เงินฝาก

All posts tagged เงินฝาก

ดีเดย์ 11 ส.ค. คุ้มครองเงินฝากวงเงินไม่เกิน1ล้านบาท

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

10 สิงหาคม 2554, 15:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/192970.

Pic_192970

“สคฝ.” คุ้มครองเงินฝากทุกรายทั่วประเทศ พรุ่งนี้ (11 ส.ค.) ตามอัตราวงเงินความคุ้มครองที่กฎหมายกำหนด พร้อมชูแผนกลยุทธ์ 3 ปีสู่องค์กรแห่งความเป็นเลิศ

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. นายสิงหะ นิกรพันธุ์ ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 11 ส.ค.54 นี้ นับเป็นวันแรกที่ตาม พ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองเงินฝาก 2551 กำหนดให้มีการคุ้มครองเงินฝากตามจำนวนที่ฝากไว้ รวมถึงดอกเบี้ยคงค้างจากเงินฝากดังกล่าวในวงเงินรวมไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อรายผู้ฝากต่อสถาบันการเงิน และในวันที่ 11 ส.ค.55 เป็นต้นไป จะได้รับความคุ้มครองเงินฝากวงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อรายผู้ฝากต่อสถาบันการเงิน โดยผู้ฝากทุกคนทั้ง 100% จะได้รับความคุ้มครองเหมือนกันหมด และผู้ฝากที่ได้รับคุ้มครองเต็มวงเงินคือผู้ฝากที่มีเงินฝากไม่เกิน 1 ล้านบาทซึ่งมีอัตราส่วนสูงถึง 98.5% ของผู้ฝากทั้งหมด

นายสิงหะ กล่าวต่อว่า การคุ้มครองดังกล่าวเป็นการ “คุ้มครองประชาชนผู้ฝากเงินทุกราย” ในระบบสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครอง ตามอัตราวงเงินคุ้มครองที่กฎหมายกำหนด ซึ่งปัจจุบันบัญชีเงินฝากที่ได้รับความคุ้มครองโดย สคฝ. มีจำนวน 60 ล้านบัญชี หรือคิดเป็นจำนวนเงิน 7.4 ล้านล้านบาท ที่จะได้รับการดูแลในกรณีที่เกิดวิกฤติสถาบันการเงินปิดกิจการ ผู้ฝากเงินจึงมั่นใจได้ ไม่ต้องตื่นตระหนก อย่างไรก็ตาม สถาบันคุ้มครองเงินฝากยังเป็นกลไกที่จะสร้างวินัยทางการเงิน ซึ่งจะเสริมสร้างความมั่นคงและเสถียร ภาพของระบบสถาบันการเงิน รวมทั้งยังช่วยพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันให้กับสถาบันการเงินต่างๆ ให้ดำเนินการอย่างระมัดระวัง โปร่งใส ซึ่งเป้าหมายสุดท้ายก็คือจะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้ฝากเงินทุกคน

นอกจาก นี้ ในวันที่ 11 ส.ค.54 วันเดียวกันนี้ ยังนับเป็นวันครบรอบการดำเนินการ 3 ปี ของสถาบันคุ้มครองเงินฝากอีกด้วย ซึ่งสถาบันคุ้มครองเงินฝากได้ยึดมั่นในภารกิจการทำหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ของ ประชาชนผู้ฝากเงินกับสถาบันการเงินด้วยระดับมาตรฐานสากลอย่างต่อเนื่อง ก้าวต่อไปสู่ปีที่ 4 ของสถาบันคุ้มครองเงินฝากนี้ สคฝ.ได้เตรียมจัดทำ “แผนกลยุทธ์สถาบันคุ้มครองเงินฝาก 3 ปี” (2555-2557 ) เพื่อเป็นถ้อยแถลงเกี่ยวกับทิศทางในอนาคต และเป็นกลไกสื่อสารให้ผู้ที่มีส่วนร่วมในองค์กรได้ยึดถือเป็นแนวปฏิบัติร่วม กัน ในการกำหนดแผนงานและตัวชี้วัดต่างๆต่อไป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสถาบันไปสู่องค์กรแห่งความเป็นเลิศ มีการบริหารงานอย่างมีธรรมาภิบาล มีความรับผิดชอบต่อผู้เกี่ยวข้อง และมุ่งส่งเสริมสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินต่อไป

ทั้งนี้ จากแผนยุทธศาสตร์หลักๆ ดังกล่าวได้มุ่งเน้นให้เกิดการขับเคลื่อนในประเด็นที่สำคัญ ได้แก่ การเป็นเลิศด้านการปฎิบัติการ (Operational Excellent) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการดำเนินการกรณีที่สถาบัน การเงินถูกเพิกถอนใบอนุญาต มีระบบติดตามฐานะและดูแลการดำเนินงานของสถาบันการเงินและมีแผนรองรับกรณี เกิดวิกฤติ มีการบริหารเงินกองทุนคุ้มครองเงินฝากให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดมีกระบวนการ ชำระบัญชีที่มีประสิทธิภาพ มีการควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยงขององค์กร รวมทั้งพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศให้ครบถ้วนทันสมัย

นายสิงหะ กล่าวอีกว่า แผนกลยุทธ์ยังให้ความสำคัญกับการสร้างและพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถเพิ่มขึ้น และทำงานอย่างมีความสุข พร้อมดำเนินงานและบริหารสถาบันอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) รวมทั้งสถาบันฯ ยังได้ให้ความสำคัญกับการมีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อ สถาบัน (Effective Partnerships) และการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับระบบการคุ้มครองเงินฝาก และการเสริมสร้างภาพลักษณ์ของสถาบัน (Educated & Informed Stakeholders)

ผู้อำนวยการ สคฝ. กล่าวด้วยว่า “แผนกลยุทธ์สถาบันคุ้มครองเงินฝาก 3 ปี”จะเป็นเสมือนกรอบและทิศทางการดำเนินงานของสถาบัน ที่ได้ผ่านการประเมินสภาวะแวดล้อมและปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้อง ทั้งภายในและภายนอกองค์กรด้วยเครื่องมือต่างๆ ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อให้สถาบันสามารถก้าวต่อไปโดยบรรลุวัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง ตาม พ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ.2551

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 10 สิงหาคม 2554, 15:30 น.

ธปท.เชื่อ เงินฝากนิ่งสนิท แม้รัฐลดคุ้มครอง เหตุทุกแบงก์แกร่งเกิน

Published สิงหาคม 6, 2011 by SoClaimon

6 สิงหาคม 2554, 02:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/191878.

Pic_191878

ผู้ว่าธปท. ระบุ เริ่มมีผู้ฝากเงินโยกเงินฝากในระบบธนาคารพาณิชย์ แต่เป็นการโยกจากบัญชีเงินฝากมาลงทุนในตั๋วเงินฝาก ขณะที่ข้อมูล 6 เดือนแรกของปี 54 ระบบธนาคารพาณิชย์ไทยขยายตัวของสินเชื่อแตะระดับ 15.5%…

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนา “การคุ้มครองเงินฝากและการกำกับดูแลสถาบันการเงิน” ว่า การลดการคุ้มครองเงินฝากของสถาบันคุ้มครองเงินฝากในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์มีปัญหาเหลือ 50 ล้านบาทต่อบัญชี และปีหน้าลดเหลือเพียง 1 ล้านบาท ต่อบัญชี ตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองเงินฝากนั้นไม่ได้สร้างผลกระทบต่อระบบธนาคารพาณิชย์แต่อย่างใด เพราะธนาคารมีการเตรียมพร้อมไว้ก่อนแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม เริ่มมีประชาชนผู้ฝากเงินโยกเงินฝากในระบบธนาคารพาณิชย์บ้างแล้ว แต่เป็นการโยกจากบัญชีเงินฝากมาลงทุนในตั๋วเงินฝาก หรือบี/อี ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ

ทั้งนี้ ข้อมูลระบบธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นเดือน มิ.ย.ปีนี้ พบว่าระบบธนาคารพาณิชย์ไทยมีการขยายตัวของสินเชื่อที่ดีที่ระดับ 15.5% ส่งผลให้ทั้งระบบมีกำไรเพิ่มขึ้น 29.4% มีฐานะเงินกองทุนสูงจากเกณฑ์ปกติ มีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) ไม่ต่ำกว่า 8.5% แต่ธนาคารส่วนใหญ่มีบีไอเอสสูงถึง 15.24% และมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ต่ำเพียง 2.95% ส่งผลให้ประชาชนผู้ฝากเงินไม่ต้องกังวลเรื่องฐานะของธนาคารเหมือนในอดีต

“ในภาวะเช่นนี้ การบังคับใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองเงินฝากไม่น่าจะสร้างปัญหาให้กับประชาชน เพราะถึงที่สุดรายย่อยซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 98.5% ของโครงสร้างผู้ฝากเงินทั้งระบบ ก็ยังได้รับการคุ้มครองเงินฝากหากเกิดกรณีปัญหาธนาคารฐานะไม่ดีต้องปิดตัวลง” นายประสาร กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 6 สิงหาคม 2554, 02:30 น.

ธอส.ออกเงินฝากรูปแบบใหม่ ดอกเบี้ยสูงสุด7.50%ต่อปี

Published กรกฎาคม 19, 2011 by SoClaimon

19 กรกฎาคม 2554, 15:18 น.

ธอส.ออกเงินฝากรูปแบบใหม่ ดอกเบี้ยสูงสุด7.50%ต่อปี.

Pic_187510

ธอส.เสนอผลิตภัณฑ์เงินฝากประจำรูปแบบใหม่ “เงินฝากประจำขั้นบันได 9 เดือน” ดอกเบี้ยสูงสุด 7.50% ต่อปี รับดอกเบี้ยรายเดือน

เมื่อวันที่ 19 ก.ค. นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธนาคารได้จัดทำผลิตภัณฑ์เงินฝากประจำขั้นบันได 9 เดือน (Step Up) รับดอกเบี้ยสูงสุด 7.50% ต่อปี โดยอัตราดอกเบี้ยเดือนที่ 1 – 3 เท่ากับ 3% ต่อปี เดือนที่ 4 – 6 รับดอกเบี้ย 3.25% ต่อปี เดือนที่ 7 – 8 รับดอกเบี้ย 3.50% ต่อปี ส่วนในเดือนที่ 9 รับอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 7.50% ต่อปี ทำให้อัตราดอกเบี้ย 9 เดือน เฉลี่ย 3.69% ต่อปี ลูกค้าสามารถรับดอกเบี้ยรายเดือนได้ เงื่อนไขเปิดบัญชีและฝากขั้นต่ำรายการละ 10,000 บาท ทั้งนี้เพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าเงินฝากประจำ

“นอกจากนี้ ธนาคารยังมีผลิตภัณฑ์เงินฝากออมทรัพย์ที่ได้รับผลตอบแทนสูง “เงินฝากซุปเปอร์ออมทรัพย์พิเศษ” เพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าที่ไม่ต้องการฝากเงินในรูปแบบประจำ อัตราดอกเบี้ยสูงถึง 3.00% ต่อปี เงื่อนไขเปิดบัญชีขั้นต่ำ 100,000 บาท สามารถถอนได้เดือนละครั้ง และพิเศษจริงๆ สำหรับดอกเบี้ยรับไม่เกิน 20,000 บาท ต่อปี ไม่ต้องเสียภาษี เปิดบัญชีได้ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 29 ก.ค.54 นี้เท่านั้น” นายวรวิทย์ กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 19 กรกฎาคม 2554, 15:18 น.

ธปท.ฝากรัฐบาลใหม่ รมว.คลังใหม่ยุติสงครามแย่งเงินฝาก

Published กรกฎาคม 16, 2011 by SoClaimon

15 กรกฎาคม 2554, 19:30 น.

ธปท.ฝากรัฐบาลใหม่ รมว.คลังใหม่ยุติสงครามแย่งเงินฝาก.

Pic_186647

ธปท.ฝากรัฐบาลใหม่ รมว.คลังใหม่ ซึ่งดูแลแบงก์รัฐ ช่วยหย่าศึก ยุติสงครามแย่งเงินฝากระหว่างธนาคารรัฐกับธนาคารพาณิชย์ที่กำลังเกิดขึ้น

นางสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการอาวุสฝ่ายตรวจสอบ 1 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐมีการแข่งขันกันระดมเงินฝากมากขึ้น เนื่องจากในส่วนของธนาคารพาณิชย์นั้น การปล่อยสินเชื่อในช่วงที่ผ่านมาปรับตัวดีขึ้น ตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่ดีขึ้น ขณะที่ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐมีความจำเป็นที่จะต้องระดมเงินฝากมากขึ้นเพื่อ ที่จะรองรับการปล่อยสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นในส่วนของรายย่อย และเป็นแหล่งเงินของประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่เคยใช้เงินกู้นอกระบบให้เข้า มาหาเงินทุนจากระบบธนาคารพาณิชย์ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าได้ ซึ่งถือเป็นพันธกิจของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ และเป็นการทำตามนโยบายประชานิยมของรัฐบาล

“สินเชื่อเพื่อรายย่อยที่ผู้ด้อยโอกาส ที่ไม่เคยได้กู้เงินในระบบเพราะไม่เข้าเกณฑ์ของธนาคารพาณิชย์ รวมทั้งสินเชื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี)ที่ธนาคารพาณิช ย์ไม่ให้นั้น ธปท.เห็นด้วยที่ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐจะช่วยให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ จะได้ไม่ต้องกู้เงินนอกระบบ ทำให้เข้าใจความจำเป็นได้ระดับหนึ่ง” ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายตรวจสอบ 1 ธปท. กล่าว

นางสาลินี กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม เมื่อธนาคารพาณิชย์ และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐต้องการเงินฝากเพิ่มขึ้นพร้อมกัน แต่มีข้อจำกัด และต้นทุนในการระดมทุน ภายใต้กติกาที่ไม่เหมือนกัน หรืออยู่คนละกติกาย่อมก่อให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ โดยขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ค่อนข้างเสียเปรียบในการระดมเงินฝากเพราะมีกฏเกณฑ์ ของธปท.ที่กำกับอยู่ โดยธนาคารพาณิชย์มองว่า เกณฑ์ของธปท.ในขณะนี้เหมือนเขาสู้โดยถูกมัดมืออยู่ข้างหนึ่ง โดยการเกณฑ์ที่แตกต่างกันในขณะนี้ มีอาทิเช่น การออกสลากของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ประชาชนได้รับการยกเว้นภาษี ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบข้อแรก นอกจากนั้น ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐยังไม่มีภาระที่ต้องนำส่งเงินสบทบเข้าสถาบันประกันเงิน ฝาก ในอัตรา 0.4% ของเงินฝากรวม ขณะที่เงินฝากได้รับการคุ้มครองจากรัฐบาล 100% ซึ่งจุดนี้ ธปท.มีความเข้าใจสถานการณ์ของทั้งธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ และธนาคารพาณิชย์ แต่เนื่องจากธปท.ไม่มีอำนาจในการดูแล อำนาจในการดูแลธนาคารเฉพาะกิจของรัฐเป็นของกระทรวงการคลัง

“หากพิจารณาการแข่งขันในการระดมเงินฝากในขณะนี้ว่า ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากขึ้นสูงกว่าความเป็นจริงหรือไม่ ถ้าพิจารณาจากอัตราเงินเฟ้อในขณ ะนี้ที่อยู่ที่ประมาณ 4% อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำก็อยู่ในอัตราใกล้เคียงเพราะอยู่ที่ 3-5% ขณะที่ดอกเบี้ยออมทรัพย์อยู่ในระดับไม่ถึง 1% เท่านั้น นอกจากนั้น ในส่วนธนาคารเฉพาะกิจมีเพียง 3 แห่งเท่านั้นที่ระดมเงินฝากได้ คือ ออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร และธนาคารอาคารสงเคราะห์ ขณะที่แห่งอื่นระดมเงินฝากไม่ได้ ดังนั้นความเสียเปรียบและได้เปรียบก็มีอยู่เพียงระดับหนึ่ง” ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายตรวจสอบ 1 ธปท. กล่าว

ต่อข้อถามที่ว่า หากรัฐบาลใหม่ต้องการที่จะใช้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ในการต่อยอดนโยบายประชานิยมทำให้ต้องเร่งระดมเงินฝากมากขึ้น และอาจะก่อให้เกิดปัญหาต่อระบบธนาคารพาณิชย์มากขึ้นนั้น นางสาลินี กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อยากฝากไปยังรัฐบาลใหม่ เพราะแม้ว่า การช่วยเหลือรายย่อยให้เข้าถึงแหล่งเงินเป็นสิ่งที่ควรสร้างโอกาสให้กับ ประชาชน แต่ก็ต้องพิจารณาผลกระทบต่อระบบธนาคาร พาณิชย์ด้วย โดยหากรัฐบาลใหม่เห็นความได้เปรียบเสียเปรียบในการระดมเงินฝากในส่วนนี้ เป็นเรื่องธปท.อยากฝากให้พิจารณาว่า จะมีแนวทางในการดำเนินการอย่างไรให้เกิดความเหมาะสม เพราะในช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวได้ดี สินเชื่อมีการขยายตัวในระดับที่สูง แย่งเงินฝากก็มีโอกาสเกิดขึ้นต่อเนื่อง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 15 กรกฎาคม 2554, 19:30 น.

ธ.กรุงเทพนำร่องปรับดอกเบี้ยออมทรัพย์เพิ่ม0.125%มีผล 14 ก.ค.นี้

Published กรกฎาคม 14, 2011 by SoClaimon

13 กรกฎาคม 2554, 19:30 น.

ธ.กรุงเทพนำร่องปรับดอกเบี้ยออมทรัพย์เพิ่ม0.125%มีผล 14 ก.ค.นี้.

Pic_186116

ธนาคารกรุงเทพ สนองแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น นำร่องปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินฝากทุกประเภท โดยเฉพาะสะสมทรัพย์ เพิ่มขึ้น 0.125% เงินฝากประจำทุกระยะเวลา เพิ่มสูงสุดถึง 0.500% ด้านเงินกู้เพียง 0.250% มีผลเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2554

เมื่อวันที่ 13 ก.ค. นายสุวรรณ แทนสถิตย์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารได้ประกาศปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ทุกประเภท ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นทั้ง 2 ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินฝากประเภทสะสมทรัพย์ (ออมทรัพย์) จาก 0.75% เป็น 0.875% เพิ่มขึ้น 0.125% ส่วนเงินฝากประจำ ทั้งประเภทบุคคลธรรมดา นิติบุคคลไม่แสวงหากำไร และนิติบุคคลอื่น เพิ่มขึ้นสูงสุด 0.500% โดยเงินฝากประจำ 7 วัน จาก 1.500-1.750% เป็น 1.875-2.250% เงินฝากประจำ 14 วัน จาก 1.500-1.750% เป็น 1.875-2.250% เงินฝากประจำ 30 วัน จาก 1.500-2.000% เป็น 1.875-2.250% เงินฝากประจำ 3 เดือน จาก 1.625-1.875% เป็น 1.875-2.000% เงินฝากประจำ 6 เดือน จาก 2.000-2.250% เป็น 2.125-2.375% เงินฝากประจำ 12 เดือน จาก 2.250-2.500% เป็น 2.500-2.750% เงินฝากประจำ 24 เดือน จาก 2.750-3.000% เป็น 3.000% เงินฝากประจำ 36 เดือน จาก 3.125-3.250% เป็น 3.250%

สำหรับอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (Minimum Loan Rate) หรือ MLR จาก 6.875% เป็น 7.125% อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate) หรือ MOR จาก 7.125% เป็น 7.375% และอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate) หรือ MRR จาก 7.625% เป็น 7.875% โดยทั้งหมดมีผลเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2554

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 13 กรกฎาคม 2554, 19:30 น.

แบงก์ระเบิดศึกชิงเงินฝาก เข็นแคมเปญดอกเบี้ยยั่วใจ

Published กรกฎาคม 8, 2011 by SoClaimon

8 กรกฎาคม 2554, 06:45 น.

แบงก์ระเบิดศึกชิงเงินฝาก เข็นแคมเปญดอกเบี้ยยั่วใจ.

Pic_184734

ธนาคารพาณิชย์ได้เปิดศึกแข่งขันระดมเงินฝาก เพื่อรองรับการที่สถาบันคุ้มครองเงินฝากปรับลดสัดส่วนการคุ้มครองเงินฝากไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อรายผู้ฝาก มีผลในวันที่ 11 ส.ค.นี้ …

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ได้เปิดศึกแข่งขันระดมเงินฝาก เพื่อรองรับการที่สถาบันคุ้มครองเงินฝากปรับลดสัดส่วนการคุ้มครองเงินฝากไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อรายผู้ฝาก มีผลในวันที่ 11 ส.ค.นี้ ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็กและขนาดกลาง แห่ออกแคมเปญเงินฝากพิเศษ และตั๋วแลกเงิน โดยให้ดอกเบี้ยสูงกว่าธนาคารขนาดใหญ่ เพื่อหวังล็อกเงินฝากให้เลยวันที่ 11 ส.ค.นี้

ขณะที่บรรดาธนาคารขนาดใหญ่ได้ออกแคมเปญเงินฝากแบบขั้นบันไดเพื่อรองรับการแข่งขัน โดยธนาคารกสิกรไทยเข็นแคมเปญเงินฝากประจำ 7 เดือน ดอกเบี้ย 3.00-3.70% ต่อปี ขึ้นอยู่กับวงเงินฝาก และดอกเบี้ยเงินฝากขั้นบันได 13 เดือน ดอกเบี้ยเริ่มต้น 2.00-7.50% หรือเฉลี่ยอยู่ที่ 3.827% ต่อปี พร้อมการันตีดอกเบี้ยขั้นต่ำ 2% ส่วนธนาคารไทยพาณิชย์ออกแคมเปญบัญชีเงินฝากประจำ ดอกเบี้ยก้าวกระโดด 11 เดือน ดอกเบี้ยเริ่มต้น 2.00-7.00% ต่อปี หรือเฉลี่ย 3.727% ต่อปี

ด้านธนาคารกรุงเทพ ซึ่งเป็นธนาคารยักษ์ใหญ่อันดับ 1 ของประเทศไทย ร่วมเล่นเกมชิงเงินฝาก ด้วยการเข็นแคมเปญเงินฝากระยะเวลา 5 เดือน ดอกเบี้ย 3.50% ต่อปี ธนาคารกรุงไทย อันดับ 2 ออกแคมเปญทันควัน ตั๋วแลกเงินพิเศษ อายุ 40 วัน อัตราดอกเบี้ย 3.125% ต่อปี และตั๋วแลกเงินพิเศษ อายุ 4 เดือน อัตราดอกเบี้ย 3.30% ต่อปี

ล่าสุด เมื่อธนาคารขนาดใหญ่ลงมาลุยตลาด ส่งผลให้ธนาคารธนชาตจับมือ ธนาคารนครหลวงไทย ส่งแคมเปญพิเศษ “ดอกเบี้ยได้ใจ” ลุยตลาดเงินฝาก ประกอบด้วย เงินฝากประจำพิเศษ 7 เดือน ให้ดอกเบี้ยสูงถึง 3.85% ต่อปี เงินฝากประจำพิเศษ 11 เดือน ดอกเบี้ยสูงถึง 3.95% ต่อปี และตั๋วแลกเงิน 9 เดือน ดอกเบี้ยสูงถึง 4.25% ต่อปี

ส่วนธนาคารซีไอเอ็มบีไทย รุกผลิตภัณฑ์เงินฝากต่อเนื่อง ออกเงินฝาก “Your Choice” เลือกเงินฝากประจำตั้งแต่ระยะ 6 ถึง 12 เดือน ฝากสั้น ฝากยาว รับดอกเบี้ย 3.80% ต่อปี.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 8 กรกฎาคม 2554, 06:45 น.

ธอส.ขึ้นดอกเบี้ยเงินฝาก-กู้ มีผลทันที

Published มิถุนายน 21, 2011 by SoClaimon

20 มิถุนายน 2554, 16:30 น.
ธอส.ขึ้นดอกเบี้ยเงินฝาก-กู้ มีผลทันที – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_180435

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก และตั๋วสัญญาใช้เงิน ได้แก่ เงินฝากออมทรัพย์พิเศษ เงินฝากประจำและตั๋วสัญญาใช้เงินประจำ 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี 2 ปี 3 ปี และ 5 ปี อีก 0.25 – 0.50% ต่อปี ด้านอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ปรับขึ้น 0.125 % ต่อปี มีผลบังคับใช้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป …

วันที่ 20 มิ.ย. นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า จากการที่คณะกรรมการ นโยบายการเงิน (กนง.) ได้มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ธอส.จึงปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยทั้งเงินฝาก และเงินกู้ โดยปรับขึ้นในส่วนของเงินฝากประจำ และตั๋วสัญญาใช้เงินเพิ่มอีก 0.25 – 0.50% ต่อปี โดยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์พิเศษปรับ ขึ้นเป็น 2.00%เงินฝากประจำประเภท 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี 2 ปี 3 ปี และ 5 ปี ปรับขึ้นเป็น 2.25%, 2.35%, 2.60%,3.25%, 3.60% และ 3.65% ต่อปี ตามลำดับ

ส่วนเงินฝากประจำสินเคหะปรับขึ้นอีก 0.25% จากเดิม 2.35% ต่อปี ปรับขึ้นเป็น 2.60% ต่อปี ฝากครบ 2 ปี รับดอกเบี้ยบวกเพิ่มอีก 1.00% ด้านอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคารได้ปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อย ชั้นดี (MRR) อัตราดอกเบี้ยลูก ค้าชั้นดีที่มีกำหนดระยะเวลา (MLR) และอัตราดอกเบี้ยเบิกเกินบัญชี (MOR) ขึ้น 0.125% จากเดิม 6.75% 6.75% แล ะ7.75% ต่อปี เป็น 6.875%, 6.875% และ 7.875% ต่อปี ตามลำดับ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

นายวรวิทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การปรับอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นการปรับขึ้นทั้งเงินฝากและเงินกู้ เนื่องจากสภาวะตลาดที่มีการแข่งขันระดมเงินฝากกันมากขึ้น โดยธนาคารได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากขึ้น 0.25 – 0.50% แต่ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ปรับเพิ่มขึ้นเพียง 0.125% เนื่องด้วยธนาคารอาคารสงเคราะห์ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ตระหนักดีถึงการช่วยเหลือให้คนไทยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง สำหรับนโยบายการปล่อยสินเชื่อตามโครงการบ้านหลังแรก อัตราดอกเบี้ย 0% นาน 2 ปี นั้น ธนาคารยังคงเปิดรับลูกค้ายื่นกู้สำรอง (Waiting List) อีกกว่า 5,000 ล้านบาท เพื่อรองรับความต้องการลูกค้าประชาชน ซึ่งรัฐบาลช่วยรับภาระค่าจดจำนอง 1% และค่าโอนสูงสุด 1% อีกด้วย ลูกค้าสามารถยื่นคำขอกู้ได้จนถึงวันที่ 30 ธ.ค.นี้ หรือภายใต้กรอบวงเงินที่ธนาคารกำหนด.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 20 มิถุนายน 2554, 16:30 น.

ธ.ออมสินขึ้นดอกเบี้ยเงินฝาก 0.50%

Published มิถุนายน 14, 2011 by SoClaimon

14 มิถุนายน 2554, 16:21 น.
ธ.ออมสินขึ้นดอกเบี้ยเงินฝาก 0.50% – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_178992

ธนาคารออมสินขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากสูงสุด 0.50% ต่อปี พร้อมเปิดรับเงินฝากประจำ 99 วัน  เฉพาะผู้ฝากที่เป็นบุคคลธรรมดา นิติบุคคลประเภทมูลนิธิ สมาคม วัด และนิติบุคคลที่มิได้แสวงหากำไร โดยเปิดบัญชีขั้นต่ำ 1,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 3.65% ต่อปี

เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. นายเลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากสูงสุด 0.50% ต่อปี โดย เงินฝากเผื่อเรียกปรับจากวงเงินฝากต่ำกว่า 1 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 1% ต่อปี เป็นวงเงินฝากต่ำกว่า 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 1% ต่อปี และวงเงินฝากตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป เดิมคิดอัตราดอกเบี้ย 1.25% ต่อปี เป็นวงเงินฝาก 100,000 บาทขึ้นไป อัตราดอกเบี้ย 1.25% ต่อปี เงินฝากประจำ 3 เดือน ปรับจาก 1.75% ต่อปี ทุกวงเงินฝาก เป็นอัตราดอกเบี้ยตามวงเงินฝาก 1.85% – 2.20% ต่อปี เงินฝากประจำ 6 เดือน ปรับเพิ่มจากเดิม 2.00% ต่อปี ทุกวงเงินฝาก เป็นอัตราดอกเบี้ยตามวงเงินฝาก 2.25 – 2.50% ต่อปี เงินฝากประจำ 12 เดือน ปรับเพิ่มจากเดิม 2.25% ต่อปี เป็นอัตราดอกเบี้ยตามวงเงินฝาก 2.40% – 2.60% ต่อปี โดยเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย.54 เป็นต้นไป ขณะเดียวกัน ได้ปรับอัตราดอกเบี้ยสำหรับ เงินฝากประจำ 24 M Plus จาก 3% ต่อปี เป็นอัตราดอกเบี้ยตามวงเงินฝาก 3.10% – 3.25% ต่อปี เงินฝากประจำ 36 M Plus ปรับเพิ่มจาก 3.25% ต่อปี เป็น 3.50% ต่อปี

ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ มาตรฐานลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี คือ MLR และ MOR ธนาคารฯ ได้กำหนดให้อยู่ในระดับเท่ากันกับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ โดยดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำประเภทเงินกู้ที่มีระยะเวลา (MLR) อยู่ที่ 6.875% ต่อปี และ ดอกเบี้ยเงินกู้ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) อยู่ที่ 7.125% ต่อปี

นอกจากนี้ เนื่องในโอกาสที่ธนาคารฯ จะมีวาระครบรอบ 99 ปี ในวันที่ 1 เม.ย.55 ธนาคารออมสินจึงได้จัดกิจ กรรมพิเศษด้วยการเปิดรับฝาก “เงินฝากประจำ 99 วัน” เฉพาะผู้ฝากที่เป็นบุคคลธรรมดา นิติบุคคลประเภทมูลนิธิ สมาคม วัด และนิติบุคคลที่มิได้แสวงหากำไร โดยเปิดบัญชีขั้นต่ำ 1,000 บาทฝากเพิ่มได้ครั้งละไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 3.65% ต่อปี โดยเปิดรับฝากตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย. ถึง วันที่ 31 ก.ค.54 นี้เท่านั้น.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 14 มิถุนายน 2554, 16:21 น.

ธ.กรุงเทพปรับอัตราดอกเบี้ย ฝาก-กู้ มีผล8มิ.ย.

Published มิถุนายน 8, 2011 by SoClaimon

7 มิถุนายน 2554, 21:00 น.
ธ.กรุงเทพปรับอัตราดอกเบี้ย ฝาก-กู้ มีผล8มิ.ย. – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_177263

ธนาคารกรุงเทพ สนองแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ให้ประโยชน์กับลูกค้า ประกาศปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินฝากทุกประเภท ทั้งประจำและตั๋วแลกเงินทุกระยะเวลา เพิ่มสูงสุดถึง 0.625% ด้านเงินกู้สูงสุดเพียง 0.125% มีผลเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2554

เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. นายสุวรรณ แทนสถิตย์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารได้ประกาศปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ทุกประเภท ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นทั้ง 2 ด้าน โดยด้านเงินฝาก ทั้งประเภทบุคคลธรรมดา นิติบุคคลไม่แสวงหากำไร และนิติบุคคลอื่น ได้มีการประกาศปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นสูงสุด 0.625% โดยเงินฝากประจำ 3 เดือน จาก 1.500-1.750% เป็น 1.625-1.875% เงินฝากประจำ 6 เดือน จาก 1.875-2.000% เป็น 2.000-2.250% เงินฝากประจำ 12 เดือน จาก 2.125-2.250% เป็น 2.250-2.500% เงินฝากประจำ 24 เดือน จาก 2.625-2.875% เป็น 2.750-3.000% เงินฝากประจำ 36 เดือน คงอัตราเดิม 3.125-3.250% ด้านอัตราดอกเบี้ยตั๋วแลกเงินระยะเวลา 7-59 วัน จาก 1.875-2.125% เป็น 2.500-2.625% ตั๋วแลกเงินระยะเวลา 60-90 วัน จาก 2.000-2.250% เป็น 2.500-2.625% ตั๋วแลกเงินระยะเวลา 3 เดือน จาก 2.000-2.125% เป็น 2.500-2.625% ตั๋วแลกเงินระยะเวลา 6 เดือน จาก 2.125-2.250% เป็น 2.500-2.625% ตั๋วแลกเงินระยะเวลา 12 เดือน จาก 2.375-2.500% เป็น 2.625%

สำหรับอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (Minimum Loan Rate) หรือ MLR จาก 6.750% เป็น 6.875% อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate) หรือ MOR จาก 7.000% เป็น 7.125% และอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate) หรือ MRR จาก 7.500% เป็น 7.625% โดยทั้งหมดมีผลเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2554

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 7 มิถุนายน 2554, 21:00 น.

ธปท.แจง 1-2 แบงก์เจอปัญหาสภาพคล่องหลังทำStress Test

Published พฤษภาคม 28, 2011 by SoClaimon

27 พฤษภาคม 2554, 14:50 น.
ธปท.แจง 1-2 แบงก์เจอปัญหาสภาพคล่องหลังทำStress Test – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_174568

ธปท.สั่งแบงก์พาณิชย์ทำ Stress Test พบมีแบงก์ 1-2 แห่งมีปัญหาสภาพคล่องจากโครงสร้างเงินฝากกระจุกตัวอยู่ที่รายใหญ่ แต่แบงก์ก็พยายามแก้ปัญหาหาด้วยการหารายได้จากตั๋วบี/อี เก็บเงินสดมากขึ้น รวมถึงหาพันธมิตรในการปล่อยกู้ร่วมกัน…

เมื่อวันที่ 27 พ.ค. นายสรสิทธิ์ สุนทรเกศ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.ได้สั่งให้ธนาคารพาณิชย์ในระบบทำแผนทดสอบภาวะวิกฤติ (Stress Test) เกี่ยวกับการไหลของเงินฝาก เนื่องจากในวันที่ 11 ส.ค.นี้ สถาบันคุ้มครองเงินฝากจะลดการคุ้มครองเงินฝากไม่เกิน 50 ล้านบาท ต่อรายบุคคลต่อสถาบันการเงินและตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค.ปี 55 เป็นต้นไป จะลดการคุ้มครองเงินฝากเหลือไม่เกิน 1 ล้านบาท พบว่า ภาพรวมธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ มีสภาพคล่องเพียงพอรองรับปัญหาดังกล่าวได้ แต่ยอมรับว่าอาจมีธนาคารพาณิชย์ 1-2 แห่งที่อาจมีปัญหาสภาพคล่องบ้าง

“ธนาคารบางแห่งอาจมีปัญหาอยู่บ้าง คือ ติดเรื่องโครงสร้างเงินฝากกระจุกตัวอยู่ที่รายใหญ่ แต่เขาก็พยายามแก้ไขปัญหาด้วยการระบุการรับมือไว้ในแผนดังกล่าว อาทิ การเปลี่ยนจากเงินออมมาเป็นรูปแบบการลงทุนตั๋วบี/อีมากขึ้น ซึ่งได้รับผลตอบแทนสูงกว่า มีการเก็บสภาพคล่องมากขึ้น รวมไปถึงการหาพันธมิตรในการให้วงเงินสินเชื่อ (Credit Line) ร่วมกันมากขึ้น ซึ่งเป็นการปรับตัวของธนาคารกันเอง ทำให้แบงก์ชาติค่อนข้างเบาใจว่าจะไม่มีปัญหารุนแรงเกิดขึ้น เพราะทุกธนาคารต่างพยายามดูแลสภาพคล่องของตัวเองให้ดีที่สุด” นายสรสิทธิ์ กล่าว

ผู้ช่วยผู้ว่าการธปท. กล่าวต่อว่า ขณะนี้ธนาคารพาณิชย์เก็บสภาพคล่องสูงขึ้น และ ไม่กล้าขยับขยาย การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงแบบก้าวกระโดดมากเกินไป โดยนอกเหนือจากรองรับการลดการคุ้มครองเงินฝากลดลงแล้ว ภาคธุรกิจเองรอความชัดเจนในการเลือกตั้ง ซึ่งจะมีผลต่อนโยบายรัฐในระยะต่อไปว่าจะเน้นเรื่องใดเป็นสำคัญ จึงถือเป็นเรื่องปกติในช่วงก่อนการเลือกตั้งสำหรับการทำแผน Stress Test ดังกล่าวได้เน้นเรื่องการเปลี่ยนผ่านการคุ้มครองเงินฝากที่ลดลงแล้วธนาคารจะ มีแผนการดูแลสภาพคล่องอย่างไรให้เพียงพอ โดยแต่ละธนาคารได้ตั้งสมมติฐานของตัวเองในกรณีที่มีเหตุการณ์เลวร้ายต่างๆ เกิดขึ้น อาทิ การไหลออกเงินฝาก การแข่งขันแย่งเงินฝาก การถอนเงินฝากทั้งในกรณีเลวร้ายสุด คือ เงินฝากถูกถอนทั้งหมดหรือกรณีทั่วไปที่สามารถเจรจากับผู้ฝากเงินได้ ขณะเดียวกันตั้งเงื่อนไขว่าอาจจะมีเงินฝากจากธนาคารอื่นไหลเข้าด้วย รวมไปถึงการประมาณการจากประสบการณ์ของว่าเงินจะถูกถอนเท่าไรและเมื่อถอนเงิน ออกไปแล้วเงินเหล่านั้นจะอยู่ที่ไหน เป็นต้น

นายสรสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ในระบบมีการออกตั๋วบี/อีมากขึ้น ทำให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)มีความ พยายามการหารือร่วมกับธปท.ที่มีแนวคิดจะนำตั๋วบี/อีมาอยู่ภายใต้การดูแลขอ งก.ล.ต. เพราะมองว่าตั๋วบี/อีมีลักษณะคล้ายกับตราสารหนี้ จึงควรมีกฎเกณฑ์การดูแลชัดเจนให้แก่ผู้ลงทุน และมองว่าหากเป็นความร่วมมือของ 2 หน่วยงานดังกล่าวแล้วมีผลดีให้ผู้บริโภคคุ้มครองดีขึ้นทั้งแง่ของข้อมูล ข่าวสาร การเปิดเผยข้อมูลเช่นเดียวกับผู้ลงทุนทั่วไปก็ถือเป็นเรื่องที่ดี

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 27 พฤษภาคม 2554, 14:50 น.
%d bloggers like this: