เงาหุ้น

All posts tagged เงาหุ้น

รีบาวด์กลับสั้นๆ!!

Published มกราคม 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/560141

โดย อินเด็กซ์ 51 9 ม.ค. 2559 05:01

 

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 8 ม.ค.59 ปิดที่ 1,244.18 จุด เพิ่มขึ้น 19.35 จุด หลังระหว่างวันแกว่งตัวในกรอบ 1,228.18–1,246.70 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 36,921.30 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 245.95 ล้านบาท

หุ้นที่ซื้อขายสูงสุด ADVANC ปิด 144 บาท บวก 9.50 บาท, PTT ปิด 215 บาท บวก 6 บาท, BEM ปิด 5.25 บาท บวก 0.05 บาท, JAS ปิดที่ 3 บาท บวก 0.16 บาท, INTUCH ปิด 50.75 บาท บวก 3.25 บาท

หุ้นจีนปรับตัวดีขึ้นจากการยกเลิกใช้เซอร์กิต เบรกเกอร์ ส่งผลให้นักลงทุนคลายความกังวล และเริ่มมีมุมมองต่อตลาดหุ้นที่ดีขึ้น ประกอบราคาน้ำมันรีบาวด์ดีดกลับมาที่ 33-34 เหรียญ/บาร์เรล จึงทำให้ตลาดหุ้นในภูมิภาคแกว่งขึ้นมาในแดนบวกได้

ขณะที่ปัจจัยในประเทศ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของไทยสูงสุดในรอบ 7 เดือน ประกอบกับมีแรงซื้อหุ้นรายตัวคืนหลังปรับตัวลงลึก

บล.โกลเบล็ก มองแนวโน้มการลงทุนสัปดาห์หน้า ตลาดยังมีโอกาสที่จะรีบาวด์ขึ้นได้ต่อเนื่องจากตลาดในช่วงที่ผ่านมาปรับตัวลงไปมากแล้ว จึงน่าจะมีแรงซื้อคืน และอาจมีการสะสมหุ้นเพื่อเก็งกำไรหุ้นรายกลุ่มรายตัวที่คาดว่า ผลประกอบการปี 58 จะออกมาดีด้วย

ด้านเทคนิคให้แนวรับ 1,235 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,250–1,260 จุด

บล. อาร์เอชบี (ประเทศไทย) ประเมินว่า หากสัปดาห์หน้าราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 35 เหรียญ/บาร์เรล ถือว่ายังมีความเสี่ยง ต่อหุ้นกลุ่มพลังงานและตลาดหุ้นไทยให้มีความผันผวน โดยต้องติดตามรายงานสต๊อกน้ำมันของสหรัฐฯ และกำลังการผลิตน้ำมัน ซึ่งหากมีกำลังการผลิตที่สูงขึ้นอาจจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันให้แกว่งตัวลงต่อ

แนะกลยุทธ์การลงทุน เลือกซื้อสะสมหุ้นได้ ในจังหวะอ่อนตัวที่ 1,220 จุด เน้นหุ้นใหญ่พื้นฐานดี เช่น SCC ที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนภาครัฐ!!

ด้านเทคนิคให้แนวรับที่ 1,220 จุด และแนวต้านที่ 1,240 จุด.

อินเด็กซ์ 51

 

โฆษณา

นิวโลว์ 2 ปี!!

Published มกราคม 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/559659

โดย อินเด็กซ์ 51 8 ม.ค. 2559 05:01

 

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 7 ม.ค.59 ปิดที่ระดับต่ำสุดของวัน ที่ระดับ 1,224.83 จุด ลดลง 35.21 จุด นิวโลว์ในรอบ 2 ปี มีมูลค่าการซื้อขาย 45,952.68 ล้านบาท

หุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด ADVANC ปิด 134.50 บาท ลบ 3 บาท, PTT ปิด 209 บาท ลบ 19 บาท, JAS ปิด 2.84 บาท ลบ 0.30 บาท, BDMS ปิด 21.50 บาท ลดลง 0.60 บาท และ SCC ปิด 412 บาท ลบ 20 บาท

บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ระบุว่า นักลงทุนกังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน หลังตัวเลขดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรม PMI และการส่งออกปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมาตรการสกัดการขายของนักลงทุนรายใหญ่ที่จะหมดอายุในวันที่ 8 ม.ค. แม้จะยืดระยะเวลาออกไป ภายใต้เงื่อนไขให้นักลงทุนที่ถือหุ้นเกิน 5% ขายหุ้นออกได้เพียง 1% ออกไปอีก 3 เดือนก็ตาม

ขณะที่ยังมีแรงขายหนักในหุ้นกลุ่มพลังงาน จากราคาน้ำมันโลกทรุดแรงจากภาวะอุปทานหรือมีการผลิตส่วนเกิน และอุปสงค์หรือความต้องการใช้อ่อนแอ ท่ามกลางแรงขายหุ้นในกลุ่มสื่อสารที่ยังไม่สะเด็ดน้ำ รวมถึงแรงขายในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ที่คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 58 จะออกมาย่ำแย่

ประเมินตลาดระยะสั้นยังไม่ดีนักมีโอกาสปรับตัวลงต่อได้ จากปัจจัยกดดันทั้งในและต่างประเทศ โดยมีความเสี่ยงลงไปทดสอบแนวรับที่ 1,200 จุด แต่อาจมีจังหวะรีบาวน์ทางเทคนิค แต่คงขึ้นได้ไม่ไกล เพราะต่างชาติยังเทขายหุ้นออกมาต่อเนื่อง

แนะกลยุทธ์จำกัดพอร์ตลงทุน ถือหุ้นไม่เกิน 25–30% โดยเลือกเก็งกำไรหุ้นที่ได้รับผลประโยชน์จากค่าเงินบาทอ่อนค่า เช่น AAV–SVI และหุ้นที่มีปันผลสูง และราคาต่ำอย่าง ADVANC–AP

ขณะที่ บล.โกลเบล็ก มองว่า ปัจจัยลบความกังวลเศรษฐกิจจีนชะลอและเม็ดเงินของกองทุนต่างชาติยังคงไหลออก หลังมุมมองธนาคารสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องในปี 59 รวมถึงการคาดการณ์งบปี 58 ของกลุ่มธนาคารที่คาดว่ากำไรจะปรับลง คาดว่าดัชนีจะปรับตัวลงไปทดสอบแนวรับบริเวณ 1,230-1,240 จุด

แนะนำกลยุทธ์การลงทุน Selective Buy กลุ่มที่ปัจจัยบวกหนุนได้แก่ กลุ่มขนส่งและโรงแรม AOT, BA, AAV, CENTEL, MINT และ ERW กลุ่มที่คาดว่างบปี 58 และผลการดำเนินงานในไตรมาส 4 ปี 58 เติบโตขึ้น แนะนำ EPG, DCC, QTC, FSMART, KCE, EA, GL, BEAUTY และ BRR และกลุ่มส่งออก โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์และกลุ่มอาหาร ซึ่งได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทอ่อนค่า!!

อินเด็กซ์ 51

 

INTUCH–ADVANC!!

Published มกราคม 7, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/559094

โดย อินเด็กซ์ 51 7 ม.ค. 2559 05:01

 

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 6 ม.ค.59 ปิดที่ 1,260.04 จุด เพิ่มขึ้น 6.70 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 45,260.92 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 1,795.56 ล้านบาท

หุ้นที่ซื้อขายสูงสุด ADVANC ปิด 137.50 บาท บวก 6.50 บาท, INTUCH ปิด 49.50 บาท บวก 3.75 บาท, JAS ปิด 3.14 บาท บวก 0.08 บาท, BEM ปิด 5.40 บาท บวก 0.25 บาท และ PTT ปิด 228 บาท บวก 1 บาท

บล.เอเซียพลัส ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยอยู่ภายใต้แรงกดดันของปัจจัยต่างประเทศ ทั้งเศรษฐกิจและตลาดหุ้นจีน และสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง แต่ปัจจัยภายในประเทศยังมีแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐต่างๆที่พยายามออกมาอย่างต่อเนื่อง แนะให้เลือกลงทุนหุ้นพื้นฐานดีที่มีแรงขับเคลื่อนจากเศรษฐกิจในประเทศ เลือก STPI เป็น Top pick ให้มูลค่าพื้นฐาน 17.25 บาท นอกจากราคาลงลึกเกินไปแล้ว ยังมีปัจจัยบวกรออยู่หลายประการ

เอเซียพลัสยังระบุว่า มาตรการกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงปลายปี

ของภาครัฐ จะเริ่มส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยปีนี้ โดยกลุ่มที่ได้ประโยชน์คือผู้มีรายได้ระดับกลาง-บน ซึ่งเป็นกลุ่มผู้เสียภาษีส่วนใหญ่ของประเทศ

มาตรการดังกล่าวมีผลตอบรับออกมาในเชิงบวก ล่าสุดกรมสรรพากรเผยว่า ยอดขายของผู้ประกอบการค้าปลีก-ค้าส่งช่วงปลายปี 58 ปรับขึ้น 20-50% โดยเม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 1.25 แสนล้านบาท ทำให้ภาพรวมอุตสาหกรรมค้าปลีกมูลค่ากว่า 3.2 ล้านล้านบาท โต 3.05% (เดิมคาดไว้ 2.8%) และน่าจะกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้อีก 0.1-0.2% หนุนให้ GDP ปี 58 โตได้ที่ 2.7%

ล่าสุด กรมสรรพากรเสนอมาตรการให้ ครม.เห็นชอบภายใน 1Q59 ให้ลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยผู้มีรายได้มากกว่า 2 หมื่นบาท แต่ไม่เกิน 3 หมื่นบาท/เดือน ไม่ต้องเสียภาษี (จากเดิมผู้มีรายได้ไม่เกิน 2 หมื่นบาท ไม่ต้องเสียภาษี) คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ปี 60 ที่จะมีการยื่นเสียภาษีปี 61 ถือเป็นการกระตุ้นกำลังซื้ออีกส่วนหนึ่ง เป็นผลดีต่อหุ้นค้าปลีก

หุ้นเด่น คือ ROBINS-COM7 และกลุ่มท่องเที่ยว ชู ERW เป็น Top Pick

นอกจากนี้ หุ้นปันผลสูง Dividend Play อีกทางเลือกที่ปลอดภัย!! โดยล่าสุดนักวิเคราะห์กลุ่มสื่อสารได้ปรับประมาณการกำไรหุ้น INTUCH และ ADVANC ลง ทำให้อัตราเงินปันผลลด เหลือราว 7% แต่ก็ยังเป็นอัตราที่สูงเป็นลำดับต้นๆของตลาด ทั้งยังมี upside เหลืออยู่สูงมาก

โดย INTUCH upside มีสูงถึง 48.6% ส่วน ADVANC upside กว่า 26% นักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงๆ ก็สามารถเข้าซื้อสะสมได้!!

อินเด็กซ์ 51

 

ร่วงต่อ!!

Published มกราคม 6, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/558544

โดย อินเด็กซ์ 51 6 ม.ค. 2559 05:01

 

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 5 ม.ค.59 ปิดที่ 1,253.34 จุด ลดลง 10.07 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 45,355.64 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 3,639.57 ล้านบาท

หุ้นที่ซื้อขายสูงสุด ADVANC ปิด 131.00 บาท ลบ 12 บาท, BEM ปิด 5.15 บาท, INTUCH ปิด 45.75 บาท ลบ 3.75 บาท, PTT ปิด 227 บาท ลบ 11 บาท และ JAS ปิด 3.06 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง

ตลาดยังได้แรงกดดันจากแรงขายของต่างชาติและนักลงทุนสถาบันในประเทศ โดยยังมีแรงกดดันจากปัจจัยเดิมคือ ตัวเลขเศรษฐกิจจีนที่ออกมาย่ำแย่ต่อเนื่อง และสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ทำให้นักลงทุนหลีกเลี่ยงการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ขณะที่หุ้นในกลุ่มสื่อสารและพลังงานของไทยยังเป็นกลุ่มหลักที่ถูกเทขายออกมาหนักสุด

บล.ธนชาต ระบุว่า การปรับตัวลดลงของหุ้นกลุ่มสื่อสาร โดยเฉพาะหุ้นใหญ่อย่าง ADVANC-INTUCH ยังกดดันตลาดต่อเนื่อง แต่จากการประชุมนักวิเคราะห์ พบว่า ADVANC มีแผนที่ชัดเจนในการรักษาส่วนแบ่งตลาดลูกค้า 2 จี ทั้งหมด 12 ล้านคน โดยมองการปรับลดลงของ ADVANC เป็นการปรับพอร์ตของนักลงทุนมากกว่าพื้นฐานที่เปลี่ยนแปลง

จึงยังแนะซื้อ ADVANC ต่อไป โดยระดับราคาปัจจุบันให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลระยะ 12 เดือนข้างหน้า ที่ 10-11 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็น Dividend Yield ที่ 8%

ด้าน บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ออกบทวิเคราะห์ ระบุว่า หลังมีการประชุมนักวิเคราะห์ ไม่มีประเด็นลบที่เป็น Negative Surprise โดยคาดว่างบไตรมาส 4 ปี 58 จะเติบโต จากไตรมาสก่อนหน้า ราว 9,000 ล้านบาท ขณะที่แผนเช่าคลื่นของ TOT ได้ผ่านการอนุมัติจากบอร์ดแล้ว และรอเซ็นสัญญาอยู่ ขณะที่นโยบายเงินปันผลยังคงไว้ที่ 100%

ดังนั้น คาดการณ์ว่าเงินปันผลครึ่งหลังของปี 58 จะอยู่ที่ราวหุ้นละ 5.50-6.00 บาท คิดเป็น Deividend Yield 4% และประมาณการของเมย์แบงก์ฯ ได้รวมการ Subsidy เครื่องมือถือให้ลูกค้าเดิมแล้วในปี 59

ขณะที่คาดการณ์เงินปันผลปี 59 หุ้นละ 10.00 บาท คิดเป็น Dividend Yield 7.4% จึงยังคงคำแนะนำ “ทยอยซื้อสะสม”

สำหรับนักลงทุนที่ชอบหุ้นเงินปันผลสูง ให้ราคาเหมาะสมตามมูลค่าพื้นฐาน 220 บาท สำหรับนักลงทุนระยะยาว 12 เดือนขึ้นไป

แม้ว่าผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 59 จะถูกกดดันจากแคมเปญด้านการตลาดก็ตาม อีกทั้งราคาหุ้นขณะนี้ได้ปรับตัวลงไปแล้วกว่า 40% นับตั้งแต่วันประมูลคลื่น 4 จี ย่านความถี่ 1800MHz เมื่อวันที่ 11 พ.ย.58.

อินเด็กซ์ 51

 

เลือกหุ้นรายตัว!!

Published ธันวาคม 29, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/554384

โดย อินเด็กซ์ 51 26 ธ.ค. 2558 05:01

 

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 25 ธ.ค.58 ปิดที่ 1,282.93 จุด ลดลง 1.22 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 16,654.88 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 326.06 ล้านบาท

หุ้นที่ซื้อขายสูงสุด ADVANC ปิด 155.50 บาท บวก 2 บาท, JAS ปิด 3.30 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง, COM7 ปิด 5.40 บาท บวก 0.30 บาท, J ปิด 3.06 บาท บวก 0.30 บาท และ CPALL ปิด 40.50 บาท ลบ 0.50 บาท

บล.โกลเบล็กมองตลาดหุ้นไทยช่วงปลายปีมีโอกาสเด้งรับมาตรการภาษีกระตุ้นการบริโภค เพื่อลดหย่อนภาษีเงินได้ในการซื้อสินค้าและบริการ โดยให้ลดหย่อนภาษีเงินได้ไม่เกิน 15,000 บาท สำหรับการซื้อสินค้าและบริการระหว่าง 25-31 ธ.ค.นี้ เป็นนโยบายเพิ่มเติมจากมาตรการเดิมที่เป็นการลดหย่อนภาษีสำหรับการท่องเที่ยวและที่พักโรงแรมในประเทศ ระหว่าง 16 ธ.ค.57-31 ธ.ค.58

อีกทั้งยังมีเม็ดเงินจากการซื้อกองทุน LTF และ RMF ในช่วงปลายปี และการทำ Window Dressing ก่อนปิดงบปลายปีนี้ของนักลงทุนสถาบัน

ส่วนปัจจัยที่ยังคงกดดันตลาด คือการส่งสัญญาณชัดเจนว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งส่งผลกระทบกับ Fund flow รวมทั้งราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำกว่า 40 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จากภาวะอุปทานล้นตลาด โดยมีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำต่อเนื่องในปี 59

บล.โกลเบล็กประเมินกลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ว่า ดัชนีหุ้นไทยจะแกว่งตัวในกรอบ 1,250-1,300 จุด และมีปริมาณการซื้อขายเบาบางลง เนื่องจากใกล้ช่วงวันหยุดยาว ซึ่งนักลงทุนต่างชาติชะลอการลงทุน อย่างไรก็ตามคาดว่าจะมีเม็ดเงินจาก LTF-RMF และการทำ Window dressing ก่อนปลายปีจะเป็นแรงหนุนไม่ให้ดัชนีปรับลงลึกมาก

แนะนำกลยุทธ์การลงทุน Selective Buy ในกลุ่มที่ปัจจัยบวกหนุน ได้แก่ กลุ่มขนส่งและโรงแรม ได้ประโยชน์จากช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยว และราคาน้ำมันที่ลดลง ช่วยให้ต้นทุนเชื้อเพลิงต่ำลง

แนะนำหุ้น AOT, BA, AAV, THAI, CENTEL และ MINT เช่นเดียวกับกลุ่มค้าปลีก ที่เข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของการจับจ่ายใช้สอยปลายปี และมาตรการภาษีกระตุ้นการใช้จ่าย แนะนำ HMPRO BIGC ROBINS CPN COM7 และ SPVI!!

อินเด็กซ์ 51

 

ซื้อคืนหุ้นสื่อสาร–พลังงาน!!

Published ธันวาคม 28, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/553888

โดย อินเด็กซ์ 51 25 ธ.ค. 2558 05:01

 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดที่ 1,284.15 จุด เพิ่มขึ้น 9.65 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 33,772.51 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 1,626.99 ล้านบาท

หุ้นที่ซื้อขายสูงสุด ADVANC ปิด 153.50 บาท บวก 0.50 บาท, JAS ปิด 3.30 บาท บวก 0.08 บาท, INTUCH ปิด 53.25 บาท บวก 0.75 บาท, PTT ปิด 250 บาท บวก 2 บาท และ SCB ปิด 120 บาท ลบ 0.50 บาท

มีแรงซื้อคืนหุ้นสื่อสารและพลังงานจากนักลงทุนสถาบันในประเทศ โดยเฉพาะเม็ดเงินจากกองทุน LTF-RMF

บล.ทิสโก้ ออกบทวิเคราะห์ประเมินมาตรการลดภาษีนักช็อปช่วงสิ้นปีหลัง ครม.ได้อนุมัติมาตรการลดภาษีสูงสุด 1.5 หมื่นบาท/คน จากการใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าและบริการในช่วงวันที่ 25-31 ธ.ค. จากธุรกิจที่เสีย VAT โดยไม่รวมสินค้าประเภทสุรา, เบียร์, ไวน์, บุหรี่, น้ำมัน และยานพาหนะนั้น

ทิสโก้มองว่า รัฐบาลกำลังพยายามกระตุ้นการใช้จ่ายช่วงสิ้นปี แม้ว่าจะมีคนจำนวนไม่มากที่อยู่ในฐานภาษี 20% ทำให้คาดว่าเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มค้าปลีกจะไม่มาก แต่อย่างไรก็ตาม จะช่วยสร้างบรรยากาศด้านการใช้สอยช่วงสิ้นปี และเพิ่มความเชื่อมั่นผู้บริโภค

แนะนำให้ “ซื้อ” หุ้น CPN, CPALL, HMPRO และ ROBINS

ขณะที่ บล.ทรีนีตี้ ระบุว่า หุ้นที่เกี่ยวข้องกับการจับจ่ายใช้สอยในประเทศปรับตัวโดดเด่นตามคาด หลังได้อานิสงส์จากมาตรการภาษีกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศช่วงปลายปี ขณะที่มาตรการต่อเนื่องปีหน้า เริ่มมีรายละเอียดมากขึ้นเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างภาษีบุคคลธรรมดา โดยกระแสข่าวเบื้องต้นคาดว่ากระทรวงการคลังอาจปรับลดเพดานภาษีสูงสุดเหลือระดับ 30% จากเดิมที่ 35%

ทรีนีตี้มองว่า ถือเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่หวังผลทั้งในระยะสั้นและระยะกลาง โดยหากการปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีหน้าเกิดขึ้นจริง จะเป็นแรงผลักดันต่อกำลังซื้อของคนในประเทศได้ไม่มากก็น้อย ปัจจัยดังกล่าวเป็นปัจจัยใหม่ที่อาจทำให้นักวิเคราะห์ทยอยออกมาปรับเพิ่มประมาณการหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องขึ้นได้

มองกลุ่มหุ้นดังกล่าวจะสามารถ Outperform ตลาดได้ต่อไป เช่น MINT, CENTEL, CPN, ROBINS, HMPRO, GLOBAL, MAJOR, BEAUTY, KAMART, COM7 และ JMART!!

อินเด็กซ์ 51

 

ฝรั่งขายกว่า 5 พันล้าน!!

Published ธันวาคม 28, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/553353

โดย อินเด็กซ์ 51 24 ธ.ค. 2558 05:01

 

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 23 ธ.ค.58 ปิดที่ 1,274.50 จุด เพิ่มขึ้น 12.84 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 40,874.32 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 5,230.3 ล้านบาท

หุ้นที่ซื้อขายสูงสุด ADVANC ปิด 153 บาท บวก 1.50 บาท, JAS ปิด 3.22 บาท บวก 0.12 บาท, INTUCH ปิด 52.50 บาท บวก 2 บาท, PTT ปิดที่ 248 บาท บวก 8 บาท และ AOT ปิด 341 บาท ลบ 9 บาท

มีแรงซื้อกลับในหุ้นสื่อสารและพลังงาน ที่ปรับตัวลงหนักในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบันจากกองทุน LTF-RMF ที่เข้ามาซื้อช่วงปลายปี ขณะที่หุ้นทั่วโลกรีบาวน์กลับ หลังตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดของสหรัฐฯ ทั้ง GDP ไตรมาส 3 และการใช้จ่ายผู้บริโภค ออกมาดีกว่าที่คาด

แต่อย่างไรก็ตาม ยังเห็นแรงขายจากต่างชาติออกมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ต้องจับตาต่อว่า แรงซื้อของนักลงทุนไทยสถาบันจะเข้ามาต่อเนื่องหรือไม่

บล.ฟิลลิป คาดว่าในช่วงที่เหลือของเดือนน่าจะเห็นแรงซื้อสุทธิจากกองทุน LTF-RMF อีกราว 7 พันถึง 1 หมื่นล้านบาท ด้านเทคนิคหากดัชนีไม่ปรับหลุด 1,265 จุด คาดว่ามีโอกาสรีบาวด์ไปที่ระดับ 1,285, 1,295 จุดต่อไปโดยให้น้ำหนักกับแรงซื้อสุทธิของสถาบัน เป็นปัจจัยหนุนตลาดในช่วงที่เหลือของปี

ขณะที่ บล.คันทรี่ มองตลาดในช่วงปลายปีจะมีปัจจัยใหม่ค่อนข้างจำกัดทำให้ไม่คาดหวังการปรับตัวขึ้นไปทดสอบ 1,300 จุดในระยะกลาง แต่คาดว่าดัชนีจะทรงตัวในกรอบ 1,285-1,260 จุด

กลุ่มที่แนะนำเก็งกำไรคือกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ที่จะได้ประโยชน์จากค่าเงินที่อ่อนค่าในระยะยาว

ปิดท้าย บล.เออีซี ประเมินกรอบดัชนีฯปีหน้า 1,080-1,390 จุด ที่ P/E 14.5 เท่า คาดกำไร บจ.โต 10% อยู่ที่ 96 โดยแนะกลยุทธ์การลงทุนปี 59 เลือกลงทุนในอุตสาหกรรมที่เป็นจุดแข็งของเศรษฐกิจไทย โดยกลุ่มที่ให้น้ำหนักมากกว่าตลาด ได้แก่ กลุ่มโรงพยาบาล กลุ่มท่องเที่ยวและการโรงแรม กลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อ กลุ่มค้าปลีก

โดย Top Pick ในกลุ่มที่เป็นบิ๊กแคป ได้แก่ BDMS–CENTEL– BJC–AOT–IRPC ขณะที่หุ้น Medium To Small Cap ที่เป็น Top Buy ได้แก่ KAMART–FORTH–SMPC–TKS และ NYT

ส่วนกลุ่มที่มีโอกาสถูกเพิ่มน้ำหนักการลงทุน และโดดเด่นในปี 59 คืออุตสาหกรรมเครื่องดื่มที่รอผลบวกจากการขยายธุรกิจในต่างประเทศ เช่น บริษัท CBG-ICHI และกลุ่มธุรกิจดิจิทัลทีวี ที่ฝ่ายวิจัยฯรอดูแนวโน้มเพิ่มสัดส่วนเม็ดเงินโฆษณาที่มีโอกาสปรับเพิ่มตามเรตติ้ง เช่น WORK และ RS!!

อินเด็กซ์ 51

 

แบงก์–สื่อสารกดดัน!!

Published ธันวาคม 28, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/552799

โดย อินเด็กซ์ 51 23 ธ.ค. 2558 05:01

 

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 22 ธ.ค.58 ปิดที่ 1,261.66 จุด ลดลง 2.78 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 55,938.47 ล้านบาท

หุ้นมูลค่าซื้อขายสูงสุด ADVANC ปิด 151.50 บาท ลบ 4 บาท, JAS ปิด 3.10 บาท ลบ 0.60 บาท, INTUCH ปิด 50.50 บาท บวก 0.50 บาท, KBANK ปิด 147 บาท ลบ 4.50 บาท CPALL ปิด 41.25 บาท บวก 1 บาท

หุ้นสื่อสารและแบงก์ยังคงกดดันตลาดในภาพรวม ขณะที่ราคาน้ำมันที่ฟื้นตัวขึ้นทำให้มีแรงกระตุ้นหุ้นพลังงานให้มีแรงซื้อคืน รวมทั้งมีเม็ดเงินจากกองทุน LTF-RMF เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ช่วยพยุงดัชนีไม่ให้ปรับตัวลงแรง ขณะที่ตลาดต่างประเทศกลับมายืนบวก เก็งข่าวจีนออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มในปีหน้า

บล.โนมูระ พัฒนสิน มองหุ้นไทยพยายามรีบาวน์ แม้ยังมีการปรับพอร์ตหุ้นสื่อสาร แต่ตลาดและราคาหุ้นที่ปรับตัวลงมาต่อเนื่อง ทำให้หุ้น ADVANC และ INTUCH มี dividend yield ที่ขึ้นมาสูง

มองแนวโน้มการลงทุนระยะสั้น ตลาดมีโอกาสรีบาวน์ขึ้นได้ หากราคาน้ำมันฟื้นตัว และมีแรงหนุนของเม็ดเงินกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (RMF) รวมถึงแรงขายของหุ้นในกลุ่ม สื่อสารที่น่าจะเริ่มชะลอลง โดยประเมินว่าหุ้นไทยในเชิงพื้นฐานขณะนี้ถือว่าราคาถูกมากแล้ว

กลยุทธ์การลงทุน แนะเลือกซื้อหุ้นรายตัว Top picks คือ ROBINS, KAMART, CI, LH, ERW, BDMS ด้านเทคนิคให้แนวรับ 1,250 จุด ส่วนแนวต้าน 1,278-1,292 จุด

ปิดท้ายหุ้น บมจ.จัสมิน เทเลคอม ซิสเต็มส์ (JTS) ผู้ประกอบธุรกิจจัดหา ออกแบบ และวางระบบสื่อสารโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศแบบครบวงจร ราคาพุ่งชนซิลลิ่งเป็นวันที่ 2 ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น รับอานิสงส์งานที่จะทะลักเข้ามา หลัง JAS ซึ่งเป็นบริษัทแม่ ชนะประมูล 4G คลื่น 900 MHz และมีภาระลงทุนโครงข่ายนับ 2 หมื่นล้านบาทภายใน 3 ปี

ทำให้นักลงทุนหวังงบจะกลับมาพลิกเป็นกำไรได้ หลัง 9 เดือนปีนี้ ยังขาดทุนราว 25 ล้านบาท ต่อเนื่องจากปี 57 ที่ขาดทุนถึง 133 ล้านบาท

นักวิเคราะห์ บล.ซีไอเอ็มบี ระบุว่า JTS กำลังทดสอบแนวต้านสำคัญพร้อมแรงซื้อที่แข็งแกร่ง จึงมีโอกาสปรับขึ้นเหนือแนวต้าน 2 บาทได้ และมีแนวต้านถัดไป 2.3 บาท

แต่ระยะสั้นต้องระวังแรงขายทำกำไรบริเวณ 1.92–1.90 บาท เชิงกลยุทธ์การลงทุนสำหรับผู้ที่ยังไม่มีหุ้นควรรอเก็งกำไรเมื่อราคายืนเหนือ 2 บาทได้เท่านั้น!!

อินเด็กซ์ 51

 

หุ้นสื่อสารดิ่งเหว!!

Published ธันวาคม 22, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/552282

โดย อินเด็กซ์ 51 22 ธ.ค. 2558 05:01

 

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 21 ธ.ค.58 ปิดที่ 1,264.44 จุด ลดลง 20.48 จุด มีมูลค่าซื้อขาย 61,465.16 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 4,654.98 ล้านบาท

หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด ADVANC ปิด 155.50 บาท ลบ 37.50 บาท, INTUCH ปิด 50 บาท ลบ 12.50 บาท, JAS ปิด 3.70 บาท ลบ 1.08 บาท, TRUE ปิด 6.60 บาท ลบ 0.65 บาทและ DTAC ปิด 27.75 บาท ลบ 10.25 บาท

หุ้นไทยร่วงหนักกว่าตลาดในภูมิภาค โดยหุ้นกลุ่มสื่อสาร 4 จี ปรับตัวร่วงหัวทิ่มดิ่งเหวยกแผง ขณะที่หุ้นพลังงานก็ยังย่ำแย่หลังสหรัฐฯ มีมติยกเลิกการห้ามส่งออกน้ำมัน ส่งผลให้ซัพพลายน้ำมันออกมาสู่ตลาดมากขึ้น

บล.บัวหลวง ชี้ว่าหลังผลการประมูลคลื่น 900 MHz ออกมาพลิกโผ ราคาใบอนุญาต ทั้ง 2 ใบ รวมกันสูงกว่า 1.5 แสนล้านบาท สร้างความกังวลต่อผลประกอบการหุ้นสื่อสาร โดยเชื่อว่าเป็นแรงขายของนักลงทุนต่างชาติเป็นหลัก ขณะที่เม็ดเงินจากกองทุนรวม LTF ที่คาดหวังว่าจะเข้ามาประคองดัชนี ไม่น่าเข้ามาซื้อหุ้นไทยมากนัก

แนะกลยุทธ์ ซื้อหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันโลกปรับตัวลง เช่น หุ้นโรงกลั่น TOP-IRPC หุ้นแบงก์ และหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการประมูล 4G เช่น DIF-COM7-SYNNEX

ขณะที่ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ปรับลดน้ำหนักหุ้นกลุ่มสื่อสารจาก Over weight เป็น Underweight จาก Growth story ที่หายไปเพราะราคาประมูล 900MHz ที่สูงมากทั้ง TRUE-JAS และผู้ชนะประมูลมีฐานะการเงินไม่แข็งแรงพอที่จะรองรับค่าเสื่อมราคาของใบอนุญาต 900 MHz ปีละ 5 พันล้านบาท ยังไม่รวมเงินที่ต้องลงทุนเพิ่มและภาระดอกเบี้ยจ่าย

ส่วน TRUE ที่ได้ 2 ใบอนุญาต ค่าเสื่อมฯของทั้ง 2 ใบอยู่ที่ปีละ 7.3 พันล้านบาท สูงกว่ากำไรสุทธิที่ทำได้ปีละ 4 พันล้านบาท คาดว่ากำไรของทั้งกลุ่มในปีหน้าจะหดตัว 6% Y-Y แทนที่จะโต 9% Y-Y และมีโอกาสที่ TRUE และ JAS จะเพิ่มทุน ขณะที่ ADVANC ยังเป็น Top pick เช่นเดิม แต่การประมูล 900 MHz ไม่ได้ ทำให้ ADVANC ซึ่งยังมีลูกค้า 2G อยู่ในมือ 2 ล้านราย ต้องเช่าคลื่นจาก TOT ให้พอกับการให้บริการ ขณะเดียวกันต้องผลักดันให้ลูกค้า 2G หันไปใช้ 3G ให้ได้มากที่สุด เสน่ห์ของ ADVANC ด้อยลงจากเดิมที่เป็น Growth+High yield stock เหลือแต่ความเป็น High yield stock

ปรับราคาเป้าหมายปี 59 ADVANC เหลือ 250 บาทจาก 270 บาท ยังแนะนำซื้อลงทุนขณะที่ DTAC น่าจะสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในแง่ฐานลูกค้าที่เป็นอันดับ 2 ให้ TRUE และผลประกอบการจะหดตัวต่อ!!

อินเด็กซ์ 51

 

4G ยืดเยื้อ!!

Published ธันวาคม 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/551123

โดย อินเด็กซ์ 51 19 ธ.ค. 2558 05:01

 

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 18 ธ.ค.58 ปิดที่ 1,284.92 จุด ลดลง 25.42 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 41,149.87 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 2,021.45 ล้านบาท

หุ้นที่ซื้อขายสูงสุด BMCL ปิด 2.22 บาท บวก 0.08 บาท, ADVANC ปิด 193 บาท ลบ 6 บาท, KBANK ปิด 150.50 บาท ลบ 2.50 บาท, JAS ปิด 4.78 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง และ PTT ปิด 225 บาท ลบ 17 บาท

บล.ทรีนีตี้ มองภาพรวมตลาดโดนแรงกดดันจาก 2 ปัจจัยหลักคือ การประมูล 4G คลื่นความถี่ 900 MHz ที่ยังยืดเยื้อ โดยราคาประมูลล่าสุดทะลุใบอนุญาตละ 70,000 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าระดับที่ทุกฝ่ายคาดการณ์ ส่งผลให้ราคาหุ้นสื่อสารปรับตัวลง กดดันตลาดในภาพรวม

และหากการประมูล 4G ยังยืดเยื้อต่อเนื่องคาดว่าจะเป็นปัจจัยกดดันตลาดต่อในสัปดาห์หน้า ขณะที่ปัจจัยราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวลงยังกดดันหุ้นกลุ่มพลังงาน

ทั้งนี้ ประเมินทิศทางตลาดหุ้นสัปดาห์หน้ายังไม่สดใส แนะกลยุทธ์การลงทุนให้ทยอยทำกำไรเพื่อลดความเสี่ยง จากปัจจัยกดดันทั้ง 2 ประเด็น ด้านเทคนิคประเมินแนวรับไว้ที่ 1,290 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,310 จุด

ปิดท้าย สภาธุรกิจตลาดทุนไทย เผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนใน 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ 89.42 ลดลง 10.69% เมื่อเทียบดัชนีเดือนที่ผ่านมา โดยดัชนีความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ หรือโบรกเกอร์ ปรับลดลงมากที่สุดถึง 16.66% ขณะที่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น 9.09%

สำหรับหุ้นหมวดที่น่าสนใจมากสุด นักลงทุนให้น้ำหนักกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง (CONS) ส่วนหมวดที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ กลุ่มเหล็ก (STEEL)

สำหรับปัจจัยเชิงบวก ที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นมากที่สุด คือ เศรษฐกิจในประเทศ ส่วนปัจจัยเชิงลบ ที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นมากที่สุด คือ สถานการณ์ต่างประเทศและเหตุการณ์ไม่แน่นอน

ปิดท้าย “ปริญญ์ พานิชภักดิ์” กรรมการผู้จัดการ CLSA (ประเทศไทย) กล่าวถึงกรณีผู้บริหาร CPALL มีปัญหาอินไซด์ เทรดดิ้งว่า หลังมีข่าวออกมา พบว่าลูกค้ากองทุนต่างชาติได้เทขายหุ้น CPALL ตั้งแต่วันแรก เนื่องจากกองทุนต่างชาติให้ความสำคัญกับเรื่องธรรมาภิบาลมากกว่าผลประกอบการ และต่างชาติได้มีคำถามไปยัง ก.ล.ต.ว่าจะมีการออกกฎเกณฑ์ใดเพิ่มในเรื่องนี้

ขณะที่ต่างชาติได้ติดตามว่าคณะกรรมการบริหาร CPALL จะมีมาตรการอย่างไรออกมา หลัง CPALL ได้เรียกประชุมบอร์ดอิสระ ซึ่งคาดว่าน่าจะมีการหารือในเรื่องนี้!!

อินเด็กซ์ 51

 

%d bloggers like this: