Tag Archives: เกษตร

ชาวนาเฮ!กรมชลฯทยอยส่งน้ำ ปลูกข้าวนาปีเต็มพื้นที่10ล้านไร่

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/158946

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2558, 14.37 น.
20 พ.ค.58 นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้ส่งน้ำเข้าระบบพื้นที่ชลประทาน 7.5 ล้านไร่ และพื้นที่นอกเขตอีก 2.5 ล้านไร่ รวมพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปี 10 ล้านไร่ เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา 21 จังหวัด ได้ลงมือปลูกข้าวตั้งแต่ต้นฤดู ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากขณะนี้มีปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพล 4,763 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 36% เขื่อนสิริกิติส์ 4,272 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 45% ซึ่งปริมาณน้ำทั้งสองเขื่อนใหญ่มีมากว่าปี 57 ร้อยละ 3 ทำให้สามารถส่งน้ำสนับสนุนการเพาะปลูกข้าวตามฤดูกาลได้ทั้งหมด 10 ล้านไร่ ในลุ่มเจ้าพระยา โดยมีการปล่อยระบายน้ำรวม 62 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน โดยปล่อนจากเขื่อนภูมิพล 22 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนสิริกิติส์ 33 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ แห่งละ 3.5 ล้านลูกบาศก์เมตร สำหรับพื้นที่ลุ่มแม่กลอง 7 จังหวัด สามารถลงมือเพาะปลูกฤดูนี้ได้ในวันที่ 1 ก.ค.เป็นต้นไป

ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าฝนจะตกในปลายสัปดาห์ที่สามของเดือน พ.ค.ซึ่งกรมชลประทานจึงส่งน้ำไปเสริมน้ำฝนที่คาดว่าจะตกล่าช้าออกไป เพื่อช่วยเตรียมแปลงให้เกษตรกร เพราะปริมาณมีเพียงพอสำหรับการเพาะปลูกต้นฤดูปีนี้ หลังจากประเทศไทยประสบภาวะภัยแล้งและได้ประกาศงดส่งน้ำ ทำนาปรังในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาและลุ่มแม่กลอง ตั้งแต่ 1 พ.ย.57 จนถึง 30 เม.ย.58

ส่องเกษตร : เชือดพวกโกงสูบเลือดเกษตรกร

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/158839

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.
สัปดาห์ที่แล้ว วงการที่ทำงานด้านต่อต้านคอร์รัปชั่น ออกอาการคึกคักและพอใจยิ่ง ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.แสดงการเอาจริงจัดการผู้ที่พัวพันการทุจริต โดยใช้“ดาบ”อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 รัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 “ฟัน”ข้าราชการระดับสูง จนถึงเจ้าหน้าที่ ผู้บริหารองค์กรปกครองท้องถิ่น กระเด็นกระดอน ทั้งโยกย้ายและพักงานรวมจำนวนทั้งสิ้น 45 คน

ใน 45 คนนี้ เป็นข้าราชการ 24 คน ตั้งแต่ระดับปลัดกระทรวง,รองปลัดกระทรวง,อธิบดี,รองอธิบดี,ผู้ตรวจราชการกระทรวง,จเรตำรวจ,ผู้ว่าราชการจังหวัด,นายอำเภอ จนถึงระดับซี 7 ซี 8 โดยถูกคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 16/2558 ย้ายออกจากตำแหน่งเดิม ให้ไปอยู่ใน “กรุ” ระหว่างรอการตรวจสอบคดีทุจริตต่างๆ ที่พัวพันเกี่ยวข้องอยู่

หลายคนที่ติดตามข่าวสารอยู่คงพอรู้ที่มาอยู่ ก็ขอสรุปสั้นๆ ไว้ตรงนี้ว่า คำสั่งที่ออกมา เป็นผลสืบเนื่องจากที่ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ หรือ ศอตช.ที่พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม เป็นประธาน ได้ให้หน่วยงานปราบปรามคอร์รัปชั่น ทั้ง ป.ป.ช.–คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ,ป.ป.ท.-คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ และสตง.-สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน รวบรวมรายชื่อข้าราชการระดับสูงที่ถูกสอบพัวพันทุจริต จัดทำเป็นบัญชีลอตแรกราว 100 รายชื่อ เสนอต่อนายกรัฐมนตรีให้ใช้ “อำนาจพิเศษ” จัดการโยกย้ายพ้นตำแหน่งไปก่อน เพราะแม้จะมีหลักฐานจากการสอบสวนในระดับที่เชื่อได้ว่า เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดแน่ๆ แต่การจะเอาผิดให้ได้จริงๆ ยังต้องมีกระบวนการตรวจสอบไต่สวนไปถึงขั้นดำเนินคดีอีกยาวนาน ถ้ารอขั้นตอนปกติของระบบราชการ บุคคลเหล่านี้ก็ยังสามารถอยู่ในตำแหน่งเดิมต่อไปก่อน จนอาจเป็นอุปสรรคต่อการติดตามหาหลักฐานต่างๆ หรือทำให้พยานเกรงกลัว ไม่กล้าให้ข้อมูลใดๆ ได้

อันเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้การเอาผิดคดีทุจริตคอรัปชั่นต่างๆ ที่ผ่านมา ขาดประสิทธิภาพ เอาผิดไม่ค่อยได้ หรือถูกถ่วงคดีให้ล่าช้าเป็นอย่างยิ่ง

ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 16/2558 นี้ ยังกำหนดให้เปิดกรอบอัตรากำลังชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษในสํานักนายกรัฐมนตรีจํานวน 100 อัตราเพื่อรองรับด้วย พูดง่ายๆ คือ เปิด 100 เก้าอี้ที่จะนำข้าราชการที่พัวพันทุจริต มาเก็บไว้ใน “กรุ” สำหรับลอตต่อๆไปที่จะตามมาอีก เพราะ ศอตช.ของพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา มีการเตรียมเสนอ “บัญชีดำ”ลอตที่ 2 ที่ 3 ต่อไปแล้ว

ย้อนกลับมาที่ 24 ข้าราชการจาก 45 รายชื่อที่ถูก“เชือด”ลอตแรกนี้ ปรากฏว่า มีข้าราชการระดับไม่เล็กไม่ใหญ่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดนไปด้วย 2 ราย คือ นายปัญญา ศิลปะ เกษตรจังหวัดนครราชสีมา และนายอุดร ชมาฤกษ์ เกษตรจังหวัดอุบลราชธานี

จากการตรวจสอบพบว่า เรื่องทุจริตที่ลากทั้ง 2 คนนี้เข้าไปติดร่างแหด้วยนั้น เกี่ยวข้องกับการอนุมัติใช้จ่ายงบช่วยเหลือภัยพิบัติ ซึ่งความผิดเรื่องนี้มีข้าราชการกระทรวงมหาดไทยอีก 10 คนโดนคำสั่ง“เชือด” พร้อมกันด้วย คือ นายแก่นเพชร ช่วงรังษี รองปลัดกระทรวงมหาดไทย,นายกิตติภพ ตราชูวณิช ผู้ตรวจราชการกรมการปกครอง,นายนพวัชร สิงห์ศักดา ผวจ.อุดรธานี,นายเวชสุวรรณ อาจวิชัย หัวหน้าสํานักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.มุกดาหาร,นายนิรันดร์ บุญสิงห์
หัวหน้าสํานักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.สุรินทร์, นายพรต ภูภักดิ์ นายอําเภอเชียงยืน จ.มหาสารคาม,นายภัลลพ
พิลา นายอําเภอเมืองสระบุรี,นายสมภพ ร่วมญาติ นายอําเภอโนนสะอาด จ.อุดรธานี,นายอรรณพ อกอุ่น นายอําเภอเมืองอุบลราชธานี และนายวีรชาติ ผ่องโชติ นายอําเภอตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี

คดีนี้ เป็นเรื่องที่สตง.และป.ป.ช.ตรวจสอบพบความผิดปกติ โครงการช่วยเหลือชาวสวนยางและชาวนาผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉินช่วงปีงบประมาณ 2554 และ 2555 ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รวมแล้ว 22 จังหวัด ส่วนใหญ่อยู่ทางภาคอีสานและภาคเหนือ
โดยจัดซื้อสารเคมียาปราบศัตรูพืชและโรคระบาดในยางพารา ราคาแพงเกินจริง ร่วมทั้งจัดซื้อในพื้นที่ซึ่งไม่ได้เกิดภัยพิบัติจริง บางจังหวัดใช้เงินสูงกว่าปกตินับพันล้าน สตง.ได้ชี้มูลความผิดทางแพ่งกับข้าราชการมหาดไทยหลายจังหวัด และส่งเรื่องให้ป.ป.ช.เอาผิดตามกฎหมายทุจริต

นับเป็นคดีทุจริตเลวร้าย โกงกินงบฯช่วยเหลือเกษตรกร โดยมีข้าราชการกระทรวงเกษตรฯร่วมมือกับฝ่ายมหาดไทยด้วย และคดีโกงกินแบบนี้ มีมาอย่างยาวนาน

ก็หวังว่าในยุค คสช.นี้ จะได้ช่วยกวาดล้างการโกงกินเหล่านี้ ไม่ได้หวังว่า
จะสิ้นซากได้ แต่อย่างน้อยเลือดเนื้อเกษตรกรที่ถูก “สูบ” ไป คงลดน้อยลงบ้าง

สาโรช บุญแสง

เกษตรฯจัดแข่งสาวไหมระดับประเทศ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/158836

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

อนุรักษ์ภูมิปัญญา-ส่งเสริมการตลาดผ้าไหมไทย

นายอำนวย ปะติเส รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมหม่อนไหม ได้จัดงานแข่งขันสาวไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้าน การประกวดกองเชียร์และการแข่งขันทำสิ่งประดิษฐ์จากรังไหม ระดับประเทศ ประจำปี 2558 และงานประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการตลาดผ้าไหมตรานกยูงในภูมิภาค ปี 2558 เมื่อวันที่ 15- 17 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่สนามหน้าที่ว่าการอำเภอเมือง จ.มหาสารคาม เพื่อให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคได้มีโอกาสมีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของตลาด

ขณะที่ภูมิปัญญาการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม โดยเฉพาะการสาวไหมไทยพื้นบ้านนั้นมีเสน่ห์และเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง สามารถจัดทำเป็นกิจกรรมสอดแทรกในจุดท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้านหม่อนไหมได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้เกษตรกรยังควรเพิ่มมูลค่าผลผลิตหม่อนไหมนอกเหนือจากการทอผ้าไหม โดยการแปรรูปเพิ่มมูลค่าผลผลิตหม่อนไหมชนิดอื่นๆ เช่น การทำสิ่งประดิษฐ์จากรังไหม การแปรรูปดักแด้ การผลิตเครื่องสำอางจากโปรตีนไหม การทำชาหม่อน น้ำหม่อนพร้อมดื่ม การทำไอกรีมจากผลหม่อน เป็นต้น ซึ่งองค์ความรู้ทั้งหมดเหล่านี้กรมหม่อนไหมได้ถ่ายทอดความรู้สู่เกษตรกร ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมีความมั่นใจ ในการทำอาชีพนี้มากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันนี้เกษตรกรบางรายสามารถยึดอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็นอาชีพหลักได้แล้ว มีรายได้พอใช้จ่ายในครอบครัว ตลอดจนเป็นทุนการศึกษาให้กับบุตรหลานได้อีกด้วย

 

ด้าน นางวีณา พงศ์พัฒนานนท์ อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า กรมหม่อนไหมมีภารกิจในการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมครบวงจร ตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการตลาดผลิตภัณฑ์ ดังนั้น เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน กรมหม่อนไหมจึงจัดโครงการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการตลาดผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานในภูมิภาค พร้อมกับการแข่งขันสาวไหม การประกวดกองเชียร์ และการแข่งขันทำสิ่งประดิษฐ์จากรังไหม รอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ หมุนเวียนจัดกิจกรรมงานไปตามจังหวัดต่างๆ ที่มีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็นจำนวนมาก และในปีนี้กรมหม่อนไหมร่วมกับจังหวัดมหาสารคามเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 150 ปี เมืองมหาสารคาม และด้วยจังหวัดมหาสารคามมีเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมากกว่า 9,000 ราย ได้ผลผลิตเส้นไหมปีละประมาณ 38-40 ตัน มีการผลิตผ้าไหมลายที่มีชื่อเสียงและเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดคือ ลายสร้อยดอกหมาก ซึ่งในปีนี้การแข่งขันสาวไหมไทยพื้นบ้าน จำนวน 60 ทีม เพื่อส่งเสริมและร่วมกันอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น การประกวดกองเชียร์สาวไหมเพิ่มความสนุกสนานในงาน และการแข่งขันสิ่งประดิษฐ์จากรังไหมเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตให้สูงขึ้น

แจงสี่เบี้ย : แนะวิธีปลูกพืชน้ำมันในพื้นที่แห้งแล้งให้ได้ผลผลิตดี (2)

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/158833

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2548 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จเป็นการส่วนพระองค์ ทรงปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่แปลงทดลอง 3 ต้น และปลูกสบู่ดำ 3 ต้น จากนั้นโครงการได้ปลูกเพิ่มเติมอีก 185 ไร่ มีระบบให้น้ำทั้งแปลงโดยอาศัยน้ำจากแหล่งน้ำและการจัดการน้ำ เพื่อให้สามารถปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่แห้งแล้งได้ เมื่อได้ผลผลิตก็นำไปสกัดเป็นไบโอดีเซลใช้ทดแทนน้ำมันดีเซล อีกทั้งเป็นแหล่งในการเผยแพร่ความรู้ด้านการปลูกปาล์มในพื้นที่แห้งแล้งให้เกษตรกรและผู้สนใจ

สำหรับพันธุ์ปาล์มที่นำมาปลูกมี 2 พันธุ์ คือ พันธุ์สุราษฎร์ 2 และพันธุ์คอมแพคไนจีเรีย โดยปลูกใกล้กับแหล่งน้ำ คือ อ่างเก็บน้ำห้วยไม้ตาย การปลูกปาล์มในพื้นที่แห้งแล้งนั้น สิ่งที่จำเป็นคือระบบการให้น้ำ การปรับปรุงบำรุงดิน การใช้ปุ๋ยอินทรีย์และวัสดุคลุมดิน โดยในช่วงแรกของการปลูก จะใช้ปุ๋ยพืชสดประมาณ 1-3 ปี ส่วนวัสดุคลุมดินที่ใช้คลุมโคนต้น เช่น ทลายปาล์ม จะทำหน้าที่ซับน้ำ ช่วยให้ประหยัดน้ำและลดค่าใช้จ่ายการให้น้ำในฤดูแล้ง ส่วนการดูแลรักษาต้องกำจัดวัชพืชและใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน

ปัจจุบันปาล์มน้ำมันที่ปลูกมีอายุประมาณ 10 ปี โดยพันธุ์สุราษฎร์ 2 ให้ผลผลิตเฉลี่ย 4 ตัน/ไร่/ปี ถ้าเป็นช่วงฤดูฝนผลผลิตจะอยู่ที่ 5-6 ตัน/ไร่/ปี ส่วนพันธุ์คอมแพคไนจีเรีย เป็นพันธุ์ที่ต้องการน้ำและปุ๋ยมาก จะให้ผลผลิตค่อนข้างต่ำ เฉลี่ย 1-2 ตัน/ไร่/ปี ส่วนผลผลิตของปาล์มที่ได้จะเข้าสู่โรงงานสกัดน้ำมันพืชที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของโครงการ เป็นโรงงานสกัดน้ำมันพืชและไบโอดีเซลครบวงจร ของมูลนิธิชัยพัฒนา

ส่วนสบู่ดำ จะปลูกไม่มากนัก โดยปลูก 2 พันธุ์ คือ พันธุ์แรกเป็นพันธุ์ที่ปรับปรุงโดยกรมวิชาการเกษตร อีกพันธุ์เป็นพันธุ์อินเดีย การเจริญเติบโตดี สามารถเก็บผลผลิตได้ปีละ 2 ครั้ง ผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 300-400 กิโลกรัมต่อไร่ ส่วนการสกัดจะใช้เครื่องบีบน้ำมัน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร โดยเม็ดสบู่ดำ 4 กิโลกรัมจะบีบน้ำมันได้ 1 ลิตร แต่ปัจจุบันไม่ได้มีการปลูกเพิ่มเติม เนื่องจากพันธุ์สบู่ดำที่นำมาปลูกให้ผลผลิตไม่แน่นอน

เนื่องในโอกาสครบรอบ 52 ปี วันสถาปนากรมพัฒนาที่ดิน ปี 2558 นี้ กรมพัฒนาที่ดินได้จัดงาน “60 พรรษา เจ้าฟ้าแห่งการพัฒนาที่ดิน” เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เนื่องในโอกาสพระชนมายุ 60 พรรษา โดยจะมีการจัดนิทรรศการต่างๆ มากมาย รวมทั้งนิทรรศการโครงการปลูกปาล์มน้ำมันและสบู่ดำเพื่อผลิตพลังงานทดแทนในพื้นที่แห้งแล้งร่วมด้วย เพื่อให้เกษตรกรและผู้ที่สนใจได้เรียนรู้แนวพระราชดำริของพระองค์ท่านว่า สามารถนำไปใช้ในเรื่องพลังงานทดแทนซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญได้

รายงานพิเศษ : เจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดินทำเกษตรพอเพียงในบ้าน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/158685

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.
รายงานพิเศษ : เจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดินทำเกษตรพอเพียงในบ้าน

เป็นตัวอย่างใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

จากสภาวะเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง ข้าวของเครื่องใช้ทุกชนิดมีการปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ราคาพืชผลทางการเกษตรที่เกษตรกรขายได้หลายชนิดมีความผันผวน ราคาตกต่ำ ส่งผลให้ความเป็นอยู่ของเกษตรกรจำนวนมากต้องประสบกับภาวะหนี้สิน เนื่องจากขายผลผลิตได้ราคาต่ำ แต่มีต้นทุนที่สูง รวมถึงมีค่าใช้จ่ายในครัวเรือนเพิ่มขึ้น

นายมงคล ทองจิบ ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินสตูล สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 12 กรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า สถานีพัฒนาที่ดินสตูล ได้รับมอบหมายจากอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินให้สำรวจพื้นที่ภายในสถานีพัฒนาที่ดินสตูล ว่าพื้นที่เหลือส่วนไหนที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ให้นำมาใช้ประโยชน์สูงสุด โดยจากการสำรวจพบว่ามีพื้นที่ประมาณ 50 ไร่ ยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ จึงเชิญชวนให้เกษตรกรหรือชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียงเข้ามาร่วมทำประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าว โดยแบ่งพื้นที่ให้รายละ 16 ตารางเมตร (4×4 เมตร) แต่ละล็อคจะปลูกหญ้าแฝกเป็นกำแพงกั้นพื้นที่ และให้ใช้ปลูกพืชผักผสมผสานโดยทางสถานีพัฒนาที่ดินได้สนับสนุนปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ และมีแหล่งน้ำให้ใช้ เพื่อให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นจุดเรียนรู้ด้านการใช้ประโยชน์พื้นที่และเรียนรู้การพัฒนาที่ดินไปในคราวเดียวกัน ซึ่งเกษตรกรจะมาร่วมกันผลิตปุ๋ยที่นี่และนำกลับไปใช้พื้นที่ของตนเองเพื่อลดต้นทุนการผลิต หรือชาวบ้านรายใดต้องการไปดำเนินการในพื้นที่ของตนเอง ทางเจ้าหน้าที่ก็จะไปช่วยส่งเสริมสนับสนุน เนื่องจากทุกวันนี้ราคาสินค้าทุกชนิดราคาแพง หากทุกคนปลูกผักไว้บริโภคในครัวเรือนได้เองก็จะลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้

นอกจากการใช้พื้นที่ของสถานีพัฒนาที่ดินที่เปิดเป็นจุดเรียนรู้ให้กับผู้สนใจแล้ว ก็มีเจ้าหน้าที่ของสถานีพัฒนาที่ดินสตูลเองได้นำกิจกรรมดังกล่าว กลับไปดำเนินการที่บ้านของตนเองเพื่อเป็นจุดเรียนรู้ให้กับเพื่อนบ้านได้ศึกษาและเป็นการต่อยอดผลงานของพัฒนาที่ดินกระจายสู่ชุมชนได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น

นายวีรยุทธ รัตนพันธุ์ เจ้าหน้าที่สถานีพัฒนาที่ดินสตูล เล่าว่า ตนได้นำพื้นที่บริเวณรอบบ้านที่มีอยู่ 1 งาน มาใช้ประโยชน์โดยการปลูกผักผสมผสาน คือจะปลูกทุกอย่างที่ต้องใช้ในครัวเรือนทั้งหมดไม่ต้องไปหาซื้อที่ไหนให้สิ้นเปลือง ไม่ว่าจะเป็น คะน้า กวางตุ้ง แตงกวา โหระพา ใบบัวบก พริก มะละกอ และอีกหลากหลายชนิดก็จะปลูกหมุนเวียนตามฤดูกาล  โดยประยุกต์ใช้แกลลอนน้ำตาลจากสถานีพัฒนาที่ดินที่แตกหักเสียหายไม่ได้ใช้ประโยชน์นำมาตัดเป็น 2 ท่อน เพื่อใช้เป็นกระบะปลูกผัก หรือใช้วัสดุชนิดอื่นที่หาได้อย่างเข่งเก่ามาใช้อย่างคุ้มค่า เนื่องจากการปลูกผักในกระบะจะเหมาะกับสภาพพื้นที่น้อย และยังสามารถเคลื่อนย้ายได้โดยเฉพาะหนีแมลงศัตรูพืชที่จะเข้ามาทำลายผลผลิต เนื่องจากผักที่นี่จะเป็นผักปลอดสารพิษ ไม่ใช้สารเคมีจะใช้ผลิตภัณฑ์พด. ทั้งปุ๋ยหมัก พด.1 น้ำหมักชีวภาพ

ผลจากการปลูกผักสวนครัวไว้บริโภคในครัวเรือน นอกจากได้บริโภคผักปลอดสารพิษ สุขภาพแข็งแรงแล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนลงได้กว่า 20% ซึ่งผักที่เหลือจากการบริโภคก็ได้แจกจ่ายให้กับชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงนำไปบริโภค แต่ด้วยปริมาณที่ปลูกมากก็ยังเหลือ จึงนำไปส่งให้กับแม่ค้าในตลาดสดทุกวัน ได้รายได้วันละ 300 บาทต่อวัน ก็นับเป็นรายได้เสริมที่ไม่น้อยทีเดียว

“สิ่งที่ตนลงมือทำเป็นตัวอย่าง ส่งผลให้ชาวบ้านในพื้นที่บ้านซอย 8 ม.7 ต.ควนกาหลง อ.ควนกาหลง จ.สตูล ที่มีอยู่ประมาณ 100 ครัวเรือน ในจำนวนนี้กว่า 50 ครัวเรือนได้ดำเนินการปลูกผักปลอดสารพิษไว้บริโภคเองแล้ว ทั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่พัฒนาที่ดิน และชาวบ้านที่มีความตั้งใจและเห็นประโยชน์กับการทำสิ่งนี้จนประสบความสำเร็จ ทางนายอำเภอควนกาหลง ได้ประกาศให้บ้านซอย 8 เป็นพื้นที่ต้นแบบหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง และนำคณะผู้สนใจมาดูงานอย่างต่อเนื่อง” นายวีรยุทธ กล่าวทิ้งท้าย

นี่เป็นภารกิจหนึ่งในการขยายผลงานด้านการพัฒนาที่ดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ของสถานีพัฒนาที่ดินสตูล รูปแบบใหม่ที่ได้ผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจ

ปัญหาเกษตรที่นี่มีคำตอบ : การผลิตข้าวอินทรีย์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/158683

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

คำถาม ขอความรู้วิธีการปลูกข้าวอินทรีย์ และวิธีการดูแลรักษา และจะทำอย่างไรจึงจะได้ผลผลิตสูง จะต้องเลือกพันธุ์ข้าวอย่างไรครับ

กรกฎ สร้อยสินธุ์

อ.เมือง จ.สุรินทร์

คำตอบ ข้าวอินทรีย์คือข้าวที่ได้จากการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ ซึ่งเป็นวิธีการผลิตที่หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี หรือสารสังเคราะห์ต่างๆ เช่น ปุ๋ยเคมี สารควบคุมการเจริญเติบโต สารควบคุมและกำจัดวัชพืช สารป้องกันกำจัดโรคแมลงและสัตว์ศัตรูข้าว ในทุกขั้นตอนของการผลิต และในระหว่างการเก็บรักษาผลผลิต

การเตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าว เลือกใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ได้มาตรฐาน ผลิตจากแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ได้รับการดูแลอย่างดี การเลือกใช้พันธุ์ข้าว ส่วนใหญ่ใช้พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 และ กข.15 ซึ่งทั้งสองพันธุ์นี้ เป็นข้าวที่มีคุณภาพเมล็ดดีเป็นพิเศษ

วิธีการปลูก การเตรียมดิน โดยการไถดะ ไถแปร คราด และทำเทือก ปลูกข้าวแบบปักดำ ต้นกล้าที่ใช้ปักดำ ควรมีอายุประมาณ 30 วัน เลือกต้นกล้าที่เจริญเติบโตแข็งแรงดี ปราศจากโรคและแมลงทำลาย ให้ใช้ระยะปลูกถี่กว่า คือประมาณ 20×20 เซนติเมตร และใช้ต้นกล้า 5 ต้นต่อกอ

การจัดการดิน ไม่เผาตอซัง ฟางข้าว และเศษวัสดุอินทรีย์ในนา เพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน โดยการปลูกพืชปุ๋ยสด จำพวกพืชตระกูลถั่ว ไม่ควรปล่อยที่ดินให้ว่างเปล่าก่อนปลูกข้าวและหลังเก็บเกี่ยวข้าว  ควรปลูกพืชคลุมดิน โดยเฉพาะพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วพุ่ม ถั่วพร้า โสน เป็นต้น ป้องกันการสูญเสียหน้าดินเนื่องจากการชะล้าง โดยใช้วัสดุคลุมดิน พืชคลุมดิน และควรมีการไถพรวนอย่างถูกวิธี ควรวิเคราะห์ดินนาทุกปี แล้วแก้ไขภาวะความเป็นกรดเป็นด่างของดินให้เหมาะสม (ค่า pH ประมาณ 5.5-6.5) ถ้าพบว่าดินมีความเป็นกรดสูง แนะนำให้ใช้ปูนมาร์ล ปูนขาว หรือขี้เถ้าไม้ ใส่เพื่อปรับปรุงสภาพดิน

การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ หลีกเลี่ยงการใช้ปุ๋ยเคมีสังเคราะห์ทุกชนิด ปุ๋ยอินทรีย์จากธรรมชาติที่ควรใช้ ได้แก่ ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยมูลสัตว์ในบริเวณไร่นา ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด เลือกชนิดที่เหมาะสมกับสภาพ ควรปลูกก่อนปักดำข้าว เมื่อพืชปุ๋ยสดอายุประมาณ 50-55 วัน

ให้ทำการไถกลบพืชปุ๋ยสด ก่อนการปลูกข้าว เช่น โสนอัฟริกัน ประมาณ 70 วัน โดยใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ ประมาณ 7 กิโลกรัมต่อไร่ หากจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยฟอสฟอรัสช่วยเร่งการเจริญเติบโต แนะนำให้ใช้หินฟอสเฟตบดละเอียดแทน ใส่ตอนเตรียมดินปลูก

การใช้อินทรียวัตถุบางอย่างทดแทนปุ๋ยเคมี คือ แหล่งธาตุไนโตรเจน เช่น แหนแดง สาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียว กากเมล็ดสะเดา เลือดสัตว์แห้ง กระดูกป่น แหล่งธาตุฟอสฟอรัส เช่น หินฟอสเฟต กระดูกป่น มูลไก่ มูลค้างคาว กากเมล็ดพืช ขี้เถ้าไม้ สาหร่ายทะเล แหล่งธาตุโพแทสเซียม เช่น ขี้เถ้า และหินปูนบางชนิด แหล่งธาตุแคลเซียม เช่น ปูนขาว โดโลไมท์ เปลือกหอยป่น กระดูกป่น เป็นต้น

การควบคุมวัชพืช หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสังเคราะห์ทุกชนิด ในการควบคุมวัชพืช ให้ควบคุมโดยวิธีการถอน การคลุมดิน การจัดการระดับน้ำควบคุมวัชพืช และการใช้เครื่องมือ

การป้องกันกำจัดโรค แมลง และสัตว์ศัตรูพืช ไม่ใช้สารเคมีทุกชนิด ให้ใช้ข้าวพันธุ์ต้านทาน เตรียมแปลงที่เหมาะสม ใช้อัตราเมล็ด และระยะปลูกที่เหมาะสม ปลูกพืชหมุนเวียน รักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินและธาตุอาหาร มีการจัดการน้ำเพื่อให้ต้นข้าวเจริญเติบโตดี สมบูรณ์และแข็งแรง ลดการทำลายของโรคแมลงและสัตว์ศัตรูข้าวได้ ให้ใช้สารสกัดจากพืช เช่น สะเดา ข่า ตะไคร้หอม ใบแคฝรั่ง และให้ใช้วิธีกล เช่น ใช้แสงไฟล่อ ใช้กับดัก ใช้กาวเหนียว เป็นต้น

การจัดการน้ำ ในระยะปักดำจนถึงแตกกอ ควรรักษาระดับน้ำให้อยู่ที่ประมาณ 5 เซนติเมตร แต่ถ้าต้นข้าวขาดน้ำ จะทำให้วัชพืชเติบโตแข่งขันกับต้นข้าวได้ ระดับน้ำที่เหมาะสมประมาณ 5-15 เซนติเมตร จนถึงระยะก่อนเก็บเกี่ยวประมาณ 7-10 วัน จึงระบายน้ำออก เพื่อให้ข้าวสุกแก่พร้อมกัน และพื้นนาแห้งพอเหมาะต่อการเก็บเกี่ยว

การเลือกพื้นที่ปลูกก็สำคัญนะครับ ที่ของท่านจะต้องเป็นพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่ติดต่อกัน และมีความอุดมสมบูรณ์ของดินโดยธรรมชาติค่อนข้างสูง มีแหล่งน้ำสำหรับการเพาะปลูก ไม่ควรเป็นพื้นที่ที่มีการใช้สารเคมีในปริมาณมากติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือมีการปนเปื้อนของสารเคมีสูง และห่างจากพื้นที่ที่มีการใช้สารเคมีทางการเกษตร และพื้นที่มีการตรวจสอบหาสารตกค้างในดินหรือในน้ำเป็นประจำด้วย…นะครับ

นาย รัตวิ

คอลัมน์แจงสี่เบี้ย : แนะวิธีปลูกพืชน้ำมันในพื้นที่แห้งแล้งให้ได้ผลผลิตดี (1)

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/158681

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

โครงการทดลองปลูกพืชน้ำมันเพื่อผลิตพลังงานทดแทนในพื้นที่แห้งแล้งตามพระราชดำริ เป็นโครงการที่สืบเนื่องมาจากพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงต้องการให้เป็นทางเลือกแก่ผู้ที่สนใจเข้าใจว่าในอนาคตพืชพลังงานทดแทนน่าจะมีบทบาทในการใช้ทดแทนพลังงานที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวดำเนินการในพื้นที่โครงการปลูกป่าชัยพัฒนา-แม่ฟ้าหลวง ตั้งอยู่ที่ ต.หนองพลับ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ ต.ไร่ใหม่พัฒนา อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ซึ่งอยู่ในพื้นที่คาบเกี่ยวระหว่าง 2 จังหวัด โครงการนี้เป็นโครงการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โดยเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2536 ทรงพระราชทานป่าให้กับปวงชนชาวไทย เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทางครองราชย์ ครบ 50 ปี เพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ด้านดิน น้ำ และป่าไม้

โดยในเรื่องนี้ นายสะอาด บุตรเล็ก ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการโครงการจัดการพัฒนาที่ดินตามพระราชประสงค์หนองพลับ-กลัดหลวง เล่าให้ฟังว่า โครงการปลูกป่าชัยพัฒนา-แม่ฟ้าหลวง เป็นส่วนหนึ่งของโครงการจัดพัฒนาที่ดินตามพระราชประสงค์หนองพลับ-กลัดหลวง ซึ่งพื้นที่ดังกล่าว บริษัท โดล ไทยแลนด์ จำกัด ได้เช่าที่ดินของโครงการในส่วนนี้ ประมาณ 4,700 ไร่ ปลูกสับปะรด ซึ่งปลูกติดต่อกันมายาวนานกว่า 20 ปี การใช้ประโยชน์ที่ดินจึงขาดการอนุรักษ์ดินและน้ำ ปรับปรุงบำรุงดิน ทำให้ดินส่วนใหญ่เกิดการเสื่อมโทรมอย่างรุนแรง ขาดความอุดมสมบูรณ์ จนไม่สามารถปลูกพืชเศรษฐกิจได้ ทางโครงการจัดพัฒนาที่ดินตามพระราชประสงค์หนองพลับ-กลัดหลวง โดยกรมพัฒนาที่ดิน จึงเห็นว่า หากจะนำพื้นที่ตรงนี้ไปจัดสรรให้ราษฎรเข้ามาทำกินก็จะเป็นปัญหา จึงได้นำพื้นที่ดังกล่าวมาเป็นพื้นที่ในการศึกษาการใช้ที่ดิน เพื่อฟื้นฟูสภาพดิน น้ำ ป่าไม้ และระบบนิเวศน์แทน

การดำเนินการโครงการเริ่มตั้งแต่ปี 2536 โดยเริ่มจากการจัดทำเรื่องแหล่งน้ำ คัดเลือกพันธุ์ไม้ป่าที่จะนำมาปลูกให้เหมาะสมกับพื้นที่ควบคู่กับการปรับปรุงบำรุงดินด้วยปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด ผสมผสานกับการใช้หญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ ทำให้เกิดความชุ่มชื้น เพื่อป่าจะได้ขึ้นได้ ซึ่งจากความสำเร็จจากปี 2536 จนถึงปัจจุบัน พบว่า พื้นที่ทั้งหมด 10,300 ไร่ ป่าไม้ได้รับการฟื้นฟู ดินอุดมสมบูรณ์ ระบบนิเวศน์ฟื้นกลับมา สภาพดินที่เคยเสื่อมโทรมก็สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ ส่งผลให้มีประชาชนจำนวนมากเข้ามาศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับการฟื้นฟูดินเพื่อการสร้างป่า และต่อยอดเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรในที่สุด

สนช.ลงมติเห็นชอบ”พรบ.ยาง” เกษตรฯฟุ้งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพบริหารครบวงจร

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/158680

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้พิจารณาผ่านร่าง พ.ร.บ. การยางแห่งประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว และจะได้นำเสนอเพื่อลงพระปรมาภิไธยและประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป ถือว่าเป็นความสำเร็จของรัฐบาลที่ผ่านกฎหมายนี้สำเร็จ เนื่องจากได้มีความพยายามที่จะผ่านกฎหมายนี้มาเป็นเวลานับ 10 ปี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องขอขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รัฐบาล สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และกรรมาธิการที่ได้ช่วยตรวจร่างอย่างรวดเร็ว รอบคอบ และมีประสิทธิภาพ ซึ่งเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ก็จะทำให้การบริหารงานยางธรรมชาติเป็นไปอย่างครบวงจร ทั้งด้านการผลิต การจำหน่าย งานวิชาการ ทำให้การดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ที่จะสนับสนุนการปลูกยาง การเพิ่มผลผลิต และการใช้ยางธรรมชาติ เกิดประโยชน์อย่างบูรณาการและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับหลักสำคัญของกฎหมายนี้ ได้แก่  1. การรวมองค์การสวนยาง สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง และงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตร (สถาบันวิจัยยาง) เข้าด้วยกัน มีกรรมการนโยบายเป็นผู้กำหนดนโยบาย ทำให้การดำเนินการและการสั่งการมีเอกภาพ สามารถสนับสนุนผู้ปลูก ผู้ประกอบการ และการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ทันท่วงที  2. การแก้ไขหลักการการใช้เงิน CESS เพื่อให้สามารถครอบคลุมกิจการต่างๆ ที่จะช่วยให้การพัฒนาการผลิตและการใช้ยางธรรมชาติมีประสิทธิภาพขึ้น นอกเหนือไปจากการปลูกทดแทน และงานวิจัยซึ่งใช้เงิน CESS อยู่แล้ว

ทั้งนี้ ในเรื่องของการควบคุมการผลิตและจำหน่ายยางตาม พ.ร.บ. ควบคุมการยางนั้น กรมวิชาการเกษตรจะต้องดำเนินการด้านการควบคุมข้อมูล การพัฒนา และควบคุมการส่งออก ตลอดจนการกำหนดคุณภาพการผลิต การพัฒนาการผลิตและจำหน่ายในอนาคต ต้องใช้กฎหมายทั้ง 2 ฉบับควบคู่กันไป เพื่อให้นโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลกำหนดไว้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ตั้งไว้ได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ผู้ผลิตทั้งที่เป็นเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ หรือวิสาหกิจชุมชนผู้จำหน่ายยางธรรมชาติ อุตสาหกรรมต่อเนื่อง จะได้มีโอกาสมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทาง มาตรการ นโยบาย และโครงการต่าง ๆ ร่วมกัน ความร่วมมือของทุกฝ่ายจะทำให้กฎหมายทั้ง 2 ฉบับก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ผลิตและอุตสาหกรรมยางธรรมชาติอย่างแน่นอน

หมอดินลุยสนองพระราชดำริ วิจัยหญ้าแฝกอนุรักษ์ดิน-น้ำ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/158679

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

นายสมโสถติ์ ดำเนินงาม ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน กรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า กรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานหลักในการสนองแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการใช้หญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำมาตั้งแต่ปี 2534 สามารถศึกษาวิจัยการใช้ประโยชน์มากกว่า 150 เรื่อง พร้อมทั้งขยายพันธุ์หญ้าแฝกทุกสายพันธุ์เพื่อแจกจ่ายให้กับเกษตรกร และประชาชนได้นำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ โดยเฉพาะเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน การรักษาความชุ่มชื้นของดิน ตลอดจนเพื่อการฟื้นฟูทรัพยากรดินและการรักษาสิ่งแวดล้อม

ตัวอย่างความสำเร็จในการใช้ประโยชน์หญ้าแฝกที่เด่นชัด ที่ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดราชบุรี ที่ประสบปัญหาแหล่งน้ำและสภาพดินเสื่อมโทรมหนัก ปลูกต้นไม้ไม่ขึ้นและเป็นภูเขาหัวโล้น กรมพัฒนาที่ดินได้เข้าศึกษาวิธีการฟื้นฟูดินเสื่อมโทรมให้สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์เพื่อการเพาะปลูก โดยนำหญ้าแฝกไปปลูกเป็นพืชเบิกนำเพื่อฟื้นฟูสภาพดิน ซึ่งปัจจุบันสามารถพลิกฟื้นจากพื้นที่แห้งแล้งให้กลับมามีความชุ่มชื้น และปลูกพืชได้หลากหลายชนิด

อย่างไรก็ตาม กรมพัฒนาที่ดินยังคงเดินหน้าสนองพระราชดำริ ในการใช้หญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำอย่างยั่งยืน สำหรับเกษตรกรและประชาชนที่สนใจสามารถติดต่อขอรับกล้าหญ้าแฝกได้ที่สถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัด

 

รายงานพิเศษ : ได้เวลาปัดฝุ่น”โขง เลย ชี มูล”แล้วหรือยัง?

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/158489

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.
ปัจจุบันพื้นที่การเกษตรของประเทศไทยมีทั้งหมดประมาณ 149 ล้านไร่  ในจำนวนนี้เป็นพื้นที่การเกษตรในเขตชลประทานเพียงประมาณ 30 ล้านไร่ หรือร้อยละ 20  เท่านัั้น ที่เหลืออีก 119 ล้านไร่ เป็นพื้นที่นอกเขตชลประทานที่ต้องใช้น้ำฝนเป็นหลัก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงกับภาวะภัยแล้ง รวมทั้งในบางปียังเสี่ยงต่อภาวน้ำท่วมอีกด้วย

คณะกรรมการกำหนดนโยบายบริหารจัดการน้ำ  ที่มีพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  เป็นประธาน  ต้องการที่่จะเพิ่มความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับเกษตรกรซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของประเทศ  ดังนั้นในแผนยุทธศาสตร์บริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ด้านการสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำภาคการผลิต (การเกษตรและอุตสาหกรรม)  จึงได้กำหนดที่จะขยายพื้นที่การเกษตรในเขตชลประทานให้ได้อีก 18.8 ล้านไร่ ภายในปี 2569

อีก 10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยก็จะมีพื้นที่การเกษตรในเขตชลประทานรวมทั้งหมดไม่น้อยกว่า  48.8 ล้านไร่  หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 33 ของพื้นที่การเกษตรทั้งประเทศเท่านั้นที่จะมีความมั่นคงในเรื่องน้ำ ซึ่งถือว่าน้อยมากยังไม่ถึงครึ่ง

ว่าที่ ร.ต. ไพเจน มากสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า  พื้นที่การเกษตรในเขตชลประทานที่เพิ่มขึ้นอีก 18.8 ล้านไร่ดังกล่าวนั้นเป็นการสำรวจเบื้องต้นเกี่ยวกับพื้นที่การเกษตรกรน้ำฝนที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นพื้นที่การเกษตรในเขตชลประทานได้ในทางเทคนิค

“หากจะพัฒนาพื้นที่ชลประทานให้ได้มากกว่า 18.8 ล้านไร่ จำเป็นจะต้องใช้เทคนิคอื่นๆ ในการจัดหาน้ำ เช่น น้ำบาดาล การผันน้ำ เป็นต้น  ซึ่งตามยุทธศาสตร์สร้างความมั่นคงเรื่องน้ำภาคการผลิตกำหนดที่จะนำน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ประมาณ 1 ล้านไร่เท่านั้น เพราะต้นทุนค่อนข้างสูง   แม้จากการสำรวจปริมาณน้ำบาดาลจะมีมากถึง 70,000-80,000 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ก็ตามแต่ก็อยู่ลึกมาก ต้องใช้พลังงานจำนวนมากในการสูบขึ้นมา ถ้าภาครัฐไม่ช่วยเหลือ เป็นเรื่องยากที่เกษตรกรจะทำเองได้ และถ้าหากนำน้ำมาใช้เพื่อการปลูกข้าวเพียงอย่างเดียวไม่คุ้มค่าอย่างแน่นอน” รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าว

การสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำ เป็นเรื่่่องทีมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศเกษตรกรรมอย่างประเทศไทย  อย่างน้อยจะให้เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ปีละ 1 ครั้ง โดยที่ไม่ได้รับความเสียหายจากภัยแล้งหรือน้ำท่วม  ซึ่งการพัฒนาพื้นที่ชลประทานให้ได้เพิ่มขึ้นอีก 18.8 ล้านไร่นั้น จะมีการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ที่มีศักยภาพเพิ่มขึ้น  ตลอดจนฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติ และปรับปรุงแหล่งน้ำเดิมที่มีอยู่ให้เต็มศักภาพ ซึ่งตั้งเป้าในระยะแรกที่จะดำเนินการจำนวน 15,000 แห่ง เพิ่มปริมาณการกักเก็บให้ได้อีก 2,700  ล้าน ลบ.ม. ภายในปี 2569

อย่างไรก็ตามพื้นที่ชลประทานที่จะพัฒนาเพิ่มขึ้นใหม่ 18.8 ล้านไร่ดังกล่าว ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือถึงร้อยละ 40 และภาคใต้ร้อยละ 30  ที่เหลือเป็นภาคอื่นๆ  ส่วนพื้นที่ชลประทานเดิม 30 ล้านไร่ ส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคกลาง ในขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีพื้นที่ที่จะศักยภาพในทางเทคนิคที่จะพัฒนาเป็นพื้นที่ชลประทานน้อยมาก

จากการสำรวจเบื้องต้น พบว่า หากสามารถพัฒนาพื้นที่ชลประทานได้ตามยุทธศาสตร์บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ในปี 2569จะเหลือพื้นที่นอกเขตชลประทาน หรือ พื้นที่การเกษตรน้ำฝนประมาณกว่า 100 ล้านไร่  มากกว่าครึ่งหนึ่งอยู่ในพื้นที่ภาคอีสาน  และในจำนวนนี้ พบว่ามีพื้นที่ที่มีความเสี่ยงระดับปานกลางถึงรุนแรงประมาณ 26.8 ล้านไร่  หรือ ร้อยละ 22 ของพื้นที่พื้นที่การเกษตรนอกเขตชลประทาน

ดังนั้นหากให้กระจายความมั่นคงในเรื่องน้ำให้มีความสมดุลในทุกภูมิภาคของประเทศ   จำเป็นอย่างยิ่งจะต้องใช้เทคนิคอื่นๆ ในการจัดหาน้ำ และเทคนิคที่จะสามารถจัดหาน้ำได้ในปริมาณที่มากก็คือ “การผันน้ำ”

ดร.สมเกียรติ  ประจำวงษ์  ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน กล่าวว่า  การใช้แนวทางการผันน้ำเพื่อเพิ่มพื้นที่ชลประทานภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีความเป็นไปได้สูง ซึ่งขณะนี้กรมชลประทานได้เสนอให้มีการศึกษาความเหมาะสมรูปแบบการพัฒนาโครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล โดยแรงโน้มถ่วง หากสามารถทำได้จะเพิ่มพื้นที่ชลประทานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้อีกมากกว่า 20 ล้านไร่  และยังเป็นสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำให้มีความสมดุลในทุกภูมิภาคของประเทศอีกด้วย

โครงการบริหารจัดการน้ำโขง-เลย-ชี-มูลโดยแรงโน้มถ่วง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ไม่ใช่เรื่องใหม่ ก็การกล่าวถึงในรัฐบาลหลายยุคหลายสมัย  ในช่วงที่นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีเคยมีการผลักดันโครงการนี้ แต่ก็เงียบเมื่อรัฐบาลใหม่ขึ้นมาบริหารประเทศ  ซึ่งถือเป็นการพัฒนาแหล่งน้ำที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

จากผลสรุปวิกฤติทรัพยากรน้ำของประเทศไทย โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พบว่า หากไม่มีการลงทุนพัฒนาแหล่งน้ำในอีก 20 ปีข้างหน้า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะขาดแคลนน้ำถึง 15,833 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี   แต่ถ้าหากสามารถผลักดันโครงการบริหารจัดการน้ำโขง-เลย-ชี-มูลให้เป็นจริงได้ปัญหานี้ก็จะหมดไป

สำหรับโครงการบริหารจัดการน้ำโขง-เลย-ชี-มูลดังกล่าวนั้น  เป็นการใช้หลักทางวิศวกรรมที่จะนำน้ำที่มากมายมหาศาลจากแม่น้ำโขงเฉลี่ยปีละ 40,000 ล้านลบ.ม. บริเวณปากแม่น้ำเลย อ.เชียงคาน จ.เลย  เข้าสู่แม่น้ำชี และแม่น้ำมูล ไหลจากที่สูงลงสู่พื้นที่ตอนล่างตามแรงโน้มถ่วง  และกระจายน้ำเข้าสู่พื้นที่ชลประทานมากว่า 20 ล้านไร่ดังกล่าว

ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมากรมชลประทานได้มีการศึกษาความเหมาะสมลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)  และการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ของโครงการบริหารจัดการน้ำโขง-เลย-ชี-มูลโดยแรงโน้มถ่วงแล้ว พบว่าโครงการมีความเป็นไปได้ทางวิศวกรรม มีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมน้อย มีความคุ้มค่าทางด้านเศรษฐกิจ  ช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในภาคอีสานได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

“การที่จะสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำได้นั้น จะต้องมีแหล่งน้ำที่ใหญ่เพียงพอที่จะทำการเกษตรได้ตลอดทั้งฤดูกาลผลิต รัฐบาลจำเป็นจะต้องสร้างความสมดุลในเชิงนโยบาย ระหว่างการพัฒนากับการอนุรักษ์ว่าจะไปในทิศทางไหน พื้นที่ไหนบ้างควรอนุรักษ์ พื้นที่ไหนบ้างควรจะพัฒนาต้องกำหนดให้ชัดเจน” ดร.สมเกียรติ กล่าว

ถ้าไม่เริ่มต้นวันนี้  แล้วเมื่อไหร่โครงการฯ โขง เลย ชี มูล จะเป็นจริง!!

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,189 other followers

%d bloggers like this: