เก็บมาเล่า

All posts tagged เก็บมาเล่า

มก. พัฒนาเทคโนโลยีสู้ภัยแล้ง ร่วมจัดการน้ำใต้ดินแบบบูรณาการ

Published พฤศจิกายน 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05080010758&srcday=2015-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 602

เก็บมาเล่า

ผศ. ดีเซลล์ สวนบุรี ศูนย์วิจัยสำรวจธรณีประยุกต์ ภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทร. (081) 496-9744 Email: fscidss@ ku.ac.th, desell@yahoo.com

มก. พัฒนาเทคโนโลยีสู้ภัยแล้ง ร่วมจัดการน้ำใต้ดินแบบบูรณาการ

การขาดแคลนน้ำในหน้าแล้งมักพบเห็นอยู่ทั่วไป เป็นประจำทุกปี ตัวอย่างการจัดการแก้ปัญหาให้กับชุมชนช่องสาริกา อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ซึ่งก็เป็นอีกแห่งหนึ่งที่เผชิญสภาวะภัยแล้งเช่นเดียวกัน เป็นการผนึกกำลังร่วมมือกันจาก 3 ฝ่าย ซึ่งประกอบด้วย คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยหน่วยวิจัยสำรวจธรณีประยุกต์ (ผศ. ดีเซลล์ สวนบุรี หัวหน้าโครงการ) ร่วมกับสำนักกิจกรรมเพื่อสังคมของ บริษัท เบทาโกร (ประเทศไทย) จำกัด ได้สนับสนุนค่าใช้จ่ายการดำเนินงาน โดย นายสิฐธิชัย อินทร์สุข เป็นผู้ประสานงาน ช่วยเหลือเสนอแนะ แนวทางการจัดการ ในการทำงานร่วมกับผู้นำชุมชน การจัดการร่วมกับชุมชนในเบื้องต้นเป็น หมู่ที่ 9 และหมู่ที่ 13 ที่มีการขาดแคลนน้ำค่อนข้างสูง อย่างบูรณาการ และพร้อมมีงบประมาณจาก อบต. ช่องสาริกา สนับสนุนการเจาะน้ำใต้ดิน ซึ่งเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ให้เห็นถึงความสำเร็จของการจัดการน้ำใต้ดินบริการให้กับชุมชนได้อย่างลงตัว

เทคนิคใหม่ในการสำรวจ

หาแหล่งน้ำใต้ดินอย่างได้ผล

ในการศึกษาลักษณะอุทกวิทยาน้ำใต้ดินและประเมินหาศักยภาพแหล่งน้ำใต้ดินบริเวณพื้นที่ชุมชนช่องสาริกา หมู่ที่ 9 และหมู่ที่ 13 ซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศเป็นเขตปูน แหล่งน้ำใต้ดินก็จะเป็นชั้นน้ำที่เกิดจากการกักเก็บน้ำในรอยแตกหรือโพรง หรือรอยเลื่อนของหินปูนที่เป็นหินดานในพื้นที่ เนื่องจากความต้องการใช้น้ำอุปโภคและบริโภคของชุมชน รวมทั้งใช้ด้านการเกษตร ในปริมาณสูง การหาตำแหน่งที่มีศักยภาพน้ำใต้ดินสูง (ตำแหน่งจุดเจาะน้ำ) ที่มั่นใจ จึงต้องประยุกต์การสำรวจทางธรณีฟิสิกส์ด้วยการวัดค่าสภาพต้านทานไฟฟ้าเชิง 2 มิติ (2D resistivity imaging) เป็นเทคนิคที่ให้ผลการสำรวจอย่างมีประสิทธิภาพ (ดีเซลล์ สวนบุรี และคณะ, 2550) โดยข้อมูลในลักษณะที่ต่อเนื่องกันแบบภาคตัดขวางทางธรณีไฟฟ้าที่ให้ความละเอียดสูง จากนั้นทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการสร้างแบบจำลองผกผันแบบหยั่งลึก (1D Inversion model) อย่างต่อเนื่องกันทุกระยะห่าง 10 เมตร เพื่อให้ได้ผลการสำรวจที่มีความถูกต้อง มั่นใจในการกำหนดตำแหน่งที่จะเจาะน้ำใต้ดิน เมื่อผลสำรวจมีความต่อเนื่องกันก็สามารถแยกลักษณะประเภทชั้นน้ำ ความลึก รอยแตกในชั้นหินที่เป็นที่กักเก็บน้ำใต้ดิน รวมทั้งการประเมินศักยภาพได้ชัดเจนมากกว่าที่เคยทำกันมาแบบเดิม เรียกขั้นตอนการประมวลผลวิธีนี้ว่า Scanning technique (Suanburi, 2010) หน่วยวิจัยสำรวจธรณีประยุกต์ มก. ได้พัฒนาเครื่องมือสำรวจ และเทคนิคในการสำรวจแหล่งน้ำใต้ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนปัจจุบัน สามารถพัฒนาวิธีการสำรวจแหล่งน้ำใต้ดินที่มีความละเอียดสูง ได้ลึกกว่า 300 เมตร

เทคโนโลยีทางธรณีฟิสิกส์

เพื่อหาแหล่งน้ำใต้ดิน

ปัจจุบัน การสำรวจหาน้ำใต้ดินโดยทั่วไป ได้ใช้วิธีการทางไฟฟ้าที่ทำการสำรวจเป็นจุด เรียกว่า แบบหยั่งลึก (VES หรือ depth sounding) ที่คือได้ข้อมูลเฉพาะที่บริเวณตั้งเครื่องอ่านค่า (ดูรูปที่ 2 ก) เมื่อประยุกต์การเก็บข้อมูลด้วยการอ่านค่าอัตโนมัติหลายขั้ว (Multi-electrode), (ดูรูปที่ 2 ข) ซึ่งประกอบด้วย 60 ขั้วไฟฟ้า หรือมากกว่า ระยะห่างขั้วไฟฟ้า 10 เมตร ออกแบบระบบขั้วไฟฟ้าแบบชลัมเบอร์เจร์ เพื่อให้ได้ตำแหน่งที่อ่านข้อมูลใต้ผิวดินอย่างละเอียด ลึกกว่า 100 เมตร (ตามรูปที่ 3) วางแนวเส้นสำรวจแต่ละครั้ง ยาว 600 เมตร (สามารถวางเครื่องอ่านค่าครั้งเดียวได้ถึง 1,200 เมตร) การประมวลผลด้วยการสร้างแบบจำลองทางธรณีไฟฟ้า ทั้งแบบเชิง 2 มิติ ได้เป็นภาพแบบภาคตัดขวาง แสดงผลโดยรวมของพื้นที่ และแบบเชิง 1 มิติ เสมือนการสำรวจ แบบ VES ทุกระยะห่าง 10 เมตร การวิเคราะห์ผลหาชั้นน้ำในรอยแตกของหินแข็งจึงมีความต่อเนื่อง ทำให้ประสิทธิภาพของการแปลความหมายข้อมูลสูงมาก

แนวทางการจัดการใช้น้ำอย่าง

ยั่งยืนจากการมีส่วนร่วมของชุมชน

มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องและลำดับขั้นตอน ดังนี้

1. ต้องเป็นการมีส่วนร่วมจากทั้ง 3 ฝ่าย ในการดำเนินงาน เริ่มตั้งแต่การเก็บข้อมูลการสำรวจภาคสนาม (รูปที่ 4) เลือกพื้นที่เป้าหมาย ควรเป็นพื้นที่ส่วนกลางของหมู่บ้าน หรือบริเวณที่ชุมชนต้องการให้หาน้ำ ที่ช่องสาริกา เลือกบริเวณใกล้ที่ตั้งหอถังน้ำสูงทรงแชมเปญของหมู่บ้าน (ปัจจุบัน ไม่ได้ใช้ประโยชน์นานแล้ว เนื่องจากไม่มีบ่อน้ำบริเวณใกล้เคียง)

2. ผลการสำรวจ เมื่อผ่านการประมวลผลข้อมูลแล้ว ตามตัวอย่างแสดงเป็นรูปสีกราฟิก (ตามรูปที่ 5) บ่งบอกบริเวณที่สามารถเจาะได้น้ำใต้ดินและน่าจะมีปริมาณน้ำมากพอ รวมทั้งช่วยในการกำหนดความลึก หนา ของชั้นน้ำที่เหมาะสม เช่น บริเวณรอยแตกหรือโพรงของหินปูนที่เป็นหินดานของ หมู่ที่ 9 และเป็นชั้นน้ำในหินร่วนของชั้นกรวดทรายของ หมู่ที่ 13 หรือที่เรียกว่า ตาน้ำ

3. เน้นพื้นที่ที่เป็นส่วนกลาง เช่น บริเวณใกล้เคียงหอถังน้ำของหมู่บ้าน และมีงบประมาณจาก อบต. ช่องสาริกา ช่วยสนับสนุนการเจาะน้ำใต้ดิน จึงสามารถดำเนินการได้เลย

4. การจัดการในบางบริเวณที่อยู่กลุ่มบ้านที่ขาดแคลนน้ำมาก แต่ไม่มีงบประมาณสนับสนุน จึงจำเป็นต้องลงขันช่วยกันเอง การช่วยกันออกค่าใช้จ่ายในการเจาะน้ำ 1 บ่อ แล้วบริหารจัดการใช้น้ำร่วมกัน

5. ข้อสำคัญในการสูบใช้น้ำจากบ่อน้ำ ต้องได้รับการแนะนำให้ใช้อย่างถูกต้องตามธรรมชาติของน้ำใต้ดิน คือเมื่อมีการทดสอบปริมาณการให้น้ำของแต่ละบ่อ จะมีการแนะนำเรื่องของการสูบใช้น้ำ เช่น ระยะเวลาและปริมาณการสูบ เพื่อรักษาความสมดุลของระบบน้ำใต้ดิน มีความสำคัญต่อการใช้น้ำให้ยั่งยืน

โดยสรุป การร่วมมือกันเพื่อสู้ภัยแล้ง แก้ปัญหาให้กับชุมชนช่องสาริกา ต้องประกอบด้วยอย่างน้อย 3 ฝ่าย จึงจะให้ผลสัมฤทธิ์ที่ยั่งยืน ดังตัวอย่างของการร่วมมือของชุมชน หมู่ที่ 9 และ หมู่ที่ 13 ประกอบกับมีงบประมาณ จาก อบต. สนับสนุน หรืออาจร่วมมือกันออกค่าจ่ายในการเจาะน้ำใต้ดิน มีหน่วยงานวิชาการมืออาชีพ อย่างหน่วยวิจัยสำรวจธรณีประยุกต์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่มีประสบการณ์และเครื่องมือขั้นสูงด้านการสำรวจแหล่งน้ำใต้ดิน ช่วยชี้ตำแหน่งที่มีตาน้ำหรือชั้นน้ำใต้ดิน ตัวจักรที่สำคัญคือ หน่วยงานเอกชนในท้องถิ่น อย่าง บริษัท เบทาโกร (ประเทศไทย) จำกัด ที่ช่วยประสานงานทุกๆ ด้าน รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน จึงทำให้การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภค บริโภค รวมทั้งนำไปใช้ด้านการเกษตรของชุมชนบรรลุผล

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยสำรวจธรณีประยุกต์ ภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทร. (081) 496-9744 Email : fscidss@ku.ac.th, desell@yahoo.com

.

เอกสารอ้างอิง

ดีเซลล์ สวนบุรี, พงศธร ลีสัมพันธ์ และ บุญยฤทธิ์ โสมนัส. 2550. การประยุกต์เทคนิคการสร้างภาพค่าสภาพต้านไฟฟ้าเชิง 2 มิติ บริเวณพื้นที่ศักยภาพน้ำบาดาลต่ำ การประชุมวิชาการ ทรัพยากรน้ำบาดาล ครั้งที่ 2 ประจำปี 2550, 26-27 กันยายน 2550, โรงแรมมิราเคิลแกรนด์, กรุงเทพฯ

Suanburi, D. 2010. Resistivity Scanning Technique: A New Approach for Effective Groundwater Investigation, Proceeding of the 5th International Conference on Applied Geophysics, 11-13 November 2010, Phuket, Thailand.

โฆษณา

หม่อนไหมดี ที่อีสาน

Published พฤศจิกายน 2, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05068010658&srcday=2015-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 600

เก็บมาเล่า

ธงชัย พุ่มพวง

หม่อนไหมดี ที่อีสาน

เมื่อเร็วๆ นี้ กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดทำโครงการสื่อมวลชนสัญจร ครั้งที่ 1 ที่จังหวัดมุกดาหาร ศรีสะเกษ และจังหวัดบุรีรัมย์ ทำให้ผู้เขียนทราบว่า กรมหม่อนไหม มีผลงานที่สนับสนุนแก่เกษตรกรในพื้นที่อีกมากมาย ช่วยให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่ม มีรายได้หลักจากการปลูกหม่อนและทอผ้าไหม แต่ละจังหวัดแต่ละพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน จนกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำถิ่น

ผ้าไหมหมักโคลน มุกดาหาร

ผ้าหมักโคลน เป็นวิธีการหนึ่งของการเปลี่ยนสีเส้นใยธรรมชาติของไหมและฝ้าย นิยมทำกันมากในท้องถิ่นชาวภูไท อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร เนื่องจากสภาพแวดล้อมของชุมชนแห่งนี้ ล้อมรอบด้วยภูเขา ป่าไม้ สายน้ำ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแหล่งอาหาร จากการบอกเล่าของบรรพบุรุษทราบว่า ประมาณสมัยรัชกาลที่ 3 สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการทิ้งระเบิดลงบริเวณนี้จนเกิดเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ จึงเรียกว่า หนองสูง เนื้อดินในหนองสูงเป็นเนื้อดินละเอียด ไม่มีกรวดทรายเจือปน โคลนตมที่เกิดจากพืชและสัตว์สะสมกันเป็นเวลานาน เมื่อนำมาพอกร่างกายแล้วจะรู้สึกชุ่มชื่นกระปรี้กระเปร่า และด้วยวิถีชีวิตชาวบ้าน ได้ใช้น้ำโคลนตมจากปลักควายมาหมักเสื้อผ้า เชื่อว่ามีสรรพคุณทางยา เป็นสมุนไพรรักษาโรคผิวหนัง จึงเกิดเป็นภูมิปัญญาผ้าหมักโคลนบ้านหนองสูง วิธีการหมักโคลนเริ่มต้นจากการต้มเปลือกไม้ 1-2 กิโลกรัม ต้มกับน้ำ 10 ลิตร เคี่ยวจนน้ำลดเหลือ 3 ใน 4 ส่วน ใช้ผ้าขาวกรองเปลือกไม้ออก นำเส้นไหมลงแช่ในน้ำสี นำไปตั้งไฟจนเดือด จึงยกเส้นไหมออกนำไปล้างน้ำสะอาด นำโคลนที่เตรียมไว้คลุกกับน้ำจนได้ที่ นำผ้าขาวมากรองเอาแต่โคลน นำเส้นไหมที่ย้อมเสร็จแล้วมาคลุกลงในน้ำโคลน ใช้มือขยำ ประมาณ 30 นาที ล้างออกด้วยน้ำสะอาด บิดให้หมาดๆ นำไปตากแดดร่มรำไรจนแห้ง จากนั้นจึงถึงขั้นตอนการทอผ้าต่อไป

ผ้าไหมเก็บบ้านเมืองหลวง

ผ้าไหมเก็บบ้านเมืองหลวง เป็นผ้าไหมที่มีแหล่งกำเนิดที่ตำบลเมืองหลวง อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ มีลักษณะเด่นที่แตกต่างจากผ้าไหมแหล่งอื่นๆ คือ เส้นไหมที่ใช้ในการทอผ้าใช้เส้นไหมพื้นบ้านทั้งเส้นพุ่งและเส้นยืน มีการย้อมสีธรรมชาติด้วยมะเกลือและสมุนไพรที่มีอยู่ในท้องถิ่นสลับการหมักโคลนซ้ำๆ กันหลายครั้ง ทำให้มีกลิ่นหอมติดทนนาน เนื้อผ้ามีความแน่นและมีการทิ้งตัว มีความอ่อนนุ่มและเลื่อมมันจากเส้นไหมพื้นเมือง ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมเก็บ มีการเย็บและปักลวดลายสีสันต่างๆ เรียกว่า “การแซว” มีทั้งลวดลายโบราณและลายประยุกต์จากภูมิปัญญาดั้งเดิม ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมทอจากกี่แบบพื้นบ้านทอมือ ทอลายในตัว มีชื่อเรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า ผ้าเหยียบ เป็นวิธีการทอผ้าให้มีลาย โดยใช้เท้าเหยียบก้านไม้ด้านล่างของกี่ทอผ้า เพื่อดึงตะกอแต่ละอันให้เกิดเป็นลายบนผืนผ้า หรือบางครั้งก็เรียก ผ้าเก็บ เป็นการสร้างลายในการทอผ้าเช่นกัน หรือเป็นลายลูกแก้ว ลายขนมเปียกปูนใหญ่เล็กซ้อนกันเป็นจุดๆ กระจายทั้งผืนผ้า

ชุมชนหัวสะพาน

หมู่บ้านปลูกหม่อนเลี้ยงไหม

ดีเด่น ระดับประเทศ ปี 2557

ชุมชนหัวสะพาน ตำบลบ้านยาง อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ ประกอบด้วย 5 หมู่บ้าน คือ บ้านน้อย หมู่ที่ 3 บ้านหัวสะพาน หมู่ที่ 5 หมู่ที่ 13 หมู่ที่ 14 และบ้านหัวสะพานใหม่ หมู่ที่ 18 จำนวน 463 ครัวเรือน 2,480 คน ชุมชนหัวสะพานเริ่มต้นเมื่อประมาณ ปี 2412 เป็นชุมชนที่ย้ายมาจากบ้านมะกอก บ้านแม็กดำ อำเภอพยัคภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม มีภูมิปัญญาการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมาตั้งแต่บรรพบุรุษ มีการปลูกหม่อนนำมาเลี้ยงไหมเพื่อการถักทอเสื้อผ้า ใช้ในงานบุญและงานประเพณีที่สำคัญของหมู่บ้าน จนกระทั่ง ปี 2535 ศูนย์ขยายพันธุ์ไหมที่ 3 และสถานีทดลองไหม จังหวัดบุรีรัมย์ ได้เข้าไปส่งเสริมพัฒนาอาชีพอย่างจริงจัง มีสมาชิก 30 ราย พื้นที่ปลูกหม่อน 20 ไร่ มีรายได้จากการจำหน่ายเส้นไหมและทอผ้าไหมมัดหมี่เป็นอาชีพหลัก

ต่อมา ในปี 2553 เกษตรกรได้รวมตัวกันเป็น “สหกรณ์ผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมบ้านหัวสะพาน จำกัด” สมาชิกบางรายที่ปลูกข้าวไม่ประสบผลสำเร็จ ได้เปลี่ยนอาชีพเป็นการปลูกหม่อนเป็นรายได้หลักทดแทนการทำนา จนถึงปัจจุบันมีสมาชิกเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ ในปี 2557 พื้นที่ปลูกหม่อนมีประมาณ 900 ไร่ รายได้หลักจากการจำหน่ายใบหม่อน ปีละ 50 ตัน และผลผลิตเส้นไหม ปีละ 8 ตัน หรือประมาณ 12 ล้านบาท ต่อปี ผ้าไหม ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ ประมาณ 5 ล้านบาท โดยสรุป มีรายได้จากหม่อนไหม ประมาณ 52,540 บาท ต่อครัวเรือน สินค้าที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักแพร่หลายคือ ผ้าซิ่นตีนแดง เอกลักษณ์หนึ่งของผ้าไหมบุรีรัมย์ คณะกรรมการประกอบด้วย คุณวันทนา เพียวงค์ คุณเครือวัลย์ สินไธสง คุณกัญญาวีร์ สวัสดิ์ไธสง คุณวาสนา รอบเขตรัมย์ คุณสำรวย ดวงแก้ว คุณโกวิล วิศิษฎ์ศิลป์ คุณประยูร กาลจักร คุณลำยวง สิทธานนท์ คุณเพ็ญสี โกนไธสง คุณทองปัด เศษไธสง คุณหนูกาย โสไธสง และ คุณจำปี เศษจิต

ชุมชนหัวสะพาน ยึดอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็นอาชีพหลัก มีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มเพื่อให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในหมู่สมาชิก มีการอนุรักษ์และสืบทอดภูมิปัญญาด้านหม่อนไหมและทอผ้า การจัดการสิ่งแวดล้อมภายในหมู่บ้านและชุมชน และอื่นๆ จนเป็นแหล่งเรียนรู้การศึกษาดูงานแก่เกษตรกรรายอื่นๆ จึงได้รับการยกย่องให้เป็นหมู่บ้านตัวอย่างการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมดีเด่น ระดับประเทศ ประจำปี 2557

อีกทั้งในอำเภอพุทไธสงยังได้รับการคัดเลือก คุณรุจาภา เนียนไธสง บ้านเลขที่ 95 หมู่ที่ 14 ตำบลบ้านยาง อำเภอพุทไธสง ให้เป็นเกษตรกรดีเด่น สาขาปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ประจำปี 2557 อีกด้วย

กรมหม่อนไหม ยื่นขึ้นทะเบียน GI

“ผ้าไหมมัดหมี่ซิ่นตีนแดงบุรีรัมย์”

คุณวีณา พงศ์พัฒนานนท์ อธิบดีกรมหม่อนไหม แจ้งว่า กรมหม่อนไหม ดำเนินการพัฒนาและสร้างชื่อเสียงของผ้าไหมไทยให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับสากลเพิ่มมากขึ้น ควบคู่ไปกับการคุ้มครองภูมิปัญญาท้องถิ่น ผ่านระบบการรับรองเครื่องหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI โดยผ้าไหมไทย ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์แล้วมี 3 ประเภท ได้แก่ 1. ผ้าไหมยกดอกลำพูน 2. ผ้าไหมแพรวา กาฬสินธุ์ 3. ผ้าไหมมัดหมี่ชนบท จังหวัดขอนแก่น นอกจากนี้ ยังมีผ้าไหมมัดหมี่ซิ่นตีนแดง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นผ้าไหมไทยที่มีชื่อเสียงทั้งด้านความสวยงามและความมีเอกลักษณ์ ซึ่งกรมหม่อนไหมเล็งเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ คุ้มครองปกป้องภูมิปัญญาท้องถิ่น จึงได้ดำเนินการยื่นเสนอต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อขอขึ้นทะเบียนผ้าไหมมัดหมี่ซิ่นตีนแดง จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์

สำหรับผ้าไหมมัดหมี่ซิ่นตีนแดงบุรีรัมย์ หรือเรียกว่า ซิ่นหมี่ลวด เป็นผ้าเอกลักษณ์ท้องถิ่นของชาวบุรีรัมย์ ผลิตมากในแถบอำเภอพุทไธสง บ้านใหม่ไชยพจน์ และอำเภอนาโพธิ์ จังหวัดบุรีรัมย์ ไม่มีในท้องถิ่นอื่น เป็นผ้าไหมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือทอด้วยไหมทั้งผืนเฉพาะหัวซิ่น และตีนซิ่นจะเป็นสีแดง ตอนกลางของผ้าจะเป็นสีดำลายมัดหมี่ คือลายไม้แทงตาหนู (ไม้ขัดตาหนู) สีประกอบ ได้แก่ สีขาว เหลือง เขียว แดง ลักษณะการทอ จะทอเป็นผืนเดียวกัน ไม่ใช้การตัดต่อระหว่างหัวซิ่นและตีนซิ่น สมัยโบราณจะทอให้เด็กและวัยรุ่นนุ่ง เพราะเป็นผ้าที่มีลายและสีสดใส ต่อมาได้ปรับปรุงพัฒนาการทอให้เป็นผ้าผืนใหญ่ กว้างและยาวขึ้น จึงใช้ฟืมที่มีขนาดหน้ากว้างเพิ่มขึ้นและใช้ไหมน้อยเป็นวัตถุดิบในการทอ

การทำผ้าไหมมัดหมี่ซิ่นตีนแดงบุรีรัมย์ มีความยุ่งยากกว่ามัดหมี่ชนิดอื่น โดยเฉพาะช่วงที่เป็นหัวซิ่นและตีนซิ่น จึงไม่ค่อยนิยมทำกัน และเกือบจะสูญหายไป แต่ได้มีการรณรงค์ให้ประชาชนหันมาผลิตและใช้แต่งกายในงานประเพณีสำคัญ เช่น บุญบั้งไฟ งานสงกรานต์ ลอยกระทง และกิจกรรมต่างๆ ทำให้กลับมาได้รับความนิยมในท้องถิ่นอีกครั้ง และในปี พ.ศ. 2546 ผ้าไหมมัดหมี่ซิ่นตีนแดงบุรีรัมย์ยังได้รับการคัดเลือกให้เป็นผ้าวัฒนธรรมประจำจังหวัดบุรีรัมย์

“ความคืบหน้าการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ผ้าไหมมัดหมี่ซิ่นตีนแดงบุรีรัมย์ ขณะนี้กรมหม่อนไหมได้ยื่นขอขึ้นทะเบียนต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาไปแล้ว และอยู่ระหว่างขั้นตอนการดำเนินการเพื่อประกาศขึ้นทะเบียน ซึ่งผลที่จะได้รับหลังจากขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ นอกจากจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าไหมไทย สร้างชื่อเสียงและการยอมรับผ้าไหมไทยในเวทีโลกแล้ว ยังเป็นการคุ้มครองวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่ต่อไปได้อีกด้วย” อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าว

“ร้านค้าชุมชนท่าเสา” วิสาหกิจชุมชนดีเด่นของประเทศ

Published สิงหาคม 4, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05100010458&srcday=2015-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 596

เก็บมาเล่า

รันตี วงศ์ตะนาวศรี

“ร้านค้าชุมชนท่าเสา” วิสาหกิจชุมชนดีเด่นของประเทศ

สวัสดีค่ะ ในช่วงนี้แวดวงเกษตรในบ้านเรามีปัญหามากมาย หลักๆ ก็หนีไม่พ้นเรื่องการตลาด สินค้าเกษตรหลากหลายรายการราคาตกต่ำ คลำหาทางไม่เจอ จนเกษตรกรหลายรายท้อแท้อยากจะหนีไปอยู่ดาวอังคารซะให้รู้แล้วรู้แรดไป หลายรายก็บอกว่ามีลงก็ต้องมีขึ้น ไม่รู้ว่าเป็นการปลอบใจตัวเองเกินไปหรือเปล่า เพราะสินค้าเกษตรหลายตัวของเรา อนาคตไม่ค่อยงดงามจากการที่จีนขยับปรับตัวมาเป็นผู้ผลิตรายใหญ่เสียเอง ไม่ว่าจะลงทุนปลูกในจีนเองหรือไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านของเรา รันตีก็ได้แต่หวังว่าผู้นำจะนำพาเราพี่น้องเกษตรกรไปได้ถูกทาง และชี้ทางที่ถูกให้อย่างจริงใจค่ะ ฉบับนี้รันตีจะพาท่านไปพบกับชุมชนแห่งหนึ่งที่ความคิดและการกระทำของชุมชนแห่งนี้ได้แสดงออกมาจนเป็นที่ประจักษ์ไปทั่วประเทศ

วิสาหกิจชุมชน

ก่อนอื่นรันตีขออธิบายคำว่า “เศรษฐกิจชุมชน” คำนี้ผู้รู้ กูรู หลายคนเขียนไว้ว่า ภายใต้ประเทศไทยเราดำเนินเศรษฐกิจไปใน 2 ลักษณะพร้อมกันคือ เศรษฐกิจแบบทุนนิยม และเศรษฐกิจแบบชุมชน ที่เห็นได้ชัดจากการที่รัฐยกระดับให้เป็นนโยบายคือ เรื่องวิสาหกิจชุมชน คำว่า วิสาหกิจชุมชนนี้สำหรับคนที่ยังไม่เข้าใจ รันตีขอยกความหมายโดยสรุปของคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนที่ให้ไว้ว่า วิสาหกิจชุมชน คือการประกอบการเพื่อการจัดการ “ทุนของชุมชน” อย่างสร้างสรรค์เพื่อการพึ่งตนเอง ตัวเลขของภาครัฐล่าสุด (เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2557) รายงานไว้ว่า มีวิสาหกิจชุมชนจดทะเบียนถูกต้องอยู่ทั่วประเทศถึง 72,700 แห่ง นับรวมจำนวนพี่น้องคนไทยที่เกี่ยวข้องในวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ รวม 1,266,678 คน จากตัวเลขนี้ พี่น้องผู้อ่านทุกท่านคงทราบแล้วว่ามีผู้คนจำนวนไม่น้อยเกี่ยวพันอยู่กับวิสาหกิจชุมชน รันตีจึงอาสาพาท่านไปพบกับวิสาหกิจชุมชนดีเด่นของประเทศค่ะ

ความเป็นมา

คุณพิพัฒน์ แก้วจิตคงทอง รองประธานวิสาหกิจชุมชนศูนย์สาธิตการเกษตรร้านค้าชุมชน ตำบลท่าเสา อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี เล่าว่า “ชาวบ้านส่วนใหญ่ในตำบลนี้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและปศุสัตว์ ในช่วงที่ผ่านมา พื้นที่ตำบลท่าเสาประสบปัญหามากมาย จากการเก็บข้อมูลรายครัวเรือน พบว่า ประชากรมีความหลากหลายของผู้คนที่อพยพมาจากที่ต่างๆ รวมถึงประชาชนที่ถือสัญชาติมอญ พม่า กะเหรี่ยง ทั้งปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน และผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ ทำให้สินค้าในชุมชนไม่สามารถจำหน่ายได้คุ้มทุนที่ลงไปค่อนข้างสูง ทำให้ประชาชนมีหนี้สินเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบหลายด้าน จากข้อมูลดังกล่าวจึงมีแนวคิดที่จะทำให้ชุมชนสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย จึงตั้ง “ร้านค้าชุมชน” ขึ้น แนวคิดเบื้องต้นในการตั้งร้านค้าชุมชน เราเริ่มด้วยการให้บริการ การส่งเสริม การลดต้นทุนการผลิต ลดการถูกเอารัดเอาเปรียบด้านราคาสินค้า เป็นการสนับสนุนให้สมาชิกหลุดพ้นจากภาวะหนี้สินนอกระบบ โดยใช้กระบวนการออมทรัพย์ มีการจัดทำบัญชีและมีสวัสดิการให้กับสมาชิก ทำให้สามารถลดรายจ่ายในครัวเรือนลง มีเงินออมมากขึ้น หนี้สินหมดไป มีการจำหน่ายสินค้าราคาถูกที่ชุมชนต้องการและเป็นตลาดจำหน่ายสินค้าเกษตร สินค้าเกษตรแปรรูปที่ชุมชนผลิตขึ้น แล้วนำมาจำหน่ายที่ร้านค้าชุมชนที่เกิดจากการลงทุนโดยการถือหุ้นตามกำลังทรัพย์ของสมาชิก และร้านค้าชุมชนยังทำหน้าที่เป็นสถาบันการเงินชุมชน สนับสนุนการออมและเป็นแหล่งทุนประกอบการของสมาชิกด้วย

ร้านค้าชุมชนที่สนับสนุนธุรกิจในชุมชน

คุณพิพัฒน์ เล่าต่อไปว่า “ศูนย์สาธิตการเกษตรร้านค้าชุมชน ตำบลท่าเสา จัดตั้งเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2544 เป็นร้านค้าเล็กๆ ที่ต้องการเป็นตลาดให้กับเกษตรกรในชุมชนที่ได้มีการจัดตั้งกลุ่มอาชีพเอาไว้ก่อนแล้วหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มผู้เลี้ยงโคเนื้อ-โคขุน กลุ่มเกษตรอินทรีย์ กลุ่มแม่บ้านแปรรูปพริกแกง กลุ่มปุ๋ยอินทรีย์ กลุ่มไม้ดอกไม้ประดับ กลุ่มเลี้ยงไก่พื้นเมือง-ไก่พันธุ์ไข่ ที่แต่ละกลุ่มก็มีความต้องการตลาดที่แน่นอนของตนเอง ตรงนี้จึงเป็นศูนย์กลาง เป็นตลาดกลางที่รับผลผลิตจากกลุ่มต่างๆ ในชุมชนมาขาย” คุณพิพัฒน์ บอกว่า “เมื่อเริ่มตั้งศูนย์สาธิตการเกษตรร้านค้าชุมชน ตำบลท่าเสา มีสมาชิกเริ่มแรก 65 คน มีหุ้น 800 หุ้น หุ้นละ 100 บาท หลังจากขายได้ 6 เดือน สรุปยอดรายรับรายจ่าย ผลเป็นที่น่าพอใจ ทำให้สมาชิกสนใจซื้อหุ้นเพิ่มมากขึ้นเป็น 8,000 หุ้น เงินจากการขายหุ้นส่วนหนึ่งซื้อที่ดินและช่วยกันก่อสร้างอาคารร้านค้า ปัจจุบันมีที่ดินเพิ่มขึ้นและมีการก่อสร้างอาคารเพิ่มเติมตามจำนวนสินค้าที่เพิ่มมากขึ้น จากนั้นกลุ่มจึงได้จดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน ภายใต้ชื่อ “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์สาธิตการเกษตรร้านค้าชุมชน” ความตั้งใจของเราคือ เน้นการสนับสนุนให้เกิดเครือข่ายร้านค้าชุมชนขึ้นในระดับตำบล เพื่อรองรับการผลิตและการบริโภคในชุมชน ใช้รูปแบบเดียวกันกับร้านสะดวกซื้อ แต่ต่างกันที่สินค้าที่นำมาจำหน่ายในร้านนั้นจะต้องนำมาจากสินค้าของสมาชิกก่อนเป็นอันดับแรก ที่เหลือจึงจะเป็นการนำสินค้าทั่วไปที่ต้องกินต้องใช้ในชีวิตประจำวันและพนักงานขายในร้านก็ต้องเป็นลูกหลานของสมาชิกเท่านั้น”

เข้าหาทุนใหญ่-จัดสวัสดิการให้กับคนในชุมชน

คุณพิพัฒน์ เล่าว่า “ปัจจุบันมีหุ้นทั้งหมด 49,875 หุ้น รวมเป็นเงินกว่า 4 ล้านบาท มีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 559 คน มีการพัฒนาระบบการระดมทุน เช่น การออม การถือหุ้น และมีการตั้งคณะทำงานระดับจังหวัดเพื่อดูแลและสนับสนุนการพัฒนาระบบทุนเพื่อเชื่อมโยงการผลิต การรวบรวมสินค้าและการจัดส่งอย่างครบวงจร ทุกสิ้นปีมีการจ่ายเงินคืนให้กับสมาชิกที่ซื้อสินค้าในร้านค้า ร้อยละ 1 บาท และปันผลคืนให้สมาชิก ร้อยละ 12-13 บาท ต่อ 1 หุ้น และมีการจัดสรรผลกำไรที่เกิดขึ้นคือ

การปันผลให้กับสมาชิกที่ถือหุ้น ร้อยละ 50

สมทบเป็นทุนดำเนินการของร้านค้าชุมชน ร้อยละ 20

สมทบกองทุนสวัสดิการร้านค้าชุมชนและส่งเสริมกลุ่มอาชีพ ร้อยละ 15

ค่าตอบแทนคณะกรรมการ ร้อยละ 15

นอกจากนั้น เรายังไม่กังวลทุนใหญ่ หรือบริษัทใหญ่จะมาทำลายธุรกิจชุมชนของเรา โดยการสำรวจคนในชุมชนว่ามีความต้องการอะไร ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่จะเข้าไปซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจากร้านยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ในราคาที่สูง จึงมีแนวคิดทำโครงการนี้ขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือคนในชุมชนให้ได้ใช้ของถูก โดยคัดเลือกสินค้าที่ถูกที่สุดจากซัพพลายเออร์แต่ละรายมาจำหน่าย โดยไปหารือกับซัพพลายเออร์รายใหญ่ เพื่อป้อนสินค้าให้ร้านค้า ให้คณะกรรมการติดต่อซื้อสินค้าโดยตรงกับบริษัทหรือโรงงานผลิตสินค้า เพื่อให้ได้ราคาต่ำกว่าท้องตลาดและได้สินค้ามีคุณภาพพร้อมมาสนองความต้องการของคนในชุมชน ทำให้มีเงินทุนหมุนเวียนอยู่ในชุมชนของเรา” คุณพิพัฒน์ เล่าว่า “นอกจากดูแลกันในเรื่องลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ในชุมชนแล้ว กลุ่มวิสาหกิจชุมชนยังได้มีการจัดสวัสดิการให้กับคนในชุมชน ตั้งแต่เกิดจนตาย อาทิ กองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ ให้สวัสดิการแก่ครอบครัวสมาชิกผู้เสียชีวิต ศพละ 12,500 บาท ให้กับสมาชิกที่ป่วยจนต้องนอนโรงพยาบาล คืนละ 50 บาท ทุนการศึกษาให้แก่โรงเรียนในชุมชนปีละ 20,000 บาท สนับสนุนชุดนักเรียน นักศึกษา แก่บุตรสมาชิก ปีละ 10,000 บาท ให้ทุนแก่ผู้ด้อยโอกาส ผู้สูงอายุ ผู้พิการ เด็กในทุกปี รวมถึงกิจกรรมสาธารณประโยชน์ สิ่งต่างๆ ที่พวกเราร่วมกันทำ ทำให้สมาชิกทุกคนมีความรู้สึกเป็นเจ้าของและกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นเพื่อพัฒนาธุรกิจชุมชนของเราให้ดีขึ้น”

ชื่อเสียงโด่งดัง รางวัลมากมาย

คุณอำนาจ เนาวบุตร เกษตรอำเภอไทรโยค เป็นอีกคนหนึ่งที่มีส่วนร่วมในการสร้างศูนย์สาธิตการเกษตรร้านค้าชุมชน ตำบลท่าเสา มาตั้งแต่ต้น เล่าว่า “เราร่วมมือกันสร้างวิสาหกิจชุมชนนี้มาได้ระยะหนึ่งก็ได้เห็นความร่วมมือร่วมใจกันจากคนในชุมชนจนธุรกิจไปได้ดี สร้างความมั่นคงในด้านรายได้ ด้านอาชีพขึ้นในชุมชนอย่างแท้จริง ผมจึงสนับสนุนให้ศูนย์สาธิตการเกษตรร้านค้าชุมชน ตำบลท่าเสา ได้เข้าประกวดในระดับต่างๆ จนได้รับรางวัลตอบแทนความสำเร็จมามากมาย รางวัลที่เราภาคภูมิใจกันมากก็คือ รางวัลชนะเลิศวิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับประเทศ ปี พ.ศ. 2557 จากกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เราเป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้น”

หลังจากต่อสู้อย่างจริงจังมากว่า 10 ปี วันนี้ความร่วมมือของผู้คนในชุมชน ความจริงใจต่อกันของหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับคนในชุมชนได้แสดงผลออกมาเป็นที่ยอมรับของคนในประเทศ วันนี้ศูนย์สาธิตการเกษตรร้านค้าชุมชน ตำบลท่าเสา ได้เป็นมากกว่าร้านค้าเล็กๆ ในชุมชนที่ค่อนข้างห่างไกลเมืองใหญ่ แต่วันนี้ที่นี่ได้เป็นแหล่งเรียนรู้ของผู้คนทุกระดับทั้งภาครัฐและเอกชน นักเรียน นักศึกษา ตั้งแต่ ป.1 จนถึงปริญญาเอก ให้ความสนใจเข้ามาเรียนรู้ทำความเข้าใจในสิ่งที่ผู้คนในชุมชนได้ร่วมกันทำมา รันตีขอเป็นกำลังใจเล็กๆ ให้ศูนย์สาธิตการเกษตรร้านค้าชุมชน ตำบลท่าเสา เดินหน้าต่อไปอย่างถูกทาง เพื่อประโยชน์ของคนส่วนรวมต่อไปค่ะ

ปอเทือง ปลูก 1 ครั้ง ได้ประโยชน์ 3 อย่าง

Published กรกฎาคม 30, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05030150358&srcday=2015-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 595

เก็บมาเล่า

ปอเทือง ปลูก 1 ครั้ง ได้ประโยชน์ 3 อย่าง

“เบิกดิน เบิกฟ้า” ปีดินสากล เพื่อการพัฒนาที่ดิน สู่วิถีพอเพียง เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นโดย สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 5 และสถานีพัฒนาที่ดินขอนแก่น กรมพัฒนาที่ดิน ที่บ้านขามป้อม ตำบลขัวเรียง อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น โดยมี นายธนิตย์ เอนกวิทย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดไปเมื่อเร็วๆ นี้

นายภิญโญ สุวรรณชนะ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 5 กล่าวว่า เป้าหมายของการจัดงานในครั้งนี้ เพื่อรณรงค์ส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการเผาตอซังพืช มาเป็นการไถกลบตอซังและไถกลบปุ๋ยพืชสด เพื่อลดผลกระทบต่างๆ จากการเผาตอซังพืช และเป็นการปรับปรุงบำรุงดินให้อุดมสมบูรณ์ เพื่อเพิ่มพูนผลผลิตและรายได้ ทำให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

โดยหนึ่งในปุ๋ยพืชสดที่น่าสนใจ ซึ่งสำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 5 และสถานีพัฒนาที่ดินขอนแก่นได้ดำเนินการส่งเสริมให้ปลูกในพื้นที่แห่งนี้คือ ปอเทือง ด้วยมีศักยภาพสูง สามารถปลูกได้ทั้งในที่ดอน และที่ราบลุ่ม

การส่งเสริมให้ปลูกปุ๋ยพืชสดเพื่อฟื้นดินให้มีอินทรียวัตถุ เป็นเทคโนโลยีที่พบว่าเห็นผลชัดเจนที่สุด ในการช่วยแก้ปัญหาดินเสื่อมโทรมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงเป็นวิธีการที่ลงทุนน้อยที่สุด

ผอ. ภิญโญ กล่าวอีกว่า ปอเทือง เป็นหนึ่งในปุ๋ยพืชสดที่น่าสนใจ และกรมพัฒนาที่ดินได้ดำเนินการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกปุ๋ยพืชสดมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันจากผลการส่งเสริมพบว่ามีการปลูกปอเทืองเพิ่มมากขึ้นทุกปี โดยในปีนี้เฉพาะในเขตจังหวัดขอนแก่นมีการปลูกปอเทืองไม่ต่ำกว่า 20,000 ไร่

โดยการสนับสนุนนั้น ผอ. สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 5 กล่าวว่า จะเริ่มต้นด้วยการจัดฝึกอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรก่อน เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับการปลูกและดูแล จากนั้นจะเข้าไปสนับสนุนให้ปลูกปุ๋ยพืชสดลงในพื้นที่ ด้วยการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ให้กับเกษตรกร รวมถึงการจัดตั้งธนาคารเมล็ดพันธุ์ขึ้นในพื้นที่ด้วย

“เกษตรกรที่มีการปลูกปุ๋ยพืชสด โดยเฉพาะ ปอเทือง จะพบว่า รอบปีต่อไปในการปลูกข้าวหรือพืชเกษตรอย่างอื่นจะมีคุณภาพดีขึ้นและได้รับผลผลิตมากขึ้น ที่สำคัญอีกประการคือ ทำให้สามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้ถึงครึ่งหนึ่งจากที่ใช้ปกติ และหากมีการปลูกอย่างต่อเนื่อง 4-5 ปี ถึงขั้นอาจจะไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีเลยก็ได้” ผอ. ภิญโญ กล่าว

การปลูกปอเทืองนั้น ในพื้นที่ 1 ไร่ จะใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 5 กิโลกรัม คิดเป็นต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์ อยู่ที่ประมาณ 100 กว่าบาทเท่านั้น และเมื่ออายุได้ 60 วัน สามารถไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสดได้ จากการคำนวณพบว่า ในพื้นที่ 1 ไร่ จะได้ปริมาณปุ๋ยพืชสดถึง 5,000 กิโลกรัม หากเทียบเป็นปริมาณเนื้อปุ๋ยเคมีแล้ว จะอยู่ที่ 20-25 กิโลกรัม

“อย่างการปลูกปอเทือง ที่บ้านขามป้อมนี้ จะเริ่มหลังจากการเกี่ยวข้าวแล้ว โดยการนำเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาที่ดินมาหว่านลงไป และใช้ความชื้นที่ยังมีอยู่ในดิน ช่วยทำให้เมล็ดงอก และเมื่อต้นอายุ 60 วัน ก็ทำการไถกลบเท่านั้น”

แต่อย่างไรก็ตาม มีคำแนะนำจาก ผอ. ภิญโญ ว่า ถ้าปลูกปอเทืองในพื้นที่นั้นติดต่อกัน ประมาณ 5 ปี ควรมีการหยุดปลูกสักปีหนึ่ง ด้วยมีสาเหตุมาจาก จะมีปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไป ทำให้ธาตุอาหารในดินไม่สัมพันธ์กัน แต่หลังจากนั้นสามารถปลูกได้เหมือนเดิม

นอกจากการปลูกเพื่อปรับปรุงบำรุงดินแล้ว ยังมีการปลูกเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ปอเทืองจำหน่ายคืนให้กับสถานีพัฒนาที่ดิน ซึ่งจะมีการกำหนดมาตรฐานของเมล็ดพันธุ์ไว้ โดยราคาที่รับซื้อนั้น อยู่ที่กิโลกรัมละ 16-20 บาท ขึ้นอยู่กับคุณภาพเมล็ดพันธุ์

“วันนี้แหล่งรับซื้อเมล็ดพันธุ์ปอเทือง ไม่ได้มีแต่เพียงสถานีพัฒนาที่ดินของกรมพัฒนาที่ดินเท่านั้น ยังมีบริษัทเอกชน สมาคมชาวไร่อ้อย ก็เข้ามาซื้อด้วยเช่นกัน”

“วันนี้เทคโนโลยีเกี่ยวกับการปลูกปอเทืองเพื่อเก็บเมล็ดนั้นมีความก้าวหน้ามากขึ้น โดยล่าสุดที่พบคือ มีการใช้วิธีการตัดลำต้นปอเทือง ที่อายุประมาณ 50 วัน โดยตัดออกประมาณครึ่งต้น การตัดนี้จะเป็นการช่วยกระตุ้นให้ต้นปอเทืองแตกแขนงออกมามากขึ้น ซึ่งมีผลทำให้เกิดการออกดอกติดเมล็ดเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเทคนิคนี้กำลังเป็นที่นิยมของเกษตรกรที่ปลูกปอเทืองเพื่อเก็บเมล็ดจำหน่าย”

ประการสุดท้าย การปลูกปอเทือง ยังได้ประโยชน์ในแง่ของการท่องเที่ยวได้ด้วย ด้วยเป็นพืชที่ให้ดอกสีเหลือง เมื่อปลูกเต็มพื้นที่จะให้ความสวยงามมากในช่วงออกดอก และสามารถกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวให้ผู้สนใจได้มาถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ดังเช่นพื้นที่ของบ้านขามป้อมในวันนี้

ดังนั้น หากสนใจการปลูกปอเทือง เพื่อเป็นปุ๋ยพืชสด ติดต่อขอคำแนะนำได้ที่ สถานีที่ดินจังหวัดขอนแก่น โทร. (043) 246-759

นำร่องศรีสะเกษ จัดรูปที่ดิน แก้ปัญหาแหล่งน้ำทางการเกษตร

Published กรกฎาคม 27, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05089010358&srcday=2015-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 594

เก็บมาเล่า

สุจิต เมืองสุข

นำร่องศรีสะเกษ จัดรูปที่ดิน แก้ปัญหาแหล่งน้ำทางการเกษตร

การทำงานของกรมชลประทาน ที่เห็นโดดเด่นและชัดเจนต้องพุ่งเป้าไปที่การบริหารและการจัดการระบบน้ำภายในประเทศทั้งหมด รวมไปถึงระบบการบริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำหลักและรอง ที่จะสืบเนื่องไปถึงระบบการทำการเกษตรที่ดีของประเทศเกษตรกรรมอย่างบ้านเราด้วย

การจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและงานก่อสร้างคันและคูน้ำ เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบชลประทานเพื่อการเกษตรกรรมด้านหนึ่ง ที่เรียกได้ว่ามีความสำคัญ เพราะเมื่อปัจจัยหลักของการทำเกษตรกรรมคือ น้ำ มีความพร้อม ประสิทธิภาพการทำเกษตรกรรมก็จะเกิดขึ้นได้ชัด

จากข้อมูลของกรมชลประทาน พบว่ามีการพัฒนาระบบชลประทานไปทั่วประเทศแล้ว 1,961,151 ไร่ มีงานก่อสร้างคันและคูน้ำ 10,772,286 ไร่ แต่ตัวเลขมากเช่นนี้ ไม่ได้หมายความว่า ระบบน้ำจะเข้าถึงแปลงเกษตรกรรมทุกแปลง ทำให้ส่วนงานจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและงานก่อสร้างคันและคูน้ำ กรมชลประทาน จำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพ โดยก่อสร้างระบบคูส่งน้ำ คูระบายน้ำ ทางลำเลียงในไร่นาให้ครอบคลุมทุกแปลงเพาะปลูก รวมถึงการปรับพื้นที่และจัดรูปแบบแปลงเพาะปลูก

พื้นที่สูบน้ำด้วยไฟฟ้า ตำบลโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ เป็นพื้นที่ประเดิมนำร่องจัดรูปที่ดินของภาคอีสาน และเพิ่งแล้วเสร็จสมบูรณ์ทั้งระบบ เมื่อปลายปี 2557 ที่ผ่านมา

คุณสิริวิชญ กลิ่นภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง กรมชลประทาน ให้ข้อมูลว่า การจัดรูปที่ดินฯ ที่สำคัญที่สุดคือ แหล่งน้ำ หากพื้นที่ใดมีแหล่งน้ำต้นทุนที่มากพอและเพียงพอสำหรับฤดูแล้ง พื้นที่นั้นก็สามารถจัดรูปที่ดินได้

ตำบลโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ มีความพร้อมในการจัดรูปที่ดินฯ และมีปัญหาที่เกษตรกรต้องการให้แก้ไขคือ ในฤดูฝนจะเกิดน้ำหลาก ทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ทำกิน ซึ่งเป็นที่ราบลุ่ม แหล่งเพาะปลูกโดยเฉพาะข้าวนาปีได้รับความเสียหายเป็นประจำ ส่วนฤดูแล้ง แม่น้ำมูลซึ่งเป็นแหล่งน้ำหลักก็แห้งกรัง ไม่สามารถนำน้ำมาใช้ในการเกษตรได้ ยิ่งเมื่อต้องแก้ปัญหาด้วยการใช้เครื่องสูบน้ำ และก่อสร้างสถานีสูบน้ำห้วยสำราญ บ้านโนนจาน น้ำที่ใช้สำหรับการเกษตรก็ยังเข้าถึงไม่เพียงพอในทุกแปลง

สำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง กรมชลประทาน เห็นปัญหาและความพร้อมของการจัดรูปที่ดินฯ จึงเข้าดำเนินการก่อสร้างจัดรูปที่ดินแปลงตัวอย่างขึ้น ในพื้นที่ 1,120 ไร่ โดยใช้แหล่งน้ำต้นทุนในการจัดรูปที่ดินฯ 2 สาย คือ แม่น้ำมูล ด้านทิศเหนือ และห้วยสำราญ ด้านทิศตะวันตก

คุณณัฐกิตติ์ กองรักษา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโพธิ์ กล่าวว่า หลังการจัดรูปที่ดินฯ แล้วเสร็จ จะช่วยให้เกษตรกรมีน้ำเพาะปลูกในฤดูแล้ง ซึ่งเป็นฤดูเดียวที่เป็นความหวังของเกษตรกร เนื่องจากเป็นพื้นที่ราบลุ่มริมแม่น้ำมูล ทำให้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในฤดูฝนยังเกิดขึ้นอยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม เกษตรกรในพื้นที่จัดรูปที่ดินฯ วางแผนปลูกข้าวนาปรัง 2 ครั้ง จากการประเมินน้ำต้นทุนในห้วยสำราญว่ามีปริมาณเพียงพอที่จะสนับสนุนพื้นที่เพาะปลูก โดยยกเลิกการปลูกข้าวนาปี ซึ่งมีความเสี่ยงสูงจากน้ำท่วม

นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโพธิ์ กล่าวอีกว่า การเข้าถึงของน้ำซึ่งเป็นปัจจัยหลักของการทำการเกษตร ก่อนหน้าการจัดรูปที่ดินฯ เข้าไม่ทั่วถึงทุกแปลง หรือเข้าถึงแต่ใช้เวลานาน ทำให้เกิดความสูญเสีย เมื่อการจัดรูปที่ดินฯ แล้วเสร็จ ช่วยลดระยะเวลาการรับน้ำลงไปมากถึง 40 เปอร์เซ็นต์ และค่าใช้จ่ายกระแสไฟฟ้าลดลงถึง 40 เปอร์เซ็นต์ เช่นกัน ผลผลิตที่ได้มีพ่อค้ามารับซื้อถึงแปลง เพราะเมื่อจัดรูปที่ดินฯ แล้ว ทำให้มีถนนตัดผ่านเข้าถึงทุกแปลง เป็นความโชคดีของเกษตรกรในพื้นที่นี้

“หลังจากจัดรูปที่ดินฯ เกษตรกรต้องรับภาระเพิ่มขึ้น ซึ่งสามารถรับได้ คือการเก็บค่าสูบน้ำด้วยไฟฟ้า ไร่ละ 350 บาท แต่ผลที่ได้ตามมาคือ ผลผลิตเฉลี่ยข้าวนาปรังก่อนจัดรูปที่ดินฯ พันธุ์ชัยนาท 1 ประมาณ 700-800 กิโลกรัม ต่อไร่ เมื่อจัดรูปที่ดินฯ แล้ว ผลผลิตเฉลี่ยคาดว่าน่าจะเพิ่มขึ้น 800-1,000 กิโลกรัม ต่อไร่ ส่วนผลผลิตเฉลี่ย พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ประมาณ 350-450 กิโลกรัม ต่อไร่ เห็นได้ชัดว่าเมื่อแหล่งน้ำเข้าถึงแหล่งเพาะปลูกอย่างสมบูรณ์ จะช่วยให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นด้วย แม้ว่าจะมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นในส่วนของค่าสูบน้ำด้วยไฟฟ้าก็ตาม”

ผู้อำนวยการสำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง กรมชลประทาน ให้ข้อมูลโดยสรุปว่า ในพื้นที่ภาคกลาง ตำบลรางสาลี่ อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี เป็นแห่งแรกที่เข้าจัดรูปที่ดินฯ แล้วเสร็จสมบูรณ์ เกษตรกรได้ผลผลิตเฉลี่ยสูงขึ้น สามารถเพิ่มรอบการทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง ส่วนภาคอีสาน ตำบลโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ถือเป็นพื้นที่นำร่อง และตั้งเป้าดำเนินการในพื้นที่ตำบลคันไร่ อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี เป็นพื้นที่ต่อไป

ปี 2558 พัฒนาที่ดิน เขต 12 เดินหน้าอนุรักษ์ดินและน้ำ ตามแนวพระราชดำริ

Published มิถุนายน 16, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05092150158&srcday=2015-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 591

เก็บมาเล่า

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ปี 2558 พัฒนาที่ดิน เขต 12 เดินหน้าอนุรักษ์ดินและน้ำ ตามแนวพระราชดำริ

สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 12 จังหวัดสงขลา เป็นหน่วยงานส่วนภูมิภาคในสังกัด กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถือเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของดิน ในพื้นที่รับผิดชอบ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ได้แก่ จังหวัดตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ยะลา ปัตตานีและนราธิวาส

“ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ทั้ง 7 จังหวัด จะมีปัญหาของสภาพดินที่แตกต่างกันไปตามลักษณะภูมิประเทศ โดยปัญหาในภาพรวม นอกจากการพบปัญหาการชะล้างพังทลายของดินในพื้นที่มีสูง ยังมีปัญหาดินเปรี้ยว ดินเค็มชายทะเล ดินอินทรีย์ หรือดินพรุ ในพื้นที่ทำการเกษตร ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพอย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมานั้น สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 12 ได้เข้าไปดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องตามนโยบายของกรมพัฒนาที่ดิน โดยยึดหลักตามแนวพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาดินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” คุณปรีชา โพธิ์ปาน ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 12 กล่าว

สำหรับการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาดินในปีงบประมาณ 2558 ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 12 กล่าวว่า นโยบายที่เน้นดำเนินการคือ การมุ่งการขยายผลแนวทางแก้ไขปัญหาตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

“อย่างปัญหา ดินเปรี้ยว ที่พบมากในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแนวทางแก้ไข ที่เรียกว่า โครงการแกล้งดิน ซึ่งดำเนินการที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง จนประสบความสำเร็จ สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 12 ได้น้อมนำแนวทางของพระองค์มาดำเนินการแก้ไขและขยายผลในพื้นที่รับผิดชอบทั้ง 7 จังหวัด จนประสบผลสำเร็จ เช่น โครงการพัฒนาพื้นที่นาร้าง โดยเน้นส่งเสริมปลูกข้าว ปาล์มน้ำมัน รวมไปถึงไม้ผล”

ทั้งนี้ สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 12 ได้สนับสนุนด้านการปรับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การเข้าไปสนับสนุนการขุดยกร่องเพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ลุ่ม จึงต้องขุดยกร่องเพื่อให้พ้นน้ำ นอกจากนี้ ยังสนับสนุนวัสดุปรับปรุงดินและพันธุ์พืชที่ส่งเสริม โดยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมการข้าว ที่เข้ามาร่วมส่งเสริมองค์ความรู้เกี่ยวกับการปลูกข้าว และแจกเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ปลูก

ผลจากการดำเนินการ เกษตรกรสามารถกลับมาใช้ที่ดินเพื่อทำการเกษตร และสามารถเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้น เช่น ข้าว เดิมเคยได้ผลผลิตเพียงไร่ละ 5-10 ถัง แต่หลังดำเนินการแก้ไขตามแนวพระราชดำริพบว่า ปัจจุบันสามารถได้ผลผลิตข้าว 50-60 ถัง ต่อไร่

“ในปีงบประมาณ 2558 สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 12 ได้วางเป้าหมายที่จะส่งเสริมเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาพื้นที่นาร้างปลูกข้าว จำนวน 15,000 ไร่ และโครงการพัฒนาพื้นที่นาร้างปลูกปาล์มน้ำมัน ประมาณ 9,400 ไร่” คุณปรีชา กล่าว

อีกหนึ่งโครงการที่ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 12 ได้วางเป้าหมายที่จะดำเนินการในปีงบประมาณ 2558 คือการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่ลาดเชิงเขาของเกษตรกรที่มีเอกสารสิทธิที่ดินถูกต้อง ทั้ง 7 จังหวัด ด้วยพบว่า ในเวลานี้หลายพื้นที่ประสบปัญหาการชะล้างพังทลายของดิน โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝน ซึ่งทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย ดังนั้น สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 12 จึงวางโครงการเข้าไปส่งเสริมการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่ที่ประสบปัญหา

“เราจะเข้าไปช่วยวางแผนแก้ปัญหา และจัดทำเป็นแปลงสาธิตเพื่อให้เกษตรกรได้นำรูปแบบไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเอง รูปแบบที่สนับสนุนคือ การทำแนวคันดินเพื่อป้องกันการชะล้าง การส่งเสริมการปลูกแฝกเพื่อช่วยยึดหน้าดิน”

นอกจากนี้ ที่กำลังเร่งดำเนินการคือ “โครงการ 60 พรรษา สยามบรมราชกุมารี 60 เขตปฐพี พัฒนาอย่างยั่งยืน” เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ ครบ 60 พรรษา ในปี 2558 โดยขณะนี้ได้คัดเลือกเขตพัฒนาที่ดินลุ่มน้ำแล้ว 5 เขต ประกอบด้วย ในพื้นที่จังหวัดสงขลา 1 เขต จังหวัดสตูล 1 เขต จังหวัดตรัง 2 เขต และจังหวัดพัทลุง 1 เขต

“การดำเนินงานนั้นจะมีการจัดการเขตพัฒนาที่ดินอย่างมีระบบมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของรูปแบบการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ การพัฒนาฟื้นฟูปรับปรุงดิน การส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์สารเร่ง พด. แทนการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมี เป็นการลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีการแก้ไขปัญหาดินในรูปแบบต่างๆ เพื่อพลิกฟื้นทรัพยากรดินที่เสื่อมโทรมให้กลับมาสร้างผลผลิตที่มีประสิทธิภาพให้กับเกษตรกรในพื้นที่ได้”

คุณปรีชา กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำด้านการเกษตรในพื้นที่ 7 จังหวัด รับผิดชอบ นอกจากจะดำเนินการตามโครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทานของกรมพัฒนาที่ดินแล้ว สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 12 ยังร่วมสนับสนุนส่งเสริมให้ประชาชนใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า

“ในวันนี้ เรื่องน้ำ ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ประชาชนทุกคนต้องร่วมกันให้ความสำคัญ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเป็นแบบอย่างในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับน้ำมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ทุกคนควรตระหนักถึงการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า และความยากลำบากในการได้มาของน้ำของแต่ละหยด” คุณปรีชา กล่าว

ทั้งหมดนี้คือ งานเพื่อการพัฒนาที่สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 12 จังหวัดสงขลา กำลังเร่งดำเนินการ โดยยึดหลักตามแนวพระราชดำริ เพื่อแก้ไขปัญหาให้ประชาชนในพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การอยู่ดีกินดีอย่างยั่งยืนตลอดไป

อดีต ตำรวจทางหลวง ทำสวนผสม ที่อุดรฯ เผย…ดีใจที่ได้รับเครื่องยนต์ดีเซล “ยันม่าร์” คนแรก

Published พฤษภาคม 21, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05038151257&srcday=2014-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 589

เก็บมาเล่า

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

อดีต ตำรวจทางหลวง ทำสวนผสม ที่อุดรฯ เผย…ดีใจที่ได้รับเครื่องยนต์ดีเซล “ยันม่าร์” คนแรก

รับกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับผู้โชคดีท่านแรกที่ได้เครื่องยนต์ดีเซลอเนกประสงค์ยันม่าร์ไปใช้งาน…

ในวาระครบรอบ 27 ปี นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน พร้อมไปกับการปรับเปลี่ยนรูปโฉมใหม่ จึงถือเป็นโอกาสดีที่จะมอบของรางวัลเป็นการตอบแทนท่านผู้อ่านทั่วประเทศ ซึ่งติดตามกันมายาวนาน

รางวัลที่ตั้งใจมอบให้ครั้งนี้ ได้มีการพิจารณากลั่นกรองนำสิ่งที่มีประโยชน์โดยตรงกับท่านผู้อ่านภาคเกษตรกรรมจริง อย่างเครื่องยนต์ดีเซลอเนกประสงค์ ซึ่งถือเป็นรางวัลใหญ่ที่ได้รับความอนุเคราะห์จากทาง บริษัท ยันม่าร์ เอส.พี. จำกัด จำนวน 5 เครื่อง แล้วยังมีเสื้อแจ๊คเก็ตสวยๆ จากกอง บ.ก. เทคโนฯ อีกจำนวน 500 ตัว เพื่อไว้สวมใส่ในคราวที่ท่านต้องออกไปทำงานกลางแจ้ง

กิจกรรมการแจกของรางวัลมีกติกาง่ายๆ เพียงท่านตัดคูปองในนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน แล้วส่งมาตามรายละเอียดที่ระบุไว้ จากนั้นรออ่านในเล่มต่อๆ ไปว่า จะมีชื่อของท่านเป็นผู้โชคดีในฉบับใด

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ห้องประชุมกองบรรณาธิการเทคโนโลยีชาวบ้าน ได้มีพิธีมอบเครื่องยนต์ดีเซลอเนกประสงค์ยันม่าร์ และนับเป็นรางวัลใหญ่ชิ้นแรกให้แก่ผู้โชคดีคือ คุณสมชาติ ฤทธิวัชร จากจังหวัดอุดรธานี

การมอบรางวัลคราวนั้น นอกจาก คุณพานิชย์ ยศปัญญา บ.ก. เทคโนฯ ในฐานะเจ้าภาพแล้ว ยังมี คุณสุดแดน รอตภัย ผู้จัดการแผนกแบรนดิ่ง บริษัท ยันม่าร์ เอส.พี. จำกัด พร้อมสักขีพยานร่วมด้วย

คุณสุดแดน เผยว่า ดีใจกับผู้โชคดีในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นของรางวัลชิ้นแรกที่ทางยันม่าร์และเทคโนฯ มอบให้แด่ผู้อ่าน ทั้งนี้เครื่องยนต์ดีเซลอเนกประสงค์ยันม่าร์ เป็นขนาดที่เหมาะและสามารถใช้งานได้กับภาคเกษตรกรรมทุกประเภท ด้วยเครื่องยนต์ที่ใช้ มีขนาด 39 และ 49 แรงม้า การผลิตที่เน้นความทนทานและประหยัดน้ำมัน ทำให้เกษตรกรหรือผู้ใช้ประหยัดเงินต้นทุนในการผลิตอีก สำหรับตอนนี้กำลังทำตลาดสำหรับเครื่องจักรใหม่ เป็นรถขุดขนาด 3.0, 3.5 และ 5.5 ตัน

ผู้จัดการแผนกแบรนดิ่ง เพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาลูกค้าชอบเครื่องยนต์ขนาดเล็กของยันม่าร์ เพราะใช้ง่าย ทนทาน ดังนั้น ลูกค้าเดิมที่เคยใช้เป็นประจำจึงไม่เปลี่ยนใจ และความคิดของลูกค้ายันม่าร์จะไม่ได้คิดซื้อตามคนอื่น หรือเพราะถูกชักชวน แต่เพราะเคยได้สัมผัสจากการใช้จริงด้วยตัวเอง จึงทำให้มีความมั่นใจในคุณภาพ

ยิ่งช่วงหลัง ทางยันม่าร์จะให้ลูกค้าลองใช้เครื่องยนต์ทุกรุ่น เพราะความโดดเด่นของเครื่องยนต์ยันม่าร์มีชัดเจนทุกตัวสินค้า และมักเน้นเรื่องความทนทาน ความแรง ไปพร้อมกับการประหยัดน้ำมัน

คุณสุดแดน กล่าวว่า ปีหน้ายังคงตั้งใจเจาะกลุ่มเกษตรกรชาวนาต่อไป และเน้นพื้นที่ทางภาคกลาง อีสานเช่นเดิม ตลอดจนถึงพืชไร่บางชนิด

ร.ต.ต. สมชาติ ฤทธิวัชร อยู่บ้านเลขที่ 123/58 หมู่ที่ 12 ถนนมิตรภาพ ตำบลโนนสูง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เป็นผู้โชคดีท่านแรกที่ได้รับเครื่องยนต์ดีเซลอเนกประสงค์ยันม่าร์

ร.ต.ต. สมชาติ เป็นอดีตตำรวจทางหลวงที่เกษียณอายุราชการ เมื่อปี 2553 แล้วไปทำสวนผสมอยู่ที่อำเภอหนองบัวลำภู จังหวัดอุดรธานี

ท่านเป็นคนที่รักการเกษตรมาก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะมีรากฐานครอบครัวที่อยู่ในอาชีพเกษตรกรรม และเห็นว่าแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงสร้างความยั่งยืนให้แก่ชาวบ้าน

ด้วยเหตุนี้ระหว่างรับราชการและต้องปฏิบัติงานอยู่ตามหน่วย ร.ต.ต. สมชาติ ยังแบ่งพื้นที่ขนาดเล็กบริเวณด้านข้างเพื่อใช้ปลูกพืชผัก ทำสวนครัว ไว้ให้ตัวเองและเพื่อนร่วมงานใช้ประกอบอาหาร กระทั่งหลังเกษียณจึงกลับมายังบ้านเกิด แล้วมาทำสวนผสมอย่างที่ตั้งใจไว้เต็มตัว บนเนื้อที่ 8 ไร่ และเป็นสวนผสมของพืชผักที่สามารถสร้างประโยชน์จากผลผลิตทุกอย่างครบครัน อาทิ ปลูกกล้วย มะม่วง ขนุน แก้วมังกร มะนาว รวมไปถึงการเลี้ยงปลา และเป็ด ไก่ ด้วย

ร.ต.ต. สมชาติ เป็นแฟนพันธุ์แท้นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน และบอกเหตุผลที่ตัดสินใจสมัครเป็นสมาชิกเมื่อกว่า 2 ปี จนถึงวันนี้ว่า เพราะได้ประโยชน์จากหนังสือเทคโนฯ มาก อ่านง่าย เนื้อหาการสัมภาษณ์เจาะลึกถึงแนวทางการทำเกษตรแต่ละชนิดได้อย่างชัดเจน อะไรที่ไม่เคยรู้มาก่อน พอมาอ่านสามารถเรียนรู้ได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นด้านพืชหรือสัตว์ก็ตาม อย่างเรื่องการปลูกมะนาว อ่านแล้วปลูกเองได้เลย เพราะแนะนำตั้งแต่การเลือกพันธุ์ การเตรียมดิน การปลูก การดูแล ที่สำคัญหาตลาดให้ด้วย

พอถามเรื่องการปรับราคาจาก 40 เป็น 50 บาท และปรับโฉมรูปเล่มใหม่จะมีผลกระทบกับการซื้อหรือไม่?? อดีตนายตำรวจทางหลวง บอกว่า ควรปรับตั้งนานแล้ว เพราะเป็นหนังสือที่มีประโยชน์ทุกหน้า ทุกคอลัมน์ อ่านแล้วคุ้มค่าเกินราคาด้วยซ้ำ

ที่ดินเพื่อใช้ทำสวนผสมของ ร.ต.ต. สมชาติ มีลักษณะลาดเชิงเขา มีความอุดมสมบูรณ์ทั้งแหล่งน้ำ ดินดี อากาศดี แหล่งน้ำมีทั้งน้ำตามธรรมชาติที่มาจากคลองด้านหลังที่ดิน มีการเตรียมเจาะบาดาลเพื่อสำหรับไว้สำรองยามหน้าแล้ง

ร.ต.ต. สมชาติ บอกว่า จะนำเครื่องยนต์ดีเซลอเนกประสงค์ยันม่าร์ที่ได้รับเป็นรางวัลคราวนี้ใช้สูบน้ำจากที่ลาดต่ำขึ้นไปรดน้ำต้นไม้ด้านบน อีกทั้งยังนำไปติดตั้งกับรถไถเพื่อความสะดวก รวดเร็ว เพราะรู้ถึงประสิทธิภาพของเครื่องยันม่าร์มานานแล้วว่ามีความทนทาน แข็งแรง และประหยัด

“ขอบคุณเทคโนโลยีชาวบ้าน และทางยันม่าร์ที่ได้มอบเครื่องยนต์ให้เป็นรางวัล ดีใจมาก และตั้งใจจะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและต่อชาวบ้านคนอื่นที่ต้องการด้วย” ร.ต.ต. สมชาติ กล่าวทิ้งท้าย

…แล้ววันนี้ ท่านตัดคูปอง ส่งมาชิงโชคหรือยัง??

ไม่แน่…ท่านอาจเป็นผู้โชคดีรายต่อไป!!

สศก. คาด หอมหัวใหญ่ ปี 58 ผลผลิต-ราคาดี

Published พฤษภาคม 21, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05117151257&srcday=2014-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 589

เก็บมาเล่า

สศก. คาด หอมหัวใหญ่ ปี 58 ผลผลิต-ราคาดี

นายเลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึง สถานการณ์หอมหัวใหญ่ ว่า สศก. ได้พยากรณ์ผลผลิตหอมหัวใหญ่ (ข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2557) พบว่า ปี 2558 (ปีเพาะปลูก 2557/58) คาดว่า จะมีเนื้อที่เพาะปลูก 10,433 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 1,615 ไร่ (ร้อยละ 18) เนื้อที่เก็บเกี่ยวรวมทั้งประเทศ 10,184 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 1,505 ไร่ (ร้อยละ 17) ผลผลิตรวมทั้งประเทศ 44,961 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 7,205 ตัน (ร้อยละ 19) ส่วนผลผลิตต่อเนื้อที่เพาะปลูกทั้งประเทศ 4,309 กิโลกรัม ต่อไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 27 กิโลกรัม ต่อไร่ (ร้อยละ 0.63) และผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยวทั้งประเทศ 4,415 กิโลกรัม ต่อไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 65 กิโลกรัม ต่อไร่ (ร้อยละ 1)

เนื้อที่เพาะปลูกหอมหัวใหญ่ในปี 2558 ที่คาดว่าเพิ่มขึ้นนั้น เนื่องจากในปีที่ผ่านมาแหล่งผลิตที่จังหวัดเชียงหม่ ประสบปัญหาฝนตกหนักในช่วงเพาะกล้า ทำให้ต้นกล้าเสียหายเป็นจำนวนมาก โดยปีนี้คาดว่าจะมีต้นกล้าเพียงพอสำหรับการขยายพื้นที่เพาะปลูก ส่วนผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว หากสภาพภูมิอากาศเอื้ออำนวย หนาวเย็น ไม่มีโรคและแมลงรบกวน จะส่งผลให้ภาพรวมผลผลิตทั้งประเทศเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา (ปี 2553-2557) พบว่า เนื้อที่เพาะปลูกมีอัตราลดลง เฉลี่ย ร้อยละ 7 โดย ปี 2557 มีเนื้อที่ 8,818 ไร่ เพิ่มขึ้นจาก ปี 2553 ซึ่งมีเนื้อที่ 11,076 ไร่ ส่วนผลผลิตมีอัตราลดลง เฉลี่ยร้อยละ 6 โดย ปี 2557 มีผลผลิต 37,756 ตัน ลดลงจาก ปี 2553 ซึ่งมีผลผลิต 46,464 ตัน

สำหรับด้านการตลาด พบว่า ปี 2557 (มกราคม-เมษายน) ราคาหอมหัวใหญ่ เบอร์ 1 ที่เกษตรกรขายได้ กิโลกรัมละ 9.78 บาท โดยราคาทรงตัวเมื่อเทียบกับ ปี 2556 เนื่องจากรัฐบาลมีมาตรการเข้มงวดการลักลอบนำเข้าหอมหัวใหญ่จากต่างประเทศ และมีการปรับราคานำเข้าเพื่อการเสียภาษีนำเข้าหอมหัวใหญ่จากต่างประเทศ เป็นผลให้ราคาหอมหัวใหญ่ในประเทศสูงขึ้น โดยขณะนี้เกษตรกรขายผลผลิตของ ปี 2557 ออกสู่ตลาดหมดแล้ว และคาดว่าในช่วงเดือนธันวาคม 2557 นี้เป็นต้นไป จะมีผลผลิตรุ่นใหม่ของ ปี 2558 ออกสู่ตลาด โดยเริ่มจากอำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ซึ่งข้อมูล ณ ต้นเดือนพฤศจิกายน 2557 พบว่า ราคาที่เกษตรกรขายได้ กิโลกรัมละ 13 บาท และเกษตรกรกำลังทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิต ซึ่งถ้าผลผลิตไม่เสียหายจากฝนตก จะช่วยให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ราคาอยู่ในเกณฑ์ดี อย่างไรก็ตาม จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดมากที่สุด ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2558 คิดเป็น ร้อยละ 78 ของผลผลิตรวม ด้านต้นทุนหอมหัวใหญ่ ปี 2557 อยู่ที่กิโลกรัมละ 6.44 บาท

ทั้งนี้ ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และไต้หวัน ซึ่งญี่ปุ่นเป็นตลาดส่งออกหลัก ผลิตหอมหัวใหญ่ ไม่เพียงพอกับความต้องการในประเทศ ยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ทั้งจีนและไทย และในแต่ละปีจะนำเข้าหอมหัวใหญ่จากไทย ประมาณ 6,000-8,000 ตัน อย่างไรก็ตาม ปี 2558 คาดว่าปริมาณส่งออกหอมหัวใหญ่ไปญี่ปุ่นจะยังมีปริมาณใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา

เลขาธิการ สศก. กล่าวเสริมว่า ในส่วนการนำเข้า ส่งออกนั้น การนำเข้าหอมหัวใหญ่ จะอยู่ใน 2 ลักษณะ ได้แก่ หอมหัวใหญ่สดหรือแช่เย็น และผลิตภัณฑ์หอมหัวใหญ่ เช่น หอมผง และหั่นแห้ง เป็นต้น โดยส่วนใหญ่จะนำเข้าในรูปหอมหัวใหญ่สดหรือแช่เย็นเป็นหลัก ซึ่ง ปี 2557 (มกราคม-ธันวาคม) มีการนำเข้าหอมหัวใหญ่ รวมทั้งสิ้นปริมาณ 34,872 ตัน คิดเป็นมูลค่า 174 ล้านบาท อัตราการเจริญเติบโตรวมปี 2553-2556 ปริมาณเพิ่มขึ้น 6.89 แต่มูลค่าลดลง 8.55 โดยมีประเทศจีนและเนเธอร์แลนด์เป็นแหล่งนำเข้าสำคัญ ส่วนการส่งออกหอมหัวใหญ่ จะนำเข้าในรูปหอมหัวใหญ่สดหรือแช่เย็น โดย ปี 2557 มีการส่งออกหอมหัวใหญ่ รวมทั้งสิ้นปริมาณ 6,146 ตัน คิดเป็นมูลค่า 115.34 ล้านบาท อัตราการเจริญเติบโตรวม ปี 2553-2556 ปริมาณลดลง ร้อยละ 14.42 แต่มูลค่าเพิ่มขึ้น ร้อยละ 3.26 โดยมีประเทศญี่ปุ่นเป็นตลาดส่งออกหลัก

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าประเทศไทยมีการนำเข้าหอมหัวใหญ่มากกว่าส่งออก โดยปริมาณการนำเข้าในแต่ละปีจะผันผวนขึ้นอยู่กับราคาตลาดโลก

แก่งละว้า พื้นที่ชุ่มน้ำ พื้นที่ชีวิต

Published พฤษภาคม 16, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05115011257&srcday=2014-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 588

เก็บมาเล่า

ชินวัฒน์ ตั้งสุทธิจิต

แก่งละว้า พื้นที่ชุ่มน้ำ พื้นที่ชีวิต

“มองเห็นน้ำชี หัวใจของพี่นี่แทบพัง น้ำชีนี่มีความหลัง คิดถึงเมื่อครั้งสองเราเคยชื่น”

(น้ำชีแห่งความหลัง คำร้อง-ทำนอง-ขับร้อง โดย ร้อยเอ็ด เพชรสยาม)

น้ำชี หรือ แม่น้ำชี เป็นสายเลือดสำคัญของภาคอีสาน ซึ่งเป็นน้ำสาขาไหลรวมกับแม่น้ำมูน บรรจบที่บ้านวังยาง ตำบลบุ่งหวาย อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ก่อนที่แม่น้ำมูน คงไหลลงแม่น้ำโขง สายนทีแห่งชีวิต

ด้วยความยาวที่สายนทีแห่งนี้พาดผ่านแผ่นดินอีสาน 765 กิโลเมตร ใน 8 จังหวัด จากราบด้านตะวันออกของเทือกเขาเพชรบูรณ์ นับตั้งแต่เขาสันปันน้ำ เขาแปปันน้ำ เขาเสลียงตาถาด เขาอุ้มน้ำ เขายอดชี เขาครอก จนถึงเขาเทวดา ซึ่งเป็นแนวภูเขาชายเขตแดนด้านตะวันตกเฉียงเหนือของจังหวัดชัยภูมิ แล้วผ่านนครราชสีมา ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร และอุบลราชธานี เป็นจังหวัดสุดท้าย เป็นเหตุให้ “แม่น้ำชี” เป็นสายน้ำที่ยาวที่สุดในประเทศไทย

โดยมีสาขาหลัก 5 ลำน้ำ ซึ่งประกอบไปด้วย ลำน้ำพอง ลำน้ำปาว ลำน้ำเซิน ลำน้ำพรม และลำน้ำยัง

ในพื้นที่ซึ่ง แม่น้ำชี ไหลผ่านจังหวัดขอนแก่น มีพื้นที่ความอุดมสมบูรณ์ ที่เรียกว่า “พื้นที่ชุ่มน้ำแก่งละว้า” ซึ่งทาง องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล หรือ WWF ประเทศไทย ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก มูลนิธิ โคคา-โคลา ประเทศสหรัฐอเมริกา และมูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย ลงพื้นที่และนำเสนอแนวคิดการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนแบบมีส่วนร่วมกับชาวบ้านที่พื้นที่ดังกล่าว

องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล หรือ WWF ประเทศไทย ซึ่งมีสำนักงานในอำเภอมัจจาคีรี กัลยาณมิตรผม คุณโจ้-วิระยุทธ นิยมชาติ รักษาการผู้อำนวยการโครงการนำร่องในพื้นที่ชุ่มน้ำแก่งละว้า ได้ชักชวนผมและเพื่อนพ้องน้องพี่ไปลงพื้นที่ดังกล่าว เมื่อวันที่ 15-16 ตุลาคม 2557 ที่ผ่านมา

โครงการนำร่องในพื้นที่ชุ่มน้ำแก่งละว้า อำเภอบ้านไผ่ อำเภอบ้านแฮด จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของลุ่มน้ำชี ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเกือบ 5 ปี จากการทำงานดังกล่าวได้เกิดข้อเท็จจริงของสภาวการณ์เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงและมีความถี่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้นโยบายยุทธศาสตร์ของรัฐท้องถิ่นที่มีอยู่ไม่อาจแก้ไขปัญหาวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมที่กำลังเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที

เมื่อฟ้าระบายฟ้า

แก่งละว้าก็งามเด่น

เห็นอยู่ทุกเช้าเย็น

มรรควิถีคนป่าทามฯ

รุ่งเช้ากลับที่พักใกล้กับแก่งละว้า มองเห็นคนออกเรือไปประกอบอาชีพ คงเป็นภาพที่เจนตาสำหรับคนท้องถิ่น แต่อาจเป็นความตื่นเต้นของเมืองก็เป็นได้ เมื่อภาพยามเช้าที่พระอาทิตย์กำลังทักทายผสมแต่งรูปกับคนออกหาปลาจึงเป็นชีวิตที่สะท้อนความเป็นอยู่ของสังคมชนบท โดยเฉพาะคนอยู่กับพื้นดินพื้นน้ำ เรือลำเล็กจะเป็นของคนท้องถิ่น แต่ถ้ามีรถกระบะพร้อมคันเบ็ด นั่นหมายถึง คนที่อื่นมาอาศัยพื้นที่ แก่งละว้า เพิ่มความมั่นคงทางอาหาร

คุณโจ้-วิระยุทธ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่ผ่านมา เห็นปัญหาร่วมกับชาวบ้านหลายหมู่บ้าน หลายครั้งกับปัญหาที่สุดวิสัยที่แก้ไขได้จากภัยธรรมชาติ ทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง รวมทั้งปัญหาการแพร่ระบาดของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น เช่น ธูปฤๅษี ไมยราบยักษ์ หอยเชอรี่ ฯลฯ อีกทั้งปัญหามลพิษสารเคมีจากชุมชนเมือง สารเคมีตกค้างจากภาคเกษตรกรรมที่ไหลลงสู่แหล่งน้ำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความหลากหลายของชนิดพันธุ์ปลา สัตว์น้ำ และพรรณพืช ต่างๆ ในพื้นที่

แต่พันธุ์พืชหลายชนิดที่ก่อปัญหา ก็สามารถแก้ไขได้ และนำมาเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนได้อีกด้วย เช่น ธูปฤๅษี ซึ่งนำมาแปรรูปไปขายให้กับโรงงานต่างถิ่นที่ผลิตอุปกรณ์ในการป้องกันการกระแทก อย่างนี้เป็นต้น

แก่งละว้า นั้นมีความหลากหลายทางชีวภาพ มีทั้งพืช ปลา และนก

ลำแสงไปกระทบเป็นริ้วน้ำ

ป่าบุง ป่าทาม แก่งน้ำใหญ่

หล่อเลี้ยงสรรพชีวิตใกล้และไกล

ต่างพึ่งพิงอาศัยอยู่ร่วมกัน

“แก่งละว้า” ที่ที่สำคัญระดับชาติ 1 ใน 2 แห่ง ของจังหวัดขอนแก่น อยู่ฝั่งขวาของแม่น้ำชี มีพื้นที่ ประมาณ 17,581 ไร่ ทว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่ได้มีเพียงส่วนพื้นที่น้ำในเขตอำเภอบ้านไผ่และอำเภอบ้านแฮดเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับพื้นที่ป่าชุมชนต่างๆ ในเขตอำเภอมัจจาคีรี และเขตป่าไม้ลุ่มน้ำห้วยสามหมอ อำเภอโคกโพธิ์ไชย ซึ่งเกี่ยวพันต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการลงพื้นที่โคกป่าโจด บ้านเมืองเพีย พูดคุยกับ ผู้ใหญ่บ้าน สุขสัน ปลัดกอง และ นักวิจัยไทบ้าน บริเวณนี้ พื้นที่กว่า 100 ไร่ พื้นป่าเล็กๆ ที่สร้างมูลค่าให้กับชุมชนท้องถิ่นและบริเวณใกล้เคียงทั้งด้านอาหารและรายได้ เป็นป่าปิด จะเปิด 1 ครั้ง ในเดือนตุลาคม และปิดทั้งปีเพื่อให้พื้นป่าได้ฟื้นฟูสภาพ

รวมทั้งวิธีการรักษาป่าชุมชนที่ชาวบ้านต่างออกกฎข้อบังคับ เรื่องป่าชุมชนบ้านโพนเพ็ก ซึ่ง ผู้ใหญ่บ้าน ทองปัก นาดี และการจัดการชุมชนของชาวบ้านตำบลโคกสำราญที่มีวิธีการจัดการพัฒนารายได้ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตปุ๋ย ปลูกผักไร้สารพิษ รวมทั้งฤดูกาลในการจับปลา โดยเฉพาะมื้อเที่ยงที่เราเดินทางไปถึง อาหารต้อนรับแบบชาวบ้านที่แซบคักหลาย ไม่ว่าจะเป็น ปลาหมอย่าง กับแก้มกับส้มตำ ผักสดๆ กับป่นปลาหมอ และป่นปู ซึ่งในเมืองหากินยากเต็มที พลัดคิดถึงวัยเด็ก ไป “กินข้าวป่า” ที่เมนูอันโอชะมาจากพื้นดิน สิ่งเหล่านี้สร้างรายได้ให้ชุมชนทั้งบริเวณ รวมทั้งที่ใกล้เคียงได้มาเก็บเห็ด หรือยอดโจด ยอดเพ็ก ซึ่งเป็นพืชแขนงหนึ่งของหน่อไม้ กินกับป่นน้ำพริกอร่อยยิ่งนัก โดยเฉพาะผู้เฒ่าผู้แก่จะโปรดปรานเป็นพิเศษ

ในทริปนี้เรามีการลงเรือด้วย หลังจากที่นั่งแพกับนักวิจัยไทบ้านพูดคุยกันหลังมื้อกลางวัน แล่นเรือออกไปไกล ลำแสงของอาทิตย์ยามบ่ายคล้อยใกล้สนธยา คนหาปลาอยู่บนลำเรือ พร้อมอุปกรณ์หากิน เรือหลายลำกำลังกู้ข้าวของกลับบ้าน แต่บางลำอยู่เพลินกับการลุ้นคันเบ็ดและเก็บแหหาปลาที่ติดมาหลังจากการเหวี่ยงแหออกไป หลายคนบอกว่าคิดถึงบรรยากาศคนกับสายน้ำที่ทะเลสาบอินเล ที่ประเทศเมียนมาร์เลยทีเดียว

หลายปีที่ผ่านมากับการนำเสนอแนวทางการบูรณาการจัดทรัพยากรธรรมชาติและบริหารพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึงปัจจัยแนวโน้ม ความเปราะบาง ความเสี่ยง แนวทางการปรับตัวของชุมชนที่ทางโครงการนำร่องในพื้นที่ชุ่มน้ำแก่งละว้า องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล หรือ WWF ประเทศไทย ร่วมกับชาวบ้านในท้องถิ่นต่อสภาวะความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาศักยภาพชุมชนและความมั่นคงของระบบนิเวศ ซึ่งชาวบ้านสามารถจัดการชุมชนได้ด้วยตนเองในบางพื้นที่ ความดั่งเดิมที่ปกป้องพื้นน้ำชุมชนกับแนวความคิดเรื่องศาลปู่ตา ยังใช้ได้กับสังคมปัจจุบัน รวมทั้งความเคารพต่อสิทธิชุมชนร่วมกัน จึงให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

หลังจากนี้ สิ่งคาดหวังไว้ คิดว่าชุมชนท้องถิ่นจะบริหารจัดการตัวเองได้เป็นรูปธรรม พร้อมกับการปรับตัวที่เป็นผลมาจากการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศพื้นที่ลุ่มน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ ที่สามารถรับมือกับสภาพการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศได้ รวมทั้งกิจกรรมภายใต้ความรับผิดชอบของตนเองได้ แล้วเชื่อมโยงเครือข่ายการทำงานระดับจังหวัดที่พื้นที่ชุ่มน้ำอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น จังหวัดบึงกาฬ จังหวัดนครพนม และในระดับภูมิภาคลุ่มน้ำโขงต่อไป

แสงฟ้าปาดป้ายมาทายทัก เหมือนให้ตกหลุมรักไม่รู้หาย

สีสันแห่งวันไม่รู้คลาย สวยงามอย่างเรียบง่ายสงบเย็น

คือวิถี สายน้ำ สายชีวิต สายใยได้ลิขิตฉายภาพเห็น

คนไทบ้านเคยอยู่อย่างเคยเป็น หลายหลากคือประเด็นภูมิสังคม

คนกับป่า ปลากับน้ำ ได้อยู่ร่วม เป็นองค์รวมการเรียนรู้อย่างสั่งสม

มิใช่เรื่องของสมบัติผลัดกันชม หรือสั่งสอนอบรม แต่รู้ทาง

แต่ละภาพ แต่ละแสง แต่ละชีวิต ล้วนผลผลิตผ่านร้อนหนาว

คน น้ำ ป่า สัตว์ ต่างกันในเรื่องราว ใต้ตาวันพระจันทร์ดาวฟ้าเดียวกัน

กิจกรรมที่ทางโครงการนำร่องในพื้นที่ชุ่มน้ำแก่งละว้า องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล หรือ WWF ประเทศไทย ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากมูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศสหรัฐอเมริกา และมูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย จึงเป็นภาพสะท้อนของวิถีสังคมคนลุ่มน้ำที่มีทั้งคนแก่ หมอยา คนหาปลา คนเก็บเห็ด บวชป่า คนเลี้ยงสัตว์ คนเก็บของป่า ตลอดจนพ่อแม่ที่ขายที่ ได้อาศัยพื้นที่ชุ่มน้ำแห่งนี้ดำรงชีวิตและมองเห็นความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่กำลังโหยหาธรรมชาติมากขึ้น โดยเฉพาะสังคมเมืองมีดัชนีชี้วัดความต้องการอาหารและของกินหายาก และของ “แซบอีสาน” ที่กำลังเป็นคำตอบในวันข้างหน้ากับความเปลี่ยนแปลงของ “คนกับคน” ในลุ่มน้ำเดียวกัน และลุ่มน้ำอื่นที่เครือข่ายเชื่อมโยงในอนาคตที่ต้องอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืนต่อไป!

กระทรวงเกษตรฯ งัดมาตรการเร่งด่วน ช่วยเหลือชาวสวนยาง

Published พฤษภาคม 4, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05022151157&srcday=2014-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 587

เก็บมาเล่า

กระทรวงเกษตรฯ งัดมาตรการเร่งด่วน ช่วยเหลือชาวสวนยาง

ยางพารา เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ทำรายได้ให้กับประเทศเป็นจำนวนหลายล้านบาทต่อปี มีบทบาทสำคัญต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของเกษตรกรชาวสวนยางกว่าล้านคน

ปัจจุบัน ประเทศไทย เป็นผู้ผลิตยางมากเป็น อันดับ 1 ของโลก มีพื้นที่ปลูก ประมาณ 12 ล้านไร่ ผลผลิตยางประมาณ 2.6 ล้านตัน ในจำนวนนี้เป็นสินค้าส่งออก ประมาณ 2.3 ล้านตัน หรือประมาณ ร้อยละ 89 ของผลผลิตรวมทั้งประเทศ

ประเทศไทยเคยผลิตยางได้ต่อปี ประมาณ 1,500,500 ตัน ต่อปี ส่วนใหญ่ปลูกในพื้นที่ภาคใต้ แต่เมื่อเศรษฐกิจโลกเติบโต ความต้องการใช้ยางเพิ่มขึ้น หลายคนหันมาลงทุนปลูกยางกันเกือบทั่วประเทศ จนถึงปี 2556 ไทยผลิตยางได้ต่อปี ประมาณ 4,100,000 ตัน เพิ่มขึ้นเกือบๆ 4 เท่าตัว

หากย้อนดูทิศทางของราคายางพาราในรอบ 10 ปี ที่ผ่านมา พบว่าราคายางเฉลี่ยอยู่ที่ กิโลกรัมละ 50 กว่าบาท และมาดีดตัวสูงขึ้นเกือบ 150 บาท ต่อกิโลกรัม ในปี 2553-2554 แต่หลังจากนั้นก็ทยอยลดลงแบบไม่ตั้งตัว จนถึงปัจจุบันเหลือกิโลกรัมละ 50 กว่าบาทเท่านั้น

แน่นอนว่า การที่ราคายางพาราดิ่งลงมาอย่างต่อเนื่อง 2-3 ปี อย่างนี้ ย่อมมีผลกระทบต่อเกษตรกรชาวสวนยาง จนมีหลายกลุ่มออกมาเคลื่อนไหว

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ ได้รวบรวมข้อเรียกร้องและข้อเสนอแนะจากกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา เพื่อศึกษาและจัดทำรายละเอียดเพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) และนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ล่าสุดคณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2557 เห็นชอบในมาตรการแก้ไขปัญหายางพาราทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

โครงการหนึ่งที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรชาวสวนยางในระยะเร่งด่วนคือ โครงการชดเชยรายได้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง ในอัตรา ไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ เป้าหมาย 850,000 ครัวเรือน ซึ่งมีพื้นที่สวนยางเปิดกรีดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ รวมทั้งเอกสารสิทธิ 46 รายการ ตามหนังสือของกรมป่าไม้ ที่ ทส 1602.5/5527 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2555 ซึ่งพื้นที่สวนยางเปิดกรีดที่อยู่ในข่าย จะได้รับความช่วยเหลือ ประมาณ 8.2 ล้านไร่ ระยะเวลาดำเนินการ 6 เดือน วงเงินรวม 8,453.99 ล้านบาท

แบ่งเป็น วงเงินจ่ายชดเชยเกษตรกร 8,200 ล้านบาท โดยใช้เงินทุนของ ธ.ก.ส. และ ธ.ก.ส. คิดต้นทุน ในอัตรา FDR+1 และให้ ธ.ก.ส. จัดสรรงบประมาณจากรัฐบาลเพื่อชำระคืนเงินต้นจากการดำเนินงานตามโครงการ และค่าชดเชยดอกเบี้ย ธ.ก.ส. และค่าบริหารจัดการของหน่วยงานที่รับผิดชอบ จำนวน 253.99 ล้านบาท วงเงินใช้จ่ายปีแรก จำนวน 253.99 ล้านบาท

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว. เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนยางอย่างเร่งด่วน กระทรวงเกษตรฯ ได้กำหนดขั้นตอนการดำเนินงานโดยมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดรับแจ้งให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่ วันที่ 1 พฤศจิกายน-15 ธันวาคม 2557 โดยเกษตรกรที่มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการได้นั้น ต้องเป็นเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร

จากนั้นคณะกรรมการตรวจรับรองสิทธิ์เกษตรกรทั้งระดับตำบลและคณะกรรมการบริหารโครงการ ระดับอำเภอจะตรวจรับรองสิทธิ์เกษตรกร ทั้งเกษตรกรผู้ปลูกยางพารารายเดิม ที่เคยขึ้นทะเบียนและอยู่ในหลักเกณฑ์ ประมาณ 800,000 ราย จากที่มาขึ้นทะเบียนกว่าล้านราย แต่ที่เหลือไม่ผ่านหลักเกณฑ์ เช่น ไม่มีเอกสารสิทธิ เป็นต้น รวมถึงจะตรวจรับรองให้เกษตรกรรายใหม่ที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบพื้นที่เปิดกรีดด้วย

โดยจะเริ่มตรวจรับรองสิทธิ์ ตั้งแต่ วันที่ 10 พฤศจิกายน-31 มีนาคม 2558 ส่วนกรณีเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน กรมส่งเสริมการเกษตรจะเปิดรับขึ้นทะเบียน โดยปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การรับเกษตรกรเข้าร่วมโครงการชดเชยรายได้แก่เกษตรกรทุกประการ

ทั้งนี้ วิธีการตรวจสอบรับรองสิทธิ์เกษตรกรแบบใหม่ที่ให้ฝ่ายปกครองท้องถิ่นมีส่วนร่วม จะทำให้การตรวจรับรองสิทธิ์เกษตรกรมีกระบวนการที่รัดกุมและละเอียดมากขึ้น ยากต่อการสวมสิทธิ์ของเกษตรกร ส่วนขั้นตอนการจ่ายเงินให้แก่เกษตรกรนั้น จะดำเนินการผ่านบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ตามผลการตรวจรับรองของคณะกรรมการบริหารโครงการระดับอำเภอ ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถจ่ายเงินเข้าบัญชีเกษตรกรได้ภายในกลางเดือนพฤศจิกายน และจะดำเนินการจ่ายเงินให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน โดยในเบื้องต้นผู้ที่มีสิทธิรับเงินจะต้องเป็นรายที่มีพื้นที่ปลูก มีเอกสารสิทธิ์ชัดเจน และเปิดกรีดหน้ายางมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 เดือน ส่วนรายที่ปลูกยางในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ ต้องมีหนังสือรับรองจากกรมป่าไม้ จึงจะได้รับเงินช่วยเหลือดังกล่าว

“พร้อมกันนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังมอบหมายกรมส่งเสริมการเกษตรเร่งประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรมาเข้าร่วมโครงการชดเชยรายได้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง ตลอดจนรับทราบขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการ เช่น การเตรียมเอกสาร หลักฐาน ประกอบการยื่นขอเข้าร่วมโครงการให้ครบถ้วน รวมทั้งประชุมชี้แจงเจ้าหน้าที่ เพื่อทำความเข้าใจหลักเกณฑ์และขั้นตอนการรับเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราเข้าร่วมโครงการชดเชยรายได้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง ให้สามารถปฏิบัติงานได้ถูกต้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน” นายปีติพงศ์ กล่าว

%d bloggers like this: