เก็งกำไร

All posts tagged เก็งกำไร

ธปท.ระบุนักลงทุนต่างชาติหันหัวกลับไทย เตือนเงินบาทผันผวน

Published กรกฎาคม 26, 2011 by SoClaimon

25 กรกฎาคม 2554, 18:40 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/189013.

Pic_189013

ธปท.ระบุเงินทุนต่างชาติเริ่มหันกลับมาลงทุนในไทย หลังการเมืองเริ่มนิ่ง ทุนนอกเข้าตลาดตราสารหนี้-ตลาดหุ้นต่อเนื่อง ยังไม่เห็นเก็งกำไรแต่เตือนระวังค่าบาทผันผวนมากขึ้น พบปีนี้ผันผวนขึ้นลงแล้ว 5% มากกว่าปีก่อน …

วันที่ 25 ก.ค. นางผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายตลาดการเงิน กล่าวว่า หลังจากการเลือกตั้งเรียบร้อย และในขณะนี้การเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น เงินทุนจากต่างประเทศเริ่มไหลกลับเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ช่วงที่ผ่านมา ค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าในระดับหนึ่ง โดยเงินทุนที่ไหลกลับเข้ามานั้น กลับเข้ามาลงทุนทั้งในตลาดตราสารหนี้ และตลาดหุ้นไทย

“เงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติที่ไหลออกไปในช่วงก่อนการเลือกตั้ง เริ่มไหลกับเข้ามาลงทุนในไทยอีกครั้ง โดยส่วนใหญ่เป็นการกลับเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ ทั้งการซื้อพันธบัตร และตราสารหนี้ใหม่เพิ่มเติม และการต่ออายุตราสารหนี้เดิมที่ถืออยู่ แต่ครบกำหนดชำระคืน ขณะที่ในตลาดหุ้นไทยนั้น นักลงทุนเริ่มซื้อสุทธิบ้างแล้ว แต่ยังไม่มากนัก” นางผ่องเพ็ญ กล่าว

ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. กล่าวต่อว่า ในช่วงที่ผ่านมา ธปท.ได้เพิ่มเติมช่องทางในการติดตามการไหลเข้าของเงินทุน โดยให้สถาบันการเงิน และบริษัทหลักทรัพย์รายงานการลงทุนเร็วขึ้น และชัดเจนมากขึ้น ทำให้ ธปท.สามารถที่จะรู้ว่าเงินที่เข้ามาไปที่ไหน และลงทุนอย่างไรได้มากขึ้น และทำให้สามารถที่จะบริหารจัดการ และดูแลความร้อนแรงของเงินทุนที่ไหลเข้าได้ดีกว่าช่วงที่ผ่านมา โดยมองว่าเครื่องมือและมาตรการที่ ธปท.ใช้ดูแลเงินทุนเคลื่อนย้ายยังเหมาะสมและเพียงพอ

“ในขณะนี้เท่าทิ่ติดตามยังไม่เห็นเงินทุนระยะสั้นที่จงใจเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินบาทโดยเฉพาะ แต่ต้องยอมรับว่า ภายใต้ระบบการเงินโลกที่มีความไม่แน่นอน การไหลเข้าและไหลอออกของเงินทุนต่างชาติต่อจากนี้ไป จะไหลเข้าออกอย่างรวดเร็วมากขึ้น ส่งผลให้ราคาสินทรัพย์ และค่าเงินบาทมีความผันผวน โดยในครึ่งปีแรกของปีนี้ ค่าเงินบาทผันผวนสูงกว่าปีที่ผ่านมา โดยมีค่าความผันผวนอยู่ที่ 5% ขณะที่ปีที่ผ่านมาค่าความผันผวนอยู่ที่ 3%” นางผ่องเพ็ญ กล่าวและว่า ในส่วนของภาคเอกชน และผู้ที่เกี่ยวข้องนั้น ธปท.มีความเชื่อว่า ภาคเอกชนไทยได้รับทราบแนวโน้มนี้มาระยะหนึ่งแล้ว และทยอยปรับตัวเพื่อรับมือกับความผันผวนของค่าเงินบาทที่สูงขึ้นแล้ว และเชื่อว่าจะสามารถปรับตัวรับมือได้ โดยในส่วนของ ธปท. ก็จะดูแลลดความผันผวนในช่วงที่มีมากเกินไปให้ ซึ่งเป็นแนวทางปกติที่ ธปท.ดำเนินการอยู่แล้ว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 25 กรกฎาคม 2554, 18:40 น.

แฉเฮดจ์ฟันด์เก็งกำไรน้ำมัน

Published มีนาคม 1, 2011 by SoClaimon

1 มีนาคม 2554, 05:45 น.

ผ่านทางแฉเฮดจ์ฟันด์เก็งกำไรน้ำมัน – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_152487

 

ผู้บริหารบางจาก เผย เฮดจ์ฟันด์เก็งกำไรน้ำมัน ตุนน้ำมัน 200 ล้านบาร์เรลรับตะวันออกกลางป่วน…

นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หากสถานการณ์ความวุ่นวายในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะลิเบียที่ยืดเยื้อ จะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งแตะระดับ 120 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล และคาดว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะยืนอยู่ระดับ 100 เหรียญฯ กินเวลายาวนาน จากเดิมที่ประเมินกันว่าราคาน้ำมันดิบที่สูงเกิน 100 เหรียญฯ คงกินเวลาสั้นๆเท่านั้น ทั้งนี้ วงการน้ำมันยังมั่นใจว่า สัปดาห์นี้อาจจะเห็นราคาน้ำมันดิบลดลงเหลือเฉลี่ย 90 เหรียญฯ และคาดว่าตลอดปีนี้ก็จะเคลื่อนไหวที่ 90-100 เหรียญฯ

นายอนุสรณ์กล่าวว่า จากความกังวลในตะวันออกกลาง ทำให้กองทุนเก็งกำไรข้ามชาติหรือเฮดจ์ฟันด์ เข้ามาลงทุนเก็งกำไรน้ำมัน โดยได้ออกมากว้านซื้อน้ำมันดิบในตลาดโลกในช่วงเดือนที่ผ่านมารวมปริมาณกว่า 200 ล้านบาร์เรล จากเดือน ม.ค. ที่มีการกว้านซื้อเพียง 150 ล้านบาร์เรลเท่านั้น “ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อราคาขายปลีกในประเทศ ซึ่งรัฐบาลจะต้องหาทางแก้ไข หากยังคงตรึงราคาน้ำมันดีเซลให้อยู่ระดับไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร จะทำให้กองทุนน้ำมันต้องรับภาระจนกระทบต่อการใช้กองทุนน้ำมันไปตรึงราคาก๊าซหุงต้มและเอ็นจีวี ทั้งนี้ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นคาดว่าจะทำให้ค่าการกลั่นเฉลี่ยปีนี้ของบางจากอยู่ที่ 6 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรลและคาดว่าปีนี้บางจากจะมีรายได้รวม 160,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากปี 53 ที่มีรายได้ 130,000 ล้านบาท และมีกำไร 2,813 ล้านบาท”

สำหรับแผนการดำเนินงานในปีนี้ บางจากจะเดินหน้าลงทุนต่อเนื่องภายใต้งบ 13,000 ล้านบาท อาทิ ในธุรกิจผลิตน้ำมันดีเซลมาตรฐานยูโร 4 วงเงิน 1,500 ล้านบาท โรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ 5,000 ล้านบาท เพิ่มกำลังผลิตไบโอดีเซลเป็น 360,000 ลิตรต่อวัน จากปัจจุบัน 300,000 ลิตรต่อวัน ใช้งบลงทุน 100 ล้านบาท และซื้อโรงงานผลิตเอทานอลอีก 2 โรง รวม 2,000 ล้านบาท พร้อมผลักดันยอดขายน้ำมันเพื่อรองรับกำลังการผลิตของโรงกลั่นบางจากที่จะเพิ่มกำลังการกลั่นขึ้นอีก 100,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งจะทำให้บางจากมีกำลังการกลั่นเฉลี่ย 920,000 บาร์เรลต่อวัน.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 1 มีนาคม 2554, 05:45 น.

 

คลังโอ่มาตรการได้ผล เก็งกำไรตราสารหนี้น้อยลง

Published ตุลาคม 19, 2010 by SoClaimon

18 ตุลาคม 2553, 19:20 น.

ผ่านทางคลังโอ่มาตรการได้ผล เก็งกำไรตราสารหนี้น้อยลง – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_119796

รมว.คลัง เผย เก็งกำไรตราสารหนี้มีปริมาณการซื้อขายน้อยลง สะท้อนว่า มาตรการที่ออกไปนั้นมีผลต่อการเก็งกำไรของนักลงทุนน้อยลง ขณะที่รัฐบาลยังติดตามน้ำท่วมใกล้ชิด เชื่อขณะนี้ ยังไม่มีผลกระทบกับเศรษฐกิจ…

ที่กระทรวงการคลัง วันที่ 18 ต.ค. นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หลังจากรัฐบาลออกมาตรการในการดูแลการเก็งกำไรในตลาดตราสารหนี้ ขณะนี้ได้รับรายงานว่า ไม่มีความผิดปกติในตลาดตราสารหนี้ โดยปริมาณการซื้อขายมีน้อยลงสะท้อนว่า มาตรการที่ออกไปนั้น มีผลต่อการเก็งกำไรของนักลงทุนน้อยลง กระทรวงการคลังจะไม่มีมาตรการเพิ่มเติมในการดูแลเงินบาท เพราะเป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

สำหรับการประชุม รัฐมนตรีคลังเอเปก ช่วงต้นเดือน พ.ย. ที่ประเทศญี่ปุ่นนั้น จะมีโอกาสพบปะหารือร่วมกับรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ และอาเซียน โดยคงจะมีการหยิบยกประเด็นในกรณีที่สหรัฐฯใช้นโยบายการเงินเพื่อลดค่าเงิน ของตัวเอง ซึ่งทำให้เกิดความปั่นป่วนในตลาดเงินและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของทุกประเทศ ก็คงต้องคุยกันว่า นโยบายนี้ ได้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกหรือไม่

ส่วน สถานสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ ขณะนี้ ทางรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี ได้ติดตามภาวะน้ำท่วมหนักในทุกพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และกำลังเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ยังเชื่อว่า ไม่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ นอกจากนี้ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อังคารนี้ (19 ต.ค.) ที่ประชุมจะมีการพิจารณากรอบความร่วมมือรถไฟความเร็วสูงกับประเทศจีน ที่จะก่อสร้างจากชายแดนสาธารณรัฐประชาชนลาว มายังกรุงเทพฯ  และไปยังปาดังเบซาร์ ชายแดนมาเลเซีย.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 18 ตุลาคม 2553, 19:20 น.

tags:
กรณ์ จาติกวณิช กระทรวงการคลัง มาตรการ เก็งกำไร ตลาดตราสารหนี้ น้ำท่วม เศรษฐกิจ

บาทแข็งฉุดส่งออกสูญแสนล้าน! ส.อ.ท.ชง7มาตรการรุกหนัก

Published ตุลาคม 4, 2010 by SoClaimon

2 ตุลาคม 2553, 05:00 น.

ผ่านทางบาทแข็งฉุดส่งออกสูญแสนล้าน! ส.อ.ท.ชง7มาตรการรุกหนัก – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_115654

ส.อ.ท.ชี้เงินบาทแข็งค่าเร็วทำรายได้ ส่งออกช่วง 8 เดือนแรกหายไปเฉียดแสนล้าน เตรียมเดินสายถกพาณิชย์ คลัง–ธปท. พร้อมเสนอ 7 มาตรการเพิ่มเติมช่วยผู้ประกอบการ ขณะแบงก์ชาติส่งหนังสือเวียนถึงแบงก์คุมเข้มลูกค้ากลุ่มเก็งกำไร

นาย พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ใน 9 เดือนแรกของปีนี้เงินบาทได้ปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจนถึงขณะนี้พบว่าแข็งขึ้นรวมทั้งสิ้น 2.975 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯหรือประมาณ 9% ส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกโดยตรง โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก รวมทั้งกลุ่มเอสเอ็มอีที่กำลังประสบความเดือดร้อนจากการขาดทุนจากการส่งออก เพราะรายได้เป็นเงินบาทที่ลดลง ขณะที่ สินค้าเอสเอ็มอีของประเทศคู่แข่งเข้ามาแย่งตลาดอย่างรวดเร็วต่างจาก อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่ยังสามารถปรับตัวรับมือกับปัญหาดังกล่าว ได้

นายพยุงศักดิ์กล่าวว่า แม้ว่ากลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะใช้ความสามารถในการประคับ ประคองธุรกิจให้อยู่รอดต่อไปได้เพื่อไม่ให้เกิดการปลดแรงงานเอสเอ็มอีที่ เป็นพื้นฐานการจ้างงานหลักของคนไทย แต่ก็ไม่สามารถลดภาระการขาดทุนได้ทำให้ต้องทยอยปิดกิจการลง เพราะสินค้าเอสเอ็มอีไม่สามารถขอปรับราคาจำหน่ายกับผู้นำเข้าจากต่างประเทศ ได้มากนัก “ตัวเลขการส่งออกภาคอุตสาหกรรมโดยรวมนับแต่เดือน ม.ค.-ส.ค.ในรูปเงินเหรียญสหรัฐฯอยู่ที่ 125,083 ล้านเหรียญสหรัฐฯขยายตัว 32.6% แต่พอแปลงเป็นเงินบาทกลับเป็นจำนวน 4.047 ล้านล้านบาทหรือขยายตัว 24.3% แต่เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อนซึ่งเงินบาทอยู่ที่ระดับ 33-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯแล้ว ส่งผลให้รายได้การส่งออกหายไปประมาณ 98,527 ล้านบาท”

นายพยุงศักดิ์กล่าวว่า ในสัปดาห์หน้าผู้บริหาร ส.อ.ท.จะขอเข้าพบนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง และนางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เพื่อแจ้งถึงปัญหาและอุปสรรคในการทำธุรกิจให้ผู้บริหารเหล่านี้ได้รับทราบ ถึงความเดือดร้อนที่กำลังเกิดขึ้นจากเงินบาทที่แข็งค่าและขอให้หามาตรการ ช่วยเหลือผู้ส่งออกอีกครั้งหนึ่ง เพราะหากภาครัฐยังปล่อยไว้โดยไม่มีการช่วยเหลืออย่างจริงจัง ในอนาคตการส่งออกของไทยที่เป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศจะลำบากมากขึ้น

ทั้ง นี้ ส.อ.ท.พบว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากจากเงินบาทแข็งค่ามีประมาณ 30% เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องหนังที่เผชิญปัญหาการแข่งขันด้านราคาที่ประเทศคู่ แข่งตัดราคาจำหน่ายได้ต่ำกว่า กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ไม่สามารถปรับราคาสินค้าได้ และกลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอที่ขณะนี้อยู่ในขั้นวิกฤติแล้วต้องการให้ภาครัฐ เข้ามาดูแลโดยด่วน รวมทั้งกลุ่มอาหารสำเร็จรูปรายเล็กที่ไม่สามารถปรับขึ้นราคาสินค้าได้โดยอาจ มีการทยอยปิดโรงงานเร็วๆนี้

“ส.อ.ท.ได้เสนอ 7 มาตรการเร่งด่วนเพิ่มเติมเพื่อขอให้ภาครัฐดำเนินการช่วยเหลือได้แก่ 1. ขอให้ผู้ส่งออกชำระค่าระวางเรือได้โดยไม่ต้องแลกเป็นเงินบาท 2. ขอให้กระทรวงการคลังเร่งหาแนวทางให้ผู้ส่งออกชำระค่าสินค้าเป็นเงินตราต่าง ประเทศ 3. ขอให้กรมศุลกากรลดค่าใบขนส่งให้เพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการในระยะสั้น 4. ขอให้ ธปท.ลดการออกมาวิพากษ์เกี่ยวกับการส่งออกว่าไม่ได้รับผลกระทบจากบาทแข็ง 5. ขอให้ ธปท.และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.75% และ 7. ขอให้รัฐบาลมีการสนับสนุนสภาพคล่องผู้ส่งออกเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบผ่าน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอีแบงก์) ในการปล่อยสินเชื่อวงเงิน 5,000 ล้านบาท เป็นต้น”

นายพยุงศักดิ์ กล่าวว่า ส.อ.ท.ต้องการให้ ธปท.คงอัตราดอกเบี้ยไว้ก่อนเพราะขณะนี้ค่าเงินเปลี่ยนแปลงเร็วมากจะมาใช้แนว คิดแบบเก่าที่มองยาวๆและไกลๆไม่ได้แล้ว ธปท.ควรจะดูตามสถานการณ์มากกว่า “สิ่งที่ผู้ว่า ธปท. คนใหม่ ควรเร่งทำคืออย่าให้เงินบาทแข็งค่าเร็วและอย่าแข็งกว่าคนอื่นมาก โดยเฉพาะประเทศคู่ค้า”

นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพนโยบายการเงิน ธปท. เผยว่า ธปท. ได้ออกประกาศซักซ้อมความเข้าใจเรื่องหลักปฏิบัติตามมาตรการป้องปรามการเก็ง กำไรค่าเงินบาทและดูแลการทำธุรกรรมของผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ (Non-Resident หรือ NR) ให้ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินทุกแห่งรับทราบและให้ถือปฏิบัติไปตามหลักเกณฑ์อย่างเคร่งครัด รวมทั้งขอให้ช่วยตรวจการนำเงินเข้าและออกจากบัญชีให้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ กำหนดในระเบียบควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินด้วย

ทั้งนี้ มาตรการการป้องปรามการเก็งกำไรที่ ธปท.ขอความร่วมมือนั้นเป็นมาตรการที่เคยออกไปเมื่อวันที่ 29 ก.พ.2551 ประกอบด้วย 1. มาตรการการจำกัดการกู้เงินบาทหรือธุรกรรมที่มีผลเสมือนการกู้ยืมเงินบาทจาก NR คือให้สถาบันการเงินจำกัดวงเงินในธุรกรรมนี้ทุกอายุสัญญาที่ไม่มีการค้าการ ลงทุนรองรับให้รวมวงเงินคงค้างในทุกธุรกรรมในแต่ละสถาบันการเงินไม่เกิน 10 ล้านบาท และ 2. มาตรการดูแลบัญชีเงินบาทของ NR มิให้มีคงค้างในบัญชีเกินที่กำหนด ขณะที่ค่าเงินบาทล่าสุดนั้นผู้สื่อข่าวรายงานว่า ซื้อขายกันที่ระดับ 30.18-30.19 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯแล้ว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 2 ตุลาคม 2553, 05:00 น.

tags:
ค่าเงินบาท บาทแข็ง คลัง ธปท. เกร็งกำไร อัตราดอกเบี้ย

%d bloggers like this: