เทคโนโลยีการประมง

All posts tagged เทคโนโลยีการประมง

ดินเค็ม ทำนาไม่ได้ เปลี่ยนมาเลี้ยงปลากะพง รายได้ดีกว่า ที่ขอนแก่น

Published ธันวาคม 9, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05082010858&srcday=2015-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 604

เทคโนโลยีการประมง

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ดินเค็ม ทำนาไม่ได้ เปลี่ยนมาเลี้ยงปลากะพง รายได้ดีกว่า ที่ขอนแก่น

ดินเค็ม หมายถึง ดินที่มีปริมาณเกลือที่ละลายอยู่ในสารละลายดินมากเกินไป จนมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและผลิตผลของพืช เนื่องจากทำให้พืชเกิดอาการขาดน้ำ และมีการสะสมไอออนที่เป็นพิษในพืช

แม้ในพื้นที่หลายจังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบว่ามีปัญหาดินเค็ม แต่เมื่อหน่วยงานภาคราชการได้ร่วมมือกับชาวบ้านหาทางแก้ไขและได้ปรับวิธีการทำเกษตรให้เหมาะสม จึงพบว่าหลายพื้นที่ประสบความสำเร็จสามารถพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส แล้วสร้างรายได้โดยไม่ยาก

ขอนแก่น เป็นอีกจังหวัดที่พบปัญหาดินเค็ม และพบว่าชาวบ้านหลายพื้นที่ต้องประสบปัญหาเดือดร้อนกับการปลูกข้าว ตลอดจนพืชผลหลายชนิดที่ไม่มีคุณภาพ ขายได้ราคาต่ำ

แต่อย่างไรก็ตาม ในความโชคร้ายกลับมีความโชคดีแฝงอยู่ เมื่อ ร.ต. สมพงษ์ ไชยสง อยู่บ้านเลขที่ 171 หมู่ที่ 9 ตำบลเมืองเพีย อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น พลิกสถานการณ์จากอาชีพปลูกข้าวเปลี่ยนมาเลี้ยงปลาในบ่อดินแทน เนื่องจากเป็นน้ำกร่อยที่สามารถนำปลากะพงขาวมาเลี้ยงจนมีขนาดใหญ่ ได้คุณภาพ เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก

ชาวเมืองหมอแคนรายนี้เปิดเผยว่า ตัวเขาเองเคยรับราชการทหาร แต่ได้ขอลาออกก่อนเกษียณอายุราชการ แล้วหันมาประกอบอาชีพเลี้ยงปลา เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา

คุณสมพงษ์ เล่าว่า สมัยก่อนยึดอาชีพทำนา แต่ไม่ได้ผล เพราะคุณภาพดินเค็ม จึงเปลี่ยนมาเลี้ยงปลานิล และกุ้งขาวแทน โดยแหล่งน้ำที่ใช้มาจากอ่างเก็บน้ำแก่งละว้า เป็นน้ำจืด เมื่อปล่อยเข้ามาในบ่อเลยกลายเป็นน้ำกร่อย แล้วยังให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า ค่าความเค็มของน้ำเคยวัดตอนหน้าฝน จะได้ประมาณ 3-5 ppt ถ้าหน้าแล้งประมาณ 9-15 ppt ซึ่งค่าความเค็มระดับนี้เหมาะกับการเลี้ยงสัตว์น้ำเค็มได้อย่างสบาย

คุณสมพงษ์ เลี้ยงปลานิลที่ไม่ได้แปลงเพศ เขาชี้ว่าถ้าหากเลี้ยงปลานิลแปลงเพศต้องลงทุนมาก แม้จะใช้เวลาเติบโตน้อยกว่าก็ตาม อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงปลานิลไม่แปลงเพศอาจลงทุนน้อย แต่สร้างปัญหาเมื่อมีลูกปลาในบ่อจำนวนมากต่างแย่งอาหารกัน จนกระทั่งทำให้ปลามีการเจริญเติบโตไม่เต็มที่ แล้วใช้เวลาเลี้ยงนาน

ตามหลักวิชาการกำหนดว่า การตรวจวัดความเค็ม เป็นการตรวจวัดปริมาณเกลือที่ละลายน้ำที่พบในน้ำเค็มหรือน้ำกร่อย โดยมีหน่วยเป็นส่วนในหนึ่งพันส่วน (ppt ย่อมาจาก part per thousand) ความเค็มของน้ำทะเลของโลกมีค่าเฉลี่ย 35 ppt น้ำจืด มีค่าไม่เกิน 0.5 ppt น้ำกร่อย มีค่า 0.5-25 ppt ค่าความเค็มจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปริมาณหยาดน้ำฟ้า น้ำจากหิมะละลาย หรือบริเวณรอยต่อระหว่างน้ำเค็มกับน้ำจืด เช่น บริเวณปากแม่น้ำ

เจ้าของบ่อปลารายนี้เผยว่า เขาพยายามที่จะหาวิธีแก้ปัญหาการกระจายลูกปลาที่มีมากเกินความจำเป็น จนกระทั่งได้รับการแนะนำจากผู้ขายกุ้งที่จังหวัดฉะเชิงเทราว่า ให้นำปลากะพงมาเลี้ยงร่วมกันกับปลานิลในบ่อ ซึ่งเป็นน้ำกร่อย เพื่อให้ปลากะพงกินปลาเล็ก

“ตอนแรกซื้อปลากะพงมา จำนวน 100 ตัว ใส่ลงบ่อ จำนวน บ่อละ 20 ตัว ครั้นวิดบ่อ พบว่า ปลากะพงมีขนาดใหญ่มาก และไม่พบลูกปลานิลเลย มีแต่ปลานิลตัวใหญ่เท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงมีความคิดต่อไปว่า ควรเลี้ยงปลากะพงเพิ่มขึ้นอย่างจริงจัง”

การเลี้ยงปลานิลและปลากะพงร่วมกันในบ่อธรรมชาติเมื่อ 6 ปี ที่ผ่านมา ทำให้คุณสมพงษ์ประสบความสำเร็จ ได้ปลานิลและปลากะพงที่มีขนาดใหญ่ สามารถจับขายได้ราคาดี จนกระทั่งไม่นานนี้บริษัทเอกชนรายใหญ่สนใจเสนอให้เขาทดลองเลี้ยงปลากะพงด้วยอาหารเม็ด แต่การเลี้ยงแบบหลังนี้ยังไม่สามารถประเมินผลได้ว่าประสบความสำเร็จมาก/น้อยเพียงใด

ฉะนั้น ในปัจจุบันบ่อเลี้ยงปลาของคุณสมพงษ์จึงมีทั้งเป็นบ่อที่เลี้ยงปลาแบบธรรมชาติ และเป็นปลาที่เลี้ยงด้วยอาหารเม็ด ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “พงษ์เจริญฟาร์ม”

“ในบ่อธรรมชาติเลี้ยงทั้งปลานิลและปลากะพงรวมกัน โดยมีอัตราการปล่อยลูกปลากะพง บ่อละ จำนวน 50 ตัวต่อพื้นที่ 1-3 ไร่ ทั้งนี้จะดูก่อนว่าบ่อไหนมีลูกปลานิลมาก ก็จะปล่อยปลากะพงเพิ่มมากกว่า 50 ตัว เมื่อวิดบ่อมักเหลือปลากะพง ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์

กรณีที่เป็นบ่อทดลองให้อาหารเม็ด จะใส่ลูกปลากะพง ไร่ละ 2,000 ตัว ถ้าพื้นที่ใหญ่อาจเพิ่มเป็น จำนวน 3,000 ตัว บ่อประเภทนี้กำลังอยู่ระหว่างทดลองประเมินผล แต่ที่ผ่านมามองว่าประสบความสำเร็จดี”

เจ้าของฟาร์มปลา กล่าวว่า ลูกปลากะพงมักจะไปซื้อที่ฉะเชิงเทรา มีขนาด 3 นิ้ว ราคานิ้วละ 3-4 บาท ซื้อมาครั้งละประมาณ 500 ตัว แล้วมาจัดสรรให้สมาชิกกลุ่มแบ่งรายละเล็กน้อย จำนวน 3-4 ราย รายละไม่กี่ตัว เพราะนำไปปล่อยเพื่อกำจัดลูกปลาเท่านั้น

“เมื่อนำมาเลี้ยงแบบธรรมชาติ ใช้เวลาประมาณ 10 เดือน ได้น้ำหนักดีมาก ตัวละไม่ต่ำกว่า 1-2 กิโลกรัม ยิ่งถ้าเลี้ยงแล้วปล่อยไว้จะได้น้ำหนักเป็น 10 กิโลกรัม ที่ผ่านมาเคยได้น้ำหนักปลากะพงถึงตัวละ 8-10 กิโลกรัม เพราะลูกค้าบอกว่ายิ่งขนาดใหญ่เนื้อจะแน่น มีรสชาติอร่อยกว่าตัวเล็ก ส่วนถ้าเลี้ยงแบบให้อาหารเม็ดอาจยังชี้ชัดแน่นอนไม่ได้ แต่คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 7 เดือน ซึ่งเร็วกว่า น่าจะมีน้ำหนัก ประมาณ 8 ขีด ถึง 1 กิโลกรัม” เจ้าของบ่อปลากล่าว

ด้านราคาขายปลากะพงจากฟาร์ม คุณสมพงษ์ บอกว่า กิโลกรัมละ 200 บาท ถ้าขนาด 4 กิโลกรัม ขึ้นไป ราคา 450 บาท มีลูกค้ามารับซื้อโดยจะแจ้งยอดที่ต้องการมาล่วงหน้า โดยมากสั่งทุกอาทิตย์หรือบางคราวสั่งเว้นอาทิตย์ ครั้งละประมาณ 20-30 กิโลกรัม ทั้งนี้ บ่อที่เลี้ยงตามธรรมชาติปีหนึ่งขายได้ประมาณ 500 กิโลกรัม

คุณสมพงษ์ ชี้ว่าคุณภาพเนื้อปลากะพงที่เลี้ยงในบ่อ ไม่ต่างจากปลากะพงที่เลี้ยงในน้ำเค็มเลย ทั้งนี้เพราะได้เคยนำตัวอย่างปลากะพงที่เลี้ยงไปให้ทางคณะประมง มหาวิทยาลัยขอนแก่นพิสูจน์แล้ว นอกจากนั้น ยังพบว่ามีคุณภาพดี เนื้อแน่น ไม่มีกลิ่นสาบหรือเหม็น ชาวบ้านที่เคยซื้อไปกินจะแวะมาเป็นประจำ ส่วนมากนำไปทำต้มยำบ้าง นึ่งบ้าง

ฟาร์ม “พงษ์เจริญฟาร์ม” ของ คุณสมพงษ์ ถือว่าเลี้ยงปลาจำนวนมากที่สุดในชุมชน ใช้พื้นที่เลี้ยงทั้งหมด 36 ไร่ ชนิดปลาที่เลี้ยงอย่าง ปลานิล ปลายี่สก ปลากะพงขาว ตลอดจนถึงปลาน้ำเค็มอีกหลายชนิด แล้วยังเลี้ยงกุ้งขาวอยู่จำนวน 1 บ่อ ในจำนวนนี้เลี้ยงปลานิลมากที่สุด โดยซื้อลูกปลานิลมาจากประมงจังหวัด เป็นปลานิลชนิดที่ไม่ได้แปลงเพศ เพราะเป็นพันธุ์ปลาที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อม เลี้ยงง่าย โตเร็ว เป็นที่ต้องการของตลาดสูง

เจ้าของฟาร์มปลาบอกว่า การเตรียมบ่อทุกครั้งก่อนเลี้ยงปลาต้องหว่านปูนขาว โดโลไมท์ และปุ๋ยคอก โดยมักจะวิดบ่อเป็นประจำทุกปี ปีละครั้ง เฉพาะหน้าแล้งในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์

“ราคาขายปลานิล ถ้า 5 ตัวโล ขาย 50 บาท ต่อกิโลกรัม ถ้า 4 ตัวโล ขาย 60 บาท และ 3 ตัวโล ขาย 70 บาท หรือ 2 ตัวโล ขาย 80 บาท ปลาที่เลี้ยงไม่ว่าชนิดใด ขายได้หมด ขายได้เร็ว ลูกค้าต้องการตลอดเวลา

การให้อาหารปลานิลแบบที่เลี้ยงตามธรรมชาติ จะให้วันละครั้ง เป็นอาหารสูตรที่ได้รับการแนะนำจากหน่วยงานราชการที่มีส่วนผสมของปลายข้าว รำอ่อน ฯลฯ แล้วนำมาทำเอง”

คุณสมพงษ์ มองว่า ในฐานะที่เป็นผู้หนึ่งในชุมชนที่ประสบความสำเร็จจากการเลี้ยงปลาอาชีพ ดังนั้น เขาจึงตั้งใจว่าจะทำประโยชน์ให้สังคมด้วยการถ่ายทอดความรู้ในกระบวนการเลี้ยงปลาในลักษณะผ่านศูนย์เรียนรู้ เพราะต้องการให้นักเรียน นักศึกษา ชาวบ้าน ที่สนใจเข้ามาดูงาน แล้วหากใครสงสัยต้องการสอบถาม ก็จะให้ความรู้ในทุกเรื่องของการเลี้ยงปลา

ทุกวันนี้ คุณสมพงษ์ มีความสุขกับอาชีพเลี้ยงปลาที่ทำอยู่ เขาเผยว่ามีรายได้เข้ามาทุกวัน เฉลี่ยแล้ววันละไม่ต่ำกว่า 500 บาท นอกจากนั้นแล้ว ยังมีธุรกิจบ่อตกปลาด้วย โดยปลาที่ให้บริการลูกค้าเป็นปลาที่เลี้ยงไว้ในบ่อ ทั้งนี้ลูกค้าที่มาใช้บริการเป็นทั้งคนในพื้นที่และคนจังหวัดอื่น โดยส่วนมากจะติดต่อแนะนำกันทางเฟซบุ๊ก

สนใจ สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทรศัพท์ (081) 545-7376

คนสกลนคร จับปลิงขาย สร้างรายได้ เลี้ยงครอบครัว

Published พฤศจิกายน 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05088010758&srcday=2015-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 602

เทคโนโลยีการประมง

สุพจน์ สอนสมนึก

คนสกลนคร จับปลิงขาย สร้างรายได้ เลี้ยงครอบครัว

วันนี้มีนัดกับชาวบ้านอำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม ที่จะมาจับปลิงในหนองหาร เขตบ้านท่าแร่ อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร จึงขับรถยนต์จากสกลนคร เส้นทางจังหวัดนครพนม มุ่งหน้าไปที่บ้านท่าแร่ ตำบลท่าแร่ อำเภอเมืองสกลนคร ประมาณ 20 กิโลเมตร ถึงทางแยกเข้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร (มก. ฉกส) ท้องฟ้ามืดครึ้ม ฝนตั้งเค้า ลมกรรโชกแรง

เมื่อมาถึงจุดนัดหมายริมหนองหาร บ้านท่าแร่ ฝั่งตะวันออกของหมู่บ้านเป็นพื้นที่ติดกับหนองหารเป็นแนวยาว ได้พบกับ คุณสว่าง และ คุณสมหวัง ปัญญางาม สองสามีภรรยาชาวบ้านดอนแดง ตำบลบ้านเสียว อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม อยู่ในชุดพร้อม และอุปกรณ์ในการจับปลิง

หลังจากทักทายกันแล้ว คุณสว่าง บอกว่า ความจริงวันนี้เพื่อนบ้านประมาณ 3-5 คน ซึ่งเคยเป็นทีมงานที่ออกหาปลิงด้วยกันจะมาด้วย แต่เนื่องจากติดธุระด่วน จึงไม่ได้มาด้วย ปกติจะออกตระเวนหาปลิงด้วยกัน เป็นที่ทราบกันดี

ลงทุนน้อย รายได้ดี

หลังทักทาย คุณสว่างได้เดินลงไปลุยน้ำในที่ๆ คาดว่าน่าจะมีปลิงอาศัยอยู่ โดยคุณสว่าง บอกว่า จะต้องสังเกตจากท่าน้ำว่ามีวัว ควายมาลงหรือไม่ เพราะปลิงจะชอบเกาะควายเวลาลงน้ำ ซึ่งที่ท่าน้ำแห่งนี้มีปลิงควายตัวใหญ่เกาะควายชาวบ้าน ตามที่นักหาปลิงได้ข้อมูลมา

สำหรับอุปกรณ์ในการจับปลิง มีถังพลาสติก ที่ปิดด้วยฝาถังอย่างดีเจาะรู เพื่อทำเป็นที่ใส่ปลิง นอกจากนั้นเป็นสวิงที่ทำขึ้นพิเศษ ด้ามยาวประมาณ 1.5 เมตร หรือแล้วแต่ความต้องการของแต่ละคน เรียกว่าไม้เฉพาะคน

การแต่งตัวต้องสวมเสื้อผ้าให้มิดชิด และจะต้องสวมถุงเท้าหนาและยาว จนถึงหัวเข่า เสื้อแขนยาวรัดข้อแน่นด้วยยางหนังสติ๊ก ป้องกันการเข้าไปเกาะดูดเลือดของปลิง หมวกกันแดด

คุณสว่าง บอกอีกว่า หลังจากลงไปกวนน้ำด้วยเท้าหรือมือ ไม่ถึง 5 นาที เมื่อปลิงได้ยินเสียงจะลอยมาหา เพื่อเกาะ จากนั้นจะใช้สวิงที่เตรียมมาช้อนในลักษณะแกว่งไปซ้าย-ขวา สลับกัน เมื่อติดปลิงจะเก็บใส่ถังที่คาดเอวไปด้วย

จะทำแบบนี้เดินวนไปมาในบริเวณนั้นเรื่อยๆ หากปลิงไม่มากก็เคลื่อนที่ไปยังที่ใหม่เรื่อยๆ โดยส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง ก็จะมานั่งพัก แล้วก็จะลงไปหาใหม่ โดยใช้เวลาทั้งวัน

คุณสว่าง บอกว่า อาชีพนี้ทำมากว่า 15 ปีแล้ว ส่งลูกเรียนหนังสือ สร้างฐานะ พอมีอยู่มีกินไม่เดือดร้อน อาชีพนี้หากใครเกลียด กลัว จะทำไม่ได้ เพราะแค่เห็นตัวปลิงลอยมาก็กลัวแล้ว

“ในช่วงแรกคุณสว่างก็ขยะแขยงเหมือนกัน แต่เมื่อเห็นรายได้แล้วก็ไม่กลัว ยอมรับว่าภรรยาก็ไม่กลัว ปลิงไม่น่ากลัว แม้มันจะดูดเลือดแต่หากป้องกัน มันดูดเราไม่ได้ แต่ทุกวันนี้ผมกลับรักปลิงมากกว่า อยากให้มีมากๆ…ในแต่ละวันหลังจากทำนาเสร็จหรือว่างเว้นงานก็จะออกหาจับปลิง โดยตระเวนไปทุกที่ในภาคอีสานที่หนองน้ำที่มีปลิง บางทีก็ถูกหลอกไปไกล เพราะชาวบ้านที่ให้ข้อมูลมาว่าปลิงมาก เมื่อไปแล้วก็ไม่มาก ทำให้ขาดทุน โดยหากเดินทางไปใกล้ๆ จะไปกันเป็นทีมใหญ่ แต่จะหาใครหามัน ได้มากน้อยตามความสามารถแต่ละคน” คุณสว่าง บอก และเล่าต่ออีกว่า

“ที่ไปมานั้น หนองหาร สกลนคร จะเป็นแหล่งปลิง…มาลงทุกครั้งจะไม่ผิดหวัง จะกลับบ้านด้วยรอยยิ้มทุกครั้ง อย่างน้อยก็ 3-4 กิโลกรัม ฤดูที่มีปลิงมากที่สุดคือฤดูฝน โดยเฉพาะเมื่อฝนแรกมาเยือน จะทำให้มีปลิงมาก ชาวบ้านที่จับปลิงและทำอาชีพปริศนานี้ มีแค่ 2 จังหวัด เท่านั้น คือสกลนคร และนครพนม แต่ส่วนใหญ่จะเป็นชาวอำเภอนาหว้า นครพนม และชาวอำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร และชาวบ้าน 2 จังหวัด แห่จับปลิงในหนองหาร สกลนคร…เป็นอาชีพที่ลงทุนน้อย สร้างรายได้วันละ 1,000 บาท ส่งขายต่างประเทศออเดอร์ไม่อั้น”

ทางด้านคุณสมหวัง บอกว่า ในขณะนี้จากการที่ฝนตกติดต่อกันหลายวันในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้เกิดความชุ่มชื้น และตามลำห้วย หนอง ไหลลงสู่หนองหาร จังหวัดสกลนคร ชาวบ้านส่วนหนึ่งจะออกหาปลา แต่มีชาวบ้านจากเขตอำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม และจังหวัดสกลนคร พากันนำตะแกรงตาข่ายลงไปจับปลิงในหนองหาร นำไปขายกับนายทุนที่รับซื้อแบบไม่อั้นกันมาก สร้างรายได้อย่างน้อยวันละกว่า 1,000 บาท ต่อคน

คุณสมหวัง บอกว่า ที่บริเวณริมหนองหารติดกับบ้านท่าแร่ อำเภอเมืองสกลนคร จะพบกลุ่มจับปลิงขายมุ่งหน้าไปทุกวัน รวมทั้งตนจะนั่งรถจักรยานยนต์คู่ใจซ้อนท้าย พร้อมนำอุปกรณ์เครื่องมือจับปลิง มุ่งหน้าไปยังหนองหาร จังหวัดสกลนคร ระยะเดินทางไป-กลับ กว่า 50 กิโลเมตร แทบจะทุกวัน

ปลิงแห้ง กิโลกรัมละ 1,000-1,200 บาท

ทั้งสองสามีภรรยาได้ยึดอาชีพจับปลิงส่งขายแก่พ่อค้าคนกลางในพื้นที่ ทั้งปลิงสด และปลิงตากแห้งมานานกว่า 15 ปี ก่อนที่พ่อค้าคนกลางจะขายส่งต่อนายทุนชาวจีนที่มารับซื้อถึงที่ สร้างรายได้แก่ชาวบ้านและคนจับปลิง รวมถึงพ่อค้าส่งอย่างเป็นกอบเป็นกำตลอดทั้งปี

คุณสว่าง บอกว่า ปลิงช่วงฤดูแล้งหายาก เนื่องจากปริมาณน้ำยังมีระดับอยู่ไกลลงไปในหนองหาร ประกอบกับอยู่ในช่วงที่นายทุนชาวจีนชะลอการรับซื้อลดน้อยลง ราคาก็ไม่ค่อยดีเหมือนในช่วงฤดูที่ต้องการ คือช่วงเดือนพฤษภาคม หรือมิถุนายนของทุกปี

โดยรับซื้อ ราคาปลิงสด 200 บาท ต่อกิโลกรัม และปลิงตากแห้ง กิโลกรัมละ 1,000-1,200 บาท

“ช่วงนี้มีฝนตกลงมา ทำให้ปลิงออกมาเล่นน้ำมากขึ้น ปลิงออกหากิน ทั้ง 2 คน รวมกันหาทั้งวันตั้งแต่เช้า-เย็น จับได้ประมาณ 4-5 กิโลกรัม หากตากแห้งจะได้ประมาณ เฉลี่ย 1-3 กิโลกรัม ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับขนาดปลิง ส่วนรายได้มีตลอดทั้งปี ซึ่งสามารถเลี้ยงดูครอบครัวอย่างสุขสบายไม่เดือดร้อน และยังส่งลูกเรียนหนังสือ 2 คน ได้อย่างสบาย”

รับปราบปลิงทั่วประเทศ

นักล่าปลิงยังบอกด้วยว่า พื้นที่ตำบล อำเภอ หรือจังหวัดไหนทั่วประเทศ ที่มีปลิงชุกชุมหนาแน่น พร้อมปราบหรือกำจัดให้สิ้นซาก ขณะนี้ยังมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของนายทุนชาวจีนผู้รับซื้อ โดยผ่านพ่อค้าคนกลางชาวไทย

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีชาวบ้านทั้งจังหวัดนครพนม และสกลนคร ออกหาจับปลิงกันมากขึ้น เพราะเป็นอาชีพที่ลงทุนน้อย เพียงเดินลงไปลุน หรือกวนน้ำ แล้วปลิงจะลอยมาเกาะที่ขาหรือตัวเรา จากนั้นจะนำสวิงหรือตะแกรงตาข่ายช้อนตักมาใส่ถัง แล้วนำกลับบ้าน

สำหรับขั้นตอนวิธีตากแห้งนั้น เมื่อได้ปลิงมาแล้ว จะต้มน้ำให้เดือด นำปลิงที่ได้มาเทลงในน้ำที่เดือด พอให้ปลิงตาย แล้วรีบเทน้ำทิ้ง จากนั้นนำปลิงขึ้นมาย่างไฟ เหมือนกับทำปลาย่างด้วยไฟอ่อนๆ ตลอดทั้งวัน ระวังอย่าให้ไฟแรง จากนั้นพอย่างไฟพอหมาดก็จะนำปลิงเหล่านั้นไปผึ่งตากแดดจนให้แห้งดี รวบรวมนำไปส่งนายทุนที่รับซื้อครั้งละ 10-20 กิโลกรัม

ปัจจุบันมีนักจับปลิงเพิ่มขึ้น หมายถึงคนกลัวปลิงน้อยลง จึงมีผู้คนสนใจหันมาจับ ประกอบกับลงทุนน้อยหรือแทบไม่มีการลงทุน และต้องออกไปหาปลิงไกลมากขึ้น

ทางด้าน คุณสฤษดิ์ ไตรตระการเดช นายก อบต. บ้านเสียว อำเภอนาหว้า กล่าวว่า ชาวบ้านในเขตนี้ชำนาญในการจับปลิงขาย วิธีการจับปลิงง่ายนิดเดียว แค่ใช้มือ ใช้เท้าเตะน้ำให้ขุ่น ปลิงก็จะรีบลอยมาแล้ว จึงใช้สวิงช้อนตักเอา บางคู่จับได้ 5-8 กิโลกรัม ต่อวัน มีรายได้ 600-1,000 บาท ผู้ซื้อจะรับซื้อปลิงสดในช่วงที่ปลิงมีมาก เริ่มมีนายทุนมาซื้อเมื่อ 15 ปีมาแล้ว ในราคากิโลกรัมละ 160 บาท มีไม่กี่ราย แต่ปัจจุบันมีนายทุนรายใหญ่และย่อย มีเงินสะพัดเข้ามาในตำบลเดือนละหลายล้านบาท จากการรวบรวมข้อมูลจะอยู่ที่ 5-7 ล้านบาท ต่อเดือน เฉพาะอาชีพปริศนานี้ จึงทำให้เศรษฐกิจดี ชาวบ้านมีรายได้ตลอดปี

“ถามว่ากลัว เสี่ยงหรือไม่กับอาชีพนี้ ก็คงตอบว่า ปลิงน่ากลัว แต่รายได้จากปลิงทำให้เป็นสิ่งที่ล่อใจ และง่ายต่อการออกหา เป็นงานไม่หนัก และแทบจะไม่ได้ลงทุน ปริมาณปลิงที่ลดลงน่ากลัวกว่า จึงขอบอกไว้ตรงนี้ว่า พื้นที่ใดในประเทศไทย หากพบปลิงมาก ก็บอกมา” นายก อบต. บอก

ผู้สนใจ สอบถามได้ที่ คุณสมหวัง และ คุณสว่าง ปัญญางาม สองสามีภรรยา นักล่าปลิงจากบ้านดอนแดง หรือสอบถามจาก คุณสฤษดิ์ ไตรตระการเดช นายก อบต. บ้านเสียว ได้ที่ โทร. (080) 188-0263 ยินดีให้คำปรึกษาทุกวัน

กุ้งก้ามแดงในนาข้าว

Published พฤศจิกายน 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05081150658&srcday=2015-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 601

เทคโนโลยีการประมง

กุ้งก้ามแดงในนาข้าว

กุ้งงก้ามแดง หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า กุ้งเครฟิช โดยเราจะคุ้นหู คำว่า กุ้งล็อบสเตอร์ นั่นเอง นับเป็นกุ้งที่ถือว่าเป็นอาหารรสเลิศที่ทั่วโลกรู้จักกันเป็นอย่างดี และมีการเลี้ยงเป็นสัตว์เศรษฐกิจกันในหลายประเทศทั่วโลก โดยประเทศผู้ส่งออกกุ้งชนิดนี้รายใหญ่ก็คือ สหรัฐอเมริกา ยุโรป และออสเตรเลีย

กุ้งเครฟิช หรือ กุ้งล็อบสเตอร์ นับเป็นกุ้งที่เชฟระดับโลกให้การยอมรับว่า เป็นกุ้งที่มีรสชาติอร่อย เลิศรสที่สุดในบรรดากุ้งแม่น้ำทั้งหมด จึงทำให้ร้านอาหารทั่วโลกมีเมนูกุ้งล็อบสเตอร์ให้รับประทานกันทั่วโลกเลยทีเดียว

รู้จักกับ กุ้งก้ามแดง…

กุ้งก้ามแดง กำลังได้รับความสนใจในฐานะสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่น่าลงทุนอย่างมาก โดยสหกรณ์การเกษตรเขื่อนพระปรง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งได้นำกุ้งก้ามแดงมาเลี้ยงในนาข้าวจนประสบความสำเร็จในการเลี้ยงเชิงการค้า โดยได้แนวคิดมาจาก โครงการหลวงดอยอินทนนท์ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่

ทั้งนี้ โครงการหลวงดอยอินทนนท์ ได้ทำการศึกษาและทดลองเลี้ยงจนประสบผลสำเร็จ โดยผลผลิตรุ่นแรกที่ผลิตได้ ใช้ประกอบเป็นอาหารถวายเลี้ยงแก่พระราชอาคันตุกะ ในวันที่ 13 มิถุนายน 2549 ในงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

นอกจากนี้ โครงการหลวงดอยอินทนนท์ ยังได้ทดลองเลี้ยงกุ้งก้ามแดงในนาข้าวของเกษตรกร ที่บ้านแม่กลางหลวง ดอยอินทนนท์ และนำมาสู่การเลี้ยงและขยายพันธุ์กุ้งก้ามแดง เพื่อจำหน่ายเชิงการค้าได้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2550 เป็นต้นมา

คุณอำนาจ ยาสา ประธานสหกรณ์การเกษตรเขื่อนพระปรง จำกัด จังหวัดสระแก้ว เป็นหนึ่งในผู้ที่มองเห็นโอกาสเกี่ยวกับการเลี้ยงกุ้งก้ามแดง และได้นำสายพันธุ์มาศึกษาทดลองเลี้ยงจนประสบความสำเร็จ

คุณอำนาจ เล่าว่า สมาชิกของสหกรณ์กว่า 50 ราย มีอาชีพทำนาเป็นหลัก ที่ผ่านมาอาชีพทำนาไม่เคยสร้างฐานะที่ดีขึ้นให้กับสมาชิกเลย บางปี บางรายก็ประสบปัญหาขาดทุนด้วยซ้ำไป จึงมองเห็นโอกาสที่จะสร้างรายได้เพิ่มขึ้นในนาข้าว

“จากการที่มีโอกาสทราบข้อมูลการเลี้ยงในนาข้าวของโครงการหลวง จึงได้ศึกษาอย่างจริงจัง ไปดูวิธีการเลี้ยง การเพาะพันธุ์ลูกกุ้ง และนำมาทดลองเลี้ยงร่วมกับสมาชิกจนประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี” คุณอำนาจ กล่าว

วันนี้ นอกจากสมาชิกสหกรณ์จะขยายการเลี้ยงเพิ่มขึ้นแล้ว ยังหาพันธมิตรจากพื้นที่อื่นมาเสริมกำลังทัพด้วย เพื่อร่วมสร้างตลาดให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง และทำให้การเลี้ยงกุ้งก้ามแดงกลายเป็นอาชีพที่มั่นคงของเกษตรกรไทย

เลี้ยงกุ้งก้ามแดง ในนาข้าว

คุณอำนาจ ให้ข้อมูลว่า จุดเด่นของกุ้งก้ามแดงก็คือ เป็นกุ้งที่มีเปลือกหนา ปรับตัวได้ดีในสภาพแวดล้อมต่างๆ และมีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดี จึงเป็นกุ้งที่สามารถเลี้ยงได้ในสภาพแวดล้อมทั่วไปได้ แม้แต่ในนาข้าว ในบ่อดิน หรือกระชังในแม่น้ำ

โดยมีอัตราการสูญเสียหรืออัตราการตายน้อยมาก อัตราการรอดสูง เจริญเติบโตเร็ว ที่สำคัญสามารถขยายพันธุ์หรือเพาะลูกพันธุ์ได้โดยไม่ต้องใช้น้ำเค็ม จึงเป็นจุดเด่นที่ทำให้กุ้งก้ามแดงเลี้ยงได้ทุกพื้นที่ของบ้านเรา

ซึ่งทางสหกรณ์เองจะเน้นการเลี้ยงในนาข้าว ซึ่งเป็นอาชีพหลักของสมาชิกอยู่แล้ว แต่การเลี้ยงต้องมีการมาปรับบ่อใหม่ โดยอธิบายง่ายๆ พื้นที่ 1 ไร่ จะต้องยกคันล้อมให้สูงขึ้นมากกว่าคันนาปกติที่จะเล็ก แคบ และเตี้ย คันล้อมที่สูงนี้เพื่อขังน้ำที่สูงกว่าระดับน้ำในนาข้าวทั่วไป และป้องกันศัตรูธรรมชาติ อย่าง ปู กบ ปลาช่อน ที่จะเข้าไปกัดกินลูกกุ้งเล็ก

โดยพื้นที่นา 1 ไร่ บริเวณรอบขอบบ่อ 1 ใน 3 ส่วน โดยรอบจะขุดให้ลึก 50-70 เซนติเมตร เพื่อเป็นที่อาศัยของกุ้งในช่วงกลางวัน ซึ่งกุ้งจะนอนพักในระดับน้ำที่ลึกลงไป

ส่วนพื้นที่ตรงกลางบ่อ 2 ใน 3 ส่วน ระดับน้ำสูง 30 เซนติเมตร ซึ่งเป็นระดับน้ำในการทำนาปกติเพื่อที่จะปลูกข้าวได้ตามปกติ พื้นที่ส่วนนี้กุ้งจะขึ้นมาอาศัยและหากินในช่วงกลางคืนตามซอกต้นข้าว

การปล่อยลูกกุ้งจะนิยมปล่อย 2 ขนาด คือ ขนาด 1 นิ้ว อัตราการปล่อย 5,000 ตัว ต่อไร่ กับ ขนาด 3 นิ้ว อัตราการปล่อย 3,000 ตัว ต่อไร่

สำหรับอาหารจะใช้อาหารกุ้งกุลาดำ เบอร์ 2, 3, 4 สำหรับลูกกุ้ง ขนาด 1 นิ้ว ขนาด 3 นิ้ว ใช้อาหาร เบอร์ 3 และ 4 โดย เบอร์ 3 จะเริ่มให้หลังปล่อยเลี้ยง 1 เดือน เบอร์ 4 จะให้หลังปล่อยเลี้ยง 2.5 เดือน อาหารจะให้มื้อเดียว ช่วง 6 โมงเย็น กุ้งจะมากินอาหารตอนกลางคืน อัตราการให้อาหาร เริ่มต้นที่ 1 ขีด ต่อมื้อ ต่อ 1,000 ตัว และจะเพิ่มอาหารทุก 7 วัน มื้อละ 1-1.2 ขีด ไปเรื่อยๆ จนจับขายหลังปล่อยลงเลี้ยง 4-4.5 วัน โดยมีอัตราการแลกเนื้อที่ 1 : 1-1.2 กิโลกรัม

ด้วยรูปแบบการเลี้ยงที่มีความสมดุลของธรรมชาติที่เกื้อกูลกัน ต้นข้าวที่ปลูกจะเป็นตัวบำบัดของเสีย และแก๊สแอมโมเนียจากการเลี้ยงได้เป็นอย่างดี

ขาย 400-600 บาท

ต่อกิโลกรัม

ต้องบอกว่าเป็นกุ้งที่มีราคาแพงมากทีเดียว โดยราคาจำหน่ายอยู่ที่ 400-600 บาท ต่อกิโลกรัม ที่ปากบ่อ โดยทางสหกรณ์จะรับซื้อกุ้งจากสมาชิก 2 ขนาด คือ ขนาดเล็ก 20-25 ตัว ต่อกิโลกรัม ราคาปากบ่อ 400 บาท ราคากุ้งไซซ์ใหญ่ 7-15 ตัว ต่อกิโลกรัม ราคา 500 บาท ต่อกิโลกรัม

ช่วงที่ผ่านมาทางสหกรณ์ได้บุกเบิกตลาด และแนะนำกุ้งก้ามแดงเข้าสู่ตลาดจนเป็นที่รู้จักแล้วในระดับหนึ่ง ปัจจุบันมีตลาดรองรับทั้งโรงแรมชื่อดังหลายแห่ง ภัตตาคารหลายแห่ง รวมทั้งห้างแมคโคร คุณอำนาจ มองว่า กุ้งก้ามแดงมีโอกาสที่จะขยายศักยภาพทางการตลาดได้อีกมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งมีนักท่องเที่ยวต่างชาติที่รู้จักกุ้งชนิดนี้เป็นอย่างดี เช่น พัทยา ภูเก็ต หัวหิน กระบี่ เชียงใหม่ เป็นต้น

สำหรับต้นทุนการเลี้ยงนั้น คุณอำนาจ บอกว่า ต้นทุนการเลี้ยงอยู่ที่ 170-250 บาท ต่อกิโลกรัม ทางสหกรณ์จะมีการสอนเพื่อส่งเสริมให้กลุ่มคนเลี้ยงลูกพันธุ์เองเพื่อประหยัดต้นทุน โดยมีผลผลิตกุ้งต่อไร่ 200-400 กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับลูกพันธุ์ที่ปล่อยเลี้ยง ถ้าลูกพันธุ์ตัวใหญ่ก็จะได้กุ้งไซซ์ใหญ่ ปริมาณผลผลิตต่อไร่ก็จะสูง และรายได้ต่อไร่ก็จะสูงตามไปด้วย

นอกจากการเลี้ยงในนาข้าวแล้ว ทางกลุ่มยังได้พัฒนาการเลี้ยงในบ่อปูน การเลี้ยงในบ่อพลาสติก และการเลี้ยงในกระชังในแม่น้ำอีกด้วย บอกได้คำเดียวว่า น่าสนใจมากๆ และกุ้งก้ามแดงจะกลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ของคนไทยอย่างแน่นอนในอนาคตอันใกล้นี้ด้วยความน่าสนใจอย่างที่บอก

สำหรับผู้สนใจ การเลี้ยงกุ้งก้ามแดงเพื่อสร้างรายได้ สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย จัดสัมมนา กุ้งก้ามแดง…สัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ขึ้น ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2558 ที่อาคารวิทยบริการ ชั้น 4 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ โทร. (02) 940-5425, (086) 340-1713 (ตา), (089) 783-5887 (หนึ่ง), (085) 074-5055 (จอย)

“ลูกพันธุ์จากโรงเพาะฟัก” ต่อยอดการอนุรักษ์หอยนางรม เพื่อสร้างอาชีพ

Published ตุลาคม 31, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05084010558&srcday=2015-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 598

เทคโนโลยีการประมง

วศินี จิตภูษา โทร. (089) 655-4896

“ลูกพันธุ์จากโรงเพาะฟัก” ต่อยอดการอนุรักษ์หอยนางรม เพื่อสร้างอาชีพ

ประเทศไทยมีการเลี้ยงหอยนางรมมานานกว่า 100 ปี นับเป็นสัตว์น้ำที่สำคัญทางเศรษฐกิจและทำรายได้สูงให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยง โดยผลผลิตของหอยนางรมที่ได้จะมาจากการเลี้ยงโดยอาศัยลูกหอยจากธรรมชาติ

ปัจจุบัน ปริมาณลูกหอยจากธรรมชาติมีผลผลิตที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง อันมีสาเหตุมาจากปัญหาทางด้านมลพิษทางน้ำรวมถึงปัญหาการนำทรัพยากร พ่อ-แม่พันธุ์ จากแหล่งธรรมชาติมาใช้มากเกินไป ความต้องการลูกหอยนางรมถึงขึ้นวิกฤตอย่างหนักเมื่อเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในปี พ.ศ. 2550 ทำให้แหล่งเลี้ยงหอยนางรมอ่าวบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เสียหายทั้งหมด แม้จะนำลูกหอยจากแหล่งอื่นเข้าไปเลี้ยงในพื้นที่เดิม แต่ก็ไม่สามารถผลิตลูกหอยตามธรรมชาติเพื่อการเลี้ยงในรุ่นต่อไปได้อย่างเพียงพอ จนกระทั่งปัจจุบัน ทำให้เกษตรกรรายย่อยจำนวนมากจำเป็นต้องเลิกกิจการ และจากการออกสำรวจในพื้นที่ต่างๆ ที่เป็นแหล่งผลิตลูกหอยนางรมจากธรรมชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดตรัง และจังหวัดพังงา พบว่า ปริมาณลูกหอยจากธรรมชาติมีปริมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับในอดีต ทำให้ราคาลูกหอยขยับสูงขึ้น 2-3 เท่าตัว

ดังนั้น การเพาะพันธุ์เพื่อผลิตลูกหอยนางรมจากโรงเพาะฟักเป็นแนวทางสำคัญในการแก้ปัญหาการขาดแคลนลูกพันธุ์จากธรรมชาติ เนื่องจากสามารถควบคุมการผลิตทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพได้เป็นอย่างดี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการประมง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย โดยทีมนักวิจัย นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร. สุวัจน์ ธัญรส ได้ดำเนินการศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคนิคการเพาะพันธุ์หอยนางรมอย่างต่อเนื่องและประสบผลสำเร็จในการเพาะพันธุ์หอยนางรมจากระบบโรงเพาะฟักเป็นอย่างดี ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัยเพื่อเป็นขยายผลจากการวิจัย คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการประมง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ได้เลือกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงปลากระชังบ้านพรุจูดเป็นกลุ่มต้นแบบในการทดลองขยายผล ในการนำลูกพันธุ์หอยนางรมขนาดเล็กที่ผลิตได้จากโรงเพาะฟักไปเลี้ยงอนุบาลในพื้นที่ของชุมชน โดยหวังเป็นแหล่งผลิตลูกพันธุ์หอยนางรม เพื่อส่งต่อให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงหอยนางรมในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป ปัจจุบัน ประเทศไทยมีความต้องการลูกพันธุ์หอยสำหรับการเลี้ยง ปีละไม่น้อยว่า 60 ล้านตัว ขณะที่ปริมาณลูกพันธุ์หอยนางรมในธรรมชาติกลับมีปริมาณลดน้อยลง จึงจำเป็นต้องส่งเสริมอาชีพการเพาะเลี้ยงลูกพันธุ์หอยนางรมให้กับเกษตรกร เพื่อเป็นต้นแบบในการผลิตลูกพันธุ์หอยนางรมจากโรงเพาะฟัก ก่อนที่จะขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ของประเทศไทยต่อไป

การศึกษาวิจัยการเพาะขยายพันธุ์หอยนางรม เพื่อขยายให้ชุมชนนำไปเลี้ยงอนุบาลเพื่อสร้างอาชีพ และทดแทนภาวะการขาดแคลนลูกพันธุ์หอยนางรมในธรรมชาติ เป็นตัวอย่างความสำเร็จของการวิจัยเพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชนและสังคม ซึ่งจะได้คัดเลือกชุมชนต้นแบบเพื่อการส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ นำไปสู่การขยายผลเลี้ยงอนุบาลหอยนางรมสู่ชุมชนอื่นๆ ในอนาคต ซึ่งเป็นวิธีการจัดการประมงโดยชุมชนมีส่วนร่วมและยอมรับวิธีการที่ได้รับการถ่ายทอดความรู้ทางวิชาการ ทั้งนี้ จะสามารถลดการใช้ประโยชน์ลูกพันธุ์หอยนางรมจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว อีกทั้งเป็นการสร้างความยั่งยืนทางด้านอาชีพประมงชายฝั่งและทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการประมง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ประสบความสำเร็จในการวิจัยและพัฒนาการเพาะพันธุ์หอยนางรมพันธุ์ตะโกรมกรามขาว โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณการศึกษาวิจัยจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ซึ่งปัจจุบันได้คิดค้นเทคนิคและวิธีการเพาะและอนุบาลหอยนางรม จนมีอัตราการรอดตายสูง และมีต้นทุนในการอนุบาลต่ำ นอกจากนี้ ยังสามารถพัฒนาเทคนิคการเพาะพันธุ์หอยนางรมได้ตลอดทั้งปี แม้ไม่ใช่ฤดูกาลสืบพันธุ์ของหอยนางรม ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจในการวางแผนการผลิตลูกพันธุ์ในอนาคต

งานถ่ายทอดวิชาการและองค์ความรู้การเพาะเลี้ยงหอยนางรม ได้เริ่มต้นนำลูกพันธุ์หอยนางรมไปส่งเสริมให้ชุมชนในพื้นที่จังหวัดตรังร่วมทดลองอนุบาล ได้แก่ พื้นที่บ้านแหลม ตำบลวังวน อำเภอกันตัง และพื้นที่บ้านพรุจูด ตำบลบ่อหิน อำเภอสิเกา โดยเริ่มต้นจากการอบรมเกษตรกรให้มีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับการอนุบาลลูกหอยนางรมอย่างครบถ้วน จากนั้นได้มอบลูกพันธุ์หอยเพื่อนำไปอนุบาลในกระชัง จากการติดตามประเมินผล พบว่า ลูกหอยที่นำไปอนุบาลในพื้นที่ธรรมชาติมีการเจริญเติบโตดี มีอัตราการรอดตายสูง แต่ยังพบปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพน้ำ ซึ่งจะต้องให้คำแนะนำด้านเทคนิคแก่ชุมชนเพิ่มเติมในการเฝ้าระวังและหมั่นตรวจเช็กคุณภาพน้ำ

ชุมชนต้นแบบเพื่อการถ่ายทอดเทคโนโลยีและงานวิชาการด้านการวิจัย จำเป็นต้องคัดเลือกชุมชนที่มีการทำงานอย่างต่อเนื่อง ประสบความสำเร็จในการทำกิจกรรมด้านอื่นๆ มีผลงานเป็นที่ยอมรับในทั้งระดับพื้นที่และจากหน่วยงานภายนอก ชุมชนมีกระบวนการเรียนรู้และสนใจเทคโนโลยีที่ได้รับการถ่ายทอดเป็นอย่างดี อีกทั้งทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัยได้ร่วมทำงานกับชุมชนจนเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ซึ่งจะช่วยให้เกิดการยอมรับในองค์ความรู้ทางวิชาการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีเพื่อปรับปรุงระบบการเลี้ยงที่ทันสมัยและให้ผลที่ดีกว่าในปัจจุบัน

“กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงปลาบ้านพรุจูด” ตั้งอยู่ หมู่ที่ 2 บ้านพรุจูด ตำบลบ่อหิน อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มชาวประมงชายฝั่งในพื้นที่ ภายหลังเกิดภัยพิบัติสึนามิในฝั่งทะเลอันดามัน เมื่อ 10 ปี ที่ผ่านมา คุณบรรจง นฤพรเมธี ประธานกลุ่มวิสาหกิจฯ ผู้นำที่ได้รับการยอมรับจากสมาชิก ได้เริ่มต้นชักชวนสมาชิก นำร่องการจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ โดยจัดการรองรับและให้บริการผู้มาศึกษาดูงานแบบชุมชนบ่อหิน นั่นคือ มาถึงกลุ่มวิสาหกิจฯ ต้องรับประทานปลาสดๆ จากกระชัง และอาหารทะเล ที่ชาวประมงได้คัดสรรมาต้อนรับผู้มาเยือน ต่อมาก็พัฒนาส่วนของบ้านพักสำหรับผู้ที่สนใจมาพักค้างคืน จนกลายเป็น “บ่อหินฟาร์มสเตย์” ด้วยรูปแบบแนวคิดของการทำงานด้านฟาร์มสเตย์ที่กลายเป็นสิ่งใหม่ของการท่องเที่ยว ที่เน้นการเรียนรู้และสัมผัสวิถีการประมงชายฝั่ง จุดเด่นของบ่อหินฟาร์มสเตย์ คือสภาพบรรยากาศของกลุ่มวิสาหกิจฯ ที่ร่มรื่น อบอุ่น เย็นสบาย โดยในปี 2552 บ่อหินฟาร์มสเตย์ได้รับการประเมินรับรองมาตรฐานโฮมสเตย์ไทยเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ปี 2558 กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงปลากระชังบ้านพรุจูด (บ่อหินฟาร์มสเตย์) ได้รับการคัดเลือกเป็นกลุ่มเกษตรกรดีเด่นระดับชาติ ด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งผลงานเป็นที่ประจักษ์แสดงให้เห็นถึงความยั่งยืนในการทำงานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงปลากระชังบ้านพรุจูด จึงมีความเหมาะสมที่ทางมหาวิทยาลัยจะได้ถ่ายทอดงานวิจัยสู่ชุมชนเพื่อเพิ่มโอกาสในการพัฒนาเทคนิคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งให้แก่สมาชิก และจะสามารถเป็นแหล่งศึกษาดูงานจากชุมชนอื่นๆ ที่มีความสนใจในอนาคตอีกด้วย

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงปลากระชังบ้านพรุจูด นำโดย คุณวรุฒ อัตกลับ เลขานุการกลุ่มวิสาหกิจฯ พร้อมสมาชิก ได้รับมอบลูกพันธุ์หอยนางรม จำนวน 12,000 ตัว จาก รองศาสตราจารย์ ดร. สุวัจน์ ธัญรส ไปทดลองเลี้ยงเป็นรุ่นแรก ซึ่งกลุ่มวิสาหกิจฯ ได้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของทีมงานและความตั้งใจจริงในการรับความช่วยเหลือทางวิชาการจากนักวิชาการ ผลผลิตจากการทดลองทั้งหมดจะมอบให้ทางกลุ่มวิสาหกิจฯ ได้นำไปจัดสรรให้สมาชิกตามข้อตกลง ซึ่งผลการทดลองเลี้ยงพบว่า มีความเป็นไปได้ในการอนุบาลหอยนางรมในพื้นที่บ้านพรุจูด จากการเก็บข้อมูลในพื้นที่ร่วมกับชุมชนระหว่างการทดลองอนุบาลพบว่า ชุมชนมีความสามารถในการผลิตลูกหอยที่มีคุณภาพได้ประมาณเดือนละ 100,000 ตัว ซึ่งหากกำหนดราคาขายเพียง ตัวละ 2-3 บาท และมีผลผลิตออกต่อเนื่องทุกเดือน จะสร้างรายได้ให้แก่กลุ่มเกษตรกรได้เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการลูกพันธุ์หอยไม่ต่ำกว่าปีละ 30 ล้านตัว และลูกพันธุ์หอยในธรรมชาติมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ หากมีการรวมกลุ่มของชุมชนจะสามารถผลิตลูกหอยที่มีคุณภาพจากจังหวัดตรังได้ปีละไม่น้อยกว่า 5 ล้านตัว จะช่วยสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร ซึ่งทางมหาวิทยาลัยจะได้ขยายผลต่อไปยังกลุ่มผู้เลี้ยงหอยนางรมในอ่าวบ้านดอน อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นพื้นที่เลี้ยงหอยนางรมมากที่สุดในประเทศไทย โดยประสานความร่วมมือกับ คุณสมชาย สินมา เจ้าของกิจการสินมานะฟาร์มสเตย์ ที่มีธุรกิจฟาร์มหอยนางรม และให้บริการการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เพื่อโอกาสสร้างแหล่งรองรับลูกพันธุ์หอยนางรมในอนาคต ซึ่งหากได้รับส่วนแบ่งทางการตลาดลูกพันธุ์หอยนางรม ประมาณ ร้อยละ 20 จะสามารถเพิ่มช่องทางการทำอาชีพอนุบาลหอยนางรมให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ได้มากขึ้น

จากการได้พูดคุยกับชาวบ้านที่มีส่วนร่วมในการได้รับบริการวิชาการการเพาะเลี้ยงหอยนางรมสู่ชุมชนต้นแบบได้แสดงความคิดเห็นไปในทิศทางใกล้เคียงกัน

คุณสุมิตร มะลิลา กล่าวถึงความรู้สึกว่า รู้สึกดีและมีความพึงพอใจในการให้บริการวิชาการที่ทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง ที่มอบสิ่งดีๆ ให้ เพราะช่วยเพิ่มรายได้ที่นอกเหนือจากงานประจำ ซึ่งงานประจำก็มีรายได้ไม่แน่นอนอยู่แล้ว นอกจากนี้ อยากให้มหาวิทยาลัยจัดอบรมเพิ่มเติมด้านการจัดการและการดูแลการเลี้ยงหอยนางรมเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพดีดี และมีรายได้มั่นคง

คุณอมร แท่นพิทักษ์ กล่าวว่า เมื่อมีการเพาะพันธุ์หอยนางรมเข้ามาทำให้เป็นอาชีพเสริมได้ มีรายได้เพิ่มขึ้น แต่อยากให้มหาวิทยาลัยช่วยเหลือ หรือส่งเสริมเรื่องการเพาะพันธุ์หอยนางรมตลอดไป เพราะจะได้ทำเป็นอาชีพหลัก สร้างรายได้ สร้างความมั่นคงแก่ครอบครัว และชุมชนได้ และอยากให้ช่วยเพิ่มเติมที่นอกเหนือจากการเลี้ยงหอยนางรม เช่น การเลี้ยงปลาในกระชัง

คุณอุดม พลเที่ยง กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ดีที่มหาวิทยาลัยมาให้บริการ โดยการมอบพันธุ์หอยนางรมให้ เพราะช่วยสร้างรายได้เพิ่มขึ้นแก่ชาวบ้าน ถ้าเป็นไปได้อยากให้ทางมหาวิทยาลัยช่วยมาดูแลเรื่องคุณภาพน้ำให้คงที่ เพราะบางช่วงจะประสบปัญหาเรื่องการปล่อยน้ำเสียจากบ่อเลี้ยงกุ้ง ทำให้ส่งผลต่อการเลี้ยงหอยนางรม ทำให้ผลผลิตอาจจะไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร แต่สำหรับการให้บริการการเลี้ยงหอยนางรมในครั้งนี้ บอกได้เลยว่า สามารถนำมาเป็นอาชีพหลักได้ และจะสร้างรายได้อย่างมหาศาล หากเรารู้จักใช้และปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญจากทางมหาวิทยาลัย และเข้ารับการอบรมเพิ่มพูนความรู้อย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้เรานำมาพัฒนาอาชีพให้มั่นคงได้

เห็นได้ว่า พันธกิจสัมพันธ์เพื่อชุมชนชายฝั่งเข้มแข็ง จึงเป็นโอกาสที่ดีของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ที่จะตอบสนองความต้องการของชุมชนท้องถิ่น เพื่อยกระดับความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศไทย ถึงวันนี้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง พร้อมที่จะเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการมุ่งสู่พันธกิจสัมพันธ์เพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ผสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและสังคมทางด้านการประมงและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง

เลี้ยงปลาหมอ สายพันธุ์ ชุมพร 1 ให้รวย?

Published สิงหาคม 18, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05082150458&srcday=2015-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 597

เทคโนโลยีการประมง

เลี้ยงปลาหมอ สายพันธุ์ ชุมพร 1 ให้รวย?

หลังจากที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำชุมพร จังหวัดชุมพร สถาบันวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ กรมประมง ได้พัฒนาปรับปรุงพันธุ์ปลาหมอมาตั้งแต่ พ.ศ. 2546-2554 ประสบผลสำเร็จจนได้ปลาที่เจริญเติบโตได้ดีกว่าพันธุ์ปลาหมอไทยทั่วไปที่เลี้ยงในจังหวัดอื่นๆ และได้ตั้งชื่อใหม่ว่า ปลาหมอสายพันธุ์ “ชุมพร 1”

โดยให้มีคุณลักษณะที่เด่นพิเศษในด้านการเจริญเติบโต เลี้ยงง่าย และให้ผลผลิตสูง ตามแนวทางแผนยุทธศาสตร์กรมประมงที่จะเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแหล่งเพาะเลี้ยง ปรากฏว่า ได้มีเกษตรกรหลายพื้นที่นำไปเลี้ยง สามารถสร้างรายได้เป็นอย่างดี

บางพื้นที่ปลาหมอไทยสายพันธุ์ชุมพร 1 กำลังจะกลายเป็นปลาเศรษฐกิจในพื้นที่หลายจังหวัด เนื่องจากรสชาติอร่อย สามารถทำอาหารได้หลายอย่าง ประกอบกับสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ได้มีการเสนอข่าว ทำให้เกษตรกรสนใจสอบถามข้อมูลที่สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทยเป็นจำนวนมาก

ตามข้อมูลของกรมประมง ระบุว่า ผลการทดลองเลี้ยงในบ่อพลาสติกที่ศูนย์วิจัยฯ ที่ชุมพร และในกระชังของเกษตรกรเพื่อทดสอบสายพันธุ์ ปรากฏว่าปลาหมอที่เลี้ยงในบ่อพลาสติกให้ผลผลิต 74.03% และในกระชังของเกษตรกรให้ผลผลิตสูงถึง 76.52% ซึ่งมากกว่าปลาหมอไทยสายพันธุ์เดิมเป็นอย่างมาก

ในปัจจุบันได้มีการเผยแพร่ความรู้ให้กับเกษตรกร อีกทั้งแจกจ่ายพันธุ์ปลาหมอสายพันธุ์ชุมพร 1 ให้กับเกษตรกรในหลายช่องทาง และตามที่สมาชิกของสมาคมไปทำข่าวหลายพื้นที่พบว่า ปลาหมอไทยสายพันธุ์ชุมพร 1 ในบ่อดินมีพื้นที่ 1 ตารางเมตร ปล่อยปลาได้ 35-50 ตัว เลี้ยง 4 เดือน ได้ขนาด 5-6 ตัว ต่อ 1 กิโลกรัม

ขายได้ในราคาขายส่ง กิโลกรัมละ 80-100 บาท ในท้องตลาดขายในราคา กิโลกรัมละ 140-150 บาท ถือว่าเป็นรายได้ที่น่าสนใจ

จากการสอบถาม คุณสุเทพ ปั่นติวงศ์ หัวหน้ากลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจังหวัดเชียงใหม่-ลำพูน และผู้ทรงคุณวุฒิ สภาเกษตรกรจังหวัดเชียงใหม่ด้านประมง ที่รวบรวมสมาชิกผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนมารวมกลุ่ม หันมาเลี้ยงปลาหมอไทย เลือกสายพันธุ์ “ชุมพร 1” ครบวงจร ปรากฏว่าสามารถสร้างรายได้เป็นอย่างดี

โดยเลี้ยงในบ่อดิน พื้นที่ ขนาด 180 ตารางเมตร ขุดลึก 80 เซนติเมตร ที่บ้านกลางพัฒนา ตำบลแม่แฝกใหม่ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ปล่อยพันธุ์ปลา 10,000 ตัว เลี้ยง 4 เดือน ได้ปลาขนาด 6-7 ตัว ต่อกิโลกรัม สามารถขายได้ 70,000-80,000 บาท หักต้นทุนกำไรเกินครึ่ง

ปัจจุบัน เพิ่มที่เลี้ยงทั้งหมดเป็น 15 บ่อ ในพื้นที่กว่า 2 ไร่ รายได้ปีละหลักล้านบาท

เพื่อเสนอข้อมูลที่เป็นจริงว่า การเลี้ยงปลาสายพันธุ์ ชุมพร 1 มีรายได้ดีจริงหรือไม่ ทางสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทยจะจัดสัมมนาวิชาการเชิงปฏิบัติการ หัวข้อ “เลี้ยงปลาหมอไทย ชุมพร 1 อย่างไรให้รวย?” ในวันที่ 25 เมษายน 2558 เวลา 08.00-16.00 น. ที่ห้องประชุมอาคารวชิรณุสรณ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ เพื่อเกษตรกรจะได้นำความรู้ไปประกอบการตัดสินใจว่า จะเลี้ยงปลาหมอไทย สายพันธุ์ “ชุมพร 1” เพื่อเป็นทางเลือกใหม่หรือไม่ อย่างไร

ภายในงานจะมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งนักวิชาการ หน่วยงานของรัฐ เกษตรกรผู้ประสบผลสำเร็จในการเลี้ยงปลาหมอไทยสายพันธุ์ ชุมพร 1 และตัวแทนผู้รับซื้อ จะให้รู้ในทุกมิติ โดยจะเชิญตัวแทนกรมประมงมาพูดแนวนโยบายในการส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยง และลักษณะเด่นของปลาหมอไทย “ชุมพร 1” นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะพูดถึงการดูแลและป้องกันโรคอย่างไรให้ปลอดภัย

ส่วนเกษตรกรผู้ประสบผลสำเร็จในการเลี้ยงปลาไทย “ชุมพร 1” จะเล่าถึงเทคนิคการเลี้ยงและการขยายพันธุ์ปลาหมอไทย “ชุมพร 1” อย่างมืออาชีพ และตลาดไทจะเล่าถึงลักษณะของปลาหมอไทย “ชุมพร 1” ที่ตลาดไทต้องการ เป็นต้น

สนใจสอบถามที่ สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย โทร. (02) 940-5425-6 และ (086) 340-1713 รายละเอียดติดตามข่าวจากสื่อต่างๆ และ Facebook สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย หรือเว็บไซต์ thaiagrinews.net

การพัฒนาเทคโนโลยีการเก็บรักษาน้ำเชื้อ เพื่อการผลิตปลากะรัง(ปลาเก๋า)ลูกผสมเชิงพาณิชย์

Published สิงหาคม 4, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05088010458&srcday=2015-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 596

เทคโนโลยีการประมง

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

การพัฒนาเทคโนโลยีการเก็บรักษาน้ำเชื้อ เพื่อการผลิตปลากะรัง(ปลาเก๋า)ลูกผสมเชิงพาณิชย์

ปลากะรัง หรือมีชื่อเรียกตามภาษาชาวบ้านว่า ปลาเก๋า นับเป็นสัตว์น้ำชายฝั่งที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เนื่องจากมีราคาค่อนข้างสูง เนื้อมีรสชาติอร่อย จึงมักถูกนำขึ้นโต๊ะอาหารเป็นเมนูยอดฮิต อีกทั้งยังเป็นที่นิยมของชาวต่างประเทศ เช่น จีน สิงคโปร์ และมาเลเซีย เป็นต้น

ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงเป็นที่นิยมเลี้ยงปลากะรังกันมาก ปัจจุบันการเพาะเลี้ยงปลากะรังยังมีปัญหาเรื่องการอนุบาลลูกปลาในช่วงวัยอ่อน เนื่องจากลูกปลามีขนาดเล็กมาก และมีพัฒนาการรูปร่างเป็นไปอย่างช้า รวมถึงเป็นช่วงที่ปลามักช็อกและตกใจได้ง่าย ดังนั้น ปริมาณลูกปลาที่เหลือรอดจึงมีน้อย ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้เลี้ยง ส่วนใหญ่จึงใช้พันธุ์ปลาจากแหล่งธรรมชาติ

โครงการวิจัยเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีการเก็บรักษาน้ำเชื้อเพื่อการผลิตปลากะรังลูกผสมเชิงพาณิชย์ เป็นโครงการย่อยที่อยู่ภายใต้แผนงานวิจัย เรื่อง “การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการเพาะเลี้ยงและผลิตปลากะรังเชิงพาณิชย์”

ทั้งนี้ ภายใต้แผนงานวิจัยเป็นการทำงานวิจัยเชิงบูรณาการร่วมกันของทีมผู้วิจัย 2 มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน ซึ่งแผนงานวิจัยนี้แบ่งเป็น 2 โครงการย่อย ได้แก่

โครงการแรก เป็นเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีการเก็บรักษาน้ำเชื้อเพื่อการผลิตปลากะรังลูกผสมเชิงพาณิชย์ โดยมี ดร. อโนชา กิริยากิจ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตจันทบุรี รับผิดชอบ

โครงการสอง เป็นเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์โปรไบโอติกส์เพื่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงปลากะรัง โดยมี ดร.ปราโมทย์ ศิริโรจน์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รับผิดชอบ สำหรับแผนงานวิจัยดังกล่าวได้รับทุนอุดหนุนจากสำนักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ 2554

ปลามีน้อย ราคาแพง

เพาะยาก แต่ส่งออกนอกราคาดี

ดร. อโนชา กิริยากิจ นักวิจัยจากโครงการแรก เปิดเผยว่า ความสำคัญของปลากะรัง เป็นปลาที่เนื้อมีรสชาติดีและจะมีราคาสูง ขณะเดียวกันยังเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศอย่างมาก โดยจะพบว่าในแต่ละปีการบริโภคปลากะรังในประเทศมีปริมาณน้อยมาก เมื่อเทียบกับการส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะในต่างประเทศมีกำลังซื้อมากกว่า

ความพยายามเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการผลิตปลากะรัง จึงก่อให้เกิดสองทางเลือกดังกล่าวคือ ผู้บริโภคในประเทศสามารถบริโภคปลาที่มีรสชาติดีในราคาไม่แพง เนื่องจากมีผลผลิตสูง และอีกทางเลือกคือสามารถสร้างรายได้ให้ประเทศเพิ่มมากขึ้นจากการส่งปลาออกไปจำหน่ายหากมีจำนวนสูงเช่นกัน

มุ่งเน้นวิจัย

ขยายพันธุ์เพิ่ม ส่งเสริมให้คน

ในประเทศได้บริโภคราคาถูก

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันยังไม่สามารถพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมได้อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งนี้ เนื่องจากผู้เลี้ยงปลาส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งพันธุ์ปลาจากแหล่งธรรมชาติที่มีจำนวนไม่แน่นอนไม่เพียงพอ ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงเป็นที่มาของการศึกษาและวิจัยเพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงปลากะรังในประเทศไทยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตจำนวนปลาให้มากขึ้น จนนำไปสู่การค้าในเชิงพาณิชย์หรือระดับอุตสาหกรรมได้

อาจารย์นักวิจัยกล่าวว่า โดยส่วนตัวมีความสนใจเรื่องปลาเก๋ามานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นเพทางครอบครัวมีอาชีพเกี่ยวกับประมง จึงมีความฝังใจว่า ปลาเก๋า เป็นปลาที่หายากและมีราคาแพง ในท้องตลาดมีน้อยมาก หารับประทานยาก หลายคนไม่ค่อยได้รับประทาน เพราะไม่แพร่หลาย เลยมีความคิดว่าถ้าสามารถทำให้เพิ่มจำนวนปลาในท้องตลาดขึ้นได้ จะทำให้ราคาถูกลง แต่ติดปัญหาตรงที่ยังไม่สามารถเพาะ-ขยายพันธุ์ได้ ที่ผ่านมาการรับประทานปลาชนิดนี้มักได้มาจากการจับตามแหล่งธรรมชาติเท่านั้น

“ที่ผ่านมาชาวประมงมักใช้วิธีจับลูกปลามาเลี้ยง ถ้าครั้งใดจับได้มาก ราคาถูก ในทางกลับกันถ้ามีจำนวนน้อยราคาจะสูง ดังนั้น จุดเปลี่ยนคือการขาดแคลนลูกพันธุ์ปลาที่ไม่สามารถคาดคะเนปริมาณที่แน่นอนได้”

ธรรมชาติของปลาต้องเปลี่ยนเพศ

แต่ยังไม่เปลี่ยน กลับถูกจับขายก่อน

อาจารย์อโนชา บอกถึงธรรมชาติของปลากะรังว่า เป็นปลาที่เปลี่ยนเพศได้ คือตั้งแต่เกิดปลาชนิดนี้ทุกตัวจะเป็นเพศเมีย พออายุสัก 5-7 ปี (แล้วแต่สายพันธุ์) จะเปลี่ยนเป็นตัวผู้ หรือบางพันธุ์จะเปลี่ยนเพศตามน้ำหนักตัว เช่น 8-10 กิโลกรัม จึงจะเปลี่ยนเพศ

“แต่กว่าจะเปลี่ยนเป็นตัวผู้ มักถูกจับเสียก่อน เนื่องจากหายาก มีราคาสูง จึงถูกจับเร็วก่อนที่จะเปลี่ยนเพศ และปลาที่นิยมจับจะเป็นขนาดไม่เกิน 1 กิโลกรัม ที่เรียกว่า ปลาจาน จะมีน้ำหนักเพียง 4-8 ขีด ดังนั้น ในจุดนี้จึงขาดตัวผู้”

อีกประการของการขาดแคลนปลากะรัง เนื่องมาจากมักพบปัญหาในช่วงอนุบาลลูกปลา ขณะที่ปลาชนิดนี้มีการพัฒนาการเจริญเติบโตช้ามาก การรอให้ปลามีการพัฒนาเจริญเติบโตไปตามธรรมชาติ คงไม่ทันความต้องการของตลาดผู้บริโภค

การเก็บรักษาน้ำเชื้อ

เป็นแนวทางที่ช่วยขยายพันธุ์

“แต่ถ้าสามารถเก็บน้ำเชื้อไว้ แล้วคัดเลือกแม่พันธุ์ที่สมบูรณ์ แข็งแรง ก็สามารถเพิ่มจำนวนตามความต้องการ และโครงการวิจัยนี้ เป็นการวิจัยเฉพาะการเก็บรักษาน้ำเชื้อ โดยมีแนวคิดว่าจะทำอย่างไร ให้น้ำเชื้อสามารถเก็บได้นานที่สุด และมีความสมบูรณ์ที่สุด สามารถนำไปใช้งานได้ทันทีเมื่อต้องการ”

ในงานวิจัยชุดนี้จึงได้ศึกษา 2 แบบ ได้แก่ การแช่เย็น และการแช่แข็ง โดยปกติน้ำเชื้อถ้าเก็บสดนำไปไว้ในตู้เย็นโดยไม่ใส่สารละลาย จะอยู่ได้เพียง 1 วัน แต่พอนำน้ำเชื้อสดมาอยู่ในสารละลายที่มีสภาพปัจจัยภายในที่มีโครงสร้างคล้ายกับน้ำเชื้อ ปรากฏว่าสามารถเก็บได้นานถึง 2 สัปดาห์ แต่ความจริงแล้ว เพียง 1 สัปดาห์ ถือว่าเหมาะกว่า เพราะถ้านานกว่านั้นความแข็งแรงของสเปิร์มจะลดลงเรื่อยๆ เพียงแต่ยังมีชีวิตเท่านั้น โดยน้ำเชื้อจะเก็บไว้ในถังไนโตรเจนเหลว

“ขณะนี้ถือว่างานวิจัยเรื่องเก็บน้ำเชื้อ ถือว่าเป็นที่น่าพอใจแล้ว อีกทั้งเทคโนโลยีตรงจุดนี้ได้รับการพัฒนาที่ดีได้มาตรฐาน อย่างเมื่อก่อนนักวิชาการหลายท่านมองว่า การเก็บน้ำเชื้อด้วยการแช่แข็งคงจะทำในเชิงพาณิชย์ไม่ได้ จะทำได้แค่เพียงการอนุรักษ์พันธุ์ไว้เท่านั้น

แต่ภายหลังจากงานวิจัยหลายปีที่ผ่านมา ก็พิสูจน์ให้หลายคนที่ร่วมงานด้วยกันได้รับรู้และเห็นแล้วว่าทุกขั้นตอนสามารถทำได้เป็นผลสำเร็จจริง สมบูรณ์จริง และน้ำเชื้อที่ได้มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับน้ำเชื้อสด เพียงแต่ปัญหาของปลาเก๋าอยู่ที่การอนุบาล และเป็นปัญหาไปทุกแห่งทั่วโลก”

พ่อ-แม่ พันธุ์หายาก

ต้อง ปชส. ขอเก็บน้ำเชื้อ

นักวิจัยเผยถึงปัญหาและความยุ่งยากของการทำงานในขั้นตอนนี้คือ ต้องหาซื้อพ่อ-แม่พันธุ์ ที่มีราคาแพง โดยธรรมชาติปลาตัวผู้แทบหาไม่ได้ ดังนั้น ที่มีอยู่ในตอนนี้คือ ไปหามาจากกลุ่มนักเลี้ยงปลาที่เป็นชาวบ้าน หรืออาจไปหามาจากหน่วยงานราชการ อย่าง กรมประมง เพราะฉะนั้นต้องใช้วิธีประชาสัมพันธ์ พยายามส่งข่าวออกไปว่าใครเก็บปลาตัวผู้ไว้ ควรรักษาไว้ ไม่ควรขาย อย่ากิน เพราะมีค่ามาก ดังนั้น หากทางคณะรู้ว่าที่ใดมีปลาตัวผู้จะขอไปเก็บน้ำเชื้อไว้

ใช้ ปลาหมอทะเล

เป็นพ่อพันธุ์ โตเร็ว รสชาติดี

งานวิจัยในครั้งนี้ เป็นการผลิตปลากะรังลูกผสม เพื่อใช้ในเชิงพาณิชย์ ดังนั้น จุดประสงค์จึงต้องใช้พ่อพันธุ์เป็นปลาหมอทะเล เพราะตามธรรมชาติปลาหมอทะเลจะโตเร็วมาก อีกทั้งเป็นปลาที่นิยมนำไปบริโภค เนื่องจากมีรสชาติดี และมีราคาแพงมาก ในประเทศไม่นิยมเลี้ยง เพราะไม่มีลูกพันธุ์ ส่วนปลาเก๋าดอกแดง ปลาเก๋าดอกดำ จะโตช้า อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ลูกผสมที่ได้จากปลาหมอทะเลกับปลาเก๋ากำลังเป็นที่นิยมมากในตลาดต่างประเทศ แล้วราคาสูงมาก

“ตอนนี้ที่ดำเนินการอยู่คือ การผสมระหว่างปลาหมอทะเลกับปลาเก๋าแดง ซึ่งจะโตช้ากว่าปลาหมอทะเลและปลาเก๋าเสือ จะได้ออกมาเป็นปลาเก๋ามุก เพราะมีสีสันสวยงาม เหมาะกับการพัฒนาเชิงพาณิชย์ ส่วนคู่อื่นที่ขณะนี้ทดลองผสมอยู่ จำนวน 4 คู่ ได้แก่ ปลาหมอทะเลผสมปลาเก๋าเสือ ปลาหมอทะเลผสมปลาเก๋าแดง ปลาหมอทะเลผสมปลาเก๋ามัน และปลาเก๋ามันผสมปลาเก๋าเสือ”

ปลากะรังลูกผสมในกลุ่ม Epinephelus กำลังได้รับความสนใจ เพื่อค้นหาสายพันธุ์ปลากะรังที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว และยังคงให้รสชาติดี ดังนั้น เทคโนโลยีการเก็บรักษาน้ำเชื้อปลาจึงมีประโยชน์อย่างมากต่อการผลิตลูกผสมปลากะรัง ซึ่งนอกจากจะช่วยทางด้านการจัดการในระหว่างการเพาะพันธุ์ให้มีความสะดวกมากยิ่งขึ้นแล้ว ยังสามารถช่วยให้มีการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง

สาเหตุ ปลาตาย ช่วง

อนุบาลเพราะมีปัญหาทาง

โครงสร้างร่างกายหลายอย่าง

แต่ทั้งนี้การประสบความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีการเก็บรักษาน้ำเชื้อ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องควบคุมปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้ได้ เพื่อจะให้ได้น้ำเชื้อที่มีประสิทธิภาพสูงในการปฏิสนธิกับไข่จากแม่ปลาที่มีความพร้อม

เกี่ยวกับการอนุบาลปลากะรัง ซึ่งสร้างปัญหาให้กับบรรดานักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุ์ปลาหลายสำนัก ในเรื่องนี้ อาจารย์อโนชา บอกว่า เหตุผลประการหนึ่งของปัญหาการอนุบาล เพราะตอนที่ปลามีขนาดเล็กจะมีปากเล็กมาก รวมไปถึงคอที่ใช้ลำเลียงอาหารก็มีขนาดเล็ก และมีความจำเป็นต้องหาอาหารที่มีขนาดเล็กที่สุด รวมไปถึงอาหารนั้นต้องมีคุณค่าสูงด้วย

นอกจากนั้น ด้านระบบย่อยยังมีการพัฒนาไปช้าด้วย ปัญหาดังกล่าวจึงถือเป็นวิกฤติของปลาในช่วง 3 วันหลังจากมีการฟักเป็นตัว อีกทั้งปลาชนิดนี้มีนิสัยทางธรรมชาติที่ไม่ว่ายไปกินอาหารเอง แต่จะคอยอ้าปากเพื่อให้อาหารลอยเข้ามา ดังนั้น คุณค่าอาหารจะต้องสูงมาก มีขนาดเล็กมาก

อาจารย์บอกว่าต้องใช้ระยะเวลาถึง 45 วัน กว่าจะได้ปลาที่มีความยาวเพียง 1 เซนติเมตร และจะต้องดูแลการเลี้ยงปลาเพื่อให้ปลอดภัย เนื่องจากปลาชนิดนี้ระหว่างการพัฒนาไปเป็นปลาขนาดใหญ่จะมีความสลับซับซ้อนทางโครงสร้างร่างกายมาก อีกทั้งการนำมาเลี้ยงเอง จะมีความแตกต่างจากการเจริญเติบโตทางธรรมชาติในทะเล

“นับว่าประสบความสำเร็จในระดับที่สามารถถ่ายทอดเป็นเทคโนโลยีให้แก่ผู้สนใจได้ โดยทีมวิจัยได้นำน้ำเชื้อแช่แข็งที่เก็บรักษาไว้ทำการผลิตลูกปลาผสม ทั้งทำที่มหาวิทยาลัยราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตจันทบุรีเอง และยังได้นำไปผสมกับแม่ปลาของศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งที่จังหวัดระยองถึง 2 ครั้ง พบว่าสามารถผลิตลูกปลาผสมที่เป็นปลานิ้วได้เป็นจำนวนพอสมควร”

ล่าสุดผลการวิจัยจากโครงการแรกคือ การพัฒนาเทคโนโลยีการเก็บรักษาน้ำเชื้อด้วยวิธีแช่เย็นและแข็งได้รับการพัฒนาสำหรับปลากะรังดอกดำ ปลาหมอทะเลและปลากะรังเสือ ขณะนี้มีน้ำเชื้อแช่แข็งที่เก็บรักษาอยู่ในถังไนโตรเจนเหลวปริมาณมาก และมีคุณภาพเยี่ยม ที่พร้อมต่อการปฏิสนธิกับไข่ของแม่ปลาที่มีความพร้อม

“จากความยากลำบากในการเพาะ-เลี้ยง กว่าจะได้เป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ แข็งแรง ถือเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย ดังนั้น การที่ปลาเก๋ามีราคาแพง จึงไม่ใช่เรื่องแปลก และถึงแม้ในขั้นตอนการเก็บน้ำเชื้อจะถือว่าประสบความสำเร็จ แต่ในขั้นตอนการอนุบาลยังประสบปัญหา ดังนั้น ในเรื่องการเพาะ-ขยายพันธุ์ปลาเก๋า ยังถือว่าไม่ประสบความสำเร็จ หากสามารถก้าวผ่านในช่วงอนุบาลได้เมื่อไร จึงถือว่างานวิจัยทั้งระบบประสบผลสำเร็จสมบูรณ์จริง” อาจารย์อโนชา กล่าวในที่สุด

สนใจต้องการทราบเทคโนโลยีการเก็บรักษาน้ำเชื้อด้วยวิธีแช่เย็นและแข็ง สอบถามรายละเอียดที่ อาจารย์อโนชา กิริยากิจ โทรศัพท์ (085) 084-6825

ขอขอบคุณภาพจาก

http://www.bloggang.com

http://www.ee43.com

ปลาทับทิมในกระชัง ไปได้สวย ด้วยต้นทุนแหล่งน้ำสะอาด

Published กรกฎาคม 30, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05087150358&srcday=2015-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 595

เทคโนโลยีการประมง

รันตี วงศ์ตะนาวศรี

ปลาทับทิมในกระชัง ไปได้สวย ด้วยต้นทุนแหล่งน้ำสะอาด

สวัสดีค่ะ ในมุมมองของรันตีเอง โลกของเราไม่ได้อยู่กันได้ง่ายๆ เหมือนอดีตที่ผ่านมา เพราะทุกวันนี้เต็มไปด้วยปัญหารอบด้าน สำหรับรันตีมองว่า ปัญหาสำคัญของโลกก็คือ คน…คนที่คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่างในโลก นับวันความคิดของคนนั้นยิ่งยากจะหยั่งถึง คนทำลายได้ทุกอย่าง ไม่เว้นแม้แต่ธรรมชาติรอบตัวเราที่เป็นแหล่งกำเนิดของความอยู่ดีกินดี ไปจนถึงแหล่งกำเนิดทรัพยากรที่จะเลี้ยงคนรุ่นต่อๆ ไปจากเรา ฉบับนี้รันตีภูมิใจนำเสนอเรื่องราวของธรรมชาติที่ดีที่นำพามาซึ่งอาชีพที่ลดทอนจากความเสี่ยง ลดปัญหา และสร้างโอกาสให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี ตามรันตีไปที่ฟากตะวันตกถิ่นนี้ กาญจนบุรี ค่ะท่าน

งานที่ผู้หญิงตัวเล็กๆ สู้ไหว

พาท่านมาที่กาญจนบุรี จังหวัดที่อุดมสมบูรณ์ด้วยธรรมชาติ รุ่มรวยด้วยสายน้ำและป่าไม้เขียวชอุ่ม รันตีเดินทางลัดเลาะไปตามความคดเคี้ยวของแม่น้ำแควน้อยเพื่อมาพบกับ คุณนิละชา ปรางค์จันทร์ ที่บ้านเลขที่ 138 หมู่ที่ 1 ตำบลหนองหญ้า อำเภอเมือง เพื่อมาชมตัวอย่างการเลี้ยงปลาทับทิมในกระชังกันค่ะ

คุณนิละชา บอกว่า “เลี้ยงปลาทับทิมในกระชังมากว่า 6 ปีแล้ว โดยเริ่มต้นเลี้ยงเพราะมีคนรู้จักเข้ามาเช่าพื้นที่ของเราทำกระชังเลี้ยงปลา แล้วเห็นว่าเขาทำได้ดี มีกำไร จึงสนใจจะทำบ้าง นอกจากนั้น ก็เห็นเพื่อนบ้านในเขตนี้เลี้ยงกันหลายเจ้า ประกอบกับมีเจ้าหน้าที่จากบริษัทเข้ามาส่งเสริม จึงตัดสินใจลงทุนเลี้ยงปลาทับทิมอย่างจริงจัง ทุกวันนี้ก็มี 2 แรง คือ ดิฉันกับคุณแม่เป็นคนเลี้ยงทั้งหมด”

เริ่มต้นลงทุนสูง แต่ใช้งานได้นาน

เมื่อตัดสินใจลงทุน คุณนิละชาก็ได้เริ่มลงทุนในส่วนของกระชัง “เริ่มต้นก็ต้องลงทุนทำกระชัง ก็จะมีค่าอวนทั้ง 2 ชั้น อวนด้านใน อวนด้านนอก ค่าต่อกระชังซึ่งเราเลือกใช้กระชัง ขนาด 5×5 เมตร เบ็ดเสร็จรวมค่าใช้จ่ายตกอยู่ที่กระชังละประมาณ 35,000 บาท” ของคุณนิละชาลงทุนทำกระชังทั้งหมด 9 กระชัง ซึ่งถือว่าลงทุนเริ่มต้นไปมากพอสมควร “ถ้าจะมองว่าเริ่มต้นลงทุนสูงก็จริง แต่กระชังนั้นอยู่ได้นานมาก จะมีส่วนที่ต้องคอยดูแลตรวจสอบ คือเรื่องของอวน ทั้งอวนด้านนอกและอวนด้านในที่เราต้องคอยตรวจดูว่ามีจุดไหนขาด จุดไหนเสื่อมสภาพหรือไม่ ถ้ามีก็ต้องเย็บซ่อมเอา” คุณนิละชา เล่า

ใช้เวลาเลี้ยง 4 เดือน

เมื่อมีกระชังพร้อมแล้ว บริษัทจะเข้ามาส่งเสริมการเลี้ยง “เมื่อเราพร้อมก็จะติดต่อทำสัญญากับบริษัทเพื่อซื้อลูกปลาและอาหารจากบริษัท โดยบริษัทจะเป็นผู้กำหนดจำนวนปลาต่อกระชัง สูตรและปริมาณอาหาร ระยะเวลาการเลี้ยง ขนาดปลาที่จะรับซื้อ รวมทั้งราคารับซื้อเอาไว้ตั้งแต่ต้น” คุณนิละชา บอก เมื่อรับลูกปลามาจากบริษัทแล้ว คุณนิละชาจะนำมาอนุบาลไว้ในกระชังรวมเพื่อขุนอาหารในช่วงแรก โดยใช้เวลา ประมาณ 1 เดือน หลังจากนั้นจะคัดขนาดแล้วแยกไปเลี้ยงในกระชังตามขนาดของปลา “หลังจากเลี้ยงรวมไปแล้ว 1 เดือน เราจะคัดขนาดลูกปลาเป็นขนาดต่างๆ ตั้งแต่น้ำหนักตัวละ 30, 50, 60 กรัม ไปจนถึงตัวละ 1 ขีด แล้วแยกไปเลี้ยงตามกระชังคัดขนาด ลูกปลาที่เลี้ยงผ่าน 1 เดือนไปแล้ว จะมีราคาสูงขึ้น อย่างลูกปลาขนาดน้ำหนัก 1 ขีด ราคาอยู่ที่ตัวละ 8 บาท” คุณนิละชา เล่าให้ฟัง ในกระชังปลาที่คัดขนาดแล้ว คุณนิละชาจะเลี้ยงไม่เกิน 1,800-2,000 ตัว ต่อกระชัง หลังจากคัดขนาดแยกเลี้ยงตามขนาดแล้ว คุณนิละชาจะเลี้ยงต่อไปอีกประมาณ 3 เดือน

คุ้มค่าการลงทุน

คุณนิละชา เล่าว่า “หลังเลี้ยงต่อมาอีก 3 เดือน ก็จะจับขายได้ โดยบริษัทจะเข้ามาตรวจเช็กน้ำหนัก หากได้น้ำหนักตามที่ตกลงไว้ บริษัทก็จะมาจับไปทั้งหมด ส่วนเรื่องราคาเราทำสัญญาเอาไว้ที่ 65-80 บาท ต่อกิโลกรัม ที่น้ำหนักขนาดใหญ่ ตัวละ 7 ขีด-1.2 กิโลกรัม ขนาดกลาง 4-6 ขีด” หากถามถึงเรื่องความคุ้มค่าในการลงทุนเลี้ยงปลาแบบทำสัญญากับบริษัท คุณนิละชา บอกว่า “ตอนนี้บริษัทให้ราคาปลาขนาดใหญ่ที่ 75 บาท ต่อกิโลกรัม ปลาขนาดกลาง ราคา 65 บาท ต่อกิโลกรัม ซึ่งคนเลี้ยงอย่างเราถือว่าเป็นราคาที่คุ้มค่ากับการลงทุน ค่าอาหารที่เราลงทุนในแต่ละรุ่นแต่ละครอปก็อยู่ในหลักแสนบาท จำนวนปลาที่ตายในแต่ละครอปอยู่ที่ประมาณ 500 ตัว ปลาที่เหลืออยู่ก็ทำกำไรให้เราพอสมควร ส่วนปลาที่ตกขนาด บริษัทก็ยอมให้เราขายได้เอง” คุณนิละชา บอกว่า ตลาดปลายทางของปลาทับทิมในกระชังจากเขตนี้อยู่ที่ห้างแม็คโคร โลตัส ตลาดไท และที่ตลาดคลองเตยค่ะ

ได้รับการรับรอง GAP ของกรมประมง

ในส่วนของมาตรฐานการเลี้ยงปลานั้น คุณนิละชา บอกว่า “เราได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP จากกรมประมง จะมีเจ้าหน้าที่ของกรมประมงเข้ามาตรวจสถานที่กระชัง ดูเรื่องการจัดการฟาร์ม ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อาหาร อาหารเสริม วิตามิน ฯลฯ ที่ขึ้นทะเบียนกับทางราชการและต้องปลอดจากการปนเปื้อนของยาและสารต้องห้ามในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำตามประกาศทางราชการ การดูแลสุขภาพสัตว์น้ำ การจัดการสุขอนามัยฟาร์ม ตรวจบันทึกการเลี้ยง การให้อาหาร การตรวจสุขภาพ การใช้ยาและสารเคมี โดยเจ้าหน้าที่ของกรมประมงจะเข้ามาตรวจ 3 ครั้ง ต่อการเลี้ยง 1 ครอป” การจัดการเบื้องต้นในเรื่องการป้องกันกำจัดโรคในปลาของคุณนิละชา ทำโดยการล้างอวนในกระชังทุกๆ เดือน เพื่อป้องกันการสะสมของโรค และหลังจากจับปลาขายแล้วจะพักกระชังทิ้งไว้ 15 วัน เพื่อตัดวงจรของโรคต่างๆ ที่อาจสะสมอยู่

เลี้ยงปลาได้ดี เพราะมีต้นทุนจากแม่น้ำแควน้อย

คุณนิละชา บอกว่า “จากประสบการณ์การเลี้ยงปลากระชังในแม่น้ำแควน้อยที่ผ่านมา ยังไม่มีปัญหาปลาช็อก แม้ว่าจะเป็นช่วงเปลี่ยนฤดูกาลหรือช่วงฤดูน้ำหลาก เราก็เลี้ยงปลากันได้ดี ไม่เคยมีปัญหา ในตำบลหนองหญ้า มีผู้เลี้ยงปลาจำนวนไม่ต่ำกว่า 100 กระชัง ก็ไม่มีปัญหาปลาตายเหมือนที่อื่นๆ ตรงนี้มีนักวิชาการบอกว่า เป็นเพราะเรามีต้นทุนที่ดีก็คือ ความสะอาดของแม่น้ำแควน้อย เป็นต้นทุนที่ทำให้เราไม่มีปัญหาเรื่องปลาช็อก ปลาตายเหมือนกับแหล่งอื่นๆ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาในการทำการเกษตรหลากหลายอย่าง วันนี้เราพบว่าการเลี้ยงปลาในกระชังแม้จะมีความเสี่ยงอยู่บ้างแต่ก็ยังมีความคุ้มค่ากว่าการทำเกษตรอื่นๆ เป็นเพราะธรรมชาติที่ยังสมบูรณ์ของแม่น้ำแควน้อยที่ทำให้เราได้พึ่งพาสร้างอาชีพได้อย่างสบายค่ะ”

รันตีคิดว่าทุกอาชีพล้วนมีความเสี่ยง ยิ่งอาชีพการเกษตรยิ่งมีความเสี่ยงสูง แต่วันนี้รันตีได้รู้แล้วว่าสิ่งแวดล้อมที่ดีเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เกษตรกรอย่างเราและท่านลดความเสี่ยงไปได้มากโข อย่างแม่น้ำแควน้อย เกิดจากการรวมตัวของลำน้ำซองกาเรีย ลำน้ำรันตี และลำน้ำบีคี่ ไหลลงมารวมเป็นแม่น้ำแควน้อยที่มีความยาวกว่า 300 กิโลเมตร หล่อเลี้ยงหลากหลายชีวิตตลอดเส้นทาง แล้วไหลมารวมกับแม่น้ำแควใหญ่เดินทางไปหล่อเลี้ยงอีกหลากหลายชีวิต ในนามของแม่น้ำแม่กลอง วันนี้แม่น้ำแควน้อยยังมีชีวิตช่วยสานต่อลมหายใจให้มนุษย์ได้รับประโยชน์มากมาย ถึงเวลาหรือยังที่ลูกหลานจะได้ช่วยกันรักษาแม่น้ำแควน้อยเอาไว้ให้ยั่งยืนต่อไป ลากันไปก่อน สวัสดีค่ะ

กระชังปลาเก๋า อาชีพเสริม สร้างรายได้ ของ ศักดิ์ชัย อามันพงษ์

Published มิถุนายน 16, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05078150158&srcday=2015-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 591

เทคโนโลยีการประมง

มนัส ช่วยบำรุง

กระชังปลาเก๋า อาชีพเสริม สร้างรายได้ ของ ศักดิ์ชัย อามันพงษ์

ปลาเก๋า ถือเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมเพาะเลี้ยงเป็นอย่างมาก ด้วยปลาเก๋าเมื่อนำขึ้นภัตตาคารหรือร้านอาหาร มีราคาไม่ต่ำกว่า 200-300 บาท ทำให้เกษตรกรหลายรายหันมาสนใจเลี้ยงปลาชนิดนี้ ทั้งในรูปแบบกระชัง รวมถึงบ่อดิน โดยอาศัยการซื้อลูกปลาเก๋าจากชาวประมงในพื้นที่ หรือออกเรือหาลูกปลาเก๋า แล้วนำมาเลี้ยงไว้ในกระชังเอง เพื่อส่งขายไปยังตลาดค้าปลาต่อไป

ด้วยตลาดปลาเก๋าในปัจจุบัน ยังคงขาดตลาดอยู่ การจับปลาเก๋าจากธรรมชาติมาเพาะเลี้ยงในกระชังนั้นต้องอาศัยทั้งความรู้ ความชำนาญ ในการดูคุณภาพน้ำ รวมถึงเวลาที่เหมาะสำหรับการให้อาหารปลาเก๋า เพื่อป้องกันความเสียหายจากการขาดออกซิเจนของปลา ผู้เลี้ยงส่วนหนึ่งซึ่งไม่มีประสบการณ์ในการเลี้ยงปลาทะเลในกระชังจึงไม่ประสบผลสำเร็จมากนักจากการทำอาชีพนี้

คุณศักดิ์ชัย อามันพงษ์ เกษตรกรเลี้ยงปลาเก๋าในกระชัง เลขที่ 44 หมู่ที่ 10 ตำบลบางกะจะ อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า ปัจจุบันเลี้ยงปลาเก๋าและปลากะพงขาวเป็นรายได้เสริม หลังจากออกทะเล หรือช่วงมรสุมที่ไม่สามารถออกทะเลได้เพื่อให้มีรายได้เสริมจากการทำกระชังปลาเข้ามาช่วยจุนเจือครอบครัวได้ส่วนหนึ่ง

เนื่องจากปลาเก๋าในธรรมชาตินั้นหาได้ยากขึ้นและยังเป็นที่ต้องการของตลาด ทำให้ชาวประมงในแถบตำบลบางกะจะ นิยมทำกระชังปลาเก๋ากันเป็นอย่างมาก รวมถึงมีการเสริมด้วยการเลี้ยงปลาชนิดอื่นผสมลงในกระชังด้วย เช่น ปลากะพงขาว ปลากะพงแดง ปลาดุกทะเล เป็นต้น

คุณศักดิ์ชัย กล่าวต่อว่า สาเหตุที่เริ่มเลี้ยงปลาเก๋าผสมกับปลากะพงขาวนั้น เพราะปัจจุบันปลาเก๋านั้นหาจับได้ยากขึ้นจากท้องทะเล โดยจริงๆ แล้วปลาทั้ง 2 ชนิดนี้ นิยมเลี้ยงกันมานานแล้ว แต่ในสมัยก่อนนั้นนิยมเลี้ยงในบ่อดิน แต่เกษตรกรบางรายไม่มีพื้นที่เลี้ยงจึงมาสร้างกระชังเลี้ยงในทะเล

แต่ก่อนที่คุณศักดิ์ชัยจะเริ่มทำกระชังปลาเก๋านั้น ได้ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านอยู่ก่อนแล้ว ต่อมาได้เข้าทำงานที่กลุ่มโบราณคดีใต้น้ำ ค่ายเนินวง จังหวัดจันทบุรี เป็นกัปตันเรือ แต่ได้รับค่าตอบแทนไม่มากนัก เนื่องจากต้องรอให้เรือไปขุดสำรวจโบราณคดีที่มีอยู่ใต้น้ำจึงจะได้รับเบี้ยเลี้ยงเพิ่ม คุณศักดิ์ชัยจึงเริ่มมองหาอาชีพเสริมที่ช่วยจุนเจือครอบครัว นอกจากรายได้หลักที่ได้จากการขับเรือให้แก่กลุ่มโบราณคดีใต้น้ำ

คุณศักดิ์ชัยจึงได้ใช้ความรู้ครั้งที่ตนเองยังทำประมงพื้นบ้านอยู่ พร้อมด้วยทุนทรัพย์ส่วนหนึ่งในการสร้างกระชังปลาขึ้นที่บริเวณหน้าท่าแฉลบ แล้วจึงใช้เรือที่มีอยู่ออกจับลูกปลาเก๋ามาเลี้ยงในกระชังที่ได้สร้างไว้ พร้อมกับทำอาชีพประมงจับสัตว์น้ำพ่วงเป็นรายได้เสริมด้วย

ปลาเก๋า มาอยู่ในกระชังเลี้ยงได้อย่างไร

คุณศักดิ์ชัย กล่าวว่า ปลาเก๋าที่ได้ส่วนใหญ่จะหามาเอง ไม่ได้ซื้อมาเลี้ยง เสาะหาลูกพันธุ์ปลาเก๋าเอาเองทั้งในบริเวณปากคลอง ปากแม่น้ำ หรือตามชายฝั่งซึ่งมีลูกปลาเก๋าอยู่อย่างชุกชุม แล้วนำมาใส่เลี้ยงไว้ในกระชังเรื่อยๆ ซึ่งไม่ได้นับจำนวนว่ามีปริมาณมากน้อยเพียงใด เนื่องจากตอนจับขายจะชั่งกิโลนับอีกทีหนึ่ง

สำหรับวิธีการหานั้น ใช้วิธีวางลอบ ปลาที่ได้มีหลายขนาด มีทั้งปลาขนาด 4 ขีด ไปจนถึง 2 กิโลกรัม แล้วแต่ว่าลอบที่วางนั้นจะจับได้ปลาชนิดใด แต่ส่วนใหญ่ปลาที่จับได้เป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ จำพวกปลาเก๋า ปลากะพงขาว ปลากะพงแดง แล้วจึงนำมาเลี้ยงต่อในกระชังที่ได้สร้างไว้ที่ท่าแฉลบแห่งนี้

คุณศักดิ์ชัย กล่าวต่ออีกว่า เทคนิคก่อนที่จะนำปลาเก๋ามาใส่ไว้ในกระชังนั้น ไม่ได้มีอะไรมากเหมือนกับทั่วๆ ไป คือเมื่อได้ปลาเก๋าที่มีขนาดเล็กมา ก็นำมาใส่ไว้ในกระชัง เลี้ยงเอาไว้เมื่อได้ขนาดก็จำหน่าย ส่วนปลาเก๋าตัวที่มีขนาดใหญ่ ถ้าจับได้ก็ขายปลีกให้แก่แม่ค้าที่มารับซื้อบริเวณท่าเรือ แต่ผู้เลี้ยงบางรายที่เน้นเลี้ยงปลาเก๋าเพียงชนิดเดียวก็มี โดยเขาซื้อลูกพันธุ์มาเลี้ยง ซื้อจากคนที่เขาหาลูกพันธุ์มาได้ แล้วนำลูกพันธุ์ปลาเก๋ามาจำหน่ายต่อ

สำหรับตอนนี้ที่เลี้ยงไว้ เหลือประมาณ 30-40 ตัว โดยเลี้ยงแยกจากปลาชนิดอื่นเพื่อป้องกันการกินกันเอง โดยมีกระชังปลาอยู่ทั้งหมด 16 กระชัง แต่เลี้ยงปลาเก๋าไว้ในตอนนี้ เหลือแค่ 5 กระชัง เนื่องจากยังไม่ได้หาปลาเพิ่ม

สร้างกระชังปลาอย่างไร

คุณศักดิ์ชัย กล่าวว่า การสร้างกระชังนั้นใช้อวนไนลอนสำหรับเป็นตาข่ายขึงกันกระชัง โดยกระชังที่ทำนั้น มีขนาด 4×4 เมตร กว้าง 4 เมตร ลึกประมาณ 4 เมตร

โดยในแต่ละกระชังจะใช้ไม้ไผ่เป็นหลัก ปักลงไปในดินทั้ง 4 ด้าน เพื่อช่วยขึงเสาค้ำกระชังก่อนใช้อวนไนลอน ขนาดตาประมาณ 1 นิ้ว ขึงเป็นตาข่ายอวนกันกระชังอีกครั้งหนึ่ง แล้วผูกเชือกโยงแต่ละกระชังให้ติดกันทั้งหมด เนื่องจากกระชังที่ใช้เลี้ยงปลานั้นอยู่บริเวณปากแม่น้ำ หากช่วงที่เป็นหน้าน้ำ กระแสน้ำแรงอาจสร้างความเสียหายให้แก่กระชังเลี้ยงปลาได้

ส่วนบริเวณที่สร้างกระชังไว้นั้น เลือกสร้างอยู่ในบริเวณปากแม่น้ำ เพื่อที่น้ำจะได้มีการไหลเวียนดีอยู่ตลอด ทำให้ปลากินอาหารได้มาก นอกจากนั้นแล้วในบริเวณที่สร้างกระชังนั้นได้มีการสร้างบ้านพักเอาไว้ด้วยเพื่อเอาไว้เก็บอาหารปลาสด รวมถึงเป็นที่พักในช่วงที่ต้องนอนเฝ้าปลาหรือช่วงเวลาที่ต้องการให้อาหารปลา

คุณศักดิ์ชัย กล่าวต่อไปว่า ในขณะนี้มีกระชังทั้งหมด 16 กระชัง ตอนที่เริ่มต้นทำ ลงทุนประมาณ กระชังละ 5,000 บาท โดยส่วนใหญ่แล้วชาวบ้านแถบนี้จะค่อยๆ ทยอยสร้างกระชังไปเรื่อยๆ ไม่ได้สร้างในคราวเดียวกัน

เนื่องจากในการทำกระชังแต่ละกระชังนั้นต้องมีการคิดค่าไม้ ค่าคนงาน ในการสร้างกระชัง รวมถึงค่าตาข่ายอวนที่ใช้สำหรับล้อมกระชังด้วย ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่มาก จึงต้องค่อยๆ ทยอยสร้างกระชังเพิ่มทีละกระชัง

ให้อาหารปลาเก๋าอย่างไร

คุณศักดิ์ชัย กล่าวว่า การเลี้ยงปลาเก๋าในกระชังนั้นเราต้องอาศัยสภาพแวดล้อมจากธรรมชาติ นั่นคือน้ำ เนื่องจากน้ำที่เราใช้เลี้ยงปลาเป็นแหล่งน้ำตามธรรมชาติ ไม่สามารถที่จะปรับคุณภาพของน้ำได้ ทำให้ผู้เลี้ยงต้องหมั่นคอยสังเกตสีของน้ำก่อนช่วงเวลาของการให้อาหารปลาอยู่ตลอด เพื่อป้องกันการให้อาหารแก่ปลาเก๋าในช่วงที่มีน้ำจืดลงมามาก

สำหรับปลาเก๋านั้นหากเจอน้ำจืดไม่มากก็สามารถที่จะเลี้ยงอยู่ได้ แต่หากเป็นน้ำจืดทั้งหมดไม่สามารถที่จะอยู่ได้ เนื่องจากเป็นปลาน้ำเค็ม หากแช่ในน้ำที่มีความจืดหลายๆ วันอาจตายได้

ปลาเก๋านั้นจะเน้นเลี้ยงในน้ำเค็มมากกว่า หากมีน้ำจืดลงมามากจะทำให้น้ำเค็มอยู่ด้านล่าง เนื่องจากน้ำเค็มมีความหนักกว่าน้ำจืดทำให้ปลาเก๋าต้องอยู่ด้านล่างของกระชัง หากให้อาหารปลาเหยื่อแก่ปลาเก๋าในช่วงนี้ เมื่อปลาเก๋าขึ้นมากินเหยื่ออาจทำให้ปลาน็อกตายได้ เพราะโดนน้ำจืด

ส่วนอาหารที่ให้ปลาเก๋านั้น ส่วนใหญ่จะให้เป็นปลาสด (ปลาเหยื่อ) ซึ่งจะมีพ่อค้านำมาส่ง ในราคากิโลกรัมละ 14 บาท โดยปลาเหยื่อนั้นมีทั้งปลาหลังเขียวหรือปลาทูขนาดเล็กปะปนกัน

คุณศักดิ์ชัย กล่าวต่อไปว่า เวลาให้อาหารนั้นจะให้ช่วงเช้า-เย็น หรือให้อาหารปลาในเวลาที่มีน้ำเค็มขึ้นมาก (น้ำดี) ซึ่งเป็นเวลาที่สามารถให้อาหารปลาสดแก่ปลาเก๋าได้ โดยสังเกตจากสีน้ำ หากน้ำมีสีน้ำตาลแสดงว่ามีน้ำจืดลงมามาก แต่หากน้ำมีสีเขียวเข้มแสดงว่ามีน้ำเค็มมาก ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการให้อาหารปลาเก๋ามากที่สุด

กระชังปลาเก๋าที่ทำอยู่ในขณะนี้ บางครั้งก็มีพรรคพวกในละแวกเดียวกันนำปลามาฝากเลี้ยงในกระชังที่ยังว่างอยู่ แต่คุณศักดิ์ชัยไม่ได้คิดราคาค่าเช่ากระชังแต่อย่างใด เนื่องจากเป็นเพื่อนบ้านกัน หากจับขายก็นำปลาที่จับได้มาแบ่งให้กับคุณศักดิ์ชัยด้วย

สำหรับการดูแลกระชังปลาเก๋านั้น ในบางครั้งหากปลาที่ลงไว้ในกระชังมีจำนวนที่มากก็ต้องมานอนเฝ้า แต่ในคลองบริเวณท่าแฉลบแห่งนี้มีเพื่อนบ้านที่ออกเรือทำมาหากินกันอยู่ในคลองตลอด ก็ช่วยเป็นหูเป็นตาให้กันในการคอยดูผู้ที่ต้องการขโมยปลาภายในกระชังของผู้อื่น ซึ่งคุณศักดิ์ชัย กล่าวว่า ปัจจุบันยังคงมีมาอยู่โดยตลอด

การจับขาย และตลาดปลาเก๋า

คุณศักดิ์ชัย กล่าวว่า ปลาเก๋าที่เลี้ยงไว้จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นประมาณเดือนละ 1 ขีด ซึ่งปลาเก๋าที่เลี้ยงไว้นั้นไม่ได้มีขนาดเดียวกัน จึงสามารถที่จะจับขายได้เรื่อยๆ เมื่อมีปลาเก๋ารุ่นต่อไปเข้ามา เราก็จับปลารุ่นเก่าขายอีก แต่เฉลี่ยแล้วหากนำปลาเก๋าที่มีขนาดเล็ก ประมาณ 3-4 เซนติเมตร ก็จะใช้ระยะเวลาการเลี้ยงประมาณ 5-6 เดือน ก็สามารถจับขายได้แล้ว

แต่ด้วยปลาเก๋าที่เลี้ยงไว้มีหลายขนาดจึงต้องทยอยจับ อีกทั้งเราทำอาชีพนี้เป็นอาชีพเสริม ไม่ใช่รายได้หลัก จึงสามารถที่จะทยอยจับจำหน่ายให้แก่แม่ค้าที่มารับซื้อบริเวณท่าเรือได้

สำหรับปลาเก๋าที่แม่ค้ามารับซื้อนั้นจะมีการชั่งจำหน่ายเป็นกิโลกรัม เนื่องจากปลาเวลาทยอยจับขายครั้งหนึ่งจะมีปริมาณที่มาก จึงต้องใช้วิธีการนี้ ไม่ได้ขายเหมาเหมือนปลาชนิดอื่น กำไรครั้งหนึ่งๆ ที่จับปลาเก๋าไปขายได้นั้น ก็ประมาณ 5,000-6,000 บาท แต่หากมีปลาชนิดอื่นขายด้วย ก็จะตกประมาณ 10,000 บาท ขึ้นไป

คุณศักดิ์ชัยฝากถึงเพื่อนเกษตรกรว่า “ปลาเก๋า เลี้ยงได้ยากในช่วงที่มีน้ำจืดลงมามาก ซึ่งทำให้ปลาอาจตายได้ เมื่อถึงช่วงน้ำจืดลงมากจะต้องรีบนำปลาขึ้นขายให้ไวที่สุด ซึ่งจะตรงกับช่วงเดือนมิถุนายน-เดือนกรกฎาคม ของทุกปี น้ำในช่วงนี้จะจืดหนักครั้งหนึ่ง และปลายเดือนกันยายน-ต้นเดือนตุลาคม จะจืดหนักอีกครั้งหนึ่ง จึงต้องเฝ้าระวังให้มากในช่วงเวลานี้

สำหรับผู้สนใจสอบถามความรู้วิธีการเลี้ยงปลาเก๋าในกระชังอย่างไรให้ประสบผลสำเร็จ ติดต่อได้ที่ คุณศักดิ์ชัย อามันพงษ์ โทร. (085) 657-8081

เลี้ยงปลาหมอในบ่อดิน รายได้ดี ในไร่นาสวนผสม ที่เมืองสรวง

Published มิถุนายน 16, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05080150158&srcday=2015-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 591

เทคโนโลยีการประมง

วัชรินทร์ เขจรวงศ์

เลี้ยงปลาหมอในบ่อดิน รายได้ดี ในไร่นาสวนผสม ที่เมืองสรวง

วันนี้ กำนันทินกร ศรีตะวัน ตำบลเมืองสรวง อำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด นำเยี่ยม คุณทองใบ นันทวงศ์ บ้านเลขที่ 24 หมู่ที่ 6 บ้านเมืองสรวง ไร่นาสวนผสมแบบพอเพียง ข้าว ปลา สัตว์ปีก พืชผักสวนครัว 6 ไร่ ได้เงินหลายแสน ขุดบ่อเลี้ยงปลาหมอ ขนาด 20x40x3 เมตร ปล่อยปลา 30,000 ตัว ขนาด 5-7 ตัว/กิโลกรัม กิโลกรัมละ 75-80 บาท โทร. (043) 597-106 โดย คุณวัชรินทร์ เขจรวงศ์ เกษตรอำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด ลุยทุ่ง ความสุขของชาวนาคือความสุขของเรา

คุณทองใบ นันทวงศ์ อายุ 74 ปี เล่าว่า ตนเองมีพื้นที่ทางการเกษตร 6 ไร่ แบ่งเป็นปลูกพืชผัก หอมแบ่ง ข่า ตะไคร้ พืชผักสวนครัว อื่นๆ แบ่งเป็นพื้นที่ เลี้ยงสัตว์ปีก เป็ด 80 ตัว ไก่ 30 ตัว ห่าน 10 ตัว ขุดบ่อเลี้ยงปลาหมอ 1 บ่อ ขนาด 20x40x3 เมตร ปล่อยปลาหมอ จำนวน 30,000 ตัว ระยะเวลา 5-6 เดือน เจริญเติบโตดีมาก ขนาด 5-7 ตัว/กิโลกรัม ขายส่ง 75 บาท/กิโลกรัม ขายปลีก 80 บาท/กิโลกรัม สามารถสร้างรายได้ทุกวัน วันละ 7,000-10,000 บาท รวมรายได้กว่า 350,000 บาท เพียงระยะเวลา 5-6 เดือน 1 ปี เลี้ยง 2 ครั้ง ด้านการตลาด ในอำเภอเมืองสรวง อำเภอสุวรรณภูมิ อำเภออาจสามารถ อำเภอเมืองร้อยเอ็ด แม่ค้ารับไปทาเกลือย่างขาย ตัวละ 20 บาท

คุณทองใบ จับแหมาทอดโชว์ 1 ครั้ง ได้ปลาหมอ ประมาณ 5 กิโลกรัม จำนวนมากจริงๆ

คุณทองใบ นำไปชมเล้าเป็ด ไก่ ห่าน จำนวนกว่า 100 ตัว เป็นการเลี้ยงแบบปล่อยทั่วไปในไร่นาสวนผสม สัตว์ปีกไม่เครียด เจริญเติบโตดีมาก จับขายได้ทุกวัน มีไข่ไว้รับประทาน

พื้นที่บางส่วน ปลูกพืชผักสวนครัว หอมแบ่ง ข่า ตะไคร้ พืชผักอื่นตามฤดูกาล ใช้น้ำในบ่อปลาหมอรด ผักเจริญเติบโต สวยงาม เพราะได้น้ำที่มีสารอาหารจากหัวอาหารเลี้ยงปลา มูลปลา โดยการรดน้ำประมาณ 7-10 วัน/ครั้ง

เกษตรกรรายนี้ยังปลูกไผ่หน่อเลี้ยง 50 กอ ให้หน่อเก็บขายได้ตลอดปี ส่วนพื้นที่อีก 4 ไร่ ปลูกข้าวหอมมะลิ กำลังเก็บเกี่ยว ผลผลิตประมาณ 450 กิโลกรัม/ไร่ เก็บไว้รับประทานและแบ่งขาย เป็นครอบครัวที่มีความสุข เจ้าของได้สร้างบ้านพักหลังขนาดเล็กริมบ่อเลี้ยงปลา อากาศดี มีความสุข

ทางด้าน คุณทินกร ศรีตะวัน กำนันตำบลเมืองสรวง กล่าวว่า ตำบลเมืองสรวง ได้น้อมนำพระราชดำรัสปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สู่ครัวเรือน โดยจัดเป็นหน้าบ้านน่าอยู่ หลังบ้านน่ามอง 1 ไร่ อยู่อย่างพอเพียง ปลูกพืชผักสวนครัว พืชรั้วกินได้ โดยมี คุณประไพรศรี สารจันทร์ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ คุณวัชรินทร์ เขจรวงศ์ เกษตรอำเภอเมืองสรวง ออกให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด โดยมี คุณประวีณ แจ่มศักดิ์ นายอำเภอเมืองสรวง ให้การสนับสนุนเป็นไปตามนโยบายแห่งรัฐ ความผาสุกของประชาชน คือผลกำไรของการปฏิบัติงานของข้าราชการ

ทางด้าน ดร. สมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวว่า จังหวัดร้อยเอ็ดมี 20 อำเภอ 192 ตำบล 2,444 หมู่บ้าน พื้นที่ทางการเกษตร 3.9 ล้านไร่ นาข้าว 2.9 ล้านไร่ น้อมนำพระราชดำรัสปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สู่ชุมชน สู่ครัวเรือนประชาชน พร้อมสร้างศูนย์เรียนรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ครบ 20 อำเภอ ขยายให้ครบ 192 ตำบล เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่อง ดิน ข้าว พืช สัตว์ ประมง แปรรูปผลผลิตทางการเกษตรให้ครบวงจร เป็นแหล่งอาหารในครอบครัว ไว้รับประทาน แจก แลก ขาย คือเป็นแหล่งอาหารของตนเองและชุมชน แบ่งปันเอื้ออาทรกัน แลกเปลี่ยนสินค้าทางการเกษตร เมื่อมีจำนวนมาก ขายสร้างรายได้ รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน รายปี อำเภอเมืองสรวง มี 5 ตำบล 49 หมู่บ้าน เป็นเมืองน่าอยู่ ผู้คนน่ารัก มีวัฒนธรรม เป็นพื้นที่ทางการเกษตรที่หลากหลาย แหล่งผลิตข้าวหอมมะลิ ตนเองไปร่วมลงแขกเกี่ยวข้าวมาแล้ว และเป็นแหล่งผลิตหอมแบ่ง แตงร้าน ที่สำคัญด้วย

มทร. ศรีวิชัย บริการวิชาการแก่สังคม ทำฟาร์มต้นแบบ ฟื้นฟู “สาหร่ายผมนาง” (ยำสาย) ของดีขึ้นชื่อชาวเกาะยอ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา

Published มิถุนายน 16, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05082150158&srcday=2015-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 591

เทคโนโลยีการประมง

วศินี จิตภูษา นักประชาสัมพันธ์ มทร. ศรีวิชัย โทร. (089) 655-4896

มทร. ศรีวิชัย บริการวิชาการแก่สังคม ทำฟาร์มต้นแบบ ฟื้นฟู “สาหร่ายผมนาง” (ยำสาย) ของดีขึ้นชื่อชาวเกาะยอ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา

หน่วยบริการทางวิชาการแก่สังคม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย ฟื้นฟูสาหร่ายผมนาง ของดีขึ้นชื่อชาวเกาะยอ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา โดยการจัดทำฟาร์มต้นแบบการเลี้ยงสาหร่ายผมนาง ซึ่งนำสายพันธุ์สาหร่ายผมนางมาเลี้ยงในกระชัง ในพื้นที่เกาะยอ นำโดย ดร. สมรักษ์ รอดเจริญ (หัวหน้าโครงการ) ผศ. อภิรักษ์ สงรักษ์ ผศ.ดร. ชุตินุช สุจริต อาจารย์นิคม อ่อนสี อาจารย์ศุภวัฒน์ อินทร์เกิด และ อาจารย์กัตตินาฎ สกุลสวัสดิพันธ์ จากคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการประมง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย

สาหร่ายผมนาง เป็นสาหร่ายเศรษฐกิจของชาวเกาะยอ จังหวัดสงขลา ส่วนมากพบบริเวณน้ำขึ้น-น้ำลง และบริเวณที่อยู่ใต้น้ำตลอดเวลา โดยเกาะอยู่กับวัสดุในน้ำ เช่น เปลือกหอย กรวด ทราย ซึ่งเป็นที่รู้จักในนาม “ยำสายเกาะยอ (ยำสาหร่ายผมนาง)” อาหารพื้นบ้านที่อร่อย รสชาติเป็นเลิศที่เป็นอัตลักษณ์อย่างหนึ่งของเกาะยอ โดยการนำสาหร่ายผมนางที่มีมากมายบริเวณรอบๆ เกาะยอมาปรุงด้วยภูมิปัญญาของชาวเกาะยอ กลายเป็นของดีถูกปากและของฝากถูกใจแก่นักท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ ยังมีคุณค่าทางอาหารที่ได้จากสาหร่าย ได้แก่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต เกลือแร่ โดยเฉพาะธาตุไอโอดีนและวิตามิน ทางด้านการแพทย์นำมาทำยารักษาโรค เช่น โรคกระเพาะ ยาระบายและยาแก้โรคคอพอก และยังนำวุ้นมาทำเป็นแคปซูลสำหรับหุ้มยาสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคกระเพาะหย่อน ลำไส้ใหญ่อักเสบ ริดสีดวงทวาร ใจสั่น ความดันโลหิตสูง หลอดเลือดแข็ง ข้ออักเสบ โรคอ้วนต่างๆ จะช่วยบรรเทาอาการลงได้

การหายไปของสาย (สาหร่ายผมนาง) ซึ่งจากการเก็บข้อมูลจากชาวประมงบริเวณวัดแหลมพ้อ ซึ่งประกอบอาชีพยำสายจำหน่ายให้แก่นักท่องเที่ยวมากว่า 20 ปี ปัจจุบันพบว่าไม่สามารถเก็บสาหร่ายผมนางจากทะเลสาบบริเวณรอบๆ เกาะยอมาทำยำสายได้อีกแล้ว ทำให้ต้องสั่งซื้อมาจากจังหวัดปัตตานี ในราคาที่แพงเกินจริง และเกรงว่าในอนาคตอาจไม่มียำสายบนเกาะยออย่างแท้จริง

ก่อนที่สาหร่ายผมนางหรือที่ชาวบ้านนำมาทำเป็นยำสายจะหมดไป หน่วยบริการทางวิชาการแก่สังคม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย จึงนำสายพันธุ์สาหร่ายผมนางมาเลี้ยงในกระชังสาหร่าย ขนาด 3×3 เมตร ด้วยวิธี Hanging-long line method ใช้ตาข่ายเป็นตัวช่วยในการเกาะของสาหร่าย

สาหร่ายผมนางสามารถเจริญเติบโตได้ดีในทั้งสองระดับความลึกและเพิ่มขึ้นประมาณ 2-3 เท่า จากน้ำหนักเริ่มต้น เมื่อดูลักษณะของสาหร่ายก็มีขนาดเส้นใหญ่อวบ และสีนวล น่ารับประทาน ซึ่งสาเหตุที่สาหร่ายโตดีเป็นผลมาจากการปล่อยของเสียและเศษอาหารจากการเลี้ยงปลากะพงขาวที่มีปริมาณมากในทะเลสาบบริเวณเกาะยอ ซึ่งหากมีการเลี้ยงสาหร่ายผมนางร่วมกับการเลี้ยงปลากะพงขาวก็สามารถลดการเน่าเสียของน้ำในทะเลสาบอีกด้วย

นอกจากนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าบริเวณกอสาหร่ายมีสัตว์น้ำวัยอ่อน เช่น ลูกกุ้งและลูกปลา เข้ามาอาศัยอยู่ด้วย ชี้ให้เห็นการเลี้ยงสาหร่ายผมนางโดยวิธีนี้มีความเหมาะสม สามารถพัฒนาและส่งเสริมให้เกษตรชาวเกาะยอเพาะเลี้ยงสาหร่ายชนิดนี้เพื่อความยั่งยืน ฟื้นฟูและสืบสานอนุรักษ์การยำสายเกาะยอให้คงอยู่คู่กับชาวเกาะยอตลอดไป

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 5,716 other followers

%d bloggers like this: