เงินทุน

All posts tagged เงินทุน

ธปท.ระบุยังไม่เห็นเงินทุนทะลัก เข้าไทยอย่างผิดปกติ

Published สิงหาคม 13, 2011 by SoClaimon

12 สิงหาคม 2554, 14:15 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/193478.

Pic_193478

ธปท.ระบุยังไม่เห็น เงินทุนทะลักเข้าไทยอย่างผิดปกติ จากปัญหาสหรัฐฯและเฟดประกาศชัดคงดอกเบี้ย 0.25% อย่างน้อย 2 ปี เชื่อนักลงทุนอยู่ระหว่างปรับตัว รอดูสถานการณ์สหรัฐว่าเศรษฐกิจจะถดถอยหรือไม่ ชี้ขณะนี้เงินบาทสมดุลมากขึ้น

นายสิงห์ชัย บุณยโยธิน ผู้อำนวยการ สำนักตลาดเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวคาดการณ์ถึง ผลกระทบต่อตลาดการเงินไทย หลังกจากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประกาศจะใช้มาตรการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 0.00-0.25% ไปอย่างน้อย 2 ปี ว่า ขณะนี้ธปท.ยังไม่สามารถประเมินผลกระทบที่ชัดเจนต่อตลาดเงินของไทย ทั้งด้านเงินทุนไหลเข้า และผลกระทบต่อค่าเงินบาทได้ เนื่องจากสถานการณ์ของเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ยังไม่ชัดเจน แต่อย่างไรก็ตามขณะนี้ ธปท.ยังไม่จำเป็นที่ต้องมีมาตรการอะไรออกมาเพิ่มเติม เพื่อมาดูแลเงินทุนไหลเข้า เนื่องจากขณะนี้ยังไม่เห็นเงินทุนไหลเข้ามาทั้งในตลาดหุ้น และตลาดพันธบัตรมากจนผิดปกติ จากปัญหาดังกล่าวสำหรับมาตรการรับมือเงินทุนไหลเข้า ธปท.ได้เตรียมความพร้อมมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เกิดวิกฤติการเงินใน ยุโปรแล้ว และจากมาตรการเชิงปริมาณรอบ 1 และ 2 (QE) ที่ส่งผลให้มีเงินไหลเข้ามาในเอเชีย รวมทั้งไทยปริมาณมาก ขณะที่ผลจากการปรับลดเครดิตของสหรัฐฯลง ล่าสุด ก็ไม่ได้เหนือความคาดการณ์ของเรา เนื่องจากบริษัทจัดอันดับเครดิตได้ประกาศไว้แล้ว หากสหรัฐฯไม่สามารถแก้ไขปัญหาปัญหาเศรษฐกิจได้ ก็จะทำการปรับลดเครดิตลง

“ตอนนี้ยังไม่สามารถประเมินผลที่จะเกิดขึ้นได้ชัดเจน เนื่องจากฝุ่นยังไม่หายตลบ แต่หากดูปริมาณการลงทุนในตลาดหุ้นและพันธบัตรในขณะนี้แล้ว เห็นว่าเงินทุนไหลเข้ายังปกติ ยังไม่เห็นน้ำเหนือไหลบ่าเข้ามาอย่างผิดปกติ เงินบาทมีความสมดุลมากขึ้น เนื่องจากมีทั้งแรงซื้อขาย ซึ่งสถานการณ์นี้ คือ ตลาดอยู่ระหว่างการปรับตัว เพื่อรอดูการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และยุโปร รวมทั้งเอเชีย โดยเฉพาะจีน ที่ตอนนี้ค่าเงินหยวนของจีนแข็งค่าขึ้นเป็นประวัติการณ์ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นประมาณ 6.39-3.4% ซึ่งไม่รู้ว่าต่อไปเขาจะปรับค่าเงินอย่างไร”นายสิงห์ชัย กล่าว

นายสิงห์ชัย  กล่าวต่อว่า สิ่งที่ธปท.จับตามมองในขณะนี้คือ คนมองว่า ค่าเงินสหรัฐฯน่าจะอ่อนค่าคง จากปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่ทำไมขณะนี้คนยังมีความต้องการเงินเหรียญสหรัฐฯอยู่ ซึ่งมันสะท้อนได้ว่าอาจจะมีอะไรที่เรายังไม่รู้อยู่หรือไม่ หรือเงินบาทที่แข็งค่าในขณะนี้จะเป็นการแข็งค่าในช่วงระยะเวลาสั้นเท่านั้น

“แม้ค่าเงินจะไม่เหมือนปีก่อน เพราะจะมีการโยกย้ายมาลงทุนในเอเชียมากขึ้น ซึ่งในระยะสั้นเชื่อว่า คนยังจำเป็นต้องถือครองสินทรัพย์เงินดอลลาร์สหรัฐฯอยู่ เนื่องจากยังปรับตัวไม่ทัน แต่ในระยะยาวสัดส่วนการลงทุนจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ต้องติดตามดูต่อไป”นายสิงห์ชัย กล่าว

นอกจากนี้มองว่า ทิศทางของค่างเงินบาทในปีนี้แตกต่างจากปีก่อน ที่ค่าเงินบาทจะเป็นเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียว ขณะที่ปีนี้ ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวได้ทั้ง 2 ทาง คือ มีทั้งแข็งค่าขึ้น และอ่อนค่าขึ้นในช่วงวันเดียวกัน ทั้งจากปัจจัยมีเงินทุนไหลเข้า ขณะเดียวกันนักลงทุนไทยไปลงทุนในต่างประเทศ ทำให้ยังมีความต้องการดอลลาร์เช่นกัน นอกจากนี้เรายังมีการนำเข้าสูง เพราะเศรษฐกิจบ้านเรายังขยายตัวได้ดี อย่างไรก็ตามในระยะข้างหน้าตลาดยังต้องติดตามว่า สหรัฐฯจะสามารถประคับประครองเศรษฐกิจเขาได้หรือไม่ โดยตลาดเงินไม่ได้มองว่าเพียง สหรัฐฯจะแก้ไขหนี้ได้หรือไม่ แต่จะจับตาดูว่า สหรัฐฯ คงอัตราดอกเบี้ยแล้วอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ(จีดีพี)จะเป็นอย่างไร เศรษฐกิจสหรัฐฯจะเข้าสู่ภาวะถดถอยหรือไม่มากกว่า

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 12 สิงหาคม 2554, 14:15 น.

เซียนหุ้นชี้เปรี้ยงทุนนอกทะลัก

Published สิงหาคม 12, 2011 by SoClaimon

19 พฤศจิกายน 2553, 05:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/128118.

Pic_128118

เซียนหุ้นชี้เปรี้ยงทุนนอกทะลัก หนุนตลาดหุ้นไทยคึกคักอีก 3 ปี เกรงปัญหาบริหารจัดการเงินไหลเข้าไม่ดี หวั่นเกิดปัญหาซ้ำปี 39-40 …

นายกอปศักดิ์ ภูตระกูล นักเศรษฐศาสตร์ กล่าวในงานสัมมนาเรื่อง “แนวโน้ม เศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยปี 54” ในงาน SET IN THE CITY 2010 ว่า นักลงทุนไม่ต้องกังวลกับข่าวเงินทุนไหลออก เพราะสหรัฐฯกับยุโรปยังอัดฉีดเงินเข้ามาในระบบอีก และมีความเป็นไปได้ว่าอีก 3 ปีนี้ จะยังคงมีเงินไหลเข้ามาในเอเชียรวมทั้งไทย แต่ปัญหาจะบริหารจัดการเงินที่ไหลเข้ามาอย่างไร เพราะหากกระบวนการจัดสรรเงินไม่ดี ก็อาจจะเกิดปัญหาเหมือนปี 2539-2540

“เรามีบทเรียนในการจัดสรรเงินที่ไม่ดี แต่ในรอบนี้หากเราจัดสรรเงินทุนที่ไหลเข้ามาอย่างดี นำเงินไปลงทุนในธุรกิจที่ดี ไม่นำเงินไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม ก็จะได้ประโยชน์กับเงินทุนที่ไหลเข้า”

นายวิศิษฐ องค์พิพัฒน์กุล รองกรรมการผู้จัดการ บล.ทรีนีตี้ กล่าวว่า ปีหน้าจะมีเงินจากตลาดพันธบัตรทั่วโลก มูลค่า 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้น ขณะที่สภาพคล่องภายในประเทศไทยเยอะมาก มีเงินอยู่ใน ระบบสูงถึง 12 ล้านล้านบาท สูงกว่าจีดีพีของประเทศที่มีมูลค่า 9 ล้านล้านบาท และขณะนี้ต่างชาติยังไม่ได้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทย แต่ได้เข้ามาถือหุ้นใน NVDR (ใบสำคัญแสดงสิทธิในหลักทรัพย์อ้างอิงไทย) รวมกันเป็นสัดส่วน 37.5% ของมูลค่ามาร์เก็ตแคป และถ้าต่างชาติเพิ่มน้ำหนักการลงทุนไทยเป็น 39% ทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้นอีก 100,000 ล้านบาท

“ขณะนี้นักลงทุน 3 กลุ่มคือ รายย่อย นักลงทุนสถาบัน และต่างชาติ มีกำลังของเม็ดเงินเท่าเทียมกัน แต่ฝีมือนักลงทุนสถาบันอาจมากกว่า ดูได้จากช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา มีเงินที่ออกไปลงทุนในกิมจิบอนด์ (พันธบัตรเกาหลีใต้) จะไหลกลับเข้ามา ดังนั้นต่อให้ต่างชาติขายหุ้น คนไทยก็ยังมีเงินรอรับซื้อหุ้นได้หมด และยังมีเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่คาดว่าจะเข้ามาในตลาดหุ้นไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท”.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 19 พฤศจิกายน 2553, 05:00 น.

คลังเล็งรื้อโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

17 พฤศจิกายน 2553, 22:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127764.

Pic_127764

คลังรื้อโครงสร้างภาษี สรรพากร-สรรพสามิตรื้อโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่ กรมสรรพการเตรียมหลายโมเดลเสนอระดับนโยบายพิจารณา ด้านอธิบดีสรรพสามิตเผย จะยกเลิกจัดเก็บภาษีในสินค้าที่ไม่สร้างรายได้ และหันไปเพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บภาษีสินค้าขนาดใหญ่แทน …

วันที่ 17 พ.ย. นายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวในงานสัมมนาหัวข้อ “ปฏิรูปโครงสร้างภาษี สร้างธุรกิจแข็งแกร่ง สู่ไทยเข้มแข็ง” ว่า มีแผนที่จะปรับโครงสร้างภาษีสรรพากรครั้งใหญ่ หลังจากที่ไม่เคยปรับมานานนับ 20 ปี ทำให้รูปแบบหรืออัตราการจัดเก็บภาษีล้าสมัย โดยกรมสรรพากรจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน และนักวิชาการ ร่วมหารือเพื่อนำไปสู่ข้อสรุปที่เหมาะสมสำหรับทุกฝ่าย ทั้งนี้ แผนปรับโครงสร้างภาษีดังกล่าว เป็นหนึ่งในแผนการทำงานที่จะทำให้กรมสรรพากรเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ภายในปี 4-5 ปีข้างหน้า

นายสาธิต กล่าวว่า ปัจจุบันมีข้อเสนอเกี่ยวกับการปรับลด หรือ ปรับขึ้นอัตราภาษีที่เกี่ยวข้องกับกรม สรรพากรจำนวนมาก ซึ่งการปรับเพิ่มขึ้นนั้น ยังไม่ได้อยู่ในแผนของกรม แต่จะใช้วิธีการเพิ่มประสิทธิภาพแทน ส่วนการปรับลดภาษีนั้น ก็จะใช้เวลาหลายปีกว่าที่รายได้ที่เคยจัดเก็บได้ในปัจจุบันจะกลับคืนมา ยกตัวอย่าง การปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจะใช้เวลาถึง 3 ปี และ การปรับลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะใช้เวลานานถึง 6 ปี กรมสรรพากรก็พยายามหาโมเดลที่มีความเหมาะสม และให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนในการตัดสินใจ โดยเฉพาะระดับนโยบาย

“กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้น หลายฝ่ายก็เสนอให้ลด ก็มีคำถามกลับไปว่า ถ้ามีโมเดลแบบนี้ จะเอาด้วยหรือไม่ เช่น ยกเลิกการยกเว้นภาษีนิติบุคคลให้แก่บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ราว 200-300 บริษัท ซึ่งจะทำให้ระดับภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัททั้งหมดอยู่ที่ 18% จากปัจจุบันอยู่ที่ 30% และ จะทำให้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาลดมาอยู่ที่ 25% จากปัจจุบันเก็บในอัตราก้าวหน้าที่ 37% ส่วนมูลค่าเพิ่มเท่าเดิมที่ 7% ซึ่งโมเดลนี้ จะทำให้รายได้ของกรมเท่าเดิม หรือจะยังคงยกเว้นภาษีให้บริษัทในบีโอไอ แต่เลือกธุรกิจที่จะสนับสนุน เป็นต้น ทั้งหมดนี้ ก็จะเป็นประเด็นคำถามกลับไป นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายโมเดลภาษีที่กรมสรรพากรคิด ทั้งการขึ้นหรือลดภาษีมูลค่าเพิ่ม และ อัตราการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รวมถึงการลดหย่อนภาษี ซึ่งทั้งหมดนี้ จะรวบรวมและเสนอให้ระดับนโยบายได้พิจารณาอีกครั้ง”

นอกจากนี้ ภายใต้แผนศึกษาการปรับโครงสร้างภาษีนี้ กรมสรรพากรได้มีการศึกษาถึงการจัดเก็บภาษีจากเงินทุนที่ไหลเข้ามาลงทุนในประเทศ (Tobin Tax) ด้วย โดยเห็นว่า รัฐบาลควรจะมีการออกกฎหมายมารองรับการจัดเก็บภาษีในรูปแบบดังกล่าว แม้จะยังไม่จำเป็นต้องนำมาใช้ในขณะนี้ แต่ควรเตรียมไว้ใช้เป็นเครื่องมือของรัฐบาลเมื่อจำเป็น ซึ่งจะสามารถนำกฎหมายดังกล่าวมาใช้ได้ทัน และหากไม่มีปัญหาก็ไม่ต้องนำมาใช้

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า มีหลายตัวแปรที่จะทำให้งบสมดุลไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งจะกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ คือ 1.ความผันผวนของระบบการเงินการคลัง ทั้งการเคลื่อนย้ายเงินทุน อัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อ เป็นต้น 2.สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งในอนาคตจะทำให้ค่าใช้จ่ายงบประมาณส่วนนี้เพิ่มขึ้น และพฤติกรรมการบริโภคก็จะมีผลต่อการจัดเก็บภาษี และ 3.กฎหมายสิ่งแวดล้อม โดยแม้ว่า เราจะผ่านกฎหมายเรื่องดังกล่าวในเบื้องต้นแล้ว แต่ยังไม่มีเครื่องมือที่จะเข้าไปจัดเก็บรายได้ ทั้งนี้ เมื่อการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขดังกล่าวเกิดขึ้น โครงสร้างของภาษีสรรพสามิตก็ต้องมีการปรับปรุง เบื้องต้น ภาษีระดับกลางๆ หรือ Neutral Tax ซึ่งอาจจะเก็บได้ราว 10-20 ล้านบาทต่อปี ไม่คุ้มค่าต่อการจัด เก็บ กรมสรรพสามิตก็จะพิจารณายกเลิก และ จะเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีสินค้าขนาดใหญ่แทน โดยเน้นไปที่สินค้าบาปและสินค้าที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

“ในส่วนของ สินค้าบาปนั้น มีช่องทางที่จะปรับปรุงได้อีกเยอะ โดยเฉพาะสุรา ยาสูบ ผมคิดว่า ผลของการค้าเสรี ทำให้มีของถูก คุณภาพต่ำเข้ามาในประเทศ และทำให้คนไทยบริโภคเยอะขึ้น ซึ่งจะเป็นช่องทางใหญ่ วิธีการ คือ เราจะจัดเก็บภาษีเป็นการจัดเก็บแบบอัตราตามปริมาณ เช่น บาทต่อลิตร หรือ บาทต่อมวน เพื่อเป็นกำแพงปกป้องอุตสาหกรรมไทย และสุขภาพของคนไทย และ จะปรับจากราคาหน้าโรงงานมาเป็นราคาขายปลีก ซึ่งถือว่า เป็นการปรับระบบภาษีครั้งใหญ่ จะเริ่มจากสินค้ายาสูบเป็นสินค้าแรกก่อน”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 17 พฤศจิกายน 2553, 22:00 น.

ธปท.ชี้ดอกเบี้ยจะผันตามเงินเฟ้อในอนาคต

Published สิงหาคม 2, 2011 by SoClaimon

2 สิงหาคม 2554, 19:08 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/191029.

Pic_191029

ธปท.ชี้หากไม่ปรับ ขึ้นดอกเบี้ย ต้นทุนทางการเงินจะสูงกว่านี้ เพราะดอกเบี้ยจะปรับตามเงินเฟ้อในอนาคต ยันปัจจัยดอกเบี้ยไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ดึงดูดเงินทุนไหลเข้า แต่ขึ้นอยู่กับศักยภาพทางเศรษฐกิจแต่ละประเทศมากกว่า

เมื่อวันที่ 2 ส.ค. นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการ สายเถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การทำนโยบายอัตราดอกเบี้ยของธปท. เพื่อเป็นการดูแลความเสี่ยงด้านอัตราเงินเฟ้อไม่ให้สูงขึ้น และเพื่อดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งได้ปรับขึ้นมาแล้ว 2% นั้น ยังไม่ชัดเจนนักว่า จะกระทบการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือกระทบต่อภาคธุรกิจและผู้บริโภคที่ต้องพึ่งพาเงินกู้มากน้อยขนาดไหน และไม่มีใครสามารถตอบได้ว่า เวลาขึ้นดอกเบี้ยกับไม่ขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจ(จีดีพี)หด ตัวหรือเพิ่มขึ้นไปขนาดไหน ซึ่งธปท.ต้องติดตามดูต่อไป แต่ในทางกลับกันหากธปท.ไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ย เพื่อดูแลอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง เชื่อว่าต้นทุนทางการเงินอาจจะสูงกว่านี้ เพราะดอกเบี้ยปรับตัวตามเงินเฟ้อในอนาคต นอกจากนั้นนโยบายการเงินกว่าจะได้ผลก็ต้องใช้เวลาประมาณ 2 ปี อย่างไรก็ตามส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้มีเงินทุนไหลเข้ามา แต่นักลงทุนจะพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐาน เช่น การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศนั้น และแนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งแต่ละปีค่าเงินจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2% ขณะที่ต่อวันก็เคลื่อนไหวขึ้นอีกกี่เปอร์เซนต์ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะมีผลต่อการไหลเข้ามาของเงินทุนไหลมากกว่า

“ถ้าถามว่า ธปท.ขึ้นดอกเบี้ยในช่วงนี้ ไม่กลัวเงินทุนไหลเข้าหรือ ก็บอกว่า ปัจจัยที่จะนำเงินทุนเข้ามา ไม่ใช่เรื่องส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยอย่างเดียว เพราะหากเทียบส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของอินโดนีเซียที่สูงกว่าเรา โดยอยู่เฉลี่ยที่ 2% แสดงว่าเงินทุนไหลเข้าไม่ได้มาจากปัจจัยส่วนต่างดอกเบี้ย”นางอัจนา กล่าว

นางอัจนา กล่าวต่อว่า เครื่องมือในการทำนโยบายการเงินของธปท.เพื่อดูแลเงินเฟ้อนั้น เครื่องมือจะต้องมีผลควบคุมได้ ซึ่งก็คือ การใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ย แม้บางครั้งเราอาจจะพอใจที่ค่าเงินแข็งค่าขึ้นแล้วช่วยลดเงินเฟ้อลงได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะใช้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นเครื่องมือในการดูแล เงินเฟ้อ เพราะอัตราแลกเปลี่ยนไม่สามารถควบคุมได้

นางอัจนา กล่าวด้วยว่า สำหรับปัญหาที่สหรัฐฯจะต้องดำเนินการแก้ไขต่อไป หลังจากสามารถปรับเพิ่มเพดานหนี้ได้สำเร็จ คือ การแก้ไขปัญหาฐานะการคลัง ปัญหาหนี้สาธารณะ และปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นหลัก ซึ่งแผนการปรับลดค่าใช้จ่ายของสหรัฐฯ ทำให้ขณะนี้สหรัฐฯมีช่องทางในการใช้นโยบายการเงิน และนโยบายการคลัง เพื่อใช้กระตุ้นเศรษฐกิจทำได้น้อยลง เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ และหากเศรษฐกิจสหรัฐฯ หรือเศรษฐกิจกลุ่มประเทศจี 3 (สหรัฐฯ ยุโรป และ ญี่ปุ่น) ไม่สามารถเติบโตตามที่คาด ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลก

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 2 สิงหาคม 2554, 19:08 น.

ธปท.ระบุนักลงทุนต่างชาติหันหัวกลับไทย เตือนเงินบาทผันผวน

Published กรกฎาคม 26, 2011 by SoClaimon

25 กรกฎาคม 2554, 18:40 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/189013.

Pic_189013

ธปท.ระบุเงินทุนต่างชาติเริ่มหันกลับมาลงทุนในไทย หลังการเมืองเริ่มนิ่ง ทุนนอกเข้าตลาดตราสารหนี้-ตลาดหุ้นต่อเนื่อง ยังไม่เห็นเก็งกำไรแต่เตือนระวังค่าบาทผันผวนมากขึ้น พบปีนี้ผันผวนขึ้นลงแล้ว 5% มากกว่าปีก่อน …

วันที่ 25 ก.ค. นางผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายตลาดการเงิน กล่าวว่า หลังจากการเลือกตั้งเรียบร้อย และในขณะนี้การเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น เงินทุนจากต่างประเทศเริ่มไหลกลับเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ช่วงที่ผ่านมา ค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าในระดับหนึ่ง โดยเงินทุนที่ไหลกลับเข้ามานั้น กลับเข้ามาลงทุนทั้งในตลาดตราสารหนี้ และตลาดหุ้นไทย

“เงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติที่ไหลออกไปในช่วงก่อนการเลือกตั้ง เริ่มไหลกับเข้ามาลงทุนในไทยอีกครั้ง โดยส่วนใหญ่เป็นการกลับเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ ทั้งการซื้อพันธบัตร และตราสารหนี้ใหม่เพิ่มเติม และการต่ออายุตราสารหนี้เดิมที่ถืออยู่ แต่ครบกำหนดชำระคืน ขณะที่ในตลาดหุ้นไทยนั้น นักลงทุนเริ่มซื้อสุทธิบ้างแล้ว แต่ยังไม่มากนัก” นางผ่องเพ็ญ กล่าว

ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. กล่าวต่อว่า ในช่วงที่ผ่านมา ธปท.ได้เพิ่มเติมช่องทางในการติดตามการไหลเข้าของเงินทุน โดยให้สถาบันการเงิน และบริษัทหลักทรัพย์รายงานการลงทุนเร็วขึ้น และชัดเจนมากขึ้น ทำให้ ธปท.สามารถที่จะรู้ว่าเงินที่เข้ามาไปที่ไหน และลงทุนอย่างไรได้มากขึ้น และทำให้สามารถที่จะบริหารจัดการ และดูแลความร้อนแรงของเงินทุนที่ไหลเข้าได้ดีกว่าช่วงที่ผ่านมา โดยมองว่าเครื่องมือและมาตรการที่ ธปท.ใช้ดูแลเงินทุนเคลื่อนย้ายยังเหมาะสมและเพียงพอ

“ในขณะนี้เท่าทิ่ติดตามยังไม่เห็นเงินทุนระยะสั้นที่จงใจเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินบาทโดยเฉพาะ แต่ต้องยอมรับว่า ภายใต้ระบบการเงินโลกที่มีความไม่แน่นอน การไหลเข้าและไหลอออกของเงินทุนต่างชาติต่อจากนี้ไป จะไหลเข้าออกอย่างรวดเร็วมากขึ้น ส่งผลให้ราคาสินทรัพย์ และค่าเงินบาทมีความผันผวน โดยในครึ่งปีแรกของปีนี้ ค่าเงินบาทผันผวนสูงกว่าปีที่ผ่านมา โดยมีค่าความผันผวนอยู่ที่ 5% ขณะที่ปีที่ผ่านมาค่าความผันผวนอยู่ที่ 3%” นางผ่องเพ็ญ กล่าวและว่า ในส่วนของภาคเอกชน และผู้ที่เกี่ยวข้องนั้น ธปท.มีความเชื่อว่า ภาคเอกชนไทยได้รับทราบแนวโน้มนี้มาระยะหนึ่งแล้ว และทยอยปรับตัวเพื่อรับมือกับความผันผวนของค่าเงินบาทที่สูงขึ้นแล้ว และเชื่อว่าจะสามารถปรับตัวรับมือได้ โดยในส่วนของ ธปท. ก็จะดูแลลดความผันผวนในช่วงที่มีมากเกินไปให้ ซึ่งเป็นแนวทางปกติที่ ธปท.ดำเนินการอยู่แล้ว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 25 กรกฎาคม 2554, 18:40 น.

บลจ.ทหารไทยเผยเห็นทิศทางทุนนอกไหลเข้า สะท้อนบาทแข็ง

Published กรกฎาคม 21, 2011 by SoClaimon

20 กรกฎาคม 2554, 18:41 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/187848.

Pic_187848

บลจ.ทหารไทย เผยเห็นทิศทางเงินทุนต่างชาติไหลเข้า สะท้อนจากเงินบาทที่แข็งค่า ชี้หุ้นไทยยังเนื้อหอม PE ต่ำแค่ 12-14 เท่า พร้อมตั้งเป้าหมายมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น1.4แสนล้านบาท…

เมื่อวันที่ 20 ก.ค. นายสมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทหารไทย จำกัด เปิดเผยว่าขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณเม็ดเงินต่างชาติไหลกลับเข้ามาในไทยแล้ว สังเกตจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ซึ่งการเข้ามาเม็ดเงินต่างชาติมีทั้งลงทุนในตลาดทุน ทั้งตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้และไหลกลับเข้ามาในภาคการท่องเที่ยว เพราะความมั่นใจในเศรษฐกิจไทย หลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไปด้วยดีและได้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศ

ทั้งนี้ มองว่าตลาดหุ้นไทยครึ่งปีหลังยังมีทิศทางดีขึ้น เห็นได้จากอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้นพี/อีเฉลี่ยยังอยู่ในระดับต่ำแค่ 12-14 เท่า ขณะที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยยังสามารถจ่ายเงินปันผลได้ในอัตราที่ดี

นายสมจินต์ กล่าวต่อว่า บริษัทตั้งเป้าหมายมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร 1.4 แสนล้านบาท จากปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 1.28 แสนล้านบาท ส่วนปีหน้าตั้งเป้าไว้ ที่ 1.5 แสนล้านบาท โดยกองรวมเพื่อการลงทุนในต่างประเทศ (FIF) ได้รับความสนใจลงทุนจากนักลงทุนใน ครึ่งปีหลังและช่วงปลายปีกองทุนรวมเพื่อการเกษียณอายุ (RMF) และกองทุนรวมเพื่อการลงทุนในหุ้นระยะยาว (LTF) ยังมาแรงเห็นได้จากการจัด อันดับผลตอบแทนของกองทุนรวม 5 เดือนที่ผ่านมา พบว่ากองทุนของบริษัทติดอันดับ 1 ใน 5 ของกองทุนที่น่าลงทุนทั้งหมด 3 กองทุน

สำหรับวิสัยทัศน์ หรือกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในครึ่งปีหลังของบริษัทนั้น ได้กำพหนดไว้ 3 ประการ ได้แก่ การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการทำธุรกรรมกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพ, การวาง Educational Marketingหรือ การตลาดผสานความรู้ โดยส่งเสริมกิจกรรมการตลาดควบคู่ไปกับการพัฒนาความรู้และข่าวสารอันมีประโยชน์แก่ผู้ลงทุน และการนำเสนอกองทุนใหม่ๆซึ่งมีระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีภายใต้ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 20 กรกฎาคม 2554, 18:41 น.

ธปท.ยังยืนยันไม่เห็นสัญญาณฟองสบู่อสังหาฯ

Published มิถุนายน 19, 2011 by SoClaimon

8 พฤศจิกายน 2553, 19:10 น.
ธปท.ยังยืนยันไม่เห็นสัญญาณฟองสบู่อสังหาฯ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_125377

ธปท.เผยไม่ห่วงปัญหาฟอง สบู่ในธุรกิจอสังหาฯ ยันยังไม่เห็นสัญญาณ ชี้เงินลงทุนต่างประเทศไหลเข้าตลาดอสังหาฯไม่มาก…

เมื่อวันที่ 8 พ.ย. นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่า ขณะนี้ ธปท.ยังไม่เห็นสัญญาณเกิดปัญหาฟองสบู่ในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากดูตัวเลขปริมาณเงินลงทุนจากต่างประเทศ ที่ไหลเข้ามาลงทุนในธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์มีไม่มากนัก จึงไม่น่าเป็นห่วง

“เงินต่างชาติที่เข้ามาในตลาดอสหังหาฯ ไม่น่าเป็นห่วง เพราะเท่าที่ดีตัวเลขก็มีไม่มากมาย จากเดิมมันก็น้อยมาตั้งนานแล้ว แต่จะเข้ามาลงทุนตลาดหุ้นเป็นหลัก เพราะผลตอบแทนดีกว่า ส่วนในตลาดตราสารหนี้ก็ไม่ได้เร่งมากขึ้น” นายเมธี กล่าว

ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธปท. กล่าวต่อว่า ธปท.จะติดตามภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่จะมีต่อเงินทุนไหลเข้าอย่างใกล้ชิด ทั้งเรื่องตัวเลขการจ้างงานสหรัฐที่ปรับตัวดีขึ้น และตัวเลขภาคอุตสาหกรรม ว่าจะดีขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ รวมทั้งต้องติดตามดูผลตอบรับของตลาดว่าเป็นอย่างไร ทั้งนี้ หากดูดัชนีภาวะอสังหาริมทรัพย์ เดือน ก.ย.ที่ผ่านมาของ ธปท.พบว่า ยอดคงค้างสินเชื่อส่วนบุคคลเพื่ออสังหาริมทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ มีทั้งสิ้น 1,063,440 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อน 14.6% และเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2/53 ทั้งสิ้น 12,338 ล้านบาท หรือ 1.18% ที่มีการขอสินเชื่อ 1,051,102 ล้านบาท ถือไม่มากนัก

ขณะที่ยอดขอสินเชื่อของผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาฯ มีทั้งสิ้น 359,289 ล้านบาท ลดลงจากระยะเดียวกันปีก่อน 9.0% แต่หากเทียบไตรมาส 2/53 ลดลง 12,993 ล้านบาท ที่มีการขอสินเชื่อทั้งสิ้น 372,282 ล้านบาท หรือ 3.50% โดยเครื่องชี้ด้านอุปทานในโครงการที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ในเขต กรุงเทพ และปริมณฑล เดือนกันยายนมีทั้งสิ้น 12,600 ยูนิต หรือเพิ่มสูงขึ้นถึง 140.2% จากระยะเดียวกันของปีก่อน และหากเทียบไตรมาส 2/53 ที่มี 18,455 ยูนิต ลดลง 5,855 ยูนิต หรือ 31.7% แบ่งเป็นบ้านเดี่ยวและบ้านแฝด 1,144 ยูนิต ลดลงจากไตรมาส 2 ที่มี 5,311 ยูนิต ขณะที่ทาวน์เฮ้าส์และอาคารพาณิชย์มี 272 ยูนิต ลดลงมากที่มี 7,798 ยูนิต ในไตรมาสก่อน และอาคารชุด 11,184 ยูนิต เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่มี 5,356 ยูนิตอย่างไรก็ตามหาดูการเปลี่ยนแปลงด้านราคาพบว่า อัตราไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก โดยราคาขายวัสดุก่อสร้างไตรมาส 3 อยู่ที่ระดับ 141.1 ลดลดจากไตรมาส 2/53 อยู่ที่ระดับ 141.7 และหากดูอัตราการเปลี่ยนแปลงเทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อนอยู่ระดับเพิ่ม ขึ้น 1.1% เท่านั้น

ส่วนดัชนีราคาขายบ้านเดี่ยวพร้อมที่ดินอยู่ที่ระดับ 117 ลดลงจากไตรมาสก่อนที่มีระดับ 122.8 และเมื่อเทียบระยะเดียวกันปีก่อนเพิ่มขึ้น 2.2% และราคาทาวเฮ้าส์พร้อมที่ดินอยู่ที่ระดับ 118.5 ลดลงจากไตรมาส 2 ที่อยู่ที่ระดับ 121.3 และหากเทียบระยะเดียวกันปีก่อนอัตราการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น โดยดัชนีอยู่ที่ระดับ 1.1%.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 8 พฤศจิกายน 2553, 19:10 น.

บีโอไอย้ำไทยยังต้องพัฒนาศักยภาพในการแข่งขัน

Published มีนาคม 31, 2011 by SoClaimon

29 มีนาคม 2554, 20:00 น.

บีโอไอย้ำไทยยังต้องพัฒนาศักยภาพในการแข่งขัน – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_159754

 

บีโอไอ ย้ำ ไทยยังต้องพัฒนาศักยภาพในการแข่งขัน ด้านนักเศรษฐศาสตร์ธนาคารโลก เตือน ไทยหาแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจและการเติบโตใหม่เพราะแนวทางเดิมกำลังมาถึงทางตัน…

เมื่อวันที่ 29 มี.ค. นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า ประเทศไทย ได้รับการจัดอันดับในหลายด้านอยู่ในลำดับต้น ๆ เช่น มีรายได้จากการท่องเที่ยวสูงที่สุดในบรรดาประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังได้รับการจัดอยู่ในอันดับ 11 ของประเทศที่ดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และจากการสำรวจความพึงพอใจของผู้เชี่ยวชาญต่างชาติที่ทำงานในประเทศไทย พบว่าพึงพอใจกับการใช้ชีวิตในไทยมาก และ ต้องการต่อเวลาการทำงานออกไปอีก นอกจากนี้บรรดาผู้บริหารบริษัทต่างชาติก็แสดงความพอใจต่อโครงสร้างพื้นฐานของประเทศด้วย แต่ประเทศไทยยังต้องพัฒนาต่อไปในหลายด้าน เพื่อคงความสามารถในการแข่งขันไว้ได้

ขณะที่ นายแมทธิว เวอร์กีส นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 13 ประเทศในโลกที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจนับจากสงครามโลกครั้งที่2 เป็นต้นมา แต่แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและการเร่งการเติบโตของประเทศกำลังถึงทางตัน โดยไทย ต้องการแนวทางใหม่อย่างเร่งด่วนเพื่อพัฒนาในขั้นต่อไป โดยการพัฒนาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ที่ผ่านมานำโดยภาคเอกชน และขณะนี้เอกชนต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาลเพื่อให้สามารถเดินหน้าต่อไปอย่างไม่สะดุด

“รัฐบาลไทยควรเปลี่ยนนโยบายเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง ในเงื่อนไขแห่งการพัฒนา 4 ด้าน คือ พัฒนาคุณภาพของการศึกษาพื้นฐาน, กระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรและนวัตกรรมใหม่ ๆ,สนับสนุนการพัฒนาภาค บริการ และมองหาหนทางพัฒนาอย่างยั่งยืนในการใส่ใจการอนุรักษ์ธรรมชาติ” นายแมทธิว กล่าว

ด้านนายสมชาย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยยังตามหลังสิงคโปร์และมาเลเซีย ในการจัดลำดับความสามารถในการแข่งขัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขัน ประเทศไทยต้องลงทุนเพิ่มในโครงสร้างพื้นฐานและการศึกษา รวมถึงต้องแก้ ปัญหาความยากจนในประเทศ หากจะคงความสามารถในการแข่งขันต่อไปได้ รวมทั้ง ต้องเร่งปฏิรูป ด้านการเงิน,กฎหมายและกฎระเบียบต่าง ๆ รวมทั้งด้านสังคม โดยเปิดกว้างให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมด้านต่างและเข้าถึงบริการพื้นฐานต่าง ๆที่รัฐมีให้ด้วย

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 29 มีนาคม 2554, 20:00 น.

 

ธปท.เตือนเงินทุนโลกผันผวนหนัก

Published มีนาคม 31, 2011 by SoClaimon

29 มีนาคม 2554, 06:15 น.

ธปท.เตือนเงินทุนโลกผันผวนหนัก – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_159577

 

ธปท.เตือนเงินทุนโลกผันผวนหนัก เหตุจากภาวะเก็งกำไรของนักลงทุนจากทั่วโลก

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานไทยแลนด์ โฟกัส หัวข้อ “การดำเนินนโยบายการเงินของไทยภายใต้สภาพคล่องโลกที่ผันผวน” ว่า ปีที่ผ่านมา การเคลื่อนย้ายเงินทุนมีความผันผวนมาก เพราะต้องการหาแหล่งลงทุนที่ได้ประโยชน์มากที่สุด ส่วนปีนี้มองว่า สภาพคล่องในโลกไม่เพิ่มขึ้นมาก แต่ความผันผวนจะยังมีสูง เพราะยังมีภาวะเก็งกำไรของนักลงทุนจากทั่วโลก ซึ่งเป็นความท้าทายของการดำเนินนโยบายการเงิน

ส่วนการขยายตัวของ เศรษฐกิจโลกนั้น มีปัจจัยเสี่ยง 2 เรื่องใหญ่คือ ราคาน้ำมันโลกที่สูงขึ้นรวดเร็ว และการฟื้นตัวจากปัญหาธรณีพิบัติและสึนามิของญี่ปุ่น โดยราคาน้ำมัน หากปรับขึ้นและทรงตัวระดับสูงต่อเนื่อง อาจส่งผลเสียต่อการขายตัวทางเศรษฐกิจยุโรป และสหรัฐฯ ตรงข้ามเงินเฟ้อที่อาจสูงขึ้นอีกจนเกิด stagflation หรือภาวะเงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำ จึงมีโอกาสที่เศรษฐกิจสหรัฐฯและยุโรปอาจถดถอยอีกครั้ง ซึ่งจะมีผลต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย สำหรับภัยพิบัติในญี่ปุ่น จะกระทบเศรษฐกิจญี่ปุ่นระยะสั้น คาดว่าครึ่งปีหลังจะปรับตัวดีขึ้น แต่การระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และการแพร่กระจายของกัมมัน–ตรังสี จะเป็นอันตรายกว่า และกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจด้านอื่นๆ ซึ่งจะฉุดการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกได้

ขณะที่ไทย กำลังซื้อขยายตัวต่อเนื่อง และแม้เงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ความจำเป็นในการใช้นโยบายการเงินกระตุ้นเศรษฐกิจมีน้อยลงกว่า 2 ปีก่อนมาก จึงทำให้นโยบายการเงินของ ธปท.จะก้าวสู่ความสมดุล และเป็นกลาง คือ ไม่ผ่อนคลายเกินไป แต่ไม่ได้เข้มงวดจนเกินไป เพื่อฉุดรั้งการคาดการณ์ เงินเฟ้อของประชาชนให้ลดลง เพราะการที่ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น ในช่วงแรกกำลังซื้ออาจลดลง แต่ถ้ายังคาดการณ์ ว่าราคาสินค้าจะสูงต่อ จะมีการเร่งซื้อ ซึ่งส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอีกเป็นรอบที่ 2 ได้

“การ ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในช่วงต่อไป จะทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีเป้าหมายสร้างความสมดุลทั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจ และดูแลเงินเฟ้อให้เท่าๆ กัน เพราะคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวสู่ระดับปกติ หรือเหมาะสมกับศักยภาพของประเทศในช่วงครึ่งปีหลัง ดังนั้น ปลายปีนี้ ดอกเบี้ยนโยบายก็ควรสมดุลกับอัตราเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงควรจะอยู่ใกล้ๆกับเขตแดนบวก หรือเป็นบวกได้ อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ ธปท.ยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ที่ 3-5%”.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 29 มีนาคม 2554, 06:15 น.

 

ธปท.จับตารุนแรงตอ.กลาง-หนี้ยุโรป ต้นเหตุทุนโลกผันผวน

Published มีนาคม 11, 2011 by SoClaimon

10 มีนาคม 2554, 18:30 น.

ผ่านทางธปท.จับตารุนแรงตอ.กลาง-หนี้ยุโรป ต้นเหตุทุนโลกผันผวน – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_154951

 

แบงก์ชาติ ระบุ กนง.ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ยังไม่เห็นเงินไหลเข้าไทยเพิ่มขึ้น ขณะที่ให้จับตาผู้ประกอบการไทยปีนี้จะแห่ขนเงินไปลงทุนนอกทะลัก เห็นแบบคำขอเงินออกเป็นหางว่าว ทิศทางค่าเงินบาทอ่อนยวบ จากสารพัดปัจจัย

เมื่อวันที่ 10 มี.ค. นางผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ของ ธปท.ขึ้น 0.25% เมื่อวันที่ 9 มี.ค. ยังไม่มีผลกระทบต่อค่าเงินบาท และยังไม่เห็นเงินทุนต่างประเทศไหลเข้ามาเพิ่มขึ้น เนื่องจากตลาดได้รับรู้ก่อนหน้าแล้วว่า กนง.น่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ทำให้มีการลงทุนเพิ่มหรือลดการลงทุนไปแล้วในช่วงก่อนหน้า ขณะเดียวกัน แม้จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็น 2.5% อัตราดอกเบี้ยของไทยก็ไม่ได้สูงกว่าประเทศในเอเชีย และการไหลเข้าออกของเงินทุนต่างประเทศในช่วงหลังๆ ไม่ได้มองผลตอบแทนจากอัตราดอกเบี้ยเป็นปัจจัยหลักสำหรับแรงกดดันที่มีต่อค่า เงินบาทจากปัจจัยทั้งจากเงินทุนของคนไทย และเงินทุนต่างประเทศ ในปีนี้ ธปท.มองว่า มีแรงกดดันที่จะส่งให้ค่าเงินบาทแข็งค่าน้อยกว่าปี 2553 ที่ผ่านมา แต่อาจจะมีความผันผวนมากขึ้นตามปัจจัยที่เข้ามากระทบ

ทั้งนี้ การอ่อนค่าลงของเงินบาทตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ได้ทำให้ผู้ส่งออกเร่งขายเงินดอลลาร์ออกมาในตลาดล่วงหน้ามากขึ้น แต่ค่าเงินบาทได้ถูกปรับสมดุล ด้วยการซื้อทันทีที่มากขึ้นของผู้นำเข้า และการออกไปลงทุนในต่างประเทศของผู้ประกอบการไทยที่เพิ่มขึ้นมาก โดยหากเทียบเม็ดเงินลงทุนเฉลี่ยเดือนต่อเดือนของปีนี้กับปี 2553 ที่ผ่านมา พบว่า เพิ่มขึ้นเป็น 2.5 เท่าในปีนี้ ทำให้ค่าเงินบาทในขณะนี้เทียบกับต้นปียังอ่อนค่าลง

ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. สายตลาดการเงิน กล่าวต่อว่า ตลอดทั้งปีนี้ เท่าที่เห็นแผนการลงทุนในต่างประเทศของผู้ประกอบการไทยที่ยื่นคำขอนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศ จนถึงสิ้นปี 2554 ยังเห็นคำขอนำเงินออก ซึ่งเป็นเม็ดเงินจำนวนมาก มีทั้งการขอลงทุนใหม่ และการขอลงทุนซึ่งเป็นแผนต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ซึ่งส่วนนี้จะช่วยลดแรงกดดันจากเงินทุนที่จะไหลเข้ามา และลดแรงกดดันให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นได้ ขณะที่การเกินดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดที่เคยเกินดุลจำนวนมากในปีที่ผ่านมา และเป็นเม็ดเงินซึ่งกดดันให้ค่าบาทแข็งขึ้นมากที่สุด ในปีนี้ ธปท.คาดการณ์ว่าจะเกินดุลลดลง

“ในส่วนของนักลงทุนต่างชาติเอง ในช่วง 2 เดือนแรกของปี ไม่ได้เห็นการนำเงินเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้นในตลาดตราสารหนี้ เพียงแต่ต่ออายุพันธบัตรที่ถืออยู่เดิมต่อเนื่อง ส่วนการลงทุนในหุ้น 2 เดือนแรกเป็นเงินไหลออกสุทธิ นอกจากนั้น นักลงทุนต่างประเทศยังเริ่มทำประกันความเสี่ยงค่าเงินบาทมากขึ้น โดยขณะนี้มีสัดส่วนสูงถึง 25% ของเงินที่ลงทุนในไทยทั้งหมด เนื่องจากมองทิศทางค่าเงินบาทว่าอาจจะไม่แข็งค่าต่อเนื่อง” นางผ่องเพ็ญ กล่าว

สำหรับปัจจัยที่ ธปท.จับตาสำหรับการดูแลค่าเงินบาทในช่วงต่อไป เรื่องแรกคือ สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ซึ่งยังมีความเปลี่ยนแปลงอาจจะรุนแรง และลุกลาม หรือปรับตัวดีขึ้นได้ทั้ง 2 ทางจึงต้องติดตาม เพราะสถานการณ์ไม่ดี เงินจะไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยง และประเทศเกิดใหม่ ขณะที่ปัญหาหนี้สินในประเทศยุโรป ที่เกิดขึ้นเป็นระยะๆ แก้ปัญหาได้ไม่จบก็มีผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายของโลกเช่นกัน ขณะที่การแก้ปัญหาเงินเฟ้อในประเทศพัฒนา และประเทศภูมิภาค เป็นอักปัจจัยที่จะมีผลต่ออัตราดอกเบี้ย และเงินทุนเคลื่อนย้ายในปีนี้

“ค่าเงินบาทในช่วง 2 เดือนแรกมีทั้งแข็งค่าขึ้น และอ่อนค่าลง แสดงให้เห็นการเคลื่อนย้ายของเงินทุน และปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วขึ้นกว่าช่วงที่ผ่านมา และการเคลื่อนไหว 2 ทางจะยังคงเป็นไปทั้งปีนี้ คาดเดาได้ยาก ทำให้ผู้ที่มีภาระเงินตราต่างประเทศควรให้ความสำคัญต่อการป้องกันความเสี่ยง มากขึ้น โดยเฉพาะผู้นำเข้าที่มีอัตราป้องกันความเสี่ยงในระดับที่ต่ำอยู่” นางผ่องเพ็ญ กล่าว.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 10 มีนาคม 2554, 18:30 น.

 

%d bloggers like this: