เทคโนโลยีการเกษตร

All posts tagged เทคโนโลยีการเกษตร

ข้อคิด ก่อนปลูกอินทผลัม กับ อนุรักษ์ บุญลือ

Published ธันวาคม 9, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060010858&srcday=2015-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 604

เทคโนโลยีการเกษตร

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ข้อคิด ก่อนปลูกอินทผลัม กับ อนุรักษ์ บุญลือ

“ทุกวันนี้ มีผู้สนใจเดินทางเข้ามาศึกษาเรื่องอินทผลัมที่สวนผมตลอด และไม่เฉพาะคนไทยเท่านั้น คนจากประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง ลาว กัมพูชา ก็มากันต่อเนื่องเช่นกัน เพราะสิ่งที่เป็นแรงจูงใจให้มีผู้หันมาสนใจปลูกกันมาก ผมว่าเรื่องราคาอินทผลัมเป็นปัจจัยสำคัญ ดังนั้น เมื่อทุกคนมีความหวัง สิ่งหนึ่งที่ทุกคนมาและจะได้จากผมเป็นอันดับแรกคือ การทำความเข้าใจถึงจุดเริ่มต้นที่ถูกต้อง เพราะอินทผลัมนั้นทุกอย่างไม่ว่า ด้านการจัดการดูแล ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้หมด อย่างผสมเกสร ต้องทำอย่างไร การบำรุงต้น บำรุงผล ต้องทำอย่างไร แต่หากเริ่มต้นด้วยการเลือกชนิดของอินทผลัมที่ปลูกและต้นพันธุ์ที่จะนำมาปลูกผิดแล้ว ทุกอย่างจบ”

คุณอนุรักษ์ บุญลือ เกษตรกรเจ้าของสวนอินทผลัม ไร่ประเสริฐสุข เลขที่ 175 หมู่ที่ 9 ตำบลท่าม่วง อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี โทร. (092) 481-7711 ซึ่งในวันนี้ถือว่าเป็นหนึ่งผู้ปลูกอินทผลัมชั้นแนวหน้าของเมืองไทย บอกกล่าวถึงสิ่งที่ต้องเข้าใจก่อนการเริ่มต้นกับอินทผลัม

ทุกสิ่งที่ได้นำมาบอกเล่าต่อแก่ผู้สนใจในวันนี้คือ ความไม่รู้ ความเข้าใจที่เขาเองเคยเป็นมาในอดีต

ดังนั้น ก่อนที่จะลงทุนกับพืชที่กำลังเป็นความหวังใหม่ชนิดนี้ คำถามแรกที่ต้องตอบตนเองให้ได้ก่อนคือ รู้จักอินทผลัมหรือยัง?

“อย่างกรณีผมที่มาปลูกอินทผลัม เพราะไม่อยากปลูกอ้อย ปลูกมันสำปะหลัง พอไปเห็นทางตะวันออกกลาง ซึ่งแห้งแล้งมีแต่ทะเลทรายปลูกได้ ผมก็คิดเพียงว่า อำเภอท่าม่วง บ้านผมต้องปลูกได้เช่นกัน ช่วงนั้นคิดว่าจะหาต้นมาปลูกให้ได้อย่างเดียว”

เดิมชายวัย 39 ปี ผู้นี้ ประกอบอาชีพเป็นวิศวกรและได้เดินทางไปต่างประเทศอยู่ตลอดเวลา โดยหนึ่งในภูมิภาคที่ไปคือ ตะวันออกกลาง

“ไปเห็น ผมก็สนใจ อยากปลูก เลยไปเก็บเมล็ดมาจากสวนอินทผลัมจากตะวันออกกลาง เอามาเพาะและนำลงปลูก”

ส่วนความรู้เกี่ยวกับการปลูกอินทผลัม คุณอนุรักษ์ ให้คำตอบว่า…

“ช่วงแรกผมมาค้นหาข้อมูลจาก google นึกว่าจะต้องมีข้อมูลการปลูกในเขตแถวประเทศอาเซียน อย่าง มาเลเซีย ต้องมีเยอะแน่เลย ปรากฏว่า ไม่มีเลย โซนนี้ไม่มีใครปลูก ไม่มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับเราได้เลย คราวนี้เลยเปลี่ยนใหม่ ค่อยๆ ศึกษาจากข้อมูลขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติบ้าง จากข้อมูลของทางประเทศแถบตะวันออกกลางบ้าง ค่อยเรียนรู้ไปเรื่อยๆ พร้อมทั้งศึกษาด้วยตนเองจากการปลูกจริง”

จากเพียงความคิดว่าอยากปลูก กลายมาเป็นความทุ่มเทเพื่อให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จ

ปี 2550 เป็นปีแรกที่คุณอนุรักษ์ได้นำต้นอินทผลัมที่เพาะจนกลายเป็นต้นลงปลูก

“ชุดแรกให้ผลผลิตแล้ว แต่คุณภาพไม่ดี เพราะเราเริ่มต้นด้วยความไม่รู้ จนมีผู้แนะนำว่า ถ้าให้ดีควรใช้ต้นที่มาจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจะดีกว่า ทั้งนี้เพราะอินทผลัมนั้นจะไม่ใช้วิธีการขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ซึ่งในตะวันออกกลางนั้น จะไม่ใช้วิธีการขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดกันมากว่า 200 ปีแล้ว โดยเดิมนั้นจะเน้นการใช้วิธีการแยกหน่อ”

“ต้นอินทผลัมนั้นเป็นไม้ที่ไม่มีความสมบูรณ์เพศ ดังนั้น จึงมีต้นตัวผู้ ตัวเมีย ถ้าแยกหน่อจากต้นตัวเมีย ต้นนั้นก็จะเป็นตัวเมีย และถ้าแยกหน่อจากต้นตัวผู้ ต้นนั้นก็จะเป็นต้นตัวผู้ แต่วิธีการเพาะเมล็ดนั้นเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า ต้นที่งอกออกมาเป็นตัวผู้หรือตัวเมีย และที่สำคัญต้นที่ได้จะมี ลักษณะเด่นลักษณะด้อย อย่างไร”

ดังนั้น ในส่วนของต้นพันธุ์ที่นำมาปลูก คุณอนุรักษ์ บอกว่า ที่เหมาะสมควรจะมาจาก 2 วิธี คือ ไม่แยกหน่อ ก็ใช้แบบเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพราะจะให้ลักษณะเด่นเหมือนกับต้นแม่ทุกประการ

นอกจากต้องรู้ว่าจะเลือกต้นพันธุ์จากวิธีการเพาะแบบไหนมาปลูกแล้ว คุณอนุรักษ์ ยังบอกว่า ต้องรู้ถึงวัตถุประสงค์ในการปลูกอินทผลัมด้วย ทั้งนี้ เพราะอินทผลัมในระดับสากลทั่วโลกนั้นจะแบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ

หนึ่ง อินทผลัมแบบผลสด

สอง อินทผลัมแบบผลสุก

สาม อินทผลัมแบบผลแห้ง

“ในแต่ละชนิดนั้นจะมีสายพันธุ์เฉพาะของตัวเองอีก ไม่ใช่จะปลูกพันธุ์นี้ไว้เพื่อกินสด กินสุก หรือกินแห้งได้ในพันธุ์เดียว”

สำหรับเมืองไทย จะปลูกแบบไหน คำตอบที่เจ้าของสวนเมืองกาญจน์ให้คำตอบคือ…

“สำหรับเมืองไทยนั้น สามารถปลูกได้แค่ชนิดผลสด และผลสุก ส่วนผลแห้งไม่สามารถปลูกได้โดยธรรมชาติ”

“อินทผลัมผลแห้งนั้น ต้องเป็นการปล่อยให้แห้งคาต้นนะครับ ไม่ใช่ว่าเก็บผลที่สุกแล้วมาทำแห้ง ซึ่งการที่จะเป็นผลแห้งได้นั้นความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศต้องไม่สูงมากเหมือนเมืองไทย ที่เมืองไทยเรามีความชื้นในอากาศสูงถึงร้อยละ 80-90 ซึ่งมากเกินไป หากปลูกแบบผลแห้งจะเจอปัญหาว่า ผลเป็นเชื้อรา เน่าแล้วจะร่วงไป”

ในขณะที่อินทผลัมแบบผลสดและผลสุกนั้น ปัญหาเรื่องความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศจะไม่มีผล และระยะเวลาในการตัดผลผลิตมาจำหน่ายนั้นจะเป็นช่วงที่ยังไม่สุกจัด จึงไม่มีปัญหาเรื่องผลร่วง

“สำหรับปริมาณตลาด ความต้องการ ความนิยมนั้น ทั้ง 3 กลุ่ม จะอยู่ในระดับที่เท่าๆ กัน แต่ถ้าเปรียบเทียบกันแบบคุณค่าทางอาหาร ซึ่งจะวัดจากปริมาณน้ำตาลที่มีประโยชน์ ซึ่งมีอยู่ในผลอินทผลัมแล้ว แบบผลสดจะดีที่สุด”

“ความแตกต่างกันอีกอย่างคือ ระยะเวลาในการทำตลาด ถ้าผลแห้งนั้นจะเน้นการจำหน่ายในระยะยาว สามารถเก็บไว้ได้นาน แต่ผลสดนั้นก็เหมือนผลไม้สดต้องจำหน่ายภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยหากเก็บไว้ในห้องเย็น ผลสดจะอยู่ได้นานที่สุดประมาณ 2 เดือน ดังนั้น หากไม่จำหน่ายเป็นผลสดเลย ก็จะใช้วิธีการนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น แยม ทำน้ำตาล” คุณอนุรักษ์ กล่าว

ส่วนผลสุก คุณอนุรักษ์ อธิบายว่า เป็นการพัฒนามาจากผลสด ด้วยสายพันธุ์ผลสดนั้นสามารถทำได้ 2 ตลาด คือ ทั้งสดและสุก

พร้อมกันนี้ คุณอนุรักษ์ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกอินทผลัมในประเทศเพื่อนบ้านว่า

“ตอนนี้ทางประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวและกัมพูชา กำลังอยู่ในขั้นเริ่มต้น เพิ่งก้าวแรก ตอนนี้ทางกัมพูชามีผู้สนใจเดินทางมาศึกษาการปลูกอินทผลัมที่สวนผมอยู่เสมอ และได้สั่งต้นพันธุ์เข้าไปปลูกแล้วประมาณ 2-3 ล็อตแล้ว ในขณะที่ประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซียไม่สามารถปลูกอินทผลัมได้”

“ทั้ง 2 ประเทศ มีการบริโภคอินทผลัมกันเยอะมาก หากปลูกได้ก็คงปลูกกันมาเป็นร้อยปีแล้ว แต่ปัจจุบันไปดูได้ ไม่มีการปลูก สาเหตุเพราะความไม่เหมาะสมของสภาพภูมิอากาศ และอุณหภูมิ หากปลูกต้นอาจจะโต งามดี แต่เมื่อถึงเวลาให้ผลผลิตกลับไม่ติดผล”

“ทั้งนี้ อินทผลัม มีปัจจัยเรื่องของอุณหภูมิเข้ามาเกี่ยวข้องอีก คือพื้นที่ที่เหมาะสมกับการปลูกอินทผลัมและสามารถให้ผลผลิตได้ดีนั้นต้องมีอุณหภูมิในช่วงหน้าหนาวประมาณเดือนธันวาคม-มกราคม ต่ำกว่า 20 องศา อย่างเมืองกาญจน์ หน้าหนาวอุณหภูมิช่วงตี 4 จะอยู่ประมาณ 13-18 องศาแบบนี้ได้ เพราะอุณหภูมินั้นจะเอื้อในเรื่องของการสร้างตาดอก”

“อินทผลัมนั้นช่วงออกดอก ไม่ว่าอยู่ในเขตไหนของโลกจะออกดอกพร้อมกันหมด โดยในเขตซีกโลกเหนือ จะเริ่มสะสมอาหารในช่วงเดือนธันวาคม เมื่อถึงเดือนมกราคมจะเป็นช่วงการสร้างตาดอก และเริ่มแทงจั่นให้เห็นในเดือนกุมภาพันธ์ บวกลบไม่เกิน 15 วัน ดังนั้น จึงต้องดูเรื่องอุณหภูมิด้วย แต่ในขณะที่ประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย มีอุณหภูมิสูงกว่า จึงไม่สามารถปลูกจนได้ผลผลิต”

แล้วในเมืองไทยละ เขตไหนที่ปลูกอินทผลัมแล้วได้ผล คำตอบจากคุณอนุรักษ์ คือ ตั้งแต่เขตจังหวัดราชบุรีขึ้นมาสามารถปลูกได้หมด

“โดยนิสัยของอินทผลัมนั้นจะชอบร้อนนาน สามารถเจริญเติบโตสร้างใบสร้างกิ่งได้ดีในอุณหภูมิ ที่ 35 องศา แต่ในช่วงออกดอกขอให้มีอุณหภูมิช่วงหนึ่งของวันต่ำกว่า 20 องศา” คุณอนุรักษ์ กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการฝากข้อคิดของการเริ่มต้น ซึ่งยังมีอีกหลายเรื่องราวหลายมุมมองที่น่าสนใจของอินทผลัมของชายผู้นี้ อนุรักษ์ บุญลือ…และเขาพร้อมให้การต้อนรับผู้ไปเยี่ยมเยือนที่สวนเสมอ…

เกสรตัวผู้ที่ใช้ในการผสมเกสร ในอินทผลัม

องค์ความรู้เกี่ยวกับเรื่องของอินทผลัมที่คุณอนุรักษ์ได้ศึกษาจากการปฏิบัติจริงนั้น มีหลายเรื่องราวที่น่าสนใจ และเป็นหลายเรื่องราวที่คุณอนุรักษ์ได้เขียนและเผยแพร่ไปยังผู้สนใจ โดยผ่านเฟซบุ๊ก “อินทผลัมกาญจน์”

…เกสรตัวผู้ที่ใช้ในการผสมเกสรในอินทผลัม เป็นคำถามยอดฮิต…และเกือบทุกคนที่มาที่สวนผม แล้วต้องไม่พลาดคำถามนี้…จริงๆ แล้ว เกสรตัวผู้ เราสามารถใช้เกสรอินทผลัมสายพันธุ์อะไรก็ได้ในการผสมเกสรให้กับต้นตัวเมีย…ซึ่งถ้าผสมติดแล้ว (ผสมครบทั้ง 3 รังไข่ในตัวเมีย) พัฒนาการของลูกจะเป็นไปตามปกติ ทางกายภาพจะไม่มีผลต่อขนาด สีสัน และรสชาติของผลที่เกิดขึ้น…

พูดง่ายๆ ผลที่ได้จะเป็นไปตามต้นแม่ ไม่ว่าจะใช้พ่ออะไรก็ตาม

…แต่เมื่อเรานำเมล็ดในผลที่เกิดขึ้นจากการผสมนั้นไปขยายพันธุ์เพาะต้นต่อไป…ต้นใหม่ที่ได้จะกลายพันธุ์ไปจากต้นแม่เดิม (ลูกครึ่ง) ไม่มีทางเหมือนต้นแม่ไปได้ การกลายพันธุ์ที่เกิดขึ้น ก็จะเป็นไปสองสามทาง คือ แย่ลง (ด้อยกว่าต้นแม่) เสมอแม่ (ใกล้เคียงแม่) และดีกว่าต้นแม่ (ในกรณีการควบคุมการผสมเกสรเพื่อให้ได้สายพันธุ์ใหม่ที่ดีขึ้นหลายเจนเนอเรชั่น หลายขั้นตอนใช้เวลา) และจะไม่สามารถกำหนดเพศได้ (เฉลี่ย 50-50)…

ดังนั้น เกสรตัวผู้จะมีคุณสมบัติที่ต้องให้ปริมาณสปอร์ที่เยอะ ช่อโตใหญ่ แข็งแรง อัตราการผสมติดดี

ในต่างประเทศจึงนิยมใช้ต้นตัวผู้ที่มีชื่อเรียกว่า Javis และ Fard ซึ่งเป็นชื่อสายพันธุ์ตัวผู้ที่เป็นที่นิยม ด้วยคุณสมบัติเด่นตามที่กล่าวมา…

ดังนั้น ต้นกล้าที่เกิดจากการเพาะเมล็ดจะไม่มีทางเหมือนต้นแม่ เราจึงใช้ชื่อเดียวกับต้นแม่ไม่ได้ ความจริงแล้วต้องตั้งชื่อใหม่ การที่จะใช้ชื่อสายพันธุ์เดียวกับต้นแม่ได้ต้องเป็นกล้าที่เกิดจากการแยกหน่อ และเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพราะการขยายพันธุ์ทั้ง 2 กรณีนี้ ต้นใหม่ที่ได้จะมี พันธุกรรม DNA ยีน ทุกอย่างเหมือนต้นแม่ ไม่มีเพี้ยน ทุกต้นเหมือนกันหมด

…แต่ด้วยเมืองไทยเรายังใหม่กับเรื่องอินทผลัม เนื้อเยื่อยังทำไม่ได้ ต้องนำเข้า หน่อก็หายาก ราคาสูง จึงไม่มีทางเลือกมากนัก จึงเริ่มขยายพันธุ์จากการเพาะเมล็ด…ดังนั้น ข้อควรระวังจากการใช้กล้าที่เพาะเมล็ดมาปลูกต้องดูที่มา ที่ไปของการผสมเกสรให้ดี ว่าใช้สายพันธุ์ ผู้ เมีย ตรงตามสายพันธุ์หรือไม่ มีการควบคุมคัดเลือกต้นพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ในการผสมอย่างไร (เพื่อให้ได้การกลายพันธุ์ที่อย่างน้อยก็ใกล้เคียงหรือดีกว่าต้นแม่ที่คัดเลือกไว้)

การที่เราเอาเมล็ดที่จำหน่ายทั่วไป ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศมาเพาะขยายพันธุ์ จึงมีความเสี่ยงสูงมากๆ ที่จะกลายพันธุ์เป็นอะไรก็ไม่รู้ ที่ไม่มีทางเหมือนผลที่เราแกะกล่องมารับประทานอย่างแน่นอนคร้าบบ…ฟันธง!!!

โฆษณา

วิลาวัลย์ สุริยะฉาย ส่งพันธุ์ไม้ทางไปรษณีย์ ทำได้ไม่ยาก

Published พฤศจิกายน 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05042150758&srcday=2015-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 603

เทคโนโลยีการเกษตร

วิลาวัลย์ สุริยะฉาย ส่งพันธุ์ไม้ทางไปรษณีย์ ทำได้ไม่ยาก

การซื้อขายสินค้าทางอินเตอร์เน็ต หรือที่เรียกกันว่า การซื้อสินค้าออนไลน์ กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เนื่องจากสะดวกไม่ต้องเดินทาง โดยใช้บริการผ่านการรับฝากของระบบไปรษณีย์ รวมถึงการสั่งซื้อต้นไม้ ก็ยังสามารถทำได้

จังหวัดนนทบุรี เป็นแหล่งที่มีไม้ผลที่มีรสชาติดี โดยเฉพาะมะม่วงสายพันธุ์ดั้งเดิม เช่น มะม่วงยายกล่ำ กินสุก กินกับข้าวเหนียวมูนอร่อยขึ้นชื่อ มะม่วงน้ำตาลเตา มะม่วงที่หวาน หอม กินสุกอร่อยที่สุด มะม่วงนนท์ทิพย์ มะม่วงทะวาย ดิบมัน สุกหวาน หอม มะม่วงศรีสยาม รวมถึงส้มเขียวหวานเมืองนนท์ และอีกหลากหลายสายพันธุ์ ที่ควรค่าแก่การปลูกไว้ทั้งกินเอง รวมถึงเป็นการร่วมอนุรักษ์สายพันธุ์มะม่วงให้คงอยู่ประเทศไทยต่อไปนานเท่านาน

คุณวิลาวัลย์ สุริยะฉาย คุณครูชาวสวนย่านบางศรีเมือง จังหวัดนนทบุรี ได้มีแนวคิดว่า ทำอย่างไรกิ่งพันธุ์มะม่วงสวนนนท์จะสามารถจัดส่งกระจายไปสู่ภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศไทย จึงประชาสัมพันธ์จัดจำหน่ายกิ่งมะม่วงสวนนนท์ โดยได้พัฒนารูปแบบวิธีการจนสามารถจัดส่งต้นมะม่วงไปถึงปลายทางทั่วประเทศได้อย่างปลอดภัย ด้วยการคิดสร้าง ไม้ล็อกกิ่ง นวัตกรรมภูมิปัญญาชาวบ้าน รวบรวมข้อมูลจากลูกค้าทุกกรณี มาปรับปรุงวิธีการจัดส่ง ประกอบกับระบบไปรษณีย์ EMS ทำให้สินค้าไปถึงมือผู้รับภายในวันรุ่งขึ้น

ในปัจจุบันมีผู้ที่มีงานประจำ หันมาเพิ่มช่องทางอาชีพและรายได้ โดยมาทำการเกษตรเป็นจำนวนมาก ดังนั้น นอกจากการผลิตและจัดส่งต้นพันธุ์มะม่วงสวนนนท์แล้ว ยังได้เปิดสอนการขยายพันธุ์มะม่วงด้วยวิธีการทาบกิ่ง สอนวิธีการเสียบยอดมะม่วง เพื่อให้มะม่วงใน 1 ต้น มีหลากหลายสายพันธุ์ หรือการทำมะม่วงแฟนซี ให้กับผู้ที่สนใจและชื่นชอบการทำสวนได้มาเรียนรู้วิธีการ นำไปฝึกความชำนาญต่อไป อีกทั้งยังจัดหาอุปกรณ์ที่ใช้ เช่น มีดคม เพื่อการทาบกิ่ง มีดเสียบยอด ซึ่งต้องมีความคมเป็นพิเศษ เทปพลาสติกเฉพาะงาน บางชนิดหาได้ยากในบางท้องถิ่น พร้อมบริการจัดส่งทางไปรษณีย์ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวก

จากความมุ่งมั่น ทำให้แนวคิดไปสู่ความสำเร็จ ปัจจุบันนี้ มะม่วงสวนนนท์ ได้รับการจัดส่งไปถึงมือผู้ปลูกมะม่วงทุกภูมิภาค ทั่วประเทศ ด้วยความรับผิดชอบ หากมีการสูญเสียจากสภาพต้นหรือการขนส่ง ก็ยินดีที่จะจัดส่งไปให้ใหม่ทันที โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ด้วยความมั่นใจในวิธีการที่คิดค้นขึ้นมา และยังได้จัดส่งผลไม้สดจากสวนถึงมือผู้บริโภคได้ชิมลิ้มลองรสชาติอีกด้วย

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณวิลาวัลย์ สุริยะฉาย โทร. (081) 925-1021 Line : arjarnwi

ทุเรียนปากช่อง “สวนซีต้า” อร่อย หวานมัน…น่าลิ้มลอง

Published พฤศจิกายน 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048150758&srcday=2015-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 603

เทคโนโลยีการเกษตร

พิงค์บุ๊ก

ทุเรียนปากช่อง “สวนซีต้า” อร่อย หวานมัน…น่าลิ้มลอง

ปีนี้ ท่านผู้อ่านได้กินทุเรียนกันเต็มอิ่มหรือยังเอ่ย?

หากยังหาทุเรียนรสอร่อยๆ มากินได้ไม่สะใจ อยากชวนไปแวะชิมทุเรียนรสอร่อย ที่ “สวนทุเรียนซีต้า” ตั้งอยู่ เลขที่ 405 หมู่ที่ 4 ตำบลคลองม่วง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เบอร์โทร. (084) 497-0048 และ (084) 828-1689

เนื่องจากพื้นที่อำเภอปากช่อง ได้เปรียบตรงที่อยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวเขาใหญ่ เจ้าของสวนแห่งนี้ คือ คุณชลอ พุทธโกศัย จึงวางแผนพัฒนาพื้นที่แห่งนี้เป็นสวนเกษตรเพื่อการท่องเที่ยว และตั้งชื่อสวนแห่งนี้ว่า สวนทุเรียนซีต้า ตามชื่อหลานชายคนแรก (น้องซีต้า-ชนชิต พุทธโกศัย) แต่คุณชลอเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเสียก่อน บุตรสาว คือ คุณวาสนา (คุณตุ๊ก) พุทธโกศัย จึงลาออกจากอาชีพราชการครู เข้ามาช่วยดูแลบริหารสวนเกษตรแห่งนี้ พร้อมสามี คุณณัฐพล ศรีเจริญวาณิช

ความจริงครอบครัว “พุทธโกศัย” มีพื้นเพเป็นชาวอำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ คุณชลอและเครือญาติได้อพยพมาทำกินในพื้นที่ปากช่อง ตั้งแต่เมื่อ 30 กว่าปีก่อน ปัจจุบันชุมชนแห่งนี้ถูกเรียกว่า หมู่บ้าน “กลุ่มตาคลี ปากช่อง” ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำอาชีพเกษตรกรรม ปลูกน้อยหน่าเป็นพืชหลัก ต่อมาเปลี่ยนมาปลูกมันสำปะหลัง และอ้อยโรงงานที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า

คุณตุ๊ก เล่าว่า น้อยหน่า เป็นไม้ผลที่ใช้สารเคมีเยอะ เกิดปัญหาสารเคมีตกค้างในร่างกาย ทำให้คุณพ่อมีอาการเจ็บป่วย จึงมองหาพืชอื่นเข้ามาปลูกทดแทน บังเอิญไปเห็นเครือญาติปลูกทุเรียนแล้วได้ผลดี จึงไปขอความรู้เรื่องการปลูกทุเรียนมาจากเกษตรกรในจังหวัดจันทบุรี และซื้อกิ่งพันธุ์ทุเรียนหมอนทองมาปลูกที่อำเภอปากช่อง ตั้งแต่เมื่อ 17 ปีก่อน โดยทยอยปลูกทุเรียนมาอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับต้นน้อยหน่า ต้นมะปราง ต้นมะยงชิด จนเต็มเนื้อที่ 20 ไร่ เมื่อทุเรียนที่ปลูกไว้ให้ผลผลิตที่ดี คุณพ่อชลอได้โค่นต้นน้อยหน่าออก ปัจจุบัน สวนแห่งนี้ปลูกทุเรียน 700 ต้น ส่วนใหญ่เป็นทุเรียนหมอนทอง รองลงมาคือ ก้านยาว หลงลับแล และทุเรียนชะนี

การปลูก

คุณณัฐพล เล่าว่า ที่นี่ปลูกต้นทุเรียนพันธุ์หมอนทอง 2 ต้น สลับกับทุเรียนก้านยาว 1 ต้น บางแปลงก็ปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทองเป็น 2 แถว และปลูกต้นทุเรียนก้านยาว อยู่บริเวณร่องกลางสวน เพราะคุณพ่อชลอได้รับคำแนะนำจากชาวสวนทุเรียนมืออาชีพว่า การจัดการแปลงในลักษณะนี้จะช่วยให้ทุเรียนมีรสชาติอร่อย เนื่องจากผึ้งจะนำเกสรหมอนทองมาผสมกับก้านยาว ทำให้ทุเรียนมีรสชาติอร่อยขึ้น

นอกจากนี้ คุณณัฐพล ยังชี้ให้ดูต้นทุเรียน 2 ราก ซึ่งเป็นผลงานการปลูกของคุณพ่อชลอ ที่นำทุเรียนต้นเล็กมาทาบกิ่งกับทุเรียนต้นใหญ่ โดยจะเลือกเก็บเอาไว้เพียงกิ่งเดียว ที่แทงช่อขึ้นข้างบน เมื่อต้นทุเรียนทาบกิ่งได้สมบูรณ์ ก็จะปาดกิ่งที่เหลือทิ้ง การปลูกทุเรียน 2 ราก มีข้อดีคือ ทำให้ต้นทุเรียนเติบโตเร็ว แต่ข้อเสียคือ เชื้อโรคมีโอกาสระบาดได้รวดเร็วเช่นกัน

การดูแล

หลังเก็บเกี่ยว จะใส่ปุ๋ยเคมี ประมาณ 5-6 กรัม เพื่อบำรุงต้น บำรุงราก เพื่อช่วยให้ทุเรียนสะสมอาหาร และฉีดพ่นปุ๋ยหมักชีวภาพทางใบ ทุเรียนสวนนี้จะแบ่งเป็น 2 รุ่น รุ่นแรก จะติดดอกประมาณเดือนธันวาคม-มกราคม เก็บผลผลิตวางขายประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน รุ่นสอง จะติดดอกประมาณเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม จะได้กินผลประมาณเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์

คุณณัฐพล ออกตัวว่า ผมเป็นเกษตรกรมือใหม่ เพราะเรียนจบด้านการตลาด พยายามเรียนรู้เทคนิคการปลูกดูแลสวนทุเรียนจากโลกไซเบอร์ จากตำรา บางครั้งลูกค้าที่เป็นชาวสวนเมืองนนท์ มาเยี่ยมชมสวนก็ได้แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการดูแลสวนทุเรียนได้บางส่วน ผมดูแลให้ต้นทุเรียนเจริญเติบโตตามธรรมชาติ ใช้สารเคมีตามความจำเป็น ปัจจุบันสวนแห่งนี้ยังปลูกมะปรางแซมในสวนทุเรียน เนื่องจากต้นมะปรางดูแลยาก แถมใช้สารเคมีเยอะ เป็นอันตรายต่อสุขภาพอีกต่างหาก จึงวางแผนตัดโค่นต้นมะปราง เพื่อขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนแทนในอนาคต

โรคแมลง

ที่ผ่านมา โรคแมลงที่พบเจอในสวนทุเรียนแห่งนี้ก็คือ ปัญหาหนอนเจาะลำต้นจนต้นทุเรียนตาย จึงต้องคอยเดินตรวจตราต้นทุเรียนเป็นระยะ หากเจอหนอนก็รีบงัดแงะออกจากต้นทุเรียนและทาปูนแดงกินหมาก เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าต้น

ผู้เขียนสันนิษฐานว่า เจ้าหนอนตัวร้ายดังกล่าว น่าจะเป็น “ด้วงหนวดยาว” ที่พบเจอได้ง่ายในสวนทุเรียนทั่วไป โดยธรรมชาติแล้วเจ้าแมลงชนิดนี้มักบินมาเกาะโคนต้นทุเรียนและวางไข่ตามง่ามกิ่งต้นทุเรียน ครั้งละ 100-200 ฟอง หลังจากไข่ฟักเป็นตัวหนอนก็จะกัดกินท่อน้ำเลี้ยงใต้เปลือกเป็นวงรอบลำต้น ทำให้ต้นทุเรียนตายในที่สุด

การป้องกันหนอนด้วงหนวดยาวที่ดีที่สุดคือ ต้องคอยสังเกตมูลหนอน ที่มีลักษณะเป็นขุยติดอยู่ตามลำต้น หากหนอนเข้ากัดกินในลำต้น สังเกตง่ายๆ จะเห็นยางไหลเยิ้มออกมา เกษตรกรควรใช้มีดแซะเปลือกต้นทุเรียนออก จับตัวหนอนไปทำลาย

คุณทศพล สุวะจันทร์ เกษตรกรมืออาชีพเจ้าของสวนทุเรียน ที่ตำบลตระกาจ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ มักแนะนำให้เพื่อนเกษตรกรใช้ตาข่ายไนลอนมารัดไว้รอบโคนต้น ง่ามกิ่ง หรือคาคบไม้ต่างๆ เพื่อดักตัวแก่ของด้วงหนวดยาวที่จะมาวางไข่ รวมทั้งอนุรักษ์นกธรรมชาติ เช่น นกกระปูด เพื่อจับหนอนกินตามธรรมชาติ วิธีนี้สามารถช่วยการแพร่ระบาดของแมลงศัตรูพืชชนิดนี้ได้มากกว่า 70%

การตลาด

ผลผลิตทุเรียนสวนซีต้าในระยะแรก ผลผลิตยังไม่เยอะมาก จะขายให้กับคนในท้องถิ่น และส่งขายให้กับแม่ค้าในพื้นที่ กรุงเทพฯ ในช่วง 1-2 ปี นี้เริ่มบุกตลาดอย่างจริงจัง โดยมุ่งขายตรงกับลูกค้าผ่านสื่อเฟซบุ๊ก และวางขายในแหล่งท่องเที่ยว

คุณตุ๊ก บอกว่า แม้สวนทุเรียนซีต้าเพิ่งเปิดตัวทำตลาดอย่างจริงได้ไม่นาน แต่ขายดีมาก เพราะเป็นทุเรียนคุณภาพดี รสชาติอร่อย ที่ลูกค้าพูดกันปากต่อปาก กลายเป็นของขวัญของฝากที่นักท่องเที่ยวนิยมซื้อไปฝากคนที่บ้านและผู้ใหญ่ที่เคารพ ตอนนี้หากใครต้องการกินทุเรียนจากสวนแห่งนี้ ต้องสั่งจองกันล่วงหน้าทางโทรศัพท์ หรือทางเฟซบุ๊ก “สวนทุเรียนซีต้า กลุ่มตาคลี ปากช่อง”

จุดเด่นของทุเรียนหมอนทองสวนซีต้า ก็คือ ทุเรียนเนื้อแห้ง กรอบนอกนุ่มใน รสชาติหวานมัน อร่อย คล้ายกับทุเรียนเมืองนนท์ ทุเรียนบางลูกแทบไม่มีเมล็ดเลย บางครั้งลูกค้าก็มาซื้อทุเรียนจากสวนซีต้าไปขายต่อในราคากิโลกรัม 150 บาท เมื่อลูกค้าทดลองชิม มักจะถามว่า สวนมาจากไหน ก็ตามมาซื้อต่อที่สวน ทางสวนจะขายทุเรียนหมอนทอง ขายส่ง-ขายปลีก ในราคาเดียวกันคือ กิโลกรัมละ 100 บาท ส่วนก้านยาว ขายในราคากิโลกรัมละ 350 บาท ทุเรียนสวนนี้ไม่จุ่มน้ำยา เพราะตัดทุเรียนแก่ ก่อนสุกประมาณ 3 วัน ลูกค้าที่ซื้อไปกินมักติดใจ รสชาติความอร่อย

“ในอดีต ผลผลิตยังไม่มาก ขายส่งในราคากิโลกรัมละ 80 บาท เมื่อปีที่แล้ว สวนทุเรียนซีต้าเก็บผลผลิตออกขายได้เกือบ 4 ตัน พร้อมพัฒนาตลาดอย่างจริงจัง ก็ปรับราคาขายเพิ่มขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 100 บาท ติดป้ายสติ๊กเกอร์สวนทุเรียนซีต้า พร้อมเบอร์โทร. เพื่อรับประกันคุณภาพสินค้า สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ซื้อ” คุณตุ๊ก กล่าว

สวนทุเรียนซีต้า นอกจากมีทุเรียนหมอนทองเป็นพระเอกหลักแล้ว ทุเรียนพันธุ์ก้านยาวของสวนแห่งนี้ก็มีชื่อเสียงโด่งดังไม่แพ้กัน หากใครต้องการกิน ก็ต้องสั่งจองกันล่วงหน้า เพราะปลูกอยู่แค่ 4-5 ต้น เท่านั้น ระยะแรกผลิดอกออกผล ต้นละ 100 กว่าลูก เมื่อเติบใหญ่ก็สลัดลูกทิ้ง เหลือให้เก็บออกขายได้แค่ ต้นละ 30 กว่าลูกเท่านั้น คุณภาพทุเรียนก้านยาวของที่นี่ เนื้อแห้งเหนียวหนึบ รสหวานมันอร่อย คุณภาพดีไม่แพ้ทุเรียนก้านยาวเมืองนนท์ ขายในราคากิโลกรัมละ 350 บาท ขายดิบขายดีไม่พอขายกันเลยทีเดียว และที่นี่ยังปลูกทุเรียนชะนีไข่ ที่มีรสชาติอร่อยไม่แพ้กัน เพราะลักษณะเนื้อแห้ง หนึบหนับคล้ายกับทุเรียนก้านยาวอย่างไรอย่างนั้น

ทุเรียนพันธุ์ชะนีไข่โดยทั่วไป มักมีขนาดผลเล็ก เมล็ดใหญ่ กลิ่นแรง แต่ทุเรียนชะนีไข่สวนซีต้า ผลมีขนาดใหญ่ประมาณ 3 กิโลกรัม ที่สำคัญมีรสชาติอร่อยมาก คุณภาพเนื้อเช่นเดียวกับก้านยาว กลิ่นไม่แรง ลูกค้าที่มีโอกาสลิ้มรสทุเรียนชะนีของสวนซีต้า ก็ติดอกติดใจไปตามๆ กัน คาดว่า ทุเรียนชะนีไข่ ของเราได้รับการผสมเกสรข้ามพันธุ์ของทุเรียนหมอนทอง ก้านยาว และชะนี ทำให้ทุเรียนมีรสชาติอร่อยเด็ดนั่นเอง

“จุดเด่นอีกอย่างของสวนทุเรียนซีต้าคือ ปลูกหมอนทองที่มีผลใหญ่ ลูกโต น้ำหนักเกือบ 12 กิโลกรัม เนื้อทุเรียน กรอบนอกนุ่มใน รสชาติอร่อย ไฮไลต์อีกอย่างที่หากินได้ยาก ผมเรียกว่า “ทุเรียนช็อต” เป็นทุเรียนไร้เมล็ด แกะเนื้อออกกินได้อร่อยเต็มคำ แต่ละปีจะเจอ “ทุเรียนช็อต” เพียงแค่ 1-2 ลูก เท่านั้น คาดว่าเกิดจากการผสมเกสรไม่สมบูรณ์นั่นเอง” คุณณัฐพล ศรีเจริญวาณิช กล่าวในที่สุด

ดร. อำนาจ ผการัตน์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัด ปลูกอินทผลัมกินผลสด ที่อุดรธานี

Published พฤศจิกายน 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05050150758&srcday=2015-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 603

เทคโนโลยีการเกษตร

พานิชย์ ยศปัญญา panit@matichon.co.th

ดร. อำนาจ ผการัตน์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัด ปลูกอินทผลัมกินผลสด ที่อุดรธานี

อากาศยามเช้าที่อุดรธานีเย็นสบายดี ทั้งๆ ที่ปริมาณฝนไม่มากนัก หลังจากกินอาหารเช้า ทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้าน เริ่มต้นกันที่สี่แยกบายพาส ทางไปจังหวัดสกลนคร แต่ไม่ได้ใช้เส้นทางที่จะไปสกลนคร

เจ้าถิ่นบอกให้หันหัวรถไปทางจังหวัดหนองคาย เมื่อถึงไฟแดงมีสี่แยกหนองใส ให้เลี้ยวขวาไปอีกราว 4 กิโลเมตร มีชุมชนขนาดใหญ่ จะเจอวัดหนองใสอยู่ซ้ายมือ เลี้ยวขวาไปอีกราว 5-6 กิโลเมตร มีป้ายบอกตลอดทาง ก็จะถึงสวนตาลคู่ ของ ดร. อำนาจ ผการัตน์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดหลายจังหวัด รวมทั้งอุดรธานี

ท่านมาทำสวนอยู่ บ้านเลขที่ 333 หมู่ที่ 11 บ้านนาหวาน ตำบลหนองนาคำ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 41000

เมื่อไปตามเจ้าถิ่นบอกสามารถเข้าถึงสวนอย่างง่ายดาย ระหว่างทางผ่านชุมชนที่มีความสะอาด เจริญรุ่งเรือง เมื่อห่างจากชุมชนก่อนถึงสวนตาลคู่ ภูมิประเทศก็งามตา มีต้นไม้ขึ้นห่างๆ สลับกับทุ่งนา

ตั้งใจทำเกษตรตั้งแต่รับราชการ

ดร. อำนาจ เรียนจบวิศวกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ท่านดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการครั้งแรกที่จังหวัดยโสธร เกษียณราชการ เมื่อ ปี 2554 ขณะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร

เนื่องจากรับราชการทำงานใกล้ชิดกับชาวบ้าน มีส่วนช่วยชาวบ้านทางด้านการเกษตร ดร. อำนาจ มีความตั้งใจทำงานเกษตรตั้งแต่ที่รับราชการอยู่ เนื่องจากเวลารัดตัวจึงไม่มีโอกาส

จนกระทั่งญาติๆ มาซื้อที่ดินบริเวณบ้านนาหวาน จำนวน 11 ไร่ ญาติๆ ได้ชวน ดร. อำนาจ มาซื้อเพิ่มเติมอีก 15 ไร่ รวมกับญาติ จึงมีอยู่ 26 ไร่

เมื่อเกษียณจากงานราชการ ดร. อำนาจ ตระเวนหาข้อมูลทางด้านการเกษตร 6 เดือนเต็ม พร้อมทัศนศึกษาตามสวนต่างๆ รวมทั้งศึกษาจากตำรา จากนั้นจึงลุยทำการเกษตรอย่างเต็มที่

เมื่อปี 2554 ที่ดินบริเวณนี้ราคาไร่ละ 6 หมื่นบาท เวลาผ่านไป 3-4 ปี ขยับขึ้นเป็นไร่ละ 4 แสนบาท สาเหตุอาจจะเป็นเพราะว่าชาวบ้านเห็นว่าที่ดินสามารถทำประโยชน์ทางการเกษตรได้ดี ราคาจึงสูงขึ้น

“ที่นี่มีต้นตาลขึ้นอยู่เป็นคู่ๆ มีอยู่ 2-3 คู่ จึงตั้งชื่อว่า สวนตาลคู่…เรียนจบวิศวกรรมศาสตร์ ช่วงเป็นผู้ว่าฯ ทำอย่างไร ให้ชาวบ้านมีรายได้ เราสนใจเกษตร เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร เราดูอาชีพดั้งเดิมของเขา ดูของใหม่ว่าอะไรดีกว่าของเดิม อย่างที่เราทำช่วยเขา เพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดค่าใช้จ่าย จะสมบูรณ์เมื่อเราหาของใหม่ๆ ให้เขาดู ที่มาทำสวน มีแรงบันดาลใจ ไปพูดไปบอกไปสอนเขา…เขาบอกว่า ทำไม่ได้ ไม่มีทาง เราเลยมาทำให้ดู เหมือนอย่าง อินทผลัมกินผลสด เขาไม่เชื่อว่าปลูกได้ ผมมาปลูกให้ดู พร้อมทั้งเก็บข้อมูลเรื่องการลงทุนเรื่องผลผลิต…อยากทำตั้งแต่ช่วงที่ไม่ได้เกษียณด้วยซ้ำไป ตำแหน่งผู้ว่าฯ ไม่ว่าง หากกังวลไม่สนุก พอเกษียณเดือนกันยายน 2554 ผมพัก 6 เดือน เดินทางดูงาน พอพฤษภาคม 2555 ก็ลงมือทำ เรียนถูกเรียนผิดมา”

ดร. อำนาจ เล่า และบอกต่ออีกว่า

“ตอนอยู่ในระบบราชการ มีทฤษฎีที่เราเรียนรู้มา การที่จะให้เกษตรกรประสบความสำเร็จ ทฤษฎีที่สำคัญสุดคือ ทฤษฎีของในหลวง เราต้องการทำตรงนี้ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ ให้เป็นธุรกิจ เราทำให้ชาวบ้านเข้าใจว่าอาชีพพวกนี้มันทำได้ ใช้เงินเท่านี้ ชาวบ้านมีหลายระดับ เราทำพืชหลายระดับ เพิ่มรายได้ เรามองเห็นอินทผลัมมองเห็นเหมาะกับอีสาน…คนอยากทำ ถ้าใจไม่รักอย่า ต้องใจรัก ต้องศึกษาอย่างจริงจัง ต้องบริหารอย่างธุรกิจ ที่ผ่านมา คนเกษียณไปทำสวนแล้วล้มเหลว…ไม่ทำสวนเชิงธุรกิจ มีแต่รายจ่าย ใจเสีย จ่ายไม่ถึงก้ำกึ่ง ไม่สวย รก ถอดใจทิ้งสวนไปเลย”

ต้องสร้างเกษตรกร

ให้มีความมุ่งมั่นและใจสู้

เนื่องจากเรียนจบมาทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ ดร. อำนาจ ทำการเกษตรอย่างมีแบบแผน ทำให้กิจกรรมที่ลงไปมีความก้าวหน้า

ในระยะเวลาไม่นาน จึงสามารถเปิดสวนตาลคู่ให้กับผู้สนใจมาดูงานได้

ในฐานะที่เคยรับราชการอยู่ในภาคอีสานหลายจังหวัด

ดร. อำนาจ มีความคิดเห็นทางด้านงานเกษตร ในจังหวัดภาคอีสาน ดังนี้

“จริงๆ แล้ว อีสานมีศักยภาพทางการเกษตรค่อนข้างสูงและหลากหลาย แต่ละจังหวัดมีความโดดเด่นแตกต่างกัน ซึ่งน่าจะมาจากสภาพภูมิประเทศ ภูมิศาสตร์ แต่ละจังหวัดไม่เหมือนกัน บางจังหวัดสมบูรณ์ บางจังหวัดก็แล้ง แต่อีกอันหนึ่งที่มีส่วนสำคัญคือ สภาพบุคคล สภาพของเกษตรกร เกษตรกรแต่ละจังหวัดมีความขยันขันแข็ง มีความสนใจที่แตกต่างกัน จังหวัดยโสธร จังหวัดแรกที่ผมเป็นผู้ว่าฯ พื้นที่ถูกบังคับต้องทำนา พื้นที่น้ำหลากมีบางส่วน ริมแม่น้ำ แต่เขาโชคดี หน้าแล้งจะใช้ทำนาหน้าแล้ง ไปหน้าแล้งไม่รู้ นึกว่าหน้าฝน เพราะมีสถานีสูบน้ำ เขาเน้นการทำนา ทำอย่างอื่นไม่ได้ เมื่อทำนา หน้าที่เราทำอย่างไรให้เขามีรายได้เพิ่ม เราก็เน้นเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เราทำข้าวอินทรีย์ ทำมาต่อเนื่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละท่านทำต่อเนื่องเรารับไม้กันมา ตอนผมไปอยู่เราทำข้าวคุณธรรม มาวันนี้ติดตลาด ผลผลิตเริ่มจาก 400 กิโลกรัม มา 500 กิโลกรัม 800 กิโลกรัม ตอนนี้ยืนหลัก 1,000 กิโลกรัม ต่อไร่ ตอนนี้ทำส่งออกข้าวอินทรีย์ จึงพูดได้เลยว่า ยโสธรต้องข้าว แล้วข้าวเขาอร่อยจริงๆ”

ดร. อำนาจ เล่า และพูดถึงงานเกษตรที่อีสานอีกว่า

“อีสานเหนือ สกลนคร อุดรธานี สภาพเป็นที่สูง ปริมาณน้ำฝนค่อนข้างดี มีพืชไร่ ข้าวยังมากอยู่ มีอ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา…ปัจจัยหลักที่ขาด สิ่งที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องทำมากที่สุดคือ สร้างคน…องค์ความรู้ การเงิน เป็นสิ่งที่หาได้ ปัญหาคือสร้างเกษตรกรที่ใจรักทุ่มเท ภาคความรู้เราอบรมมาเยอะ ไม่รู้กี่หมื่นกี่แสน ภาคการเงินเราทุ่มเยอะ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารพาณิชย์ เอสเอ็มอี สิ่งที่เราขาด คือสร้างให้คนเป็นเกษตรกรที่แท้จริง ใจสู้ เราลงทุนน้อยมาก ปัจจัยอื่น น้ำ พูดโดยรวมแค่เป็นข้ออ้าง แล้งไม่มีน้ำ ของผมก็ไม่มีน้ำ แก้เกษตรกรที่ใจก่อน ให้เกษตรกรเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ เราต้องทำเกษตรอย่างธุรกิจ ไม่ทำเกษตรอย่างเดิมๆ มีแผนทำ ปลูกอะไร ขายที่ไหน อย่างผมก่อนปลูกมะนาว ผมจะอยู่ได้ด้วยการขายกิ่ง แปรรูปไม่ได้คิด แต่ก็เข้ามาทีหลัง”

อินทผลัมกินผลสด

กับความเป็นไปได้ในภาคอีสาน

ช่วงรับราชการอยู่จังหวัดสกลนคร ดร. อำนาจ พบว่า เกษตรกรที่สกลนครเรียนรู้งานปลูกอินทผลัมกินผลสดได้ผลดี เมื่อมีโอกาสมาทำสวนที่อุดรธานี ท่านจึงซื้อต้นพันธุ์มาปลูกเมื่อเดือนพฤษภาคม 2555

ผ่านไป 2 ปีเศษ อินทผลัมกินผลสด พันธุ์เคแอล 1 เริ่มให้ผลผลิตแล้ว

เข้าสู่ปีที่ 2 คือ ปี 2558 อินทผลัมให้ผลเพิ่มขึ้นอีกหลายต้น ดร. อำนาจ มีแนวคิดว่า งานปลูกอินทผลัมกินผลสด มีแนวโน้มที่ดี สำหรับภาคอีสาน

“อินทผลัมกินผลสด เหมาะสม อย่าลืมว่าคนอีสานส่วนใหญ่เป็นชาวนา พฤติกรรมชาวสวนกับชาวนาต่างกัน ความขยันขันแข็ง ความมีระเบียบวินัย ชาวสวนไม่มีปัญหา…คนอีสานส่วนใหญ่เป็นชาวนา จะเปลี่ยนให้เขามาทำสวนค่อนข้างลำบาก อินทผลัมกินผลเป็นพืชที่ต้องการการเอาใจใส่ไม่มาก…ชาวนาอีสานมาทำนาก็เผ่นแล้ว เขาไม่ถนัดอยู่ประจำและทำสวนตลอด ถ้าเราเอากิจกรรมที่เขาต้องใจจดใจจ่อจริตเขาไม่ให้ จริงๆ แล้ว มีพืชเกษตรอีกมากที่ทำเงิน เขาชอบอิสระ อินทผลัมไม่ต้องดูแลมาก ถูกจริตกับเกษตรกรแบบนี้” เจ้าของสวนตาลคู่ให้แง่คิด

จุดเสี่ยง…และน่าเป็นห่วง

สำหรับการปลูกอินทผลัมกินผล

ดร. อำนาจ บอกว่า เรื่องตลาด เรื่องราคาอินทผลัมกินผล เป็นพืชมีคุณค่าทางอาหาร มีตลาดชาวมุสลิม เป็นอาหารสุขภาพ ท่านไม่ห่วงนัก

ที่ห่วงคือ

หนึ่ง. กล้าพันธุ์ยังแพง

สอง. ซื้อมาแล้วเสี่ยงเรื่องต้นตัวผู้ ตัวเมีย

ทางแก้อย่าง ดร. อำนาจ ทำคือ ทำคู่ขนาน ปลูกระยะระหว่างต้นระหว่างแถว 8 คูณ 8 เมตร เปอร์เซ็นต์ตัวผู้ ตัวเมียอาจจะ 50 ต่อ 50 สวนตาลคู่ปลูกในเข่งคู่ขนานกันไป ไม่เสียหาย ตัวผู้มากไปขุดล้อมไปขายเป็นไม้ประดับ หากเลี้ยงในเข่งเป็นตัวเมียนำลงปลูกในแปลง เป็นตัวผู้ขายเป็นไม้ประดับ เริ่มรู้เพศเมื่ออายุ 2 ปี ไม่เกิน 3 ปี

“ตลาดอีกแห่งหนึ่งคือ ผู้มีฐานะที่ซื้อไม้ยืนต้นแพงๆ ต่อไปจะขายให้กับคนกลุ่มนี้ มีต้นอินทผลัมกินผลสดปลูกอยู่หน้าบ้าน เดิมมีไม้อื่นอยู่แล้ว แต่เป็นพันธุ์ไม้ประดับ หากปลูกอินทผลัมกินผลสด 5-6 ต้น มีอินทผลัมกินทั้งปี ตอนนี้เราเริ่มแล้ว อีก 2 ปี ออกลูก ยกเข่งขายกันได้เลย ตอนนี้เขาขายกัน ต้นละ 3 หมื่นบาท รู้เพศ รู้รสชาติ จริงๆ 3 หมื่นบาท ไม่ได้แพงเลย ไม้อื่นๆ 4-5 หมื่นก็มี หากเป็นนักลงทุน 2 ปีคืนทุน เพราะขยายพันธุ์ขาย” เจ้าของสวนตาลคู่ขายไอเดีย

ผลผลิตอินทผลัมกินผลสดที่นี่ออกมาเป็นอย่างไร…

เจ้าของสวนบอกว่า ยังติดฝาดนิดๆ ต้นยังเล็ก แต่มีบางต้น ผลยังไม่แก่ก็ไม่ฝาด เพราะว่าเพาะเมล็ดจึงกลายพันธุ์ มีทั้งกลายดีกลายร้าย แต่อินทผลัมแปรรูปได้ ที่เห็นฝาดนำไปแปรรูปเป็นน้ำอินทผลัมได้

ศัตรู มีด้วงมะพร้าว ถ้าสวนสะอาดป้องกันได้ ดูแลโคนต้นให้โล่งเตียน

“ผลผลิตเต็มที่ เมื่อต้นอายุ 5 ปี ขึ้นไป ขั้นต่ำ 100 กิโลกรัม ต่อต้น…ราคาขาย 500 บาท ต่อกิโลกรัม ตลาดขายที่ท็อปส์ ถามว่ามีผลไม้ไทย กิโลกรัมละ 100 บาท ขายได้กี่ตัว เพราะฉะนั้นกลับมาที่ผลผลิต สวยคัดขาย ตกเกรดทำน้ำ จากการทดลองทำที่สกลนครไปได้ รวมทั้งทดลองทำเหล้าผลไม้…รสชาติดีมาก อร่อยมาก…ปลูกมากๆ ราคาลงมา 100 บาท ต่อกิโลกรัม อยู่ได้”

อินทผลัมกินผลสดต้นหนึ่งผลผลิต 100 กิโลกรัม ต่อต้น ต่อปี ไร่หนึ่งมี 25 ต้น เท่ากับว่า มีผลผลิตจำหน่าย ต่อไร่ 2,500 กิโลกรัม หากขาย กิโลกรัมละ 100 บาท จะมีรายได้ 250,000 บาท

การดูแลรักษาปุ๋ยไม่เกิน 100 บาท ต่อต้น การดูแลไม่มากเหมือนทุเรียน

“เป้าหมาย ผมปลูก 100 ต้น ผมทำโชว์รูม ไม่ต้องมาก ทำให้เห็น เราถนัดอย่างนี้ ทำอย่างนี้ อินทผลัม 1 ต้น 100 กิโลกรัม กิโลกรัมหนึ่งมี 80 เมล็ด มีจำนวน 8,000 เมล็ด ต่อต้น หากนำเมล็ดมาเพาะขาย กล้าละ 300 บาท เป็นเงินกว่า 2 ล้านบาท ต่อต้น แต่ปัจจัยอยู่ที่ตลาด ไม่ได้อยู่ที่การผลิต” ดร. อำนาจ ยกตัวอย่าง

สำหรับคนที่อยากปลูก แต่ขาดทุนทรัพย์ ดร. อำนาจ บอกว่า อาจจะมีเอกชนทำพันธุ์ขึ้นมาแล้วให้ยืมปลูก จากนั้นเกษตรกรคืนทุนในรูปผลผลิต ในส่วนนี้ต้องรอดูกันต่อไป แต่ ดร. อำนาจ ให้ความเห็นว่า เกษตรกรอาจจะไม่รอก็ได้ หากลู่ทางของอินทผลัมกินผลแจ่มใส พวกเขาจะเดินหน้า คล้ายๆ กับยางพารา ที่รัฐสนองตอบเกษตรกรไม่ทั่วถึง เกษตรกรส่วนใหญ่จึงลงทุนเอง

ดูเรื่องราวจากอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วน่าสนใจไม่น้อย

แต่ความเสี่ยงนั้นก็มี คือเรื่องของพันธุ์ซื้อมาปลูกแล้ว มีโอกาสเป็นตัวผู้ ตัวเมีย หากตัวเมียมาก ถือว่าโชคดี

เรื่องราคาขาย คงเป็นไปตามกลไกตลาด เหมือนสินค้าทั่วๆ ไป อีก 4-5 ปี ราคา 500 บาท ต่อกิโลกรัมนั้น ไม่มีอย่างแน่นอน ราคาต้องถูกกว่านี้

อินทผลัมกินผลนั้น แบ่งเป็น 2 ประเภท ด้วยกันคือ

หนึ่ง. อินทผลัมกินผลสด หมายถึงปลูก มีผลผลิตสุกแก่เก็บมากินสดๆ ปัจจุบันงานปลูกอินทผลัมกินผลสดมีความก้าวหน้าไปมาก สำหรับเรื่องของพันธุ์

สอง. อินทผลัมกินผลแห้ง ประเภทที่สองนี้ ต้องอาศัยให้ผลผลิตสุกแก่บนต้น จากนั้นจึงนำไปอบ ช่วงที่สุกแก่บนต้นนี้ มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า อาจจะพบกับความเน่าเสียเพราะฝนชุก ตรงนี้ต้องมีข้อมูลและศึกษาให้ดี สำหรับผู้สนใจปลูก หากไม่มีการศึกษาอย่างจริงจัง แต่ปลูกกันมากๆ แทนที่อินทผลัมจะเป็นพืชที่ดีมีอนาคต จะกลับกลายเป็นว่า เกษตรกรและคนทั่วไป มองอินทผลัมกินผลในด้านลบไป

ปลูกมะนาว มีรายได้เร็ว

สวนตาลคู่ ปลูกมะนาวทีหลังอินทผลัมกินผลสด 1 ปี แต่พืชนี้ก็สร้างรายได้ให้กับสวนอย่างดี จากการจำหน่ายกิ่งพันธุ์และจำหน่ายน้ำมะนาวผสมน้ำผึ้ง

“มะนาวปลูกมา 2 ปี หลังอินทผลัม ปลูกเมื่อปี 2556 จำหน่ายกิ่งพันธุ์ ทุกอย่างในสวนขายผ่านเฟซบุ๊ก ผ่านไลน์…สวนตาลคู่ ไม่ได้จำหน่ายผลมะนาวสด แต่นำมาแปรรูป ที่นำมาแปรรูปเพราะ…หนึ่ง. สวนเราเล็ก ผลผลิตที่ออกมาไม่มากพอ เอาใส่รถไปขายที่ตลาดไม่คุ้มค่าเสียเวลา เสียค่าน้ำมัน…สอง. มะนาวมีหลายขนาด หลายพันธุ์ ลูกใหญ่ผิวสวยได้ราคาสูงหน่อย ลูกกลางอีกราคา แต่หากแปรรูปไม่เกี่ยวกัน ที่สวนทำน้ำมะนาวเข้มข้น ให้คนที่บริโภครู้สึกเป็นโฮมเมด จนวันนี้คนไม่ถามซื้อลูก ให้อร่อยผสมหลายพันธุ์ ตาฮิติบวกกับพวกแป้นพิจิตร รสจี๊ดคือแป้นพิจิตร สูตรของเราขวดเหล้า 1 ขวด ใช้มะนาว 15-20 ผล คือครึ่งขวดผสมน้ำผึ้งครึ่งขวดเติมเกลือเข้าไป ชอบหวานเติมน้ำเชื่อม จะดื่มขนาด 1 ขวดเหล้า ชงได้ 20 แก้ว…วิธีชงให้อร่อย ใส่น้ำแข็งให้เต็มแก้ว รินโซดาเข้าไป 3 ใน 4 เอาน้ำมะนาวใส่เข้าไป 1 ใน 4…ของเราจำหน่าย ขวดละ 200 บาท ส่งทั่วประเทศ นำไอเดียพิซซ่ามาใช้ เขาไม่ใช่ร้านให้นั่งกิน เป็นแค่ที่ติดต่อแล้วก็ซื้อ…ในเขตเทศบาลอุดรธานีส่ง…ต่างจังหวัดรถทัวร์ถึงส่ง แช่เย็นอยู่ได้ 1 เดือน อยู่ได้โดยไม่แช่ 1 อาทิตย์” เจ้าของสวนตาลคู่อธิบาย

เรื่องการตลาด ดร. อำนาจ บอกว่า การใช้โซเชียลมีเดีย ได้ผลดีมาก คนเข้าถึง

ดร. อำนาจ บอกว่า ที่สวนตาลคู่ เป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ ผู้สนใจดูงานหรือติดต่อซื้อผลผลิต แวะเวียนเข้าไปติดต่อได้ตามที่อยู่ข้างต้น หรือสอบถามได้ที่ โทร. (093) 565-0110 E-mail:amnatpagarat@gmail.com หรือ amnat.pagarat@facebook.com

สำหรับ งานสัมมนาอินทผลัมกินผล ที่จัดโดยนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน วันที่ 1 สิงหาคม 2558 ที่จะถึงนี้ ดร. อำนาจ ผการัตน์ บอกว่า หากไม่มีกิจธุระเร่งด่วน จะมาเข้าร่วมงานแน่นอน ดังนั้น ผู้ที่เข้าร่วมสัมมนา อาจจะพบและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมท่านในงานนี้

เพิ่มเติม…อินทผลัมกินผลสด สวนตาลคู่

คุณตุ๊ก รงคโสภณ ผู้จัดการสวนตาลคู่ ให้ข้อมูลอินทผลัมกินผลสดเพิ่มเติมว่า ผลผลิตเริ่มแรก (อายุต้น 3 ปี) ของอินทผลัมกินผลสด พันธุ์เคแอล 1 ที่สวนตาลคู่ มีต้นละ 5 ทะลาย น้ำหนักประมาณ 30 กิโลกรัม

“อินทผลัมที่นี่ออกดอกเดือนมกราคม-มีนาคม หลังออกดอก 15 วัน ผสมเกสร เอาเกสรตัวผู้มาผสมกับเกสรตัวเมีย ผมเอาถุงครอบ เจาะรู ใช้หลอดเป่าเกสรตัวผู้เข้าไปผสมกับเกสรตัวเมีย…ตั้งแต่ออกจั่นหรือออกดอกจนเก็บผลผลิตได้ใช้เวลา 8 เดือน”

ผู้จัดการสวน เล่าและบอกต่ออีกว่า

“การดูแลรักษาอินทผลัมกินผลสดที่นี่ เน้นปุ๋ยคอก เป็นปุ๋ยขี้ไก่ ใส่ 3 ครั้ง ต่อปี แต่ก่อนที่จะออกจั่น ให้ปุ๋ยสะสมอาหาร สูตร 8-24-24 ก่อนเก็บผลผลิต ไม่ได้ใส่ปุ๋ยหวานให้ อินทผลัมกินผลสดระยะแรกๆ ดูแลมากหน่อย แต่หลังจาก 7-10 ปีไปแล้ว ดูแลน้อยลง ผลผลิตที่ติดช่วงแรกๆ ฝาด เพราะต้นอายุยังน้อย เมื่ออายุมากขึ้นก็หายฝาด แต่บางต้นที่นี่ ผลยังสีเขียวก็ไม่ฝาด”

คุณตุ๊ก บอกว่า มะนาวที่สวนตาลคู่ ปลูกไว้ราว 260 ต้น จำนวน 7 สายพันธุ์ ด้วยกัน

ติดต่อ คุณตุ๊ก รงคโสภณ ได้ที่ โทร. (093) 540-0330

ปุ๋ยมูลสุกร เพื่อชาวไร่อ้อย

Published พฤศจิกายน 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05057150758&srcday=2015-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 603

เทคโนโลยีการเกษตร

สาวบางแค

ปุ๋ยมูลสุกร เพื่อชาวไร่อ้อย

หลายครั้งที่นั่งรถไปต่างจังหวัด เมื่อเข้าใกล้แหล่งเลี้ยงสุกร แม้ไม่เห็นตัว ไม่ได้ยินเสียง แต่จะรู้ได้ทันทีว่า บริเวณนี้ต้องมีฟาร์มเลี้ยงสุกรแน่ๆ เพราะกลิ่นมูลสุกรจะโชยมาแต่ไกล ความจริงปัญหาของเสียจากฟาร์มสุกร หากนำเข้าสู่ระบบบำบัดอย่างถูกต้องเหมาะสมก็สร้างประโยชน์ได้มากมาย ยกตัวอย่าง เช่น ฟาร์มสุกรกาญจนบุรี ตั้งอยู่บนพื้นที่ 306 ไร่ ตำบลสระลงเรือ อำเภอห้วยกระเจา จังหวัดกาญจนบุรี ของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ที่พัฒนารูปแบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี โดยยึดแนวคิด “องค์กรอยู่ได้ ชุมชนอยู่ได้”

เมื่อเข้าไปเยี่ยมชมฟาร์มสุกรแห่งนี้ก็รู้สึกทึ่ง เพราะที่นี่เป็น “ฟาร์มสุกรโฉมใหม่ สไตล์รีสอร์ต เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” ระบบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมฟาร์มกาญจนบุรี เริ่มต้นจากโรงเรือนเลี้ยงสุกรแบบปิด หรือระบบอีแว้ป พัฒนาระบบฟอกอากาศเพื่อลดกลิ่นจากพัดลมท้ายโรงเรือนเลี้ยงสุกรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีส้วมน้ำเพื่อให้สุกรขับถ่ายและรวบรวมน้ำเสียที่ผสมมูลสุกรให้ไหลลงท่อที่ฝังไว้ใต้ดิน ความลึกประมาณ 3-4 เมตร เพื่อป้องกันกลิ่นและแมลงวัน น้ำเสียและมูลสุกรจะไหลไปยังบ่อรวมน้ำเสียและปล่อยลงบ่อหมักแบบพลาสติกคลุมบ่อ (Covered Lagoon) เพื่อให้เกิดก๊าซชีวภาพ และนำไปเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้ภายในฟาร์ม ซึ่งทดแทนการใช้ไฟฟ้าได้ ร้อยละ 45 ส่วนกากมูลสุกรจากการหมัก นำออกมาตากแห้งบนลานตากตะกอน และน้ำที่ผ่านการบำบัดจากระบบไบโอแก๊ส ผ่านการตกตะกอนจนถึงบ่อสุดท้าย ใช้รดต้นไม้ภายในฟาร์ม

คุณวิโรจน์ ใจบุญมา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการกิจการผลิตสุกรภาคตะวันตก กล่าวว่า ฟาร์มสุกรกาญจนบุรีเป็นต้นแบบกรีนฟาร์ม เพราะพัฒนาระบบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ของเสีย น้ำ อากาศ และพลังงานในฟาร์มเลี้ยงสุกรอย่างเป็นระบบ ลดการใช้ทรัพยากรและนำกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ที่นี่ดูแลจัดการฟาร์มตามมาตรฐานสากลในการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO14001 มีการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทำงานอย่างมีความสุขในสภาพแวดล้อมของฟาร์มที่สวยงามและเป็นระเบียบ ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนใกล้เคียง

ทุกวันนี้ ฟาร์มกาญจนบุรี เปรียบเสมือนบ้านหลังใหญ่ในชุมชนตำบลสระลงเรือ ทางฟาร์มดำเนินงานตามแนวทางกรีนฟาร์ม ควบคู่ไปกับการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมกับชุมชนในท้องถิ่น ในรูปแบบของการแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้กับชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การแบ่งปันน้ำจากบ่อบำบัดบ่อสุดท้าย เรียกว่า “น้ำปุ๋ยมูลสุกร” ที่มีธาตุอาหารประเภทไนโตรเจนและฟอสฟอรัสที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช ให้แก่เกษตรกรไร่อ้อยรอบฟาร์ม 10 กว่ารายรวมพื้นที่ ประมาณ 500 ไร่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากภัยแล้ง

คุณชำนาญ เพ็ชรปานกัน หนึ่งในเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ได้รับการแบ่งปัน “น้ำปุ๋ยมูลสุกร” มาใช้ในแปลงปลูกอ้อย เนื้อที่ 60 ไร่ เล่าว่า ไร่อ้อยในแถบนี้อยู่นอกเขตชลประทาน ในฤดูแล้งจึงขาดแคลนน้ำเพื่อการเพาะปลูก โชคดีที่ได้รับ “น้ำปุ๋ยมูลสุกร” จากฟาร์มมาใช้ในไร่อ้อยตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่ผ่านมา ทำให้ผ่านพ้นวิกฤตภัยแล้งไปได้ด้วยดี หลังใช้น้ำปุ๋ยมูลสุกรในไร่อ้อยแล้ว ผลดีที่ติดตามมาคือ ได้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น จากเดิมที่มีผลผลิตเพียงไร่ละ 6-7 ตัน ก็เพิ่มขึ้นเป็น 15 ตัน ต่อไร่ ช่วยลดต้นทุนการผลิตอีกทางหนึ่ง เพราะประหยัดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีได้กว่า 50%

คุณชำนาญ เชื่อว่าหากมีการบริหารจัดการที่ดี จะสามารถเพิ่มผลผลิตให้สูงถึง 20 ตัน ต่อไร่ ในอนาคต

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ ส่งเสริมเกษตรกร ผลิตน้ำส้มควันไม้ใช้เอง

Published พฤศจิกายน 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060150758&srcday=2015-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 603

เทคโนโลยีการเกษตร

ว่าที่ร้อยตรีหญิงภัทรานิษฐ์ รุจิอริยอธิพร

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ ส่งเสริมเกษตรกร ผลิตน้ำส้มควันไม้ใช้เอง

การทำเกษตรอินทรีย์ในปัจจุบัน ถือได้ว่าเป็นนโยบายของรัฐบาล ที่สนับสนุนเกษตรกรตั้งแต่กระบวนการผลิต ไปจนถึงผู้บริโภค ซึ่งในกระบวนการผลิตนั้น สารอินทรีย์ต่างๆ เป็นสิ่งที่สำคัญที่จะช่วยให้พืชผักเจริญเติบโต ซึ่งน้ำส้มควันไม้เป็นสารอินทรีย์อีกตัวหนึ่ง ที่เกษตรกรนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย เพราะสามารถผลิตได้เองด้วยวิธีการที่ง่าย โดยใช้วัสดุที่เหลือใช้ทางการเกษตร เช่น เศษไม้ในการตัดสางกิ่งไม้

ดังนั้น ทางศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ จึงได้จัดการฝึกอบรมให้กับเกษตรกร เกี่ยวกับการผลิตน้ำส้มควันไม้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกร ปราชญ์ชาวบ้านที่มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตน้ำส้มควันไม้ เพื่อส่งต่อความรู้ให้กับเกษตรกรอื่นๆ ต่อไป

คุณอดุลย์ มีสุข นักวิชาการเกษตร กลุ่มงานศึกษาและพัฒนาการปลูกพืช ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เล่าว่า น้ำส้มควันไม้ เป็นสารประกอบอินทรีย์ ที่ได้จากกระบวนการเผาไหม้เนื้อไม้ในสภาพอับอากาศ ควันที่เกิดจากการเผาถ่าน เมื่อทำให้เย็นตัวลงจนควบแน่น กลั่นตัวเป็นหยดน้ำ จะเกิดเป็นของเหลวสีน้ำตาลอ่อน เป็นสารควบคุมการเจริญเติบโตและปรับปรุงดิน ป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้

สำหรับอุปกรณ์ที่ทำโครงสร้างในการเผาถ่านทำน้ำส้มควันไม้ มีดังนี้ ถังขนาด 200 ลิตร มีฝาปิดล็อก 2 ถัง ท่อซีเมนต์ใยหิน 4 นิ้ว ยาว 3 เมตร 1 ท่อน ข้องอ ขนาด 95 องศา 4 นิ้ว 1 อัน อิฐบล็อก 100 ก้อน อิฐแดง 150 ก้อน ปูนซีเมนต์ 1 ถุง ทราย 1.5 คิว เสาไม้ค้ำยันรองรับท่อใยหิน สูง 3 เมตร 6 ต้น ตะแกรงสำหรับทำท่อรับน้ำส้ม ยาว 6-8 นิ้ว 1 ท่อน โรงเรือนกันแดด กันฝน 1 หลัง ดินเหนียวผสมขี้เถ้าแกลบ อัตราส่วนขี้เถ้าแกลบ ต่อดินเหนียว 1 ต่อ 1 (ดินเหนียวผสมขี้เถ้าแกลบ จะทำหน้าที่ประสานรอยต่อระหว่างการประกอบเตา)

ส่วนขั้นตอนการประกอบเตาเผาถ่าน และการผลิตน้ำส้มควันไม้ เริ่มจากการตัดฝาถังบน เพื่อใช้เป็นส่วนของฝาเตา ที่สามารถเปิดได้ที่จะนำไม้เข้าไปในถัง และนำถ่านออกมาจากถัง เจาะรูในส่วนที่เป็นฝาถัง ขนาด 20×25 เซนติเมตร เพื่อทำหน้าที่เป็นปากเตา ใช้สำหรับจุดไฟ และปล่อยให้อากาศเข้า เจาะรูด้านก้นถังทะลุถึงกัน ให้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 12 เซนติเมตร เพื่อที่จะสามารถติดตั้งสามทางปูน ขนาด 4 นิ้ว ขุดหลุมลึก ขนาด 1 ส่วน 3 ของเส้นผ่าศูนย์กลางของถัง ติดตั้งถังลงในหลุมเป็นแนวนอน และติดตั้งปล่องควัน กลบตัวถังด้วยดินหรือทรายเป็นฉนวนเก็บความร้อน ตัดไม้ที่จะใช้เผาถ่าน มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 เซนติเมตร บรรจุใส่ถังในแนวนอนตามความยาวของถัง ไม้ที่มีขนาดใหญ่กว่านี้ จะผ่าครึ่งก่อน ซึ่งไม้ที่นำมาใช้ ต้องถูกตัดทิ้งไว้ประมาณ 3 อาทิตย์ ภายหลังจากที่นำไม้ใส่เต็มถังแล้ว ปิดฝาถังให้แน่นหนา อุดรอยต่อต่างๆ ด้วยดินเหนียว ไม่ให้เป็นช่องทางให้อากาศเข้าได้นอกจากทางปากเตา พอตรวจสอบความเรียบร้อยของรอยต่อต่างๆ แล้ว จุดไฟหน้าเตา เมื่อเริ่มเผาถ่าน ระมัดระวังตำแหน่งกองไม้หน้าเตา ไม่ให้ใกล้เตาจนเกินไป ระยะที่เหมาะสม ประมาณ 1 ฟุต ปล่อยให้ไอร้อนเท่านั้นที่ไหลเวียนเข้าไปในเตา ดักเก็บน้ำส้มควันไม้จากปากปล่องที่ควันออก ใช้กระสอบป่านชุบน้ำดักที่ปากปล่องควัน เพื่อให้ความร้อนกระทบกับความเย็น แล้วเกิดการกลั่นตัว โดยสังเกตจากสีของควันว่า ถ้าเป็นควันสีขาว จะเป็นช่วงการระเหยของไอน้ำจากภายในไม้ จะปล่อยให้ทิ้งไปก่อน พอควันสีเหลือง เป็นช่วงการระเหยของน้ำส้มควันไม้ อุณหภูมิที่ปากปล่องในช่วงนี้ อยู่ระหว่าง 82-180 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ถูกกำหนดไว้ เพื่อความปลอดภัยจากสารที่เป็นน้ำมันทาร์ (Tar) และถ้าควันสีน้ำเงิน เป็นช่วงที่สารน้ำมันทาร์ออกมา ควรหลีกเลี่ยง หากออกมากจะเป็นอันตรายได้

พอหลังจากนั้น สังเกตว่าไม่มีควันออกมาจากปากปล่องอีก ให้อุดปากเตาและปากปล่องด้วยดินเหนียว รวมทั้งรอยรั่วอื่นๆ เพื่อไม่ให้อากาศเข้า ทิ้งเตาไว้ประมาณ 1 คืน เมื่อเตาเย็นลงจนสามารถเปิดเตานำถ่านออกได้ในเช้าของวันถัดไป ในการเผาถ่านแต่ละครั้ง จะได้ถ่าน 15-18 กิโลกรัม และได้น้ำส้มควันไม้ ประมาณ 5 ลิตร ใช้ระยะเวลาการเผา ประมาณ 8-12 ชั่วโมง

สำหรับน้ำส้มควันไม้ที่ได้ ทิ้งไว้ประมาณ 3 เดือน กรองเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อจะได้น้ำส้มควันไม้ที่มีประสิทธิภาพก่อนนำไปใช้ โดยอัตรา 1 ส่วน ต่อน้ำ 20 ลิตร ใช้พ่นลงดิน เพื่อฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่ไม่เป็นประโยชน์ และแมลงในดิน ซึ่งควรทำก่อนการเพาะปลูก อย่างน้อย 10 วัน อัตรา 1 ส่วน ต่อน้ำ 50 ส่วน พ่นลงดินเพื่อฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่ทำลายพืช หากใช้ความเข้มข้นมากกว่านี้ รากพืชอาจได้รับอันตราย อัตรา 1 ส่วน ต่อน้ำ 100 ส่วน ราดโคนต้น รักษาโรครา และโรครากเน่า รวมทั้งป้องกันแมลงมาวางไข่ อัตรา 1 ส่วน ต่อน้ำ 200-300 ส่วน พ่นใบไม้รวมทั้งพื้นดินรอบๆ ต้นพืช ทุก 7-15 วัน เพื่อขับไล่แมลง ป้องกันเชื้อรา และรดโคนต้นเพื่อเร่งการเจริญเติบโต อัตรา 1 ส่วน ต่อน้ำ 500 ส่วน พ่นผลอ่อนหลังติดผลแล้ว 15 วัน โดยพ่นทุก 10-15 วัน ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของผล พ่นอีกครั้งก่อนการเก็บเกี่ยว 20 วัน เพื่อเพิ่มความหวานในผลไม้ อัตรา 1 ส่วน ต่อน้ำ 1,000 ส่วน เป็นสารจับใบ เนื่องจากสารเคมีสามารถออกฤทธิ์ได้ดีในสารละลายที่มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ จะช่วยเสริมประสิทธิภาพของสารเคมี ทำให้สามารถลดการใช้สารเคมี”

ผู้สนใจ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มงานศึกษาและพัฒนาการปลูกพืช ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โทร./โทรสาร (053) 389-246 หรือ คุณอดุลย์ มีสุข โทร. (086) 193-4080

ทุเรียนชะนี ไอโอดีนสูง สวนสมโภชน์ ที่เกาะช้าง…เนื้อเหนียว หวานมัน อร่อยฝุดฝุด

Published พฤศจิกายน 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048010758&srcday=2015-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 602

เทคโนโลยีการเกษตร

กาญจนา จินตกานนท์

ทุเรียนชะนี ไอโอดีนสูง สวนสมโภชน์ ที่เกาะช้าง…เนื้อเหนียว หวานมัน อร่อยฝุดฝุด

ช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายนของทุกปี จังหวัดภาคตะวันออก ระยอง จันทบุรี เต็มไปด้วยผลไม้ เงาะ ทุเรียน มังคุด ลองกอง แต่ละจังหวัดต่างจัดงานเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว มีเทศกาลผลไม้ หรือจัดทัวร์สวนผลไม้

ผลไม้ปีนี้ ด้วยสภาพภูมิอากาศแปรปรวน ผลผลิตลดลง 40-50% ทำให้ราคาผลไม้สูงและคงตัวเป็นระยะเวลายาวนานแทบตลอดฤดูกาล อย่างเช่น ทุเรียน ปิดท้ายด้วย กิโลกรัมละ 60 บาท จากราคาเริ่มต้น จากต้นฤดูเดือนเมษายน กิโลกรัมละ 200 บาท ค่อยๆ รูดลง 140-150 บาท ต้นเดือนพฤษภาคมกลางเดือนยังคงราคาที่ กิโลกรัมละ 70-80 บาท จนถึงเดือนมิถุนายนปลายฤดูกาล ราคายังสูงอยู่ที่ระดับ 60 บาท ส่วนสวนที่รับนักท่องเที่ยวปีนี้ขยับราคาสูงขึ้นตามกัน อิ่มละ 120-130 บาท (จากราคาปี 57 อิ่มละ 100 บาท)

สวนสมโภชน์…ที่ด่านเก่า เกาะช้าง ตราด

“สวนสมโภชน์” ของ คุณสมโภชน์ ทัศมากร และ คุณสมบูรณ์ ทัศมากร (ภรรยา) อยู่บ้านเลขที่ 49/2 หมู่ที่ 2 บ้านด่านเก่า ที่เกาะช้าง อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด เพียงข้ามเรือเฟอร์รี่ขึ้นที่อ่าวสับปะรด เพียง 45 นาที ถึงเกาะช้างแล้วเลี้ยวซ้ายไปตามเส้นทางบ้านสลักเพชร เพียง 4-5 กิโลเมตร ถึงสวนสมโภชน์ เห็นป้ายใหญ่อยู่ด้านขวามือ สิบกว่าปีมาแล้วที่คุณสมโภชน์เปิดเป็นสวนผลไม้ให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมฟรี และซื้อผลไม้คุณภาพกลับเป็นของฝาก ซึ่ง 3-5 ปี ที่ผ่านมานี้ “ผลไม้ทุเรียนชะนีเกาะช้าง” เป็นผลไม้ยอดฮิตที่ลูกค้าต้องการมากที่สุด มากกว่าพันธุ์หมอนทองเสียอีก…เหลือเชื่อ

“ระยะ 3-5 ปีที่ผ่านมานี้ ทุเรียนชะนีเกาะช้างโด่งดังมาก เพราะผลการตรวจทางวิทยาศาสตร์พบว่ามีวิตามินอี และสารไอโอดีนมากเป็นพิเศษเพียงแห่งเดียว ทำให้ได้ราคาสูงกว่าทุเรียนชะนีทั่วๆ ไป แรกๆ กิโลกรัมละ 200 บาท แม้ว่าจะเข้าสู่กลางฤดูกาลที่ทุเรียนชะนีออกมากแล้วราคายังสูง 70-80 บาท เนื่องจากลักษณะเด่นทุเรียนชะนีเกาะช้าง เนื้อแห้ง เนียน ละเอียด รสชาติหวานมัน สีเหลืองสวย ที่สำคัญทุเรียนที่นี่ได้คุณภาพ คือทุเรียนแก่จัดถึง 90% ปีนี้พัฒนาคุณภาพเพิ่มติดฉลาก GAP และ QR Code ให้ผู้บริโภคมั่นใจในคุณภาพ หลายคนนั่งรถมาซื้อถึงสวนกลับไปแล้วยังสั่งซื้อให้ส่งไปอีก” คุณสมโภชน์ กล่าว

สวนเกษตรอินทรีย์…ได้ GAP และ ติด QR Code

“ทำสวนมาตั้งแต่จบชั้นประถมปีที่ 4 ตอนนี้อายุ 54 ปีแล้ว มีพื้นที่ 20 ไร่เศษ แบ่งปลูกยางพาราครึ่งหนึ่ง เหลือทำสวนผลไม้ 10 ไร่ เป็นสวนผสม มีทุเรียนเป็นหลัก ปลูกมังคุด ลองกอง แซมระหว่างกลาง เมื่อ 10 กว่าปีมานี้ เริ่มทำเป็นสวนเกษตรอินทรีย์ ใช้ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ อัตราส่วน 50 : 50 ปุ๋ยอินทรีย์จะเป็นปุ๋ยคอกขี้วัวหมักทำเอง นอกจากนั้นใช้เศษผัก เปลือกผลไม้มาหมักปุ๋ย สูตร พด.1-3 ด้วย เพราะที่นี่เป็นศูนย์การเรียนรู้ประจำตำบลเกาะช้างหลายอย่าง เช่น ด้านเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ด้านถ่ายทอดเทคโนโลยีประจำตำบล และด้านการจัดการศัตรูพืชชุมชน จึงต้องทำแบบนำไปใช้จริงให้เห็นผล ให้เป็นตัวอย่างเกษตรกรอื่นๆ ที่มาศึกษาดูงาน” คุณสมโภชน์ เล่าถึงการทำสวนผลไม้เกษตรอินทรีย์

คุณสมโภชน์ เล่าว่า สวนผลไม้ใช้พื้นที่สวนประมาณ 10 ไร่เศษ ที่ทำสวนผลไม้ ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง ผลไม้ที่โดดเด่นคือทุเรียนชะนี เพราะอนุรักษ์ทุเรียนพันธุ์ชะนีโบราณที่มีอายุกว่า 50 ปีไว้ และมีปลูกเพิ่มขึ้นทั้งพันธุ์ชะนี และพันธุ์หมอนทอง เมื่อปี 2519 เพราะพันธุ์หมอนทองตลาดต่างประเทศนิยม การดูแลจะใช้ปุ๋ยเคมีกับปุ๋ยอินทรีย์ 50 : 50 ซึ่งได้ผลดีทั้งด้านผลผลิตคุณภาพ และการลดต้นทุน เนื่องจากเราใช้วัสดุเหลือใช้ เศษอาหารที่ทิ้งโดยเปล่าประโยชน์มาทำปุ๋ยหมัก การผสมเกสร จะใช้วิธีธรรมชาติ เลี้ยงชันโรงให้ช่วยผสมเกสร ซึ่งจะได้ผลพลอยได้มีน้ำหวานจากชันโรง ขายได้ปีละครั้งอีกด้วย ขวดละ 1,000 บาท แพงกว่าน้ำผึ้ง ดังนั้น ผู้บริโภคทุเรียนที่เกาะช้างเห็นติดเครื่องหมาย GAP ให้มั่นใจในคุณภาพ ว่าเป็นทุเรียนปราศจากการใช้สารเคมีและติด QR Code บอกวันที่รับประทานทุเรียนไว้ รับประกันว่าทุเรียนแก่จัด เพราะตัด 90% รับรองว่า 3 วัน รับประทานได้แน่นอน และสวน 3-4 แห่ง บนเกาะช้างจะติดเครื่องหมายนี้ขายราคาเดียวกัน เป็นมาตรฐานเดียวกัน หากมีปัญหาทุเรียนอ่อนหลงไป รับประกันเปลี่ยนลูกใหม่ส่งไปให้

“ทุเรียนเกาะช้าง ถือว่ารสชาติดีเพราะดินเป็นดินภูเขาไฟเก่า เนื้อทุเรียนส่งไปวิจัยพบว่า มีวิตามินอี และธาตุไอโอดีนสูงกว่าทุเรียนที่อื่นๆ ส่วนพันธุ์ชะนี บนเกาะช้างมีสวนที่อนุรักษ์ทุเรียนชะนีพันธุ์โบราณ อายุ 40-50 ปี ขึ้นไป 3-4 แห่ง ราคาทุเรียนชะนีเกาะช้างจะสูงเท่าๆ กับทุเรียนหมอนทอง เพราะนอกจากรสชาติอร่อยมากๆ แล้ว ยังมีปริมาณน้อย ปกติทุเรียนเกาะช้างจะสุกเร็ว เพราะสภาพดินที่ไม่ชื้นมากและมีลมโกรก เรียกว่าดินโศก ปีหนึ่งจะมีสุก 3-4 รุ่น คือ เมษายนรสชาติอร่อยสุด เพราะเนื้อแห้งแต่จะราคาแพง, มีนาคมเป็นช่วงที่ปริมาณออกมากที่สุด, พฤษภาคมและกลางมิถุนายนจะหมด เนื้อจะออกสีขาวและรสชาติสู้ต้นฤดูไม่ได้เพราะเริ่มมีฝน” คุณสมโภชน์ กล่าว

ทุกวันนี้ชาวสวนทุเรียนเกาะช้างตลาดจะมาหาเอง เพราะคุณภาพเป็นที่ต้องการของพ่อค้าคนกลาง ชาวสวนบางรายไม่ต้องตัดเองด้วยซ้ำ พ่อค้าที่รับซื้อจะเหมาเองทั้งสวน แต่สวนที่รับนักท่องเที่ยวอย่างของคุณสมโภชน์ เป็นสวนรับนักท่องเที่ยว เจ้าของจะดูแลตัดขายทั้งส่งและปลีก ไม่ให้พ่อค้าเหมา เพราะมีแผงหน้าสวนติดริมถนนที่คุณสมบูรณ์ ภรรยาช่วยขายปลีกได้

เปิดเคล็ดลับดูทุเรียนแก่…กูรูเจ้าของสวนแท้ๆ 100% กว่า 40 ปี

คุณสมโภชน์และคุณสมบูรณ์ ภรรยา บอกว่า ชอบขายทุเรียนให้ผู้บริโภคโดยตรงมากกว่าขายส่ง ไม่ต้องเน้นเงินเยอะ กำไรมาก แต่อยากเห็นรอยยิ้มของคนรับประทานทุเรียนอร่อยมากกว่า ทำให้มีความสุข ดังนั้น การขายต้องถือหลักเอาใจเขามาใส่ใจเรา เน้นตัดทุเรียนแก่จัด คือ สุก 90% ให้ลูกค้า ที่ว่าทุเรียนอ่อนคือตัดสุกเพียง 70-80% ที่สำคัญแถมเคล็ดลับ เทคนิค การดูทุเรียนว่าแก่จัด และทุเรียนสุกรับประทานอร่อยสุดๆ จากประสบการณ์ที่คลุกคลีอยู่กับสวนทุเรียนมากว่า 40 ปีเศษ ด้วยหลัก 4 ด. 1 ส. ดังนี้ค่ะ

1. วิธีการดูทุเรียนแก่ ให้ดูส่วนประกอบต่างๆ ดังนี้ พูหนามเปลือกทุเรียนต้องห่างเห็นรอยเส้นกลางพู ปลิงต้องงอ หรือหลุด ผิวเปลือกภายนอกสด ขั้วแข็งกระด้างมือ สีเนื้อเหลืองเข้ม เมล็ดสีน้ำตาลถึงน้ำตาลเข้ม เนื้อแห้งละเอียด รสชาติหวานมัน

2. วิธีการดีด ทุเรียนสุก เมื่อใช้ไม้เคาะกลางพูจะมีเสียงดังแบบโปร่งๆ ทุเรียนอ่อนดังกึกๆ

3. วิธีการดูด ทุเรียนสุก เมื่อชิมน้ำปลิง โดยตัดขั้วใหม่แล้วชิมน้ำเลี้ยงทุเรียนสุกจะมีรสหวานอ่อนๆ ทุเรียนอ่อน จะรสฝาด

4. วิธีการดมกลิ่น ทุเรียนสุก กลิ่นหอมถึงฉุน ทุเรียนอ่อนไม่หอม หรือหอมอ่อนๆ

5. วิธีสังเกต เวลาปอกทุเรียนสุก จะปอกง่าย ดูตามเส้นกลางพู ใช้มีดกรีดตามเส้นสามารถแกะได้ง่ายๆ ทุเรียนอ่อนปอกยาก ติดไส้กลางลูก

“ลูกค้ามาเที่ยวเป็นกลุ่มๆ จะบรรยายเปรียบเทียบให้ฟังถึงเคล็ดลับเปรียบเทียบทุเรียนแก่ ทุเรียนสุก กับทุเรียนอ่อน เพราะจะได้ลิ้มรสชาติความอร่อยของทุเรียน ง่ายๆ ทุเรียนสุกกำลังดีเนื้อจะแห้ง รสชาติจะหวานมัน ในขณะที่สุกงอมรสชาติจะหวานขม เนื้อเละ ลูกค้าจะได้วิธีการเลือกซื้อทุเรียนแก่จัดและสุกติดตัวกลับไปเพื่อนำไปใช้ที่อื่นๆ ไม่ถูกหลอกขายทุเรียนอ่อน จริงๆ แล้วใครมาเที่ยวที่สวนจะได้เห็นของแปลกอีกมาก เพราะนิสัยอยากทำอะไรที่ไม่เหมือนใคร เช่น ที่นี่มีทุเรียนต้นเดียวกันแต่เป็น 2 พันธุ์ ด้วยวิธีทาบกิ่ง 2-3 ต้น คือ พันธุ์ก้านยาวและชะนีต้นเดียวกัน กับ พวงมณีและชะนี ส่วนใหญ่ถ้าลูกค้ารู้เขาขอซื้อก่อนเพราะเห็นว่าแปลกดี” คุณสมโภชน์ กล่าวทิ้งท้าย

ทุเรียนชะนีเกาะช้างล็อตสุดท้าย จะหมดกลางเดือนมิถุนายนนี้ หากใครพลาดในปีนี้ ต้องวางแผนในปีหน้ามาตั้งแต่ต้นฤดู เพื่อพิสูจน์ความพิเศษหนึ่งเดียวของทุเรียนชะนีเกาะช้าง ว่าอร่อยสุดๆ และให้ธาตุอาหารที่เสริมสุขภาพสมดังคำร่ำลือหรือไม่?สนใจโทร. สอบถาม คุณสมโภชน์ ทัศมากร โทร. (086) 144-0775

เห็ดหูหนู เมืองโอ่ง เพาะเลี้ยงง่าย ได้กำไรงาม

Published พฤศจิกายน 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052010758&srcday=2015-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 602

เทคโนโลยีการเกษตร

ธีรวุฒิ เหล่าสงคราม

เห็ดหูหนู เมืองโอ่ง เพาะเลี้ยงง่าย ได้กำไรงาม

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ผมจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับเห็ดชนิดหนึ่งที่มีคุณค่าทางอาหารสูงและสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลาย และผมเชื่อว่าทุกท่านน่าจะเคยได้รับประทานเห็ดชนิดนี้กันมาบ้างแล้ว เห็ดที่ว่าคือ “เห็ดหูหนู” นั่นเอง ซึ่งเห็ดหูหนูนี้ เป็นที่รู้จักกันมานานนับศตวรรษ โดยชาวจีนถือเป็นชาติแรกที่รู้จักเพาะและบริโภคเห็ดหูหนู เพราะเป็นยาอายุวัฒนะที่สามารถรักษาโรคเจ็บคอ โรคโลหิตจางและแก้ร้อนในได้ แล้วยังมีคุณค่าทางอาหารสูง ซึ่งมีคาร์โบไฮเดรตถึง 71.50% วิตามิน บี 1 วิตามิน บี 2 และวิตามินซี อีกด้วย ถือว่าเป็นเห็ดที่มีสรรพคุณครบถ้วนเลยทีเดียว ซึ่งเห็ดหูหนูนี้ได้รับความนิยมในการบริโภคกันมากจากในอดีตที่สามารถเก็บได้จากธรรมชาติ แต่ก็ไม่เพียงพอต่อการบริโภค จึงได้มีการเพาะเลี้ยงเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค

ในตอนนี้ทุกท่านคงจะรู้จักเห็ดหูหนูกันบ้างแล้ว ผมจะอาสาพาทุกท่านไปรู้จักกับเกษตรกรที่ประกอบอาชีพนี้กัน เกษตรกรกลุ่มนี้อยู่ที่จังหวัดราชบุรีนี่เอง ซึ่งไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก เราไปดูกันเลยว่าเขามีขั้นตอนการเพาะเลี้ยงเห็ดหูหนูแบบไหนกัน

คุณบุญนำ มีชาลือ อาศัยอยู่ที่ 13/2 หมู่ที่ 6 ตำบลเจดีย์หัก อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี 70000 จบการศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 เป็นรองประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเพาะเห็ดหูหนู บ้านเชิงสะพาน และเมื่อได้เข้าไปสอบถามคุณบุญนำ ว่ามีแรงบันดาลใจอะไรถึงมาทำอาชีพนี้ คุณบุญนำ กล่าวว่า

“ในอดีตตนเองเคยทำงานโรงงาน เป็นลูกจ้างเขา ได้เงินเดือนขั้นต่ำเพราะตนเองจบแค่ ม.6 ทำมาเป็นเวลา 11 ปี จึงได้เลื่อนขั้นเป็นหัวหน้าคนงาน เงินเดือนหมื่นกว่าบาท แต่ก็ไม่มีเวลาได้อยู่กับครอบครัว จึงคิดหาอาชีพที่จะทำให้ได้อยู่กับบ้าน อยู่กับครอบครัว เเละคนในชุมชนที่ว่างจากการทำนาให้มีอาชีพเสริม แต่มีคนที่รู้จักเริ่มทำเห็ดหูหนูอยู่ที่บ้าน ก็เลยเกิดแนวทางว่าจะทำยังไงให้คนในชุมชนได้อยู่กับชุมชนโดยตรง อยู่กับครอบครัวโดยตรง ก็เลยมาริเริ่มทำอาชีพนี้”

ประวัติกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มคนเพาะเห็ดหูหนู บ้านเชิงสะพาน

บ้านเชิงสะพาน หมู่ที่ 6 ตำบลเจดีย์หัก อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี มีประชากรทั้งหมด 1,860 คน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนาและรับจ้างทั่วไป ซึ่งรายได้ไม่เพียงพอในการใช้จ่ายเลี้ยงครอบครัว ทาง กศน. อำเภอเมืองราชบุรี จึงได้สำรวจความต้องการทางอาชีพและจัดเวทีเสวนาในหมู่บ้านเชิงสะพาน เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2549 เพื่อเป็นการหาความต้องการของการประกอบอาชีพเพื่อเสริมสร้างรายได้ โดยมี คุณสมศรี รอดเรื่อง ได้นำเสนอผลงานที่ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพ “การเพาะเห็ดหูหนู” ซึ่งคุณสมศรี เดิมอยู่ที่ ตำบลอ่างหิน และได้มามีครอบครัวที่บ้านเชิงสะพาน หมู่ที่ 6 ตำบลเจดีย์หัก อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี และได้ประกอบอาชีพการเพาะเห็ดหูหนู เป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง โดยเฉลี่ยรายได้แล้ว ตกที่ 15,000 บาท ต่อเดือน ในการเพาะเห็ดหูหนู มีวิธีการที่ไม่ยากและดูแลง่าย

หลังจากได้มีการประชุมลงมติให้ กศน. ตำบลเจดีย์หัก ภายใต้สังกัด กศน. อำเภอเมืองราชบุรี ได้มีการจัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับ “การเพาะเห็ดหูหนู” จึงได้ข้อสรุปว่าให้เปิดอาชีพเสริมเป็นการเพาะเห็ดหูหนู เมื่อได้ข้อสรุปเรียบร้อย มีการรวมกลุ่มได้ 20 คน เข้าร่วมฝึกอบรม เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2549 ถึงวันที่ 5 มิถุนายน 2549 โดยมี คุณวิลาศ จันทศรี เป็นวิทยากร

หลังจากการฝึกอบรมเสร็จสิ้น กศน. อำเภอเมืองราชบุรี ได้รับเงินจากวิทยากรเพื่อมอบให้เป็นทุนในการประกอบอาชีพจำนวน 6,000 บาท ทาง กศน. อำเภอเมืองราชบุรี จึงได้มอบเงินส่วนนี้เพื่อเป็นทุนในการบริหารจัดการ จากนั้นได้จัดตั้งกลุ่มอย่างเป็นทางการ มีสมาชิกกลุ่ม 15 คน โดยมี คุณสละ นิ่มนวล เป็นประธานกลุ่ม และ คุณบุญนำ มีชาลือ เป็นรองประธานกลุ่ม สมาชิกที่เหลือเป็นคณะกรรมการ และได้บริหารเงินที่ได้จากวิทยากร จำนวน 6,000 บาท โดยบริหารจัดการให้สมาชิกกู้ กู้ได้ครั้งละ 3 คน คนละ 2,000 บาท มีระยะเวลากำหนดส่ง 2 เดือน พร้อมดอกเบี้ย 100 บาท ต่อคน ต่อมาทางศูนย์วิสาหกิจชุมชนได้เปิดให้บุคคลในชุมชนซื้อหุ้นกองทุน ในราคาหุ้นละ 100 บาท ทำให้วงเงินตรงนี้ขยายเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จนปัจจุบันมีสมาชิกกองทุน 108 คน และหุ้นกองทุน 545 หุ้น รวมเป็นเงิน 54,500 บาท

วิธีการทำเห็ดหูหนู มีวัสดุอุปกรณ์ดังนี้

1. ขี้เลื่อย

2. เชื้อเห็ดหูหนู

3. สำลี ยางรัด

4. หม้อนึ่งเชื้อด้วยความดัน

5. ถุงพลาสติกทนความร้อน ขนาด 7×11 นิ้ว หรือ 9×13 นิ้ว

6. คอพลาสติกทนความร้อน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1-1.5 นิ้ว

7. โรงเรือนบ่มก้อนเชื้อเห็ด โรงเรือนเปิดดอก

8. เครื่องฉีดพ่นน้ำแบบฝอย

สูตรการทำก้อนเชื้อด้วยขี้เลื่อย

1. ขี้เลื่อยไม้เนื้ออ่อน 100 กิโลกรัม

2. ภูไมท์ 2 กิโลกรัม

3. ดีเกลือ 0.3 กิโลกรัม

4. อาหารเสริม 1 กิโลกรัม

5. ยิปซัม 2 กิโลกรัม

6. แป้ง 1 กิโลกรัม

7. รำ 8 กิโลกรัม

8. ปูนขาว 2.5 กิโลกรัม

9. ปุ๋ยยูเรีย 0.2 กิโลกรัม

10. น้ำ 80 กิโลกรัม

วิธีการทำก้อนขี้เลื่อย

1. นำส่วนผสมทั้งหมดมาผสมกัน

2. นำขี้เลื่อยที่ผสมแล้วมาบรรจุใส่ถุงพลาสติก ขนาด 7×11 นิ้ว อัดให้แน่นพอสมควร สูงประมาณ 2 ใน 3 ของความยาวถุง โดยน้ำหนัก ประมาณ 0.7-0.9 กิโลกรัม ต่อถุง

3. รวบปากถุง ใส่คอพลาสติกรัดด้วยยาง แล้วอุดด้วยสำลีให้แน่นพอประมาณ

4. จากนั้นนำก้อนขี้เลื่อยที่ได้ไปนึ่งฆ่าเชื้อในหม้อนึ่งความดัน ที่อุณหภูมิ 90-100 องศาเซลเซียส เป็นระยะเวลา 2 ชั่วโมงกว่าหลังจากน้ำเดือด แล้วนำออกมาพักให้อุณหภูมิของก้อนขี้เลื่อยลดลงจนเย็น ใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมง

5. แล้วถ่ายเชื้อ โดยถ่ายจากเชื้อข้าวฟ่าง ไปยังก้อนขี้เลื่อย ก้อนละ 10-15 เมล็ด ในห้องปลอดเชื้อ โดยผู้ถ่ายเชื้อจะต้องอาศัยความชำนาญและความรวดเร็วในการถ่ายเชื้อ เพื่อให้เชื้อที่ถ่ายนั้นไม่มีสิ่งเจือปนในขณะที่ถ่ายเชื้อ การเตรียมห้องถ่ายเชื้อและผู้ถ่ายเชื้อ ห้องถ่ายเชื้อจะต้องฉีดพ่นด้วยแอลกอฮอล์ให้ทั่วห้อง เพื่อฆ่าเชื้อโรคอื่นๆ ผู้ถ่ายเชื้อจะต้องฉีดพ่นแอลกอฮอล์ที่มือเพื่อฆ่าเชื้อ แล้วควรใส่ผ้าคลุมหรือผ้ากันเปื้อน แต่งกายให้สามารถเคลื่อนไหวได้สะดวกต่อการขนย้ายเชื้อ เมื่อถ่ายเชื้อจากเชื้อข้าวฟ่างลงยังถุงขี้เลื่อยเรียบร้อยแล้ว ให้ปิดด้วยกระดาษ ขนาด 4×4 เซนติเมตร แล้วรัดด้วยยางเพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่เชื้อที่ถ่ายไปแล้ว (เชื้อข้าวฟ่างทางกลุ่มจะรับซื้อมาจากตัวแทนจำหน่าย)

6. หลังจากนั้นให้นำไปบ่มในโรงเรือนบ่มเชื้อที่มีขนาด 6×7 เมตร จะบรรจุก้อนเห็ดได้ 2,500 ก้อน บ่มเป็นเวลา 35-40 วัน

การเตรียมโรงเรือน ขนาด 6×7 เมตร วัสดุและอุปกรณ์

1. โรงเรือนบุด้วยจาก หรือหญ้าคา เพราะสามารถถ่ายเทอากาศได้ดี

2. เสาอาจทำด้วยไม้ไผ่ หรือเสาคอนกรีตก็ได้

3. ระหว่างฝากับหลังคาควรมีช่องว่างกว้างประมาณ 20 เซนติเมตร โดยรอบเพื่อให้อากาศถ่ายเท

4. พื้นควรเทด้วยหินเกล็ดหรือหินคลุกให้รอบบริเวณโรงเรือน

5. มีช่องระบายอากาศที่หน้าจั่วทั้ง 2 ข้าง

6. มีประตู พร้อมทางเดินปฏิบัติงานโดยรอบ

7. เมื่อเส้นใยเจริญเติบโตเต็มก้อนขี้เลื่อย (ก้อนขี้เลื่อยจะเปลี่ยนจากสีน้ำตาลเป็นสีขาว) ให้เปิดดอกโดยการกรีด โดยจะกรีดรอบก้อน จำนวน 14 แผล กรีดในแนวยาวของก้อน 12 แผล จำนวน 4 แถว แถวละ 3 แผล แล้วบริเวณก้นถุงอีก 2 แผล

8. มัดด้วยเชือกฟาง ความยาวแล้วแต่ความสูงของโรงเรือน โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 8-10 ก้อน ต่อพวง แล้วแขวน ให้ใน 1 ไม้แขวน มีจำนวนก้อนเชื้อ 5-6 พวง

9. จัดไม้แขวนไม่ให้แน่นเกินไปในโรงเรือนแต่ละบล็อก (1 โรงเรือน มี 4 บล็อก)

10. หลังจากแขวนก้อนเชื้อแล้ว ให้ความชื้นโดยการรดน้ำบริเวณพื้นของโรงเรือน ระวังอย่าให้น้ำโดนแผลที่กรีด เพราะจะทำให้เกิดการเสียหายได้ หลังจากแขวน 7-10 วัน ให้รดน้ำโดยฉีดพ่นบางๆ ตามร่องระหว่างไม้แขวน โดยการให้น้ำจะให้ 3 ครั้ง ต่อวัน

11. เมื่อก้อนเห็ดเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง โดยบริเวณแผลจะมีปลิง (การฟอร์มตัวของดอกเห็ด) ให้เพิ่มปริมาณน้ำที่ฉีดพ่นให้มากขึ้นเพื่อให้เหมาะสมกับสภาวะที่เห็ดจะออกดอก โดยในโรงเรือนควรมี เทอร์โมมิเตอร์ เพื่อช่วยในการวัดอุณหภูมิและความชื้นได้ โดยดอกเห็ดจะเจริญเติบโตได้ดีที่อุณหภูมิ 25-32 องศาเซลเซียส

12. เมื่อดอกเห็ดเจริญเติบโตแล้ว มีอายุประมาณ 20 วัน หลังจากเปิดดอก จะสามารถเก็บดอกแล้วจำหน่ายได้ การดูแลรักษาก็ไม่ยุ่งยาก รักษาความชื้น ความสะอาด ถ้ามีโรคและแมลงรบกวนก็ใช้น้ำหมักชีวภาพฉีดพ่น (โรคเชื้อราเขียว แมลงไรไข่ปลา)

วัสดุอุปกรณ์ในการเปิดดอก

1. คัตเตอร์

2. ปูนขาว

3. เชือกฟาง

4. รถเข็น (ถ้าโรงเรือนบ่ม กับโรงเรือนเพาะ อยู่คนละที่กัน)

วิธีการป้องกัน ราเขียว และไรไข่ปลา

ราเขียว จะใช้พลายแก้วหมักกับน้ำมะพร้าวอ่อนในการฉีดพ่นเพื่อป้องกันเชื้อราเขียว

วิธีการหมัก

พลายแก้ว 1 ช้อนชา ต่อน้ำมะพร้าว 1 ลูก หมักเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นประมาณ 3 ครั้ง หลังจากเปิดดอก

ราเขียว ถ้าเกิดขึ้นแล้ว ให้นำก้อนเชื้อนั้นออกจากบริเวณโรงเรือนทันที เพื่อไม่ให้เชื้อราแพร่กระจายไปยังก้อนเชื้ออื่นๆ

ไรไข่ปลา จะใช้ไมโตฟากัสหมักกับน้ำมะพร้าวอ่อนในการฉีดพ่นเพื่อป้องกัน

วิธีการหมัก

ไมโตฟากัส 1 ช้อนชา ต่อน้ำมะพร้าว 1 ลูก หมักเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นประมาณ 3 ครั้ง หลังจากเปิดดอก

ไรไข่ปลา ถ้าเป็นแล้ว ให้นำก้อนเชื้อนั้นออกจากบริเวณโรงเรือนทันที เพื่อไม่ให้ไรแพร่กระจายไปยังก้อนเชื้ออื่นๆ

ได้ถามต่ออีกว่า การจำหน่ายดอกเห็ดของที่นี่เป็นยังไง

คุณบุญนำ กล่าวว่า “จะมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อถึงที่บ้านกันเลยครับ โดยราคาของดอกเห็ดหูหนูดอกสด จะอยู่ที่ 15-50 บาท ต่อกิโลกรัม ราคาจะขึ้นลงตามฤดูกาลและความต้องการของตลาด” นอกจากเห็ดหูหนูแล้วมีการจำหน่ายเห็ดประเภทใดบ้าง คุณบุญนำ กล่าวว่า “ตอนนี้ทางกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตแต่ก้อนเห็ดหูหนูอย่างเดียวก็ไม่ทันส่งแล้วครับ ราคาของก้อนเชื้อ ก็ตกอยู่ที่ 4-5 บาท ราคานี้ยังไม่รวมค่าขนส่งนะครับ” และผมได้ถามต่ออีกว่า ถ้าผมจะเริ่มเพาะเห็ดหูหนู จะต้องใช้ต้นทุนทั้งหมดเท่าไร คุณบุญนำ กล่าวว่า “ต้นทุนจะอยู่ที่ 35,000-40,000 บาท ระยะคืนทุนจะอยู่ที่ 2-3 เดือนแรก กำไรสุทธิ 10,000 บาท ต่อ 1 ครั้ง ที่เพาะปลูก”

สำหรับผู้ที่สนใจอยากจะหาข้อมูลและเรียนรู้วิธีการทำเห็ดหูหนูสามารถติดต่อได้ที่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเพาะเห็ดหูหนู บ้านเชิงสะพาน เลขที่ 14 หมู่ที่ 6 ตำบลเจดีย์หัก อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี 70000 โทร. (085) 183-2577 (คุณบุญนำ มีชาลือ)

เห็ดหูหนู

ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า : Auricularia polytricha Saac. ชื่อสามัญ : Jew”s ear mushroom

อยู่ใน Order : Tulasnellales (jelly fungus), Family : Auriculariaceae

บางชนิดจะถูกจัดอยู่ในอีกสกุลหนึ่ง ส่วนเห็ดหูหนูขาว หรือ White jelly fungus

มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tremella fuciformis Berk. และถูกจัดอยู่ในวงศ์ หรือ Family Tremellaceae

เกี่ยวข้าวแล้ว?ปลูกถั่วเหลือง ไถกลบ ดินดี เพิ่มรายได้

Published พฤศจิกายน 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05046150658&srcday=2015-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 601

เทคโนโลยีการเกษตร

พัฒนา นรมาศ

เกี่ยวข้าวแล้ว?ปลูกถั่วเหลือง ไถกลบ ดินดี เพิ่มรายได้

ปลูกถั่วเหลือง เป็นพืชหมุนเวียนสลับกับการทำนา เป็นการใช้พื้นที่ว่างให้เกิดประโยชน์ เป็นการตัดวงจรศัตรูพืชที่แฝงตัวอยู่ในดิน เมล็ดถั่วเหลืองที่เก็บเกี่ยวนำออกขายทำให้มีรายได้ เมื่อไถดะ ไถพรวนดิน ต้นถั่วเหลืองทั้งระยะที่ติดดอกหรือเศษซากต้น หรือเปลือกถั่วเหลืองก็จะถูกย่อยสลายเป็นปุ๋ย เพิ่มธาตุอาหารในดินที่ช่วยปรับปรุงบำรุงดินให้มีคุณภาพ ช่วยลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยในการทำนาครั้งต่อไปได้ 60-80 เปอร์เซ็นต์ เป็นวิถีเกษตรที่สามารถเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรดำรงชีพอยู่ได้ด้วยความมั่นคง ยั่งยืน วันนี้จึงนำเรื่อง เกี่ยวข้าวแล้ว…ปลูกถั่วเหลือง ไถกลบ ดินดี เพิ่มรายได้ มาบอกเล่าสู่กัน

คุณประธาน พลโลหะ เกษตรอำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ เล่าให้ฟังว่า ปกติเกษตรกรที่นี่จะทำนาเพียงปีละครั้ง หลังเก็บเกี่ยวและขายผลผลิตข้าวแล้ว ก็จะเข้าเมืองไปทำงานรับจ้างเพื่อเพิ่มรายได้เลี้ยงครอบครัว เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนก็จะกลับมาทำนา ทำวนเวียนอยู่เช่นนี้ทุกปี ที่ดินส่วนใหญ่จึงถูกปล่อยให้ว่างโดยไม่ใช้ให้เกิดประโยชน์

เพื่อพัฒนาการผลิตเกษตร สำนักงานเกษตรอำเภอห้วยทับทัน จึงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกถั่วเหลืองสลับกับการทำนาปี เพื่อเป็นการตัดวงจรศัตรูพืชที่แฝงตัวอยู่ในดิน และเป็นการปรับปรุงบำรุงดิน ได้ผลตอบแทนคุ้มทุน

ถั่วเหลือง พืชเศรษฐกิจสำคัญ เป็นพืชอายุสั้น การปลูกจะใช้น้ำปริมาณน้อย ควรปลูกหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว เพราะดินยังมีความชุ่มชื้นที่ช่วยให้ต้นถั่วเหลืองเจริญเติบโตได้ดี ผลผลิตขายได้ทั้งถั่วเหลืองฝักสดหรือเมล็ดถั่วเหลืองแก่ ต้น หรือเศษซากถั่วเหลือง เมื่อถูกไถกลบในการเตรียมดินก็จะย่อยสลายเพิ่มธาตุอาหารในดิน แล้วยังช่วยลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยในการทำนา โดยเฉพาะในปีที่ 3 จะลดการใช้ปุ๋ยทำนา 50-80 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันเกษตรกรจำนวนมากได้นำวิธีการนี้ไปเป็นทางเลือกพัฒนาการผลิตเกษตร เพื่อยกระดับรายได้สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่มั่นคง

ลุงไพฑูรย์ ฝางคำ ประธานวิสาหกิจชุมชนศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนตำบลผักไหม อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ เล่าให้ฟังว่า หลังเก็บเกี่ยวข้าว ได้ปลูกถั่วเหลืองเป็นพืชหมุนเวียนเพื่อใช้ที่ดินว่างเปล่าให้เกิดประโยชน์ ได้ตัดวงจรศัตรูพืชในดิน ถั่วเหลืองฝักสดและเมล็ดถั่วเหลืองแก่ นำไปบริโภคในครัวเรือนและขายเป็นรายได้ เมื่อไถกลบต้น เปลือกหรือเศษซาก จะถูกย่อยสลาย ได้ธาตุอาหารทำให้ดินดีมีคุณภาพ ช่วยลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยในการทำนาและเพิ่มผลผลิตข้าวในฤดูถัดไป ซึ่งจะทำให้มีรายได้และดำรงชีพอยู่ได้แบบพอเพียง มั่นคง

การเตรียมดิน เมื่อเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ได้เตรียมดินปลูกถั่วเหลืองในขณะที่ดินยังมีความชื้น ช่วงที่เหมาะสมคือเดือนธันวาคม แต่ไม่เกินกลางเดือนมกราคม โดยได้ไถดะ ไถแปร และไถพรวน แล้วปรับพื้นที่แปลงให้เรียบเสมอกัน

การเตรียมเมล็ดพันธุ์ปลูก ก่อนปลูก ได้นำเมล็ดถั่วเหลืองพันธุ์เชียงใหม่ 60 จำนวน 30 กิโลกรัม ผสมกับเชื้อไรโซเบียม 1 ถุง เมื่อผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วนำไปปลูกทันทีให้เสร็จในวันเดียว

การปลูก ทำได้ 2 วิธี คือ การหว่าน วิธีนี้ใช้เมล็ดพันธุ์ปลูก 15-20 กิโลกรัม ต่อไร่ หว่านให้กระจายทั่วแปลง วิธีที่ 2 คือ การหยอด วิธีนี้ใช้เมล็ดพันธุ์ปลูก 13-15 กิโลกรัม ต่อไร่ นำเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองใส่ในเครื่องไปหยอดปลูก จะได้ระยะห่างระหว่างต้น 4-5 เซนติเมตร แล้วจัดระยะห่างระหว่างแถว 30 เซนติเมตร จะทำให้มีความสะดวกในการพรวนดิน ดายหญ้า ใส่ปุ๋ย ให้น้ำ พ่นสารสมุนไพรป้องกันศัตรูพืช หรืออื่นๆ

การปฏิบัติดูแลรักษาหลังการปลูก ได้บำรุงต้นด้วยการฉีดพ่นฮอร์โมนไข่ทางใบ 3 ครั้ง คือ ครั้งแรกเมื่อต้นถั่วเหลือง อายุ 30 วัน หลังจากปลูก ครั้งที่ 2 เมื่อต้นถั่วเหลือง อายุ 45 วัน หลังจากปลูก และ ครั้งที่ 3 เมื่อต้นถั่วเหลือง อายุ 60 วัน หลังจากปลูก ซึ่งจะช่วยให้ต้นถั่วเหลืองเจริญเติบโต ติดดอก ติดฝักได้ดี

การให้น้ำ ต้นถั่วเหลือง อายุ 45 วัน หลังจากปลูกหรือช่วงออกดอก ต้องให้ได้รับน้ำเพียงพอ จะช่วยเจริญเติบโต ติดดอก ออกฝักถั่วเหลืองดก แหล่งน้ำที่นำมาใช้ได้จากบ่อตอก สระน้ำ และจากแหล่งน้ำธรรมชาติ

การเก็บเกี่ยว เมื่อต้นถั่วเหลือง อายุ 90-110 วัน ใบจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง และร่วง ฝักถั่วเหลืองเป็นสีน้ำตาล วิธีเก็บเกี่ยว ได้ใช้แรงงานคนลงแขกเก็บเกี่ยว และวิธีที่ 2 องค์การบริหารส่วนตำบลผักไหม ได้สนับสนุนเครื่องให้มาใช้เก็บเกี่ยวถั่วเหลือง เมื่อเก็บแล้วนำฝักถั่วเหลืองตาก 2-3 แดด จากนั้นกองรวมกัน ใช้ไม้ฟาดหรือใช้เครื่องนวด แล้วฝัดคัดเอาเมล็ดที่สะอาด นำเมล็ดไปผึ่ง 1-3 แดด อีกครั้ง เพื่อลดความชื้นให้เหลือ 13 เปอร์เซ็นต์ บรรจุเมล็ดถั่วเหลืองใส่กระสอบป่านสะอาด เย็บปากกระสอบปิดให้เรียบร้อย ปีนี้ได้ผลผลิตเมล็ดถั่วเหลือง 250-300 กิโลกรัม ต่อไร่

ลุงไพฑูรย์ ฝางคำ ประธานวิสาหกิจชุมชนศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนตำบลผักไหม อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า การปลูกถั่วเหลืองเป็นพืชหมุนเวียนสลับกับการทำนา ได้รับการสนับสนุนจาก องค์การบริหารส่วนตำบลผักไหม กรมพัฒนาที่ดิน ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวจังหวัดสุรินทร์ บริษัท สยามคูโบต้า จำกัด สำนักงานสหกรณ์การเกษตรอำเภอห้วยทับทัน สำนักงานเกษตรอำเภอห้วยทับทัน หรือกรมส่งเสริมการเกษตร

ตลาด ถั่วเหลืองเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ วิสาหกิจชุมชนศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนตำบลผักไหม ได้เป็นศูนย์กลางของสมาชิกเครือข่ายจากจังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี และศรีสะเกษ รวบรวมเมล็ดถั่วเหลืองส่งขายให้กับคู่ค้าที่ภาคเหนือ ตามสัญญาข้อตกลงที่ได้ทำร่วมกัน ปีนี้ขาย 19-21 บาท ต่อกิโลกรัม หรือมีรายได้จากขายเมล็ดถั่วเหลือง 5,000-6,000 บาท ต่อไร่ ทำให้ผู้ปลูกมั่นคง และดำรงชีพอยู่ได้ในแบบวิถีพอเพียง

นอกจากนี้ ยังได้ขยายผลโดยได้ส่งเสริมสนับสนุนเยาวชนทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียน ให้เข้ามาเรียนรู้การปลูกถั่วเหลืองหลังการทำนา เพื่อให้ได้นำความรู้และประสบการณ์ไปปฏิบัติเพื่อยกระดับรายได้ในครัวเรือน

จากเรื่อง เกี่ยวข้าวแล้ว…ปลูกถั่วเหลือง ไถกลบ ดินดี เพิ่มรายได้ เป็นการปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน เมื่อไถกลบเศษซากต้นและเปลือกถั่วเหลือง ทำให้ดินมีธาตุอาหาร ในปีที่ 3 จะช่วยลดการใช้ปุ๋ยการทำนา 50-80 เปอร์เซ็นต์ เป็นทางเลือกสร้างรายได้ให้ดำรงชีพแบบพอเพียงและมั่นคง

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ลุงไพฑูรย์ ฝางคำ ประธานวิสาหกิจชุมชนศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนตำบลผักไหม บ้านนาทุ่ง ตำบลผักไหม อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ โทร. (081) 579-3108 หรือที่ คุณประธาน พลโลหะ เกษตรอำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ โทร. (045) 699-061 ก็ได้เช่นกันครับ

วิธีการป้องกัน กำจัดแมลงทำลายเมล็ดพันธุ์ถั่วต่างๆ

Published พฤศจิกายน 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05050150658&srcday=2015-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 601

เทคโนโลยีการเกษตร

สุขสันต์ สุทธิผลไพบูลย์

วิธีการป้องกัน กำจัดแมลงทำลายเมล็ดพันธุ์ถั่วต่างๆ

เกษตรกรที่ปลูกพืชต้องประสบปัญหาหลากหลาย อาทิ ฝนทิ้งช่วง ฝนแล้ง ฝนตกหนักติดต่อกันจนน้ำท่วม ดินโคลนถล่ม วัชพืช โรคแมลง นก หนู ในเรือกสวนไร่นา แล้วยังมีแมลง นก หนู ตามมาทำลายพืชผลในยุ้งฉางอีกด้วย ทำให้สูญเสียรายได้โดยไม่รู้ตัว เพราะนึกไม่ถึง จึงไม่ใส่ใจเท่าที่ควร

ปี 2519 องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ได้สำรวจความเสียหายพืชผลในโรงเก็บยุ้งฉาง ใน 61 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย ปรากฏว่า แมลง หนู นก ทำความเสียหาย ร้อยละ 5-10 ของผลิตผลที่เก็บ สำหรับประเทศเราปริมาณข้าวเปลือกที่ผลิตได้ ทั้งนาปีและนาปรัง แต่ละปีรวมกันราว 30 ล้านตัน ถ้าเสียหาย ร้อยละ 5 จะสูญเสีย 1.5 ล้านตัน คิดเป็นเงิน 12,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมพืชผลอื่นๆ อีกหลายชนิด เมื่อรวมกันแล้วเป็นมูลค่ามิใช่น้อยอย่างน่าเสียดาย ปกติเกษตรกรส่วนมากมักจะไม่เก็บเมล็ดถั่วต่างๆ ไว้ทำพันธุ์ และรอจำหน่าย เพราะถูกด้วงถั่วทำลายเร็วมาก เวลาจำหน่ายผลิตผลได้ราคาถูก แต่ซื้อเมล็ดพันธุ์กลับมาในราคาแพง มิหนำซ้ำอาจไม่ได้พันธุ์ตรงตามที่ต้องการ ซึ่งเป็นการเสียเปรียบทุกประตู ทั้งนี้ เนื่องจากไม่ทราบวิธีการเก็บเมล็ดพันธุ์ที่แมลงเข้าทำลายไม่ได้ โดยเสียเงินน้อยและไม่มีพิษตกค้าง ในที่นี้ขอเสนอแมลงที่ทำลายเมล็ดถั่วเขียวผิวมัน ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ซึ่งมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ จากเอกสารแมลงที่พบในผลิตผลเกษตรและการป้องกันกำจัด กลุ่มวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว สำนักวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร กรมวิชาการเกษตร จตุจักร กรุงเทพฯ 10900 โทรศัพท์ (02) 579-7813-4 ดังนี้

1. ถั่วเขียวผิวมัน แมลงที่ทำลาย อันดับ 1 คือ ด้วงถั่วเขียว รูปร่างลักษณะตัวเต็มวัย สีน้ำตาล ปีกสั้น ไม่คลุมมิดลำตัว และมีแถบหรือจุดสีน้ำตาลเข้มบนปีกทั้งสองข้าง ปลายปีกมีสีดำ ลำตัวเรียวแคบไปทางส่วนหัว ทำให้หัวเล็กและงุ้มเข้าหาส่วนอก ทำความเสียหายมากในประเทศแถบร้อนและกึ่งร้อน แพร่กระจายตลอดปี ทำลายเมล็ดถั่วทุกชนิด เช่น ถั่วเขียว ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วนิ้วนางแดง เป็นต้น ยกเว้นถั่วเหลือง จากเอกสารวิชาการคำแนะนำการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช ปี 2539 กองกีฏและสัตววิทยา กรมวิชาการเกษตร ได้แนะนำให้ใช้น้ำมันรำข้าว น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะกอก อย่างใดอย่างหนึ่ง อัตรา 5 มิลลิลิตร (ซีซี) คลุกกับเมล็ดถั่วต่างๆ ที่มีความชื้นราว 8% หนัก 1 กิโลกรัม ให้ทั่วก่อนนำไปเก็บ อายุการเก็บรักษา 3-4 เดือน ถ้าจะเก็บเกินกว่านี้ จะต้องนำออกมาตากแดดคลุกน้ำมันใหม่ หรือจะใช้ถ่านแกลบ (แกลบดำ) อัตรา 20 กรัม ปูนขาว อัตรา 10 กรัม อย่างใดอย่างหนึ่ง คลุกกับเมล็ดถั่ว 1 กิโลกรัม ให้ทั่ว แล้วปิดภาชนะให้มิดชิด หรือปิดทับหน้า กดให้แน่นด้วยถ่านแกลบ (แกลบดำ) หรือปูนขาว อย่างใดอย่างหนึ่ง หนาประมาณ 5 เซนติเมตร ป้องกันด้วงถั่วเขียวและด้วงถั่วเหลืองได้ ถ้าเมล็ดถั่วไม่มีไข่ด้วงถั่วติดมาจากไร่นา

จากวารสารเกษตรพระจอมเกล้า ปีที่ 12 ฉบับที่ 2 (2537) หน้า 25-31 คุณมยุรา สุนย์วีระ ได้ทดลองป้องกันกำจัดด้วงถั่วเขียวและด้วงถั่วเหลืองโดยใช้ความเย็น ปรากฏว่า อุณหภูมิที่เหมาะสมคือ 0 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 5 วัน สามารถยับยั้งการฟักไข่ของด้วงถั่วทั้งสองชนิดได้ดี ทำให้มีผลในการเก็บถั่วเขียวผิวมัน ถั่วเหลืองได้นานถึง 7 เดือน ในขณะที่เมล็ดยังมีความงอกถึง 91.5-93.5% นอกจากนี้ ในวารสารปีเดียวกัน ฉบับที่ 3 หน้า 15-23 คุณประสิทธิ์ ดีวัฒนวงศ์ และคณะ ได้ศึกษาสมุนไพร 10 ชนิด พบว่า เมล็ดละหุ่งกับเมล็ดน้อยหน่า อย่างใดอย่างหนึ่ง นำมาบดให้ละเอียดในอัตราส่วน 1 กรัม คลุกกับเมล็ดถั่วเขียวผิวมัน 10 กรัม ใส่ตัวเต็มวัยด้วงถั่วเขียว อายุ 2 วัน 10 คู่ เมล็ดพืชทั้งสองชนิดสามารถลดการวางไข่ของด้วงถั่วเขียวได้ดี แต่เมล็ดละหุ่ง ให้ผลยับยั้งดีกว่าเมล็ดน้อยหน่า ส่วนสมุนไพร 8 ชนิด ไม่มีการวางไข่ดังกล่าว

2. ถั่วเหลือง รูปร่างและลักษณะด้วงถั่วเหลืองคล้ายด้วงถั่วเขียว จนบางครั้งคิดว่าเป็นชนิดเดียวกัน แต่ขนาดเล็กกว่า ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือ ระหว่างหัวและลำตัวมีสีขาว การเจริญเติบโตตลอดจนวงจรชีวิต และการแพร่ระบาด ทำลายเมล็ดถั่วเหลืองและเมล็ดถั่วทุกชนิดเหมือนด้วงถั่วเขียว ดังนั้น การป้องกันกำจัดด้วงถั่วเหลืองนี้ จึงเหมือนกับด้วงถั่วเขียวข้างต้น

3. ถั่วลิสง เนื่องจากมีเปลือกฝักเป็นเกราะป้องกันแมลงที่เข้าทำลายคือ มอดฟันเลื่อยใหญ่ มอดแป้ง ผีเสื้อข้าวโพด ส่วนมากเกษตรกรจะขายฝักสดให้กับพ่อค้านำไปต้มขายไม่มีปัญหา ถ้าจะเก็บไว้ทำพันธุ์ ก็ต้องเก็บในรูปทั้งเปลือกที่แห้งสนิท โดยไม่ต้องใช้สารเคมีสารธรรมชาติแต่อย่างใด ดังนั้น เวลาจะใช้ปลูก ควรใช้มือแกะเมล็ดในออก ไม่ต้องซื้อมาด้วยราคาแพงโดยใช่เหตุ

จากข้อมูลกลุ่มวิเคราะห์และวางระบบข้อมูล ศูนย์สารสนเทศ กรมส่งเสริมการเกษตร มีพื้นที่ปลูกถั่วเขียวผิวมัน ถั่วเหลือง และถั่วลิสงทั้งประเทศ ปี 2557/2558 558,074 ไร่ 203,580 ไร่ และ 58,359 ไร่ ตามลำดับ สำหรับการใช้เมล็ดพันธุ์ที่แนะนำ เฉลี่ย 4-5 กิโลกรัม 12-15 กิโลกรัม และ 15-16 กิโลกรัม ตามลำดับ คิดเป็นน้ำหนัก 2,232-2,790 ตัน 2,443-3,054 ตัน และ 875-934 ตัน ตามลำดับ คิดเป็นเงินที่เกษตรกรต้องซื้อรวม ประมาณ 151 ล้านบาท ถ้าหากรู้จักวิธีเก็บรักษาดังกล่าว เป็นการเพิ่มรายได้แก่ตนเอง และลดต้นทุนการผลิตได้เมล็ดพันธุ์ดีอีกด้วย

เนื่องจากสินค้าเกษตรชนิดใดก็ตาม เมื่อถึงฤดูกาลที่ออกมาพร้อมกันมากๆ ราคาย่อมตกต่ำลงมาก ทำให้เกษตรกรมีรายได้ลดลง หรืออาจขาดทุนได้ ถ้าเก็บรอเวลาก็จะได้ราคาสูงขึ้น หากคุ้มกับค่าใช้จ่ายการเก็บรักษา ยังผลให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น การที่เกษตรกรแต่ละรายทำกันเองเป็นภาระมาก ควรรวมกันเป็นกลุ่มเกษตรกร หรือสหกรณ์การเกษตรริเริ่มดำเนินงานด้านนี้ ด้วยการรวบรวมผลิตผลถั่วเขียว ถั่วเหลือง จากสมาชิกและใกล้เคียง มาใช้สารรมฟอสฟีนป้องกันกำจัดแมลงศัตรูดังกล่าว เพื่อขายให้ผู้ส่งออก หรือเป็นผู้ส่งออกเอง

หากสนใจ ติดต่อรับบริการสอนและสาธิตฟรี จากผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว ตามที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ข้างต้น

%d bloggers like this: