ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

เกษตรบูรณาการ : อย่าสะดุดเพราะลิ่วล้อ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/139073

วันจันทร์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

สัปดาห์แรกของการทำงานในปีแพะทอง 2558 ต้องบอกว่าระทึกตั้งแต่วันแรกของการทำงาน ทั้งตัวข้าราชการระดับสูงพร้อมทั้งท่านรัฐมนตรี ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา และปลัดกระทรวงเกษตรฯ ชวลิต ชูขจร แม้ว่าวันแรกของปีใหม่ท่านปีติพงศ์ จะนำพาข้าราชการทำบุญตักบาตรรับสิ่งใหม่ๆ ในวันแรกของการทำงานปีแพะทอง เพื่อเอาฤกษ์เอาชัย ตามติดด้วยการเรียกประชุมหัวหน้าส่วนราชการทั้งกรม เพื่อทบทวน และติดตามงานที่สั่งไป ว่ามีความเข้าใจและคืบหน้ามากน้อยขนาดไหน

แม้ไม่มีปลัดกระทรวงเกษตรฯ ที่ต้องไปตรวจเยี่ยมราชการในโครงการหลวงที่ดอยอ่างขาง จ.แม่ฮ่องสอน ที่หวิดเฮลิคอปเตอร์ตก จากสาเหตุเครื่องขัดข้องต้องเอาเครื่องลงจอดฉุกเฉินรอดมาหวุดหวิด อย่างระทึก แต่สิ่งที่ระทึกไม่แพ้กันในกระทรวงฯ คือ เรื่องที่ติดตามเพราะแว่วว่ารัฐมนตรีขีดเส้นตายไว้ที่ 3 เดือนซึ่งที่ติดตามก็หนีไม่พ้นเรื่องเดิมๆ ที่สั่งการไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำงานในเชิงรุก ด้านแก้ปัญหาสินค้าเกษตรฯ  โดยเฉพาะเรื่องราคายาง ข้าวและเล่ามาถึงเรื่องปัญหาที่ดินทำกิน การปรับโครงสร้างการผลิตสินค้าเกษตรฯ จนสุดท้ายว่าด้วยเรื่องเอาใจนายกรัฐมนตรีที่จะทำตลาดกล้วยไม้ ที่ทำเนียบรัฐบาล งานนี้ก็ไม่ทราบที่มาที่ไปอย่างไรแต่ที่แน่ๆ เรื่องนี้เคยมีมานานโขที่จะให้ไทยเป็นประเทศตลาดกลางกล้วยไม้ ที่ว่ากันว่า ตั้งแต่สมัยที่ท่าน “ปีติพงศ์” ยังคงนั่งในตำแหน่งปลัดกระทรวงฯ และจบลงพร้อมกับการจากไป ก่อนที่จะเข้ามานั่งในตำแหน่ง รมว. เกษตรฯ

ก่อนที่ลิ่วล้อรัฐมนตรีที่อ้างตัวว่าเป็นคนกล้า เพราะท่านรัฐมนตรีมอบอำนาจหน้าที่ให้เป็นที่ปรึกษา ตามคำสั่งที่เคยเล่าไปแล้วก่อนหน้านี้ จะลุกขึ้นจวกอธิบดีที่ตนกำกับ แล้วไม่ได้ดังใจ จนท้ายที่สุดอธิบดีหลายคนทนไม่ไหว ต้องลุกขึ้นชี้แจงเหตุผลกลางที่ประชุม ที่เป็นปฐมบท ส่งผลให้เกิดปัญหางานด้านการพัฒนาการเกษตรฯ ไม่เดินหน้า แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่ท่านๆ พูดเรื่องที่ค้างคาในใจทั้งหมด แม้จะมีหลายเรื่องที่อัดอั้นตันใจอยากระระบาย ให้รัฐมนตรี ที่บอกว่า“ผมมาจากคนไม่มีต้นทุน” มาทำงานเพื่อประเทศชาติได้ฟังก่อนที่ท่านๆ อธิบดี จะถูกคนที่เป็นลิ่วล้อที่เสนอให้รัฐมนตรีเชือดไก่ให้ลิงดู โดยปรับออกจากเก้าอี้หากไม่มีอะไรคืบหน้าแต่ยังไม่ทันเชือดใคร ก็มีคนประสงค์ยื่นใบลาออกหลังที่ประชุม นั่นคือ “วีระชัย นาควิบูลย์วงศ์” เลขาธิการฯ ส.ป.ก. ที่ดูแลเรื่องปัญหาที่ดินทำกิน และถูกถากถางว่าพาคน ส.ป.ก. ถึงยุคต่ำสุด ในเรื่องการทำงานแก้ปัญหาที่ดิน

ถึงวันนี้ จากเรื่องในที่ประชุมเมื่อวันจันทร์ที่ 5 มกราคม ที่ผ่านมา ของข้าราชการระดับสูง ที่มีคนพูดหวังเอาใจนาย ไม่ใช่เรื่องดี เพราะวันนี้เป็นการเริ่มต้นของความขัดแย้งในเรื่องการทำงานเสียแล้ว ถึงแม้ในที่ประชุมหลายคนอาจไม่อยากอ้าปากแจง แต่ทุกคนสรุปตรงกันในเรื่องที่อยากจะบอกกับรัฐมนตรีเรื่องของการถูกล้วงลูกจากที่ปรึกษาของรัฐมนตรีบางคนจนส่งผลให้งานป่วนทั้งระบบ ไล่ไปตั้งแต่การแต่งตั้งโยกย้าย จนมีคำพูดออกมาจากข้าราชการหลายคนว่า “นึกว่าจะดี สุดท้ายก็เข้าอีหลอบเดิมเพียงแต่เปลี่ยน คนมาตั้งโต๊ะ” จากนักการเมืองเป็นอดีตข้าราชการ เพราะดูคนที่ถูกแต่งตั้งมานั่งระดับ10 ล่าสุดล้วนมีที่มา และต้องติดตามจากนี้ไป อีกไม่นานคงได้เห็นว่า ใครจะได้ไปนั่งเก้าอี้เลขาธิการ ส.ป.ก. แทน ท่าน “วีระชัย” เดี๋ยวได้ร้องอ๋อกันดังทั้งกระทรวง เพราะแว่วว่า การที่ลงจากตำแหน่ง เลขา ส.ป.ก. มันน่าจะมีที่มาเพราะมีนักลงทุนใหญ่แอบวิ่งเต้นขอทำสัมปทานเหมืองทองคำในพื้นที่ ส.ป.ก.ผ่านคนในกระทรวง แถมยังมีเรื่องที่จะให้มีการออกโฉนดในพื้นที่ส.ป.ก.

ถึงวันนี้ ต้องบอกว่าเรื่องที่ท่านรัฐมนตรี จะต้องสางปัญหาก่อนเรื่องอื่น มันคงหนีไม่พ้น ปัญหาลิ่วล้อข้างกาย ที่เข้าไปล้วงลูก เพราะแว่วจากท่านๆ อธิบดีหลายคนผ่านสายลมมาว่าปัญหาที่งานไม่คืบไม่ใช่เราโง่ไม่เข้าใจนโยบายรัฐมนตรี แต่มันเกิดปัญหาจากไม่รู้จะฟังใคร เพราะใหญ่กันคับกระทรวงฯ ไม่ฟังก็ฟ้อง แล้วจะไปร้องและบอกกับใครเพราะคนที่ว่ามาจากการให้อำนาจจากรัฐมนตรีทั้งนั้น งานนี้เอาอย่างไรล่ะทีนี้ท่านรัฐมนตรี

ข้าวประดับดิน

กุมภาพันธ์ 22, 2015 Posted by | เกษตร, แนวหน้า | , , , , , | ใส่ความเห็น

เกษตรฯเร่งสางปมราคายางร่วง สั่งทุกจังหวัดเกาะติดสถานการณ์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/138670

วันศุกร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.
เกษตรฯเร่งสางปมราคายางร่วง สั่งทุกจังหวัดเกาะติดสถานการณ์

แจงจ่ายชดเชยครบกลางเดือน

 

 

นายอำนวย ปะติเส รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้เรียกประชุมคณะกรรมการดำเนินการแก้ไขปัญหาสินค้ายางพาราอย่างเป็นระบบครบวงจร เพื่อชี้แจงซักซ้อมความเข้าใจ และมอบนโยบายการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายางพารา ด้วยกลไกคณะกรรมการดำเนินการแก้ไขปัญหาสินค้ายางพาราอย่างเป็นระบบครบวงจร ทั้งระดับจังหวัด และกลุ่มจังหวัด แก่ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดที่มีการปลูกยาง 69 จังหวัด เพื่อให้การดำเนินการแก้ไขปัญหายางพารามีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ได้เร่งรัดให้เจ้าหน้าที่เร่งดำเนินการใน 5 ข้อ ประกอบด้วย 1.ให้วิเคราะห์ติดตามสถานการณ์ปัญหายางพาราในพื้นที่อย่างใกล้ชิด หากมีปัญหาและสามารถแก้ไขในระดับจังหวัดได้ให้เร่งดำเนินการโดยด่วน ส่วนปัญหาที่ไม่สามารถแก้ได้ ให้ส่งส่วนกลางพิจารณาแก้ไขตามขั้นตอน 2.ให้แต่ละจังหวัดจัดทำแผนการผลิตและจำหน่ายยางพาราปี 2558/59 เพื่อทำเป็นแผนรวมของประเทศ 3.ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรรับทราบข้อมูลและเข้าถึงความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง 4.สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ….. เพื่อมีองค์กรกลาง คือ การยางแห่งประเทศไทย รับผิดชอบดูแลการบริหารจัดการเกี่ยวกับยางพาราของประเทศอย่างครบวงจร 5.ร่วมมือกันปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ทั้งสภาวะปกติ และเร่งชี้แจงทำความเข้าใจหากมีการเคลื่อนไหวชุมนุมในพื้นที่

ส่วนความคืบหน้าการดำเนินมาตรการต่างๆ อาทิ โครงการชดเชยรายได้แก่เกษตรกรชาวสวนยางไร่ละ 1,000 บาท รายละไม่เกิน 15,000 บาท ขณะนี้ ธ.ก.ส.จ่ายเงินให้เกษตรกรแล้ว 3 แสนกว่าครัวเรือน เป็นเงินประมาณ 3,400 ล้านบาท ทั้งนี้จะเร่งดำเนินให้แล้วเสร็จภายในกลางเดือนนี้ ส่วนโครงการควบคุมปริมาณการผลิต โดยการลดพื้นที่ปลูกยางพาราไปปลูกพืชชนิดอื่นทดแทนนั้น สกย. ดำเนินการได้พื้นที่ 9 หมื่นไร่จากเป้าหมาย 1 แสนไร่ สำหรับโครงการพัฒนาตลาดตามแผนปรับโครงสร้างระบบตลาดยางพารานั้น นอกจากกรมวิชาการเกษตรจะติดตามสถานการณ์ราคายางพาราอย่างใกล้ชิด ยังมีการปรับปรุงพัฒนาเรื่องตลาดยางพารา โดยกำลังดำเนินการเรื่องตลาดแลกเปลี่ยนยางธรรมชาติในประเทศ เพื่อให้ตลาดกลางยางพาราที่มีอยู่ทั้งในส่วนของกรมวิชาการเกษตร สกย. และอบต. มีมาตรฐานและเครือข่ายเดียว เพื่อให้เกษตรกรรายย่อยสามารถเข้าถึงตลาดดังกล่าวได้ รวมทั้งการขับเคลื่อนเรื่องตลาดต่างประเทศด้วย

ทั้งนี้ สำหรับมาตรการแก้ไขปัญหายางพาราของรัฐบาล 16 มาตรการ ประกอบด้วย 1.โครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง 2.โครงการชดเชยรายได้ชาวสวนยางไร่ละ 1,000 บาท รายละไม่เกิน 15,000 บาท 3.โครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อประกอบอาชีพเสริมรายละไม่เกิน 100,000 บาท 4.โครงการสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบการยาง 5.โครงการสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนสถาบันเกษตรเพื่อรวบรวมยาง 10,000 ล้านบาท 6.โครงการสนับสนุนสินเชื่อสถาบันเกษตรกรแปรรูปยางพารา 5,000 ล้านบาท 7.โครงการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ยาง 15,000 ล้านบาท 8.โครงการพัฒนาตลาดตามแผนปรับโครงสร้างระบบตลาดยางพารา 9.โครงการจัดหาตลาดเพื่อส่งออกยางพารา 10.โครงการส่งเสริมการลงทุนผลิตภัณฑ์ยางในประเทศ 11.โครงการจัดตั้งสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมยาง 12.โครงการควบคุมปริมาณการผลิต 13.โครงการเสริมรายได้ในสวนยางตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง 14.โครงการลดต้นทุนการผลิต 15.โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนการผลิต 16.โครงการสนับสนุนปัจจัยการผลิตแก่เกษตรกรไร่ละ 2,520 บาท รวม 6,159 ล้านบาท

กุมภาพันธ์ 22, 2015 Posted by | เกษตร, แนวหน้า | , , , , | ใส่ความเห็น

‘เลย’เตรียมจัดมหกรรมสินค้า เปิดตลาดกลาง‘เกษตรสีเขียว’

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/138669

วันศุกร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จ.เลย เตรียมจัดงานมหกรรมสินค้าเกษตรปลอดภัยและเปิดตลาดสินค้าเกษตรสีเขียว ระหว่างวันที่ 13-15 มกราคม ที่บริเวณอาคารบริษัทจังหวัดเลย ตลาดเย็นบ้านติ้ว ต.กุดป่อง อ.เมือง เพื่อแสดงและจำหน่ายสินค้าเกษตรและอาหารที่เกษตรกร/กลุ่มเกษตรกรของจังหวัดเลย โดยมีกระบวนการผลิต ที่มีมาตรฐาน ได้รับการรับรองมาตรฐาน เช่น สินค้าที่ได้รับการรับรอง มาตรฐานทางการเกษตรที่ดี (GAP) มาตรฐานทางการผลิตที่ดีในการผลิตอาหาร (GMP) มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (Organic)ผลิตภัณฑ์แปรรูปของกลุ่มเกษตรกร และสินค้า OTOP เพื่อประชาสัมพันธ์และสร้างเครือข่ายผู้ผลิต ผู้บริโภคสินค้าเกษตรและอาหารให้ความสำคัญในการผลิตและการเลือกซื้อสินค้าที่มีความปลอดภัยได้มาตรฐาน เป็นการดูแลสุขภาพเบื้องต้นของชาวจังหวัดเลย นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้สินค้าที่ผลิตได้ในชุมชนได้นำมาจัดแสดงและจำหน่ายในงาน

สำหรับกิจกรรมในงานประกอบด้วย การจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าเกษตรปลอดภัย สินค้าเกษตรอินทรีย์ สินค้า OTOP และสินค้าแปรรูปต่างๆ แสดงกระบวนการผลิตและตรวจรับรองมาตรฐานสินค้า การสาธิตการใช้เทคโนโลยีการผลิตเพื่อลดต้นทุน การผลิตแก๊สจากเศษวัสดุเหลือใช้ในครัวเรือน การจัดแสดงผลงานของเกษตรกร สถาบันเกษตรกร การจัดนิทรรศการของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน การบริการตรวจสารเคมีตกค้างในเลือดโดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเลย ตลอดจนการแสดงและสันทนาการเกี่ยวกับสินค้าเกษตรและสินค้าแปรรูปต่างๆ

กุมภาพันธ์ 22, 2015 Posted by | เกษตร, แนวหน้า | , , , , | ใส่ความเห็น

ระดมกิจกรรม-ความรู้-บันเทิง จัดใหญ่‘เด็กไทยหัวใจเกษตร’

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/138668

วันศุกร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในโอกาส “วันเด็กแห่งชาติ” ซึ่งตรงกับวันเสาร์ที่ 10 มกราคม นายกรัฐมนตรีได้มอบคำขวัญวันเด็ก “ความรู้ คู่คุณธรรม นำสู่อนาคต” เพื่อให้เด็กไทยทุกคนใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติตน สำหรับการเป็นกำลังสำคัญของชาติต่อไปในอนาคต ทั้งนี้ ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดจัดงาน “เด็กไทยหัวใจเกษตร” ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 ภายใต้ชื่องาน “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คืนความสุขให้เด็กไทยหัวใจเกษตร 12” ณ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดปทุมธานี อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เพื่อสร้างจิตสำนึกและความสุขให้เด็กและให้เยาวชนไทยได้เกิดความสนใจในอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งเป็นอาชีพหลักของประเทศ รวมถึงจัดเตรียมของขวัญชิ้นพิเศษให้แก่เด็กและเยาวชนไทยในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

สำหรับ “งานเด็กไทยหัวใจเกษตร ครั้งที่ 12” ในปี้นี้ ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ได้จัดเตรียมกิจกรรมมากมายมามอบให้แก่เด็กๆ เช่น กิจกรรมองค์ความรู้ด้านการเกษตรผ่านการแสดง การเล่นเกม การละเล่นทางวัฒนธรรมและความบันเทิง บริการอาหาร เครื่องดื่ม และแจกของขวัญของรางวัลมากมายให้แก่เด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมงาน อาทิ อุปกรณ์กีฬา กระปุกออมสิน อุปกรณ์เรียน สมุดการ์ตูนฝนหลวง ฯลฯ เชื่อว่าเด็กๆ ทุกคนจะได้รับความสนุกสนานควบคู่ไปกับความรู้ทางด้านการเกษตรอย่างเต็มรูปแบบ อาทิ กิจกรรมสร้างสรรค์และบันเทิง ให้ความหรรษาและสอดแทรกความรู้เกี่ยวกับเรื่องข้าวอย่างง่ายๆ โชว์สัตว์แปลก เช่น ม้าแคระ แพะ แกะ และสุนัขดมกลิ่น เกมส์แข่งขันตอบปัญหาเกี่ยวกับบัญชีอย่างง่าย กิจกรรมเรียนรู้เสริมทักษะ “พันธุ์พืชพาเพลิน” กิจกรรมส่งเสริมการปลูกพืชผักสวนครัว โดยมีการแจกต้นกล้า 4 ชนิด จำนวน 12,000 ต้น ได้แก่ พริก มะเขือ โหระพา ถั่วฝักยาว การทดลองสาวไหมและสอนทำสิ่งประดิษฐ์จากรังไหม เป็นต้น

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ขอเชิญชวนพ่อแม่พี่น้องพาลูกๆ หลานๆ มารับความสุขอย่างเต็มอิ่ม และได้ความรู้ด้านการเกษตรไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ในงาน “เด็กไทยหัวใจเกษตร ครั้งที่ 12” ในวันเสาร์ที่ 10 มกราคม นี้ ณ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดปทุมธานี อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น. เพื่อมารับความสนุกพร้อมของรางวัลที่ขนมากว่า 40,000 ชิ้น ให้น้องๆ รับกลับบ้านมากมาย

กุมภาพันธ์ 22, 2015 Posted by | เกษตร, แนวหน้า | , , , , | ใส่ความเห็น

ขอ1.4หมื่นล.ปรับโครงสร้างผลิตข้าว วางแผนยาว2ปี/ลุ้นที่ประชุมนบข.ไฟเขียว

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/138667

วันศุกร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

นายอภิชาติ พงษ์ศรีหดุลชัย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ร่วมประชุมหารือระบบส่งเสริมการเกษตรและโครงการปรับโครงสร้างการผลิตข้าว เพื่อบริหารอุปทานให้สอดคล้องกับอุปสงค์ โดยลดปริมาณข้าวคุณภาพต่ำ เพิ่มข้าวคุณภาพดี และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มรายได้ของเกษตรกร เนื่องจากปริมาณผลผลิตข้าวที่ผ่านมาเกินความต้องการของตลาดอยู่ประมาณ 5 ล้านตันข้าวเปลือกต่อปี หรือ 3.3 ล้านตันข้าวสาร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้นำเสนอโครงการนี้ต่อคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการข้าว (นบข.) ซึ่งนบข.มีมติให้กระทรวงเกษตรฯพิจารณาปรับปรุงโครงการ โดยให้หารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงมหาดไทย ในประเด็นความต้องการของตลาดและการดำเนินงานในพื้นที่ เพื่อพัฒนาโครงการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งหลังการหารือร่วมกัน กระทรวงเกษตรฯจึงได้ปรับปรุงโครงการ มีข้อสรุปดังนี้

การปรับโครงสร้างการผลิตข้าว มีการแบ่งพื้นที่เป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ 1.พื้นที่ที่เหมาะสมกับการปลูกข้าว โดยจัดทำโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพผลผลิต ได้แก่ ข้าวขาว ข้าวหอมปทุม ข้าวหอมมะลิ ข้าวเหนียว ทั้งนี้จะดำเนินการระบบการส่งเสริมแบบแปลงใหญ่ ที่มีผู้จัดการโครงการประจำแต่ละแปลงเนื้อที่ 5,000 ไร่/แปลง และให้มีการเชื่อมโยงด้านการตลาดกับสหกรณ์การเกษตร โรงสี และผู้ประกอบการในพื้นที่ โครงการลดพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังโดยจะเน้นพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลองก่อน และโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวสำหรับตลาดเฉพาะ เช่น ข้าวอินทรีย์ ข้าวบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ข้าวที่มีคุณค่าทางโภชนาการ

2.พื้นที่ที่ไม่เหมาะสมกับการปลูกข้าว โดยจัดทำโครงการปรับเป็นเกษตรกรรมทางเลือก มีการสนับสนุนเงินทุนเพื่อปรับโครงสร้างพื้นฐานและปัจจัยการผลิตรายละไม่เกิน 5 ไร่ โดยปีแรกสนับสนุนไร่ละ 5,000 บาท ปีที่ 2 ไร่ละ 4,000 บาท นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนสินเชื่อสำรองไม่เกิน 30,000 บาท/ราย เพื่อบริหารจัดการระบบน้ำ และโครงการปรับเปลี่ยนเป็นอ้อยในพื้นที่ที่เหมาะสม โดยสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยผ่อนปรนไม่เกิน 200,000 บาท/ราย เพื่อบริหารจัดการระบบน้ำ

ทั้งนี้การจัดทำโครงการปรับโครงสร้างการผลิตข้าวดังกล่าว จะมีการนำเสนอให้ นบข. พิจารณาอีกครั้งก่อนนำเสนอ ครม. เพื่อให้ทันรอบปีการเพาะปลูก ปี 2558/59 โดยในเบื้องต้นได้ของบประมาณไว้ 2 ปี 14,000 ล้านบาท แบ่งเป็นในปี 2558 จำนวน 7,315 ล้านบาท และปี 2559 จำนวน 6,838 ล้านบาท เพื่อใช้ในการสนับสนุนปัจจัยการผลิต การปรับโครงสร้างพื้นฐานและระบบน้ำในไร่นา การชดเชยดอกเบี้ย การจัดฝึกอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยี

กุมภาพันธ์ 22, 2015 Posted by | เกษตร, แนวหน้า | , , , , | ใส่ความเห็น

สกัดโรคหอมแดงศรีสะเกษ กรมวิชาการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพิ่มโอกาสส่งออก

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/138665

วันศุกร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า จ.ศรีสะเกษ เป็นแหล่งผลิตหอมแดงคุณภาพดี จนเรียกกันติดปากว่า “หอมแดงศรีสะเกษ” จากข้อมูลการเพาะปลูกปี 2557/2558 พบว่า มีจำนวนครัวเรือนเกษตรกรที่ปลูกหอมแดงรวมทั้งจังหวัด 7,943 ครัวเรือน พื้นที่ 28,580 ไร่ คาดว่ามีผลผลิตประมาณ 92,900 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,395 ล้านบาท ผลผลิตเฉลี่ย 3,253 กิโลกรัม/ไร่ โดยมีแหล่งปลูกที่สำคัญคือ อ.ราศีไศล ยางชุมน้อย ขุขันธ์ วังหิน และกันทรารมย์

อย่างไรก็ตาม พบว่า มีการระบาดรุนแรงของโรคหอมเลื้อยหรือแอนแทรกโนส ซึ่งเกิดจากเชื้อรา ระบาดมากในสภาพอากาศร้อนชื้น ระบาดทำความเสียหายในฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงผลิตหัวพันธุ์ ต้นหอมที่เป็นโรคมีอาการแคระแกร็น ไม่ลงหัว ใบบิดโค้งงอ หัวลีบยาว มักพบแผลเป็นรูปรี บนแผลจะพบสปอร์ตุ่มสีดำเล็กๆ ที่บริเวณโคนกาบใบคอ หรือส่วนหัวเกิดร่วมกับอาการเลื้อยไม่ลงหัว ซึ่งเชื่อโรคติดมากับหัวพันธุ์ ระบาดในแปลงปลูก ทำให้ผลผลิตเสียหาย 50% นอกจากนี้ ผลผลิตไม่ได้คุณภาพและเน่าเสียง่าย เก็บได้ไม่นาน สาเหตุสำคัญของการระบาดของโรคคือเกษตรกรนำหัวพันธุ์หอมแดงมาจาก อ.ลับแล อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์ และ อ.เมือง จ.ลำพูน ทำให้เสี่ยงต่อการระบาดของโรคหอมเลื้อย

ดังนั้น สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 4 กรมวิชาการเกษตร จึงได้จัดการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตพันธุ์หอมแดงสะอาดเพื่อผลิตหอมแดงที่มีคุณภาพ โดยนำผลงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกับเกษตรกรในพื้นที่ ต.หนองหมี จนได้เทคโนโลยีมีเหมาะสมในการผลิตพันธุ์หอมแดงสะอาด คือ ตรวจไม่พบเชื้อราในหัวพันธุ์ เมื่อนำหัวพันธุ์สะอาดที่ได้ไปปลูกเป็นหอมปี เป็นการป้องกันกำจัดโรคหอมเลื้อยได้ดีและมีประสิทธิภาพ ทำให้ใช้สารเคมีน้อยลง ได้ผลผลิตสูง ซึ่งหอมพันธุ์ 1 ไร่ ปลูกหอมปีได้ 5 ไร่ ผลผลิตหอมแดงที่มีคุณภาพมีลักษณะเป็นหอมแดงทั้งหัว มีสภาพสมบูรณ์ เนื้อแน่น สะอาดและปราศจากสิ่งแปลกปลอม ที่มองเห็นได้คือ ไม่เน่าเสีย หรือไม่มีความเสียหายของผลิตผล เนื่องจากศัตรูพืช อุณหภูมิสูงหรืออุณหภูมิต่ำ ไม่มีความชื้นที่ผิดปกติจากภายนอก ยกเว้นหยดน้ำที่เกิดหลังจากการนำออกจากห้องเย็น ไม่มีกลิ่นแปลกปลอมหรือรสชาติที่ผิดปกติ ไม่แตกยอด หรือ ไม่แตกรากใหม่ และปลอดภัยจากสารพิษ มีขนาดหัวจัมโบ้ เส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 3 เซนติเมตร เป็นการสร้างโอกาสในการเข้าสู่ตลาดสินค้าคุณภาพ เกษตรกรมีความยั่งยืนในระบบการผลิต มีสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชที่ดี และช่วยลดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม

กุมภาพันธ์ 22, 2015 Posted by | เกษตร, แนวหน้า | , , , , | ใส่ความเห็น

เลาะรั้วเกษตร : เด็กไทย หัวใจเกษตร

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/138663

วันศุกร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

เสาร์สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนมกราคม ทุกปี กำหนดให้เป็น “วันเด็กแห่งชาติ” หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน ต่างจัดงานเพื่อให้เด็กๆ ได้สนุกสนาน และเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ไปพร้อมกัน เด็กๆ ก็ตั้งตารอคอยวันของตนเอง วันที่จะได้ไปเที่ยว ไปร่วมสนุกกับเพื่อนๆ และ ได้ร่วมกิจกรรม รวมทั้งการได้รับของแจกจากตั้งแต่ดินสอ ปากกา ไปจนถึงรางวัลใหญ่ๆ อย่าง ตู้เย็น โทรทัศน์ เครื่องซักผ้า จักรยานกันเลยทีเดียว รางวัลใหญ่ๆ เหล่านี้ บรรดาผู้ปกครอง ได้รับอานิสงส์ไปด้วย

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เริ่มจัดงานวันเด็กอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ในสมัยนายสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อปี 2547 โดยใช้สถานที่ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ที่คลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เป็นที่จัดงาน จ้างบริษัทออร์แกน ไนเซอร์ เป็นผู้ดำเนินงาน ด้วยงบประมาณหลาย 10 ล้านบาท ใช้ชื่องานว่า “เด็กไทย หัวใจเกษตร”

จำได้ว่ามีการเกณฑ์เด็กๆ จากจังหวัดปทุมธานีเอง และจังหวัดใกล้เคียงมาร่วมงานด้วยรถบัสใหญ่ หลายสิบคัน ที่ต้องเกณฑ์เด็กๆ มาเพราะเกรงว่าจะไม่มีเด็กๆ มาร่วมงาน เดี๋ยวจะกลายเป็นประเด็นให้สื่อนำไปวิพากษ์วิจารณ์ว่าใช้งบประมาณไปแบบสูญเปล่า

งาน “เด็กไทย หัวใจเกษตร” ครั้งนั้น นับว่าสอบผ่าน แม้ว่าจะใช้งบประมาณไปมากเกินจำเป็น ทั้งจ้างออร์แกนไนเซอร์ ทั้งให้หน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ จัดเอง สอบผ่านในแง่ มีเด็กมาร่วมงานมากพอสมควร ทำให้เด็กๆ และผู้ปกครองแถวๆ นั้น รู้จัก “พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ” ทำให้ผู้คนได้รู้ว่ากระทรวงเกษตรฯ ทำงานเกี่ยวกับอะไรบ้าง แม้จะจำได้บ้างไม่ได้บ้างก็ตาม

ตั้งแต่บัดนั้นจนถึงบัดนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดงานวันเด็ก ภายใต้แนวคิด “เด็กไทย หัวใจเกษตร” อย่างต่อเนื่องมาทุกปี ที่พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี จนมีเด็กและผู้ปกครองเป็น “ขาประจำ” ที่มาเป็นครอบครัวเพื่อ “ล่ารางวัล” แต่เช้า ตั้งแต่ยังไม่เปิดงาน และการจัดงานทุกปีที่ผ่านมา เป็นธรรมเนียมว่าต้องจ้างบริษัทเอกชนดำเนินการ หรือทำหน้าที่ ออร์แกนไนเซอร์ คือ จัดทำโครงสร้าง (เต็นท์) และสิ่งอำนวยความสะดวก รวมทั้งกิจกรรม- การแสดงบนเวทีกลาง และพิธีเปิดงาน ส่วนหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวงเกษตรฯ ก็เป็นผู้จัดกิจกรรมของหน่วยงาน รวมทั้งหาขนม นม เนย ของขบเคี้ยว อาหาร น้ำ เครื่องดื่ม และของรางวัลต่างๆ มาแจกเด็กๆ ที่ร่วมกิจกรรม

ปีที่แล้ว งาน “เด็กไทย หัวใจเกษตร” ครั้งที่ 11 ไม่ได้จัดที่พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ด้วยสาเหตุอันใดไม่แน่ชัด แต่ไปจัดที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดปทุมธานี ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก แต่สถานที่ไม่กว้างใหญ่เท่า ครั้งนี้ยังคงอาศัยการจ้างบริษัทเอกชนดำเนินการเช่นเคย มีเด็กๆ และผู้ปกครองมาล่ารางวัลหนาแน่นเหมือนเดิม เรียกว่า ลูกค้าประจำยังคงมีอยู่ แต่เด็กๆ เมื่อ 10 ปีที่แล้ว คงโตเป็นหนุ่ม เป็นสาวกันหมดแล้ว ผู้ปกครองต่างหาก ที่เป็น “ขาประจำ” เด็กเล็กๆ คงเป็น “ลูกค้าใหม่” ส่วน “ลูกค้าจร” คงมีไม่มากนัก ความหวังที่จะให้เด็กเหล่านี้มี “หัวใจเกษตร”ท่าจะรางเลือน เพราะเด็กมิได้สนใจเนื้อหาที่นำเสนอ แต่สนใจ “ของแจก”และ “รางวัล” มากกว่า

ปีนี้งาน “เด็กไทย หัวใจเกษตร” ครั้งที่ 12 ในวันเสาร์ที่ 10 มกราคม 2558 จัดที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดปทุมธานี นัยว่าเพราะพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติ กำลังปรับปรุง จึงต้องอาศัยสถานที่ของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดปทุมธานีอีกปีหนึ่ง แต่ที่สำคัญทราบมาว่าปีนี้กระทรวงเกษตรฯ ไม่มีงบประมาณในการจ้างบริษัทออร์แกนไนเซอร์ หรือ ไม่มีใครสั่งให้จ้างก็ไม่แน่ใจ ทำให้งานวันเด็กปีนี้หน่วยงานต่างๆ ในกระทรวงเกษตรฯ ต้องทำกันเอง ไม่มีเวทีกลาง สำหรับกิจกรรมและการแสดง และไม่มีพิธีเปิดงานที่ใหญ่โตเหมือนทุกปีที่ผ่านมา คุณตาปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา จึงอาจจะไม่ได้กล่าวปราศรัยกับเด็กๆ บนเวที…น่าเสียดาย…ยิ่งเป็นรัฐมนตรีที่โลกลืมอยู่ด้วย….

น่าเสียดายอีกอย่างหนึ่งคือ พิพิธภัณฑ์ การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ใส่ใจจะจัดทำให้ดี จัดทำให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงถึงวิถีชีวิตของเกษตรกร และการเกษตรตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันให้น่าสนใจ ให้เด็กๆ รุ่นหลังได้ภาคภูมิใจถึงอาชีพการเกษตร ที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนในประเทศ และในโลก น่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ที่สง่างาม และมีเรื่องราวที่น่าศึกษา ค้นคว้า พอถึงวันเด็ก ก็เปิดให้เด็กเข้าไปเยี่ยมชม มีกิจกรรมให้เด็กๆ ได้ร่วมสนุก และได้ความรู้ ความประทับใจกลับไป น่าจะทำให้เด็กๆ เป็น “เด็กไทย หัวใจเกษตร” อย่างแท้จริง มากกว่าการจัดงานที่เป็น “อีเว้นท์” เหมือนที่ผ่านมากว่า 10 ปี……

แว่นขยาย

กุมภาพันธ์ 22, 2015 Posted by | เกษตร, แนวหน้า | , , , , , | ใส่ความเห็น

ปลัดเกษตรฯหนุนเลี้ยงปลากัด โวลดขัดแย้งภายในครอบครัว

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/138612

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2558, 13.49 น.

8 ม.ค. 58 นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรเปิดเผยว่า ในช่วง เดือน มิถุนายน 2558  จะมีการจัดงานแสดงสินค้าปลาสวยงานขึ้นที่กรมประมง เพื่อส่งเสริม การเลี้ยงปลาสวยงามของกลุ่มผู้เลี้ยงปลาสวยงานของไทย พร้อมทั้งแสดง ถึงศักยภาพการเลี้ยงปลาสวยงามของไทย โดยจะมีการ โชว์ ปลาสวยงามไทยจำนวนมาก  ทั้งนี้จะมีทั้ง โชว์ ทั้งปลา กัด และปลาอื่นๆ ที่ มีการเพาะเลี้ยง   โดยฝีมือคนไทย โดยใช้ภูมิปัญหาของผู้เลี้ยงปลา เพื่อให้มีสีสรรสวยงาม มาให้ประชาชนได้ชมในงาน ซึ่งอาชีพการเลี้ยงปลาสวยงามถือเป็นอาชีพหนึ่งที่สร้างรายได้ ให้กับผู้เลี้ยงที่มีมูลค่าค่อนข้างมาก  โดยมีการซื้อขายผ่านตลาดอินเตอร์ เน็ต   ซึ่งในส่วนตลาด ปลาสวยงามประเทศไทยถือว่าเป็นตลาดใหญ่ ในกลุ่มอาเชียน  และมีการส่งออกไปยังต่างประเทศค่อนข้างมาก และถือเป็นตลาดใหญ่
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า มูลค่าของการส่งออกปลาสวยงาน โดย ปลากัดอย่างเดียวที่มีการซื้อขาย ผ่านทางอินเตอร์ เน็ต พบว่ามีมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี  ซึ่งถือเป็นการสร้างรายได้ ให้กับผู้เลี้ยง  ที่สามารถสร้างความมั่นคงได้ ขณะเดียวกันในการเลี้ยง ก็สามารถ ร่วมกันเลี้ยงในครอบครัว  เนื่องจาก ใช้พื้นที่นการเพาะเลี้ยงไม่ มาก ด้วย โดยในส่วนราคาที่มีการจำหน่ายจะอยู่ในราคาประมาณ 10 บาทต่อตัวไปจนถึง200บาทต่อตัว และ อาจมีราคาที่สูงขึ้น หากมีสีสรรทีแปลกออกไป ซึ่งขึ้นอยู่กับความชำนาญของผู้เพาะเลี้ยง และผู้ซื้อ ด้วย
“การเลี้ยงปลากัด ถือว่า เป็นสิ่งที่ดีที่ร่วมกันเพาะเลี้ยง ในครอบครัว และยังแก้ปัญหาความขัดแย้งในครอบครัวได้ด้วย เพราะต้องร่วมกันเลี้ยง หากต้องการเลี้ยงเพื่อขาย ต้องดูแลร่วมกันเและแทนที่คนจะขัดแย้งและกัดกันเองก็ เลี้ยงปลากัดกัดกันแทน ซึ่งจะเป็นการสร้างรายได้ และลดความชัดแย้งของคนในบ้านได้ด้วย  ซึ่งจะทำให้ลดการขัดแย้งได้ด้วย” นายชวลิตกล่าว

กุมภาพันธ์ 22, 2015 Posted by | เกษตร, แนวหน้า | , , , , | ใส่ความเห็น

สวนยางจำใจขายขาดทุนประทังชีวิต นโยบายรับซื้อ60กระทบแค่10%

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/138537

วันพุธ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2558, 18.17 น.
7 ม.ค. 57 นายอำนวย ปะติเส รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการดำเนินการแก้ไขปัญหาสินค้ายางพาราอย่างเป็นระบบครบวงจร ผ่านระบบประชุมทางไกล 69 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายางพารา อย่างเป็นระบบครบวงจร ให้เกิดความร่วมมือกันปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ โดยเร่งชี้แจงทำความเข้าใจหากมีการเคลื่อนไหวชุมนุมในพื้นที่

พร้อมกับยืนยันว่าขณะนี้ ธ.ก.ส.จ่ายเงินให้เกษตรกรแล้ว 3 แสนกว่าครัวเรือน เป็นเงินประมาณ 3,400 ล้านบาท ทั้งนี้ จะเร่งดำเนินให้แล้วเสร็จภายในกลางเดือนนี้ ส่วนโครงการควบคุมปริมาณการผลิต โดยการลดพื้นที่ปลูกยางพาราไปปลูกพืชชนิดอื่นทดแทนนั้น สกย.ดำเนินการได้พื้นที่ 9 หมื่นไร่ จากเป้าหมาย 1 แสนไร่ และติดตามมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรสวนยาง เช่น สนับสนุนปัจจัยการผลิตแก่เกษตรกรไร่ละ 2,520 บาท วงเงิน 6,159 ล้านบาท ถือเป็นโครงการต่อเนื่อง

ด้านนายบุญทับ นับทอง สมาพันธ์สวนยางภาคใต้ กล่าวว่านโยบายการเข้าซื้อยางราคานำตลาด 61 บาทต่อกก. ในตลาดกลางที่มีอยู่ในจังหวัดใหญ่หัวเมือง 4-5 จังหวัดเท่านั้น และเป็นปริมาณยางเพียง 10% ไม่ได้ส่งผลให้ราคายางท้องถิ่น ที่เกษตรกรสวนยางขายให้กับพ่อค้ายังรับซื้ออยู่ที่ราคา 40-45 บาทเท่านั้น ชาวสวนยางต้องขายเพื่อมีเงินซื้อปลาทูกินประทังชีวิตไปวันๆ แม้จะขาดทุน ซึ่งเครือข่ายสวนยางทั่วประเทศจะประชุมนอกรอบกันอีกครั้ง เพื่อกำหนดท่าทีเคลื่อนไหวให้รัฐบาล และคสช.ลงมาแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม มากกว่าทีผ่านมาโดยเร็ว

กุมภาพันธ์ 22, 2015 Posted by | เกษตร, แนวหน้า | , , , , | ใส่ความเห็น

เร่งพัฒนาข้อมูลเชิงนวัตกรรม แก้ไขปัญหารวดเร็ว-เข้าถึงเกษตรกร

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/138502

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.
กระทรวงเกษตรฯเปิดผลการพยากรณ์ปริมาณการผลิตสินค้าเกษตรปีเพาะปลูก 2557/58 และปี 2558 พร้อมเร่งต่อยอดพัฒนาข้อมูลเชิงนวัตกรรมให้เป็นแนวทางใหม่ในการบริการจัดการข้อมูล ให้หน่วยงานระดับจังหวัดมีการจัดทำข้อมูลของแต่ละพื้นที่ สามารถแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรได้อย่างรวดเร็วและตรงความต้องการ

นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพข้อมูลด้านการเกษตร ได้ประชุมพิจารณาผลการพยากรณ์ปริมาณการผลิตสินค้าเกษตรประจำปีเพาะปลูก 2557/58 และปี2558 ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) พบว่า พืชเศรษฐกิจที่สำคัญในปีเพาะปลูก 2557/58 ได้แก่ ข้าวนาปี มีเนื้อที่เพาะปลูกรวมทั้งประเทศ 61.740 ล้านไร่ ลดลงจากปีที่แล้ว 340,404 ไร่ หรือร้อยละ 0.55 มีผลผลิตรวมทั้งประเทศ 27.106 ล้านตันข้าวเปลือก เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 16,261 ตันข้าวเปลือก หรือร้อยละ 0.06 เนื่องจากคาดว่า เกษตรกรต้องการลดพื้นที่ดังกล่าวเพราะการปรับเปลี่ยนนโยบายภาครัฐ รวมทั้งราคาข้าวมีแนวโน้มลดลง รวมทั้งเกษตรกรบางส่วนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือปรับเปลี่ยนไปปลูกอ้อยโรงงาน และเกษตรกรในภาคใต้เปลี่ยนไปปลูกปาล์มน้ำมัน

ข้าวนาปรัง มีเนื้อที่เพาะปลูกรวมทั้งประเทศ 10.709 ล้านไร่ ลดลงจากปีที่แล้ว 4.479 ล้านไร่ หรือร้อยละ 29.49 มีผลผลิตรวมทั้งประเทศ 6.702 ล้านตันข้าวเปลือก ลดลงจากปีที่แล้ว 3.046 ล้านตันข้าวเปลือก หรือร้อยละ 31.25 เนื่องจากการที่กระทรวงเกษตรฯได้ประกาศงดการส่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกข้าวนาปรังในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลอง รวม 26 จังหวัด ประกอบกับราคาข้าวมีแนวโน้มลดลง ทำให้เกษตรกรลดเนื้อที่เพาะปลูกลงโดยปล่อยพื้นที่ว่าง และบางรายปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยกว่า

นอกจากนี้ พืชเศรษฐกิจที่มีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ มันสำปะหลัง มีผลผลิตรวมทั้งประเทศ 30.910 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 0.888 ล้านตัน หรือร้อยละ 2.96 และพืชเศรษฐกิจที่มีปริมาณผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง และกาแฟ

นายชวลิต กล่าวต่ออีกว่า สำหรับผลการพยากรณ์การผลิตพืชไร่และไม้ยืนต้นที่สำคัญปี 2558 ที่มีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ สับปะรดโรงงานและปาล์มน้ำมัน สำหรับผลการพยากรณ์การผลิตไม้ผลและพืชผักที่สำคัญปี 2558 ที่มีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ เงาะ ทุเรียน มังคุด กระเทียม หอมหัวใหญ่ และมันฝรั่ง และผลผลิตที่มีปริมาณลดลง ได้แก่ ลำไย ลิ้นจี่ ลองกอง และหอมแดง

ด้านปศุสัตว์ ผลพยากรณ์ปริมาณการผลิตปศุสัตว์ ปี 2558 ที่มีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ไก่เนื้อ สุกร โคนม และผลผลิตที่มีปริมาณลดลง ได้แก่ โคเนื้อ และด้านประมง ผลพยากรณ์ปริมาณการผลิตประมง ปี 2558 ที่มีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ กุ้งขาวแวนนาไม และกุ้งกุลาดำ และมีปริมาณผลผลิตที่ลดลง ได้แก่ ปลานิล และปลาดุก

“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเร่งพัฒนาข้อมูลในเชิงนวัตกรรม ให้เป็นแนวทางใหม่ในการบริการจัดการข้อมูล ให้หน่วยงานระดับจังหวัดมีการจัดทำข้อมูลของแต่ละพื้นที่ เพื่อที่จะได้ทราบข้อมูลปริมาณการปลูกที่แท้จริง และสามารถแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรได้อย่างรวดเร็วและตรงความต้องการ” นายชวลิต กล่าว

กุมภาพันธ์ 22, 2015 Posted by | เกษตร, แนวหน้า | , , , , | ใส่ความเห็น

เกษตรฯแจงผลช่วยเหลือ‘ภัยแล้ง’ จ้างงานเกษตรกรแล้ว2.1หมื่นราย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/138500

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยความคืบหน้าการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งว่า แบ่งออกเป็น 1.มาตรการหลัก มีการจ้างแรงงาน จำนวน 21,688 ราย คิดเป็นร้อยละ 61.35 จากแผน 35,354 ราย ทั้งในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลอง 2.มาตรการเสริม มีการส่งเสริมอาชีพปศุสัตว์ เป้าหมาย 13,389 ราย อาชีพประมง เป้าหมาย 3,574 ราย ฝึกอาชีพด้านเกษตร เป้าหมาย 17,804 ราย และฝึกอาชีพ (กศน.) เป้าหมาย 1,385 จำนวน 6,675 ราย จากแผน 36,152 ราย โดยมีกำหนดให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 เมษายน 2558 รวมถึงการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืชตระกูลถั่ว จำนวน 150,000 ไร่ และเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสด จำนวน 150,000 ไร่

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯยังได้มีการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชไร่-พืชผักทดแทนพืชหลักในฤดูแล้ง โดยมีผลการดำเนินงานในปี 2557/58 ทั้งประเทศ 77 จังหวัด ทั้งในเขตชลประทานและนอกเขตชลประทาน ได้แก่ นาปรัง 3.818 ล้านไร่ จากแผน 6.006 ล้านไร่ พืชไร่พืชผัก 0.403 ล้านไร่ จากแผน 3.110 ล้านไร่ แบ่งเป็น พื้นที่ในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา 22 จังหวัด ลุ่มน้ำแม่กลอง 7 จังหวัด และพื้นที่นอกลุ่มน้ำเจ้าพระยาและนอกลุ่มน้ำแม่กลอง

สำหรับงบประมาณจำนวน 65.90 ล้านบาท ที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการสำหรับสนับสนุนเกษตรกรปลูกพืชตระกูลถั่วนั้น สำนักงบประมาณได้อนุมัติเงินประจำงวด 49.868 ล้านบาทให้แล้ว และกรมส่งเสริมการเกษตรได้โอนงบประมาณให้จังหวัดนำไปดำเนินการฝึกอาชีพด้านการเกษตร 26 จังหวัด กิจกรรมสนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืชตระกูลถั่วพื้นที่ 150,000 ไร่ 20 จังหวัด ทั้งในและนอกเขตชลประทาน

กุมภาพันธ์ 22, 2015 Posted by | เกษตร, แนวหน้า | , , , , | ใส่ความเห็น

แนะคัดเลือกข้าวพันธุ์ดีลดกระทบ ปมก๊าซเรือนกระจก‘ลุ่มปากพนัง’

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/138498

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

นายชาญชัย ศศิธร รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเขต 8 (สศข.8) สุราษฎร์ธานี สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงผลการศึกษาภาวะการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการปลูกข้าวในลุ่มน้ำปากพนัง เพื่อวิเคราะห์ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและให้ข้อเสนอแนะแนวทางจัดการเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการปลูกข้าว โดยการสัมภาษณ์เกษตรกรกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 165 ราย

ผลจากศึกษาพบว่า การผลิตข้าว 1 กิโลกรัม ทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 2.27 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (KgCO2eq) ซึ่งเกิดจากการปล่อยก๊าซมีเทนจากนาข้าวมีสัดส่วนมากที่สุด คิดเป็นประมาณร้อยละ 62 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด รองลงมาเป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O) ส่วนในขั้นตอนการใช้ปุ๋ยเคมี คิดเป็นร้อยละ 12 สำหรับขั้นตอนการผลิตปุ๋ยเคมี คิดเป็นร้อยละ 10 นอกจากนี้ ยังเกิดจากการใช้ปัจจัยการผลิตอื่นๆ ได้แก่
เมล็ดพันธุ์ และสารต่างๆ คิดเป็นร้อยละ 8 จากการใช้เชื้อเพลิง คิดเป็นร้อยละ 5 จากการเผาฟางข้าว คิดเป็นร้อยละ 4 และจากการขนส่งปัจจัยการผลิตคิดเป็น ร้อยละ 0.22

อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาครั้งนี้ พบข้อเสนอแนะว่า ควรพัฒนาพันธุ์ข้าวที่ไม่ต้องปลูกในระบบน้ำท่วมขัง เพื่อลดค่ามีเทนลง หรือปล่อยน้ำออกจากนาข้าวในช่วงก่อนข้าวออกรวง ควบคุมปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมี ตลอดจนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว และควรนำฟางข้าวออกจากนาข้าวให้เหลือแต่ตอซัง

นอกจากนี้ หน่วยงานวิชาการด้านเกษตร ควรสร้างองค์ความรู้และถ่ายทอดวิธีการปฏิบัติที่ดีที่เหมาะสมกับการปลูกข้าวที่มิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ประหยัดต้นทุนในการปลูกข้าว และควรมีการสนับสนุนให้เกษตรกรตระหนักและเข้าใจถึงภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรต่อไป ทั้งนี้หน่วยงานหรือประชาชนที่สนใจผลการศึกษา สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตเขต 8 สุราษฎร์ธานี โทร. 0-7731-1373 ในวันและเวลาราชการ

กุมภาพันธ์ 22, 2015 Posted by | เกษตร, แนวหน้า | , , , , | ใส่ความเห็น

เปิดตัวข้าว‘ทนหนาว-ต้านเพลี้ย’ พันธุ์ใหม่‘กข57-59’ฝีมือศูนย์วิจัยปทุมธานี

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/138497

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

นายชาญพิทยา ฉิมพาลี อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี เป็นศูนย์วิจัยข้าว 1 ใน 28 แห่งของกรมการข้าว และเป็นศูนย์วิจัยข้าวแห่งแรกของประเทศ ซึ่งกำลังจะมีอายุครบ 100 ปี ในปี 2559 จึงนับเป็นข่าวดีของกรมการข้าวในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ที่ทางศูนย์วิจัยข้าวแห่งนี้ประสบความสำเร็จในการปรับปรุงพันธุ์ข้าว ที่มีความทนต่อสภาพอากาศที่หนาวเย็นและเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้ดีกว่าพันธุ์ข้าวเดิมที่มีอยู่ ซึ่งนั่นก็คือ ข้าวเจ้าพันธุ์ “กข 57” เป็นข้าวเจ้าไม่ไวแสง อายุเก็บเกี่ยว 107-110 วัน (วิธีหว่านน้ำตม) 117-120 วัน (วิธีปักดำ) สูง 115-120 เซนติเมตร มีลักษณะกอตั้ง ลำต้นค่อนข้างแข็ง ใบสีเขียว มุมปลายใบตั้งตรง ใบธงยาว มุมใบธงตั้งตรง รวงแน่นปานกลาง คอรวงโผล่เล็กน้อย เมล็ดร่วงง่าย ข้าวเปลือกสีฟาง ข้าวกล้องรูปร่างเรียว มีปริมาณอมิโลสสูง (27.33%) เมื่อหุงสุกมีลักษณะร่วน แข็ง ไม่หอม เลื่อมมันเล็กน้อย สีขาวนวล ลักษณะเด่นคือ ค่อนข้างต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ทนหนาวได้ดีได้ที่อุณหภูมิต่ำสุด 14 องศาเซลเซียส ให้ผลผลิตสูงเฉลี่ย 714 กก./ไร่ มีศักยภาพการให้ผลผลิตสูงถึง 1,169 กก./ไร่ ที่ อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งข้าวพันธุ์นี้จะสามารถแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรในเขตนาชลประทานภาคกลางและภาคเหนือตอนล่างได้ในระดับหนึ่ง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี โทรศัพท์ 0-2577-1688-9

นอกจากข้าวเจ้าพันธุ์ กข 57 แล้ว กรมการข้าวยังได้ทำการรับรองพันธุ์ข้าวเจ้า “กข 59” จากศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก เกิดจากการผสมพันธุ์ 3 ทาง ระหว่างลูกผสม ชั่วที่ 1 ของ กข 21 กับ IR68 เป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสงอย่างอ่อน อายุเบา เก็บเกี่ยวกลางเดือนพฤศจิกายน ลักษณะทรงกอตั้ง ต้นแข็งไม่ล้มง่าย ใบสีเขียว ใบธงตั้งตรง คอรวงสั้น รวงแน่นปานกลาง ความสูงเฉลี่ย 125 เซนติเมตร เป็นข้าวอมิโลสต่ำ (15.6%) คุณภาพเมล็ดดี ท้องไข่น้อย เมล็ดยาว 8.0 มม. รูปร่างเรียวคุณภาพการสีดีมาก สามารถทำเป็นข้าวสาร 100% ได้ เมื่อหุงสุกมีลักษณะเลื่อมมัน สีขาวนวล ค่อนข้างนุ่มและเหนียว ไม่หอม ให้ผลผลิตสูง ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ให้ผลผลิตเฉลี่ย 624 กก./ไร่ ต้านทานโรคไหม้ แต่ไม่ต้านทานโรคขอบใบแห้ง แมลงบั่ว และเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เหมาะกับพื้นที่ปรับเปลี่ยนข้าวไร่เป็นนาขั้นบันไดบนพื้นที่สูง สอบถามรายละเอียดได้ที่ ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก โทรศัพท์ 0-5531-1184-5

กุมภาพันธ์ 22, 2015 Posted by | เกษตร, แนวหน้า | , , , , | ใส่ความเห็น

เดินหน้าแก้มลพิษระยอง สางปัญหาสารอินทรีย์ระเหยง่าย‘มาบตาพุด’

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/138496

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

นายวิเชียร จุ่งรุ่งเรือง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า คพ.ได้ติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์สารอินทรีย์ระเหยง่ายในพื้นที่มาบตาพุดและบริเวณใกล้เคียง จ.ระยอง ในปี 2557 พบว่า สารเบนซีน 1,3 – บิวทาไดอีน และ 1,2 – ไดคลอโรอีเธน เป็นปัญหาหลักของพื้นที่ จึงได้กำหนดและผลักดันมาตรการแก้ไขปัญหาสารอินทรีย์ระเหยง่ายในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยมาตรการในระดับนโยบายในการแก้ไขปัญหาสารเบนซีนและสาร 1,3 – บิวทาไดอีนจากยานพาหนะ ได้บังคับใช้น้ำมันเบนซินหรือน้ำมันแก๊สโซลีนมาตรฐาน EURO 4 ในพื้นที่ จ.ระยอง ก่อนพื้นที่อื่น ตั้งแต่ปี 2554 ซึ่งน้ำมันตามมาตรฐาน EURO 4 เป็นน้ำมันที่มีองค์ประกอบสารเบนซีนต่ำ โดยลดลงจากร้อยละ 3 เหลือร้อยละ 1 โดยจากการประเมินการใช้น้ำมันตามมาตรฐาน EURO 4 จะทำให้ค่าการระบายสารเบนซีน จากยานพาหนะ ลดลงร้อยละ 71 สำหรับมาตรการควบคุมสารอินทรีย์ระเหยจากแหล่งกำเนิดอุตสาหกรรม กรมควบคุมมลพิษกำหนดมาตรฐานควบคุมการปล่อยทิ้งสาร 1,2- ไดคลอโรอีเธนและสารไวนิลคลอไรด์ จากโรงงานอุตสาหกรรมเคมี มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่ปี 2553 และได้กำหนดมาตรฐานควบคุมการปล่อยทิ้งสารเบนซีน และ สาร 1,3 – บิวทาไดอีน จากโรงงานอุตสาหกรรมเคมี ขณะนี้อยู่ระหว่างการประกาศในราชกิจจานุเบกษา คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในปี 2558

นอกจากนี้ คพ.ได้มีการผลักดันเชิงนโยบายให้หน่วยงานอนุมัติ/อนุญาตและกำกับดูแลดำเนินการกำหนดมาตรฐาน/มาตรการที่เข้มงวด ในการควบคุมการระบายสารอินทรีย์ระเหยจากแหล่งกำเนิดที่ยังไม่มีการควบคุมการระบายสารดังกล่าวออกสู่บรรยากาศ โดยเสนอคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก (กพอ.) ในคราวประชุมครั้งที่ 1/2557 เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2557 เรื่องการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนในพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก ด้านสิ่งแวดล้อม โดยคาดว่า หากมีการดำเนินการกำหนดมาตรฐาน/มาตรการที่เข้มงวดสำหรับควบคุมการระบายสารอินทรีย์ ระเหยครอบคลุมแหล่งกำเนิดทุกแหล่งแล้ว คาดว่าสถานการณ์สารอินทรีย์ระเหยง่ายในบรรยากาศในพื้นที่จะมีแนวโน้มดีขึ้น

“สิ่งสำคัญที่สุด ในการแก้ไขปัญหาสารอินทรีย์ระเหยง่ายในพื้นที่มาบตาพุดและบริเวณใกล้เคียง จังหวัดระยอง คือความร่วมมือจากทุกภาคส่วนโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการและประชาชน โดยคพ.จะติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศในบรรยากาศในพื้นที่เพื่อเฝ้าระวัง ประเมิน และนำเสนอผลการแก้ไขปัญหามลพิษในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายตัวชี้วัด ได้แก่ ปริมาณค่าเฉลี่ยสารเบนซีนในบรรยากาศโดยทั่วไปในระยะเวลา 1 ปี ในพื้นที่เขตควบคุมมลพิษมาบตาพุด จังหวัดระยอง มีค่าลดลงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี” อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าว

กุมภาพันธ์ 22, 2015 Posted by | เกษตร, แนวหน้า | , , , , | ใส่ความเห็น

ปัญหาเกษตร : การเพิ่มผลผลิตยางพาราด้วยปุ๋ยอินทรีย์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/138495

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบวิธีปลูกยางพาราให้ได้ผลผลิตมากๆ ครับ และขอทราบถึงวิธีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ การเตรียมดิน และการดูแลรักษาด้วยนะครับ

ทองอินทร์ บุญมาก
อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช

คำตอบ

ลักษณะดิน และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการปลูกยางพารา ควรเป็นที่ราบ ไม่มีน้ำท่วมขัง หรือมีความลาดเอียง ต่ำกว่า 35 องศา ลักษณะดินเป็นดินร่วนเหนียวถึงดินร่วนทราย มีความอุดมสมบูรณ์ หน้าดินลึกไม่น้อยกว่า 1 เมตร ไม่มีชั้นดินดาน มีการระบาย และถ่ายเทอากาศดี มีค่าความเป็นกรดเป็นด่าง ระหว่าง 4.5-5.5 อุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 24-27 องศาเซลเซียส มีปริมาณน้ำฝนไม่ต่ำกว่า 1,250 มิลลิเมตรต่อปี มีจำนวนวันฝนตก ประมาณ 120-145 วันต่อปี นักวิชาการเกษตร ได้ให้คำแนะนำวิธีการต่างๆ ไว้ดังนี้

การเตรียมดิน สำหรับสวนใหม่ ให้ทำการไถพลิกดิน และไถพรวนดิน อย่างน้อย 2 ครั้ง พร้อมทั้งเก็บตอไม้ เศษไม้ และเศษวัชพืชออกให้หมด เพื่อปรับหน้าดินให้เหมาะสมกับการปลูกยางพารา สำหรับพื้นที่ลาดเอียงมากกว่า 15 องศา จะต้องวางแนวปลูกตามขั้นบันได เพื่อลดอัตราการสูญเสียหน้าดิน โดยมีความกว้างของหน้าดินอย่างน้อย 1.5 เมตร เพื่อป้องกันต้นยางพาราล้มหากขั้นบันไดเสียหาย ในกรณีพื้นที่ปลูกเป็นที่ราบ ก็ทำเฉพาะทางระบายน้ำเท่านั้น และทำการปลูกพืชปุ๋ยสด เพื่อปรับปรุงบำรุงดิน พืชปุ๋ยสดที่นิยมใช้ ได้แก่ ปอเทือง อัตรา 5กิโลกรัมต่อไร่ หว่านหรือโรยเป็นแถว และไถกลบเมื่ออายุ 45 วัน ปล่อยให้ย่อยสลาย 15 วัน แล้วจึงเตรียมหลุมปลูกยางพารา

วิธีการปลูกยางพารา ต้องวางแนวปลูกตามแนวตะวันออก-ตะวันตก โดยมีระยะปลูก 2.5×8.0 เมตร หรือ 3.0×7.0 เมตร ในแหล่งปลูกยางเดิม และระยะปลูก 2.5×7.0 เมตร หรือ 3.0×6.0 เมตร ในแหล่งปลูกยางใหม่ ขนาดของหลุม 50x50x50 เซนติเมตร และทำการปลูกต้นกล้ายางพาราที่สมบูรณ์แข็งแรง ปราศจากโรค และแมลงศัตรูพืช ขนาด 1-2 ฉัตร และคลุมปุ๋ยหมัก อัตรา 15-25 กิโลกรัมต่อหลุม พร้อมกับเชื้อจุลินทรีย์ควบคุมเชื้อสาเหตุโรคพืช ที่ผลิตจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.3 อัตรา 3 กิโลกรัมต่อต้น ใส่รองก้นหลุม และทำการปลูกต้นกล้ายางพารา หลังจากปลูกยางพาราได้ 15 วัน ให้ปลูกพืชตระกูลถั่วคลุมดิน เช่น ถั่วคาโลโปโกเนียม หรือถั่วฮามาต้า อัตรา 2 กิโลกรัมต่อไร่ โรยเป็นแถวแทรกระหว่างยางพารา เพื่อป้องกันกำจัดวัชพืช ป้องกันการชะล้างพังทลาย และเป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดินด้วย

การดูแลรักษา ให้ทำการฉีดพ่นน้ำหมักชีวภาพ จากสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 (ที่เจือจาง 1:1,000) ให้พืชปุ๋ยสด ทุก 7 วัน อัตรา 2 ลิตรต่อไร่ เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของพืชปุ๋ยสด และหลังจากปลูกยางพาราแล้ว 15 วัน ให้ฉีดพ่นน้ำหมักชีวภาพ ให้กับยางพาราทางใบ หรือราดรดลงดินทุก 1 เดือน และให้ฉีดพ่นน้ำหมักชีวภาพกับพืชตระกูลถั่วที่ปลูกคลุมดิน

การป้องกันกำจัดโรค โรคราแป้ง ราสีชมพู โรคใบร่วง ฝักเน่า และแมลงต่างๆ เช่น ปลวก หนอนทราย รวมทั้งวัชพืชชนิดต่างๆ กำจัดได้โดยใช้สารสกัดธรรมชาติ หรือสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช

การกรีดยาง สามารถทำการกรีดยางได้เมื่อต้นยางอายุ 6 ปี ขนาดเส้นรอบวงของลำต้น เมื่อกรีดยางเสร็จ ควรฉีดพ่น หรือทาบริเวณที่กรีดด้วยน้ำหมักชีวภาพ เจือจาง 1:1,000 เพื่อให้ยางมีน้ำยางมากที่สุด ยืดอายุการกรีดยาง และต้นยางเสียหายน้อยที่สุด

การจัดการดินหลังเก็บเกี่ยว ยางพาราเป็นไม้ยืนต้นมีอายุยาว ในแต่ละปีจะต้องมีการปรับปรุงดินด้วยอินทรียวัตถุหรือปุ๋ยอินทรีย์ โดยการใช้น้ำหมักชีวภาพ พืชตระกูลถั่วคลุมดิน พร้อมทั้งเชื้อจุลินทรีย์ควบคุมเชื้อสาเหตุโรคพืชรอบๆ โคนต้นยางพารา

การจัดการดินเพื่อปลูกยางพารา โดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ดังกล่าวนี้ จะสามารถลดอัตราการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้ ประมาณ 25-30 เปอร์เซ็นต์ และสามารถเพิ่มผลผลิตยางพาราได้ ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับวิธีการปฏิบัติเดิมของเกษตรกร

นาย รัตวิ

กุมภาพันธ์ 22, 2015 Posted by | เกษตร, แนวหน้า | , , , , , | ใส่ความเห็น

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,027 other followers

%d bloggers like this: