ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ส่ง‘สารวัตรข้าว’ลุย สุ่มร้านค้าเมล็ดพันธุ์ สกัดขายของปลอม เมษายน 11, 2015

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/152830

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.

นายชาญพิทยา ฉิมพาลี อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้สารวัตรข้าวทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ เร่งตรวจสอบเพื่อควบคุม กำกับ และดูแลให้ผู้รวบรวมและร้านจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว 5,000 แห่งภายในปี 2558 ให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ.2518 โดยมุ่งหวังให้เกษตรกรที่จำเป็นต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวสำหรับเพาะปลูกได้สินค้าที่มีคุณภาพดี ราคาเหมาะสม ซึ่งจากการลงพื้นที่เบื้องต้น ได้รับรายงานว่า ยังมีผู้รวบรวมและร้านจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวบางแห่งไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.พันธุ์พืชฯ มีการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ที่ไม่ได้คุณภาพ เช่น ไม่มีฉลากแสดงรายละเอียดของเมล็ดพันธุ์ ไม่มีการขออนุญาตอย่างถูกต้อง ตลอดจนโฆษณาอวดอ้างคุณภาพเกินจริงและจำหน่ายในราคาสูงเกินความเป็นจริง ล้วนเป็นการเอารัดเอาเปรียบและสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวนาที่จ่ายเงินจำนวนมากซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพต่ำไปปลูกด้วยความไม่รู้เท่าทัน โดยไม่ตระหนักว่าเป็นการทำลายชื่อเสียงและความเชื่อมั่นของร้านค้าเองในท้ายที่สุด

ในส่วนของผู้รวบรวมพันธุ์ข้าวและร้านจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ที่ยังขาดความเข้าใจนั้น กรมการข้าวก็มิได้นิ่งนอนใจมอบหมายให้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว และศูนย์วิจัยข้าวทั้ง 51 แห่งทั่วประเทศจัดอบรมให้ความรู้ สร้างความเข้าใจ และปฏิบัติตาม พ.ร.บ.พันธุ์พืชฯ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าในการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี จำนวน 2 รุ่น โดยอยู่ระหว่างการดำเนินการ และหากยังมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวหรือศูนย์วิจัยข้าวใกล้บ้านท่าน

 

ส่องเกษตร : ดาบอาญาสิทธิ์ฟันรุกป่า

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/152828

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.

พร้อมๆ กับการประกาศใช้“ดาบอาญาสิทธิ์”มาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.2557 มาแทนที่ “กฎอัยการศึก”ที่ยกเลิกการใช้ไป ก็มีการสนธิกำลังของฝ่ายทหารกองทัพภาคที่ 2 กับกรมป่าไม้ ตลอดจนสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.),กรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) และกรมที่ดิน เข้าตรวจสอบสนามแข่งรถอินเตอร์เนชั่นแนล โบนันซ่า สปิดเวย์ ในพื้นที่ต.ขนงพระ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ที่ถูกร้องเรียนเรื่องการบุกรุกฮุบที่ป่า แล้วขยายผลเป็นการตรวจสอบโครงการ“โบนันซ่า”ทั้งหมด ที่มีทั้งสนามกอล์ฟ รีสอร์ท บ้านพักต่างๆ ฯลฯ กลายเป็นข่าวใหญ่อย่างต่อเนื่องในเวลานี้

การที่เรื่องนี้ เป็นข่าวใหญ่ครึกโครมที่ได้รับความสนใจอย่างมาก มาจากหลายองค์ประกอบร่วมกัน ทั้งเรื่องตัว“โบนันซ่า”
เอง ซึ่งเป็นโครงการใหญ่ที่มีชื่อเสียงมานาน มีเจ้าของที่เป็นบุคคลระดับทรงอิทธิพลไม่ธรรมดาอย่างนายไพวงศ์ เตชะณรงค์ ผู้มีหลายสถานะ และสถานสำคัญหนึ่งคือ ถูกมองเป็นนายทุนใหญ่ผู้หนึ่งของเครือข่ายระบอบทักษิณ ผู้ให้การอุดหนุนค้ำชูการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง จน “โบนันซ่า”กลายเป็นสถานที่ชุมนุมใหญ่ทางการเมืองของคนเสื้อแดงมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง

ขณะที่การสนธิกำลังของทหารและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าจัดการปัญหาบุกรุกป่าที่เกี่ยวกับผู้ทรงอิทธิพลแบบนี้ ย่อมเป็นการยืนยันถึงการที่รัฐบาลคสช.ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จำเป็นต้องคงไว้ซึ่ง“อำนาจพิเศษ”เพื่อจัดการปัญหา “ใหญ่-ยาก” ที่รัฐบาลปกติหรือขบวนการกฎหมายปกติ ไม่สามารถจัดการได้เลย จนปล่อยปละให้เป็นปัญหาเรื้อรังตำหูตำตาประชาชนมายาวนาน ดังนั้น เมื่อเลิกกฎอัยการศึก ถึงต้องมี “มาตรา 44” ออกมาใช้แทนในทันที

กรณี“โบนันซ่า”นี้ ยังสะท้อนถึงรากเหง้าของปัญหาการบุกรุกยึดครองที่ป่า ซึ่งทำกันอย่างเป็นขบวนการ เกี่ยวข้องทั้งนักการเมืองผู้มีอำนาจ, นายทุน, ชาวบ้าน จนถึงเจ้าหน้าที่ ข้าราชการท้องถิ่นเกือบทุกระดับ แม้กระทั่งส่วนกลางด้วย

ทั้งยังสะท้อนถึงความไร้ประสิทธิภาพของกลไกรัฐที่ไม่เคยสามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างแท้จริง แถมความ “มั่ว” ของกลไกรัฐหลายหน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ทับซ้อนกัน ก็เป็นตัวเอื้อให้ขบวนการ “ฮุบ” ที่ป่า ทำงานได้สะดวกยิ่งขึ้น

ตัวอย่างการตรวจสอบเบื้องต้น กรณีที่ดินสนามแข่งรถ“โบนันซ่า” ซึ่งอาจมีการซื้อขายมาหลายทอดก็ตาม พบมีหลักฐานเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก. รวม 5 แปลง พื้นที่ 47 ไร่ จากพื้นที่ทั้งหมด 153 ไร่ ส่วนที่เหลืออีกกว่า 100 ไร่เข้าข่ายเป็นพื้นที่บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติเขาเสียดอ้า ในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ โดยเดิมบริเวณนี้มีการประกาศเป็นพื้นที่ป่าถาวรตามมติครม.ปี 2506 ต่อมาปี 2509 ออกกฎกระทรวงประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติเขาเสียดอ้า แต่ในปี 2519 กลับมีเจ้าหน้าที่กรมที่ดินเข้าไปเดินสำรวจออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในเขตป่าไม้ถาวรและป่าสงวนแห่งชาติเขาเสียดอ้า ทั้งที่ตามกฎหมายที่ดิน ห้ามมิให้เดินสำรวจออกเอกสารสิทธิในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ

แค่จุดนี้ ก็ชี้ว่า การออกเอกสารสิทธิในพื้นที่ดังกล่าว ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และเจ้าหน้าที่กรมที่ดินที่ดำเนินการเรื่องนี้ สมควรจะมีความผิดตามกฎหมายหรือไม่

ปี 2536 กรมป่าไม้ยกที่ดินบางส่วนให้สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.)ไปจัดสรรให้เกษตรกรไร้ที่ทำกิน แต่ก็ดำเนินการไม่ได้ เพราะกรมที่ดินได้ออกเอกสารสิทธิน.ส.3 ก. ไปแล้ว แต่ส.ป.ก.หาได้จัดการแก้ไขอะไรเลย เพื่อให้เกิดความถูกต้อง

แล้วในปี 2549 ก็มีการเดินสำรวจออกเอกสารสิทธิโฉนดที่ดินในเขตป่าไม้ถาวร จึงมีการนำน.ส.3 ก.ที่เคยเดินสำรวจปี 2519 มาขอออกเป็นโฉนดที่ดิน…นี่เท่ากับเป็น“ขบวนการฟอกที่ป่า”มาเป็นโฉนดที่ดินชัดๆ

การจัดการปัญหาครั้งนี้ จึงเกี่ยวข้องความผิดตามกฎหมายซึ่งเกี่ยวพันไปทั้งกรมที่ดิน กรมป่าไม้ และส.ป.ก. แล้วยังเป็นเรื่องที่ต้องจัดการกวาดล้างการใช้อำนาจโดยมิชอบต่างๆ ด้วย ขณะที่ยังมีปัญหาการบุกรุกยึดครองที่ป่าทั่วประเทศอีกเป็นจำนวนมากแทบทั่วทุกภาคก็ว่าได้ ที่มีลักษณะที่คล้ายกัน เต็มไปด้วยความฉ้อฉลและซับซ้อน ซึ่งถ้าไม่ใช่อำนาจพิเศษแห่งดาบอาญาสิทธิ์ของคสช.ก็คงยากจัดการได้

ดังนั้น “อำนาจพิเศษ” ของคสช. ถ้าใช้แบบสร้างสรรค์ แก้ปัญหาเลวร้ายที่หมักหมมในสังคมไทยแบบนี้ไปให้ได้ตลอด ก็คงไม่น่ารังเกียจนัก ขอแต่อย่าให้เหลิง จนนำไปใช้ผิดๆ ก็แล้วกัน

สาโรช บุญแสง

 

สกท.เตรียมจัดสัมมนา‘เลี้ยงปลาหมอสายพันธุ์ชุมพร1ให้รวย?’

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/152676

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.

สกท.เตรียมจัดสัมมนา‘เลี้ยงปลาหมอสายพันธุ์ชุมพร1ให้รวย?’

เพิ่มทางเลือกใหม่ให้เกษตรกร

หลังจากที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำชุมพร จ.ชุมพร สถาบันวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ กรมประมงได้ทำการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ปลาหมอมาตั้งแต่ พ.ศ. 2546-2554 ประสบผลสำเร็จจนได้ปลาที่เจริญเติบโตได้ดีกว่าพันธุ์ปลาหมอไทยทั่วไปที่เลี้ยงในจังหวัดอื่นๆ และได้ตั้งชื่อใหม่ว่าปลาหมอสายพันธุ์ “ชุมพร1” โดยมีให้มีคุณลักษณะที่เด่นพิเศษในด้านการเจริญเติบโต เลี้ยงง่าย และให้ผลผลิตสูง ตามแนวทางแผนยุทธศาสตร์กรมประมงที่จะเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแหล่งเพาะเลี้ยง ปรากฏว่าได้มีเกษตรกรหลายพื้นที่นำไปเลี้ยงสามารถสร้างรายได้เป็นอย่างดี บางพื้นที่ปลาหมอไทยสายพันธุ์ชุมพร1 กำลังกลายเป็นปลาเศรษฐกิจในพื้นที่หลายจังหวัด เนื่องรสชาติอร่อย สามารถทำอาหารได้หลายอย่าง ประกอบกับ สื่อมวลชนแขนงต่างๆได้มีการเสนอข่าว ทำให้เกษตรกรสนใจสอบถามข้อมูลที่สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทยเป็นจำนวนมาก

ตามข้อมูลของกรมประมง ระบุว่า ผลการทดลองเลี้ยงในบ่อพลาสติกที่ศูนย์วิจัยฯที่ชุมพร และในกระชังของเกษตรกรเพื่อทดสอบสายพันธุ์ ปรากฏว่า ปลาหมอที่เลี้ยงในบ่อพลาสติกให้ผลผลิต 74.03% และในกระชังของเกษตรกรให้ผลผลิตสูงถึง 76.52% ซึ่งมากกว่าปลาหมอไทยสายพันธุ์เดิมเป็นอย่างมาก ในปัจจุบันได้มีการเผยแพร่ความรู้ให้กับเกษตรกรอีกทั้งแจกจ่ายพันธุ์ปลาหมอสายพันธุ์ชุมพร 1 ให้กับเกษตรกรในหลายช่องทาง และตามที่สมาชิกของสมาคมไปทำข่าวหลายพื้นที่พบว่า ปลาหมอไทยสายพันธุ์ชุมพร1 ในบ่อดินมีพื้นที่ 1 ตารางเมตร ปล่อยปลาได้ 35-50 ตัวเลี้ยง 4 เดือนได้ขนาด 5-6 ตัว/1 กิโลกรัมขายได้ในราคาขายส่งกิโลกรัมละ 80-100 บาท ในท้องตลาดขายในราคา กิโลกรัมละ 140-150บาท ถือว่าเป็นรายได้ที่น่าสนใจ

นายสุเทพ ปั่นติวงศ์ หัวหน้ากลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจังหวัดเชียงใหม่-ลำพูน และผู้ทรงคุณวุฒิ สภาเกษตรกรจังหวัดเชียงใหม่ด้านประมง ที่รวบรวมสมาชิกผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนมารวมกลุ่ม หันมาเลี้ยงปลาหมอไทยเลือกสายพันธุ์ “ชุมพร1” ครบวงจร ปรากฏว่าสามารถสร้างรายได้เป็นอย่างดี ครั้งเลี้ยงในพื้นที่บ่อดินขนาด 180 ตารางเมตร ขุดลึก 80 เซนติเมตร ที่บ้านกลางพัฒนา ต.แม่แฝกใหม่ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ปล่อยพันธุ์ปลา 1 หมื่นตัว เลี้ยงได้ 4 เดือน ได้ตัวขนาด 6-7 ตัวต่อกิโลกรัม สามารถขายได้ 7-8 หมื่นบาท หักต้นทุนกำไรเกินครึ่ง ปัจจุบันเพิ่มที่เลี้ยงทั้งหมด 15 บ่อ ในพื้นที่กว่า 2 ไร่ รายได้ปีละหลักล้านบาท

เพื่อเป็นเสนอข้อมูลที่เป็นจริงว่า การเลี้ยงปลาสายพันธุ์ชุมพร มีรายได้ดีจริงหรือไม่ทางสมาคมสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย จะสัมมนาวิชาการเชิงปฏิบัติการหัวข้อ “เลี้ยงปลาหมอไทยชุมพร 1 อย่างไรให้รวย..?” ในวันที่ 25 เมษายน 2558 เวลา 08.00-16.00 น. ที่ห้องประชุมวัฒนา ชั้น 4 อาคารวิทยบริการ มหาวิทยาลัยเกษตรฯ บางเขน กรุงเทพฯ เพื่อเกษตรกรจะได้นำความรู้นำไปประกอบการตัดสินใจว่าที่จะเลี้ยงปลาหมอไทยสายพันธุ์ “ชุมพร1” เพื่อเป็นทางเลือกใหม่หรือไม่อย่างไร

ภายในงานจะมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิทั้งนักวิชาการ หน่วยงานของรัฐ เกษตรกรผู้ประสบผลสำเร็จในการเลี้ยงปลาหมอไทยสายพันธุ์ชุมพร 1 และตัวแทนผู้รับซื้อจะให้รู้ในทุกมิติ โดยจะเชิญตัวแทนกรมประมงให้พูดแนวนโยบายในการเสริมให้เกษตรกรเลี้ยง และลักษณะเด่นของปลาหมดไทย “ชุมพร1” นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะพูดถึงการดูแลและป้องกันโรคอย่างไรให้ปลอดภัย ส่วนเกษตรกรผู้ประสบผลสำเร็จในการเลี้ยงปลาไทย “ชุมพร1” จะเล่าถึงเทคนิคการเลี้ยงและขยายพันธุ์ปลาหมอไทย “ชุมพร1” อย่างมืออาชีพ และตลาดไทจะเล่าถึงลักษณะของปลาหมอไทย “ชุมพร1” ที่ตลาดไทต้องการเป็นต้น

สนใจสอบถามที่สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย โทร.0-2940-5425-6 และ 08-6340-1713 รายละเอียดติดตามข่าวจากสื่อต่างๆ และ Facebook สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย หรือเว็บไซต์ thaiagrinews.net

 

เขื่อนลำปาวสวนกระแสภัยแล้ง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/152675

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.

เขื่อนลำปาวสวนกระแสภัยแล้ง

กรมชลขอเกษตรกรร่วมมือมีน้ำเพียงพอใช้ทุกกิจกรรม

นายปิยปัญญา ภู่ขวัญเมือง ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว กรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ ว่าขณะนี้มีปริมาณน้ำเหลืออยู่ 706.5 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ซึ่งค่อนข้างอุดมสมบูรณ์เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เพราะนอกจากจะมีปริมาณน้ำมากกว่าแล้ว ยังมากกว่าค่าเฉลี่ย ณ เวลาเดียวกันอีกด้วย โดยในปี 2557 อ่างฯลำปาวมีปริมาณน้ำเพียง 502.6 ล้านลบ.ม. ส่วนค่าเฉลี่ยในรอบ ตั้งแต่ปี 2542–2556 มีปริมาณน้ำ 688 ล้านลบ.ม.

สำหรับสถานการณ์การปลูกพืชฤดูแล้งโดยเฉพาะการทำนาปรังนั้น ขณะนี้เกินกว่าเป้าที่ตั้งไว้ประมาณ 26,000 ไร่ โดยตามแผนกำหนดให้ปลูกพืชฤดูแล้ง 250,000 ไร่ แต่ขณะนี้ปลูกไปแล้วประมาณ 276,000 ไร่ ซึ่งกรมชลประทานพยายามที่จัดสรรน้ำให้เพียงพอกับความต้องการในทุกๆ กิจกรรม โดยกำหนดที่จะส่งน้ำเพื่อการปลูกพืชฤดูแล้งไปจนสิ้นสุดฤดูแล้งอีกประมาณ 106 ล้าน ลบ.ม. ที่เหลือจะจัดสรรให้กับกิจกรรมอื่นๆ ซึ่งประกอบด้วย การผลิตน้ำประปา ด้านเหนือและท้ายเขื่อน การอุตสาหกรรมเหนือเขื่อน การรักษาระบบนิเวศ รวมทั้งการจัดสรรเพื่อช่วยเหลือพื้นที่ลุ่มน้ำชีตอนกลาง-ตอนล่าง คาดว่า เมื่อหักปริมาณน้ำที่ระเหยรั่วซึมด้วยแล้ว จะเหลือปริมาณน้ำหลังสิ้นฤดูแล้งใน วันที่ 1 มิถุนายน 2558 ประมาณ 415 ล้าน ลบ.ม.

“ปริมาณน้ำที่เหลือดังกล่าว เพียงพอสำหรับการเพาะปลูกข้าวนาปีในช่วงต้นฤดูฝนเต็มศักยภาพพื้นที่ชลประทานอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าฝนอาจจะมาล่าช้า หรือฝนทิ้งช่วง ซึ่งการทำนาปีจะใช้น้ำในช่วงเริ่มต้นเพียงประมาณ 98 ล้าน ลบ.ม.เท่านั้น” นายปิยปัญญา กล่าว

ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว กล่าวด้วยว่า ในช่วงต้นฤดูแล้งปีนี้อ่างฯลำปาวมีปริมาณน้ำทั้งสิ้น 1,147 ล้านลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 58 ของความจุ คณะกรรมการจัดการชลประทาน (JMC) วางแผนจัดสรรน้ำตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2557 – 30 เมษายน 2558 ดังนี้ เพื่อการปลูกพืชฤดูแล้งประมาณ 412 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ลุ่มน้ำชีตอนกลาง-ตอนล่างอีกจำนวน 200 ล้านลบ.ม. เนื่องจากในปีนี้เขื่อนอุบลรัตน์มีปริมาณน้ำน้อย จำเป็นจะต้องจัดสรรน้ำจากอ่างฯลำปาวไปช่วยเหลือในพื้นที่ดังกล่าว ส่วนที่เหลือจะจัดสรรเพื่อการอุปโภคบริโภค การรักษาระบบนิเวศ และสำรองน้ำไว้สำหรับการเกษตรในช่วงต้นฤดูฝน โดยเฉพาะการทำนาปี

 

แจงสี่เบี้ย : กรมพัฒนาที่ดินกับการจัดการดินทรายและดินตื้น (2)

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/152673

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.

ดินที่พบในประเทศไทยมีด้วยกันหลายชนิด โดยมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ อาทิ วัตถุต้นกำเนิด สภาพภูมิอากาศ ภูมิประเทศ และพืชพรรณ ซึ่งอีกปัญหาหนึ่งที่พบตามมาก็คือ ปัญหาดินเสื่อมโทรมที่สร้างความทุกข์ใจให้กับพี่น้องเกษตรกรเป็นอย่างมาก ถ้าจะให้ขยายความดินเสื่อมโทรม หมายถึง ดินที่อยูํในสภาพที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการผลิตทางการเกษตรเนื่องจากคุณสมบัติต่างๆของดินไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช เช่น สมบัติทางเคมีของดินมีสภาพเป็นกรดจัดเค็มจัด ทางด้านกายภาพของดินสูญเสียโครงสร้าง ทำให้เกิดการอัดตัวแน่น ขาดความโป่งพรุน และดินอยู่ในสภาวะไม่สมดุล อย่างปัญหาดินตื้น ซึ่งดินตื้น คือ ดินที่มีชั้นลูกรังก้อนกรวด เศษหิน ปะปนอยู่ในเนื้อดินเท่ากับหรือมากกว่าร้อยละ 35 ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการไซชอนของรากพืช การไถพรวน ทำให้พืชไม่สามารถเจริญเติบโตได้ดีและให้ผลผลิตที่ต่ำ โดยดินตื้นพบได้ทั่วไปในทุกภาคของประเทศไทย มีเนื้อที่ประมาณ 46,090,109 ไร่

โดย กรมพัฒนาที่ดิน ได้ให้ข้อมูลถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาไว้ดังนี้ 1.เกษตรกรควรเลือกพื้นที่ทำการเกษตรที่มีหน้าดินไม่น้อยกว่า 20 เซนติเมตร และไม่มีก้อนกรวดหรือลูกรังกระจัดกระจายอยู่ที่ผิวดิน ควรปลูกไม้ยืนต้นโตเร็ว อาทิ กระถินณรงค์ กระถินยักษ์ ขี้เหล็กบ้าน สะเดา ยูคาลิปตัส หรือทำทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ มีการปลูกหญ้าผสมถั่ว 2.เลือกชนิดพืชปลูกและมีการจัดการที่เหมาะสม หากเป็นพืชไร่ ควรปลูกพืชทนแล้ง หรือปลูกแบบผสมผสาน ส่วนการปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น ควรมีการจัดการเฉพาะหลุม โดยขุดหลุมให้กว้างประมาณ 75x75x75 เซนติเมตร มีการผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักรองก้นหลุม หรือใช้ปุ๋ยเคมีตามชนิดพืชที่ปลูกร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์น้ำและผลิตภัณฑ์สารเร่ง พด.3 และพด.7 3.ควรไถพรวนดินให้น้อยที่สุด เพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน 4.เพื่อความอุดมสมบูรณ์ของดิน มีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ได้แก่ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หรือปลูกพืชตระกูลถั่วแล้วไถกลบ 5.จัดหาแหล่งน้ำให้เพียงพอต่อการเพาะปลูก และมีการให้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ ให้น้ำแบบหยด และใช้วัสดุคลุมดินเพื่อป้องกันการระเหยของน้ำและเก็บรักษาความชื้นในดิน 6.พื้นที่ที่มีความลาดชันควรมีการอนุรักษ์ดินและน้ำร่วมด้วย อาทิ การปลูกพืชคลุมดิน อย่างหญ้ารูซี่ กระถิน ถั่วฮามาต้า ถั่วมะแฮะ แคฝรั่ง และหญ้าแฝก

 

ปัญหาเกษตร : เทคนิคการเตรียมหลุมปลูกไม้ผลอย่างถูกวิธี

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/152672

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.

คำถาม อยากว่ามีประโยชน์ไหมครับ ที่จะต้องเตรียมหลุมปลูกไม้ผลที่ถูกต้อง และมีวิธีทำอย่างไรครับ

สิริวัฒน์ ชัยรุ่งวิเชียร

อ.แม่สอด จ.ตาก

คำตอบ การเตรียมหลุมปลูกอย่างถูกวิธีนั้น จะช่วยให้ต้นไม้ผล หรือไม้ยืนต้นที่ปลูกจะไม่ชะงักการเจริญเติบโต จึงมีผลทำให้การเจริญเติบโตในระยะแรกดีมาก การเตรียมและการลงมือปลูกไม้ยืนต้น ถ้าปลูกในต้นฤดูฝน ต้นพืชจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ระบบรากจะแพร่กระจายได้ดี จะช่วยให้ต้นไม้ผลมีชีวิตผ่านช่วงฤดูแล้งได้อย่างดี และยังมีเปอร์เซ็นต์การรอดตายสูง ทำให้การปลูกซ่อมลดน้อยลง จึงช่วยลดต้นทุนในการผลิตอย่างมาก ไม้ผลหรือไม้ยืนต้นที่ปลูก จะเจริญเติบโตแข็งแรง และเจริญเติบโตอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ ถ้าต้องการจะติดตา เสียบกิ่ง เปลี่ยนยอด ก็สามารถปฏิบัติได้ในปีแรก เพราะต้นไม้สมบูรณ์ เปลือกหุ้มลำต้นอวบ สะดวกในการปฏิบัติ ไม้ผลหรือไม้ยืนต้นจะตกผลเร็วกว่าปกติ 1-2 ปี เพราะต้นไม้ผลที่ปลูกแข็งแรง และมีความพร้อมที่จะออกดอก หรือตกผลเร็วขึ้น ทำให้การติดดอกออกผลของไม้ผลจะออกดอกอย่างสม่ำเสมอ และมีความสามารถทนความแห้งแล้งได้ดีกว่าปกติ

การเตรียมหลุมปลูกอย่างถูกวิธี มีวิธีการดังนี้

1.ขนาดของหลุมปลูก ควรขุดให้ลึก และมีขนาดใหญ่พอสมควร ถ้าเป็นไม้ผลขนาดใหญ่ ส่วนมาก จะใช้ขนาด 1x1x1 เมตร แต่ถ้าพื้นที่ดังกล่าวเป็นทรายจัด หรือเป็นลูกรังให้เพิ่มความลึกอีกประมาณ 50 เซนติเมตร ส่วนไม้ผลขนาดกลาง อาจเตรียมปลูกเล็กลงตามขนาดของลำต้น ในการขุดหลุมเตรียมปลูกไม้ผลดังกล่าว ควรแยกดินชั้นบนและดินชั้นล่างออกจากกัน

2.การใส่ปุ๋ยรองก้นหลุม สำหรับพื้นที่ซึ่งมีปลวกคอยรบกวน ให้ใส่ทรายผสมกับดี.ดี.ทีผงรองก้นหลุม 1-2 บุ้งกี๋ เพื่อป้องกันปลวก จากนั้นจึงใส่วัสดุรองก้นหลุม เช่น ขี้เลื่อย ฟางข้าว กาบมะพร้าว วางกาบมะพร้าวลักษณะหงายขึ้น เปลือกถั่ว หรือเศษหญ้า หรือเศษใบไม้ รองก้นหลุม ประมาณ 30 เซนติเมตร

3.ใส่ปุ๋ยเคมี เพื่อเร่งการเจริญเติบโต ที่นิยมใช้คือ ปุ๋ยหินฟอสเฟต ให้ใส่หลุมละ 300 ถึง 500 กรัม ซึ่งจะช่วยให้รากเจริญ และแตกแขนงได้เร็วขึ้น

4.การกลบดิน ให้ใช้ดินชั้นบนที่ขุดจากหลุม ระดับความลึก 6-15 นิ้ว ผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ประมาณ 3-4 ปี๊บ การใส่ปุ๋ยคอกผสมกับดินรองก้นหลุม นับว่าสำคัญมาก เพราะในการปลูกไม้ผลการปรับปรุงดินส่วนนี้ สามารถกระทำได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ซึ่งผิดกับดินส่วนบนที่สามารถปรับปรุงได้ภายหลัง

5.หลังกลบดินชั้นบนผสมปุ๋ยคอกรองก้นหลุมแล้ว ให้นำดินชั้นล่าง ระดับความลึก 25-50 ซม. ซึ่งกองแยกออกเอาไว้ ผสมปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 จำนวนครึ่งกิโลกรัม และปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก 2-4 ปี๊บ ใส่ลงไปจนหมด ดินในหลุมที่เตรียมเรียบร้อยแล้วจะฟู และอยู่เหนือระดับดินเดิม

6.ใช้ไม้ไผ่รวกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 1-2 ซม. ยาว 50 ซม. ปักบริเวณตรงกลางหลุม สำหรับยึดลำต้นของไม้ผล ไม่ให้ลมพัดโยกคลอน เมื่อเตรียมหลุมเรียบร้อยแล้ว ไม่ควรปลูกไม้ผลทันที เพราะดินปุ๋ยคอก และปุ๋ยเคมี ยังผสมผสานกันไม่ดีพอ ให้ทำการรดน้ำที่หลุมพอชุ่มทุกวัน และถ้ามีการพรวนดินด้วยยิ่งเป็นการดี

7.หลังจากเตรียมหลุมปลูกได้ 2 สัปดาห์ จึงทำการปลูกไม้ผล โดยขุดหลุมที่บริเวณกลางหลุมให้ลึก ประมาณ 10-15 ซม. แล้วนำไม้ผลลงปลูกตรงกลางหลุม กลบดินให้แน่นพอสมควร รดน้ำพอชุ่ม และผูกต้นไม้ผลให้ติดกับหลักที่ปักเอาไว้ ป้องกันไม่ให้โยกคลอนเมื่อถูกลมพัด จากนั้นจึงรดน้ำให้ชุ่มอีกครั้ง

8.การคลุมโคนต้นพืช หลังจากปลูกได้ ประมาณ 3 เดือน ดินบริเวณหลุมจะยุบตัวลงเสมอกับระดับดินเดิม ในระยะนี้ ควรหาเศษใบไม้ใบหญ้าคลุมปากหลุมให้หนา 5-6 นิ้ว ก่อนที่ฝนจะทิ้งช่วง วิธีการนี้ จะช่วยทำให้ไม้ผลที่ปลูกเจริญเติบโต และแข็งแรงดี

“การเตรียมหลุมปลูกและการปลูกไม้ผลที่ถูกต้อง เป็นหลักประกันเบื้องต้นที่จะทำให้ไม้ผลเจริญเติบโตออกดอกออกผลได้ดี นะครับ…”
นาย รัตวิ

 

รายงานพิเศษ : ภัยแล้งรุนแรงกระทบพื้นที่เกษตรกว่า75,000ไร่

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/152544

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.
สถานการณ์ภัยแล้งปีนี้มาเร็วและได้สร้างความเสียหายให้กับพื้นที่เกษตรรวมกว่า 75,000 ไร่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งหามาตรการรับมือ ป้องกันผลกระทบในระยะยาว

นายเลอศักดิ์  ริ้วตระกูลไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากภาวะภัยแล้งเป็นประจำทุกปี โดยพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายเฉลี่ยปีละ 2.74 ล้านไร่ มูลค่าความเสียหายปีละประมาณ 727.04 ล้านบาท สำหรับสถานการณ์ภัยแล้งในขณะนี้ ทาง สศก.ได้ติดตามและประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งในจังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา นครสวรรค์ ชัยนาท ลพบุรี มาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2557 ถึงเดือนมีนาคม 2558 พบว่า มีพื้นที่ประสบภัยรวม75,706 ไร่ มูลค่าความเสียหายโดยเฉพาะสินค้าข้าว  212.60  ล้านบาท  จากพื้นที่เสียหาย  36,930.25  ไร่ คิดเป็นปริมาณผลผลิต  25,195.89 ตัน

ทั้งนี้ จากนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ที่ออกประกาศงดการส่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกข้าวนาปรัง ในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลอง รวม 26 จังหวัด ประกอบกับราคาข้าวมีแนวโน้มลดลง ทำให้เกษตรกรลดเนื้อที่เพาะปลูกลง โดยปล่อยพื้นที่ว่างหรือบางรายปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย เช่น พืชตระกูลถั่ว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวโพดหวาน ส่งผลให้พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งน่าจะมีแนวโน้มลดลงจากปีที่ผ่านมา

ส่วนด้านไม้ผล อย่างลำไยและลิ้นจี่ ผลผลิตโดยรวมลดลงเนื่องจากสภาพภูมิอากาศไม่เอื้ออำนวย อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยจะสูงกว่าค่าปกติและสูงกว่าปีที่แล้ว ทำให้ออกดอกติดผลลดลง เช่นเดียวกับกาแฟ พันธุ์โรบัสตาในแหล่งผลิตภาคใต้ผลผลิตต่อไร่ลดลงเนื่องจากปัญหาฝนทิ้งช่วง อากาศร้อน แห้งแล้งในช่วงกาแฟออกดอก ส่งผลให้กาแฟติดดอกออกผลไม่ดี ขณะที่ด้านประมง ปริมาณการผลิตปลานิลและปลาดุกคาดว่าจะลดลง เนื่องจากปริมาณน้ำไม่เพียงพอเป็นผลกระทบจากภาวะภัยแล้ง

อย่างไรก็ตาม ความเสียหายของพืชผลทางการเกษตรจากปรากฏการณ์เอลนีโญ่ ขึ้นอยู่กับความหนักเบาในแต่ละปี ปริมาณน้ำในเขื่อนก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่สามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้หากเจอภัยแล้งดังกล่าว ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ต้องเร่งสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศควบคู่กับการรักษาสภาพแวดล้อม ลดการปลดปล่อยคาร์บอน เพื่อเพิ่มโอกาสในการอยู่รอดของเกษตรกรและภาคเกษตรไทย รวมทั้ง เกิดความมั่นคงทางอาหารและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งควรดำเนินการแก้ปัญหาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยเร่งดำเนินการศึกษาวิจัย เพื่อพัฒนาพันธุ์พืชที่ใช้น้ำน้อย มีความต้านทานต่อภาวะอุณหภูมิที่สูงขึ้น ต้านทานโรคและแมลง ทนแล้ง รวมถึงทนน้ำท่วมขัง

นอกจากนี้ ยังต้องบริหารจัดการน้ำและใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เน้นการสร้างแหล่งน้ำขนาดเล็กในไร่นาและระบบชลประทานขนาดเล็กให้เพียงพอต่อการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง และบรรเทาผลกระทบจากน้ำท่วมตลอดจนการทำฝนเทียม ซึ่งแก้ไขปัญหาในการขาดแคลนน้ำจืดที่ได้ผลดีวิธีหนึ่งโดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วย โดยส่วนใหญ่แล้วมักใช้ในพื้นที่ฝนทิ้งช่วงในฤดูฝนและพื้นที่สำคัญในการเพาะปลูกพืชทางเศรษฐกิจ

นายเลอศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้สศก.ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำเนินการศึกษาข้อกฎหมาย ที่จะดึงโครงการชลประทานขนาดเล็ก ที่เป็นภารกิจถ่ายโอนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวนไม่ต่ำกว่า 6,000 โครงการ ซึ่งหลายแห่งยังขาดการนำมาใช้ประโยชน์ ให้นำกลับมาเป็นโครงการของกระทรวงเกษตรฯ เพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งน้ำนอกเขตชลประทานใช้สนับสนุนเพื่อการเกษตร ตลอดจนเพื่อการอุปโภค บริโภค ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรและประชาชนนอกเขตชลประทานต่อไป

 

แจงสี่เบี้ย : กรมพัฒนาที่ดินกับการจัดการดินทรายและดินตื้น (1)

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/152543

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.

ปัญหาดินเสื่อมโทรมในประเทศไทยที่พบมากที่สุด เห็นที่จะเป็นดินทราย และดินตื้น ซึ่งเป็นดินที่มีปัญหาด้านสมบัติทางเคมีและกายภาพที่ไม่เหมาะสมต่อการปลูกพืช ทำให้พืชที่ปลูกมีการเจริญเติบโต  ไม่ดีและให้ผลผลิตต่ำ โดยสิ่งที่เกษตรกรต้องคำนึงถึงจากการใช้ประโยชน์จากที่ดินดังกล่าว นั่นก็คือการจัดการปรับปรุงบำรุงดินให้มีศักยภาพในการผลิตเพาะปลูกเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า รวมถึงการสร้างความยั่งยืนให้กับผืนดินในการทำการเกษตร

ก่อนอื่นเรามาความรู้จักกับดินทรายกันเสียก่อน โดยดินทรายสามารถพบได้ทั่วไปทั่วทุกภาคของประเทศไทย ซึ่งดินทราย คือ ดินที่มีเนื้อดินปนทราย หรือดินทรายปนร่วนที่เกิดเป็นชั้นหนามากกว่า 100 เซนติเมตรจากผิวดิน บางพื้นที่มีความหนามากกว่า 50 เซนติเมตรจากผิวดิน รองรับด้วยชั้นดานดินเหนียวดินร่วน สภาพปัญหาของดินทรายจะมีการชะล้างพังทลายของดินจะรุนแรงในพื้นที่ที่มีความลาดชันตั้งแต่ 5 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ถ้าไม่มีการอนุรักษ์ดินและน้ำที่เหมาะสม ดินทรายจัดมีปริมาณอินทรีย์วัตถุ ธาตุฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมที่เป็นประโยชน์ต่อพืชอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำมาก ทำให้พืชที่ปลูกเจริญเติบโตไม่ดี เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าว กรมพัฒนาที่ดินได้แนะนำไว้ ดังนี้ 1.เกษตรกรควรปรับปรุงดินและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินด้วยอินทรียวัตถุ อาทิ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หรือปลูกพืชตะกูลถั่ว แล้วไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสดเพื่อเพิ่มความสามารถในการดูดซับธาตุอาหารพืชและความสามารถในการอุ้มน้ำแก่ดิน

2.มีการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำที่เหมาะสม ปลูกพืชคลุมดิน เพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน การใช้วัสดุคลุมดินป้องกันการระเหยของน้ำและรักษาความชื้นไว้ในดิน อย่างการคลุมดินด้วยใบหญ้าแฝกและฟางข้าว  3. การเลือกชนิดพืชปลูกที่เหมาะสม ปลูกพืชทนแล้ง หรือพืชที่ใช้น้ำน้อย มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น อาทิ ถั่วเขียว ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดฝักอ่อน การปลูกพืชแบบหมุนเวียน และการทำไร่นาสวนผสม 4.มีการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ให้มีความเหมาะสม  5.การใช้ปุ๋ยเคมีในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำมากและมีปริมาณธาตุอาหารพืชไม่เพียงพอ ควรใช้ปุ๋ยเคมีร่วมด้วยตามความเหมาะสมกับชนิดพืชที่ปลูก โดยใช้ปุ๋ยเคมีที่ละลายช้า แบ่งใส่ครั้งละน้อยๆเป็นระยะ โดยใส่ในขณะที่ดินมีความชื้นเหมาะสม และควรใช้ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ หรือใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน

 

อัด100ล.ซ่อมระบบส่งน้ำลำปาว

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/152542

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.

นายปิยปัญญา ภู่ขวัญเมือง ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว เปิดเผยว่า  คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบจำนวนประมาณ 100 ล้านบาท ให้กรมชลประทานนำไปใช้ซ่อมแซมระบบชลประทานของเขื่อนลำปาว เช่น คลองส่งน้ำ อาคารบังคับน้ำต่าง ๆ ที่ชำรุดทรุดโทรมเนื่องจากการใช้งานมายาวนานกว่า 47 ปี และจากเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ส่งผลกระทบให้คลองส่งและอาคารชลประทานต่างๆ ได้รับความเสียหายรุนแรงหลายจุด ทำให้ประสิทธิภาพในการส่งน้ำลดลง และสูญเสียน้ำระหว่างส่งเป็นจำนวนมาก จำเป็นจะต้องซ่อมแซมเป็นการเร่งด่วนจำนวน 19 จุดสำคัญก่อน หากซ่อมแซมจุดที่เสียหายทั้งหมดจะต้องใช้งบประมาณถึง 1,500 ล้านบาท

สำหรับจุดที่รั่วซึมค่อนข้างมาก จะต้องซ่อมแซมเร่งด่วน เป็นคลองส่งน้ำที่ใช้หินเรียงเพื่อดาดคลองแทนคอนกรีต เนื่องจากภูมิประเทศเป็นทรายดาดคอนกรีตไม่ได้  ซึ่งช่วงนี้จะมีระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร  โดยจะซ่อมแซมด้วยการดาดคลองเป็นรางสี่เหลี่ยมเสริมเหล็กแทน อย่างไรก็ตามในภาพรวมงานที่จะซ่อมแซมทั้ง19 จุดดังกล่าว ส่วนใหญ่จะเป็นงานซ่อมแซมคอนกรีตดาดคลองถึง 12 จุด ที่เหลือเป็นการซ่อมแซม รูโพรงใต้แผงคอนกรีต อาคารชลประทาน ท่อส่งน้ำ เครื่องกว้านบานระบาย คันคลอง และท่อลอด ซึ่งงานทั้งหมดจะต้องดำเนินการภายในเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2558 ซึ่งเป็นช่วงที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตหมดแล้ว โดยเฉพาะคลองสายใหญ่ที่ถือเป็นเส้นเลือดหลักของโครงการฯ

 

เกษตรฯเร่งสางปัญหา3ด้าน “ลดหนี้เกษตรกร-โลจิสติกส์-แหล่งน้ำ”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/152541

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.

นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้มีประเด็นที่ห่วงใยและต้องเร่งดำเนินการอยู่ 3 ด้านหลักเนื่องจากเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกร ได้แก่ 1.หนี้สินครัวเรือนของเกษตรกร เนื่องจากพบว่าอัตราหนี้สินของเกษตรกรสะสมสูงขึ้น ทำให้เงินออมของเกษตรกรหลังชำระหนี้สินลดลง ดังนั้นกระทรวงเกษตรฯกำลังเร่งพิจารณานโยบายลดหนี้สินเกษตรกรที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงเกษตรฯ อีกส่วน คือ หนี้ครัวเรือนสะสม มีความจำเป็นต้องดูว่ารายได้ เงินรายได้สุทธิเกษตรกร จะพอเพียงจะจ่ายหนี้ครัวเรือนที่เกิดขึ้นในปีนี้หรือไม่ จะแบ่งจ่ายปีนี้เท่าไหร่ เพื่อไม่ให้หนี้สินเพิ่มขึ้น

2.ราคาสินค้าที่ผู้บริโภคต้องจ่ายกับราคาหน้าฟาร์มที่เกษตรกรขายได้ มีช่องว่างมากขึ้นเรื่อย ซึ่งแต่เดิมช่องว่างเรื่องราคาเกิดจากปัจจัยราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลต่อระบบการขนส่งหรือโลจิสติกส์ที่มีต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่ขณะนี้ราคาน้ำมันลดลงก็ไม่ได้ทำให้ช่องว่างของราคาลดลงแต่อย่างใด ดังนั้นต้องไปศึกษาหรือพัฒนาเกษตรกรผู้ผลิตให้สามารถเชื่อมโยงกับผู้บริโภค หรือนำผู้ผลิตเข้ามาสู่ห่วงโซ่อุปทานโดยตรงมากขึ้น จะได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรมมากขึ้นและผู้บริโภคก็ได้รับสินค้าในราคายุติธรรมด้วย

3.การจัดการทรัพยากรโดยเฉพาะเรื่องน้ำ โครงการชลประทานขนาดเล็ก ที่เป็นภารกิจถ่ายโอนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ต่ำกว่า 6,000 โครงการ ซึ่งหลายแห่งยังขาดการนำมาใช้ประโยชน์ หากมีการนำกลับมาพัฒนาให้เป็นแหล่งน้ำนอกเขตชลประทาน ก็จะก่อให้เกิดประโยชน์มากขึ้น

ทั้งนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) จำเป็นต้องเร่งดำเนินการวิเคราะห์แนวโน้มการผลิต การตลาด รวมทั้งข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวข้องให้รอบด้าน รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น โดยเฉพาะนโยบายด้านหนี้สิน โลจิสติกส์ที่มีผลต่อราคาที่มีแนวโน้มไม่สอดคล้องกัน และการพัฒนาแหล่งน้ำนอกเขตชลประทาน

นายเลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ เลขาธิการ สศก. กล่าวว่า ตามที่กระทรวงเกษตรฯ มอบหมายให้ดูแลติดตามนโยบายด้านต่างๆ สศก.ได้เร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะระบบโลจิสติกส์ ซึ่งได้กำหนดยุทธศาสตร์พัฒนาระบบโลจิสติกส์การเกษตร ปี 2556-2559 เน้นไปที่สินค้าเกษตรสำคัญ 5 ชนิด ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ทุเรียนและหน่อไม้ฝรั่ง โดยให้ครอบคลุมทั้ง 3 มิติ ได้แก่ มิติต้นทุน มิติเวลาและมิติความน่าเชื่อถือ ขณะนี้ยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้ผ่านคณะกรรมการพัฒนาระบบการบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการของประเทศ (กบส.) และจะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบต่อไป

 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,100 other followers

%d bloggers like this: