เข็มทิศ SME

All posts tagged เข็มทิศ SME

5 ข้อคิด จุดไฟนวัตกรรมให้ติดในธุรกิจ SME

Published ธันวาคม 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/548747

โดย ธีระ กนกกาญจนรัตน์ 17 ธ.ค. 2558 05:30

 

ช่วงปลายเดือนที่แล้วผมได้มีโอกาสเข้าร่วมงาน “สัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ” ที่จังหวัดอุดรธานี ซึ่งนับเป็นการประชุมหอการค้า ทั่วประเทศครั้งที่ 33 แล้ว ในปีนี้ประเด็นการประชุมหลักของงานคือเรื่องของนวัตกรรม ภายใต้หัวข้อ “Innovate to Excellence: นวัตกรรมนําไทย สู่ความสําเร็จ” โดยมีนักธุรกิจชั้นนําของไทยร่วมอภิปรายใน workshop เพื่อให้มุมมองที่หลากหลายเกี่ยวกับการขับเคลื่อนนวัตกรรมในองค์กร

หลังจากได้เข้าร่วม workshop แล้วทําให้ผมมีความรู้สึกอย่างหนึ่งว่า ผู้ประกอบการไทยจํานวนมากยังไม่คุ้นเคยกับเรื่องนวัตกรรม เท่าไร และยังยึดติดกับความรู้สึกหรือแนวคิดที่ปิดกั้นต่อความเป็นไปได้ของการสร้างนวัตกรรมในองค์กร

ผมขอเสนอข้อคิด 5 ประการที่กลั่นกรองจากประสบการณ์ตรงที่ได้เป็นที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ธุรกิจและนวัตกรรมเพื่อให้เห็นภาพ ว่าการสร้างนวัตกรรมใน SME นั้นไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ครับ

“นวัตกรรมหมายถึงการสร้างอะไรที่แปลกใหม่”

เวลาที่เราพูดถึงนวัตกรรมนั้นเรามักวาดภาพถึงการสร้างอะไรที่แปลกใหม่ ยังไม่เคยมีมาก่อนในตลาด แต่ในความเป็นจริงแล้ว “ความใหม่” นั้นเป็นเพียงคุณลักษณะอย่างหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่าเป็นนวัตกรรมไม่ใช่ทั้งหมด สิ่งที่นวัตกรรมนั้นในความหมายที่แท้ คือการสร้างความแปลกใหม่ทางด้านคุณค่า ซึ่งไม่ได้หมายถึงการผลิตสินค้าใหม่เสมอไป แต่รวมถึงวิธีการหาคุณค่าใหม่จากสิ่งเดิมที่ มีอยู่ บ่อยครั้งที่สินค้าหรือบริการของเราไม่อาจตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ แต่อาจตรงเป้าประสงค์ของอีกกลุ่มหนึ่งได้ ทั้งนี้ ทั้งนั้นสิ่งสําคัญคือ การเก็บข้อคิดเห็นหรือ feedback จากลูกค้า สังเกตการใช้งานและสิ่งที่ลูกค้าได้รับจากสินค้าหรือบริการของเรา

“ไอเดียดีๆ นั้นหายาก”

คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าการสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์นั้นเริ่มจากการหา “ไอเดียดีๆ” หรือสินค้าก่อน แต่ในความเป็นจริงแล้วไอเดีย อย่างเดียวนั้นไม่ใช่คําตอบและไม่อาจก่อให้เกิดมูลค่าใดๆ ได้ สิ่งที่สําคัญกว่าไอเดียคือการหา “ตลาด” ที่มีช่องว่างและธุรกิจของเรา สามารถตอบโจทย์ความต้องการได้ ธุรกิจที่ประสบความสําเร็จและสามารถนําเสนอสินค้าที่เป็นนวัตกรรมได้นั้นไม่ได้เริ่มจากไอเดีย ดีๆ แต่เริ่มจากการได้อยู่ในตลาดที่เหมาะสม

“นวัตกรรมจะเกิดขึ้นได้ต้องลงทุนสูง”

เชื่อไหมครับว่าผู้ประกอบการ SMEs ไทยจํานวนมากสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นมาได้ในทุกวัน แต่ในขณะเดียวกันข่าวสารที่เรา ได้รับจากสื่อต่างๆ นั้นล้วนพุ่งเป้าประเด็นไปที่การเปิดตัวสินค้า หรือธุรกิจที่ประสบความสําเร็จและมีมูลค่าสูงๆ เท่านั้น ถ้าเรามี ความเข้าใจว่านวัตกรรมไม่จําเป็นต้องสื่อถึงสินค้าใหม่เสมอ และตลาดที่เปิดกว้างนั้นสําคัญกว่าการนําเสนอไอเดียใหม่ เราจะเห็นได้ ว่าการสร้างนวัตกรรมนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ได้มาจากการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดแต่เป็นการสร้างคุณค่าใหม่แบบค่อยเป็นค่อยไป (incremental change)

“นวัตกรรมนั้นมาจากการคิดนอกกรอบ”

เราคงได้ยินเรื่องของการ “คิดนอกกรอบ” หรือ Think outside the box กันบ่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อนวัตกรรมถูกนําไปเชื่อมโยงกับ ความคิดสร้างสรรค์ การออกแบบ และการสร้างสิ่งใหม่ ทําให้คนส่วนใหญ่คิดถึงนวัตกรรมในแง่ของการคิดต่างจากแนวทางเดิมที่เป็นอยู่ ซึ่งมันก็มีเค้าความจริงอยู่ แต่เพียงแค่ส่วนเดียวครับ

เมื่อมีโอกาสได้สอนหรือพูดเกี่ยวกับเรื่องนวัตกรรมและการคิดนอกกรอบนั้น ผมมักเน้นย้ำถึงการสร้างความเข้าใจก่อนว่า “กรอบ นั้นอยู่ตรงไหน” ความคิดของเราไม่อาจกระโดดออกนอกกรอบได้ถ้าเรายังไม่เข้าใจว่ากรอบที่มีนั้นคืออะไร ข้อจํากัดคืออะไร กรอบนั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ดังนั้นในความเป็นจริงแล้วการ “คิดนอกกรอบ” นั้นน่าจะดูเหมือนการ “ค่อยๆ เลาะกรอบไปแล้วค่อยหา ทางก้าวข้าม” กรอบนั้นมากกว่า

“นวัตกรรมนํามาซึ่งสิ่งที่ดีเสมอ”

ในขณะที่เราพูดถึงนวัตกรรมในแง่ของการสร้างคุณค่าขึ้นในสังคม ผมอยากให้มองอีกมุมหนึ่งของนวัตกรรมครับ กับความจริงที่ว่า เมื่อมีสิ่งใหม่ขึ้นมา สิ่งที่มีอยู่เดิมก็ต้องถูกทดแทนเสมอ เช่นการสร้างนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีเครื่องจักร ก็หมายถึงการจ้างงานที่ลดลง หรือการสร้างนวัตกรรมด้านการสื่อสารอย่างสื่อสังคมออนไลน์ ก็อาจหมายถึงโครงสร้างทางสังคมวัฒนธรรมที่ถูกบิดเบือนไป

สิ่งที่เราทําล้วนมีผลกระทบข้างเคียงที่ตามมาเสมอ ดีหรือไม่ ควรหรือไม่ควร อยู่ที่มุมมองและจุดยืนของแต่ละคน แต่อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ผู้ประกอบการควรหยุดพัฒนา แต่ควรให้ความสําคัญกับคุณค่าเชิงบวกที่ธุรกิจของเราสร้างให้กับสังคมให้มากกว่า เดิมครับ

ธีระ กนกกาญจนรัตน์
ผู้อํานวยการฝ่ายกลยุทธ์ธุรกิจและเทคโนโลยี เจ.เอ็ม.คาตาลิสท์
http://www.facebook.com/SMECompass

 

SMEs สร้างธุรกิจด้วยข้อคิดจากอาลีบาบา

Published กันยายน 25, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/527565

โดย ธีระ กนกกาญจนรัตน์ 25 ก.ย. 2558 09:00

 

คาดว่าในชั่วโมงนี้คงมีน้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก “อาลีบาบา กรุ๊ป” (Alibaba Group) กลุ่มบริษัทผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน (และอาจจะใหญ่ที่สุดในโลกเร็วๆ นี้) ตั้งแต่ที่เริ่มก่อตั้ง อาลีบาบาเติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดประเทศจีน จนเข้าระดมทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว และกลายเป็นบริษัทที่สามารถระดมทุนจากการเข้าตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้มีโอกาสเข้าร่วมฟังสัมมนาในงาน Creative Unfolded 2015 หรืองาน CU จัดโดย <TCDC> ซึ่งหนึ่งในวิทยากรที่มาร่วมในวันนั้นคือคุณพอร์เตอร์ เอริสแมน (Mr. Porter Erisman) ซึ่งได้มาร่วมบอกเล่าเรื่องราวและให้ข้อมูลในช่วงเวลาที่สําคัญในช่วงเวลาของการสร้างอาลีบาบาและตัวของนาย แจ๊ค หม่า (Jack Ma) ผู้ก่อตั้ง สําหรับวันนี้ผมคงไม่ขอเล่าซ้ำประวัติของอาลีบาบา แต่ขอนําเสนอแง่คิดที่สําคัญๆ 4 ข้อต่อการสร้างอาลีบาบาที่จะประโยชน์กับผู้ประกอบการ SMEs ในบ้านเรา รวมถึงท่านที่กําลังมองหาโอกาสเริ่มธุรกิจครับ

อย่าบ่นเรื่องปัญหา แก้ไขซะ
สิ่งที่มีความสําคัญลําดับต้นๆ และเป็นลักษณะนิสัยที่สร้างอาลีบาบาคือทัศนคติและวิธีปฏิบัติเมื่อเจอกับปัญหา ในช่วงแรกเริ่มอาลีบาบาพบกับปัญหามากมาย ตั้งแต่ปัญหาภายใน จนถึงปัญหาขนาดใหญ่ระดับมหภาค เช่น การที่คนจีนเพียงแค่น้อยนิดที่รู้จักและใช้งานอินเทอร์เน็ต การไม่ไว้วางใจในการขายสินค้าออนไลน์ การขาดระบบที่รองรับการชําระเงินของสถาบันการเงิน การขนส่งสินค้าที่ยังดิบมากในสมัยนั้น ซึ่งหลายๆ สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นไม่ใช่ปัญหาที่เกิดจากตัวอาลีบาบาหรือแจ๊ค หม่าเลย แต่เป็นปัญหาขนาดใหญ่ของจีนทั้งประเทศ

เมื่อเจอปัญหาเรามีแค่เลือกว่าจะยอมรับ หันหลังกลับ หรือจะแก้ไขมัน ผู้ประกอบการต้องเป็นนักแก้ปัญหาที่ดี และเมื่อแก้ปัญหานั้นได้แล้ว เงินทองรายได้จะเป็นผลลัพธ์ที่ตามมา

สําหรับอาลีบาบา แจ๊ค หม่า เป็นนักสู้และเป็นนักแก้ปัญหามาตั้งแต่แรกเริ่ม เมื่อมีคนจีนจํานวนน้อยที่รู้จักอินเทอร์เน็ต อาลีบาบาก็จะลงพื้นที่ไปหาและทําให้เขารู้จัก เมื่อธนาคารขาดระบบชําระเงินที่รองรับอีคอมเมิร์ซ อาลีบาบาก็สร้างระบบชําระเงินอาลีเพย์ (Alipay) เมื่อการขนส่งสินค้าไม่รองรับ อาลีบาบาก็เข้าไปประสานเป็นตัวกลางเชื่อมผู้ประกอบการขนส่งทั้งเล็กใหญ่เพื่อให้ตลาดออนไลน์นั้นเกิดได้ในประเทศจีน
ผู้ประกอบการต้องเป็นนักแก้ปัญหาที่เก่ง เมื่อแก้ปัญหาต่างๆ ได้แล้วสิ่งที่ตามมาคือความสําเร็จและความมั่งคั่ง

เลือกสนามรบให้ถูกต้อง
ในช่วงเวลาขณะที่อาลีบาบากําลังเติบโต คู่แข่งที่สําคัญของอาลีบาบาคือ อีเบย์ (eBay) ซึ่งในเวลานั้นเป็นผู้ให้บริการซื้อขายแลกเปลี่ยนบนโลกออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อแจ๊ค หม่า ถูกถามว่าบริษัทคนจีนตัวเล็กๆอย่างเขาจะเอาอะไรไปสู้กับอีเบย์ แจ๊ค หม่า ตอบคําถามด้วยประโยคที่ในตอนนี้กลายเป็นที่โด่งดังว่า

“อีเบย์คือฉลามในมหาสมุทร ถ้าอยู่ในมหาสมุทรเราไม่สามารถสู้อีเบย์ได้ แต่ที่นี่คือประเทศจีนและเราคือจระเข้ในแม่น้ําแยงซี”

อาลีบาบาจะทําธุรกิจโฟกัสในตลาดจีนโดยวิธีที่เหมาะกับคนจีน ในขณะที่อีเบย์ทําคือนําเอาระบบสากลที่ใช้ทั่วโลกมาปรับแต่งให้เข้ากับตลาดจีนและให้คนจีนปรับตัวเข้าหากับระบบนั้น แม้ว่าแจ๊คหม่าจะไม่ได้เรียนจบ MBA มาจากที่ไหน แต่สิ่งที่เขาพูดนั้นคือการวางตําแหน่งหรือ Positioning ที่มั่นคงให้กับอาลีบาบา ซึ่งเป็นรากฐานให้กับกลยุทธ์ธุรกิจของบริษัทนับแต่นั้นเป็นต้นมา

ผู้ประกอบการ SMEs ไม่อาจแข่งขันกับทุกคน ในทุกสนามได้ เลือกสมรภูมิรบให้ถูกต้อง ปรับกลยุทธ์ให้ถูกจุด ดูแลลูกค้าให้ถูกวิธี แล้วคุณจะสามารถเป็นผู้ชนะในสนามรบนั้นได้ แม้ว่าคู่แข่งของคุณจะเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างอีเบย์ก็ตาม

รู้เป้าหมายและตัวเลขชี้วัดที่สําคัญ
ในช่วง 5-6 ปีแรก อาลีบาบาไม่มีโครงสร้างธุรกิจที่จะสร้างรายได้เข้ามาเลยและประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนักทุกปี เงินที่ได้จากนักลงทุนเริ่มร่อยหรอ แพล็ตฟอร์มก็เปิดให้ใช้ฟรีๆ การขยายสํานักงานไปยังซิลิคอนวัลเล่ย์ สหรัฐอเมริกา ประสบความล้มเหลว ถ้าเป็นผู้ประกอบการทั่วไปคงถอดใจและล้มเลิกไปแล้ว เชื่อว่าคงไม่มีใครบ้าพอหรอกครับที่ทําธุรกิจแบบไม่มีกําไรไม่มีรายได้เข้ามาอยู่หลายปี

แต่แจ๊ค หม่า ไม่ได้คิดเช่นนั้น…

เพราะตัวเลขที่สําคัญสําหรับเป้าหมายของอาลีบาบายิ่งกว่าตัวเลขรายได้นั้น คือยอดการเติบโตของผู้ใช้ ปริมาณซื้อขาย และมูลค่าของสินค้าที่แลกเปลี่ยน เขาเชื่อว่าตัวเลขเหล่านี้มีความสําคัญกว่ารายได้ของอาลีบาบามากนักในช่วงเริ่มต้น เมื่อโอกาสและเวลานั้นลงตัว ตัวเลขเหล่านี้จะเป็นฟันเฟืองของเครื่องจักรที่สร้างรายได้ที่มากกว่าให้กับบริษัทเอง

เจ้าของธุรกิจและผู้ประกอบการจําเป็นต้องรู้แน่ชัดในเป้าหมาย และปัจจัยใดที่สําคัญต่อการเติบโตของธุรกิจ ซึ่งบ่อยครั้งที่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มาในรูปแบบของรายได้และผลกําไรในระยะสั้นเสมอไป

ทัศนคติสําคัญยิ่งกว่าความรู้
ทัศนคติที่ดีจะนําพามาซึ่งโอกาสครับ ในมุมมองของผม แจ๊ค หม่า ชดเชยข้อด้อยของเขาในเรื่องการขาดแคลนการศึกษา เงินทุนและโอกาส ด้วยวิสัยทัศน์และทัศนคติที่ดี สิ่งเหล่านี้นําพาไปสู่แนวทางการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง ดึงดูดบุคลากรที่เหมาะสม และเป็นที่พึ่งพาได้ยิ่งกว่าความรู้ในเวลาที่อะไรๆ ไม่เป็นไปตามอย่างที่หวัง

ทั้ง 4 ข้อคือสิ่งที่ผม Decode ตกผลึกได้จากสิ่งที่ฟังในงานสัมมนาและจากโอกาสที่ได้อ่านเกี่ยวกับอาลีบาบามาบ้าง ผมเชื่อว่าหากท่านผู้อ่านได้ลองศึกษาประวัติของอาลีบาบาดูแล้วนอกจากจะได้ความรู้ยังจะได้กําลังใจอย่างมหาศาลครับ

ธีระ กนกกาญจนรัตน์
ผู้อํานวยการฝ่ายกลยุทธ์ธุรกิจและเทคโนโลยี เจ.เอ็ม.คาตาลิสท์

http://www.facebook.com/SMECompass

 

เศรษฐกิจแบบนี้ ทำธุรกิจอะไรดี?

Published กันยายน 11, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/523507

โดย ธีระ กนกกาญจนรัตน์ 7 ก.ย. 2558 12:57

 

เศรษฐกิจไทยในช่วงเดือนที่ผ่านมานี้มีเหตุการณ์ที่น่าสนใจเกิดขึ้นหลายประการ ตั้งแต่เรื่องผลกระทบของเหตุการณ์ความไม่สงบในบ้านเมือง เหตุการณ์ที่ราชประสงค์ รวมถึงการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีใหม่อันมีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อภาคธุรกิจ เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนตัวรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจเป็นนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ซึ่งท่านรองนายกฯ ก็ได้แถลงนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทันที โดยมีการกระตุ้นสนับสนุนผู้มีรายได้น้อยและผู้ประกอบการ SMEs เป็นแกนหลัก ทั้งเรื่องการเข้าถึงเงินทุนและการเพิ่มศักยภาพ เรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับผู้ประกอบการทุกท่านครับ

ในช่วงนี้นอกจากเรื่องเศรษฐกิจมหภาคแล้ว ต้องยอมรับว่าสถานการณ์โดยรวม ผู้ประกอบการ SMEs นั้นถูกกดดันถึงที่สุดแล้ว สังเกตได้จากการปิดตัวลงของโรงงานหลายแห่ง ป้าย billboard โฆษณาในทำเลสวยเริ่มว่างลงไม่มีคนเช่า และหลายๆ ร้านที่เคยเปิดทำการเริ่มปิดตัวลง เมื่อวันก่อนผมได้มีโอกาสไปเดินถนนย่านทองหล่อก็ได้เห็นร้านอาหารร้านกาแฟที่คุ้นเคยได้ปิดตัวลง รวมถึงร้านที่เปิดอยู่ก็มีคนนั่งบางตาไปมาก

ช่วงนี้ถ้าผมได้มีโอกาสไปบรรยายพูดคุยให้ความรู้ที่ไหน คำถามยอดนิยมที่ถูกยิงเข้ามาจึงเป็นคำถามที่ว่า

“แล้วในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ควรทำธุรกิจอะไรดี?”

เป็นคำถามที่ทั้งตอบง่ายและยากครับ อย่างแรกคงต้องถามก่อนว่าในตอนนี้คุณทำอาชีพอะไรอยู่ และคำถามที่สองคือในเวลานี้เศรษฐกิจไทยไม่ดีจริงหรือ? เพราะผมได้มีโอกาสได้พูดคุยกับเพื่อนผู้ประกอบการบางคนที่บอกว่าเขาไม่เชื่อว่าเศรษฐกิจไม่ดี เพราะในเวลาที่ทุกคนบ่นกัน เขากลับบอกว่าช่วงนี้เขา “ขายดีมาก” และก็ไม่ใช่ว่าเขาอยู่ในธุรกิจที่ไม่มีคู่แข่ง แต่เป็นเพราะเขาทำได้ดีกว่าคู่แข่ง คำถามที่ย้อนกลับมาจึงเป็นว่าที่เราพูดกันว่าช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดีนั้น มันเป็นแค่เศรษฐกิจ “ของคุณ” รึเปล่าที่ไม่ดี?

ดังนั้นในความคิดของผมในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ธุรกิจที่ดีก็คือ อะไรที่คุณทำอยู่แล้วและชำนาญนั่นแหละครับ

ถ้าคุณทำธุรกิจอยู่แล้ว ผมขอแนะนำให้คุณลองใช้เวลาช่วงขาลงนี้พิจารณาดูแต่ละห่วงโซ่ของธุรกิจให้ดี ตรงไหนบ้างที่เราสามารถเพิ่มประสิทธิภาพ ตรงไหนบ้างที่ลดค่าใช้จ่ายได้ และที่สำคัญไม่ควรลดงบการตลาดลง เพราะในขณะที่คู่แข่งของคุณกำลังย่ำแย่และยุติการทำการตลาด สื่อที่คุณใช้จะได้ผลมากขึ้นเพราะไม่มีใครมาตะโกนแข่งกับคุณ ที่สำคัญคือถ้าสินค้าหรือบริการของคุณนั้นไม่ได้ถูกจัดอยู่ในประเภทของฟุ่มเฟือย ผมเชื่อว่าความต้องการของลูกค้าก็ยังคงอยู่ เพียงแต่พฤติกรรมการซื้ออาจมีการเปลี่ยนแปลง เช่น ต้องการสินค้าที่มีขนาดเล็กลง หรือต้องการชะลอการซื้อเนื่องจากต้องการเครดิตในการชำระเงินที่นานขึ้น หรือต้องการสินค้าที่ราคาย่อมเยากว่า เจ้าของธุรกิจควรใช้เวลานี้พินิจไตร่ตรองให้ดี

คำถามเดียวกันสำหรับท่านที่ยังไม่ได้เริ่มทำธุรกิจของตัวเอง ผมแนะนำว่าถ้าจะเริ่มต้นควรเริ่มจากธุรกิจที่ตนชำนาญและมีกลุ่มลูกค้าที่ชัดเจน ที่สำคัญคือหลีกเลี่ยงสินค้าและบริการฟุ่มเฟือย รวมทั้งการลงทุนที่ต้องใช้เงินสดหนักๆ (ในอัตราส่วนเมื่อเปรียบเทียบกับเงินทุนสำรองที่เรามี) แต่อย่ากลัวที่จะเริ่มต้นครับ อย่างที่ผมกล่าวไปข้างต้น ในขณะที่ธุรกิจของคนอื่นซบเซา อาจเป็นโอกาสทองของคุณก็เป็นได้

ธีระ กนกกาญจนรัตน์
ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์ธุรกิจและเทคโนโลยี เจ.เอ็ม.คาตาลิสท์

http://www.facebook.com/SMECompass

 

SME ไทยกับสงครามค่าเงินของจีน

Published สิงหาคม 24, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/519024

โดย ธีระ กนกกาญจนรัตน์ 21 ส.ค. 2558 08:01

 

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ทางรัฐบาลจีนประกาศลดค่าเงินหยวนติดต่อกันเป็นวันที่ 2 ในวันพุธ (12 ส.ค.) ทำให้สกุลเงินตราของแดนมังกรอ่อนยวบลงไป 3.5% เมื่อเทียบกับดอลลาร์แล้วในสัปดาห์นี้ถือเป็นการอ่อนตัวแรงที่สุดในรอบกว่า 2 ทศวรรษ หลังจากที่ทางการปักกิ่งกำหนดระบบอัตราแลกเปลี่ยนยุคใหม่ในปี 1994 ที่มีการลดค่าเงินหยวนรวดเดียว 33%

ในความเห็นของผมคิดว่าจีนกำลังปรับตัวเพื่อรักษาสมดุลในระบบเศรษฐกิจของประเทศ และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันเชิงส่งออก แม้ว่าการส่งออกของจีนจะยังเติบโต แต่ในช่วงหลายปีมานี้รัฐบาลจีนก็พยายามกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศมากกว่าพึ่งภาคการส่งออกเพียงอย่างเดียว ซึ่งการลดการพึ่งพาการส่งออกและหันมายกระดับการบริโภคภายในประเทศ (Domestic Consumption) นั้นก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยพยายามทำ แต่ยังทำไม่ได้ เพราะที่ผ่านๆ มาการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเรานั้นพึ่งพาการส่งออกมากเกินไป

กลับมาที่เรื่องจีนครับ หลายคนกังวลและสงสัยว่าจีนลดค่าเงินแบบนี้จะมีผลกับไทยอย่างไรบ้าง จีนจะมาเป็นคู่แข่งด้านการส่งออกของเราไหม ประเด็นสำคัญหลักๆ ที่ผมเห็นคือเรื่องของการแข่งขันที่มาจากประเทศในกลุ่ม CLMV กับเรื่องการปรับตัวของแต่ละอุตสาหกรรมไทย

สำหรับเรื่องของการแข่งขันนั้น ที่ผ่านมาภาคส่งออกของไทยนั้นไม่ได้แข่งขันกับจีนโดยตรง ตลาดส่งออกของไทยจะอยู่ในระดับกลางถึงกลางบน แต่ของจีนจะเป็นการส่งออกระดับ Mass ในตลาดล่างและกลาง และยิ่งถ้ามองถึงการส่งออกสินค้าไปจีนแล้วเราจะพบว่าสิ่งที่ไทยส่งไปขายในตลาดจีนนั้นเป็นวัตถุดิบและผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งสินค้าในบางหมวด เช่น น้ำตาล ข้าวโพด และผลไม้บางประเภท เช่น ลำไยหรือทุเรียนนั้น ความต้องการจากจีนมีมากโขจนเราส่งไปไม่พอขายอยู่แล้ว

รวมถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ผู้ประกอบการ SMEs จำนวนมากมองว่าค่าเงินจีนที่อ่อนตัวลงจะทำให้นักท่องเที่ยวจากจีนเข้ามาไทยมีจำนวนน้อยลง แต่ในทางกลับกันหากเทียบเรื่องมูลค่าและค่าเงินแล้ว สำหรับนักท่องเที่ยวจีนการมาเที่ยวไทยก็ยังคุ้มค่าและประหยัดกว่าการไปเที่ยวในประเทศกลุ่มยุโรปหรือที่อื่นๆ

ดังนั้นผมมองว่าการพิจารณาผลกระทบในระยะสั้นเราต้องคำนึงถึงความต้องการจากจีนและอัตราส่วนเปรียบเทียบกับปัจจัยอื่นๆ ด้วยครับ

ในทางกลับกันผมมองว่าประเทศเพื่อนบ้านเราอย่าง เวียดนามและกัมพูชาต่างหากครับที่น่ากลัวกว่าในระยะสั้น

เพราะแทบจะทันทีที่จีนประกาศลดค่าเงินหยวน เวียดนามก็ประกาศขยายแถบช่วงที่ให้อัตราแลกเปลี่ยนสามารถขึ้น-ลงได้จาก “ค่ากลาง” เป็น 2 เท่าตัว นั่นคือต่อไปให้ค่าเงินดองขึ้นหรือลงได้ ไม่เกิน 2% จากค่ากลางที่ธนาคารกลางกำหนดในแต่ละวัน ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้เงินดองของเวียดนามอ่อนลงทันที 1% อยู่ที่ 22,040 ดองต่อดอลลาร์เมื่อวันพุธ ขณะที่อัตราอ้างอิงยังคงเดิม เพื่อรับประกันความสามารถในการแข่งขันด้านส่งออกของประเทศ

ประเทศกัมพูชาเองก็เป็นคู่แข่งทางการค้ากับเรา โดยเฉพาะในเรื่องการส่งออกข้าวไปขายยังประเทศจีน หากไม่นับการตกลงการค้าข้าวแบบจีทูจีของทางภาครัฐแล้ว การลดค่าเงินหยวนของจีนนั้นส่งผลให้การส่งข้าวไปขายจากกัมพูชาได้เปรียบกว่าผู้ค้าข้าวของไทย

ในช่วงที่ฝุ่นยังตลบผลกระทบยังไม่ชัดอย่างนี้ สำหรับผู้ประกอบการ SME อย่างเราๆ ผมขอแนะนำว่า

1.รักษาเงินสดหมุนเวียนและสภาพคล่องไว้ให้ดี
2.ชะลอการขยายธุรกิจหรือเปิดตลาดในกลุ่มลูกค้าหรืออุตสาหกรรมใหม่
3.มองกว้างและมองลึก จับตาดูความเคลื่อนไหวประเทศในกลุ่ม CLMV
4.สำหรับผู้ที่ค้าขายกับจีน แนะนำให้ลงตลาดให้ลึกถึงผู้บริโภคเพื่อหาวิธีสร้างมูลค่าเพิ่ม

ในระยะสั้นไทยคงหนีไม่พ้นการตอบโต้เชิงนโยบายของภาครัฐและปรับตัวของภาคประชาชน ส่วนในระยะยาวก็คงต้องหานโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชิงรุกที่ลดการพึ่งพาอานิสงส์จากการส่งออกเพียงอย่างเดียวครับ

ธีระ กนกกาญจนรัตน์
http://www.facebook.com/SMECompass

 

หนึ่งธุรกิจ หนึ่งชีวิต และความเป็นแม่

Published สิงหาคม 14, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/517316

โดย ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ 14 ส.ค. 2558 05:30

 

ผู้เป็นแม่ทุกคนทราบดีว่า การเลี้ยงดูลูกคือหน้าที่อันยิ่งใหญ่ที่น่าภาคภูมิใจมากที่สุดในชีวิตลูกผู้หญิงคนหนึ่ง การมีลูกคือการเสียสละอย่างใหญ่หลวง นับตั้งแต่วินาทีแรกที่รู้ว่ามีอีกหนึ่งชีวิตน้อยๆ กำลังฟูมฟักตัวอยู่ในร่างกายของเรา ตามมาด้วย 9 เดือนแห่งการเปลี่ยนแปลงของสรีระ ที่ผู้หญิงอย่างเราๆ สู้อุตส่าห์ถนอมและดูแลมาเป็นอย่างดี ทั้งผิวพรรณ ขนาดของรูปร่าง และ หน้าตา และทั้งหมดนี้ ยังไม่เท่าภาระหน้าที่ที่ต้องเลี้ยงเจ้าตัวน้อยให้เติบใหญ่อย่างมีคุณภาพไปจนชั่วชีวิต

เมื่อถามคนเป็นแม่ทุกคนว่าเหนื่อยไหม.. คำตอบที่จะได้คือ “เหนื่อยมากกก.. แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีที่สุด” (พูดพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้าที่มาพร้อมกับความภูมิใจอย่างเต็มเปี่ยม)

เลี้ยงดูลูก VS เลี้ยงดูธุรกิจ

ตั้งแต่วินาทีแรกที่ลูกน้อยเกิดมา ชีวิตครึ่งหนึ่งของผู้เป็นพ่อแม่จะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าตัวเล็กโดยทันที เพราะจะต้องทุ่มเทเวลาส่วนตัว อดหลับอดนอนเพื่อดูแลเจ้าตัวน้อยให้ได้รับการดูแลเอาใจใส่ที่สมบูรณ์พร้อมทุกอย่าง

ถึงแม้ว่าความเป็นอิสระและเวลาของพ่อแม่จะลดน้อยลงไป แต่ดิฉันยังไม่เห็นพ่อแม่คู่ไหนเลยที่บอกว่า ไม่มีความสุขกับช่วงเวลาที่ได้เห็นพัฒนาการและการเจริญเติบโตของเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง

การดูแลธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น ก็คล้ายๆ การดูแลเด็กทารกค่ะ เราต้องสละเวลาส่วนตัวมาดูแล ฟูมฟัก ทะนุถนอม และเลี้ยงดูเป็นอย่างดี เพื่อให้มันสามารถคลานได้ เดินได้ และดำรงตนได้ต่อไปในอนาคต

แม้ว่าธุรกิจจะไม่มีชีวิต แต่เราก็ไม่สามารถนั่งอยู่เฉยๆ และเฝ้ารอดูการเจริญเติบโตของมันได้ เด็กทารกนั้นแม้ว่าพ่อแม่จะปล่อยปละละเลย เด็กน้อยก็ยังสามารถเจริญวัยได้ตามอัตภาพ แต่สำหรับธุรกิจนั้น การปล่อยปละละเลย มีแต่ทำให้มันหยุดพัฒนาและตายไปในไม่ช้า เพราะฉะนั้น เราจึงควรให้เวลาโฟกัสกับธุรกิจเกิดใหม่ให้เหมือนกับเด็กน้อยแรกเกิดนะคะ และเมื่อมันเติบใหญ่ เราจะสามารถยืดอกภูมิใจได้ว่าธุรกิจเติบใหญ่ได้ทุกวันนี้ เพราะเราดูแลมันมาเป็นอย่างดีตั้งแต่แบเบาะ

ความภูมิใจที่ยิ่งใหญ่ มักจะมาพร้อมกับภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ เช่นเดียวกันค่ะ

วันแม่ปีนี้ .. ให้เวลากับพระอรหันต์ในบ้าน บอกรักท่านสักคำ กอดท่านให้แน่นๆ ขอบคุณท่านที่ให้เวลา ให้ความรัก ให้ทุกๆ อย่างกับเรา ดิฉันมั่นใจว่า คุณแม่ทุกๆ คนย่อมจะภูมิใจในตัวลูกๆ ของท่าน และนั่นก็เป็นเพราะว่า ท่านได้ทำหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่มาตลอดทั้งชีวิตด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่งมาโดยตลอดค่ะ
สุขสันต์วันแม่ค่ะ

ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์
http://www.facebook.com/SMECompass

 

Family Business เปิดความคิด ธุรกิจครอบครัว

Published สิงหาคม 1, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/514473

โดย ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ 31 ก.ค. 2558 05:30

 

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ดิฉันได้มีโอกาสไปดูการถ่ายทำรายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการถกประเด็นปัญหาความขัดแย้งของธุรกิจครอบครัวค่ะ

คอนเซปต์ของรายการนี้ คือการมาเปิดใจ ถึงความเห็นที่ไม่ตรงกันของคนในครอบครัวเกี่ยวกับการทำธุรกิจ พร้อมกับการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้น ทั้งสองฝ่ายจะได้รับฟังเหตุผล และมุมมองจากบุคคลภายนอกโดยปราศจากอคติใดๆ ทั้งสิ้น

ปัจจุบัน ประเทศไทยของเรามีธุรกิจครอบครัวอยู่เป็นจำนวนมาก บางธุรกิจก็สามารถพัฒนาต่อยอดไปได้ไกล สร้างความภาคภูมิใจให้แก่สมาชิก แต่สำหรับบางครอบครัว การทำธุรกิจประเภทนี้ก็ก่อให้เกิดรอยร้าวอยู่ในจิตใจ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความแตกแยกอย่างใหญ่หลวงตามมา

นอกจากนี้ จากผลการวิจัยพบว่า มีธุรกิจครอบครัวเพียงไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ ที่สามารถสืบทอดไปสู่รุ่นที่สี่ได้ หลายๆ แห่งจึงพยายามสร้างระบบและนำผู้บริหารมืออาชีพเข้ามาช่วยดำเนินธุรกิจเพื่อให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างยืนยาวและประสบความสำเร็จ

คุณผู้อ่านคิดว่า อะไรคือสาเหตุสำคัญคะ?

“ประสบการณ์ และการยอมรับ กับความท้าทายของเด็กรุ่นใหม่”

สาเหตุหลักของปัญหาที่เกิดขึ้นในธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่นั้น คือมุมมองที่ต่างกัน โดยเฉพาะมุมมองจากคนต่างวัย ไม่ว่าจะเป็นมุมมองของคุณย่า ที่สร้างธุรกิจมากับมือ กับมุมมองของคุณหลานที่จบใหม่ไฟแรง และอยากมาช่วยสานต่อธุรกิจ หรือจะเป็นมุมมองของคุณพ่อที่ต้องการโฟกัสสินค้าในตลาดปัจจุบัน กับมุมมองของคุณลูกที่อยากลงทุน ขยายตลาดไปต่างประเทศ เหล่านี้ เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ ที่ส่งผลอย่างมากในก้าวต่อไปของแต่ละธุรกิจ

นอกจากนี้ ปัจจัยที่ทุกคนคำนึงถึงอยู่ในใจ แต่อาจพูดหรือไม่พูดออกมานั่นคือ เรื่องของเงิน เพราะทุกคนอยากใช้เงินให้คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจขาลงเช่นนี้
สำหรับคนวัยพ่อแม่ หรือปู่ย่าตายายนั้น เราต้องยอมรับว่า กว่าที่พวกเขาจะสร้างเนื้อสร้างตัวมาจนถึงทุกวันนี้ ทุกๆ ท่านล้วนผ่านความยากลำบากมานักต่อนัก ล้มลุกคลุกคลานมาแล้วไม่รู้กี่หน ดังนั้น การจะให้ คนรุ่นหลังๆ เอาเงินที่พากเพียรหามาทั้งชีวิต มาใช้จ่าย หรือลงทุน โดยปราศจากการยอมรับ และการเห็นด้วย จึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก และเป็นโจทย์ข้อสำคัญที่คนรุ่นใหม่ต้องคิดให้แตก ว่าจะทำอย่างไร พ่อแม่ หรือปู่ย่าของเราจะเชื่อใจเรา และยอมให้เรานำเงินที่ท่านหามาเกือบทั้งชีวิตไปลงทุนอะไรใหม่ๆ ตามที่เราฝันไว้

ความรัก คือรากฐานของทุกครอบครัว

ถึงตรงนี้ ดิฉันอยากแชร์ให้คุณผู้อ่านทราบว่า หลังการอัดรายการเสร็จนั้น ไม่ว่าผลการตัดสินจะเป็นเช่นไร สิ่งที่ดิฉันเห็น หลังจากที่ผู้กำกับสั่งคัต นั่นก็คือ การเข้าสวมกอดเพื่อแสดงความรัก ความห่วงใยของผู้เข้าร่วมรายการทั้งสองฝ่าย ทำให้ดิฉันทราบว่า ถึงแม้ว่าบางครั้ง คุณพ่อ คุณแม่ หรือคุณย่าจะดุแสนดุ โหดแสนโหดสักเพียงใด…ลึกๆ แล้วนั้น ท่านรักลูก และหลานของท่านมาก

ความขัดแย้งในธุรกิจครอบครัว เป็นเพียงมุมมองที่ต่างกัน เนื่องจาก ประสบการณ์ที่ต่างกันของสองฝ่าย แต่ท้ายที่สุดแล้ว ทุกคนต่างก็มีความตั้งใจอันดีที่จะประกอบธุรกิจครอบครัวให้ประสบความสำเร็จยิ่งๆ ขึ้นไปค่ะ

ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์
http://facebook.com/SMECompass

 

3 ข้อคิดสําหรับ SME ไทยรุกตลาดจีน

Published กรกฎาคม 21, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/513092

โดย ธีระ กนกกาญจนรัตน์ 21 ก.ค. 2558 11:25

 

3 ข้อคิดสําหรับ SME ไทยรุกตลาดจีน

เมื่อสัปดาห์ก่อนผมได้มีโอกาสให้สัมภาษณ์กับทางคลื่นวิทยุแห่งหนึ่งในประเด็นของการรุกตลาดจีนและสถานะของการติดต่อค้าขายบนโลกออนไลน์กับยักษ์ใหญ่แดนมังกร ในเวลานี้จีนกําลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอันเป็นผลเนื่องจากอัตราการบริโภคทั่วโลกลดลง ทําให้ยอดการส่งออกไม่เข้าเป้า กอปรกับตลาดหุ้นจีนฟองสบู่แตก ยิ่งทําให้ เศรษฐกิจการค้าของจีนต้องชะงักไปชั่วขณะ ด้วยความที่จีนเป็นคู่ค้าอันดับต้นๆ ของไทย ทําให้ผู้ประกอบการ SME ไทยจํานวนมาก มีความเป็นห่วงผลกระทบที่อาจตามมาจากเศรษฐกิจจีนชะลอตัว ในความคิดของผมนั้นคิดว่า ผลกระทบของเศรษฐกิจจีน จะส่งผลต่อการส่งออกในระดับมหภาค

สําหรับการค้าของ SME และการค้าขายออนไลน์นั้น ในระยะสั้นยังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงเพียงแต่การบริโภคที่ลดลงทําให้ผู้ประกอบการต้องปรับกลยุทธ์และวิธีการทําตลาดให้เหมาะสมครับ ในเรื่องการค้าออนไลน์ของจีน ในช่วง 2-3 ปีให้หลังนี้การค้าออนไลน์ของจีนเติบโตมากในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 ต่อปี ซึ่งตัวเลขประมาณการเติบโตในปีนี้ ก็ยังอยู่ในระดับที่ปรับตัวลงเพียงเล็กน้อย เทียบกับจํานวนประชากรที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตในระดับมากกว่า 600 ล้านคน หรือ ประมาณ ร้อยละ 49 ของประชากรทั้งหมดแล้ว ตลาดจีนยังมีช่องว่างในการเติบโตอีกมาก เพราะเราต้องไม่ลืมว่า การเติบโตของจีนที่ผ่านมานั้น จะเน้นอยู่ตามหัวเมืองและแนวชายฝั่ง เช่น ปักกิ่ง กวางตุ้ง ฮาร์บิน ต้าเหลียน เป็นต้น ซึ่งการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตช่วยเปิดตลาดจีนในพื้นที่ส่วนในของประเทศ ทําให้เรามีโอกาสเข้าถึงผู้บริโภคอีกจํานวน มาก แต่จะเจาะเข้าตลาดจีนได้ผู้ประกอบการก็ต้องมีการปรับวิธีการให้เหมาะสมครับ

คําแนะนําของผมมี 3 ข้อ

ข้อแรกคือขอให้เปลี่ยนมุมมองและวิธีทําการตลาดกับผู้บริโภคจีนใหม่ครับ คนจีนในปัจจุบันเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร อินเทอร์เน็ตมากขึ้น ทําให้พฤติกรรมการบริโภคและความต้องการมีความหลากหลายมากขึ้น การค้าแบบ “ผลิตตะเกียบชนิดเดียวขายคนจีนทั่วประเทศ” นั้น ไม่สามารถนํามาใช้ได้ เพราะแค่มณฑลเดียวของจีนก็มีประชากรมากกว่าหรือเทียบเท่ากับไทยทั้งประเทศแล้วครับ แทนที่การผลิตสินค้า mass สําหรับคนจีน ผู้ประกอบการควรปรับรูปแบบการผลิตเป็น mass customization สําหรับคนจีนในแต่ละพื้นที่ ถ้าเป็นอาหารก็ต้องทราบว่า รสชาติในแต่ละพื้นที่นั้นคนเขากินกันอย่างไร การตลาดและแผนการผลิตสินค้าจึงต้องเอาใจใส่มากกว่าเดิมครับ

ข้อที่สอง คือ การเปิดตลาดแบบเชิงรุกด้วยการหาข้อมูลวิจัยตลาด พร้อมทั้งผสมผสานช่องทางทั้งออนไลน์และออฟไลน์ครับ ทุกครั้งที่ผมให้คําปรึกษากับผู้ประกอบการที่ต้องการบุกตลาดต่างประเทศ ผมมักจะเน้นย้ำเสมอถึงเรื่อง การ “ฝังตัว” ที่มากกว่าเพียงแค่ส่งสินค้าไปขาย หรือเอาเงินไปลงทุน แต่ควรหาข้อมูลและวิจัยตลาดในกลุ่มเป้า หมายเพื่อให้ได้ข้อมูลที่แท้จริง เพื่อเจาะตลาดเป้าหมาย

และสุดท้าย คือ เรื่องของการสร้าง Strategic Partnership หรือหาคู่ค้าที่เกื้อหนุนกันได้ ทั้งระหว่างกลุ่มผู้ประกอบการไทยด้วยกัน และการหาคู่ค้าชาวจีน เรื่องการสร้างความร่วมมือและการเป็นคู่ค้าเชิงกลยุทธ์นั้นเป็นประเด็นที่คนไทยยังไม่เข้มแข็ง ถ้ามองดูญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างเราจะเห็นได้ว่า กลุ่มผู้ประกอบการของเขาและภาครัฐนั้นทํางานไปในทิศทางเดียวกัน ทําให้พลวัตขับเคลื่อนและอํานาจต่อรองเข้มแข็งขึ้น ส่วนการทําการค้ากับจีน ผู้ประกอบการชาวไทยยังต้องทําความเข้าใจกับขอบเขตสิทธิและข้อตกลงต่างๆ พร้อมทั้งมีข้อตกลงที่ชัดเจนอย่างมืออาชีพพร้อม กับสร้างมิตรภาพไปด้วย แม้ว่าเศรษฐกิจจีนจะเป็นอย่างไร แต่ SME ไทยก็ต้องไปให้รอด เลือกตลาด โฟกัส และปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมครับ

ธีระ กนกกาญจนรัตน์
http://www.facebook.com/SMECompass

 

ชนะทุกสถานการณ์ .. ด้วยการสื่อสารแบบมีกุนซือ

Published กรกฎาคม 14, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/511367

โดย ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ 13 ก.ค. 2558 17:12

 

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องบอกว่ามีข่าวใหญ่มาแรงที่สามารถกลบความร้อนแรงทางการเมือง และข่าวดราม่าแบบฉาวๆ เรื่องบัตรคอนเสิร์ตวง Maroon 5 ได้ และเป็น Talk of the Town กันในทุกๆ สื่อ โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ ถึงขนาดที่ว่า ทั้งสื่อโทรทัศน์และ เว็บไซต์บางแห่ง ต่างพากันรายงานสด นั่นก็คือการแถลงข่าวเรื่องราวความสัมพันธ์ของนักร้องหนุ่ม โตโน่ ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ ซึ่งก่อนหน้านั้น มีประเด็นร้อนเรื่องการพยายามฆ่าตัวตายของอดีตรักดาราสาว ทำให้สังคมต่างพุ่งความสนใจไปที่การแถลงข่าวในครั้งนี้กันอย่างครึกโครม

อันที่จริง สาระสำคัญ ก็ไม่มีอะไรมาก แค่การเลิกรากันของดารา 2 ท่าน

ภายหลังจากการแถลงข่าว ซึ่งก็ไม่ต่างจากที่หลายคนคาดการณ์เท่าไร คือ การยอมรับอย่างแมนๆ ของพระเอกหนุ่มว่า ความสัมพันธ์ในครั้งนี้ได้จบลงแล้ว ซึ่งต้องขอชมเชย ฝ่ายสื่อสารฯ ของต้นสังกัด นักร้องหนุ่มโตโน่ว่า สามารถทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งในแง่ของการตอบคำถาม และการตั้งรับกับสถานการณ์ในครั้งนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในมุมของการสื่อสาร เราลองมาวิเคราะห์ ข่าวทั้ง 2 ข่าวนี้กันนะคะ

ตั้งสติ ก่อนสื่อสาร

“เมื่อโกรธจัด.. อย่าเพิ่งตอบข้อความใคร
เมื่อดีใจ.. อย่าเพิ่งให้สัญญา
เมื่อเศร้าหนักหนา.. อย่าเพิ่งตัดสินใจ” — เล่าจื๊อ

เราทุกคนต่างทราบดีว่า มีหลายอย่างที่เราไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้ และหนึ่งในนั้นคือ “คำพูด” เพราะเมื่อพูดออกไปแล้ว คำพูดจะทำหน้าที่เป็นนายของเราทันที ดังนั้น ก่อนที่เราจะสื่อสารอะไรออกไป ไม่ว่าจะเป็นทางสีหน้า กิริยา หรือวาจา เราควรจะควบคุมให้ดี เพราะปัจจุบัน การสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ หรือ ยูทูบนั้น นั้นสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว และออกสู่สายตาสาธารณชนได้ภายในชั่ววินาที

ซึ่งหากเป็นการสื่อสารแบบไร้สติ เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ที่ปราศจากการควบคุมแล้วละก็ แน่นอนว่า คุณอาจต้องเตรียมรับมือกับคอมเมนต์ หรือ กระแสสังคมที่รุนแรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างกรณีข่าวที่ ดาราสาวท่านหนึ่งได้โพสต์อวดบัตรคอนเสิร์ต Maroon 5 จำนวน 25 ใบ และโดนกระแสชาวโลกออนไลน์กระหน่ำด่าแหลกไม่หยุด ซึ่งต่อมามี พระเอกดังทางช่อง 7 ปล่อยคลิปออกมาแก้ต่างให้ แต่ก็โดนกระแสสังคมกะซวกไป จนสุดท้ายต้องออกมาขอโทษขอโพยว่าทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบเท่านั้น เป็นตัวอย่างที่ดีมาก สำหรับการ ตั้งสติ ก่อนสื่อสาร ผ่านทุกๆ ช่องทาง ไม่เฉพาะดารา หรือคนมีชื่อเสียงเท่านั้นนะคะ เราๆ ในฐานะผู้ประกอบการก็เช่นกัน การสื่อสารแบบไร้สติ อาจนำมาซึ่งความปวดหัวที่ไม่คุ้มกันเลยก็เป็นได้

Content is the King

ในอดีต ก่อนที่ข่าวสารต่างๆ จะถูกเผยแพร่ทางสื่อสาธารณะต่างๆ (วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร) นั้น จะมีทีมงานคอยคัดกรองข้อมูล และควบคุมความถูกต้องของข่าวสารที่จะนำเสนอออกไป ต่างจากปัจจุบัน ที่ความเสรีของช่องทางสื่อออนไลน์ทำให้ทุกคนสามารถนำเสนอข่าวสาร หรือข้อมูลต่างๆ ที่ตนอยากจะนำเสนอได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ผลที่ตามมาก็คือ การที่ผู้รับสารไม่สามารถทราบได้ว่า ข้อมูลต่างๆ เหล่านั้น มีความถูกต้องหรือเท็จจริงประการใด หลายครั้งที่เราต่างก็ตกเป็นเครื่องมือของผู้ไม่หวังดี ในการแชร์ภาพ หรือแชร์ข่าวสารผิดๆ โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

อย่างไรก็ตาม ดิฉันเชื่อว่า เราทุกคนต่างก็มีตัวคัดกรองอยู่ในสมอง ดังนั้น เมื่อเราทราบแล้วว่าใครพยายามยัดเยียดข้อมูลผิดๆ ให้เรา ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าวดังกล่าวก็จะลดลงไปด้วย ดังนั้น ก่อนที่เราจะนำเสนออะไรให้กับสาธารณะ หรือ ลูกค้าของเรา เราจึงควรทำตัวเป็นผู้ส่งสารที่ดี ที่จะป้อนเฉพาะข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และมีประโยชน์ต่อผู้รับสารเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เรากลายเป็นผู้ส่งสารที่ถูกแบล็กลิสต์จากสังคมรอบข้างนั่นเอง
Image does matter

“It takes 20 years to build a reputation and five minutes to ruin it.” –Warren Buffett วอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีของโลกได้กล่าววจีอมตะไว้ว่า “เราใช้เวลา 20 ปีในการสร้างชื่อเสียงเกียรติยศ แต่เราสามารถทำลายมันทั้งหมดได้เพียงแค่ 5 นาที” 
ถ้าเราคิดดูดีๆ มันก็เป็นเรื่องจริงที่สุดของสังคมมนุษย์ เพราะกว่าจะสร้างชื่อเสียงให้แก่ตัวเรา หรือธุรกิจ สินค้าและบริการของเราได้นั้น ต้องอาศัยระยะเวลาที่ยาวนาน ดังนั้น ก่อนที่เราจะทำอะไร ควรคิดให้รอบคอบเสียก่อน หากเรามีสติ คิดตรึกตรองความจริงในข้อนี้ให้ดีๆ เราจะทำสิ่งที่แตกต่างออกไป เราจะไม่ทำสิ่งที่เป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบซึ่งสามารถทำลายทุกอย่างที่เรามีได้ในชั่วพริบตา

เพราะฉะนั้น หากเกิดประเด็นหรือข้อขัดแย้งใดๆ ขึ้นมา วิธีการแก้ไขที่ดีที่สุด คือการสื่อสารตอบข้อกังขาให้ชัด และตรงประเด็นค่ะ จากการแถลงข่าวหยุดโลกของคุณโตโน่ พระเอกหนุ่มนั้น จะเห็นได้ว่า ทุกคำตอบที่ออกจากปากพระเอกหนุ่มคือข้อเท็จจริง ชัดเจน ใช้คำพูดที่ถนอมน้ำใจ และไม่พาดพิง ต่างจากกรณีข่าวฉาวบัตรคอนเสิร์ต Maroon 5 ของพระเอกอีกท่านโดยสิ้นเชิง ตรงนี้ต้องขอชมเชย ต้นสังกัดของคุณโตโน่ ที่ได้เตรียมความพร้อมมาเป็นอย่างดี และทำให้ภาพลักษณ์ของพระเอกหนุ่มท่านนี้ ดูดีขึ้นทันทีภายหลังจากสิ้นการแถลงข่าว

“เพราะการสื่อสารที่ดี .. นำมาซึ่งความสำเร็จ” ค่ะ
ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์
http://www.facebook.com/SMECompass

 

ลาออกหรือทํางานประจํา รวยได้ไม่ต้องเลือก?

Published กรกฎาคม 5, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/509231

โดย ธีระ กนกกาญจนรัตน์ 3 ก.ค. 2558 16:10

ช่วงนี้ถ้าท่านผู้อ่านได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนร้านหนังสือใกล้บ้านจะเห็นได้ว่ามีหนังสือเกี่ยวกับการทําธุรกิจอยู่ 2 ประเภทที่กําลังได้รับความนิยมจนขึ้นแท่นหนังสือขายดีในหลายร้าน

ประเภทแรกคือหนังสือแนว “ลาออกเถอะนะ ถ้าอยากรวย” กับอีกประเภทที่วางอยู่ติดกันแต่พูดคนละเรื่อง เดียวกัน คือแนว “ทํางานประจําก็รวยได้นะ ไม่ต้องลาออกหรอก” แต่ละแนวมีด้วยกันหลายเล่มจากผู้เขียนหลายคนครับ

ถ้าลองเปิดอ่านดูจะเห็นว่าเนื้อหาในหนังสือทั้งสองประเภทนี้พยายามชี้ชวนให้คนไทยเริ่มหาทางเป็นนายตัวเองด้วย การทําธุรกิจส่วนตัวถ่ายทอดจากมุมมองที่แตกต่างกันของผู้เขียนแต่ละคน ที่บ้านผมก็มีหนังสือทั้งสองแนวนี้อยู่ หลายเล่มครับ ซึ่งล้วนเป็นคําแนะนําจากประสบการณ์อันเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านทั้งสิ้น

แล้วเราควรเชื่อเล่มไหนดีครับ?

ประเด็นเรื่องควรทํางานประจําหรือการเป็นนายตัวเองนั้นเป็นหนึ่งในคําถามที่ผมได้รับอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะจาก นักศึกษาจบใหม่และบุคคลที่ทํางานประจํา ว่าการทําธุรกิจส่วนตัวทั้งๆ ที่ทํางานประจําอยู่นั้นเป็นไปได้หรือไม่ อุปสรรคเรื่องเวลาจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ไหม จะรับมือปัญหาความมั่นคงทางรายได้อย่างไร

แม้ว่าการตอบคําถามด้วยคําถามอาจดูเป็นการเสียมารยาท แต่ถ้าจะตอบคําถามในประเด็นเรื่องจําเป็นไหมที่เรา ต้องลาออกจากงานประจําเพื่อมาทําธุรกิจ ผมอยากให้ลองตั้งคําถามเหล่านี้กับตัวเองครับ

คุณเริ่มธุรกิจนี้เพราะอะไร

หลายคนเริ่มธุรกิจส่วนตัวเพราะอยากรวย หลายคนอยากหาทางออกจากปัญหาในงานประจําที่ทํา หลายคนมอง เห็นโอกาสทางธุรกิจ หลายคนอยากทําตามความฝันที่เคยคิดไว้ แต่ไม่ว่าจะเหตุผลอะไร สิ่งที่สําคัญกว่า “ความอยาก” คือ “ความเป็นไปได้” และ “ความยั่งยืน” ครับ ดังนั้นก่อนที่จะเริ่มถามว่าควรลาออกจากงานประจําที่ทํา

อยู่หรือไม่ ลองตกผลึกให้แตกฉานก่อนว่าลาออกเพื่อเหตุผลอะไร และสิ่งที่รอเราอยู่นั้นมีความเป็นไปได้หรือความ ยั่งยืนมากเพียงใด ในส่วนนี้การวางแผนโครงสร้างธุรกิจ (Business Model) สามารถช่วยให้คุณเห็นภาพทั้งสอง ปัจจัยที่กล่าวมาได้ดียิ่งขึ้น

คุณรับความเสี่ยงได้เพียงใด

เคยมีคนบอกผมว่าถ้าอยากเริ่มธุรกิจต้องเริ่มต้อนที่อายุยังน้อย ด้วยเหตุผลหลักๆ คือ เมื่อเราอายุมากขึ้นก็มักจะมี ภาระความรับผิดชอบที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกับพ่อแม่บุพการี ครอบครัว หรือต้นทุนจากงานประจําที่เคยทํา สิ่งเหล่านี้มาพร้อมความเสี่ยงครับ ทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้

ในขณะที่ธุรกิจใหม่กําลังเริ่มเป็นรูปเป็นร่างไม่ชัดเจน ความเสี่ยงและภาระนั้นกลับเป็นของจริงที่จับต้องได้ โอกาสที่ คุณจะ “เจ๊ง” กับต้นทุนที่ต้องลงไปก็เป็นของจริงเช่นกัน แน่นอนครับว่าการเป็นเจ้าของธุรกิจนั้นมีทั้งความเสี่ยง และโอกาส ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ถูกทั้งสองมุม แต่คุณพร้อมจะรับมือกับทั้งสองมุมนั้นหรือยังครับ? ในกรณีคุณยัง ไม่พร้อมผมอาจจะแนะนําให้คุณทํางานประจําไปก่อนและทําธุรกิจส่วนตัวที่ไม่ขัดแย้งกันเป็นรายได้เสริม ถ้าธุรกิจ นั้นไปได้ดีค่อยกลับมาคิดอีกทีก็ยังไม่สาย

คุณมีวินัยมากแค่ไหน

บนเส้นทางสู่ความสําเร็จ “วินัย” สําคัญกว่าแรงบันดาลใจเสมอครับ ส่วนอิสรภาพและอํานาจการตัดสินใจที่เรา ถามหาก็มาพร้อมกับความรับผิดชอบและความเข้มงวดกับเวลาของตัวเอง ถ้าวินัยและความรับผิดชอบยังเป็น ปัญหาของคุณอยู่ การทํางานประจําโดยมีงานอดิเรกเพิ่มรายได้อาจจะเหมาะกับคุณมากกว่าก็เป็นได้

ธุรกิจใหม่ที่คุณจะทํามีความขัดแย้งกับงานประจําที่ทําอยู่ไหม

ถ้าคุณมองเห็นโอกาสและคว้ามันได้ก็เป็นสิ่งที่ดีมาก แต่ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด อย่าฉวยโอกาสครับ โดยเฉพาะโอกาสของธุรกิจส่วนตัวที่มาจากการเปิดเผยข้อมูลทางการค้าจากงานประจําที่ตนทําอยู่ หรือใช้ประโยชน์ในทางที่มิชอบ เพราะสิ่งนั้นจะกลับมาทําร้ายคุณในภายหลัง

ความขัดแย้งอีกด้านคือด้านเวลา ถ้าคุณต้องการทํางานประจําไปพร้อมกับเริ่มธุรกิจใหม่ คุณต้องมีความเป็นมือ อาชีพพอที่จะแบ่งเวลาความรับผิดชอบให้ทั้งสองค่ายโดยที่งานประจําไม่เสียคุณภาพ แม้ว่าในวันหนึ่งคุณอาจจะลาออกจากงานประจําเพื่อมาประกอบธุรกิจเต็มตัว ความเป็นมืออาชีพและชื่อเสียงนั้นจะติดตัวคุณไปเพื่อส่งเสริมให้ คุณเติบโต

คุณมีข้อจํากัดอะไรบ้าง โดยเฉพาะข้อจํากัดทางด้านเวลา

สุดท้ายนี้นอกจากความเสี่ยงแล้วข้อจํากัดต่างๆ ในชีวิตก็เป็นสิ่งสําคัญ ไม่ว่าจะเป็นความรับผิดชอบเรื่องครอบครัว หรือเหตุผลส่วนตัวต่างๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนมีอิทธิพลอย่างมากต่อทางเลือกของคุณ โดยเฉพาะข้อจํากัดทางด้านเวลาที่ จะมาบังคับให้คุณต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง

ความต้องการ “อิสรภาพ” “อํานาจการตัดสินใจ” “ความเป็นเจ้าของ” และ “ความมั่งคั่ง” นั้นเป็นพื้นฐานโดย ธรรมชาติของมนุษย์ ถ้าให้เลือกระหว่างงานประจําหรือเจ้าของธุรกิจ เชื่อได้ว่าแทบทุกคนคงเลือกอย่างหลัง แต่สิ่งสําคัญที่ต้องเข้าใจก่อนเลือกคือคอนเซปต์ที่แท้จริงของอิสรภาพและอํานาจการตัดสินใจที่ว่า รวมถึงข้อจํากัดต่างๆ ของแต่ละคน

ผมเชื่อว่าไม่ว่าคุณจะอ่านหนังสือของค่ายไหนจาก 2 ประเภทที่กล่าวมาข้างต้นคุณก็ถูกทั้งหมด เพราะถ้าทําสําเร็จ สิ่งที่คุณจะได้รับก็คือความมั่งคั่งหรือความสําเร็จตามที่หวังไว้ คุณอาจจะทํางานประจําและมีธุรกิจเล็กๆ สร้างรายได้เสริม หรือลาออกมาลุยเต็มที่กับสิ่งที่คิดไว้ ไม่ว่าคุณจะเลือกแบบใด ถ้าคุณพบส่วนผสมที่ใช่คุณก็มั่งคั่งได้เสมอ แต่ สิ่งที่กําหนดเส้นทางชีวิตของคนเรานั้นมันไม่ได้มีแค่เหตุผลทางจิตใจ อยู่ที่ความเข้าใจที่เรามีให้กับข้อจํากัดต่างๆ ในชีวิตต่างหากที่เป็นตัวกําหนด ดังนั้นไม่ว่าคุณจะลาออกหรือทํางานประจําควบคู่กันไป คุณก็รวยได้ ไม่จําเป็นต้องเลือกครับ

ธีระ กนกกาญจนรัตน์
http://www.facebook.com/SMECompass

 

7 ขั้นตอนปั้นยอดขายธุรกิจนอกฤดูกาล

Published มิถุนายน 12, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/502560

โดย ธีระ กนกกาญจนรัตน์ 5 มิ.ย. 2558 08:01

ธุรกิจ SMEs จำนวนไม่น้อยที่มีลักษณะเป็นธุรกิจตามฤดูกาลหรือ Seasonal Business จุดเด่นธุรกิจเหล่านี้คือการที่น้ำหนักยอดขายและปริมาณการทำธุรกิจนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละช่วงเวลาของปี หรือขึ้นอยู่กับเทศกาล กิจกรรม หรือช่วงฤดูกาล โดยการเกิดขึ้นนี้เกิดขึ้นเป็นวัฏจักรหมุนเวียนรูปแบบเดียวกันในแต่ละปี

ตัวอย่างของธุรกิจประเภทนี้คือธุรกิจภาคบริการท่องเที่ยวรวมถึงโรงแรมที่พัก ซึ่งจะมีทั้งช่วง High Season และ Low Season ตามกลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวเป้าหมาย ธุรกิจรับผลิตการ์ดอวยพรนั้นก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เนื่องจากยอดขายการ์ดในแต่ละปีนั้นขึ้นอยู่กับยอดขายในช่วงเทศกาลใหญ่ๆ ไม่กี่งาน เช่น ช่วงคริสต์มาส​ วันปีใหม่ หรือวันวาเลนไทน์ ตัวอย่างของธุรกิจที่มีความเป็น seasonal แบบทางอ้อมก็เช่นธุรกิจขายของเล่น เพราะของเล่นเด็กมักถูกซื้อเพื่อเป็นของขวัญในช่วงคริสต์มาสปีใหม่ โดยเฉพาะในประเทศทางตะวันตกอย่างสหรัฐอเมริกา บริษัทของเล่นเช่น Toys ‘R’ Us หรือ Mattel นั้นมียอดขายในช่วงเทศกาลปลายปีนับเป็นมากกว่าร้อยละ 80 ของยอดขายทั้งหมดเลยทีเดียว

ผู้ประกอบการธุรกิจ Seasonal เหล่านี้มักเข้าใจวัฏจักรของธุรกิจตนเองมีการวางแผนเตรียมพร้อมเป็นอย่างดี แต่สำหรับเจ้าของธุรกิจ SME โดยเฉพาะที่ธุรกิจที่เพิ่งเกิดใหม่ที่ต้องกินต้องใช้ อาจไม่สามารถรอถึงเทศกาลหรือช่วง High ได้ สำหรับ SMEs แล้วการขายต้องเกิดขึ้น เงินต้องเข้าตลอดทั้งปีครับ

แน่นอนว่าคงไม่มีใครสามารถวางแผนรองรับอนาคตได้ทุกสถานการณ์ แต่เราสามารถรับมือเสริมยอดขายให้ธุรกิจผ่านพ้นช่วง Low Season และยังทำกำไรได้ตลอดทั้งปีครับ

เข้าใจวัฏจักรของธุรกิจให้ถ่องแท้
ก่อนวางแผนรับมือเราต้องเข้าใจวัฏจักรธุรกิจ Business Cycle ของธุรกิจให้ถ่องแท้เสียก่อน โดยเฉพาะปัจจัยที่ทำให้การที่ยอดขายมีความเคลื่อนไหวขึ้นลงในแต่ละช่วงเวลาว่าเกิดจากเหตุใด สำหรับธุรกิจที่เพิ่งเกิดใหม่ผู้ประกอบการมีแนวโน้มที่จะถูกปัจจัยนอกฤดูกาลต่างๆ ชักจูงให้เกิดความเข้าใจผิด เช่น การที่ยอดขายตกลงอันเกิดจากสถานการณ์ความไม่ปกติทางการเมือง การปรับตัวช่วงสั้นของค่าเงินตราต่างประเทศ​ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีผลกระทบต่ออุปสงค์ของตลาดในช่วงสั้นเท่านั้น

ดังนั้นการทำความเข้าใจกับวัฏจักรของธุรกิจจึงควรอยู่บนข้อมูลจากยอดขายจริงไม่ต่ำกว่า 2-3 ปี ถ้าธุรกิจของคุณเป็นธุรกิจเกิดใหม่ให้เริ่มต้นจากธุรกิจที่ใกล้เคียงกัน ค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม หรือข้อมูลยอดขายของ supplier หลักที่ทำธุรกิจด้วย

เข้าใจวัฏจักรของเงินสดให้ถ่องแท้
ควบคู่ไปกับวัฏจักรธุรกิจคือการเคลื่อนไหวของวัฏจักรด้านเงินสด ในช่วง High season ธุรกิจจะมีเงินสดเข้ามามาก แต่ปริมาณการสั่งสินค้าหรือการบูรณะซ่อมแซมมักเกิดขึ้นในช่วง low รวมถึงเงินสดที่จะไหลออกไปในรูปแบบของค่าจ้างค่าแรงสำหรับพนักงานประจำที่ต้องดูแลให้ตลอดรอดฝั่งเพื่อเตรียมรับมือลูกค้าในช่วง High การวางแผนเงินสดจึงต้องทำไปพร้อมๆ กับการวางแผนธุรกิจ

สร้างช่องทางหารายได้เสริม
แม้ว่าการเริ่มต้นสร้างช่องทางหารายได้เสริมอาจดูเหมือนการสูญเสียโฟกัสจากสายงานหลักของธุรกิจเดิม แต่การมีช่องทางการหารายได้เสริมนั้นสามารถช่วยสร้างรายได้และเพิ่มสภาพคล่องในช่วงเวลานอกฤดูกาล และจะยิ่งดีขึ้นถ้าธุรกิจเสริมนี้เป็นส่วนต่อยอดจากธุรกิจเดิม เช่น ธุรกิจรีสอร์ตที่พักอาจหันมาเน้นการให้บริการร้านอาหารหรือทำโปรโมชั่นกระตุ้นการจัดประชุมสัมมนานอกฤดูกาลท่องเที่ยว เป็นต้น

สิ่งที่ต้องระวังสำหรับผู้ประกอบการคืออย่าให้การหารายได้เสริมมาทำให้เราสูญเสียโฟกัสในการพัฒนาและเตรียมพร้อมของธุรกิจหลัก รวมทั้งระวังในเรื่องการสร้างความขัดแย้งในแบรนด์ของธุรกิจด้วยการนำเสนอบริการเสริมที่ไม่สอดคล้องกัน

ทำโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่อง
การประชาสัมพันธ์ PR และโปรโมชั่นต้องรักษาความต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงนอกฤดูกาลหลักของธุรกิจที่บรรดาคู่แข่งต่างลดปริมาณการโฆษณาลงเพื่อเน้นการซ่อมบำรุงและเตรียมพร้อม การทำการตลาดและโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่องนอกจากจะทำให้ลูกค้าเห็นสื่อของเราได้ชัดเจนมีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้วยังเปิดโอกาสการได้ลูกค้านอกฤดูกาลเข้ามาอีกด้วย

ใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไปในสื่อลูกค้าสัมพันธ์
ลูกค้าสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องคือปัจจัยหนึ่งที่ช่วยสร้างจุดเด่นให้กับธุรกิจของเราเหนือคู่แข่ง แน่นอนว่าในช่วง High season นั้นทุกคนในตลาดต่างแข่งกันช่วงชิงลูกค้าด้วยการตลาดที่เข้มข้น แต่สิ่งที่สร้างความแตกต่างคือกลยุทธ์การ keep in touch รักษาปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าตลอดปี ซึ่งแม้ว่าลูกค้าเหล่านี้อาจไม่ตัดสินใจซื้อในทันทีแต่เราก็มีโอกาสมากกว่าเริ่มทำตลาดในช่วงเดียวกับคู่แข่ง สิ่งที่สำคัญจึงเป็นวิธีการรักษาปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าตลอดปีที่มีความสร้างสรรค์

ให้ทีมงานมีส่วนร่วมรู้เห็นในแผนธุรกิจทั้ง on และ off season
การเตรียมกำลังบุคลากรและกำลังการผลิตมีส่วนสำคัญในการบริหารจัดการธุรกิจให้ไปได้ตลอดรอดฝั่งทั้งในและนอกฤดูกาล โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลที่ทุกคนต้องเร่งทำงานหนักในการรับมือลูกค้าและหาตลาด การจ้างงานในช่วงนี้อาจมีหลากหลายทั้งการจ้างพนักงานประจำและการจ้างพนักงานเสริมแบบสัญญาจ้างชั่วคราว ดังนั้นเมื่อเรามีแผนการทำตลาดเพิ่มในช่วงนอกฤดูกาลธุรกิจ เราจึงต้องแจ้งทีมงานเรื่องความคาดหวังและประมาณการบุคลากรเพื่อรับมือกับธุรกิจที่เราจะเสริมในช่วงนอกฤดูกาลนี้ด้วย

สร้างความเข้าใจร่วมกันกับหุ้นส่วนและคู่ค้า
การเตรียมความพร้อมระยะยาวนั้นไม่อาจทำได้โดยปราศจากความร่วมมือของคู่ค้าและหุ้นส่วนธุรกิจ ผู้ประกอบการควรแจ้งให้เขาทราบเพื่อเตรียมวางแผนการผลิตและการลงทุนในธุรกิจของเราช่วงนอกฤดูกาล เนื่องจากคู่ค้าของเราในอุตสาหกรรมเดียวกันก็มีแนวโน้มที่จะวางแผนการผลิตตามวัฏจักรธุรกิจในอุตสาหกรรมของเราเช่นกัน

ทั้ง 7 ขั้นตอนที่กล่าวมานี้อาจไม่ได้การันตีความสำเร็จให้กับธุรกิจ แต่เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับกิจการด้วยการขยายโอกาสการทำธุรกิจจากช่วงฤดูกาลให้เป็นการสร้างรายได้ตลอดทั้งปี พร้อมทั้งเปลี่ยนลูกค้าขาจรให้เป็นขาประจำอีกด้วยครับ

ธีระ กนกกาญจนรัตน์
http://www.facebook.com/SMECompass

 

%d bloggers like this: