ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

เร่งเปิดเวทีประชาคม ถกร่วมมือเกษตรกร ทำเกษตรแปลงใหญ่ สิงหาคม 5, 2015

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/172006

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการขับเคลื่อนระบบการส่งเสริมการเกษตรให้เป็นแปลงใหญ่และการปรับโครงสร้างการผลิตสินค้าเกษตร ได้พิจารณารายงานความก้าวหน้าผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการ ประจำปี 2558 รวมทั้งการคัดเลือกพื้นที่ สินค้า และชื่อผู้จัดการแปลง โดยคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ของจังหวัด เพื่อดำเนินการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ รวมทั้งสิ้น 263 แปลง 28 ชนิดสินค้า ได้แก่ ด้านพืช 21 ชนิด จำนวน 241 แปลง ด้านปศุสัตว์ 3 ชนิด ด้านประมง 3 ชนิด และเกษตรผสมผสาน 1 ชนิด จำนวน 2 แปลง ซึ่งได้มีการจัดทำข้อมูลรายแปลง และการพัฒนาทักษะผู้จัดการแปลง

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้พิจารณาแผนการดำเนินงานในปี 2558 ในช่วงระหว่างเดือนสิงหาคม-กันยายน และแนวทางการดำเนินการปี 2559 เพื่อทบทวนและเตรียมการในปีถัดไป ซึ่งเน้นให้มีการจัดอบรมผู้จัดการแปลง จำนวน 252 ราย ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงให้จัดทำแผนพัฒนาพื้นที่แปลงใหญ่แบบมีส่วนร่วม โดยการทำประชาคมร่วมกับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายนนี้ โดยจะต้องมีความชัดเจนและสามารถปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

เปิดเวทีรับฟังความเห็นชาวประมง วางแนวทางบริหารจัดการ-สกัดจับปลาล้างผลาญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/172005

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

นายจุมพล สงวนสิน อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีการเพิ่มขึ้นของเครื่องมือทำการประมง ขณะที่เครื่องบางชนิดเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูง จับสัตว์น้ำได้ตั้งแต่ขนาดใหญ่ไปจนถึงเล็ก ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจต่ำ เป็นเหตุให้สภาวะทรัพยากรประมงทะเลอยู่ในสภาวะเสื่อมโทรม และยังไม่มีการกำหนดพื้นที่ทำการประมงในแต่ละชนิดเครื่องมือของกลุ่มเรือประมงพื้นบ้านและเรือประมงพาณิชย์ จึงทำให้เกิดปัญหาพื้นที่ทำการประมงซ้อนทับกันและแย่งชิงพื้นที่ทำการประมงในหลายเครื่องมือ ทำให้เกิดเป็นข้อขัดแย้งซึ่งทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น รวมทั้ง ยังไม่มีการกำหนดจำนวนและขนาดของเครื่องมือประมงพื้นบ้านและพาณิชย์ ซึ่งประเด็นดังกล่าวมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องหาแนวทางในการดำเนินการให้ชัดเจน

กรมประมง จึงได้จัดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “แนวทางการใช้จำนวนเครื่องมือประมงที่เหมาะสมในแต่ละเขตพื้นที่ทำการประมง” ในระหว่างวันที่ 3-5 สิงหาคม ดังนี้ ครั้งที่ 1 วันที่ 3 สิงหาคม ที่โรงแรมวีวาร์ จ.สงขลา ซึ่งจะมีชาวประมงจากนครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส เข้าร่วม ครั้งที่ 2 วันที่ 4 สิงหาคม ที่ร้านท่าเรือภัตตาคารรับลมซีฟู๊ด จ.สมุทรสาคร ซึ่งจะมีชาวประมงจาก สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และเพชรบุรี เข้าร่วม ครั้งที่ 3 วันที่ 4 สิงหาคม ที่ห้องประชุมศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงทะเลอ่าวไทยตอนกลาง จ.ชุมพร ซึ่งจะมีชาวประมงจาก ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎ์ธานี เข้าร่วม ครั้งที่ 4 วันที่ 5 สิงหาคม ที่โรงแรมเคพีแกรนด์ จ.จันทบุรี ซึ่งจะมีชาวประมงจาก ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด เข้าร่วม ครั้งที่ 5 วันที่ 5 สิงหาคม ที่โรงแรมบุญสยาม จ.กระบี่ ซึ่งจะมีชาวประมงจาก ระนอง พังงา ภูเก็ต ตรัง และสตูล เข้าร่วม

ทั้งนี้ เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากชาวประมงเกี่ยวกับการกำหนดขนาดจำนวนของเครื่องมือ และเขตทำการประมงที่เหมาะสมใช้เครื่องมือประมงอย่างเหมาะสม ลดปัญหาข้อขัดแย้งการแย่งชิงพื้นที่ทำการประมง และบริหารจัดการทรัพยากรประมงเพื่อให้การลงแรงประมงอยู่ในระดับที่เหมาะสมทำให้ได้ผลจับสัตว์น้ำสูงขีดที่ยั่งยื่น (Maximum Sustainable Yield: MSY) ต่อไป

 

 

เกษตรดัน‘บัญชี’นำวิถีสู่พอเพียง เฉลิมพระเกียรติพระเทพฯพระชนมายุครบ5รอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/172003

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสมหามงคลที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุครบ 60 พรรษา กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จึงได้จัดทำโครงการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558 “บัญชี นำวิถีสู่ความพอเพียง”เพื่อถวายความจงรักภักดี และส่งเสริมให้ครูนักเรียน เยาวชน และประชาชน เห็นประโยชน์ของการจัดทำบัญชี ในการใช้ข้อมูลทางบัญชีวางแผนหรือกำหนดเป้าหมายของชีวิต ครอบครัว หรือสถาบันได้ ตลอดจนน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอพียงไปใช้ในการดำเนินชีวิต เป็นการนำร่องปลูกฝังความคิดให้รักการทำบัญชี รักบ้านเกิดท้องถิ่น หรือชุมชน

อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่ากรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ได้เข้าร่วมสนองงานตามพระราชดำริของพระองค์ท่านมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2540 โดยมีโครงการสำคัญ อาทิ โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ซึ่งได้สนับสนุนส่งเสริมให้ครู นักเรียน มีความรู้เกี่ยวกับการจัดทำบัญชีกิจกรรมสหกรณ์ กิจกรรมผลิตผลทางการเกษตร รวมทั้งส่งเสริมให้นักเรียนจัดทำบัญชีรับ-จ่ายส่วนตัว พร้อมทั้งส่งเสริมให้ครัวเรือนและชุมชน ได้เรียนรู้การทำบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน บัญชีต้นทุนอาชีพ สามารถทำบัญชีได้ และใช้บัญชีเป็นเครื่องมือพัฒนาอุปนิสัยของเยาวชน และประชาชนให้มีความละเอียดถี่ถ้วน มีวินัยทางการเงิน รู้จักคุณค่าของเงิน และรู้จักวิเคราะห์ตนเองด้านการเงินการบัญชี ที่จะนำไปสู่การพัฒนาสู่ความพอเพียง และมีอนาคตที่ยั่งยืน

รวมไปถึงการจัดทำโครงการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 60 พรรษา : พัฒนาการบัญชีเด็กและเยาวชน สร้างโรงเรียนต้นแบบ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2556-2558 โดยมีโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ 60 แห่ง เพื่อเป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดความรู้ด้านบัญชี โดยจัดตั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านบัญชีในพื้นที่ดำเนินการ 43 จังหวัด ประกอบด้วยโรงเรียนในสังกัด ตชด.38 แห่ง สพฐ.19 แห่ง พศ. 1 แห่ง กทม.1 แห่ง และอปท. 1 แห่ง

 

ปัญหาเกษตร ที่นี่มีคำตอบ : หางไหล พืชสมุนไพรไล่แมลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/172002

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

คำถาม ผมทราบมาว่า หางไหลใช้ไล่แมลงได้อย่างปลอดภัยต่อคน จึงขอทราบวิธีปลูก วิธี
ขยายพันธุ์ วิธีใช้ และใช้กำจัดแมลงอะไรบ้างครับ

อินทร์ วรรัถยา

อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก

คำตอบ หางไหล หรือโล่ติ๊น เป็นไม้เถาเลื้อยขนาดเล็ก เนื้อไม้แข็ง จัดเป็นพืชตระกูลถั่วชนิดหนึ่ง ชอบขึ้นได้ดีในพื้นที่ลุ่ม ไม่ชอบพื้นที่สูง ใบออกเป็นช่อ ชนิดที่มีใบย่อย 7 ใบ พืชสมุนไพรที่จัดอยู่ในตระกูลเดียวกับหางไหล ได้แก่ หางไหลแดง หางไหลขาว เถาวัลย์เปรียง ที่นิยมปลูกมากเป็นการค้าคือ หางไหลแดงพืชชนิดนี้ มีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่สำคัญคือ โรติโนน พบมากในราก มีฤทธิ์ฆ่าแมลง โดยการกินหรือการสัมผัสตัว และเป็นสารที่สลายตัวได้ง่าย เมื่อถูกความร้อนหรือแสงแดด สามารถนำมาใช้เป็นสารฆ่าแมลงได้ ทั้งในรูปรากแห้งและรากสด โดยสารสกัดจากรากหางไหลแห้งนี้ สามารถใช้กำจัดหนอนแมลงวัน แมลงวัน ลูกน้ำ ยุง และเห็บโค ได้ดี

สารโรติโนน ที่พบมากในส่วนที่เป็นรากของหางไหล มีฤทธิ์ในการป้องกันกำจัดแมลง และทำให้ปลาสลบได้ แต่ไม่มีพิษต่อคน จึงมีการนำมาใช้ในการป้องกันการกำจัดแมลงกันอย่างกว้างขวาง โดยเป็นสารที่ไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่ลำต้น เป็นพิษโดยการกินหรือโดยการสัมผัส การปลูกหางไหลในที่โล่งแจ้ง แสงแดดจัด ใช้เวลาปลูก 9 เดือน ก็สามารถผลิตสารโรติโนนได้ในปริมาณที่คุ้มค่า แต่ถ้าปลูกในที่ร่มรำไร แสงแดดน้อย ต้องใช้เวลาปลูก 1.5-2 ปี หางไหลแดงจะผลิตสารได้สูงสุดเมื่ออายุ 26 เดือน

การขยายพันธุ์ โดยวิธีปักชำ นำลำต้นมาตัดเป็นท่อนยาว 50 เซนติเมตร จะออกรากสมบูรณ์ภายใน 6 สัปดาห์

การเก็บเกี่ยว ทำโดยขุดรากที่อยู่ตื้นๆ เลือกเอาแต่รากขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2-6 เซนติเมตร จะเป็นรากที่มีสารมาก

การใช้น้ำสกัดจากสารรากหางไหล เพื่อนำมาป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช นับว่ามีความปลอดภัยต่อผู้ใช้ เพราะสารนี้ สลายตัวได้ง่าย และไม่ติดตกค้างอยู่ในต้นพืช จึงเหมาะในการนำมาใช้ในการเป็นสารป้องกันกำจัดแมลงในการปลูกพืชผักสวนครัว และพืชที่ปลูกอยู่ในบริเวณบ้าน

วิธีการสกัดสารนี้ ทำโดยการตัดรากหางไหลขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2-6 เซนติเมตร ล้างให้สะอาด ตัดเป็นท่อนๆ ยาว 5 เซนติเมตร บดด้วยหินหรือครก โดยใส่สบู่และน้ำลงไปเล็กน้อย สบู่จะช่วยให้สารนี้ละลายน้ำได้ดีขึ้น เมื่อบดรากจนละเอียดเหลือแต่เส้นใยและน้ำ กรองเอากากออกด้วยผ้าเนื้อละเอียด นำน้ำที่กรองได้มาเจือจางตามที่ต้องการ และนำไปใช้ได้ทันที อัตราส่วนที่เหมาะสมคือ ราก 4 ส่วน สบู่ 1 ส่วน น้ำ 225 ส่วน

สารออกฤทธิ์ในรากหางไหลถูกทำลายโดยแสงแดด ออกซิเจน และอุณหภูมิ ฤทธิ์ของสารนี้จะหมดไป เมื่อนำรากมาวางไว้ในแดดจัดในเวลา 1 สัปดาห์ แต่ถ้าเก็บไว้ในที่ร่ม จะยังคงเป็นฤทธิ์ได้ 2 สัปดาห์

แมลงเป้าหมาย ที่สามารถป้องกันและกำจัดได้ โดยสารที่สกัดได้จากรากหางไหล ได้แก่ หนอนกระทู้ผัก หนอนกะหล่ำ หนอนกินใบ หนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนใยผัก ด้วงเจาะเมล็ดถั่ว เพลี้ยอ่อนฝ้าย แมลงวันผลไม้ชนิดต่างๆ นอกจากนี้ ยังใช้ได้ดีกับเชื้อราที่ทำให้เกิดใบไหม้ของข้าวด้วย อย่างไรก็ตาม ต้องระวังในการใช้เนื่องจากสารนี้ มีฤทธิ์ทำลายแมลงที่เป็นประโยชน์ จำพวกตัวห้ำและด้วงเต่าด้วย

ที่ควรระวังคือ การใช้รากหางไหล ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง เพราะถ้าถูกกับผิวหนังจะทำให้เป็นผื่นคัน ถ้าสูดเอาผงหางไหลเข้าไป จะเกิดอาการชาที่ริมฝีปาก ลิ้น ลำคอ และสารนี้ มีความเป็นพิษต่อปลา ทำให้ปลาสลบได้ จึงไม่ควรนำสารนี้มาใช้ในพื้นที่ใกล้บ่อเลี้ยงปลา และสัตว์น้ำต่างๆ นะครับ

นาย รัตวิ

 

เกษตรฯจัดงาน’ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า’ วันที่1-15ส.ค.นี้ ที่อุทยานหลวงราชพฤกษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/171954

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2558, 16.49 น.
3 ส.ค. 58 นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในโอกาสเป็นประธานพิธีเปิดงาน โครงการเทิดพระเกียรติ “ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ปวงประชาถวายพ่อของแผ่นดิน”เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 87พรรษา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2557 โดยได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพในแต่ละเดือน ต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2558 ว่า ในเดือนสิงหาคม สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน), สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ร่วมเป็นเจ้าภาพหลักในการจัดแสดงนิทรรศการโครงการเทิดพระเกียรติ “ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ปวงประชาถวายพ่อของแผ่นดิน”ระหว่างวันที่ 1 ถึง 15 สิงหาคม 2558ณ อาคารนิทรรศการ 2 อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่

ซึ่งการจัดนิทรรศการในครั้งนี้มีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสิ้น 21 หน่วยงาน โดยภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมหลัก คือ การจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ปวงประชาถวายพ่อของแผ่นดิน”และกิจกรรมคู่ขนาน ได้แก่ การจัดเวทีเสวนาทางวิชาการ การสาธิตอาชีพเสริม การฝึกอบรมให้ความรู้ในการประกอบอาชีพด้านการเกษตร การออกร้านจำหน่ายสินค้าจากหน่วยงานและเกษตรกร การจัดกิจกรรมศึกษาดูงานการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำบนพื้นที่สูง และการจัดงาน “หว่านข้าววันแม่12 สิงหา” เป็นต้นนอกจากเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวไทยเสมอมาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระอัจฉริยภาพในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำแล้ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังได้น้อมนำแนวพระราชดำริมาปฏิบัติผ่านโครงการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนและช่วยแก้ปัญหาให้กับเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่เพาะปลูกที่อยู่ไกลแหล่งน้ำ ท้องถิ่นทุรกันดารที่มักจะประสบปัญหาภัยแล้ง อีกทั้งยังมีมาตรการช่วยเหลือ ซึ่งสามารถช่วยบรรเทาปัญหาให้กับเกษตรกรที่ประสบภัยได้  “การดำเนินการขับเคลื่อนโครงการเทิดพระเกียรติ  “ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ปวงประชาถวายพ่อของแผ่นดิน ”นี้ ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนคนไทยทุกภาคส่วน ได้ร่วมรณรงค์ให้ตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรน้ำ การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านโครงการต่างๆ ของหน่วยงานที่ได้เข้าร่วมจัดนิทรรศการด้วย” นายปีติพงศ์ กล่าว

 

เผยน้ำเข้าเขื่อนภูมิพล-สิริกิติ์เพิ่มขึ้น ชี้ภาคเหนือตอนล่างเริ่มเก็บเกี่ยวข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/171941

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2558, 16.33 น.
3 ส.ค. 58 ที่กรมชลประทาน สามเสน นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ฝ่ายบำรุงรักษา กล่าวภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ โดยระบุว่า กรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสนก.)  คาดการณ์ปริมาณฝนที่ตกทางตอนบนของประเทศยังมีปริมาณฝนตกอย่างต่อเนื่อง ในช่วงวันที่ 3-5 ส.ค.นี้หลังจากนั้นจะมีปริมาณฝนลดลงบ้าง ทั้งนี้ ปริมาณฝนของเดือนสิงหาคมจะใกล้เคียงค่าเฉลี่ยปกติ คือประมาณ 240 มิลลิเมตรต่อเดือน โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ในส่วนของปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำนั้น มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำเกือบทุกแห่ง ยกเว้นที่เขื่อนห้วยหลวง จ.อุดรธานี ยังไม่มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำ ทางด้านเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก และเขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำอย่างต่อเนื่อง ไม่ต่ำกว่าวันละ 20 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อแห่ง และในวันพรุ่งนี้อาจมีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว ส่วนที่เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จังหวัดพิษณุโลก จะลดการระบายน้ำลงเหลือวันละ 1 ล้านลูกบาศก์เมตรในวันพรุ่งนี้

ทั้งนี้ ในส่วนการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท เนื่องจากกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ คาดการณ์ว่าอิทธิพลน้ำทะเลหนุนซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยากำลังจะมีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ ดังนั้นกรมชลประทานจึงจะลดการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาเพื่อผลักดันน้ำเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยาลง จากเดิมวันนี้ที่ระบายประมาณ 95 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็นประมาณ 80 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในวันพรุ่งนี้ เพื่อรักษาระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาไว้ให้มากที่สุด
สำหรับสถานการณ์การเพาะปลูกของเกษตรกร เริ่มมีการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรแล้วในพื้นที่ทางตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา เช่นในพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายม-น่าน และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนนเรศวร ส่วนพื้นที่ทางตอนล่างของลุ่มน้ำเจ้าพระยา เริ่มมีปริมาณฝนตกในพื้นที่ ทำให้กรมชลประทานสามารถกระจายน้ำในระบบไปยังพื้นที่การเกษตรที่ต้องการน้ำ โดยเฉพาะนาข้าวกำลังตั้งท้องกว่า1.3 ล้านไร่ได้ต่อไป

 

ชาวบ้าน3ต.ยื่นหนังสือผู้ว่าฯแพร่ ขอสร้างอ่างเก็บน้ำชี้ภัยแล้งซ้ำซาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/171909

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2558, 14.15 น.
3 ส.ค. 58 เวลา 10.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันที่ ชาวบ้าน 3 ตำบล คือต.เวียงต้า ต.ต้าผามอก ต.บ้านปิน กว่า 200 คน เดินทางมายังศาลากลางจังหวัดแพร่ เพื่อยื่นหนังสือให้กับ นายศักดิ์ สมบุญโต ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ขอให้ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่แลงตอนล่าง เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งแก่ประชาชนลุ่มน้ำแม่ต้า โดยมีตัวแทนชาวบ้าน ที่เป็นแกนนำ 3 คน คือ นายพัฒนพงษ์  อุดตุ้ย , นางสงกรานต์  ธิราช  และนายนิตินัย ขันตา เป็นตัวแทนชาวบ้านมอบหนังสือให้กับ  นายอุดมเดช  เรืองสกุล วิศวกร วิศวกรชำนาญงานชลประทานแพร่ และนาย มาโนช  โพธิ์เนียม นิติกรชำนาญการศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดแพร่ รับเรื่องไว้

โดยความต้องการของชาวบ้าน ต้องการให้ มีการเร่งรัดในการตรวจสอบที่ดินในเชตพื้นที่ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่แลงตอนล่าง ประกอบด้วยห้วยแม่ทาม ห้วยแม่ต้า ห้วยภูไท ห้วยผานีด และห้วยแม่ตาก ขอให้ป่าไม้จังหวัดแพร่ ทำการตรวจสอบและยึดพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่ถูกบุกรุกคืน เพื่อใช้ประโยชน์ในการสร้างอ่าง และแก้ปัญหาภัยแล้ง ให้ครอบคลุมถึงประชาชน 3 ตำบลที่ได้รับความเดือดร้อน ขอให้แต่งตั้งคณะกรรมการในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ทั้งค่าชดเชยต่างๆที่เกิดขึ้น และ ขอความเป็นธรรมแก่ประชาชนส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบทั้ง 3 ตำบล

ด้าน นาย อุดมเดช  เรืองสกุล วิศวกรชำนาญการ สำนักงานชลประทานจังหวัดแพร่ กล่าวว่า อ่างเก็บน้ำแม่แลง ดังกล่าวมีการสำรวจออกแบบแล้วเมื่อปี 2547 ทางกรมชลประทาน ได้นำเรื่องเข้าเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่ที่บ้านแสนทอง หมู่ที่ 1 ต.เวียงต้า อ.ลอง จ.แพร่ เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ความกว้าง300 เมตร สูง 27.5 เมตร แต่ครอบคลุมเนื้อที่ป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน 919 ไร่ ต้องขออนุญาตกรมป่าไม้ และพื้นที่ครอบครองของประชาชนบางส่วนในพื้นที่หมู่ที่ 1 และ หมู่ที่ 10 ซึ่งจะได้นำหนังสือร้องเรียนดังกล่าวส่งต่อผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่และหาทางออกร่วมกันเพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์และความเป็นธรรมร่วมกันต่อไป

 

สอนอาชีพ-มอบวุฒิปวช.เกษตรกร กรมตรวจบัญชีฯจับมืออาชีวะเปิดห้องเรียนถึงพื้นที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/171830

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.
นายประยวน พันธ์สวัสดิ์ รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา โดยวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาและยกระดับสมาชิกสหกรณ์ และเกษตรกร ให้มีความรู้ความสามารถเพื่อนำไปพัฒนาและปรับปรุงแผนการผลิตให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานตามที่กำหนด โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์จะเข้าไปทำงานร่วมกับวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี 48 แห่งทั่วประเทศ โดยลงพื้นที่ร่วมกันเพื่อเข้าไปสอนเกษตรกรในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการแนะนำความรู้ขั้นตอนกระบวนการผลิตทั้งระบบ โดยเฉพาะพืชเฉพาะทางซึ่งขณะนี้รัฐบาลได้ให้ความสนใจในการพัฒนาคุณภาพผลผลิต โดยเฉพาะพืชพลังงาน อาทิ ปาล์ม มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด ส่วนพืชเศรษฐกิจ อาทิข้าว ทุเรียน ยางพาราฯลฯ เพื่อให้เกษตรกรได้ยกระดับการศึกษา เนื่องจากหากเกษตรกรผ่านการประเมินตามหลักสูตรที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกำหนด ก็จะได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

“กรมตรวจบัญชี จะนำร่องเกษตรกรในพื้นที่แปลงใหญ่ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดไว้เป็นพื้นฐานแล้ว ตามกลุ่มเป้าหมาย กว่า 10 แปลง โดยจะเน้นอ้อย มันสำปะหลัง ปาล์ม ข้าวโพด และพืชเศรษฐกิจ อาทิ ข้าว ยางพารา ทุเรียน มังคุด เป็นต้น ปัจจุบันมีครูบัญชี กว่า 2 หมื่นรายที่สามารถทำงานได้จริง สามารถเป็นตัวแทนของกรมในการสอนให้เกษตรกรมีความรู้ด้านบัญชี อีกทั้งกรมพร้อมเปิดตัวโครงการดังกล่าว และพร้อมที่จะลงพื้นที่เพื่อให้ความรู้การทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย บัญชีต้นทุนอาชีพให้กับเกษตรกร เพื่อมุ่งหวังให้เกษตรกรมีความรู้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น” นายประยวน กล่าว

สำหรับ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์มีภารกิจสำคัญในการส่งเสริมความรู้ทางบัญชี ไปสู่สถาบันเกษตรกร เกษตรกร และประชาชนทั่วไป ให้มีความรู้ด้านการจัดทำบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน และบัญชีต้นทุนอาชีพ โดยมีครูบัญชีอาสาเป็นกลไกสำคัญในพื้นที่ ในการสอนเข้าไปสอนแนะนำและพัฒนาขีดความสามารถความรู้ด้านบัญชีให้รู้จักใช้ข้อมูลจากการบันทึกบัญชีมาวิเคราะห์วางแผนประกอบอาชีพ เพื่อให้รู้ถึงรายได้ รายจ่าย หมดหนี้สิน มีเงินออม ควบคู่ไปกับการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 

รายงานพิเศษ : กระตุ้นคนไทยเดินตามในหลวง ใช้ประโยชน์จากน้ำอย่างรู้คุณค่าดับวิกฤติภัยแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/171827

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.
วิกฤตการณ์ภัยแล้งที่ดูหนักหน่วงสำหรับชาวไทยในปีนี้ใช่เพียงแต่ส่งกระทบต่อพื้นที่เพาะปลูกภาคเกษตรเท่านั้น ยังได้ส่งผลทบภาคอุตสาหกรรม ภาคครัวเรือนขาดแคลนน้ำกิน น้ำใช้ทุกหย่อมหญ้าอีกด้วย ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประเมินสถานการณ์และได้เตรียมแผนรับมือต่อภาวะวิกฤติดังกล่าวมาตั้งแต่ปลายปี 2557 ด้วยการจัดทำโครงการจัดกิจกรรมโครงการเทิดพระเกียรติ “ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ปวงประชาถวายพ่อของแผ่นดิน” ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (Campaign ตลอดทั้งปี 2558) โดยครั้งแรกได้จัดงานขึ้น 30 พฤศจิกายน – 6 ธันวาคม 2557 ณ บริเวณท้องสนามหลวง และถนนราชดำเนินนอก (แยกผ่านฟ้า – แยก จปร.)และจะมีขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงปลายปี 2558 นี้

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เลือกที่จะนำเสนอพระอัจฉริยภาพด้านการพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเผยแพร่เพื่อเป็นแบบอย่างให้คนไทยได้ตระหนัก และรณรงค์การใช้ประโยชน์จากน้ำอย่างรู้คุณค่า มีประสิทธิภาพสูงสุด /ทั้งจากภาคครัวเรือน ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และบริการ

การจัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความหลายหลายตามสาขา อาทิ การให้ความรู้เกี่ยวกับการปลูกข้าวแบบใช้น้ำน้อย ด้วยผลงานวิจัยและเทคโนโลยีเปียกสลับแห้ง Wet and dry  แสดงการใช้น้ำในกระบวนการผลิตปศุสัตว์ตั้งแต่ฟาร์ม โรงฆ่าสัตว์ซึ่งการแสดงนิทรรศการแต่ละเรื่อง สื่อให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพและพระราชกรณียกิจต่างๆ ในด้านน้ำทรงตระหนักถึงความสำคัญของน้ำแต่ละหยดเพียงใดรวมทั้งนำองค์ความรู้ต่างๆนำมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการน้ำด้วยตัวเราเองในฐานะสมาชิกหนึ่งของสังคมตลอดจนปลูกฝังแนวคิดด้านการอนุรักษ์น้ำและใช้ประโยชน์จากน้ำอย่างรู้คุณค่าให้กับเยาวชนอันจะเป็นรากฐานการพัฒนาชาติในอนาคต

นายสมชายกล่าวด้วยว่า ภายใต้โครงการเทิดพระเกียรติ“ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า จึงได้เน้นกิจกรรม 3 ส่วน ได้แก่ภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการและครัวเรือน  โดยภาคการเกษตร จะรณรงค์ให้เกษตรกรรู้จักการปลูกพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และแหล่งน้ำ หรือแม้แต่ลด/เลิกการเพาะปลูกพืช/กิจกรรมการเกษตรบางชนิดที่ไม่คุ้มค่ากับคุณค่าของน้ำและการลงทุน การทำการเกษตรในลักษณะเอื้อต่อกันในระบบ ลดการใช้น้ำฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็นของแต่ละกิจกรรมในฟาร์ม โดยถ่ายทอดเทคโนโลยีและวิทยาการใหม่ๆในการจัดการน้ำในระบบการผลิตให้เกษตรกรรายย่อย/กลุ่มเกษตรกร และผู้ประกอบการขนาดใหญ่ เช่น การใช้น้ำในการทำฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำระบบหมุนเวียนน้ำ และบำบัดคุณภาพน้ำตามธรรมชาติโดยไม่มีการระบายน้ำที่ผ่านการเลี้ยง การส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์น้ำที่ใช้น้ำน้อย อาทิ การเลี้ยงปลาดุก การเลี้ยงกบ การทำระบบ Zero Waste ในฟาร์มปศุสัตว์ การแปรรูปจากน้ำสาวไหม หรือการปลูกพืชใช้น้ำน้อยแทนการปลูกข้าวโดยเฉพาะพื้นที่การปลูกข้าวในภาคกลาง

ส่วนภาคอุตสาหกรรม รองปลัดกระทรวงเกษตรฯกล่าวว่า ก็จะเน้นรณรงค์การใช้น้ำในโรงงานอุตสาหกรรมอย่างประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยมีการหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ การปรับระบบการใช้น้ำในกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม เช่น ใช้น้ำเพื่อลดความร้อน/การชะล้าง มาสู่ระบบอื่นทดแทน และการปรับเทคโนโลยีการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงให้มากขึ้น โดยส่งเสริมอุตสาหกรรมที่มีการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อลดอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ลดน้อยลงและหมดไปในที่สุด

ในขณะภาคบริการและครัวเรือน  จะเน้นส่งเสริมกิจกรรมที่ใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคบริการที่มีการใช้น้ำเป็นปริมาณมากๆ เช่น โรงแรม สถานบันเทิง ร้านอาหาร และกิจกรรมอื่นๆ ในเมืองใหญ่ และการสนับสนุนการใช้น้ำในครัวเรือนเท่าที่จำเป็นและประหยัดรวมทั้งการหมุนเวียนการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดในกิจกรรมต่างๆ ของครัวเรือน เช่น การซักล้าง การรดน้ำต้นไม้ การล้างรถ เป็นต้น

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรมั่นใจว่า โครงการดังกล่าวจะช่วยเพื่อกระตุ้นเตือนให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญต่อสถานการณ์ความเสี่ยงภาวะขาดแคลนน้ำในปัจจุบันและรณรงค์ให้ทุกคนตระหนักถึงการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าและความยากลำบากในการได้มาของน้ำแต่ละหยด เพื่อให้เกิดการสร้างความร่วมมือของคนในชาติในการใช้ประโยชน์จากน้ำอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เป็นการปลูกฝังแนวคิดด้านการอนุรักษ์น้ำให้กับเยาวชน อันจะเป็นรากฐานการพัฒนาชาติอย่างยั่งยืนทั้งปัจจุบันและอนาคต

 

เกษตรฯรณรงค์ซื้อผ้าไหมให้แม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/171824

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

นางวีณา พงศ์พัฒนานนท์ อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า ผ้าไหมไทยเป็นมรดกของชาติไทยที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์และสวมใส่ สามารถสวมใส่ได้ทุกเพศทุกวัย และทุกสถานที่ ซึ่งปัจจุบันมีการออกแบบที่หลากหลายและทันสมัยมากขึ้น สามารถสวมใส่สบายได้ในชีวิตประจำวัน แต่หาก สวมใส่ออกงานที่ใช้การตัดเย็บอย่างพิถีพิถันก็จะดูเรียบหรู และสะท้อนถึงรสนิยมได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้การซื้อผ้าไหมมาสวมใส่หรือมอบให้กับผู้ที่เคารพรักยังเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรไทยผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมของไทยให้มีรายได้มากขึ้นด้วย

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงมีต่อเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และเป็นการแสดงออกถึงความรักและความระลึกถึงพระคุณของแม่ เนื่องในวันแม่แห่งชาติ กรมหม่อนไหมจึงรณรงค์เชิญชวนให้ประชาชนทั่วไป “ซื้อผ้าไหมให้แม่” เพื่อเป็นของขวัญอันล้ำค่าให้กับแม่ หรือผู้ที่เคารพรักตลอดเดือนสิงหาคมนี้

ผู้สนใจสามารถติดต่อซื้อผ้าไหม ได้ที่กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน ตลอดจนร้านจำหน่ายผ้าไหมทั่วประเทศ รวมทั้งงานตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย ครั้งที่ 10 ประจำปี 2558 ในระหว่างวันที่ 7-11 สิงหาคม 2558 ณ ฮอลล์ 8 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กรมหม่อนไหม 0-2558-7924-6 หรือที่ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ ทั่วประเทศ

 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,328 other followers

%d bloggers like this: