Tag Archives: เทคโนโลยีการประมง

นวพล ชาวแกลง ทิ้งกุ้ง มาเลี้ยงปูดำ ทำเงิน…ที่จันทบุรี

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05087011157&srcday=2014-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 586

เทคโนโลยีการประมง

มนัส ช่วยบำรุง

นวพล ชาวแกลง ทิ้งกุ้ง มาเลี้ยงปูดำ ทำเงิน…ที่จันทบุรี

ปูดำ เป็นสัตว์เศรษฐกิจอีกประเภทหนึ่งที่เกษตรกรนิยมเลี้ยงอยู่ในขณะนี้ ด้วยราคาที่สูง ไม่ต่ำกว่า กิโลกรัมละ 300 บาท หากขึ้นภัตตาคารแล้วจะมีราคาที่สูงกว่านี้มาก รวมทั้งยังเพาะเลี้ยงได้ง่าย ไม่ต้องดูแลมากเป็นพิเศษเหมือนสัตว์น้ำชนิดอื่น

นอกจาก ปูดำ เป็นสัตว์เศรษฐกิจที่มีราคาแพงแล้ว ปูดำยังสามารถจำหน่ายแยกได้ทั้งปูเนื้อ ปูไข่ โดยเฉพาะปูไข่นั้นมีราคาที่สูงกว่าปูเนื้อมาก ปัจจุบัน ยังมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ปูดำจึงเป็นสัตว์น้ำที่ดึงดูดให้เกษตรกรหลายรายตัดสินใจเพาะเลี้ยงเป็นอาชีพเสริม

คุณนวพล ชาวแกลง เกษตรกรเลี้ยงปูดำ อยู่บ้านเลขที่ 29 ซอย 11 ถนนชวณะอุทิศ อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี เป็นหนึ่งในเกษตรกรที่เลี้ยงปูดำและประสบความสำเร็จ โดยปัจจุบันมีบ่อเลี้ยงปูดำอยู่ที่บ้านหนองชิ่ม อำเภอแหลมสิงห์

คุณนวพล เล่าให้ฟังว่า ก่อนเริ่มเลี้ยงปูดำนั้น ได้ทำธุรกิจเลี้ยงกุ้งขาวอยู่ก่อนแล้วเป็นเวลานานกว่า 10 ปี

ภายหลังประสบปัญหากุ้งติดเชื้อจากโรค Ems ทำให้ได้หยุดเลี้ยงกุ้งขาวไป

จากการประสบปัญหากุ้งติดโรค ควบคุมอัตราการตายของกุ้งยากขึ้น ทำให้คุณนวพลรวมถึงเกษตรกรเลี้ยงกุ้งรายอื่นหันไปประกอบอาชีพอื่น เกษตรกรบางรายในท้องถิ่นผันตัวเองมาเลี้ยงปูเช่นเดียวกับคุณนวพล

คุณนวพล กล่าวต่อว่า คนแถวนี้จะเลิกเลี้ยงกุ้งกันหมดแล้ว เพราะโรค Ems เป็นโรคที่ไม่มีวิธีแก้ สมัยก่อนโรค Ems นี้ยังดีถ้าหยุดอาหารทิ้งไว้มันก็ยังเหลือบ้าง แต่เดี๋ยวนี้กุ้งตายเรื่อยๆ เลย

โรค Ems หรือโรคกุ้งตายด่วน ทำให้คุณนวพลต้องหยุดธุรกิจเลี้ยงกุ้งขาวไว้ก่อน แล้วมองหาอาชีพเสริมชนิดอื่นที่สามารถทำได้ในบ่อที่เคยใช้เลี้ยงกุ้งมาก่อน ผนวกกับช่วงนั้นบ่อว่างจึงมองหาสัตว์น้ำที่สามารถเลี้ยงได้ในระหว่างที่มีปัญหากุ้งติดโรค Ems นี้อยู่

พลิกวิกฤต

เป็นโอกาสด้วยปูดำ

จากความรู้ที่มีเมื่อครั้งยังเลี้ยงกุ้งขาวอยู่ รวมถึงบ่อเลี้ยงที่ยังคงว่าง ทำให้คุณนวพลเลือกเลี้ยงปูดำ เนื่องจากลูกพันธุ์ปูดำมีอยู่มากในท้องถิ่นบ้านหนองชิ่ม

“เริ่มทดลองนำปูดำมาปล่อยลงในบ่อกุ้ง โดยมีพื้นที่ประมาณ 30 ไร่ เลี้ยงปูดำ จำนวน 3 บ่อ บ่อละประมาณ 3 ไร่ โดยทั้ง 3 บ่อนี้ เป็นบ่อเลี้ยงกุ้งเก่าทั้งหมด ที่เลี้ยงอยู่ตอนนี้เป็นปูดำทั้งหมด เลี้ยงปล่อยแบบธรรมชาติไม่ได้ใช้อาหารพิเศษอะไร

ปูดำเพิ่งมาลงได้ประมาณ 2 เดือน สำหรับลูกพันธุ์ปูที่ใช้ได้มาจากคนในท้องถิ่นดักมาขาย เหมือนสั่ง 1 ครั้ง ก็แล้วแต่เขาเอามาขายให้ จำนวนที่รับซื้อลูกปูดำมาเพาะต่อนั้นไม่แน่นอน เหมือนตอนลงทุนทำ เสียค่าลูกปู ตัวละ 4 บาท จะมากจะน้อยแล้วแต่จำนวนที่เขาให้

บางวันอาจมีมาขายให้เป็น 100 ตัว แต่บางวันก็ไม่ได้ซื้อลูกพันธุ์ปูดำเลยก็มี เขาไปดักมาจากในคลอง ดักธรรมชาติแล้วจึงนำมาขายต่อให้เรา” คุณนวพล กล่าว

เลี้ยงปูดำตามธรรมชาติ

“ปูดำ ที่เลี้ยงเป็นแบบธรรมชาติเลี้ยงปนกับปลาหมอเทศ ไม่ต้องให้เหยื่อมาก โดย 1 อาทิตย์ จะให้อาหารปูดำเพียง 2 วันเท่านั้น อาหารที่ให้นั้น เป็นพวกปลาเป็ด ปลาเหยื่อ สาดให้ทั่วบ่อ ไม่ได้ใช้อาหารเม็ดหรืออาหารชนิดอื่นให้” คุณนวพล กล่าว

การเลี้ยงแบบธรรมชาติ ปล่อยให้ปูอยู่ในบ่อ คอยให้แต่เพียงอาหารเท่านั้น จึงทำให้คุณนวพลสามารถประหยัดต้นทุนไปได้มาก

คุณนวพล กล่าวต่อว่า “ปูดำ ในบางครั้งเดินขึ้นมาจากบ่อเลี้ยง เราจึงต้องปล่อยให้หญ้าขอบบ่อสูงไว้ เพื่อกันไม่ให้ปูดำเดินขึ้น หากไม่มีหญ้าบริเวณขอบบ่อจะทำให้ปูเดินขึ้นได้ง่าย ปูดำที่เราปล่อยมีตัวขนาดเล็ก ประมาณ 2-3 นิ้ว ใช้ระยะเวลาประมาณ 2-3 เดือน ก็สามารถวางหับจับไปจำหน่ายได้แล้ว”

การเลี้ยงปูดำในรูปแบบธรรมชาตินี้ ทำให้คุณนวพลสามารถสร้างรายได้เสริมหลังจากหยุดเลี้ยงกุ้ง แม้มีกำไรไม่สูงมากเหมือนกุ้ง แต่สามารถทดแทนรายได้ที่หายไปได้ส่วนหนึ่ง

สำหรับการจับปูไปจำหน่ายนั้น คุณนวพลใช้ “หับ” (อุปกรณ์จับปู) ในการจับปูดำ โดยใส่เหยื่อไว้ แล้วนำไปหย่อนลงในบ่อเลี้ยงปู ซึ่งปูจะเข้ามากินเหยื่อภายในหับแล้วติดอยู่ในหับนั้น จึงสามารถนำปูขึ้นจากบ่อได้

“เวลามีพ่อค้ามาสั่งซื้อ เราจะดักไปขายที่เขารับซื้ออีกทีหนึ่ง เราไม่ได้ดูดน้ำแห้งเหมือนกุ้ง แต่ใช้หับโยนเอา เหมือนไปขายครั้งหนึ่งกำไรที่ได้ก็แล้วแต่เรา กำไรไม่แน่นอน ถ้าขยันดักหน่อยก็ได้กำไรมาก กำไรที่ได้ประมาณ วันละ 1,000 บาท แล้วแต่จำนวน ถ้าลงปูเยอะก็ได้มาก ถ้าประมาณช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ปูจะมีราคาแพงมาก”

เจ้าของบ่อเลี้ยงปูดำบอกว่า ปูก้ามจะขายได้ประมาณ กิโลกรัมละ 600 บาท ส่วนปูไข่จะมีราคาที่สูงมากกว่าปูก้าม จึงขายแยกกัน ใช้วิธีการสังเกตที่จับปิ้งของปู ซึ่งปูตัวผู้จะมีจับปิ้งที่เรียวเป็นสามเหลี่ยมแหลม ส่วนปูตัวเมียจะมีจับปิ้งที่มีลักษณะใหญ่เป็นครึ่งวงกลม ซึ่งภายในจะมีไข่อยู่ ตลาดค้าปูช่วงหน้าฝนจะไม่ค่อยดี แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าร้อนราคาจะดีมาก” คุณนวพล กล่าว

เลี้ยงปูดำ

มีความเสี่ยงหรือไม่

“เลี้ยงปูนั้นมีความเสี่ยงบ้าง ปูที่เลี้ยงไว้ในบางครั้งติดเห็บเหาของพวกสัตว์น้ำ โดยจะตายเพียงตัวเดียว ไม่ได้ตายทั้งบ่อ ปูที่เลี้ยงไว้นั้นเลี้ยงรวมอยู่กับปลาหมอเทศ เลี้ยงไว้ตามธรรมชาติพร้อมกับปู จึงมีการแย่งกินอาหารกันบ้างในบางครั้ง เรื่องค่าน้ำในบ่อเลี้ยงนั้นไม่ต้องเป็นห่วงมาก เพราะปูดำมีความอดทนสูง แม้จะนำมาเลี้ยงในบ่อกุ้งก็ตาม ไม่ต้องตีน้ำ ปล่อยอย่างเดียวรอวันเก็บ ค่าน้ำอาจจะมีผลถ้าเราปล่อยหนาแน่น”

ปูดำ มีปัญหาการกินกันเองบ้างเวลาที่ปูลอกคราบ ตัวเมียจะกินตัวผู้ เราป้องกันโดยการแยกบ่อตัวผู้กับตัวเมียไว้ตั้งแต่ช่วงแรก เพื่อป้องกันปัญหาการกินกันเอง (คุณนวพล บอก)

บ่อปูดำของคุณนวพลนี้จะมีการถ่ายน้ำเข้า-ออก บ้าง ประมาณ 15 วัน ต่อครั้ง ซึ่งจะใช้ช่วงที่เป็นหัวน้ำ (น้ำสูง) ถ่ายน้ำในบ่อทั้งหมดเพื่อรักษาความสะอาดภายในบ่อ

การเลี้ยงปูดำในบ่อกุ้งนี้จึงเป็นตัวอย่างเล็กๆ ให้แก่เกษตรกรเลี้ยงกุ้งที่กำลังประสบปัญหากุ้งติดโรค Ems แล้วหยุดเลี้ยงไป ปล่อยบ่อไว้ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ได้หันมาเลี้ยงปูดำแทนที่ด้วยความเสี่ยงที่น้อยกว่า รวมถึงปูดำสามารถจับขายได้ทุกวันเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร ปูดำจึงเป็นสัตว์น้ำชนิดหนึ่งที่น่าสนใจเลี้ยงภายใต้วิกฤติโรค Ems นี้

สำหรับผู้สนใจ สอบถามเทคนิควิธีการเลี้ยงปูดำในบ่อกุ้ง ติดต่อได้ที่ คุณนวพล ชาวแกลง โทร. (081) 292-3156

ปลาเวียน กรมประมง เพาะได้แล้ว

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05073151057&srcday=2014-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 585

เทคโนโลยีการประมง

ปลาเวียน กรมประมง เพาะได้แล้ว

ปลาเวียน จัดเป็นปลาน้ำจืดของไทยที่หายากและใกล้สูญพันธุ์ มีขนาดโดยเฉลี่ยประมาณ 40-50 เซนติเมตร นอกจากจะเป็นปลาที่มีรสชาติอร่อย ปลาเวียน ยังจัดเป็นปลาสวยงามที่หายากและมีราคาแพง

ปัจจุบัน พบว่า ปลาชนิดนี้มีจำนวนลดน้อยลงมาก…

สาเหตุเกิดจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลง ไม่เอื้ออำนวยต่อการขยายพันธุ์ปลาเวียนในธรรมชาติ หรือการจับปลาเวียนขึ้นมาใช้ประโยชน์จำนวนมาก จนส่งผลให้ธรรมชาติไม่สามารถผลิตลูกพันธุ์ได้ทันต่อความต้องการ

นายนพดล ภูวพานิช ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด กล่าวว่า ปลาเวียนเป็นปลาน้ำจืดที่จัดอยู่ในวงศ์ปลาตะเพียน รูปร่างคล้ายกับปลาตะเพียน แต่ลำตัวจะยาวและมีสีสันที่สะดุดตากว่า

โดยลำตัวจะมีสีฟ้าอมเขียว บริเวณส่วนหลังจะมีสีเขียวเข้ม หัวมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับลำตัว มีหนวดยาวอยู่ตรงบริเวณจะงอยปากและมุมปาก

ทั้งนี้ ปลาเวียนจะมีลักษณะคล้ายปลาพลวง ซึ่งถ้ามองเผินๆ จะมีลักษณะเหมือนกันมาก

วิธีที่ใช้จำแนกตระกูลปลาเวียนและปลาพลวงนั่นก็คือ การสังเกตแผ่นปิดใต้คาง (medien lope) ปลาเวียนจะมีแผ่นปิดใต้คาง แต่ปลาพลวงจะไม่มี

นายนพดล กล่าวอีกว่า ปลาเวียนอาศัยอยู่ในบริเวณน้ำตก ห้วย และแหล่งน้ำที่ใสสะอาด เช่น ในต้นแม่น้ำเพชรบุรี อ่างเก็บน้ำเขื่อนแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี แม่น้ำไทรโยกน้อย จังหวัดกาญจนบุรี แม่น้ำปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน อ่างเก็บน้ำเขื่อนรัชประภา จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ปกติปลาชนิดนี้ชอบอาศัยอยู่บริเวณต้นน้ำบนเทือกเขา เมื่อถึงฤดูฝนถึงจะอพยพย้ายถิ่นลงมาทางปากน้ำ

“หลังจากการสำรวจแล้วพบว่า จำนวนปลาเวียนในธรรมชาติลดน้อยลงจนใกล้สูญพันธุ์ กรมประมง โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเพชรบุรี จึงได้ดำเนินการศึกษาวิจัยเพาะขยายพันธุ์ปลา โดยเริ่มตั้งแต่การรวบรวมพ่อแม่พันธุ์ปลาเวียนจากธรรมชาติ วิธีการเพาะขยายพันธุ์ การอนุบาล รวมถึงรูปแบบการเลี้ยงเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาให้เป็นการเลี้ยงเชิงเศรษฐกิจ” นายนพดลกล่าว

ขณะที่ น.ส. สุภาพร มหันต์กิจ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเพชรบุรี กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากที่ศูนย์ได้รวบรวมพันธุ์ปลาเวียนจากแหล่งน้ำธรรมชาติ จะนำพ่อแม่พันธุ์ปลามาเลี้ยงในบ่อน้ำหมุนเวียนระบบปิด โดยมีการจัดระบบน้ำภายในให้มีการไหลเวียนตลอดเวลาเพื่อให้คล้ายการไหลของน้ำตามลำธารต้นน้ำ

โดยวิธีในการเพาะขยายพันธุ์ที่ทางศูนย์ใช้จะมี 2 วิธี คือ การเพาะพันธุ์แบบกึ่งธรรมชาติ และการเพาะพันธุ์โดยวิธีฉีดฮอร์โมนผสมเทียม

รักษาการ ผอ. ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเพชรบุรี กล่าวต่อไปว่า การเพาะพันธุ์แบบกึ่งธรรมชาติ โดยการปรับสภาพแวดล้อมภายในบ่อเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ให้คล้ายคลึงกับสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติมากที่สุด รวมถึงการให้วิตามินเสริมในอาหารสำหรับเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ และตรวจสอบความสมบูรณ์เพศของพ่อแม่พันธุ์ปลาในระหว่างเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์

เมื่อพบว่าพ่อแม่พันธุ์ปลาเวียนสามารถเพาะพันธุ์และวางไข่ได้ โดยการสังเกตพบว่าแม่พันธุ์ปลาเวียนที่สมบูรณ์เพศพร้อมสำหรับการเพาะพันธุ์จะสลัดไข่ออกมา ดังนั้น เมื่อพบว่าแม่ปลามีพฤติกรรมดังกล่าว จะนำมารีดไข่โดยการรีดเบาๆ หากไข่ไหลให้รีดต่อ แต่หากรีดแล้วมีเลือดไหลให้หยุดรีดทันที

จากนั้น นำไข่ที่รีดได้ผสมกับน้ำเชื้อของปลาเพศผู้ แล้วโรยบนแผงฟักไข่ที่ใช้มุ้งฟ้าขนาดช่องตา 16 ซึ่งวางภายในบ่อที่มีระดับน้ำประมาณ 25 เซนติเมตร เปิดน้ำไหลผ่าน 1 ลิตร ต่อนาที

ไข่จะเริ่มฟักเป็นตัว ใช้เวลาประมาณ 72-96 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ 21-27 องศาเซลเซียส

ส่วนวิธีการเพาะพันธุ์โดยวิธีฉีดฮอร์โมน รักษาการ ผอ. ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเพชรบุรี อธิบายว่า จะฉีดต่อมใต้สมองปลาไนให้แม่พันธุ์ 2 ครั้ง จากนั้นนำมารีดไข่ นำไข่ที่รีดได้มาผสมกับน้ำเชื้อ แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด

จากนั้นนำไข่ที่ได้ไปฟักในระบบเดียวกับการเพาะพันธุ์แบบกึ่งธรรมชาติ การเพาะพันธุ์ปลาเวียนพบว่า มีอัตราการปฏิสนธิระหว่าง 87.06-99.0 เปอร์เซ็นต์ อัตรารอด 94.16-95.40 เปอร์เซ็นต์

ปัจจุบันทางศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเพชรบุรีมีพ่อแม่พันธุ์ปลาเวียน จำนวน 85 ตัว สามารถเพาะขยายพันธุ์ลูกปลาเวียน ขนาด 1 นิ้ว ได้ประมาณ 20,000-30,000 ตัว ต่อปี

“ซึ่งแน่ใจได้ว่า ปลาเวียน จะไม่สูญพันธุ์แน่นอน แต่สิ่งสำคัญอยากขอให้ประชาชนร่วมมือกันสอดส่องดูแลสัตว์น้ำชนิดต่างๆ ในธรรมชาติ เพื่อเป็นการช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ ช่วยกันคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับระบบนิเวศเพื่อให้สัตว์น้ำได้ใช้เป็นแหล่งเพาะขยายพันธุ์สืบต่อไป” รักษาการ ผอ. ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเพชรบุรี กล่าว

สำหรับท่านใดที่สนใจศึกษาวิธีการเพาะขยายพันธุ์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือติดต่อขอศึกษาดูงานได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเพชรบุรี โทร. (032) 416-521-2 หรือสำนักวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด โทร. (02) 579-0562

หอยนางรมอีแปะ อาชีพสร้างเงิน ของ ลุงแขก ที่ท่าแฉลบ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05074151057&srcday=2014-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 585

เทคโนโลยีการประมง

มนัส ช่วยบำรุง

หอยนางรมอีแปะ อาชีพสร้างเงิน ของ ลุงแขก ที่ท่าแฉลบ

หอยนางรม ยังคงเป็นอาหารทะเลที่น่ากิน หากนำขึ้นภัตตาคารอาจมีราคาสูงกว่าร้อยบาท แต่รู้หรือไม่ ก่อนที่จะมาเป็นหอยนางรมให้กินกันนั้น ต้องผ่านขั้นตอนการเลี้ยงที่อาศัยทั้งฝีมือและการทุ่มเทจนกว่าจะได้หอยนางรมมากคุณภาพเยี่ยมมาสู่ผู้บริโภค

…แต่ทั้งนี้ หนึ่งในขั้นตอนสำคัญของการเลี้ยงหอยนางรมเพื่อการค้า คือการจัดหาลูกหอยนางรมคุณภาพมาเพาะเลี้ยง

ดังนั้น อาชีพการเพาะลูกหอยนางรมจำหน่าย จึงเป็นอีกหนึ่งห่วงโซ่ที่สำคัญในอาชีพการเลี้ยงหอยนางรม

คุณประพัตร วงเวียน หรือ ลุงแขก เกษตรกรเลี้ยงหอยนางรม อยู่บ้านเลขที่ 153/10 หมู่ที่ 3 ตำบลจันทนิมิต อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี เป็นหนึ่งในเกษตรกรที่ยึดอาชีพการเพาะลูกหอยนางรมจำหน่าย

โดยลูกหอยนางรมที่เพาะจำหน่าย ภาษาคนเพาะเลี้ยงจะเรียกว่า หอยนางรมอีแปะ

ลุงแขกเล่าว่า “สาเหตุที่เริ่มทำธุรกิจเลี้ยงหอยนางรมอีแปะขายนั้น เนื่องจากในสมัยก่อนประกอบอาชีพพ่อค้าพลอย อยู่ที่ตลาดพลอยเมืองจันท์

แต่ภายหลังประสบปัญหาพลอยขาดตลาด พลอยมีน้อย จึงได้เลิกล้มอาชีพพ่อค้าพลอยไป ผนวกกับในขณะนั้นพี่สาวได้เลี้ยงหอยนางรมอีแปะขายอยู่ก่อนแล้ว มีรายได้ดี ตนเองมองว่ามันมีลู่ทางทำธุรกิจ จึงตัดสินใจลองเริ่มทำหอยนางรมอีแปะดู

ด้วยความมานะไม่ยอมแพ้แก่โชคชะตา พร้อมกับความขยันของลุงแขก จึงเริ่มทดลองเลี้ยงหอยนางรมอีแปะ ณ บริเวณ บ้านท่าแฉลบ ตำบลบางกะจะ อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี

“ผมเริ่มต้นลงทุนครั้งแรกไม่มากนัก ประมาณ 40,000 พวง พวงละ 40 สตางค์ ลงจำนวนไม่กี่หมื่นพวง ทดลองลงก่อน ถ้าว่าดีพอ มีกำไรจริง เราก็ขยายขึ้นเป็นแสนพวง สำหรับในปัจจุบันนี้ทำอยู่ ประมาณ 200,000 พวงแล้ว” ลุงแขกกล่าว

ด้วยสภาพน้ำและความอุดมสมบูรณ์บริเวณอ่าวบ้านท่าแฉลบ ซึ่งมีธาตุอาหารที่สำคัญให้ลูกหอยนางรมได้กิน ทำให้ชาวบ้านเลือกผูกร้านหอยนางรมในบริเวณนี้

โดยในบริเวณอ่าวบ้านท่าแฉลบนี้มีเกษตรกรเพาะเลี้ยงลูกหอยนางรมอีแปะส่งขายให้กับเกษตรกรที่มารับหอยนางรมไปเลี้ยงต่อในพื้นที่อื่นนับกว่า 20 ราย

การเลี้ยงหอยนางรมอีแปะถือเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านชนิดหนึ่งที่ชาวบ้านได้เรียนรู้ในการผลิตเชื้อหอยหรือให้หอยมาเกาะกับแป้นปูนที่ผูกไว้เป็นราวแขวนบนไม้ไผ่ จนสามารถขายลูกพันธุ์หอยนางรมเป็นรายได้หลักได้เลยทีเดียว

“ปีที่แล้วราคาดีมาก ใช้ได้เลย ได้กำไร มีกำไรกิน แต่ปีนี้กำไรเท่าทุน ถือว่าบุญแล้ว ขายไม่ค่อยออก เนื่องจากเขาลงกันมาก ทำกันเยอะ เขาเห็นว่าปีที่แล้วมันได้กำไร เลยลงกันเยอะ มันเลยขายไม่ออก

เกษตรกรต้องตกลงราคากันเอง ไม่อย่างนั้นมาแย่งลูกค้ากัน ทำให้ลูกหอยที่เพาะไว้ไม่สามารถจำหน่ายแก่เกษตรกรที่มารับช่วงเลี้ยงต่อได้ ตอนนี้ราคาอยู่ที่ 60 สตางค์ ต่อ 1 เส้น คัดเฉพาะสวยๆ ราคา 60 สตางค์ โดยใน 1 พวง จะมีทั้งหมด 10 เส้น” ลุงแขกกล่าว

หอยนางรมอีแปะ มีเทคนิควิธีการทำอย่างไร

การทำอีแปะหอยนางรมนั้น ลุงแขกเล่าให้ฟังว่า “อีแปะหอยเป็นปูนซีเมนต์ผสมทราย แล้วนำมาหยอดลงบนเชือก หยอดสลับกันฝั่งละ 5 ลูก ใน 1 เส้น จะมีเม็ดอีแปะอยู่ 10 เม็ด

มีลักษณะเป็นแป้นปูนกลมๆ เรานำมาแขวนเพาะเชื้อ แต่เราไม่ได้ทำเอง ไปซื้อมาจากบ้านพังราด ซึ่งจะมีอีแปะหอยนางรมขายอยู่เป็นจำนวนมาก”

สำหรับพวงอีแปะนั้นจะมีทั้งหมด 10 เส้น แขวนไว้บนราวไม้ไผ่ ซึ่งมีการผูกหลักยึดกับร้านไม้ไผ่เป็นรูปแบบสี่เหลี่ยมแล้วนำไม้ไผ่มาพาดเป็นราวสำหรับใช้แขวนเชื้อหอยนางรมอีกทีหนึ่ง

ลุงแขกเล่าต่อว่า…

“สำหรับการเริ่มลงเชื้อหอย (เริ่มทำร้านแขวนอีแปะ) จะอยู่ในราวเดือนกันยายน-ตุลาคม หรือช่วงปีใหม่ซึ่งจะเป็นช่วงที่เชื้อหอยเริ่มเข้ามาในช่วงฤดูกาลนี้ ชาวบ้านที่เลี้ยงหอยนางรมก็จะถือโอกาสลงร้านหอยใหม่กัน ซึ่งใน 1 ปี จะสามารถทำได้เพียง 1 ครั้ง เท่านั้น

เมื่อนำพวงอีแปะมาแขวนบนราวไม้ไผ่แล้วนั้น เชื้อหอยนางรมจะมาจับที่ตัวอีแปะเองตามธรรมชาติ โดยใช้ระยะเวลา ประมาณ 2-3 เดือน จึงเริ่มนำขึ้นขายได้ โดยลูกหอยนางรมที่นำขึ้นขายจะมีขนาดเล็กประมาณเล็บมือเท่านั้น”

ลุงแขกเล่าถึง “เทคนิควิธีการเลี้ยงหอยนางรมอีแปะมีไม่มากนัก เพียงแค่เลี้ยงตามธรรมชาติ เชื้อหอยจะเข้ามาติดเอง เราเพียงแค่แขวนแป้นปูน หรืออีแปะไว้ เชื้อหอยก็จะเข้ามาเกาะเอง

สาเหตุที่ลุงแขกเลือกใช้แป้นปูน หรืออีแปะ ในการเพาะเชื้อหอยนางรมนั้น เนื่องจากอีแปะเป็นวัสดุที่สามารถหาได้ง่ายภายในท้องถิ่น ผนวกกับเชื้อหอยนางรมจะเข้ามายึดติดกับพวงอีแปะที่เอาไปแขวนลอยในน้ำได้ดีกว่าวัสดุชนิดอื่น รวมทั้งยังสามารถขึ้นหอย (เก็บเชื้อหอย) ไปขายต่อให้กับเกษตรกรรายอื่นได้ง่ายด้วย

นอกจากจะใช้อีแปะปูนเป็นตัวให้เชื้อหอยเกาะแล้ว ยังสามารถใช้ยางรถยนต์หรือวัสดุผิวขรุขระชนิดอื่นเป็นวัสดุให้เชื้อหอยนางรมเกาะได้

แต่หอยนางรมที่มาเกาะนี้ไม่ใช่หอยนางรมยักษ์ หรือหอยตะโกรม ซึ่งจะหาได้ในน้ำลึก ต้องดำหา ซึ่งหาได้น้อยมาก ต้องดำหาตามทะเลถึงจะมี เหมือนหอยนางรมพวกนี้เขาจะนำไปเลี้ยงต่อแล้วขายส่ง ขายเหมากัน”

สำหรับการเลี้ยงหอยนางรมอีแปะนี้ต้องอาศัยกระแสน้ำในการพัดพาเชื้อหอยเข้ามาติดกับอีแปะ รวมถึงธาตุอาหารในน้ำบริเวณนั้นว่ามีเพียงพอเหมาะแก่การเลี้ยงหอยนางรมหรือไม่

“ที่ผมได้เลี้ยงหอยนางรมมา กระแสน้ำไม่ค่อยมีปัญหา เคยมี 1 ครั้ง น้ำป่าลงมาทำให้หอยตายทั้งหมด มีขี้ดินมาก แต่เราก็ไม่ค่อยเดือดร้อนเท่าไหร่ พอตายหมดเราก็เพาะขึ้นใหม่ได้อีก ที่มันตายแล้วเดี๋ยวตัวใหม่มันก็มาจับอีก” ลุงแขกกล่าว

กำไรจากการขาย

หอยนางรมอีแปะดีหรือไม่

“การกำหนดราคาซื้อหอยนางรมอีแปะ หากสวยจริงๆ เส้นนึงจะตกอยู่ที่ 1 บาทกว่า คือเต็มทุกแป้น เขาเรียกว่าสวยจริง จะมีหอยเกาะทุกแป้น แป้นนึงประมาณ 2 ตัว ขึ้นไป หากขาดเป็นบางแป้นราคาจะถูกตัด” ลุงแขกกล่าว

การลงทุนทำหอยนางรมอีแปะมีค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงนัก แต่ในบางช่วงที่มีเกษตรกรลงทุนทำร้านหอยนางรมอีแปะมีมากเกินไปก็อาจทำให้ราคาลูกหอยนางรมถูกลงหรือขายไม่ได้

สำหรับการเลี้ยงหอยนางรมอีแปะนั้นไม่ค่อยมีความเสี่ยงมากนัก แต่ต้องเพิ่มต้นทุนค่าไม้ไผ่ เนื่องจากไม้ไผ่ที่นำมาทำร้านหอยนางรมจะอยู่ได้เพียงแค่ปีเดียว ปีต่อมาเกษตรกรต้องลงทุนค่าไม้ใหม่

ไม้ที่ใช้สำหรับแขวนเป็นร้านหอยนางรมอีแปะนั้นมีขายในท้องถิ่น แต่ในบางครั้งเกษตรกรที่เลี้ยงหอยนางรมอีแปะมีการสั่งไม้ไผ่เพิ่มจากพื้นที่อื่นด้วย

ลุงแขกเล่าถึงกำไรที่ได้ว่า

“ตอนนี้มีราคาซื้ออยู่ที่ 40 สตางค์ ต่อเส้น ทั้งค่าไม้ ค่าพวงอีแปะ ก็ตกอยู่ที่ 60 สตางค์ ถ้าขายได้ราคา 1 บาท ก็กำไร 40 สตางค์ ครั้งแรกลงทุน 100,000 บาท ได้กำไรมา 100,000 บาท ปีต่อมาขายได้ 200,000 บาท

กำไรแสนนึงต่อปีก็พออยู่ได้แล้ว แรงงานคือตัวเราเองเพราะเรามีเวลาสำหรับมัน ไม่ได้ไปไหนก็ทำอยู่อย่างนี้ มัดฐานบ้าง หาไม้ใหม่มาเสริมบ้าง”

ลุงแขกใช้เวลาอยู่กับร้านหอยนางรมที่สร้างไว้บริเวณอ่าวบ้านท่าแฉลบทุกวัน ให้เวลากับธุรกิจที่ทำเป็นแรงงานเอง ทำให้ไม่ต้องเพิ่มค่าจ้างแรงงานมากนัก

“หอยที่เราเลี้ยงจะเริ่มขายตั้งแต่อายุประมาณ 2 เดือน หากช่วงราคาดีของมีน้อย 3-4 เดือน ก็ขายหมดแล้ว อยู่ที่ช่วงจังหวะราคาเพราะเชื้อหอยนางรมไม่ได้มาทั้งปี เดือนกันยายน-ตุลาคม ก็เริ่มลงเชื้อหอยกันแล้ว เกษตรกรบางรายเดือนธันวาคมก็ขายได้หมดแล้ว” ลุงแขกกล่าว

การซื้อลูกหอยนางรมอีแปะนั้นเกษตรกรที่มารับช่วงต่อจะต้องสั่งซื้อผ่านแหล่งขายหอยนางรมอีแปะโดยตรง เพื่อตกลงซื้อขายลูกหอยนางรม รวมถึงให้เกษตรกรผู้เพาะเชื้อหอยนางรมนำหอยนางรมที่แขวนอยู่ขึ้นจากน้ำมารอส่งขายให้

“ถ้ามีเกษตรกรต้องการของ เขาจะมาซื้อที่นี่เอง จากตราด จากชลบุรี จากเพชรบุรี เขาก็มาซื้อกันที่นี่ โดยสามารถโทร. สั่งซื้อได้เลย เขาจะถามว่า หอยนางรมที่เลี้ยงสวยมั้ย ราคาเท่าไหร่ ถ้าถูกใจเมื่อตกลงราคากันเสร็จ รุ่งเช้าเราก็ขนลูกหอยนางรมไปขึ้นที่ฝั่ง เพื่อให้เขามารับไปเลี้ยงต่อได้” ลุงแขกกล่าว

ธุรกิจการเลี้ยงหอยนางรมอีแปะนั้นอาจจะดูไม่ยากนัก แต่อาจจะเป็นเรื่องที่ยากสำหรับเกษตรกรบางรายที่ไม่มีเวลาให้กับธุรกิจนี้ รวมถึงขาดประสบการณ์ในการทำหอยนางรมอีแปะ

ลุงแขกกล่าวเพิ่มเติมว่า “หอยนางรมที่เราขายนั้นเป็นหอยเชื้อ ต้องเอาไปชำต่อ เขาจะเอาไปเลี้ยงเป็นหอยใหญ่แยกเนื้อส่งตามร้านอาหาร บางแห่งเลี้ยง 4-5 เดือน บางแห่งก็เลี้ยงข้ามปีแล้วแต่คุณภาพน้ำของแต่ละท้องที่ การเจริญเติบโตของหอยนางรมอยู่ที่ตรงนั้น”

เกษตรกรท่านใดสนใจวิธีการเพาะเลี้ยงหอยนางรมอีแปะ สามารถติดต่อสอบถามกับ ลุงแขก ได้โดยตรงที่ โทร. (084) 679-1486

นี่จึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวของคนเลี้ยงหอยนางรม แห่งท่าแฉลบ…

มานพ พรรณพลีวรรณ ปราชญ์ปลาทับทิม แห่งหนองเสือ ปทุมธานี

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05076011057&srcday=2014-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 584

เทคโนโลยีการประมง

มนัส ช่วยบำรุง

มานพ พรรณพลีวรรณ ปราชญ์ปลาทับทิม แห่งหนองเสือ ปทุมธานี

มานพฟาร์ม ซึ่งตั้งอยู่ เลขที่ 27/3 หมู่ที่ 6 ตำบลหนองสามวัง อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี โทร. (081) 382-0477 มี คุณมานพ พรรณพลีวรรณ เป็นเจ้าของฟาร์ม ที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้ปราชญ์ปลานิล จังหวัดปทุมธานี รวมถึงเป็นฟาร์มเลี้ยงปลาทับทิมที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่ง ด้วยความอุตสาหะ ขยันศึกษาเรียนรู้ พัฒนาตนเองอยู่โดยตลอด จนทำให้วันนี้ประสบผลสำเร็จได้

คุณมานพ พรรณพลีวรรณ เล่าให้ฟังว่า เดิมทำสวนส้มอยู่ก่อน ประมาณ 20 ปี ภายหลังพื้นที่อำเภอหนองเสือปลูกได้ผลไม่ดีนัก เกษตรกรบางรายย้ายไปปลูกที่อื่นกัน แต่ตนเปลี่ยนอาชีพมาทำประมง จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้น เมื่อ พ.ศ. 2541 โดยมีบริษัทเอกชนได้เข้ามาแนะนำส่งเสริมให้เลี้ยงปลาทับทิม มีพื้นที่ทั้งหมด 45 ไร่

คุณมานพ เริ่มต้นการทำฟาร์มปลาทับทิม จาก 4 กระชัง ก่อนแล้วจึงพัฒนาต่อโดยได้รับคำแนะนำจากนักวิชาการประมงรวมถึงได้รับคำแนะนำจากบริษัทในการสนับสนุนองค์ความรู้ในการเลี้ยงปลาทับทิม ทำให้ปัจจุบันมีกระชังปลาเกือบ 100 กระชัง

ซึ่งช่วงแรกทดลองเลี้ยงเพียง 4 กระชัง แล้วเริ่มจับกลุ่มกับเกษตรกรรายอื่นที่เลี้ยงปลาทับทิม แต่มีปัญหาด้านการตลาด อีกทั้งเกษตรกรย่านคลองสิบสามนิยมเลี้ยงกันมาก เมื่อเกิดปัญหาโรคในปลา ทำให้เกษตรกรบางรายเลิกทำประมงไป

คุณมานพ ได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการเลี้ยงปลานิลทั่วประเทศของกรมประมง โดยได้รับการคัดเลือกจากศูนย์วิจัยพันธุ์สัตว์น้ำจืดปทุมธานี ให้เป็นปราชญ์ปลานิลของจังหวัดปทุมธานี

“ปลานิลทั่วประเทศมีผลการเลี้ยงที่ต่างกัน พื้นที่ภาคกลางเป็นพื้นที่ลุ่ม เราจะเปิดกระชังนี่มันยาก จึงนิยมเลี้ยงในบ่อกัน แต่ของผมเปลี่ยนแนวคิดไม่ได้เลี้ยงปลานิล เปลี่ยนเป็นปลาทับทิม เพราะต้นทุนใกล้เคียงกัน แต่ราคาระหว่างปลานิลกับปลาทับทิมต่างกันมาก ห่างกันกว่า 20 บาท”

ด้วยราคาของปลาทับทิมที่มีราคาสูงกว่าปลานิล ทำให้คุณมานพตัดสินใจเลี้ยงปลาทับทิมในกระชังแบบครบวงจร โดยใช้แรงงานภายในครอบครัว รวมถึงตัวคุณมานพเองในการร่วมกันบริหารจัดการฟาร์มปลาทับทิม โดยสร้างกระชังอยู่ภายในคลองสิบสาม แล้วขุดบ่ออนุบาลปลาบริเวณที่เคยใช้เป็นสวนส้มมาก่อน

อนุบาลลูกปลาทับทิม

ในบ่อดิน 3 เดือน ก่อนลงกระชัง

คุณมานพ กล่าวว่า มานพฟาร์มจะเน้นในช่วง 3 เดือนแรก เพราะปลาทับทิมกว่าที่จะเลี้ยงสู่ตลาดเสร็จเรียบร้อยนี้ มีระยะการเลี้ยงประมาณ 5 เดือน

โดยจะเริ่มต้นนำปลาทับทิมมาอนุบาลในบ่อดินที่ขุดไว้ จำนวน 7 บ่อ มีพื้นที่ประมาณ บ่อละ 2 ไร่ ภายในบริเวณบ่อเลี้ยงมีการขึงตาข่ายกันนก รวมถึงสัตว์เลื้อยคลานที่จะลงมากินปลาภายในบ่อ

คุณมานพ เล่าว่า ความแตกต่างของปลาทับทิมจากมานพฟาร์มกับฟาร์มอื่นคือ การอนุบาลในบ่อดินก่อน ให้ได้น้ำหนักประมาณ 100 กรัม เลี้ยงในบ่อดิน ประมาณ 3 เดือน จึงนำลงกระชัง ซึ่งแตกต่างจากของเกษตรกรรายอื่น บ่อดินที่ใช้อนุบาล มีขนาด 2 ไร่ จำนวน 7 บ่อ ช่วยลดต้นทุนในส่วนของการอนุบาล โดยตั้งเป้าไว้ที่ปลามีขนาด 100 กรัม จึงย้ายลงกระชัง ใช้วิธีลดต้นทุนในส่วนของลูกปลาก่อน เมื่อนำมาเลี้ยงในบ่อดิน จะมีอาหารธรรมชาติให้ปลากิน ต้นทุนในส่วนของอาหารสำเร็จรูปจึงลดลง

โดยทั่วไปเกษตรกรที่เลี้ยงปลาทับทิมจะใช้ระยะเวลาเลี้ยงจากลูกปลาขนาดเล็กไปจนถึงปลาเนื้อจับ ใช้เวลาประมาณ 6 เดือน แต่ถ้าเราใช้เทคนิคในส่วนของการอนุบาลให้ได้ขนาด 100 กรัม แล้วมาปล่อยในกระชังเพื่อทำปลาเนื้อ จะทำให้ลดระยะในการเลี้ยงลงไปเหลือ 5 เดือน เนื่องจากเลี้ยงเสริมอาหารเต็มที่ในช่วงการอนุบาลในบ่อเรียบร้อยแล้ว

“โรคของปลาทับทิมจะเป็นไปตามฤดูกาล โดยเฉพาะช่วงเดือนมีนาคม-กรกฎาคม ช่วงหน้าร้อนจะเป็นโรค เพราะอุณหภูมิสูง หน้าร้อนจะหนีตรงนี้ไม่พ้น ตอนนี้จะเป็นโรคสเตรปโตคอกคัสซิส (โรคเยื่อสมองอักเสบในปลาทับทิม) รวมถึงโรคพาโบลแบคทีเรียม (โรคเหงือกเน่า) ด้วย ก็เลยรักษายาก แล้วเมื่อเป็นช่วงเปลี่ยนฤดูแล้วจะมีพยาธิภายนอกเข้ามาด้วย เป็นพาหะทำให้ปลาเป็นแผล ทำให้การควบคุมเลี้ยงดูยาก การเลี้ยงปลาจึงมีความเสี่ยงตลอดเวลา”

“การดูวินิจฉัยโรคนี้เป็นเทคนิคส่วนตัวของเรา คือต้องมีประสบการณ์ กระชังต้องสะอาด การเลี้ยงปลาในแม่น้ำธรรมชาติถ้ากระชังสกปรก เรามีความเสี่ยงต่อโรคแล้ว ร่องกระชังต้องมีน้ำเคลื่อนตัว ส่วนมุ้งเขียวกันอาหารนี้ เราต้องนำมาทำความสะอาดบ้าง เวลามันสกปรกไม่ใช่ใช้ครั้งเดียวจนถึงปลาจับ”

เทคนิคการสังเกตว่าปลากินอาหารดีหรือไม่ รวมถึงปลามีความต้องการอาหารมากเท่าไร คุณมานพใช้ลูกปัดแยกสีกันใส่ในขวดที่แขวนไว้ตามบ่อ เพื่อความสะดวกในการนับปริมาณความต้องการอาหารของปลาทับทิม โดยให้อาหาร วันละ 3 มื้อ คือช่วงเช้า เที่ยง และเย็น

“อาหาร 1 กระสอบ เมื่ออยู่ในถังเรียบร้อยแล้ว ก็ใส่ลูกปัด 1 ลูก เพื่อคำนวณดูว่าสิ้นสุดกรอบการเลี้ยง 3 เดือน แล้วเราลงทุนไปเท่าไหร่ เช่น สีน้ำเงิน แทนอาหารปลาดุก สีชมพู แทนอาหารที่ใช้ตอนปลาโตใกล้จับ บ่อของเราสามารถปล่อยปลาหนาแน่นได้เยอะ เราใส่ได้ 60,000 ถึง 100,000 ตัว ต่อไร่ โดยใช้ใบพัดน้ำหมุนตลอด เพื่อให้ออกซิเจนปลา การเลี้ยงปลานี้ออกซิเจนมีความสำคัญมาก หลานดูแลในกระชังปลาเนื้อ ส่วนในบ่อ 7 บ่อ ผมดูแลเอง เนื่องจากเป็นส่วนสำคัญ”

วางยาสลบปลา

กันปลาบอบช้ำ

คุณมานพ ใช้วิธีการวางยาสลบ (ยาลดการเคลื่อนไหว) ให้ปลาที่มีขนาด 100 กรัม ก่อนขนย้ายลงสู่กระชัง

“เวลาขนย้ายทำยังไง ไม่ให้ปลาบอบช้ำ ไม่ให้มีบาดแผล ก็โดยการวางยาสลบ โดยใช้ยาสลบที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายของเบทเทอร์ ผลิตโดยทีมงานวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เบทาโกรเป็นผู้ผลิตตัวยาชนิดนี้ออกมาจำหน่าย” คุณมานพ กล่าวต่อไปว่า เทคนิคการวางยาสลบนี้ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (CP) ได้ให้คำแนะนำมา นำมาพัฒนาของเราเอง โดยคำนวณว่า ยาสลบ 1 ซีซี ต่อน้ำ 10 ลิตร เมื่อขนย้าย จะใช้น้ำประมาณ 7,000 ซีซี ใช้ตัวยา ประมาณ 70 ซีซี เมื่อใส่ลงไปแล้ว จะควบคุมอุณหภูมิด้วยน้ำแข็ง เพื่อให้อุณหภูมิลดลง ให้ปลาเคลื่อนไหวน้อยที่สุด ตรงนี้สำคัญมาก เนื่องจากปลาจะไม่เกิดบาดแผล”

ถังที่คุณมานพใช้สำหรับการขนย้ายปลาทับทิม ใช้ถังตัน หรือถัง 1,000 ลิตร ขนย้ายปลาได้ครั้งละ 250 กิโลกรัม โดยสังเกตถ้าปลาแข็งแรงเมื่อปล่อยลงสู่กระชังแล้ว จะขึ้นเหนือน้ำ แต่ถ้าปลาที่ไม่แข็งแรง เมื่อปล่อยลงกระชังไปแล้วจะไม่ค่อยว่ายน้ำเท่าที่ควร

“โดยปกติแล้วการขนย้ายที่ถูกต้อง จะต้องปรับอุณหภูมิในถังกับในกระชังให้พอดีกัน แต่ผมไม่ปรับ เพื่อไม่ให้ยุ่งยากอุณหภูมิในถังจะอยู่ที่ 23 องศา ในการขนย้ายปลา แต่อุณหภูมิภายในกระชังนี้เราไม่สามารถควบคุมให้ปกติได้ เพราะฉะนั้นเราจะย้ายโดยไม่ต้องปรับอุณหภูมิมาก ปลาของเราจะสามารถว่ายน้ำได้เลย เนื่องจากปลาของเราอนุบาลในบ่อดินอยู่ก่อน ทำให้แข็งแรง ผมไม่ต้องปรับอุณหภูมิอีก เมื่อปล่อยปลาลงไปแล้วปลาทับทิมสามารถว่ายกินอาหารได้เลย”

ในส่วนของการเลี้ยงภายในกระชังปลานั้น คุณมานพ ใช้กระชังปลาที่มีขนาดความกว้าง 4 เมตร ยาว 5 เมตร โดยใช้ตาอวน ขนาด 4 เซนติเมตร ขึงทำกระชัง รวมถึงมีตาข่ายกันนก ความกว้างของตาข่าย ประมาณ 1 เซนติเมตร โดยให้ปากกระชังอยู่เหนือน้ำ ประมาณ 30 เซนติเมตร

“ปลาทับทิม ที่เลี้ยงในกระชังนั้น จะมีหลานคอยดูแล อาหารที่ให้ในช่วงนี้ จะให้เป็นอาหารปลาทับทิมสำเร็จรูป เพื่อความสะดวกของผู้เลี้ยง แต่ผมยังใช้วิธีการเลี้ยงแบบเดียวกับการเลี้ยงในบ่อดิน เนื่องจากปลาของเรามีความแข็งแรง เมื่อนำมาเลี้ยงในบ่อดิน ใช้ระยะเวลาเพียง 2 เดือน เท่านั้น จึงไม่มีความเสี่ยงในการติดโรคมาก”

หาตลาดเอง

มั่นคง ลดความเสี่ยง

คุณมานพ กล่าวว่า กำไรที่ฟาร์มไม่มาก แต่ได้กำไรที่ตลาดมากกว่า ปลาเมื่อลงในกระชังแล้วมีความเสี่ยงสูง ถ้าปลาโตไวเราเลี้ยงเพียง 2 เดือน แต่ถ้าปลาโตไม่ดี ก็เลี้ยงประมาณ 3 เดือน ในเขตจังหวัดปทุมธานีจะเลี้ยงดีในช่วงหน้าหนาว คือเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ เป็นช่วงที่เลี้ยงแล้ว ปลาไม่เกิดโรค ผลกำไรช่วงนั้นกระชังหนึ่งได้หลายหมื่นบาท

เนื่องจาก คุณมานพ มีแผงขายปลาทับทิมที่ตลาดไท ทำให้ปลาที่ผลิตได้จากฟาร์มสามารถผลิตได้ตามความต้องการของตลาด หากมีความต้องการมากก็ผลิตมาก แต่หากช่วงไหนเศรษฐกิจไม่ดี คนซื้อปลาบริโภคน้อยก็จะนำปลาขึ้นจากกระชัง

“ผมเริ่มหาแผงขายที่ตลาดไท โดยมีภรรยาเป็นผู้จัดการร้าน ธุรกิจในการเลี้ยงรวมถึงการตลาดต้องส่งเสริมควบคู่กันไปเพราะฉะนั้นเราจะไปมองว่าเราขายได้เท่าไหร่ ถ้าขายได้เป็นตัน เราก็ผลิตเป็นตัน ถ้าขายได้ 800 กิโลกรัม เราก็ผลิตแค่ 800 กิโลกรัม ตั้งแต่ทำมา 16 ปี ไม่เคยมีปัญหาเรื่องตลาดเลย”

สำหรับการเลี้ยงปลา ต้องมีการทำบัญชี แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือ บัญชีปลาเล็ก บัญชีปลาเนื้อ บัญชีตลาด แล้วนำมารวมกันเพื่อคิดหากำไร คุณมานพ ซื้อลูกพันธุ์ปลาทับทิมมาจาก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (CP) เดือนละ 100,000 ตัว ต้นทุนอยู่ที่ 65,000 บาท ค่าลูกพันธุ์ปลา ตัวละ 65 สตางค์ ซึ่งลูกพันธุ์มีขนาด 0.35 กรัม อาหารของลูกปลา ขนาด 100 กรัม ต้นทุน ตัวละประมาณ 3 บาท 50 สตางค์ มีเกษตรกรมาติดต่อซื้อลูกปลา แต่ไม่ขาย เนื่องจากต้องส่งตลาด ผลกำไรประมาณ 100,000-200,000 บาท ต่อเดือน เฉพาะค่าอาหารเลี้ยงปลา (อาหารสำเร็จรูป) เดือนละประมาณ 1,500,000 บาท

“เราสามารถดึงใจลูกค้าได้ในส่วนของคุณภาพ เพราะเวลาเราจับปลาเนื้อ เราก็ใช้วิธีการวางยาสลบขนย้ายเข้าตลาดไทเช่นเดียวกับปลาเล็ก แต่มีความแตกต่างกันที่จะใช้ในปริมาณที่มากกว่า คือใช้ในปริมาณที่เข้มข้น เพื่อให้มันนิ่งไม่มีบาดแผล เมื่อถ่ายปลาลงน้ำที่ตลาดไทก็จะแข็งแรงกว่าของคนอื่นเขา ลูกค้าสามารถเอาไปขังได้อีก 2 วัน ทำให้ไม่ต้องมาซื้อที่ตลาดไททุกวัน มาซื้อวันเว้นวันก็ได้”

คุณมานพ พรรณพลีวรรณ ฝากถึงเพื่อนเกษตรกรว่า บางครั้งที่เราไปสัมมนากับเกษตรกรรายย่อย บางครั้งเขาคิดว่าบางอย่างที่เราทำเป็นการเพิ่มต้นทุนในการเลือกอาหาร การเลือกลูกพันธุ์ต่างๆ ถ้าศึกษาให้แน่จริง ในการทำครบวงจรนี่เกษตรกรถึงจะอยู่ได้ แต่ถ้าเราเลี้ยงผ่านพ่อค้าคนกลาง ไม่มีการโยงใย ไม่มีการรวมกลุ่ม เราเลี้ยงอยู่รายเดียว เราจะไม่มีที่พึ่ง เพราะฉะนั้นเกษตรกรส่วนใหญ่จะต้องรวมกลุ่มกัน เพื่อให้ความรู้เรื่องโรค รวมถึงแนะนำการตลาด

วิธีเสริมธาตุอาหารให้ปลาทับทิม

คุณมานพ พรรณพลีวรรณ ใช้กล้วยสุกปั่นกับเครื่องบดน้ำแข็ง เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วใส่โยเกิร์ตลงไปในเครื่องบดน้ำแข็ง ปั่นต่ออีกสักครู่ให้โยเกิร์ตผสมกับกล้วยจนเข้าที่ หลังจากนั้น จึงนำกล้วยที่ปั่นได้มาคลุกเคล้ากับอาหารสำเร็จรูป แล้วนำไปให้ปลากิน

“ใช้กล้วยบดเสริมอาหารให้ปลา เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน เมื่อปั่นแล้วจะได้เนื้อกล้วย ได้ความเข้มข้น ปริมาณแค่ไหน ต้องมาศึกษาก่อน เริ่มแรกให้น้อยก่อน ไม่ต้องให้มาก แล้วก็เริ่มให้บ่อยขึ้น ปั่นใสๆ แบบนี้ให้อาทิตย์ละครั้งไม่ได้ ใช้มากให้ได้ทุกช่วงอายุ ทำให้ปลาได้วิตามิน ปลากินดี ระบบขับถ่ายของปลาดีขึ้น อ้วนท้วน สุขภาพดี”

ลูกปลากะพงขาว คุณภาพ ที่ศูนย์ฯ สมุทรสงคราม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05069150957&srcday=2014-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 583

เทคโนโลยีการประมง

มนัส ช่วยบำรุง

ลูกปลากะพงขาว คุณภาพ ที่ศูนย์ฯ สมุทรสงคราม

ปลากะพง ถือเป็นหนึ่งในปลาเศรษฐกิจที่มีเกษตรกรให้ความสนใจเลี้ยงกันมาก และสามารถสร้างรายได้ให้เป็นอย่างดี ซึ่งเทคนิคสำคัญประการหนึ่งที่จะส่งผลให้ประสบความสำเร็จคือ การมีลูกพันธุ์ปลาที่ดี มีคุณภางลูกปลาคุณภาพ จึงต้องมาแหล่งผลิตที่มีคุณภาพ ซึ่งศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสมุทรสงคราม เป็นหนึ่งในแหล่งลูกปลากะพงคุณภาพจำหน่ายให้กับเกษตรกร ตามนโยบายของกรมประมงที่เน้นให้ศูนย์วิจัยและพ แข็งแรง ปลอดโรค มาเลี้ยง

ดังนั้น การได้มาซึ่พัฒนาประมงชายฝั่งที่ตั้งอยู่ในจังหวัดต่างๆ ได้ทำหน้าที่เป็นแหล่งผลิตลูกพันธุ์สัตว์น้ำคุณภาพเพื่อจำหน่ายให้กับเกษตรกรนำไปเลี้ยง

คุณสรรเสริญ ช่อเจี้ยง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสมุทรสงคราม กล่าวว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสมุทรสงคราม เป็นหน่วยงานผลิตลูกปลากะพงขาวหรือกุ้งขาวแวนนาไมเพื่อสนับสนุนจำหน่ายให้แก่เกษตรกร

“ราคาลูกพันธุ์ปลากะพงขาวที่จำหน่ายโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสมุทรสงครามนั้น จำหน่ายโดยอ้างอิงจากราคาจำหน่ายลูกพันธุ์ปลากะพงขาวของกรมประมง โดยกำหนดราคาอยู่ที่ เซนติเมตรละ 1 บาท หรือจำหน่ายในราคาที่ต่ำกว่านั้น เนื่องจากไม่ได้หวังผลกำไรเชิงพาณิชย์ แต่ต้องการที่จะช่วยเหลือเกษตรกร”

เทคนิคการอนุบาล

คุณสรรเสริญ ได้นำเยี่ยมชมการอนุบาลลูกปลากะพง โดยกล่าวว่า ทางศูนย์จะมีการนำลูกปลากะพงขาว อายุ 1 วัน ที่ส่งมอบมาอนุบาลในบ่อซีเมนต์ โดยใช้น้ำความเค็ม 30 ppt อุณหภูมิประมาณ 28-30 องศาเซลเซียส ประมาณ 2 วัน

ระหว่างนี้ใช้วิธีการสังเกตไข่แดงที่ตัวปลา เมื่อยุบลงแล้วจึงให้อาหารเป็นโรติเฟอร์ 10 กรัม ต่อวัน ต่อปลา 100,000 ตัว เป็นเวลา 8 วัน

ภายหลังจึงเปลี่ยนเป็นให้อาร์ทีเมียแรกฟัก ปริมาณ 500 กรัม แต่ยังมีการให้โรติเฟอร์ร่วมด้วย โดยลดปริมาณลง ปริมาณ 1 กิโลกรัม ต่อวัน ต่อปลา 100,000 ตัว เป็นเวลา 7 วัน กำหนดเวลาการให้อาหาร รอบเช้า 08.30 น. รอบเที่ยง 11.30 น. รอบบ่าย 14.00 น. รอบเย็น 18.00 น.

สำหรับ โรติเฟอร์-อาร์ทีเมีย ทางศูนย์วิจัยประมงสมุทรสงครามมีการเพาะเลี้ยงไว้ใช้เอง รวมถึงจำหน่ายให้แก่เกษตรกรด้วย แต่หากมีความต้องการใช้มาก จะมีการซื้อเพิ่มเติมจากเกษตรกรที่ทำนาอาร์ทีเมีย

โดยในช่วง 15 วันแรก เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบจะมีการสังเกตปริมาณการกินอาหารของปลาว่ามีความเพียงพอต่อความต้องการหรือไม่

นอกจากนี้ ช่วงแรกที่เลี้ยงนั้นต้องมีการถ่ายน้ำ ประมาณ 30% ของน้ำที่ใช้เลี้ยง หลังจากนั้นจึงเปลี่ยนการถ่ายน้ำเป็น 50% ทุกวัน

ซึ่งปลากะพงในระยะนี้ยังมีขนาดที่เล็กอยู่ (ปลาขนาดใบมะขาม) เมื่ออายุได้ 15 วัน ขนาดความยาวของปลาโดยประมาณครึ่งเซนติเมตร แล้วจึงย้ายลูกปลากะพงขาวไปลงบ่อดินเพื่อฝึกให้อาหารเม็ดต่อไป

โดยขั้นตอนการเตรียมบ่อดินก่อนย้ายปลากะพงจากบ่อซีเมนต์มาลงบ่อดิน เริ่มจากการทำความสะอาดบ่อ ฉีดเลนทิ้ง หลังจากนั้นจึงนำกากชามาแช่ไว้ในบ่อเป็นเวลา 2 วัน แล้วดูดน้ำออก ตามด้วยการโรยปูนขาว ประมาณ 70 กิโลกรัม โรยให้ทั่วบ่อ เสร็จแล้วตากบ่อไว้ 4 วัน

หลังจากนั้น จึงเติมน้ำที่มีความเค็มระดับ 25 ppt เข้าสู่บ่อให้สูง 1.20 เมตร ใส่คลอรีน 30 ppm ปริมาณ 58 กิโลกรัม ตีน้ำและทิ้งไว้ประมาณ 3-5 วัน ซึ่งก่อนนำปลาลงบ่อควรนำปลาเป็ด 2 กิโลกรัม มาปั่นให้ละเอียดแล้วสาดให้ทั่วบ่อ อีกทั้งนำอาร์ทีเมียแรกฟักมาลงในบ่อเพื่อเป็นการเตรียมอาหารสดให้แก่ปลากะพง

ขั้นตอนต่อมาจะเป็นการอนุบาลลูกปลากะพงขาวในบ่อดิน นานประมาณ 3 สัปดาห์

โดยคุณสรรเสริญกล่าวว่า เจ้าหน้าที่จะนำปลากะพงขาวอายุ 15 วัน จากบ่อซีเมนต์ย้ายมาลงบ่อดิน ขนาด 1 ไร่ ให้อาหารเวลา รอบเช้า 06.00 น. รอบเที่ยง 11.00 น. รอบเย็น 16.00 น.

เทคนิคการให้ จะกระจายอาหารรอบบ่อ เพื่อให้ปลาขนาดเล็กได้รับอาหารอย่างทั่วถึง ไม่ไปรุมกินที่เดียว ซึ่งในระหว่างนี้จะมีการฝึกให้อาหารเม็ดไปด้วย พร้อมกับอาหารสด

สำหรับอาหารที่ให้ในระหว่าง 3 สัปดาห์นี้คือ อาร์ทีเมียตัวโต (ไรสีน้ำตาล) มื้อละ 1 กิโลกรัม ต่อบ่อ (วันละประมาณ 3 กิโลกรัม) อาร์ทีเมียแรกฟัก วันละ 500 กรัม เป็นเวลา 5 วัน หลังจากนั้นหยุดให้อาร์ทีเมียแรกฟักเพื่อเพิ่มปริมาณอาร์ทีเมียใหญ่ มื้อละ 2 กิโลกรัม ทุกวัน

ทางศูนย์จะนำลูกน้ำจากบ่อโรติเฟอร์มาใส่บ่อดินที่เลี้ยงปลากะพงขาวอยู่ทุก 3 วัน แล้วสาดปลาเป็ดปั่นละเอียดปริมาณ 1 กิโลกรัม รอบบ่อทุก 2 วัน ซึ่งในระหว่างที่ลงบ่อดินนี้จะไม่มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำ

เมื่อครบ 3 สัปดาห์ ปลาโตได้ขนาดแล้วจึงตีขึ้นมาคัดไซซ์ในบ่อซีเมนต์อีกครั้งหนึ่งเพื่อแยกขนาดปลาในบ่อ หัว กลาง หาง (เล็ก กลาง ใหญ่) เพื่อจำหน่ายให้แก่เกษตรกร หากปลาไม่ได้ขนาดก็จะเลี้ยงไว้ก่อน เนื่องจากปลาที่ไม่ได้ขนาดหากขายไปให้แก่เกษตรกรแล้วจะโตช้า ไม่ได้ขนาดทันในเวลาขาย ศูนย์วิจัยจะนำปลาไซซ์หางไปปล่อยคืนในแหล่งน้ำธรรมชาติ

คุณสรรเสริญกล่าวเพิ่มเติมว่า ในขณะที่มีการเลี้ยงในบ่อดินนี้จะมีการสุ่มนับจำนวนปลาป้องกันการกินกันเอง (ปลาแตกไซซ์) ซึ่งมีอัตรารอดอยู่ที่ 80-90% ภายหลังจึงนำมาคัดแยกเกรดไซซ์ส่งขายให้แก่เกษตรกรที่จองปลาไว้

ไซซ์ปลากะพงขาวที่จำหน่ายจะมีขนาดอยู่ที่ 1-2 นิ้วครึ่ง ศูนย์วิจัยมีการกำหนดจำนวนปลาที่จำหน่ายบ้างในบางครั้ง เนื่องจากลูกพันธุ์ปลากะพงขาวที่ผลิตได้จากศูนย์มีจำนวนไม่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรที่ต้องการซื้อลูกพันธุ์ปลากะพงขาว

ศูนย์วิจัยมีบริการส่งลูกปลากะพงขาวให้แก่เกษตรกรผู้ต้องการด้วยรถขนส่งสัตว์น้ำของศูนย์วิจัยเอง โดยมีการคิดราคาค่าจัดส่งตามระยะทางจากศูนย์วิจัยจนถึงฟาร์มเพาะเลี้ยงของเกษตรกร

ปลากะพงขาวที่เกษตรกรซื้อไปจากศูนย์วิจัยนั้นมีการรับประกันลูกปลากะพงขาวปลอดเชื้อ เมื่อเกษตรกรนำปลากะพงขาวจากศูนย์วิจัยไปเพาะเลี้ยงแล้วปลามีการติดเชื้อหรือมีปัญหาจากการขนส่ง ทางศูนย์วิจัยมีการรับประกันชดเชยลูกพันธุ์ปลาเท่ากับจำนวนปลาของเกษตรกรที่เสียหายไป รวมถึงเกษตรกรสามารถขอคำแนะนำในการเลี้ยง หรือต้องการหาค่าน้ำที่เหมาะสมกับสถานที่เลี้ยง สามารถที่จะส่งตัวอย่างน้ำหรือปรึกษาปัญหาการเลี้ยงปลากะพงขาวได้ที่ศูนย์โดยตรง

ไปดูการเลี้ยงของเกษตรกร

คุณพรพจน์ สกุลลี้ เลขที่ 75/6 หมู่ที่ 4 ตำบลยี่สาร อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม หนึ่งในเกษตรกรเลี้ยงปลากะพงที่ซื้อลูกพันธุ์ปลากะพงขาวจากศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสมุทรสงคราม ภายใต้ชื่อ P.P. ฟาร์ม เน้นการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมและปลากะพงขาว

โดยก่อนที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจเลี้ยงปลากะพงขาวกับกุ้งขาวแวนนาไมนั้น ได้เปิดบริษัทรับติดตั้งเครื่องทำความเย็นอยู่ที่มหาชัย

ภายหลังจึงหันมาประกอบธุรกิจเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง เริ่มต้นจากการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมเป็นอย่างแรก ก่อนจะเลี้ยงปลากะพงขาว

ซึ่งสาเหตุที่เริ่มเลี้ยงปลากะพงนั้น สืบเนื่องมาจาก…

“เข้าไปเอากุ้งในศูนย์วิจัยแล้วหัวหน้าศูนย์บอกว่า มีลูกปลากะพงขาวอยู่แสนกว่าตัว สนใจหรือไม่ ผนวกกับในขณะนั้นมีบ่อเลี้ยงกุ้งที่ว่างอยู่พอดี จึงตัดสินใจตกลงซื้อลูกปลากะพงขาวมาเลี้ยง”

คุณพรพจน์ซื้อลูกปลากะพงขาวจากศูนย์วิจัย จำนวน 29,000 ตัว เป็นลูกปลาขนาด 2 นิ้วครึ่ง มาเพาะเลี้ยง ซึ่งฟาร์มของคุณพรพจน์ได้รับมาตรฐาน GAP จากกรมประมง มีพื้นที่ทั้งหมด 67 ไร่ 2 งาน บ่อที่ใช้เลี้ยงปลากะพง เป็นบ่อขนาด 5 ไร่ น้ำลึก 2 เมตร

“สาเหตุที่เลือกซื้อปลาจากศูนย์วิจัย เพราะมีความมั่นใจในตัวนักวิชาการประมงที่ได้มีการทดลองหรือตรวจโรคปลาอยู่โดยตลอด ไม่มีการปิดบังข้อมูลหากมีปลาติดเชื้อหรือลูกปลามีปัญหา ศูนย์วิจัยจะแจ้งให้เกษตรกรทราบ จึงสร้างความมั่นใจในการเลือกซื้อลูกปลากะพงขาวจากศูนย์วิจัย” คุณพรพจน์กล่าว

คุณพรพจน์ แนะนำ เกษตรกรที่ต้องการเลี้ยงปลากะพงขาวเป็นธุรกิจไม่ควรนำปลากะพงขาวขนาดเล็กมาอนุบาล แต่ควรซื้อปลาที่มีขนาดไม่ต่ำกว่า 2 นิ้วครึ่ง จนถึง 4 นิ้ว เพื่อเป็นการลดเวลาในการเลี้ยง รวมถึงป้องกันอัตราความเสี่ยงที่ปลาขนาดเล็กจะติดเชื้อภายในบ่อเลี้ยง

คุณพรพจน์เปรียบเทียบการเลี้ยงกุ้งกับปลากะพงขาวไว้ว่า?

“เลี้ยงปลากะพงขาวมีกำไรไม่แพ้กุ้ง แต่มีระยะเวลาเลี้ยงมากกว่ากันอยู่ 2 เดือน เลี้ยงปลากะพงขาวไม่มีความเสี่ยง ถ้าเลี้ยงกุ้งมีความเสี่ยงกว่ามาก”

รวมระยะเวลาที่คุณพรพจน์เลี้ยงปลากะพงขาวจนถึงจับขายเป็นเวลา 5 เดือนเต็ม โดยจับเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งคุณพรพจน์จับปลากะพงขาวได้ทั้งหมด 16 ตัน เป็นปลาขนาดไซซ์ปลาจาน ขนาดน้ำหนัก 8-9 ขีด

ซึ่งหลังจากที่ขายปลากะพงขาวชุดแรกไปแล้ว คุณพรพจน์ได้สั่งจองลูกพันธุ์ปลากะพงขาวจากศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสมุทรสงครามเพิ่มอีกเป็น 2 บ่อ 100,000 ตัว

“คนที่ทำธุรกิจเลี้ยงสัตว์น้ำจำหน่ายนั้นต้องกล้าได้กล้าเสีย เพราะเราไม่รู้ว่าวันที่เราจับราคาจะดีหรือไม่ ต้องมีความพร้อมในการจัดการฟาร์ม การเลี้ยงสัตว์น้ำจะต้องมีบุคลากรที่ดี รวมถึงความรู้ การดูแลเอาใจใส่ ความละเอียดอ่อน ถ้าเราไม่ขวนขวายเอาใจใส่กับมัน เราอาจจะผิดพลาดได้”

ดังนั้น หากมีข้อสงสัยหรือต้องการซื้อลูกพันธุ์ปลาหรือสัตว์น้ำอื่นๆ สามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสมุทรสงคราม กรมประมง เลขที่ 135 หมู่ที่ 11 ตำบลลาดใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม โทรศัพท์ (034) 720-170

“จุดฟ้าอันดามัน” ปลาเศรษฐกิจตัวใหม่ แห่งทะเลอันดามัน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05078150757&srcday=2014-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 579

เทคโนโลยีการประมง

ปรัชญา รัศมีธรรมวงศ์

“จุดฟ้าอันดามัน” ปลาเศรษฐกิจตัวใหม่ แห่งทะเลอันดามัน

วันนี้ “จุดฟ้าอันดามัน” นับเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจตัวใหม่ ที่กรมประมงกำลังเร่งผลักดันให้เกษตรกรหันมาเลี้ยงเป็นอาชีพกันมากขึ้น เนื่องจากเป็นสินค้าที่ขายดิบขายดี เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ “จุดฟ้าอันดามัน” ได้รับการยอมรับในวงการนักชิมว่าเป็นปลาที่มีรสชาติอร่อยสุดยอด ที่ผ่านมา เกษตรกรสามารถขายได้ในราคาสูงกว่าปลากะรังชนิดอื่นๆ ราคาขายโดยเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 800-1,200 บาท

ในอดีต ชาวประมงนิยมนำลูกปลากะรังจากธรรมชาติมาเลี้ยงในกระชัง ซึ่งปริมาณการเลี้ยงไม่แน่นอน ขณะเดียวกันปริมาณปลาตามธรรมชาติลดลงอย่างรวดเร็ว กรมประมงเล็งเห็นปัญหาดังกล่าวจึงพัฒนาแนวทางเพาะเลี้ยงปลาจุดฟ้าในระบบกระชัง ที่มีอัตราการรอดสูงถึง 90% และสามารถเลี้ยงได้ในทุกพื้นที่ที่ติดชายทะเล สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรหันมาเพาะเลี้ยงปลาชนิดนี้ในกระชังอย่างแพร่หลาย ทั้งในฝั่งอันดามันและอ่าวไทย

“จุดฟ้าอันดามัน”

คำว่า “จุดฟ้าอันดามัน” เป็นชื่อเรียกใหม่ของปลากะรังจุดฟ้า ในอดีตชาวประมงส่วนใหญ่คุ้นเคยกับการเรียกปลากะรังตามภาษาท้องถิ่นว่า ปลาเก๋า ปลาตุ๊กแก ปลากุดสลาด ขณะที่ชาวประมงฝั่งภาคตะวันออกนิยมเรียกปลาชนิดนี้ว่า ปลาย่ำสวาท โดยธรรมชาติ ปลาชนิดนี้มักอาศัยอยู่ตามแนวหินหรือแนวปะการัง พบในทะเลที่ความลึกตั้งแต่ 3-100 เมตร มักกินสัตว์น้ำขนาดเล็ก เช่น กุ้ง ปลา ปลาหมึก เป็นอาหาร ปลาจุดฟ้า มีจุดเด่นอยู่ที่บริเวณแก้มที่มีจุดสีฟ้า ลำตัวยังเรียวยาว แตกต่างจากปลาเก๋าที่มีลักษณะตัวลำตัวป้อมกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ในช่วงเดือนเมษายนปีนี้ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. ร่วมกับ กรมประมง หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนในฝั่งทะเลอันดามัน ร่วมมือกันผลักดันให้ “ปลากะรังจุดฟ้า” เป็นอาชีพทางเลือกใหม่แก่ชาวประมง

ดร. พีรเดช ทองอำไพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) กล่าวว่า ที่ผ่านมา สวก. ได้สนับสนุนทุนวิจัย โครงการ “ต้นแบบการผลิตพันธุ์ปลากะรังที่มีมูลค่าสูงเชิงพาณิชย์” แก่สำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง กรมประมง เป็นระยะเวลา 5 ปี ระหว่าง วันที่ 18 สิงหาคม 2553 – 17 สิงหาคม 2558 เพื่อวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะพันธุ์ปลากะรังมูลค่าสูง 3 ชนิด คือ ปลาหมอทะเล ปลากะรังจุดฟ้า และปลากะรังเสือ เพื่อผลิตลูกพันธุ์ปลาที่มีคุณภาพ และมีปริมาณเพียงพอต่อการดำเนินการในเชิงพาณิชย์ รวมทั้งเร่งถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรเพื่อเป็นอาชีพทางเลือกใหม่ และช่วยการอนุรักษ์พันธุ์ปลากะรังในธรรมชาติไปพร้อมๆ กัน

ที่ผ่านมา ทีมนักวิจัยสามารถผลิตลูกพันธุ์ปลากะรังทั้ง 3 ชนิด จำหน่ายให้เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต พังงาและกระบี่ เพื่อนำไปอนุบาลและจำหน่ายต่อให้ผู้บริโภคแล้ว จำนวน 223,930 ตัว คิดเป็นมูลค่า 12,763,140 บาท ขณะเดียวกัน สวก. ต้องการส่งเสริมการตลาดเชิงรุกผ่านการท่องเที่ยว เริ่มจากเปลี่ยนชื่อเรียกปลาชนิดนี้ว่า “จุดฟ้าอันดามัน” เพื่อเป็นเครื่องหมายการค้าที่สร้างการรับรู้และจดจำ และผลักดันให้ปลากะรังทั้ง 3 ชนิด เป็น “เมนูเอกลักษณ์” สร้างจุดขายให้กับ 3 จังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามัน ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต พังงา และกระบี่ เพื่อสร้างแรงกระตุ้นการซื้อและการบริโภคปลาชนิดนี้อย่างสม่ำเสมอ

“ปัจจุบัน เกษตรกรสามารถจำหน่ายปลากะรังจุดฟ้า ในราคา กิโลกรัมละ 1,200 บาท ปลาหมอทะเล กิโลกรัมละ 500-600 บาท ปลาเก๋าเสือ กิโลกรัมละ 450-500 บาท ปลาเหล่านี้เป็นสินค้าที่ต้องการของตลาดทั้งในไทยและต่างประเทศ เช่น ฮ่องกง ไต้หวัน และจีน สวก. มั่นใจว่า โครงการนี้จะช่วยสนับสนุนให้เกษตรกรมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนในอนาคต” ดร. พีรเดช กล่าวในที่สุด

เทคนิคการเพาะเลี้ยง “จุดฟ้าอันดามัน”

“กะรังจุดฟ้า” เป็นปลาที่สามารถเปลี่ยนเพศได้ ขนาดสมบูรณ์เพศ อายุประมาณ 3 ปี น้ำหนักตัว ประมาณ 3 กิโลกรัม จะเป็นเพศเมียทั้งหมด เมื่อปลาเจริญเติบโตมีน้ำหนักตัวประมาณ 7 กิโลกรัม ก็จะเปลี่ยนเป็นเพศผู้ ดังนั้น การผสมพันธุ์ของปลาชนิดนี้ในธรรมชาติจะเกิดจากปลาเพศผู้ที่มีขนาดใหญ่กับปลาเพศเมียที่มีขนาดเล็กกว่า

โดยฤดูกาลผสมพันธุ์ระหว่างเดือนพฤศจิกายนจนถึงเมษายน โดยสามารถวางไข่ได้ 208,000-269,500 ฟอง ต่อตัว ซึ่งปริมาณและคุณภาพของไข่ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของตัวปลา

ดร. วารินทร์ ธนาสมหวัง หัวหน้าโครงการต้นแบบผลิตพันธุ์ปลากะรังที่มีมูลค่าสูงเชิงพาณิชย์ เล่าให้ฟังว่า “กะรังจุดฟ้า” เป็นปลาที่เลี้ยงง่ายแต่เพาะพันธุ์ยาก ที่ผ่านมา ทีมนักวิจัยใช้ฝั่งอันดามันเป็นสถานที่เลี้ยง เพราะน้ำทะเลสะอาด และมีค่าความเค็ม 20 ppt ขึ้นไป ปัจจุบันสามารถเพาะขยายพันธุ์ได้ ประมาณ 5-10%

ส่วนปัญหาอุปสรรคที่พบคือ การเพาะขยายพันธุ์ในระยะอนุบาล เนื่องจากปลาชนิดนี้มีขนาดตัวเล็กมาก จึงต้องใช้อาหารที่มีขนาดเล็กคือ ลูกของโคพีพอด (แพลงตอน) เพื่อให้ลูกปลากินได้ เนื่องจากไม่สามารถเพาะพันธุ์ลูกของโคพีพอดได้ในปริมาณมากๆ ได้ จึงเป็นข้อจำกัดในการเลี้ยง หากสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ จะช่วยให้ปลากะรังจุดฟ้ามีอัตราการรอดที่สูงขึ้น

เนื่องจากจุดฟ้าเป็นปลาแปลงเพศได้ โดยช่วงแรกเป็นระยะตัวเมีย พออายุ 3 ปีขึ้นไป จะเป็นตัวผู้ กรมประมงจึงต้องผลิตพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ใหม่อยู่เรื่อยๆ โดยมีฟาร์มเพาะเลี้ยง 2 แห่ง ในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคใต้ เช่น จังหวัดกระบี่ จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดสตูล และจำหน่ายลูกพันธุ์ปลาแก่เกษตรกรในราคาถูก โดยกะรังจุดฟ้า ขายนิ้วละ 30 บาท กะรังเสือ ขายนิ้วละ 10 บาท ปลาหมอทะเล ขายนิ้วละ 40 บาท

ปัจจุบันเกษตรกรนิยมนำลูกปลาจุดฟ้า ขนาด 3-5 นิ้ว ไปเพาะเลี้ยงต่ออีก 7-8 เดือน ก็จับขายได้ การเลี้ยงปลาจะเลี้ยงได้ประมาณปีละ 1 รุ่น เพราะต้องใช้ระยะเวลาในการเลี้ยง 8 เดือน ต่อรุ่น เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงไว้หลายกระชัง แต่ละกระชังจะมีปลาอายุไม่เท่ากัน ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงมีปลาส่งขายได้ตลอดทั้งปี ปลาจุดฟ้าเป็นที่นิยมของผู้ซื้อในต่างประเทศ เช่น จีน สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน และมาเลเซีย โดยส่งออกในลักษณะปลามีชีวิต จึงขายได้ในราคาดี

ในการนี้ สวก. ได้พาเยี่ยมชมฟาร์มเลี้ยงปลาจุดฟ้าในกระชังของ “คุณชาตรี ไตรทอง” ที่จังหวัดภูเก็ต คุณชาตรี เล่าว่า ฟาร์มแห่งนี้ เป็นของนักลงทุนชาวไต้หวัน ตนรับหน้าที่ดูแลการเลี้ยงปลาทั้งหมด จำนวน 174 กระชัง

ฟาร์มแห่งนี้ นำเข้าพันธุ์ปลาจุดฟ้ามาจากประเทศไต้หวันและอินโดนีเซีย ในราคานิ้วละ 100 บาท

กระชังหนึ่งจะเลี้ยงปลา ประมาณ 2,000-3,000 ตัว โดยใช้ลูกปลาขนาด 4-5 นิ้ว ปล่อยเลี้ยงในกระชัง ขนาด 4×4 เมตร

ที่นี่นิยมใช้เหยื่อปลาสดไปบดเพื่อเป็นอาหารเลี้ยงลูกปลา โดยจะให้อาหาร วันละ 1 ครั้ง ในช่วงบ่าย แต่ละวันจะต้องใช้เนื้อปลาสด ประมาณ 3,000 กิโลกรัม โดยซื้อเหยื่อปลาสดในราคา กิโลกรัมละ 11-13 บาท

ปัจจุบันสามารถส่งปลาออกขายที่ฮ่องกงทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 100 กล่อง กล่องละ 7 ตัว หรือประมาณ 700 ตัว ต่อสัปดาห์ ขายปลาในราคากิโลกรัมละ 900-1,000 บาท

คุณชาตรี บอกว่า ปัญหาที่พบบ่อยในทุกช่วงฤดูกาลคือ ไวรัสปลาทะเล ทำให้ปลามีอาการท้องอืด เป็นโรคท้องป่อง แต่สามารถแก้ไขโดยการให้ยา เกษตรกรจะใช้เวลาเลี้ยงปลาจุดฟ้า ประมาณ 18 เดือน ก็จับปลาออกขายได้ โดยมีน้ำหนักเฉลี่ยตัวละ 7-9 ขีด ลูกค้านิยมนำปลาจุดฟ้าไปแปรรูปเป็นเมนูซาซิมิ เนื่องจากปลาชนิดนี้มีเนื้อนุ่ม และมีรสชาติอร่อยมาก เหมาะกับการรับประทานสด

ชาวประมงผนึกกำลังสร้างฐานการผลิต-ตลาด

คุณพลัฎฐ์ จันทร์โศภิน ที่ปรึกษา บริษัท แปซิฟิก ฮอลิเดย์ (ประเทศไทย) จำกัด และเป็นแกนนำกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาจุดฟ้าเล่าให้ฟังว่า กลุ่มชาวประมงส่วนใหญ่เล็งเห็นว่า “จุดฟ้า” จะเป็นอาชีพทางเลือกใหม่ที่สร้างรายได้ดี จึงร่วมมือกันสร้างภาคีเครือข่ายชาวประมงใน 6 จังหวัดชายฝั่งอันดามัน ในรูปสหกรณ์ประมง เพื่อควบคุมดีมานด์และซัพพลายของปลากะรังจุดฟ้า

โดยสหกรณ์จะรับซื้อลูกปลาทั้งหมดจากศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งภูเก็ต ซึ่งเป็นลูกปลาอายุ 1 เดือน ความยาว 1-2 นิ้ว เพื่อนำไปอนุบาลต่ออีก 3-4 เดือน เมื่อปลามีขนาด 5 นิ้ว จึงจำหน่ายให้สมาชิกนำไปเพาะเลี้ยงต่ออีก 8 เดือน โดยสหกรณ์แห่งนี้จะรับซื้อผลผลิตคืนจากสมาชิกทั้งหมด เพื่อส่งขายต่างประเทศและในประเทศ รวมทั้งวางแผนเปิดร้านอาหารจำหน่ายอาหารทะเลที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวในอนาคตอีกทางหนึ่ง

ประกวดสุดยอดเมนูจุดฟ้าอันดามัน ชิงถ้วยพระราชทาน

อีกหนึ่งก้าวของการส่งเสริมที่ สวก. ได้ร่วมมือกับกรมประมง หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน คือ การจัดกิจกรรมการแข่งขันประดิษฐ์อาหาร “สุดยอดเมนูจุดฟ้าอันดามัน” ชิงถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 28-29 มิถุนายน ที่ผ่านมา ณ แกรนด์ฮอลล์ ชั้น 1 โฮมเวิร์ค ภูเก็ต

ดร. พีรเดช ผู้อำนวยการ สวก. กล่าวเพิ่มเติมว่า การแข่งขันประดิษฐ์อาหาร “สุดยอดเมนูจุดฟ้าอันดามัน” เป็นการแข่งขันที่ใช้ปลาจุดฟ้าอันดามันเป็นวัตถุดิบหลักในการแข่งขัน และสร้างสรรค์ให้เกิดเป็นเมนูต่างๆ ซึ่งเมนูอาหารที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจะถูกนำมาเป็นอาหารประจำจังหวัดภูเก็ต และจะบรรจุในรายการอาหารของโรงแรม และร้านอาหารต่างๆ ในจังหวัดภูเก็ตอีกด้วย

ขณะที่ คุณนิวัติ สุธีมีชัยกุล อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องจากปลากะรัง ที่ประกอบด้วย 3 สายพันธุ์ คือ ปลากะรังจุดฟ้า ปลากะรังเสือ และปลาหมอทะเล ยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศ

ดังนั้น หากมีความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมกันสร้างดีมานด์ หรือความต้องการหรือการตลาดเชิงรุก โดยเชื่อมโยงการตลาดกับการท่องเที่ยว และผลักดันให้ปลากะรังทั้ง 3 ชนิด เป็นเอกลักษณ์ประจำจังหวัดชายฝั่งอันดามัน คือ จังหวัดภูเก็ต กระบี่ และพังงา ได้แล้ว จะช่วยให้กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงเกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น และยังเป็นอาชีพทางเลือกใหม่ให้แก่เกษตรกรอีกทางหนึ่งด้วย

“ในความร่วมมือครั้งนี้ จะมีการนำร่องที่จังหวัดภูเก็ตก่อน เนื่องจากเป็นศูนย์กลางแหล่งท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนกว่าปีละ 10 ล้านคน มีความพร้อมและศักยภาพในด้านต่างๆ สามารถขนส่งปลาจุดฟ้าอันดามันไปจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างสะดวก ดังนั้น การที่จะผลักดันให้ปลาจุดฟ้าอันดามันให้เป็นเอกลักษณ์ของอาหารประจำถิ่นจังหวัดภูเก็ต ไม่น่าเป็นเรื่องที่ยากมากนัก

หากท่านใดสนใจ อยากลงทุนเลี้ยง “จุดฟ้าอันดามัน” ก็ควรศึกษาทำเล ตลาด และอุปนิสัยของปลาให้ถ่องแท้เสียก่อน เพื่อให้คุ้มค่ากับการลงทุน หากมีข้อสงสัยประการใดเกี่ยวกับโครงการเลี้ยงปลากะรังจุดฟ้า สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) โทรศัพท์ (02) 579-7435 หรือ http://www.arda.or.th ในวันและเวลาราชการ

น้ำทะเลผงจากเกลือ

สูตร ครูกรรณิการ์ ระหว่างบ้าน

ชำนาญ ทองเกียรติกุล

ในปัจจุบันมีผู้นิยมเลี้ยงปลาสวยงามกันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะปลาทะเลสวยงาม แต่อุปสรรคอย่างหนึ่งคือ น้ำทะเล ที่นำมาใช้เลี้ยง ถ้าเป็นพื้นที่ใกล้ชายทะเลก็จะไม่ปัญหา แต่พื้นที่ห่างไกลก็จะต้องพึ่งพาน้ำทะเล

โดยเฉพาะน้ำทะเลเทียม แต่เดิมนั้นจะนำเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาค่อนข้างสูง แต่ในปัจจุบันเมืองไทยก็สามารถผลิตน้ำทะเลเทียมหรือน้ำทะเลผงได้ อย่างเช่น หน่วยงานวิจัยและพัฒนา สำนักผู้เชี่ยวชาญและสถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล สำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ในขณะเดียวกัน ครูกรรณิการ์ ระหว่างบ้าน ครูสอนวิทยาศาสตร์ จากโรงเรียนบางแก้ว (สำนักงานสลากกินแบ่งสงเคราะห์ 44) ตำบลบางแก้ว อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ก็เป็นผู้หนึ่งที่ศึกษาค้นคว้า ด้วยความที่เป็นโรงเรียนที่อยู่ใกล้ทะเลและอยู่ในเขตชุมชนที่มีอาชีพประมง ซึ่งเป็นอาชีพหลัก จึงเสาะแสวงหาความรู้ต่างๆ เพื่อนำมาถ่ายทอดให้นักเรียน โดยเฉพาะความรู้จากชุมชนในท้องถิ่นนอกเหนือจากทางอินเตอร์เน็ต แล้วนำมาทดลองได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง โดยเรียนรู้ร่วมกับนักเรียน เนื่องจากครูกรรณิการ์นั้นจบมาทางด้านศิลปะ แต่มาสอนวิทยาศาสตร์

สิ่งหนึ่งที่ครูกรรณิการ์ หยิบมาทดลองคือ ทำน้ำทะเลเทียม (ผง) ทำมาหลายครั้งก็มาสรุปว่าการใช้น้ำสุดท้ายของการทำนาเกลือ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า น้ำปลง มาเป็นส่วนประกอบสำคัญ ใช้เวลากว่า 3 เดือน ถึงจะประสบความสำเร็จ ซึ่งปัจจุบันโรงเรียนสามารถทำทะเลเทียม (ผง) ออกมาจำหน่ายในราคาถุงละ 80 บาท

วิธีการทำ

ขั้นตอนที่ 1 เตรียมน้ำเกลือในการทำน้ำทะเลผง

1. นำน้ำทะเลจากนาปลง จำนวน 20 ลิตร ใส่ในอ่างพลาสติก จำนวน 1 ใบ

2. ปรับสภาพ พีเอช ของน้ำและการตกตะกอน ใส่ปูนขาว ผงคลอรีน คนให้เข้ากัน เพื่อจับโลหะหนักและสิ่งปนเปื้อนให้ตกตะกอน ตั้งทิ้งไว้ 3 วัน สังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและวัดค่าความถ่วงจำเพาะด้วยเครื่องวัดค่าถ่วงจำเพาะของน้ำ (ไฮโดรมิเตอร์) ให้เท่ากับ 30 และวัด พีเอช ของน้ำทะเลให้ค่าเท่ากับ 8 ขึ้นไป ถ้าไม่ถึงให้เติมปูนขาว

ขั้นตอนที่ 2 การเตรียมเกลือในการทำน้ำทะเลผง

1. ใส่น้ำที่ได้ในขั้นตอนที่ 1 ลงในอ่างพลาสติกที่ปูด้วยผ้ายาง 3 อ่าง อ่างละ 5 ลิตร ตากน้ำทะเลติดต่อกัน 4 สัปดาห์ เก็บเกลือทุกวัน จนกว่าจะหมดหรือไม่มีผลึกเกลือ

2. นำเกลือที่ได้ไปตากแดดให้แห้ง 1 วัน จากนั้นใส่ภาชนะปิดให้มิดชิดป้องกันเกลือดูดความชื้น

3. นำน้ำเกลือที่เหลือจากการเก็บเกลือมาใส่ถังพลาสติก

ขั้นตอนที่ 3 การเตรียมน้ำดีเกลือ

1. ตวงน้ำทะเลที่เหลือจากการเก็บเกลือจากขั้นตอนที่ 2 จำนวน 10 ลิตร ใส่ถังพลาสติกวัดค่าความถ่วงจำเพาะของน้ำทะเล ค่า พีเอช และใส่ปูนขาวเพื่อปรับค่า พีเอช ครั้งละ 50 กรัม ให้ค่า พีเอช เท่ากับ 8 ขึ้นไป จึงจะหยุดใส่ปูนขาว

2. นำน้ำทะเลที่ปรับค่า พีเอช แล้วตากแดดเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ทิ้งไว้ให้ตกตะกอนจะได้น้ำดีเกลือเพื่อใช้ทำน้ำทะเลผง

ขั้นตอนที่ 4 การทำน้ำทะเลผง

1. นำเกลือที่ได้จาก ขั้นตอนที่ 2 มาผสมกับน้ำดีเกลือ จากขั้นตอนที่ 3 ในอัตราส่วน ระหว่างน้ำดีเกลือ:เกลือ สูตรที่ 1 อัตราส่วนเท่ากับ 1:1, สูตรที่ 2 อัตราส่วนเท่ากับ 1:2 และ สูตรที่ 3 อัตราส่วนเท่ากับ 2:1 นำไปตากแดดติดต่อกันเป็นเวลา 3 วัน วันละ 6 ชั่วโมง จะเกิดตกผลึกของเกลือ ซึ่งจะเรียกว่า น้ำทะเลผง

2. ตักน้ำทะเลผงขึ้นใส่ถาดพลาสติกตากให้แห้งเก็บน้ำทะเลผงใส่ภาชนะที่ปิดมิดชิดเพื่อกันการดูดความชื้น การเก็บรักษาจะต้องไว้ในสถานที่แห้ง หากเปิดปากถุงใช้แล้วควรปิดปากถุงให้สนิททุกครั้ง

การใช้ นำน้ำทะเลผง ประมาณ 1 กิโลกรัม ผสมกับน้ำสะอาด 1,000 ลิตร เพิ่มอากาศลงในน้ำด้วยปั๊มน้ำ จะต้องกรองน้ำก่อนไปใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และสิ่งที่ควรระวังอย่างมากคือ ไม่ควรทิ้งน้ำทะเลที่ใช้แล้วลงดินหรือแหล่งน้ำจืดโดยตรง เพราะความเค็มจากน้ำอาจจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้

นักวิจัย ม. เกษตรฯ และ มทร. ล้านนา น่าน ค้นพบ ปลาเลียหินน้ำว้า ปลาชนิดใหม่ของโลก

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05095150657&srcday=2014-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 577

เทคโนโลยีการประมง

จุไร เกิดควน

นักวิจัย ม. เกษตรฯ และ มทร. ล้านนา น่าน ค้นพบ ปลาเลียหินน้ำว้า ปลาชนิดใหม่ของโลก

ผศ.ดร. ปรัชญา มุสิกสินธร และ คุณศักดา อาบสุวรรณ นักวิจัยจากภาควิชาชีววิทยาประมง คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ อาจารย์อมรชัย ล้อทองค้า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน ได้ค้นพบปลาเลียหินน้ำว้า (Garra waensis) ปลาชนิดใหม่ของโลก ซึ่งจัดอยู่ในสกุลปลาเลียหิน (Garra) วงศ์ปลาตะเพียน

ลักษณะเด่นคือ มีจานดูดบริเวณริมฝีปากล่างสำหรับยึดเกาะกับผิวของหิน มีเกล็ดที่มีจุดสีส้มแดงกระจายอยู่บนลำตัว และมีก้านครีบหลังที่แตกแขนง 7 ก้าน ปลาชนิดนี้มีการแพร่กระจายในลุ่มแม่น้ำว้า ในเขตอำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน เท่านั้น ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำ ชั้น A ของระบบแม่น้ำเจ้าพระยา สองฟากฝั่งลำห้วยสาขาของแม่น้ำว้าในเขตอำเภอดังกล่าวเป็นพื้นที่ป่าที่อุดมสมบูรณ์ มีความครึ้มเย็นตลอดปี ไม่มีพื้นที่ทำการเกษตรในบริเวณดังกล่าว ดังนั้น ปลาชนิดนี้จึงเป็นปลาอีกชนิดหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่าต้นน้ำของอำเภอบ่อเกลือได้เป็นอย่างดี

นักวิจัยได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ถึงแม้ในปัจจุบันป่าต้นน้ำในเขตอำเภอบ่อเกลือกำลังถูกคุกคามก็ตาม ปลาชนิดนี้มีชื่อเรียกท้องถิ่นว่า “ปลามันหัวแข็ง” สามารถพบได้ตลอดปี และเป็นปลาอีกชนิดหนึ่งที่นำมาเป็นอาหารของคนในชุมชนเขตอำเภอบ่อเกลือ

อย่างไรก็ตาม หากป่าต้นน้ำของอำเภอบ่อเกลือยังถูกคุกคามมากขึ้น มีพื้นที่ทำการเกษตรมากขึ้น น่าจะส่งผลกระทบต่อการดำรงอยู่ของปลาชนิดนี้อย่างแน่นอน การค้นพบปลาชนิดนี้ แสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกลักษณ์เชิงชีววิทยาของลุ่มน้ำน่านตอนบน ซึ่งมีชนิดปลาเฉพาะถิ่นถึง 7 ชนิด และยังมีความเป็นไปได้ที่จะพบสิ่งมีชีวิตที่ยังไม่มีชื่อวิทยาศาสตร์อีกในอนาคต

เลี้ยง…ปู…ตาม (บัง) “อารมณ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05091150157&srcday=2014-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 567


เทคโนโลยีการประมง

มูลนิธิสยามกัมมาจล

เลี้ยง…ปู…ตาม (บัง) “อารมณ์”

“เมื่อก่อน หาอะไรมาวางปากรู…เดี๋ยวปูดำกล้ามใหญ่ๆ หนีบขึ้นมาให้จับ” 

คือ คำบอกเล่าของคนชุมชนบ้านในทอน ตำบลสุโสะ อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ที่อธิบายถึงความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ในอดีต ที่ปูดำ ขนาด 1 กิโลกรัม หาได้ง่ายดาย

แต่หลังเหตุการณ์สึนามิผ่านไป ความอุดมสมบูรณ์ที่เคยมีกลับลดน้อยลง วิถีชีวิตชาวบ้านเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

จากเดิมที่เคยยึดอาชีพประมงก็เปลี่ยนไปประกอบอาชีพรับจ้างทำสวนยางนอกหมู่บ้าน ไม่เว้นแม้แต่กลุ่มแม่บ้าน หรือเยาวชน ต่างพากันออกนอกชุมชนทำงานหาเลี้ยงครอบครัว

การลดจำนวนของเรือประมงที่เคยเป็นอาชีพหลักของคนในพื้นที่ ก่อให้เกิดการเข้ามาของ “กลุ่มทุน” ภายนอกที่หวังผลประโยชน์จาก “ปูดำ”

นั่นยิ่งทำให้จำนวนปูดำ อาหารประจำถิ่นของชุมชนบ้านในทอนลดลงตามไปด้วย เพราะกลุ่มทุนจากภายนอกใช้เครื่องมือจับสัตว์น้ำผิดประเภท จนทำให้อัตราการเจริญเติบโตของปูลดจำนวนลงอย่างเห็นได้ชัด

คุณถนอม รอดเสน ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 11 ชุมชนบ้านในทอน ตำบลสุโสะ อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง กล่าวว่า ปัจจุบันชาวบ้านไม่มีการหาปลาหรือปลูกผักกินเองอีกแล้ว ของทุกอย่างต้องซื้อกินหมด แม้จะมีราคาแพงก็ตาม เพราะชาวบ้านไม่ได้ออกทะเลเหมือนแต่ก่อน ทรัพยากรที่มีอยู่จึงถูกบุคคลอื่นเข้ามาหาประโยชน์

ซึ่งทุกคนมุ่งแต่จะหาเงินอย่างเดียว จนหลงลืมและละเลยทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน ฉะนั้น ถึงเวลาแล้วที่คนในชุมชนต้องรวมตัวคิดกันใหม่ จะปล่อยไปแบบนี้เรื่อยๆ ไม่ได้อีกต่อไป

“เดี๋ยวนี้ปูตัวใหญ่ๆ หายากขึ้นทุกที มีแต่ตัวเล็กๆ เท่านั้น เพราะมีคนจากภายนอกเข้ามาหากันเยอะ ปูก็โตไม่ทัน เมื่อก่อนปูตัวละกิโลกว่าๆ หาได้ง่ายมาก แต่เดี๋ยวนี้ตัวละครึ่งกิโลยังหายากเลย” คุณอารมณ์ เสลา หรือ “บังอารมณ์” ผู้คิดริเริ่มเลี้ยงปูเพื่อเพิ่มมูลค่าทรัพยากร บอกเล่าสถานการณ์ปัจจุบัน

บังอารมณ์ เล่าต่อว่า สถานการณ์ของชุมชนขณะนี้คือ เรือประมงพื้นบ้านถูกเรือประมงขนาดใหญ่เข้ามาแทนที่ มีเทคโนโลยีการจับสัตว์น้ำอย่างละโมบ นอกจากจะทำลายระบบนิเวศแล้ว ยังทำลายชีวิตสัตว์น้ำที่มีขนาดเล็กในทะเลอย่างไม่มีวันกลับ ที่สำคัญคือได้ทำลายวิถีประมงพื้นบ้านที่นับวันจะสูญหายไป ให้ย่ำแย่ลงไปทุกที

“เห็น ปูแสม ปูดำ ตัวเล็กหายากขึ้น เลยคิดเริ่มเลี้ยงปูเพื่อเพิ่มมูลค่า พอได้ปูตัวเล็กๆ มาจากการลงเลก็นำมาแยกใส่บ่อที่เลี้ยงไว้ เพราะเคยนำปูตัวเล็กๆ ประมาณ 2 นิ้ว ที่จับมาได้โยนใส่บ่อกุ้งไว้ เลี้ยงประมาณ 3 เดือน ปูตัวโตขึ้นเกือบตัวละกิโลเลย จึงคิดนำความรู้ตรงนั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์”

บังอารมณ์ เล่าต่อว่า ที่คิดเลี้ยงปูเพราะต้องการสร้างอาชีพให้กับคนในชุมชน และต้องการแก้ปัญหาเรื่องทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมให้แผ่นดินเกิด จึงนำประสบการณ์เดิมที่มีอยู่มาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากคนในชุมชน และได้รับการหนุนเสริมจาก “โครงการเสริมสร้างชุมชนบริหารจัดการตัวเองในพื้นที่ประสบภัยสึนามิ” โดยความร่วมมือของมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อท้องถิ่น และมูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ที่เข้าไปเพิ่มศักยภาพให้ชุมชน สร้างความตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากร ถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ชุมชนมีความอุดมสมบูรณ์ และสามารถพึ่งพาตนเองได้

สำหรับการเลี้ยงปูดำของบังอารมณ์นั้นประกอบด้วย 3 ส่วน คือ เพาะ ขยาย และเลี้ยง โดยเริ่มจากการเพาะตัวเมียให้โตเต็มที่พร้อมที่จะขยายพันธุ์ ซึ่งได้จัดสรรพื้นที่ไว้ 3 แห่ง คือ

1. ในป่าโกงกางสำหรับไว้เพาะแม่พันธุ์

2. บ่อที่ขุดล้อมด้วยแผ่นกระเบื้องใช้เป็นบ่อสำหรับเลี้ยง

3. ส่วนที่แยกออกมาเลี้ยงในกะละมังไว้สำหรับดูการเจริญเติบโตของปูในเรื่องของระยะเวลา การลอกคราบ การเลี้ยงอาหาร การแข็งของเปลือกปู

ซึ่งทั้ง 3 วิธี จะถูกนำมาเปรียบเทียบการเจริญเติบโตของปูเพื่อนำไปพัฒนาต่อไป

บังอารมณ์ บอกว่า จากการทดลองเลี้ยงได้ระยะหนึ่ง คิดว่าการเลี้ยงปูควรเป็นการเลี้ยงแบบพัฒนาที่มีการให้อาหารเสริมไปพร้อมกัน น่าจะได้ผลดีกว่า ส่วนอาหารของปู จะเป็นพวกหัวปลาจากโรงงาน เพราะมีราคาถูก

ส่วนปูตัวเล็กๆ ที่ชาวบ้านจับมาได้ ก็คิดว่าน่าจะนำมาที่ “ธนาคารปู” ให้ชาวบ้านนำปูที่ขายไม่ได้มาแลกปูแม่พันธุ์ที่เลี้ยงไว้ในป่าโกงกาง ประมาณ 5 ไร่ ที่มีการล้อมตาข่ายกั้น ให้แม่พันธุ์ปูอยู่ในบริเวณ

ลูกปูตัวเล็กๆ จะได้ลอดออกจากตาข่ายกลับสู่ธรรมชาติต่อไป…

สมาคมกุ้งไทย ชี้ผลผลิต ปี 2557 ได้ 3 แสนกว่าตัน

คุณสมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย นายกสมาคมกุ้งไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์การผลิตกุ้งของประเทศไทยในปี 2557 ว่า มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น คาดว่าจะผลิตได้ประมาณ 300,000-320,000 ตัน เพิ่มขึ้นทั้งปริมาณ และมูลค่า ประมาณ 20% ส่วนปัญหาการแพร่ระบาดของโรคกุ้ง (อีเอ็มเอส) ก็ปรับตัวดีขึ้น หลังจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนได้ร่วมกันพัฒนาการเลี้ยง ทำให้มีปริมาณผลผลิตกุ้งเพิ่มขึ้น คาดว่าจะต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1-2 ปี ถึงจะแก้ไขปัญหาโรคกุ้งดังกล่าวได้อย่างเด็ดขาด และเชื่อว่าไทยจะทวงแชมป์ผู้ผลิตกุ้งรายใหญ่ของโลกได้สำเร็จภายใน 2 ปีข้างหน้า อย่างแน่นอน

ส่วนปัญหาการกีดกันทางการค้าในปี 2557 คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้น ประเด็นเรื่อง GSP ไทยได้สิทธิ์ต่อสินค้ากุ้งแปรรูป (พิกัด 1605) ต่อไปอีก 1 ปี สำหรับปัญหา CVD สหรัฐอเมริกาพิจารณาแล้ว ไม่ใช้มาตรการนี้ และมีการอนุญาตนำเข้ากุ้งอีกเดือนละ 20,000 ตัน

“ส่วนกรณีที่สหรัฐอเมริกากล่าวหาไทยในประเด็นการใช้แรงงานเด็กและแรงงานบังคับ โดยจัดอันดับไทยอยู่ในสถานะ tier 2 watch list หลายปีติดต่อกัน และมีแนวโน้มที่จะปรับไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องจับตามองการใช้แรงงานอย่างผิดกฎหมาย อยู่ในกลุ่ม tier 3 นั้น ทางสมาคมร่วมมือกับ 8 สมาคมในอุตสาหกรรมประมง จัดตั้งสมาพันธ์ประมงแห่งชาติ ภายใต้การสนับสนุนของหน่วยงานภาครัฐ ทำให้ภาพลักษณ์ของไทยดีขึ้นในสายตาของสหรัฐอเมริกา ซึ่งทางสมาพันธ์คาดการณ์ว่า น่าจะมีข่าวดีสำหรับประเทศไทยในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2557 ว่า สหรัฐอเมริกาจะไม่ปรับให้ไทยอยู่ในบัญชี tier 3″ คุณสมศักดิ์กล่าว

นายกสมาคมกุ้งไทยกล่าวอีกว่า กรณีสมาคมแช่เยือกแข็งไทยขออนุมัตินำเข้ากุ้งสดจากประเทศอินเดีย และอินโดนีเซีย เดือนละ 20,000 ตัน เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 เนื่องจากประสบปัญหาการขาดแคลนผลผลิตกุ้งสดภายในประเทศนั้น ทางสมาคมได้ทำหนังสือถึงกรมประมงขอให้เข้มงวดการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์กุ้งขาวแวนนาไมจากอินโดนีเซียที่มีปัญหาโรคกุ้งอย่างรุนแรง

“เนื่องจากเกรงว่าหากนำเข้ากุ้งที่มีความเสี่ยงเรื่องโรคเข้ามาในไทย อาจจะนำเชื้อโรคกุ้งอันตรายเข้ามาซ้ำเติมอุตสาหกรรมกุ้งไทยอีกในอนาคต และร้องขอให้กรมประมงกำหนดกรอบระยะเวลาการนำเข้าให้ชัดเจนระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม 2557 เท่านั้น เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อราคากุ้งในประเทศที่คาดว่าจะผลิตได้มากขึ้นในปีหน้า ตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายนเป็นต้นไป”

อนึ่ง สมาคมกุ้งไทยได้สรุปสถานการณ์กุ้งไทย ปี 2556 ว่า ไทยมีผลผลิตกุ้งประมาณ 250,000 ตัน เทียบกับ ปี 2555 ที่มีผลผลิตอยู่ที่ 540,000 ตัน สาเหตุที่ผลผลิตกุ้งลดลงถึง ร้อยละ 54 เนื่องจากผู้เลี้ยงประสบปัญหาโรค อีเอ็มเอส ทำให้กระทบต่อยอดการส่งออกกุ้งในปีที่ผ่านมา ปรับตัวลดลงถึง ร้อยละ 38 คิดเป็นมูลค่าลดลง ร้อยละ 29 ส่วนผู้ผลิตกุ้งอีกหลายประเทศล้วนประสบปัญหาโรค อีเอ็มเอส เช่นเดียวกับไทย ทำให้ ปี 2556 มีผลผลิตกุ้งเข้าสู่ตลาดโลกลดลง ร้อยละ 11 

ฟาร์มปัญชนิต ฟาร์มกบคุณภาพ เมืองสุรินทร์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05091151156&srcday=2013-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 563

เทคโนโลยีการประมง

พรทิพย์ รัตนะ

ฟาร์มปัญชนิต ฟาร์มกบคุณภาพ เมืองสุรินทร์

การเกษตรที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็วเพื่อให้ก้าวหน้าทันโลกยุคใหม่ การปรับเปลี่ยนปรับปรุงเพื่อสร้างจุดเด่นให้กับผลิตภัณฑ์นั้นๆ เพิ่มมูลค่าและขยายฐานเศรษฐกิจเพื่อการส่งออกต่างประเทศ ได้กลายเป็นแรงจูงใจให้ผู้สนใจ ได้เข้ามาลงทุนและเริ่มต้นกับอาชีพด้านการเกษตร 

เช่นเดียวกับผู้หญิงคนนี้ คุณปัญชนิต มงคลฤดี วัย 33 ปี ที่ได้เลือกทางเดินใหม่ให้กับชีวิตด้วยการลงทุนทำฟาร์มเพาะเลี้ยงกบขึ้นที่บ้าน จังหวัดสุรินทร์

คุณปัญชนิต เรียนจบจากมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม เอกอังกฤษธุรกิจ โดยหลังจากเรียนจบได้เข้าทำงานกับบริษัทเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่งที่กรุงเทพฯ

แต่ด้วยความสนใจที่อยากจะทำอาชีพการเกษตร จึงทำให้เธอศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการเกษตรในด้านต่างๆ และสุดท้ายเธอได้เลือกที่จะทำฟาร์มเพาะเลี้ยงกบ

จากมุมมองที่เห็นว่า เป็นสัตว์ที่ตลาดต้องการและมีอนาคต สามารถที่จะสร้างรายได้ให้เป็นอย่างดี

จากความคิดจึงนำมาสู่การเริ่มต้นการลงมือทำและศึกษาจากหนังสือ คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ และขอคำปรึกษาจากสำนักงานประมงจังหวัดสุรินทร์

เวลา 1 ปี คือ เวลาที่เธอเก็บข้อมูล

พร้อมกับการเริ่มต้นทดลองเลี้ยงในบ่อซีเมนต์เล็กบริเวณหลังบ้านเพื่อหาข้อดีข้อเสีย

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ มาในวันนี้ ถือได้ว่าเธอก้าวไปสู่ความสำเร็จ จนสามารถเปิดฟาร์มในชื่อ ฟาร์มปัญชนิต

“ครั้งแรกได้ซื้อลูกกบมาเพียง 1,000 ตัว เท่านั้น หลังจากนั้นได้ทำการเลี้ยงอยู่ประมาณ 4 เดือน จึงสามารถจับขายได้ และได้ศึกษาทดลองเพาะพันธุ์รุ่นต่อๆ มาด้วยตนเอง จนเข้าปีที่ 3 จึงเริ่มสามารถขยายพันธุ์เองได้ จึงเพิ่มบ่อให้มากขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบันมีบ่อปูนประมาณ 31 บ่อ และเรายังมีการเลี้ยงด้วยกระชังในบ่อดินด้วยเช่นกัน” คุณปัญชนิตกล่าว

จากความสำเร็จที่เกิดขึ้น จึงได้รับการสนับสนุนจาก ส.จ. ดิลก จารัตน์ และ ดร. ประวัติ สมเป็น ให้เป็นแหล่งเรียนรู้แก่ชาวบ้านทั่วไปและผู้ที่สนใจประกอบอาชีพการเลี้ยงกบ

คุณปัญชนิต บอกว่า ทุกคนสามารถเข้ามาสอบถาม หรือซื้อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไปเลี้ยง พร้อมคำแนะนำทุกขั้นตอนจากทางฟาร์ม เพื่อสร้างอาชีพเลี้ยงดูครอบครัวได้เสมอ

คุณปัญชนิตได้กล่าวถึงการเลี้ยงกบ โดยบอกว่า กบเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ชอบอยู่ในที่เปียกชื้น การเลี้ยงกบนั้นควรเลี้ยงในที่สงบไม่มีผู้คนพลุกพล่าน เพราะกบเป็นสัตว์ที่ตกใจได้ง่ายมาก เวลาตกใจจะไม่ยอมกินอาหาร

“กบนั้นต้องการน้ำสะอาดเพื่อการดำรงอยู่อาศัย หากไม่มีการทำความสะอาดที่เพียงพอกบจะเป็นโรคและยากต่อการรักษา” คุณปัญชนิตกล่าว

สำหรับวิธีการเลี้ยง คุณปัญชนิตได้แนะนำตั้งแต่วิธีการเตรียมบ่อปูนก่อนนำลูกกบลงเลี้ยง

“ก่อนอื่นต้องใช้น้ำแช่ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นเราก็ปล่อยน้ำออกให้หมด แล้วจึงใช้ผงซักฟอกโรยให้ทั่วบ่อแล้วถูด้วยแปรงเพื่อให้สะอาด ต่อจากนั้นใช้น้ำฉีดให้เกลี้ยง และปล่อยน้ำออกเรื่อยๆ จนสะอาดไม่มีคราบผงซักฟอกเหลืออีก”

จากนั้นใช้ปูนขาวโรยให้ทั่ว แล้วทิ้งไว้พักหนึ่งจึงปล่อยน้ำเข้าบ่อให้ท่วมครึ่งบ่อพอ แล้วพักไว้ 1 คืน รุ่งเช้าจึงปล่อยน้ำออกแล้วขัดด้วยแปรงอีกรอบ และล้างด้วยน้ำให้สะอาด ไม่มีคราบปูนหลงเหลืออีก

ส่วนการเตรียมบ่อดินก็เพียงดูดน้ำออกให้หมดบ่อ แล้วจึงสาดด้วยปูนขาวรอบๆ ทั่วทั้งบ่อ หลังจากนั้นทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ จึงค่อยปล่อยน้ำลงแล้วพักไว้สัก 3 วัน จึงนำลูกพันธุ์กบหรือปลาลงเลี้ยงได้

วิธีเลี้ยงในช่วงลูกกบอายุ 30 วัน จนถึง 60 วัน คุณปัญชนิตกล่าวว่า มีวิธีง่ายๆ คือ ก่อนอื่นต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำทุกวันหากเป็นบ่อปูน แต่หากเลี้ยงในกระชังไม่ต้องเปลี่ยน หรืออาจจะขึ้นอยู่กับขนาดของบ่อดินที่ตั้งกระชัง

“หากไม่ใช่ระบบน้ำแบบถ่ายเทตลอด ก็ต้องเปลี่ยนน้ำบางส่วนทิ้งบ้าง ประมาณ 50% แล้วจึงถ่ายน้ำใหม่เข้าเพื่อให้ลูกกบสดชื่นอยู่เสมอ และยังช่วยทำให้แข็งแรงทนทานต่อโรคอีกด้วย” คุณปัญชนิตกล่าว

ส่วนอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการผสมพันธุ์และการวางไข่ของกบ ต้องไม่ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส และไม่ควรมีอุณหภูมิที่สูงเกินไป อีกทั้งไม่ควรเลี้ยงกบหนาแน่นเกินไป อัตราการปล่อยที่เหมาะสม คือ 20 ตัว ต่อตารางเมตร

เมื่อใกล้ฤดูผสมพันธุ์ให้ลดปริมาณอาหารลง พร้อมกับมีการให้วิตามินและแร่ธาตุผสมอาหารเพื่อบำรุงระบบสืบพันธุ์

“เรื่องอาหารเราจำเป็นต้องให้ลูกกบกินวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ไม่จำเป็นต้องให้เยอะในทีเดียว พยายามให้ช้าๆ เรื่อยๆ จนหมด” คุณปัญชนิตกล่าว

อีกสิ่งที่คุณปัญชนิตจะดำเนินการอยู่เสมอคือ การคัดขนาดลูกกบให้มีขนาดตัวเท่ากันเสมอ เพราะหากไม่คัดขนาดแล้วลูกกบที่ใหญ่กว่าจะกัดลูกกบที่เล็กกว่า แล้วจะเกิดความเสียหายกับผู้เลี้ยงเอง ด้วยธรรมชาติของกบคือตัวใหญ่จะรังแกตัวเล็กกว่าเสมอ

“เมื่อลูกกบอายุ 61 วันไปแล้ว การกัดกันนั้นแทบจะไม่มีให้เห็น เราจึงค่อยมาดูแลในการให้อาหารมากขึ้น ให้กบได้กินอย่างพอเพียง พร้อมกับที่ต้องล้างบ่อให้สะอาดทุกวัน เพื่อไม่ให้มีกลิ่นเหม็น เพราะกบโตจะถ่ายของเสียเก่งมาก และยังทำให้กบแข็งแรงด้วยเช่นกัน”

คุณปัญชนิตกล่าวต่อไปว่า หลังจากเลี้ยงกบได้อายุประมาณ 2 เดือนครึ่ง ถึง 3 เดือนแล้ว จะสามารถทยอยคัดขนาดใหญ่เพื่อส่งออกขายตลาดกบเนื้อได้เป็นอย่างดี

สำหรับช่วงเวลาที่เหมาะสมอยู่ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ ระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนกันยายน

คุณปัญชนิตบอกว่า จะคัดพ่อแม่พันธุ์กบที่มีความพร้อม ใส่ลงในบ่อที่เตรียมไว้ในอัตราส่วน 1 คู่ ต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร จากนั้นปล่อยทิ้งไว้ให้จับคู่และวางไข่

หลังจากที่พบว่ากบไข่แล้วในเช้าของวันต่อมา ให้จับพ่อแม่พันธุ์ออก

จากนั้นค่อยๆ เติมน้ำในบ่อให้สูงเป็น 7-10 เซนติเมตร อาจเพิ่มออกซิเจนด้วยการใช้เครื่องอัดอากาศ

“ทางที่ดีควรเติมน้ำและให้ออกซิเจนเมื่อสังเกตเห็นว่าไข่มีการพัฒนาเป็นลูกอ๊อดและมีการเคลื่อนไหวแล้ว มิฉะนั้นอาจจะเกิดการรบกวนทำให้ลูกกบตายได้” คุณปัญชนิตกล่าว

นอกจากการเลี้ยงในบ่อปูนแล้ว ยังมีการเลี้ยงในกระชังด้วย โดยคุณปัญชนิตบอกว่า

“เราแยกกระชังเลี้ยงลูกอ๊อดไว้ต่างหาก เติมน้ำในบ่อเพาะพันธุ์ ให้ได้ระดับ 5-7 เซนติเมตร หรือท่วมหลังกบ ใส่พืชน้ำ เช่น ผักบุ้ง ผักตบชวา ต้นหญ้า ใบตำลึง เพื่อเลียนแบบธรรมชาติ เราใช้บ่อดิน ขนาด 2 งาน สำหรับตั้งกระชัง 12 กระชัง เพื่อเลี้ยงลูกอ๊อด และใช้บ่อดิน ขนาด 1 งาน 2 บ่อ เพื่อเลี้ยงกบรุ่นและกบใหญ่”

ส่วนเรื่องราคาลูกกบที่ทางฟาร์มตั้งไว้ คุณปัญชนิตกล่าวว่า ในส่วนของราคาขายนั้น จะแตกต่างกันไปตามช่วงเวลา

“เรื่องราคาทางเราจะไม่สามารถยืนราคาเหมือนกันทุกเดือน เพราะต้นปีและปลายปีลูกกบจะมีราคาสูงขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากเป็นช่วงเดือนที่เพาะได้ยาก กบยังออกไข่น้อย ผลผลิตจึงน้อยตาม ราคาจึงขยับขึ้น”

“แต่หากจะกำหนดกันพอสังเขปแล้ว เราจะกำหนดได้ดังนี้ เริ่มจากลูกกบ อายุ 30-45 วัน ราคา 1.50 บาท, ลูกกบ อายุ 45-60 วัน ราคา 2.50 บาท ส่วนลูกกบ อายุ 60-70 วัน ราคา 3 บาท พ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ ราคาคู่ละ 800 บาท

สำหรับกบเนื้อ คุณปัญชนิตบอกว่า จะจำหน่ายที่ราคากิโลกรัมละ 80 บาท โดยมีพ่อค้าแม่ค้าเจ้าประจำมารับถึงฟาร์มกันเลยทีเดียว

“ผู้ที่เข้ามาซื้อกบเนื้อจะมีมาจากหลายจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง ส่วนมากจะรู้จากการบอกปากต่อปากว่า กบของที่ฟาร์มสวย แข็งแรง ทนต่อโรค ราคาไม่แพง จึงทำให้มีผู้สนใจเดินทางมาซื้อกันอย่างต่อเนื่อง”

“ผลผลิตของฟาร์มต่อเดือน ทางฟาร์มจะผลิตลูกกบได้เป็นจำนวน 100,000 ตัว เราจะขายเป็นลูกกบจำนวนหนึ่งและเอาไว้ขุนขายเป็นตัวใหญ่อีกจำนวนหนึ่ง” คุณปัญชนิตกล่าว

เมื่อคำนวณผลผลิตต่อรุ่น จะได้น้ำหนักกบประมาณ 1,500 กิโลกรัม

“ดังนั้น ใน 1 ปี ทางฟาร์มจะขุนเพื่อเป็นกบเนื้อส่งตลาดปีละ 2 รุ่น ปีละ 3,000 กิโลกรัม เมื่อหักค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว จะมีรายได้ประมาณ 600,000 บาทขึ้นไป” คุณปัญชนิต กล่าวในที่สุด

สำหรับผู้สนใจในอาชีพการเลี้ยงกบ คุณปัญชนิต บอกว่า ขอเพียงให้มีความตั้งใจ พร้อมที่จะศึกษาหาความรู้ในการเลี้ยง โดยที่ฟาร์มของเธอพร้อมต้อนรับทุกคนเสมอ ติดต่อมาได้ที่ โทร. (083) 128-2205 

เกษตรฯ เตรียมแผนมาตรฐานสินค้าเกษตร ปี 57 อีก 20 เรื่อง

นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบร่างมาตรฐานสินค้าเกษตรเพื่อประกาศเป็นมาตรฐานทั่วไป จำนวน 8 เรื่อง ได้แก่ 1. น้ำผึ้ง 2. สะละ 3. มังคุด 4. ทุเรียน 5. เส้นไหมดิบ เล่ม 2 : เส้นไหมสาวด้วยเครื่องจักร 6. การปฏิบัติที่ดีสำหรับการผลิตยางรมควัน 7. การปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงฆ่าสัตว์ และ 8. แนวปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเพาะเลี้ยงปูม้าและปูทะเล

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มีมติเห็นชอบในการจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตรประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 จำนวน 20 เรื่อง ได้แก่ 1. แนวปฏิบัติตามมาตรฐานเมล็ดถั่วลิสงเกี่ยวกับข้อกำหนดปริมาณอัลฟาท็อกซิน ซึ่งจะเป็นมาตรฐานบังคับ 2. แนวปฏิบัติในการตรวจสอบรับรองตามมาตรฐานหลักเกณฑ์การปฏิบัติในการผลิตสินค้าเกษตรแช่เยือกแข็ง 3. แตงเทศ หรือเมล่อน 4. แก้วมังกร 5. ถั่วฝักยาว 6. มะม่วง 7. พริกป่น และการปฏิบัติที่ดีสำหรับการผลิตพริกป่น 8. เห็ดเข็มทอง 9. กุ้งก้ามกราม 10. การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มเป็ดเนื้อ

11. การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มไก่พันธุ์และแนวปฏิบัติตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มไก่พันธุ์ 12. การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มสุกรและแนวปฏิบัติตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มสุกร 13. แนวปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงปลาทะเล 14. มาตรฐานสุขอนามัยพืชสำหรับวัสดุบรรจุภัณฑ์ไม้

15. หลักการและแนวทางสำหรับการเช็กตัวอย่างสินค้าเกษตรและอาหาร 16. วิธีวิเคราะห์ทางเคมี 17. การจัดกลุ่มพืชเพื่อใช้กำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรที่เกี่ยวกับสารพิษตกค้าง 18. การปฏิบัติที่ดีสำหรับการผลิตรังนก 19. แนวปฏิบัติตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเพาะพันธุ์และฟาร์มอนุบาลสัตว์น้ำจืด และ 20. แนวปฏิบัติตามมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงฆ่าแพะและแกะ

“สำหรับหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเพื่อจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตรนั้น จะต้องเป็นสินค้าที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เป็นสินค้าหรือระบบที่กำลังมีการจัดทำหรือเปลี่ยนแปลงมาตรฐานระหว่างประเทศ เป็นสินค้าที่มีปัญหาคุณภาพมาตรฐาน เพื่อแก้ไขปัญหาการกีดกันทางการค้าและคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งในปัจจุบันสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ได้ดำเนินการจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตร และผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรไปแล้วทั้งสิ้น 217 เรื่อง” นายยุคล กล่าวในที่สุด

ปูทะเล เป็น ปูนิ่ม “พหลฟาร์ม” สมุทรสงคราม ทำได้

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05092011155&srcday=2012-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 25 ฉบับที่ 538

เทคโนโลยีการประมง

อภิวัฒน์ คำสิงห์

ปูทะเล เป็น ปูนิ่ม “พหลฟาร์ม” สมุทรสงคราม ทำได้

ปูนิ่ม ที่เรารู้จักและรับประทานกันเป็นอาหาร หลายคนเข้าใจกันว่าแหล่งผลิตส่วนใหญ่จะอยู่ติดกับทะเลหรือในท้องทะเลที่กว้างใหญ่ 

ต้องบอกว่าทำความเข้าใจกันใหม่เถอะครับ

ปัจจุบันได้มีการพัฒนาคิดค้นวิธีการเลี้ยงปูนิ่มจากที่เลี้ยงบริเวณริมทะเลหรือในท้องทะเลมาเป็นบ่อเพาะเลี้ยงแบบพัฒนาในหลายพื้นที่ ซึ่งมีการเลี้ยงทั้งแบบตัดก้ามและแบบธรรมชาติ ซึ่งผู้เขียนได้มีโอกาสร่วมเดินทางกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) พบปะเยี่ยมพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งมีอาชีพที่ไม่คาดคิดว่าจะมีอยู่ในพื้นที่ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครเพียง 100 กว่ากิโล คือ อาชีพเพาะเลี้ยงปูนิ่ม

เมื่อรถของทีมงาน กว่า 20 ชีวิต มาถึง พี่พิธาน ลิปิสุนทร เจ้าของฟาร์ม ก็เข้ามาต้อนรับและอธิบายเล่าถึงที่มาที่ไปของอาชีพเพาะเลี้ยงปูนิ่มให้กับทีมงานได้ฟังอย่างล้วงลึกในทุกขั้นตอนการเลี้ยง

พี่พิธาน เล่าให้ฟังว่า ที่ดินผืนนี้เป็นของป้าและย่า ซึ่งเดิมจะปล่อยให้เช่าทำฟาร์มเลี้ยงกุ้ง แต่หลังจากสัญญาเช่าหมดลง ตนก็มาขอเช่าต่อ เพื่อจะใช้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งหวังจะสร้างเป็นอาชีพให้กับตนเอง

“ตอนนั้นเองผมยังไม่ได้คิดว่าจะเลี้ยงอะไร ไปปรึกษากับเพื่อนที่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องสัตว์น้ำ เขาก็บอกว่า อย่างเราเนี้ย ประสบการณ์เกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำก็ยังมีน้อย อย่างการเลี้ยงกุ้งมันก็ยาก อีกอย่างพื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นนากุ้งเก่า เชื้อโรคที่เคยมีก็ยังฝังตัวอยู่ ปลาก็ไม่แนะนำ ในที่สุดมาจบที่การเลี้ยงปู เพราะมีความทนทานต่อโรค ความเค็ม สภาพอากาศ อุณหภูมิ ที่มากกว่าสัตว์น้ำ แต่จะเลี้ยงปูธรรมดาก็จะเหมือนคนอื่นๆ จึงคิดต่อยอดนำปูทะเลมาทำเป็นปูนิ่ม”

พี่พิธาน เริ่มต้นทำธุรกิจการเพาะเลี้ยงปูนิ่ม เมื่อปลายปี 52 บริเวณตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม โดยเริ่มปรับพื้นที่ เตรียมทำคันดิน สร้างสะพาน ทำบ่อเพาะเลี้ยง และบ่อพักน้ำ โดยใช้เวลาประมาณ 1 เดือน

“เนื่องจากบริเวณนี้ จะมีโรงงานอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก ในพื้นที่เพาะเลี้ยง ผมจึงต้องแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน ทำเป็นบ่อพักน้ำเพื่อใช้รองรับน้ำไว้ก่อนจะถ่ายเข้าบ่อเพาะเลี้ยงในบางช่วงเวลาที่มีปริมาณน้ำน้อยในบางฤดูการผลิต”

การเตรียมบ่อเพาะเลี้ยง

การเตรียมบ่อเพาะเลี้ยง พี่พิธาน บอกว่า จะทำคล้ายกับการเตรียมบ่อเลี้ยงกุ้ง ซึ่งภายในบ่อจะประกอบไปด้วยประตูระบายน้ำเข้า-ออก จะ 1 หรือ 2 ประตู ขนาดบ่อกินเนื้อที่กว่า 6 ไร่ ความลึกของบ่อประมาณ 1.5 เมตร ภายในบ่อจะมีเครื่องสูบน้ำเข้า-ออก 1 ตัว (ตัวใหญ่)

บริเวณกลางบ่อเพาะเลี้ยงจะมีสะพานไม้ความยาวเกือบสุดขอบบ่ออีกข้าง เพื่อใช้เป็นทางเดินตรวจเก็บปูนิ่มที่ลอกคราบ รวมถึงใช้เดินให้อาหารปูที่เลี้ยงในแต่ละวัน โดยสะพานจะใช้วัสดุธรรมชาติเป็นหลัก

สำหรับตัวแพรองรับตะกร้า พี่พิธานจะใช้ท่อ พีวีซี สีฟ้า เส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 1-2 นิ้ว ปิดปลายทั้ง 2 ข้าง แล้วต่อเป็นแพยาวประมาณ 80 เมตร กว้าง 1 เมตร ใน 1 แพ จะมี 4 แถว แต่ละแถวจะวางตะกร้าเลี้ยงปูได้มากถึง 300 กล่อง ซึ่งเฉลี่ย 1 แพ จะวางกล่องเลี้ยงปูได้ถึง 1,200 กล่อง

ส่วนขนาดของตะกร้าที่ใช้เลี้ยงจะมีความกว้างราวๆ 22.6 เซนติเมตร ยาว 30.0 เซนติเมตร สูง 16.1 เซนติเมตร ใน 1 ตะกร้า จะใส่ปูลงไปเพียง 1 ตัว เท่านั้น

ขั้นตอนการเพาะเลี้ยง และเลือกพันธุ์ปู

การปล่อยปูที่นี่จะไม่เลือกเวลาปล่อย พี่พิธาน บอกว่า จะปล่อยลงได้ตลอดทั้งวัน เพราะเนื่องจากคนงานที่มียังไม่มีประสบการณ์ในการเลี้ยง อีกทั้งขั้นตอนการเลี้ยงปูนิ่มจะมีกระบวนการและวิธีที่ค่อนข้างมาก ทำให้ต้องใช้ระยะเวลาและความชำนาญ ไม่เหมือนกับการเลี้ยงปูธรรมดาทั่วไปที่ตัดเชือกแล้วปล่อยลงน้ำได้เลย ดังนั้น คนเลี้ยงจะต้องระมัดระวัง”

“ก่อนปล่อยปูลงเลี้ยงในตะกร้าจะมีการปรับสภาพของปูให้เข้ากับแหล่งน้ำที่จะเลี้ยง โดยการใช้น้ำในบริเวณที่เลี้ยงรดตัวปูให้ชุ่ม จากนั้นจึงตัดเชือกมัดปูออกแล้วปล่อยลงกล่องเพาะเลี้ยง พันด้วยลวด แล้วนำไปวางลงบนแพที่ทำไว้

สำหรับพันธุ์ปูที่ใช้เป็นปูทะเลที่เห็นตามท้องตลาด โดยจะสั่งพันธุ์มาจากแพปูทางภาคใต้ ซึ่งจะมีขนาดตัวประมาณ 1 ขีด ซึ่งในแต่ละรอบ ผมจะสั่งขึ้นมาครั้งละประมาณ 40-50 กิโล”

แต่ละเดือน พี่พิธานจะสั่งปูทะเลขึ้นมาเพื่อเพาะเลี้ยงทำเป็นปูนิ่ม เดือนละ 2 รอบ เฉลี่ยรอบละประมาณ 45 กิโลกรัม ซึ่งแต่ละเดือนจะใช้ปูทะเล 700-800 ตัว

การดูแล และการให้อาหาร

ทุกๆ วัน กิจกรรมที่พี่พิธานและลูกน้องต้องทำหลักๆ ของการเลี้ยงปูนิ่ม คือ เดินตรวจเช็กว่าปูที่เลี้ยงลอกคราบหรือยัง โดยช่วงเวลากลางวันจะเดินดู 3 รอบ กลางคืน 3 รอบ และส่วนรอบ 15.30 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาให้อาหาร จะดูอีกรอบหนึ่ง (การให้อาหารจะให้วันเว้นวัน)

ส่วนการเปลี่ยนถ่ายน้ำแต่ละครั้งจะต้องตรวจเช็กสภาพน้ำภายในบ่อเพาะเลี้ยงและบ่อพักน้ำ ซึ่งความเค็มของน้ำจะให้อยู่ประมาณ 25 พีทีที โดยการเปลี่ยนถ่ายหรือเติมน้ำเข้าบ่อเพาะเลี้ยงแต่ละครั้ง จะสังเกตน้ำด้านนอกเป็นหลัก ซึ่งหากช่วงไหนน้ำมาก ก็จะใช้วิธีเปลี่ยนถ่ายน้ำ แต่หากช่วงไหนที่น้ำด้านนอกน้อย หรือช่วงที่น้ำตาย จะใช้วิธีเติม ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์

ส่วนอาหารที่ใช้เพาะเลี้ยง พี่พิธานจะให้เนื้อปลาที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ (ปลาข้างเหลือง หรือปลากิมซัว) ขนาดเท่าเหรียญ 5 บาท ใส่ลงไปกล่องละ 1 ชิ้น

ระยะเวลา ในการเลี้ยงปูจะใช้เวลาประมาณ 45 วัน โดยเฉลี่ย แต่บางครั้งปูที่นำมาปล่อยมีความพร้อม เมื่อปล่อยลงไปประมาณ 2-3 วัน ก็สามารถลอกคราบได้เช่นกัน อีกทั้งปูที่มีอวัยวะในบางส่วนหลุดหายไป ก็จะสลัดคราบออกได้เร็วกว่าปูปกติทั่วไป

การสังเกตปูลอกคราบ พี่พิธานบอกว่าดูได้จากปูในตะกร้า หากพบปู 2 ตัว ในตะกร้าเดียวกัน แสดงว่าตัวหนึ่งจะเป็นคราบและอีกตัวหนึ่งจะเป็นปูนิ่มที่ลอกคราบ ซึ่งในแต่ละวันบางรอบสามารถเก็บปูนิ่มได้มากถึง 10-20 ตัว และยิ่งช่วงที่ใกล้ครบ 45 วัน ของการเลี้ยง จะได้ปูนิ่มสูงถึง 80 ตัว

สำหรับการดูแลบ่อจะใช้ปูนขาวและจุลินทรีย์เป็นตัวย่อยสลายเศษอาหารที่ตกลงพื้น ซึ่งเป็นการเอาธรรมชาติบำบัดธรรมชาติ นอกจากนี้ ยังปล่อยปูไข่ลงไปภายในบ่อเพาะเลี้ยง เพื่อให้เก็บเศษซากอาหารที่หลุดออกจากกล่อง จนสามารถจับปูไข่จำหน่ายได้อีกทางหนึ่ง

ส่วนอุปกรณ์ อย่างตะกร้าที่ใช้เลี้ยง เมื่อปูลอกคราบแล้ว ก็จะนำขึ้นมาทำความสะอาด ใช้แปรงขัดและนำไปตากแดด ก่อนที่จะนำกลับไปใช้ใหม่อีกครั้ง ส่วนท่อ พีวีซี ที่ใช้ทำเป็นแพ ส่วนใหญ่แล้วจะใช้ได้ระยะเวลาที่นาน ไม่ค่อยพบปัญหาชำรุด

ทุกวันนี้ พหลฟาร์ม สามารถผลิตปูนิ่มออกจำหน่ายให้กับพ่อค้าแม่ค้าทั้งที่เป็นขาประจำ นักท่องเที่ยว พ่อค้าแม่ค้าขาจร อีกทั้งส่งให้กับร้านอาหารในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงครามได้ทุกวัน โดยมีราคาตั้งแต่ 250 บาท ไปจนถึง 300 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดของปู โดยรูปแบบการจำหน่ายนั้น พี่พิธานจะบรรจุใส่กล่องพลาสติก กล่องละ 1 ตัว และนำแช่แข็งไว้ในห้องเย็น อุณหภูมิ -18 องศา ก่อนส่งต่อไปยังมือพ่อค้าแม่ค้า

ท่านใดที่สนใจ อยากสอบถามข้อมูล หรือติดต่อซื้อปูนิ่มมาประกอบอาหาร พหลฟาร์มเปิดบริการทุกวัน ติดต่อได้ที่ คุณพิธาน ลิปิสุนทร โทรศัพท์ (086) 755-2252

กรมประมง หนุนชุมชน ทำปะการัง “ซั้งกอ”

ภูมิปัญญาชาวบ้าน เพื่อการฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ

ปัจจุบัน ทรัพยากรทางทะเลกำลังเผชิญกับปัญหาสภาวะเสื่อมโทรม ทำให้ปริมาณสัตว์น้ำลดน้อยลง อันเป็นผลมาจากหลายสาเหตุ ทั้งการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรประมงที่เกินกำลังผลิตของธรรมชาติ การจับสัตว์น้ำด้วยเครื่องมือที่ผิดกฎหมาย การใช้เครื่องมือประมงที่มีประสิทธิภาพการทำประมงสูง รวมถึงปัญหาความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อม ซึ่งได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีความเป็นอยู่ของชาวประมงพื้นบ้านที่ประกอบอาชีพด้วยเครื่องมือประมงเรียบง่ายและเลือกจับสัตว์น้ำเฉพาะอย่าง เช่น เบ็ด แห ลอบ ไซ อวนลอยปู และอวนลอยกุ้ง เป็นต้น เนื่องจากขาดแคลนทรัพยากรสัตว์น้ำในการทำประมง ส่งผลให้รายได้ลดน้อยลง ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ

การบริหารจัดการทรัพยากรประมงให้มีใช้อย่างยั่งยืนและเกิดประโยชน์สูงสุด เป็นภารกิจของกรมประมง ซึ่งได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ทรัพยากรประมงในแหล่งน้ำธรรมชาติ ทั้งการเพิ่มจำนวนผลผลิตสัตว์น้ำ การฟื้นฟูแหล่งทำการประมง การสร้างความรู้ ความเข้าใจในการอนุรักษ์ควบคู่กับการปลูกจิตสำนึกให้ผู้ใช้ทรัพยากรประมงรู้คุณค่าและมีจิตสำนึกในการหวงแหนทรัพยากรโดยการสร้างเครือข่ายการจัดการประมงทะเลแบบชุมชนมีส่วนร่วม

“ซั้งกอ” หรือ “ปะการังเทียมพื้นบ้าน” เป็นอีกโครงการหนึ่งภายใต้การมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อการฟื้นฟูทรัพยากรประมง ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีมาตั้งแต่อดีต ใช้ในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล โดยการนำซั้งกอหรือปะการังเทียมที่ชาวบ้านได้ประดิษฐ์ขึ้นเองไปวางเป็นกลุ่มไว้ในทะเล จุดละประมาณ 3 กลุ่ม โดยห่างจากฝั่ง 3 กิโลเมตร เพื่อใช้เป็นแหล่งอาศัยและแหล่งอนุบาลสัตว์ทะเลขนาดเล็กให้มีโอกาสได้เจริญเติบโตและขยายพันธุ์เพื่อเพิ่มปริมาณ และยังสามารถช่วยป้องกันเรือประมงขนาดใหญ่เข้ามาทำการประมงในเขตบริเวณชายฝั่งได้อีกด้วย สำหรับการจัดทำซั้งกอ สามารถเลือกใช้วัสดุที่มีราคาถูก และหาได้ง่ายในท้องถิ่น เช่น ลำไม้ไผ่ ใบมะพร้าว เชือกกระสอบ กิ่งไม้ เป็นต้น โดยนำมาประกอบกันเป็นซั้งกอแล้วนำไปวางบริเวณแหล่งอาศัยของสัตว์ทะเล โดยรูปแบบการทำซั้งกอจะแตกต่างกันตามภูมิปัญญาชาวบ้านของแต่ละชุมชน

โดยการให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ทะเลแล้วในหลายพื้นที่ ประกอบด้วย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งได้ดำเนินการจัดทำซั้งกอชุมชนที่ บ้านปากน้ำปราณ อำเภอปราณบุรี บ้านบ่อนอก บ้านคั่นกระได อำเภอเมือง บ้านโคกตาหอม อำเภอทับสะแก บ้านกรูด อำเภอบางสะพาน บ้านหนองเสม็ด และบ้านบางเบิด อำเภอบางสะพานน้อย, จังหวัดปัตตานี ได้ดำเนินการที่ บ้านตันหยงเปาว์ อำเภอหนองจิก บ้านตะโล๊ะสะมิแล บ้านปาตาบูดี บ้านตะโล๊ะกาโปร์ บ้านดาโต๊ะ อำเภอยะหริ่ง บ้านปะนาเระ บ้านปะเสยะวอ อำเภอปะนาเระ และบ้านละเวง อำเภอไม้แก่น, จังหวัดนราธิวาส ได้ดำเนินการทำซั้งกอในบริเวณแหล่งอาศัยสัตว์ทะเลโครงการฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งทะเล อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดปัตตานี และนราธิวาส

ทั้งนี้ ผลจากการดำเนินการดังกล่าว กรมประมงได้รับความร่วมมือจากชาวประมงพื้นบ้านเป็นอย่างดี เนื่องจากได้รับประโยชน์จากการจัดทำซั้งกอโดยเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม สามารถฟื้นฟูทรัพยากรประมงให้มีไว้ใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน สร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคง สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ โดยไม่ต้องออกเรือไปทำการประมงไกลๆ ซึ่งเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สิน อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาข้อพิพาทระหว่างชาวประมงพาณิชย์กับชาวประมงพื้นบ้าน ซึ่งเป็นแบบอย่างในการจัดการทรัพยากรประมงโดยการอาศัยชุมชนมีส่วนร่วมอย่างมีประสิทธิภาพ

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,097 other followers

%d bloggers like this: