เครื่องประดับ

All posts tagged เครื่องประดับ

อียูคุมเข้มสารแคดเมียมในพลาสติก-เครื่องประดับ

Published มิถุนายน 4, 2011 by SoClaimon

3 มิถุนายน 2554, 20:40 น.
อียูคุมเข้มสารแคดเมียมในพลาสติก-เครื่องประดับ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_176345

พาณิชย์ เผย อียูห้ามใช้สารแคดเมียมในผลิตภัณฑ์พลาสติก-เครื่องประดับทุกชนิด มีผลจริง 10 ธ.ค.นี้ เตือนส่งออกไทย ศึกษาระเบียบและปฏิบัติตาม มิเช่นนั้นอาจเสียตลาดได้ในอนาคต

เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. นายสุรศักดิ์ เรียงเครือ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 23 มี.ค.54 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศระเบียบเกี่ยวกับการจำกัดการผลิต จำหน่าย และการใช้สารเคมี รวมทั้งเคมีภัณฑ์ที่เป็นอันตราย โดยห้ามใช้สารแคดเมียม (CAS No. 7440-43-9, EINECS No. 231-152-8) และส่วนผสมในการผลิตวัสดุและผลิตภัณฑ์พลาสติกทุกชนิด ยกเว้น วัสดุและผลิตภัณฑ์พลาสติกที่วางจำหน่ายก่อนวันที่ 10 ธ.ค.54 รวมถึง Recovered PVC ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ในผลิตภัณฑ์ก่อสร้างบางชนิด

นอกจากนี้ ยังห้ามใช้สารดังกล่าวในการผลิตอุปกรณ์เชื่อมโลหะ (Brazing Filler) ยกเว้น การใช้งาน ในการผลิตยานอวกาศ อุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัยการป้องกันทางทหาร รวมถึงห้ามใช้ในการผลิตเครื่องประดับทุกชนิด ได้แก่ สร้อยข้อมือ สร้อยคอ แหวน นาฬิกาข้อมือ เข็มกลัด และกระดุมกลัดปลายแขนเสื้อ เป็นต้น ยกเว้น เครื่องประดับที่วางจำหน่ายก่อนวันที่ 10 ธ.ค.54 และเครื่องประดับที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ณ วันที่ 10 ธ.ค.54

“ ระเบียบนี้จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 10 มิ.ย.นี้ แต่ยังให้เวลาผู้ผลิต และผู้ส่งออกปรับตัว 6 เดือน โดยต้องปฏิบัติตามระเบียบนี้อย่างเคร่งครัดตั้งแต่วันที่ 10 ธ.ค.นี้ เป็นต้นไป จึงขอให้ผู้ผลิต ผู้ส่งออกสินค้ากลุ่มดังกล่าวของไทย ศึกษาระเบียบนี้ให้ดี และปฏิบัติตาม หากไม่ปฏิบัติตาม อาจถูกห้ามนำเข้าสินค้า และเสียตลาดได้ในอนาคต” นายสุรศักดิ์  กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 3 มิถุนายน 2554, 20:40 น.

‘พณ.’ ลุยฟื้นความเชื่อมั่นการค้าแอฟริกา

Published มีนาคม 24, 2011 by SoClaimon

23 มีนาคม 2554, 21:02 น.

\’พณ.\’ ลุยฟื้นความเชื่อมั่นการค้าแอฟริกา – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_158213

 

กรมส่งเสริมการส่งออก ฟื้นความเชื่อมั่นการค้าภูมิภาคแอฟริกา-ตะวันออกกลาง นำคณะลุยแสวงหาวัตถุดิบอัญมณีและเครื่องประดับตลาด หวังผลักดันเป็นประตูการค้าแห่งใหม่แทนตลาดที่อาจจะมีปัญหาอย่างลิเบีย…

 

23 มี.ค. นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก เปิดเผยถึงผลการเดินทางไปเยือนเคนยา แทนซาเนีย และโมซัมบิก เมื่อวันที่ 16-23 มี.ค.54 เพื่อเปิดประตูการค้าสู่ภูมิภาคใหม่ว่า ทั้ง 3 ประเทศ ซึ่งอยู่ในแอฟริกาตะวันตก ไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาในลิเบีย ที่อยู่ทางตอนเหนือ โดยการเดินทางไปครั้งนี้เพื่อแสวงหาตลาดและวัตถุดิบอัญมณี เพราะวัตถุดิบของไทยขาดแคลน และมีราคาผันผวน ประกอบกับต้องการแสวงหาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสำหรับการส่งออกสินค้าไทยด้วย

อย่างไรก็ตาม คาดว่าปัญหาในแอฟริกาและตะวันออกกลาง ไม่น่าจะกระทบต่อมูลค่าการส่งออกสินค้าไทยมากนัก เพราะไทยส่งออกไปภูมิภาคนี้เพียง 8.4% ของการส่งออกรวม และจากการประเมินภาพรวมเห็นว่า เหตุการณ์คงจะไม่เลวร้ายมากนัก

“ไทยต้องการสินแร่เพชร พลอย ทองคำและอื่นๆ มาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอัญมณีและเครื่องประดับ เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับแห่งหนึ่งของโลก ในขณะที่ทั้ง 3 ประเทศต้องการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรมและบุคลากรในการผลิต การตลาด รวมถึงการบริหารจัดการกระบวนการค้าอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการขยายตลาดใหม่ๆ เช่น การซื้อขายสินค้าผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (อี-คอมเมิร์ซ) จึงมีการลงนามความร่วมมือด้านวิจัยและพัฒนา พร้อมๆ กับการแลกเปลี่ยนบุคลากรเพื่อพัฒนาด้านต่างๆ ระหว่างกัน” นางนันทวัลย์ กล่าว

นางนันทวัลย์ กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ ได้เดินทางไปประเทศกานา ซึ่งอยู่แอฟริกาฝั่งตะวันตก เพื่อหาลู่ทางการค้า ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากความวุ่นวายทางการเมืองของลิเบียเช่นกัน โดยกานายินดีให้พื้นที่กับไทยในการจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้า เพื่อเจาะตลาดแอฟริการองรับกำลังซื้อกว่า 235 ล้านคน เพราะภาครัฐเห็นศักยภาพตลาดที่จะรองรับเครื่องมือ เครื่องจักรการเกษตร การก่อสร้างการเคหะ และการพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจขั้นพื้นฐาน พร้อมกับขอให้ไทยเปิดสถานกงสุลไทยในกานาด้วย เพราะกกานามั่นใจในคุณภาพสินค้าบริการของไทย

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 23 มีนาคม 2554, 21:02 น.

 

ปั้นยอดส่งออกปีฉลู….. งานที่ไม่หมูของอุตฯ”อัญมณี”

Published ตุลาคม 8, 2010 by SoClaimon

วันที่ 5/2/2009

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ…..

เป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดการจ้างงานเป็นจำนวนมาก และนำรายได้เข้าประเทศสูงเกินกว่าปีละ 1 แสนล้านบาท นับตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา

อย่างไรก็ดี แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก อันมีผลกระทบมาจากการลุกลามของปัญหาสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ด้อยคุณภาพของ สหรัฐ หรือ “ซับไพร์ม” จนเกิดเป็นวิกฤตเศรษฐกิจโลก อาจทำให้การส่งออก “อัญมณีและเครื่องประดับ” ของไทย ไม่สดใสแวววาวเหมือนในอดีต

ส่งออกปี’51ทุบสถิติรอบ20ปี

ย้อนไปเมื่อปี 2551 การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ มีการเติบโตสูงมากเมื่อเทียบกับปี 2550 โดยมีมูลค่าการส่งออกรวม 274,102.03 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 185,149.57 ล้านบาทในปี 2550 หรือขยายตัว 48% ถือเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 20 ปี นับตั้งแต่ปี 2531 เป็นต้นมา เป็นผลมาจากการสั่งซื้อของตลาดส่งออกสำคัญ คือ ฮ่องกง สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย และสวิตเซอร์แลนด์

แม้ว่าช่วงเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2551 เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักเหล่านี้ รวมถึงคู่ค้ารองอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ จะได้รับผลกระทบจากการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องของราคาน้ำมันก็ตาม แต่การขยับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมัน นอกจากจะผลักดันให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นแล้ว ยังช่วยกระตุ้นความต้องการในการถือครอง “ทองคำ” เพื่อเก็งกำไรของผู้บริโภคและนักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระตุ้นกำลังซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยประเภทอัญมณีและ เครื่องประดับของกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน ทำให้ผู้ประกอบการไทยเร่งส่งออกเพื่อทำกำไรจากราคาทองคำที่สูงขึ้น ส่งผลให้ภาพรวมของอุปสงค์ตลาดส่งออกยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งจากปี 2550

หลากปัญหาฉุด”อัญมณี”ไม่โต

สำหรับในปี 2552 อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ยังคงต้องเผชิญกับปัญหาหลายประการ ที่เป็น “อุปสรรค” ต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรม ได้แก่…..

“การขาดแคลนวัตถุดิบในประเทศ” อาทิ ทับทิม ไพลิน เพชร ไข่มุก ทองคำ และเงิน ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้อง “นำเข้า” วัตถุดิบจากต่างประเทศ ประกอบกับการนำเข้าวัตถุดิบบางส่วนจากต่างประเทศ อาทิ พลอยดิบ และทับทิม ถูกซ้ำเติมจากการประกาศ “ห้ามส่งออก” พลอยดิบเกือบทุกประเภทออกนอกประเทศของรัฐบาลมาดากัสการ์ และการห้ามนำเข้าทับทิมและหยกจากพม่าผ่านประเทศที่ 3 เข้าไปยังสหรัฐของรัฐบาลสหรัฐ ด้วยเหตุที่ไทยยังจำเป็นต้องพึ่งพิงแหล่งวัตถุดิบจากต่างประเทศ อาจทำให้ผู้ประกอบการต้องประสบกับความยากลำบากมากขึ้นในการแสวงหาวัตถุดิบ เพื่อใช้ในการผลิต อีกทั้งต้องเผชิญกับความผันผวนของราคาวัตถุดิบ ที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการบริหารต้นทุนการผลิต

“การขาดแคลนแรงงาน” ที่มีทักษะ ฝีมือ และความชำนาญสูง ทั้งด้านการผลิตและการออกแบบสินค้า รวมถึงการปรับตัวลดลงของความได้เปรียบด้านต้นทุนค่าจ้างแรงงานของไทยเมื่อ เทียบกับประเทศคู่แข่งขัน อาจกระทบต่อการพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่อง ประดับไทย ทำให้เติบโตน้อยกว่าและช้ากว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งจะเป็น “ข้อจำกัด” ต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรมในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเทศคู่แข่งขันสำคัญของไทย เช่น “อินเดีย” ที่เป็นทั้งศูนย์กลางการค้าและการเจียระไนเพชร รวมทั้งเป็นศูนย์กลางการค้าพลอย หรือ “จีน” ที่มีฐานะเป็นศูนย์กลางการเจียระไนเพชร และเป็นแหล่งผลิตเครื่องประดับสำคัญของโลก ล้วนมีพัฒนาการด้านการผลิต อีกทั้งค่าจ้างแรงงานยังอยู่ในระดับต่ำกว่าประเทศคู่แข่งด้วย

“การแข่งขันทวีความรุนแรงขึ้น” จากทิศทางการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก จะส่งผลให้ “อุปสงค์” ที่มีต่ออัญมณีและเครื่องประดับในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวลดลง ขณะที่ภาวะการแข่งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรักษาและขยายส่วนแบ่งตลาดระหว่างไทยและประเทศคู่แข่ง ขันมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะใน “ตลาดระดับบน” ที่ต้องการสินค้าคุณภาพสูง ซึ่งไทยยังเป็นรองประเทศคู่แข่ง เช่น อิตาลี สหรัฐ และฮ่องกง ที่มีความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีการผลิต ส่วน “ตลาดระดับล่าง” ที่ต้องการสินค้าคุณภาพไม่สูงนัก ไทยก็ยังเป็นรองสินค้าจากอินเดียและจีน ที่มีความได้เปรียบด้านวัตถุดิบและค่าจ้างแรงงาน

ปั้นมูลค่า”ปีฉลู”ไม่หมูแน่

ในปี 2552 “ธนาคารนครหลวงไทย” คาดว่า การเติบโตของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยจะชะลอลงมากเมื่อเทียบกับ ปี 2551 โดยการผลิตจะชะลอตัวลงตามการลดลงของ อุปสงค์ทั้งจากตลาดภายในและต่างประเทศ

ในส่วนของตลาดภายในประเทศ มาจากการชะลอตัวลงอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจไทย ซึ่งเป็นผลพวงจากการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโลก และปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ ทำให้ความต้องการบริโภค “สินค้าฟุ่มเฟือย” ประเภทอัญมณีและเครื่องประดับปรับตัวลดลง เพราะประชาชนระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น รวมถึงแนวโน้มการปรับตัวลดลงของ “นักท่องเที่ยว” ที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทย ยังอาจทำให้ยอดจำหน่ายอัญมณีและเครื่องประดับของผู้บริโภคกลุ่มนี้ปรับตัวลด ลงด้วย

คาดว่ามูลค่าตลาดอัญมณีและเครื่องประดับภายในประเทศในปี 2552 อาจขยายตัวอย่างมากเพียง 2% จาก 4% ในปีก่อนเท่านั้น

สำหรับ “การส่งออก” นั้น จากการลุกลามของ “ซับไพร์ม” จนส่งผลกระทบต่อการเสื่อมทรุดของภาคเศรษฐกิจจริง แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลัก ตลอดจนผลกระทบเชิงจิตวิทยาต่อความเชื่อมั่นของลูกค้าต่างประเทศ จากกรณีการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ อันเป็นช่องทางการขนส่งทางเดียวของสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ อาจมีผลให้การสั่งซื้อจากกลุ่มตลาดหลักชะลอลง และอาจส่งผลให้อัญมณีและเครื่องประดับในปี 2552 มีมูลค่าการส่งออกเติบโตเพียง 5% จากปีก่อนที่เติบโตสูงถึง 48%

ถึงเวลาปรับตัวฝ่าวิกฤติ

อย่างไรก็ตาม “ปัจจัยบวก” จากการทยอยออกมาตรการทางการคลัง เพื่อช่วยกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องของภาครัฐ การปรับตัวลดลงของราคาน้ำมัน อัตราดอกเบี้ย และทิศทางการอ่อนค่าลงของเงินบาท ตลอดจนสิทธิประโยชน์ทางการค้าที่ได้รับจากการทำความตกลงเขตการค้าเสรีกับ ต่างประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งกับตลาดคู่ค้าสำคัญรองลงมาอย่างออสเตรเลีย อินเดีย จีน ญี่ปุ่น รวมถึงกับประเทศแถบภูมิภาคละตินอเมริกา ตะวันออกกลาง และเอเชียใต้

ประกอบกับถ้าผู้ประกอบการไทย “ปรับตัว” เพื่อรับมือกับแนวโน้มการชะลอตัวลงของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับได้ อย่างทันการณ์ โดยการเร่งยกระดับมาตรฐานการผลิต การบริหารต้นทุนการผลิต การพัฒนารูปแบบให้มีความหลากหลาย การดำเนินกลยุทธ์ทำการตลาดเชิงรุกอย่างต่อเนื่องทั้งในตลาดเดิม และตลาดใหม่ ตลอดจนการแสวงหาแหล่งวัตถุดิบพลอยและทับทิมแห่งใหม่เพื่อทดแทนแหล่งวัตถุดิบ เดิม…..

อาจมีส่วนช่วยให้ “อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย” แข็งแกร่งและขยายตัวเติบโตต่อไปได้ ท่ามกลางการถูกรุมเร้าจากปัจจัยลบรอบด้านทั้งภายในและภายนอกประเทศ!!!

ที่มา : ธนาคารนครหลวงไทย

ก.พาณิชย์เร่งยกระดับธุรกิจอัญมณีสู่สากล

Published กันยายน 5, 2010 by SoClaimon

3 กันยายน 2553, 20:15 น.

ผ่านทางก.พาณิชย์เร่งยกระดับธุรกิจอัญมณีสู่สากล – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_108424

“พาณิชย์” ยกระดับธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับไทยสู่สากล หันส่งเสริมพัฒนาเอกลักษณ์ธุรกิจ ตามนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์

เมื่อ วันที่ 3 ก.ย. นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจัดทำโครงการส่งเสริมพัฒนาเอกลักษณ์ธุรกิจอัญมณีและ เครื่องประดับไทยสู่สากล ตามนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Thailand) โดยโครงการนี้ นอกเหนือจากการยกระดับฐานการผลิตเครื่องประดับไทยจากการเป็นผู้รับจ้างผลิต ให้สามารถออกแบบสินค้าได้เอง และมีแบรนด์สินค้าเป็นของตนเองแล้ว ยังจะอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยให้คงไว้ซึ่งวัฒนธรรมไทย และพัฒนาต่อยอด โดยจะออกพื้นที่เพื่อศึกษา เก็บบันทึก ประวัติความเป็นมาวัฒนธรรมท้องถิ่น ข้อมูลของอัญมณีและเครื่องประดับในแต่ละพื้นที่

โดยได้กำหนดพื้นที่ เป้าหมายใน 7 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ สุโขทัย กาญจนบุรี เพชรบุรี นครราชสีมา นครศรีธรรมราช และพังงา ซึ่งได้ข้อมูลเหล่านั้นแล้ว จะรวบรวมเป็นคลังข้อมูลเพื่อสืบสานภูมิปัญญาไทย โดยจะมีการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับไทยในแต่ละท้องถิ่น การบ่มเพาะให้ความรู้จากนักออกแบบ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ ให้ตรงตามความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งจัดทำกิจกรรมส่งเสริมทางธุรกิจให้กับสินค้าด้วย สำหรับผู้สนใจ สามารถโทร.สอบถามได้ที่สายด่วน 1570 หรือ http://www.dbd.go.th

“ปัจจุบัน ธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับ ที่เป็นธุรกิจหลักที่สำคัญของประเทศ มีมูลค่าการส่งออกเป็นอันดับ 3 ของสินค้าส่งออกทั้งหมดของไทย ซึ่งในปี 52 มีมูลค่าการส่งออกกว่า 9,761.91 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และกระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายภายในปี 58 ไทยจะเป็นผู้ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก โดยจะมีมูลค่าการส่งออกมากกว่า 26,129 ล้านเหรียญฯ และมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ย 18% ต่อปี จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาต่อยอด และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยมีความเข้มแข็ง แข่งขันกับต่างประเทศได้อย่างยั่งยืน” นายอลงกรณ์ กล่าว

ผู้ประกอบการหนุนเสรีอียู-กลุ่มเครื่องหนังขอปรับตัว

Published กรกฎาคม 15, 2010 by SoClaimon

7 กรกฎาคม 2553, 00:40 น.

ผ่านทางผู้ประกอบการหนุนเสรีอียู-กลุ่มเครื่องหนังขอปรับตัว – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_94286

อัครพล ลีลาจินดามัย

ผู้ประกอบการ สินค้าแฟชั่น ยันพร้อมเปิดเสรีกับอียู เหตุไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางแฟชั่นในอาเซียน แต่กลุ่มเครื่องหนัง ขอเวลาปรับตัว เหตุภาษีไทยยังสูง หวั่นเปิดเสรีไทยสูญเสียตลาด …

เมื่อ วันที่ 6 ก.ค. นายอัครพล ลีลาจินดามัย ผู้ช่วยเลขานุการรมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการเพื่อรับฟังความคิดเห็นของภาคเอกชนเพื่อจัดทำความ ตกลงการค้าเสรี ไทย-สหภาพยุโรป (อียู) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้แทนกลุ่มสินค้าอัญมณีและเครื่อง ประดับ สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องหนัง รวมทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยภาคเอกชน เห็นว่าไทยควรเร่งเจรจาทำความตกลงการค้าเสรีกับอียู เพราะอียูเป็นตลาดหลักของไทย ประกอบกับกลุ่มสินค้าเหล่านี้ ไทยมีความสามารถในการแข่งขันสูง และมีความพร้อมเป็นศูนย์กลางด้านการผลิตและการตลาดในอาเซียน นอกจากนี้ การค้าเสรีจะสร้างโอกาสและความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับไทยมากขึ้น

“ผู้ ประกอบการส่วนใหญ่สนับสนุนให้ไทยเร่งเจรจากับอียู เพราะภาคธุรกิจจะได้รับประโยชน์ เว้นแต่เครื่องหนัง ที่ยังขาดความพร้อมในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะอัตราภาษีนำเข้าสินค้าเครื่องหนังของไทยประมาณ 20-40% ซึ่งสูงกว่าอียูที่ 3% ดังนั้น หากมีการตกลงทำเอฟทีเอกัน อาจทำให้ผู้ประกอบการไทยสูญเสียตลาดในประเทศได้” นายอัครพลกล่าว

สำหรับ สินค้าเครื่องหนัง ที่ผู้ประกอบการไทยยังไม่พร้อมแข่งขันนั้น เพราะส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนามย่อม (เอสเอ็มอี) จึงเห็นว่าควรลดกำแพงภาษีแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้มีเวลาปรับตัวและเตรียมความพร้อมกับการแข่งขันในอนาคต โดยขอให้ภาครัฐที่เกี่ยวข้องเร่งสนับสนุนและพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องหนังไทย โดยเฉพาะด้านการผลิตและการออกแบบอย่างจริงจัง.

%d bloggers like this: