Tag Archives: เทคโนโลยีการประมง

กระชังปลาเก๋า อาชีพเสริม สร้างรายได้ ของ ศักดิ์ชัย อามันพงษ์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05078150158&srcday=2015-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 591

เทคโนโลยีการประมง

มนัส ช่วยบำรุง

กระชังปลาเก๋า อาชีพเสริม สร้างรายได้ ของ ศักดิ์ชัย อามันพงษ์

ปลาเก๋า ถือเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมเพาะเลี้ยงเป็นอย่างมาก ด้วยปลาเก๋าเมื่อนำขึ้นภัตตาคารหรือร้านอาหาร มีราคาไม่ต่ำกว่า 200-300 บาท ทำให้เกษตรกรหลายรายหันมาสนใจเลี้ยงปลาชนิดนี้ ทั้งในรูปแบบกระชัง รวมถึงบ่อดิน โดยอาศัยการซื้อลูกปลาเก๋าจากชาวประมงในพื้นที่ หรือออกเรือหาลูกปลาเก๋า แล้วนำมาเลี้ยงไว้ในกระชังเอง เพื่อส่งขายไปยังตลาดค้าปลาต่อไป

ด้วยตลาดปลาเก๋าในปัจจุบัน ยังคงขาดตลาดอยู่ การจับปลาเก๋าจากธรรมชาติมาเพาะเลี้ยงในกระชังนั้นต้องอาศัยทั้งความรู้ ความชำนาญ ในการดูคุณภาพน้ำ รวมถึงเวลาที่เหมาะสำหรับการให้อาหารปลาเก๋า เพื่อป้องกันความเสียหายจากการขาดออกซิเจนของปลา ผู้เลี้ยงส่วนหนึ่งซึ่งไม่มีประสบการณ์ในการเลี้ยงปลาทะเลในกระชังจึงไม่ประสบผลสำเร็จมากนักจากการทำอาชีพนี้

คุณศักดิ์ชัย อามันพงษ์ เกษตรกรเลี้ยงปลาเก๋าในกระชัง เลขที่ 44 หมู่ที่ 10 ตำบลบางกะจะ อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า ปัจจุบันเลี้ยงปลาเก๋าและปลากะพงขาวเป็นรายได้เสริม หลังจากออกทะเล หรือช่วงมรสุมที่ไม่สามารถออกทะเลได้เพื่อให้มีรายได้เสริมจากการทำกระชังปลาเข้ามาช่วยจุนเจือครอบครัวได้ส่วนหนึ่ง

เนื่องจากปลาเก๋าในธรรมชาตินั้นหาได้ยากขึ้นและยังเป็นที่ต้องการของตลาด ทำให้ชาวประมงในแถบตำบลบางกะจะ นิยมทำกระชังปลาเก๋ากันเป็นอย่างมาก รวมถึงมีการเสริมด้วยการเลี้ยงปลาชนิดอื่นผสมลงในกระชังด้วย เช่น ปลากะพงขาว ปลากะพงแดง ปลาดุกทะเล เป็นต้น

คุณศักดิ์ชัย กล่าวต่อว่า สาเหตุที่เริ่มเลี้ยงปลาเก๋าผสมกับปลากะพงขาวนั้น เพราะปัจจุบันปลาเก๋านั้นหาจับได้ยากขึ้นจากท้องทะเล โดยจริงๆ แล้วปลาทั้ง 2 ชนิดนี้ นิยมเลี้ยงกันมานานแล้ว แต่ในสมัยก่อนนั้นนิยมเลี้ยงในบ่อดิน แต่เกษตรกรบางรายไม่มีพื้นที่เลี้ยงจึงมาสร้างกระชังเลี้ยงในทะเล

แต่ก่อนที่คุณศักดิ์ชัยจะเริ่มทำกระชังปลาเก๋านั้น ได้ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านอยู่ก่อนแล้ว ต่อมาได้เข้าทำงานที่กลุ่มโบราณคดีใต้น้ำ ค่ายเนินวง จังหวัดจันทบุรี เป็นกัปตันเรือ แต่ได้รับค่าตอบแทนไม่มากนัก เนื่องจากต้องรอให้เรือไปขุดสำรวจโบราณคดีที่มีอยู่ใต้น้ำจึงจะได้รับเบี้ยเลี้ยงเพิ่ม คุณศักดิ์ชัยจึงเริ่มมองหาอาชีพเสริมที่ช่วยจุนเจือครอบครัว นอกจากรายได้หลักที่ได้จากการขับเรือให้แก่กลุ่มโบราณคดีใต้น้ำ

คุณศักดิ์ชัยจึงได้ใช้ความรู้ครั้งที่ตนเองยังทำประมงพื้นบ้านอยู่ พร้อมด้วยทุนทรัพย์ส่วนหนึ่งในการสร้างกระชังปลาขึ้นที่บริเวณหน้าท่าแฉลบ แล้วจึงใช้เรือที่มีอยู่ออกจับลูกปลาเก๋ามาเลี้ยงในกระชังที่ได้สร้างไว้ พร้อมกับทำอาชีพประมงจับสัตว์น้ำพ่วงเป็นรายได้เสริมด้วย

ปลาเก๋า มาอยู่ในกระชังเลี้ยงได้อย่างไร

คุณศักดิ์ชัย กล่าวว่า ปลาเก๋าที่ได้ส่วนใหญ่จะหามาเอง ไม่ได้ซื้อมาเลี้ยง เสาะหาลูกพันธุ์ปลาเก๋าเอาเองทั้งในบริเวณปากคลอง ปากแม่น้ำ หรือตามชายฝั่งซึ่งมีลูกปลาเก๋าอยู่อย่างชุกชุม แล้วนำมาใส่เลี้ยงไว้ในกระชังเรื่อยๆ ซึ่งไม่ได้นับจำนวนว่ามีปริมาณมากน้อยเพียงใด เนื่องจากตอนจับขายจะชั่งกิโลนับอีกทีหนึ่ง

สำหรับวิธีการหานั้น ใช้วิธีวางลอบ ปลาที่ได้มีหลายขนาด มีทั้งปลาขนาด 4 ขีด ไปจนถึง 2 กิโลกรัม แล้วแต่ว่าลอบที่วางนั้นจะจับได้ปลาชนิดใด แต่ส่วนใหญ่ปลาที่จับได้เป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ จำพวกปลาเก๋า ปลากะพงขาว ปลากะพงแดง แล้วจึงนำมาเลี้ยงต่อในกระชังที่ได้สร้างไว้ที่ท่าแฉลบแห่งนี้

คุณศักดิ์ชัย กล่าวต่ออีกว่า เทคนิคก่อนที่จะนำปลาเก๋ามาใส่ไว้ในกระชังนั้น ไม่ได้มีอะไรมากเหมือนกับทั่วๆ ไป คือเมื่อได้ปลาเก๋าที่มีขนาดเล็กมา ก็นำมาใส่ไว้ในกระชัง เลี้ยงเอาไว้เมื่อได้ขนาดก็จำหน่าย ส่วนปลาเก๋าตัวที่มีขนาดใหญ่ ถ้าจับได้ก็ขายปลีกให้แก่แม่ค้าที่มารับซื้อบริเวณท่าเรือ แต่ผู้เลี้ยงบางรายที่เน้นเลี้ยงปลาเก๋าเพียงชนิดเดียวก็มี โดยเขาซื้อลูกพันธุ์มาเลี้ยง ซื้อจากคนที่เขาหาลูกพันธุ์มาได้ แล้วนำลูกพันธุ์ปลาเก๋ามาจำหน่ายต่อ

สำหรับตอนนี้ที่เลี้ยงไว้ เหลือประมาณ 30-40 ตัว โดยเลี้ยงแยกจากปลาชนิดอื่นเพื่อป้องกันการกินกันเอง โดยมีกระชังปลาอยู่ทั้งหมด 16 กระชัง แต่เลี้ยงปลาเก๋าไว้ในตอนนี้ เหลือแค่ 5 กระชัง เนื่องจากยังไม่ได้หาปลาเพิ่ม

สร้างกระชังปลาอย่างไร

คุณศักดิ์ชัย กล่าวว่า การสร้างกระชังนั้นใช้อวนไนลอนสำหรับเป็นตาข่ายขึงกันกระชัง โดยกระชังที่ทำนั้น มีขนาด 4×4 เมตร กว้าง 4 เมตร ลึกประมาณ 4 เมตร

โดยในแต่ละกระชังจะใช้ไม้ไผ่เป็นหลัก ปักลงไปในดินทั้ง 4 ด้าน เพื่อช่วยขึงเสาค้ำกระชังก่อนใช้อวนไนลอน ขนาดตาประมาณ 1 นิ้ว ขึงเป็นตาข่ายอวนกันกระชังอีกครั้งหนึ่ง แล้วผูกเชือกโยงแต่ละกระชังให้ติดกันทั้งหมด เนื่องจากกระชังที่ใช้เลี้ยงปลานั้นอยู่บริเวณปากแม่น้ำ หากช่วงที่เป็นหน้าน้ำ กระแสน้ำแรงอาจสร้างความเสียหายให้แก่กระชังเลี้ยงปลาได้

ส่วนบริเวณที่สร้างกระชังไว้นั้น เลือกสร้างอยู่ในบริเวณปากแม่น้ำ เพื่อที่น้ำจะได้มีการไหลเวียนดีอยู่ตลอด ทำให้ปลากินอาหารได้มาก นอกจากนั้นแล้วในบริเวณที่สร้างกระชังนั้นได้มีการสร้างบ้านพักเอาไว้ด้วยเพื่อเอาไว้เก็บอาหารปลาสด รวมถึงเป็นที่พักในช่วงที่ต้องนอนเฝ้าปลาหรือช่วงเวลาที่ต้องการให้อาหารปลา

คุณศักดิ์ชัย กล่าวต่อไปว่า ในขณะนี้มีกระชังทั้งหมด 16 กระชัง ตอนที่เริ่มต้นทำ ลงทุนประมาณ กระชังละ 5,000 บาท โดยส่วนใหญ่แล้วชาวบ้านแถบนี้จะค่อยๆ ทยอยสร้างกระชังไปเรื่อยๆ ไม่ได้สร้างในคราวเดียวกัน

เนื่องจากในการทำกระชังแต่ละกระชังนั้นต้องมีการคิดค่าไม้ ค่าคนงาน ในการสร้างกระชัง รวมถึงค่าตาข่ายอวนที่ใช้สำหรับล้อมกระชังด้วย ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่มาก จึงต้องค่อยๆ ทยอยสร้างกระชังเพิ่มทีละกระชัง

ให้อาหารปลาเก๋าอย่างไร

คุณศักดิ์ชัย กล่าวว่า การเลี้ยงปลาเก๋าในกระชังนั้นเราต้องอาศัยสภาพแวดล้อมจากธรรมชาติ นั่นคือน้ำ เนื่องจากน้ำที่เราใช้เลี้ยงปลาเป็นแหล่งน้ำตามธรรมชาติ ไม่สามารถที่จะปรับคุณภาพของน้ำได้ ทำให้ผู้เลี้ยงต้องหมั่นคอยสังเกตสีของน้ำก่อนช่วงเวลาของการให้อาหารปลาอยู่ตลอด เพื่อป้องกันการให้อาหารแก่ปลาเก๋าในช่วงที่มีน้ำจืดลงมามาก

สำหรับปลาเก๋านั้นหากเจอน้ำจืดไม่มากก็สามารถที่จะเลี้ยงอยู่ได้ แต่หากเป็นน้ำจืดทั้งหมดไม่สามารถที่จะอยู่ได้ เนื่องจากเป็นปลาน้ำเค็ม หากแช่ในน้ำที่มีความจืดหลายๆ วันอาจตายได้

ปลาเก๋านั้นจะเน้นเลี้ยงในน้ำเค็มมากกว่า หากมีน้ำจืดลงมามากจะทำให้น้ำเค็มอยู่ด้านล่าง เนื่องจากน้ำเค็มมีความหนักกว่าน้ำจืดทำให้ปลาเก๋าต้องอยู่ด้านล่างของกระชัง หากให้อาหารปลาเหยื่อแก่ปลาเก๋าในช่วงนี้ เมื่อปลาเก๋าขึ้นมากินเหยื่ออาจทำให้ปลาน็อกตายได้ เพราะโดนน้ำจืด

ส่วนอาหารที่ให้ปลาเก๋านั้น ส่วนใหญ่จะให้เป็นปลาสด (ปลาเหยื่อ) ซึ่งจะมีพ่อค้านำมาส่ง ในราคากิโลกรัมละ 14 บาท โดยปลาเหยื่อนั้นมีทั้งปลาหลังเขียวหรือปลาทูขนาดเล็กปะปนกัน

คุณศักดิ์ชัย กล่าวต่อไปว่า เวลาให้อาหารนั้นจะให้ช่วงเช้า-เย็น หรือให้อาหารปลาในเวลาที่มีน้ำเค็มขึ้นมาก (น้ำดี) ซึ่งเป็นเวลาที่สามารถให้อาหารปลาสดแก่ปลาเก๋าได้ โดยสังเกตจากสีน้ำ หากน้ำมีสีน้ำตาลแสดงว่ามีน้ำจืดลงมามาก แต่หากน้ำมีสีเขียวเข้มแสดงว่ามีน้ำเค็มมาก ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการให้อาหารปลาเก๋ามากที่สุด

กระชังปลาเก๋าที่ทำอยู่ในขณะนี้ บางครั้งก็มีพรรคพวกในละแวกเดียวกันนำปลามาฝากเลี้ยงในกระชังที่ยังว่างอยู่ แต่คุณศักดิ์ชัยไม่ได้คิดราคาค่าเช่ากระชังแต่อย่างใด เนื่องจากเป็นเพื่อนบ้านกัน หากจับขายก็นำปลาที่จับได้มาแบ่งให้กับคุณศักดิ์ชัยด้วย

สำหรับการดูแลกระชังปลาเก๋านั้น ในบางครั้งหากปลาที่ลงไว้ในกระชังมีจำนวนที่มากก็ต้องมานอนเฝ้า แต่ในคลองบริเวณท่าแฉลบแห่งนี้มีเพื่อนบ้านที่ออกเรือทำมาหากินกันอยู่ในคลองตลอด ก็ช่วยเป็นหูเป็นตาให้กันในการคอยดูผู้ที่ต้องการขโมยปลาภายในกระชังของผู้อื่น ซึ่งคุณศักดิ์ชัย กล่าวว่า ปัจจุบันยังคงมีมาอยู่โดยตลอด

การจับขาย และตลาดปลาเก๋า

คุณศักดิ์ชัย กล่าวว่า ปลาเก๋าที่เลี้ยงไว้จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นประมาณเดือนละ 1 ขีด ซึ่งปลาเก๋าที่เลี้ยงไว้นั้นไม่ได้มีขนาดเดียวกัน จึงสามารถที่จะจับขายได้เรื่อยๆ เมื่อมีปลาเก๋ารุ่นต่อไปเข้ามา เราก็จับปลารุ่นเก่าขายอีก แต่เฉลี่ยแล้วหากนำปลาเก๋าที่มีขนาดเล็ก ประมาณ 3-4 เซนติเมตร ก็จะใช้ระยะเวลาการเลี้ยงประมาณ 5-6 เดือน ก็สามารถจับขายได้แล้ว

แต่ด้วยปลาเก๋าที่เลี้ยงไว้มีหลายขนาดจึงต้องทยอยจับ อีกทั้งเราทำอาชีพนี้เป็นอาชีพเสริม ไม่ใช่รายได้หลัก จึงสามารถที่จะทยอยจับจำหน่ายให้แก่แม่ค้าที่มารับซื้อบริเวณท่าเรือได้

สำหรับปลาเก๋าที่แม่ค้ามารับซื้อนั้นจะมีการชั่งจำหน่ายเป็นกิโลกรัม เนื่องจากปลาเวลาทยอยจับขายครั้งหนึ่งจะมีปริมาณที่มาก จึงต้องใช้วิธีการนี้ ไม่ได้ขายเหมาเหมือนปลาชนิดอื่น กำไรครั้งหนึ่งๆ ที่จับปลาเก๋าไปขายได้นั้น ก็ประมาณ 5,000-6,000 บาท แต่หากมีปลาชนิดอื่นขายด้วย ก็จะตกประมาณ 10,000 บาท ขึ้นไป

คุณศักดิ์ชัยฝากถึงเพื่อนเกษตรกรว่า “ปลาเก๋า เลี้ยงได้ยากในช่วงที่มีน้ำจืดลงมามาก ซึ่งทำให้ปลาอาจตายได้ เมื่อถึงช่วงน้ำจืดลงมากจะต้องรีบนำปลาขึ้นขายให้ไวที่สุด ซึ่งจะตรงกับช่วงเดือนมิถุนายน-เดือนกรกฎาคม ของทุกปี น้ำในช่วงนี้จะจืดหนักครั้งหนึ่ง และปลายเดือนกันยายน-ต้นเดือนตุลาคม จะจืดหนักอีกครั้งหนึ่ง จึงต้องเฝ้าระวังให้มากในช่วงเวลานี้

สำหรับผู้สนใจสอบถามความรู้วิธีการเลี้ยงปลาเก๋าในกระชังอย่างไรให้ประสบผลสำเร็จ ติดต่อได้ที่ คุณศักดิ์ชัย อามันพงษ์ โทร. (085) 657-8081

เลี้ยงปลาหมอในบ่อดิน รายได้ดี ในไร่นาสวนผสม ที่เมืองสรวง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05080150158&srcday=2015-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 591

เทคโนโลยีการประมง

วัชรินทร์ เขจรวงศ์

เลี้ยงปลาหมอในบ่อดิน รายได้ดี ในไร่นาสวนผสม ที่เมืองสรวง

วันนี้ กำนันทินกร ศรีตะวัน ตำบลเมืองสรวง อำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด นำเยี่ยม คุณทองใบ นันทวงศ์ บ้านเลขที่ 24 หมู่ที่ 6 บ้านเมืองสรวง ไร่นาสวนผสมแบบพอเพียง ข้าว ปลา สัตว์ปีก พืชผักสวนครัว 6 ไร่ ได้เงินหลายแสน ขุดบ่อเลี้ยงปลาหมอ ขนาด 20x40x3 เมตร ปล่อยปลา 30,000 ตัว ขนาด 5-7 ตัว/กิโลกรัม กิโลกรัมละ 75-80 บาท โทร. (043) 597-106 โดย คุณวัชรินทร์ เขจรวงศ์ เกษตรอำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด ลุยทุ่ง ความสุขของชาวนาคือความสุขของเรา

คุณทองใบ นันทวงศ์ อายุ 74 ปี เล่าว่า ตนเองมีพื้นที่ทางการเกษตร 6 ไร่ แบ่งเป็นปลูกพืชผัก หอมแบ่ง ข่า ตะไคร้ พืชผักสวนครัว อื่นๆ แบ่งเป็นพื้นที่ เลี้ยงสัตว์ปีก เป็ด 80 ตัว ไก่ 30 ตัว ห่าน 10 ตัว ขุดบ่อเลี้ยงปลาหมอ 1 บ่อ ขนาด 20x40x3 เมตร ปล่อยปลาหมอ จำนวน 30,000 ตัว ระยะเวลา 5-6 เดือน เจริญเติบโตดีมาก ขนาด 5-7 ตัว/กิโลกรัม ขายส่ง 75 บาท/กิโลกรัม ขายปลีก 80 บาท/กิโลกรัม สามารถสร้างรายได้ทุกวัน วันละ 7,000-10,000 บาท รวมรายได้กว่า 350,000 บาท เพียงระยะเวลา 5-6 เดือน 1 ปี เลี้ยง 2 ครั้ง ด้านการตลาด ในอำเภอเมืองสรวง อำเภอสุวรรณภูมิ อำเภออาจสามารถ อำเภอเมืองร้อยเอ็ด แม่ค้ารับไปทาเกลือย่างขาย ตัวละ 20 บาท

คุณทองใบ จับแหมาทอดโชว์ 1 ครั้ง ได้ปลาหมอ ประมาณ 5 กิโลกรัม จำนวนมากจริงๆ

คุณทองใบ นำไปชมเล้าเป็ด ไก่ ห่าน จำนวนกว่า 100 ตัว เป็นการเลี้ยงแบบปล่อยทั่วไปในไร่นาสวนผสม สัตว์ปีกไม่เครียด เจริญเติบโตดีมาก จับขายได้ทุกวัน มีไข่ไว้รับประทาน

พื้นที่บางส่วน ปลูกพืชผักสวนครัว หอมแบ่ง ข่า ตะไคร้ พืชผักอื่นตามฤดูกาล ใช้น้ำในบ่อปลาหมอรด ผักเจริญเติบโต สวยงาม เพราะได้น้ำที่มีสารอาหารจากหัวอาหารเลี้ยงปลา มูลปลา โดยการรดน้ำประมาณ 7-10 วัน/ครั้ง

เกษตรกรรายนี้ยังปลูกไผ่หน่อเลี้ยง 50 กอ ให้หน่อเก็บขายได้ตลอดปี ส่วนพื้นที่อีก 4 ไร่ ปลูกข้าวหอมมะลิ กำลังเก็บเกี่ยว ผลผลิตประมาณ 450 กิโลกรัม/ไร่ เก็บไว้รับประทานและแบ่งขาย เป็นครอบครัวที่มีความสุข เจ้าของได้สร้างบ้านพักหลังขนาดเล็กริมบ่อเลี้ยงปลา อากาศดี มีความสุข

ทางด้าน คุณทินกร ศรีตะวัน กำนันตำบลเมืองสรวง กล่าวว่า ตำบลเมืองสรวง ได้น้อมนำพระราชดำรัสปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สู่ครัวเรือน โดยจัดเป็นหน้าบ้านน่าอยู่ หลังบ้านน่ามอง 1 ไร่ อยู่อย่างพอเพียง ปลูกพืชผักสวนครัว พืชรั้วกินได้ โดยมี คุณประไพรศรี สารจันทร์ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ คุณวัชรินทร์ เขจรวงศ์ เกษตรอำเภอเมืองสรวง ออกให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด โดยมี คุณประวีณ แจ่มศักดิ์ นายอำเภอเมืองสรวง ให้การสนับสนุนเป็นไปตามนโยบายแห่งรัฐ ความผาสุกของประชาชน คือผลกำไรของการปฏิบัติงานของข้าราชการ

ทางด้าน ดร. สมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวว่า จังหวัดร้อยเอ็ดมี 20 อำเภอ 192 ตำบล 2,444 หมู่บ้าน พื้นที่ทางการเกษตร 3.9 ล้านไร่ นาข้าว 2.9 ล้านไร่ น้อมนำพระราชดำรัสปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สู่ชุมชน สู่ครัวเรือนประชาชน พร้อมสร้างศูนย์เรียนรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ครบ 20 อำเภอ ขยายให้ครบ 192 ตำบล เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่อง ดิน ข้าว พืช สัตว์ ประมง แปรรูปผลผลิตทางการเกษตรให้ครบวงจร เป็นแหล่งอาหารในครอบครัว ไว้รับประทาน แจก แลก ขาย คือเป็นแหล่งอาหารของตนเองและชุมชน แบ่งปันเอื้ออาทรกัน แลกเปลี่ยนสินค้าทางการเกษตร เมื่อมีจำนวนมาก ขายสร้างรายได้ รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน รายปี อำเภอเมืองสรวง มี 5 ตำบล 49 หมู่บ้าน เป็นเมืองน่าอยู่ ผู้คนน่ารัก มีวัฒนธรรม เป็นพื้นที่ทางการเกษตรที่หลากหลาย แหล่งผลิตข้าวหอมมะลิ ตนเองไปร่วมลงแขกเกี่ยวข้าวมาแล้ว และเป็นแหล่งผลิตหอมแบ่ง แตงร้าน ที่สำคัญด้วย

มทร. ศรีวิชัย บริการวิชาการแก่สังคม ทำฟาร์มต้นแบบ ฟื้นฟู “สาหร่ายผมนาง” (ยำสาย) ของดีขึ้นชื่อชาวเกาะยอ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05082150158&srcday=2015-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 591

เทคโนโลยีการประมง

วศินี จิตภูษา นักประชาสัมพันธ์ มทร. ศรีวิชัย โทร. (089) 655-4896

มทร. ศรีวิชัย บริการวิชาการแก่สังคม ทำฟาร์มต้นแบบ ฟื้นฟู “สาหร่ายผมนาง” (ยำสาย) ของดีขึ้นชื่อชาวเกาะยอ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา

หน่วยบริการทางวิชาการแก่สังคม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย ฟื้นฟูสาหร่ายผมนาง ของดีขึ้นชื่อชาวเกาะยอ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา โดยการจัดทำฟาร์มต้นแบบการเลี้ยงสาหร่ายผมนาง ซึ่งนำสายพันธุ์สาหร่ายผมนางมาเลี้ยงในกระชัง ในพื้นที่เกาะยอ นำโดย ดร. สมรักษ์ รอดเจริญ (หัวหน้าโครงการ) ผศ. อภิรักษ์ สงรักษ์ ผศ.ดร. ชุตินุช สุจริต อาจารย์นิคม อ่อนสี อาจารย์ศุภวัฒน์ อินทร์เกิด และ อาจารย์กัตตินาฎ สกุลสวัสดิพันธ์ จากคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการประมง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย

สาหร่ายผมนาง เป็นสาหร่ายเศรษฐกิจของชาวเกาะยอ จังหวัดสงขลา ส่วนมากพบบริเวณน้ำขึ้น-น้ำลง และบริเวณที่อยู่ใต้น้ำตลอดเวลา โดยเกาะอยู่กับวัสดุในน้ำ เช่น เปลือกหอย กรวด ทราย ซึ่งเป็นที่รู้จักในนาม “ยำสายเกาะยอ (ยำสาหร่ายผมนาง)” อาหารพื้นบ้านที่อร่อย รสชาติเป็นเลิศที่เป็นอัตลักษณ์อย่างหนึ่งของเกาะยอ โดยการนำสาหร่ายผมนางที่มีมากมายบริเวณรอบๆ เกาะยอมาปรุงด้วยภูมิปัญญาของชาวเกาะยอ กลายเป็นของดีถูกปากและของฝากถูกใจแก่นักท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ ยังมีคุณค่าทางอาหารที่ได้จากสาหร่าย ได้แก่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต เกลือแร่ โดยเฉพาะธาตุไอโอดีนและวิตามิน ทางด้านการแพทย์นำมาทำยารักษาโรค เช่น โรคกระเพาะ ยาระบายและยาแก้โรคคอพอก และยังนำวุ้นมาทำเป็นแคปซูลสำหรับหุ้มยาสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคกระเพาะหย่อน ลำไส้ใหญ่อักเสบ ริดสีดวงทวาร ใจสั่น ความดันโลหิตสูง หลอดเลือดแข็ง ข้ออักเสบ โรคอ้วนต่างๆ จะช่วยบรรเทาอาการลงได้

การหายไปของสาย (สาหร่ายผมนาง) ซึ่งจากการเก็บข้อมูลจากชาวประมงบริเวณวัดแหลมพ้อ ซึ่งประกอบอาชีพยำสายจำหน่ายให้แก่นักท่องเที่ยวมากว่า 20 ปี ปัจจุบันพบว่าไม่สามารถเก็บสาหร่ายผมนางจากทะเลสาบบริเวณรอบๆ เกาะยอมาทำยำสายได้อีกแล้ว ทำให้ต้องสั่งซื้อมาจากจังหวัดปัตตานี ในราคาที่แพงเกินจริง และเกรงว่าในอนาคตอาจไม่มียำสายบนเกาะยออย่างแท้จริง

ก่อนที่สาหร่ายผมนางหรือที่ชาวบ้านนำมาทำเป็นยำสายจะหมดไป หน่วยบริการทางวิชาการแก่สังคม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย จึงนำสายพันธุ์สาหร่ายผมนางมาเลี้ยงในกระชังสาหร่าย ขนาด 3×3 เมตร ด้วยวิธี Hanging-long line method ใช้ตาข่ายเป็นตัวช่วยในการเกาะของสาหร่าย

สาหร่ายผมนางสามารถเจริญเติบโตได้ดีในทั้งสองระดับความลึกและเพิ่มขึ้นประมาณ 2-3 เท่า จากน้ำหนักเริ่มต้น เมื่อดูลักษณะของสาหร่ายก็มีขนาดเส้นใหญ่อวบ และสีนวล น่ารับประทาน ซึ่งสาเหตุที่สาหร่ายโตดีเป็นผลมาจากการปล่อยของเสียและเศษอาหารจากการเลี้ยงปลากะพงขาวที่มีปริมาณมากในทะเลสาบบริเวณเกาะยอ ซึ่งหากมีการเลี้ยงสาหร่ายผมนางร่วมกับการเลี้ยงปลากะพงขาวก็สามารถลดการเน่าเสียของน้ำในทะเลสาบอีกด้วย

นอกจากนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าบริเวณกอสาหร่ายมีสัตว์น้ำวัยอ่อน เช่น ลูกกุ้งและลูกปลา เข้ามาอาศัยอยู่ด้วย ชี้ให้เห็นการเลี้ยงสาหร่ายผมนางโดยวิธีนี้มีความเหมาะสม สามารถพัฒนาและส่งเสริมให้เกษตรชาวเกาะยอเพาะเลี้ยงสาหร่ายชนิดนี้เพื่อความยั่งยืน ฟื้นฟูและสืบสานอนุรักษ์การยำสายเกาะยอให้คงอยู่คู่กับชาวเกาะยอตลอดไป

2 หมู่บ้าน 2 ตัวอย่าง ชุมชนประมงต้นแบบ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05081010158&srcday=2015-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 590

เทคโนโลยีการประมง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

2 หมู่บ้าน 2 ตัวอย่าง ชุมชนประมงต้นแบบ

การเสริมสร้างการจัดการชุมชนประมงต้นแบบ โดยเฉพาะในเขตชายฝั่งทะเล นับเป็นอีกหนึ่งงานสำคัญที่กรมประมงได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในการปฏิบัติที่สำคัญคือ การยึดหลักปฏิบัติตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานคือ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา

โดยการดำเนินการดังกล่าวอยู่ภายใต้แผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำของกรมประมง ที่ต้องการเห็นทรัพยากรสัตว์น้ำมีความยั่งยืน และคงความหลากหลาย ภายใต้แนวคิดที่ว่า หัวใจของความสำเร็จสูงสุดในการบริการจัดการทรัพยากรประมงคือ การเสริมสร้างให้เกิดความคิด ความเข้าใจ และนำไปสู่การปฏิบัติในชุมชน ตามหลักคิดที่ว่า “ทรัพยากรเป็นของชุมชน ชุมชนเป็นผู้ใช้ ชุมชนจึงมีหน้าที่และมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ”

สำหรับการดำเนินงานเพื่อเสริมสร้างการจัดการชุมชนประมงต้นแบบนั้น จะมีหลักดำเนินการ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยยึดหลักปฏิบัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

โดยขั้นตอนเริ่มจากเข้าหาชุมชน การสร้างความคุ้นเคยและปรับเปลี่ยนแนวคิด จากนั้นเข้าสู่ขั้นตอนการสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรประมงของชุมชน โดยผ่านกระบวนต่างๆ เช่น การจัดตั้งคณะทำงานภาคประชาชน การจัดระดมความคิดเห็น ร่วมกับคณะทำงานภาคประชาชนจัดทำแผนชุมชน การดำเนินกิจกรรมตามแผนชุมชน และสุดท้ายคือ การติดตามประเมินผล

ด้วยผลของการทำงาน จึงทำให้ประชาชนที่ประกอบอาชีพด้านการประมงมีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น การเกิดของชุมชนประมงต้นแบบที่เป็นรากฐานสำคัญในการความอุดมสมบูรณ์ให้กับท้องทะเลของประเทศไทย

ชุมชนประมงต้นแบบ

บ้านชายทะเล ที่บางละมุง

ชุมชนประมงต้นแบบ บ้านชายทะเล หมู่ที่ 2 ตำบลบางละมุง อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เป็นหนึ่งในชุมชนประมงต้นแบบดีเด่นด้านประมงทางทะเล โดยเมื่อปี 2552 ที่ผ่านมา ได้รับการคัดเลือกให้เข้ารับรางวัลชนะเลิศประมงต้นแบบดีเด่นประจำปี

ด้วยความสำเร็จที่เกิดขึ้น จึงถือเป็นชุมชนต้นแบบของการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์แหล่งทรัพยากรสัตว์น้ำ เพื่อเป็นแหล่งทำกินของชุมชนอย่างยั่งยืน

ชุมชนต้นแบบแห่งนี้ได้ดำเนินการต่อเนื่องจากชุมชนประมงบ้านโรงโป๊ะ หมู่ที่ 3 ตำบลบางละมุง ซึ่งเป็นชุมชนประมงที่มีการบริหารจัดการทรัพยากรประมงอย่างเป็นรูปธรรม เกิดจากการมีส่วนร่วมของประชาชนและหน่วยงานภาครัฐ ปัจจุบัน มี นายธวัชชัย ประคองขวัญ เป็นประธานกลุ่ม

ชุมชนประมงต้นแบบได้มีการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์แหล่งทรัพยากรสัตว์น้ำ เพื่อเป็นแหล่งทำกินของชุมชนแบบบูรณาการ ตั้งแต่ปี 2550 ถึงปัจจุบัน ส่งผลให้ทรัพยากรสัตว์น้ำมีปริมาณมากขึ้น นำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งทรัพยากร และความมั่นคงในอาชีพของชาวประมงอย่างชัดเจน

ที่สำคัญคือ การขยายเครือข่ายการจัดการเชิงพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การกำหนดแผนงานเป้าหมาย ที่ดำเนินงานด้านการบริหารจัดการทรัพยากรประมง โดยชุมชนให้บรรลุเป้าหมาย เช่น การเสนอขอขยายเขตพื้นที่ควบคุมการทำการประมงบางชนิด บริเวณชายฝั่งอ่าวบางละมุงออกไป 5,400 เมตร ให้มีผลรับรองตามกฎหมาย และสามารถใช้ทรัพยากรประมงในท้องถิ่น เพื่อการประกอบอาชีพ และยังชีพได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ในการดำเนินงานนั้น มีการกำหนดกฎกติกาชุมชนเพื่อเป็นหลักปฏิบัติ เช่น ห้ามทำการประมงในเขตพื้นที่อนุรักษ์ ห้ามใช้เครื่องอวนที่มีขนาดช่องตาต่ำกว่า 3.5 นิ้ว ห้ามใช้เครื่องมือลอบปูทำการประมง และเรือนอกพื้นที่เข้ามาทำการประมงต้องปฏิบัติตามข้อตกลงของชุมชน ถ้ามีการฝ่าฝืนจะดำเนินการตักเตือนและยึดเครื่องมือทำการประมง

ถ้ามีการฝ่าฝืนจะดำเนินการตักเตือนและยึดเครื่องมือทำการประมง ตามกฎกติกาของชุมชน แต่ถ้าหากมีความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ. การประมง พ.ศ. 2490 หรือ พ.ร.บ. อื่นที่เกี่ยวข้อง จะส่งดำเนินคดีไปตามกฎหมาย

สำหรับในปี 2557 ชุมชนต้นแบบบ้านชายทะเล ได้ดำเนินการตามแผนปฏิบัติงานของชุมชน ซึ่งมีการประชุมคณะทำงาน โดยร่วมกับหน่วยบริหารจัดการประมงทะเลอ่างศิลา เป็นหน่วยงานหลัก และส่วนราชการอื่นๆ เช่น สำนักงานประมงจังหวัดชลบุรี สถาบันวิจัยอาหารสัตว์น้ำชายฝั่ง ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งระยอง เทศบาลตำบลบางละมุง องค์การพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เป็นต้น กำหนดแผนงานชุมชน ในกิจกรรมต่างๆ เช่น ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ เฝ้าระวังในการทำประมงร่วมกับเจ้าหน้าที่ ธนาคารปูม้า หอยหวานคืนถิ่น ธนาคารกุ้งแชบ๊วย สร้างแหล่งอาศัยสัตว์ทะเล บัญชีครัวเรือน และสร้างศูนย์เรียนรู้ด้านการประมงและนำเสนอผลงานชุมชนต้นแบบ เป็นต้น

จากผลการดำเนินการที่ผ่านมานั้น ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนอย่างมาก ไม่ว่าด้านรายได้ ด้วยผลของการดำเนินงานตามแผนงานของชุมชน ส่งผลให้ทรัพยากรสัตว์น้ำเพิ่มมากขึ้น ชาวประมงมีรายได้จากการทำประมงต่อครั้งเพิ่มมากขึ้น เช่น การทำประมงปูม้าด้วยอวนจมปู มีรายได้เฉลี่ย ประมาณ 800-2,500 บาท ต่อวัน การทำประมงอวนกุ้ง มีรายได้เฉลี่ย 3,000-6,000 บาท ต่อวัน เป็นต้น

ชุมชนประมงต้นแบบ บ้านชายทะเล หมู่ที่ 2 ตำบลบางละมุง จึงนับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจ

ชุมชนประมงต้นแบบ

อ่าวมะขามป้อม ที่เมืองแกลง

ชุมชนประมงต้นแบบ อ่าวมะขามป้อม หมู่ที่ 6 ตำบลกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เป็นอีกหนึ่งชุมชนที่มีความเข้มแข็งบนความร่วมมือของทุกฝ่าย และเป็นอีกหนึ่งชุมชนที่มีผู้นำกลุ่มหรือแกนนำกลุ่มที่มีเจตนารมณ์และอุดมการณ์ ตระหนักเห็นความสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรสิ่งแวดล้อม เนื่องจากได้รับความเดือดร้อน และผลกระทบจากการลักลอบทำการประมงของเรืออวนลาก

ดังนั้น ทางศูนย์บริหารจัดการประมงทะเลอ่าวไทยฝั่งตะวันออก ระยอง ได้คัดเลือกให้เป็นพื้นที่เป้าหมายในการดำเนินโครงการเสริมสร้างการจัดการชุมชนประมงต้นแบบ ตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปัจจุบัน

ปัจจุบัน มี นายเลขา ความเพียร เป็นประธานคณะทำงาน และมี นายพะเยาว์ สุวรรณโชติ นายกสมาคมประมงสุนทรภู่ เป็นที่ปรึกษา

ที่ผ่านมาได้ดำเนินการตามขั้นตอนและกระบวนการมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันมีการจัดทำแผนกิจกรรมในแต่ละปี เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของชุมชน

ผลของการดำเนินการก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชาวประมงเป็นอย่างมาก ทำให้มีทรัพยากรสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ชาวประมงจับสัตว์น้ำได้เพิ่มขึ้น สร้างรายได้และจิตสำนึกให้กับชาวประมงในการร่วมบริหารจัดการทรัพยากรประมงได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ทางกรมประมง ได้น้อมนำพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาดำเนินการตามแนวทาง เข้าใจเข้าถึงและพัฒนา จนก่อเกิดผลสำเร็จ ยังมาซึ่งความเข้าใจและการเข้าร่วมในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อการอนุรักษ์แหล่งหากินของชุมชน

โครงการมีเนื้อที่ประมาณ 38,125 ไร่ ครอบคลุมตั้งแต่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ของอ่าวมะขามป้อม แหลมแม่พิมพ์ คลองละวน ถึงอ่าวละมุ หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่าแหลมทรพิม ตำบลชากพง อำเภอแกลง จังหวัดระยอง

สำหรับชุมชนแห่งนี้ สมาชิกชาวประมงได้ให้ความสำคัญกับกฎกติกาในการประกอบอาชีพร่วมกัน โดยเรือประมงทุกลำที่ออกทะเลเพื่อหาสัตว์น้ำในบริเวณดังกล่าว จะต้องได้รับการจดทะเบียนจากกรมเจ้าท่าและยื่นคำขออาชญาบัตรและใบอนุญาต 6 จากกรมประมง ใช้เครื่องมือทำการประมงตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ท้องลอบต้องไม่ต่ำกว่า 2.5 นิ้ว ห้ามจับสัตว์น้ำทุกชนิด ยกเว้นตกปลา ในบริเวณหน้าอ่าวชุมชน ห้ามจับปูขนาดเล็กในพื้นที่บริหารจัดการทรัพยากรของชุมชน

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการคงไว้ซึ่งปูม้าสัตว์ทะเลราคาแพงให้ได้มีอยู่คู่ท้องทะเลอย่างยาวนาน และสามารถจับขึ้นมาจำหน่ายได้อย่างต่อเนื่อง ชุมชนแห่งนี้จึงได้จัดทำโครงการธนาคารปูม้าขึ้น โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ ปี 2555

โดยในการดำเนินงานมีการร่วมแรงร่วมใจภายใต้จิตสำนึกรวบรวมแม่พันธุ์ปูมาพักไว้ในบ่อ เพื่อให้เกิดการสลัดไข่ ประมาณ 2-3 วัน จากนั้นจึงรวบรวมส่งจำหน่ายนำรายได้เข้ากองทุนสมาคมประมงสุนทรภู่ต่อไป ส่วนในปี 2556 ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงทะเลอ่าวไทย ฝั่งตะวันออกระยอง ขยายบ่อพักแม่ปูอีก 2 บ่อ รวมเป็น 4 บ่อ สำหรับปี 2557 ได้รับงบประมาณจากเทศบาลตำบลสุนทรภู่ ปรับปรุงและก่อสร้างหลังคาโรงเรือนเพิ่มเติม และบ่อพักแม่ปูเพิ่มขึ้นอีก 2 บ่อ รวมทั้งหมดเป็น 6 บ่อ

นอกจากการจัดตั้งธนาคารปูม้าแล้ว ยังมีการจัดสร้างปะการังเทียม เพื่อเป็นแหล่งทำการประมงของชุมชนและส่งเสริมอาชีพแก่ชาวประมงพื้นบ้าน ในการเป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยนำนักท่องเที่ยวลงเรือตกปลา รวมถึงการเพาะเลี้ยงหอยหวาน เพื่อเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำ

ทั้งหมดนี้ นับเป็นอีกหนึ่งโครงการของกรมประมงที่ได้น้อมนำพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาดำเนินการ จนก่อเกิดผลสำเร็จยังมาซึ่งความสมบูรณ์ของท้องทะเลให้ราษฎรได้ใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

สว.พ. เขต 2 พิษณุโลก ติวเข้มนักเขียน

นายบุญเลิศ สอาดสิทธิศักดิ์ ผู้อำนวยการกลุ่มถ่ายทอดเทคโนโลยี (แถวนั่ง ที่ 2 จากซ้ายมือ) สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานโครงการ จัดฝึกอบรม หลักสูตร การเขียนผลงานวิจัยเพื่อการถ่ายทอดเทคโนโลยี ให้กับนักวิชาการเกษตร ในเขตภาคเหนือตอนล่าง ที่ห้องประชุมสำนักงานวิจัยฯ เขตที่ 2 โดยเชิญ อาจารย์ประเวศ แสงเพชร หรือ หมอเกษตร ทองกวาว เป็นวิทยากรในการบรรยาย เมื่อเร็วๆ นี้

สูตรเลี้ยงปลานิล แบบกรมประมง เลี้ยงดี ทำเงินงาม ที่ชลบุรี

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086151257&srcday=2014-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 589

เทคโนโลยีการประมง

สูตรเลี้ยงปลานิล แบบกรมประมง เลี้ยงดี ทำเงินงาม ที่ชลบุรี

ปลานิล เป็นปลาพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งนี้ ปลานิล เข้ามาในประเทศไทย เมื่อปี 2508 โดย เจ้าชายอากิฮิโต มกุฎราชกุมารแห่งประเทศญี่ปุ่น ได้ทรงถวายลูกปลาแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 50 ตัว เมื่อ วันที่ 25 มีนาคม 2508

ต่อมาในปี 2509 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานปลา ขนาด 3-5 เซนติเมตร จำนวน 10,000 ตัว ให้แก่กรมประมง เพื่อแจกจ่ายให้กับราษฎร จะได้ยึดถือเป็นอาชีพการเพาะเลี้ยงปลานิลขายเพื่อเป็นรายได้ในครัวเรือน

มาถึงวันนี้ ปลานิล ถือว่าเป็นปลาเศรษฐกิจที่มีความสำคัญยิ่งชนิดหนึ่งของประเทศไทย อีกทั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงอย่างกรมประมงได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการเลี้ยงปลานิลมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าในเรื่องการอนุรักษ์สายพันธุ์ปลานิล โดยเฉพาะปลานิลพระราชทาน สายพันธุ์จิตรลดา การพัฒนาระบบการเลี้ยงของเกษตรกรให้เข้าสู่มาตรฐานฟาร์ม GAP อย่างในปัจจุบัน

โครงการยกระดับมาตรฐานฟาร์มเพาะเลี้ยงปลานิลเพื่อการส่งออก เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญที่กรมประมง โดยสำนักวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด ได้ดำเนินการ และเน้นการทำให้เกษตรกรที่เพาะเลี้ยงปลานิลเชิงพาณิชย์ที่ยังไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานฟาร์ม GAP นำความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงปลานิลแบบคุณภาพ และพัฒนาระบบการเลี้ยงปลานิลของเกษตรกรที่ได้รับการรับรองมาตรฐานฟาร์ม GAP ให้มีผลผลิตปลานิลเพิ่มขึ้น ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง อีกทั้งยังจัดตั้งและพัฒนาให้เกิดการรวมกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลานิลเพื่อเพิ่มความเข้มแข็ง สามารถวางแผนการตลาด เชื่อมโยงผลผลิตของเกษตรกรในโครงการไปสู่การส่งออก

ด้วยผลงานและความสำเร็จที่เกิดขึ้น จึงนำมาสู่การนำสื่อมวลชนเยี่ยมชมและศึกษาดูงาน เกี่ยวกับความสำเร็จของชุมชนประมงต้นแบบเพื่อความยั่งยืน ตามแนวพระราชดำริ และปลานิลพระราชทาน ในพื้นที่จังหวัดระยองและชลบุรี โดยมี คุณมีศักดิ์ ภักดีคง รองอธิบดีกรมประมง เป็นหัวหน้าคณะนำเยี่ยมชม

สำหรับในส่วนของการเลี้ยงปลานิล ด้วยความทุ่มเทในการทำงานเพื่อพัฒนาเกษตรกรในพื้นที่ โดยมีศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดชลบุรี เป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการพัฒนาจนทำให้มีกลุ่มเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ ตามวัตถุประสงค์ของโครงการเกิดขึ้น ดั่งเช่น ชมรมผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำบางหัก ตำบลบางหัก อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี

โดยทางชมรมได้มีการพัฒนาปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงปลานิลแบบดั้งเดิม มาสู่การเลี้ยงปลานิลแบบ 2 ระยะ และเลี้ยงปลานิลร่วมกับกุ้งขาว ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ของการเลี้ยงปลานิลในบ่อดินและประสบผลสำเร็จ

ในส่วนการเลี้ยงปลานิล ชมรมผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำบางหัก เป็นหนึ่งในกลุ่มเกษตรกรที่ได้นำองค์ความรู้ต่างๆ ที่ทางกรมประมงได้นำมาถ่ายทอดให้ไปสู่การปฏิบัติจริงจนเห็นผล ปัจจุบัน ผลผลิตปลานิลของทางกลุ่มสามารถส่งจำหน่ายทั้งในประเทศและส่งให้กับห้องเย็นเพื่อแปรรูปส่งออก รวมทั้งมีการพัฒนาวิธีการเลี้ยงจนได้รับการรับรองมาตรฐานฟาร์มแบบกลุ่มจากกรมประมง

ทั้งนี้ ในการดำเนินโครงการยกระดับมาตรฐานฟาร์มเพาะเลี้ยงปลานิลเพื่อการส่งออกนั้น จะมีการถ่ายทอดทั้งองค์ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงในเชิงวิชาการ และการนำประสบการณ์ของแต่ละบุคคลมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันในด้านการบริหารจัดการวิธีการเลี้ยง การตลาด และการแก้ปัญหาการเอาเปรียบของพ่อค้าคนกลาง รวมถึงการหาแนวทางในการลดต้นทุนการผลิต

สำหรับเทคนิคการเลี้ยงปลานิลที่มาจากคำแนะนำของกรมประมงนั้น ถือได้ว่ามีความน่าสนใจและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในการลดต้นทุนการผลิต

โดยกรมประมงได้มีคำแนะนำที่น่าสนใจ โดยเริ่มตั้งแต่การเตรียมบ่อ

ทั้งนี้การเตรียมบ่อนั้นถือว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญ ถือเป็นตัวบ่งชี้ให้เห็นถึงอัตราการรอดของลูกปลาที่ปล่อย ดังนั้น

1. ก่อนจะปล่อยลูกพันธุ์ปลา ต้องคำนึงถึงขนาดบ่อที่เหมาะสมกับการเลี้ยงปลานิล เช่น บ่ออนุบาลปลานิล ควรมีขนาด 2-3 ไร่ บ่อเลี้ยงขนาด 5-10 ไร่

2. การเตรียมบ่อ ต้องตากบ่อทิ้งไว้ให้แห้ง ประมาณ 1-2 สัปดาห์ ถ้าเลนกินบ่อมาก ก็ใช้รถดันเอาเลนก้นบ่อขึ้นมา

3. ฆ่าเชื้อโรคในบ่อ โดยใช้ปูนขาว หว่านให้ทั่วบ่อ ในอัตรา 15-30 กิโลกรัม ต่อไร่

4. หลังจากนั้น 2-3 วัน สูบน้ำเข้าบ่อ โดยในการสูบน้ำเข้าบ่อแต่ละครั้งจะใช้ถุงกรองมุ้งเขียวกรองน้ำ เพื่อป้องกันศัตรูปลาที่มากับน้ำ พร้อมใส่รำสกัด 25 กิโลกรัม

5. ความสูงของระดับน้ำในบ่อ ควรสูงประมาณ 120-150 เซนติเมตร

6. ให้เติมจุลินทรีย์ ในอัตรา 30-50 ลิตร ต่อไร่ เพื่อทำสีน้ำในบ่อเลี้ยงให้น้ำเขียวและเกิดอาหารธรรมชาติ และเพื่อให้จุลินทรีย์ที่ใส่ไปย่อยสลายของเสียในบ่อ

7. หลังจากนั้น 3-7 วัน จึงปล่อยลูกปลาลงอนุบาลหรือลงเลี้ยง

หลังจากการเตรียมบ่อแล้ว จะเข้ามาสู่เทคนิคเกี่ยวกับการอนุบาลลูกปลานิล

โดยการอนุบาลลูกปลานิล มีเทคนิคที่น่าสนใจและสามารถนำไปปรับใช้ โดยในช่วงการอนุบาลจะแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ประกอบด้วย

ระยะที่ 1 ให้ปล่อยลูกปลา ขนาด 2-3 เซนติเมตร อัตรา ไร่ละ 5,000-10,000 ตัว ใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงประมาณ 3-4 เดือน จนปลามีขนาด 10-15 ตัว ต่อกิโลกรัม หรือขนาด 70-100 กรัม ต่อตัว จึงย้ายปลานิลไปเลี้ยงต่อในบ่อใหม่ที่เตรียมไว้ในการเลี้ยงจนจับขาย

การให้อาหารลูกปลา เมื่อลูกปลาอายุ 1-3 เดือน ให้รำสกัดวันละ 2 มื้อ หว่านทั่วบ่อ เมื่อลูกปลาอายุได้ประมาณ 3 เดือนขึ้นไป เริ่มให้อาหารเม็ดของกลุ่มหรืออาหารจากโรงผลิตอาหารที่ได้มาตรฐานจากกรมประมงที่กำหนดไว้ นำมาให้ลูกปลากิน

โดยการให้อาหาร ต้องนำอาหารใส่สวิงตาถี่ แล้วแขวนให้สวิงแช่น้ำ 1/4 ส่วน เมื่อปลานิลคุ้นเคย การให้อาหารก็จะทำได้ง่าย และมีการควบคุมปริมาณการให้อาหาร

ส่วนระยะที่ 2 หลังจากอนุบาลลูกปลาได้ระยะเวลาประมาณ 3-4 เดือน คัดขนาดลูกปลาและย้ายลูกปลาที่มีขนาด 10-15 ตัว ต่อกิโลกรัม ไปเลี้ยงในบ่อใหม่

โดยปล่อยลูกปลารุ่นลงเลี้ยง ในอัตรา 1,200 ตัว ต่อไร่ ให้อาหาร วันละ 1-2 ครั้ง เลี้ยงในบ่อดินระยะเวลาประมาณ 4-5 เดือน จะได้ปลานิลขนาด 1,000 กรัม ต่อตัว ใช้ระยะเวลาการเลี้ยงรวมทั้งสิ้น ประมาณ 7-9 เดือน

การเลี้ยงปลานิลแบบย้ายบ่อ สามารถตรวจสอบอัตราการรอดของปลาได้และคำนวณการให้อาหารได้อย่างถูกต้อง และการปล่อยปลาในอัตราความหนาแน่นลดลง อาหารที่ให้จะลดลงด้วย และการเลี้ยงสามารถตัดวงจรของโรคได้ น้ำจะไม่เน่าเสียง่าย

ส่วนคุณภาพน้ำ มีข้อแนะนำว่า ในการเลี้ยงปลาแต่ละรุ่นวิธีการบริหารจัดการน้ำคือ การหมุนเวียนน้ำภายในฟาร์ม โดยระหว่างการเลี้ยงจะมีการเติมน้ำหมุนเวียนกันในฟาร์ม 10-20 เปอร์เซ็นต์ เดือนละ 1-2 ครั้ง และมีเครื่องตีน้ำสำรอง

นอกจากนี้ ใช้น้ำหมักจุลินทรีย์ หรือ EM ประมาณ 30-50 ลิตร ต่อ 1 ไร่ สาดให้ทั่วบ่ออย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อควบคุมคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงให้มีคุณภาพที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ

ส่วนการเก็บเกี่ยว หลังจากเลี้ยงปลานิลประมาณ 7-9 เดือน จะได้ปลานิลขนาด 800-1,300 กรัม ต่อตัว จะเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยวิธีการจับครั้งเดียวหมดบ่อ โดยใช้เครื่องสูบน้ำออกจากบ่อที่จะจับปลา ไปใส่ไว้ในบ่อเลี้ยงปลานิลบ่ออื่น และไม่สูบน้ำออกภายนอกฟาร์ม จะใช้ระบบน้ำหมุนเวียน

จากนั้นใช้อวนลากปลามาขังไว้ในกระชังที่เตรียมไว้และใช้น้ำฉีดเพื่อเพิ่มออกซิเจน และตักปลาในกระชังขึ้นมาคัดขนาดและแยกกุ้งขาวออกจากปลา โดยผ่านถาดสำหรับคัดขนาด

จากวิธีการดังกล่าว จึงส่งผลทำให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น และปลามีขนาดโตสม่ำเสมอ นั่นคือ ขนาด 800-1,300 กรัม ต่อตัว ไม่แตกไซซ์ และได้ผลผลิต 800-1,200 กิโลกรัม ต่อไร่ ราคาขายเฉลี่ย 40-50 บาท

ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าการเลี้ยงแบบดั้งเดิมที่ปล่อยลูกปลานิลขนาด 2-3 เซนติเมตร โดยไม่มีการย้ายบ่อ ได้ผลผลิตปลาที่มีขนาดเล็กและไม่สม่ำเสมอ โดยขนาดอยู่ที่ 500-800 กรัม ต่อตัว ผลผลิตที่ได้เพียง 700-800 กิโลกรัม ต่อไร่ ราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 30-35 บาท

แต่การเลี้ยงแบบที่กรมประมงได้แนะนำนั้น ถือว่าแตกต่างจากการเลี้ยงแบบดั้งเดิมที่มีการปล่อยปลาที่หนาแน่นและเลี้ยงระยะยาวจนจับ ทำให้เกิดการหมักหมมของเสียที่พื้นก้นบ่อ พบปัญหาการเกิดโรคอย่างต่อเนื่อง ปลามีอัตรารอดต่ำ ผลผลิตปลาที่ได้มีขนาดไม่สม่ำเสมอ และไม่ได้ขนาดปลาที่ตลาดต้องการ ผลผลิตต่อไร่ต่ำ และที่สำคัญพบปัญหาเรื่องกลิ่นโคลนในเนื้อปลา

ดังนั้น หากสนใจอยากทราบเทคนิคเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ กรมประมง หรือ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดชลบุรี โทร. (038) 341-166

เลี้ยงปลานิลผสมกุ้งขาว แบบชมรมบ้านบางหัก

คุณพรชัย บัวประดิษฐ์ ประธานชมรมผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำบางหัก กล่าวว่า สำหรับการเลี้ยงปลานิลร่วมกับกุ้งขาว เป็นเทคนิคการเลี้ยงสัตว์น้ำแบบผสมผสานอย่างหนึ่งที่สามารถเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร

วิธีการคือ จะนำกุ้งขาว (ปรับน้ำจืด) ขนาด พีพีที 15 มาปล่อยในบ่อ ในอัตรา 20,000 ตัว ต่อไร่ และหลังจากปล่อยลูกกุ้งขาว 7-10 วัน ถึงจะปล่อยปลานิล เมื่อกุ้งขาวอายุได้ 3-4 เดือน ก็จะเริ่มเก็บเกี่ยว โดยใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า ไอ้โง่ ซึ่งมีลักษณะคล้ายลอบ ทำมาจากตาข่ายที่มีขนาดตาประมาณ 2.5 เซนติเมตร

โดยในตอนเย็นจะนำไอ้โง่ ไปวางดักไว้ในบ่อ พร้อมกับนำไฟฉายหรือไฟฟ้าหลอดตะเกียบไปห้อยไว้เหนือน้ำตรงบริเวณที่ดักกุ้ง เปิดไฟทิ้งทั้งคืน ตอนเช้าก็จะเก็บไอ้โง่ขึ้นมา และสามารถเก็บเกี่ยวกุ้งขาวได้ทุกวัน จนกระทั่งจับปลานิลขาย กุ้งขาวก็จะหมดบ่อพอดี

แต่หากว่ากุ้งขาวมีอัตรารอดน้อย หรือระยะเวลาในการเลี้ยงปลานิลยาวขึ้น อาจลงกุ้งขาวเพิ่มได้

ตัวอย่างเช่น ภายหลังปล่อยกุ้งชุดเดิมไปแล้ว 2 เดือน จะปล่อยชุดที่ 2 อีก ในอัตรา 10,000 ตัว ต่อไร่ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม อัตรารอดของกุ้งขาว ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 40-60 เปอร์เซ็นต์

สำหรับประโยชน์ของการเลี้ยงกุ้งขาวกับปลานิล นอกจากเกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้นแล้ว จะทำให้ลดปริมาณเศษอาหารหรือของเสียที่พื้นก้นบ่อได้มากขึ้น

สำหรับผู้สนใจ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณพรชัย บัวประดิษฐ์ ประธานชมรมผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำบางหัก โทร. (081) 818-7927

นงลักษณ์ ศรีสุขโพธิ์ เลี้ยงปลาทับทิมในแม่น้ำปิง ขายได้กำไรงาม ที่บ้านหนองบัวใต้

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05082151157&srcday=2014-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 587

เทคโนโลยีการประมง

มนัส ช่วยบำรุง

นงลักษณ์ ศรีสุขโพธิ์ เลี้ยงปลาทับทิมในแม่น้ำปิง ขายได้กำไรงาม ที่บ้านหนองบัวใต้

ปลาทับทิม ในปัจจุบันถือได้ว่าเป็นปลาเศรษฐกิจที่ต้องการของตลาด ด้วยรสชาติที่อร่อย มีราคากิโลกรัมละกว่า 100 บาท เลี้ยงได้ง่ายในทุกพื้นที่ของประเทศไทย จึงเป็นปลาเศรษฐกิจที่น่าสนใจเพาะเลี้ยงเป็นอย่างมากในขณะนี้

คุณนงลักษณ์ ศรีสุขโพธิ์ เกษตรกรเลี้ยงปลาทับทิม เลขที่ 150 หมู่ที่ 9 ตำบลวังหิน อำเภอเมือง จังหวัดตาก ฟาร์มเลี้ยงอยู่ที่บ้านหนองบัวใต้ หมู่ที่ 2 ตำบลหนองบัวใต้ อำเภอเมือง จังหวัดตาก กล่าวว่า เริ่มต้นทำธุรกิจเลี้ยงปลาทับทิมมานานแล้วกว่า 10 ปี ก่อนที่จะมาเริ่มเลี้ยงปลาทับทิมนั้นได้ทำงานเป็นพนักงานโรงงานที่กรุงเทพมหานคร โดยเป็นโรงงานเชื่อมทอง ขึ้นรูปทอง ภายหลังมีลูกจึงเริ่มเกิดความคิดที่จะกลับบ้านโดยได้ลาออกจากงาน แล้วหันมาทำดอกไม้ผลิตจากยางพาราซึ่งรับช่วงต่อมาอีกทีหนึ่ง นำมาตกแต่งด้วยกระดาษสาประกอบเข้ารูปเอง ทำได้อยู่ประมาณปีกว่า เศรษฐกิจไม่ค่อยดี ได้กำไรน้อย จึงได้ย้ายกลับมาอยู่บ้าน

เมื่อกลับมาบ้านเกิดที่จังหวัดตาก ก็เริ่มทุกอย่างจากศูนย์ใหม่ทั้งหมด กลับมาทำนาข้าวที่มีอยู่ ขายของเล็กๆ น้อยๆ เช่น ลูกชิ้นปิ้ง บาร์บีคิว บริเวณหน้าบ้าน ทำได้อยู่ประมาณปีกว่าก็เริ่มรู้สึกว่าตนเองไม่ชอบ จึงได้เลิกล้มไป

คุณนงลักษณ์ได้ทดลองประกอบอาชีพที่หลากหลายเพื่อแสวงหาสิ่งที่เหมาะสมกับตนเองจนสามารถมองหาลู่ทางที่จะทำให้ประสบความสำเร็จได้ ด้วยคุณนงลักษณ์มีความอดทน ไม่ย่อท้อในอาชีพที่ทำ จึงเป็นหนทางก้าวไปสู่ความสำเร็จ

สร้างอนาคตใหม่ ด้วยปลาทับทิม

คุณนงลักษณ์กล่าวต่อว่า เมื่อล้มเลิกกิจการที่เคยทำทั้งหมด คราวนี้ได้ไปขอคำแนะนำจากแม่ แม่ทำปลาแดดเดียวขายอยู่ แม่ก็แนะนำให้ทำปลาจะละเม็ดแดดเดียวขายเช่นเดียวกัน ซึ่งในตอนนั้นปลาจะละเม็ดมีราคาที่ถูกมากอยู่

เราจึงเริ่มจากรับซื้อปลาจะละเม็ด แล้วมาทำเป็นแดดเดียวจำหน่าย ช่วงนั้นคนกินเยอะมาก แต่ทำได้อยู่ประมาณ 3 อาทิตย์ หลังจากนั้นคนเขาก็เห็นฟันของปลาจะละเม็ดซึ่งมีลักษณะคล้ายกับฟันคนมาก เขาเลยไม่กินกัน เราเลยเปลี่ยนไปรับปลาทับทิมจากบ้านวังเจ้า นำมาขายเป็นปลาเนื้อ คู่กับปลาแดดเดียว ซึ่งในตอนนั้นยังไม่คิดจะเลี้ยงปลาทับทิมเอง

คุณนงลักษณ์ ได้เริ่มทำธุรกิจขายปลาเนื้อควบคู่ไปกับปลาแดดเดียวก่อน โดยในระหว่างนี้ได้มองหาตลาดปลาเนื้อไปด้วยว่ามีปลาเนื้อชนิดไหนที่กำลังเป็นที่นิยมของตลาดปลาเนื้อในเมืองไทยอยู่ รวมถึงสามารถเพาะเลี้ยงได้ภายในจังหวัดตาก

“ในช่วงนั้นมีพนักงานจาก ซีพี เข้ามาให้การแนะนำว่า ให้ไปซื้อปลาจาก ซีพี แล้วนำมาขายเป็นปลาเนื้อต่อได้ สมมติซื้อกิโลกรัมละ 60 บาท แล้วนำไปขายต่อกิโลกรัมละ 65 บาท ก็จะได้กำไรกิโลกรัมละ 5 บาท ซึ่งในตอนนั้นมีคนเลี้ยงไม่มากนัก

โดยเราไปซื้อปลามา แล้วนำไปขายต่อในตลาด ซึ่งกว่าจะตัดสินใจซื้อปลาเนื้อจาก ซีพี ก็ต้องใช้ระยะเวลาอยู่กว่าหลายเดือน หลังจากนั้นจึงตัดสินใจซื้อปลาจาก ซีพี ซึ่งจำนวนที่ซื้อในตอนแรก อยู่ที่ 40 กิโลกรัม ไปจนถึง 500 กิโลกรัม หลังจากนั้นจึงสร้างเครือข่ายลูกกระชังให้นำปลามาขายให้กับเรา” คุณนงลักษณ์กล่าว

สำหรับเครือข่ายลูกกระชังนั้น คุณนงลักษณ์สนับสนุนให้เกษตรกรริมแม่น้ำปิงในจังหวัดตากเลี้ยงปลาในกระชัง โดยคุณนงลักษณ์จะรับซื้อไว้ทั้งหมด

ซึ่งในขณะนั้นคุณนงลักษณ์ต้องวิ่งรับซื้อปลาทับทิมที่จังหวัดอุตรดิตถ์ พิษณุโลก นครสวรรค์ พิจิตร กำแพงเพชร ต้องวิ่งรับซื้อปลาทับทิมทั้งหมด แล้วจึงเกิดความคิดว่าถ้ามีคนเลี้ยงปลาทับทิมให้ก็คงจะดี

จึงมาสร้างเครือข่ายลูกกระชังส่งปลาขายให้คุณนงลักษณ์โดยตรง ซึ่งเกษตรกรผู้เลี้ยงนั้นซื้อลูกปลาและอาหารด้วยเงินสดจาก ซีพี เมื่อเลี้ยงได้ครบกำหนดขายแล้ว คุณนงลักษณ์จะรับซื้อไว้เองทั้งหมด

“ปัจจุบันมีลูกข่ายกระชังกว่า 200 กระชัง โดยเราจะรับซื้อไว้ทั้งหมด ปลาล้น ปลาถูก ปลาแพง เราก็รับซื้อหมด ด้วยมีสัญญาใจต่อกัน

หลังจากนั้น ปลาทับทิม ที่รับซื้อไม่เพียงพอต่อการจำหน่าย จึงเริ่มเลี้ยงปลาทับทิมของตนเอง โดยมีที่อยู่บริเวณบ้านหนองบัวใต้ ติดกับแม่น้ำปิง จึงเลือกที่บริเวณนี้เป็นฟาร์มเลี้ยง

เริ่มเลี้ยงปลาทับทิมในกระชัง ประมาณปี พ.ศ. 2546 แต่ก่อนที่จะเลี้ยงของตนเอง ได้หาประสบการณ์จากลูกกระชังก่อน โดยหากปลามีปัญหาเราก็จะแก้ไขให้หมด เช่น ปลาติดเชื้อหรือน้ำขุ่นทำอย่างไร แม้จะเป็นเงินของเขาแต่ขายให้กับเรา เราก็ต้องดูแลแนะนำทั้งหมด” คุณนงลักษณ์กล่าว

มีวิธีการเลี้ยง

ทับทิมอย่างไรบ้าง

คุณนงลักษณ์กล่าวต่อว่า ในตอนแรกที่เริ่มเลี้ยงปลาทับทิมนั้น มีทั้งหมดประมาณ 12 กระชัง แล้วเพิ่มมาครั้งละ 6 กระชัง ปัจจุบันมีอยู่ทั้งหมด 48 กระชัง สำหรับปลาที่เลี้ยงเป็นปลาทับทิมเพียงอย่างเดียว

ปลาทับทิมที่ลงกระชังมีขนาด 30 กรัม หรือประมาณ 35-40 ตัว ต่อกิโลกรัม ปลาที่ลงใช้ไซซ์กลาง ไม่ใช่ไซซ์ใหญ่ ใช้ระยะเวลาเลี้ยงประมาณ 4 เดือน 10 วัน ก็สามารถจับปลาขายได้

จำนวนปลาที่ลงในแต่ละกระชัง ประมาณกระชังละ 1,000 ตัว ซึ่งขนาดกระชังเลี้ยงมีความกว้างประมาณ 3×3 เมตร เหล็กที่ใช้ทำกระชังใช้เหล็กกล่องตัวซีในการทำ ใช้ตาอวนดำ ขนาด 2 เซนติเมตร ขึงรอบบ่อ

ซึ่งกระชังปลาทับทิมของคุณนงลักษณ์นั้นอยู่บริเวณริมตลิ่งแม่น้ำปิง มีน้ำไหลผ่านอยู่ตลอดเวลา จึงต้องมีการใช้ตาข่ายเขียวคอยกันอาหารปลาไม่ให้พัดหายไปกับสายน้ำ

“การให้อาหารปลาทับทิมนั้น เราให้อาหารเม็ด โดยเริ่มให้ตั้งแต่ตอนเช้า ตี 5-6 โมงเช้า จะเริ่มให้ 1 ครั้ง แล้วให้อีกรอบหนึ่งตอนเที่ยง กับ 5 โมงเย็น แต่จะไม่ให้แบบรวดเดียว ภาชนะที่ใช้ตักอาหารปลาเป็นขันพลาสติก เราจะให้ทีละขันเพื่อไม่ให้อาหารมันออกไปนอกกระชัง เพราะน้ำไหลอยู่ตลอดเวลา อาหารก็จะไหลตามน้ำซึ่งจะเป็นการสิ้นเปลือง โดยเราจะคอยสังเกตว่าปลาอิ่มหรือไม่ หากไม่อิ่มจึงให้เพิ่มแล้วจึงเก็บกระสอบอาหาร

สำหรับโรคที่พบนั้น ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงหน้าฝนซึ่งปลาจะเป็นพยาธิ ซึ่งเราจะแก้ไขโดยการให้ยาฆ่าพยาธิในช่วงที่ฝนตกนั้นวันละ 2 รอบ เช้า-เย็น จำนวน 2 วัน ก็สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้” คุณนงลักษณ์กล่าว

แต่ปัญหาสำคัญที่คุณนงลักษณ์ต้องประสบทุกปีนั้นคือ ปัญหาแม่น้ำปิงแห้งขอดเนื่องจากการงดปล่อยน้ำจากเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก ซึ่งทำให้ในบางปีปลาที่เลี้ยงไว้มีน้ำแค่ปริมาณครีบปลา ทำให้ต้องจับขายก่อนเวลา ส่งผลให้ขาดทุน

ราคาปลาทับทิมในปัจจุบันดีหรือไม่

“ราคาปลาทับทิมในปัจจุบันนั้นถือได้ว่ามีราคาที่ดีมาก สำหรับปลาในกระชังที่เลี้ยงไว้จำนวนกระชังละกว่า 1,000 หากไม่มีปลาตายในกระชังหนึ่งจะจับได้น้ำหนักประมาณ 800 กิโลกรัม ซึ่งจะมีราคาปลาปากกระชังอยู่ที่ กิโลกรัมละ 80 บาท ซึ่งจะได้กำไรอยู่ที่ 80,000 บาท ต่อกระชัง

ปลาทับทิมที่จับได้นั้นจะขายเป็นปลาเนื้อ ปลาสดที่ตลาดทั้งหมด เนื่องจากมีความต้องการสูง หากนำไปขายส่งก็ขายได้หมดทุกวัน มีคนต้องการซื้อกันมาก จึงคิดจะต่อกระชังเลี้ยงปลาทับทิมเพิ่มอีกในอนาคต” คุณนงลักษณ์กล่าว

คุณลุงอูบ ขำเนียม เลขที่ 154 หมู่ที่ 2 ตำบลหนองบัวใต้ อำเภอเมือง จังหวัดตาก เกษตรกรเลี้ยงปลาทับทิมในกระชัง บริเวณบ้านหนองบัวใต้อีกรายหนึ่ง กล่าวว่า เริ่มเลี้ยงปลาทับทิมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 ในบริเวณหนองน้ำบ้านหนองบัวใต้

ก่อนที่จะมาเริ่มเลี้ยงปลาทับทิมนั้นเป็นเกษตรกรอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งกระชังทั้งหมดเป็นกระชังของกลุ่มเลี้ยงปลากระชัง หมู่ที่ 2 บ้านหนองบัวใต้ โดยลุงเป็นคนดูแลการเลี้ยงปลาทับทิมเองทั้งหมด

สำหรับพื้นที่หนองน้ำบ้านหนองบัวใต้นั้นมีลักษณะเป็นสระน้ำใหญ่ มีน้ำอยู่ตลอดปี มีความอุดมสมบูรณ์มากจึงเหมาะแก่การเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาหรือเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นอย่างมาก

“สภาพพื้นที่เลี้ยงในหนองน้ำบ้านหนองบัวใต้นี้คล้ายบ่อปิดก็ว่าได้ เพราะน้ำที่อื่นจะไม่ไหลมา มีแต่น้ำในนาเวลาฝนตกลงมาเท่านั้น ปัญหาเรื่องโรคจึงมีน้อยมาก หรือถ้ามีก็คือปลาติดเชื้อมาจากที่อื่น

แต่อย่างในแม่น้ำเมื่อฝนตก โรคก็มาพร้อมกับน้ำในทันที จึงต้องคอยระวัง แต่ที่บริเวณหนองน้ำนี้เราไม่ต้องระวังอะไรมากเพราะน้ำที่ไหลลงมาได้ถูกกรองจากทุ่งนาจนใส แล้วจึงไหลลงสู่แหล่งน้ำของเรา” ลุงอูบกล่าว

ด้วยสภาพพื้นที่เป็นหนองน้ำปิดจึงต้องมีการติดตั้งเครื่องทำออกซิเจนไว้สำหรับปั่นให้ปลาได้ออกซิเจนในช่วงที่อากาศปิด หรือออกซิเจนในอากาศน้อย

ลุงอูบ กล่าวต่อว่า เทคนิควิธีการเลี้ยงระหว่างกระชังปลาในแม่น้ำกับกระชังในหนองน้ำนั้นไม่มีความแตกต่างกันมาก มีความคล้ายคลึงกัน แต่ที่นี่มีการให้ออกซิเจนด้วย เพราะความจำเป็นเพื่อไม่ให้ปลาขาดอากาศ ส่วนคุณนงลักษณ์นั้นไม่ต้องใช้ เพราะมีน้ำไหลอยู่ตลอดเวลา

ถ้าน้ำนิ่งแล้วอากาศบางครั้งมันปิด เมื่ออากาศปิด อากาศใต้น้ำมันไม่มี เมื่ออากาศใต้น้ำไม่มีปลาก็จะขึ้นมาลอยหัวแล้วก็ตายในที่สุด เราเลยต้องมีออกซิเจนตีให้ปลาในช่วงอากาศไม่ดี ค่าน้ำนั้นก็ไม่มีปัญหาสามารถเพาะเลี้ยงได้ดี

สำหรับอาหารที่ให้นั้น ลุงอูบให้อาหารปลาทับทิมวันละ 3 มื้อ คือ ช่วงเช้า เที่ยง เย็น แต่ในบางวันอาจให้ถึง 4 มื้อ โดยคอยสังเกตปลาระหว่างที่กินอาหารอยู่ตลอด ว่ามีความผิดปกติหรือไม่

“เราจะต้องขยันคอยสังเกตปลา เอาใจใส่ คอยดูแลมัน คอยดูพฤติกรรมปลาว่าเคยกินอาหารขนาดนี้ ทำไมวันนี้ถึงไม่กินอาหาร เป็นเพราะอะไร ปลาอาจขาดอากาศหรือปลาอาจจะป่วยจากโรคซึ่งการหัดเป็นคนช่างสังเกตนี้จะทำให้เรารู้ได้ว่าปลาผิดปกติอย่างไร จนสามารถแก้ปัญหาได้ทัน” ลุงอูบ กล่าวทิ้งท้าย

กำนันสุดใจ คำกว้าง เลขที่ 92/1 หมู่ที่ 2 ตำบลหนองบัวใต้ อำเภอเมือง จังหวัดตาก โทร. (089) 706-3680 กล่าวเพิ่มว่า สำหรับศูนย์เรียนรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หมู่ที่ 2 ตำบลหนองบัวใต้ อำเภอเมือง จังหวัดตาก นั้น เป็นศูนย์การเรียนรู้ประเภทเลี้ยงปลาในกระชังเพื่อส่งเสริมความรู้ให้แก่เกษตรกร

โดยใช้งบประมาณจากส่วนราชการ รวมถึงระดมทุนจากเกษตรกรภายในหมู่บ้านร่วมกันสร้างกระชังเพื่อเลี้ยงปลาทับทิมในหนองน้ำบ้านหนองบัวใต้ โดยรายได้ที่ได้จากการจับปลาทับทิมในแต่ละครั้งนั้นจะแบ่งให้กับสมาชิกที่ได้เข้าร่วมโครงการ พร้อมกับจ่ายค่าดูแลให้กับลุงอูบด้วย

ซึ่งในขณะนี้หนองน้ำบ้านหนองบัวใต้ได้รับการสนับสนุนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวประจำตำบลหนองบัวใต้ นอกจากนั้น ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของหนองน้ำจึงมีการให้เช่าคันเบ็ด รวมถึงเหยื่อตกปลาแก่นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชม ในราคาคันละ 10 บาท โดยหวังเพื่อส่งเสริมให้พื้นที่บริเวณนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวในวันหยุดพักผ่อนของชาวจังหวัดตากต่อไป

สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาวิธีการเลี้ยงหรือติดต่อสั่งซื้อปลาทับทิม สามารถติดต่อได้ที่ คุณนงลักษณ์ ศรีสุขโพธิ์ เลขที่ 150 หมู่ที่ 9 ตำบลวังหิน อำเภอเมือง จังหวัดตาก โทร. (090) 062-9399

เจาะเคล็ดลับ การเลี้ยง “ปลาสลิด” เงินล้าน ของ “ปัญญา โตกทอง” ที่จังหวัดสมุทรสงคราม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05084151157&srcday=2014-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 587

เทคโนโลยีการประมง

ปรัชญา รัศมีธรรมวงศ์

เจาะเคล็ดลับ การเลี้ยง “ปลาสลิด” เงินล้าน ของ “ปัญญา โตกทอง” ที่จังหวัดสมุทรสงคราม

เหลืออีกไม่กี่วัน ก็จะสิ้นปีเก่า ก้าวเข้าสู่ปี 2558 ซึ่งเป็นยุคตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่มีการแข่งขันสูง หากใครปรับตัวไม่ได้ ก็คงอยู่รอดยาก เพื่อเตรียมความพร้อม เกษตรกรไทยให้ กล้า+เก่ง+แกร่ง พร้อมสู้ศึกในตลาดการค้าเสรีในอนาคต สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เปิดศูนย์บริการข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรเชื่อมเกษตรกรเข้าถึงข้อมูล ให้บริการรอบด้านครบวงจร ตอบสนองความต้องการผู้ใช้เตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

สศก. ติดอาวุธทางปัญญาให้เกษตรกร

ที่ผ่านมา สศก. ได้เปิดศูนย์บริการข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตร เพื่อให้บริการข้อมูลด้านเศรษฐกิจการเกษตรที่สำคัญระดับประเทศมาระยะหนึ่งแล้ว โดยศูนย์ดังกล่าวให้บริการข้อมูล ทั้งด้านองค์กร แผนปฏิบัติงาน ข้อมูลด้านนโยบายงานวิจัย การติดตามและประเมินผล ตลอดจนข้อมูลด้านราคาสินค้าเกษตร การพยากรณ์ การเตือนภัย การผลิต การตลาด การนำเข้า-ส่งออก ทั้งของพืช ปศุสัตว์ และประมง รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจและสังคมครัวเรือน เกษตรกรและข้อมูลแผนที่แสดงถึงความเหมาะสมในการผลิต เพื่อกำหนดเขตเศรษฐกิจสินค้าเกษตร

ขณะนี้ สศก. ได้เชื่อมโยงกับศูนย์บริการข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรไปยังระดับเขตและระดับเศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) ซึ่งเป็นเกษตรกรต้นแบบอาสาสมัครของ สศก. เพื่อเผยแพร่ข้อมูลด้านเศรษฐกิจการเกษตรอย่างเต็มรูปแบบให้เกษตรกรในพื้นที่ ให้เข้าถึงข้อมูล และสามารถใช้เป็นทางเลือกในการตัดสินใจทำการผลิตและการตลาด เช่น ข้อมูลราคา ต้นทุน การผลิต และข้อมูลแนวโน้มการตลาด เพื่อยกระดับรายได้ของเกษตรกรให้สูงขึ้น

คุณธวัชชัย ประยูรสิน ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เขต 10 จังหวัดราชบุรี เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรดำเนินการเปิดศูนย์บริการข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศบอ.) ในหลายพื้นที่ เช่น ที่จังหวัดนครปฐม เศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) คือ คุณสมบัติ เล็บครุฑ ณ บ้านเลขที่ 64 หมู่ที่ 10 ตำบลนิลเพชร อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม มีความเชี่ยวชาญ เรื่องการปลูกข้าว การค้าขาย การทำเกษตรแบบผสมผสาน ด้าน ศกอ. จังหวัดนครปฐม คือ คุณสุธรรม จันทร์อ่อน ณ บ้านเลขที่ 54 หมู่ที่ 10 ตำบลทุ่งขวาง อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม มีความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ผสมผสาน และปราชญ์ชาวบ้าน ส่วน ศกอ. จังหวัดสมุทรสงคราม คือ คุณปัญญา โตกทอง เลขที่ 43 หมู่ที่ 5 ตำบลแพรกหนามแดง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เจ้าของรางวัลมากมาย ปัจจุบัน เลี้ยงกุ้งธรรมชาติและเลี้ยงปลาสลิด

ฟาร์มปลาสลิดเงินล้าน ของ “คุณปัญญา โตกทอง”

สาเหตุที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเขต 10 ราชบุรี (สศข. 10) ได้เปิดตัวศูนย์บริการข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศบอ.) ที่บ้านของ คุณปัญญา โตกทอง ณ หมู่ที่ 5 ตำบลแพรกหนามแดง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม โทร. (083) 706-6006 เนื่องจากคุณปัญญา เป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง (smart farmer) ในเรื่องของการเลี้ยงปลาสลิดด้วยงานวิจัย เป็นเกษตรกรตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในเรื่องประสิทธิภาพการผลิตและผลตอบแทนจากการผลิตสูง

สมัยก่อนคุณปัญญาและเพื่อนเกษตรกรในชุมชนแห่งนี้เลี้ยงปลาแบบปล่อยตามธรรมชาติ ไม่มีการจดบันทึก ไม่มีเทคนิคการเลี้ยงที่เป็นแบบแผน แต่ภายหลังมีโอกาสเข้ารับการอบรมด้านงานวิจัย จึงได้นำความรู้ดังกล่าวมาปรับใช้ในชีวิตการทำงาน

คุณปัญญานำวิธีการบันทึกข้อมูลในงานวิจัยทุกขั้นตอน มาปรับใช้กับการเลี้ยงปลาสลิด รวมทั้งจดบันทึกค่าใช้จ่ายอย่างละเอียดในช่วงระยะเวลา 2 ปี จดบันทึกการเลี้ยงทุกขั้นตอน จนเข้าใจวิธีการเพาะฟักลูกปลาให้มีอัตราการรอดสูง วิธีการให้อาหารที่เหมาะสมกับปลาแต่ละช่วงวัย วิธีการดูแลให้ปลาแข็งแรงปลอดโรค วิธีลดปริมาณศัตรูปลาที่แย่งอาหาร และนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้วางแผนการเลี้ยงปลาอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้มีผลผลิตเพิ่มและรายได้เพิ่ม โดยมีผลตอบแทนสูงถึง 1,112,500 บาท ต่อพื้นที่ 30 ไร่ ในเวลา 10 เดือน และเมื่อเทียบกับการเลี้ยงปลาปกตินั้น ได้รับเพียง 600,000 บาท เท่านั้น

คุณปัญญาเล่าว่า ผมเกิดและเติบโตในครอบครัวเกษตรกร เรียนจบแค่ ป.4 พ่อแม่เลี้ยงกุ้งในนาเป็นอาชีพ สมัยเด็กๆ ก็เคยช่วยพ่อแม่เลี้ยงกุ้ง หลังแต่งงาน ก็แยกตัวออกมาทำกิจการนากุ้งเป็นของตัวเอง แต่เจอปัญหาอุปสรรคบางประการทำให้ต้องหยุดการเลี้ยงกุ้งช่วงหนึ่ง ช่วงประมาณปี 2537 ผมเห็นเพื่อนบ้านเลี้ยงปลาสลิดในพื้นที่นาข้าวได้ผลกำไรงาม จึงตัดสินใจเลี้ยงปลาสลิด บนเนื้อที่ 30 กว่าไร่ เนื่องจากอ่อนประสบการณ์ทำให้ประสบปัญหาทุนหายกำไรหด ปีแรกมีรายได้เลี้ยงครอบครัวเพียงแค่ 50,000 บาท เท่านั้น

แม้ธุรกิจจะล้มลุกคลุกคลานในปีแรก แต่คุณปัญญาก็ไม่ท้อถอย ใช้วิธีการศึกษาปัญหา หาวิธีการแก้ปัญหาโดยใช้ภูมิปัญญา ใช้ความรู้ จากวิถีชีวิตชาวบ้านมาพัฒนาวิธีการเลี้ยงและดูแลปลาสลิดที่เป็นรูปแบบของตัวเอง โดยใช้หลักการเลี้ยงปลาตามหลักธรรมชาติแบบง่ายๆ คือ ฟันหญ้าเป็นอาหารเลี้ยงปลา ปรากฏว่าได้ผลผลิตที่ดีแถมมีต้นทุนต่ำ ฟาร์มเลี้ยงปลาแห่งนี้จึงเริ่มมีผลกำไรเป็นกอบเป็นกำไรในปีที่ 3 ในวงเงินกว่า 300,000 บาท ปีที่ 4 รายได้เพิ่มขึ้นกว่า 600,000 บาท และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทะลุหลักล้านจนถึงปัจจุบัน

เคล็ดลับการเลี้ยง ให้ “ปลาสลิด” มีความสุข

ฟาร์มแห่งนี้ เน้นการเลี้ยงและดูแลปลาสลิดแบบธรรมชาติ ก่อนเลี้ยง ต้องตากบ่อ ประมาณ 45 วัน เพื่อฆ่าเชื้อโรคก่อนปล่อยปลาเข้าเลี้ยงในบ่อ แต่ละบ่อมีความกว้าง ประมาณ 1.5-2 เมตร ระดับความลึก 1-1.2 เมตร สามารถเก็บกักน้ำได้ 50-70 เซนติเมตร ระดับน้ำในบ่อสูงประมาณ 30-50 เซนติเมตร

ที่นี่ปล่อยให้ต้นหญ้าขึ้นหนาแน่นบริเวณขอบบ่อเลี้ยงปลา เพื่อใช้เป็นที่ก่อหวอดและวางไข่ของปลาสลิด แล้วต้นหญ้ายังมีประโยชน์ เป็นที่หลบภัยของลูกปลาวัยอ่อนจากศัตรู ยังสามารถใช้ต้นหญ้ามาหมักในแปลงนาก่อนเพาะฟัก ประมาณ 2-3 สัปดาห์ เพื่อแก้ปัญหาความเป็นกรดของน้ำ ข้อดีประการต่อมาคือ ปลาสลิด อายุราว 20 วัน คุณปัญญาสามารถใช้ต้นหญ้าเป็นอาหารเลี้ยงปลาได้อีกทางหนึ่ง โดยจะฟันหญ้าอ่อนให้ลูกปลากินทุกๆ 15 วัน จนกระทั่งลูกปลาอายุประมาณ 4 เดือน สำหรับปลาสลิดที่อายุ 3 เดือน คุณปัญญาจะให้หญ้าอ่อน ควบคู่กับอาหารเม็ดสำเร็จรูป โดยทำยอเป็นที่ให้อาหาร ในอัตรา 2% ของน้ำหนักตัว เพียงวันละ 1 ครั้ง ในช่วงเช้า

คุณปัญญาบอกว่า ควรให้อาหารปลาสลิดอย่างถูกวิธี การให้อาหารปลาแต่ละครั้งควรจดบันทึกปริมาณอาหารที่ให้ปลา และคอยสังเกตว่า ปลากินอาหารหมดช่วงเวลาไหน ถ้าปลาสลิดกินหมดช่วงเวลาเย็น แสดงว่าอาหารพอดีกับความต้องการของปลา หากปลาสลิดกินอาหารหมดเร็ว แสดงว่าอาหารไม่พอ ควรเพิ่มปริมาณอาหารอย่างเหมาะสม

วิธีการบันทึกการให้อาหารปลาสลิดของคุณปัญญา คือเมื่อปลาสลิดมีอายุได้ 3 เดือน จะใช้วิธีการจับปลาแบบยกยอ ทุกๆ 15-20 วัน จนกว่าจะจับขาย เพื่อตรวจสอบดูว่า 1 กิโลกรัม มีปลากี่ตัว และใน 1 บ่อ มีปลากี่ตัว เพื่อเป็นการคำนวณน้ำหนักของปลาที่เลี้ยงในบ่อทั้งหมด ก่อนที่จะนำมาคำนวณหาอัตราส่วนการแลกเนื้อของปลา และอาหาร รวมทั้งคำนวณต้นทุนกำไร

สูตรการคำนวณต้นทุนการเลี้ยงปลาของคุณปัญญา คือใช้อาหารในการเลี้ยงปลา 87,750 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 10 บาท ค่าอาหาร 877,500 บาท ขายปลาได้ 48,750 กิโลกรัม แสดงว่าอัตราการแลกเนื้อและอาหารคือ 1:1.8 กิโลกรัม ส่วนการคำนวณต้นทุนและกำไร ในการเลี้ยงปลาสลิด ให้เอาน้ำหนักปลาที่จับได้คูณราคาขายที่กิโลกรัมละ 50 บาท พบว่าขายได้ 2,437,500 บาท หักค่าต้นทุนค่าอาหารจะเหลือเงิน 1,560,000 บาท จากนั้นนำค่าใช้จ่ายต่างๆ มาหัก จะได้ตัวเลขที่เป็นกำไรสุทธิ

“เกษตรกรที่เลี้ยงปลาสลิดในชุมชนแห่งนี้จะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันตลอด เน้นเลี้ยงปลาสลิดแบบธรรมชาติ เลี้ยงในปริมาณที่ไม่หนาแน่น เพื่อให้ปลาเจออากาศบริสุทธิ์ ผมเน้นเลี้ยงปลาสลิดทุกตัวให้มีความสุข เพื่อให้เกิดสารความสุขอยู่ในตัวปลา คนกินปลาก็จะมีความสุขไปด้วย” คุณปัญญากล่าว

ตลาดปลาสลิด

ปลาสลิดของฟาร์มแห่งนี้ หลังจากเลี้ยงเป็นระยะเวลา 9 เดือน จะมีพ่อค้าจากสมุทรปราการ สุพรรณบุรี สมุทรสงคราม มาเหมาบ่อจับปลา โดยใช้วิธีเปิดอวนออกเช่นเดียวกับการจับกุ้ง สามารถช่วยไม่ให้ตัวปลาบอบช้ำและขายได้น้ำหนักดี โดยปลาสลิดที่จับได้ส่วนใหญ่จะมีน้ำหนักประมาณ 7-8 ตัว/กิโลกรัม นอกจากผลิตขายในประเทศแล้ว ส่วนหนึ่งยังส่งออกไปขายในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม กัมพูชา อีกด้วย

คุณปัญญา กล่าวถึงบทบาทของตัวเองในฐานะเป็นเกษตรกรต้นแบบอาสาสมัครของ สศก. ว่า ผมรู้สึกยินดีที่สามารถเป็นต้นแบบให้เกษตรกรรายอื่นได้ ผมใช้บ้านเป็นศูนย์ให้บริการข้อมูลข่าวสาร ความเคลื่อนไหวด้านการเกษตรที่สำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ สามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนการผลิตและการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

หากใครมีเวลาว่างสามารถแวะเข้ามาเยี่ยมชมหรือพูดคุยเรื่องการเลี้ยงปลาสลิดได้ทุกวัน คุณปัญญายินดีถ่ายทอดความรู้แก่เพื่อนเกษตรกรที่สนใจทุกคน หรือโทรศัพท์พูดคุยกับ คุณปัญญา โตกทอง ได้โดยตรงที่ โทร. (083) 706-6006

นวพล ชาวแกลง ทิ้งกุ้ง มาเลี้ยงปูดำ ทำเงิน…ที่จันทบุรี

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05087011157&srcday=2014-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 586

เทคโนโลยีการประมง

มนัส ช่วยบำรุง

นวพล ชาวแกลง ทิ้งกุ้ง มาเลี้ยงปูดำ ทำเงิน…ที่จันทบุรี

ปูดำ เป็นสัตว์เศรษฐกิจอีกประเภทหนึ่งที่เกษตรกรนิยมเลี้ยงอยู่ในขณะนี้ ด้วยราคาที่สูง ไม่ต่ำกว่า กิโลกรัมละ 300 บาท หากขึ้นภัตตาคารแล้วจะมีราคาที่สูงกว่านี้มาก รวมทั้งยังเพาะเลี้ยงได้ง่าย ไม่ต้องดูแลมากเป็นพิเศษเหมือนสัตว์น้ำชนิดอื่น

นอกจาก ปูดำ เป็นสัตว์เศรษฐกิจที่มีราคาแพงแล้ว ปูดำยังสามารถจำหน่ายแยกได้ทั้งปูเนื้อ ปูไข่ โดยเฉพาะปูไข่นั้นมีราคาที่สูงกว่าปูเนื้อมาก ปัจจุบัน ยังมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ปูดำจึงเป็นสัตว์น้ำที่ดึงดูดให้เกษตรกรหลายรายตัดสินใจเพาะเลี้ยงเป็นอาชีพเสริม

คุณนวพล ชาวแกลง เกษตรกรเลี้ยงปูดำ อยู่บ้านเลขที่ 29 ซอย 11 ถนนชวณะอุทิศ อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี เป็นหนึ่งในเกษตรกรที่เลี้ยงปูดำและประสบความสำเร็จ โดยปัจจุบันมีบ่อเลี้ยงปูดำอยู่ที่บ้านหนองชิ่ม อำเภอแหลมสิงห์

คุณนวพล เล่าให้ฟังว่า ก่อนเริ่มเลี้ยงปูดำนั้น ได้ทำธุรกิจเลี้ยงกุ้งขาวอยู่ก่อนแล้วเป็นเวลานานกว่า 10 ปี

ภายหลังประสบปัญหากุ้งติดเชื้อจากโรค Ems ทำให้ได้หยุดเลี้ยงกุ้งขาวไป

จากการประสบปัญหากุ้งติดโรค ควบคุมอัตราการตายของกุ้งยากขึ้น ทำให้คุณนวพลรวมถึงเกษตรกรเลี้ยงกุ้งรายอื่นหันไปประกอบอาชีพอื่น เกษตรกรบางรายในท้องถิ่นผันตัวเองมาเลี้ยงปูเช่นเดียวกับคุณนวพล

คุณนวพล กล่าวต่อว่า คนแถวนี้จะเลิกเลี้ยงกุ้งกันหมดแล้ว เพราะโรค Ems เป็นโรคที่ไม่มีวิธีแก้ สมัยก่อนโรค Ems นี้ยังดีถ้าหยุดอาหารทิ้งไว้มันก็ยังเหลือบ้าง แต่เดี๋ยวนี้กุ้งตายเรื่อยๆ เลย

โรค Ems หรือโรคกุ้งตายด่วน ทำให้คุณนวพลต้องหยุดธุรกิจเลี้ยงกุ้งขาวไว้ก่อน แล้วมองหาอาชีพเสริมชนิดอื่นที่สามารถทำได้ในบ่อที่เคยใช้เลี้ยงกุ้งมาก่อน ผนวกกับช่วงนั้นบ่อว่างจึงมองหาสัตว์น้ำที่สามารถเลี้ยงได้ในระหว่างที่มีปัญหากุ้งติดโรค Ems นี้อยู่

พลิกวิกฤต

เป็นโอกาสด้วยปูดำ

จากความรู้ที่มีเมื่อครั้งยังเลี้ยงกุ้งขาวอยู่ รวมถึงบ่อเลี้ยงที่ยังคงว่าง ทำให้คุณนวพลเลือกเลี้ยงปูดำ เนื่องจากลูกพันธุ์ปูดำมีอยู่มากในท้องถิ่นบ้านหนองชิ่ม

“เริ่มทดลองนำปูดำมาปล่อยลงในบ่อกุ้ง โดยมีพื้นที่ประมาณ 30 ไร่ เลี้ยงปูดำ จำนวน 3 บ่อ บ่อละประมาณ 3 ไร่ โดยทั้ง 3 บ่อนี้ เป็นบ่อเลี้ยงกุ้งเก่าทั้งหมด ที่เลี้ยงอยู่ตอนนี้เป็นปูดำทั้งหมด เลี้ยงปล่อยแบบธรรมชาติไม่ได้ใช้อาหารพิเศษอะไร

ปูดำเพิ่งมาลงได้ประมาณ 2 เดือน สำหรับลูกพันธุ์ปูที่ใช้ได้มาจากคนในท้องถิ่นดักมาขาย เหมือนสั่ง 1 ครั้ง ก็แล้วแต่เขาเอามาขายให้ จำนวนที่รับซื้อลูกปูดำมาเพาะต่อนั้นไม่แน่นอน เหมือนตอนลงทุนทำ เสียค่าลูกปู ตัวละ 4 บาท จะมากจะน้อยแล้วแต่จำนวนที่เขาให้

บางวันอาจมีมาขายให้เป็น 100 ตัว แต่บางวันก็ไม่ได้ซื้อลูกพันธุ์ปูดำเลยก็มี เขาไปดักมาจากในคลอง ดักธรรมชาติแล้วจึงนำมาขายต่อให้เรา” คุณนวพล กล่าว

เลี้ยงปูดำตามธรรมชาติ

“ปูดำ ที่เลี้ยงเป็นแบบธรรมชาติเลี้ยงปนกับปลาหมอเทศ ไม่ต้องให้เหยื่อมาก โดย 1 อาทิตย์ จะให้อาหารปูดำเพียง 2 วันเท่านั้น อาหารที่ให้นั้น เป็นพวกปลาเป็ด ปลาเหยื่อ สาดให้ทั่วบ่อ ไม่ได้ใช้อาหารเม็ดหรืออาหารชนิดอื่นให้” คุณนวพล กล่าว

การเลี้ยงแบบธรรมชาติ ปล่อยให้ปูอยู่ในบ่อ คอยให้แต่เพียงอาหารเท่านั้น จึงทำให้คุณนวพลสามารถประหยัดต้นทุนไปได้มาก

คุณนวพล กล่าวต่อว่า “ปูดำ ในบางครั้งเดินขึ้นมาจากบ่อเลี้ยง เราจึงต้องปล่อยให้หญ้าขอบบ่อสูงไว้ เพื่อกันไม่ให้ปูดำเดินขึ้น หากไม่มีหญ้าบริเวณขอบบ่อจะทำให้ปูเดินขึ้นได้ง่าย ปูดำที่เราปล่อยมีตัวขนาดเล็ก ประมาณ 2-3 นิ้ว ใช้ระยะเวลาประมาณ 2-3 เดือน ก็สามารถวางหับจับไปจำหน่ายได้แล้ว”

การเลี้ยงปูดำในรูปแบบธรรมชาตินี้ ทำให้คุณนวพลสามารถสร้างรายได้เสริมหลังจากหยุดเลี้ยงกุ้ง แม้มีกำไรไม่สูงมากเหมือนกุ้ง แต่สามารถทดแทนรายได้ที่หายไปได้ส่วนหนึ่ง

สำหรับการจับปูไปจำหน่ายนั้น คุณนวพลใช้ “หับ” (อุปกรณ์จับปู) ในการจับปูดำ โดยใส่เหยื่อไว้ แล้วนำไปหย่อนลงในบ่อเลี้ยงปู ซึ่งปูจะเข้ามากินเหยื่อภายในหับแล้วติดอยู่ในหับนั้น จึงสามารถนำปูขึ้นจากบ่อได้

“เวลามีพ่อค้ามาสั่งซื้อ เราจะดักไปขายที่เขารับซื้ออีกทีหนึ่ง เราไม่ได้ดูดน้ำแห้งเหมือนกุ้ง แต่ใช้หับโยนเอา เหมือนไปขายครั้งหนึ่งกำไรที่ได้ก็แล้วแต่เรา กำไรไม่แน่นอน ถ้าขยันดักหน่อยก็ได้กำไรมาก กำไรที่ได้ประมาณ วันละ 1,000 บาท แล้วแต่จำนวน ถ้าลงปูเยอะก็ได้มาก ถ้าประมาณช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ปูจะมีราคาแพงมาก”

เจ้าของบ่อเลี้ยงปูดำบอกว่า ปูก้ามจะขายได้ประมาณ กิโลกรัมละ 600 บาท ส่วนปูไข่จะมีราคาที่สูงมากกว่าปูก้าม จึงขายแยกกัน ใช้วิธีการสังเกตที่จับปิ้งของปู ซึ่งปูตัวผู้จะมีจับปิ้งที่เรียวเป็นสามเหลี่ยมแหลม ส่วนปูตัวเมียจะมีจับปิ้งที่มีลักษณะใหญ่เป็นครึ่งวงกลม ซึ่งภายในจะมีไข่อยู่ ตลาดค้าปูช่วงหน้าฝนจะไม่ค่อยดี แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าร้อนราคาจะดีมาก” คุณนวพล กล่าว

เลี้ยงปูดำ

มีความเสี่ยงหรือไม่

“เลี้ยงปูนั้นมีความเสี่ยงบ้าง ปูที่เลี้ยงไว้ในบางครั้งติดเห็บเหาของพวกสัตว์น้ำ โดยจะตายเพียงตัวเดียว ไม่ได้ตายทั้งบ่อ ปูที่เลี้ยงไว้นั้นเลี้ยงรวมอยู่กับปลาหมอเทศ เลี้ยงไว้ตามธรรมชาติพร้อมกับปู จึงมีการแย่งกินอาหารกันบ้างในบางครั้ง เรื่องค่าน้ำในบ่อเลี้ยงนั้นไม่ต้องเป็นห่วงมาก เพราะปูดำมีความอดทนสูง แม้จะนำมาเลี้ยงในบ่อกุ้งก็ตาม ไม่ต้องตีน้ำ ปล่อยอย่างเดียวรอวันเก็บ ค่าน้ำอาจจะมีผลถ้าเราปล่อยหนาแน่น”

ปูดำ มีปัญหาการกินกันเองบ้างเวลาที่ปูลอกคราบ ตัวเมียจะกินตัวผู้ เราป้องกันโดยการแยกบ่อตัวผู้กับตัวเมียไว้ตั้งแต่ช่วงแรก เพื่อป้องกันปัญหาการกินกันเอง (คุณนวพล บอก)

บ่อปูดำของคุณนวพลนี้จะมีการถ่ายน้ำเข้า-ออก บ้าง ประมาณ 15 วัน ต่อครั้ง ซึ่งจะใช้ช่วงที่เป็นหัวน้ำ (น้ำสูง) ถ่ายน้ำในบ่อทั้งหมดเพื่อรักษาความสะอาดภายในบ่อ

การเลี้ยงปูดำในบ่อกุ้งนี้จึงเป็นตัวอย่างเล็กๆ ให้แก่เกษตรกรเลี้ยงกุ้งที่กำลังประสบปัญหากุ้งติดโรค Ems แล้วหยุดเลี้ยงไป ปล่อยบ่อไว้ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ได้หันมาเลี้ยงปูดำแทนที่ด้วยความเสี่ยงที่น้อยกว่า รวมถึงปูดำสามารถจับขายได้ทุกวันเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร ปูดำจึงเป็นสัตว์น้ำชนิดหนึ่งที่น่าสนใจเลี้ยงภายใต้วิกฤติโรค Ems นี้

สำหรับผู้สนใจ สอบถามเทคนิควิธีการเลี้ยงปูดำในบ่อกุ้ง ติดต่อได้ที่ คุณนวพล ชาวแกลง โทร. (081) 292-3156

ปลาเวียน กรมประมง เพาะได้แล้ว

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05073151057&srcday=2014-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 585

เทคโนโลยีการประมง

ปลาเวียน กรมประมง เพาะได้แล้ว

ปลาเวียน จัดเป็นปลาน้ำจืดของไทยที่หายากและใกล้สูญพันธุ์ มีขนาดโดยเฉลี่ยประมาณ 40-50 เซนติเมตร นอกจากจะเป็นปลาที่มีรสชาติอร่อย ปลาเวียน ยังจัดเป็นปลาสวยงามที่หายากและมีราคาแพง

ปัจจุบัน พบว่า ปลาชนิดนี้มีจำนวนลดน้อยลงมาก…

สาเหตุเกิดจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลง ไม่เอื้ออำนวยต่อการขยายพันธุ์ปลาเวียนในธรรมชาติ หรือการจับปลาเวียนขึ้นมาใช้ประโยชน์จำนวนมาก จนส่งผลให้ธรรมชาติไม่สามารถผลิตลูกพันธุ์ได้ทันต่อความต้องการ

นายนพดล ภูวพานิช ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด กล่าวว่า ปลาเวียนเป็นปลาน้ำจืดที่จัดอยู่ในวงศ์ปลาตะเพียน รูปร่างคล้ายกับปลาตะเพียน แต่ลำตัวจะยาวและมีสีสันที่สะดุดตากว่า

โดยลำตัวจะมีสีฟ้าอมเขียว บริเวณส่วนหลังจะมีสีเขียวเข้ม หัวมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับลำตัว มีหนวดยาวอยู่ตรงบริเวณจะงอยปากและมุมปาก

ทั้งนี้ ปลาเวียนจะมีลักษณะคล้ายปลาพลวง ซึ่งถ้ามองเผินๆ จะมีลักษณะเหมือนกันมาก

วิธีที่ใช้จำแนกตระกูลปลาเวียนและปลาพลวงนั่นก็คือ การสังเกตแผ่นปิดใต้คาง (medien lope) ปลาเวียนจะมีแผ่นปิดใต้คาง แต่ปลาพลวงจะไม่มี

นายนพดล กล่าวอีกว่า ปลาเวียนอาศัยอยู่ในบริเวณน้ำตก ห้วย และแหล่งน้ำที่ใสสะอาด เช่น ในต้นแม่น้ำเพชรบุรี อ่างเก็บน้ำเขื่อนแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี แม่น้ำไทรโยกน้อย จังหวัดกาญจนบุรี แม่น้ำปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน อ่างเก็บน้ำเขื่อนรัชประภา จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ปกติปลาชนิดนี้ชอบอาศัยอยู่บริเวณต้นน้ำบนเทือกเขา เมื่อถึงฤดูฝนถึงจะอพยพย้ายถิ่นลงมาทางปากน้ำ

“หลังจากการสำรวจแล้วพบว่า จำนวนปลาเวียนในธรรมชาติลดน้อยลงจนใกล้สูญพันธุ์ กรมประมง โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเพชรบุรี จึงได้ดำเนินการศึกษาวิจัยเพาะขยายพันธุ์ปลา โดยเริ่มตั้งแต่การรวบรวมพ่อแม่พันธุ์ปลาเวียนจากธรรมชาติ วิธีการเพาะขยายพันธุ์ การอนุบาล รวมถึงรูปแบบการเลี้ยงเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาให้เป็นการเลี้ยงเชิงเศรษฐกิจ” นายนพดลกล่าว

ขณะที่ น.ส. สุภาพร มหันต์กิจ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเพชรบุรี กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากที่ศูนย์ได้รวบรวมพันธุ์ปลาเวียนจากแหล่งน้ำธรรมชาติ จะนำพ่อแม่พันธุ์ปลามาเลี้ยงในบ่อน้ำหมุนเวียนระบบปิด โดยมีการจัดระบบน้ำภายในให้มีการไหลเวียนตลอดเวลาเพื่อให้คล้ายการไหลของน้ำตามลำธารต้นน้ำ

โดยวิธีในการเพาะขยายพันธุ์ที่ทางศูนย์ใช้จะมี 2 วิธี คือ การเพาะพันธุ์แบบกึ่งธรรมชาติ และการเพาะพันธุ์โดยวิธีฉีดฮอร์โมนผสมเทียม

รักษาการ ผอ. ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเพชรบุรี กล่าวต่อไปว่า การเพาะพันธุ์แบบกึ่งธรรมชาติ โดยการปรับสภาพแวดล้อมภายในบ่อเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ให้คล้ายคลึงกับสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติมากที่สุด รวมถึงการให้วิตามินเสริมในอาหารสำหรับเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ และตรวจสอบความสมบูรณ์เพศของพ่อแม่พันธุ์ปลาในระหว่างเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์

เมื่อพบว่าพ่อแม่พันธุ์ปลาเวียนสามารถเพาะพันธุ์และวางไข่ได้ โดยการสังเกตพบว่าแม่พันธุ์ปลาเวียนที่สมบูรณ์เพศพร้อมสำหรับการเพาะพันธุ์จะสลัดไข่ออกมา ดังนั้น เมื่อพบว่าแม่ปลามีพฤติกรรมดังกล่าว จะนำมารีดไข่โดยการรีดเบาๆ หากไข่ไหลให้รีดต่อ แต่หากรีดแล้วมีเลือดไหลให้หยุดรีดทันที

จากนั้น นำไข่ที่รีดได้ผสมกับน้ำเชื้อของปลาเพศผู้ แล้วโรยบนแผงฟักไข่ที่ใช้มุ้งฟ้าขนาดช่องตา 16 ซึ่งวางภายในบ่อที่มีระดับน้ำประมาณ 25 เซนติเมตร เปิดน้ำไหลผ่าน 1 ลิตร ต่อนาที

ไข่จะเริ่มฟักเป็นตัว ใช้เวลาประมาณ 72-96 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ 21-27 องศาเซลเซียส

ส่วนวิธีการเพาะพันธุ์โดยวิธีฉีดฮอร์โมน รักษาการ ผอ. ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเพชรบุรี อธิบายว่า จะฉีดต่อมใต้สมองปลาไนให้แม่พันธุ์ 2 ครั้ง จากนั้นนำมารีดไข่ นำไข่ที่รีดได้มาผสมกับน้ำเชื้อ แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด

จากนั้นนำไข่ที่ได้ไปฟักในระบบเดียวกับการเพาะพันธุ์แบบกึ่งธรรมชาติ การเพาะพันธุ์ปลาเวียนพบว่า มีอัตราการปฏิสนธิระหว่าง 87.06-99.0 เปอร์เซ็นต์ อัตรารอด 94.16-95.40 เปอร์เซ็นต์

ปัจจุบันทางศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเพชรบุรีมีพ่อแม่พันธุ์ปลาเวียน จำนวน 85 ตัว สามารถเพาะขยายพันธุ์ลูกปลาเวียน ขนาด 1 นิ้ว ได้ประมาณ 20,000-30,000 ตัว ต่อปี

“ซึ่งแน่ใจได้ว่า ปลาเวียน จะไม่สูญพันธุ์แน่นอน แต่สิ่งสำคัญอยากขอให้ประชาชนร่วมมือกันสอดส่องดูแลสัตว์น้ำชนิดต่างๆ ในธรรมชาติ เพื่อเป็นการช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ ช่วยกันคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับระบบนิเวศเพื่อให้สัตว์น้ำได้ใช้เป็นแหล่งเพาะขยายพันธุ์สืบต่อไป” รักษาการ ผอ. ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเพชรบุรี กล่าว

สำหรับท่านใดที่สนใจศึกษาวิธีการเพาะขยายพันธุ์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือติดต่อขอศึกษาดูงานได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเพชรบุรี โทร. (032) 416-521-2 หรือสำนักวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด โทร. (02) 579-0562

หอยนางรมอีแปะ อาชีพสร้างเงิน ของ ลุงแขก ที่ท่าแฉลบ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05074151057&srcday=2014-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 585

เทคโนโลยีการประมง

มนัส ช่วยบำรุง

หอยนางรมอีแปะ อาชีพสร้างเงิน ของ ลุงแขก ที่ท่าแฉลบ

หอยนางรม ยังคงเป็นอาหารทะเลที่น่ากิน หากนำขึ้นภัตตาคารอาจมีราคาสูงกว่าร้อยบาท แต่รู้หรือไม่ ก่อนที่จะมาเป็นหอยนางรมให้กินกันนั้น ต้องผ่านขั้นตอนการเลี้ยงที่อาศัยทั้งฝีมือและการทุ่มเทจนกว่าจะได้หอยนางรมมากคุณภาพเยี่ยมมาสู่ผู้บริโภค

…แต่ทั้งนี้ หนึ่งในขั้นตอนสำคัญของการเลี้ยงหอยนางรมเพื่อการค้า คือการจัดหาลูกหอยนางรมคุณภาพมาเพาะเลี้ยง

ดังนั้น อาชีพการเพาะลูกหอยนางรมจำหน่าย จึงเป็นอีกหนึ่งห่วงโซ่ที่สำคัญในอาชีพการเลี้ยงหอยนางรม

คุณประพัตร วงเวียน หรือ ลุงแขก เกษตรกรเลี้ยงหอยนางรม อยู่บ้านเลขที่ 153/10 หมู่ที่ 3 ตำบลจันทนิมิต อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี เป็นหนึ่งในเกษตรกรที่ยึดอาชีพการเพาะลูกหอยนางรมจำหน่าย

โดยลูกหอยนางรมที่เพาะจำหน่าย ภาษาคนเพาะเลี้ยงจะเรียกว่า หอยนางรมอีแปะ

ลุงแขกเล่าว่า “สาเหตุที่เริ่มทำธุรกิจเลี้ยงหอยนางรมอีแปะขายนั้น เนื่องจากในสมัยก่อนประกอบอาชีพพ่อค้าพลอย อยู่ที่ตลาดพลอยเมืองจันท์

แต่ภายหลังประสบปัญหาพลอยขาดตลาด พลอยมีน้อย จึงได้เลิกล้มอาชีพพ่อค้าพลอยไป ผนวกกับในขณะนั้นพี่สาวได้เลี้ยงหอยนางรมอีแปะขายอยู่ก่อนแล้ว มีรายได้ดี ตนเองมองว่ามันมีลู่ทางทำธุรกิจ จึงตัดสินใจลองเริ่มทำหอยนางรมอีแปะดู

ด้วยความมานะไม่ยอมแพ้แก่โชคชะตา พร้อมกับความขยันของลุงแขก จึงเริ่มทดลองเลี้ยงหอยนางรมอีแปะ ณ บริเวณ บ้านท่าแฉลบ ตำบลบางกะจะ อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี

“ผมเริ่มต้นลงทุนครั้งแรกไม่มากนัก ประมาณ 40,000 พวง พวงละ 40 สตางค์ ลงจำนวนไม่กี่หมื่นพวง ทดลองลงก่อน ถ้าว่าดีพอ มีกำไรจริง เราก็ขยายขึ้นเป็นแสนพวง สำหรับในปัจจุบันนี้ทำอยู่ ประมาณ 200,000 พวงแล้ว” ลุงแขกกล่าว

ด้วยสภาพน้ำและความอุดมสมบูรณ์บริเวณอ่าวบ้านท่าแฉลบ ซึ่งมีธาตุอาหารที่สำคัญให้ลูกหอยนางรมได้กิน ทำให้ชาวบ้านเลือกผูกร้านหอยนางรมในบริเวณนี้

โดยในบริเวณอ่าวบ้านท่าแฉลบนี้มีเกษตรกรเพาะเลี้ยงลูกหอยนางรมอีแปะส่งขายให้กับเกษตรกรที่มารับหอยนางรมไปเลี้ยงต่อในพื้นที่อื่นนับกว่า 20 ราย

การเลี้ยงหอยนางรมอีแปะถือเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านชนิดหนึ่งที่ชาวบ้านได้เรียนรู้ในการผลิตเชื้อหอยหรือให้หอยมาเกาะกับแป้นปูนที่ผูกไว้เป็นราวแขวนบนไม้ไผ่ จนสามารถขายลูกพันธุ์หอยนางรมเป็นรายได้หลักได้เลยทีเดียว

“ปีที่แล้วราคาดีมาก ใช้ได้เลย ได้กำไร มีกำไรกิน แต่ปีนี้กำไรเท่าทุน ถือว่าบุญแล้ว ขายไม่ค่อยออก เนื่องจากเขาลงกันมาก ทำกันเยอะ เขาเห็นว่าปีที่แล้วมันได้กำไร เลยลงกันเยอะ มันเลยขายไม่ออก

เกษตรกรต้องตกลงราคากันเอง ไม่อย่างนั้นมาแย่งลูกค้ากัน ทำให้ลูกหอยที่เพาะไว้ไม่สามารถจำหน่ายแก่เกษตรกรที่มารับช่วงเลี้ยงต่อได้ ตอนนี้ราคาอยู่ที่ 60 สตางค์ ต่อ 1 เส้น คัดเฉพาะสวยๆ ราคา 60 สตางค์ โดยใน 1 พวง จะมีทั้งหมด 10 เส้น” ลุงแขกกล่าว

หอยนางรมอีแปะ มีเทคนิควิธีการทำอย่างไร

การทำอีแปะหอยนางรมนั้น ลุงแขกเล่าให้ฟังว่า “อีแปะหอยเป็นปูนซีเมนต์ผสมทราย แล้วนำมาหยอดลงบนเชือก หยอดสลับกันฝั่งละ 5 ลูก ใน 1 เส้น จะมีเม็ดอีแปะอยู่ 10 เม็ด

มีลักษณะเป็นแป้นปูนกลมๆ เรานำมาแขวนเพาะเชื้อ แต่เราไม่ได้ทำเอง ไปซื้อมาจากบ้านพังราด ซึ่งจะมีอีแปะหอยนางรมขายอยู่เป็นจำนวนมาก”

สำหรับพวงอีแปะนั้นจะมีทั้งหมด 10 เส้น แขวนไว้บนราวไม้ไผ่ ซึ่งมีการผูกหลักยึดกับร้านไม้ไผ่เป็นรูปแบบสี่เหลี่ยมแล้วนำไม้ไผ่มาพาดเป็นราวสำหรับใช้แขวนเชื้อหอยนางรมอีกทีหนึ่ง

ลุงแขกเล่าต่อว่า…

“สำหรับการเริ่มลงเชื้อหอย (เริ่มทำร้านแขวนอีแปะ) จะอยู่ในราวเดือนกันยายน-ตุลาคม หรือช่วงปีใหม่ซึ่งจะเป็นช่วงที่เชื้อหอยเริ่มเข้ามาในช่วงฤดูกาลนี้ ชาวบ้านที่เลี้ยงหอยนางรมก็จะถือโอกาสลงร้านหอยใหม่กัน ซึ่งใน 1 ปี จะสามารถทำได้เพียง 1 ครั้ง เท่านั้น

เมื่อนำพวงอีแปะมาแขวนบนราวไม้ไผ่แล้วนั้น เชื้อหอยนางรมจะมาจับที่ตัวอีแปะเองตามธรรมชาติ โดยใช้ระยะเวลา ประมาณ 2-3 เดือน จึงเริ่มนำขึ้นขายได้ โดยลูกหอยนางรมที่นำขึ้นขายจะมีขนาดเล็กประมาณเล็บมือเท่านั้น”

ลุงแขกเล่าถึง “เทคนิควิธีการเลี้ยงหอยนางรมอีแปะมีไม่มากนัก เพียงแค่เลี้ยงตามธรรมชาติ เชื้อหอยจะเข้ามาติดเอง เราเพียงแค่แขวนแป้นปูน หรืออีแปะไว้ เชื้อหอยก็จะเข้ามาเกาะเอง

สาเหตุที่ลุงแขกเลือกใช้แป้นปูน หรืออีแปะ ในการเพาะเชื้อหอยนางรมนั้น เนื่องจากอีแปะเป็นวัสดุที่สามารถหาได้ง่ายภายในท้องถิ่น ผนวกกับเชื้อหอยนางรมจะเข้ามายึดติดกับพวงอีแปะที่เอาไปแขวนลอยในน้ำได้ดีกว่าวัสดุชนิดอื่น รวมทั้งยังสามารถขึ้นหอย (เก็บเชื้อหอย) ไปขายต่อให้กับเกษตรกรรายอื่นได้ง่ายด้วย

นอกจากจะใช้อีแปะปูนเป็นตัวให้เชื้อหอยเกาะแล้ว ยังสามารถใช้ยางรถยนต์หรือวัสดุผิวขรุขระชนิดอื่นเป็นวัสดุให้เชื้อหอยนางรมเกาะได้

แต่หอยนางรมที่มาเกาะนี้ไม่ใช่หอยนางรมยักษ์ หรือหอยตะโกรม ซึ่งจะหาได้ในน้ำลึก ต้องดำหา ซึ่งหาได้น้อยมาก ต้องดำหาตามทะเลถึงจะมี เหมือนหอยนางรมพวกนี้เขาจะนำไปเลี้ยงต่อแล้วขายส่ง ขายเหมากัน”

สำหรับการเลี้ยงหอยนางรมอีแปะนี้ต้องอาศัยกระแสน้ำในการพัดพาเชื้อหอยเข้ามาติดกับอีแปะ รวมถึงธาตุอาหารในน้ำบริเวณนั้นว่ามีเพียงพอเหมาะแก่การเลี้ยงหอยนางรมหรือไม่

“ที่ผมได้เลี้ยงหอยนางรมมา กระแสน้ำไม่ค่อยมีปัญหา เคยมี 1 ครั้ง น้ำป่าลงมาทำให้หอยตายทั้งหมด มีขี้ดินมาก แต่เราก็ไม่ค่อยเดือดร้อนเท่าไหร่ พอตายหมดเราก็เพาะขึ้นใหม่ได้อีก ที่มันตายแล้วเดี๋ยวตัวใหม่มันก็มาจับอีก” ลุงแขกกล่าว

กำไรจากการขาย

หอยนางรมอีแปะดีหรือไม่

“การกำหนดราคาซื้อหอยนางรมอีแปะ หากสวยจริงๆ เส้นนึงจะตกอยู่ที่ 1 บาทกว่า คือเต็มทุกแป้น เขาเรียกว่าสวยจริง จะมีหอยเกาะทุกแป้น แป้นนึงประมาณ 2 ตัว ขึ้นไป หากขาดเป็นบางแป้นราคาจะถูกตัด” ลุงแขกกล่าว

การลงทุนทำหอยนางรมอีแปะมีค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงนัก แต่ในบางช่วงที่มีเกษตรกรลงทุนทำร้านหอยนางรมอีแปะมีมากเกินไปก็อาจทำให้ราคาลูกหอยนางรมถูกลงหรือขายไม่ได้

สำหรับการเลี้ยงหอยนางรมอีแปะนั้นไม่ค่อยมีความเสี่ยงมากนัก แต่ต้องเพิ่มต้นทุนค่าไม้ไผ่ เนื่องจากไม้ไผ่ที่นำมาทำร้านหอยนางรมจะอยู่ได้เพียงแค่ปีเดียว ปีต่อมาเกษตรกรต้องลงทุนค่าไม้ใหม่

ไม้ที่ใช้สำหรับแขวนเป็นร้านหอยนางรมอีแปะนั้นมีขายในท้องถิ่น แต่ในบางครั้งเกษตรกรที่เลี้ยงหอยนางรมอีแปะมีการสั่งไม้ไผ่เพิ่มจากพื้นที่อื่นด้วย

ลุงแขกเล่าถึงกำไรที่ได้ว่า

“ตอนนี้มีราคาซื้ออยู่ที่ 40 สตางค์ ต่อเส้น ทั้งค่าไม้ ค่าพวงอีแปะ ก็ตกอยู่ที่ 60 สตางค์ ถ้าขายได้ราคา 1 บาท ก็กำไร 40 สตางค์ ครั้งแรกลงทุน 100,000 บาท ได้กำไรมา 100,000 บาท ปีต่อมาขายได้ 200,000 บาท

กำไรแสนนึงต่อปีก็พออยู่ได้แล้ว แรงงานคือตัวเราเองเพราะเรามีเวลาสำหรับมัน ไม่ได้ไปไหนก็ทำอยู่อย่างนี้ มัดฐานบ้าง หาไม้ใหม่มาเสริมบ้าง”

ลุงแขกใช้เวลาอยู่กับร้านหอยนางรมที่สร้างไว้บริเวณอ่าวบ้านท่าแฉลบทุกวัน ให้เวลากับธุรกิจที่ทำเป็นแรงงานเอง ทำให้ไม่ต้องเพิ่มค่าจ้างแรงงานมากนัก

“หอยที่เราเลี้ยงจะเริ่มขายตั้งแต่อายุประมาณ 2 เดือน หากช่วงราคาดีของมีน้อย 3-4 เดือน ก็ขายหมดแล้ว อยู่ที่ช่วงจังหวะราคาเพราะเชื้อหอยนางรมไม่ได้มาทั้งปี เดือนกันยายน-ตุลาคม ก็เริ่มลงเชื้อหอยกันแล้ว เกษตรกรบางรายเดือนธันวาคมก็ขายได้หมดแล้ว” ลุงแขกกล่าว

การซื้อลูกหอยนางรมอีแปะนั้นเกษตรกรที่มารับช่วงต่อจะต้องสั่งซื้อผ่านแหล่งขายหอยนางรมอีแปะโดยตรง เพื่อตกลงซื้อขายลูกหอยนางรม รวมถึงให้เกษตรกรผู้เพาะเชื้อหอยนางรมนำหอยนางรมที่แขวนอยู่ขึ้นจากน้ำมารอส่งขายให้

“ถ้ามีเกษตรกรต้องการของ เขาจะมาซื้อที่นี่เอง จากตราด จากชลบุรี จากเพชรบุรี เขาก็มาซื้อกันที่นี่ โดยสามารถโทร. สั่งซื้อได้เลย เขาจะถามว่า หอยนางรมที่เลี้ยงสวยมั้ย ราคาเท่าไหร่ ถ้าถูกใจเมื่อตกลงราคากันเสร็จ รุ่งเช้าเราก็ขนลูกหอยนางรมไปขึ้นที่ฝั่ง เพื่อให้เขามารับไปเลี้ยงต่อได้” ลุงแขกกล่าว

ธุรกิจการเลี้ยงหอยนางรมอีแปะนั้นอาจจะดูไม่ยากนัก แต่อาจจะเป็นเรื่องที่ยากสำหรับเกษตรกรบางรายที่ไม่มีเวลาให้กับธุรกิจนี้ รวมถึงขาดประสบการณ์ในการทำหอยนางรมอีแปะ

ลุงแขกกล่าวเพิ่มเติมว่า “หอยนางรมที่เราขายนั้นเป็นหอยเชื้อ ต้องเอาไปชำต่อ เขาจะเอาไปเลี้ยงเป็นหอยใหญ่แยกเนื้อส่งตามร้านอาหาร บางแห่งเลี้ยง 4-5 เดือน บางแห่งก็เลี้ยงข้ามปีแล้วแต่คุณภาพน้ำของแต่ละท้องที่ การเจริญเติบโตของหอยนางรมอยู่ที่ตรงนั้น”

เกษตรกรท่านใดสนใจวิธีการเพาะเลี้ยงหอยนางรมอีแปะ สามารถติดต่อสอบถามกับ ลุงแขก ได้โดยตรงที่ โทร. (084) 679-1486

นี่จึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวของคนเลี้ยงหอยนางรม แห่งท่าแฉลบ…

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,211 other followers

%d bloggers like this: