ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Posts Tagged ‘เกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140109/176402.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม 2557

‘กระแจะ’ดับพิษร้อน

ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘กระแจะ’ ดับพิษร้อน : โดย…นายสวีสอง

                         “กระแจะ” ชื่ออื่นๆ พญายา (กลาง ราชบุรี) ขะแจะ (เหนือ) ตุมตัง (ตะวันออกเฉียงเหนือ) ตะนาว (มอญ) พุดไทร ชะแจะ กระแจะจัน พินิยา ฮางแกง ชื่อวิทยาศาสตร์ Hesperethusa เป็นพรรณไม้เก่าอีกชนิด ที่ทุกวันนี้หาดูได้ยาก จะพบได้บ้างตามสวนพฤกษชาติต่างๆ ที่อนุรักษ์ไม้นี้ไว้ มีสรรพคุณทางยาคือ แก่นดับพิษร้อน แก้กษัย ต้นแก้โรคผิวหนัง ปวดตามข้อ ขณะที่เปลือก แก้ไข้ บำรุงจิตใจ

                         เป็นไม้ยืนต้นในวงศ์ RUTACEAE สูง 3-8 เมตร ลำต้นตรง เปลือกสีเทา ตามกิ่งก้านมีหนามแต่ไม่ไม่แอหลมนัก

                         ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับตามกิ่ง มีใบย่อย 6-12 ใบ ทรงรี ก้านใบแผ่เป็นปีก เนื้อใบเมื่อขยี้มีกลิ่นหอมอ่อนๆ

                         ดอก ออกเป็นช่อขนาดเล็กกระจุกตามกิ่งและซอกใบ กลีบดอกสีขาวอมเหลือง กลิ่นหอมเย็น

                         ผล กลมเล็ก ผลสดสีเขียว เมื่อแก่จัดสีม่วงคล้ำ ข้างในผลมีเมล็ดเล็กๆ

                         ขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด ชอบดินร่วน แสงแดดเต็มวัน

————————–

(ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘กระแจะ’ ดับพิษร้อน : โดย…นายสวีสอง)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140109/176404.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม 2557

‘ข้าวซ้อมมือ’บ้านบุหย่องสามัคคี

ทำมาหากิน : ‘ข้าวซ้อมมือ’ บ้านบุหย่องสามัคคี จากภูมิปัญญาสู่คุณค่าโภชนาการ : โดย…สุรัตน์ อัตตะ

                         อดีตผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยมแหนบทองคำปี 2546 ที่ไม่ยอมทิ้งภูมิปัญญาท้องถิ่น นำมาแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ด้วยการรวมกลุ่มชาวบ้านในพื้นที่บ้านบุหย่องสามัคคี ซึ่งมีอาชีพหลักในการทำนาหันมาแปรรูปข้าวซ้อมมือบรรจุถุงเพิ่มมูลค่า โดยไม่ง้อพ่อค้าคนกลางหรือโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลสำหรับ “อุบล ชะบาทอง” อดีตผู้ใหญ่บ้านที่ปัจจุบันผันตัวเองมารั้งตำแหน่งประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบุหย่องสามัคคี หมู่ 7 ต.เขาพระ อ.เมือง จ.นครนายก ผู้ผลิตและจำหน่ายข้าวซ้อมมือบรรจุถุงตราครกกระเดื่อง

                         “ชาวบ้านที่นี่มีอาชีพหลักคือการทำนาปลูกข้าว ส่วนใหญ่จะปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 แต่ที่ผ่านมาเจอปัญหาราคาข้าวตกต่ำมาตลอด ขายไม่ได้ราคา ถูกพ่อค้า เจ้าของโรงสีกดราคา ก็เลยหาทางออกด้วยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ข้าวซ้อมมือบรรจุถุงขายในนามกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบุหย่องสามัคคี เมื่อปี 2544 หรือกว่า 12 ปีมาแล้ว” อุบลย้อนที่มา

                         โดยเริ่มต้นจากสมาชิกเพียง 20 คนที่ลงทุนซื้อหุ้น หุ้นละ 100 บาท จากนั้นก็ได้รับการอนุเคราะห์จากหน่วยราชการต่างๆ เข้ามาช่วยเหลือดูแล โดยเฉพาะ ธ.ก.ส.จังหวัดนครนายกได้เข้ามาสนับสนุนด้านเมล็ดพันธุ์ข้าว กระบวนการแปรรูปผลิตภัณฑ์ ตลอดจนดูแลในเรื่องการตลาดมาโดยตลอด ซึ่ง สกต.จ.นครนายกได้อนุเคราะห์ให้ผลิตภัณฑ์ข้าวซ้อมมือบรรจุถุงของกลุ่มไปวางจำหน่ายที่สำนักงานได้ ส่วนวิทยาลัยเทคนิคนครนายกได้สนุบสนุนเครื่องคัดแยกข้าวสารมาให้ด้วย

                         ประธานกลุ่มคนเดิมเผยอีกว่า ปัจจุบันกลุ่มมีสมาชิกรวมทั้งสิ้น 80 ราย มีเงินทุนหมุนเวียนจำนวน 52,900 บาท ส่วนการดำเนินงานมีการบริหารจัดการในรูปของคณะกรรมการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบกันทำอย่างชัดเจน ตั้งแต่การหาซื้อวัตถุดิบ โดยจะรับซื้อจากสมาชิกเป็นอันดับแรก หากไม่เพียงพอก็จะหาซื้อจากเกษตรกรทั่วไปสนนในราคาเฉลี่ย 1.3-1.5 หมื่นบาทต่อเกวียน ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการผลิตและจำหน่ายต่อไป

                         ปัจจุบันกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบุหย่องสามัคคีรับซื้อข้าวเปลือกจากสมาชิกอยู่ที่ประมาณ 10 กว่าเกวียนต่อปี จากนั้นนำไปแปรรูปเป็นข้าวซ้อมมือบรรจุถุง เริ่มจากถุงละ 5 กิโลกรัมแล้วเปลี่ยนมาเป็นถุงละ 2 กิโลกรัม เนื่องจากพกพาได้สะดวกกว่าและเหมาะเป็นของฝากของขวัญ สนนในราคาจำหน่าย(ราคาส่ง) ถุงละ 85 บาท ซึ่งขณะนี้ผลิตภัณฑ์มีจำหน่ายอยู่ที่ร้านค้า สกต.นครนายก และกรุงเทพฯ อีกทั้งยังบริการจัดส่งในต่างจังหวัดตามที่ลูกค้าต้องการอีกด้วย

                         อุบลอธิบายถึงกระบวนากรผลิตข้าวซ้อมมือบรรจุถุงว่า หลังจากรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาแล้วนำมาตากแดดประมาณ 3 แดด จากนั้นจึงนำมาเข้าเครื่องกะเทาะเปลือกเสร็จแล้วก็นำมาคัดแยกเปลือกกับข้าวสาร จากนั้นก็นำมาเข้าตำด้วยครกกระเดื่อง ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีแล้วก็นำมาร่อนเอาแกลบออกแล้วนำข้าวสารที่ยังมีส่วนผสมกับข้าวเปลือกไปเข้าเครื่องกะเทาะเปลือกอีกครั้ง ก่อนเข้ากระบวนการผลิตแบบเดิมอีกครั้งแล้วนำมาบรรจุถุงเพื่อจำหน่ายต่อไป โดยข้าวซ้อมมือแต่ละถุงจะมีอายุไม่เกิน 2 เดือน

                         “ทุกอย่างจากข้าวเราจะนำมาใช้ประโยชน์ทั้งหมด ข้าวก็นำมาบรรจุถุง ฟางข้าวหลังเก็บเกี่ยวก็นำมามัดก้อนขาย แกลบก็นำไปเลี้ยงหมูหลุม ทำปุ๋ยอินทรีย์ รำข้าวก็นำไปเป็นอาหารเป็ด อาหารไก่ที่เลี้ยงไว้ แล้วจุดเด่นผลิตภัณฑ์อยู่ที่ครกกระเดื่องตำข้าว ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวนาในสมัยก่อนมาใช้ตรงนี้ จึงนำมาเป็นตราผลิตภัณฑ์ ตรงนี้เองที่ต่างจากกลุ่มผลิตข้าวกล้องอื่นที่ที่ส่วนใหญ่ใช้เครื่องจักรในการผลิต ทำให้คุณค่าทางโภชนาการหายไป” ประธานกลุ่มคนเดิมกล่าวอย่างภูมิใจ

                         นับเป็นก้าวของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านบุหย่องสามัคคีในการนำภูมิปัญญาชาวบ้านมาประยุกต์ใช้ในการผลิตข้าวซ้อมมือบรรจุถุง นอกจากจะเป็นการสร้างอาชีพและรายได้เสริมให้สมาชิกกลุม่แล้ว ยังเป็นผลิตภัณฑ์เด่นการันตีด้วยรางวัลโอท็อป 4 ดาวของ จ.นครนายก ในปี 2554 อีกด้วย สนใจข้าวซ้อมมือหอมมะลิบรรจุถุงหรือต้องการศึกษาดูงานกรี๊งกร๊างมาที่ 08-9663-4206 ผู้ใหญ่อุบลยินดีต้อนรับตลอดเวลา

————————–

(ทำมาหากิน : ‘ข้าวซ้อมมือ’ บ้านบุหย่องสามัคคี จากภูมิปัญญาสู่คุณค่าโภชนาการ : โดย…สุรัตน์ อัตตะ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140108/176329.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 8 มกราคม 2557

‘จันจี่’เป็นยา-เครื่องเทศ

ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘จันจี่’ เป็นยา-เครื่องเทศ : โดย…นายสวีสอง

                         ด้วยสภาพภูมิอากาศที่คล้ายกันทำให้ “จันจี่” หรือ “กานพลู” ซึ่งมีถิ่นกำเนิดที่ประเทศอินโดนีเซีย เติบโตได้ดีในบ้านเรา มีสรรพคุณหลายด้าน ผลเป็นเครื่องเทศ ดอกแห้งแก้ปวดฟัน แก้ท้องเสีย ดับกลิ่นปาก เป็นต้น

                         เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงกลาง ในวงศ์ EUPHORBIACEAE MYRTACEAE สูง 5-10 เมตร เรือนยอดทรงพุ่ม ต้นแตกกิ่งก้านมาก ผิวเรียบ สีเทา

                         ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามรูปวงรี เนื้อใบค่อนข้างเหนียว ผิวมันใบมีกลิ่นหอม

                         ดอก เป็นดอกช่อ สีขาวอมเขียว หรือเขียวอมแดงเลือดหมู ออกที่ซอกใบ กลีบเลี้ยงและฐานดอกหนา ค่อนข้างแข็ง

                         ผล ทรงรี เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.3-0.4 เซนติเมตร ผิวสีน้ำตาลเข้ม เมื่อแก่จะแห้งแตก มีเมล็ดด้านในมาก

                         ขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด ตอนกิ่งปักชำ เติบโตได้ดีในดินร่วนระบายน้ำได้ดี

———————–

(ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘จันจี่’ เป็นยา-เครื่องเทศ : โดย…นายสวีสอง)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140108/176331.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 8 มกราคม 2557

เกษตรกรคนเก่ง : ‘มณี พลประถม’

เกษตรกรคนเก่ง : ‘มณี พลประถม’ ปลูกข้าวหอมอินทรีย์ส่งออก : โดย…ภาวดี ชุปวา

                         เกษตรกรต้นแบบเครือข่ายเกษตรท้องถิ่น นางมณี พลประถม วัย 67 ปี ต.กรวดทราย อ.เมือง จ.อุตดิตถ์ ปลูกข้าวอินทรีย์ “มะลิหอมแดง” เพื่อลดการใช้สารเคมีในการผลิต ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ย สารควบคุมการเจริญเติบโต ตลอดจนสารป้องกันแมลงศัตรูข้าวในโรงเก็บ ทำให้ได้ข้าวที่มีคุณภาพและปลอดจากสารพิษ

                         “มณี” เล่าว่า อาชีพหลักคือปลูกข้าวแต่หลังจากสามีเสียชีวิตก็ทำนาคนเดียวไม่ไหว จึงหันมาปลูกข้าวโพดแทน แต่ก็ไม่ได้กำไรมากนัก เพราะปลูก 4 ไร่ ได้ผลผลิต 3 ตัน ราคาสู้ข้าวไม่ได้ จึงหันกลับมาปลูกข้าวอีกครั้งแต่เป็นการปลูกข้าวแบบอินทีรย์ข้าวมะลิหอมแดง โดยเข้าร่วมอบรมที่ศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์เทศบาลตำบลหาดกรวด โดยเริ่มจาก 5 ไร่และเพิ่มเป็น 10 ไร่ ภายในระยะเวลา 1 ปี

                         “การปลูกข้าวพันธุ์มะลิหอมแดง เป็นการปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ไม่ใช้สารเคมี และต้นทุนต่ำเพียง 3,200 บาทต่อไร่ ซึ่งเมล็ดพันธุ์ข้าวนั้นก็รับได้ที่ศูนย์เกษตรอินทรีย์หาดกรวด ส่วนการใช้ปุ๋ยก็ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จาก ขี้วัว ขี้ควาย  โดยวิธีการทำนาเป็นแบบนาดำ ปลูกได้ปีละครั้ง ที่แต่ละปีจะได้ผลผลิต 8-10 ตัน ส่งขายได้ถึงตันละ 21,000 บาท ซึ่งข้าวพันธุ์มะลิหอมแดงนี้เป็นข้าวสายพันธุ์ต้นเตี้ย เมล็ดดำ เป็นพันธุ์ที่ออกรวงได้เร็ว เมล็ดข้าวสีน้ำตาลอมขาวคล้ายข้าวก่ำ กลิ่นหอม รสชาติอร่อย และนุ่มนวล เป็นที่ต้องการของต่างประเทศ คือ สิงคโปร์”

                         มณียังเล่าต่ออีกว่า หลังจากปลูกมา 5 ปี ชีวิตการเป็นอยู่ก็ดีขึ้นกว่าการปลูกข้าวและข้าวโพดขาย ถึงแม้ข้าวมะลิหอมแดงจะสามารถผลิตได้ปีละครั้งเท่านั้น แต่ก็ลงทุนน้อย ทว่าในทางกลับกันก็ได้ผลผลิตมาก เป็นการปลูกข้าวอินทรีย์แบบยั่งยืน ทำให้สามารถพึ่งตนเองได้

                         อย่างไรก็ตาม “มณี” ยังฝากบอกถึงเพื่อนเกษตรกร หากท่านใดสนใจศึกษาดูงานด้านเกษตรอินทรีย์ หรือสนใจเมล็ดพันธุ์ข้าวมะลิหอมแดง สามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์เทศบาลตำบลหาดกรวด โทรศัพท์ 0-5544-5118-6

———————–

(เกษตรกรคนเก่ง : ‘มณี พลประถม’ ปลูกข้าวหอมอินทรีย์ส่งออก : โดย…ภาวดี ชุปวา)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140108/176333.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 8 มกราคม 2557

ทำมาหากิน : ‘ไอศกรีมจมูกข้าว’

ทำมาหากิน : ‘ไอศกรีมจมูกข้าว’ บ้านโนนรัง ต่อยอดสินค้าท้องถิ่นสู่อินเตอร์ : โดย…จิติมา จันพรม

                         รสชาติกลมกล่อม หอม มัน หวานไม่มากของ “ไอศกรีมจมูกข้าว” ที่ถูกตักใส่ถ้วยพลาสติกขนาดพอเหมาะ สร้างความประทับใจให้หลายคนที่แวะชิมและต่างสอบถามด้วยความแปลกใจที่ถังไอศกรีมวางติดกับโต๊ะผลิตภัณฑ์ข้าวฮางงอก ข้าวอินทรีย์ของกลุ่มข้าวฮางงอกบ้านโนนรัง มีสติกเกอร์ไอศกรีมจมูกข้าวติดถังไว้ด้วย

                         “วิรัช โพธิ์ศรีเรือง” ประธานศูนย์ข้าวชุมชนบ้านโนนรัง ต.สาวะถี จ.ขอนแก่น บอกว่า ปกติกลุ่มปลูกข้าวอินทรีย์เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ บางส่วนนำมาผสมทำเป็นข้าวฮางงอก ซึ่งเป็นข้าวที่มีคุณค่าสารอาหารจากจมูกข้าว รำข้าวสูงมาก และถูกนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น ผงชงดื่ม น้ำข้าวฮางงอก ผงขัดหน้าจมูกข้าว และไอศกรีมจมูกข้าว สินค้าล่าสุด

                         “ก่อนออกสู่ตลาด สินค้าทุกตัวจะต้องได้รับการยอมรับหรือวิจัยกันเองในชุมชนก่อน โดยเฉพาะเรื่องรสชาติ อย่างไอศกรีมจมูกข้าว เดิมมีสมาชิกกลุ่มทำไอศกรีมกะทิสดขายอยู่แล้ว จึงคิดว่าน่าจะทำไอศกรีมทางเลือกใหม่ที่สร้างรายได้เพิ่ม จึงร่วมกันดัดแปลงสูตรลองผิดลองถูกให้คนในชุมชนได้ร่วมชิมวิจัยรสชาติ จนได้สูตรที่ลงตัว” วิรัชแจงและว่า รวมทั้งนำไอศกรีมร่วมกิจกรรมต่างๆ เพื่อเผยแพร่ให้ผู้ร่วมงานได้ชิมพร้อมวิจารณ์เป็นการทำตลาดวิธีหนึ่ง จากนั้นเริ่มรับออเดอร์ ที่สำคัญได้นำเอาไอศกรีมร่วมงานบุญประเพณีเพื่อเป็นการงดเหล้าลดแอลกอฮอล์ในชุมชนอีกด้วย

                         ส่วนผสมไอศกรีมจมูกข้าวต่อการปั่น 1 ครั้ง ใช้น้ำจมูกข้าวซึ่งเป็นการนำข้าวฮางงอกนึ่งสุกปั่นผสมน้ำกะทิสดครึ่งกิโลกรัม นมข้นจืด 2 กระป๋อง น้ำตาลทรายตามชอบ หรือจะเพิ่มสีสันด้วยลอดช่อง ขนุน ให้ได้รสชาติหอมหวานมันแบบไทยๆ ซึ่งข้าว 1 กก.จะปั่นได้ 4 ครั้ง ซึ่งจะขายส่งพร้อมถ้วยตักถังละ 1,500-2,000 บาท โดย 1 ถังจะบรรจุ 2 ปั่น แต่ถ้าขายปลีกตักถ้วยจะมีมูลค่าเพิ่มอีกเท่าตัว

                         “ปกติการทำไอศกรีมกะทิสดจะต้องใช้กะทิจำนวนมาก แต่เมื่อหันมาทำเป็นไอศกรีมจมูกข้าว ซึ่งมีส่วนผสมของน้ำข้าวที่มีความมันหวานอยู่แล้ว ทำให้ลดปริมาณกะทิสดลงได้กว่าครึ่ง ทำให้ลดต้นทุนแต่กลับเพิ่มคุณค่าสารอาหารจากจมูกข้าวเข้าไปทดแทน”

                         อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กลุ่มมีความมั่นคง สามารถรักษาคุณภาพสร้างแบรนด์ข้าวและผลิตภัณฑ์ได้รับการรับรองมาตรฐานข้าวออร์แกนิก จนได้รับการยอมรับจากตลาดทั้งในและต่างประเทศ แต่การเพิ่มมูลค่าเพื่อสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนจึงต้องทำตลาดใหม่ๆ อาทิ ข้าวเปลือกอินทรีย์จาก กก.14-15 บาท เมื่อนำมาแปรรูปเป็นข้าวฮางงอกจะมีมูลค่าเพิ่มเป็น 80-120 บาทต่อกก. สีเป็นข้าวดำแดง มูลค่าเพิ่ม กก.ละ 160-180 บาท น้ำจมูกข้าวฮางงอก 1 กก.มีมูลค่าเพิ่ม 1,000-1,200 บาท ผงชงดื่มเพิ่มมูลค่าเป็น 2,000-3,000 บาท ผงขัดตัวเพิ่มเป็น 5,000 บาท และไอศกรีมจมูกข้าวมูลค่าเพิ่มเป็น 6,000-8,000 บาท

                         วิรัชบอกอีกว่า จะมีโครงการต่อยอดผลิตภัณฑ์จากข้าวฮางงอกอีก โดยไอศกรีมจมูกข้าวไม่ใช่ตัวสุดท้าย เป็นการสร้างแบรนด์ชุมชนต่อเนื่อง เช่น ทำโจ๊กจมูกข้าว ข้าวจี่ข้าวฮางงอก ขนมจีนข้าวฮางงอก ฯลฯ ควบคู่การสร้างความพร้อมด้านตลาดใหม่ๆ ให้เกิดทางเลือกการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างรายได้ให้กลุ่มและขยายไปถึงเครือข่ายเกษตรกรอื่นๆ อีกด้วย

                         อีกทั้งเป็นการสร้างความมั่นคงให้สมาชิกกลุ่ม ทำให้สามารถก้าวข้ามวิกฤติได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพากลไกของรัฐที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ที่สำคัญเพื่อสร้างตลาดให้เกิดความเชื่อมั่นต่อการกลับคืนสู่นาของลูกหลาน เมื่อมีตลาดที่แน่นอนลูกหลานก็จะกลับมาร่วมกันสร้างความแข็งแกร่งและคุณภาพชีวิตที่ดีตั้งแต่ต้น กลาง ปลายที่มีครบในชุมชนอยู่แล้ว

———————–

(ทำมาหากิน : ‘ไอศกรีมจมูกข้าว’ บ้านโนนรัง ต่อยอดสินค้าท้องถิ่นสู่อินเตอร์ : โดย…จิติมา จันพรม)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140107/176243.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 7 มกราคม 2557

เปลี่ยน’เศษไม้’กลายเป็นเงิน

ทำมาหากิน : เปลี่ยน ‘เศษไม้’ กลายเป็นเงิน หวังสร้างอาชีพ-รายได้สู่ชุมชน : โดย…สุรัตน์ อัตตะ

                          กรมป่าไม้หนุนชุมชนและผู้ประกอบการเปลี่ยนเศษไม้ให้กลายเป็นเงิน สร้างรายได้จากวัสดุทดแทนไม้ที่ผลิตจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร หลังพบว่าปัจจุบันมีเศษวัสดุเหลือทิ้งถึง 30 ล้านตันต่อปี เพราะนอกจากจะสร้างรายได้แล้ว วัสดุทดแทนไม้ยังช่วยลดปริมาณขยะและรักษาสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย

                          มิ่งขวัญ วิชยารังสกฤษฎ์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดงาน “นวัตกรรมวัสดุทดแทนไม้ เปลี่ยนเศษไม้ให้กลายเป็นเงิน” ว่าการผลิตแผ่นวัสดุทดแทนไม้ถือเป็นการนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ทดแทนไม้ธรรมชาติ หากชุมชนในภูมิภาคต่างๆ เกิดการรวมกลุ่มกันแล้วผลิตวัสดุทดแทนไม้ในเชิงอุตสาหกรรมชนบทได้อย่างเป็นระบบจะช่วยเพิ่มรายได้ มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติย่างมีประสิทธิภาพและยังเป็นผลดีต่อการอนุรักษ์ป่าไม้ รวมทั้งลดมูลค่าการนำเข้าไม้จากต่างประเทศด้วย

                          รองปลัดกระทรวงทรัพยากรฯ กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีวัสดุเหลือใช้ต่างๆ เช่น เศษวัสดุจากไม้ พืชเกษตรและวัชพืชต่างๆ ถึง 38 ล้านตันต่อปีเป็นเศษวัสดุหลือใช้จากพืชมากที่สุดถึง 30 ล้านตัน หากชุมชนหรือผู้สนใจที่จะลงทุนนำวัสดุเหลือทิ้งเหล่านี้มาเป็นวัตถุดิบในการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์วัสดุทดแทนไม้ โดยอาศัยเทคโนโลยีกระบวนการผลิตที่กรมป่าไม้ดำเนินการศึกษาวิจัยอยู่ในขณะนี้เท่ากับสร้างรายได้ ลดปริมาณขยะและช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี

                          “ให้ดูตัวอย่างเกาหลีใต้ที่เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะเขาจะเน้นงานวิจัยไปอยู่ที่ชุมชน จะเห็นว่าทุกชุมชนจะมีศูนย์วิจัยตั้งอยู่เพื่อให้ชาวบ้านได้นำวัสดุเหลือใช้มาวิจัยแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ประเทศไทยก็เช่นเดียวกันจะต้องให้งานวิจัยเป็นตัวนำ จะต้องกระจายให้ถึงชุมชนและสิ่งที่ต้องย้ำกรมป่าไม้จะต้องเร่งดำเนินการใน 3 เรื่อง ประการแรกความต่อเนื่องในการเสวนา ประการต่อมาทำให้งานวิจัยเข้าถึงชุมชนให้มากขึ้น เริ่มจากชุมชนที่มีความพร้อมก่อน และประการสุดท้ายเน้นสร้างเครือข่ายขึ้นตั้งแต่การผลิตจนถึงการตลาด” มิ่งขวัญกล่าวย้ำ

                          ขณะที่ บุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ อธิบดีกรมป่าไม้กล่าวเสริมว่า กรมป่าไม้มีงานวิจัยส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่ทำมาเป็นวัสดุทดแทนจากไม้มาเป็นเวลา 70-80 ปีแล้ว องค์ความรู้บางเรื่อง ประชาชนสามารถเรียนรู้แล้วนำกลับไปประกอบเป็นอาชีพได้ทันทีและผู้ประกอบการรายย่อยบางคนก็นำไปทำเป็นอุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ได้ด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่กรมป่าไม้ภูมิใจที่ทำให้งานส่งเสริมผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะการนำวัสดุที่ใช้ทดแทนไม้ได้รับการยอมรับจากตลาดผู้ใช้ไม้ ขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งที่กรมป่าไม้คาดหวังให้ประชาชนมีส่วนร่วมมาเรียนรู้แล้วนำไปปรับใช้ให้มากขึ้นด้วย

                          “เรื่องนี้เป็นสิ่งที่กรมป่าไม้ได้ตระหนักเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้ผลิตผลหรือผลผลิตที่เกิดจากไม้ในทุกส่วนนำกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สิ่งสำคัญเพื่อเป็นอาชีพ สร้างรายได้ให้ประชาชน ไม่ใช่แค่อาชีพเสริมแต่ยังสามารถสร้างเป็นอุตสาหกรรมขนาดย่อมได้แล้วด้วย”

                          อธิบดีกรมป่าไม้ย้ำด้วยว่า สำหรับการจัดงาน “นวัตกรรมวัสดุทดแทนไม้ เปลี่ยนเศษไม้ให้กลายเป็นเงิน” ครั้งนี้เป็นการนำองค์ความรู้ที่ได้ไปถ่ายทอดสู่สังคมเป็นประโยชน์ในการสร้างอาชีพและอุตสาหกรรมไม้ รวมถึงเป็นการสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนได้รู้คุณค่าของเศษไม้หรือวัสดุธรรมชาติที่เหลือใช้นำไปสู่การใช้ประโยชน์ทดแทนไม้จากธรรมชาติอันจะช่วยลดปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าอีกด้วย

                          นับเป็นอีกก้าวของกรมป่าไม้ในการนำองค์ความรู้ นวัตกรรมวัสดุทดแทนไม้เพื่อเปลี่ยนเศษไม้ให้กลายเป็นเงินสู่ชุมชน เพราะนอกจากเป็นการนำเศษไม้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแล้วยังเป็นการสร้างอาชีพและรายได้ให้คนในชุมชนได้เป็นอย่างดี

————————-

(ทำมาหากิน : เปลี่ยน ‘เศษไม้’ กลายเป็นเงิน หวังสร้างอาชีพ-รายได้สู่ชุมชน : โดย…สุรัตน์ อัตตะ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140107/176244.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 7 มกราคม 2557

‘ชำมะเรียงขาว’ยาระบาย

ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘ชำมะเรียงขาว’ ยาระบาย : โดย…นายสวีสอง

                          เมื่อก่อนจะพบ “ชำมะเรียง” ได้ตามริมลำธารในป่าเบญจพรรณทั่วไป ภาคใต้เรียก ชำมะเลียงบ้าน พุมเรียง พุมเรียงสวน ตราดเรียก โคมเรียง ภาคเหนือเรียก ผักเต้าและมะเถ้า ภาคอีสานเรียก ภูเวียง บางคนนำมาปลูกเป็นไม้ประดับ เพราะออกดอกหรือมีผลสวยงามมาก นอกจากนี้ผลรับประทานได้ รสชาติเปรี้ยวต้องจิ้มเกลือ กะปิ ชุ่มคอ แก้เลี่ยน เป็นยาระบายอ่อนๆ ปัจจุบันเป็นไม้หายากแล้ว

                          เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก อยู่ในวงศ์ Sapindaceae ต้นคดงอ แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มโปร่ง สูงราว 3-5 เมตร ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ใบย่อยรูปไข่ถึงรูปไข่กลับกว้าง 2-8 ซม. ยาว 9-30 ซม. ปลายใบแหลมทู่ โคนใบสอบ ผิวใบเกลี้ยง ใบเขียวเต็ม มีหูใบ แผ่เป็นแผ่น รูปเกือบกลม ขนาดกว้าง 2-3.5 ซม. เรียงเวียนซ้อนกันบริเวณโคนก้านใบใกล้ปลายยอด เปลือกต้นเรียบสีเทาอมน้ำตาล

                          ดอก ออกเป็นช่อ แต่ละช่อมีดอกย่อยขนาดเล็กเป็นพวง 30-45 ดอก ออกตามลำต้นและกิ่ง มี 5 กลีบ สีขาวนวล โคนกลีบเว้าเล็กน้อย ปลายกลีบมน ดอกบานได้เป็นอาทิตย์

                          ผล ทรงกลมผลสุกออกเหลืองอ่อนๆ ห้อยเป็นพวงติดตามลำต้นและกิ่งราวพวงละ 5-10 ผล คล้ายพวงมะไฟ ทานได้รสเปรี้ยว

                          ขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง เจริญเติบโตได้กับทุกสภาพดิน ความชื้นปานกลาง แสงแดดเต็มวัน

————————-

(ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘ชำมะเรียงขาว’ ยาระบาย : โดย…นายสวีสอง)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140106/176120.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป

วันจันทร์ที่ 6 มกราคม 2557

//

เร่งพลักดันผลิตกระเทียมคุณภาพรับเออีซี

เร่งพลักดันผลิตกระเทียมคุณภาพ หวังสู้ ‘จีน-พม่า-เวียดนาม’ รับเออีซี : โดย…ดลมนัส กาเจ

 

หากดูข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คาดการณ์ว่า พื้นที่ปลูกกระเทียม ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งของประเทศไทย มีพื้นที่ปลูกประมาณ 93,044 ไร่ ได้ผลผลิตรวม 90,711 ตัน โดยพื้นที่เพาะปลูกส่วนใหญ่อยู่ในเขตภาคเหนือโดยเฉพาะเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พะเยา และแม่ฮ่องสอน ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ที่ติดตามสถานการณ์กระเทียม ระบุว่า เมื่อต้นปี 2556 หรือปีที่แล้วมีผลผลิต 80,020 ตันเท่ากับเพิ่มขึ้นกว่า 1 หมื่นตัน

แม้ผลผลิตกระเทียมฤดูกาลเพาะปลูกปี 2556/2557 จะเพิ่มขึ้นจากปี 2555/25556 กว่า 1 หมื่นตันก็ตาม แต่ราคาหากเปรียบเทียบในเดือนมีนาคม 2556 ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ระบุว่า กระเทียมสดมีราคากิโลกรัมละ 15-18 บาทนั้น ถือว่าปีนี้ราคาสูงกว่าหลายเท่าตัว จะเห็นได้จากราคากระเทียมในตลาดไทครั้งสุดเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2557 กระเทียมจีนชนิดต่างๆ ราคาอยู่ที่ กก.ละ 22-40 บาท  ขณะที่กระเทียมไทย-มัดจุก กก.ละ 120-130 บาท กระเทียมไทยใหญ่ แกะกลีบ กก.ละ 125-130 และกระเทียมไทยเล็ก  แกะกลีบ กก.ละ 120-130 บาท (ดูตารางเปรียบเทียบ) ใกล้เคียงกับราคากระเทียมในตลาดสี่มุมเมืองตั้งแต่ต้นปี 2557 ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ กก.ละ 100 บาท

กระนั้นก็ตามแม้ช่วงนี้ราคากระเทียมจะสูงขึ้น แต่อย่าลืมว่าฤดูการเก็บเกี่ยวผลผลิตกระเทียมราวเดือนมีนาคม ราคาอาจจะลดลงได้เนื่องจากกระเทียมจากประเทศจีนที่จะทะลักเข้ามาโดยผ่านชายแดนทางภาคเหนือ เนื่องจากไทยกับจีนได้ลงนามข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย-จีน มาตั้งแต่ปี 2550 ขณะที่การปลูกกระเทียมในประเทศไทยมีต้นทุนการผลิตขยับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยการใช้ปุ๋ยและสารเคมีที่ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ทั้งยังประสบปัญหาเรื่องโรคระบาด อาทิ โรคเหี่ยวจากเชื้อรา โรครากเน่าและโคนเน่า โรคแอนแทรคโนส และโรคใบจุดสีม่วงอีกด้วย ปัญหาเหล่านี้ทำให้กรมวิชาการเกษตรได้ทำการวิจัย “การทดสอบและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตกระเทียมที่มีคุณภาพโดยลดการใช้สารเคมีในเขตภาคเหนือตอนบน” เพื่อเป็นทางออกและช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกกระเทียมให้สามารถแข่งขันได้ในอนาคต

ทั้งนี้ นายดำรงค์ จิระสุทัศน์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ระบุว่า หลังจากที่ประเทศไทยเปิดตลาดตามข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย-จีน เมื่อปี 2550 การนำเข้าสินค้ากระเทียมจากสาธารณรัฐประชาชนจีนมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทุกปี และส่งผลกระทบต่อการผลิตและราคากระเทียมภายในประเทศ ที่สำคัญปลูกกระเทียมในประเทศไทยมีต้นทุนสูงอยู่ที่ประมาณ 10 บาทต่อกก. แต่จีนมีต้นทุนเพียง กก.ละ 5 บาทเท่านั้น

ส่วนปัจจัยที่ทำให้เกษตรกรไทยมีต้นทุนการผลิตกระเทียมสูงขึ้นนั้น เกิดจากการใช้ปุ๋ยและสารเคมีในการผลิตกระเทียมเพิ่มมากขึ้น แต่ใช้ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เป็นปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น อาทิ การใส่ปุ๋ยเพื่อเร่งให้กระเทียมหัวใหญ่ แต่เกษตรกรใส่ปุ๋ยผิดเวลา ทำให้สิ้นเปลืองเกินความจำเป็น แถมยังทำให้ต้นกระเทียมอ่อนแอต่อโรคเพิ่มขึ้น และมีผลต่อคุณภาพผลผลิตคือหัวฝ่อ เก็บไว้ได้ไม่นานและถูกกดราคาด้วย

ด้วยเหตุดังกล่าว กรมวิชาการเกษตรได้มอบหมายให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแม่ฮ่องสอน จ.แม่ฮ่องสอน ศึกษาวิจัยการทดสอบและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตกระเทียม เพื่อให้ได้เทคโนโลยีการผลิตกระเทียมที่มีคุณภาพดี ช่วยลดปริมาณการใช้สารเคมีและต้นทุนการผลิตที่เหมาะสมแก่เกษตรกร อีกทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับการเปิดตลาดภายใต้กรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ที่จะเริ่มมีผลในปี 2558 ซึ่งจะช่วยให้กระเทียมของไทยสามารถแข่งขันได้กับสินค้าที่นำเข้าจากจีน เวียดนาม และพม่า ได้

ด้าน นายมณเทียน แสนดะหมื่น นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแม่ฮ่องสอน  กล่าวว่า ในพื้นที่ จ.แม่ฮ่องสอน เป็นแหล่งผลิตกระเทียมที่มีศักยภาพสูง โดยมีพื้นที่ปลูกรวมกว่า 1.5 หมื่นไร่ ได้ผลผลิตปีละกว่า 4 หมื่นตัน แต่ที่ผ่านมาเกษตรกรส่วนใหญ่ใช้ปุ๋ยและสารเคมีไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ยเพื่อเร่งการเจริญเติบโตของกระเทียม ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้นและยังเกิดปัญหาเรื่องโรคระบาดด้วย ศูนย์ได้วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตกระเทียมที่มีคุณภาพในพื้นที่แบบเกษตรกรมีส่วนร่วม ด้วยการจัดทำแปลงทดสอบเทคโนโลยีการจัดการธาตุอาหารที่เหมาะสมสำหรับกระเทียม มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการวิจัยนำร่อง 12 ราย

“การทดลองผลการวิจัยของเราพบว่า การสำรวจดินและตรวจวิเคราะห์ดินก่อนปลูก แล้วจัดการธาตุอาหารอย่างถูกต้องโดยใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การปรับค่าความเป็นกรด-ด่างของดิน และใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์อย่างเหมาะสม จะสามารถช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีให้เกษตรกรได้ถึง 50% ทีเดียว ทั้งยังทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพเพิ่มสูงขึ้นจากไร่ละ 800 กก.เป็น 1,000 กก.ตรงนี้แหล่งปลูกกระเทียมอื่นก็สามารถนำเทคโนโลยีตัวนี้ไปประยุกต์ใช้ได้ครับ” นายมณเทียน กล่าว

นายมณเทียน กล่าวอีกว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาวิจัยต่อยอดเกี่ยวกับการป้องกันกำจัดโรคกระเทียม โดยการจัดการหัวพันธุ์ก่อนปลูก เพื่อป้องกันโรคระบาด และช่วยให้เกษตรกรได้ผลผลิตที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีแผนร่วมกับจังหวัดแม่ฮ่องสอนส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ปลูกกระเทียมในพื้นที่รวมกลุ่มผลิตหัวพันธุ์กระเทียมคุณภาพดี เป้าหมายต้องไม่น้อยกว่า 1 หมื่นตัน เพื่อรองรับความต้องการของเกษตรกรที่จะใช้พันธุ์คุณภาพไปปลูก เพื่อเพิ่มผลผลิตกระเทียมในพื้นที่ เพราะทุกวันนี้พันธุ์มีราคาแพง ตกประมาณกิโลกรัมละ 100-120 บาท นอกจากนี้กำลังส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตกระเทียมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่น และนำแปลงเข้าสู่ระบบเกษตรที่เหมาะสม หรือจีเอพี เพื่อให้ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน และมีความปลอดภัยป้อนเข้าสู่ตลาดด้วย

เทคโนโลยีการผลิตกระเทียมที่มีคุณภาพของกรมวิชาการเกษตร ถือเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกกระเทียมได้ลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้น หากเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรสนใจ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแม่ฮ่องสอน จ.แม่ฮ่องสอน โทร.0-5368-4377 หรือ e-mail : msccpr_doa@hotmail.com ได้

 

 

———————

(เร่งพลักดันผลิตกระเทียมคุณภาพ หวังสู้ ‘จีน-พม่า-เวียดนาม’ รับเออีซี : โดย…ดลมนัส กาเจ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140104/176057.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : คอลัมน์เด็ด
วันเสาร์ที่ 4 มกราคม 2557

หนักเอาเบาสู้ : ‘วิศรุต บุลสุวรรณ’

หนักเอาเบาสู้ : ‘วิศรุต บุลสุวรรณ’ เสิร์ฟเมนูสุขภาพส่งถึงบ้าน : โดย…วรัทยา ไชยลังกา

                          ธุรกิจบริการส่งอาหารเพื่อสุขภาพ เป็นเทรนด์ใหม่ที่กำลังได้รับความนิยม โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่รักการดูแลสุขภาพ ซึ่งในเชียงใหม่ “บรั๊นช์ แอนด์ ลั้นช์ คิทเช่น” นับเป็นเจ้าแรกที่บุกเบิกธุรกิจนี้ พร้อมเปิดครัวให้เห็นการทำงานของเชฟทุกขั้นตอน

                          ร้านนี้ตั้งอยู่ชั้น 2 โฮมออฟฟิศแยกก๊อตซิล่า ระหว่างซอย 3 และซอย 5 ถนนนิมมานเหมินทร์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ บริหารโดย “วิศรุต บุลสุวรรณ” วัย 31 ปี แห่งร้านอาหารญี่ปุ่น “ฮาเทหน้า” รับหน้าที่เชฟปรุงอาหารนานาชาติ และหุ้นส่วน “ปณิธี นุ้ยคร้าม” วัย 31 ปี ดูแลการตลาดและประชาสัมพันธ์

                          “วิศรุต” เล่าให้ฟังว่า จากประสบการณ์ที่ไปทำงานในต่างแดนกว่า 10 ประเทศ ในฐานะวิศวกรโยธา พบว่ารสชาติอาหารของแต่ละชาตินั้นไม่ถูกปากทำให้เขาต้องลงมือทำเอง ทั้งไทย จีน ญี่ปุ่น ฝรั่ง ซึ่งเพื่อนๆ ต่างชาติชมว่าฝีมือดี จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ทำธุรกิจอาหารปัจจุบัน

                          ต่อเมื่อกลับมาอยู่เชียงใหม่เมื่อปี 2555 จึงเริ่มทำอาหารกล่องมื้อกลางวันจำหน่ายและบริการส่งถึงบ้าน ใช้ชื่อ “บรั๊นช์ แอนด์ ลั้นช์ คิทเช่น” ใช้ช่องทางการตลาดผ่านโซเชียลมีเดีย ทั้งเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และปากต่อปาก ซึ่งได้รับการตอบรับดีมาก ส่วนเมนูก็จะเปลี่ยนทุกสัปดาห์ มีเมนูให้เลือก 5-6 อย่าง

                          “ทำไปได้ระยะหนึ่งพบว่าลูกค้าเรียกร้องให้ทำอาหารเพื่อสุขภาพที่ลดน้ำหนัก ซึ่งในเชียงใหม่ยังไม่มี ผมและหุ้นส่วนจึงตัดสินใจทำและเพิ่มไอเดียว่าอาหารชุดนี้ช่วยชะลอความแก่ได้ ใช้ชื่อ ไดเอท แอนด์ เอนไท เอจจิ้ง เมนู พร้อมเปิดหน้าร้านเมื่อต้นปี 2556″ วิศรุต กล่าว

                          โดยเมนูไดเอทฯ นี้จะจัดเป็นคอร์ส แต่ละคอร์สจะใช้เวลา 7 วัน รับประทานวันละ 5 มื้อ ประกอบด้วยมื้อเช้า ระหว่างมื้อเช้า มื้อกลางวัน ระหว่างมื้อกลางวัน และมื้อเย็น รวมทั้งหมด 35 มื้อ มีทั้งอาหารไทย ฝรั่ง และญี่ปุ่น

                          อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ทำงานต่างประเทศของทั้งสองคน จึงเกิดไอเดีย “เชฟส์เทเบิ้ล” (Chef’s table) หรือเปิดครัวโชว์การปรุงอาหาร ให้ลูกค้าได้เห็นพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ โดยให้บริการวันละ 1 โต๊ะในวันธรรมดา เปิดตั้งแต่ 18.00 น. ส่วนเสาร์-อาทิตย์ เปิด 2 รอบ เวลา 12.00 น. และ 18.30 น. แต่ละครั้งรองรับลูกค้าได้ 2-8 คน ให้บริการทั้งเมนูอาหารไทย ฝรั่ง ญี่ปุ่น

                          นอกจากบริการเสิร์ฟเมนูไดเอทฯ และเปิดครัวโชว์การปรุงอาหารแล้ว วิศรุต บอกว่า ยังสอนทำอาหารเน้นเมนูญี่ปุ่น เช่น ซูชิ ข้าวปั้น แกงกะหรี่ญี่ปุ่น ฯลฯ โดยรับสอนวันเสาร์-อาทิตย์ สำหรับผู้ที่สนใจ สอบถามรายละเอียดได้ที่อินสตาแกรม @brunchnlunch หรือโทร.08-4323-1952, 08-2455-5948

————————

(หนักเอาเบาสู้ : ‘วิศรุต บุลสุวรรณ’ เสิร์ฟเมนูสุขภาพส่งถึงบ้าน : โดย…วรัทยา ไชยลังกา)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140104/176059.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : คอลัมน์เด็ด
วันเสาร์ที่ 4 มกราคม 2557

กาแฟคั่วอาราบิก้า ‘จ่านรินทร์’

ทำมาหากิน : กาแฟคั่วอาราบิก้า ‘จ่านรินทร์’ ผลิตภัณฑ์อินทรีย์ของดีเขาค้อ : โดย…กวินทรา ใจซื่อ

                          กาแฟสดร้อนและเย็นเป็นเครื่องดื่มที่หลายคนหลงใหลในกลิ่นและรสชาติ ปัจจุบันมีกาแฟหลากยี่ห้อให้ได้เลือกซื้อ ตลาดกาแฟจึงเติบโตอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง รวมถึงการสร้างแบรนด์ให้ติดตลาดเพื่อเป็นที่จดจำของผู้บริโภค

                          เมล็ดกาแฟอราบิก้าสดคั่ว บรรจุถุงสีน้ำตาลเข้มสะดุดตาจากไร่จ่านรินทร์ เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ของ ดาบตำรวจนรินทร์ ศรีมรกตมงคล ผบ.หมู่งานสืบสวน สภ.เขาค้อ เป็นผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อของ อ.เขาค้อ ที่กำลังได้รับความนิยม ความโดดเด่นทั้งด้านการปลูกแบบอินทรีย์ปลอดสาร เก็บเอง คั่วเอง บรรจุถุง รวมถึงการนำผลผลิตจากไร่กาแฟมาชงขายให้นักท่องเที่ยว ถือเป็นจุดเด่นของกาแฟจ่านรินทร์ จึงมีการบอกกันปากต่อปาก ถึงรสชาติความสดใหม่ ระยะเวลาเพียง 1 ปี ที่ไร่กาแฟให้ผลผลิตจนนำมาแปรรูปออกวางจำหน่ายในแบรนด์ “กาแฟสดคั่ว ไร่จ่านรินทร์” จึงได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว

                          กว่า 5 ปีที่ดาบตำรวจนรินทร์ ตัดสินใจย้ายจากกรุงเทพฯ มาทำงานที่ สภ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ พร้อมด้วยภรรยา จากนิสัยของทั้งคู่ที่ชอบปลูกต้นไม้ ดังนั้น ในพื้นที่ดิน 2 ไร่ จึงมีไม้ผลหลากหลายชนิดปลูกเอาไว้รับประทาน รวมทั้งกาแฟพันธุ์อาราบิก้าด้วย ซึ่งทั้งสองคนเริ่มแรกมีแนวคิดปลูกไว้เพื่อชงดื่มเอง จึงเน้นปลูกแบบปลอดสาร โดยน้อมนำแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาใช้ คือการลงมือทำจริง มุ่งใส่ใจในธรรมชาติ และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม

                          “ปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิก้าทั้งหมด ในพื้นที่กว่า 2 งาน จำนวน 800 ต้น จากความเหมาะสมของพื้นที่ซึ่งสูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 3,000 ฟุต จึงได้ผลผลิตสม่ำเสมอ อีกทั้ง กาแฟมีกลิ่นหอม เพราะเราปลูกแบบให้ต้นกาแฟขึ้นเองตามธรรมชาติ มีศัตรูพืชบ้าง แต่ก็ถือว่าดูแลง่ายและน้อยกว่าการใช้ยาฆ่าแมลง”

                          ดาบนรินทร์ บอกอีกว่า กาแฟที่ไร่เริ่มให้ผลผลิตเมื่อปี 2555 เริ่มทดลองนำกาแฟมาแปรรูปแทนการขายสด โดยศึกษากรรมวิธีการคั่วเมล็ดกาแฟจากอินเทอร์เน็ต เริ่มจากการเก็บเมล็ดกาแฟสุกสีแดงแบบผลเชอรี่ แล้วนำเปลือกสีแดงออกจากเมล็ด ล้างและแช่น้ำให้เมือกที่ติดเมล็ดกาแฟออกทำให้แห้ง นำเข้าเครื่องกะเทาะเปลือก จากนั้นจึงนำเมล็ดกาแฟที่ได้ไปคั่ว

                          การคั่วกาแฟเป็นขั้นตอนสำคัญในการดึงคุณสมบัติของรสชาติ ความเข้ม ความหอมของกาแฟ จะใช้ความร้อนประมาณ 180-240 องศาเซลเซียส ใช้เวลา 10-20 นาที สำหรับที่ไร่กาแฟจ่านรินทร์จะคั่วในระดับปานกลางและระดับเข้ม กาแฟผลสดจำนวน 8 กิโลกรัม เมื่อคั่วแล้วจะได้กาแฟคั่วประมาณ 1 กิโลกรัม แบ่งเป็น 2 เกรดคือ เกรด A ขายกิโลกรมละ 450 บาท และเกรด Y กิโลกรัมละ 400 บาท นำมาบรรจุถุง ถุงละครึ่งกิโลกรัมติดแบรนด์ไร่กาแฟจ่านรินทร์

                          “เราควบคุมคุณภาพได้เอง เพราะใช้แรงงานในครอบครัวเป็นหลักทำเท่าที่ทำได้ อุปกรณ์ที่ใช้เริ่มแรกเป็นแฮนด์เมดทั้งหมด แต่เมื่อผลผลิตเริ่มมากขึ้นก็เริ่มนำเครื่องจักรมาใช้ในการทุ่นแรงแต่ก็เป็นงานที่ผลิตโดยชาวบ้าน ทั้งเครื่องกะเทาะเปลือก เครื่องคั่วกาแฟ เพราะคุณภาพดี ราคาถูก ซ่อมเองได้ ทำให้ไม่ต้องลงทุนมากนัก”

                          ส่วนการตลาดจ่านรินทร์และภรรยา เริ่มจากการวางขายเองตามแหล่งท่องเที่ยวใน อ.เขาค้อ จนมีแม่ค้าในละแวกเดียวกันเห็นสนใจซื้อนำไปขายต่อ  ขายเมล็ดกาแฟให้ร้านขายกาแฟสดที่มีอยู่หลายร้าน รวมถึงเปิดร้านกาแฟหน้าไร่กาแฟจ่านรินทร์เอง ซึ่งจะมีทั้งกาแฟสด รวมถึงผลผลิตในไร่วางขายทั้งเมล็ดกาแฟคั่วสด อะโวคาโด มะยงชิด ส้มโอ และกล้วย ที่ปลูกอยู่กว่า 10 สายพันธุ์ ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเข้ามาแวะเวียนเข้ามาชิมช็อปกัน

                          ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวแวะเวียนเข้ามาศึกษาหาความรู้อย่างต่อเนื่อง โดยจ่านรินทร์เปิดพื้นที่ไร่กาแฟจ่านรินทร์ให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับผู้สนใจปลูกกาแฟ พร้อมกับการถ่ายทอดภูมิปัญญาพื้นบ้านที่ได้ทดลอง ลงมือทำเอง เน้นเรื่องการลดใช้สารเคมี เริ่มต้นธุรกิจขนาดเล็กที่ใช้แรงงานในครอบครัว ที่สำคัญคือการทำงานทุกอย่างควรเริ่มต้นด้วยใจรัก อย่าเริ่มลงมือด้วยการคิดแต่ผลกำไรอย่างเดียว เพราะจะทำให้เครียดและไม่ประสบผลสำเร็จ

                          หากมีโอกาสเดินทางไปท่องเที่ยว อ.เขาค้อ ตามเส้นทางมุ่งหน้าสู่พระตำหนักเขาค้อ สามารถแวะเยี่ยมชมไร่กาแฟอินทรีย์จ่านรินทร์ เลขที่ 63 หมู่ 3 ต.ริมสีม่วง อ.เขาค้อ ไปไม่ถูกโทรศัพท์สอบถามเส้นทางได้ที่ 08-4453-2498 และ 08-9227-2758

————————

(ทำมาหากิน : กาแฟคั่วอาราบิก้า ‘จ่านรินทร์’ ผลิตภัณฑ์อินทรีย์ของดีเขาค้อ : โดย…กวินทรา ใจซื่อ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140103/175990.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 3 มกราคม 2557

‘แชมพูข้าวหอมมะลิ’บุกตลาดสุขภาพ

ทำมาหากิน : ผลิต ‘แชมพูข้าวหอมมะลิ’ มุ่งความต่าง-บุกตลาดสุขภาพ : โดย…เบญจพร ไชยวงค์

                         “ภูดินเฮิร์บ” เป็นชื่อแบรนด์ที่เกิดจากการบุกเบิกธุรกิจสมุนไพรจากไร่ภูดิน ไร่สมุนไพร บนเนื้อที่กว่า 30 ไร่ แห่ง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ และจากผลผลิตทางการเกษตรของไร่ที่มีจำนวนมาก ทำให้เล็งเห็นช่องทางในการต่อยอดธุรกิจจึงเป็นที่มาของการแปรรูปสมุนไพรเป็นสินค้าจำหน่าย ก่อนจะมาสร้างความต่างจากตลาดด้วยการคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ คือ แชมพูข้าวหอมมะลิ

                         จุดเริ่มต้นความคิดในการผลิตแชมพูข้าวหอมมะลิ เกิดจาก นางชัดชารี จินดารักษ์  เจ้าของสวนสุมนไพรไร่ภูดิน ที่ได้ไปศึกษางานจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมเข้าอบรมหลักสูตรภูมิปัญญาดั้งเดิมระยะสั้น ทำให้ได้รับความรู้การแปรรูปสมุนไพรมากมาย จึงนำภูมินั้นมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ทันสมัยและเน้นความต่าง เพื่อสนับสนุนกิจการโฮมสปาของไร่ที่เธอได้บุกเบิกขึ้นเมื่อปี 2545 ที่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่

                         นางชัดชารี เล่าว่า จากนั้นเธอจึงลงมือทำอย่างจริงจัง โดยในปี 2547 ได้สร้างโรงงานภูดินเฮิร์บขึ้นที่ อ.แม่ริม อาศัยประสบการณ์จากการศึกษาดูงานและความชอบส่วนตัวมาเป็นแนวทางผลิตสินค้า ซึ่งใช้วัตถุดิบหลักคือสมุนไพรจากไร่ภูดินทั้งหมด อาทิ ผลิตภัณฑ์ ชามนตรา (ชาดอกไม้) สบู่สมุนไพร ครีมบำรุงผิว ลิปบำรุงริมฝีปาก สครับขัดผิว น้ำมันหอมแห้งสมุนไพร และสินค้าที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก คือ แชมพูข้าวหอมมะลิ

                         “สินค้าที่ผลิตขึ้นมาจะเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม จะใช้สมุนไพรเป็นส่วนประกอบหลักได้แก่ ขมิ้น ข้าวหอมมะลิ อัญชัน เน้นไม่ผสมสารเคมี โดยขณะนี้ได้ผลิตสินค้าใหม่ออกมาบุกตลาด คือ แชมพูและครีมนวดข้าวหอมมะลิ ซึ่งสกัดจากข้าวหอมมะลิพันธุ์ดี เพราะตัวผลิตภัณฑ์มีกลิ่นหอม ใช้แล้วผมสะอาดเงางาม ได้รับผลตอบรับที่ดีทั้งในประเทศและต่างประเทศ“ นางชัดชารีกล่าว

                         สาเหตุที่สนใจในผลิตภัณฑ์แชมพูและครีมนวดผมข้าวหอมมะลินั้น เพราะเป็นสูตรที่พบเห็นได้ยากตามท้องตลาด จึงอาจทำให้ตีตลาดได้ง่าย จากผลตอบรับที่ได้ทำนั้นดีมาก มียอดการสั่งซื้อเข้ามาเรื่อยๆ จากกลุ่มลูกค้าโรงแรม อีกทั้ง ยังมีผลิตภัณฑ์แปรรูปสมุนไพรอื่นๆ ได้แก่ ชาดอกไม้ที่ผลิตจากดอกไม้นานาพรรณ เช่น ดอกคำฝอย อัญชัน หญ้าหวาน ใบเตย นำมาอบแห้งแล้วบรรจุภัณฑ์อย่างสวยงาม สบู่สมุนไพรซึ่งมีหลายกลิ่น เช่น กลิ่นขมิ้น อัญชัน มะกรูด ลิปมันบำรุงริมฝีปากจากกลิ่นสมุนไพร และน้ำมันหอมแห้งสมุนไพร

                         ผลิตภัณฑ์สมุนไพรแปรรูปภูดินเฮิร์บ ได้รับรางวัลเป็นโอทอป 5 ดาวในปี 2550 ทำให้เกิดช่องทางในการขยายตลาดเข้าสู่สปา โรงแรม และร้านค้าชั้นนำทั่วไป อีกทั้งยังส่งออกไปยังประเทศสิงคโปร์ รวมทุกชนิดกว่า 2 แสนชิ้นต่อ 1 เดือน โดยแชมพูและครีมนวดผมข้าวหอมมะลินั้นได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และในอนาคตอันใกล้ยังได้เตรียมกำลังบุกตลาดไปยังประเทศญี่ปุ่น และประเทศยุโรป

                         “ทุกวันนี้ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง มียอดขายเฉลี่ยเกือบปีละ 1 ล้านบาท ทำให้โรงงานต้องมีการพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อยู่เสมอ เพื่อเข้าสู่ตลาดอาเซียน โดยมีการติดต่อให้ผู้ประกอบการจากสาธารณรัฐประชาชนจีน และประเทศแถบยุโรป ที่สนใจในผลิตภัณฑ์สมุนไพรเข้ามาศึกษาดูงาน โดยหวังจะให้เป็นที่ยอมรับการเข้าไปทำตลาดเมื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” นางชัดชารี กล่าว

                         ขณะเดียวกัน ได้เกิดแนวคิดผลิตสินค้าที่บริโภคได้ เพื่อเป็นการเปิดตลาดสินค้าสมุนไพรให้ครบวงจรมากขึ้น เจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ นั่นคือ การผลิตข้าวแตนสมุนไพรและน้ำพริกสมุนไพร โดยท่านที่สนใจในผลิตภัณฑ์สามารถติดต่อได้ที่ 0-5312-1921

———————-

(ทำมาหากิน : ผลิต ‘แชมพูข้าวหอมมะลิ’ มุ่งความต่าง-บุกตลาดสุขภาพ : โดย…เบญจพร ไชยวงค์)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140103/175991.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 3 มกราคม 2557

‘รัศมีโชติ’เฟิร์นทรงสวย

ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘รัศมีโชติ’ เฟิร์นทรงสวย : โดย…นายสวีสอง

                         ไม่ค่อยได้เห็นกันมากนักสำหรับ “รัศมีโชติ” เฟิร์นลูกผสมระหว่างกูดดอยนิวคาลิโดเนีย กับกูดดอยบราซิล นับเป็นเฟิร์นที่หายากพอสมควร ทว่าสามารถหาชมกันได้ที่โครงการหลวงอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ หรือร้านไม้ดอก ไม้ประดับบางร้าน

                         เป็นพรรณไม้ในตระกูลเฟิร์น มีทรงพุ่มสวยงาม ลำต้นตรงคล้ายต้นปล์ม เส้นผ่าศูนย์กลางของต้น 6.5 เซนติเมตร สูงราว 35 เซนติเมตร หรืออาจสูงได้เต็มที่ไม่เกิน 1 เมตร

                         ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับรอบๆ ส่วนปลายยอดของต้น แผ่กว้างประมาณ 1-2 เมตร มีราว 25 ใบ ทรงพุ่มสวยงาม ใบกว้าง 20-30 เซนติเมตร แกนยาว 40-60 เซนติเมตร แต่ละใบมีใบย่อยออกเป็นคู่ราว 40 คู่ ทรงขอบขนาน โคนใบมน

                         ดอก เป็นพืช ไม่มีดอก

                         ขยายพันธุ์ เพาะเนื้อเยื่อ ชอบดินร่วน ความชื้นพอเหมาะ อากาศค่อนข้างเย็น แสงแดดเต็มวัน

———————-

(ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘รัศมีโชติ’ เฟิร์นทรงสวย : โดย…นายสวีสอง)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140102/175941.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 2 มกราคม 2557

เร่งสร้าง’ศูนย์กลางเมืองยาง’ที่สงขลา

เร่งสร้าง ‘ศูนย์กลางเมืองยาง’ ที่สงขลา วอนรัฐอย่าให้แค่ฝันที่(ใกล้)เป็นจริง : สุพิชฌาย์ รัตนะ … รายงาน

                         ราคายางพาราตกต่ำเป็นเหมือนปัญหาเรื้อรัง เพราะระยะหลังอาการนี้มักปรากฏขึ้นบ่อยครั้งกับชาวสวน โดยเฉพาะปี 2556 ที่สร้างปรากฏการณ์ชาวสวนยางลุกฮือพร้อมกันทั่วประเทศ จากสถิติสูงสุด 200 บาทต่อกิโลกรัมเหลือแค่ 70 บาทต่อกิโลกรัม ท่ามกลางความสงสัยในฐานะที่ไทยเป็นแหล่งผลิตยางอันดับต้นๆ ของโลก แต่กลับพบว่าผลผลิตยางที่ออกสู่ตลาดส่วนใหญ่เป็นแค่ยางแผ่นดิบ และแทบไม่มีการแปรรูปเท่าที่ควรทั้งที่เป็นการเพิ่มมูลค่าได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียว

                         หนทางการหันมาแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางด้วยการยกฐานะเป็นศูนย์กลางเมืองยาง หรือ “รับเบอร์ ซีตี้” ฐานที่มั่นการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพาราระดับกลางน้ำและปลายน้ำ จึงปรากฏขึ้นอีกครั้งหลังจากเปิดประเด็นนี้ทิ้งไว้นานกว่า 2 ทศวรรษ โดยเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมได้นำมาปัดฝุ่นใหม่เพื่อแก้ไขวิกฤติราคายางรอบล่าสุด พร้อมกับความชัดเจนมากขึ้นที่จะผลักดันให้สงขลาเป็นเมืองยาง โดยใช้พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ ต.ฉลุง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เนื้อที่ประมาณ 755 ไร่เป็นแหล่งผลิต พร้อมคาดหวังว่า “สงขลาเมืองยาง” จะเป็นศูนย์กลางที่ขับเคลื่อนให้มีสัดส่วนการใช้ยางธรรมชาติในสินค้าสำเร็จรูปมากขึ้น รวมถึงดันให้ยอดการใช้ในประเทศจาก 5 แสนตันเพิ่มเป็น 7-8 แสนตัน จากจำนวนผลิตยางทั้งหมด 3.8 ล้านตันต่อปี

                         โดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) คาดหวังว่า การตั้งรับเบอร์ ซิตี้ จะก่อให้เกิดการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมประมาณ 4,300  ล้านบาท ทำให้ปริมาณความต้องการใช้ยางธรรมชาติเพิ่มขึ้นคิดเป็นปริมาณ 20,000 ตันต่อปี ขณะที่มูลค่าเพิ่มจากการแปรรูปยางเพิ่มขึ้นประมาณ 3,200 ล้านบาทต่อปีและเกิดการจ้างงานในพื้นที่ทั้งในพื้นที่อุตสาหกรรมและธุรกิจเกี่ยวเนื่องอีกประมาณ 15,000 คน หรือคิดเป็นมูลค่า 2,700 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้จะสร้างอุปสงค์และความต้องการใช้ยางดิบและยางขั้นต้นซึ่งจะกระตุ้นในมีการปรับตัวของราคายางได้ด้วย

                         ประเด็นนี้ นายธนารักษ์ พงษ์เภตรา ผู้บริหารบริษัท ทักษิณปาล์ม 2521 จำกัด ในฐานะรองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เป็นเรื่องที่ดีหากสามารถสร้างศูนย์กลางการผลิตและแปรรูปยางพาราขึ้นมาในประเทศไทย โดยเฉพาะการใช้พื้นที่ภาคใต้เป็นฐานการผลิตแต่ปัญหาที่ต้องคำนึงคือจะสามารถตอบโจทย์ของการเป็นเมืองอุตสาหกรรมยางได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะปัจจัยด้านการขนส่งโลจิสติกส์ที่จะลดต้นทุนได้  ระบบสาธารณูปโภคและองค์ความรู้ที่ต้องพร้อมจริงๆ

                         นายธนารักษ์ ให้ข้อมูลที่น่าสนใจอีกว่า ไม่ว่าพื้นที่ดำเนินการจะเป็นด่านบ้านประกอบ อ.นาทวี หรือนิคมอุตสาหกรรมฉลุง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายที่เล็งไว้ทั้งคู่อาจไม่สำคัญเท่ากับความชัดเจนเชิงโครงสร้าง รวมถึงปัจจัยพื้นฐาน เช่น ระบบสาธาณูปโภค การคมนาคมและระบบโลจิสต์ติก หรือแม้แต่การร่วมทุนระหว่างไทยกับมาเลเซีย โดยเฉพาะในปี 2558 จะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ไทยพร้อมหรือยังที่จะพัฒนาศักยภาพการส่งออกยางพาราให้มีความแข็งแกร่ง

                         ขณะที่นายสมบูรณ์ พฤกษานุศักดิ์ ผู้จัดการโรงงาน บริษัท อันวาพาราวูด จำกัด บริษัทในเครือศรีตรัง อินดัสตรี จำกัด กล่าวว่า  เห็นด้วยหากจะมีการเร่งสร้างเมืองยางที่สงขลาให้เป็นรูปธรรม เนื่องจากพูดกันมานานถึงแนวทางและความสำคัญแต่กลับไม่มีผลเป็นรูปธรรม ดังนั้นเมื่อกำหนดให้นิคมฉลุงเป็นพื้นที่ดำเนินการจึงเป็นการเริ่มต้นที่มีความหวังมากขึ้น

                         หากพิจารณาจากข้อมูล กนอ.ที่ให้ความมั่นใจว่านิคมฉลุงมีความพร้อม เช่น พื้นที่รองรับการลงทุน 755 ไร่ เส้นทางขนส่งโลจิกติสก์ที่ใกล้ชายแดนไทย-มาเลเซีย ระบบสาธารณูปโภคภายในมีอ่างเก็บน้ำ 3 แห่ง ความจุประมาณ 2,350,000 ลูกบาศก์เมตร สามารถผลิตและสูบจ่ายน้ำประปาแบบ Conventional มีกำลังการผลิต 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ภายในพื้นที่มีสถานีไฟฟ้าย่อยของ กฟภ. สามารถจ่ายไฟได้ไม่น้อยกว่า  60 KVA/ไร่  ปัจจุบันมีผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ประมาณ  19 ราย แบ่งเป็นเขตอุตสาหกรรมทั่วไป 12 รายและเขตประกอบการเสรี 7 ราย ส่วนใหญ่เป็นทุนไทย-มาเลเซีย

                         “วันนี้ถึงเวลาที่ไทยต้องปรับตัวหันมาให้ความสำคัญการแปรรูปผลิตภัณฑ์ระดับกลางและปลายน้ำมากขึ้น เพราะสภาพที่เป็นอยู่คือพอราคายางร่วงผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่ใช่แค่ภาคเกษตรแต่อุตสาหกรรมก็กระทบด้วย ทั้งๆ ที่ปริมาณการใช้ยางพาราเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามจำนวนประชากรโลกแต่ในฐานะผู้ผลิตอันดับต้นๆของโลกกลับไม่ได้รับประโยชน์เท่าที่ควรจะเป็น”

                         ขณะที่เสียงสะท้อนจากนายเนรมิตร น้อยสำลี เกษตรกรชาวสวนยางพารา จ.สงขลา กล่าวว่า ด้วยความสามารถของเกษตรกรชาวสวนยางคงไม่สามารถพัฒนาองค์ความรู้ต่างๆ ไปถึงขึ้นการแปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าได้ ไม่ว่าจะเป็นระดับกลางหรือระดับปลายน้ำเพราะทุกขั้นตอนต้องลงทุนสูง ประกอบชาวสวนยังขาดองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มมูลค่าการผลิต แต่เชื่อและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการภาคเอกชนซึ่งทำเป็นอุตสาหกรรมอยู่แล้วเร่งยกระดับและพัฒนาการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางภายในประเทศ เพราะเชื่อว่าจะส่งผลดีให้ราคายางพารามีเสถียรภาพมากขึ้น โดยไม่ต้องเน้นส่งออกเฉพาะยางแผ่นหรือยางแท่นเหมือนที่ผ่านมา

                         เนื่องจากทุกวันนี้การกำหนดราคายางในประเทศยังทำไม่ได้ต้องอาศัยกลไกราคาจากประเทศผู้นำเข้ายางเป็นตัวกำหนด ซึ่งโอกาสที่จะกดราคาหรือปั่นราคานั้นก็เกิดขึ้นได้ โดยอ้างภาวะเศรษฐกิจโลกซึ่งจริงเท็จอย่างไรนั้นตรวจสอบได้ยาก ดังนั้นหากเมืองยางเกิดขึ้นที่สงขลาจริงก็น่าจะเป็นเรื่องดียิ่งขึ้นเพราะใกล้แหล่งผลิตทำให้สามารถแปรรูปผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายซึ่งเท่ากับกำลังซื้อและความต้องการจะมีมากขึ้นตามไปด้วย

———————

(เร่งสร้าง ‘ศูนย์กลางเมืองยาง’ ที่สงขลา วอนรัฐอย่าให้แค่ฝันที่(ใกล้)เป็นจริง : สุพิชฌาย์ รัตนะ … รายงาน)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140101/175890.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 1 มกราคม 2557

 

พรรณไม้มงคล12ราศีของขวัญ12ปี’คมชัดลึก’

พรรณไม้มงคล 12 ราศี ของขวัญ12 ปี’คมชัดลึก’ : โดย…นายสวีสอง

 

                     ตั้งแต่โบราณกาลแล้ว ที่มนุษย์มีความเชื่อเกี่ยววิถีโคจรของดวงดาวต่างๆ บนฟากฟ้าจากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี ว่า มีผลต่อการดำรงชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ ที่จะมีอะไรเกิดขึ้นใน 12 เดือน และเชื่อว่า การเกิดของมนุษย์แต่ละวันแต่ละเดือนและแต่ละปี จะมีความเป็นอยู่ที่แตกต่างกันไป ซึ่งการโคจรของดวงดาวเหล่านี้เป็นที่มาแห่งศาสตร์ของโหราศาสตร์ ที่ถูกผูกขึ้นเป็นจักรราศีขึ้นมาว่า การเกิดของมนุษย์ แต่ละราศีจะมีความแตกต่างกัน บางคนเป็นคนมีแต่โชคลาภ บางคนเกิดมามีความอับจน ทำให้มนุษย์มีวิธีแก้เคล็ดขึ้นมา ขึ้นอยู่กับความเชื่อของแต่ละเผ่าพันธุ์กันไป
                     คนไทยเรานั้นมีการแก้เคล็ดในหลายๆ รูปแบบ อย่างต้นไม้ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คนเรานำมาเป็นปัจจัยในการแก้เคล็ดของคนเกิดแต่ละราศี เนื่องจากตั้งแต่บรรพบุรุษมีความผูกพันกับต้นไม้มาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการปลูกเพื่อเป็นอาหาร ปลูกเพื่อเป็นยารักษาโรค ทำสิ่งปลูกสร้าง จึงทำคนไทยโบราณมีความเชื่อว่า ต้นไม้หลายชนิดเป็นไม้มงคล ปลูกแล้วเป็นการเสริมบารมี และสิริมงคลแก่เจ้าของผู้ปลูก และต้นบางชนิดก็เชื่อว่า เป็นต้นไม้อัปมงคล ที่คนไทยเราไม่นิยมปลูกบริเวณบ้าน
                     เนื่องในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ และหนังสือพิมพ์คมชัดลึก มีอายุครบ 12 ปี จึงได้นำชื่อต้นไม้สำหรับราศีเกิดใน 12 ราศี เพื่อที่ใครคิดจะปลูกต้นเพื่อเป็นการประดับความสวยงาม และความน่าอยู่ จะได้ปลูกต้นไม้ที่ตรงกับราศีเกิดของตัว กระนั้นต้นไม้ราศีเกิดที่ว่านี้ มีหลายชนิดที่ซ้ำกับราศีอื่นด้วย สำหรับต้นไม้ประจำราศีเกิดมีดังนี้
“แก้ว-วาสนา-กุหลาบ” เหมาะกับ “ราศีมังกร” 
                     ว่ากันว่า คนเกิดราศีมังกร (16 ม.ค.-15 ก.พ.) ถือเป็นผู้ที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีมนุษยสัมพันธ์ดี รักอิสระไม่ชอบให้ใครบงการ เพราะคนเกิดราศีนี้จะมีความเป็นผู้นำ เป็นนักต่อสู้ แสวงหา และเป็นนักผจญภัย ชีวิตในวัยเด็กต้องดิ้นรนต่อสู้ ชาวราศีมังกรจึงเป็นคนเก่ง เฉลียวฉลาด ขยันขันแข็ง และอดทน
                     ต้น ไม้ที่เป็นมงคลที่ชาวราศีมังกรควรปลูกคือ แก้ว วาสนา กุหลาบ และโป๊ยเซียน เชื่อว่าจะเป็นการเสริมความร่ำรวย รุ่งเรือง ทำให้เกิดโชคลาภ วาสนา ให้แก่ตนเอง เสริมความมั่นคงแก่ลูกหลาน นอกจากนี้ยังมีไม้มงคลสำหรับราศีมังกรคือ ราชพฤกษ์ ดอกสีเหลืองของราชพฤกษ์เปรียบได้กับความรุ่งเรืองดั่งทอง เพื่อเป็นการเสริมดวงชะตาให้แก่ผู้ที่เกิดราศีมังกรด้วยคือ ไผ่ แสดงถึงความอดทนความเป็นนักสู้
“ต้นเข็ม-เฟื่องฟ้า” สำหรับ “ราศีกุมภ์”
                     คนที่เกิดราศีกุมภ์ (6 ก.พ.-15 มี.ค.) เป็นผู้ที่มีพลังความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นนักวางแผน สามารถทำงานได้ในทุกสถานที่ ทุกสถานการณ์ และทุกเวลา แต่มักจะรำคาญกับคนรอบข้างที่จู้จี้ขี้บ่น หรือชอบบงการ เพราะชอบความเป็นอิสระ มีความรอบคอบ และอัจฉริยะ เพราะถูกควบคุมด้วยดาวเสาร์และมฤตยู จะเห็นได้ว่า ชาวราศีกุมภ์ เป็นนักวิทยาศาสตร์เอกของโลกจำนวนมาก อาทิ กาลิเลโอ กาลิเลอิ เป็นต้น
                     ต้นไม้มงคลสำหรับชาวราศีกุมภ์ ควรปลูกต้นเข็ม เฟื่องฟ้า หรือบอนไซ ไว้บริเวณสวนหน้าบ้าน หรือร้านค้าของตน เพื่อเป็นสิริมงคลให้เกิดความมั่งคั่ง รุ่งเรือง และมีชีวิตที่ยืนยาว นอกจากนี้มีต้นเข็ม เพื่อเสริมพลังความฉลาดเฉียบแหลมของผู้เกิดราศีกุมภ์ โดยเฟื่องฟ้านั้น เป็นพรรณไม้ที่สามารถสร้างคุณค่าของชีวิตให้สูงขึ้นเมื่อดอกเฟื่องฟ้าบาน เชื่อว่าจะแสดงถึงชีวิตที่สดใสเบิกบาน สว่าง รุ่งเรือง รวมถึงความก้าวไกลแห่งชีวิต บอนไซ แสดงถึงความแข็งแกร่ง อดทน สามารถทนอยู่ได้ทุกที่ ทุกสถานการณ์ สมกับเป็นพรรณไม้ของชาวราศีกุมภ์
ปลูก”มะม่วง”คุมครองชาว”ราศีมีน” 
                     ตามทำนาย บอกว่า คนเกิดราศีมีน (16 มี.ค.-15 เม.ย.) มีความคิด มีสติปัญญาที่ดี เป็นผู้มีความเป็นอัจฉริยะ มีพลัง ดิ้นรน มีความทะเยอทะยาน และก้าวไปสู่ความสำเร็จ ชาวราศีมีนมีอุปนิสัยอ่อนโยนและเป็นผู้มีน้ำใจโอบอ้อมอารีอีกด้วย
                     พรรณไม้มงคลที่จะช่วยเสริมให้มีความสิริมงคล รุ่งเรือง ความร่ำรวย และให้โชคลาภ คือ กล้วยไม้ ซึ่งโบราณเชื่อว่า กล้วยไม้ จะทำให้เกิดความประทับใจแก่บุคคลทั่วไป ทำให้คนในบ้านมีจริยธรรม เหมาะกับผู้ปลูกที่มีอุปนิสัยเยือกเย็นอ่อนโยน ขณะเดียวกันเฟื่องฟ้าก็ดีเหมือนกัน เพื่อแสดงถึงชีวิตที่รุ่งเรือง สดใสเบิกบาน รวมถึง ต้นวาสนา ทำให้ผู้ปลูกหรือชาวราศีมีน มีบุญวาสนา อันเป็นบ่อเกิดแห่งความสุข สมหวัง ถ้าปลูกได้สวยงามและออกดอก เชื่อว่าจะทำให้มีโชคลาภ ปรารถนาสิ่งใดก็จะได้ดังหวัง ส่วนไม้ที่ให้พลังอำนาจแก่ชาวราศีมีนก็มีหลายอย่าง อาทิ กล้วย มะม่วง โมก จะช่วยเสริมบารมีคุ้มครองบริวารและลูกหลานเช่นกัน
“มะยม”คู่กับ ชาว”ราศีเมษ” 
                     ผู้เกิดราศีเมษ (16 เม.ย.-15 พ.ค.) มีอุปนิสัยเป็นคนที่มีความกระตือรือร้น ทะเยอทะยาน มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง กล้าคิดกล้าตัดสินใจ ทำงานก้าวหน้า จะประสบความสำเร็จในชีวิตแน่นอน พูดง่ายๆ คือเกิดมาเพื่อเป็นผู้นำ เมื่อเจออุปสรรคมักแก้ไขให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี ชาวราศีเมษเป็นผู้ที่รักการเดินทางท่องเที่ยว และชอบเสี่ยง ชอบผจญภัยด้วย
                     ไม้มงคลของชาวราศีเมษ คือ มะยม และ มะขาม เพราะต้นไม้ทั้งสองชนิดนี้จะเป็นพลังช่วยหนุนให้ชาวราศีเมษประสบความสำเร็จในชีวิต และในหน้าที่การงาน ต้นมะยมนั้น ปลูกแล้วจะทำให้มีคนนิยมชมชอบ มีเมตตามหานิยม สำหรับมะขามจะทำให้มีแต่ผู้คนเกรงขาม ให้ความนับถือ นอกจากนี้ยังมีต้นเฟื่องฟ้าที่จะทำให้ชาวราศีเมษมีชีวิตที่รุ่งเรืองและสดใสเบิกบาน
“ราศีพฤษภ”ต้องปลูก”ต้นโมก”
                     ผู้ที่เกิดในราศีพฤษภ (16 พ.ค.-15 มิ.ย.) เป็นผู้มีความตั้งใจในการทำงานสูง มีจิตใจกว้างขวาง มีความจริงใจ และมีมิตรภาพที่ดี ยินดีช่วยเหลือเมื่อมีผู้อื่นที่ขอความช่วยเหลือด้วยวาจาที่อ่อนหวาน ชีวิต ไม่มีอะไรโลดโผนนัก
                     ต้นไม้มงคลของชาวราศีพฤษภ ควรปลูกที่บ้าน หรือร้านค้า คือ โมก ดอกสีขาวของโมกจะทำให้เกิดความสุขความบริสุทธิ์สดใส และโบราณยังเชื่อว่า ต้นโมกสามารถคุ้มกันรักษาความปลอดภัยทั้งปวงจากภายนอก เวลาปลูกควรปลูกทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของบ้าน และปลูกในวันเสาร์จึงจะดี นอกจากนี้ยังมี แก้ว จะทำให้มีโชคมีลาภ ผู้ปลูกและคนในบ้านจะมีคุณค่าสูง และมีความดี เวลาปลูกควรปลูกทางทิศตะวันออก และควรปลูกในวันพุธ นอกจากนี้ยังมีส้มโอ เป็นต้นไม้ที่บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์
ปลูก”โป๊ยเซียน”ทำให้ชาว”ราศีเมถุน”มีโชคลาภ
                     คนที่เกิดราศีเมถุน (16 มิ.ย.-15 ก.ค.) อุปนิสัยจะเป็นคนชอบสิ่งใหม่ๆ ไม่ชอบความซ้ำซากจำเจ เป็นคนชอบการเดินทางท่องเที่ยว ดิ้นรน เป็นคนที่มีพลังในการสร้างสรรค์สูง มักจะเป็นผู้นำ เพราะหากเป็นผู้ตามจะรู้สึกอึดอัด ชอบชีวิตธรรมชาติ แต่ขาดความรอบคอบ และรักความยุติธรรม
                     พรรณต้นไม้มงคลสำหรับชาวราศีเมถุน คือ โมก จะทำให้เกิดความสุข ความบริสุทธิ์ และความสดใส โป๊ยเซียน ถือเป็นไม้เสี่ยงทาย ถ้าปลูกออกดอกได้มากกว่า 8 ดอก ผู้ปลูกและคนในบ้านจะมีโชคลาภ และยังเชื่อว่า โป๊ยเซียนช่วยคุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุข รวมถึงกุหลาบ หากปลูกไว้ประจำบ้าน จะเกิดความสง่าภาคภูมิ จะทำให้คนในบ้านมีคุณค่าแห่งชีวิตที่สูง และอีกชนิดหนึ่งคือ เข็ม ควรปลูกเป็นร่องตรงประตูบ้าน หรือสองฟากทางเข้าบ้านจะทำให้ชะตารุ่งเรือง อุปสรรคและปัญหาไม่กล้ำกลาย ทับทิม เพื่อให้เกิดความสงบร่มเย็นของชีวิต
ชาว”ราศีกรกฏ”ควรปลูก”กล้วยไม้”
                     ผู้ที่เกิดราศีกรกฏ (16 ก.ค.-15 ส.ค.) ทำนายกันว่า มักจะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต เนื่องจากเป็นผู้มีความขยันหมั่นเพียร น่ารักน่าคบกว่าบรรดาราศีอื่นๆ แม้จะเป็นคนจู้จี้ขี้บ่น และเจ้าระเบียบอยู่บ้าง แต่ข้อดีคือมีความอดทนสูง มีความกระตือรือร้น หากผิวเผินหรือดูเปลือกนอกเหมือนเป็นคนหยิ่ง แต่จริงๆ เป็นคนน่ารัก
                     พรรณไม้มงคลของคนราศีนี้คือ กล้วยไม้ เป็นไม้ดอกที่ให้โชคลาภ และเหมาะกับผู้มีอุปนิสัยเยือกเย็นอ่อนโยน หากกล้วยไม้ออกดอกที่สวยงามจะทำให้เกิดความประทับใจแก่ผู้พบเห็น และเชื่อว่าจะทำให้คนในบ้านมีจริยธรรม ส่วนชมพู่ จะช่วยให้อุดมทรัพย์ มั่งมีเงินทอง วาสนา ทำให้ผู้ปลูกมีบุญ มีโชควาสนาที่ประเสริฐ เกิดความสุข สมหวัง เฟื่องฟ้าจะช่วยเสริมให้ชีวิตสดใสเบิกบาน และพลูด่าง นำพามาซึ่งความร่มเย็น เป็นสุข
คน”ราศีสิงห์”ต้องปลูก”ขนุน”
                     สำหรับคนที่เกิดในราศีสิงห์ (16 ส.ค.-15 ก.ย.) มีอุปนิสัยใจคอ เป็นคนที่ชอบกับสิ่งที่ท้าทายความสามารถ มีความเข้มแข็ง สู้ปัญหา และไม่ชอบให้ใครข่ม บางครั้งเป็นคนชอบทำอะไรออกหน้า และเป็นผู้นำเสมอ เป็นที่สง่างาม โดดเด่น แต่มักหลงตัวเอง เอาแต่ใจ มีอารมณ์แปรปรวนไม่ค่อยแน่นอน
                     คนที่เกิดราศีสิงห์ควรปลูก ขนุน ซึ่งถือว่าเป็นไม้มงคลนามชนิดหนึ่งในจำนวนไม้มงคลหลัก 9 ชนิด ซึ่งโบราณเชื่อกันว่า การปลูกต้นขนุนในบริเวณบ้านจะหนุนเนื่อง มีผู้ใหญ่ให้การสนับสนุน มีบุญบารมี เงินทอง มีคนเกื้อหนุน ถ้าเป็นพ่อค้า จะมีคนอุดหนุนจุนเจือ ส่วน จำปี ดอกสีขาวบริสุทธิ์มีกลิ่นหอม จะทำให้ชีวิตสดใส หน้าที่การงานก้าวหน้า และมีแต่ความรุ่งเรือง ปราศจากปัญหา ขณะที่โป๊ยเซียน ก็เป็นไม้มงคลอีกชนิดหนึ่งของชาวราศีนี้ ปลูกเพื่อเสริมความร่ำรวย รุ่งเรือง ที่สำคัญเป็นไม้เสี่ยงทาย เชื่อว่าถ้าออกดอก 8 ดอกแล้วจะทำให้มีโชคลาภ กล้วยไม้ ดอกสวยของกล้วยไม้ย่อมเป็นที่ประทับใจแก่ผู้พบเห็น จึงถือเคล็ดที่ว่า การปลูกกล้วยไม้จะทำให้เกิดความประทับใจแก่บุคคลทั่วไปนั่นเอง
“สนฉัตร” ให้ชาว”ราศีกันย์”มีเกียรติ
                     ผู้ที่เกิดราศีกันย์ (16 ก.ย.-15 ต.ค.) เป็นคนที่มีพลังแข็งแรง แม้จะพบกับอุปสรรคถึงขนาดล้มลุกคลุกคลานมาหลายครั้งหลายครา แต่ก็สามารถยืนหยัดมาได้ด้วยตนเอง นี่เป็นจุดเด่นของชาวราศีกันย์ นอกจากนี้ยังเป็นคนเจ้าระเบียบ มีความจำดี และเป็นคนช่างสังเกต
                     ต้นไม้ที่เป็นมงคลกับชาวราศีกันย์คือ สนฉัตร ทำให้มีเกียรติและความสง่า ได้รับความสนใจจากบุคคลทั่วไป ควรปลูกในวันเสาร์เพื่อเป็นสิริมงคล และปลูกทางทิศเหนือ ส่วนราชพฤกษ์ ปลูกไว้จะช่วยเสริมให้มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีและบารมี รวมถึงโป๊ยเซียน เพื่อนำมาแห่งโชคลาภ ขนุน ควรปลูกบริเวณบ้านจะหนุนเนื่อง บุญบารมี เงินทอง จะมีคนเกื้อหนุน และอุดหนุนจุนเจือช่วยเหลือ ขนุนจึงเหมาะกับผู้ที่เกิดราศีกันย์ มะยม ปลูกแล้วผู้คนจะได้นิยมชมชอบนับหน้าถือตา และเฟื่องฟ้าทำให้เกิดความสดใส เบิกบาน มีชีวิตที่เฟื่องฟูนั่นเอง
“หมากแดง” ให้ชาว “ราศีตุล” มีบุญบารมี
                     มีอุปนิสัยใจคอของผู้ที่เกิดราศีตุล (16 ต.ค.-15 พ.ย.) เป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง เป็นเจ้าหลักการ มีเหตุมีผล มีความรอบคอบ จึงเป็นคนที่ตัดสินใจช้า นอกจากนี้ชาวราศีตุลเป็นผู้ที่มีพลังเข้มแข็งและมีความรับผิดชอบสูง
                     ไม้มงคลที่ผู้เกิดราศีตุล ควรปลูกไว้ประจำบ้าน คือ หมากแดง ปาล์ม พลูด่าง โกสน ปลูกไว้จะช่วยเสริมให้มีบุญบารมี ช่วยคุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุข นอกจากนี้ยังมี จำปา แสดงถึงความรักมาแต่โบราณ แต่การปลูกจำปาก็เพื่อแสดงถึงความรักต่อผู้อื่น มีแต่คนรัก เฟิร์นข้าหลวง จะนำมาซึ่งชื่อเสียงเกียรติยศแก่ผู้ปลูก และจำปี ที่ออกดอกสีขาวบริสุทธิ์มีกลิ่นหอมนั้น จะทำให้ชีวิตสดใส หน้าที่การงานมีต่อความก้าวหน้าไปในทางที่ถูก ปราศจากปัญหาใดๆ
“ว่านสี่ทิศ”ให้ชาว”ราศีพิจิก”ปลอดภัย
                     คนที่เกิดในราศีพิจิก (16 พ.ย.-15 ธ.ค.) ในวัยเยาว์ชาวราศีพิจิกจะเป็นคนลำบาก แต่เมื่อเติบโตจะประสบความสำเร็จในชีวิต เนื่องจากเป็นผู้ที่มีความสามารถ เป็นคนที่ไม่ยอมแพ้ต่อใครหรือสิ่งใดง่ายๆ เป็นคนอารมณ์แปรปรวน บางทีก็ใจเย็นดี แต่บางทีก็ใจร้อนมาก เป็นคนมีจิตใจดี มีความเมตตาสูง และชอบความท้าทายด้วย
                     ต้นไม้ที่เป็นมงคลสำหรับชาวราศีพิจิกนั้น ได้แก่ ปาล์ม เฟื่องฟ้า พวงแสด แสดงถึงชีวิตที่สว่างไสวรุ่งเรือง สดใสเบิกบาน ส่วน เบญจมาศ ช่วยให้รุ่งเรืองมั่นคง ว่านสี่ทิศ ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ต่างถิ่น ในทิศใดก็จะแคล้วคลาด ปลอดภัย และมีแต่ผู้ให้ความช่วยเหลือ ขนุน ช่วยให้เกิดความรุ่งเรืองมั่นคง เป็นไม้มงคลแต่โบราณ เชื่อกันว่า การปลูกต้นขนุนในบริเวณบ้านจะช่วยหนุนเนื่อง บุญบารมี เงินทอง จะมีคนเกื้อหนุน และอุดหนุนจุนเจือตลอดมา
“เฟิร์นข้าหลวง” ให้ “ราศีธนู” มีชื่อเสียง
                     ราศีสุดท้าย ราศีธนู (16 ธ.ค.-15 ม.ค.) ทำนายว่าคนเกิดราศีนี้ มีอุปนิสัยเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง มีพลังแห่งความแข็งแกร่ง มีความสามารถ ดื้อรั้น และมองการณ์ไกล จึงทำให้สร้างฐานะได้ด้วยตัวเอง ทุกย่างก้าวในชีวิตจะมั่นใจว่าต้องได้มาด้วยชัยชนะ มีเกียรติยศ มีโลกทัศน์ที่ดี ชอบที่จะมีชื่อเสียง และมองโลกในแง่ดี
                     ไม้มงคลสำหรับชาวราศีนี้คือ เฟิร์นข้าหลวง จะนำมาซึ่งชื่อเสียงเกียรติยศแก่ผู้ปลูก แก้ว ช่วยกระจายอุปสรรคปัญหาออกไปจากชีวิต บัว บ้านใดปลูกบัว จะทำให้เกิดความบริสุทธิ์ เบิกบาน ทำให้คนในครอบครัวมีความห่วงใยผูกพันกัน นอกจากนี้ยังมี พลูด่าง และโป๊ยเซียน จะช่วยเสริมโชคลาภแก่ชาวราศีธนูอีกด้วย
…………………..
(พรรณไม้มงคล 12 ราศี ของขวัญ12 ปี’คมชัดลึก’ : โดย…นายสวีสอง)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20131231/175878.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 31 ธันวาคม 2556

 

อีกก้าว’ศูนย์วิทยาศาสตร์อาหารฮาลาล’

อีกก้าว’ศูนย์วิทยาศาสตร์อาหารฮาลาล’ ม.อ.ตานีต่อยอดงานวิจัยรับตลาดมุสลิม : โดย…สุพิชฌาย์ รัตนะ

 

                      ด้วยเอกลักษณ์ของสังคมพหุวัฒนธรรมในพื้นที่ปลายด้ามขวานทำให้มีเอกลักษรณ์ที่เป็นจุดเด่นมากมาย หนึ่งในนั้นคือเรื่องอาหาร โดยเฉพาะฮาลาลที่โด่งดังไกลถึงต่างแดน ทว่าช่องทางการตลาดที่ไม่เปิดกว้างนัก อีกทั้งข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและผลพวงความรุนแรงจากเหตุการณ์ความไม่สงบที่บั่นทอนความก้าวหน้า
                      มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ได้เล็งเห็นความสำคัญจึงได้ตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์อาหารฮาลาล ณ ภาควิชาวิทยาศาสตร์การอาหารและโภชนาการ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อให้คำปรึกษาและช่วยพัฒนาคุณภาพสถานประกอบการให้เป็นมาตรฐาน ล่าสุดได้หอบสินค้ามากมายหลายประเภทที่ทำการวิจัยมาเปิดตลาดในงานเทศกาลอาหารชายแดนภาคใต้ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มทุนและนักธุรกิจได้เข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมทั้งหาช่องทางขยายการลงทุนในธุรกิจด้านอาหารมากขึ้น
                      “ไก่กอและสเตอริไลซ์” หรือ “ไก่กอและบรรจุถุง” สามารถเก็บได้นานนับปีเป็นหนึ่งในผลิตภัณ์ตัวอย่างจากงานวิจัย ที่จัดแสดงถึงความก้าวหน้าเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านการจัดการและถนอมอาหารที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ โดยผลงานของ “ผศ.ดร.พัชรินทร์ ภักดีฉนวน” อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์การอาหารและโภชนาการ
                      ซึ่งงานวิจัยนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยศูนย์เครือข่ายการวิจัยด้านเทคโนโลยีเนื้อสัตว์ ซึ่งมี รศ.ดร.จุฑารัตน์ เศรษฐกุล เป็นผู้ประสานงาน จุดเริ่มต้นของงานวิจัยไก่กอและเริ่มจากการพยายามจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นอัตลักษณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ให้เป็นสากล เนื่องจากไก่กอและเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมมากในวัฒนธรรมมุสลิม แต่เนื่องจากมีอายุการเก็บสั้นเพียงแค่ 2-3 วันในตู้เย็น ทำให้มีข้อจำกัดในการส่งสินค้า
                      ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของการเริ่มงานวิจัย โดยในระยะแรกได้ใช้เทคนิค cook-chill หรือ sousvide (ซูอิด) เพื่อมายืดอายุการเก็บไก่กอและโดยการบรรจุไก่กอและในถุงเพาช์ในสภาวะสุญญากาศ นำไปพาสเจอร์ไรส์และเก็บในความเย็น วิธีการนี้ยืดอายุการเก็บผลิตภัณฑ์ได้ประมาณ 2 เดือน จากนั้นได้ต่อยอดการวิจัยระยะ 2 เมื่อ สกว.ให้ทุนวิจัยต่อจนพัฒนาสู่เทคนิคการ “สเตอริไลซ์” ในเครื่องฆ่าเชื้อระบบสเปรย์น้ำร้อนซึ่งจะเพิ่มอายุการเก็บผลิตภัณฑ์ได้คาดว่ามากกว่า 1 ปี
                      “เหตุผลหนึ่งที่เลือกพัฒนาไก่กอและเพราะเป็นผลิตภัณฑ์ที่นิยมในกลุ่มประเทศมุสลิม เช่น มาเลเซีย และอินโดนีเซีย โดยจะรู้จักในชื่อ “Golek” และในปี 2558 จะเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) หากสามารถพัฒนาสินค้าให้พร้อมบริโภค สามารถเก็บไว้ได้นาน และขนส่งง่าย จะกลายเป็นข้อได้เปรียบกลุ่มประเทศคู่แข่งได้เป็นอย่างดี” ผศ.ดร.พัชรินทร์ กล่าว
                      สำหรับการต่อยอดงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ของไก่กอและด้วยเทคนิค sousvide ตอนนี้เริ่มมีกลุ่มองค์กรเครือข่ายหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือโอท็อป กลุ่มหนึ่งในพื้นที่ จ.ปัตตานี ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศในการประกวดไก่กอและ สนใจนวัตกรรมนี้โดยได้รับการสนับสนุนจากโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ จ.ปัตตานี
                      โดยขณะนี้ภาควิชาวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีหน่วยงานบริการวิชาการคือ “ศูนย์วิทยาศาสตร์อาหารฮาลาล” ซึ่งมีห้องปฏิบัติการวิเคราะห์คุณภาพอาหารบริการผู้ประกอบการโดยเฉพาะ จึงพร้อมที่จะเป็นพี่เลี้ยงอำนวยความสะดวกและดูแลผู้ประกอบการให้เข้าใจหลักการและความสำคัญอาหารปลอดภัยอย่างเต็มที่
                      ส่วนจะนำงานวิจัยดังกล่าวไปต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ให้เป็น “ผลิตภัณฑ์ไก่กอและสเตอริไลซ์” ได้หรือไม่ต้องศึกษาและดูแลกันต่อไป เนื่องจากการลงทุนนวัตกรรมดังกล่าวต้องเป็นระดับอุตสาหกรรม เนื่องจากใช้เทคนิคที่ซับซ้อนและการลงทุนที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในส่วนของเครื่องจักร ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างอาคารสถานที่ผลิตและมีเครื่องจักรที่พร้อมจะทำผลิตภัณฑ์ไก่กอและด้วยเทคนิค sousvide นำร่องก่อนในระยะแรก ส่วนจะสามารถก้าวไปสู่การผลิตแบบสเตอริไลซ์นั้น เป็นเรื่องในอนาคต ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการที่เป็นอุตสาหกรรมที่พร้อมลงหุนหากสนใจก็พร้อมให้ความรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ได้ทันที
                      กลุ่มแม่บ้าน ต.บานา อ.เมือง จ.ปัตตานี เจ้าของผลิตภัณฑ์ไก่กอและแช่แข็ง แบรนด์ “เพลินทะเล อร่อยดี มีประโยชน์” เป็นหนึ่งในกลุ่มโอท็อปที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากศูนย์วิทยาศาสตร์อาหารฮาลาล และสนใจผลิตภัณฑ์ไก่กอและสเตอริไลซ์เพราะเป็นนวัตรกรรมใหม่ที่หากทำได้สามารถสร้างรายได้ให้อย่างแน่นอน เนื่องจากไก่กอและแช่แข็งที่ผลิตอยู่ก็เริ่มได้รับการตอบรับที่ดีเนื่องจากสามารถเก็บได้นาน 1 เดือนจึงถูกใจผู้บริโภคซื้อเป็นของฝากมากขึ้น ซึ่งกลายเป็นจุดแข็งเชิงพาณิชย์ที่ยิ่งเก็บได้นานยิ่งสร้างกำไร
                      ในยุคที่สังคมต้องการความเร่งรีบความสะดวกในการบริโภคอาหาร จึงมีผลสำคัญเชิงพาณิชย์ ดังนั้นหากผลิตภัณฑ์สามารถฉีกซองนำเข้าไมโครเวฟอุ่นทิ้งไว้สักครู่ก็พร้อมรับประทานได้ อีกทั้งเป็นเมนูท้องถิ่นที่ได้รสชาติความอร่อยจากต้นตำรับจึงเริ่มเห็นเส้นทางธุรกิจที่สดใส เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์ “ไก่กอและสเตอริไลซ์” ที่อาจไม่ใช่แค่ผลิตภัณ์ตัวอย่างจากงานวิจัยเท่านั้น หากแต่เป็นผลงานที่พร้อมต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ได้ทันที
………………………
(อีกก้าว’ศูนย์วิทยาศาสตร์อาหารฮาลาล’ ม.อ.ตานีต่อยอดงานวิจัยรับตลาดมุสลิม : โดย…สุพิชฌาย์ รัตนะ)


  • Anti Aging: What's up, just wanted to mention, I enjoyed this article. It was funny. Keep on posting!
  • ชมพู่: น่ารักอ่ะพีพลอยเดี่ยววางๆจะไปหาน่ะ คิดถึงแม่เกด คิด
  • Kathy: Very quickly this website will be famous among all blog visitors, due to it's nice posts

หมวดหมู่