เกษตร

All posts tagged เกษตร

ลาชีวิตลูกจ้างสู่นาอินทรีย์ วิถี‘สมเดช มหาวงศ์นันท์’

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151126/217503.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน 2558
ลาชีวิตลูกจ้างสู่นาอินทรีย์ วิถี‘สมเดช มหาวงศ์นันท์’

หนักเอาเบาสู้ : ลาชีวิตลูกจ้างสู่นาอินทรีย์ วิถี ‘สมเดช มหาวงศ์นันท์’ : โดย…สุรัตน์ อัตตะ

       หลังใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงจนประสบความสำเร็จระดับหนึ่งก็กลับสู่บ้านเกิดเพื่อสานอาชีพการทำนาสำหรับ “สมเดช มหาวงศ์นันท์” เกษตรกรชาวนาแห่งบ้านท่าวังผา ต.ท่าวังผา อ.ท่าวังผา จ.น่าน ที่มุ่งหน้าสู่เมืองหลวงเพื่อหางานทำหลังเรียนจบปวช.สาขาช่างยนต์ จากวิทยาลัยเกษตรกรรมน่าน โดยใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงเกือบ 20 ปี ก่อนกลับสู่บ้านเกิดเมื่อ 2 ปีที่แล้ว พร้อมกับแนวคิดที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีทำนาแบบเดิมๆ จากการใช้สารเคมีในนาข้าวหันมาใช้บิวเวอร์เรียแทน
       “เมื่อเรียนจบปวช.ก็ไปทำงานที่กรุงเทพฯ เกือบ 20 ปี ก่อนกลับมาบ้านมาช่วยพ่อแม่ทำนา เพราะอยู่กรุงเทพฯ มีเงินใช้แต่ไม่มีเงินเก็บก็คิดว่ากลับมาอยู่บ้านดีกว่า ถึงจะมีรายได้ไม่มากแต่ก็ไม่มีรายจ่าย เพราะที่บ้านมีหมดทุกอย่างไม่จำเป็นต้องซื้อ” สมเดช บอกเหตุผลการอำลาเมืองหลวง พร้อมเริ่มคิดวิธีการทำนาแบบปฏิเสธสารเคมี โดยเน้นทำนาข้าวอินทรีย์แทน
       จากนั้นก็ได้ศึกษาขั้นตอนการปฏิบัติต่างๆ พร้อมขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอท่าวังผาถึงกระบวนการทำนาอินทรีย์ ประกอบกับช่วงนั้นมีการเปิดอบรมการใช้เชื้อบิวเวอร์เรียในการนาข้าวเพื่อป้องกันโรคและแมลงให้เกษตรกรในพื้นที่ โดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยศูนย์วิจัยควบคุมศัตรูพืชชีวินทรีย์แห่งชาติร่วมกับสำนักงานเกษตรอำเภอท่าวังผา ทำให้เขาได้เรียนรู้ถึงกระบวนการผลิตในทุกขั้นตอน ก่อนนำมาทดลองปฏิบัติจริงในแปลงนาข้าวของตัวเองบนเนื้อที่ 8 ไร่เศษ
       “มีที่นาอยู่ 8 ไร่เศษ ปลูกข้าวหอมมะลิ 105 จำนวน 2 ไร่ สันป่าตอง 1 จำนวน 5 ไร่ ที่เหลือเป็นข้าวก่ำ เมื่อก่อนจะใช้สารเคมี แต่หลังไปอบรมการทำนาอินทรีย์ก็มาเริ่มทดลองทำ สักพักก็จะสังเกตเห็นไส้เดือนเต็มไปหมด มีปลาในนาข้าว ซึ่งเมื่อก่อนไม่มีแบบนี้” สมเดช แจง พร้อมชี้ไปที่แปลงนาอินทรีย์และเรียกร้องให้เกษตรกรทุกอาชีพใน จ.น่าน ปฏิเสธการใช้สารเคมีทำการเกษตร โดยเฉพาะยาปราบศัตรูพืช และให้หันมาใช้เชื้อราบิวเวอร์เรียแทน
       สำหรับการใช้เชื้อราบิวเวอร์เรียในนาข้าวนั้นสามารถทำลายแมลงได้หลายชนิด อาทิ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยไฟ บั่ว หนอนห่อใบ โดยกลไกการเข้าทำลายแมลงของเชื้อราบิวเวอร์เรีย คือ เมื่อสปอร์ของเชื้อราสัมผัสกับผิวของแมลง ในสภาพความชื้นที่เหมาะสม คือความชื้นสัมพัทธ์ 50% ขึ้นไปจะงอกเส้นใยแทงผ่านผิวหนังเข้าไปในลำตัวแมลง แล้วขยายจำนวนเจริญอยู่ภายในโดยใช้เนื้อเยื่อของแมลงเป็นอาหาร แมลงจะตายในที่สุด

ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘เสือหมอบ’ห้ามเลือด

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151125/217432.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน 2558
ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘เสือหมอบ’ห้ามเลือด

ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘เสือหมอบ’ ห้ามเลือด : โดย…นายสวีสอง

          หญ้าเสือหมอบ หรือหญ้าสาบเสือ พบได้ทั่วไปในพื้นที่รกร้าง ว่างเปล่า สรรพคุณ ก้านและใบใช้ฆ่าแมลง ส่วนใบตำกับปูนพอกแผลห้ามเลือดที่แมลงกัดให้หยุดไหลได้
          เป็นวัชพืช ในวงศ์ ASTERACEAE อายุหลายปี สูง 1-2 เมตร ต้นและกิ่งมีขนปกคลุม ก้านและใบเมื่อขยี้จะมีกลิ่นแรงคล้ายสาบเสือ
          ใบ เป็นใบเดี่ยวออกจากต้น ข้อ ตรงกันข้าม รูปรีออกสามเหลี่ยม ขอบหยัก ปลายแหลม ฐานกว้างเรียวสอบเข้าหากัน ใบมีขนปกคลุมทั้งสองด้าน
          ดอก ออกเป็นช่อ สีขาวหรือฟ้าอมม่วง แต่ละช่อมี 10-35 ดอก ดอกวงนอกบานก่อน กลีบดอกหลอมรวมกันเป็นหลอด
          ผล ขนาดเล็ก เป็นห้าเหลี่ยมสีน้ำตาลหรือดำ มีหนามแข็งบนเส้นของผล ปลายผลมีขนสีขาว ช่วยพยุงให้ผลและเมล็ดปลิวตามลม
          ขยายพันธุ์ ด้วยเมล็ด เติบโตได้ในทุกสภาพพื้นที่ ชอบแสงแดดเต็มวัน

ปั้นนมโค‘ออร์แกนิก’มุ่งเจาะตลาดรักสุขภาพ

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151125/217431.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน 2558
ปั้นนมโค‘ออร์แกนิก’มุ่งเจาะตลาดรักสุขภาพ

ทำมาหากิน : ปั้นนมโค ‘ออร์แกนิก’ มุ่งเจาะตลาดรักสุขภาพ

      การทำธุรกิจฟาร์มโคนมไม่ใช่เรื่องง่าย จะต้องมีพื้นฐานความรู้ทั้งภาคปศุสัตว์และภาคเกษตรควบคู่กัน ระยะเวลานับสิบปีของฟาร์มช่างรุ่ง เริ่มต้นด้วยการลองผิดลองถูก ก่อนบ่มเพาะเป็นองค์ความรู้ จนเป็นที่มาของการสร้างฟาร์มโคนมออแกนิกครบวงจรแห่งแรกในภาคเหนือ ไม่เพียงแต่พัฒนาสินค้านมโค 100% เจาะตลาดรักสุขภาพ ด้วยแบรนด์ “Happy Cow” แล้วยังมุ่งยกระดับให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรครบวงจร แหล่งเรียนรู้ด้านปศุสัตว์ รองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนด้วย
      นายรุ่ง จันตาบุญ อดีตสถาปนิกชื่อดังที่ผันตัวเองมาทำธุรกิจฟาร์มนมออแกนิก ภายใต้ชื่อ “ฟาร์มช่างรุ่ง” ตั้งอยู่ในพื้นที่ อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่ เล่าว่า ก่อนจะมาทำฟาร์มโคนม เคยทำฟาร์มวัวเนื้อมาก่อน บนพื้นที่ 1,500 ไร่ กระทั่งปี 2553 ตนและครอบครัวมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ป่วยง่าย เข้าโรงพยาบาลบ่อยครั้ง จึงลองหันมากินอาหารออแกนิกอย่าง ผักสด ผลไม้สด นมสด หรือเนื้อสัตว์ที่ผลิตขึ้นเอง ซึ่งก็พบว่าสุขภาพเริ่มดีขึ้นจึงมีแนวคิดทำฟาร์มออแกนิกเพื่อสุขภาพ โดยเริ่มด้วยการเลี้ยงวัวนม 15-20 ตัว และปลูกผักออแกนิกในพื้นที่เดียวกัน ถึงปัจจุบันมีวัวนมกว่า 300 ตัว
      “การเลี้ยงนั้น ใช้เทคนิคให้วัวใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ กินหญ้า และข้าวโพดที่ปลูกเอง โดยนำพ่อพันธุ์มาจากสหรัฐอเมริกา และใช้แม่พันธุ์จากไทยเพื่อให้ได้วัวนมพันธุ์ผสมที่มีประสิทธิภาพ และเป็นส่วนช่วยในเรื่องคุณภาพของนมโคสดพาสเจอร์ไรซ์ ที่ต่อมาเราได้เปิดโรงงานผลิตเป็นลักษณะโฮมเมด 100% ไม่มีสารปรุงแต่งใดๆ ภายใต้ยี่ห้อ Happy Cow”
      นับแต่นั้นมา นมโคสดพาสเจอร์ไรซ์ “Happy Cow” ก็ได้ขยายตลาดโดยผลิตถึงปีละ 1,500 กิโลกรัม และนำร่องที่ริมปิงซูเปอร์มาร์เก็ต จ.เชียงใหม่ มีขนาดตั้งแต่ 250 มิลลิลิตร ราคา 25 บาท, ขนาด 2 ลิตร 89 บาท และขนาด 5 ลิตร 189 บาท พร้อมควบคู่การสร้างโรงงานผลิตชีส ที่เน้นกระบวนการผลิตแบบอินทรีย์ทั้งหมด ผลิตโกด้าชีส, เชดด้าชิส และมอสซาเรลล่าชีส ซึ่งที่ผ่านมาสินค้าได้รับผลตอบรับดีเกินคาดหมาย โดยเฉพาะนมสดที่คาดว่าในปี 2559 จะเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 2,000 กิโลกรัม
      ปัจจุบันนี้ฟาร์มช่างรุ่ง นอกจากจะเป็นแหล่งผลิตนมโคพาสเจอร์ไรซ์ครบวงจรแล้ว ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ของทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ และได้ต่อยอดเลี้ยงสัตว์ภายในฟาร์มเพิ่มเติม อาทิ หมูสายพันธุ์คุโรบูตะ ไก่ประดู่ดำ ไก่ป่าแม่ฮ่องสอน ด้วยระบบอินทรีย์เช่นเดียวกับการเลี้ยงวัวนม อีกทั้ง ได้เปิดร้านฟาร์มช็อป “ฟาร์มช่างรุ่ง” เป็นสาขาแรกที่โครงการสตาร์อเวนิว สาขาอาเขต จ.เชียงใหม่ เพื่อกระจายสินค้า จำหน่ายอาหารออแกนิก
      “อนาคตเราไม่ได้มุ่งเน้นแค่การจำหน่ายผลิตภัณฑ์อย่างเดียว แต่ยังจะพัฒนาเป็นศูนย์กลางการแหล่งผลิตระบบออแกนิก แหล่งท่องเที่ยว แหล่งเรียนรู้ด้านปศุสัตว์ครบวงจรแห่งแรกของอาเซียน เป็นฟาร์มสเตย์ ซึ่งจะเป็นการยกระดับคุณภาพให้ทั้งฟาร์มช่างรุ่ง และการท่องเที่ยวของ จ.เชียงใหม่ด้วย”
      สำหรับท่านที่สนใจอยากแวะไปดื่มด่ำกับบรรยากาศฟาร์ม และรสชาติอาหารออแกนิก เชิญได้ ณ ฟาร์มช่างรุ่ง เลขที่ 204 ต.ท่าเดื่อ อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่ หรือโทรศัพท์สอบถาม 08-7187-6611 และ 08-7179-0003

สับปะรดเอ็มดี2ทางเลือกเกษตรกร

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151125/217430.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน 2558
สับปะรดเอ็มดี2ทางเลือกเกษตรกร

เกษตรกรคนเก่ง : สับปะรดเอ็มดี2 ทางเลือกเกษตรกร : โดย…ธานี กุลแพทย์

       ด้วยคุณสมบัติเด่นของสับปะรดเอ็มดี2 (MD2) ที่รสชาติหวานหอมอมเปรี้ยว เนื้อตัน แน่น มีวิตามินซีสูงถึง 4 เท่า เก็บเกี่ยวผลผลิตเร็วกว่าพันธุ์อื่น ภายหลังทดลองปลูกของสมาคมชาวไรสับปะรดไทย ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ต.ตาสิทธิ์ อ.ปลวกแดง จ.ระยอง ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ พร้อมหนุนเกษตรกรปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่รับความต้องการของตลาด
       นายศราวุธ เรืองเอี่ยม ที่ปรึกษาสมาคมชาวไร่สับปะรดไทย ทำงานด้านสับปะรดมากว่า 20 ปี ทั้งพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์สับปะรด โดยเฉพาะพันธุ์ เอ็มดี2 เล่าว่า สับปะรดพันธุ์นี้พัฒนาขึ้นที่ฮาวาย สหรัฐอเมริกา มีลักษณะโดดเด่น คือเมื่อแก่จะมีสีเหลืองทองทั้งผล ใบมีหนามน้อยหรือไม่มีเลย รสชาติหวานหอมอมเปรี้ยว เนื้อตัน แน่น มีวิตามินซีสูงถึง 4 เท่าของพันธุ์อื่น ที่สำคัญเมื่อรับประทานแล้วไม่กัดลิ้น เป็นที่นิยมของตลาดต่างแดนทั้ง ญี่ปุ่น เกาหลี และฝั่งประเทศแถบยุโรป
       จึงซื้อผลและเก็บจุกกลับมา โดยนำจุกไปเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและนำมาปลูก ระยะแรกพบว่ายังมีความแปรปรวนอยู่บ้างในเรื่องของใบ ซึ่งมี 2 ลักษณะ คือ มีหนามกับไม่มีหนาม จึงคัดเลือกต้นที่ไม่มีหนามเอาไว้ทำพันธุ์ จนปัจจุบันสามารถขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อ ตัดจุก และชำเหง้าได้แล้ว อีกทั้งยังบังคับให้ออกดอกได้ง่ายและมีอายุการเก็บเกี่ยวที่เร็วกว่าพันธุ์อื่นๆ จึงนำมาทดลองปลูกในแปลงของนายเสถียร เสือขวัญ ประธานกลุ่มผู้ปลูกสับปะรด ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หมู่ 1 ต.ตาสิทธิ์ เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่เกษตรกรในพื้นที่นำไปปลูก รองรับกับความต้องการของตลาด โดยมุ่งเน้นลดต้นทุน ผลผลิตมีคุณภาพ และการตลาดที่ยั่งยืน
       อย่างไรก็ตาม ผลผลิตสับปะรดพันธุ์เอ็มดี2 เป็นที่รู้จักและเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ แต่การผลิตในประเทศยังมีอยู่น้อย ฉะนั้นจึงต้องเร่งขยายพันธุ์ให้มากขึ้น และเกษตรกรหากท่านใดสนใจ ติดต่อได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอปลวกแดง หรือ โทร.0-3865-3072 ในวันเวลาราชการ

‘เซรามิกรูพรุน’สารสกัดจากตะไคร้

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151124/217406.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน 2558
‘เซรามิกรูพรุน’สารสกัดจากตะไคร้

ทำมาหากิน : ‘เซรามิกรูพรุน’ สารสกัดจากตะไคร้ ผลงานวิจัยกำจัด ‘จุลินทรีย์ในผึ้ง’ : โดย…สุรัตน์ อัตตะ

       การระบาดของโรคที่เกิดจากจุลินทรีย์ในตัวอ่อนผึ้ง อย่างเช่นโรคจากเชื้อราชอล์คบรูด โรคตัวอ่อนเน่าได้กลายเป็นปัญหาหนักอกให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งมาอย่างยาวนาน ซึ่งที่ผ่านมาเกษตรกรมักใช้วิธีการแก้ปัญหาโดยการใช้สารเคมีหรือยาปฏิชีวนะมาบำบัดและควบคุมโรคในผึ้งที่เกิดจากจุลินทรีย์เหล่านี้ แต่อาจส่งผลทำให้เกิดสารตกค้างอยู่ในน้ำผึ้งได้ ด้วยเหตุนี้ทำให้ทีมนักวิจัยจากสองสถาบันการศึกษาได้แก่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง นำโดย รศ.ดร.ภาณุวรรณ จันทวรรณ และคณะ ได้คิดค้นนวัตกรรมเซรามิกรูพรุนโดยใช้สารสกัดจากธรรมชาติ ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ(วช.)จนประสบความสำเร็จในการนำนวัตกรรมดังกล่าวมาต้านทานโรคและปรสิตในรังผึ้งแทนการใช้สารเคมีหรือยาปฏิชีวนะอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
       “ที่ผ่านมาเกษตรกรไทยจะใช้วิธีบำบัดและควบคุมโรคในผึ้งที่เกิดจากจุลินทรีย์โดยใช้สารเคมีหรือยาปฏิชีวนะที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ทำให้เกิดปัญหามีสารตกค้างอยู่ในน้ำผึ้ง ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคและเกิดปัญหาการกีดกันทางการค้าจากต่างประเทศด้วย โดยเฉพาะจากประเทศในยุโรป ซึ่งเป็นตลาดหลักของประเทศไทยได้ส่งออกน้ำผึ้งและผลิตภัณฑ์จากผึ้ง”
       ผศ.ดร.สุขุม อิสเสงี่ยม อาจารย์จากภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หนึ่งในทีมวิจัยเผยข้อมูลและยอมรับว่านวัตกรรมดังกล่าวนี้จะมีการควบคุมการแพร่หรือการออกฤทธิ์ของสารให้ยาวนาน คงประสิทธิภาพและสะดวกต่อการนำไปใช้ในรังผึ้ง ซึ่งจากการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์มาเป็นระยะเวลา 2 ปีนั้น คณะผู้วิจัยสามารถผลิตและสร้างต้นแบบเซรามิกพรุนที่มีประสิทธิภาพในการปลดปล่อยน้ำมันตะไคร้ที่มีฤทธิ์กำจัดสำหรับกำจัดจุลินทรีย์ในรังผึ้งยาวนานถึง 7-14 วันต่อการเติมน้ำมันตะไคร้ 1 ครั้งและมีประสิทธิภาพในการกำจัดได้ถึง 4 เท่าเมื่อเปรียบเทียบกับรังผึ้งชุดควบคุมและที่สำคัญยังสามารถนำเซรามิกพรุนเหล่านี้กลับมาใช้ใหม่ได้อีกแม้ว่าสารกำจัดจุลินทรีย์ในรังผึ้งหมดไปแล้วก็ตาม
       “ในการวิจัยช่วงปีแรกได้มีการบรรจุเซรามิกพรุนลงในภาชนะที่เป็นพลาสติก ซึ่งก็พบว่ามีข้อจำกัดในการใช้งานไม่ทนต่อสภาวะแวดล้อม ดังนั้น คณะผู้วิจัยได้พัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ใช้บรรจุเซรามิกพรุนซึ่งทำจากอะลูมินาเป็นหลัก โดยทำการเตรียมเซรามิกพรุนที่มีองค์ประกอบต่างๆ กันและทำการศึกษาคุณสมบัติทางกายภาพทั้งหมดของเซรามิก ซึ่งพบว่าสิ่งที่มีอิทธิพลต่อความหนาแน่นและความพรุนต่างกัน เซรามิกพรุนที่ถูกเลือกนำมาใช้งานโดยพิจารณาจากความพรุน นั่นคือเงื่อนไข A  ที่ประกอบด้วย เซลลูโลส 10 กรัม และพีวีพี 3 ซีซี ซึ่งมีค่าความพรุนอยู่ที่ 90.54% มีความเหมาะสมที่สุด”
       นักวิจัยคนเดิมย้ำด้วยว่าสำหรับการนำเซรามิกพรุนที่มีความเหมาะสมที่สุดไปใส่ในภาชนะ จากผลการวิจัยในระยะสุดท้ายได้ทำการศึกษาผลของการใช้เซรามิกพรุนที่บรรจุน้ำมันตะไคร้ ซึ่งจากผลการหาอัตราการโดนจุลินทรีย์รบกวนแล้วพบว่ารัังผึ้งที่มีการใส่เซรามิกพรุนที่มีการบรรจุน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้จะมีอัตราการถูกรบกวนจากจุลินทรีย์น้อยกว่ารังผึ้งที่เลี้ยงในสภาวะปกติถึง 4 เท่าและสามารถควบคุมการปลดปล่อยได้ในระยะเวลา 7 วัน
       เซรามิกพรุนกำจัดจุลินทรีย์เพื่อป้องกันการระบาดของโรคในรังผึ้ง นับเป็นอีกนวัตกรรมเด่นที่ประสบความสำเร็จและมีการเตรียมขยายผลไปสู่เกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งในเร็วๆ นี้เพื่อทดแทนการใช้สารเคมีและยาปฏิชีวนะที่อาจมีสารตกค้างในน้ำผึ้ง ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้ เกษตรกรที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดจากผู้วิจัย โทร.08-82516844 ได้ตลอดเวลา

ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘ผักตบชวา’แก้แผลอับเสบ

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151124/217405.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน 2558
ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘ผักตบชวา’แก้แผลอับเสบ

ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘ผักตบชวา’ แก้แผลอับเสบ : โดย…นายสวีสอง

         ใครจะไปนึกว่าวัชพืชอย่างผักตบชวา จะมีสรรพคุณทางยาสมุนไพร ผักตบชวา ชื่อวิทยาศาสตร์ Eichhornia crassipes จัดอยู่ในวงศ์ผักตบ มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วจนกลายเป็นวัชพืชน้ำที่ขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว โดยการแยกกอหรือใช้ไหล พบได้ทั่วไปตามริมน้ำ
         ใบเป็นใบเดี่ยว แตกจากลำต้นเป็นกอ ก้านใบอวบน้ำตรงกลางพองออก จึงช่วยพยุงลำต้นให้ลอยน้ำได้ ออกดอกเป็นช่ออยู่กลางกอ
         ผลเป็นแบบแคปซูลแห้งและแตกได้ ลักษณะรูปทรงกระบอกภายในมีเมล็ดจำนวนมาก รูปกลมขนาดเล็กต้นใช้ตำพอกแก้แผลอักเสบ

3หน่วยงานล้อมคอกฟอกเงินแผนสกัดกลโกงผ่านสหกรณ์

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151123/217330.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2558
3หน่วยงานล้อมคอกฟอกเงินแผนสกัดกลโกงผ่านสหกรณ์

3หน่วยงานล้อมคอกฟอกเงิน แผนสกัดกลโกงผ่านสหกรณ์ : ดลมนัส กาเจรายงาน

            หลังจากที่รัฐบาลประกาศนโยบายให้ความสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการด้วยความโปร่งใสและเน้นการป้องกันปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการฟอกเเงินผ่านระบบสหกรณ์ ทำให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งถือเป็นหน่วยงานที่ควบคุมระบบสหกรณ์ทั่วประเทศนั้น ได้ขับเคลื่อนนโยบายนี้สู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง ล่าสุด 3 หน่วยงาน “กรมส่งเสริมสหกรณ์-กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)” จับมือลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ว่าด้วยการประสานความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินผ่านกิจการสหกรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญกับนโยบายการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะในระบบสหกรณ์ที่มีบทบาทสำคัญเป็นพื้นฐานของเกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในประเทศ ฉะนั้นทำอย่างไรที่จะให้สหกรณ์เหล่านี้มีความเป็นมาตรฐานเข้มแข็งและไม่ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดฐานการฟอกเงิน

ทั้งนี้ เนื่องจากสหกรณ์มีการทำธุรกรรมทางการเงิน จำเป็นต้องมีการดำเนินการอย่างโปร่งใสทั้งเรื่องการบันทึกบัญชี การตรวจสอบสถานภาพทางการเงิน หากสหกรณ์สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพก็จะสามารถยกระดับมาตรฐานสหกรณ์ได้ ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญอย่างหนึ่งของกระทรวงเกษตรฯ ที่จะส่งเสริมให้ระบบสหกรณ์มีความเป็นมาตรฐานและเข้มแข็งขึ้นภายในปี 2559 นี้

ด้าน นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ระบุว่าความร่วมมือของ 3 หน่วยงานเป็นความมุ่งหวังที่จะดำเนินการตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์ด้วยการให้การดำเนินการของสหกรณ์เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งทั้ง 3 หน่วยงานได้พิจารณาเห็นพ้องร่วมกันว่าเรื่องของการเงินเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้สหกรณ์ประสบปัญหาได้

ดังนั้นการทำธุรกรรมทางการเงินที่เกิดขึ้นในสหกรณ์จะต้องดำเนินการอย่างถูกต้องและเป็นไปตามกฎหมายที่กำหนด เพื่อลดความเสี่ยงของสมาชิกสหกรณ์ที่อาจเกิดขึ้นจากการกระทำธุรกรรมทางการเงินที่ไม่ถูกต้องหรือการใช้สหกรณ์เป็นฐานในการฟอกเงิน ซึ่งเป้าหมายสำคัญคือการทำให้สมาชิกสหกรณ์มีความรู้สึกปลอดภัยในการทำธุรกรรมทางการเงินที่เกิดขึ้นกับสหกรณ์ต่อจากนี้ต้องเป็นตามกฎหมาย

สำหรับข้อตกลงความร่วมมือกันประกอบด้วย การร่วมมือซึ่งกันและกันในการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่สนับสนุนการทำงานของทั้ง 3 หน่วยงาน สนับสนุนนโยบายด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และร่วมมือกันพัฒนาความรู้แก่บุคลากรของทั้ง 3 หน่วยงานอีกด้วย ขณะนี้ได้สั่งการให้สหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัดเข้าไปตรวจสอบสหกรณ์ โดยการจัดชั้นสหกรณ์ว่าสหกรณ์ในแต่ละจังหวัดสามารถแบ่งเป็นสหกรณ์ที่มีความเข้มแข็ง สหกรณ์ที่ต้องพัฒนาไปสู่ความเข้มแข็ง รวมถึงสหกรณ์ที่อยู่ในข่ายของการยุบเลิกมีจำนวนเท่าไร เพื่อรวบรวมเป็นฐานข้อมูลที่เป็นปัจจุบันและชัดเจน จึงมั่นใจว่าการลงนามความร่วมมือของทั้ง 3 หน่วยงานนี้จะสามารถผลักดันให้ระบบสหกรณ์สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการสนองนโยบายได้อย่างจริงจังและเกิดผลเป็นรูปธรรมชัดเจนยิ่งขึ้น

ส่วน นายสมปอง อินทร์ทอง อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า ในส่วนของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์จะให้ความร่วมมือทั้งเรื่องความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเงิน การบัญชีของสหกรณ์หรืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านตรวจสอบบัญชีหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายทำหน้าที่ประสานงานระหว่างหน่วยงาน ถ้าหากพบว่ามีการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและกฎหมายว่าด้วยการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย จะแจ้งไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ซึ่งจะส่งผลให้สามารถตัดวงจรการทุจริตในระบบสหกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ขณะที่ พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการ ปปง. มั่นใจว่ามาตรการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย เป็นสิ่งหนึ่งที่กรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ให้ความสำคัญ ฉะนั้นสาระสำคัญของการลงนามทำความร่วมมือกันครั้งนี้ เน้นการแบ่งปันข้อมูล เช่น กรณีที่กรมส่งเสริมสหกรณ์หรือกรมตรวจบัญชีสหกรณ์พบเจอการกระทำความผิดหรือสิ่งที่ไม่ถูกต้องในสหกรณ์ที่อาจนำไปสู่การกระทำผิดโดยการทุจริตหรือฟอกเงิน ก็จะแจ้งให้ ปปง.เข้าไปตรวจสอบเพื่อเข้าไปป้องกันระงับยับยั้งเหตุที่จะเกิดขึ้นเพื่อไม่ให้สหกรณ์เป็นเครื่องมือในการฟอกเงินต่อไป

อย่างไรก็ตามกรณีที่พบว่าสหกรณ์ที่ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการฟอกเงินหรือการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายจะมีโทษปรับครั้งละไม่เกิน 1 ล้านบาท และปรับอีกวันละไม่เกิน 1 หมื่นบาทนับตั้งแต่วันที่กระทำความผิดจนกว่าจะปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเชื่อมั่นว่าบทลงโทษที่นำมาใช้กับผู้ที่ฝ่าฝืนน่าจะทำให้สหกรณ์เองรวมทั้งพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่ในสหกรณ์เกิดความเกรงกลัวไม่กล้าที่จะทำกระทำผิดกฎหมาย ก็จะส่งผลให้สหกรณ์มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพจนเป็นหลักในสถาบันการเงินหนึ่งในประเทศต่อไปได้

นับเป็นอีกก้าวหนึ่งของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ส่งสัญญาณในการที่จะเอาจริงเอาจังกับการปราบการทุจริต โดยเฉพาะการฟอกเงินที่ผ่านระบบสหกรณ์ อย่างน้อยสามารถลดความเสี่ยงของสมาชิกในการกระทำธุรกรรมทางการเงินที่ไม่ถูกต้องอีกด้วย

ตะลุยสำรวจ ‘ฟาร์มสเตย์’ วโรชา ยึดทฤษฎีใหม่ต่อยอดงานเกษตร

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151122/217255.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน 2558
ตะลุยสำรวจ 'ฟาร์มสเตย์' วโรชา ยึดทฤษฎีใหม่ต่อยอดงานเกษตร

ท่องโลกเกษตร : ตะลุยสำรวจ ‘ฟาร์มสเตย์’ วโรชา ยึดทฤษฎีใหม่ต่อยอดงานเกษตร : โดย…สุรัตน์ อัตตะ

                      หลังประสบความสำเร็จในการคิดค้นมะนาวสายพันธุ์ใหม่ “แป้นวโรชา” จนเป็นที่รู้จักของเกษตรกรทั่วประเทศสำหรับปราชญ์ชาวบ้านอย่าง “วโรชา จันทโชติ” เกษตรกรเจ้าของสวนมะนาววโรชาใน ต.ไผ่จำศีล อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง ก็ได้เตรียมขยับขยายพื้นที่เพื่อเนรมิตศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงในรูปแบบของฟาร์มสเตย์สำหรับใช้เป็นแหล่งเรียนรู้และสถานที่ท่องเที่ยวด้านการเกษตร หวังใช้องค์ความรู้เรื่องมะนาวมาต่อยอดสู่การทำเกษตรแบบครบวงจร
                      “ท่องโลกเกษตร” อาทิตย์นี้มุ่งหน้าสู่อ่างทองไปดูรูปแบบฟาร์มสเตย์ของปราชญ์ชาวบ้านด้านเกษตรวัยใกล้ 50 “วโรชา จันทโชติ” ที่กำลังปรับพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ 2 งาน หลังวัดม่วงใน ต.หัวตะพาน อ.วิเศษชัยชาญ ห่างจากสวนมะนาววโรชาประมาณ 1.5 กิโลเมตร เพื่อสร้างฟาร์มสเตย์แบบครบวงจรเพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ของเกษตรกรที่สนใจ ประกอบด้วยบ่อน้ำขนาดใหญ่  3 ไร่ บ่อน้ำขนาดเล็ก 2 งาน แปลงมะนาว พืชผักสวนครัวและพืชสมุนไพรชนิดต่างๆ กว่า 50 ชนิด มีบ้านที่อยู่อาศัย 1 หลังและเรือนพักสำหรับผู้มาศึกษาดูงานอีก 1 หลัง สามารถพักได้ประมาณ 30 คน
                      “สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับครับ” วโรชากล่าวทักทายกับทีมงานทันทีที่เดินทางถึงหน้าฟาร์มสเตย์ซึ่งอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง จากนั้นได้พาเยี่ยมชมตามจุดต่างๆ พร้อมอธิบายถึงที่มาของคอนเซ็ปต์ในแต่ละจุดพร้อมประโยชน์ในการใช้สอย โดยทุกจุดจะเน้นการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จะเห็นว่าบนเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่เศษนั้นเกือบจะไม่มีที่ว่างที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรเลย
                      “มันมีอะไรหลายอย่างที่ต่อยอดมาจากสวนเดิมนอกจากมะนาว ที่นั่นเราปลูกดาวเรืองให้ดูแล้ว มาที่นี่มาดูว่าการเพาะเมล็ดพันธุ์ดาวเรืองทำอย่างไร ที่นั่นมีปลูกทานตะวัน มาที่นี่เอาเมล็ดไปทำถั่วงอกทานตะวัน ที่นี่จะต้องคิดในเรื่องการต่อยอด เป็นคอนเซ็ปต์ของฟาร์มเราเลย ตอนนี้จะทำอะไรก็แล้วแต่จะต้องมองเรื่องการตลาดมาก่อน ทำเพียงเพื่อเอามันอย่างเดียวไม่ได้”
                      หลังจากเกริ่นให้ฟังรูปแบบแนวคิดการทำฟาร์มสเตย์อยู่พักใหญ่ จากนั้นก็เดินลัดเลาะไปเยี่ยมชมตามจุดต่างๆ ที่คุณวโรชาจัดแบ่งไว้เป็นโซนๆ โดยจุดแรกเป็นบ้านพักอาศัยของตัวเองและครอบครัว มีลักษณะเป็นบ้านไม้สองชั้น ทรงเรือนไทยภาคกลาง ตั้งตระหง่านอยู่กลางสวน ชั้นบนสร้างเป็นที่พักอาศัย ส่วนชั้นล่างจะทำร้านนวดแผนไทยโดยกลุ่มแม่บ้านอสม.ในพื้นที่สลับสับเปลี่ยนกันมารับหน้าที่ให้บริการลูกค้าที่มาท่องเที่ยวและดูงาน หลังตระเวนเดินชมจนเกิดอาการเมื่อย
                      ส่วนอีกหลังตั้งอยู่ใกล้กันเป็นบ้านไม้ 3 ชั้น ทรงปั้นหยา หลังนี้จะใช้เป็นเรือนพักของผู้มาศึกษาดูงานที่ต้องการพักค้างคืน โดยจะเป็นห้องพักรวม แยกชาย-หญิง ชั้นล่างเป็นห้องพักผู้หญิง ส่วนชั้นบนเป็นผู้ชาย มีห้องครัวพร้อมสำหรับประกอบอาหารเองหรืออาจจะใช้บริการแม่ครัวของทางฟาร์มได้เช่นกัน ส่วนชั้นบนสุดจะเป็นที่สำหรับพักผ่อน พูดคุยและกิจกรรมสันทนาการ อีกทั้งบรรยากาศดีสามารถมองเห็นตัวฟาร์มสเตย์ในมุม 360 องศา
                      “เราพยายามใช้พื้นที่บ้านทั้งสองหลังนี้ให้เกิดประโยชน์ใช้สอยมากที่สุด อาจไม่สะดวกสบาย แค่พออยู่ได้แบบเรียบง่ายตามวิถีเกษตรกร ที่สำคัญพื้นที่ทุกตารางนิ้วเราจะใช้ให้เกิดเประโยชน์สูงสุดและเป็นสิ่งที่จับต้องได้ ใครก็ตามที่มาดูงานที่นี่แล้วจะสามารถนำกลับไปใช้ได้ทันที” วโรชาแจงรายละเอียดการใช้ประโยชน์ในพื้นที่แต่ละโซน จากนั้นพาเดินตระเวนมาทางด้านในสุดจะเห็นบ่อน้ำขนาดใหญ่บนเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ ที่คุณวโรชาบอกว่าบ่อแห่งนี้นอกจากจะใช้เป็นบ่อเลี้ยงปลาแล้วจะเป็นแหล่งพักน้ำสำหรับนำมาใช้ประโยชน์ในการอุปโภคบริโภคในฟาร์มอีกด้วย
                      “น้ำบาดาลที่สูบขึ้นมาบางครั้งก็มีหินปูน มีสนิม ใช้ประโยชน์ไม่ได้ เราก็เอามาพักที่บ่อนี้ก่อนนำมาใช้ประโยชน์ นอกจากนี้เรายังมีกิจกรรมเสริมให้แก่ผู้มาใช้บริการฟาร์มด้วยการดัดแปลงเป็นบ่อตกปลาควบคู่กันไปด้วย ส่วนรายรอบบ่อก็จะปลูกไม้ผลรวมถึงปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการพังทลายของหน้าดินรอบๆ คันบ่อ”
                      หลังจากเดินชมบริเวณรายรอบบ่อใหญ่จากนั้นเดินทางยังบ่อเล็ก ซึ่งอยู่ไม่ห่างกันมาก โดยมีบ้านพักอาศัยสร้างกั้นอยู่ตรงกลาง โดยบ่อแห่งนี้คุณวโรชาตั้งใจให้เป็นบ่อเกษตรผสมผสาน ซึ่งในบ่อจะมีศาลากลางน้ำ เลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย ปลานิลและอีกหลายชนิด มีกรงเลี้ยงไก่ไข่และเป็ดไข่ มูลไก่ก็จะเป็นอาหารชั้นดีสำหรับปลาที่เลี้ยงไว้ ส่วนน้ำก็จะมีการระบายออกอาทิตย์ละครั้งเพื่อป้องกันน้ำเสีย ในขณะที่ในบ่อก็จะเลี้ยงเป็ดอีกด้วย
                      “ข้อดีอีกอย่าง ฟาร์มสเตย์เราตั่้งอยู่กลางท้องทุ่ง กลางคิืนเราเปิดไฟล่อแมลงให้บินมาแล้วตกลงไปในบ่อก็จะเป็นอาหารปลาได้อีกทางหนึ่ง” วโรชากล่าว พร้อมพาเดินวนมายังทางออกซึ่งจะมีการปลูกมะนาวไว้บริเวณปากทาง โดยปลูกไว้ในกระถางต้นไม้เพื่อให้รู้ว่ามะนาวสามารถปลูกได้ในทุกที่ ไม่จำเป็นต้องลงดินอย่างเดียว ส่วนใกล้ๆ กันก็จะเป็นพืชผักสวนครัวและพืชสมุนไพรนานาชนิด ปลูกในลักษณะสวนสมรม ไม่เป็นระเบียบเป็นแถวเป็นแนว ขอให้มีพื้นที่ว่างก็จะปลูกลงไป” เจ้าของฟาร์มสเตย์สรุปทิ้งท้ายก่อนจาก
                      ฟาร์มสเตย์วโรชา นับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรแห่งใหม่ใน จ.อ่างทอง ที่รอคอยทุกคนไปสัมผัสในเร็ววันนี้ โดยมีพิธีทำบุญเปิดฟาร์มในวันเสาร์ 28 พฤศจิกายน 2558 และจะสามารถให้บริการอย่างเป็นทางการเต็มรูปแบบตั้งแต่เดือนมกราคม 2559 เป็นต้นไป สนใจติดต่อคุณวโรชา จันทโชติ เจ้าของฟาร์มสเตย์วโรชา 09-2112-7822 ได้ตลอดเวลา
———————-
(ท่องโลกเกษตร : ตะลุยสำรวจ ‘ฟาร์มสเตย์’ วโรชา ยึดทฤษฎีใหม่ต่อยอดงานเกษตร : โดย…สุรัตน์ อัตตะ)

อินโดนีเซียกับนโยบาย พึ่งพิงตนเองเรื่องข้าว (2)

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151120/217211.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2558
อินโดนีเซียกับนโยบาย พึ่งพิงตนเองเรื่องข้าว (2)

ทำกินถิ่นอาเซียน : อินโดนีเซียกับนโยบาย พึ่งพิงตนเองเรื่องข้าว (2) : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์

                      (ต่อจากฉบับที่แล้ว) การดำเนินงานตามแผน The Mass Guidance หรือ BIMAS Rice Intensification Program ของรัฐบาลอินโดนีเซียในสมัยราวกว่า 40 ปีก่อน ได้เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการเข้าสู่ยุคของการปฏิวัติเขียว หรือที่เรียกว่า Green Revolution กล่าวคือ เป็นช่วงที่สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ หรืออีรี่ (IRRI) ซึ่งตั้งอยู่ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ได้ค้นพบและเผยแพร่ข้าวพันธุ์ใหม่ที่ไม่ไวต่อช่วงแสง สามารถปลูกได้ทุกฤดูกาล เป็นข้าวที่ตอบสนองต่อปุ๋ยเคมีได้ดีและให้ผลผลิตต่อพื้นที่สูงเมื่อมีการนำไปใช้ปลูกในพื้นที่ที่มีการชลประทานเป็นสำคัญ
                      การแพร่กระจายของข้าวพันธุ์ไม่ไวแสงได้ส่งผลต่อการเพาะปลูกข้าวในประเทศอินโดนีเซียและในส่วนต่างๆ ของโลกที่เป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการเริ่มขึ้นของยุคสมัยที่มีการเพาะปลูกข้าวมากกว่าหนึ่งครั้งในรอบปี เกิดการตื่นตัวในการใช้ปัจจัยการผลิตสมัยใหม่และรวมถึงแรงกระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนระบบการผลิตข้าวของเกษตรกรไปสู่การเพาะปลูกข้าวอย่างเข้มข้นมากขึ้นในพื้นที่ชลประทาน ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของอุปทานผลผลิตข้าวทั้งในระดับไร่นาและอุปทานผลผลิตโดยรวมเกิดขึ้นอย่างมาก
                      การขยายตัวของการเพาะปลูกข้าวพันธุ์ใหม่หรือข้าวพันธุ์ไม่ไวแสงในอินโดนีเซียในระยะเริ่มแรก มีทั้งที่นำเอาพันธุ์ข้าวที่เผยแพร่โดยสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติไปใช้ปลูกในอินโดนีเซียโดยตรง และการนำข้าวพันธุ์ใหม่ไม่ไวแสงไปผสมเข้ากับพันธุ์พื้นเมืองและได้เป็นข้าวพันธุ์ใหม่ของตนเอง การแพร่กระจายของข้าวพันธุ์ไม่ไวแสงในอินโดนีเซียในช่วง พ.ศ.2512-2530 เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีการยอมรับเกือบเต็มพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ชลประทาน
                      ขณะเดียวกันผลผลิตข้าวของอินโดนีเซียในช่วงเวลาดังกล่าวได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 10.74 ล้านตันข้าวสาร ในปี 2510 เพิ่มขึ้นเป็น 24.97 ล้านตันข้าวสาร ในปี 2530 หรือเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าตัว และทำให้การนำเข้าข้าวของอินโดนีเซียได้ลดต่ำจาก 1.97 ล้านตันข้าวสาร ในปี พ.ศ.2520 มาเหลือ 5,000 ตัน ในปี พ.ศ.2530 อีกทั้งยังส่งผลให้การพึ่งพิงการนำเข้าข้าวของอินโดนีเซียลดลงไปพร้อมๆ กับการพึ่งพิงตนเองได้ในสัดส่วนที่สูงขึ้น
                      การแพร่กระจายของข้าวพันธุ์ใหม่เข้ามาในประเทศอินโดนีเซียในช่วงเกือบ 5 ทศวรรษที่ผ่านมา ไปพร้อมๆ กับโครงการพัฒนาการเกษตรภายใต้โครงการ BIMAS ได้เป็นผลดีต่อการขยายตัวและการเพิ่มขึ้นของผลผลิตข้าวในอินโดนีเซียอย่างมาก
                      นอกจากนี้ยังเป็นผลให้อินโดนีเซียก้าวสู่ความสำเร็จในการเพิ่มการพึ่งพิงการผลิตข้าวภายในประเทศได้สูงขึ้นกว่าเดิม ในขณะเดียวกันก็สามารถลดการนำเข้าข้าวในแต่ละปีของอินโดนีเซียลงได้มากขึ้น อีกทั้งยังปรากฏด้วยว่าอินโดนีเซียได้ประสบผลสำเร็จช่วงสั้นๆ ในการพึ่งพิงตนเองได้อย่างสมบูรณ์ โดยมีผลผลิตข้าวมากพอเหนือความต้องการใช้บริโภคภายในประเทศในปี พ.ศ.2527 และอีกครั้งหนึ่งในปี 2551
                      ล่าสุดอินโดนีเซียมีพื้นที่ปลูกข้าวกว่า 87 ล้านไร่ (อ่านต่อวันศุกร์หน้า)
——————–
——————–
(ทำกินถิ่นอาเซียน : อินโดนีเซียกับนโยบาย พึ่งพิงตนเองเรื่องข้าว (2) : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์)

‘เกษตรอินทรีย์’ จุดเปลี่ยนชีวิตสองสาว

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151119/217112.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน 2558
'เกษตรอินทรีย์' จุดเปลี่ยนชีวิตสองสาว

หนักเอาเบาสู้ : ‘เกษตรอินทรีย์’ จุดเปลี่ยนชีวิตสองสาว : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร

                      จากผู้หญิง 2 คนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ต่อเมื่อทั้งสองได้สัมผัสชีวิตของผู้ป่วยระยะสุดท้าย ผลพวงจากสารพิษตกค้างในอาหารเหมือนกัน นำมาสู่จุดเปลี่ยนชีวิตที่ทั้งคู่หวนสู่วิถีอินทรีย์เพื่อทำหน้าที่ผลิตอาหารปลอดภัยสู่ผู้บริโภค
                      ชรพรรณ ปัญญาสุทธากุล หรือ ดอท สาวชัยนาท วัย 48 ปี อดีตผู้จัดการฝ่ายการพยาบาลหน่วยงานพิเศษ โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งย่านฝั่งธนบุรี กทม. และณารินทร์ ทองยี่สุ่น หรือ ริน วัย 44 ปี เจ้าของธุรกิจร้านโชห่วยใน จ.นครปฐม
                      จุดที่ทำให้ทั้ง 2 มาเจอกัน เกิดขึ้นเมื่อ 4 ปีก่อน คุณรินเล่าว่า “ตอนที่เปิดร้านขายของชำมีญาติป่วยด้วยโรคมะเร็งแวะมาเที่ยวที่ร้าน เมื่อได้รับรู้อาการยิ่งสงสารเพราะเขาเป็นขั้นสุดท้าย ตอนนั้นคิดว่าทำอะไรให้ได้ก็อยากทำให้ ที่บ้านปลูกผักอินทรีย์เล็กๆ น้อยๆ เลยทำกับข้าวไปส่งให้บ้าง รู้จักกันได้ปีกว่าๆ เขาก็จากไป”
                      การเดินเข้าออกโรงพยาบาลดูแลญาติทำให้ได้รู้จักคุณดอท พยาบาลสาวผู้เปี่ยมไปด้วยน้ำใจ ได้พบปะพูดคุย ถึงจุดหนึ่งทำให้รู้สึกว่ามีเป้าหมายเดียวกัน คือต้องการหวนคืนสู่วิถีอินทรีย์
                      ด้านคุณดอท เล่าว่า เริ่มรู้สึกอิ่มตัวกับสิ่งที่ทำ บวกกับภาพที่เห็นในแต่วันมีคนไข้เข้ามารักษาในโรงพยาบาลเป็นจำนวนมากที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งก็เยอะ คิดว่าเหตุหนึ่งน่าจะเป็นผลมาจากสารเคมีตกค้างในอาหาร หลังใช้เวลา 2 ปี เคลียร์ภาระตัวเอง ก็ยื่นใบลาออกเมื่อกลางปีที่ผ่านมา หันมาสร้างฐานชีวิตด้วยการทำเกษตรอินทรีย์
                      ทั้งสองจึงเริ่มต้นจากเพาะต้นอ่อนเมล็ดทานตะวันโต้วเหมี่ยว ผักบุ้ง กระเจี๊ยบ ฯลฯ ในพื้นที่ 3 ไร่ ของโครงการสามพรานโมเดล ทำให้ได้พบกับสังคมเกษตรอินทรีย์ ได้องค์ความรู้ใหม่ๆ เข้าใจธรรมชาติมากขึ้น
                      ปัจจุบันพื้นที่ 3 ไร่นี้ถูกจัดสรรเป็นสัดเป็นส่วน ปลูกผักผลไม้กว่า 20 ชนิด เลี้ยงไก่แบบธรรมชาติกว่า 300 ตัว เลี้ยงปลา ทำนา เลี้ยงกุ้งล็อบสเตอร์ เลี้ยงไส้เดือน ทำน้ำหมักชีวภาพ หมักมูลวัว มูลสุกร ทำสูตรอาหารไก่ เอาไว้ใช้เองอีกด้วย
                      “ช่วงนี้เป็นช่วงที่เราลงทุน รายได้ต่อเดือนเฉลี่ย 2 หมื่นบาท ส่งขายให้โรงแรมสามพราน ริเวอร์ไซด์ โดยเฉพาะต้นอ่อนที่ถือเป็นรายได้หลัก แต่เราตั้งเป้าไว้ว่าปีหน้าจะมีรายได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละแสน อนาคตคิดจะพัฒนาสวนนี้ให้เป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์มีชีวิต เป็นที่พักผ่อนของผู้สูงอายุ คนรักษ์สุขภาพ” คุณรินคุยถึงเป้าหมาย
                      สำหรับผู้ที่สนใจแบ่งปันความรู้เรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ เรียนวิธีเพาะต้นอ่อนกับคุณดอทและคุณริน เชิญได้ใน “มหกรรมวันสังคมสุขใจ” ครั้งที่ 2 วันที่ 18-20 ธันวาคม ที่สวนสามพราน จ.นครปฐม รายละเอียดติดต่อศูนย์พัฒนาเกษตรอินทรีย์สุขใจ 08-1854-0880 และ 08-4670-0930
——————–
(หนักเอาเบาสู้ : ‘เกษตรอินทรีย์’ จุดเปลี่ยนชีวิตสองสาว : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร)
%d bloggers like this: