ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

แจงสี่เบี้ย : การแก้ปัญหาพื้นที่ดินเค็มในประเทศไทย (4)

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/156763

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

การเพิ่มผลผลิตพืชในพื้นที่ดินเค็มน้อยและเค็มปานกลาง พื้นที่ดินเค็มน้อยและปานกลางอยู่ในที่ลุ่ม ช่วงแล้งพบคราบเกลือเป็นหย่อมๆ บนผิวดิน น้ำท่วมขังในฤดูฝน ส่วนใหญ่มีการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อทำนา ฤดูฝนมีวัชพืชขึ้นแข่งกับต้นข้าว เช่น หญ้าแดง หญ้าขี้กลาก

อิทธิพลของความเค็มที่มีต่อพืช คือ ทำให้พืชขาดน้ำ พืชดูดน้ำไปใช้ไม่ได้ เกิดความเป็นพิษของโซเดียมและคลอไรด์ ทำให้ปริมาณคลอโรฟิลล์และอัตราการสังเคราะห์แสงลดลง เพิ่มอัตราการหายใจ และเพิ่มปริมาณไนโตรเจนในพืชในขณะที่ปริมาณโพแทสเซียมและแคลเซียมกลับลดลง เนื่องจากพืชดูดใชได้น้อย

การเพิ่มผลผลิตข้าวในนาดินเค็ม ซึ่งข้าวเป็นพืชทนเค็มได้ปานกลาง และเจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินมีน้ำขังพบต้นข้าวตายเป็นหย่อมๆ ข้าวที่กำลังงอกค่อนข้างมีความทนทานต่อความเค็ม แต่จะอ่อนแอในระยะต้นกล้า ระยะปักดำ และระยะออกดอก อาการของข้าวที่ได้รับผลกระทบจากดินเค็มคือ อัตราความงอกลดลง แคระแกรน ไม่แตกกอ รากมีการเจริญเติบโตไม่ดี ปลายใบสีขาว บางใบแห้งเป็นแถบๆ เกิดกับใบแก่ก่อนแล้วจึงลามมาที่ใบที่กำลังเจริญเติบโต ต้นข้าวชะงักการเจริญเติบโตและการแตกกอลดลง ดอกเป็นหมันเพิ่มขึ้นทำให้เมล็ดข้าวลีบ น้ำหนักและโปรตีนในเมล็ดลดลง แต่ไม่มีผลต่อคุณภาพการหุงต้ม ผลผลิตต่ำ

สำหรับคำแนะนำการปลูกข้าวในพื้นที่ดินเค็ม คือ 1. ปรับรูปแปลงนาด้วยระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ทำทางระบายน้ำเพื่อชะล้างเกลือจากแปลงข้าว และปรับระดับดินให้สม่ำเสมอกัน 2. เมื่อฝนตก ขังน้ำในนา ให้ชะล้างเกลือที่ผิวหน้าดินซึมลงไปในดินชั้นล่าง และระบายน้ำเค็มออกจากนา 3. ปลูกโสนอัฟริกันเป็นพืชปุ๋ยสดปรับปรุงบำรุงดิน 4. ใช้อินทรียวัตถุปรับปรุงบำรุงดิน เช่น ปุ๋ยคอก แกลบ ฟางข้าว 5. ใช้พันธุ์ข้าวทนเค็ม คือ ขาวดอกมะลิ 105 กข.6 กข.15 เหนียวสันป่าตอง ขาวตาแห้ง 6. ปักดำต้นกล้าข้าวอายุ 303-35 วัน ทำให้อัตราการรอดตายและผลผลิตสูงขึ้น 7. ปักดำ 6-8 ต้นต่อจับ ระยะปลูก 20×20 เซนติเมตร เพื่อเพิ่มจำนวนต้นข้าวที่รอดตาย 8. ใส่ปุ๋ยเคมี 16-16-8 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ โดยแบ่งใส่ 3 ครั้ง คือ ครั้งแรกใส่หลังปักดำ 7-10 วัน ครั้งที่สองใส่ระยะหลังข้าวแตกกอสูงสุด และครั้งที่สามใส่ระยะข้าวกำลังตั้งท้อง ไม่ควรใส่ปุ๋ยรองพื้น เพราะปุ๋ยเคมีจะไปเพิ่มค่าการนำไฟฟ้าในดิน 9. ฉีดพ่น พด. 2 อัตรา 20 ลิตรต่อไร่ แบ่งใส่ 4 ครั้ง คือ ช่วงเตรียมดินหลังปักดำข้าว 30, 50 และ 60 วัน 10. ดูแลรักษาและเก็บเกี่ยว หลังเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ควรคลุมดินด้วยฟาง ไม่ปล่อยให้หน้าดินว่าง เพราะจะทำให้หน้าดินระเหยพาเกลือกลับขึ้นมาสะสมที่ผิวดิน

พฤษภาคม 7, 2015 Posted by | เกษตร, แนวหน้า | , , , , , | ใส่ความเห็น

ส่องเกษตร : ปฏิรูปเกษตรในรัฐธรรมนูญ(2)

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/156762

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

วาระแห่งชาติว่าด้วยการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรเพื่อการปฏิรูปประเทศ ยิ่งคืบหน้าไปมาก ก็ยิ่งทวีความเข้มข้น ที่ทำให้สถานการณ์บ้านเมืองตึงเครียดขึ้น หลังจากปลายเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา สปช.-สภาปฏิรูปแห่งชาติใช้เวลา 7 วันรวด อภิปรายแสดงความคิดเห็นต่อดราฟท์แรกที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเสนอมา ตามมาด้วยการรุมสับของฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะฝ่ายการเมือง นำไปสู่การกดดันเรียกร้องให้มีการทำ”ประชามติ”ที่จะรับรองรัฐธรรมนูญใหม่นี้หรือไม่ จนเริ่มมีการพนันขันต่อกันแล้วว่า รัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่าน จะรอดหรือไม่รอด

นั่นก็เป็นสถานการณ์ใหญ่ของรัฐธรรมนูญที่ในทางการเมือง ฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้อง ก็ต้องแย่งชิงกันทำให้”กติกาสูงสุด”นี้ ออกมาแบบที่เอื้อประโยชน์ตามที่ตัวเองต้องการมากที่สุด ซึ่งก็ต้องสู้กันต่อไป

แต่ในส่วนสาระรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยเรื่อง”การเกษตร”และ”เกษตรกร”นั้น เท่าที่ติดตามดู ไม่น่ามีการคัดค้านอะไร ดังนั้นเนื้อหาน่าจะเป็นไปตามดราฟท์แรก ที่ผมหยิบยกมาบอกกล่าวไว้สัปดาห์ที่แล้ว ไม่เปลี่ยนแปลงนัก สรุปอีกทีว่า อยู่ในภาคที่ 4“การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง” หมวดที่ 2 ส่วนที่ 2 การปฏิรูปด้านต่างๆโดยมาตรา 293 บัญญัติให้รัฐต้องดาเนินการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจรายภาคที่เกี่ยวกับภาคเกษตร 5 ข้อคือ 1.จัดทำแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการพัฒนาภาคการเกษตรและเกษตรกร ครอบคลุมทุกด้าน,2.กระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม เอื้อให้เกษตรกรและชุมชนสามารถเข้าถึงที่ดินทำกิน,3.คุ้มครองเกษตรกรให้ได้รับความเป็นธรรมจากการผูกขาดทางการเกษตรระบบเกษตรพันธสัญญาและการทำสัญญาที่ไม่เป็นธรรม,4.สร้างระบบประกันความเสี่ยงแก่เกษตรกร และ5.ส่งเสริมการพัฒนาและขยายพื้นที่การทำระบบเกษตรกรรมยั่งยืนให้มีสัดส่วนพื้นที่อย่างน้อยหนึ่งในสี่ของพื้นที่เกษตรกรรม

ถ้าเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และฉบับปี 2550 ที่มีการยกเลิกไปแล้ว จะพบว่า รัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังร่างออกมาใช้นี้ มีความก้าวหน้ากว่ามากเรื่องเนื้อหาเกี่ยวกับการเกษตร

อย่างรัฐธรรมนูญปี 2540 มีแค่ในหมวดที่ 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในมาตรา 84 บัญญํติไว้ว่า รัฐต้องจัดระบบการถือครองที่ดินและการใช้ที่ดินอย่างเหมาะสม จัดหาแหล่งน้ำเพื่อเกษตรกรรมให้เกษตรกรอย่างทั่วถึง และรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกรในการผลิตและการตลาดสินค้า เกษตรให้ได้รับผลตอบแทนสูงสุด รวมทั้งส่งเสริมการรวมตัวของเกษตรกรเพื่อวางแผนการเกษตรและรักษาผลประโยชน์รวมกันของเกษตรกร

ส่วนรัฐธรรมนูญปี 2550 หมวดที่ 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ส่วนที่ 7 แนวนโยบายด้านเศรษฐกิจ มาตรา 84 บัญญัติให้รัฐต้องดําเนินการตามแนวนโยบายด้านเศรษฐกิจ ในข้อ 8 คือ คุ้มครองและรักษาผลประโยชน์เกษตรกรในการผลิตและการตลาด ส่งเสริมให้สินค้าเกษตรได้รับผลตอบแทนสูงสุด รวมทั้งส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกรในรูปของสภาเกษตรกรเพื่อวางแผนการเกษตรและรักษาผลประโยชน์ รวมกันของเกษตรกร

และส่วนที่ 8 แนวนโยบายด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม มาตรา 85 มีเนื้อหาที่บัญญัติให้รัฐต้องดำเนินการในส่วนของข้อ 2 คือ กระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและดําเนินการให้เกษตรกรมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมอย่างทั่วถึง โดยการปฏิรูปที่ดินหรือวิธีอื่น รวมทั้งจัดหาแหล่งน้ำ เพื่อให้เกษตรกรมีน้ำใช้ อย่างพอเพียงและเหมาะสมแก่การเกษตร

จะอย่างไรก็ตามเนื้อหาที่บรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญ แม้จะมีการบัญญัติให้รัฐ”ต้อง”ดำเนินการ เหมือนเป็นการ”บังคับ”ด้วยกฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา การดำเนินการของภาครัฐก็ยังไม่อาจที่จะบรรลุตามเนื้อหาที่บัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญได้อย่างเต็มที่จริงๆสักที จนทำให้ปัญหาของภาคการเกษตรและเกษตรกรต้องตกอยู่ในภาวะยากลำบากและยากจน”ซ้ำซาก” ตลอดมา

บัดนี้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กำหนดบังคับให้ต้อง”ปฏิรูป” ไม่ใช่แค่เป็นแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐเหมือนรัฐธรรมนูญก่อนๆ ก็ต้องรอพิสูจน์กันว่า ภาคเกษตรกรจะได้อานิสงส์อย่างแท้จริงหรือยังจะย้ำเท้าอยู่กับวังวนเดิมๆ ซ้ำซากอีก….คงต้องรอดูกันอีกนานเลย

สาโรช บุญแสง

พฤษภาคม 7, 2015 Posted by | เกษตร, แนวหน้า | , , , , , | ใส่ความเห็น

รายงานพิเศษ : “ทุ่งกุลาร้องไห้” แหล่งปลูกข้าวหอมมะลิคุณภาพดี

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/156654

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.
พื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ ร้อยเอ็ด สุรินทร์ ศรีสะเกษ มหาสารคาม และยโสธร รวมพื้นที่ 2.1 ล้านไร่ ซึ่งพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุดของประเทศ แต่ด้วยสภาพพื้นที่ที่เป็นแอ่งกระทะขนาดใหญ่และเป็นที่ราบ ทำให้ช่วงฤดูฝนประสบปัญหาน้ำท่วมทุกปี แต่เมื่อหมดฤดูฝนก็ประสบปัญหาความแห้งแล้งตามมาทันที นอกจากนี้ ยังมีปัญหาดินขาดความอุดมสมบูรณ์เพราะเป็นดินทรายจัด และยังมีปัญหาดินเค็ม สิ่งเหล่านี้ล้วนกระทบต่อการเพาะปลูกข้าวของเกษตรกร

นายสมโสถติ์ ดำเนินงาม ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน กรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดินได้รับมอบหมายให้ดำเนินการพัฒนาพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้เพื่อเพิ่มผลผลิตข้าวหอมมะลิ มาตั้งแต่ปี 2523 โดยมุ่งเน้นดำเนินการพัฒนาพื้นที่อยู่ 3 เรื่องหลักๆ ได้แก่ การแก้ปัญหาน้ำท่วมและฝนแล้ง 2.การปรับปรุงบำรุงดิน 3.การสร้างทางลำเลียงหรือเส้นทางคมนาคมเพื่อใช้ในการลำเลียงผลผลิตออกจากไร่นา ซึ่งรูปแบบดำเนินการนั้นเริ่มจากปรับโครงสร้างพื้นฐาน เป็นระบบคลองควบคุมน้ำ คลองระบายน้ำ กักเก็บน้ำ เชื่อมโยงต่อเนื่องเป็นโครงการช่วยกระจายน้ำ รวมถึงสร้างแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมและฝนแล้งได้

นอกจากนี้จะเป็นการส่งเสริมการปรับปรุงบำรุงดินด้วยปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ หรือพืชปุ๋ยสด อย่าง โสนอัฟริกัน ปอเทือง ปลูกแล้วไถกลบฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน ร่วมกับการแก้ปัญหาดินเค็ม โดยการส่งเสริมปลูกไม้ยืนต้นโตเร็ว อย่างยูคาลิปตัสบนคันนา ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยควบคุมน้ำเค็มใต้ดินไม่ให้แพร่ขึ้นมาบนดินส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูก อีกทั้งยังสร้างรายได้เสริมจากการขายไม้ยูคาลิปตัสได้อีกทางหนึ่ง พร้อมกันนั้นก็ดำเนินการสร้างถนนในไร่นาตามแนวคลองและระหว่างหมู่บ้านกับไร่นา หรือทางสาธารณะเพื่อเพิ่มความสะดวกในการขนส่งผลผลิตออกจากไร่นา ตลอดจนเพิ่มความสะดวกในการเข้าไปให้บริการ ส่งเสริมหรือถ่ายทอดความรู้ของหน่วยงานต่างๆ ที่ร่วมบูรณาการพัฒนาพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้แห่งนี้

ผลการดำเนินงานพัฒนาพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ของกรมพัฒนาที่ดิน ตั้งแต่ปี 2526 จนถึงปี 2557 สามารถดำเนินการปรับปรุงพื้นที่นาได้แล้ว 943,153 ไร่ แบ่งเป็น จังหวัดร้อยเอ็ด 485,973 ไร่ สุรินทร์ 359,640 ไร่ มหาสารคาม 86,500 ไร่ ยโสธร 11,040 ไร่ ส่วนในปี 2558 มีเป้าหมายดำเนินการพัฒนาพื้นที่อีก 2,000 ไร่ สาเหตุที่เป้าหมายการดำเนินการปีนี้ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับพื้นที่ประสบปัญหาที่ยังมีอีกมากนั้น อุปสรรคหนึ่งก็คือ การเข้าไปดำเนินการพัฒนาพื้นที่ จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของพื้นที่เนื่องจากการปรับโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างคลองหรือสระเก็บกักน้ำต้องเสียพื้นที่ ถ้าเกษตรกรไม่ยินยอมก็ไม่สามารถดำเนินการได้ โดยปัญหาหลักที่พบขณะนี้คือที่ดินมีราคาสูงขึ้นเกษตรกรบางรายอาจไม่ต้องการเสียพื้นที่ไป หรือไม่ก็ไม่ใช่ที่ดินของตนเองเกษตรกรเป็นเพียงผู้เช่าเท่านั้น ซึ่งราคาที่ดินในปี 2523 อยู่ที่ไร่ละ 800-1,000 บาท ปัจจุบันเพิ่มสูงขึ้นเป็นประมาณไร่ละ 50,000 บาท ทำให้การดำเนินการอาจจะล่าช้าไปบ้าง แต่กรมพัฒนาที่ดินก็ยังต้องเดินหน้าต่อไป โดยเฉพาะการสร้างความเข้าใจเกษตรกรว่าโครงการดังกล่าวเกษตรกรจะได้รับประโยชน์อย่างไรบ้าง

ทั้งนี้ แม้ว่าต้องใช้ระยะเวลาฟื้นฟูพื้นที่มากว่า 30 ปี แต่ก็สามารถพิสูจน์ได้ถึงความสำเร็จจากพื้นที่แห้งแล้งและดินเสื่อมโทรมจัดที่ไม่สามารถปลูกพืชอื่นได้เลย หรือแม้กระทั่งปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 ข้าวหอมมะลิคุณภาพขึ้นชื่อได้จริงแต่ก็ได้ผลผลิตค่อนข้างต่ำ คือมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 15 ถังต่อไร่ แต่เมื่อได้รับการปรับปรุงพัฒนาดินและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ก็สามารถเพิ่มผลผลิตเป็น 30-40 ถังต่อไร่ นอกจากนี้ ยังสามารถปลูกพืชทนเค็มได้ ไม่ว่าจะเป็นกระถินออสเตรเลีย ยูคาลิปตัส สร้างรายได้ให้เกษตรกรนอกจากการทำนา

นายสมโสถติ์ กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า โครงการพัฒนาพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ นอกจากเพื่อการพัฒนาคุณภาพข้าวหอมมะลิแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถปลูกข้าวหอมมะลิที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งผลการประเมินโครงการที่กรมพัฒนาที่ดินให้ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศออสเตรเลียเข้ามาประเมินผล พบว่าผลตอบแทนที่เกษตรกรในพื้นที่ได้รับนั้นเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 26% หลังจากมีโครงการพัฒนาพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ เนื่องจากพื้นที่เดิมมีปัญหาหลายด้านเป็นอุปสรรคต่อการเพาะปลูก เมื่อได้รับการพัฒนาก็สามารถนำพื้นที่ไปใช้ประโยชน์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม กรมพัฒนาที่ดินรวมถึงหน่วยงานต่างๆ ที่ได้ร่วมกันบูรณาการให้พื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์เป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพดีของประเทศ ทุกฝ่ายได้ทุ่มทั้งงบประมาณ ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ เพื่อเกษตรกร ดังนั้น อยากให้เกษตรกรเห็นถึงคุณค่า ควรเก็บรักษาทรัพยากรผืนนี้ให้เป็นแหล่งปลูกข้าวชั้นดี และสามารถส่งต่อให้กับลูกหลานได้ใช้ประโยชน์ต่อไป

พฤษภาคม 7, 2015 Posted by | เกษตร, แนวหน้า | , , , , , | ใส่ความเห็น

สหกรณ์คัดผลผลิตคุณภาพทั่วปท. เปิดเทศกาลผัก-ผลไม้ไทยข้างทำเนียบรัฐบาล

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/156653

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

นายโอภาส กลั่นบุศย์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดงาน “เทศกาลผักผลไม้ไทยคุณภาพ” บริเวณริมคลองผดุงกรุงเกษม ข้างทำเนียบรัฐบาล ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการสร้างช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกร ซึ่งในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปี เป็นฤดูกาลของผลไม้ มีผลไม้หลากหลายชนิดทยอยให้ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงเป็นเจ้าภาพหลักในการจัดงานเทศกาลผักผลไม้ไทยคุณภาพในครั้งนี้ เป็นการสนับสนุนและพัฒนาการบริหารจัดการตลาดผลไม้ของสถาบันเกษตรกร ให้สามารถผลิตผลไม้ที่มีคุณภาพ เพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตและขยายช่องทางการตลาด เพื่อให้สามารถระบายผลผลิตออกนอกพื้นที่ เป็นการช่วยพยุงราคาผลไม้ในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก  ไม่ให้ราคาตกต่ำ ตลอดจนส่งเสริมและรณรงค์ให้ประชาชนหันมาบริโภคผลไม้ไทยตามฤดูกาลมากยิ่งขึ้น

“หลักในการคัดเลือกผลไม้มาจำหน่าย คือ ดูว่าในช่วงเดือนพฤษภาคม ผลไม้ชนิดมีผลผลิตออกสู่ท้องตลาดบ้าง เช่น เงาะ มังคุด ทุเรียน เป็นต้น มีสหกรณ์ใดบ้างที่มีสินค้าเหล่านี้ หลังจากนั้นนำมาคัดคุณภาพโดยสินค้าแต่ละชนิดต้องมีจุดเด่นของตัวเองหรือเป็นสินค้าขึ้นชื่อประจำจังหวัด อาทิ ส้มโอขาวแตงกวา ขึ้นชื่อมากที่จังหวัดชัยนาท หรือสับปะรดภูแลลูกเล็กกรอบ โดยจะนำสินค้าที่โดดเด่นเหล่านี้มาจำหน่ายให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อ ส่วนราคาก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของสินค้า และราคาไม่ต่ำกว่าที่จำหน่ายในพื้นที่ เพราะการนำสินค้าผักผลไม้มาจำหน่ายในครั้งนี้ ไม่ใช่การนำมาลดราคา แต่เป็นการนำมาจำหน่ายให้ถึงมือผู้บริโภคโดยตรงโดยไม่ต้องลงพื้นที่ เกษตรกรที่มาจำหน่ายต้องไม่ขาดทุน นอกจากนี้ เรายังมีห้องเย็นในการช่วยเก็บรักษาคุณภาพของผักผลไม้ให้มีความสดใหม่อยู่ตลอดเวลาอีกด้วย” นายโอภาส กล่าว

อย่างไรก็ตาม ประชาชนทั่วไปสามารถมาเลือกซื้อผักผลไม้ได้ที่งาน “เทศกาลผักผลไม้ไทยคุณภาพ” ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-31 พฤษภาคม 2558 นี้ ณ ริมคลองผดุงกรุงเกษม ข้างทำเนียบรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลมุ่งมั่นตั้งใจที่จะให้เกษตรกรได้นำสินค้าผักผลไม้ที่มีคุณภาพ ผลิตเอง ขายเอง มาจำหน่ายให้กับพี่น้องประชาชนในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลได้บริโภคผักผลไม้ดีมีคุณภาพและราคายุติธรรม

พฤษภาคม 7, 2015 Posted by | เกษตร, แนวหน้า | , , , , | ใส่ความเห็น

พด.ติวเข้มระบบเบิกจ่ายนอกงบฯ เดินหน้าเข็นโครงการร่วม”เอดีบี”ปั้นเกษตรอินทรีย์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/156652

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

นายอภิชาต จงสกุล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ตามที่กรมได้ลงนามความร่วมมือระหว่าง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) ให้มีการดำเนินโครงการความร่วมมือพีจีเอส (PGS) Promoting Participatory Guarantee Systems (PGS) for small scale organic farming in Thailand และโครงการ Assessing Soil Quality and Soil Carbon Sequestration on Biochar Application for Increasing Organic Vegetable in Acid Soils โดยเอดีบีได้สนับสนุนงบประมาณ จำนวน 320,000 เหรียญสหรัฐ

ดังนั้น เพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวบรรลุผลสำเร็จ จึงได้ร่วมกันจัดประชุมแนวทางการดำเนินโครงการ และเชิญหน่วยงานต่างๆ  ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าว กรมวิชาการเกษตร สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ มูลนิธิเกษตรอินทรีย์ไทย และผู้ประกอบการสินค้าเกษตรอินทรีย์ อาทิ  รังสิตฟาร์ม  ทอปส์-มาเก็ต  เลมอนฟาร์ม  และกลุ่มการตลาด ในโครงการ มาร่วมประชุม ในวันที่  7-8  พฤษภาคม  เพื่อซักซ้อมทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบการเบิกจ่ายเงินนอกงบประมาณ และการดำเนินกิจกรรมโครงการในทางปฏิบัติตามระเบียบของ ADB

สำหรับการขับเคลื่อนกิจกรรมโครงการ จะเป็นการสร้างระบบรับรองตนเองของกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์เป้าหมาย 5 แห่งในประเทศไทย ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินการ 14 เดือนเริ่มตั้งแต่ วันที่ 9 เมษายน 2558 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2559 โดยนำร่องะบบการรับรองอย่างมีส่วนร่วมพีจีเอส (PGS) มาใช้ในพื้นที่สาธิตการทำการเกษตรอินทรีย์ที่เป็นมิตรกับสภาพภูมิอากาศ 5 แห่ง จัดกิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในระดับภูมิภาคให้แก่เกษตรกรราว 250 คน ซึ่งรวมถึงการทัศนศึกษาในไร่นาเกษตรกรนำร่อง การฝึกอบรมและการประชุมเชิงปฏิบัติการให้แก่เกษตรกร กิจกรรมการผลิตสื่อและเผยแพร่ความรู้โครงการ ตลอดจนกิจกรรมอื่นๆภายใต้โครงการที่ริเริ่มโดยรัฐบาลไทยในอนาคต

พฤษภาคม 7, 2015 Posted by | เกษตร, แนวหน้า | , , , , | ใส่ความเห็น

กรมชลเร่งซ่อมคันกั้น สกัดน้ำทะลัก”โก-ลก” คาดเสร็จ”กันยายน”นี้

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/156651

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

นายอุดม ทิพย์เดโช ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 17 กรมชลประทาน เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณ 80 ล้านบาท ให้กรมชลประทานดำเนินการซ่อมแซมและเสริมคันกั้นน้ำแม่น้ำโก-ลก บริเวณบ้านแกแบะ-นานาค อ.ตากใบ จ.นราธิวาส พร้อมอาคารประกอบ และถนนลาดยางเพื่อให้ประชาชนที่ทำการค้าระหว่างชายแดนได้รับความสะดวก รวดเร็วในการลำเลียงสินค้า ซึ่งเป็นการช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจระหว่างชายแดนอีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้เนื่องจากในช่วงเดือนธันวาคม 2557 ที่ผ่านมาได้เกิดมหาอุทกภัย น้ำท่วมครั้งนี้ใหญ่ที่สุดในรอบ 47     ปี เนื่องจากอิทธิพลของลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมามากกว่าปกติ ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำโก-ลก หนุนสูงล้นคันกั้นน้ำเดิม ไหลข้ามเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎรจำนวน 52 หมู่บ้าน 2,959 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรเสียหายประมาณ 10,000ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ ต.มูโนะ อ.สุไหงโก-ลก ต.นานาค ต.โฆษิต อ.ตากใบ จ.นราธิวาส   สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนจำนวนมาก และยังส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างชายแดนอีกด้วย

นายโสภัญญ์ ศรีสว่างวรกุล หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรม โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลุ่มน้ำโก-ลก  กล่าวว่า โครงการดังกล่าวคาดว่า จะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2558 นี้ และในปี 2559 ก็จะดำเนินการเสริมอาคารรับน้ำ อาคารระบายน้ำ โดยกรมทางหลวงชนบท ตามแบบก่อสร้างของกรมชลประทานที่ได้ออกแบบไว้

พฤษภาคม 7, 2015 Posted by | เกษตร, แนวหน้า | , , , , | ใส่ความเห็น

แจงสี่เบี้ย : การแก้ปัญหาพื้นที่ดินเค็มในประเทศไทย (3)

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/156650

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

สำหรับแนวทางในการป้องกันและแก้ไขการแพร่กระจายดินเค็ม ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการตัดไม้ทำลายป่าบนพื้นที่รับน้ำนั้น กรมพัฒนาที่ดินดำเนินการโดยการใช้น้ำใต้ดินบนพื้นที่รับน้ำ เพื่อทำให้ระดับน้ำใต้ดินเค็มในที่ลุ่มลดลง เน้นจัดการทั้งระบบทั้งพื้นที่บนเนินรับน้ำ และพื้นที่ดินเค็มที่อยู่ในที่ลุ่ม ดังนี้

1.การปลูกต้นไม้โตเร็วบนเนินพื้นที่รับน้ำ เปรียบเหมือนการตั้งปั๊มน้ำธรรมชาติเพื่อลดระดับน้ำใต้ดินเค็มในที่ลุ่มซึ่งเป็นพื้นที่ให้น้ำ ที่อยู่ใกล้เคียง เนื่องจากต้นไม้มีการใช้น้ำเพื่อการเจริญเติบโตมากกว่าพืชไร่ การศึกษาผลของการปลูกไม้ยืนต้นต่อการควบคุมระดับน้ำใต้ดินเค็ม ที่ตำบลหนองสรวง อำเภอขามทะเลสอ จังหวัดนครราชสีมา พบว่าการใช้ประโยชน์ที่ดินบนพื้นที่รับน้ำปลูกป่ายูคาลิปตัส สามารถลดระดับน้ำใต้ดินเค็มได้ลึกกว่าการปลูกมันสำปะหลังอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้เพราะยูคาลิปตัสมีการใช้น้ำเพื่อการเจริญเติบโตมากกว่ามันสำปะหลัง

2.การปลูกแถบหญ้าแฝกขนเนินรับน้ำที่ปลูกมันสำปะหลัง เป็นวิธีการจัดการพืชบนพื้นที่รับน้ำ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายดินเค็มและรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน ที่ตำบลหนองสรวง อำเภอขามทะเลสอ จังหวัดนครราชสีมา โดยการปลูกแถบหญ้าแฝก 2 แถว ทุกระยะ 20 เมตร ในไร่มันสำปะหลัง แม้ว่าจะทำให้เสียพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังบางส่วนไปบ้าง แต่ผลผลิตของมันสำปะหลังจะเพิ่มขึ้นชัดเจนหลังจากปลูกแฝก 3 ปี

3.การนำน้ำจืดจากน้ำใต้ดินบนพื้นที่รับน้ำมาใช้ประโยชน์ในการเกษตร ดินเค็มในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีผลมาจากการที่น้ำใต้ดินละลายเกลือหิน ทำให้ชั้นน้ำใต้ดินเค็ม และแรงดันน้ำจะพาเกลือขึ้นสู่ผิวดิน เมื่อน้ำระเหยออกไปเกลือจะตกผลึกเป็นคราบสีขาวปรากฏบนผิวดิน การสูบน้ำบาดาลจืดบริเวณพื้นที่รับน้ำขึ้นมาใช้เป็นการลดระดับน้ำใต้ดิน มีผลต่อการลดความดันของชั้นน้ำใต้ดินเค็มบริเวณพื้นที่ให้น้ำ และสามารถลดปริมาณเกลือที่ชั้นสู่ผิวดินจากหลักการดังกล่าว การพัฒนาน้ำใต้ดินบริเวณพื้นที่รับน้ำเพื่อการเกษตรกรรมในฤดูแล้ง จึงสามารถช่วยลดระดับน้ำใต้ดินเค็มและลดพื้นที่ดินเค็มในบริเวณพื้นที่ให้น้ำหรือที่ลุ่ม

การพัฒนาบ่อน้ำบาดาลบนพื้นที่รับน้ำ ให้เกษตรกรนำน้ำใต้ดินมาใช้ประโยชน์เพื่อการเกษตรกรรม และควบคุมการแพร่กระจายดินเค็ม ที่ตำบลบึงอ้อ อำเภอขามทะเลสอ จังหวัดนครราชสีมา เป็นพื้นที่เนินที่มีการใช้ประโยชน์ที่ดินปลูกมันสำปะหลัง ยังทำให้เกษตรกรพื้นที่รับน้ำที่เคยปลูกมันสำปะหลังเป็นพืชหลัก มีทางเลือกปลูกพืชได้มากชนิดขึ้นในช่วงแล้ง เช่น ดาวเรือง ข้าวโพดหวาน พริก และไม้ผล เกิดความมั่นคงทางอาหาร เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

พฤษภาคม 7, 2015 Posted by | เกษตร, แนวหน้า | , , , , , | ใส่ความเห็น

ปัญหาเกษตรที่นี่มีคำตอบ : ดินปัญหาทางการเกษตร

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/156649

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

คำถาม ดินที่ไม่ดีและมีปัญหา ที่ไม่สามารถทำการเกษตรได้ เป็นดินแบบใดบ้าง และมีลักษณะอย่างไรครับ

วันชนะ แสงทองอุไร

อ.นครไทย จ.พิษณุโลก

คำตอบ ดินปัญหา เป็นดินที่มีสมบัติไม่เหมาะ หรือเหมาะสมน้อยสำหรับการเพาะปลูก ถ้านำมาใช้ประโยชน์จะไม่สามารถให้ผลผลิตหรือให้ผลผลิตต่ำ และส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างรุนแรงด้วย

กรมพัฒนาที่ดิน ได้ทำการสำรวจดินทั่วประเทศ พบว่า ดินปัญหาหลักของประเทศไทย ได้แก่ ดินเปรี้ยวจัด ดินอินทรีย์ ดินเค็ม ดินทรายจัด ดินตื้น ดินกรด และดินพื้นที่สูงชันหรือที่ภูเขา ในบางพื้นที่อาจมีปัญหาดินมากว่าหนึ่งประเภท เช่น มีปัญหาดินทราย ดินตื้น และมีปัญหาดินกรดร่วมด้วย

ดินเปรี้ยวจัด หรือดินกรดกำมะถัน เป็นดินที่มีกรดกำมะถันเกิดขึ้นในดิน ดินเป็นกรดจัดมาก พบในบริเวณที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเล หรือที่เคยมีทะเล หรือที่เคยมีน้ำกร่อยท่วม ได้แก่ พื้นที่ภาคกลางตอนใต้ ภาคใต้ และภาคตะวันออก ดินอินทรีย์ เป็นดินที่มีวัสดุอินทรีย์ ซากพืชทับถมหนามากกว่า 40 เซนติเมตร มีความเป็นกรดจัดมาก พบในพื้นที่ลุ่มน้ำขัง และพบชั้นดินเลนของตะกอนน้ำทะเล ส่วนใหญ่พบในจังหวัดนราธิวาส และจังหวัดนครศรีธรรมราช ดินเค็ม เป็นดินที่มีเกลือละลายน้ำได้อยู่ในปริมาณมากเกินไป พบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และบริเวณชายฝั่งทะเลทั้งสองด้านของภาคใต้ ภาคกลาง และภาคตะวันออก

ส่วน ดินทรายจัด เป็นดินที่มีเนื้อดินตอนบนเป็นดินทราย หรือดินทรายปนดินร่วน หนา อย่างน้อย 50 เซนติเมตร จากผิวดิน เม็ดดินไม่เกาะตัวกัน และการระบายน้ำค่อนข้างมากเกินไป พบทั่วไปทุกภาค ดินตื้น เป็นดินที่มีชิ้นส่วนเนื้อหยาบที่เป็นลูกรัง ก้อนกรวดหรือเศษหิน พบมากกว่าร้อยละ 35  โดยปริมาตร พบทั่วไปในทุกภาคดินกรด เป็นดินที่ทุกชั้นในความลึก 100 เซนติเมตร จากผิวดิน มีค่าความเป็นกรดเป็นด่างมากกว่าหรือน้อยกว่า 5.5 พบในทั่วไปของประเทศ ดินพื้นที่สูงชัน เป็นดินที่อยู่ในสภาพพื้นที่มีความลาดชันมากว่าร้อยละ 35 ลักษณะและสมบัติดินไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับชนิดของหินและความลาดชันของพื้นที่ ส่วนใหญ่จะพบปัญหาการชะล้างพังทลายของดิน พบมากในที่สูงของทุกภาค

ดินปัญหาเหล่านี้ กรมพัฒนาที่ดิน ได้มีการศึกษาวิจัยและจัดทำแผนงาน/โครงการพัฒนา เพื่อแก้ปัญหาดินทั่วประเทศ สามารถศึกษาจากแหล่งความรู้/ศูนย์เรียนรู้ในพื้นที่หมอดินอาสา และนักวิชาการของกรมฯ สถานีพัฒนาที่ดิน สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต ที่จัดตั้งอยู่ในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ

นาย รัตวิ

พฤษภาคม 7, 2015 Posted by | เกษตร, แนวหน้า | , , , , , | ใส่ความเห็น

‘บิ๊กตู่’เตรียมเปิดงานตลาดผลไม้ข้างทำเนียบ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/156644

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2558, 19.24 น.
4 พ.ค. 58 ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานในพิธีเปิดงานเทศกาลผักผลไม้ไทยคุณภาพ ที่ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ริมคลองผดุงกรุงเกษม ข้างทำเนียบรัฐบาล ในวันพุธที่ 6 พ.ค. เวลา 17.00 น. เพื่อช่วยเหลือและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยให้มีพื้นที่นำเสนอสินค้าดีให้เป็นที่รู้จัก โดยที่ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ จะเป็นหน่วยงานหลักในการจัดกิจกรรมเทศกาลผักผลไม้คุณภาพ ระหว่างวันที่ 6-31 พฤษภาคม 2558 ริมคลองผดุงกรุงเกษม ข้างทำเนียบรัฐบาล ซึ่งจะมีร้านจำหน่ายสินค้า 70 บูธ แบ่งเป็น 3 โซน คือ การแสดงและจำหน่ายผักและผลไม้ไทยคุณภาพ การจำหน่ายพันธุ์และกิ่งพันธุ์ไม้ผล และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปผักและผลไม้

พร้อมกันนั้น ในบริเวณงานกระทรวงวัฒนธรรมจะจัดถนนคนเดิน ตลาดกลางคืน เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีไทย ในช่วงของวันที่ 8-30 พฤษภาคม 2558 เฉพาะในวันศุกร์และเสาร์ ตั้งแต่เวลา 18.00-22.00 น. โดยจะมีการแสดงศิลปวัฒนธรรม 4 ภาค การแสดงพื้นบ้าน และสินค้าวัฒนธรรม ของดีเด่นของภูมิภาค 4 ภาคด้วย

พฤษภาคม 7, 2015 Posted by | เกษตร, แนวหน้า | , , , , | ใส่ความเห็น

ควบคุมไรศัตรูกุหลาบด้วยชีววิธี ทางเลือก-ทางรอดของเกษตรกร

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/156479

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.
ไรแมงมุมคันซาวา 8 ขา หรือที่เกษตรกรเรียกกันว่าไรแดง เป็นศัตรูพืชที่สำคัญของไม้ดอกไม้ประดับหลากหลายชนิด โดยเฉพาะกุหลาบ เนื่องจากไรแดงจะดูดกินน้ำเลี้ยงใต้ใบแก่ทำให้กุหลาบเหี่ยวแห้ง ถ้าไม่มีการป้องกันกำจัดไรจะแพร่ระบาดไปดูดกินน้ำเลี้ยงที่ใบอ่อน กลีบดอก ทำให้ต้นกุหลาบหยุดชะงักการเจริญเติบโต ไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตกุหลาบได้

นางสาวมานิตา คงชื่นสิน ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านศัตรูพืช รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ไรแดงเป็นศัตรูพืชของกุหลาบ ที่สร้างความเสียหายต่อผลผลิตของเกษตรกรมายาวนาน โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง อากาศแห้งจะพบการแพร่ระบาดของไรแดงในปริมาณมาก ซึ่งที่ผ่านมาเกษตรกรจะเลือกวิธีการป้องกันกำจัดไรแดงด้วยวิธีที่สะดวกและรวดเร็วคือการใช้สารเคมีฉีดพ่น แต่ด้วยวงจรชีวิตไรแดงสั้น ตั้งแต่ช่วงฟักไข่ถึงระยะตัวเต็มวัยเพียงแค่ 8 วัน ทำให้ไรแดงเกิดการพัฒนามีการปรับตัวสร้างภูมิต้านทานต่อสารเคมีได้อย่างรวดเร็วกว่าแมลงชนิดอื่น ส่งผลให้เมื่อเกษตรกรใช้สารเคมีไปนานๆ จึงไม่มีสารเคมีชนิดใดที่จะสามารถป้องกันหรือกำจัดไรแดงได้ เกษตรกรจำเป็นต้องเพิ่มปริมาณการใช้สารเคมีและมีการฉีดพ่นบ่อยครั้งขึ้น บางรายอาจต้องฉีดพ่นทุกๆ 3 วัน ซึ่งกระทบต่อต้นทุนการผลิต ที่สำคัญยังเป็นอันตรายอย่างมากต่อตัวเกษตรกร รวมถึงผู้บริโภคที่ซื้อผลผลิต

ไรแดงที่เป็นศัตรูพืชนั้นจะมีไรตัวห้ำซึ่งเป็นศัตรูธรรมชาติ ที่ไม่ดูดกินน้ำเลี้ยงของพืช แต่เป็นไรที่กินไรศัตรูพืชเป็นอาหาร เรียกว่าเป็นผู้กำจัดโดยธรรมชาติอยู่แล้ว เพียงแต่การทำเกษตรกรรมสมัยใหม่ที่ใช้สารเคมีมากเกินไป และมีสารเคมีบางชนิดไปทำลายศัตรูธรรมชาติด้วย ทำให้เสียสมดุล ไรศัตรูพืชจึงมีมากกว่าไรตัวห้ำศัตรูธรรมชาติ ดังนั้น การใช้ไรตัวห้ำควบคุมไรศัตรูพืชในกุหลาบ จึงเป็นการควบคุมไรศัตรูพืชโดยชีววิธี หรือ Biological Control ที่มีประสิทธิภาพและสร้างความยั่งยืนมากที่สุด

กรมวิชาการเกษตร โดยสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กลุ่มงานวิจัยไรและแมงมุม กลุ่มกีฏและสัตววิทยา ได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่องการใช้ไรตัวห้ำควบคุมไรศัตรูกุหลาบอย่างยั่งยืน เริ่มต้นจากการอนุรักษ์ไรตัวห้ำศัตรูธรรมชาติที่สำคัญให้มีจำนวนมากพอที่จะรักษาสมดุลธรรมชาติ ซึ่งวิธีเพาะและขยายพันธุ์ไรตัวห้ำจะใช้ไรแดงหม่อนเป็นเหยื่อ โดยปลูกต้นถั่ว เช่น ถั่วดำ ถั่วเขียว ในถุงเพาะชำจนมีอายุ 2 สัปดาห์ แล้วจึงนำไรแดงหม่อนพ่อแม่พันธุ์มาเลี้ยงขยายบนต้นถั่ว ทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ ให้ไรแดงหม่อนเพิ่มปริมาณมากเต็มใบถั่ว จากนั้นจึงปล่อยพ่อแม่พันธุ์ไรตัวห้ำลงบนต้นถั่ว ในอัตรา 1 : 20-50 (ไรตัวห้ำ : ไรแดงหม่อน) ซึ่งไรตัวห้ำจะกินไรแดงหม่อนและขยายพันธุ์เพิ่มประชากรบนต้นถั่ว เมื่อพบว่าไรตัวห้ำกินเหยื่อใกล้หมดแล้วให้รีบตัดใบถั่วที่มีไรตัวห้ำบรรจุลงกระบอกกระดาษปิดฝาให้แน่น เมื่อจะนำไรตัวห้ำไปใช้ในแปลงกุหลาบ ก็เพียงแค่นำใบถั่วที่มีไรตัวห้ำไปวางลงบนใบหรือลำต้นกุหลาบที่มีไรแดง ไรตัวห้ำก็จะกำจัดไรศัตรูพืชโดยวิธีธรรมชาติ

ทั้งนี้ ผลการทดลองในแปลงกุหลาบของเกษตรกร อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ในช่วงเริ่มต้นที่ในแปลงยังไม่มีไรตัวห้ำเลย จะต้องปล่อยไรตัวห้ำในอัตรา 9-10 ตัวต่อต้น ทุก 2-3 สัปดาห์ เพื่อให้ไรตัวห้ำเพิ่มประชากรสามารถตั้งรกรากอาศัยในพืชที่ปลูกได้อย่างถาวร หลังจากนั้นเมื่อเกิดความสมดุลก็ลดการปล่อยไรตัวห้ำลงเหลือ 3-4 ตัวต่อต้น ทุก 1 เดือน อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกที่ไรตัวห้ำยังมีประชากรไม่มากพอ อาจพบไรศัตรูพืชระบาด ซึ่งส่วนใหญ่จะพบในฤดูแล้งให้ใช้สารเคมีฆ่าไรที่ปลอดภัยต่อไรตัวห้ำฉีดพ่นเฉพาะบริเวณที่พบการระบาด เพื่อลดประชากรไรศัตรูพืชลงก่อน แล้วจึงปล่อยไรตัวห้ำไปควบคุมต่อเนื่อง ซึ่งผลการศึกษาการปล่อยไรตัวห้ำ 3-4 ตัวต่อต้น ทุกเดือนเป็นระยะเวลา 1 ปี พบว่าไรตัวห้ำสามารถควบคุมไรศัตรูกุหลาบ ทดแทนการใช้สารเคมีฆ่าไรได้อย่างยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันเกษตรกรรายนี้ได้พัฒนาการผลิตไรตัวห้ำไว้ใช้เองในแปลง และสามารถเป็นแปลงต้นแบบในการควบคุมไรศัตรูกุหลาบแบบชีววิธีอย่างมีประสิทธิภาพ

ที่สำคัญ จากการเก็บสถิติต้นทุนค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะค่าสารเคมีกำจัดไรในแปลงกุหลาบของเกษตรกรต้นแบบ พบว่าพื้นที่ประมาณ 40 ไร่ ตั้งแต่ปี 2548 มีค่าสารเคมีกำจัดไรประมาณ 28,070 บาทต่อเดือน และเพิ่มสูงขึ้นเป็น 37,850 บาท ในปี 2550 แต่เมื่อเริ่มใช้ไรตัวห้ำตั้งแต่ปลายปี 2550 เป็นต้นมา สามารถลดการใช้สารเคมีกำจัดไรลงเหลือเพียง 4,580 บาท ภายในปี 2553 และมีการปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผลผลิตที่ได้มีปริมาณเพิ่มขึ้นและมีคุณภาพดีขึ้นด้วย แต่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดของการใช้ไรตัวห้ำควบคุมไรศัตรูพืชในกุหลาบ คือเมื่อลดการพึ่งพาสารเคมี เท่ากับสร้างความปลอดภัยต่อสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภค ซึ่งประเมินค่าเป็นตัวเงินไม่ได้เลย

ฉะนั้นการป้องกันไรศัตรูกุหลาบด้วยชีววิธี จึงเป็นทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรที่จะช่วยลดการสูญเสียผลผลิต สร้างความปลอดภัยและความมั่นคงในอาชีพ หากเกษตรกรผู้ปลูกกุหลาบท่านใดสนใจ สามารถเข้ามาศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติม รวมถึงสามารถมาขอพ่อแม่พันธุ์ไรตัวห้ำ ไปเพาะขยายพันธุ์ไว้ใช้เองในแปลงได้ที่ สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร โทร.0-2579-3053, 0-2579-4128

พฤษภาคม 7, 2015 Posted by | เกษตร, แนวหน้า | , , , , | ใส่ความเห็น

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,168 other followers

%d bloggers like this: