เกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร

All posts tagged เกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร

“โสภณ”อาสาควบตำแหน่งรมช.คมนาคมแทน”เกื้อกูล”

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

17 พฤศจิกายน 2553, 14:59 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127695.

Pic_127695

รมว.คมนาคม รับอาสาควบตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยคมนาคม ดูแลทางน้ำแทน ‘เกื้อกูล’ ที่ต้องลาออกเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้ง…

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 17 พ.ย. นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงกรณีที่นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลาออกจาก ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคชาติไทยพัฒนา เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งนั้น เรื่องนี้ตนเห็นว่า น่าจะเป็นมาตรฐานเดียวกันกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เมื่อลาออกและลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งต่อมาได้รับเลือกตั้งกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งเดิมเช่นเดียวกัน ดังนั้น ในส่วนนี้จึงไม่จำเป็นต้องมีใครมาแทนนายเกื้อกูล

ทั้งนี้ ในช่วงเวลาที่ไม่มี รมช.คมนาคม ดูแลทางน้ำ ตนก็จะรับผิดชอบดูแลเองทั้งหมดก่อน คือ รักษาการแทนไปก่อน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 17 พฤศจิกายน 2553, 14:59 น.

6ส.ส.พ้นสภาพ ศาลตัดสิทธิ์ ถือครองหุ้นผิด

Published มิถุนายน 6, 2011 by SoClaimon

3 พฤศจิกายน 2553, 18:45 น.
6ส.ส.พ้นสภาพ ศาลตัดสิทธิ์ ถือครองหุ้นผิด – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_124100

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ 6 ส.ส.พ้นสมาชิกภาพ หลังถือครองหุ้นสัมปทานรัฐขัด รธน. โดย 2 รมต. “บุญจง-เกื้อกูล” โดนด้วย ส่วน ส.ว.-ส.ส.อีก 38 คนรอด ปธ.วิปรัฐบาลยอมรับหนักใจเสียงหายไป 5 เสียง  อาจเจอปัญหาสภาล่ม…

เมื่อวันที่ 3 พ.ย. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้ ส.ส. 6 คน พ้นสมาชิกภาพ กรณีถือครองหุ้นในธุรกิจสื่อ และบริษัทที่เป็นคู่สัมปทานของรัฐ โดย ส.ส.ทั้ง 6 คน ประกอบด้วย นายสมเกียรติ ฉันทวานิช ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย นางมลิวัลย์ ธัญญสกุลกิจ ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อแผ่นดิน ม.ร.ว.กิติวัฒนา (ไชยันต์) ปกมนตรี ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร ส.ส.อยุธยา พรรคชาติไทยพัฒนา และเป็น รมช.คมนาคม และนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย และเป็น รมช.มหาดไทย

ส่วน ส.ส. และ ส.ว.ที่เหลืออีก 38 คน ศาลเห็นว่าถือครองหุ้นก่อนที่จะมาดำรงตำแหน่ง ส.ส.จึงวินิจฉัยว่ายังไม่พ้นการเป็นสมาชิกภาพ

นายวิทยา แก้วภราดัย ประธานคณะกรรมการประสานงาน (วิป) พรรคร่วมรัฐบาล  กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสิทธิ์ ส.ส. 6 คน ซึ่งเป็นเสียงของพรรคร่วมรัฐบาล 5 เสียง ว่า ถ้าดูภาพรวม รัฐบาลยังมีเสียงมากกว่าฝ่ายค้านกว่า 20 เสียง ถ้ารวมเสียงรัฐมนตรีด้วย ก็จะมากกว่าฝ่ายค้านกว่า 40 เสียง อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าแม้เสียงจะมากกว่าแต่ก็อาจจะมีปัญหาเรื่ององค์ประชุมสภาฯ ที่อาจต้องประสบภาวะสภาฯ ล่มเป็นครั้งคราว ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดา เพราะถ้าเลือกตั้งซ่อมกลับมา รัฐบาลก็จะมีเสียงเพิ่ม

“ในส่วนของวิปรัฐบาลจะบริหารองค์ประชุมภายใต้ขอบเขตที่กำหนดไว้ ซึ่งอยู่ที่ความรับผิดชอบของ ส.ส.ด้วย แต่เข้าใจว่าขณะนี้ ส.ส.ก็กังวลถึงปัญหาน้ำท่วม ดังนั้นหากพื้นที่มีปัญหา ก็ต้องผ่อนปรนกันไป” นายวิทยา กล่าว

เมื่อช่วงเย็นวันเดียวกัน นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำพิพากษาให้พ้นจากการดำรงตำแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เนื่องจากกระทำผิดรัฐธรรมนูญ กรณีที่มีการถือครองหุ้นในธุรกิจสื่อ และบริษัทที่เป็นคู่สัญญากับรัฐ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ว่า ตนยอมรับและเคารพกับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่ตัดสินออกมา แต่ทิศทางทางการเมืองหลังจากนี้นั้น ยังไม่สามารถตอบชัดเจนได้ ต้องรอปรึกษาจากผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคารพก่อนว่าจะมีการดำเนินการอย่างไรหลัง จากนี้

“การถือครองหุ้นนั้น ผมไม่เคยมีเจตนาที่จะกระทำการใดๆ ที่จะขัดกับรัฐธรรมนูญแม้แต่น้อย เพราะเป็นการถือครองในช่วงที่ผมดำรงตำแหน่ง ส.ส. และหุ้นดังกล่าวภรรยาของผมเป็นคนซื้อ” นายเกื้อกูล กล่าว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 3 พฤศจิกายน 2553, 18:45 น.

เกื้อกูลเบรกดังเอี๊ยดขึ้นค่าเรือหวั่นปชช.อ่วม

Published มกราคม 26, 2011 by SoClaimon

25 มกราคม 2554, 12:24 น.

ผ่านทางเกื้อกูลเบรกดังเอี๊ยดขึ้นค่าเรือหวั่นปชช.อ่วม – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_143982

 

‘เกื้อกูล’ ขอเวลาพิจารณาข้อเท็จจริงในการขอปรับขึ้นค่าเรือด่วนเจ้าพระยาและเรือคลองแสนแสบก่อน หวั่น ปชช.แบกค่าใช้จ่ายอ่วม…

วันที่ 25 ม.ค. นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากที่มีผู้ประกอบการเรือโดยสารทั้งเรือด่วนเจ้าพระยา และ เรือคลองแสนแสบ จะขอให้กรมเจ้าท่า ซึ่งเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลทางน้ำอนุมัติให้ผู้ประกอบการเรือโดยสารปรับขึ้นค่าโดยสารเรือประจำทาง เพิ่มขึ้นช่วงละ 1 บาท และ เรือข้ามฝาก เพิ่มขึ้นอีก คนละ 50 สตางค์ ว่า ในเรื่องดังกล่าวตนขอพิจารณาในรายละเอียดของส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบก่อน นอกเหนือจาก ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้นก่อน จากนั้น จึงจะตัดสินใจได้ว่าจะให้ผู้ประกอบการเรือโดยสารปรับขึ้นค่าโดยสารหรือไม่ เพราะขณะนี้ประชาชนมีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นอยู่แล้ว

“เรื่องการปรับค่าเรือโดยสาร เรามีสูตรในการคำนวณอยู่แล้ว แต่ต้องขอดูรายละเอียดที่เกี่ยวข้องก่อนว่าเป็นอย่างไร จากนั้นจึงจะตัดสินใจได้” นายเกื้อกูล กล่าว

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 25 มกราคม 2554, 12:24 น.

 

จังหวะ ‘ยั่ว’ ให้ยุบสภา

Published ธันวาคม 31, 2010 by SoClaimon

14 ธันวาคม 2553, 05:03 น.

ผ่านทางจังหวะ \’ยั่ว\’ ให้ยุบสภา – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_133962

 

ว่ากันตามหน้าตักเดิม ก็ไม่มีใครขาดทุน

วิเคราะห์ตามตัวเลขที่ออกมา สนามเลือกตั้ง กทม.เขต 2 “หล่อเล็ก” นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน มวยเกรดเอของประชาธิปัตย์ เข้าวินรักษาพื้นที่ไว้ได้ มีคะแนนเหนือนายพงษ์พิสุทธิ์ จินตโสภณ คนของพรรคเพื่อไทย กว่า 3 หมื่นแต้ม แพ้ขาดครึ่งต่อครึ่ง

พื้นที่กลางกรุง ประชาธิปัตย์เอาเสาไฟฟ้าปักยังได้

ตรงกันข้าม เวทีเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ขอนแก่น เขต 2 ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช แชมป์เก่าของพรรคเพื่อไทย ก็ทำแต้มทิ้งขาดนายอธิปปรัชญ์ ทัดพิชญางกูร ผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ ไปแสนกว่าคะแนน ชนะท่วมท้นเกิน 3 เท่าตัว

ขอนแก่น เมืองหลวงอีสาน เพื่อไทยก็ยังเหนียวแน่น

ขณะที่เขต 1 พระนครศรีอยุธยา นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร เจ้าของพื้นที่เดิมจากพรรคชาติไทยพัฒนา ต้องฝ่ากระแสโซนแดง กว่าจะเฉือนผู้ท้าชิงอย่างนายองอาจ วชิรพงศ์ ไปแค่ 6 พันกว่าคะแนน เบียดกันชนิดจี้คอหอย

ปาดเหงื่อเลยก็แล้วกัน

กรุงเทพฯ ขอนแก่น อยุธยา สู้กันโดยวิถีธรรมชาติ คะแนนออกมาตามเนื้อผ้า

จะมีก็แค่ “ปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ” แนวรบด้านจังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดสุรินทร์ สมรภูมิเดือด ศึกสายเลือดระหว่างพรรคเพื่อไทยกับยี่ห้อภูมิใจไทย
“ปล่อยของ” ใส่กันไม่ยั้ง

ก่อนที่ผลการต่อสู้จะออกมา นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ อดีต รมช.มหาดไทย เข้าป้ายที่โคราช เขต 6 ทิ้งห่างคู่รักคู่แค้นอย่างนายอภิชา เลิศพชรกมล คนของพรรคเพื่อไทย แบบม้วนเดียวจบกว่า 3 หมื่นคะแนน

เช่นเดียวกับที่เขต 3 จังหวัดสุรินทร์ ตามคิวที่แว่วๆว่า ยี่ห้อ “เนวิน ชิดชอบ” ปักหลักบัญชาการเกมด้วยตัวเอง แล้วก็เป็นนายศุภรักษ์ ควรหา มวยของพรรคภูมิใจไทย ที่ชนะนางปทิดา ตันติรัตนานนท์ คนของพรรคเพื่อไทย ไป 2 หมื่นกว่าแต้ม

ภูมิใจไทยหักเพื่อไทย “เนวิน” กู้หน้าคืนสำเร็จ

อย่างไรก็ตาม จากควันหลงของการต่อสู้ที่รุนแรง ต่างฝ่ายต่างงัดไม้ตายเข้าประจัญบาน มันก็ยังต้องลุ้นใบแดง ใบเหลือง จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
ส่อเค้าว่า จะไม่จบในยกเดียว

แต่ทั้งหมดทั้งปวงเลย จากผลเลือกตั้งซ่อมที่โคราชและสุรินทร์ที่ออกมา มันเป็นตัวชี้วัดว่า ถ้ายี่ห้อภูมิใจไทย โดยสไตล์มวยบุกอย่าง “เนวิน” ที่เน้นเกหมดหน้าตัก ทั้งอำนาจรัฐที่คุมขุมข่ายมหาดไทย บวกกับสารพัด “ยุทธปัจจัย” ที่กุมอยู่ในมือ

อยู่ในวิสัยที่โค่นคนของ “นายใหญ่” ได้

ขณะเดียวกันก็เป็นสัญญาณเตือนคนของพรรคเพื่อไทย ลำพังแค่กินบุญเก่ายี่ห้อ “ทักษิณ” หวังอาศัยตีกินกระแส แต่สถานภาพภายในพรรคง่อนแง่น ไร้หางเสือกำหนดทิศทาง แถมท่อน้ำเลี้ยงยังเหือดแห้ง

อีสานแล้งก็เฉาตายเอาง่ายๆ

ไฟต์บังคับ “นายใหญ่” อยู่เฉยไม่ได้

ที่แน่ๆถ้าคิดจะสู้ พรรคเพื่อไทยต้องมีการยกเครื่องกันขนานใหญ่ อย่างที่นายวิชาญ มีนชัยนันท์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยอมรับว่า พรรคคงต้องประชุมวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งที่ออกมา เพื่อหาเหตุปัจจัยต่างๆที่ทำให้ได้ผลเช่นนี้

เอาเป็นว่า   ก่อนอื่นเลยต้องพูดกันเรื่องความชัดเจนในการ บริหารจัดการภายในพรรค   โดยเฉพาะต้องฟันธงแม่ทัพนำขบวนให้ได้

และนั่นยังไม่สำคัญเท่ากับ “หัวจ่ายน้ำเลี้ยง” ต้องทำงาน

ไม่อย่างนั้นก็มีหวังเกิดอาการ “เลือดไหลออก” จนช็อก ยืนตายซากแน่

แต่ในมุมกลับกัน มันก็เป็นผลบวกกับพรรคเพื่อไทย ในกรณีถ้าพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลเหมาเอาว่า ผลจากการเลือกตั้งซ่อมรอบนี้ เป็นสัญญาณการถดถอยของยี่ห้อ “ทักษิณ ชินวัตร”

“นายใหญ่” เสื่อมมนตร์ขลัง อีสานฐานใหญ่โดน “เนวิน” เจาะ

เป็นจังหวะเหมาะสมที่จะกดปุ่มยุบสภา ตามคิวที่นายกฯอภิสิทธิ์ส่งสัญญาณล็อกโปรแกรมในห้วงเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายนปีหน้า

นั่นแหละจะได้ใส่กันหมดหน้าตัก ถึงเวลาต้องทุ่มเดิมพันกันเต็มที่

เพราะมีธงให้ชิงพลิกขั้วอำนาจ.

 

ทีมข่าวการเมือง

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการเมือง
  • 14 ธันวาคม 2553, 05:03 น.

 

‘ปาหี่’ เล่นกันไม่เบื่อ

Published พฤศจิกายน 29, 2010 by SoClaimon

11 พฤศจิกายน 2553, 05:03 น.

ผ่านทาง\’ปาหี่\’ เล่นกันไม่เบื่อ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_126027

 

ยังมีเวลาให้ยื้อเก้าอี้อีกหลายอึดใจ จนกว่าจะถึงวันที่ 22 พฤศจิกายน วันแรกที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดให้เป็นวันรับสมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส.

ตามคิวนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย จากพรรคภูมิใจไทย กับนายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร รมช.คมนาคม ของพรรคชาติไทยพัฒนา ก็แค่รับเหมาเล่นบท “ผู้ร้าย” ให้พระเอกอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตื้บโชว์พ่อยกแม่ยก

ลากเกมเหยียบบ่าพรรคภูมิใจไทยและพรรคชาติไทยพัฒนาตีกินกระแสไปพลางๆ

อย่างน้อยเลย ก็ได้จังหวะเบี่ยงกระแสจากอาการ “บ้อท่า” โดนวิกฤติอุทกภัยใหญ่พัดพาต้นทุนหน้าตักภาวะผู้นำหายไปกับสายน้ำ

“อภิสิทธิ์” ต้องกัดฟันสารภาพออกอากาศ ยอมรับผิดแต่เพียงผู้เดียว

ในเมื่อพรรคร่วมรัฐบาลยอมเจ็บบ่า ให้เหยียบลอยคอหนีน้ำท่วมใหญ่

มันก็เป็นอะไรที่ต้องแลกเปลี่ยนกัน กับคิวที่นายกฯอภิสิทธิ์แบะท่า เตรียมปรับ ครม.

ส่งเสลี่ยงไปรับ “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กลับมานั่งตำแหน่งรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง กลับมาประจำการ “ห้องเครื่องรัฐบาล” หลัง กกต.รับรองผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สุราษฎร์ธานี

ตามคิว “ปล่อยของ” ออกมาจากพรรคประชาธิปัตย์ จะปรับ ครม.แค่ตำแหน่งรองนายกฯของ “เทพเทือก” แค่เก้าอี้เดียว

โดยไม่แตะต้องโควตาของพรรคร่วมรัฐบาล

หนังหักมุม จากก่อนหน้าที่เริ่มเปิดฉากเล่นบทบู๊ อาศัยจังหวะที่ “เทพเทือก” ขาลอยจากเกมอำนาจกลับไปลงสนามเลือกตั้งซ่อม พระเอกอย่างนายกฯอภิสิทธิ์เล่นบทดุดันไล่บี้ไล่ต้อนพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะยี่ห้อภูมิใจไทยที่เหมาบทผู้ร้าย

โดนขึงพืดประชาทัณฑ์ “คอรัปชัน”

เสมือนหนึ่งว่า “อภิสิทธิ์” เดินหน้าเล่นบท “คุณชายสะอาด” ให้สมกับรางวัลเด็กดี ที่ควรค่าแก่การได้สิทธิต่อโปรโมชั่นตั๋วพิเศษ ลากเกมอำนาจบนเก้าอี้นายกรัฐมนตรีต่อไป

ตั้งท่าจะล้มกระดาน ล้างไพ่ใหญ่

แต่คำตอบสุดท้ายเฉลยกันแล้ว “อภิสิทธิ์” จะส่งเสลี่ยงไปแบก “เทพเทือก” กลับมาเป็นรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง เล็งปรับ ครม.แค่เก้าอี้เดียว โดยไม่เกี่ยว ไม่ได้ข้องแวะกับโควตารัฐมนตรีของพรรคร่วมรัฐบาล
สรุปก็แค่ “ปาหี่” คั่นรายการ

ไม่มีเงื่อนไขของปมคอรัปชัน ไม่ได้เกี่ยวกับกฎเหล็ก 9 ข้อแต่อย่างใด

พระเอกอย่างนายกฯอภิสิทธิ์ก็ยังสนุกกับการเล่นบทตบจูบกับพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่เหมาเล่นบทผู้ร้าย

เล่นละครการเมืองน้ำเน่าตบตาคนดูต่อไป

ตามจังหวะเปลี่ยนฉากเล่นใหม่ไปได้เรื่อยๆ กับคิวรื้อ “รัฐธรรมนูญฉบับหน้าแหลมฟันดำ” ใน 2 ประเด็น คือ การทำสนธิสัญญาไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา และเปลี่ยนระบบเลือกตั้งกลับไปเป็นเขตเดียวเบอร์เดียว

ในบท “ให้ใจ” นายกฯอภิสิทธิ์ “ทุบโต๊ะ” ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ตีธงไม่ต้องผ่านความเห็นจากที่ประชุมพรรคประชาธิปัตย์ และไม่จำเป็นต้องเสียเวลาทำประชามติ

เล่นเร็ว ให้ทันเทอมของสภาชุดปัจจุบันกันเลย

โดยซีนของนายกฯอภิสิทธิ์ ถือว่า “ตีบทแตก” ในการแสดงความจริงใจ รักษาสัญญาลูกผู้ชายที่ให้ไว้กับพรรคร่วมรัฐบาล

แต่ตามฟอร์มหนังของคนประชาธิปัตย์ต้องดูนานๆ อ่านกันหลายๆชั้น

ที่แน่ๆกับบทถนัด “ตีสองหน้า” เล่นกันไม่เบื่อ

ตามคิวไม่ได้เหนือการคาดหมาย กับมุกที่รุ่นเก๋าอย่าง “หมอผี” นายสัมพันธ์ ทองสมัคร ส.ส.นครศรีธรรมราช รับบทเป็นหัวขบวนนำทีมออกมาโวยวาย ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในประเด็นกลับไปเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว

จุดเสียเปรียบของประชาธิปัตย์ จะต้องเสีย “หมาหลง” ที่โหนเขตใหญ่ ลากเข้าสภาฯ

พูดกันแรงๆถึงขั้นอยู่ดีไม่ว่าดี จะทำให้พรรคพัง

ประชาธิปัตย์ปล่อยคิวพวกขาเฮี้ยวออกมาขวางลำนายกฯอภิสิทธิ์ ตบท้ายด้วยการเสนอให้ฟรีโหวตคิวแก้รัฐธรรมนูญในที่ประชุมรัฐสภา

เป็นอันว่า “จบข่าว” เกมแก้รัฐธรรมนูญก็แค่มุกซื้อเวลาของรัฐบาลประชาธิปัตย์ สับขาหลอกให้ “อภิสิทธิ์” ลากเทอมรัฐบาลก็แค่นั้น

มุกตื้นๆที่อ่านกันทัน แต่งัดมาใช้ยามคับขันได้ตลอด.

 

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการเมือง
  • 11 พฤศจิกายน 2553, 05:03 น.

 

ดื้อไปก็เจ็บบ่าเปล่าๆ

Published พฤศจิกายน 29, 2010 by SoClaimon

10 พฤศจิกายน 2553, 05:03 น.

ผ่านทางดื้อไปก็เจ็บบ่าเปล่าๆ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_125758

 

ตามฟอร์มหนังไทย “ผู้ร้าย” ไม่มีทางชนะ

ขนาด 10 รุม 1 ยังสู้ “พระเอก” ไม่ได้ แล้วนับประสาอะไรกับแค่ 2 รุม 1 ตามจังหวะเฮี้ยวๆที่พรรคชาติไทยพัฒนาสั่งงดประชุมพรรคประจำสัปดาห์ นัยว่า เลื่อนคิวฟันธงกรณีของนายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร รมช.คมนาคม ที่จะต้องลาออกจากรัฐมนตรี ไปลงสมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส. เป็นวันที่ 15 พฤศจิกายน
ลากเกมวัดใจออกไป

ตามเหลี่ยมเขี้ยวๆที่ “เสี่ยตือ” นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล กุนซือพรรคชาติไทยพัฒนา แบะท่า จะเดินเกมเดียวกับค่ายภูมิใจไทย ที่จะต้องฟันธงกรณีของนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย

“บรรหาร ศิลปอาชา” แท็กทีมเล่นแต้มกับ “เนวิน ชิดชอบ”

กั๊กเชิงกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ส่งสัญญาณชัดๆออกอากาศ ถ้าจะลงสมัคร ส.ส.ต้องลาออกจากรัฐมนตรี ตามบรรทัดฐานเดียวกับที่ “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ทำเป็นตัวอย่าง

และย้ำกันหนักแน่นอีกครั้ง ตามรายงานเบื้องหลังประโยคที่ “เทพเทือก” ส่งซิกผ่าน “ปู่จิ้น” นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย บนโต๊ะอาหาร ภายหลังปฏิบัติภารกิจที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี

“นายกฯบอกให้ออก ก็ต้องออก”

สัญญาณเข้มๆจากคนประชาธิปัตย์ไล่บี้กันทั้งฉากหน้าและฉากหลัง

เล่นแต้มไปกับกระแสสังคม รับมุกพ่อยกแม่ยกที่ส่งเสียงเชียร์ให้พระเอกอย่างนายกฯ อภิสิทธิ์โชว์ภาวะผู้นำ ทุบต่อมจริยธรรมรัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาล

โดยรูปเกม คงฝืนเฮี้ยวกันได้ไม่กี่น้ำ

มังกรอย่าง “บรรหาร” และเซียนอย่าง “เนวิน” ก็คงอ่านเกมขาด ฝืนไปก็รังแต่จะ “เจ็บบ่า” ให้พระเอกอย่าง “อภิสิทธิ์” เหยียบตีกินกระแส

บท “ผู้ร้าย” ต้องแพ้อยู่วันยังค่ำ

ตามจังหวะของพรรคชาติไทยพัฒนา ก็แค่ “แข็งเมือง” กับนายกฯอภิสิทธิ์พอเป็นพิธี ไม่ให้ภาพออกมาเป็น “ลูกไล่” โดนบีบโดนทุบง่ายๆ

เหนืออื่นใด  เป็นการเทกแอ็กชั่น “ล็อกโควตารัฐมนตรี” ไม่ให้โดนเวนคืน ในจังหวะที่จับทางนายกฯอภิสิทธิ์ อาจจะถือโอกาสปลดล็อก

ปรับ ครม. “ล้างหน้าไพ่” กันใหม่

ต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับแต้มเดิมพันสูงๆของยี่ห้อ “ภูมิใจไทย” โดยเฉพาะกับมวยอย่างนายบุญจงที่โดนต้อนเข้ามุมอับ

ตามเงื่อนไขไฟต์บังคับ ก็อย่างที่นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ ส.ส.ขอนแก่น ประธาน ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ออกมาแบไต๋ จากการหารือเบื้องต้น ทางพรรคอยากให้นายบุญจงลงสมัครเอง เพื่อแสดงความเป็นขุนพลของพรรค

และพิสูจน์ตัวเองว่า ได้เป็น ส.ส. ไม่ใช่เพราะลูกพี่เก่าอย่าง ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี แกนนำพรรคเพื่อแผ่นดิน

“เด้งเชือก” หนีไม่ออก

ที่แน่ๆถ้านายบุญจงหลบให้ภรรยาลงสมัครแทน เพื่อแก้ผ้าเอาหน้ารอดเฉพาะหน้า ก็ต้องเจอประทับข้อครหา “หลบหลังชายกระโปรง”

เสียเหลี่ยมลูกผู้ชายอย่างแรง

ทั้งหมดทั้งปวง โดยสถานะ “ขุนศึกเบอร์หนึ่ง” ของยี่ห้อ “เพื่อนเนวิน” ที่หมายมั่นปั้นมือให้เป็นหัวหอกในการตะลุยพื้นที่อีสาน

เท่ากับปิดประตู “บุญจง” แพ้ไม่ได้

ยิ่งปรากฏการณ์ที่ผ่านมา จากเสียงโวยวายของฝ่ายตรงข้ามเป็นระยะว่า มีการใช้สถานะของบิ๊กมหาดไทยล้างบางข้าราชการเครือข่ายคู่ต่อสู้ พร้อมๆกับวางลูกข่ายของตัวเอง ปูพรมทั่วจังหวัดนครราชสีมา

ถึงขนาดที่ข้าราชการไม่กล้าแม้แต่จะแวบไปร่วมงานกับว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ แสดงตัวว่ารู้จักกับ “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” หรือโผล่ไปแจมกับค่ายเพื่อไทย

เอาเป็นว่า โดยความได้เปรียบที่กุมไว้ ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ไปยันตำรวจ “บุญจง” ล็อกข้าราชการไว้ได้ทั้งเมืองโคราช

ในขณะที่คู่แข่งทั้งพรรคเพื่อแผ่นดิน และค่ายเพื่อไทย ต่างอยู่ในสถานะฝ่ายค้านเต็มขั้น ไม่ได้ถืออำนาจรัฐ ไร้เครื่องทุ่นแรง

มันเสียราคา “มวยเป็นต่อ” แต่ฝ่อตั้งแต่ยังไม่ขึ้นเวที.

 

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการเมือง
  • 10 พฤศจิกายน 2553, 05:03 น.

 

กฎเหล็ก “อภิสิทธิ์” ผ่าตัด ครม.

Published พฤศจิกายน 29, 2010 by SoClaimon

7 พฤศจิกายน 2553, 05:03 น.

ผ่านทางกฎเหล็ก \”อภิสิทธิ์\” ผ่าตัด ครม. – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_124798

 

หุ้นพ่นพิษเขี่ย รมต.พ้น ส.ส.รอ “พิสูจน์” ภาวะผู้นำ

ในสภาวะที่ประเทศเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมใหญ่

แต่วิถีการเมืองก็ยังต้องดำเนินต่อไป ไม่หยุดนิ่ง

แม้อยู่ในห้วงที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังเผชิญกับวิบากกรรมว่าด้วยเรื่องคลิปฉาวที่โยงใยไปถึงคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ และประเด็นเรื่องการทุจริตข้อสอบในการสอบเข้าเป็นเจ้าหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ

ที่พุ่งเป้าโจมตี ดิสเครดิต ทำลายความน่าเชื่อถือของสถาบันศาลรัฐธรรมนูญ และกระบวนการยุติธรรม

แต่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็ยังต้องขึ้นนั่งบัลลังก์ ทำหน้าที่ในการพิจารณาวินิจฉัยตัดสินคดีไปตามวาระ

ล่าสุด ศาลรัฐธรรมนูญได้มีการตัดสินคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้มูลความผิด และมีการร้องขอให้ศาลฯชี้ขาดสมาชิกภาพ ส.ส. 28 คน และ ส.ว. 16 คน สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 119 (5) และมาตรา 106 (6)

เพราะกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 265 (2) และ (4) ที่ถือครองหุ้นในธุรกิจสื่อและบริษัทที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานกับรัฐ

โดยศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติด้วยเสียงข้างมาก 7 ต่อ 1 เห็นว่าการถือครองหุ้นในบริษัทต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 265 จะต้องเป็นการถือหุ้นภายหลังการมีสมาชิก-ภาพเป็น ส.ส. และ ส.ว.แล้ว

จากกรณีดังกล่าวศาลรัฐธรรมนูญจึงมีคำวินิจฉัยให้ ส.ส. จำนวน 6 คน พ้นจากสมาชิกภาพทันที ได้แก่

1. นายสมเกียรติ ฉันทวานิช ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ 2. ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย 3. นางมลิวัลย์ ธัญญสกุลกิจ ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อแผ่นดิน

4. ม.ร.ว.กิติวัฒนา (ไชยันต์) ปกมนตรี ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน 5. นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร รมช. คมนาคม ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคชาติไทยพัฒนา 6. นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย ส.ส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย

โดนกันไปทั่วหน้าทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ในขณะที่ ส.ว. 16 คนที่ถูกร้อง รอดหมด

และถ้ายังจำกันได้ ในจำนวน ส.ส.ที่ถูก กกต.ชี้มูลความผิดเรื่องการถือหุ้นในบริษัทที่มีสัมปทานกับรัฐ

ที่ผ่านมาได้มีผู้ที่แสดงความรับผิดชอบลาออกจาก ส.ส.ไปก่อนหน้านี้แล้ว 1 คน โดยไม่รอการตัดสินชี้ขาดของศาลรัฐธรรมนูญ นั่นก็คือ

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์

โดยเป็นการลาออกจาก ส.ส. เพื่อตัดปัญหายุ่งยากในการเตรียมข้อมูลหลักฐานสู้คดี

เพราะขณะนั้นต้องทำหน้าที่รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ดูแลปัญหาเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบต่างๆที่เกิดขึ้น

ก่อนที่จะลาออกจากตำแหน่งรองนายกฯเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อไปลงเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สุราษฎร์ธานี และชนะการเลือกตั้งได้กลับเข้ามาเป็น ส.ส.

โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรอการปรับ ครม.เข้ามาอยู่ในวงจรอำนาจอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม จากการตัดสินชี้ขาดของศาลรัฐธรรมนูญ

ที่มีผลให้ ส.ส. 6 คน ที่ถือหุ้นในบริษัทที่มีสัมปทานกับรัฐ ต้องพ้นจากตำแหน่งทันที

ปรากฏว่าในจำนวน 6 คนที่หลุดจากเก้าอี้ มีทั้ง ส.ส.ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และรัฐมนตรี รวมอยู่ด้วย

ดังนั้น หากมองในแง่ผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล ก็คงไม่มีปัญหา เพราะเสียงสนับสนุนของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ขาดหายไปฟากละ 3 เสียงเท่ากัน

แต่สิ่งที่จะต้องตามมาแน่ๆจากการตัดสินของศาลรัฐ-ธรรมนูญครั้งนี้ ก็คือ

1.  ต้องมีการเลื่อนลำดับ ส.ส.ระบบสัดส่วน ในบัญชีของพรรคเพื่อแผ่นดิน ขึ้นมาแทน ม.ร.ว.กิติวัฒนา ที่พ้นจากสมาชิกภาพ ส.ส.

กรณีนี้ไม่มีปัญหาอะไรมากมาย เพราะมีบัญชีรายชื่อกำหนดไว้ ชัดเจนอยู่แล้ว โดยผู้ที่จะได้ เลื่อนลำดับขึ้นมาเป็น ส.ส. แทนแบบส้มหล่น ก็คือ นายถิรชัย วุฒิธรรม

2.  ต้องมีการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ระบบเขตเลือกตั้ง ในพื้นที่ 5 เขต 5 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร พระนคร-ศรีอยุธยา นครราชสีมา ขอน-แก่น และสุรินทร์

โดย กกต.ได้กำหนดในเบื้องต้นที่จะให้มีการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ทั้ง 5 เขต 5 จังหวัดพร้อมกัน ในวันที่ 12 ธันวาคมนี้

การเลือกตั้งซ่อมที่จะเกิดขึ้นครั้งนี้ จึงถือได้ว่าเป็นการเลือกตั้งที่ใกล้หมดวาระของรัฐบาล ตามคำพูดของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ออกมาประกาศว่าจะให้มีการเลือกตั้งในปี 2554

แม้ตามกติการัฐธรรมนูญ ตามเทอม 4 ปีของสภาผู้แทนราษฎร รัฐบาลยังสามารถที่จะอยู่ต่อไปได้จนถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2554 และไปเลือกตั้งกันต้นปี 2555 โน่นก็ตาม

และแน่นอน หากเป็นสถานการณ์ปกติ ตามธรรมชาติของการเมือง การเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ในห้วงที่รัฐบาลใกล้หมดวาระ

การต่อสู้ห้ำหั่นในสนามเลือกตั้งซ่อม แบบเอาเป็นเอาตาย คงไม่เกิดขึ้น

เพราะรู้กันอยู่ว่าเหลือเวลาอีกไม่นานก็ต้องกลับไปลงสนามเลือกตั้งใหญ่กันใหม่อีกรอบ ไม่จำเป็นต้องทุ่มเทสรรพ-กำลังอะไรกันมากมาย

เอาแค่ประคองตัว สู้กันแค่หอมปากหอมคอ ก็เพียงพอแล้ว

แต่บังเอิญว่า สถานการณ์การเมืองในปัจจุบันอยู่ในสภาวะที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจกันอย่างรุนแรง

จึงส่งผลให้การทำศึกเลือกตั้ง ซ่อมมีแนวโน้มดุเดือดเข้มข้นตามไปด้วย

เพราะเป็นการต่อสู้ในพื้นที่ที่จะต้องมีการทำศึกเลือกตั้งใหญ่กันในอนาคต

ที่สำคัญ พื้นที่ 5 จังหวัดที่จะมีการเลือกตั้งซ่อม ทั้ง กรุงเทพมหานคร พระนครศรีอยุธยา นครราชสีมา ขอนแก่น และสุรินทร์

เหมือนกับการย่อส่วนพื้นที่เมืองหลวง ภาคกลาง และภาคอีสาน อันเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ ที่ทุกพรรคการเมืองต่างก็ต้องการยึดครองและเบียดแทรก

อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ที่เป็นฐานใหญ่ของมวลชนที่มีการแบ่งขั้วแบ่งสีทางการเมืองกันอย่างชัดเจนและหนาแน่น

ฉะนั้น ผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ที่จะออกมาในครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนเป็นคำตอบเบื้องต้นของการเลือกตั้งใหญ่

เป็นสนามประลองกำลัง วัดเรตติ้ง วัดกระแสความนิยมของประชาชนที่มีต่อพรรคการเมือง

ด้วยเหตุนี้จึงฟันธงได้ว่า การเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ทั้ง 5 เขต 5 จังหวัด จะเป็นการต่อสู้ที่เข้มข้นดุเดือดเลือดพล่าน

ต่างฝ่ายต่างก็ต้องทุ่มเทสรรพกำลังทุกอย่าง เพื่อให้ได้ชัยชนะ

เหนืออื่นใด จากการที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตัดสินชี้ขาดให้ ส.ส. 6 คน ที่ถือหุ้นในบริษัทที่มีสัมปทานกับรัฐ พ้นจากสมาชิกภาพการเป็น ส.ส.ในครั้งนี้

ได้ส่งผลให้รัฐมนตรี 2 คน คือ นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย  จากพรรคภูมิใจไทย  และนายเกื้อกูล  ด่านชัยวิจิตร รมช.คมนาคม จากพรรคชาติไทยพัฒนา ต้องพ้น จากการเป็น ส.ส.

แต่ผลจากคำตัดสินไม่ได้กระทบไปถึงสถานะการเป็นรัฐมนตรีโดยทางกฎหมาย

เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดคุณสมบัติให้ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส. นั่นก็หมายความว่า คนที่ไม่ได้เป็น ส.ส. ก็เป็นรัฐมนตรีได้

แต่กรณีที่เกิดปฏิเสธไม่ได้ว่า มีผลกระทบต่อกระแส ความรู้สึกของสังคม

เพราะเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ศีลปฏิบัติของคนที่เป็นรัฐมนตรีนั้นเข้มข้นกว่า  ส.ส.

ฉะนั้น จึงเป็นเรื่องสปิริตของตัวบุคคลและพรรคการ เมืองต้นสังกัด  ที่จะต้องพิจารณาถึงบทบาทและความรับ ผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้  ไม่ว่ารัฐมนตรีที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้พ้นจากสมาชิกภาพ ส.ส. เพราะถือหุ้นต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ จะตัดสินใจลงสมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส.หรือไม่

การนั่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่อไป เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ย่อมขาดความสง่างาม มัวหมอง ไม่ผ่องใส

ที่สำคัญ นายกฯอภิสิทธิ์ ได้ประกาศกฎเหล็ก 9 ข้อ เอาไว้ตั้งแต่การประชุม ครม. นัดแรก   หลังจากรัฐบาลชุดนี้เข้ารับหน้าที่ อาทิ

ให้รัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างเคร่งครัด

ให้รัฐมนตรีทุกคนปฏิบัติตนโดยคำนึงถึงความ รู้สึกของประชาชน พฤติกรรมใดๆที่นำไปสู่ความไม่เชื่อมั่นขอให้ระวังเป็นพิเศษ

รัฐบาลชุดนี้ต้องพร้อมรับการตรวจสอบทั้งเชิงนโยบายและเรื่องอื่นๆ

รัฐมนตรีทุกคนไม่มีสิทธิเหนือประชาชนคนอื่นในแง่การปฏิบัติตามกฎหมาย

ฟังแล้วเข้มขลัง แต่ในทางปฏิบัติยังไม่มีความชัดเจนออกมาให้เห็น

ในขณะเดียวกัน  ท่ามกลางการบริหารราชการของรัฐบาล ชุดนี้ก็ยังมีปัญหาในเรื่องของการทุจริตคอรัปชันในโครงการ ต่างๆ ปัญหาเรื่องการซื้อขายตำแหน่งในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการหลายกระทรวง ผุดออกมาหลายเรื่องหลายราว

ทำให้ผู้คนในสังคมเกิดความรู้สึกเอือมระอาไปตามๆกัน

แน่นอน ท่ามกลางสภาวะเช่นนี้ ยิ่งทำให้กระแสสังคมโหยหา อยากเห็นการยกระดับจริยธรรมและคุณธรรมของนักการเมือง

เพราะทุกวันนี้ จริยธรรมของบรรดานักการเมืองและ ส.ส. อยู่ในสภาพที่เสื่อมทรามลงมาก

สมัยก่อน ส.ส.ที่มีพฤติกรรมไม่ดี สังคมรังเกียจ ก็แค่ยี้กันเป็นรายๆ

แต่เดี๋ยวนี้ ยี้กันเป็นกลุ่ม ยี้กันเป็นก๊วน ยี้กันเป็นพรรค

ถ้าภาพพจน์ของนักการเมือง และ ส.ส.ยี้มากขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นยี้กันไปทั้งสภาฯ ก็อาจกระทบไปถึงระบอบประชา-ธิปไตยในระบบตัวแทน

ฉะนั้น ปัญหาเรื่องการนั่งเป็นรัฐมนตรีต่อไปของคนที่โดนศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้พ้นจากสมาชิกภาพ ส.ส.

จึงถือเป็นเรื่องที่ท้าทายภาวะผู้นำของนายกฯอภิสิทธิ์เป็นอย่างยิ่ง

กล้าใช้กฎเหล็ก ผ่าตัดปรับ ครม.หรือไม่ ต้องรอพิสูจน์กัน.

“ทีมการเมือง”

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมการเมือง
  • 7 พฤศจิกายน 2553, 05:03 น.

 

นายกฯ ลุยน้ำ เยี่ยมประชาชน ยังรัฐบาลไม่ทอดทิ้ง เผยถกแนวทางชดเชยทรัพย์สินพื้นที่การเกษตรในที่ประชุมครม.สัปดาห์หน้า

Published ตุลาคม 25, 2010 by SoClaimon

วันที่ 22/10/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายไพจิตร วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เดินทางมาตรวจเยี่ยมประชาชาที่ประสบอุทกภัย ที่เทศบาลตำบลท่าเรือ อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ยังศูนย์อำนวยการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม 2553 โรงเรียนเทศบาลท่าเรือประชานุกูล โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวกับประชาชนว่า ต้องการมาให้กำลังใจกับประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วม ซึ่งขณะนี้สถานการณ์น้ำท่วมได้เกิดในหลายจังหวัด โดยพื้นที่ในจ.พระนครศรีอยุธยามีน้ำท่วมทุกปีไม่มากก็น้อย เนื่องจากมีน้ำแม่น้ำไหลมารวมกันหลายจุด ซึ่งสถานการณ์ขณะนี้จะเกิดขึ้นต่อเนื่องอีกระยะหนึ่ง ซึ่งต้องมีการประสานไปยังทุกหน่วยงาน ทั้งในส่วนของทหาร ตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน

ทั้งนี้ ตนพยายามที่จะออกพื้นที่ทุกวัน อย่างวันนี้ได้มีการปล่อยรถตำรวจมาร่วมกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เริ่มล้าแล้ว โดยรัฐบาลพยายามทำให้สถานการณ์ผ่อนคลายมากที่สุด และได้มีการขยายวงเงินที่สามารถขอไปที่กระทรวงการคลังได้ โดยมีการยกเว้นกฎระเบียบที่เป็นปัญหาอุปสรรคส่วนการจ่ายค่าชดเชยทั้งในส่วน ที่เป็นทรัพย์สินและพื้นที่การเกษตร ในการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคารหน้าจะมีการพิจารณา และอยากให้ประชาชนมั่นใจรัฐบาลว่าจะไม่ทอดทิ้ง และจะเข้ามาดูแลเท่าที่จะทำได้  จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้ลงเรือ ตรวจเยี่ยมประชาชน และมอบถุงยังชีพ

อย่างไรก็ตาม ประชาชนได้ระบุว่าประสบปัญหามายาวนาน 7 วันแล้ว และยังพบว่าประชาชนได้ช่วยเหลือตัวเองโดยการซื้อเรือตกราคาลำละ 2500-3500 บาท

คมนาคมทุ่ม 2 หมื่นล้าน พัฒนาท่าเรือคลองเตย

Published มิถุนายน 10, 2010 by SoClaimon

9 มิถุนายน 2553, 17:07 น.

ผ่านทางคมนาคมทุ่ม 2 หมื่นล้าน พัฒนาท่าเรือคลองเตย – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_88428

รมช.คมนาคม เผย ทุ่มเงิน 2 หมื่นล้าน พัฒนาท่าเรือคลองเตยร่วมกับภาคเอกชน คาดหากโครงการเสร็จจะสร้างรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่ ด้านรมว.คมนาคม ระบุ โครงการดังกล่าวไม่กระทบประชาชนในพื้นที่แน่นอน

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงแผนพัฒนาท่าเรือคลองเตย พื้นที่กว่า 2,000 ไร่ มูลค่าโครงการกว่า 2 หมื่นล้านบาท ว่า การออกแบบแผนพัฒนาฯจะแล้วเสร็จในกลางเดือนนี้และจะสรุปแผนชัดเจนในช่วงปลาย เดือนนี้ โดยการพัฒนาพื้นที่ในเฟสแรก 200 ไร่ จะมีการก่อสร้างอาคารสำนักงาน ศูนย์ประชุม และศูนย์พาณิชย์นาวี นอกจากนี้จะยกระดับตลาดคลองเตย และที่พักอาศัยของคนในชุมชนคลองเตย 400-600 ไร่ ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากชุมชนแออัดให้เป็นอาคารที่พักอาศัย ขนาด 30-35 ตารางเมตร ซึ่งมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าที่เคยสร้างขนาด 20 ตารางเมตร แล้วแต่ไม่มีผู้อยู่อาศัย โดยการลงทุนในโครงการดังกล่าวจะเป็นในลักษณะของการร่วมทุนกับภาคเอกชน ซึ่งในระหว่างนี้จะต้องเร่งทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่เพื่อลดกระแสต่อ ต้าน และคาดว่าหากโครงการแล้วเสร็จจะทำให้การท่าเรือมีรายได้เพิ่มและประชาชนใน พื้นที่มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ในส่วนของพื้นที่ท่าเรือกรุงเทพ จะไม่มีการขยายพื้นที่ออกไปอีก โดยปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวสามารถรองรับได้ 1.3 ล้านทีอียู

ด้านนายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า โครงการดังกล่าวจะไม่ทำให้ประชาชนในพื้นที่ท่าเรือคลองเตยได้รับผลกระทบ แต่ในรายละเอียดยังไม่ได้ข้อสรุป.

%d bloggers like this: