดสู่ประชาชน คือกำหนดให้เป็นจังหวัดแห่งการเฉลิมพระเกียรติ โดยขอให้ประชาชนนึกถึงเรื่องของสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง เวลาที่มีราชพิธีก็จะมีกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติกันตลอด พร้อมจัดให้ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ และนำเอาโครงการพระราชดำริต่างๆ มาแปรผลให้เป็นรูปธรรม

“ในใจผมนึกถึงพระเจ้าอยู่หัวตลอด ผมศรัทธาในการดำรงชีวิต และศรัทธาในเรื่องหลักคำสอนของพระองค์ท่าน ซึ่งได้นำมาใช้ประโยชน์จริงๆ เช่น เศรษฐกิจพอเพียงที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เราพยายามที่จะเอามาทำให้เป็นรูปธรรมให้มากที่สุด ตอนนี้ขยายผลไปเกือบทุกหมู่บ้านแล้ว

“หลักการทำงานที่ผมใช้มาตลอดคือ หลักการเข้าใจ เข้าถึง และการพัฒนา ซึ่งสามารถใช้ได้ทุกเรื่องจริงๆ เวลาที่จะทำอะไร ผมจะใช้หลักการทำงานเป็นทีม ซึ่งต้องมีความเข้าใจก่อนว่า เรื่องอะไร เพราะอะไร และต้องทำอย่างไร พอเข้าใจแล้วต้องทำงานให้ถึงลูกถึงคน คือเข้าถึงคน เข้าถึงงาน ต้องเพิ่มความจริงจัง และจริงใจต่องาน ที่สำคัญต้องมีการพัฒนางานตลอด ให้มีผลในทางที่ดีขึ้น และเติบโตขึ้นอย่างตลอด ไม่ให้อยู่แบบทรุดโทรมหรืออยู่แบบคงที่”

ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ทั้งเมือง

หนึ่งในโครงการตามพระราชดำริ ที่ทางจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นำมาปฏิบัติคือ โครงการเกษตรอินทรีย์ ซึ่งรวมทั้งปศุสัตว์อินทรีย์ด้วย โดยคุณวีระแจกแจงว่า ได้ตั้งงบประมาณไว้เกือบล้าน สาเหตุที่ให้ความสำคัญกับเรื่องเกษตรอินทรีย์ เพราะเป็นเทรนด์ของโลก เนื่องจากการใช้สารเคมีและปุ๋ยเคมีในระยะยาว ทำให้ดินเสื่อม อีกอย่างพื้นที่ประจวบฯ เป็นเมืองท่องเที่ยว จะมีการโปรโมตเรื่องอาหารปลอดภัย เพื่อออกสู่ตลาดด้วย ตอนนี้ทำเป็นนโยบายของจังหวัดเลย จะเห็นได้ว่าโอกาสในทางการตลาดของบ้านเรายังมีสูงมาก เพียงแต่ว่าต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตชาวบ้าน ซึ่งทางจังหวัดประจวบคีรีขันธ์อยากจะทำนำร่องเป็นตัวอย่างไปก่อน

รูปธรรมที่ชัดเจนคือ พืชที่ปลูกต้องไม่ใช้สารเคมี ซึ่งตอนนี้มีหลายตัวแล้วที่ทำเป็นอินทรีย์ เช่น มะพร้าว ผัก และข้าว แต่ต้องมีระบบการตรวจสอบ ต้องได้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ต้องมีกรรมการที่มาตรวจสอบ แล้วรับรองว่าไม่ได้ใช้สารเคมีเลย เกษตรอินทรีย์สนับสนุนเรื่องปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยพืชสด ซึ่งเป็นการปรับปรุงโครงสร้างดินได้ดี ทำให้ต้นไม้แข็งแรง คนที่บริโภคก็ปลอดภัย จะไม่มีสารเคมีปนเปื้อน

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ หากใครไปจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จะสังเกตได้ว่าพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้อยลง แต่กลับมีสิ่งปลูกสร้างอื่นๆเข้ามาแทนที่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประจวบฯ มีพื้นที่ชายแดนติดกับประเทศเมียนมาร์ ซึ่งเมื่อมีการเปิดประเทศก็ทำให้การไปมาหาสู่ระหว่างสองประเทศสะดวกมากยิ่งขึ้น

ประเด็นนี้ ผู้ว่าฯ ประจวบฯ ให้ข้อมูลว่า พื้นที่การปลูกมะพร้าวน้อยลงจริง แต่ก็มีแผนปลูกทดแทนอยู่ ซึ่งได้มีการจัดสรรงบประมาณส่งเสริมให้มีการปลูกมะพร้าวที่ถูกหลัก เป็นแปลงสาธิตโดยทางเกษตรจะมีโครงการที่เป็นการวิจัยแบบมีส่วนร่วม คือมีการสัมมนากับชาวบ้าน และมีแปลงสาธิต นำองค์ความรู้มาแลกเปลี่ยนเพื่อหาจุดที่ดีที่สุด

พร้อมกันนั้นได้ส่งเสริมทำวนเกษตรในสวนมะพร้าว โดยปลูกพืชอย่างอื่นในแปลงมะพร้าว เนื่องจากยังมีพื้นที่ในสวนมะพร้าวอีกเยอะที่ไม่ได้ปลูกพืชอะไรเลย ทำให้เสียพื้นที่ไป ควรจะต้องมีการปลูกแซม ซึ่งบางพื้นที่ปลูกแน่นมากแต่กลายเป็นว่ามะพร้าวเจริญงอกงามดีด้วยซ้ำไป อีกทั้งไม่มีศัตรูพืชด้วย ในส่วนของพืชแซมต้องดูดินด้วย แต่ถ้าปลูกกล้วยจะไม่มีผลกระทบอะไร หรือปลูกพืชล้มลุกอายุสั้นก็มีอย่างพืชสวนครัว

หนุนเกษตรกร

แปรรูป มะพร้าว

คุณวีระ อธิบายว่า ในพื้นที่เกษตรของประจวบฯ สับปะรดจะมีพื้นที่ปลูกมากกว่า ประมาณ 500,000 กว่าไร่ และมีโรงงานอุตสาหกรรม 13 โรง ที่ผลิตเนื้อและน้ำสับปะรดส่งออก ส่วนมะพร้าว 400,000 กว่าไร่ เท่านั้น และมะพร้าวที่ปลูกที่อำเภอทับสะแก ถือว่าเป็นมะพร้าวที่มีคุณภาพดี โดยจะมีบริษัทต่างๆ มาซื้อมะพร้าวเป็นลูกๆ จากเกษตรกรในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวทางจังหวัดมีนโยบายส่งเสริมให้มีการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า อย่างเช่นการสกัดเย็นเป็นน้ำมันมะพร้าว พร้อมกับส่งเสริมให้เกษตรกรอย่าขายเป็นลูก ให้แยกขาย ซึ่งจะมีการรับซื้อ น้ำ เนื้อ กะลา และเปลือก ต่างหาก ถ้าเกษตรกรสามารถทำแบบนี้ได้ มูลค่าจะได้มากกว่า ขายลูกละ 7 บาท

แนวทางการส่งเสริมรณรงค์ในเรื่องดังกล่าว ผู้ว่าฯ ประจวบฯ ยอมรับว่ายากอยู่เหมือนกัน เพราะต้องเปลี่ยนวิถีความคิดของชาวบ้าน ซึ่งเมื่อก่อนขายมะพร้าวกันเป็นลูกๆ แต่เวลานี้ ถ้าแยก น้ำ เนื้อ หรือส่วนต่างๆ จะได้มากกว่า นอกจากนี้ ต้องทำให้เกษตรกรรวมตัวกันเข้มแข็ง เพื่อจะได้มีอำนาจในการต่อรองสูงขึ้น ในส่วนของมะพร้าวแปรรูป มีหลายส่วน เช่น ทำน้ำกะทิ แปรรูปเป็นอาหาร ขนม แปรรูปอื่นๆ

คุณวีระ ย้ำว่าผลผลิตทางการเกษตรซึ่งต้องดูแลเป็นพิเศษ คือ มะพร้าว กับสับปะรด เพราะ 2 อย่างนี้ เป็นพืชเศรษฐกิจหลักของจังหวัด นอกเหนือจากเรื่องการท่องเที่ยว ขณะที่ยางพารายังเป็นปัญหาอยู่ มีประมาณ 100,000 กว่าไร่ สำหรับราคามะพร้าวลูกละ 7 บาท ถือว่ายังไม่ดีนัก ถ้าได้ราคาจริงๆ ไม่ควรต่ำกว่า 10 บาท แต่ 7 บาท ก็ขึ้นๆ ลงๆ เคยลงไปถึง 4-5 บาท ก็เคยมี เมื่อ ปี 2556 พอ ปี 2557 ดีขึ้นมาหน่อย แต่ตอนกลางปีนี้ ราคาสูงเกือบ 20 บาท

ทั้งนี้ คุณวีระ ระบุว่า ประจวบฯ ถือว่าเป็นจังหวัดที่ปลูกสับปะรดมากที่สุดในประเทศไทย ประมาณ 60% ของทั้งประเทศ ซึ่งเป็นพืชที่ต้องใช้ยา เพราะมีหยอดแก๊สด้วย แต่กำลังจะพัฒนาไปอีกระดับหนึ่ง คือเดิมปลูกสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวีย พันธุ์เปรี้ยว ที่ส่งเข้าโรงงาน ปลูกอยู่ประมาณ 90% ตอนนี้กำลังสนับสนุนสับปะรดผลสดที่เป็นสับปะรดหวาน ขายเป็นลูก ไม่ได้ป้อนเข้าโรงงาน ซึ่งกำลังขยายตัวอย่างมาก ตลาดส่งออกก็มีความต้องการ และได้ราคาสูงกว่าสับปะรดที่ป้อนเข้าโรงงาน แต่ต้องปรับโครงสร้างชักชวนเกษตรกรเข้ามาปลูกสับปะรดสดจำหน่ายอีกทางด้วย

ในการดูแลพืชผลทางการเกษตรนั้น ผู้ว่าฯ ประจวบฯ เล่าว่า มีคณะกรรมการไตรภาคีระดับจังหวัดที่ดูแลพืชในแต่ละชนิด เช่น กรรมการพัฒนาส่งเสริมเรื่องสับปะรด การพัฒนาส่งเสริมเรื่องมะพร้าว ซึ่งในแต่ละชุดมีตัวแทนของทางราชการที่เกี่ยวข้อง ตัวแทนของเกษตรกร ตัวแทนผู้ประกอบการ พอมีปัญหาอะไรจะพูดคุยกัน และคอยเฝ้าระวังเรื่องราคาด้วย

บางเรื่องต้องขอความร่วมมือกัน เช่น ช่วงที่ราคาไม่ดี ทางจังหวัดจะเชิญผู้ประกอบการมาคุย แล้วขอร้องให้ช่วยเหลือ อย่างกรณีสับปะรดก็เช่นเดียวกัน เคยราคาตกต่ำ แต่ตอนนี้อยู่ในขั้นดีแล้ว ตกกิโลกรัมละ 7-8 บาท คาดหวังกันว่า ต้องไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 5 บาท

ดัน ด่านสิงขร

เป็นด่านถาวร

ในเรื่องความคืบหน้าของการเปิดชายแดนระหว่างสองประเทศที่ด่านสิงขร อำเภอเมืองนั้น ผู้ว่าฯ ประจวบฯ อธิบายว่า พยายามผลักดันให้เป็นด่านถาวร แต่ยังเหลือขั้นตอนสุดท้ายตรงที่ว่า ต้องมีการรับรองเขตแดนร่วมกันระหว่างทางคณะกรรมการเขตแดนของฝ่ายไทยกับพม่า ซึ่งตอนนี้ทางรัฐบาลไทยได้นัดหมายคณะกรรมการที่จะลงนามร่วมกันตรงด่านสิงขร แต่ทางพม่าติดภารกิจอยู่ ทำให้วันเวลาที่นัดหมายยังไม่ตรงกัน

ปัญหาอีกส่วนคือ ในพม่ากำลังซ่อมถนนยังไม่แล้วเสร็จ ระหว่างเมืองมะริดกับด่านสิงขรพ้นจากหน้าฝนนี้แล้ว น่าจะเป็นเวลาที่พอดีกับการนัดหมายในการลงนามเขตแดนร่วมกัน คาดว่าน่าจะทำเสร็จก่อนปลายปี 2557 ทั้งเรื่องถนน และเรื่องการลงนาม

“ถ้าเปิดเป็นด่านถาวรจะเป็นผลดีแน่นอน และเป็นความต้องการของพม่ากับฝั่งไทยด้วยกัน ในปัจจุบันวิถีชีวิตของทั้งสองฝั่งก็ไปมาหาสู่ติดต่อค้าขายกันในแต่ละวัน อย่างเสาร์-อาทิตย์ ก็มีจำนวนหลายพันคนเลยทีเดียว ในส่วนบ้านมูด่อง ประชาชนพม่าก็อพยพมาอยู่ตรงนี้เป็นชุมชนใหญ่แล้ว ประมาณ 5,000-6,000 คน ฝั่งเราเองก็มีการลงทุนที่ด่านสิงขรมากขึ้น ในรูปแบบของตลาด ซึ่งคนพม่าก็ข้ามมาซื้อของเรา คือการค้าขายก็เริ่มเชื่อมติดต่อกัน แต่ว่าในอนาคตถ้าเปิดด่าน การขนส่งสินค้า หรือการค้าขายระหว่างเมืองมะริด กับประจวบฯ หรือฝั่งไทย จะมากขึ้นอีกเป็นร้อยเท่า”

ปัจจัยหลักที่ทำให้ด่านสิงขรมีความสำคัญมาก ผู้ว่าฯ ประจวบฯ ฉายภาพให้เห็นชัดๆ ว่า มะริดมีสินค้าหลักคือ อาหารสัตว์ กับอาหารทะเล ซึ่งตอนนี้ขนส่งทางจังหวัดระนองไม่สะดวก เพราะต้องใช้เวลาเป็นวันๆ แต่ถ้ามีทางลัดนี้จะย่นเวลาเหลือแค่ 5-6 ชั่วโมง อย่างสินค้าเดิมที่ส่งทางมหาชัยจะมาเข้าทางนี้ เหมือนกับเปลี่ยนเส้นทาง เปลี่ยนโครงสร้างการใช้เส้นทางเลย มาเป็นเข้าทางไทยฝั่งนี้ เพราะฉะนั้นสินค้าผ่านทาง หรือการท่องเที่ยวเชื่อมทั้งสองประเทศก็จะมีมากขึ้น

ประจวบคีรีขันธ์ นับเป็นจังหวัดที่มีความสำคัญมาก เพราะใช่เพียงจะเป็นที่ประทับของในหลวงเท่านั้น ยังมีชายแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่าด้วย ดังนั้น ในอนาคตอันใกล้เมืองนี้จะเติบโตพัฒนาไปอีกยาวไกล

“กล้วยน้ำว้าอินทรีย์” ที่สามพราน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052151257&srcday=2014-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 589

เทคโนโลยีการเกษตร

สาวบางแค

“กล้วยน้ำว้าอินทรีย์” ที่สามพราน

เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้เขียนมีโอกาสไปเดินชมงาน “วันสังคมสุขใจ ครั้งที่ 1″ ณ สวนสามพราน ที่หน่วยงาน ภาครัฐ-เอกชน-เกษตรกร-NGO ร่วมผนึกกำลังจัดงานนี้ขึ้นมา ภายใต้แนวคิด ย้อนสังคมไทย สู่เกษตรอินทรีย์ เพื่อชีวีปลอดภัย โดยได้รับเกียรติจาก หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน

กิจกรรมไฮไลต์ของการจัดงานครั้งนี้คือ การเปิดตลาดน้ำอินทรีย์ย้อนยุค โดยให้เกษตรกรนำผลผลิตอินทรีย์ลงเรือมาจำหน่าย และตลาดบกโบราณอินทรีย์ ที่มีผลผลิตอินทรีย์ สดจากไร่ ตัดใหม่จากสวนของเกษตรกรกว่า 100 ชนิด มาให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อ ในราคาสบายกระเป๋า ภายในงานมีทั้งกิจกรรม ช็อป ชิม แชร์ ให้ความรู้ และสร้างแรงบันดาลใจในการใช้วิถีชีวิตอินทรีย์ให้กับผู้เข้าชมงานอย่างมากมาย เช่น ซุ้มกุหลาบมอญอินทรีย์ ไอเดียบ้านดินพอเพียงในฝัน การสอนเทคนิคการทำปุ๋ย การบำรุงดิน การปลูกพืชผักสวนครัวในกระถาง และจากวัสดุเหลือใช้ทุกวันนี้ อำเภอสามพราน มีชื่อเสียงในฐานะ “แหล่งปลูกผักผลไม้คุณภาพดี” เพราะได้เปรียบในเรื่องทำเลที่ตั้ง ซึ่งเป็นที่ราบลุ่มริมฝั่งแม่น้ำท่าจีน แถมมีคลองธรรมชาติและคลองซอยจำนวนมากที่ถูกขุดมาสำหรับใช้ในภาคการเกษตรและการคมนาคม ทำให้ที่นี่เป็นทำเลทองสำหรับการเพาะปลูกพืชผักไม้ผลนานาชนิด

ผู้เขียนรู้สึกทึ่งกับความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกรในชุมชนแห่งนี้ เพราะเกษตรกรมีการรวมตัวกันแลกเปลี่ยน-เรียนรู้ข้อมูลการปลูก และการตลาดอย่างเป็นระบบ ทำให้สามารถเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนรายจ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ การจัดงานครั้งนี้ เกษตรกรแต่ละกลุ่มได้นำจุดเด่นของพวกเขาออกมาโชว์กันอย่างเต็มที่ เช่น

“กลุ่มบางช้าง” มีจุดเด่นในเรื่องสมุนไพร ผลไม้ต่างๆ “กลุ่มหอมเกร็ด” ก็เก่งในเรื่องการขยายพันธุ์ไม้ จำพวกมะพร้าว กล้วยหักมุก กล้วยนาก ที่สามารถนำไปขยายพันธุ์ได้ทันที “กลุ่มเครือข่ายพี่น้อง 2 ตำบล” เก่งเรื่องการปลูกส้มโอ ชมพู่ทับทิมจันท์ มะพร้าวน้ำหอม ฝรั่ง และกล้วยน้ำว้า “กลุ่มคลองโยง” โดดเด่นเรื่องการปลูกข้าวโดยเฉพาะข้าวหอมนครชัยศรี ที่ชาวนาร่วมกันพลิกฟื้นกลับมาปลูกกันอีกครั้งหลังจากข้าวสายพันธุ์นี้หายไปจาก จังหวัดนครปฐมนานกว่า 40 ปี และ “กลุ่มส้มโอไทยทวี” ที่มีฝีมือในเรื่องการปลูกส้มโอนครชัยศรี ที่มีรสชาติหวานกรอบ

“กล้วยน้ำว้าอินทรีย์”

ผลไม้ดี รสอร่อย

คุณละมัย สระทองหน เจ้าของ “บ้านสวนละมัยพร” โทร. (087) 368-8469 คุณละมัยมีพื้นที่ทำกิน จำนวน 19 ไร่ ที่เน้นปลูกพืชผักและผลไม้อินทรีย์แบบผสมผสาน แถมยังสร้างวงจรชีวิตแบบง่ายๆ โดยการเลี้ยงสัตว์ เช่น ไก่ และหมู เพื่อนำมูลสัตว์มาใช้เป็นปุ๋ยคอก ประหยัดต้นทุนค่าปุ๋ยไปได้ส่วนหนึ่ง คุณละมัยมีความฝันที่จะเปิดบ้านสวนละมัยพร เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์ในอนาคต

สินค้าเด่น ที่คุณละมัยและเพื่อนเกษตรกร 19 ราย ใน “กลุ่มเครือข่ายพี่น้อง 2 ตำบล” นำมาจัดแสดงและจำหน่ายในงานครั้งนี้ คือ กล้วยน้ำว้า มะเฟือง มะพร้าวน้ำหอม ผักกินใบ คุณละมัย เล่าว่า เดิมทีก็ปลูกพืชผักไม้ผลโดยใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีเช่นเดียวกับเกษตรกรคนอื่นๆ จนกระทั่ง ปี 2554 คุณละมัยเปลี่ยนแนวคิดการปลูกพืชเข้าสู่วิถีเกษตรอินทรีย์อย่างเต็มตัว ทำให้ประหยัดต้นทุนการเพาะปลูก สุขภาพร่างกายก็แข็งแรงมากขึ้น เพราะไม่ต้องเสี่ยงกับปัญหาสารเคมีตกค้างเหมือนในอดีต

คุณละมัย ปลูกพืชผักผลไม้ผสมผสานในสวน หากพบว่า ตรงไหนมีพื้นที่ว่างก็ปลูกกล้วยน้ำว้าแซมเข้าไป คุณละมัยและเพื่อนๆ อาศัยการแลกเปลี่ยนพันธุ์พืชคุณภาพดีกันอย่างต่อเนื่อง ก่อนหน้านี้เพื่อนของคุณละมัยได้ “กล้วยน้ำว้า พันธุ์ปากช่อง 50″ ก็นำมาแบ่งปันกันปลูกในกลุ่มเพื่อน ทำให้เกิดการพัฒนาคุณภาพและผลผลิตในกลุ่มเครือข่ายเกษตรกรให้เกิดความก้าวหน้าและเข้มแข็งไปพร้อมๆ กัน

ข้อดีของ “กล้วยน้ำว้า พันธุ์ปากช่อง 50″ คือ เครือใหญ่ น้ำหนักเครือมาก 30-33 กิโลกรัม จำนวนหวีมากกว่า 10 หวี จำนวนผลต่อหวี ประมาณ 18 ผล ผลกล้วยใหญ่อ้วนดี เนื้อแน่น รสชาติอร่อย เป็นที่ต้องการของตลาด ขายได้ราคาค่อนข้างดี

การปลูกกล้วยน้ำว้า พันธุ์ปากช่อง 50 โดยทั่วไปนิยมเตรียมหลุมปลูก 50x50x50 เซนติเมตร คลุกเคล้าปุ๋ยคอกผสมดินประมาณหลุมละ 2 กิโลกรัม รองก้นหลุมขึ้นมาประมาณ 30 เซนติเมตร เสียก่อน จึงค่อยปลูกต้นกล้วยและกลบบริเวณโคนต้นให้แน่น หากต้องการให้มีผลผลิตที่ดี และมีขนาดกอใหญ่ ควรปลูกในระยะ 4×4 เมตร เลี้ยงกอละ 4 ต้น ก็เพียงพอแล้ว และคอยดูแลให้น้ำอย่างชุ่มชื้นเพียงพอ ประมาณ 6-7 เดือน ต้นกล้วยจะเริ่มแทงหน่อ ตกเครือ และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในเดือนที่ 9 กล้วยอินทรีย์ และผลไม้อื่นๆ เช่น ฝรั่ง มะเฟือง มะพร้าวน้ำหอม ฯลฯ ที่มีคุณภาพดี เนื้อกรอบ หวาน อร่อย เป็นที่ยอมรับของโรงแรมสามพรานริเวอร์ไซด์ โรงแรมสามพรานฯ จึงสั่งซื้อสินค้าพืชผักไม้ผลจากกลุ่มเกษตรกรแห่งนี้ ตั้งแต่ ปี 2556 เป็นต้นมา

กลุ่มเกษตรกรได้รวบรวมผลผลิตที่ปลูกแบบปลอดสารพิษส่งขายให้โรงแรมสามพรานฯ เฉลี่ย สัปดาห์ละ 500 กิโลกรัม โดยคัดคุณภาพและขายตามเกรด สำหรับกล้วยน้ำว้าคุณภาพดี จะขายได้ในราคาละกิโลกรัม 10 บาท กล้วยหอม ขายกิโลกรัมละ 20 บาท กล้วยไข่และกล้วยเล็บมือนาง ขายกิโลกรัมละ 15 บาท ส่วนสินค้าเกรดรอง ทางโรงแรมจะรับซื้อในราคาย่อมเยาลงมา เพื่อใช้เป็นอาหารเลี้ยงช้าง

คุณละมัย บอกอีกว่า ปัจจุบันพวกเราสามารถพัฒนาระบบการผลิตพืชผักไม้ผลอินทรีย์ จนได้คุณภาพมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ซึ่งเป็นระบบที่พัฒนาขึ้นโดยสหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ IFOAM (International Federation of Organic Agriculture Movement) จากสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.) แม้ว่าการปลูกพืชผักไม้ผลในระบบเกษตรอินทรีย์จะมีผลผลิตน้อยกว่าการปลูกโดยใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมี แต่มีต้นทุนการผลิตต่ำ ที่สำคัญทั้งตัวคุณละมัยและลูกค้าบริโภคสินค้าพืชผักไม้ผลได้อย่างสบายใจ

คุณฉวี สวนแก้ว หรือ ป้าฉวี วัย 70 ปี สมาชิกอีกคนหนึ่งในกลุ่มเครือข่ายพี่น้อง 2 ตำบล ที่ปลูกเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสาน ได้แก่ ถั่วพู กระชาย ผักชี คะน้า กวางตุ้ง ฟัก และกล้วยน้ำว้า บนพื้นที่ 5 ไร่ ในอดีตป้าฉวีก็เคยทำเกษตรโดยใช้สารเคมี เพราะอยากได้ผลผลิตดี รูปร่างสวยงาม เพราะดูแลง่าย ขายได้ราคาดี แต่เจอปัญหาต้นทุนค่าปุ๋ย ค่ายาสูง ไม่คุ้มค่ากับการลงทุนแถมร่างกายก็ป่วยไข้ง่าย

ป้าฉวี จึงตัดสินใจทำเกษตรอินทรีย์อย่างเต็มตัว เมื่อ ปี 2553 โดยมีเครือข่ายเพื่อนเกษตรกรพี่น้อง 2 ตำบล และมูลนิธิสังคมสุขใจคอยเป็นพี่เลี้ยง ทุกสัปดาห์ทางสวนสามพรานจะส่งทีมเจ้าหน้าที่ไปให้คำปรึกษาและแนะนำ ติดตามความก้าวหน้าในการดูแลแปลงผัก นอกจากนี้ ป้าฉวีก็เข้าประชุมกลุ่มเครือข่ายเพื่อนเกษตรกรพี่น้อง 2 ตำบล ทุกเดือน เพื่อเรียนรู้เทคนิคและวิธีการพัฒนาแปลงปลูก

ป้าฉวี บอกว่า ตอนแรกที่ตัดใจเลิกใช้สารเคมีอย่างเด็ดขาด ผลผลิตก็ได้น้อยลง แต่พอลงมือทำอย่างจริงจัง นานวันเข้า ก็ได้รับผลตอบแทนที่มากกว่าที่คิด ทุกวันนี้ผลผลิตจากสวนป้าฉวีจะขายให้กับโรงแรมสามพรานริเวอร์ไซด์ ทุกวันๆ อังคารกับวันเสาร์ ส่วนวันศุกร์กับวันเสาร์ ส่งไปขายที่ตลาดสุขใจ นอกจากนี้ ยังมีแม่ค้ารายอื่นๆ ติดต่อขอซื้อผักผลไม้อินทรีย์ หลังหักค่าใช้จ่าย จะมีเงินเหลือเก็บ ประมาณ 4,000-5,000 บาท ต่อเดือน นอกจากมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคงขึ้นแล้ว ชีวิตครอบครัวป้าฉวียังพบกับความสุขมากยิ่งขึ้น เพราะลูกสาวป้าฉวีที่เคยทำอาชีพเป็นสาวโรงงานตัดสินใจหันกลับมาช่วยแม่ทำอาชีพเกษตรกรรมอย่างเต็มตัว ทำให้ทุกวันนี้ ป้าฉวีมีความสุขอย่างเหลือล้น

โครงการสามพรานโมเดล

โครงการ “สามพรานโมเดล เกิดจากแนวคิดของ คุณอรุษ นวราช ผู้บริหารโรงแรมสามพรานริเวอร์ไซด์ หรือสวนสามพราน ที่อยากได้ผัก ผลไม้ ที่เป็นอินทรีย์บริการกับลูกค้าที่มาใช้บริการ โดยใน ปี 2553 จึงเริ่มต้นด้วยการปลูกผักอินทรีย์ ในพื้นที่ 30 ไร่ ตรงข้ามฝั่งแม่น้ำของสามพรานริเวอร์ไซด์ เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบตามห้องอาหารของโรงแรม แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ต่อมามีเกษตรกรบางส่วนในพื้นที่ใกล้เคียงต้องการจะปรับเปลี่ยนจากการทำเกษตรแบบเคมีมาสู่อินทรีย์ แต่ยังขาดองค์ความรู้ และที่สำคัญที่สุดคือ ตลาด จึงเข้ามาร่วมกับสามพรานริเวอร์ไซด์ เกิดขึ้นเป็นกลุ่มธุรกิจเชิงคุณค่าสามพราน

ในช่วงเริ่มต้นของการทำโครงการ เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่อยากเปลี่ยนเป็นระบบอินทรีย์ เพราะคิดว่าทำยาก ให้ผลผลิตน้อย และไม่มีตลาดรองรับ ดังนั้น ทางสามพรานริเวอร์ไซด์ จึงเริ่มทำตลาดทางเลือกให้กับเกษตรกร คือ ตลาดสุขใจ ในพื้นที่กว่า 2 ไร่ ให้เกษตรกรนำผลผลิตอินทรีย์ และผักปลอดสารพิษมาจำหน่ายตรงถึงมือผู้ซื้อ ทางสวนสามพรานจัดหาผู้เชี่ยวชาญและเครื่องมือมาสุ่มตรวจคุณภาพพืชผักของเกษตรกรทุกสัปดาห์ ว่ามีสารเคมีตกค้างหรือไม่ ทำให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจ นอกจากนี้ ทางโรงแรมสามพรานริเวอร์ไซด์ ยังรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร โดยมีการประกันราคาให้ด้วย

คุณอรุษ นวราช กรรมการผู้จัดการ สามพรานริเวอร์ไซด์ และเลขานุการมูลนิธิสังคมสุขใจ กล่าวว่า มูลนิธิสังคมสุขใจ สามพรานริเวอร์ไซด์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้ร่วมกันผลักดัน โครงการ “สามพรานโมเดล” เป็นเวลากว่า 4 ปีแล้ว โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับเปลี่ยนแนวคิดและวิถีในการทำการเกษตรของเกษตรกร ในอำเภอสามพราน และภายในจังหวัดนครปฐม จากการใช้เคมีมาใช้ระบบเกษตรอินทรีย์ โดยก่อนหน้านี้อำเภอสามพราน ร่วมกับ 40 หน่วยงาน ท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมลงนามความร่วมมือในการพัฒนา ห่วงโซ่อุปทานสินค้าอินทรีย์ โดยตั้งเป้าว่าจะพัฒนาอำเภอสามพราน ให้เป็นชุมชนแห่งความสุข ปลอดสารเคมี และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

“ผมเชื่อว่า งานวันสังคมสุขใจ จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกภาคส่วน ด้านเกษตรกรก็จะได้เห็นความต้องการของตลาดที่กว้างขึ้น เพื่อนำไปพัฒนาแปลงปลูกและแผนการจัดการผลผลิต ด้านผู้บริโภค ซึ่งได้พบเจอ ได้พูดคุยกับเกษตรกรโดยตรง ก็จะมีความมั่นใจในสินค้าที่เขาซื้อมากขึ้น ตลอดจนรู้แหล่งสินค้าอินทรีย์ ผมคาดหวังว่า โครงการสามพรานโมเดลไปขยายผล สู่การสร้างสังคมสุขใจให้แก่ชุมชนอื่นๆ ได้ในอนาคต” คุณอรุษ กล่าวในที่สุด

สำหรับผู้ที่สนใจเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ หรือต้องการลิ้มรสชาติพืชผัก ผลไม้ แวะไปได้ที่ ตลาดสุขใจ ที่ สวนสามพรานริเวอร์ไซด์ ในช่วงวันหยุดสัปดาห์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (034) 322-588-93 หรือคลิกเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ http://www.sampranmodel.com

มะม่วงมหาชนกอินทรีย์ เมืองน้ำดำ คุณภาพดี ส่งนอกได้

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05054151257&srcday=2014-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 589

เทคโนโลยีการเกษตร

โอภาส มั่นคง

มะม่วงมหาชนกอินทรีย์ เมืองน้ำดำ คุณภาพดี ส่งนอกได้

เทศบาลตำบลหนองหิน อำเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ จับมือสำนักงานเกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์และอำเภอหนองกุงศรี จัดวันสาธิตโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตมะม่วงมหาชนกอินทรีย์ ส่งต่างประเทศ มีประเทศญี่ปุ่น จีน และเกาหลี โดยส่งเสริมการผลิตเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าและเชื้อราบิวเวอเรีย ป้องกันและกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืชแทนสารเคมี เพื่อความปลอดภัยกับผู้ผลิตและผู้บริโภค…รองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ปี 2558

คุณถนอมขวัญ เนตรไธสง นายกเทศมนตรีตำบลหนองหิน อำเภอหนองกุงศรี เปิดเผยว่า เทศบาลตำบลหนองหิน ร่วมกับ คุณสมบูรณ์ ซารัมย์ เกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์ และ คุณสานิตย์ เกริกสกุล นายอำเภอหนองกุงศรี จัดวันสาธิตโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตมะม่วงมหาชนกอินทรีย์ เพื่อความปลอดภัยกับผู้ผลิตและผู้บริโภค ส่งนอก เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ปี 2558 ตามกระบวนการโรงเรียนเกษตรกร ตามแผนปฏิบัติราชการประจำปีของจังหวัด ประจำปีงบประมาณ 2557 มีผู้เข้าร่วมงานวันสาธิตประกอบด้วยเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงมหาชนกในอำเภอหนองกุงศรี และเจ้าหน้าที่จากส่วนราชการและเอกชน ร่วมงานจำนวน 300 คน ณ บ้านหนองหิน หมู่ที่ 4 ตำบลหนองหิน อำเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์

นายกเทศมนตรีตำบลหนองหิน กล่าวว่า วันสาธิตโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตมะม่วงมหาชนกตามกระบวนการโรงเรียนเกษตรกรในปีนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการสาธิตและถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตมะม่วงมหาชนกให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงมหาชนกของอำเภอหนองกุงศรีและอำเภอใกล้เคียง โดยจัดเป็นสถานีเรียนรู้ จำนวน 4 สถานี ได้แก่ สถานีที่ 1 การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตมะม่วงมหาชนกตามกระบวนการโรงเรียนเกษตรกร สถานีที่ 2 โรคแมลงศัตรูมะม่วง สถานีที่ 3 การผลิตเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าและเชื้อราบิวเวอเรีย ป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช แทนสารเคมี และ สถานีที่ 4 การขยายพันธุ์มะม่วง ซึ่งการดำเนินกิจกรรมตามโครงการนี้จะช่วยให้เกษตรกรที่เข้าร่วมงานวันสาธิตได้นำความรู้ที่ได้รับไปปรับปรุงการผลิตมะม่วงมหาชนกของตนเอง และสามารถนำความรู้ที่ได้จากการเข้าร่วมงานไปถ่ายทอดให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงมหาชนกรายอื่นๆ ต่อไป อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนยุทธศาสตร์ของจังหวัดกาฬสินธุ์ที่เน้นการพัฒนาการผลิตทางการเกษตร

คุณสมบูรณ์ กล่าวว่า สำหรับมะม่วงมหาชนกเป็นผลไม้เศรษฐกิจที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งของจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นผลไม้รับประทานสุก แหล่งผลิตส่วนใหญ่อยู่ที่อำเภอหนองกุงศรี พื้นที่ปลูก 876 ไร่ มีเกษตรกร 135 ราย ผลผลิตเฉลี่ย 1,800 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่างประเทศมีความต้องการมาก เช่น ประเทศญี่ปุ่น จีน และเกาหลี แต่กระบวนการส่งออกมะม่วงไปต่างประเทศ ต้องผ่านการตรวจสอบ เพื่อรับรองการปลอดศัตรูพืช โดยเฉพาะแมลงวันทองและปลอดสารพิษตกค้าง ยิ่งไปกว่านั้นเงื่อนไขของบางประเทศที่นำเข้ามะม่วงมหาชนกจากไทยยังกำหนดให้มีผลผลิตที่มาจากแปลงผลิตที่ได้รับการรับรอง จีเอพี (GAP) หรือเกษตรดีที่เหมาะสม

เกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์กล่าวว่า ด้านการถ่ายทอดความรู้ ได้มอบหมายให้ คุณพงษ์ศักดิ์ ชินคีรี หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช พร้อมคณะ เป็นวิทยากรให้ความรู้ เน้นการบริหารจัดการมะม่วง การบริหารจัดการศัตรูพืช และสามารถควบคุมศัตรูพืชในพื้นที่ของตนเองได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่พี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงมหาชนกในเขตพื้นที่อำเภอหนองกุงศรี และพื้นที่อำเภอข้างเคียง คาดว่าเกษตรกรที่เข้าร่วมงานวันสาธิตนี้จะสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปปรับปรุงการผลิตมะม่วงมหาชนกของตนเองได้ และสามารถนำความรู้ที่ได้จากการเข้าร่วมไปถ่ายทอดให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงมหาชนกรายอื่นๆ ต่อไป ซึ่งโครงการนี้จึงถือว่ามีความสำคัญมากที่จะช่วยให้พี่น้องเกษตรกรสามารถลดค่าใช้จ่ายในการผลิต ทำการผลิตที่ดีมีคุณภาพและเหมาะสม ผลผลิตมะม่วงสูง และปลอดภัยจากสารพิษ เป็นที่ต้องการของตลาด ต่างประเทศ…รองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ปี 2558

คุณถนอมขวัญ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า อบต. หนองหิน ได้บูรณาการกับอำเภอหนองกุงศรี สำนักงานเกษตรจังหวัด ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และภาคเอกชน ส่งเสริมการปลูกมะม่วงมหาชนก ส่งจำหน่ายในประเทศและต่างประเทศแถบเอเชียและยุโรป สร้างรายได้ปีละกว่า 30 ล้านบาท มะม่วงมหาชนกเป็นพันธุ์ที่ได้มาจากต้นที่ปลูกโดยการเพาะเมล็ด ระหว่างพ่อแม่มะม่วงพันธุ์ซันแซทกับพันธุ์หนังกลางวัน ที่สวนของ อาจารย์ประพัฒน์ สิทธิสังข์ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ โดย คุณเดช ทิวทอง นำไปทดลองปลูกที่อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน และพบว่ามีมะม่วงต้นหนึ่งเจริญเติบโต มีใบใหญ่ ให้ผลยาว คล้ายพันธุ์หนังกลางวัน แต่เมื่อผลสุกกลับมีสีผิวเหลืองอมแดง มีสีส้มคล้ายพันธุ์ซันแซท จึงสันนิษฐานว่าเกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์โดยบังเอิญ จึงตั้งชื่อมะม่วงพันธุ์นี้ว่า พันธุ์มหาชนก จังหวัดกาฬสินธุ์ จึงได้นำพันธุ์มะม่วงมหาชนกมาจากจังหวัดเชียงใหม่ โดยอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ นำมาปลูกเป็นแปลงขยายพันธุ์ที่ตำบลหนองหิน ตำบลหนองบัว ตำบลดงมูล อำเภอหนองกุงศรี มีพื้นที่ปลูก 1,073 ไร่ มีผู้ปลูก 165 ราย ผลผลิตปีละประมาณ 1,752 ตัน สร้างรายได้ให้เกษตรกร คิดเป็นมูลค่ากว่า 30 ล้านบาท

นายก อบต. หนองหิน กล่าวอีกว่า อบต. หนองหิน ได้เล็งเห็นความสำคัญของกลุ่มอาชีพปลูกมะม่วงมหาชนก จึงได้สนับสนุนงบประมาณเพื่อเป็นทุนปลอดดอกเบี้ย กลุ่มละ 50,000-100,000 บาท โดยให้กลุ่มส่งคืนภายใน 5 ปี เมื่อส่งครบก็สามารถกู้ใหม่ โดยได้ร่วมกับอำเภอหนองกุงศรี สำนักงานเกษตรจังหวัด ธ.ก.ส. และมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ตลอดจนบริษัทภาคเอกชน ส่งเสริมการปลูกมะม่วงมหาชนกดังกล่าว ส่งจำหน่ายในประเทศและต่างประเทศในแถบเอเชียและยุโรป และ คุณคม เอกพันธ์ ผอ. โรงเรียนหนองบัวชุม ตำบลหนองหิน ยังได้นำมะม่วงมหาชนกไปปลูกในพื้นที่โรงเรียน เพื่อเป็นจุดสาธิตและเรียนรู้ของนักเรียน พร้อมขยายพันธุ์จำหน่าย เป็นค่าอาหารกลางวันนักเรียนด้วย

คุณผ่อง จิตจักร ประธานกลุ่มผู้ปลูกมะม่วงมหาชนกบ้านหนองบัวชุม ตำบลหนองหิน กล่าวว่า การปลูกมะม่วงมหาชนก ให้ขุดหลุมกว้าง 60 เซนติเมตร ยาว 60 เซนติเมตร ลึก 60 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยคอกกลบด้วยดิน นำต้นมะม่วงลงปลูก ขุดหลุมรอบๆ ชายพุ่ม 4 หลุม ขนาดหลุมกว้าง 30 เซนติเมตร ลึก 60 เซนติเมตร ใส่แกลบลงไปให้เต็มหลุม แล้วรดน้ำให้เต็มหลุม อยู่ได้ 7 วัน ควรรดน้ำให้มะม่วงทุกวัน จนกว่ามะม่วงจะตั้งตัวได้ หลังจากนั้นลดปริมาณน้ำให้เหลือเพียง 3-5 วัน ต่อครั้ง หรือ 7-10 วัน ต่อครั้ง แล้วแต่สภาพภูมิอากาศ ช่วยให้มะม่วงรอดตาย ผ่านช่วงแล้ง 100% ช่วงการเริ่มปลูกมะม่วง ประมาณ 1-2 ปี ยังไม่ได้เก็บผลผลิต ก็สามารถปลูกพืชอื่นแซมเพิ่มรายได้ จำพวกพืชตระกูลถั่วหรือมันสำปะหลัง

ช่วงเวลาที่มะม่วงต้องการน้ำคือ ช่วงเจริญเติบโตด้านกิ่ง ก้าน และใบ ในช่วงฤดูฝนความต้องการน้ำของมะม่วงจะลดลง ไม่ต้องให้เลยในช่วงที่มะม่วงก่อนออกดอก และช่วงมะม่วงหลังติดผล มะม่วงต้องการน้ำมาก เพื่อเพิ่มขนาดและพัฒนาผลให้มีคุณภาพ จะต้องให้น้ำตลอดจนถึงช่วงผลแก่ หลังจากนั้น การให้น้ำจะลดลงในช่วงเก็บเกี่ยว

การใส่ปุ๋ย บำรุงต้น ใบ กิ่ง ใช้สูตรเสมอ 15-15-15 หรือ 16-16-16 ปุ๋ยการเตรียมออกดอก ควรเป็นปุ๋ยที่มีธาตุโพแทสเซียมสูง เช่น 13-13-21 หรือ 14-14-21 หรือ 6-12-24 ใส่ปุ๋ยหลังแตกยอดอ่อนครั้งสุดท้ายในช่วงปลายฝน หลังเข้าช่วงแล้งก่อนออกดอกก็ใช้ปุ๋ย สูตร 8-24-24 หรือ 9-24-24 หรือ 12-24-24 ซึ่งเป็นปุ๋ยที่มีฟอสฟอรัสสูง ในช่วงติดผล ใส่ปุ๋ยบำรุงผล สูตรเสมอ 15-15-15 หรือ 16-16-16 ในช่วงปรับปรุงคุณภาพ ใส่ปุ๋ย 13-13-21 หรือ 14-14-21 และก่อนเก็บเกี่ยว ควรพ่นด้วยโพแทสเซียมไนเตรต 13-0-46 อัตรา 50 กิโลกรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ระยะผลแก่ มะม่วงมีอายุระหว่าง 100-110 วัน มะม่วงจะมีความสมบูรณ์เต็มที่ ขนาดผลโต อ้วนกลม แสดงให้เห็นถึงรูปทรงตามลักษณะประจำพันธุ์ชัดเจน

มะม่วงจะใช้เวลาจากการแทงช่อถึงดอกบาน 14-21 วัน ดอกบานจากดอกแรกถึงดอกสุดท้าย ใช้เวลา 21-26 วัน แมลงผสมเกสรมากในช่วง วันที่ 7-18 วัน สำหรับการวางแผนที่ดี ควรจะมีผึ้งมิ้มจากป่าธรรมชาติมาปล่อย หรือเลี้ยงแมลงวันหัวเขียวในช่วงดอกบาน ช่วยผสมเกสรให้มะม่วงติดผลมากยิ่งขึ้น กิจกรรมการผสมเกสรจะเกิดขึ้นหลังดอกบาน ได้รับแสง 2-4 ชั่วโมง ผลขนาดเล็กเริ่มเห็นได้ชัด ช่วง 30 วัน หลังดอกบาน หากขาดการดูแลผลมะม่วงจะถูกเพลี้ยไฟทำลายให้ผิวเป็นขี้กลาก และขณะเดียวกันโรคแอนแทรกโนสก็จะเข้าทำลายได้ ส่งผลเมื่อมะม่วงสุกก็จะมีผิวสีดำเป็นจุดทำให้ราคาตกต่ำ ไม่เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค

การเก็บเกี่ยว นับอายุหลังจากดอกบาน 50% จนถึงเก็บเกี่ยว มะม่วงมหาชนกใช้เวลา 110 วัน ปลิดขั้วผลยาวๆ ไม่ให้ยางเปื้อนผล คัดแยกออกไปตัดขั้วให้เหลือ 1 นิ้ว มะม่วงมหาชนก เกรดเอเอ น้ำหนักผล 501 กรัม ขึ้นไป เกรดเอ น้ำหนักผลอยู่ที่ 401-500 กรัม เกรดบี น้ำหนักผล 351-400 กรัม และ เกรดซี

การจำหน่ายมีพ่อค้ามารับซื้อที่สวน เพื่อส่งบริษัท ซีพีฯ บริษัท ทิมฟู๊ดฯ บริษัท สวิฟฯ บริษัท ไชน์โฟร์ท จำกัด เพื่อส่งจำหน่ายตลาดในประเทศและต่างประเทศ ส่งญี่ปุ่น ในรูปแปรรูปมะม่วงแช่แข็ง ตลาดฮ่องกง ต้องการผล ขนาด 3.4-4.5 ขีด ต่อผล ตลาดยุโรป ต้องการผล ขนาด 3.4-4.5 ขีด ต่อผล ตลาดญี่ปุ่นชอบมะม่วงมหาชนกผลสีแดง ขนาดผล 3.5-4.5 ขีด

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม หรือซื้อผลผลิต ติดต่อสอบถาม ที่สำนักงานเกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์ โทร. (043) 811-714

เรดเลดี้…มะละกอดี ที่สามเงา จังหวัดตาก สร้างงาน ทำเงิน อย่างต่อเนื่อง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05056151257&srcday=2014-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 589

เทคโนโลยีการเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

เรดเลดี้…มะละกอดี ที่สามเงา จังหวัดตาก สร้างงาน ทำเงิน อย่างต่อเนื่อง

บริษัท เพื่อนเกษตรกร จำกัด เป็นองค์กรที่มีชื่อเสียงด้านการพัฒนาและปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ ที่ได้รับการยอมรับด้านการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ของโลก มีการนำเทคโนโลยีทางการเกษตรแผนใหม่เพื่อนำมาพัฒนาและปรับปรุงด้านการเกษตรให้เจริญเติบโตก้าวหน้าอย่างทันสมัยและมั่นคงอยู่เสมอ โดยมุ่งมั่นที่จะทำให้ภาคเกษตรกรรมของประเทศไทยประสบผลสำเร็จ

จากอดีตจนถึงวันนี้ นับเป็นเวลา 30 ปี กับการเดินทางผ่านการพัฒนาและปรับปรุงเมล็ดพันธุ์พืช ผัก ตลอดจนไม้ผลนานาชนิด เพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดภาคเกษตรกรรม อีกทั้งยังจัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ ให้การส่งเสริม แนะนำ ให้ความรู้การทำเกษตรกรรมที่ถูกต้องในแต่ละชนิด สร้างความสำเร็จพร้อมกับรายได้ที่ดีให้พี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศมาจำนวนนับไม่ถ้วน

ชู…มะละกอเรดเลดี้

มีจุดเด่นหลายอย่าง

เหมาะปลูกเพื่อการค้า

ที่อำเภอสามเงา จังหวัดตาก เป็นพื้นที่อีกแห่งของเพื่อนเกษตรกรที่มุ่งมั่นให้เกษตรกรปลูกมะละกอที่มีคุณภาพอย่าง พันธุ์เรดเลดี้ และเป็นโอกาสดีที่ คุณธนิต นาดี เจ้าหน้าที่ฝ่ายขายเขตภาคเหนือ กำลังจะนำเมล็ดพันธุ์มาส่งให้ชาวสวน ดังนั้น ทีมงานเทคโนฯ เลยถือโอกาสที่จะแวะเข้ามาดูแปลงปลูกมะละกอเรดเลดี้ พร้อมสัมภาษณ์เกษตรกรซะเลย…

คุณธนิต ให้ข้อมูลเบื้องต้นของการปลูกมะละกอเรดเลดี้ในพื้นที่ว่า เท่าที่ทราบมีพื้นที่ทำการเกษตรที่ปลูกพืชไร่ พืชสวนในเขตอำเภอสามเงาทั้งหมดประมาณหนึ่งพันไร่ และปลูกมะละกอพันธุ์เรดเลดี้กว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ ที่เหลือปลูกกล้วยไข่ ข้าวโพด ข้าว เผือก โดยเป็นการปลูกแบบหมุนเวียน อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่บริเวณนี้ถือว่าปลูกมะละกอมากที่สุดในประเทศ

ฝ่ายขายชี้ว่า เดิมทีชาวบ้านปลูกแขกดำและฮอลแลนด์ แต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ เพราะไม่ทนโรค จึงทำให้ชาวบ้านลองปลูกเรดเลดี้และประสบความสำเร็จ ปลูกได้ดีในแปลง จากนั้นชาวบ้านจึงค่อยขยายจำนวนพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ในระยะเริ่มต้นอาจจะมีปัญหาบ้าง แต่ได้มีการพัฒนาปรับปรุงไปจนกระทั่งสมบูรณ์

“ข้อดีของพันธุ์นี้คือ ทนโรค เปลือกหนา ทำให้มีความปลอดภัยระหว่างขนส่ง เพราะไม่ทำให้เนื้อช้ำเสียหายง่าย ส่วนจุดเด่นของเรดเลดี้ ตรงที่มีเนื้อแน่น มีความหวาน ปกติประมาณ 13-14 บริกซ์ และถ้าสุกเต็มที่อาจได้ความหวานถึง 16 บริกซ์ นอกจากนั้น พันธุ์นี้ยังมีเมล็ดน้อย จึงทำให้มีปริมาณเนื้อมากขึ้น”

ขายได้ทั้งผลสด

และส่งโรงงานแปรรูป

ทางด้านตลาด มะละกอเรดเลดี้ในปัจจุบันที่ชาวบ้านปลูก มีตลาดส่งขายจำนวน 2 ประเภท ได้แก่ ส่งผลสดเข้าตลาดขนาดใหญ่ทุกแห่งทั่วประเทศ และกำลังผลักดันให้เป็นผลไม้ระดับพรีเมี่ยม มีการวางแผนจะติดสติ๊กเกอร์ให้เป็นแบรนด์ของสามเงา อีกส่วนหนึ่งเป็นการส่งเข้าโรงงาน เพื่อนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดต่างๆ

มีจุดอ่อนคือ ไม่ชอบน้ำ กลับชอบแล้ง

เรดเลดี้ เป็นพันธุ์มะละกอที่เพื่อนเกษตรกรมีการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้ตอบสนองกับพื้นที่ปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างเช่น

1. รูปร่างลักษณะผลกลม (ความจริงไม่ได้เป็นพันธุ์ที่มีรูปร่างกลม แต่พอมาปลูกในพื้นที่บริเวณนี้กลับเป็นผลกลม)

2. ทนโรคได้ดีมาก เช่น เพลี้ยไฟ ถึงแม้จะพบว่ามีบ้าง แต่ผลยังคงมีความสมบูรณ์

3. มีเนื้อสีแดง เป็นที่ชื่นชอบของโรงงาน

4. เมล็ดน้อย จึงทำให้ได้เนื้อมาก เมื่อเข้ากระบวนการแปรรูป ยังทำให้ลดขั้นตอนช่วยในเรื่องประหยัดเวลา จึงเป็นข้อดีในการส่งโรงงาน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ชาวบ้านเปลี่ยนจากการปลูกพันธุ์เดิมอย่างแขกดำมาเป็นเรดเลดี้แทน

แม้จะมีจุดเด่นหลายประการ แต่จุดอ่อนของเรดเลดี้คือ ไม่ชอบน้ำมาก และไม่ชอบน้ำขัง ทั้งนี้หากแช่น้ำนานเกินกว่า 1 ชั่วโมง อาจมีปัญหาต่อระบบรากทันที ดังนั้น วิธีปลูกของเกษตรกรจึงต้องยกร่องปลูกให้สูง พร้อมกับทำทางระบายน้ำไว้ด้านข้างร่อง ส่วนดินชอบดินเหนียวปานกลาง ชอบอากาศในหน้าแล้ง เพราะสามารถควบคุมปริมาณน้ำได้ แต่คราวใดที่เจอฝนหนักจะพบปัญหา เกษตรกรบางรายจึงจำเป็นต้องรีบเก็บผลผลิตทันที

คุณธนิต ระบุว่า มีเหตุผลสองสามประการที่ทำให้พื้นที่เขตอำเภอสามเงาเอื้อต่อการปลูกมะละกอเรดเลดี้ ทั้งนี้เพราะสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม อีกทั้งยังได้รับน้ำจากเขื่อนภูมิพลที่มีระบบการบริหารจัดการน้ำได้ดี อีกประเด็นคือ แถวนี้เป็นแหล่งปลูกมะละกอกันมานาน ตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ จึงทำให้ชาวบ้านมีความรู้ ความชำนาญ ตลอดจนทักษะที่มีการถ่ายทอดรุ่นสู่รุ่น เพียงแต่มีการเปลี่ยนพันธุ์ไปตามกาลเวลา เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและเกิดประโยชน์อย่างเต็มที่

ลงทุนไม่มาก เมื่อเทียบกับ

รายได้แล้ว ถือว่า เกินคุ้ม…

เมื่อมองถึงการลงทุนปลูกมะละกอพันธุ์นี้แล้ว ฝ่ายขายเพื่อนเกษตรกร บอกว่า ใช้เงินซื้อเมล็ดพันธุ์ ประมาณ 700 บาท ต่อไร่ ส่วนปุ๋ยและยามีการลงทุนต่างกัน ทั้งนี้เพราะแต่ละรายมีเทคนิควิธีไม่เหมือนกันและมักสงวนสิทธิ์ที่จะบอกต่อกันอีกด้วย

“พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกมะละกอเรดเลดี้ได้ถึง 355 ต้น ช่วงที่มีผลผลิตเต็มที่อยู่ระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายน ปกติจะเก็บผลผลิตกัน 3-4 คอ หลังจากเลิกปลูกจะตัดทิ้ง ไม่เก็บไว้ เพราะอาจทำให้พันธุ์ในรุ่นต่อมาเปลี่ยนไป ทั้งนี้ การโค่นต้นทิ้งจะเป็นปุ๋ยอย่างดีในดิน จากนั้นชาวบ้านจะเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น”

คุณธนิต บอกว่า มะละกอเรดเลดี้มิใช่ไม้ผลเพื่อการค้าอย่างเดียว แต่สามารถปลูกตามบ้านพักอาศัยได้ อาจปลูกบ้านละ 1-2 ต้น เพราะลำต้นไม่สูงมาก เก็บผลผลิตได้สะดวกและดูแลง่าย ฉะนั้น หากใครต้องการปลูก ถ้าต้องการต้นกล้าเนื้อเยื่อ ที่บริษัท เพื่อนเกษตรกร จำกัด มีจำหน่าย แบบพร้อมปลูกได้ทันที ใส่ถุงดำ ราคาต้นละ 50 บาท ถ้าเป็นต้นกล้าขนาดเล็กที่อยู่ในกระบะเพาะจะขาย ต้นละ 3 บาท

แวะ…พบ ผู้รับซื้อมะละกอ

พร้อมคุยกับเกษตรกรผู้ขาย

คุณธนิต พาทีมงานมา บ้านเลขที่ 171/4 หมู่ที่ 3 บ้านท่าไพร ตำบลยกกระบัตร อำเภอสามเงา จังหวัดตาก เป็นสถานที่สำหรับรับซื้อมะละกอเรดเลดี้ แล้วยังเป็นที่ตั้งของวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ลุ่มแม่น้ำวัง ตำบลยกกระบัตร ซึ่งมี คุณศิริภัค จันทบุรี หรือ คุณณี ทำหน้าที่ดูแลการซื้อ-ขาย ฉะนั้น จึงมีชาวบ้านเดินทางนำมะละกอเรดเลดี้ที่เก็บผลผลิตแล้วมาส่งเป็นระยะ และเป็นโอกาสดีที่ได้พูดคุยกับชาวบ้านบางรายเหล่านั้น

คุณณี บอกว่า ไม่เคยปลูกมะละกอมาก่อน มาเริ่มปลูกเมื่อ 7-8 ปี โดยนำพันธุ์เรดเลดี้มาปลูกเองในช่วงแรก ด้วยความที่ยังไม่รู้จักพันธุ์นี้ดีพอ และมองว่าน่าจะมีลักษณะและคุณสมบัติเช่นเดียวกับมะละกอพันธุ์อื่น ดังนั้น เมื่อปลูกแล้วจึงส่งเข้าโรงงานทำเหมือนมะละกอแขกดำที่ไม่ต้องมีแต้ม ไม่มีสี ถ้าออกสีนวลจะเก็บทันที

ปรากฏว่าทางโรงงานไม่รับ เลยปล่อยทิ้งไว้ในแปลง พอดีมีแม่ค้าผ่านมาพบเห็น เลยขอซื้อจึงขายไปในราคากิโลกรัมละ 3 บาท ต่อมามีแม่ค้าจากเชียงใหม่เดินทางมาซื้ออีก เลยขายไปในราคากิโลกรัมละ 7 บาท สามารถขายได้เงินจำนวนมาก แต่หลังจากนั้นเกิดน้ำท่วมเลยต้องหยุดปลูกชั่วคราว

สมัยก่อนชาวบ้านปลูกแขกดำ แต่เมื่อนำพันธุ์เรดเลดี้มาปลูกแล้วดี จึงทำให้ชาวสวนทุกรายในพื้นที่เปลี่ยนมาปลูกแทนพันธุ์แขกดำซึ่งประสบปัญหา ไม่ค่อยมีผลผลิตมากนัก เพราะอากาศแถวตากร้อนมาก หรือแม้แต่ฮอลแลนด์เคยทดลองปลูกมาแล้วและไม่ได้ผลเช่นกัน แต่เรดเลดี้ตอบสนองต่อสภาวะอากาศได้ดีมาก สามารถให้ผลผลิตได้จำนวนมากและมีคุณภาพสมบูรณ์ดี

คุณณี บอกว่า ผลผลิตไม่มีทั้งปี แต่เรดเลดี้จะติดดอกช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน ของทุกปี ช่วงราวเดือนกรกฎาคมจะเริ่มมีผลผลิต และจะทยอยเก็บไปเรื่อยจนกระทั่งประมาณเดือนตุลาคม เป็นจังหวะเดียวกับช่วงที่น้ำเริ่มท่วมตามปกติ และมะละกอหมดคอพอดี ทำอะไรไม่ได้ จนกระทั่งถึงปลายปีจึงจะเริ่มทำรุ่นใหม่อีกครั้ง แต่ระหว่างเดือนกันยายน-ตุลาคม จะสั่งเมล็ดพันธุ์มาเพาะไว้ก่อน พอเดือนพฤศจิกายนจะเริ่มปลูกได้ แต่ถ้าปีไหนน้ำไม่ท่วมก็โชคดีจะเก็บไปได้เรื่อย

ด้วยคุณสมบัติเด่นของเรดเลดี้อยู่ตรงที่ปลูกง่าย ทนทาน ให้ผลผลิตดก และเก็บผลได้รวดเร็วจึงทำให้ชาวบ้านในพื้นที่หันมาปลูกพันธุ์นี้อย่างเดียวกันถึง 750 ไร่ เพราะมีตลาดรองรับ ทั้งขายผลสดและส่งเข้าโรงงาน แล้วยังมีราคาจูงใจอีก เพราะเคยขายได้สูงสุดถึงกิโลกรัมละ 12 บาท

คุณณี เป็นหนึ่งในผู้รับซื้อมะละกอในพื้นที่ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 5 ราย ราคาที่รับซื้อเพื่อนำไปส่งโรงงานจากชาวสวนกิโลกรัมละ 3 บาท นำไปขายส่งโรงงาน กิโลกรัมละ 4 บาท แต่ถ้าเป็นผลสด รับซื้อ กิโลกรัมละ 5 บาท นำไปขายต่อราคา 6 บาท (3 กันยายน 2557) คุณณี บอกว่าถ้าช่วงไหนได้รับข่าวแจ้งว่าปริมาณมะละกอล้นตลาด หรือมีมากจะหยุดรับซื้อสัก 3-4 วัน เพื่อรอดูสถานการณ์ แต่สามารถส่งเข้าโรงงานแทนได้

คุณณี มีชาวบ้านที่นำมะละกอมาขาย จำนวนกว่า 30 ราย แต่ละรายจะเก็บผลผลิตกันตั้งแต่เช้าและในช่วงสายจะทยอยนำมาส่งขาย ผลผลิตที่ชาวบ้านนำมาส่งมีจำนวนมาก/น้อยต่างกัน แต่เฉลี่ยวันละกว่า 10 ตัน การขายผลสดจะต้องคัดคุณภาพ รูปร่าง พร้อมทั้งมีการห่อผลด้วย ทั้งนี้ เพื่อทำให้ได้ราคาดี แต่ถ้าส่งโรงงานจะแยกคุณภาพออกมา

“ภายหลังที่ชาวบ้านเปลี่ยนมาปลูกมะละกอพันธุ์นี้ ทำให้หลายรายมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม ถ้าเทียบรายได้การปลูกมะละกอเรดเลดี้ กับกล้วยไข่ ที่เป็นไม้ผลที่ปลูกอยู่เป็นประจำแล้ว รายได้ของมะละกอได้ดีกว่ากล้วยไข่มาก” เจ้าของสวนและผู้รับซื้อกล่าว

คุณพรชัย คำจู เป็นชาวบ้านอีกคนที่หันมาปลูกมะละกอเรดเลดี้ เผยว่า มีเนื้อที่ปลูก จำนวน 3 ไร่ ปลูกมะละกอกว่าพันต้น เก็บมาเดือนกว่า ได้เงิน 8 หมื่นกว่าบาท และเพิ่งเก็บมาได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ฉะนั้น คาดว่ารอบนี้น่าจะมีรายได้จากการขายมะละกอเรดเลดี้กว่าแสนบาท เขาเผยว่ามะละกอพันธุ์นี้ปลูกง่าย ลงทุนไม่มาก ใช้เงินลงทุน ไร่ละประมาณ 3 พันกว่าบาท ในแต่ละรอบให้ผลผลิตดก เพียงแต่ต้องใส่ใจเรื่องระบบน้ำให้ดี เพราะถ้าต้นแข็งแรงจะทนต่อโรค ต่างจากเมื่อก่อนปลูกแขกดำไม่ค่อยได้ลูก แถมยังมีโรคมาก

ทางด้าน คุณจำเริญ จันทบุรี เก็บอาทิตย์เดียวได้กว่า 6 ตัน คุณจำเริญชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างรายได้ที่เกิดจากการปลูกกล้วยไข่และมะละกอว่า กล้วยไข่เก็บได้เงินครั้งเดียว ต่างกับมะละกอที่เก็บได้เงินจำนวนหลายครั้ง อีกทั้งกล้วยยังเสี่ยงกับความเสียหายที่เกิดจากลมแรง แต่มะละกอสู้ลมได้สบาย ดังนั้น เมื่อเทียบต่อไร่แล้วกล้วยแพ้มะละกอ เพราะอย่างน้อยมะละกอมีรายได้แล้วต้นละพันกว่าบาท

สำหรับชาวบ้านท่านอื่นกล่าวเสริมว่า การขึ้น-ลง ของราคามะละกอมีส่วนสัมพันธ์กับปริมาณที่มีอยู่ในท้องตลาด อีกทั้งยังต้องดูไปด้วยว่าตลาดผลไม้ขณะนั้นมีอะไรออกมาวางจำหน่ายด้วย ถ้ามีหลายอย่างราคามะละกอจะไม่ดี

ถามว่า แล้วจะหาวิธีหลบไม่ให้ผลไม้มาชนกันเพื่อป้องกันราคาตกต่ำได้หรือไม่ พวกเขาให้เหตุผลว่าคงทำยากเพราะช่วงการปลูกมะละกอในรอบปีจะถูกบังคับโดยธรรมชาติ กล่าวคือ จะปลูกกันในราวเดือนพฤศจิกายน ออกดอกราวเดือนมีนาคม-เมษายน แล้วจะไปเก็บตั้งแต่เดือนกันยายน-ตุลาคม หลังจากนั้น ในบริเวณพื้นที่จะเกิดภาวะน้ำท่วมตามธรรมชาติ ทำให้ต้องหยุดปลูก

สำหรับการขายมะละกอเรดเลดี้ของกลุ่มคุณณีนั้น จะมีรถบรรทุกจากแหล่งรับซื้อขนาดใหญ่ทั่วประเทศเข้ามารับผลผลิตแล้วนำไปส่งตาม ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง ขอนแก่น โคราช หรือเชียงใหม่ ทั้งนี้ มะละกอเรดเลดี้จะไม่ค่อยมีวางจำหน่ายตามแผงในตลาดมากนัก นอกจากนั้น อาจมีชาวบ้านบางรายปลูกแล้วส่งขายไปยังประเทศลาว

ท่านใดสนใจ ต้องการสั่งซื้อมะละกอเรดเลดี้ เพื่อนำไปจำหน่าย ติดต่อได้ที่ คุณสิริภัค จันทบุรี หรือ คุณณี โทรศัพท์ (089) 754-1765 และ (087) 203-4775 หรือหากต้องการได้ต้นกล้าเนื้อเยื่อที่มีคุณภาพสมบูรณ์ ติดต่อ คุณธนิต นาดี เจ้าหน้าที่ฝ่ายขายเขตภาคเหนือ บริษัท เพื่อนเกษตรกร จำกัด โทรศัพท์ (089) 954-7240

ครูสกลนคร…เพิ่มรายได้ ด้วยงานปลูกมะนาว

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05062151257&srcday=2014-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 589

เทคโนโลยีการเกษตร

สุพจน์ สอนสมนึก

ครูสกลนคร…เพิ่มรายได้ ด้วยงานปลูกมะนาว

หากเอ่ยถึงเกษตรกร หลายคนมักมองถึงสภาพที่ต้องทนกรำแดด กรำฝน หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน อาชีพที่ถูกมองว่ารวยยาก

วันนี้ พาท่านเดินทางเลาะเลียบ ผ่านไปยังพื้นที่ที่เรียกกันว่า “ลุ่มน้ำสงคราม” อันเป็นแหล่งลุ่มน้ำที่หลายคนบอกว่าเป็นแหล่งปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ของคนในภาคอีสาน ซึ่งไหลทอดยาวลงสู่แม่น้ำโขง ทางอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม พื้นที่แถบนี้น้ำจึงท่วมยามหน้าฝน หากน้ำไม่ท่วมถือว่าเป็นสิ่งผิดปกติ และที่นี่เป็นแม่น้ำแห่งเดียวในภาคอีสานที่ปลอดการสร้างเขื่อน

เมื่อขับรถผ่านไปตามถนนสายสกลนคร-อุดรธานี ไปถึงกิโลเมตรที่ 25 ตรงแยกบ้านสูงเนิน เรียกกันว่า สามแยกสูงเนิน เลี้ยวขวาเข้าไปยังอำเภออากาศอำนวย เป็นเส้นตรงไปยังอำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ ผ่านกลางอำเภออากาศอำนวย ประมาณ 5 กิโลเมตร ก็จะพบกับบ้านวาใหญ่ แล้วเลี้ยวซ้ายตรงป้ายบอกหมู่บ้าน อีก 2 กิโลเมตร ก็พบกับบ้านวาน้อย

พื้นที่อำเภออากาศอำนวย วันนี้จะพบกับภาวะน้ำไหลนองเต็มตลิ่ง ขาวโพลนทั่วไป อันเป็นธรรมชาติของที่นี่

ขอพาท่านผู้อ่านไปที่ บ้านวาน้อย หมู่ที่ 3 ตำบลวาใหญ่ อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร ไปพบกับ คุณธีรวัฒน์ ทับสีรัก อายุ 31 ปี อาชีพครูอัตราจ้าง โรงเรียนบ้านนากะทาด ตำบลนาฮี อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร

คุณธีรวัฒน์ปลูกมะนาวแป้น เสริมในที่ดิน เพาะต้นกล้ามะนาวขาย รายได้ดี ปีละแสน ในนาม “สวนมะนาวแป้นอากาศอำนวย”

คุณธีรวัฒน์ เล่าความเป็นมาว่า จากความชอบส่วนตัวเรื่องการทำการเกษตร โดยเฉพาะสวนมะนาว ซึ่งช่วงหน้าแล้งราคาแพงมากๆ จึงได้ทำการศึกษาข้อมูล ตำรา สอบถามผู้รู้ เดินทางไปดูสวนมะนาว พูดคุยกับเจ้าของสวนต่างๆ ทั้งในเขตจังหวัดสกลนคร และจังหวัดใกล้เคียง เช่น นครพนม อุดรธานี อีกทั้งใช้ช่องทางอินเตอร์เน็ตในการสืบค้นข้อมูลเรื่องการทำสวนมะนาว โดยเน้นไปที่พันธุ์ที่จะปลูกต้องเป็นสายพันธุ์ที่ตลาดต้องการ และปัญหาของมะนาว เมื่อได้ข้อมูลมาระดับหนึ่งแล้ว จึงเริ่มลงมือทำสวนมะนาวขึ้นมา โดยการปลูกในวงบ่อซีเมนต์และแบบปลูกลงดิน พร้อมทั้งเก็บข้อมูลต่างๆ มาเผยแพร่ให้เพื่อนๆ ที่สนใจเรื่องการปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์มาศึกษาเพื่อนำไปใช้กับสวนของตัวเอง

สวนมะนาวแป้นอากาศอำนวย เป็นสวนที่มีการผลิตผลมะนาวและจำหน่ายกิ่งพันธุ์

นอกจากนี้ ยังมีแปลงสาธิตเป็นมะนาวพันธุ์ต่างๆ ที่ปลูกในวงบ่อซีเมนต์เพื่อเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้แก่ผู้ที่สนใจจะเข้ามาสู่อาชีพการปลูกมะนาว

มะนาวที่ได้นำมาปลูก ได้แก่ พันธุ์มะนาวแป้นพิจิตร 1, แป้นรำไพ, แป้นดกพิเศษ และตาฮิติ ทั้งแบบกิ่งตอนและแบบชำลงถุงดำพร้อมปลูก

คุณธีรวัฒน์ บอกว่า โดยมีพื้นที่ จำนวน 9 ไร่ เป้าหมายจะปลูกมะนาวทั้งหมดให้เต็มพื้นที่ ปัจจุบันมีเพียง 3 ไร่ เท่านั้น โดยเริ่มลงมือปลูกจริงจังเมื่อประมาณปีเศษ ครั้งแรกนำมาปลูกแล้วได้มีการศึกษาการขยายพันธุ์ และให้เด็กนักเรียนมาเรียนรู้ด้วย อันดับแรกเปิดขายพันธุ์กิ่งจนเกิดความชำนาญ ปัจจุบันมีเด็กนักเรียนที่มาเรียนรู้สามารถขยายพันธุ์ได้สบายๆ

ในปีที่ผ่านมา สามารถขายกิ่งพันธุ์มะนาวได้ทั้งหมดกว่า 2,000 ต้น ราคาจำหน่าย ต้นละ 80 บาท เป็นเงินกว่า 160,000 บาท

ฤดูกาลใหม่นี้ วางเป้าไว้กว่า 3,000 ต้น หรือที่ 240,000 บาท

คุณธีรวัฒน์ บอกว่า ปัจจุบันใช้เวลาว่างจากการทำงาน เช่น เสาร์-อาทิตย์ พร้อม คุณส้มโอ ทับสีรัก

ภรรยาที่มีอาชีพเป็นพยาบาลประจำ ร.พ. สต. โพนงาม ใกล้บ้านมาช่วยกัน ทำให้สามารถมีรายได้

ซึ่งทุกวันนี้มีออเดอร์สั่งต้นพันธุ์เข้ามาขายแทบไม่ทัน

ขณะนี้สามารถผลิตมะนาวนอกฤดูได้ดี เพราะออกดอก ติดผลง่าย อายุการเก็บเกี่ยวสั้น คือตั้งแต่ออกดอกจนเก็บเกี่ยวได้ ใช้เวลาประมาณ 4 เดือนครึ่ง ผลมีขนาดค่อนข้างโต ลักษณะผลกลมแป้น ผลมีขนาดสม่ำเสมอ เปลือกผลบาง ปริมาณน้ำในผลมีมาก มีกลิ่นหอม เมล็ดก็มีน้อย เป็นพันธุ์ที่ตลาดต้องการผลมาก เหมาะที่จะปลูกเพื่อการค้า

อย่างไรก็ตาม หากเกษตรกรหรือผู้ที่ต้องการอยากปลูก หากมีเวลาไปที่สวนเพื่อเรียนรู้ได้ สอนให้ฟรีและสามารถสั่งซื้อกิ่งพันธุ์ได้ทั่วประเทศ ได้ภายใน 2 วัน แน่นอน

สำหรับตลาดมะนาวจากการติดตามสถานการณ์ พบว่า มะนาวยังมีราคาแพง เป็นต้นทุนการประกอบอาหารที่สูง ต่ำสุดอยู่ที่ผลละ 2 บาท และสูงสุดอยู่ที่ 12 บาท เป็นเรื่องที่น่าทึ่งมากที่ประเทศไทยมีมะนาวราคาแพง เพราะคิดว่าพื้นที่ตรงไหน อย่างไรมะนาวก็เกิดได้ และให้ผลดก เพียงแต่มะนาวเป็นไม้ที่ต้องการเอาใจบ้างในบางครั้ง คือมีการดูแล เอาใจใส่ ไม่อย่างนั้นใจเสาะ พานตายเอาง่าย

โรคหรือศัตรูมะนาว ก็มีตั้งแต่หนอนชอนใบ ไปจนการดูแลต้น จนออกผล

มะนาว แม้หากปลูกในบ้านเพียงต้นเดียวก็สามารถเก็บกินและขายทำรายได้เช่นกัน

มะนาว มีความสำคัญในการปรุงอาหาร ดังนั้น แม้จะมีมากก็ไม่ล้นตลาดแน่นอน สังเกตจากราคาในปัจจุบัน

โดยที่สวนจะมีข้อมูลความรู้ต่างๆ มอบให้ทุกท่านทุกคนที่สนใจอย่างเต็มที่ ไม่ปิดบัง

คุณธีรวัฒน์ บอกถึงวิธีปลูกมะนาวของตนเองว่า

สำหรับเกษตรกรที่คิดจะปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ จำนวน 100 บ่อ จะใช้เนื้อที่ ประมาณ 1 ไร่ เท่านั้น ซึ่งจะใช้เงินลงทุนมากในช่วงเริ่มแรก ส่วนค่าใช้จ่ายหลักจะอยู่ที่วงบ่อซีเมนต์และฝารอง ซึ่งเมื่อรวมค่าใช้จ่ายกิ่งพันธุ์มะนาว ระบบน้ำ ฯลฯ รวมเป็นเงินในการปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ จำนวน 100 วงบ่อซีเมนต์ เป็นเงิน 27,000 บาท โดยประมาณ

ต้นมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ เมื่อมีอายุต้นเพียง 8 เดือน จะบังคับให้ผลออกฤดูแล้ง ดินที่เหมาะสำหรับการปลูกมะนาวสำหรับชาวอีสานบ้านเฮา แนะนำให้เป็นดินโพน ดินร่วนปนทราย เพราะจะทำให้ระบายน้ำได้ดี จากประสบการณ์ของสวนมะนาวแป้นอากาศอำนวย ดินที่ปลูกเป็นดินลูกรัง สวนแห่งนี้จึงต้องเพิ่มแกลบดำ จากอัตราส่วน ดิน 3 ส่วน ขี้วัวเก่า 2 ส่วน แกลบดำ 2 ส่วน ครับ เพื่อให้ดินโปร่ง สามารถระบายน้ำได้ดี

วิธีการบังคับให้ออกดอก ติดผล ใช้หลักการคลุมพลาสติกให้กับต้นมะนาวในช่วงเดือนกันยายนและกระตุ้นการออกดอกในเดือนตุลาคม จะได้ผลผลิตมะนาวแก่ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่มะนาวราคาแพงที่สุดเท่ากับว่าในการปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์จะใช้เวลาเพียงปีเดียวเท่านั้น สามารถเก็บผลผลิตได้ในช่วงฤดูแล้ง

เรื่องการเริ่มจัดผังในการปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์…จะต้องวัดพื้นที่ กว้างคูณยาว ก่อน เพื่อจะหาพื้นที่ หลังจากนั้น เว้นทางเดินประมาณ 3 เมตร ระยะปลูกระหว่างต้น 3 เมตร ระยะระหว่างแถว 4 เมตร สภาพพื้นที่ปลูกจะต้องปรับให้เรียบเหมือนกับลานตากข้าว วัดระยะการวางวงบ่อซีเมนต์ การวางวงบ่อซีเมนต์พยายามวางให้เป็นเลขคู่เพื่อง่ายต่อการวางระบบน้ำและคำนวณแรงดันน้ำ

วิธีการเตรียมดินปลูกมะนาวและขนาดของวงบ่อซีเมนต์…ขนาดของวงบ่อซีเมนต์ แนะนำให้เกษตรกรใช้ขนาดวงบ่อซีเมนต์ เส้นผ่าศูนย์กลาง 80 เซนติเมตร แต่เดิมฝาวงบ่อซีเมนต์ คุณธีรวัฒน์ใช้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 80 เซนติเมตร เท่ากับขนาดของวงบ่อซีเมนต์ จากประสบการณ์ของสวนมะนาวแป้นอากาศอำนวย เมื่อปลูกไปนาน 2-3 ปี พบว่า รากของต้นมะนาวจะโผล่ออกมานอกวงและชอนลงไปในดิน ทำให้ควบคุมในเรื่องของการบังคับให้ออกนอกฤดูได้ยากมากขึ้น ปัจจุบัน จึงได้แนะนำเกษตรกรและแก้ไขให้ซื้อฝาวงบ่อซีเมนต์ ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่าเส้นผ่าศูนย์กลางของวงบ่อซีเมนต์ โดยใช้ฝาวงบ่อซีเมนต์ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 90 เซนติเมตร กว้างกว่า 10 เซนติเมตร

ดินผสมที่จะใช้ปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ จะใช้วัสดุปลูกหลัก 3 ชนิด คือ หน้าดิน 3 ส่วน ขี้วัวเก่า 2 ส่วน และเปลือกถั่วเขียว หรือแกลบดำ 2 ส่วน ผสมคลุกเคล้ากัน การใช้เปลือกถั่วเขียวหรือแกลบดำจะช่วยให้สภาพดินมีการระบายน้ำที่ดี ถ้าใช้แค่หน้าดินผสมกับขี้วัวจะทำให้ดินปลูกแน่น เวลาให้น้ำไป 3-4 วัน น้ำยังไม่ถึงข้างล่างของวงบ่อซีเมนต์

ตัวอย่างปริมาณของดินที่จะใช้ในการปลูกมะนาว จำนวน 100 วงบ่อซีเมนต์ จะต้องใช้หน้าดินประมาณ 1 คันรถสิบล้อ เทคนิคในการผสมวัสดุปลูกจะต้องปูพื้นด้วยหน้าดินเป็นชั้นแรก หลังจากนั้นใส่ขี้วัวเก่าเป็นชั้นที่ 2 แล้วตามด้วยเปลือกถั่วเขียวหรือแกลบดำเป็นชั้นบนสุด หลังจากนั้นคนผสมดินที่ใส่ลงไปในบ่อวงซีเมนต์ให้เข้ากัน

นี่เป็นเทคนิคการผสมดินของสวนมะนาวแป้นอากาศอำนวย

ที่ผ่านมาเกษตรกรที่ปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ส่วนใหญ่จะใส่วัสดุปลูกในวงบ่อซีเมนต์เพียงเสมอวงบ่อเท่านั้น เมื่อรดน้ำไปได้เพียงแค่สัปดาห์เดียว วัสดุปลูกจะยุบตัวลงมาประมาณ 1 คืบมือ ถ้าเกษตรกรเติมวัสดุปลูกลงไปจะกลบลำต้นมะนาว ปัญหาเรื่องโรคโคนเน่าจะตามมา ดังนั้น ในการใส่วัสดุปลูกลงในวงบ่อซีเมนต์จะต้องใส่ให้พูนเป็นภูเขาเลย และที่จะต้องเน้นเป็นพิเศษขณะที่ใส่วัสดุปลูกลงในวงบ่อนั้นคือ จะต้องขึ้นเหยียบวัสดุปลูกขอบๆ วงบ่อซีเมนต์ บริเวณตรงกลางไม่ต้องเหยียบ การใส่วัสดุปลูกให้เป็นภูเขาจะช่วยในเรื่องดินยุบลงมาเสมอวงบ่อซีเมนต์ ได้นานถึง 1 ปี จากประสบการณ์สวนมะนาวแป้นอากาศอำนวย ถ้าดินเป็นดินลูกรังปนดินเหนียว ไม่ควรใส่วัสดุปลูกให้เป็นภูเขา ดินที่จะต้องใส่ให้พูนขึ้นเหนือวงบ่อซีเมนต์ได้ เช่น ดินร่วนปนทราย ดินร่วน ดินภูเขา

วิธีการปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ที่ถูกต้องนั้น หลังจากที่ใส่วัสดุปลูกลงในวงบ่อซีเมนต์เรียบร้อยแล้ว ให้เกษตรกรขุดเปิดปากหลุมให้มีขนาดเท่ากับขนาดของถุงที่ใช้ชำต้นมะนาว (โดยปกติถ้าใช้กิ่งตอนมะนาว ควรจะชำต้นมะนาวไว้นานประมาณ 1 เดือน เท่านั้น ไม่แนะนำให้ซื้อต้นมะนาวที่ชำมานานแล้วหลายเดือน หรือชำค้างปีเนื่องจากจะพบปัญหาเรื่องรากขด ทำให้เจริญเติบโตช้าหรือต้นแคระแกร็น)

ควรรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยเคมี สูตร 46-0-0 อัตราประมาณ 1 กำมือ ถอดถุงดำปลูกต้นมะนาวให้พอดีกับระดับดินเดิม กลบดินแล้วใช้เท้าเหยียบรอบๆ ต้น เพื่อไม่ให้โยกคลอน ปักไม้เป็นหลักกันลมโยก และแนะนำให้ใช้ตอกมัดต้นมะนาวไว้กับหลัก

ไม้ตอกจะผุเปื่อยหลังจากปลูกไปนาน หลังจากปลูกมะนาวได้ 15 วัน ต้นมะนาวตั้งตัวได้แล้ว ให้ใส่ปุ๋ย สูตร 25-7-7 แต่ที่หลายคนได้ใช้ปอฟางหรือพลาสติกทาบกิ่งมัดกับหลักจะอยู่ได้นานก็จริง แต่ปัญหาที่จะตามมาจะทำให้ลำต้นมะนาวคอด มีผลต่อการเจริญเติบโตของต้น หลังจากปลูกเสร็จให้เดินท่อ พีอี ขนาด 20 มิลลิเมตร เจาะหัวมินิสปริงเกลอร์ และวางท่อ พีอี พาดไปกับวงบ่อซีเมนต์เลยเพื่อสะดวกต่อการทำงาน

วิธีการดูแลมะนาวในสวนมะนาวแป้นอากาศอำนวย

วิธีการให้น้ำ…การปลูกมะนาว ในระยะแรก ควรให้น้ำมะนาววันเว้นวัน ในแต่ละแถววงบ่อซีเมนต์ ไม่ควรเกิน 10 วงบ่อซีเมนต์ จะได้ไม่มีปัญหาเรื่องแรงดันของน้ำ โดยจะให้น้ำครั้งละ 8-10 นาที โดยประมาณ สำหรับช่วงฤดูฝนไม่จำเป็นต้องให้น้ำเลย

วัชพืช…หมั่นคอยดูแลโคนต้นบริเวณทรงพุ่ม และพื้นที่ในการปลูกมะนาว ไม่ปล่อยให้มีหญ้าขึ้นรกเนื่องจากพวกวัชพืชเหล่านี้จะคอยแย่งธาตุอาหารจากต้นมะนาวไป ซึ่งจะทำให้ต้นมะนาวมีใบเป็นสีเหลือง ควรกำจัดโดยการดายหญ้า ตัดหญ้าบริเวณทรงพุ่มให้สะอาดเรียบร้อยอยู่เสมอ

ศัตรูพืชมะนาว…ในระยะแรก ถ้ามีการแตกยอดอ่อนขึ้นมา มักจะมีหนอน เพลี้ย เข้ามาทำลายใบอ่อน โดยเฉพาะหนอนชอนใบ ทำให้ยอดอ่อนของมะนาวมีใบหงิกงอ ยอดอ่อนมะนาวนั้นเสียหาย ให้พ่นยาป้องกันแมลงในระยะที่แตกยอดอ่อนไปจนถึงใบเพสลาด โดยพ่นห่างกัน ครั้งละ 7-10 วัน ในอัตราส่วนที่ระบุข้างขวด

การใส่ปุ๋ย…หลังจากปลูกมะนาวได้ 1 เดือน ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 46-0-0 ในช่วงเดือนแรก และหลังจากนั้น ให้ใส่สลับกันกับ 25-7-7 หรือ 27-6-6 โดยใส่เดือนละครั้ง ครั้งละครึ่งกำมือ โดยอย่าใส่ให้ชิดบริเวณโคนต้นมากเกินไป

ก่อนใส่ปุ๋ยต้องให้น้ำ ให้ดินชุ่มก่อนแล้วจึงค่อยใส่ปุ๋ยลงไป หลังจากนั้นก็ให้น้ำเพื่อให้ปุ๋ยละลายอีกครั้ง

ต้องการศึกษา หรือสอบถามรายละเอียด ติดต่อได้ที่ คุณธีรวัฒน์ และคุณส้มโอ ทับสีรัก สถานที่ตั้ง : หมู่ที่ 3 บ้านวาน้อย ตำบลวาใหญ่ อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร โทรศัพท์ (087) 867-0481

ข้าวหอมมะลิ ระบบ “GAP Plus” ที่ทุ่งกุลาร้องไห้

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05053011257&srcday=2014-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 588

เทคโนโลยีการเกษตร

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

ข้าวหอมมะลิ ระบบ “GAP Plus” ที่ทุ่งกุลาร้องไห้

“ข้าว คือชีวิตของคนไทย” กว่าหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา “ข้าวเป็นมากกว่าอาหาร” เพราะข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่สร้างงาน สร้างอาชีพ และนำรายได้เข้าสู่ประเทศไทยเป็นจำนวนมหาศาลแล้ว ข้าวยังมีความสำคัญต่อวัฒนธรรมประเพณี และวิถีชีวิตของคนไทย

ก่อนหน้านี้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ ประเมินอนาคตข้าวไทยเสี่ยงเผชิญภาวะถดถอย เพราะในอีก 10 ปีข้างหน้า คาดว่าจะมีชาวนาเลิกทำนากว่า 5 ล้านคน ทุกวันนี้ชาวนาไทยส่วนใหญ่ มีอายุเกิน 60 ปี แถมคนรุ่นใหม่ก็ไม่สนใจอาชีพทำนา แต่ต้องการทำอาชีพที่งานสบายและมีรายได้ดีกว่า

หากภาครัฐต้องการแก้ไขปัญหานี้ ก็ควรสนับสนุนให้เกษตรกรมีการปรับตัว ส่งเสริมการรวมกลุ่มผลิตข้าวคุณภาพดี เพื่อลดต้นทุน รวมทั้งจัดระบบน้ำชลประทานสำหรับการเพาะปลูก

ผนึกกำลัง ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนาไทย

จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงวิถีชาวนาไทยที่น่าจับตามองคือ โครงการส่งเสริมการปลูกข้าวหอมมะลิ ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ภายใต้การสนับสนุนขององค์กรต่างๆ ประกอบด้วย บริษัท ข้าว ซี.พี. จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายข้าวตราฉัตร มูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และจังหวัดศรีสะเกษ

ที่ผ่านมา มูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ดำเนินงานตามรอยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เกษตรกรผู้ปลูกข้าวจะมีความมั่นคงในอาชีพของตน ส่วนภาครัฐ เศรษฐกิจของประเทศก็จะปรับตัวดีขึ้น ศักยภาพข้าว เกษตรกรชาวนาไทยจะแข็งแกร่งมากขึ้น ขณะที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สามารถตอบโจทย์ภารกิจองค์กร (เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเมล็ดพันธุ์และปุ๋ยให้ก่อน โดยไม่คิดดอกเบี้ย)

ส่วน บริษัท ข้าว ซี.พี. จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายข้าวตราฉัตร เข้ามาช่วยดูแลด้านการตลาด การเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ ทำให้บริษัทมีความมั่นใจในคุณภาพวัตถุดิบที่ได้รับ คุณภาพผลผลิตดีขึ้น อาทิ มีกลิ่นหอม มีเปอร์เซ็นต์ข้าวเต็มเมล็ดที่สมบูรณ์ ในขณะที่ประชาชนผู้บริโภค จะมีความมั่นใจคุณภาพข้าวที่ซื้อไปบริโภค เพราะสามารถย้อนทวนตรวจสอบกระบวนการผลิตได้ทั้งระบบ ตั้งแต่ข้าวสารที่บรรจุในถุง ไปจนแปลงนาที่ปลูกทุกแปลง ทั้งมีส่วนช่วยลดภาวะโลกร้อน และการปล่อยก๊าซมีเทน อีกด้วย

งานวันเก็บเกี่ยวข้าวหอมมะลิโลก ปีที่ 2 ครั้งนี้ ถือเป็นงานเฉลิมฉลองความสำเร็จการพัฒนาข้าวหอมมะลิไทยสู่ข้าวคุณภาพดีที่สุด (ข้าวเกรดพรีเมี่ยม) และความสำเร็จของเกษตรกรชาวนาไทย ที่จะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน การจัดงานครั้งนี้ได้รับความสนใจจากคู่ค้าต่างประเทศจำนวนมาก ได้แก่ เกียรติจากคู่ค้าต่างประเทศ อาทิ บรูไน สิงคโปร์ มาเลเซีย จีน ฝรั่งเศส เป็นต้น อีกทั้งมีทูตต่างประเทศ นักวิชาการ และสื่อมวลชน ทั้งไทยและต่างประเทศ สนใจเข้ามาร่วมศึกษาดูงานครั้งนี้กันอย่างคับคั่ง

คุณสุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ (ธุรกิจข้าว และอาหาร) เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า บริษัทมีเป้าหมายที่จะพัฒนาพื้นที่ “ทุ่งกุลาร้องไห้” เป็นแหล่งวัตถุดิบข้าวหอมมะลิที่มีคุณภาพดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทยอย่างยั่งยืน และเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในประเทศและระดับโลก จึงได้ร่วมจัดวันเก็บเกี่ยวข้าวหอมมะลิโลก ติดต่อกันเป็นปีที่ 2 แล้ว หลังจากที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในปีแรก สามารถช่วยเพิ่มผลผลิตให้กับชาวนาจากที่เคยผลิตข้าวหอมมะลิได้ เฉลี่ยไร่ละ 380 กิโลกรัม ที่ ตำบลดู่ อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ สามารถเพิ่มผลผลิตได้ถึงไร่ละ 430 กิโลกรัม ในขณะที่ ตำบลสามัคคี อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร เพิ่มได้ถึงไร่ละ 420 กิโลกรัม ทำให้รายได้ของเกษตรกรเพิ่มมากขึ้น

ฤดูทำนาปี 56/57 มีเกษตรกรจาก 2 พื้นที่ เข้าร่วมโครงการ รวม 191 ราย พื้นที่ทำนา 3,574 ไร่ แต่ในปีที่ 2 (57/58) จำนวนสมาชิกโครงการเพิ่มขึ้นเป็น 444 ราย พื้นที่ทำนาเพิ่มเป็น 8,696 ไร่ สูงกว่าเดิมกว่าเท่าตัว ซึ่งได้รับใบรับรองการปลูกข้าวด้วยระบบ GAP โดยคาดว่าจะได้ผลผลิตเป็นข้าวเปลือกประมาณ 3,913 ตันข้าวเปลือก หรือประมาณ 2,000 ตันข้าวสาร เพิ่มจากที่ผลิตได้ เมื่อปีที่แล้วประมาณ 2,387 ตันข้าวเปลือก ผลิตได้ประมาณ 1,525 ตันข้าวสาร

ระบบ “GAP Plus” ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต

โครงการส่งเสริมการปลูกข้าวหอมมะลิ ตามหลักการผลิตด้วยมาตรฐาน GAP Plus (Good Agriculture Practices Plus) เริ่มจาก คัดเลือกพื้นที่ปลูกข้าว เตรียมเมล็ดพันธุ์ เตรียมดินสำหรับปลูกข้าวหอมมะลิ 105 ใส่ปุ๋ยที่เหมาะสม ดูแลรักษา ตลอดจนเก็บเกี่ยวในเวลาที่เหมาะสม และอบลดความชื้นที่ถูกหลักวิชาการ เพื่อทำให้ได้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น คุณภาพข้าวเปลือกก็จะดีขึ้น ด้วยระบบการจัดการที่ดีและเหมาะสม จะช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรในโครงการ อีกทั้ง บริษัท ข้าว ซี.พี. จำกัด สามารถตอบโจทย์ให้กับเกษตรกรได้อย่างชัดเจน เรื่องของราคาและตลาดรองรับผลผลิตที่แน่นอน

การดำเนินงาน โครงการส่งเสริมการปลูกข้าวหอมมะลิ 57/58 เริ่มด้วย การขึ้นทะเบียนสมาชิกเกษตรกรที่สนใจ พร้อมที่จะปฏิบัติตามข้อกำหนดต่างๆ ในการผลิตข้าวเปลือก ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมของบริษัท และจัดทำบัตรสมาชิก โดยมีเงื่อนไขว่า เกษตรกรเป็นผู้ลงทุนค่าใช้จ่ายปัจจัยการผลิตทั้งหมด โดยบริษัทจัดหาเมล็ดพันธุ์ และปุ๋ยให้ก่อน เกษตรกรชำระคืนในวันนำผลผลิตมาจำหน่ายให้บริษัท แต่ทางบริษัทไม่ได้มีข้อบังคับให้เกษตรกรใช้เมล็ดพันธุ์ และปุ๋ยของทางบริษัท

ต่อจากนั้น จัดอบรมสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ เรื่องการปลูกข้าวหอมมะลิคุณภาพดี ตามหลัก GAP (ซึ่งเป็นระบบการปลูกจากกรมการข้าว) รวมไปถึงการสร้างกลุ่มผู้ปลูกข้าวหอมมะลิให้มีประสิทธิภาพ ในขั้นตอนนี้ บริษัทได้จัดทีมงานลงพื้นที่ เพื่อให้คำแนะนำในการปลูกข้าวกับเกษตรกร ผู้ร่วมโครงการ ตั้งแต่การใช้เมล็ดพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพจากกรมการข้าว การใช้ปุ๋ย สูตรไหน ใช้อย่างไร ใช้เวลาไหน ถึงจะส่งผลดีที่สุด

การจัดการพื้นที่นา หรือการควบรวมที่ดิน เพื่อบริหารปัจจัยการผลิตร่วมกัน เพิ่มประสิทธิภาพ และสะดวกต่อการจัดการอย่างต่อเนื่อง ช่วยลดต้นทุนการผลิต อีกทั้งทำให้คุณภาพข้าวที่ได้ดีขึ้น การควบคุมวัชพืช การควบคุมน้ำในแปลงนา ระยะเวลาเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพของข้าว นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมสนับสนุน ได้แก่ การศึกษาดูงานเกี่ยวกับการผลิตข้าวเปลือกให้มีคุณภาพดี เพื่อให้ได้ศึกษาและนำความรู้มาประยุกต์ใช้ การจัดงานวันเก็บเกี่ยวในแปลงนาของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อประชาสัมพันธ์และขยายผลโครงการ เกษตรกรสมาชิกในโครงการทุกคน จะได้รับใบประกาศนียบัตรรับรองการปลูกข้าวด้วยระบบ GAP (Good Agriculture Practices) จากกรมการข้าว การดำเนินงานขั้นสุดท้าย “ระบบตลาดรองรับ และราคาที่เป็นธรรม” คือ บริษัทจะรับซื้อผลผลิตข้าวของเกษตรกรสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ ตามที่ได้ตกลงกันไว้ ซึ่งปีการผลิต 57/58 บริษัทจะรับซื้อสูงกว่าราคาตลาด ตันละ 400 บาท

หนึ่งในเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการครั้งนี้ คือ คุณพิทักษ์ ศรีจันทร์ บ้านเลขที่ 80 หมู่ที่ 11 ตำบลดู่ อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า ผมมีพื้นที่แปลงนาทั้งหมด จำนวน 23 ไร่ ในอดีตผมปลูกข้าวได้ผลผลิต จำนวน 370 กิโลกรัม ต่อไร่ หลังจากที่เข้าร่วมโครงการ ปลูกข้าวได้ผลผลิต จำนวน 450 กิโลกรัม ต่อไร่ (ความชื้นที่ 15 เปอร์เซ็นต์) จากการเข้าร่วมโครงการ และมีระบบการจัดการผลิตข้าวที่ดี สามารถช่วยเพิ่มผลผลิตจากเดิมขึ้นอีก 80 กิโลกรัม ต่อไร่ ทั้งยังทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง ประมาณการ 300-400 บาท ต่อไร่

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,202 other followers

%d bloggers like this: