ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

สูตรเลี้ยงปลานิล แบบกรมประมง เลี้ยงดี ทำเงินงาม ที่ชลบุรี

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086151257&srcday=2014-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 589

เทคโนโลยีการประมง

สูตรเลี้ยงปลานิล แบบกรมประมง เลี้ยงดี ทำเงินงาม ที่ชลบุรี

ปลานิล เป็นปลาพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งนี้ ปลานิล เข้ามาในประเทศไทย เมื่อปี 2508 โดย เจ้าชายอากิฮิโต มกุฎราชกุมารแห่งประเทศญี่ปุ่น ได้ทรงถวายลูกปลาแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 50 ตัว เมื่อ วันที่ 25 มีนาคม 2508

ต่อมาในปี 2509 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานปลา ขนาด 3-5 เซนติเมตร จำนวน 10,000 ตัว ให้แก่กรมประมง เพื่อแจกจ่ายให้กับราษฎร จะได้ยึดถือเป็นอาชีพการเพาะเลี้ยงปลานิลขายเพื่อเป็นรายได้ในครัวเรือน

มาถึงวันนี้ ปลานิล ถือว่าเป็นปลาเศรษฐกิจที่มีความสำคัญยิ่งชนิดหนึ่งของประเทศไทย อีกทั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงอย่างกรมประมงได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการเลี้ยงปลานิลมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าในเรื่องการอนุรักษ์สายพันธุ์ปลานิล โดยเฉพาะปลานิลพระราชทาน สายพันธุ์จิตรลดา การพัฒนาระบบการเลี้ยงของเกษตรกรให้เข้าสู่มาตรฐานฟาร์ม GAP อย่างในปัจจุบัน

โครงการยกระดับมาตรฐานฟาร์มเพาะเลี้ยงปลานิลเพื่อการส่งออก เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญที่กรมประมง โดยสำนักวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด ได้ดำเนินการ และเน้นการทำให้เกษตรกรที่เพาะเลี้ยงปลานิลเชิงพาณิชย์ที่ยังไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานฟาร์ม GAP นำความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงปลานิลแบบคุณภาพ และพัฒนาระบบการเลี้ยงปลานิลของเกษตรกรที่ได้รับการรับรองมาตรฐานฟาร์ม GAP ให้มีผลผลิตปลานิลเพิ่มขึ้น ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง อีกทั้งยังจัดตั้งและพัฒนาให้เกิดการรวมกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลานิลเพื่อเพิ่มความเข้มแข็ง สามารถวางแผนการตลาด เชื่อมโยงผลผลิตของเกษตรกรในโครงการไปสู่การส่งออก

ด้วยผลงานและความสำเร็จที่เกิดขึ้น จึงนำมาสู่การนำสื่อมวลชนเยี่ยมชมและศึกษาดูงาน เกี่ยวกับความสำเร็จของชุมชนประมงต้นแบบเพื่อความยั่งยืน ตามแนวพระราชดำริ และปลานิลพระราชทาน ในพื้นที่จังหวัดระยองและชลบุรี โดยมี คุณมีศักดิ์ ภักดีคง รองอธิบดีกรมประมง เป็นหัวหน้าคณะนำเยี่ยมชม

สำหรับในส่วนของการเลี้ยงปลานิล ด้วยความทุ่มเทในการทำงานเพื่อพัฒนาเกษตรกรในพื้นที่ โดยมีศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดชลบุรี เป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการพัฒนาจนทำให้มีกลุ่มเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ ตามวัตถุประสงค์ของโครงการเกิดขึ้น ดั่งเช่น ชมรมผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำบางหัก ตำบลบางหัก อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี

โดยทางชมรมได้มีการพัฒนาปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงปลานิลแบบดั้งเดิม มาสู่การเลี้ยงปลานิลแบบ 2 ระยะ และเลี้ยงปลานิลร่วมกับกุ้งขาว ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ของการเลี้ยงปลานิลในบ่อดินและประสบผลสำเร็จ

ในส่วนการเลี้ยงปลานิล ชมรมผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำบางหัก เป็นหนึ่งในกลุ่มเกษตรกรที่ได้นำองค์ความรู้ต่างๆ ที่ทางกรมประมงได้นำมาถ่ายทอดให้ไปสู่การปฏิบัติจริงจนเห็นผล ปัจจุบัน ผลผลิตปลานิลของทางกลุ่มสามารถส่งจำหน่ายทั้งในประเทศและส่งให้กับห้องเย็นเพื่อแปรรูปส่งออก รวมทั้งมีการพัฒนาวิธีการเลี้ยงจนได้รับการรับรองมาตรฐานฟาร์มแบบกลุ่มจากกรมประมง

ทั้งนี้ ในการดำเนินโครงการยกระดับมาตรฐานฟาร์มเพาะเลี้ยงปลานิลเพื่อการส่งออกนั้น จะมีการถ่ายทอดทั้งองค์ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงในเชิงวิชาการ และการนำประสบการณ์ของแต่ละบุคคลมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันในด้านการบริหารจัดการวิธีการเลี้ยง การตลาด และการแก้ปัญหาการเอาเปรียบของพ่อค้าคนกลาง รวมถึงการหาแนวทางในการลดต้นทุนการผลิต

สำหรับเทคนิคการเลี้ยงปลานิลที่มาจากคำแนะนำของกรมประมงนั้น ถือได้ว่ามีความน่าสนใจและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในการลดต้นทุนการผลิต

โดยกรมประมงได้มีคำแนะนำที่น่าสนใจ โดยเริ่มตั้งแต่การเตรียมบ่อ

ทั้งนี้การเตรียมบ่อนั้นถือว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญ ถือเป็นตัวบ่งชี้ให้เห็นถึงอัตราการรอดของลูกปลาที่ปล่อย ดังนั้น

1. ก่อนจะปล่อยลูกพันธุ์ปลา ต้องคำนึงถึงขนาดบ่อที่เหมาะสมกับการเลี้ยงปลานิล เช่น บ่ออนุบาลปลานิล ควรมีขนาด 2-3 ไร่ บ่อเลี้ยงขนาด 5-10 ไร่

2. การเตรียมบ่อ ต้องตากบ่อทิ้งไว้ให้แห้ง ประมาณ 1-2 สัปดาห์ ถ้าเลนกินบ่อมาก ก็ใช้รถดันเอาเลนก้นบ่อขึ้นมา

3. ฆ่าเชื้อโรคในบ่อ โดยใช้ปูนขาว หว่านให้ทั่วบ่อ ในอัตรา 15-30 กิโลกรัม ต่อไร่

4. หลังจากนั้น 2-3 วัน สูบน้ำเข้าบ่อ โดยในการสูบน้ำเข้าบ่อแต่ละครั้งจะใช้ถุงกรองมุ้งเขียวกรองน้ำ เพื่อป้องกันศัตรูปลาที่มากับน้ำ พร้อมใส่รำสกัด 25 กิโลกรัม

5. ความสูงของระดับน้ำในบ่อ ควรสูงประมาณ 120-150 เซนติเมตร

6. ให้เติมจุลินทรีย์ ในอัตรา 30-50 ลิตร ต่อไร่ เพื่อทำสีน้ำในบ่อเลี้ยงให้น้ำเขียวและเกิดอาหารธรรมชาติ และเพื่อให้จุลินทรีย์ที่ใส่ไปย่อยสลายของเสียในบ่อ

7. หลังจากนั้น 3-7 วัน จึงปล่อยลูกปลาลงอนุบาลหรือลงเลี้ยง

หลังจากการเตรียมบ่อแล้ว จะเข้ามาสู่เทคนิคเกี่ยวกับการอนุบาลลูกปลานิล

โดยการอนุบาลลูกปลานิล มีเทคนิคที่น่าสนใจและสามารถนำไปปรับใช้ โดยในช่วงการอนุบาลจะแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ประกอบด้วย

ระยะที่ 1 ให้ปล่อยลูกปลา ขนาด 2-3 เซนติเมตร อัตรา ไร่ละ 5,000-10,000 ตัว ใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงประมาณ 3-4 เดือน จนปลามีขนาด 10-15 ตัว ต่อกิโลกรัม หรือขนาด 70-100 กรัม ต่อตัว จึงย้ายปลานิลไปเลี้ยงต่อในบ่อใหม่ที่เตรียมไว้ในการเลี้ยงจนจับขาย

การให้อาหารลูกปลา เมื่อลูกปลาอายุ 1-3 เดือน ให้รำสกัดวันละ 2 มื้อ หว่านทั่วบ่อ เมื่อลูกปลาอายุได้ประมาณ 3 เดือนขึ้นไป เริ่มให้อาหารเม็ดของกลุ่มหรืออาหารจากโรงผลิตอาหารที่ได้มาตรฐานจากกรมประมงที่กำหนดไว้ นำมาให้ลูกปลากิน

โดยการให้อาหาร ต้องนำอาหารใส่สวิงตาถี่ แล้วแขวนให้สวิงแช่น้ำ 1/4 ส่วน เมื่อปลานิลคุ้นเคย การให้อาหารก็จะทำได้ง่าย และมีการควบคุมปริมาณการให้อาหาร

ส่วนระยะที่ 2 หลังจากอนุบาลลูกปลาได้ระยะเวลาประมาณ 3-4 เดือน คัดขนาดลูกปลาและย้ายลูกปลาที่มีขนาด 10-15 ตัว ต่อกิโลกรัม ไปเลี้ยงในบ่อใหม่

โดยปล่อยลูกปลารุ่นลงเลี้ยง ในอัตรา 1,200 ตัว ต่อไร่ ให้อาหาร วันละ 1-2 ครั้ง เลี้ยงในบ่อดินระยะเวลาประมาณ 4-5 เดือน จะได้ปลานิลขนาด 1,000 กรัม ต่อตัว ใช้ระยะเวลาการเลี้ยงรวมทั้งสิ้น ประมาณ 7-9 เดือน

การเลี้ยงปลานิลแบบย้ายบ่อ สามารถตรวจสอบอัตราการรอดของปลาได้และคำนวณการให้อาหารได้อย่างถูกต้อง และการปล่อยปลาในอัตราความหนาแน่นลดลง อาหารที่ให้จะลดลงด้วย และการเลี้ยงสามารถตัดวงจรของโรคได้ น้ำจะไม่เน่าเสียง่าย

ส่วนคุณภาพน้ำ มีข้อแนะนำว่า ในการเลี้ยงปลาแต่ละรุ่นวิธีการบริหารจัดการน้ำคือ การหมุนเวียนน้ำภายในฟาร์ม โดยระหว่างการเลี้ยงจะมีการเติมน้ำหมุนเวียนกันในฟาร์ม 10-20 เปอร์เซ็นต์ เดือนละ 1-2 ครั้ง และมีเครื่องตีน้ำสำรอง

นอกจากนี้ ใช้น้ำหมักจุลินทรีย์ หรือ EM ประมาณ 30-50 ลิตร ต่อ 1 ไร่ สาดให้ทั่วบ่ออย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อควบคุมคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงให้มีคุณภาพที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ

ส่วนการเก็บเกี่ยว หลังจากเลี้ยงปลานิลประมาณ 7-9 เดือน จะได้ปลานิลขนาด 800-1,300 กรัม ต่อตัว จะเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยวิธีการจับครั้งเดียวหมดบ่อ โดยใช้เครื่องสูบน้ำออกจากบ่อที่จะจับปลา ไปใส่ไว้ในบ่อเลี้ยงปลานิลบ่ออื่น และไม่สูบน้ำออกภายนอกฟาร์ม จะใช้ระบบน้ำหมุนเวียน

จากนั้นใช้อวนลากปลามาขังไว้ในกระชังที่เตรียมไว้และใช้น้ำฉีดเพื่อเพิ่มออกซิเจน และตักปลาในกระชังขึ้นมาคัดขนาดและแยกกุ้งขาวออกจากปลา โดยผ่านถาดสำหรับคัดขนาด

จากวิธีการดังกล่าว จึงส่งผลทำให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น และปลามีขนาดโตสม่ำเสมอ นั่นคือ ขนาด 800-1,300 กรัม ต่อตัว ไม่แตกไซซ์ และได้ผลผลิต 800-1,200 กิโลกรัม ต่อไร่ ราคาขายเฉลี่ย 40-50 บาท

ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าการเลี้ยงแบบดั้งเดิมที่ปล่อยลูกปลานิลขนาด 2-3 เซนติเมตร โดยไม่มีการย้ายบ่อ ได้ผลผลิตปลาที่มีขนาดเล็กและไม่สม่ำเสมอ โดยขนาดอยู่ที่ 500-800 กรัม ต่อตัว ผลผลิตที่ได้เพียง 700-800 กิโลกรัม ต่อไร่ ราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 30-35 บาท

แต่การเลี้ยงแบบที่กรมประมงได้แนะนำนั้น ถือว่าแตกต่างจากการเลี้ยงแบบดั้งเดิมที่มีการปล่อยปลาที่หนาแน่นและเลี้ยงระยะยาวจนจับ ทำให้เกิดการหมักหมมของเสียที่พื้นก้นบ่อ พบปัญหาการเกิดโรคอย่างต่อเนื่อง ปลามีอัตรารอดต่ำ ผลผลิตปลาที่ได้มีขนาดไม่สม่ำเสมอ และไม่ได้ขนาดปลาที่ตลาดต้องการ ผลผลิตต่อไร่ต่ำ และที่สำคัญพบปัญหาเรื่องกลิ่นโคลนในเนื้อปลา

ดังนั้น หากสนใจอยากทราบเทคนิคเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ กรมประมง หรือ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดชลบุรี โทร. (038) 341-166

เลี้ยงปลานิลผสมกุ้งขาว แบบชมรมบ้านบางหัก

คุณพรชัย บัวประดิษฐ์ ประธานชมรมผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำบางหัก กล่าวว่า สำหรับการเลี้ยงปลานิลร่วมกับกุ้งขาว เป็นเทคนิคการเลี้ยงสัตว์น้ำแบบผสมผสานอย่างหนึ่งที่สามารถเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร

วิธีการคือ จะนำกุ้งขาว (ปรับน้ำจืด) ขนาด พีพีที 15 มาปล่อยในบ่อ ในอัตรา 20,000 ตัว ต่อไร่ และหลังจากปล่อยลูกกุ้งขาว 7-10 วัน ถึงจะปล่อยปลานิล เมื่อกุ้งขาวอายุได้ 3-4 เดือน ก็จะเริ่มเก็บเกี่ยว โดยใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า ไอ้โง่ ซึ่งมีลักษณะคล้ายลอบ ทำมาจากตาข่ายที่มีขนาดตาประมาณ 2.5 เซนติเมตร

โดยในตอนเย็นจะนำไอ้โง่ ไปวางดักไว้ในบ่อ พร้อมกับนำไฟฉายหรือไฟฟ้าหลอดตะเกียบไปห้อยไว้เหนือน้ำตรงบริเวณที่ดักกุ้ง เปิดไฟทิ้งทั้งคืน ตอนเช้าก็จะเก็บไอ้โง่ขึ้นมา และสามารถเก็บเกี่ยวกุ้งขาวได้ทุกวัน จนกระทั่งจับปลานิลขาย กุ้งขาวก็จะหมดบ่อพอดี

แต่หากว่ากุ้งขาวมีอัตรารอดน้อย หรือระยะเวลาในการเลี้ยงปลานิลยาวขึ้น อาจลงกุ้งขาวเพิ่มได้

ตัวอย่างเช่น ภายหลังปล่อยกุ้งชุดเดิมไปแล้ว 2 เดือน จะปล่อยชุดที่ 2 อีก ในอัตรา 10,000 ตัว ต่อไร่ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม อัตรารอดของกุ้งขาว ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 40-60 เปอร์เซ็นต์

สำหรับประโยชน์ของการเลี้ยงกุ้งขาวกับปลานิล นอกจากเกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้นแล้ว จะทำให้ลดปริมาณเศษอาหารหรือของเสียที่พื้นก้นบ่อได้มากขึ้น

สำหรับผู้สนใจ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณพรชัย บัวประดิษฐ์ ประธานชมรมผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำบางหัก โทร. (081) 818-7927

พฤษภาคม 21, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

นงลักษณ์ ศรีสุขโพธิ์ เลี้ยงปลาทับทิมในแม่น้ำปิง ขายได้กำไรงาม ที่บ้านหนองบัวใต้

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05082151157&srcday=2014-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 587

เทคโนโลยีการประมง

มนัส ช่วยบำรุง

นงลักษณ์ ศรีสุขโพธิ์ เลี้ยงปลาทับทิมในแม่น้ำปิง ขายได้กำไรงาม ที่บ้านหนองบัวใต้

ปลาทับทิม ในปัจจุบันถือได้ว่าเป็นปลาเศรษฐกิจที่ต้องการของตลาด ด้วยรสชาติที่อร่อย มีราคากิโลกรัมละกว่า 100 บาท เลี้ยงได้ง่ายในทุกพื้นที่ของประเทศไทย จึงเป็นปลาเศรษฐกิจที่น่าสนใจเพาะเลี้ยงเป็นอย่างมากในขณะนี้

คุณนงลักษณ์ ศรีสุขโพธิ์ เกษตรกรเลี้ยงปลาทับทิม เลขที่ 150 หมู่ที่ 9 ตำบลวังหิน อำเภอเมือง จังหวัดตาก ฟาร์มเลี้ยงอยู่ที่บ้านหนองบัวใต้ หมู่ที่ 2 ตำบลหนองบัวใต้ อำเภอเมือง จังหวัดตาก กล่าวว่า เริ่มต้นทำธุรกิจเลี้ยงปลาทับทิมมานานแล้วกว่า 10 ปี ก่อนที่จะมาเริ่มเลี้ยงปลาทับทิมนั้นได้ทำงานเป็นพนักงานโรงงานที่กรุงเทพมหานคร โดยเป็นโรงงานเชื่อมทอง ขึ้นรูปทอง ภายหลังมีลูกจึงเริ่มเกิดความคิดที่จะกลับบ้านโดยได้ลาออกจากงาน แล้วหันมาทำดอกไม้ผลิตจากยางพาราซึ่งรับช่วงต่อมาอีกทีหนึ่ง นำมาตกแต่งด้วยกระดาษสาประกอบเข้ารูปเอง ทำได้อยู่ประมาณปีกว่า เศรษฐกิจไม่ค่อยดี ได้กำไรน้อย จึงได้ย้ายกลับมาอยู่บ้าน

เมื่อกลับมาบ้านเกิดที่จังหวัดตาก ก็เริ่มทุกอย่างจากศูนย์ใหม่ทั้งหมด กลับมาทำนาข้าวที่มีอยู่ ขายของเล็กๆ น้อยๆ เช่น ลูกชิ้นปิ้ง บาร์บีคิว บริเวณหน้าบ้าน ทำได้อยู่ประมาณปีกว่าก็เริ่มรู้สึกว่าตนเองไม่ชอบ จึงได้เลิกล้มไป

คุณนงลักษณ์ได้ทดลองประกอบอาชีพที่หลากหลายเพื่อแสวงหาสิ่งที่เหมาะสมกับตนเองจนสามารถมองหาลู่ทางที่จะทำให้ประสบความสำเร็จได้ ด้วยคุณนงลักษณ์มีความอดทน ไม่ย่อท้อในอาชีพที่ทำ จึงเป็นหนทางก้าวไปสู่ความสำเร็จ

สร้างอนาคตใหม่ ด้วยปลาทับทิม

คุณนงลักษณ์กล่าวต่อว่า เมื่อล้มเลิกกิจการที่เคยทำทั้งหมด คราวนี้ได้ไปขอคำแนะนำจากแม่ แม่ทำปลาแดดเดียวขายอยู่ แม่ก็แนะนำให้ทำปลาจะละเม็ดแดดเดียวขายเช่นเดียวกัน ซึ่งในตอนนั้นปลาจะละเม็ดมีราคาที่ถูกมากอยู่

เราจึงเริ่มจากรับซื้อปลาจะละเม็ด แล้วมาทำเป็นแดดเดียวจำหน่าย ช่วงนั้นคนกินเยอะมาก แต่ทำได้อยู่ประมาณ 3 อาทิตย์ หลังจากนั้นคนเขาก็เห็นฟันของปลาจะละเม็ดซึ่งมีลักษณะคล้ายกับฟันคนมาก เขาเลยไม่กินกัน เราเลยเปลี่ยนไปรับปลาทับทิมจากบ้านวังเจ้า นำมาขายเป็นปลาเนื้อ คู่กับปลาแดดเดียว ซึ่งในตอนนั้นยังไม่คิดจะเลี้ยงปลาทับทิมเอง

คุณนงลักษณ์ ได้เริ่มทำธุรกิจขายปลาเนื้อควบคู่ไปกับปลาแดดเดียวก่อน โดยในระหว่างนี้ได้มองหาตลาดปลาเนื้อไปด้วยว่ามีปลาเนื้อชนิดไหนที่กำลังเป็นที่นิยมของตลาดปลาเนื้อในเมืองไทยอยู่ รวมถึงสามารถเพาะเลี้ยงได้ภายในจังหวัดตาก

“ในช่วงนั้นมีพนักงานจาก ซีพี เข้ามาให้การแนะนำว่า ให้ไปซื้อปลาจาก ซีพี แล้วนำมาขายเป็นปลาเนื้อต่อได้ สมมติซื้อกิโลกรัมละ 60 บาท แล้วนำไปขายต่อกิโลกรัมละ 65 บาท ก็จะได้กำไรกิโลกรัมละ 5 บาท ซึ่งในตอนนั้นมีคนเลี้ยงไม่มากนัก

โดยเราไปซื้อปลามา แล้วนำไปขายต่อในตลาด ซึ่งกว่าจะตัดสินใจซื้อปลาเนื้อจาก ซีพี ก็ต้องใช้ระยะเวลาอยู่กว่าหลายเดือน หลังจากนั้นจึงตัดสินใจซื้อปลาจาก ซีพี ซึ่งจำนวนที่ซื้อในตอนแรก อยู่ที่ 40 กิโลกรัม ไปจนถึง 500 กิโลกรัม หลังจากนั้นจึงสร้างเครือข่ายลูกกระชังให้นำปลามาขายให้กับเรา” คุณนงลักษณ์กล่าว

สำหรับเครือข่ายลูกกระชังนั้น คุณนงลักษณ์สนับสนุนให้เกษตรกรริมแม่น้ำปิงในจังหวัดตากเลี้ยงปลาในกระชัง โดยคุณนงลักษณ์จะรับซื้อไว้ทั้งหมด

ซึ่งในขณะนั้นคุณนงลักษณ์ต้องวิ่งรับซื้อปลาทับทิมที่จังหวัดอุตรดิตถ์ พิษณุโลก นครสวรรค์ พิจิตร กำแพงเพชร ต้องวิ่งรับซื้อปลาทับทิมทั้งหมด แล้วจึงเกิดความคิดว่าถ้ามีคนเลี้ยงปลาทับทิมให้ก็คงจะดี

จึงมาสร้างเครือข่ายลูกกระชังส่งปลาขายให้คุณนงลักษณ์โดยตรง ซึ่งเกษตรกรผู้เลี้ยงนั้นซื้อลูกปลาและอาหารด้วยเงินสดจาก ซีพี เมื่อเลี้ยงได้ครบกำหนดขายแล้ว คุณนงลักษณ์จะรับซื้อไว้เองทั้งหมด

“ปัจจุบันมีลูกข่ายกระชังกว่า 200 กระชัง โดยเราจะรับซื้อไว้ทั้งหมด ปลาล้น ปลาถูก ปลาแพง เราก็รับซื้อหมด ด้วยมีสัญญาใจต่อกัน

หลังจากนั้น ปลาทับทิม ที่รับซื้อไม่เพียงพอต่อการจำหน่าย จึงเริ่มเลี้ยงปลาทับทิมของตนเอง โดยมีที่อยู่บริเวณบ้านหนองบัวใต้ ติดกับแม่น้ำปิง จึงเลือกที่บริเวณนี้เป็นฟาร์มเลี้ยง

เริ่มเลี้ยงปลาทับทิมในกระชัง ประมาณปี พ.ศ. 2546 แต่ก่อนที่จะเลี้ยงของตนเอง ได้หาประสบการณ์จากลูกกระชังก่อน โดยหากปลามีปัญหาเราก็จะแก้ไขให้หมด เช่น ปลาติดเชื้อหรือน้ำขุ่นทำอย่างไร แม้จะเป็นเงินของเขาแต่ขายให้กับเรา เราก็ต้องดูแลแนะนำทั้งหมด” คุณนงลักษณ์กล่าว

มีวิธีการเลี้ยง

ทับทิมอย่างไรบ้าง

คุณนงลักษณ์กล่าวต่อว่า ในตอนแรกที่เริ่มเลี้ยงปลาทับทิมนั้น มีทั้งหมดประมาณ 12 กระชัง แล้วเพิ่มมาครั้งละ 6 กระชัง ปัจจุบันมีอยู่ทั้งหมด 48 กระชัง สำหรับปลาที่เลี้ยงเป็นปลาทับทิมเพียงอย่างเดียว

ปลาทับทิมที่ลงกระชังมีขนาด 30 กรัม หรือประมาณ 35-40 ตัว ต่อกิโลกรัม ปลาที่ลงใช้ไซซ์กลาง ไม่ใช่ไซซ์ใหญ่ ใช้ระยะเวลาเลี้ยงประมาณ 4 เดือน 10 วัน ก็สามารถจับปลาขายได้

จำนวนปลาที่ลงในแต่ละกระชัง ประมาณกระชังละ 1,000 ตัว ซึ่งขนาดกระชังเลี้ยงมีความกว้างประมาณ 3×3 เมตร เหล็กที่ใช้ทำกระชังใช้เหล็กกล่องตัวซีในการทำ ใช้ตาอวนดำ ขนาด 2 เซนติเมตร ขึงรอบบ่อ

ซึ่งกระชังปลาทับทิมของคุณนงลักษณ์นั้นอยู่บริเวณริมตลิ่งแม่น้ำปิง มีน้ำไหลผ่านอยู่ตลอดเวลา จึงต้องมีการใช้ตาข่ายเขียวคอยกันอาหารปลาไม่ให้พัดหายไปกับสายน้ำ

“การให้อาหารปลาทับทิมนั้น เราให้อาหารเม็ด โดยเริ่มให้ตั้งแต่ตอนเช้า ตี 5-6 โมงเช้า จะเริ่มให้ 1 ครั้ง แล้วให้อีกรอบหนึ่งตอนเที่ยง กับ 5 โมงเย็น แต่จะไม่ให้แบบรวดเดียว ภาชนะที่ใช้ตักอาหารปลาเป็นขันพลาสติก เราจะให้ทีละขันเพื่อไม่ให้อาหารมันออกไปนอกกระชัง เพราะน้ำไหลอยู่ตลอดเวลา อาหารก็จะไหลตามน้ำซึ่งจะเป็นการสิ้นเปลือง โดยเราจะคอยสังเกตว่าปลาอิ่มหรือไม่ หากไม่อิ่มจึงให้เพิ่มแล้วจึงเก็บกระสอบอาหาร

สำหรับโรคที่พบนั้น ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงหน้าฝนซึ่งปลาจะเป็นพยาธิ ซึ่งเราจะแก้ไขโดยการให้ยาฆ่าพยาธิในช่วงที่ฝนตกนั้นวันละ 2 รอบ เช้า-เย็น จำนวน 2 วัน ก็สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้” คุณนงลักษณ์กล่าว

แต่ปัญหาสำคัญที่คุณนงลักษณ์ต้องประสบทุกปีนั้นคือ ปัญหาแม่น้ำปิงแห้งขอดเนื่องจากการงดปล่อยน้ำจากเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก ซึ่งทำให้ในบางปีปลาที่เลี้ยงไว้มีน้ำแค่ปริมาณครีบปลา ทำให้ต้องจับขายก่อนเวลา ส่งผลให้ขาดทุน

ราคาปลาทับทิมในปัจจุบันดีหรือไม่

“ราคาปลาทับทิมในปัจจุบันนั้นถือได้ว่ามีราคาที่ดีมาก สำหรับปลาในกระชังที่เลี้ยงไว้จำนวนกระชังละกว่า 1,000 หากไม่มีปลาตายในกระชังหนึ่งจะจับได้น้ำหนักประมาณ 800 กิโลกรัม ซึ่งจะมีราคาปลาปากกระชังอยู่ที่ กิโลกรัมละ 80 บาท ซึ่งจะได้กำไรอยู่ที่ 80,000 บาท ต่อกระชัง

ปลาทับทิมที่จับได้นั้นจะขายเป็นปลาเนื้อ ปลาสดที่ตลาดทั้งหมด เนื่องจากมีความต้องการสูง หากนำไปขายส่งก็ขายได้หมดทุกวัน มีคนต้องการซื้อกันมาก จึงคิดจะต่อกระชังเลี้ยงปลาทับทิมเพิ่มอีกในอนาคต” คุณนงลักษณ์กล่าว

คุณลุงอูบ ขำเนียม เลขที่ 154 หมู่ที่ 2 ตำบลหนองบัวใต้ อำเภอเมือง จังหวัดตาก เกษตรกรเลี้ยงปลาทับทิมในกระชัง บริเวณบ้านหนองบัวใต้อีกรายหนึ่ง กล่าวว่า เริ่มเลี้ยงปลาทับทิมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 ในบริเวณหนองน้ำบ้านหนองบัวใต้

ก่อนที่จะมาเริ่มเลี้ยงปลาทับทิมนั้นเป็นเกษตรกรอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งกระชังทั้งหมดเป็นกระชังของกลุ่มเลี้ยงปลากระชัง หมู่ที่ 2 บ้านหนองบัวใต้ โดยลุงเป็นคนดูแลการเลี้ยงปลาทับทิมเองทั้งหมด

สำหรับพื้นที่หนองน้ำบ้านหนองบัวใต้นั้นมีลักษณะเป็นสระน้ำใหญ่ มีน้ำอยู่ตลอดปี มีความอุดมสมบูรณ์มากจึงเหมาะแก่การเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาหรือเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นอย่างมาก

“สภาพพื้นที่เลี้ยงในหนองน้ำบ้านหนองบัวใต้นี้คล้ายบ่อปิดก็ว่าได้ เพราะน้ำที่อื่นจะไม่ไหลมา มีแต่น้ำในนาเวลาฝนตกลงมาเท่านั้น ปัญหาเรื่องโรคจึงมีน้อยมาก หรือถ้ามีก็คือปลาติดเชื้อมาจากที่อื่น

แต่อย่างในแม่น้ำเมื่อฝนตก โรคก็มาพร้อมกับน้ำในทันที จึงต้องคอยระวัง แต่ที่บริเวณหนองน้ำนี้เราไม่ต้องระวังอะไรมากเพราะน้ำที่ไหลลงมาได้ถูกกรองจากทุ่งนาจนใส แล้วจึงไหลลงสู่แหล่งน้ำของเรา” ลุงอูบกล่าว

ด้วยสภาพพื้นที่เป็นหนองน้ำปิดจึงต้องมีการติดตั้งเครื่องทำออกซิเจนไว้สำหรับปั่นให้ปลาได้ออกซิเจนในช่วงที่อากาศปิด หรือออกซิเจนในอากาศน้อย

ลุงอูบ กล่าวต่อว่า เทคนิควิธีการเลี้ยงระหว่างกระชังปลาในแม่น้ำกับกระชังในหนองน้ำนั้นไม่มีความแตกต่างกันมาก มีความคล้ายคลึงกัน แต่ที่นี่มีการให้ออกซิเจนด้วย เพราะความจำเป็นเพื่อไม่ให้ปลาขาดอากาศ ส่วนคุณนงลักษณ์นั้นไม่ต้องใช้ เพราะมีน้ำไหลอยู่ตลอดเวลา

ถ้าน้ำนิ่งแล้วอากาศบางครั้งมันปิด เมื่ออากาศปิด อากาศใต้น้ำมันไม่มี เมื่ออากาศใต้น้ำไม่มีปลาก็จะขึ้นมาลอยหัวแล้วก็ตายในที่สุด เราเลยต้องมีออกซิเจนตีให้ปลาในช่วงอากาศไม่ดี ค่าน้ำนั้นก็ไม่มีปัญหาสามารถเพาะเลี้ยงได้ดี

สำหรับอาหารที่ให้นั้น ลุงอูบให้อาหารปลาทับทิมวันละ 3 มื้อ คือ ช่วงเช้า เที่ยง เย็น แต่ในบางวันอาจให้ถึง 4 มื้อ โดยคอยสังเกตปลาระหว่างที่กินอาหารอยู่ตลอด ว่ามีความผิดปกติหรือไม่

“เราจะต้องขยันคอยสังเกตปลา เอาใจใส่ คอยดูแลมัน คอยดูพฤติกรรมปลาว่าเคยกินอาหารขนาดนี้ ทำไมวันนี้ถึงไม่กินอาหาร เป็นเพราะอะไร ปลาอาจขาดอากาศหรือปลาอาจจะป่วยจากโรคซึ่งการหัดเป็นคนช่างสังเกตนี้จะทำให้เรารู้ได้ว่าปลาผิดปกติอย่างไร จนสามารถแก้ปัญหาได้ทัน” ลุงอูบ กล่าวทิ้งท้าย

กำนันสุดใจ คำกว้าง เลขที่ 92/1 หมู่ที่ 2 ตำบลหนองบัวใต้ อำเภอเมือง จังหวัดตาก โทร. (089) 706-3680 กล่าวเพิ่มว่า สำหรับศูนย์เรียนรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หมู่ที่ 2 ตำบลหนองบัวใต้ อำเภอเมือง จังหวัดตาก นั้น เป็นศูนย์การเรียนรู้ประเภทเลี้ยงปลาในกระชังเพื่อส่งเสริมความรู้ให้แก่เกษตรกร

โดยใช้งบประมาณจากส่วนราชการ รวมถึงระดมทุนจากเกษตรกรภายในหมู่บ้านร่วมกันสร้างกระชังเพื่อเลี้ยงปลาทับทิมในหนองน้ำบ้านหนองบัวใต้ โดยรายได้ที่ได้จากการจับปลาทับทิมในแต่ละครั้งนั้นจะแบ่งให้กับสมาชิกที่ได้เข้าร่วมโครงการ พร้อมกับจ่ายค่าดูแลให้กับลุงอูบด้วย

ซึ่งในขณะนี้หนองน้ำบ้านหนองบัวใต้ได้รับการสนับสนุนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวประจำตำบลหนองบัวใต้ นอกจากนั้น ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของหนองน้ำจึงมีการให้เช่าคันเบ็ด รวมถึงเหยื่อตกปลาแก่นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชม ในราคาคันละ 10 บาท โดยหวังเพื่อส่งเสริมให้พื้นที่บริเวณนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวในวันหยุดพักผ่อนของชาวจังหวัดตากต่อไป

สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาวิธีการเลี้ยงหรือติดต่อสั่งซื้อปลาทับทิม สามารถติดต่อได้ที่ คุณนงลักษณ์ ศรีสุขโพธิ์ เลขที่ 150 หมู่ที่ 9 ตำบลวังหิน อำเภอเมือง จังหวัดตาก โทร. (090) 062-9399

พฤษภาคม 4, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

เจาะเคล็ดลับ การเลี้ยง “ปลาสลิด” เงินล้าน ของ “ปัญญา โตกทอง” ที่จังหวัดสมุทรสงคราม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05084151157&srcday=2014-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 587

เทคโนโลยีการประมง

ปรัชญา รัศมีธรรมวงศ์

เจาะเคล็ดลับ การเลี้ยง “ปลาสลิด” เงินล้าน ของ “ปัญญา โตกทอง” ที่จังหวัดสมุทรสงคราม

เหลืออีกไม่กี่วัน ก็จะสิ้นปีเก่า ก้าวเข้าสู่ปี 2558 ซึ่งเป็นยุคตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่มีการแข่งขันสูง หากใครปรับตัวไม่ได้ ก็คงอยู่รอดยาก เพื่อเตรียมความพร้อม เกษตรกรไทยให้ กล้า+เก่ง+แกร่ง พร้อมสู้ศึกในตลาดการค้าเสรีในอนาคต สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เปิดศูนย์บริการข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรเชื่อมเกษตรกรเข้าถึงข้อมูล ให้บริการรอบด้านครบวงจร ตอบสนองความต้องการผู้ใช้เตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

สศก. ติดอาวุธทางปัญญาให้เกษตรกร

ที่ผ่านมา สศก. ได้เปิดศูนย์บริการข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตร เพื่อให้บริการข้อมูลด้านเศรษฐกิจการเกษตรที่สำคัญระดับประเทศมาระยะหนึ่งแล้ว โดยศูนย์ดังกล่าวให้บริการข้อมูล ทั้งด้านองค์กร แผนปฏิบัติงาน ข้อมูลด้านนโยบายงานวิจัย การติดตามและประเมินผล ตลอดจนข้อมูลด้านราคาสินค้าเกษตร การพยากรณ์ การเตือนภัย การผลิต การตลาด การนำเข้า-ส่งออก ทั้งของพืช ปศุสัตว์ และประมง รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจและสังคมครัวเรือน เกษตรกรและข้อมูลแผนที่แสดงถึงความเหมาะสมในการผลิต เพื่อกำหนดเขตเศรษฐกิจสินค้าเกษตร

ขณะนี้ สศก. ได้เชื่อมโยงกับศูนย์บริการข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรไปยังระดับเขตและระดับเศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) ซึ่งเป็นเกษตรกรต้นแบบอาสาสมัครของ สศก. เพื่อเผยแพร่ข้อมูลด้านเศรษฐกิจการเกษตรอย่างเต็มรูปแบบให้เกษตรกรในพื้นที่ ให้เข้าถึงข้อมูล และสามารถใช้เป็นทางเลือกในการตัดสินใจทำการผลิตและการตลาด เช่น ข้อมูลราคา ต้นทุน การผลิต และข้อมูลแนวโน้มการตลาด เพื่อยกระดับรายได้ของเกษตรกรให้สูงขึ้น

คุณธวัชชัย ประยูรสิน ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เขต 10 จังหวัดราชบุรี เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรดำเนินการเปิดศูนย์บริการข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศบอ.) ในหลายพื้นที่ เช่น ที่จังหวัดนครปฐม เศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) คือ คุณสมบัติ เล็บครุฑ ณ บ้านเลขที่ 64 หมู่ที่ 10 ตำบลนิลเพชร อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม มีความเชี่ยวชาญ เรื่องการปลูกข้าว การค้าขาย การทำเกษตรแบบผสมผสาน ด้าน ศกอ. จังหวัดนครปฐม คือ คุณสุธรรม จันทร์อ่อน ณ บ้านเลขที่ 54 หมู่ที่ 10 ตำบลทุ่งขวาง อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม มีความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ผสมผสาน และปราชญ์ชาวบ้าน ส่วน ศกอ. จังหวัดสมุทรสงคราม คือ คุณปัญญา โตกทอง เลขที่ 43 หมู่ที่ 5 ตำบลแพรกหนามแดง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เจ้าของรางวัลมากมาย ปัจจุบัน เลี้ยงกุ้งธรรมชาติและเลี้ยงปลาสลิด

ฟาร์มปลาสลิดเงินล้าน ของ “คุณปัญญา โตกทอง”

สาเหตุที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเขต 10 ราชบุรี (สศข. 10) ได้เปิดตัวศูนย์บริการข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศบอ.) ที่บ้านของ คุณปัญญา โตกทอง ณ หมู่ที่ 5 ตำบลแพรกหนามแดง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม โทร. (083) 706-6006 เนื่องจากคุณปัญญา เป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง (smart farmer) ในเรื่องของการเลี้ยงปลาสลิดด้วยงานวิจัย เป็นเกษตรกรตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในเรื่องประสิทธิภาพการผลิตและผลตอบแทนจากการผลิตสูง

สมัยก่อนคุณปัญญาและเพื่อนเกษตรกรในชุมชนแห่งนี้เลี้ยงปลาแบบปล่อยตามธรรมชาติ ไม่มีการจดบันทึก ไม่มีเทคนิคการเลี้ยงที่เป็นแบบแผน แต่ภายหลังมีโอกาสเข้ารับการอบรมด้านงานวิจัย จึงได้นำความรู้ดังกล่าวมาปรับใช้ในชีวิตการทำงาน

คุณปัญญานำวิธีการบันทึกข้อมูลในงานวิจัยทุกขั้นตอน มาปรับใช้กับการเลี้ยงปลาสลิด รวมทั้งจดบันทึกค่าใช้จ่ายอย่างละเอียดในช่วงระยะเวลา 2 ปี จดบันทึกการเลี้ยงทุกขั้นตอน จนเข้าใจวิธีการเพาะฟักลูกปลาให้มีอัตราการรอดสูง วิธีการให้อาหารที่เหมาะสมกับปลาแต่ละช่วงวัย วิธีการดูแลให้ปลาแข็งแรงปลอดโรค วิธีลดปริมาณศัตรูปลาที่แย่งอาหาร และนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้วางแผนการเลี้ยงปลาอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้มีผลผลิตเพิ่มและรายได้เพิ่ม โดยมีผลตอบแทนสูงถึง 1,112,500 บาท ต่อพื้นที่ 30 ไร่ ในเวลา 10 เดือน และเมื่อเทียบกับการเลี้ยงปลาปกตินั้น ได้รับเพียง 600,000 บาท เท่านั้น

คุณปัญญาเล่าว่า ผมเกิดและเติบโตในครอบครัวเกษตรกร เรียนจบแค่ ป.4 พ่อแม่เลี้ยงกุ้งในนาเป็นอาชีพ สมัยเด็กๆ ก็เคยช่วยพ่อแม่เลี้ยงกุ้ง หลังแต่งงาน ก็แยกตัวออกมาทำกิจการนากุ้งเป็นของตัวเอง แต่เจอปัญหาอุปสรรคบางประการทำให้ต้องหยุดการเลี้ยงกุ้งช่วงหนึ่ง ช่วงประมาณปี 2537 ผมเห็นเพื่อนบ้านเลี้ยงปลาสลิดในพื้นที่นาข้าวได้ผลกำไรงาม จึงตัดสินใจเลี้ยงปลาสลิด บนเนื้อที่ 30 กว่าไร่ เนื่องจากอ่อนประสบการณ์ทำให้ประสบปัญหาทุนหายกำไรหด ปีแรกมีรายได้เลี้ยงครอบครัวเพียงแค่ 50,000 บาท เท่านั้น

แม้ธุรกิจจะล้มลุกคลุกคลานในปีแรก แต่คุณปัญญาก็ไม่ท้อถอย ใช้วิธีการศึกษาปัญหา หาวิธีการแก้ปัญหาโดยใช้ภูมิปัญญา ใช้ความรู้ จากวิถีชีวิตชาวบ้านมาพัฒนาวิธีการเลี้ยงและดูแลปลาสลิดที่เป็นรูปแบบของตัวเอง โดยใช้หลักการเลี้ยงปลาตามหลักธรรมชาติแบบง่ายๆ คือ ฟันหญ้าเป็นอาหารเลี้ยงปลา ปรากฏว่าได้ผลผลิตที่ดีแถมมีต้นทุนต่ำ ฟาร์มเลี้ยงปลาแห่งนี้จึงเริ่มมีผลกำไรเป็นกอบเป็นกำไรในปีที่ 3 ในวงเงินกว่า 300,000 บาท ปีที่ 4 รายได้เพิ่มขึ้นกว่า 600,000 บาท และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทะลุหลักล้านจนถึงปัจจุบัน

เคล็ดลับการเลี้ยง ให้ “ปลาสลิด” มีความสุข

ฟาร์มแห่งนี้ เน้นการเลี้ยงและดูแลปลาสลิดแบบธรรมชาติ ก่อนเลี้ยง ต้องตากบ่อ ประมาณ 45 วัน เพื่อฆ่าเชื้อโรคก่อนปล่อยปลาเข้าเลี้ยงในบ่อ แต่ละบ่อมีความกว้าง ประมาณ 1.5-2 เมตร ระดับความลึก 1-1.2 เมตร สามารถเก็บกักน้ำได้ 50-70 เซนติเมตร ระดับน้ำในบ่อสูงประมาณ 30-50 เซนติเมตร

ที่นี่ปล่อยให้ต้นหญ้าขึ้นหนาแน่นบริเวณขอบบ่อเลี้ยงปลา เพื่อใช้เป็นที่ก่อหวอดและวางไข่ของปลาสลิด แล้วต้นหญ้ายังมีประโยชน์ เป็นที่หลบภัยของลูกปลาวัยอ่อนจากศัตรู ยังสามารถใช้ต้นหญ้ามาหมักในแปลงนาก่อนเพาะฟัก ประมาณ 2-3 สัปดาห์ เพื่อแก้ปัญหาความเป็นกรดของน้ำ ข้อดีประการต่อมาคือ ปลาสลิด อายุราว 20 วัน คุณปัญญาสามารถใช้ต้นหญ้าเป็นอาหารเลี้ยงปลาได้อีกทางหนึ่ง โดยจะฟันหญ้าอ่อนให้ลูกปลากินทุกๆ 15 วัน จนกระทั่งลูกปลาอายุประมาณ 4 เดือน สำหรับปลาสลิดที่อายุ 3 เดือน คุณปัญญาจะให้หญ้าอ่อน ควบคู่กับอาหารเม็ดสำเร็จรูป โดยทำยอเป็นที่ให้อาหาร ในอัตรา 2% ของน้ำหนักตัว เพียงวันละ 1 ครั้ง ในช่วงเช้า

คุณปัญญาบอกว่า ควรให้อาหารปลาสลิดอย่างถูกวิธี การให้อาหารปลาแต่ละครั้งควรจดบันทึกปริมาณอาหารที่ให้ปลา และคอยสังเกตว่า ปลากินอาหารหมดช่วงเวลาไหน ถ้าปลาสลิดกินหมดช่วงเวลาเย็น แสดงว่าอาหารพอดีกับความต้องการของปลา หากปลาสลิดกินอาหารหมดเร็ว แสดงว่าอาหารไม่พอ ควรเพิ่มปริมาณอาหารอย่างเหมาะสม

วิธีการบันทึกการให้อาหารปลาสลิดของคุณปัญญา คือเมื่อปลาสลิดมีอายุได้ 3 เดือน จะใช้วิธีการจับปลาแบบยกยอ ทุกๆ 15-20 วัน จนกว่าจะจับขาย เพื่อตรวจสอบดูว่า 1 กิโลกรัม มีปลากี่ตัว และใน 1 บ่อ มีปลากี่ตัว เพื่อเป็นการคำนวณน้ำหนักของปลาที่เลี้ยงในบ่อทั้งหมด ก่อนที่จะนำมาคำนวณหาอัตราส่วนการแลกเนื้อของปลา และอาหาร รวมทั้งคำนวณต้นทุนกำไร

สูตรการคำนวณต้นทุนการเลี้ยงปลาของคุณปัญญา คือใช้อาหารในการเลี้ยงปลา 87,750 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 10 บาท ค่าอาหาร 877,500 บาท ขายปลาได้ 48,750 กิโลกรัม แสดงว่าอัตราการแลกเนื้อและอาหารคือ 1:1.8 กิโลกรัม ส่วนการคำนวณต้นทุนและกำไร ในการเลี้ยงปลาสลิด ให้เอาน้ำหนักปลาที่จับได้คูณราคาขายที่กิโลกรัมละ 50 บาท พบว่าขายได้ 2,437,500 บาท หักค่าต้นทุนค่าอาหารจะเหลือเงิน 1,560,000 บาท จากนั้นนำค่าใช้จ่ายต่างๆ มาหัก จะได้ตัวเลขที่เป็นกำไรสุทธิ

“เกษตรกรที่เลี้ยงปลาสลิดในชุมชนแห่งนี้จะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันตลอด เน้นเลี้ยงปลาสลิดแบบธรรมชาติ เลี้ยงในปริมาณที่ไม่หนาแน่น เพื่อให้ปลาเจออากาศบริสุทธิ์ ผมเน้นเลี้ยงปลาสลิดทุกตัวให้มีความสุข เพื่อให้เกิดสารความสุขอยู่ในตัวปลา คนกินปลาก็จะมีความสุขไปด้วย” คุณปัญญากล่าว

ตลาดปลาสลิด

ปลาสลิดของฟาร์มแห่งนี้ หลังจากเลี้ยงเป็นระยะเวลา 9 เดือน จะมีพ่อค้าจากสมุทรปราการ สุพรรณบุรี สมุทรสงคราม มาเหมาบ่อจับปลา โดยใช้วิธีเปิดอวนออกเช่นเดียวกับการจับกุ้ง สามารถช่วยไม่ให้ตัวปลาบอบช้ำและขายได้น้ำหนักดี โดยปลาสลิดที่จับได้ส่วนใหญ่จะมีน้ำหนักประมาณ 7-8 ตัว/กิโลกรัม นอกจากผลิตขายในประเทศแล้ว ส่วนหนึ่งยังส่งออกไปขายในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม กัมพูชา อีกด้วย

คุณปัญญา กล่าวถึงบทบาทของตัวเองในฐานะเป็นเกษตรกรต้นแบบอาสาสมัครของ สศก. ว่า ผมรู้สึกยินดีที่สามารถเป็นต้นแบบให้เกษตรกรรายอื่นได้ ผมใช้บ้านเป็นศูนย์ให้บริการข้อมูลข่าวสาร ความเคลื่อนไหวด้านการเกษตรที่สำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ สามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนการผลิตและการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

หากใครมีเวลาว่างสามารถแวะเข้ามาเยี่ยมชมหรือพูดคุยเรื่องการเลี้ยงปลาสลิดได้ทุกวัน คุณปัญญายินดีถ่ายทอดความรู้แก่เพื่อนเกษตรกรที่สนใจทุกคน หรือโทรศัพท์พูดคุยกับ คุณปัญญา โตกทอง ได้โดยตรงที่ โทร. (083) 706-6006

พฤษภาคม 4, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

นวพล ชาวแกลง ทิ้งกุ้ง มาเลี้ยงปูดำ ทำเงิน…ที่จันทบุรี

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05087011157&srcday=2014-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 586

เทคโนโลยีการประมง

มนัส ช่วยบำรุง

นวพล ชาวแกลง ทิ้งกุ้ง มาเลี้ยงปูดำ ทำเงิน…ที่จันทบุรี

ปูดำ เป็นสัตว์เศรษฐกิจอีกประเภทหนึ่งที่เกษตรกรนิยมเลี้ยงอยู่ในขณะนี้ ด้วยราคาที่สูง ไม่ต่ำกว่า กิโลกรัมละ 300 บาท หากขึ้นภัตตาคารแล้วจะมีราคาที่สูงกว่านี้มาก รวมทั้งยังเพาะเลี้ยงได้ง่าย ไม่ต้องดูแลมากเป็นพิเศษเหมือนสัตว์น้ำชนิดอื่น

นอกจาก ปูดำ เป็นสัตว์เศรษฐกิจที่มีราคาแพงแล้ว ปูดำยังสามารถจำหน่ายแยกได้ทั้งปูเนื้อ ปูไข่ โดยเฉพาะปูไข่นั้นมีราคาที่สูงกว่าปูเนื้อมาก ปัจจุบัน ยังมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ปูดำจึงเป็นสัตว์น้ำที่ดึงดูดให้เกษตรกรหลายรายตัดสินใจเพาะเลี้ยงเป็นอาชีพเสริม

คุณนวพล ชาวแกลง เกษตรกรเลี้ยงปูดำ อยู่บ้านเลขที่ 29 ซอย 11 ถนนชวณะอุทิศ อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี เป็นหนึ่งในเกษตรกรที่เลี้ยงปูดำและประสบความสำเร็จ โดยปัจจุบันมีบ่อเลี้ยงปูดำอยู่ที่บ้านหนองชิ่ม อำเภอแหลมสิงห์

คุณนวพล เล่าให้ฟังว่า ก่อนเริ่มเลี้ยงปูดำนั้น ได้ทำธุรกิจเลี้ยงกุ้งขาวอยู่ก่อนแล้วเป็นเวลานานกว่า 10 ปี

ภายหลังประสบปัญหากุ้งติดเชื้อจากโรค Ems ทำให้ได้หยุดเลี้ยงกุ้งขาวไป

จากการประสบปัญหากุ้งติดโรค ควบคุมอัตราการตายของกุ้งยากขึ้น ทำให้คุณนวพลรวมถึงเกษตรกรเลี้ยงกุ้งรายอื่นหันไปประกอบอาชีพอื่น เกษตรกรบางรายในท้องถิ่นผันตัวเองมาเลี้ยงปูเช่นเดียวกับคุณนวพล

คุณนวพล กล่าวต่อว่า คนแถวนี้จะเลิกเลี้ยงกุ้งกันหมดแล้ว เพราะโรค Ems เป็นโรคที่ไม่มีวิธีแก้ สมัยก่อนโรค Ems นี้ยังดีถ้าหยุดอาหารทิ้งไว้มันก็ยังเหลือบ้าง แต่เดี๋ยวนี้กุ้งตายเรื่อยๆ เลย

โรค Ems หรือโรคกุ้งตายด่วน ทำให้คุณนวพลต้องหยุดธุรกิจเลี้ยงกุ้งขาวไว้ก่อน แล้วมองหาอาชีพเสริมชนิดอื่นที่สามารถทำได้ในบ่อที่เคยใช้เลี้ยงกุ้งมาก่อน ผนวกกับช่วงนั้นบ่อว่างจึงมองหาสัตว์น้ำที่สามารถเลี้ยงได้ในระหว่างที่มีปัญหากุ้งติดโรค Ems นี้อยู่

พลิกวิกฤต

เป็นโอกาสด้วยปูดำ

จากความรู้ที่มีเมื่อครั้งยังเลี้ยงกุ้งขาวอยู่ รวมถึงบ่อเลี้ยงที่ยังคงว่าง ทำให้คุณนวพลเลือกเลี้ยงปูดำ เนื่องจากลูกพันธุ์ปูดำมีอยู่มากในท้องถิ่นบ้านหนองชิ่ม

“เริ่มทดลองนำปูดำมาปล่อยลงในบ่อกุ้ง โดยมีพื้นที่ประมาณ 30 ไร่ เลี้ยงปูดำ จำนวน 3 บ่อ บ่อละประมาณ 3 ไร่ โดยทั้ง 3 บ่อนี้ เป็นบ่อเลี้ยงกุ้งเก่าทั้งหมด ที่เลี้ยงอยู่ตอนนี้เป็นปูดำทั้งหมด เลี้ยงปล่อยแบบธรรมชาติไม่ได้ใช้อาหารพิเศษอะไร

ปูดำเพิ่งมาลงได้ประมาณ 2 เดือน สำหรับลูกพันธุ์ปูที่ใช้ได้มาจากคนในท้องถิ่นดักมาขาย เหมือนสั่ง 1 ครั้ง ก็แล้วแต่เขาเอามาขายให้ จำนวนที่รับซื้อลูกปูดำมาเพาะต่อนั้นไม่แน่นอน เหมือนตอนลงทุนทำ เสียค่าลูกปู ตัวละ 4 บาท จะมากจะน้อยแล้วแต่จำนวนที่เขาให้

บางวันอาจมีมาขายให้เป็น 100 ตัว แต่บางวันก็ไม่ได้ซื้อลูกพันธุ์ปูดำเลยก็มี เขาไปดักมาจากในคลอง ดักธรรมชาติแล้วจึงนำมาขายต่อให้เรา” คุณนวพล กล่าว

เลี้ยงปูดำตามธรรมชาติ

“ปูดำ ที่เลี้ยงเป็นแบบธรรมชาติเลี้ยงปนกับปลาหมอเทศ ไม่ต้องให้เหยื่อมาก โดย 1 อาทิตย์ จะให้อาหารปูดำเพียง 2 วันเท่านั้น อาหารที่ให้นั้น เป็นพวกปลาเป็ด ปลาเหยื่อ สาดให้ทั่วบ่อ ไม่ได้ใช้อาหารเม็ดหรืออาหารชนิดอื่นให้” คุณนวพล กล่าว

การเลี้ยงแบบธรรมชาติ ปล่อยให้ปูอยู่ในบ่อ คอยให้แต่เพียงอาหารเท่านั้น จึงทำให้คุณนวพลสามารถประหยัดต้นทุนไปได้มาก

คุณนวพล กล่าวต่อว่า “ปูดำ ในบางครั้งเดินขึ้นมาจากบ่อเลี้ยง เราจึงต้องปล่อยให้หญ้าขอบบ่อสูงไว้ เพื่อกันไม่ให้ปูดำเดินขึ้น หากไม่มีหญ้าบริเวณขอบบ่อจะทำให้ปูเดินขึ้นได้ง่าย ปูดำที่เราปล่อยมีตัวขนาดเล็ก ประมาณ 2-3 นิ้ว ใช้ระยะเวลาประมาณ 2-3 เดือน ก็สามารถวางหับจับไปจำหน่ายได้แล้ว”

การเลี้ยงปูดำในรูปแบบธรรมชาตินี้ ทำให้คุณนวพลสามารถสร้างรายได้เสริมหลังจากหยุดเลี้ยงกุ้ง แม้มีกำไรไม่สูงมากเหมือนกุ้ง แต่สามารถทดแทนรายได้ที่หายไปได้ส่วนหนึ่ง

สำหรับการจับปูไปจำหน่ายนั้น คุณนวพลใช้ “หับ” (อุปกรณ์จับปู) ในการจับปูดำ โดยใส่เหยื่อไว้ แล้วนำไปหย่อนลงในบ่อเลี้ยงปู ซึ่งปูจะเข้ามากินเหยื่อภายในหับแล้วติดอยู่ในหับนั้น จึงสามารถนำปูขึ้นจากบ่อได้

“เวลามีพ่อค้ามาสั่งซื้อ เราจะดักไปขายที่เขารับซื้ออีกทีหนึ่ง เราไม่ได้ดูดน้ำแห้งเหมือนกุ้ง แต่ใช้หับโยนเอา เหมือนไปขายครั้งหนึ่งกำไรที่ได้ก็แล้วแต่เรา กำไรไม่แน่นอน ถ้าขยันดักหน่อยก็ได้กำไรมาก กำไรที่ได้ประมาณ วันละ 1,000 บาท แล้วแต่จำนวน ถ้าลงปูเยอะก็ได้มาก ถ้าประมาณช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ปูจะมีราคาแพงมาก”

เจ้าของบ่อเลี้ยงปูดำบอกว่า ปูก้ามจะขายได้ประมาณ กิโลกรัมละ 600 บาท ส่วนปูไข่จะมีราคาที่สูงมากกว่าปูก้าม จึงขายแยกกัน ใช้วิธีการสังเกตที่จับปิ้งของปู ซึ่งปูตัวผู้จะมีจับปิ้งที่เรียวเป็นสามเหลี่ยมแหลม ส่วนปูตัวเมียจะมีจับปิ้งที่มีลักษณะใหญ่เป็นครึ่งวงกลม ซึ่งภายในจะมีไข่อยู่ ตลาดค้าปูช่วงหน้าฝนจะไม่ค่อยดี แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าร้อนราคาจะดีมาก” คุณนวพล กล่าว

เลี้ยงปูดำ

มีความเสี่ยงหรือไม่

“เลี้ยงปูนั้นมีความเสี่ยงบ้าง ปูที่เลี้ยงไว้ในบางครั้งติดเห็บเหาของพวกสัตว์น้ำ โดยจะตายเพียงตัวเดียว ไม่ได้ตายทั้งบ่อ ปูที่เลี้ยงไว้นั้นเลี้ยงรวมอยู่กับปลาหมอเทศ เลี้ยงไว้ตามธรรมชาติพร้อมกับปู จึงมีการแย่งกินอาหารกันบ้างในบางครั้ง เรื่องค่าน้ำในบ่อเลี้ยงนั้นไม่ต้องเป็นห่วงมาก เพราะปูดำมีความอดทนสูง แม้จะนำมาเลี้ยงในบ่อกุ้งก็ตาม ไม่ต้องตีน้ำ ปล่อยอย่างเดียวรอวันเก็บ ค่าน้ำอาจจะมีผลถ้าเราปล่อยหนาแน่น”

ปูดำ มีปัญหาการกินกันเองบ้างเวลาที่ปูลอกคราบ ตัวเมียจะกินตัวผู้ เราป้องกันโดยการแยกบ่อตัวผู้กับตัวเมียไว้ตั้งแต่ช่วงแรก เพื่อป้องกันปัญหาการกินกันเอง (คุณนวพล บอก)

บ่อปูดำของคุณนวพลนี้จะมีการถ่ายน้ำเข้า-ออก บ้าง ประมาณ 15 วัน ต่อครั้ง ซึ่งจะใช้ช่วงที่เป็นหัวน้ำ (น้ำสูง) ถ่ายน้ำในบ่อทั้งหมดเพื่อรักษาความสะอาดภายในบ่อ

การเลี้ยงปูดำในบ่อกุ้งนี้จึงเป็นตัวอย่างเล็กๆ ให้แก่เกษตรกรเลี้ยงกุ้งที่กำลังประสบปัญหากุ้งติดโรค Ems แล้วหยุดเลี้ยงไป ปล่อยบ่อไว้ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ได้หันมาเลี้ยงปูดำแทนที่ด้วยความเสี่ยงที่น้อยกว่า รวมถึงปูดำสามารถจับขายได้ทุกวันเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร ปูดำจึงเป็นสัตว์น้ำชนิดหนึ่งที่น่าสนใจเลี้ยงภายใต้วิกฤติโรค Ems นี้

สำหรับผู้สนใจ สอบถามเทคนิควิธีการเลี้ยงปูดำในบ่อกุ้ง ติดต่อได้ที่ คุณนวพล ชาวแกลง โทร. (081) 292-3156

มีนาคม 31, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ปลาเวียน กรมประมง เพาะได้แล้ว

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05073151057&srcday=2014-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 585

เทคโนโลยีการประมง

ปลาเวียน กรมประมง เพาะได้แล้ว

ปลาเวียน จัดเป็นปลาน้ำจืดของไทยที่หายากและใกล้สูญพันธุ์ มีขนาดโดยเฉลี่ยประมาณ 40-50 เซนติเมตร นอกจากจะเป็นปลาที่มีรสชาติอร่อย ปลาเวียน ยังจัดเป็นปลาสวยงามที่หายากและมีราคาแพง

ปัจจุบัน พบว่า ปลาชนิดนี้มีจำนวนลดน้อยลงมาก…

สาเหตุเกิดจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลง ไม่เอื้ออำนวยต่อการขยายพันธุ์ปลาเวียนในธรรมชาติ หรือการจับปลาเวียนขึ้นมาใช้ประโยชน์จำนวนมาก จนส่งผลให้ธรรมชาติไม่สามารถผลิตลูกพันธุ์ได้ทันต่อความต้องการ

นายนพดล ภูวพานิช ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด กล่าวว่า ปลาเวียนเป็นปลาน้ำจืดที่จัดอยู่ในวงศ์ปลาตะเพียน รูปร่างคล้ายกับปลาตะเพียน แต่ลำตัวจะยาวและมีสีสันที่สะดุดตากว่า

โดยลำตัวจะมีสีฟ้าอมเขียว บริเวณส่วนหลังจะมีสีเขียวเข้ม หัวมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับลำตัว มีหนวดยาวอยู่ตรงบริเวณจะงอยปากและมุมปาก

ทั้งนี้ ปลาเวียนจะมีลักษณะคล้ายปลาพลวง ซึ่งถ้ามองเผินๆ จะมีลักษณะเหมือนกันมาก

วิธีที่ใช้จำแนกตระกูลปลาเวียนและปลาพลวงนั่นก็คือ การสังเกตแผ่นปิดใต้คาง (medien lope) ปลาเวียนจะมีแผ่นปิดใต้คาง แต่ปลาพลวงจะไม่มี

นายนพดล กล่าวอีกว่า ปลาเวียนอาศัยอยู่ในบริเวณน้ำตก ห้วย และแหล่งน้ำที่ใสสะอาด เช่น ในต้นแม่น้ำเพชรบุรี อ่างเก็บน้ำเขื่อนแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี แม่น้ำไทรโยกน้อย จังหวัดกาญจนบุรี แม่น้ำปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน อ่างเก็บน้ำเขื่อนรัชประภา จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ปกติปลาชนิดนี้ชอบอาศัยอยู่บริเวณต้นน้ำบนเทือกเขา เมื่อถึงฤดูฝนถึงจะอพยพย้ายถิ่นลงมาทางปากน้ำ

“หลังจากการสำรวจแล้วพบว่า จำนวนปลาเวียนในธรรมชาติลดน้อยลงจนใกล้สูญพันธุ์ กรมประมง โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเพชรบุรี จึงได้ดำเนินการศึกษาวิจัยเพาะขยายพันธุ์ปลา โดยเริ่มตั้งแต่การรวบรวมพ่อแม่พันธุ์ปลาเวียนจากธรรมชาติ วิธีการเพาะขยายพันธุ์ การอนุบาล รวมถึงรูปแบบการเลี้ยงเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาให้เป็นการเลี้ยงเชิงเศรษฐกิจ” นายนพดลกล่าว

ขณะที่ น.ส. สุภาพร มหันต์กิจ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเพชรบุรี กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากที่ศูนย์ได้รวบรวมพันธุ์ปลาเวียนจากแหล่งน้ำธรรมชาติ จะนำพ่อแม่พันธุ์ปลามาเลี้ยงในบ่อน้ำหมุนเวียนระบบปิด โดยมีการจัดระบบน้ำภายในให้มีการไหลเวียนตลอดเวลาเพื่อให้คล้ายการไหลของน้ำตามลำธารต้นน้ำ

โดยวิธีในการเพาะขยายพันธุ์ที่ทางศูนย์ใช้จะมี 2 วิธี คือ การเพาะพันธุ์แบบกึ่งธรรมชาติ และการเพาะพันธุ์โดยวิธีฉีดฮอร์โมนผสมเทียม

รักษาการ ผอ. ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเพชรบุรี กล่าวต่อไปว่า การเพาะพันธุ์แบบกึ่งธรรมชาติ โดยการปรับสภาพแวดล้อมภายในบ่อเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ให้คล้ายคลึงกับสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติมากที่สุด รวมถึงการให้วิตามินเสริมในอาหารสำหรับเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ และตรวจสอบความสมบูรณ์เพศของพ่อแม่พันธุ์ปลาในระหว่างเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์

เมื่อพบว่าพ่อแม่พันธุ์ปลาเวียนสามารถเพาะพันธุ์และวางไข่ได้ โดยการสังเกตพบว่าแม่พันธุ์ปลาเวียนที่สมบูรณ์เพศพร้อมสำหรับการเพาะพันธุ์จะสลัดไข่ออกมา ดังนั้น เมื่อพบว่าแม่ปลามีพฤติกรรมดังกล่าว จะนำมารีดไข่โดยการรีดเบาๆ หากไข่ไหลให้รีดต่อ แต่หากรีดแล้วมีเลือดไหลให้หยุดรีดทันที

จากนั้น นำไข่ที่รีดได้ผสมกับน้ำเชื้อของปลาเพศผู้ แล้วโรยบนแผงฟักไข่ที่ใช้มุ้งฟ้าขนาดช่องตา 16 ซึ่งวางภายในบ่อที่มีระดับน้ำประมาณ 25 เซนติเมตร เปิดน้ำไหลผ่าน 1 ลิตร ต่อนาที

ไข่จะเริ่มฟักเป็นตัว ใช้เวลาประมาณ 72-96 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ 21-27 องศาเซลเซียส

ส่วนวิธีการเพาะพันธุ์โดยวิธีฉีดฮอร์โมน รักษาการ ผอ. ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเพชรบุรี อธิบายว่า จะฉีดต่อมใต้สมองปลาไนให้แม่พันธุ์ 2 ครั้ง จากนั้นนำมารีดไข่ นำไข่ที่รีดได้มาผสมกับน้ำเชื้อ แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด

จากนั้นนำไข่ที่ได้ไปฟักในระบบเดียวกับการเพาะพันธุ์แบบกึ่งธรรมชาติ การเพาะพันธุ์ปลาเวียนพบว่า มีอัตราการปฏิสนธิระหว่าง 87.06-99.0 เปอร์เซ็นต์ อัตรารอด 94.16-95.40 เปอร์เซ็นต์

ปัจจุบันทางศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเพชรบุรีมีพ่อแม่พันธุ์ปลาเวียน จำนวน 85 ตัว สามารถเพาะขยายพันธุ์ลูกปลาเวียน ขนาด 1 นิ้ว ได้ประมาณ 20,000-30,000 ตัว ต่อปี

“ซึ่งแน่ใจได้ว่า ปลาเวียน จะไม่สูญพันธุ์แน่นอน แต่สิ่งสำคัญอยากขอให้ประชาชนร่วมมือกันสอดส่องดูแลสัตว์น้ำชนิดต่างๆ ในธรรมชาติ เพื่อเป็นการช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ ช่วยกันคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับระบบนิเวศเพื่อให้สัตว์น้ำได้ใช้เป็นแหล่งเพาะขยายพันธุ์สืบต่อไป” รักษาการ ผอ. ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเพชรบุรี กล่าว

สำหรับท่านใดที่สนใจศึกษาวิธีการเพาะขยายพันธุ์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือติดต่อขอศึกษาดูงานได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเพชรบุรี โทร. (032) 416-521-2 หรือสำนักวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด โทร. (02) 579-0562

มีนาคม 13, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

หอยนางรมอีแปะ อาชีพสร้างเงิน ของ ลุงแขก ที่ท่าแฉลบ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05074151057&srcday=2014-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 585

เทคโนโลยีการประมง

มนัส ช่วยบำรุง

หอยนางรมอีแปะ อาชีพสร้างเงิน ของ ลุงแขก ที่ท่าแฉลบ

หอยนางรม ยังคงเป็นอาหารทะเลที่น่ากิน หากนำขึ้นภัตตาคารอาจมีราคาสูงกว่าร้อยบาท แต่รู้หรือไม่ ก่อนที่จะมาเป็นหอยนางรมให้กินกันนั้น ต้องผ่านขั้นตอนการเลี้ยงที่อาศัยทั้งฝีมือและการทุ่มเทจนกว่าจะได้หอยนางรมมากคุณภาพเยี่ยมมาสู่ผู้บริโภค

…แต่ทั้งนี้ หนึ่งในขั้นตอนสำคัญของการเลี้ยงหอยนางรมเพื่อการค้า คือการจัดหาลูกหอยนางรมคุณภาพมาเพาะเลี้ยง

ดังนั้น อาชีพการเพาะลูกหอยนางรมจำหน่าย จึงเป็นอีกหนึ่งห่วงโซ่ที่สำคัญในอาชีพการเลี้ยงหอยนางรม

คุณประพัตร วงเวียน หรือ ลุงแขก เกษตรกรเลี้ยงหอยนางรม อยู่บ้านเลขที่ 153/10 หมู่ที่ 3 ตำบลจันทนิมิต อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี เป็นหนึ่งในเกษตรกรที่ยึดอาชีพการเพาะลูกหอยนางรมจำหน่าย

โดยลูกหอยนางรมที่เพาะจำหน่าย ภาษาคนเพาะเลี้ยงจะเรียกว่า หอยนางรมอีแปะ

ลุงแขกเล่าว่า “สาเหตุที่เริ่มทำธุรกิจเลี้ยงหอยนางรมอีแปะขายนั้น เนื่องจากในสมัยก่อนประกอบอาชีพพ่อค้าพลอย อยู่ที่ตลาดพลอยเมืองจันท์

แต่ภายหลังประสบปัญหาพลอยขาดตลาด พลอยมีน้อย จึงได้เลิกล้มอาชีพพ่อค้าพลอยไป ผนวกกับในขณะนั้นพี่สาวได้เลี้ยงหอยนางรมอีแปะขายอยู่ก่อนแล้ว มีรายได้ดี ตนเองมองว่ามันมีลู่ทางทำธุรกิจ จึงตัดสินใจลองเริ่มทำหอยนางรมอีแปะดู

ด้วยความมานะไม่ยอมแพ้แก่โชคชะตา พร้อมกับความขยันของลุงแขก จึงเริ่มทดลองเลี้ยงหอยนางรมอีแปะ ณ บริเวณ บ้านท่าแฉลบ ตำบลบางกะจะ อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี

“ผมเริ่มต้นลงทุนครั้งแรกไม่มากนัก ประมาณ 40,000 พวง พวงละ 40 สตางค์ ลงจำนวนไม่กี่หมื่นพวง ทดลองลงก่อน ถ้าว่าดีพอ มีกำไรจริง เราก็ขยายขึ้นเป็นแสนพวง สำหรับในปัจจุบันนี้ทำอยู่ ประมาณ 200,000 พวงแล้ว” ลุงแขกกล่าว

ด้วยสภาพน้ำและความอุดมสมบูรณ์บริเวณอ่าวบ้านท่าแฉลบ ซึ่งมีธาตุอาหารที่สำคัญให้ลูกหอยนางรมได้กิน ทำให้ชาวบ้านเลือกผูกร้านหอยนางรมในบริเวณนี้

โดยในบริเวณอ่าวบ้านท่าแฉลบนี้มีเกษตรกรเพาะเลี้ยงลูกหอยนางรมอีแปะส่งขายให้กับเกษตรกรที่มารับหอยนางรมไปเลี้ยงต่อในพื้นที่อื่นนับกว่า 20 ราย

การเลี้ยงหอยนางรมอีแปะถือเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านชนิดหนึ่งที่ชาวบ้านได้เรียนรู้ในการผลิตเชื้อหอยหรือให้หอยมาเกาะกับแป้นปูนที่ผูกไว้เป็นราวแขวนบนไม้ไผ่ จนสามารถขายลูกพันธุ์หอยนางรมเป็นรายได้หลักได้เลยทีเดียว

“ปีที่แล้วราคาดีมาก ใช้ได้เลย ได้กำไร มีกำไรกิน แต่ปีนี้กำไรเท่าทุน ถือว่าบุญแล้ว ขายไม่ค่อยออก เนื่องจากเขาลงกันมาก ทำกันเยอะ เขาเห็นว่าปีที่แล้วมันได้กำไร เลยลงกันเยอะ มันเลยขายไม่ออก

เกษตรกรต้องตกลงราคากันเอง ไม่อย่างนั้นมาแย่งลูกค้ากัน ทำให้ลูกหอยที่เพาะไว้ไม่สามารถจำหน่ายแก่เกษตรกรที่มารับช่วงเลี้ยงต่อได้ ตอนนี้ราคาอยู่ที่ 60 สตางค์ ต่อ 1 เส้น คัดเฉพาะสวยๆ ราคา 60 สตางค์ โดยใน 1 พวง จะมีทั้งหมด 10 เส้น” ลุงแขกกล่าว

หอยนางรมอีแปะ มีเทคนิควิธีการทำอย่างไร

การทำอีแปะหอยนางรมนั้น ลุงแขกเล่าให้ฟังว่า “อีแปะหอยเป็นปูนซีเมนต์ผสมทราย แล้วนำมาหยอดลงบนเชือก หยอดสลับกันฝั่งละ 5 ลูก ใน 1 เส้น จะมีเม็ดอีแปะอยู่ 10 เม็ด

มีลักษณะเป็นแป้นปูนกลมๆ เรานำมาแขวนเพาะเชื้อ แต่เราไม่ได้ทำเอง ไปซื้อมาจากบ้านพังราด ซึ่งจะมีอีแปะหอยนางรมขายอยู่เป็นจำนวนมาก”

สำหรับพวงอีแปะนั้นจะมีทั้งหมด 10 เส้น แขวนไว้บนราวไม้ไผ่ ซึ่งมีการผูกหลักยึดกับร้านไม้ไผ่เป็นรูปแบบสี่เหลี่ยมแล้วนำไม้ไผ่มาพาดเป็นราวสำหรับใช้แขวนเชื้อหอยนางรมอีกทีหนึ่ง

ลุงแขกเล่าต่อว่า…

“สำหรับการเริ่มลงเชื้อหอย (เริ่มทำร้านแขวนอีแปะ) จะอยู่ในราวเดือนกันยายน-ตุลาคม หรือช่วงปีใหม่ซึ่งจะเป็นช่วงที่เชื้อหอยเริ่มเข้ามาในช่วงฤดูกาลนี้ ชาวบ้านที่เลี้ยงหอยนางรมก็จะถือโอกาสลงร้านหอยใหม่กัน ซึ่งใน 1 ปี จะสามารถทำได้เพียง 1 ครั้ง เท่านั้น

เมื่อนำพวงอีแปะมาแขวนบนราวไม้ไผ่แล้วนั้น เชื้อหอยนางรมจะมาจับที่ตัวอีแปะเองตามธรรมชาติ โดยใช้ระยะเวลา ประมาณ 2-3 เดือน จึงเริ่มนำขึ้นขายได้ โดยลูกหอยนางรมที่นำขึ้นขายจะมีขนาดเล็กประมาณเล็บมือเท่านั้น”

ลุงแขกเล่าถึง “เทคนิควิธีการเลี้ยงหอยนางรมอีแปะมีไม่มากนัก เพียงแค่เลี้ยงตามธรรมชาติ เชื้อหอยจะเข้ามาติดเอง เราเพียงแค่แขวนแป้นปูน หรืออีแปะไว้ เชื้อหอยก็จะเข้ามาเกาะเอง

สาเหตุที่ลุงแขกเลือกใช้แป้นปูน หรืออีแปะ ในการเพาะเชื้อหอยนางรมนั้น เนื่องจากอีแปะเป็นวัสดุที่สามารถหาได้ง่ายภายในท้องถิ่น ผนวกกับเชื้อหอยนางรมจะเข้ามายึดติดกับพวงอีแปะที่เอาไปแขวนลอยในน้ำได้ดีกว่าวัสดุชนิดอื่น รวมทั้งยังสามารถขึ้นหอย (เก็บเชื้อหอย) ไปขายต่อให้กับเกษตรกรรายอื่นได้ง่ายด้วย

นอกจากจะใช้อีแปะปูนเป็นตัวให้เชื้อหอยเกาะแล้ว ยังสามารถใช้ยางรถยนต์หรือวัสดุผิวขรุขระชนิดอื่นเป็นวัสดุให้เชื้อหอยนางรมเกาะได้

แต่หอยนางรมที่มาเกาะนี้ไม่ใช่หอยนางรมยักษ์ หรือหอยตะโกรม ซึ่งจะหาได้ในน้ำลึก ต้องดำหา ซึ่งหาได้น้อยมาก ต้องดำหาตามทะเลถึงจะมี เหมือนหอยนางรมพวกนี้เขาจะนำไปเลี้ยงต่อแล้วขายส่ง ขายเหมากัน”

สำหรับการเลี้ยงหอยนางรมอีแปะนี้ต้องอาศัยกระแสน้ำในการพัดพาเชื้อหอยเข้ามาติดกับอีแปะ รวมถึงธาตุอาหารในน้ำบริเวณนั้นว่ามีเพียงพอเหมาะแก่การเลี้ยงหอยนางรมหรือไม่

“ที่ผมได้เลี้ยงหอยนางรมมา กระแสน้ำไม่ค่อยมีปัญหา เคยมี 1 ครั้ง น้ำป่าลงมาทำให้หอยตายทั้งหมด มีขี้ดินมาก แต่เราก็ไม่ค่อยเดือดร้อนเท่าไหร่ พอตายหมดเราก็เพาะขึ้นใหม่ได้อีก ที่มันตายแล้วเดี๋ยวตัวใหม่มันก็มาจับอีก” ลุงแขกกล่าว

กำไรจากการขาย

หอยนางรมอีแปะดีหรือไม่

“การกำหนดราคาซื้อหอยนางรมอีแปะ หากสวยจริงๆ เส้นนึงจะตกอยู่ที่ 1 บาทกว่า คือเต็มทุกแป้น เขาเรียกว่าสวยจริง จะมีหอยเกาะทุกแป้น แป้นนึงประมาณ 2 ตัว ขึ้นไป หากขาดเป็นบางแป้นราคาจะถูกตัด” ลุงแขกกล่าว

การลงทุนทำหอยนางรมอีแปะมีค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงนัก แต่ในบางช่วงที่มีเกษตรกรลงทุนทำร้านหอยนางรมอีแปะมีมากเกินไปก็อาจทำให้ราคาลูกหอยนางรมถูกลงหรือขายไม่ได้

สำหรับการเลี้ยงหอยนางรมอีแปะนั้นไม่ค่อยมีความเสี่ยงมากนัก แต่ต้องเพิ่มต้นทุนค่าไม้ไผ่ เนื่องจากไม้ไผ่ที่นำมาทำร้านหอยนางรมจะอยู่ได้เพียงแค่ปีเดียว ปีต่อมาเกษตรกรต้องลงทุนค่าไม้ใหม่

ไม้ที่ใช้สำหรับแขวนเป็นร้านหอยนางรมอีแปะนั้นมีขายในท้องถิ่น แต่ในบางครั้งเกษตรกรที่เลี้ยงหอยนางรมอีแปะมีการสั่งไม้ไผ่เพิ่มจากพื้นที่อื่นด้วย

ลุงแขกเล่าถึงกำไรที่ได้ว่า

“ตอนนี้มีราคาซื้ออยู่ที่ 40 สตางค์ ต่อเส้น ทั้งค่าไม้ ค่าพวงอีแปะ ก็ตกอยู่ที่ 60 สตางค์ ถ้าขายได้ราคา 1 บาท ก็กำไร 40 สตางค์ ครั้งแรกลงทุน 100,000 บาท ได้กำไรมา 100,000 บาท ปีต่อมาขายได้ 200,000 บาท

กำไรแสนนึงต่อปีก็พออยู่ได้แล้ว แรงงานคือตัวเราเองเพราะเรามีเวลาสำหรับมัน ไม่ได้ไปไหนก็ทำอยู่อย่างนี้ มัดฐานบ้าง หาไม้ใหม่มาเสริมบ้าง”

ลุงแขกใช้เวลาอยู่กับร้านหอยนางรมที่สร้างไว้บริเวณอ่าวบ้านท่าแฉลบทุกวัน ให้เวลากับธุรกิจที่ทำเป็นแรงงานเอง ทำให้ไม่ต้องเพิ่มค่าจ้างแรงงานมากนัก

“หอยที่เราเลี้ยงจะเริ่มขายตั้งแต่อายุประมาณ 2 เดือน หากช่วงราคาดีของมีน้อย 3-4 เดือน ก็ขายหมดแล้ว อยู่ที่ช่วงจังหวะราคาเพราะเชื้อหอยนางรมไม่ได้มาทั้งปี เดือนกันยายน-ตุลาคม ก็เริ่มลงเชื้อหอยกันแล้ว เกษตรกรบางรายเดือนธันวาคมก็ขายได้หมดแล้ว” ลุงแขกกล่าว

การซื้อลูกหอยนางรมอีแปะนั้นเกษตรกรที่มารับช่วงต่อจะต้องสั่งซื้อผ่านแหล่งขายหอยนางรมอีแปะโดยตรง เพื่อตกลงซื้อขายลูกหอยนางรม รวมถึงให้เกษตรกรผู้เพาะเชื้อหอยนางรมนำหอยนางรมที่แขวนอยู่ขึ้นจากน้ำมารอส่งขายให้

“ถ้ามีเกษตรกรต้องการของ เขาจะมาซื้อที่นี่เอง จากตราด จากชลบุรี จากเพชรบุรี เขาก็มาซื้อกันที่นี่ โดยสามารถโทร. สั่งซื้อได้เลย เขาจะถามว่า หอยนางรมที่เลี้ยงสวยมั้ย ราคาเท่าไหร่ ถ้าถูกใจเมื่อตกลงราคากันเสร็จ รุ่งเช้าเราก็ขนลูกหอยนางรมไปขึ้นที่ฝั่ง เพื่อให้เขามารับไปเลี้ยงต่อได้” ลุงแขกกล่าว

ธุรกิจการเลี้ยงหอยนางรมอีแปะนั้นอาจจะดูไม่ยากนัก แต่อาจจะเป็นเรื่องที่ยากสำหรับเกษตรกรบางรายที่ไม่มีเวลาให้กับธุรกิจนี้ รวมถึงขาดประสบการณ์ในการทำหอยนางรมอีแปะ

ลุงแขกกล่าวเพิ่มเติมว่า “หอยนางรมที่เราขายนั้นเป็นหอยเชื้อ ต้องเอาไปชำต่อ เขาจะเอาไปเลี้ยงเป็นหอยใหญ่แยกเนื้อส่งตามร้านอาหาร บางแห่งเลี้ยง 4-5 เดือน บางแห่งก็เลี้ยงข้ามปีแล้วแต่คุณภาพน้ำของแต่ละท้องที่ การเจริญเติบโตของหอยนางรมอยู่ที่ตรงนั้น”

เกษตรกรท่านใดสนใจวิธีการเพาะเลี้ยงหอยนางรมอีแปะ สามารถติดต่อสอบถามกับ ลุงแขก ได้โดยตรงที่ โทร. (084) 679-1486

นี่จึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวของคนเลี้ยงหอยนางรม แห่งท่าแฉลบ…

มีนาคม 13, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

มานพ พรรณพลีวรรณ ปราชญ์ปลาทับทิม แห่งหนองเสือ ปทุมธานี

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05076011057&srcday=2014-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 584

เทคโนโลยีการประมง

มนัส ช่วยบำรุง

มานพ พรรณพลีวรรณ ปราชญ์ปลาทับทิม แห่งหนองเสือ ปทุมธานี

มานพฟาร์ม ซึ่งตั้งอยู่ เลขที่ 27/3 หมู่ที่ 6 ตำบลหนองสามวัง อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี โทร. (081) 382-0477 มี คุณมานพ พรรณพลีวรรณ เป็นเจ้าของฟาร์ม ที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้ปราชญ์ปลานิล จังหวัดปทุมธานี รวมถึงเป็นฟาร์มเลี้ยงปลาทับทิมที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่ง ด้วยความอุตสาหะ ขยันศึกษาเรียนรู้ พัฒนาตนเองอยู่โดยตลอด จนทำให้วันนี้ประสบผลสำเร็จได้

คุณมานพ พรรณพลีวรรณ เล่าให้ฟังว่า เดิมทำสวนส้มอยู่ก่อน ประมาณ 20 ปี ภายหลังพื้นที่อำเภอหนองเสือปลูกได้ผลไม่ดีนัก เกษตรกรบางรายย้ายไปปลูกที่อื่นกัน แต่ตนเปลี่ยนอาชีพมาทำประมง จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้น เมื่อ พ.ศ. 2541 โดยมีบริษัทเอกชนได้เข้ามาแนะนำส่งเสริมให้เลี้ยงปลาทับทิม มีพื้นที่ทั้งหมด 45 ไร่

คุณมานพ เริ่มต้นการทำฟาร์มปลาทับทิม จาก 4 กระชัง ก่อนแล้วจึงพัฒนาต่อโดยได้รับคำแนะนำจากนักวิชาการประมงรวมถึงได้รับคำแนะนำจากบริษัทในการสนับสนุนองค์ความรู้ในการเลี้ยงปลาทับทิม ทำให้ปัจจุบันมีกระชังปลาเกือบ 100 กระชัง

ซึ่งช่วงแรกทดลองเลี้ยงเพียง 4 กระชัง แล้วเริ่มจับกลุ่มกับเกษตรกรรายอื่นที่เลี้ยงปลาทับทิม แต่มีปัญหาด้านการตลาด อีกทั้งเกษตรกรย่านคลองสิบสามนิยมเลี้ยงกันมาก เมื่อเกิดปัญหาโรคในปลา ทำให้เกษตรกรบางรายเลิกทำประมงไป

คุณมานพ ได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการเลี้ยงปลานิลทั่วประเทศของกรมประมง โดยได้รับการคัดเลือกจากศูนย์วิจัยพันธุ์สัตว์น้ำจืดปทุมธานี ให้เป็นปราชญ์ปลานิลของจังหวัดปทุมธานี

“ปลานิลทั่วประเทศมีผลการเลี้ยงที่ต่างกัน พื้นที่ภาคกลางเป็นพื้นที่ลุ่ม เราจะเปิดกระชังนี่มันยาก จึงนิยมเลี้ยงในบ่อกัน แต่ของผมเปลี่ยนแนวคิดไม่ได้เลี้ยงปลานิล เปลี่ยนเป็นปลาทับทิม เพราะต้นทุนใกล้เคียงกัน แต่ราคาระหว่างปลานิลกับปลาทับทิมต่างกันมาก ห่างกันกว่า 20 บาท”

ด้วยราคาของปลาทับทิมที่มีราคาสูงกว่าปลานิล ทำให้คุณมานพตัดสินใจเลี้ยงปลาทับทิมในกระชังแบบครบวงจร โดยใช้แรงงานภายในครอบครัว รวมถึงตัวคุณมานพเองในการร่วมกันบริหารจัดการฟาร์มปลาทับทิม โดยสร้างกระชังอยู่ภายในคลองสิบสาม แล้วขุดบ่ออนุบาลปลาบริเวณที่เคยใช้เป็นสวนส้มมาก่อน

อนุบาลลูกปลาทับทิม

ในบ่อดิน 3 เดือน ก่อนลงกระชัง

คุณมานพ กล่าวว่า มานพฟาร์มจะเน้นในช่วง 3 เดือนแรก เพราะปลาทับทิมกว่าที่จะเลี้ยงสู่ตลาดเสร็จเรียบร้อยนี้ มีระยะการเลี้ยงประมาณ 5 เดือน

โดยจะเริ่มต้นนำปลาทับทิมมาอนุบาลในบ่อดินที่ขุดไว้ จำนวน 7 บ่อ มีพื้นที่ประมาณ บ่อละ 2 ไร่ ภายในบริเวณบ่อเลี้ยงมีการขึงตาข่ายกันนก รวมถึงสัตว์เลื้อยคลานที่จะลงมากินปลาภายในบ่อ

คุณมานพ เล่าว่า ความแตกต่างของปลาทับทิมจากมานพฟาร์มกับฟาร์มอื่นคือ การอนุบาลในบ่อดินก่อน ให้ได้น้ำหนักประมาณ 100 กรัม เลี้ยงในบ่อดิน ประมาณ 3 เดือน จึงนำลงกระชัง ซึ่งแตกต่างจากของเกษตรกรรายอื่น บ่อดินที่ใช้อนุบาล มีขนาด 2 ไร่ จำนวน 7 บ่อ ช่วยลดต้นทุนในส่วนของการอนุบาล โดยตั้งเป้าไว้ที่ปลามีขนาด 100 กรัม จึงย้ายลงกระชัง ใช้วิธีลดต้นทุนในส่วนของลูกปลาก่อน เมื่อนำมาเลี้ยงในบ่อดิน จะมีอาหารธรรมชาติให้ปลากิน ต้นทุนในส่วนของอาหารสำเร็จรูปจึงลดลง

โดยทั่วไปเกษตรกรที่เลี้ยงปลาทับทิมจะใช้ระยะเวลาเลี้ยงจากลูกปลาขนาดเล็กไปจนถึงปลาเนื้อจับ ใช้เวลาประมาณ 6 เดือน แต่ถ้าเราใช้เทคนิคในส่วนของการอนุบาลให้ได้ขนาด 100 กรัม แล้วมาปล่อยในกระชังเพื่อทำปลาเนื้อ จะทำให้ลดระยะในการเลี้ยงลงไปเหลือ 5 เดือน เนื่องจากเลี้ยงเสริมอาหารเต็มที่ในช่วงการอนุบาลในบ่อเรียบร้อยแล้ว

“โรคของปลาทับทิมจะเป็นไปตามฤดูกาล โดยเฉพาะช่วงเดือนมีนาคม-กรกฎาคม ช่วงหน้าร้อนจะเป็นโรค เพราะอุณหภูมิสูง หน้าร้อนจะหนีตรงนี้ไม่พ้น ตอนนี้จะเป็นโรคสเตรปโตคอกคัสซิส (โรคเยื่อสมองอักเสบในปลาทับทิม) รวมถึงโรคพาโบลแบคทีเรียม (โรคเหงือกเน่า) ด้วย ก็เลยรักษายาก แล้วเมื่อเป็นช่วงเปลี่ยนฤดูแล้วจะมีพยาธิภายนอกเข้ามาด้วย เป็นพาหะทำให้ปลาเป็นแผล ทำให้การควบคุมเลี้ยงดูยาก การเลี้ยงปลาจึงมีความเสี่ยงตลอดเวลา”

“การดูวินิจฉัยโรคนี้เป็นเทคนิคส่วนตัวของเรา คือต้องมีประสบการณ์ กระชังต้องสะอาด การเลี้ยงปลาในแม่น้ำธรรมชาติถ้ากระชังสกปรก เรามีความเสี่ยงต่อโรคแล้ว ร่องกระชังต้องมีน้ำเคลื่อนตัว ส่วนมุ้งเขียวกันอาหารนี้ เราต้องนำมาทำความสะอาดบ้าง เวลามันสกปรกไม่ใช่ใช้ครั้งเดียวจนถึงปลาจับ”

เทคนิคการสังเกตว่าปลากินอาหารดีหรือไม่ รวมถึงปลามีความต้องการอาหารมากเท่าไร คุณมานพใช้ลูกปัดแยกสีกันใส่ในขวดที่แขวนไว้ตามบ่อ เพื่อความสะดวกในการนับปริมาณความต้องการอาหารของปลาทับทิม โดยให้อาหาร วันละ 3 มื้อ คือช่วงเช้า เที่ยง และเย็น

“อาหาร 1 กระสอบ เมื่ออยู่ในถังเรียบร้อยแล้ว ก็ใส่ลูกปัด 1 ลูก เพื่อคำนวณดูว่าสิ้นสุดกรอบการเลี้ยง 3 เดือน แล้วเราลงทุนไปเท่าไหร่ เช่น สีน้ำเงิน แทนอาหารปลาดุก สีชมพู แทนอาหารที่ใช้ตอนปลาโตใกล้จับ บ่อของเราสามารถปล่อยปลาหนาแน่นได้เยอะ เราใส่ได้ 60,000 ถึง 100,000 ตัว ต่อไร่ โดยใช้ใบพัดน้ำหมุนตลอด เพื่อให้ออกซิเจนปลา การเลี้ยงปลานี้ออกซิเจนมีความสำคัญมาก หลานดูแลในกระชังปลาเนื้อ ส่วนในบ่อ 7 บ่อ ผมดูแลเอง เนื่องจากเป็นส่วนสำคัญ”

วางยาสลบปลา

กันปลาบอบช้ำ

คุณมานพ ใช้วิธีการวางยาสลบ (ยาลดการเคลื่อนไหว) ให้ปลาที่มีขนาด 100 กรัม ก่อนขนย้ายลงสู่กระชัง

“เวลาขนย้ายทำยังไง ไม่ให้ปลาบอบช้ำ ไม่ให้มีบาดแผล ก็โดยการวางยาสลบ โดยใช้ยาสลบที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายของเบทเทอร์ ผลิตโดยทีมงานวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เบทาโกรเป็นผู้ผลิตตัวยาชนิดนี้ออกมาจำหน่าย” คุณมานพ กล่าวต่อไปว่า เทคนิคการวางยาสลบนี้ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (CP) ได้ให้คำแนะนำมา นำมาพัฒนาของเราเอง โดยคำนวณว่า ยาสลบ 1 ซีซี ต่อน้ำ 10 ลิตร เมื่อขนย้าย จะใช้น้ำประมาณ 7,000 ซีซี ใช้ตัวยา ประมาณ 70 ซีซี เมื่อใส่ลงไปแล้ว จะควบคุมอุณหภูมิด้วยน้ำแข็ง เพื่อให้อุณหภูมิลดลง ให้ปลาเคลื่อนไหวน้อยที่สุด ตรงนี้สำคัญมาก เนื่องจากปลาจะไม่เกิดบาดแผล”

ถังที่คุณมานพใช้สำหรับการขนย้ายปลาทับทิม ใช้ถังตัน หรือถัง 1,000 ลิตร ขนย้ายปลาได้ครั้งละ 250 กิโลกรัม โดยสังเกตถ้าปลาแข็งแรงเมื่อปล่อยลงสู่กระชังแล้ว จะขึ้นเหนือน้ำ แต่ถ้าปลาที่ไม่แข็งแรง เมื่อปล่อยลงกระชังไปแล้วจะไม่ค่อยว่ายน้ำเท่าที่ควร

“โดยปกติแล้วการขนย้ายที่ถูกต้อง จะต้องปรับอุณหภูมิในถังกับในกระชังให้พอดีกัน แต่ผมไม่ปรับ เพื่อไม่ให้ยุ่งยากอุณหภูมิในถังจะอยู่ที่ 23 องศา ในการขนย้ายปลา แต่อุณหภูมิภายในกระชังนี้เราไม่สามารถควบคุมให้ปกติได้ เพราะฉะนั้นเราจะย้ายโดยไม่ต้องปรับอุณหภูมิมาก ปลาของเราจะสามารถว่ายน้ำได้เลย เนื่องจากปลาของเราอนุบาลในบ่อดินอยู่ก่อน ทำให้แข็งแรง ผมไม่ต้องปรับอุณหภูมิอีก เมื่อปล่อยปลาลงไปแล้วปลาทับทิมสามารถว่ายกินอาหารได้เลย”

ในส่วนของการเลี้ยงภายในกระชังปลานั้น คุณมานพ ใช้กระชังปลาที่มีขนาดความกว้าง 4 เมตร ยาว 5 เมตร โดยใช้ตาอวน ขนาด 4 เซนติเมตร ขึงทำกระชัง รวมถึงมีตาข่ายกันนก ความกว้างของตาข่าย ประมาณ 1 เซนติเมตร โดยให้ปากกระชังอยู่เหนือน้ำ ประมาณ 30 เซนติเมตร

“ปลาทับทิม ที่เลี้ยงในกระชังนั้น จะมีหลานคอยดูแล อาหารที่ให้ในช่วงนี้ จะให้เป็นอาหารปลาทับทิมสำเร็จรูป เพื่อความสะดวกของผู้เลี้ยง แต่ผมยังใช้วิธีการเลี้ยงแบบเดียวกับการเลี้ยงในบ่อดิน เนื่องจากปลาของเรามีความแข็งแรง เมื่อนำมาเลี้ยงในบ่อดิน ใช้ระยะเวลาเพียง 2 เดือน เท่านั้น จึงไม่มีความเสี่ยงในการติดโรคมาก”

หาตลาดเอง

มั่นคง ลดความเสี่ยง

คุณมานพ กล่าวว่า กำไรที่ฟาร์มไม่มาก แต่ได้กำไรที่ตลาดมากกว่า ปลาเมื่อลงในกระชังแล้วมีความเสี่ยงสูง ถ้าปลาโตไวเราเลี้ยงเพียง 2 เดือน แต่ถ้าปลาโตไม่ดี ก็เลี้ยงประมาณ 3 เดือน ในเขตจังหวัดปทุมธานีจะเลี้ยงดีในช่วงหน้าหนาว คือเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ เป็นช่วงที่เลี้ยงแล้ว ปลาไม่เกิดโรค ผลกำไรช่วงนั้นกระชังหนึ่งได้หลายหมื่นบาท

เนื่องจาก คุณมานพ มีแผงขายปลาทับทิมที่ตลาดไท ทำให้ปลาที่ผลิตได้จากฟาร์มสามารถผลิตได้ตามความต้องการของตลาด หากมีความต้องการมากก็ผลิตมาก แต่หากช่วงไหนเศรษฐกิจไม่ดี คนซื้อปลาบริโภคน้อยก็จะนำปลาขึ้นจากกระชัง

“ผมเริ่มหาแผงขายที่ตลาดไท โดยมีภรรยาเป็นผู้จัดการร้าน ธุรกิจในการเลี้ยงรวมถึงการตลาดต้องส่งเสริมควบคู่กันไปเพราะฉะนั้นเราจะไปมองว่าเราขายได้เท่าไหร่ ถ้าขายได้เป็นตัน เราก็ผลิตเป็นตัน ถ้าขายได้ 800 กิโลกรัม เราก็ผลิตแค่ 800 กิโลกรัม ตั้งแต่ทำมา 16 ปี ไม่เคยมีปัญหาเรื่องตลาดเลย”

สำหรับการเลี้ยงปลา ต้องมีการทำบัญชี แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือ บัญชีปลาเล็ก บัญชีปลาเนื้อ บัญชีตลาด แล้วนำมารวมกันเพื่อคิดหากำไร คุณมานพ ซื้อลูกพันธุ์ปลาทับทิมมาจาก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (CP) เดือนละ 100,000 ตัว ต้นทุนอยู่ที่ 65,000 บาท ค่าลูกพันธุ์ปลา ตัวละ 65 สตางค์ ซึ่งลูกพันธุ์มีขนาด 0.35 กรัม อาหารของลูกปลา ขนาด 100 กรัม ต้นทุน ตัวละประมาณ 3 บาท 50 สตางค์ มีเกษตรกรมาติดต่อซื้อลูกปลา แต่ไม่ขาย เนื่องจากต้องส่งตลาด ผลกำไรประมาณ 100,000-200,000 บาท ต่อเดือน เฉพาะค่าอาหารเลี้ยงปลา (อาหารสำเร็จรูป) เดือนละประมาณ 1,500,000 บาท

“เราสามารถดึงใจลูกค้าได้ในส่วนของคุณภาพ เพราะเวลาเราจับปลาเนื้อ เราก็ใช้วิธีการวางยาสลบขนย้ายเข้าตลาดไทเช่นเดียวกับปลาเล็ก แต่มีความแตกต่างกันที่จะใช้ในปริมาณที่มากกว่า คือใช้ในปริมาณที่เข้มข้น เพื่อให้มันนิ่งไม่มีบาดแผล เมื่อถ่ายปลาลงน้ำที่ตลาดไทก็จะแข็งแรงกว่าของคนอื่นเขา ลูกค้าสามารถเอาไปขังได้อีก 2 วัน ทำให้ไม่ต้องมาซื้อที่ตลาดไททุกวัน มาซื้อวันเว้นวันก็ได้”

คุณมานพ พรรณพลีวรรณ ฝากถึงเพื่อนเกษตรกรว่า บางครั้งที่เราไปสัมมนากับเกษตรกรรายย่อย บางครั้งเขาคิดว่าบางอย่างที่เราทำเป็นการเพิ่มต้นทุนในการเลือกอาหาร การเลือกลูกพันธุ์ต่างๆ ถ้าศึกษาให้แน่จริง ในการทำครบวงจรนี่เกษตรกรถึงจะอยู่ได้ แต่ถ้าเราเลี้ยงผ่านพ่อค้าคนกลาง ไม่มีการโยงใย ไม่มีการรวมกลุ่ม เราเลี้ยงอยู่รายเดียว เราจะไม่มีที่พึ่ง เพราะฉะนั้นเกษตรกรส่วนใหญ่จะต้องรวมกลุ่มกัน เพื่อให้ความรู้เรื่องโรค รวมถึงแนะนำการตลาด

วิธีเสริมธาตุอาหารให้ปลาทับทิม

คุณมานพ พรรณพลีวรรณ ใช้กล้วยสุกปั่นกับเครื่องบดน้ำแข็ง เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วใส่โยเกิร์ตลงไปในเครื่องบดน้ำแข็ง ปั่นต่ออีกสักครู่ให้โยเกิร์ตผสมกับกล้วยจนเข้าที่ หลังจากนั้น จึงนำกล้วยที่ปั่นได้มาคลุกเคล้ากับอาหารสำเร็จรูป แล้วนำไปให้ปลากิน

“ใช้กล้วยบดเสริมอาหารให้ปลา เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน เมื่อปั่นแล้วจะได้เนื้อกล้วย ได้ความเข้มข้น ปริมาณแค่ไหน ต้องมาศึกษาก่อน เริ่มแรกให้น้อยก่อน ไม่ต้องให้มาก แล้วก็เริ่มให้บ่อยขึ้น ปั่นใสๆ แบบนี้ให้อาทิตย์ละครั้งไม่ได้ ใช้มากให้ได้ทุกช่วงอายุ ทำให้ปลาได้วิตามิน ปลากินดี ระบบขับถ่ายของปลาดีขึ้น อ้วนท้วน สุขภาพดี”

มีนาคม 13, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ลูกปลากะพงขาว คุณภาพ ที่ศูนย์ฯ สมุทรสงคราม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05069150957&srcday=2014-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 583

เทคโนโลยีการประมง

มนัส ช่วยบำรุง

ลูกปลากะพงขาว คุณภาพ ที่ศูนย์ฯ สมุทรสงคราม

ปลากะพง ถือเป็นหนึ่งในปลาเศรษฐกิจที่มีเกษตรกรให้ความสนใจเลี้ยงกันมาก และสามารถสร้างรายได้ให้เป็นอย่างดี ซึ่งเทคนิคสำคัญประการหนึ่งที่จะส่งผลให้ประสบความสำเร็จคือ การมีลูกพันธุ์ปลาที่ดี มีคุณภางลูกปลาคุณภาพ จึงต้องมาแหล่งผลิตที่มีคุณภาพ ซึ่งศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสมุทรสงคราม เป็นหนึ่งในแหล่งลูกปลากะพงคุณภาพจำหน่ายให้กับเกษตรกร ตามนโยบายของกรมประมงที่เน้นให้ศูนย์วิจัยและพ แข็งแรง ปลอดโรค มาเลี้ยง

ดังนั้น การได้มาซึ่พัฒนาประมงชายฝั่งที่ตั้งอยู่ในจังหวัดต่างๆ ได้ทำหน้าที่เป็นแหล่งผลิตลูกพันธุ์สัตว์น้ำคุณภาพเพื่อจำหน่ายให้กับเกษตรกรนำไปเลี้ยง

คุณสรรเสริญ ช่อเจี้ยง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสมุทรสงคราม กล่าวว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสมุทรสงคราม เป็นหน่วยงานผลิตลูกปลากะพงขาวหรือกุ้งขาวแวนนาไมเพื่อสนับสนุนจำหน่ายให้แก่เกษตรกร

“ราคาลูกพันธุ์ปลากะพงขาวที่จำหน่ายโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสมุทรสงครามนั้น จำหน่ายโดยอ้างอิงจากราคาจำหน่ายลูกพันธุ์ปลากะพงขาวของกรมประมง โดยกำหนดราคาอยู่ที่ เซนติเมตรละ 1 บาท หรือจำหน่ายในราคาที่ต่ำกว่านั้น เนื่องจากไม่ได้หวังผลกำไรเชิงพาณิชย์ แต่ต้องการที่จะช่วยเหลือเกษตรกร”

เทคนิคการอนุบาล

คุณสรรเสริญ ได้นำเยี่ยมชมการอนุบาลลูกปลากะพง โดยกล่าวว่า ทางศูนย์จะมีการนำลูกปลากะพงขาว อายุ 1 วัน ที่ส่งมอบมาอนุบาลในบ่อซีเมนต์ โดยใช้น้ำความเค็ม 30 ppt อุณหภูมิประมาณ 28-30 องศาเซลเซียส ประมาณ 2 วัน

ระหว่างนี้ใช้วิธีการสังเกตไข่แดงที่ตัวปลา เมื่อยุบลงแล้วจึงให้อาหารเป็นโรติเฟอร์ 10 กรัม ต่อวัน ต่อปลา 100,000 ตัว เป็นเวลา 8 วัน

ภายหลังจึงเปลี่ยนเป็นให้อาร์ทีเมียแรกฟัก ปริมาณ 500 กรัม แต่ยังมีการให้โรติเฟอร์ร่วมด้วย โดยลดปริมาณลง ปริมาณ 1 กิโลกรัม ต่อวัน ต่อปลา 100,000 ตัว เป็นเวลา 7 วัน กำหนดเวลาการให้อาหาร รอบเช้า 08.30 น. รอบเที่ยง 11.30 น. รอบบ่าย 14.00 น. รอบเย็น 18.00 น.

สำหรับ โรติเฟอร์-อาร์ทีเมีย ทางศูนย์วิจัยประมงสมุทรสงครามมีการเพาะเลี้ยงไว้ใช้เอง รวมถึงจำหน่ายให้แก่เกษตรกรด้วย แต่หากมีความต้องการใช้มาก จะมีการซื้อเพิ่มเติมจากเกษตรกรที่ทำนาอาร์ทีเมีย

โดยในช่วง 15 วันแรก เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบจะมีการสังเกตปริมาณการกินอาหารของปลาว่ามีความเพียงพอต่อความต้องการหรือไม่

นอกจากนี้ ช่วงแรกที่เลี้ยงนั้นต้องมีการถ่ายน้ำ ประมาณ 30% ของน้ำที่ใช้เลี้ยง หลังจากนั้นจึงเปลี่ยนการถ่ายน้ำเป็น 50% ทุกวัน

ซึ่งปลากะพงในระยะนี้ยังมีขนาดที่เล็กอยู่ (ปลาขนาดใบมะขาม) เมื่ออายุได้ 15 วัน ขนาดความยาวของปลาโดยประมาณครึ่งเซนติเมตร แล้วจึงย้ายลูกปลากะพงขาวไปลงบ่อดินเพื่อฝึกให้อาหารเม็ดต่อไป

โดยขั้นตอนการเตรียมบ่อดินก่อนย้ายปลากะพงจากบ่อซีเมนต์มาลงบ่อดิน เริ่มจากการทำความสะอาดบ่อ ฉีดเลนทิ้ง หลังจากนั้นจึงนำกากชามาแช่ไว้ในบ่อเป็นเวลา 2 วัน แล้วดูดน้ำออก ตามด้วยการโรยปูนขาว ประมาณ 70 กิโลกรัม โรยให้ทั่วบ่อ เสร็จแล้วตากบ่อไว้ 4 วัน

หลังจากนั้น จึงเติมน้ำที่มีความเค็มระดับ 25 ppt เข้าสู่บ่อให้สูง 1.20 เมตร ใส่คลอรีน 30 ppm ปริมาณ 58 กิโลกรัม ตีน้ำและทิ้งไว้ประมาณ 3-5 วัน ซึ่งก่อนนำปลาลงบ่อควรนำปลาเป็ด 2 กิโลกรัม มาปั่นให้ละเอียดแล้วสาดให้ทั่วบ่อ อีกทั้งนำอาร์ทีเมียแรกฟักมาลงในบ่อเพื่อเป็นการเตรียมอาหารสดให้แก่ปลากะพง

ขั้นตอนต่อมาจะเป็นการอนุบาลลูกปลากะพงขาวในบ่อดิน นานประมาณ 3 สัปดาห์

โดยคุณสรรเสริญกล่าวว่า เจ้าหน้าที่จะนำปลากะพงขาวอายุ 15 วัน จากบ่อซีเมนต์ย้ายมาลงบ่อดิน ขนาด 1 ไร่ ให้อาหารเวลา รอบเช้า 06.00 น. รอบเที่ยง 11.00 น. รอบเย็น 16.00 น.

เทคนิคการให้ จะกระจายอาหารรอบบ่อ เพื่อให้ปลาขนาดเล็กได้รับอาหารอย่างทั่วถึง ไม่ไปรุมกินที่เดียว ซึ่งในระหว่างนี้จะมีการฝึกให้อาหารเม็ดไปด้วย พร้อมกับอาหารสด

สำหรับอาหารที่ให้ในระหว่าง 3 สัปดาห์นี้คือ อาร์ทีเมียตัวโต (ไรสีน้ำตาล) มื้อละ 1 กิโลกรัม ต่อบ่อ (วันละประมาณ 3 กิโลกรัม) อาร์ทีเมียแรกฟัก วันละ 500 กรัม เป็นเวลา 5 วัน หลังจากนั้นหยุดให้อาร์ทีเมียแรกฟักเพื่อเพิ่มปริมาณอาร์ทีเมียใหญ่ มื้อละ 2 กิโลกรัม ทุกวัน

ทางศูนย์จะนำลูกน้ำจากบ่อโรติเฟอร์มาใส่บ่อดินที่เลี้ยงปลากะพงขาวอยู่ทุก 3 วัน แล้วสาดปลาเป็ดปั่นละเอียดปริมาณ 1 กิโลกรัม รอบบ่อทุก 2 วัน ซึ่งในระหว่างที่ลงบ่อดินนี้จะไม่มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำ

เมื่อครบ 3 สัปดาห์ ปลาโตได้ขนาดแล้วจึงตีขึ้นมาคัดไซซ์ในบ่อซีเมนต์อีกครั้งหนึ่งเพื่อแยกขนาดปลาในบ่อ หัว กลาง หาง (เล็ก กลาง ใหญ่) เพื่อจำหน่ายให้แก่เกษตรกร หากปลาไม่ได้ขนาดก็จะเลี้ยงไว้ก่อน เนื่องจากปลาที่ไม่ได้ขนาดหากขายไปให้แก่เกษตรกรแล้วจะโตช้า ไม่ได้ขนาดทันในเวลาขาย ศูนย์วิจัยจะนำปลาไซซ์หางไปปล่อยคืนในแหล่งน้ำธรรมชาติ

คุณสรรเสริญกล่าวเพิ่มเติมว่า ในขณะที่มีการเลี้ยงในบ่อดินนี้จะมีการสุ่มนับจำนวนปลาป้องกันการกินกันเอง (ปลาแตกไซซ์) ซึ่งมีอัตรารอดอยู่ที่ 80-90% ภายหลังจึงนำมาคัดแยกเกรดไซซ์ส่งขายให้แก่เกษตรกรที่จองปลาไว้

ไซซ์ปลากะพงขาวที่จำหน่ายจะมีขนาดอยู่ที่ 1-2 นิ้วครึ่ง ศูนย์วิจัยมีการกำหนดจำนวนปลาที่จำหน่ายบ้างในบางครั้ง เนื่องจากลูกพันธุ์ปลากะพงขาวที่ผลิตได้จากศูนย์มีจำนวนไม่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรที่ต้องการซื้อลูกพันธุ์ปลากะพงขาว

ศูนย์วิจัยมีบริการส่งลูกปลากะพงขาวให้แก่เกษตรกรผู้ต้องการด้วยรถขนส่งสัตว์น้ำของศูนย์วิจัยเอง โดยมีการคิดราคาค่าจัดส่งตามระยะทางจากศูนย์วิจัยจนถึงฟาร์มเพาะเลี้ยงของเกษตรกร

ปลากะพงขาวที่เกษตรกรซื้อไปจากศูนย์วิจัยนั้นมีการรับประกันลูกปลากะพงขาวปลอดเชื้อ เมื่อเกษตรกรนำปลากะพงขาวจากศูนย์วิจัยไปเพาะเลี้ยงแล้วปลามีการติดเชื้อหรือมีปัญหาจากการขนส่ง ทางศูนย์วิจัยมีการรับประกันชดเชยลูกพันธุ์ปลาเท่ากับจำนวนปลาของเกษตรกรที่เสียหายไป รวมถึงเกษตรกรสามารถขอคำแนะนำในการเลี้ยง หรือต้องการหาค่าน้ำที่เหมาะสมกับสถานที่เลี้ยง สามารถที่จะส่งตัวอย่างน้ำหรือปรึกษาปัญหาการเลี้ยงปลากะพงขาวได้ที่ศูนย์โดยตรง

ไปดูการเลี้ยงของเกษตรกร

คุณพรพจน์ สกุลลี้ เลขที่ 75/6 หมู่ที่ 4 ตำบลยี่สาร อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม หนึ่งในเกษตรกรเลี้ยงปลากะพงที่ซื้อลูกพันธุ์ปลากะพงขาวจากศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสมุทรสงคราม ภายใต้ชื่อ P.P. ฟาร์ม เน้นการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมและปลากะพงขาว

โดยก่อนที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจเลี้ยงปลากะพงขาวกับกุ้งขาวแวนนาไมนั้น ได้เปิดบริษัทรับติดตั้งเครื่องทำความเย็นอยู่ที่มหาชัย

ภายหลังจึงหันมาประกอบธุรกิจเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง เริ่มต้นจากการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมเป็นอย่างแรก ก่อนจะเลี้ยงปลากะพงขาว

ซึ่งสาเหตุที่เริ่มเลี้ยงปลากะพงนั้น สืบเนื่องมาจาก…

“เข้าไปเอากุ้งในศูนย์วิจัยแล้วหัวหน้าศูนย์บอกว่า มีลูกปลากะพงขาวอยู่แสนกว่าตัว สนใจหรือไม่ ผนวกกับในขณะนั้นมีบ่อเลี้ยงกุ้งที่ว่างอยู่พอดี จึงตัดสินใจตกลงซื้อลูกปลากะพงขาวมาเลี้ยง”

คุณพรพจน์ซื้อลูกปลากะพงขาวจากศูนย์วิจัย จำนวน 29,000 ตัว เป็นลูกปลาขนาด 2 นิ้วครึ่ง มาเพาะเลี้ยง ซึ่งฟาร์มของคุณพรพจน์ได้รับมาตรฐาน GAP จากกรมประมง มีพื้นที่ทั้งหมด 67 ไร่ 2 งาน บ่อที่ใช้เลี้ยงปลากะพง เป็นบ่อขนาด 5 ไร่ น้ำลึก 2 เมตร

“สาเหตุที่เลือกซื้อปลาจากศูนย์วิจัย เพราะมีความมั่นใจในตัวนักวิชาการประมงที่ได้มีการทดลองหรือตรวจโรคปลาอยู่โดยตลอด ไม่มีการปิดบังข้อมูลหากมีปลาติดเชื้อหรือลูกปลามีปัญหา ศูนย์วิจัยจะแจ้งให้เกษตรกรทราบ จึงสร้างความมั่นใจในการเลือกซื้อลูกปลากะพงขาวจากศูนย์วิจัย” คุณพรพจน์กล่าว

คุณพรพจน์ แนะนำ เกษตรกรที่ต้องการเลี้ยงปลากะพงขาวเป็นธุรกิจไม่ควรนำปลากะพงขาวขนาดเล็กมาอนุบาล แต่ควรซื้อปลาที่มีขนาดไม่ต่ำกว่า 2 นิ้วครึ่ง จนถึง 4 นิ้ว เพื่อเป็นการลดเวลาในการเลี้ยง รวมถึงป้องกันอัตราความเสี่ยงที่ปลาขนาดเล็กจะติดเชื้อภายในบ่อเลี้ยง

คุณพรพจน์เปรียบเทียบการเลี้ยงกุ้งกับปลากะพงขาวไว้ว่า?

“เลี้ยงปลากะพงขาวมีกำไรไม่แพ้กุ้ง แต่มีระยะเวลาเลี้ยงมากกว่ากันอยู่ 2 เดือน เลี้ยงปลากะพงขาวไม่มีความเสี่ยง ถ้าเลี้ยงกุ้งมีความเสี่ยงกว่ามาก”

รวมระยะเวลาที่คุณพรพจน์เลี้ยงปลากะพงขาวจนถึงจับขายเป็นเวลา 5 เดือนเต็ม โดยจับเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งคุณพรพจน์จับปลากะพงขาวได้ทั้งหมด 16 ตัน เป็นปลาขนาดไซซ์ปลาจาน ขนาดน้ำหนัก 8-9 ขีด

ซึ่งหลังจากที่ขายปลากะพงขาวชุดแรกไปแล้ว คุณพรพจน์ได้สั่งจองลูกพันธุ์ปลากะพงขาวจากศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสมุทรสงครามเพิ่มอีกเป็น 2 บ่อ 100,000 ตัว

“คนที่ทำธุรกิจเลี้ยงสัตว์น้ำจำหน่ายนั้นต้องกล้าได้กล้าเสีย เพราะเราไม่รู้ว่าวันที่เราจับราคาจะดีหรือไม่ ต้องมีความพร้อมในการจัดการฟาร์ม การเลี้ยงสัตว์น้ำจะต้องมีบุคลากรที่ดี รวมถึงความรู้ การดูแลเอาใจใส่ ความละเอียดอ่อน ถ้าเราไม่ขวนขวายเอาใจใส่กับมัน เราอาจจะผิดพลาดได้”

ดังนั้น หากมีข้อสงสัยหรือต้องการซื้อลูกพันธุ์ปลาหรือสัตว์น้ำอื่นๆ สามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสมุทรสงคราม กรมประมง เลขที่ 135 หมู่ที่ 11 ตำบลลาดใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม โทรศัพท์ (034) 720-170

กุมภาพันธ์ 10, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

“จุดฟ้าอันดามัน” ปลาเศรษฐกิจตัวใหม่ แห่งทะเลอันดามัน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05078150757&srcday=2014-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 579

เทคโนโลยีการประมง

ปรัชญา รัศมีธรรมวงศ์

“จุดฟ้าอันดามัน” ปลาเศรษฐกิจตัวใหม่ แห่งทะเลอันดามัน

วันนี้ “จุดฟ้าอันดามัน” นับเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจตัวใหม่ ที่กรมประมงกำลังเร่งผลักดันให้เกษตรกรหันมาเลี้ยงเป็นอาชีพกันมากขึ้น เนื่องจากเป็นสินค้าที่ขายดิบขายดี เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ “จุดฟ้าอันดามัน” ได้รับการยอมรับในวงการนักชิมว่าเป็นปลาที่มีรสชาติอร่อยสุดยอด ที่ผ่านมา เกษตรกรสามารถขายได้ในราคาสูงกว่าปลากะรังชนิดอื่นๆ ราคาขายโดยเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 800-1,200 บาท

ในอดีต ชาวประมงนิยมนำลูกปลากะรังจากธรรมชาติมาเลี้ยงในกระชัง ซึ่งปริมาณการเลี้ยงไม่แน่นอน ขณะเดียวกันปริมาณปลาตามธรรมชาติลดลงอย่างรวดเร็ว กรมประมงเล็งเห็นปัญหาดังกล่าวจึงพัฒนาแนวทางเพาะเลี้ยงปลาจุดฟ้าในระบบกระชัง ที่มีอัตราการรอดสูงถึง 90% และสามารถเลี้ยงได้ในทุกพื้นที่ที่ติดชายทะเล สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรหันมาเพาะเลี้ยงปลาชนิดนี้ในกระชังอย่างแพร่หลาย ทั้งในฝั่งอันดามันและอ่าวไทย

“จุดฟ้าอันดามัน”

คำว่า “จุดฟ้าอันดามัน” เป็นชื่อเรียกใหม่ของปลากะรังจุดฟ้า ในอดีตชาวประมงส่วนใหญ่คุ้นเคยกับการเรียกปลากะรังตามภาษาท้องถิ่นว่า ปลาเก๋า ปลาตุ๊กแก ปลากุดสลาด ขณะที่ชาวประมงฝั่งภาคตะวันออกนิยมเรียกปลาชนิดนี้ว่า ปลาย่ำสวาท โดยธรรมชาติ ปลาชนิดนี้มักอาศัยอยู่ตามแนวหินหรือแนวปะการัง พบในทะเลที่ความลึกตั้งแต่ 3-100 เมตร มักกินสัตว์น้ำขนาดเล็ก เช่น กุ้ง ปลา ปลาหมึก เป็นอาหาร ปลาจุดฟ้า มีจุดเด่นอยู่ที่บริเวณแก้มที่มีจุดสีฟ้า ลำตัวยังเรียวยาว แตกต่างจากปลาเก๋าที่มีลักษณะตัวลำตัวป้อมกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ในช่วงเดือนเมษายนปีนี้ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. ร่วมกับ กรมประมง หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนในฝั่งทะเลอันดามัน ร่วมมือกันผลักดันให้ “ปลากะรังจุดฟ้า” เป็นอาชีพทางเลือกใหม่แก่ชาวประมง

ดร. พีรเดช ทองอำไพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) กล่าวว่า ที่ผ่านมา สวก. ได้สนับสนุนทุนวิจัย โครงการ “ต้นแบบการผลิตพันธุ์ปลากะรังที่มีมูลค่าสูงเชิงพาณิชย์” แก่สำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง กรมประมง เป็นระยะเวลา 5 ปี ระหว่าง วันที่ 18 สิงหาคม 2553 – 17 สิงหาคม 2558 เพื่อวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะพันธุ์ปลากะรังมูลค่าสูง 3 ชนิด คือ ปลาหมอทะเล ปลากะรังจุดฟ้า และปลากะรังเสือ เพื่อผลิตลูกพันธุ์ปลาที่มีคุณภาพ และมีปริมาณเพียงพอต่อการดำเนินการในเชิงพาณิชย์ รวมทั้งเร่งถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรเพื่อเป็นอาชีพทางเลือกใหม่ และช่วยการอนุรักษ์พันธุ์ปลากะรังในธรรมชาติไปพร้อมๆ กัน

ที่ผ่านมา ทีมนักวิจัยสามารถผลิตลูกพันธุ์ปลากะรังทั้ง 3 ชนิด จำหน่ายให้เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต พังงาและกระบี่ เพื่อนำไปอนุบาลและจำหน่ายต่อให้ผู้บริโภคแล้ว จำนวน 223,930 ตัว คิดเป็นมูลค่า 12,763,140 บาท ขณะเดียวกัน สวก. ต้องการส่งเสริมการตลาดเชิงรุกผ่านการท่องเที่ยว เริ่มจากเปลี่ยนชื่อเรียกปลาชนิดนี้ว่า “จุดฟ้าอันดามัน” เพื่อเป็นเครื่องหมายการค้าที่สร้างการรับรู้และจดจำ และผลักดันให้ปลากะรังทั้ง 3 ชนิด เป็น “เมนูเอกลักษณ์” สร้างจุดขายให้กับ 3 จังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามัน ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต พังงา และกระบี่ เพื่อสร้างแรงกระตุ้นการซื้อและการบริโภคปลาชนิดนี้อย่างสม่ำเสมอ

“ปัจจุบัน เกษตรกรสามารถจำหน่ายปลากะรังจุดฟ้า ในราคา กิโลกรัมละ 1,200 บาท ปลาหมอทะเล กิโลกรัมละ 500-600 บาท ปลาเก๋าเสือ กิโลกรัมละ 450-500 บาท ปลาเหล่านี้เป็นสินค้าที่ต้องการของตลาดทั้งในไทยและต่างประเทศ เช่น ฮ่องกง ไต้หวัน และจีน สวก. มั่นใจว่า โครงการนี้จะช่วยสนับสนุนให้เกษตรกรมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนในอนาคต” ดร. พีรเดช กล่าวในที่สุด

เทคนิคการเพาะเลี้ยง “จุดฟ้าอันดามัน”

“กะรังจุดฟ้า” เป็นปลาที่สามารถเปลี่ยนเพศได้ ขนาดสมบูรณ์เพศ อายุประมาณ 3 ปี น้ำหนักตัว ประมาณ 3 กิโลกรัม จะเป็นเพศเมียทั้งหมด เมื่อปลาเจริญเติบโตมีน้ำหนักตัวประมาณ 7 กิโลกรัม ก็จะเปลี่ยนเป็นเพศผู้ ดังนั้น การผสมพันธุ์ของปลาชนิดนี้ในธรรมชาติจะเกิดจากปลาเพศผู้ที่มีขนาดใหญ่กับปลาเพศเมียที่มีขนาดเล็กกว่า

โดยฤดูกาลผสมพันธุ์ระหว่างเดือนพฤศจิกายนจนถึงเมษายน โดยสามารถวางไข่ได้ 208,000-269,500 ฟอง ต่อตัว ซึ่งปริมาณและคุณภาพของไข่ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของตัวปลา

ดร. วารินทร์ ธนาสมหวัง หัวหน้าโครงการต้นแบบผลิตพันธุ์ปลากะรังที่มีมูลค่าสูงเชิงพาณิชย์ เล่าให้ฟังว่า “กะรังจุดฟ้า” เป็นปลาที่เลี้ยงง่ายแต่เพาะพันธุ์ยาก ที่ผ่านมา ทีมนักวิจัยใช้ฝั่งอันดามันเป็นสถานที่เลี้ยง เพราะน้ำทะเลสะอาด และมีค่าความเค็ม 20 ppt ขึ้นไป ปัจจุบันสามารถเพาะขยายพันธุ์ได้ ประมาณ 5-10%

ส่วนปัญหาอุปสรรคที่พบคือ การเพาะขยายพันธุ์ในระยะอนุบาล เนื่องจากปลาชนิดนี้มีขนาดตัวเล็กมาก จึงต้องใช้อาหารที่มีขนาดเล็กคือ ลูกของโคพีพอด (แพลงตอน) เพื่อให้ลูกปลากินได้ เนื่องจากไม่สามารถเพาะพันธุ์ลูกของโคพีพอดได้ในปริมาณมากๆ ได้ จึงเป็นข้อจำกัดในการเลี้ยง หากสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ จะช่วยให้ปลากะรังจุดฟ้ามีอัตราการรอดที่สูงขึ้น

เนื่องจากจุดฟ้าเป็นปลาแปลงเพศได้ โดยช่วงแรกเป็นระยะตัวเมีย พออายุ 3 ปีขึ้นไป จะเป็นตัวผู้ กรมประมงจึงต้องผลิตพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ใหม่อยู่เรื่อยๆ โดยมีฟาร์มเพาะเลี้ยง 2 แห่ง ในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคใต้ เช่น จังหวัดกระบี่ จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดสตูล และจำหน่ายลูกพันธุ์ปลาแก่เกษตรกรในราคาถูก โดยกะรังจุดฟ้า ขายนิ้วละ 30 บาท กะรังเสือ ขายนิ้วละ 10 บาท ปลาหมอทะเล ขายนิ้วละ 40 บาท

ปัจจุบันเกษตรกรนิยมนำลูกปลาจุดฟ้า ขนาด 3-5 นิ้ว ไปเพาะเลี้ยงต่ออีก 7-8 เดือน ก็จับขายได้ การเลี้ยงปลาจะเลี้ยงได้ประมาณปีละ 1 รุ่น เพราะต้องใช้ระยะเวลาในการเลี้ยง 8 เดือน ต่อรุ่น เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงไว้หลายกระชัง แต่ละกระชังจะมีปลาอายุไม่เท่ากัน ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงมีปลาส่งขายได้ตลอดทั้งปี ปลาจุดฟ้าเป็นที่นิยมของผู้ซื้อในต่างประเทศ เช่น จีน สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน และมาเลเซีย โดยส่งออกในลักษณะปลามีชีวิต จึงขายได้ในราคาดี

ในการนี้ สวก. ได้พาเยี่ยมชมฟาร์มเลี้ยงปลาจุดฟ้าในกระชังของ “คุณชาตรี ไตรทอง” ที่จังหวัดภูเก็ต คุณชาตรี เล่าว่า ฟาร์มแห่งนี้ เป็นของนักลงทุนชาวไต้หวัน ตนรับหน้าที่ดูแลการเลี้ยงปลาทั้งหมด จำนวน 174 กระชัง

ฟาร์มแห่งนี้ นำเข้าพันธุ์ปลาจุดฟ้ามาจากประเทศไต้หวันและอินโดนีเซีย ในราคานิ้วละ 100 บาท

กระชังหนึ่งจะเลี้ยงปลา ประมาณ 2,000-3,000 ตัว โดยใช้ลูกปลาขนาด 4-5 นิ้ว ปล่อยเลี้ยงในกระชัง ขนาด 4×4 เมตร

ที่นี่นิยมใช้เหยื่อปลาสดไปบดเพื่อเป็นอาหารเลี้ยงลูกปลา โดยจะให้อาหาร วันละ 1 ครั้ง ในช่วงบ่าย แต่ละวันจะต้องใช้เนื้อปลาสด ประมาณ 3,000 กิโลกรัม โดยซื้อเหยื่อปลาสดในราคา กิโลกรัมละ 11-13 บาท

ปัจจุบันสามารถส่งปลาออกขายที่ฮ่องกงทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 100 กล่อง กล่องละ 7 ตัว หรือประมาณ 700 ตัว ต่อสัปดาห์ ขายปลาในราคากิโลกรัมละ 900-1,000 บาท

คุณชาตรี บอกว่า ปัญหาที่พบบ่อยในทุกช่วงฤดูกาลคือ ไวรัสปลาทะเล ทำให้ปลามีอาการท้องอืด เป็นโรคท้องป่อง แต่สามารถแก้ไขโดยการให้ยา เกษตรกรจะใช้เวลาเลี้ยงปลาจุดฟ้า ประมาณ 18 เดือน ก็จับปลาออกขายได้ โดยมีน้ำหนักเฉลี่ยตัวละ 7-9 ขีด ลูกค้านิยมนำปลาจุดฟ้าไปแปรรูปเป็นเมนูซาซิมิ เนื่องจากปลาชนิดนี้มีเนื้อนุ่ม และมีรสชาติอร่อยมาก เหมาะกับการรับประทานสด

ชาวประมงผนึกกำลังสร้างฐานการผลิต-ตลาด

คุณพลัฎฐ์ จันทร์โศภิน ที่ปรึกษา บริษัท แปซิฟิก ฮอลิเดย์ (ประเทศไทย) จำกัด และเป็นแกนนำกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาจุดฟ้าเล่าให้ฟังว่า กลุ่มชาวประมงส่วนใหญ่เล็งเห็นว่า “จุดฟ้า” จะเป็นอาชีพทางเลือกใหม่ที่สร้างรายได้ดี จึงร่วมมือกันสร้างภาคีเครือข่ายชาวประมงใน 6 จังหวัดชายฝั่งอันดามัน ในรูปสหกรณ์ประมง เพื่อควบคุมดีมานด์และซัพพลายของปลากะรังจุดฟ้า

โดยสหกรณ์จะรับซื้อลูกปลาทั้งหมดจากศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งภูเก็ต ซึ่งเป็นลูกปลาอายุ 1 เดือน ความยาว 1-2 นิ้ว เพื่อนำไปอนุบาลต่ออีก 3-4 เดือน เมื่อปลามีขนาด 5 นิ้ว จึงจำหน่ายให้สมาชิกนำไปเพาะเลี้ยงต่ออีก 8 เดือน โดยสหกรณ์แห่งนี้จะรับซื้อผลผลิตคืนจากสมาชิกทั้งหมด เพื่อส่งขายต่างประเทศและในประเทศ รวมทั้งวางแผนเปิดร้านอาหารจำหน่ายอาหารทะเลที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวในอนาคตอีกทางหนึ่ง

ประกวดสุดยอดเมนูจุดฟ้าอันดามัน ชิงถ้วยพระราชทาน

อีกหนึ่งก้าวของการส่งเสริมที่ สวก. ได้ร่วมมือกับกรมประมง หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน คือ การจัดกิจกรรมการแข่งขันประดิษฐ์อาหาร “สุดยอดเมนูจุดฟ้าอันดามัน” ชิงถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 28-29 มิถุนายน ที่ผ่านมา ณ แกรนด์ฮอลล์ ชั้น 1 โฮมเวิร์ค ภูเก็ต

ดร. พีรเดช ผู้อำนวยการ สวก. กล่าวเพิ่มเติมว่า การแข่งขันประดิษฐ์อาหาร “สุดยอดเมนูจุดฟ้าอันดามัน” เป็นการแข่งขันที่ใช้ปลาจุดฟ้าอันดามันเป็นวัตถุดิบหลักในการแข่งขัน และสร้างสรรค์ให้เกิดเป็นเมนูต่างๆ ซึ่งเมนูอาหารที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจะถูกนำมาเป็นอาหารประจำจังหวัดภูเก็ต และจะบรรจุในรายการอาหารของโรงแรม และร้านอาหารต่างๆ ในจังหวัดภูเก็ตอีกด้วย

ขณะที่ คุณนิวัติ สุธีมีชัยกุล อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องจากปลากะรัง ที่ประกอบด้วย 3 สายพันธุ์ คือ ปลากะรังจุดฟ้า ปลากะรังเสือ และปลาหมอทะเล ยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศ

ดังนั้น หากมีความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมกันสร้างดีมานด์ หรือความต้องการหรือการตลาดเชิงรุก โดยเชื่อมโยงการตลาดกับการท่องเที่ยว และผลักดันให้ปลากะรังทั้ง 3 ชนิด เป็นเอกลักษณ์ประจำจังหวัดชายฝั่งอันดามัน คือ จังหวัดภูเก็ต กระบี่ และพังงา ได้แล้ว จะช่วยให้กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงเกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น และยังเป็นอาชีพทางเลือกใหม่ให้แก่เกษตรกรอีกทางหนึ่งด้วย

“ในความร่วมมือครั้งนี้ จะมีการนำร่องที่จังหวัดภูเก็ตก่อน เนื่องจากเป็นศูนย์กลางแหล่งท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนกว่าปีละ 10 ล้านคน มีความพร้อมและศักยภาพในด้านต่างๆ สามารถขนส่งปลาจุดฟ้าอันดามันไปจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างสะดวก ดังนั้น การที่จะผลักดันให้ปลาจุดฟ้าอันดามันให้เป็นเอกลักษณ์ของอาหารประจำถิ่นจังหวัดภูเก็ต ไม่น่าเป็นเรื่องที่ยากมากนัก

หากท่านใดสนใจ อยากลงทุนเลี้ยง “จุดฟ้าอันดามัน” ก็ควรศึกษาทำเล ตลาด และอุปนิสัยของปลาให้ถ่องแท้เสียก่อน เพื่อให้คุ้มค่ากับการลงทุน หากมีข้อสงสัยประการใดเกี่ยวกับโครงการเลี้ยงปลากะรังจุดฟ้า สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) โทรศัพท์ (02) 579-7435 หรือ http://www.arda.or.th ในวันและเวลาราชการ

น้ำทะเลผงจากเกลือ

สูตร ครูกรรณิการ์ ระหว่างบ้าน

ชำนาญ ทองเกียรติกุล

ในปัจจุบันมีผู้นิยมเลี้ยงปลาสวยงามกันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะปลาทะเลสวยงาม แต่อุปสรรคอย่างหนึ่งคือ น้ำทะเล ที่นำมาใช้เลี้ยง ถ้าเป็นพื้นที่ใกล้ชายทะเลก็จะไม่ปัญหา แต่พื้นที่ห่างไกลก็จะต้องพึ่งพาน้ำทะเล

โดยเฉพาะน้ำทะเลเทียม แต่เดิมนั้นจะนำเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาค่อนข้างสูง แต่ในปัจจุบันเมืองไทยก็สามารถผลิตน้ำทะเลเทียมหรือน้ำทะเลผงได้ อย่างเช่น หน่วยงานวิจัยและพัฒนา สำนักผู้เชี่ยวชาญและสถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล สำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ในขณะเดียวกัน ครูกรรณิการ์ ระหว่างบ้าน ครูสอนวิทยาศาสตร์ จากโรงเรียนบางแก้ว (สำนักงานสลากกินแบ่งสงเคราะห์ 44) ตำบลบางแก้ว อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ก็เป็นผู้หนึ่งที่ศึกษาค้นคว้า ด้วยความที่เป็นโรงเรียนที่อยู่ใกล้ทะเลและอยู่ในเขตชุมชนที่มีอาชีพประมง ซึ่งเป็นอาชีพหลัก จึงเสาะแสวงหาความรู้ต่างๆ เพื่อนำมาถ่ายทอดให้นักเรียน โดยเฉพาะความรู้จากชุมชนในท้องถิ่นนอกเหนือจากทางอินเตอร์เน็ต แล้วนำมาทดลองได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง โดยเรียนรู้ร่วมกับนักเรียน เนื่องจากครูกรรณิการ์นั้นจบมาทางด้านศิลปะ แต่มาสอนวิทยาศาสตร์

สิ่งหนึ่งที่ครูกรรณิการ์ หยิบมาทดลองคือ ทำน้ำทะเลเทียม (ผง) ทำมาหลายครั้งก็มาสรุปว่าการใช้น้ำสุดท้ายของการทำนาเกลือ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า น้ำปลง มาเป็นส่วนประกอบสำคัญ ใช้เวลากว่า 3 เดือน ถึงจะประสบความสำเร็จ ซึ่งปัจจุบันโรงเรียนสามารถทำทะเลเทียม (ผง) ออกมาจำหน่ายในราคาถุงละ 80 บาท

วิธีการทำ

ขั้นตอนที่ 1 เตรียมน้ำเกลือในการทำน้ำทะเลผง

1. นำน้ำทะเลจากนาปลง จำนวน 20 ลิตร ใส่ในอ่างพลาสติก จำนวน 1 ใบ

2. ปรับสภาพ พีเอช ของน้ำและการตกตะกอน ใส่ปูนขาว ผงคลอรีน คนให้เข้ากัน เพื่อจับโลหะหนักและสิ่งปนเปื้อนให้ตกตะกอน ตั้งทิ้งไว้ 3 วัน สังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและวัดค่าความถ่วงจำเพาะด้วยเครื่องวัดค่าถ่วงจำเพาะของน้ำ (ไฮโดรมิเตอร์) ให้เท่ากับ 30 และวัด พีเอช ของน้ำทะเลให้ค่าเท่ากับ 8 ขึ้นไป ถ้าไม่ถึงให้เติมปูนขาว

ขั้นตอนที่ 2 การเตรียมเกลือในการทำน้ำทะเลผง

1. ใส่น้ำที่ได้ในขั้นตอนที่ 1 ลงในอ่างพลาสติกที่ปูด้วยผ้ายาง 3 อ่าง อ่างละ 5 ลิตร ตากน้ำทะเลติดต่อกัน 4 สัปดาห์ เก็บเกลือทุกวัน จนกว่าจะหมดหรือไม่มีผลึกเกลือ

2. นำเกลือที่ได้ไปตากแดดให้แห้ง 1 วัน จากนั้นใส่ภาชนะปิดให้มิดชิดป้องกันเกลือดูดความชื้น

3. นำน้ำเกลือที่เหลือจากการเก็บเกลือมาใส่ถังพลาสติก

ขั้นตอนที่ 3 การเตรียมน้ำดีเกลือ

1. ตวงน้ำทะเลที่เหลือจากการเก็บเกลือจากขั้นตอนที่ 2 จำนวน 10 ลิตร ใส่ถังพลาสติกวัดค่าความถ่วงจำเพาะของน้ำทะเล ค่า พีเอช และใส่ปูนขาวเพื่อปรับค่า พีเอช ครั้งละ 50 กรัม ให้ค่า พีเอช เท่ากับ 8 ขึ้นไป จึงจะหยุดใส่ปูนขาว

2. นำน้ำทะเลที่ปรับค่า พีเอช แล้วตากแดดเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ทิ้งไว้ให้ตกตะกอนจะได้น้ำดีเกลือเพื่อใช้ทำน้ำทะเลผง

ขั้นตอนที่ 4 การทำน้ำทะเลผง

1. นำเกลือที่ได้จาก ขั้นตอนที่ 2 มาผสมกับน้ำดีเกลือ จากขั้นตอนที่ 3 ในอัตราส่วน ระหว่างน้ำดีเกลือ:เกลือ สูตรที่ 1 อัตราส่วนเท่ากับ 1:1, สูตรที่ 2 อัตราส่วนเท่ากับ 1:2 และ สูตรที่ 3 อัตราส่วนเท่ากับ 2:1 นำไปตากแดดติดต่อกันเป็นเวลา 3 วัน วันละ 6 ชั่วโมง จะเกิดตกผลึกของเกลือ ซึ่งจะเรียกว่า น้ำทะเลผง

2. ตักน้ำทะเลผงขึ้นใส่ถาดพลาสติกตากให้แห้งเก็บน้ำทะเลผงใส่ภาชนะที่ปิดมิดชิดเพื่อกันการดูดความชื้น การเก็บรักษาจะต้องไว้ในสถานที่แห้ง หากเปิดปากถุงใช้แล้วควรปิดปากถุงให้สนิททุกครั้ง

การใช้ นำน้ำทะเลผง ประมาณ 1 กิโลกรัม ผสมกับน้ำสะอาด 1,000 ลิตร เพิ่มอากาศลงในน้ำด้วยปั๊มน้ำ จะต้องกรองน้ำก่อนไปใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และสิ่งที่ควรระวังอย่างมากคือ ไม่ควรทิ้งน้ำทะเลที่ใช้แล้วลงดินหรือแหล่งน้ำจืดโดยตรง เพราะความเค็มจากน้ำอาจจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้

พฤศจิกายน 8, 2014 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

นักวิจัย ม. เกษตรฯ และ มทร. ล้านนา น่าน ค้นพบ ปลาเลียหินน้ำว้า ปลาชนิดใหม่ของโลก

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05095150657&srcday=2014-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 577

เทคโนโลยีการประมง

จุไร เกิดควน

นักวิจัย ม. เกษตรฯ และ มทร. ล้านนา น่าน ค้นพบ ปลาเลียหินน้ำว้า ปลาชนิดใหม่ของโลก

ผศ.ดร. ปรัชญา มุสิกสินธร และ คุณศักดา อาบสุวรรณ นักวิจัยจากภาควิชาชีววิทยาประมง คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ อาจารย์อมรชัย ล้อทองค้า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน ได้ค้นพบปลาเลียหินน้ำว้า (Garra waensis) ปลาชนิดใหม่ของโลก ซึ่งจัดอยู่ในสกุลปลาเลียหิน (Garra) วงศ์ปลาตะเพียน

ลักษณะเด่นคือ มีจานดูดบริเวณริมฝีปากล่างสำหรับยึดเกาะกับผิวของหิน มีเกล็ดที่มีจุดสีส้มแดงกระจายอยู่บนลำตัว และมีก้านครีบหลังที่แตกแขนง 7 ก้าน ปลาชนิดนี้มีการแพร่กระจายในลุ่มแม่น้ำว้า ในเขตอำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน เท่านั้น ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำ ชั้น A ของระบบแม่น้ำเจ้าพระยา สองฟากฝั่งลำห้วยสาขาของแม่น้ำว้าในเขตอำเภอดังกล่าวเป็นพื้นที่ป่าที่อุดมสมบูรณ์ มีความครึ้มเย็นตลอดปี ไม่มีพื้นที่ทำการเกษตรในบริเวณดังกล่าว ดังนั้น ปลาชนิดนี้จึงเป็นปลาอีกชนิดหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่าต้นน้ำของอำเภอบ่อเกลือได้เป็นอย่างดี

นักวิจัยได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ถึงแม้ในปัจจุบันป่าต้นน้ำในเขตอำเภอบ่อเกลือกำลังถูกคุกคามก็ตาม ปลาชนิดนี้มีชื่อเรียกท้องถิ่นว่า “ปลามันหัวแข็ง” สามารถพบได้ตลอดปี และเป็นปลาอีกชนิดหนึ่งที่นำมาเป็นอาหารของคนในชุมชนเขตอำเภอบ่อเกลือ

อย่างไรก็ตาม หากป่าต้นน้ำของอำเภอบ่อเกลือยังถูกคุกคามมากขึ้น มีพื้นที่ทำการเกษตรมากขึ้น น่าจะส่งผลกระทบต่อการดำรงอยู่ของปลาชนิดนี้อย่างแน่นอน การค้นพบปลาชนิดนี้ แสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกลักษณ์เชิงชีววิทยาของลุ่มน้ำน่านตอนบน ซึ่งมีชนิดปลาเฉพาะถิ่นถึง 7 ชนิด และยังมีความเป็นไปได้ที่จะพบสิ่งมีชีวิตที่ยังไม่มีชื่อวิทยาศาสตร์อีกในอนาคต

ตุลาคม 23, 2014 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,166 other followers

%d bloggers like this: