เงินเฟ้อ

All posts tagged เงินเฟ้อ

นักวิชาการเตือนนักการเมืองอย่าโยงเงินเฟ้อ

Published พฤษภาคม 13, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/eco/260058

13 พฤษภาคม 2555, 13:02 น.

Pic_260058

นักวิชาการ เตือนสตินักการเมือง อย่าเอาเงินเฟ้อมาเป็นประเด็นทางการเมือง หวั่นทำประเทศขาดความน่าเชื่อถือ ยัน “พาณิชย์” ไม่ได้เมคเลขเงินเฟ้อแน่ เหตุทางวิชาการทำยาก

13 พ.ค.นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิบการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงกรณีที่มีข่าวโจมตีกระทรวงพาณิชย์ตกแต่งตัวเลขเงินเฟ้อเดือน เม.ย.55 เพื่อให้มีอัตราลดลง แสดงถึงราคาสินค้าที่ลดลงว่า ในมุมมองของนักวิชาการ ยืนยันว่าตามหลักวิชาการเป็นเรื่องยากที่กระทรวงพาณิชย์จะตกแต่งตัวเลข เพราะกระทรวงพาณิชย์ได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกไปสำรวจราคาสินค้าหลายหมื่นรายการเป็นประจำ และไปสอบถามที่ร้านเดิม เวลาเดิมทุกครั้ง ไม่ใช่สอบถามจากผู้ค้ารายใหม่ หรือขาจร หรือหากมีการตกแต่งจริง ก็จะต้องทำในทุกรายการสินค้าที่มีนับหมื่นรายการ และจะต้องทำทุกเดือน เพื่อให้ตัวเลขการขยายตัวลดลง ซึ่งเป็นเรื่องยากมาก

“เท่าที่เห็นตัวเลขเงินเฟ้อเดือน เม.ย.55 เทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน พบว่า ตัวเลขลดลงจริง เพราะเดือน เม.ย.54 เงินเฟ้อสูงผิดปกติมาอยู่ที่กว่า 4% จากค่าเฉลี่ยของปี 54 ต่อเดือนที่ประมาณ 3% เพราะช่วงนั้นไข่ไก่ราคาแพงกว่าฟองละ 5 บาท จนรัฐบาลต้องออกมาตรการไข่ไก่ชั่งกิโล แต่ไม่มีคนพูดถึงกัน”

อย่างไรก็ตาม การที่ตนแสดงความคิดเห็นในครั้งนี้ ไม่ใช่ต้องการปกป้องกระทรวงพาณิชย์ แต่ไม่ต้องการให้การเมืองเอาตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจของไทย หรือดัชนีหลักของประเทศมาโจมตี หรือเอามาเล่นเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมือง เพราะจะทำให้ประเทศไทยขาดความน่าเชื่อถือ รวมถึงไม่เป็นธรรมกับข้าราชการที่เป็นผู้จัดทำด้วย

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 13 พฤษภาคม 2555, 13:02 น.
โฆษณา

แบงก์ชาติ ตามติด นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาล ย้ำ ดอกเบี้ยขาขึ้น

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

10 สิงหาคม 2554, 17:35 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/193037.

Pic_193037

ธปท.ประชุมนายธนาคารต่างประเทศ ระบุ จับตาสถานการณ์การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สหรัฐฯ และยุโรปใกล้ชิด เพราะมีผลต่อเศรษฐกิจโลก พร้อมติดตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ทั้ง ราคาน้ำมัน สินค้าเกษตรกระทบเงินเฟ้อ ยันเดินหน้าดอกเบี้ยขาขึ้น

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เชิญผู้บริหารธนาคารต่างประเทศ และสมาคมธนาคารต่างประเทศ ประชุมเพื่อวางแนวทางในการร่วมกันพัฒนาประสิทธิภาพของระบบสถาบันการเงิน และช่วยกันสร้างระบบโครงสร้างทางการเงินของประเทศ ให้สอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจการเงิน และการพัฒนาการของเศรษฐกิจโลกที่อยู่กำลังเปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งดูแลให้สถาบันการเงินสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปในสถานการณ์ไม่ปกติ ต่างๆได้

โดยปัจจัยสำคัญในการประชุมครั้งนี้ ธปท.เห็นว่า ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตา คือ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และยุโรป ซึ่งการฟื้นตัวอ่อนแอ และมีปัญหาหนี้สาธารณะในระดับสูง ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า ขณะเดียวกัน ปัจจัยเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมัน ราคาผลิตผลทางการเกษตร และนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงเป็นลบ ทั้งนี้ ธปท.ส่งสัญญาณที่จะรักษาเสถียรภาพทางด้านราคาต่อไป และจะนำหลักเกณฑ์การกำกับสถาบันการเงิน ของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (บีไอเอส ) ฉบับที่ 3 มาใช้เพื่อกำกับดูแลสถาบันการเงินในระยะต่อไป รวมทั้งจัดทำแผนกลยุทธ์ระบบชำระเงิน ฉบับใหม่ที่จะใช้ในปี 255-2559 เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินในอนาคต ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการชำระเงินของประเทศ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 10 สิงหาคม 2554, 17:35 น.

ขุนคลัง การันตี ภาวะเงินเฟ้อจากขึ้นค่าแรงไม่น่าห่วง

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

10 สิงหาคม 2554, 15:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/192956.

Pic_192956

“ธีระชัย” โพสต์เฟสบุ๊คระบุแม้ไม่ได้ร่วมร่างนโยบาย พรรคเพื่อไทยแต่สนับสนุนการดูแลฐานะความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น ชี้ การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะทำให้เงินเฟ้อขึ้นเพียงรอบเดียวในปีที่ปรับจึงไม่น่ากังวลเท่ากับเศรษฐกิจที่ร้อนแรง ย้ำขณะนี้ยังไม่มีมาตรการควบคุมเงินไหลเข้า

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง ได้โพสต์ข้อความลงในหน้าแฟนเพจของเฟสบุ๊คส่วนตัว โดยตอบคำถามสื่อมวลชนที่ได้ส่งคำถามไปยังนายธีระชัยถึงข้อกังวลในการดำเนิน นโยบายต่างๆในฐานะ รมว.คลังว่า มีสื่อมวลชนที่ถามคำถามไว้ที่ซ้ำๆ กัน ขอรวบรวมตอบดังนี้ 1. ผมจะยึดหลักวินัยทางการคลังหรือไม่ ? ผมจะให้ความสำคัญเรื่องวินัยทางการคลังเป็นอย่างมาก ผมเองยอมรับว่าไม่ได้มีส่วนในการร่างนโยบายของพรรคเพื่อไทย แต่ผมก็เห็นด้วยกับแนวความคิดเหล่านี้ เนื่องจากเป็นแนวคิดที่ต้องการจะปรับปรุงฐานะความเป็นอยู่ของประชาชนโดย เฉพาะผู้ที่มีรายได้น้อย ผมจึงจะให้การสนับสนุนเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ก็จำเป็นต้องมีการพิจารณาเรื่องความยั่งยืนทางฐานะการคลังควบคู่ไปด้วย เพื่อประสานความใฝ่ฝันทางการเมืองให้พอดีกับความเป็นไปได้ทาง วิชาการ ผมจึงจะขอทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานระหว่างข้าราชการและนโยบายของพรรค ให้มีความ กลมกลืนกันให้มากที่สุด

2. การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำนั้น ไม่ว่าจะขึ้นมากน้อยเท่าใดและขึ้นเป็นขั้นบันใดหรือขึ้นครั้งเดียว จะมีข้อกังวลเรื่องเงินเฟ้อหรือไม่? การขึ้นค่าแรงงานนั้น จะมีผลต่อเงินเฟ้อในลักษณะเพิ่มต้นทุน (cost push) จึงจะมีผลทำให้ระดับราคาสูงขึ้นไปเพียงรอบเดียวในปีที่มีการขึ้นค่าแรง ไม่ใช่มีผลต่อเนื่องซ้ำๆ ทุกปีเหมือนกรณีที่เกิดเงินเฟ้อจากเศรษฐกิจโดยรวมร้อนแรงเกินไป (demand pull) ดังนั้น จึงเป็นที่น่ากังวลน้อยกว่ากรณีเศรษฐกิจร้อนแรง อย่างไรก็ดี รัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์จะต้องดูแลให้การปรับขึ้นราคาสินค้านั้นเป็นไปอย่าง เหมาะสมเท่าที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น และคาดว่าผู้ประกอบการส่วน หนึ่งจะสามารถรับภาระค่าแรงที่เพิ่มขึ้นจากกำไรที่ลดลงไปบ้างโดยไม่ปรับขึ้น ราคาขายสินค้าแต่ทั้งนี้ ผมเห็นว่าวิธีปรับตัวที่ดีที่สุดก็คือให้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต (productivity) โดยผมจะดูตัวอย่างเช่นประเทศบราซิลที่มีการเก็บเงิน จากรายได้ที่ได้จากการขุดน้ำมันและก๊าซธรรมชาตินำไปตั้งเป็นกองทุนเพื่อช่วย SME ในการฝึกอบรมคนงาน เพิ่มทักษะในการผลิต วิจัยพัฒนาขั้นตอนการ ผลิตให้เร็วขึ้นและให้ต้นทุนต่ำลง รวมทั้งพัฒนารูปแบบหรือลักษณะของสินค้าให้มีมูลค่าเพิ่ม (value add) ที่สูงขึ้น ซึ่งผมจะหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับความเป็นไป ได้ที่จะดำเนินการทำนองนี้

ส่วนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมที่ผลิต สินค้าแบบเดิมๆ ซึ่งใช้แรงงานสัดส่วนสูงนั้น ย่อมจะถูกกระทบมากกว่ารายอื่น แต่ก็ควรถือโอกาสนี้ช่วยกันทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาทั้งรูป แบบสินค้าและวิธีการทำงานให้ทันสมัยมากขึ้น ซึ่งผมจะหารือกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่เพื่ออำนวยความ สะดวกเรื่องนี้ให้เต็มที่

3. ปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐและยุโรปจะกระทบต่อไทยอย่างไร จะทำให้ต้องคิดอ่านนำเอามาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้ามาใช้หรือไม่ ? ขอตอบว่า เศรษฐกิจ ของสหรัฐฯและยุโรปที่อ่อนตัวแสดงว่าในอนาคตประเทศในเอเชียจำเป็นจะต้องหันมา พึ่งความต้องการภายในประเทศมากขึ้น ซึ่งขบวนการปรับค่าแรงขั้นต่ำ และระบบสวัสดิการนั้นเป็นนโยบายที่เหมาะสำหรับเอเชียอยู่แล้วหากดำเนินการใน ระดับที่เหมาะสม จึงหวังว่าประเทศเอเชียอื่นๆ จะคิดดำเนินการในลักษณะนี้ด้วย ทั้งนี้ ในอนาคตเอเชียต้องพึ่งการค้าขายภายในประเทศมากขึ้นและการค้าขายระหว่าง เอเชียด้วยกันมากขึ้น เอเชียควรจะลงทุนในประเทศเอเชียกันเองมากขึ้น

สำหรับ ปัญหาด้านเงินทนไหลเข้านั้น เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯและยุโรปมีแนวโน้มน่าสนใจน้อยกว่าเอเชีย ย่อมจะมีผลทำให้นักลงทุนสากลให้ความสนใจลงทุนในเอเชียมากขึ้น ดังนั้น แบงค์ชาติของประเทศต่างๆ ในเอเชียจึงจำเป็นจะต้องติดตามวิเคราะห์สถานการณ์อย่างไกล้ชิด แต่ในชั้นนี้ ผมไม่มีความคิดที่จะมีมาตรการใดๆ เป็นการเฉพาะ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 10 สิงหาคม 2554, 15:30 น.

จับตาเศรษฐกิจโลกป่วน

Published สิงหาคม 9, 2011 by SoClaimon

17 พฤศจิกายน 2553, 05:15 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127536.

Pic_127536

การแก้ปัญหาเงินเฟ้อของรัฐบาลจีน ท่ามกลางกระแสข่าวลือการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของรัฐบาลจีนอีกครั้ง และการแก้ปัญหาหนี้สินของไอร์แลนด์

วานนี้ (16 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดการเงินทั่วโลกยังคงจับตา 2 ปัญหาใหญ่ของโลกที่ก่อให้เกิดความวิตกถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง คือ การแก้ปัญหาเงินเฟ้อของรัฐบาลจีน ท่ามกลางกระแสข่าวลือการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของรัฐบาลจีนอีกครั้ง และการแก้ปัญหาหนี้สินของไอร์แลนด์

โดย รมว.คลังของประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป ได้มีการประชุมกันในคืนของวันที่ 16 พ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อหาทางยุติวิกฤติหนี้ของไอร์แลนด์ ขณะที่ไอร์แลนด์ระบุว่า มีเพียงภาคธนาคารเท่านั้นที่อาจต้องการความช่วยเหลือ แต่รัฐบาลยังไม่ต้องการความช่วยเหลืออย่างไร

ขณะที่นายโจว เสี่ยวฉวน ผู้ว่าการธนาคารจีน กล่าวว่า การพุ่งขึ้นของราคาเงินกำลังสร้างความวิตกกังวลในจีน ซึ่งอัตราเงินเฟ้อถือเป็นเรื่องที่น่าวิตก อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางจีนกำลังปรับนโยบายการเงินให้กลับสู่ปกติ หลังจากที่ดำเนินนโยบายผ่อนคลายในช่วงก่อนหน้า แต่นายโจว ยืนยันว่า จะดูแลปริมาณเงิน และสินเชื่อให้ขยายตัวอย่างเหมาะสมต่อไป และยังคงย้ำคำประกาศของรัฐบาลจีนที่จะปรับปรุงกลไกอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวน และการผลักดันการปฏิรูปอัตราดอกเบี้ย

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่า ธนาคารกลางจีนจะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งก่อนสิ้นปี ขณะที่มีรายงานว่า คณะกรรมการการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติของจีน กำลังเตรียมดำเนินการที่เข้มงวดเพื่อควบคุมราคาอาหาร และสกัดการเก็งกำไรราคาในตลาดสินค้าเกษตร.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 17 พฤศจิกายน 2553, 05:15 น.

ธุรกิจเลี้ยงหมูเจ๊งยับ

Published สิงหาคม 5, 2011 by SoClaimon

4 สิงหาคม 2554, 20:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/191601.

Pic_191601

เงินเฟ้อ-ขึ้นค่าแรงทำธุรกิจเกิดใหม่ ก.ค.ลด 12% ทุนหดเฉียด 3 พันล้านบาท ส่วนยอดเลิกกิจการพุ่ง 116% ทุนหาย 5 พันกว่าล้านบาท ธุรกิจเลี้ยงหมูเจ๊งมากอันดับ 2 หลังราคาหมูแพง ทำรายย่อยเจ๊งยับ…

นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ เปิดเผยถึงสถิติการนิติบุคคลจดทะเบียนจัดตั้งใหม่เดือนก.ค.54 ว่า มีจำนวน 4,746 ราย ลดลง 12% หรือลดลง 687 ราย เทียบกับมิ.ย. 54 แต่ถ้าเทียบเดือนก.ค.53 เพิ่มขึ้น 24% หรือ 921 ราย ส่งผลให้ยอดจัดตั้งนิติบุคคลจดทะเบียนช่วง 7 เดือน (ม.ค.-ก.ค.) 54 มี 36,280 ราย เพิ่มขึ้น 25% หรือ 7,300 ราย

เทียบกับช่วงเดียวกันปี 53 ด้านทุนจัดตั้งนิติบุคคลเดือนก.ค. 54 มีทุนจดทะเบียน 22,958 ล้านบาท ลดลง 11% หรือ 2,867 ล้านบาท เทียบกับมิ.ย.54 แต่เพิ่มขึ้น 63% หรือเพิ่ม 8,880 ล้านบาท เทียบกับก.ค. 53 ส่งผลให้ทุนจดทะเบียนสะสมช่วง 7 เดือน 54 มีมูลค่า 191,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% หรือเพิ่มขึ้น 1,840 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันปี 53

ขณะที่ยอดการจดทะเบียนยกเลิกจัดตั้งนิติบุคลเดือนก.ค.54 เพิ่มขึ้น 116% เทียบกับก.ค. 53 หรือเพิ่มขึ้น 571 ราย ส่วนเมื่อเทียบกับมิ.ย.54 เพิ่มขึ้น 15% หรือ 144 ราย ส่วนทุนจดทะเบียนยกเลิกก.ค.54 มีมูลค่า 5,724 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 159% เมื่อเทียบกับก.ค.53 และเพิ่มขึ้น 3% หรือ 211 ล้านบาท เมื่อเทียบกับมิ.ย.54 ส่งผลให้มีทุนจดทะเบียนยกเลิกสะสมช่วง 7 เดือน ปี 54 มูลค่า 22,900 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 56% มูลค่า 8,288 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน

โดยประเภทธุรกิจที่มีจำนวนเลิกสูงสุด 3 อันดับแรกคือ ก่อสร้างอาคารทั่วไป อสังหาริมทรัพย์ และบริการด้านธุรกิจอื่น ส่วนธุรกิจที่มีจำนวนทุนสูงสุดที่เลิกกิจการ 3 อันดับแรก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยางสังเคราะห์ 1,225 ล้านบาท เลี้ยงสุกร 441 ล้านบาท และอสังหาริมทรัพย์ 389 ล้านบาทโดยธุรกิจเลี้ยงสุกรที่เลิกกิจการจำนวนมาก เป็นเพราะราคาหมูแพงในปัจจุบัน จนทำให้ผู้เลี้ยงขาดทุน ประกอบกับ ยอดการบริโภคลดลง ฟาร์มเลี้ยงหมูรายย่อยไม่สามารถแบกรับภาระขาดทุนได้จึงล้มเลิกกิจการ

”ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ยอดการจดทะเบียนชะลอตัว คืออัตราเงินเฟ้อในประเทศที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การปรับขึ้นดอกเบี้ยเชิงนโยบายจาก 3% เป็น 3.25% ความไม่แน่ใจในนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะการปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ 300 บาท/วัน และการปรับขึ้นเงินเดือนขั้นต่ำ 15,000 บาท/เดือน นอกจากนี้ ยังมีความมั่นใจในการฟื้นตัวเศรษฐกิจของสหรัฐฯในเรื่องแผนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 3 ” นายอลงกรณ์กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 4 สิงหาคม 2554, 20:00 น.

เตือน รบ.เก็บกระสุนกระตุ้น ศก.รอรับวิกฤติรอบใหม่

Published สิงหาคม 4, 2011 by SoClaimon

4 สิงหาคม 2554, 17:20 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/191573.

Pic_191573

ธปท.แจงสาเหตุไม่อยากให้รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เพราะต้องการให้เก็บกระสุนทั้งนโยบายการเงิน-การคลังไว้รับมิอวิกฤติเศรษฐกิจโลกรอบใหม่ที่อาจะเกิดขึ้นได้ ชี้ถ้าใช้ระยะสั้นอาจต้องเดินตามรอยเศรษฐกิจสหรัฐฯ…

เมื่อวันที่ 4 ส.ค. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาเรื่ออัตราเงินเฟ้อ ผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทย และภาคอุตสาหกรรม จัดโดยวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยว่า สาเหตุที่ ธปท.ไม่ต้องการให้รัฐบาลใหม่เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจไทยมากเกินไป ในขณะที่เศรษฐกิจไทยกำลังขยายตัวในระดับที่เต็มศักยภาพในการผลิต เต็มประสิทธิภาพสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และเต็มความสามารถในการซื้อของประชาชน เพราะไม่ต้องการให้ก่อปัญหาเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วขณะเดียวกันในช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีความเปราะบางในการขยายตัว ขณะที่เศรษฐกิจประเทศจี 3 ประกอบด้วยสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่นอ่อนแอ ประเทศไทยควรที่จะเตรียมกระสุนไว้ทั้งในส่วนของนโยบายการเงิน และการคลัง เพื่อรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจที่อาจจะเกิดขึ้นอีกครั้งในอนาคต เพราะถ้าดูบทเรียนจากสหรัฐฯ ในขณะนี้ที่เขากระตุ้นเศรษฐกิจมากเกินไปในช่วงก่อนหน้า ทำให้ตอนนี้เขาหมดกระสุน แม้ขยายเพดานหนี้เพิ่มขึ้นได้ แต่ก็ต้องทยอยปรับลดงบประมาณลง เท่ากับกระสุนทางการคลังหมด ขณะที่นโยบายการเงินนั้น การใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ ( QE) ติดกัน 2 ครั้ง ทำให้อัตราดอกเบี้ยลดลงมาก โดยหลังจากการใช้ QE2 อัตราดอกเบี้ยสหรัฐ อยู่ที่ติดลบ 1% ซึ่งจะกระตุ้นต่อไปก็คงไม่เกิดผลแล้ว และปัญหาของสหรัฐฯ กำลังก่อปัญหากับเศรษฐกิจโลก

“ธปท.ไม่อยากให้รัฐบาลเร่งเครื่องยนต์ที่มีอยู่มากเกินไป จนกระทั่งเครื่องพังเสียหาย แต่ถ้าจะลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ หรือซื้อเครื่องที่ 2 เครื่องที่ 3 มาช่วยขับเคลื่อนเพิ่มเป็นเรื่องควรดำเนินการ โดยเฉพาะการปรับปรุงงบลงทุนของรัฐบาล ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 16% ของงบประมาณให้เพิ่มขึ้นเป็น 22-23% ของงบประมาณ จะช่วยสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยได้ หรือถ้าเพิ่มขึ้นไปถึง 25% ซึ่งเป็นระดับเดียวกันกับรัฐบาลประเทศในภูมิภาคนี้ก็จะถือเป็นเรื่องที่ดี กว่า ที่จะกระตุ้นโดยการหว่านเงินลงไปเพื่อเพิ่มการใช้จ่ายซึ่งเป็นผลระยะสั้น” นายประสาร กล่าว

นายประสาร กล่าวเพิ่มว่า ธปท.จึงอยากให้รัฐบาลเก็บนโยบายการคลังส่วนหนึ่งไว้เป็นแรงในการกระตุ้น เศรษฐกิจในยามจำเป็นจริงๆ และสำรองไว้เพื่อรับมือความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก แทนที่จะเร่งให้จนหมดกระสุน ขณะที่นโยบายการเงินนั้น ก็ควรจะทำให้อยู่ในระดับปกติ อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงเป็นบวก และอยู่ในอัตราที่สกัดไม่ให้อัตราเงินเฟ้อ และอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์สูงขึ้นไปจนบั่นทอนกำลังซื้อของประชาชน และทำให้ต้นทุนราคาสินค้าสูงขึ้น ซึ่งในที่สุดจะส่งผลต่อภาคการผลิต การส่งออก และเศรษฐกิจประเทศโดยรวม

“อัตราเงินเฟ้อก็เหมือนปลวก ซึ่งเป็นศัตรูสำคัญของเศรษฐกิจไทยที่เปรียบเสมือนบ้านหรือสิ่งปลูกสร้าง เงินเฟ้อก็ถือเป็นศัตรูที่กัดกินมูลค่าของเงินที่หามาได้ ส่งผลลดทอนความสามารถในการใช้จ่าย ซื้อสินค้าของประชาชน และเป็นต้นทุนที่สูงขึ้นของผู้ประกอบการ และเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในที่สุด ซึ่งการแก้ปัญหาคงไม่ใช่การฉีดยากำจัดปลวกทุก 3 เดือน 6 เดือน เช่นการใช้มาตรการบรรเทาค่าครองชีพ หรือตรึงราคาสินค้า ซึ่งแก้ปัญหาได้ในระยะสั้นเท่านั้น แต่ภาพรวมราคาสินค้ายังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากปัจจัยเศรษฐกิจที่ดี และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ของโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น มาตรการเหล่านั้น จึงเป็นแค่การเลื่อนระยะเวลาของปัญหาออกไป และอาจต้องใช้งบประมาณสูงที่จะอุดหนุนอย่างต่อเนื่อง” นายประสาร กล่าว

นอกจากนั้น ผู้ว่าการ ธปท.ยังยกตัวอย่าง ราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นที่กระทบการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมไทย ด้วยว่า หากเงินเฟ้อจากต้นทุนวัตถุดิบทั่วไปสูงขึ้น 1% จะทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับสูงขึ้นประมาณ 0.2% ซึ่งส่งผลไปยังราคาสินค้าที่จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน หากราคาสินค้าปรับขึ้นมาจะกระทบต่อการขยายตัวของภาคการผลิตได้ โดยยกตัวอย่าง ราคาน้ำมันซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัฐในการผลิตที่เร่งขึ้นมากในปี 2551 โดยพบว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้น 1% ทำให้ดัชนีราคาผู้ผลิตเพิ่มขึ้น 0.38% เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.17% โดยราคาที่สูงขึ้น ทำให้มูลค่าการบริโภคสินค้าอุตสาหกรรมลดลง 85,000-130,000 ล้านบาท ทำให้มูลค่าการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมลดลง 108,000-160,000 ล้านบาท ทำให้จีดีพีภาคอุตสาหกรรมในปีนั้นลดลง ประมาณ 2% ซึ่งจุดนี้คือผลจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอย่างเดียว แต่ในขณะนี้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นเกือบทุกรายการ

“ในส่วนของ ธปท.ซึ่งมีหน้าที่ ดูแลรักษาค่าเงินของประชาชน ให้คนไทยสามารถซื้อของได้เท่าเดิมโดยใช้เงินเท่าเดิมนานที่สุด การใช้ดอกเบี้ยนโยบายในการคุมการคาดการณ์เงินเฟ้อไม่ให้สูงเกินไป ลดการใช้จ่ายและการลงทุนที่ไม่จำเป็นลดลง เพราะผู้กู้และผู้บริโภคอาจจะต้องวางแผนในการใช้จ่ายเงินมากขึ้น ยังคงต้องดำเนินการต่อเนื่อง ซึ่งธปท.พยายามทำไม่ให้กระทบการขยายตัวของเศรษฐกิจ และที่ผ่านมาต้นทุนการเงินที่เพิ่มขึ้นของภาคประกอบการเพิ่มขึ้นไม่มาก เพราะสัดส่วนต้นทุนการเงินต่อต้นทุนรวมมีสัดส่วนแค่ 5% แต่การจะลดเงินเฟ้อลงในระยะยาว ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อลดต้นทุนลง และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และคุณภาพสินค้าให้เพิ่มขึ้น เพื่อทำให้เศรษฐกิจไทยยกระดับการขยายตัวและเติบโตไปอีกชั้น ในแนวทางเดียวกับเกาหลีใต้ หรือไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วต่อไป” นายประสาร กล่าว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 4 สิงหาคม 2554, 17:20 น.

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ส่งออก รถยนต์ปี 54 ขยายตัว 4%

Published สิงหาคม 3, 2011 by SoClaimon

3 สิงหาคม 2554, 17:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/191295.

Pic_191295

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดส่งออกรถยนต์ปี 54 ขยายตัว 4% แม้ปัญหาวิกฤติชิ้นส่วนคลี่คลาย เหตุ มีปัจจัยเสี่ยงรายล้อม ทั้ง ราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยรวมถึงนโยบาย รถยนต์คันแรก อาจจะทำให้เกิดการชะลอการซื้อรถได้

เมื่อวันที่ 3 ส.ค.  บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ได้ออกรายงานวิเคราะห์การส่งออกรถยนต์ของไทยปี 54 ว่า ตัวเลขการส่งออกรถยนต์ของไทยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาจะเห็นว่า การส่งออกในช่วงไตรมาสแรกจะขยายตัวร้อยละ 8.2 ตามทิศทางการขยายตัว ของอุปสงค์จากประเทศคู่ค้าหลัก แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงไตรมาสที่ 2 การส่งออกรถยนต์ของไทยต้องเผชิญกับผลกระทบจากแผ่นดินไหวและสึนามิใน ประเทศญี่ปุ่น ส่งผลทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนชิ้นส่วนในการผลิตรถยนต์ ค่ายรถยนต์หลายค่ายตัดสินใจลดกำลังการผลิตลง ส่งผลต่อรถยนต์ที่จะส่งมอบให้กับลูกค้าที่ลดจำนวนลงอย่างมาก ทำให้การส่งออกไตรมาสที่ 2 หดตัวสูงถึงร้อยละ 24.6 ซึ่งเป็นการหดตัวครั้งแรกหลังจากขยายตัวอย่างต่อเนื่องมาตลอดช่วง 1 ปีกว่า แม้ปัญหาชิ้นส่วนจะคลี่คลายลงมากเมื่อเข้าสู่ช่วงไตรมาส 3 แต่การหดตัวอย่างรุนแรงในช่วงไตรมาส 2 และปัจจัยลบจากปัญหาในประเทศนำเข้ารถยนต์ของไทยบางประเทศที่ยังคงต้อง เผชิญกับปัญหาบางประการในประเทศตน ทำให้การนำเข้ารถยนต์ยังคงชะลอลง ส่งผลให้แนวโน้มการส่งออกของไทยในปี 2554 ลดลงกว่าที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเคยคาดไว้ในช่วงต้นปีว่ามีโอกาสแตะระดับ 1 ล้านคันค่อนข้างมาก

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าการส่งออกช่วงครึ่งหลังของปี 2554 อาจทำได้สูงถึงประมาณ 505,000 ถึง 540,000 หรือขยายตัวขึ้นกว่าช่วงครึ่งแรก ที่ทำไว้ 386,410 คัน ถึงกว่าร้อยละ 30 ถึง 40 ซึ่งจะส่งผลให้ในปี 2554 นี้ การส่งออกรถยนต์ของไทยอาจทำได้ใกล้เคียงกับจำนวน 896,065 คัน ที่เคยทำไว้ในปี 2553 โดยมีจำนวน 890,000 ถึง 930,000 คัน หรือหดตัวร้อยละ 1 ถึงขยายตัวร้อยละ 4 (YoY) แม้การส่งออกในปีนี้จะขยายตัวได้ไม่สูงนัก แต่ก็คาดว่าการผลิตรถยนต์ในประเทศ ปีนี้มีโอกาสสูงที่จะพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 1.8 ล้านคัน ตามที่หลายฝ่ายมีการคาดการณ์กัน จากปริมาณยอดขายรถยนต์ในประเทศปีนี้ที่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่ามีโอกาสขยายตัวได้สูงถึงร้อยละ 10 ถึง 15 (YoY) หรือคิดเป็นจำนวน 880,000 ถึง 920,000 คัน เพิ่มขึ้นจากที่เคยทำได้ 800,357 คัน ในปีที่แล้ว เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศที่อยู่ในระดับสูง ประกอบกับความนิยมในรถยนต์รุ่นใหม่ๆที่ออกมา

อย่างไรก็ตามตลาดในประเทศยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม เช่น ระดับ ราคาน้ำมันในตลาดโลก ปัญหาเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นได้อีกจากระดับปัจจุบัน ประกอบกับนโยบายของภาครัฐที่จะออกมาซึ่งอาจจะส่งผลกระทบได้ทั้งในแง่บวก และแง่ลบต่อตลาดรถยนต์ในประเทศปีนี้ เช่น นโยบายเกี่ยวกับราคาสินค้าเกษตร นโยบายการปรับขึ้นเงินเดือน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบเชิงบวกต่อกำลังซื้อและความเชื่อมั่นผู้บริโภค ขณะที่นโยบาย รถยนต์คันแรก อาจจะทำให้เกิดการชะลอการซื้อรถได้ เป็นต้น

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 3 สิงหาคม 2554, 17:30 น.

หุ้นดิ่งทั่วโลกรับมะกันก่อหนี้เพิ่ม

Published สิงหาคม 3, 2011 by SoClaimon

3 สิงหาคม 2554, 06:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/191087.

Pic_191087

ตลาดหุ้นแดงทั่วโลก ชี้สหรัฐฯผ่าน ก.ม.ขยายเพดานหนี้ไม่มีผล เศรษฐกิจโลกอ่อนแอหนัก “คณิศ” เตือนรัฐบาลใหม่รับมือ ไม่อย่างนั้นเศรษฐกิจไทยปีนี้อาจขยายตัวเหลือแค่ 3% จี้ดูแลเงินเฟ้อไม่ให้พุ่งเกิน 2%

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า คืนวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯ อนุมัติข้อตกลงเพื่อปรับเพิ่มเพดานหนี้จาก 14.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯในปัจจุบัน โดยจะมีการปรับลดงบใช้จ่ายลดลง 2.1 ล้านล้านเหรียญฯในเวลา 10 ปี ด้วยคะแนนเสียง 269 ต่อ 169 ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะทำให้รัฐบาลสหรัฐฯหลีกเลี่ยงเส้นตายการผิดนัดชำระหนี้ในวันที่ 2 ส.ค.นี้ได้ เพราะคาดกันว่า วุฒิสภาสหรัฐฯ ที่จะมีการลงมติเวลา 23.00 น. ของคืนวันที่ 2 ส.ค.จะผ่านร่างกฎหมายดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ตลาดเงินทั่วโลกกลับมีปฏิกิริยาน้อยมากกับเรื่องนี้ และยังคงวิตกกังวล เพราะมีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯจะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลงจากระดับ AAA สูงอยู่

ขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลก วานนี้ (2 ส.ค.) ปรับตัวลดลงแทบทุกตลาด โดยดัชนีหุ้นภูมิภาคเอเชีย (2 ส.ค.) ลดลงทั้งภูมิภาค ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยปิดที่ 1,139.61 จุด ลดลง 4.53 จุด, ดัชนีหุ้นนิเคอิ ญี่ปุ่น ปิดที่ 9,844.59 ลดลง 120.42 จุด ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ ปิดที่ 2,679.259 ลดลง 24.524 จุด, ดัชนีหุ้นฮั่งเส็ง ปิดที่ 22,421.46 ลดลง 241.91 จุด, หุ้นสเตรทไทม์ สิงคโปร์ปิดที่ 3,177.09 จุด ลดลง 38.18 จุด เช่นเดียวกับภูมิภาคยุโรปและอเมริกา (1ส.ค.) โดยหุ้นดาวโจนส์ สหรัฐฯปิดที่ 12,132.49 จุด ลดลง 10.75 จุด, เอฟที -100 อังกฤษ ปิดที่ 5,774.43 ลดลง 40.76 จุด, ดีเอเอ็กซ์ เยอรมัน ปิดที่ 6,953.58 จุด ลดลง 204.79 จุด และซีเอซี-40 ฝรั่งเศส ปิดที่ 3,588.05 จุด ลดลง 83.23 จุด

นายนาโอกิ ฟูจิวาระ ผู้จัดการกองทุนชินกิน แอสเซ็ท แมเนจเมนต์ ของญี่ปุ่น กล่าวว่า การปรับลดลงของตลาดหุ้นทั่วโลกช่วงเช้านี้ไม่ใช่เรื่องประหลาดใจ เพราะตลาดกังวลกับแนวโน้มของเศรษฐกิจสหรัฐฯและเศรษฐกิจโลกในระยะยาว แม้ว่าสหรัฐฯจะหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ในครั้งนี้ได้ก็ตาม ทั้งนี้ จากผลสำรวจพบว่า การผลิตของโลกขยายตัวต่ำสุดในรอบ 2 ปีในเดือน ก.ค.นี้ ขณะที่ยอดคำสั่งซื้อลดลงเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2551

“ข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคของโลกทำให้นักลงทุนต้องพิจารณาอย่างจริงจังถึงคำถามในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก” นายคีธ โบว์แมน นักวิเคราะห์หุ้นจากฮาร์กรีฟ แลนส์ดาวน์กล่าว ขณะที่นายโจเซฟ คาปูร์โซ นักวางแผนกลยุทธ์จากคอมมอลเวลธ์ แบงก์ กล่าวว่า “ในระยะสั้นสหรัฐฯ หลีกเลี่ยงวิกฤติการเงินโลกครั้งที่ 2 แต่สหรัฐฯต้องปรับงบประมาณลงอีกและเมื่อรวมกับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯที่อ่อนแอมาก ทำให้มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะต้องออกนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือ QE3 ทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่าลงอีก”

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นักลงทุนทั่วโลกสนใจที่จะเข้าซื้อสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูงมากขึ้นเช่นเงินฟรังก์สวิส โดยค่าเงินดอลลาร์ในช่วงเช้าวานนี้ (2 ส.ค.) อ่อนค่าลงทำสถิติต่ำสุดใหม่เมื่อเทียบกับเงินฟรังก์สวิส ขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกหันมาลงทุนในทองคำมากขึ้นโดยธนาคารกลางเกาหลีใต้ ระบุว่า ในช่วง 2เดือนที่ผ่านมาได้เข้าซื้อทองคำเพิ่มขึ้น 25 ตัน ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซื้อทองคำเพิ่มขึ้นประมาณ 10 ตัน ตั้งแต่เดือน เม.ย.โดยราคาทองคำล่าสุดวานนี้ (2ส.ค.)ปรับขึ้นไปอยู่ที่ 1,627.74 เหรียญสหรัฐฯ ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้น 9.64 เหรียญฯ

นายคณิศ แสงสุพรรณ ผู้อำนวยการมูลนิธิสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจและการคลัง เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกหลังจากที่สหรัฐอเมริกาขยายเพดานหนี้สาธารณะ คาดว่าตั้งแต่ช่วงนี้ไปจนถึงปลายปีเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลงมาก ถ้าประเทศไทยไม่ทำให้เศรษฐกิจภายในเข้มแข็งขึ้น และเชื่อมโยงเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้านรวมและเอเชีย เศรษฐกิจไทยจะมีปัญหาอย่างแน่นอน อาจจะได้เห็นผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) โตเพียง 3-3.5% “เมื่อสหรัฐฯขยายเพดานก่อหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น ต่อไปก็จะต้องออกตราสารหนี้มาขายให้กับนักลงทุน แต่เชื่อว่าไม่มีนักลงทุนรายใดกล้าเสี่ยง ดังนั้น  เฟดก็ต้องเข้ามาซื้อเองซึ่งต้องใช้มาตรการ QE3 ออกมา ขณะที่ประเทศในแถบยุโรปก็ยังมีปัญหาเศรษฐกิจอยู่ ทำให้เงินล้นตลาด เกิดภาวะราคาสินค้า ราคาน้ำมัน รวมถึงราคาทองคำขยับตัวสูงขึ้น”

สำหรับเศรษฐกิจภายในประเทศสิ่งที่เป็นปัญหาสำคัญ คือ ราคาน้ำมันและราคาอาหารที่พุ่งสูงขึ้น เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อจนกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลชุดใหม่ต้องดูแลสินค้าสำคัญ 13 ชนิดที่ส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด โดยใช้มาตรการบริหารการนำเข้าและการส่งออกให้ทันสถานการณ์เพื่อให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาดอย่างแท้จริง ขณะเดียวกันต้องดูแลปัญหาราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ให้ส่งผลกระทบกับประชาชนมากเกินไปโดยเฉพาะการลดเงินนำส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

ทั้งนี้ หากรัฐบาลควบคุมไม่ให้อัตราเงินเฟ้อสูงกว่า 1-2% ได้ การเพิ่มรายได้ให้ประชาชนอีก 40% ตามนโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ก็จะเป็นประโยชน์อย่างแท้จริง หากรายได้เพิ่มแต่เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นมาก รายได้ก็ไม่ได้เพิ่มอย่างแท้จริง ขณะเดียวกัน ถ้าเดินหน้านโยบายอื่นตามที่หาเสียงไว้ได้จริง ทั้งการรับจำนำข้าว การขึ้นเงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท รวมถึงมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ปีละ 6%.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 3 สิงหาคม 2554, 06:30 น.

ธปท.ชี้ดอกเบี้ยจะผันตามเงินเฟ้อในอนาคต

Published สิงหาคม 2, 2011 by SoClaimon

2 สิงหาคม 2554, 19:08 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/191029.

Pic_191029

ธปท.ชี้หากไม่ปรับ ขึ้นดอกเบี้ย ต้นทุนทางการเงินจะสูงกว่านี้ เพราะดอกเบี้ยจะปรับตามเงินเฟ้อในอนาคต ยันปัจจัยดอกเบี้ยไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ดึงดูดเงินทุนไหลเข้า แต่ขึ้นอยู่กับศักยภาพทางเศรษฐกิจแต่ละประเทศมากกว่า

เมื่อวันที่ 2 ส.ค. นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการ สายเถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การทำนโยบายอัตราดอกเบี้ยของธปท. เพื่อเป็นการดูแลความเสี่ยงด้านอัตราเงินเฟ้อไม่ให้สูงขึ้น และเพื่อดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งได้ปรับขึ้นมาแล้ว 2% นั้น ยังไม่ชัดเจนนักว่า จะกระทบการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือกระทบต่อภาคธุรกิจและผู้บริโภคที่ต้องพึ่งพาเงินกู้มากน้อยขนาดไหน และไม่มีใครสามารถตอบได้ว่า เวลาขึ้นดอกเบี้ยกับไม่ขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจ(จีดีพี)หด ตัวหรือเพิ่มขึ้นไปขนาดไหน ซึ่งธปท.ต้องติดตามดูต่อไป แต่ในทางกลับกันหากธปท.ไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ย เพื่อดูแลอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง เชื่อว่าต้นทุนทางการเงินอาจจะสูงกว่านี้ เพราะดอกเบี้ยปรับตัวตามเงินเฟ้อในอนาคต นอกจากนั้นนโยบายการเงินกว่าจะได้ผลก็ต้องใช้เวลาประมาณ 2 ปี อย่างไรก็ตามส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้มีเงินทุนไหลเข้ามา แต่นักลงทุนจะพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐาน เช่น การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศนั้น และแนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งแต่ละปีค่าเงินจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2% ขณะที่ต่อวันก็เคลื่อนไหวขึ้นอีกกี่เปอร์เซนต์ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะมีผลต่อการไหลเข้ามาของเงินทุนไหลมากกว่า

“ถ้าถามว่า ธปท.ขึ้นดอกเบี้ยในช่วงนี้ ไม่กลัวเงินทุนไหลเข้าหรือ ก็บอกว่า ปัจจัยที่จะนำเงินทุนเข้ามา ไม่ใช่เรื่องส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยอย่างเดียว เพราะหากเทียบส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของอินโดนีเซียที่สูงกว่าเรา โดยอยู่เฉลี่ยที่ 2% แสดงว่าเงินทุนไหลเข้าไม่ได้มาจากปัจจัยส่วนต่างดอกเบี้ย”นางอัจนา กล่าว

นางอัจนา กล่าวต่อว่า เครื่องมือในการทำนโยบายการเงินของธปท.เพื่อดูแลเงินเฟ้อนั้น เครื่องมือจะต้องมีผลควบคุมได้ ซึ่งก็คือ การใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ย แม้บางครั้งเราอาจจะพอใจที่ค่าเงินแข็งค่าขึ้นแล้วช่วยลดเงินเฟ้อลงได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะใช้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นเครื่องมือในการดูแล เงินเฟ้อ เพราะอัตราแลกเปลี่ยนไม่สามารถควบคุมได้

นางอัจนา กล่าวด้วยว่า สำหรับปัญหาที่สหรัฐฯจะต้องดำเนินการแก้ไขต่อไป หลังจากสามารถปรับเพิ่มเพดานหนี้ได้สำเร็จ คือ การแก้ไขปัญหาฐานะการคลัง ปัญหาหนี้สาธารณะ และปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นหลัก ซึ่งแผนการปรับลดค่าใช้จ่ายของสหรัฐฯ ทำให้ขณะนี้สหรัฐฯมีช่องทางในการใช้นโยบายการเงิน และนโยบายการคลัง เพื่อใช้กระตุ้นเศรษฐกิจทำได้น้อยลง เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ และหากเศรษฐกิจสหรัฐฯ หรือเศรษฐกิจกลุ่มประเทศจี 3 (สหรัฐฯ ยุโรป และ ญี่ปุ่น) ไม่สามารถเติบโตตามที่คาด ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลก

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 2 สิงหาคม 2554, 19:08 น.

ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค-อาหารพุ่งไม่หยุด ดันเงินเฟ้อก.ค.พุ่ง 4.08%

Published สิงหาคม 2, 2011 by SoClaimon

1 สิงหาคม 2554, 15:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/190722.

Pic_190722

“พาณิชย์” เผยเงินเฟ้อก.ค.54 เพิ่ม 4.08% เทียบเดือนเดียวกันปีก่อน ส่วนเฉลี่ย 7 เดือนทะยานแล้ว 3.64% หลังราคาสินค้าอุปโภคบริโภค-อาหารพุ่งไม่หยุด แต่เชื่อทั้งปีไม่เกินเป้าหมายที่ 3.7% แน่นอน

เมื่อวันที่ 1 ส.ค. นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (เงินเฟ้อ) เดือน ก.ค.54 ว่า ดัชนีอยู่ที่ 112.74 สูงขึ้น 4.08% เมื่อเทียบกับเดือนก.ค.53 ถือเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระดับที่เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจไทย ส่วนเมื่อเทียบกับเดือนมิ.ย.54 สูงขึ้น 0.18% และเฉลี่ย 7 เดือน (ม.ค.-ก.ค.) 54 สูงขึ้น 3.64% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม ยังคงยืนยันว่า เงินเฟ้อปีนี้จะขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ไม่เกิน 3.7% โดยคาดว่าทั้งปีน่าจะอยู่ที่ 3.6%

ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน ที่หักรายการสินค้ากลุ่มอาหารสด และกลุ่มพลังงานออกจากการคำนวณ เดือนก.ค.54 เท่ากับ 106.35 เมื่อเทียบกับเดือนก.ค.53 สูงขึ้น 2.59% เมื่อเทียบกับเดือนมิ.ย.54 สูงขึ้น 0.08% แลเฉลี่ย 7 เดือนสูงขึ้น 2.01% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากเป้าหมายที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดไว้ที่ 0.5-3.0%

“เงินเฟ้อที่สูงขึ้นเป็นเพราะการสูงขึ้นของราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าอาหาร โดยเฉพาะราคาอาหารสด แต่ยังต่ำเป็นอันดับ 2 ในเอเชีย รองจากมาเลเซียที่เฉลี่ย 6 เดือนสูงขึ้น 3.05% ขณะที่ฟิลิปปินส์สูงขึ้น 4.27% สิงคโปร์ 4.95% จีน 5.40% อินโดนีเซีย 6.36% อินเดีย 8.78% เวียดนาม 16.08%” นายยรรยง  กล่าว

นายยรรยง กล่าวถึงปัจจัยเสี่ยงที่มีต่อเงินเฟ้อไทยในปีนี้ว่า ยังคงเป็นราคาน้ำมันในตลาดโลกที่สูงอย่างต่อเนื่อง สำหรับการเงินค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาทนั้น ไม่น่าจะกระทบเงินเฟ้อในขณะนี้ เพราะยังไม่มีความชัดเจนว่าจะปรับขึ้นเมื่อไร อีกทั้งยังต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการไตรภาคีอีก ขณะที่ปัญหาเงินทุนที่ไหลเข้ามาในไทยจำนวนมากขณะนี้ ก็ไม่น่าทำให้ประชาชนมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น เพราะเม็ดเงินดังกล่าวเข้ามาลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว ไม่ได้เข้าถึงมือประชาชนโดยตรง อีกทั้ง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ขึ้นดอกเบี้ยสกัดเงินเฟ้ออยู่แล้ว ดังนั้นทั้ง 2 ปัจจัยนี้จึงไม่ใช่เป็นตัวกดดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้นได้

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 1 สิงหาคม 2554, 15:00 น.
%d bloggers like this: