ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย ที่เกี่ยวข้อง

รายงานพิเศษ : มุ่งหวัง…กล้วยไม้ไทยครองตลาดโลก เมษายน 15, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/98723

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2557, 06.00 น.

1

กล้วยไม้จัดเป็นสินค้าไม้ดอกไม้ประดับซึ่งเป็นที่นิยมสูงในตลาดโลกและเป็นสินค้า Product Champion ที่สำคัญของไทย ทั้งนี้ธุรกิจการเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ของไทยสามารถสร้างรายได้นำเงินเข้าสู่ประเทศได้เป็นจำนวนมาก และการส่งออกกล้วยไม้ของไทยยังคงมีแนวโน้มเติบโตได้ต่อเนื่อง 

นายไพรัฐ  หวังดี รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กล้วยไม้ เป็นพืชเศรษฐกิจและสินค้าเกษตรที่สำคัญตัวหนึ่งของไทย ที่ยังคงศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลกได้  ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร ได้เร่งเครื่องขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์การแข่งขันกล้วยไม้ไทยในตลาดโลก หวังพัฒนาและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านการตลาดส่งออก รวมทั้งส่งเสริมการยกระดับสินค้ากล้วยไม้ GAP ทำให้สินค้ากล้วยไม้มีผลผลิตออกสู่ตลาดอย่างสม่ำเสมอ และมีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาด

นายไพรัฐ  หวังดี 

นายไพรัฐ กล่าวต่อไปว่า กล้วยไม้เป็นสินค้า ที่สามารถสร้างมูลค่าในการส่งออก ทำรายได้ให้กับประเทศไทย และดำเนินการบริหารจัดการสินค้ากล้วยไม้อย่างเป็นระบบ ส่งเสริมให้เกษตรกรมีความรู้ในการจัดการผลผลิตที่ถูกต้องตามมาตรฐาน GAP ทำให้สินค้ากล้วยไม้มีผลผลิตออกสู่ตลาดอย่างสม่ำเสมอ และมีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาด ส่งเสริมการผลิตกล้วยไม้ให้มีความหลากหลาย สามารถแข่งขันและโอกาสขยายตลาดได้เพิ่มมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร (พืชสวน) ให้เป็นศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านกล้วยไม้ และเป็นแหล่งพันธุกรรมสำหรับให้บริการเกษตรกรในการใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ปรับปรุงพันธุ์ ส่งเสริมการพัฒนาองค์กรในการรวมกลุ่ม เพื่อจะได้มีอำนาจต่อรอง ไม่ถูกกดราคาจากพ่อค้า นอกจากนี้ เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกรและผู้ที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ตลาดกล้วยไม้ไทยจะยังคงศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลกได้นั้น จะต้องให้ความสำคัญกับมาตรฐานและคุณภาพของสินค้า โดยเฉพาะกล้วยไม้ ที่มีอายุความสดใหม่สั้นและบอบช้ำง่าย ให้ความสำคัญกับบรรจุภัณฑ์ที่ไม่ใช่แค่เพียงเพื่อการเก็บรักษา แต่ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มอื่นๆ ได้ อาทิ ความสวยงามของบรรจุภัณฑ์ รวมถึงกระบวนการจัดเก็บสินค้า การคมนาคมขนส่ง เพื่อให้กล้วยไม้มีคุณภาพดีตามมาตรฐานการส่งออกภายในต้นทุนที่แข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้ ขณะที่ความต้องการของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

นายไพรัฐ  กล่าวอีกว่า ยุทธศาสตร์การแข่งขันกล้วยไม้ไทยในตลาดโลก เป็นการเสริมสร้างจุดแข็งให้กับสินค้าองค์รวมของกล้วยไม้ไทย ให้ยืนหยัดสามารถรักษาตลาดคู่ค้าเดิมไว้อย่างถาวร  และพร้อมขยายการส่งออกสู่ตลาดใหม่ทั้งยังคาดว่าจะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้มีรายได้เพิ่ม และ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถผลักดันมูลค่าการส่งออกกล้วยไม้ไทย นำรายได้เข้าประเทศสูงขึ้น

“ในปี 2557 กรมส่งเสริมการเกษตร มีแผนที่จะจัดทำแผนที่สวนกล้วยไม้คุณภาพ เพื่อใช้ประโยชน์ในการวางแผนการผลิต การตลาด และโลจิสติกส์ ให้เหมาะสม และประชาสัมพันธ์พื้นที่ผลิตกล้วยไม้ที่ได้คุณภาพตามมาตรฐาน GAP เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้นำเข้าต่างประเทศ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านการตลาดส่งออกต่อไป” รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวทิ้งท้าย

 

ปัญหาเกษตรที่นี่มีคำตอบ : มีอะไรในน้ำหมักชีวภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/98722

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2557, 06.00 น.

คำถาม    ผมใช้น้ำหมักชีวภาพที่ทำเองเป็นประจำ แต่ไม่ทราบว่าที่จริงแล้ว มีประโยชน์อะไรบ้าง มีส่วนประกอบอะไรบ้างครับ และมันเป็นปุ๋ยใช่ไหมครับ

กิติ เหมือนทับเที่ยง

อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช

 

คำตอบ    จากเอกสารวิชาการของกรมพัฒนาที่ดิน และกรมวิชาการเกษตร ได้ทำการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีและชีวภาพของน้ำหมักชีวภาพ พบว่า ยังไม่มีปริมาณธาตุอาหารพืชมากพอที่จะเป็นปุ๋ย จึงให้นิยามว่าเป็นน้ำหมักชีวภาพ  ซึ่งประกอบด้วยธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง ธาตุอาหารเสริม กรดอินทรีย์ กรดฮิวมิก ฮอร์โมน ออกซิน จิบเบอร์เรลลิน และไซโตโคนิน เอนไซม์บางชนิด และจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์บางชนิด โดยพบว่ามีในปริมาณอย่างละเล็กอย่างละน้อย

ธาตุอาหารหลัก ได้แก่ ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) และโพแทสเซียม (K) เป็นธาตุที่จำเป็นที่พืชต้องการในปริมาณมาก มีปริมาณธาตุอาหารหลักในน้ำหมักชีวภาพแต่ละชนิด จะมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับวัสดุอินทรีย์ที่นำมาใช้หมัก เช่น น้ำหมักชีวภาพที่ทำจากปลา จะมีปริมาณไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม มากกว่าน้ำหมักชีวภาพชนิดอื่นๆ

ธาตุอาหารรอง ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม และกำมะถัน เป็นธาตุที่พืชต้องการในปริมาณที่รองลงมาจากธาตุอาหารหลัก เช่น น้ำหมักที่ทำจากหอยเชอรี่ จะมีแคลเซียมมาก และมีธาตุอาหารใกล้เคียงกับน้ำหมักที่ทำจากผักผลไม้

ธาตุอาหารเสริม เป็นธาตุอาหารที่พืชต้องการในปริมาณน้อย แต่มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตครบวงจรชีวิต หรือทำให้คุณภาพของผลผลิตต่ำลง แต่ถ้ามีปริมาณมากเกินไปจะมีพิษต่อพืช ได้แก่ เหล็ก แมงกานิส สังกะสี ทองแดง โบรอน โมลิบดินัม และคลอรีน เช่น น้ำหมักที่ทำจากปลา และน้ำหมักที่ทำจากหอยเชอรี่ จะมีปริมาณธาตุอาหารเสริมมากกว่าชนิดอื่นๆ

ความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) มีความสัมพันธ์กับชนิดของจุลินทรีย์ โดยจะมีค่าน้อยกว่า 4 เมื่อน้ำหมักมีค่า pH ประมาณ 3-4 แสดงว่ากระบวนการหมักเกิดสมบูรณ์แล้ว  โดยสังเกตจากฟองก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นลดน้อยลง

กรดฮิวมิก มีคุณสมบัติช่วยเร่งอัตราการเจริญเติบโตของรากและลำต้นได้ดี  เช่น น้ำหมักที่ทำจากปลาจะมีกรดฮิวมิกมากที่สุด

ฮอร์โมนพืช มีบทบาทช่วยเร่งอัตราการเจริญเติบโตของพืช ขยายพันธุ์ของเซลจุลินทรีย์    ส่งเสริมการออกดอกติดผล และกระตุ้นการสุกของผลได้ดี พบว่า มีฮอร์โมน 3 ชนิดที่มีความสำคัญต่อพืชและจุลินทรีย์คือ ฮอร์โมนออกซิน จิบเบอร์เรลริน และไซโตไคนิน

สุดท้ายขอเรียนให้ทราบว่า น้ำหมักชีวภาพ ยังคงมีปริมาณธาตุอาหารน้อย ไม่เพียงพอกับความต้องการของพืช จึงจำเป็นต้องใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์อื่นๆ ด้วยนะครับ…

 นาย รัตวิ

 

‘กรมประมง’เดินหน้า’เมืองเกษตรสีเขียว’รับประชาคมอาเซี่ยน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/98617

วันอังคาร ที่ 08 เมษายน พ.ศ. 2557, 20.26 น.

3

8 เม.ย.57 นายนิวัติ สุธีมีชัยกุล อธิบดีกรมประมง เปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่องการสร้างความเข้าใจการจัดทำโครงการเมืองเกษตรสีเขียวด้านประมง ที่โรงแรมโกลเด้นซิตี้  อ.เมือง จ.ราชบุรี โดยมี นายณรงค์ ครองชนม์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด นายชนินทร์ แสงรุ่งเรือง ประมงจังหวัด นายทองอยู่ เอมวรรธนะ ผู้ช่วยประมงจังหวัด ร่วมกับเจ้าหน้าที่ประมง ทั้งส่วนกลาง และจังหวัด นักวิชาการ เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน  ผู้ใหญ่บ้าน รวมเกษตรกรและผู้ประกอบการในพื้นที่รวม 290 คน ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดให้โครงการเมืองเกษตรสีเขียว เป็นโครงการสำคัญของกระทรวง ที่สอดคล้องกับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศของรัฐบาล โดยการคัดเลือกพื้นที่เป้าหมายจากจังหวัดที่มีศักยภาพ และมีความโดดเด่นในการผลิตสินค้าเกษตรเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง

ทั้งนี้ สาเหตุที่ จ.ราชบุรี ได้รับการคัดเลือกเป็น 1 ใน 6 จังหวัดของประเทศ คือ เชียงใหม่ หนองคาย ศรีสะเกษ จันทบุรี พัทลุง และราชบุรี เนื่องจากมีฟาร์มเลี้ยงสุกรมากที่สุดในประเทศ และเป็นจังหวัดเดียวที่ขายคาร์บอนเครดิต จึงได้รับการคัดเลือกเป็นพื้นที่เป้าหมาย ในการจัดทำโครงการดังกล่าว ซึ่งมีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นทำให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี ประชาชนมีความปลอดภัยอาหาร และเป็นฐานสร้างรายได้ที่สำคัญด้วยการพัฒนาตลาดสีเขียวและพัฒนาเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงเกษตร

การสัมมนาครั้งนี้เพื่อให้ทราบนโยบายการขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว ซึ่งจะมีการชี้แจงแนวทางการดำเนินงานปีงบประมาณ 2557 สร้างความรู้ ความเข้าใจร่วมกันของผู้เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายภาพรวมโครงการเมืองเกษตรสีเขียว โดยอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสำนักวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด พร้อมทั้งการเสวนา เรื่อง แนวทางการขับเคลื่อนเมืองเกษตรสีเขียวจังหวัด และการระดมความคิดเห็นในการกำหนดทิศทางการพัฒนา โดยมุ่งหวังให้จังหวัดเป็นผู้ขับเคลื่อนโครงการในระดับพื้นที่ เพื่อผลักดันให้เกิดเมืองเกษตรสีเขียวนำร่องอย่างเป็นรูปธรรม รองรับการเตรียมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี 2558 นี้

 

รายงานพิเศษ : “EL”มาตรการควบคุมพิเศษ โรงคัดบรรจุผักผลไม้ส่งออกอียู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/98524

วันพุธ ที่ 09 เมษายน พ.ศ. 2557, 06.00 น.

จากปัญหาที่สหภาพยุโรป (อียู) ตรวจพบศัตรูพืชกักกัน ได้แก่ หนอนชอนใบ แมลงหวี่ขาว เพลี้ยไฟและแมลงวันผลไม้ ในสินค้าผัก ผลไม้ที่นำเข้าจากประเทศไทยบ่อยครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้สหภาพยุโรปมีความเข้มงวดด้านสุขอนามัยพืชที่นำเข้ามากขึ้น ถึงขั้นประกาศว่าหากตรวจพบปัญหาศัตรูพืชกักกันเกิน 5 ครั้งภายใน 1 ปี จะมีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าพืชผัก 5 กลุ่ม 16 ชนิด ประกอบด้วย 1.กะเพรา โหระพา แมงลัก ยี่หร่า 2.มะระจีน มะระขี้นก 3.มะเขือเปราะ มะเขือยาว มะเขือม่วง มะเขือเหลือง มะเขือขาว มะเขือขื่น 4.พริกหยวก พริกชี้ฟ้า พริกขี้หนู และ 5.ใบผักชีฝรั่ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง

กรมวิชาการเกษตร ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลการออกใบรับรองสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช สำหรับผักผลไม้ส่งออกไปต่างประเทศ ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้ออกมาตรการควบคุมพิเศษการส่งออกผักและผลไม้สดไปสหภาพยุโรป นอร์เวย์ และสมาพันธรัฐสวิส ระบบบัญชีรายชื่อโรงคัดบรรจุ (Establishment List) หรือเรียกย่อๆ ว่า มาตรการ EL เพื่อควบคุมการส่งออกพืช 5 กลุ่ม 16 ชนิดดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2554 และต่อมาได้ขยายการควบคุมในพืชอีก 6 ชนิด ได้แก่ ถั่วฝักยาว คะน้า กวางตุ้ง ผักชีไทย สะระแหน่ ขึ้นฉ่าย เนื่องจากเป็นพืชที่ตรวจพบปัญหาเช่นกัน ฉะนั้นปัจจุบันมีการประกาศมาตรการ EL กับพืช 22 ชนิด

นางสาวปรียานุช ทิพยะวัฒน์ ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาระบบความปลอดภัยสินค้าพืช สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า มาตรการควบคุมพิเศษระบบบัญชีรายชื่อโรงคัดบรรจุ หรือ มาตรการ EL เป็นมาตรการที่กรมวิชาการเกษตรจัดทำขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาการตรวจพบปัญหาด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชในสินค้าส่งออกไปสหภาพยุโรป โดยมาตรการ EL เป็นเครื่องมือหนึ่งในการคัดกรองโรงคัดบรรจุที่จะเข้าสู่มาตรการควบคุมพิเศษ จะต้องมีระบบควบคุมตั้งแต่แปลงผลิตของเกษตรกรที่เป็นเครือข่ายที่นอกจากได้รับการรับรองแหล่งผลิตตามมาตรฐานการผลิตพืช GAP แล้วโรงคัดบรรจุต้องให้ความรู้เกษตรกรเครือข่ายของตนในเรื่องของสารเคมี จุลินทรีย์ และศัตรูพืชกักกันของประเทศปลายทางนั้นๆ เพื่อให้ปฏิบัติได้ตามมาตรฐานที่สหภาพยุโรปกำหนด ส่วนโรงคัดบรรจุเองต้องมีหลักปฏิบัติที่ดีในการผลิต GMP รวมถึงต้องมีการประยุกต์ใช้ระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤติที่ต้องควบคุม HACCP เพื่อให้มั่นใจว่าโรงคัดบรรจุมีการป้องกันปัญหาศัตรูพืชซึ่งเป็นหลักการของสุขอนามัยพืช พร้อมกันนี้ก็คำนึงถึงสารตกค้างและการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นเรื่องของความปลอดภัยทางอาหาร

ทั้งนี้ เพื่อให้โรงคัดบรรจุสามารถปฏิบัติได้ตามมาตรฐาน EL  กรมวิชาการเกษตรได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่องการจำแนกแมลงศัตรูพืชกักกันที่พบในผักผลไม้สดส่งออกไปสหภาพยุโรป นอร์เวย์ และสมาพันธรัฐสวิส ให้แก่เจ้าหน้าที่ควบคุมคุณภาพของโรงคัดบรรจุเป็นประจำทุกปี เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีความรู้ ความชำนาญในการจำแนกแมลงศัตรูพืชตั้งแต่การรับวัตถุดิบเข้ามาในโรงงาน เพื่อคัดกรองและกำจัดไม่ให้ศัตรูพืชติดไปกับสินค้าส่งออก รวมทั้งให้มีความรู้เกี่ยวกับสารเคมีที่สหภาพยุโรปไม่อนุญาตให้ใช้ หรือแม้แต่สารเคมีที่อนุญาตให้ใช้แต่ก็กำหนดค่าสารตกค้าง (MRLs) ไว้ด้วย ถ้าโรงงานคัดบรรจุทราบข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการถ่ายทอดสู่เกษตรกรเครือข่ายให้ปฏิบัติได้ตามมาตรฐานที่กำหนด ป้องกันปัญหาการตรวจพบศัตรูพืชที่จะติดไปกับสินค้าส่งออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นับตั้งแต่ปี 2554 ที่เริ่มดำเนินการมาตรการ EL ผลปรากฏว่าการตรวจพบปัญหาศัตรูพืชติดไปกับสินค้าส่งออกลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยสถิติการตรวจพบศัตรูพืช ณ ด่านตรวจพืชท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อปี 2554 จำนวน 4,523 ครั้ง ปี 2555 ตรวจพบจำนวน 450 ครั้ง ขณะที่การแจ้งเตือนการตรวจพบศัตรูพืชจากสหภาพยุโรป ปี 2553 แจ้งเตือนจำนวน 602 ครั้ง ปี 2554 จำนวน 182 ครั้ง และปี 2555 จำนวน 106 ครั้ง สถิติการตรวจพบศัตรูพืชที่ลดลงอย่างชัดเจนนี้เอง ส่งผลให้มาตรการ EL ของประเทศไทยได้รับการยอมรับจากสหภาพยุโรป ว่าเป็นระบบควบคุมตนเองเพื่อลดความเสี่ยง มีระบบตามสอบสินค้า การควบคุมกระบวนการผลิตครอบคลุมในเรื่องความปลอดภัยด้านสารเคมีตกค้าง การปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ รวมถึงการจัดการด้านศัตรูพืช นับเป็นระบบที่มีความเชื่อมโยงต่อเนื่องและมีความเข้มแข็ง ส่งผลให้การส่งออกผักผลไม้สดใน 5 กลุ่มไปยังสหภาพยุโรปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ นอกจากนี้ ด้วยความเชื่อมั่นในระบบสหภาพยุโรปยังได้ลดระดับการกักกันสินค้าเพื่อสุ่มตรวจหาสารเคมีตกค้างในผักกลุ่มกะหล่ำ มะเขือและถั่วฝักยาวของไทยจากเดิมที่เคยถูกสุ่มตรวจที่ระดับร้อยละ 50 ขณะนี้พืชตระกูลกะหล่ำได้ถูกถอนจากมาตรการกักกันแล้ว ส่วนถั่วฝักยาวลดลงเหลือแค่ร้อยละ 10 ส่วนมะเขือก็ลดลงเช่นกัน

นางสาวปรียานุช กล่าวย้ำว่า มาตรการ EL ก่อให้เกิดประโยชน์กับการส่งออกผักผลไม้ของไทย เนื่องจากระบบนี้เปรียบเสมือนเป็นตัวรับประกันทำให้สหภาพยุโรปเกิดความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยและผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุมีความตั้งใจจริงในการที่จัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้าทุกขั้นตอน ซึ่งขณะนี้มีโรงคัดบรรจุที่ขึ้นทะเบียน EL จำนวน 28 โรง จากทั้งหมดที่มีประมาณ 80 โรง

สำหรับโรงคัดบรรจุที่ต้องการขอขึ้นทะเบียนตามมาตรการควบคุมพิเศษ EL กับกรมวิชาการเกษตร สามารถติดต่อได้ที่กลุ่มพัฒนาระบบความปลอดภัยสินค้าพืช โทร.0-2940-6340

ปรียานุช ทิพยะวัฒน์

 

ทั่วโลกเพิ่มมาตรการกีดกันการค้า สศก.เตือนพัฒนากลไกโปร่งใส-เข้มระเบียบWTO

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/98523

วันพุธ ที่ 09 เมษายน พ.ศ. 2557, 06.00 น.

นายอนันต์  ลิลา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า รายงาน OVERVIEW OF DEVELOPMENTS IN THE INTERNATIONAL TRADING ENVIRONMENT ขององค์การการค้าโลก (WTO) ฉบับล่าสุด ได้คาดการณ์ว่า การเติบโตทางการค้าของโลกในปี 2557 นี้ จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 4-4.5 แต่ขณะเดียวกัน พบว่า มีมาตรการที่เป็นข้อจำกัดทางการค้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้นถึง 407 มาตรการ ซึ่งนับเป็นอุปสรรคต่อการค้าระหว่างประเทศอย่างมาก อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อการนำเข้าของโลกร้อยละ 1.3 หรือคิดเป็นมูลค่า 240 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

การเพิ่มขึ้นของมาตรการดังกล่าวซึ่งมีถึง 407 มาตรการ และสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ในขณะที่มาตรการทางการค้าที่ถูกยกเลิกมีจำนวนน้อยกว่ามาก ทำให้ปริมาณการใช้ข้อจำกัดทางการค้าและการบิดเบือนทางการค้ายังคงเพิ่มจำนวนขึ้น โดยมาตรการที่ถูกนำมาใช้มากที่สุด ได้แก่ มาตรการเยียวยาทางการค้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมาตรการต่อต้านการอุดหนุน (Anti-dumping) และมาตรการปกป้อง (Safeguard) รวมถึงการเพิ่มภาษีนำเข้า และพิธีการทางศุลกากร เป็นต้น โดยจะเห็นว่าประเทศสมาชิกจะต้องร่วมกันรับความเสี่ยงจากผลกระทบที่สะสมต่อเนื่องจากมาตรการจำกัดทางการค้าที่มีอยู่แล้วและที่เกิดขึ้นใหม่       อย่างไรก็ตาม หวังว่าผลจากความตกลงว่าด้วยการอำนวยความสะดวกทางการค้าจากการประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลกครั้งที่ 9 ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา จะมีส่วนสนับสนุนการปฏิบัติด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้าของประเทศสมาชิกได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ประกอบกับการจัดทำความตกลงทางการค้าในภูมิภาค (Regional Trade Agreements: RTAs) ใหม่ๆ ที่เพิ่มขึ้น ทำให้การเปิดเสรีและการสร้างกฏกติกาทางการค้ามีความก้าวหน้ายิ่งขึ้น

นายอนันต์ กล่าวอีกว่า สำหรับปี 2557 จะเป็นปีที่มีความสำคัญอย่างมากต่อองค์การการค้าโลก เพราะเป็นปีที่การเจรจารอบโดฮาจะกลับเข้าสู่การเจรจาอีกครั้ง ท่ามกลางความท้าทายสำคัญ คือ มาตรการจำกัดทางการค้า และความตกลงทางการค้าในภูมิภาคที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และความโปร่งใสในมาตรการทางการค้าและมาตรการที่เกี่ยวข้อง ส่งผลต่อการปฏิรูประบบการค้าแบบพหุภาคี และการปฏิบัติตามภารกิจหลักขององค์การการค้าโลกในทุกด้านอย่างมีนัยสำคัญ

ดังนั้น ประเทศไทยจะต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนากลไกความโปร่งใสจากการใช้มาตรการ ทางการค้า และมาตรการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสนับสนุนกฎระเบียบภายใต้ WTO ที่มีอยู่ ให้สามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิผลมากที่สุด

 

ปศุสัตว์จับตา“หวัดนก”ระบาดลาว เข้มตรวจสอบบุคคล-สัตว์ปีกข้ามแดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/98522

วันพุธ ที่ 09 เมษายน พ.ศ. 2557, 06.00 น.

นายทฤษดี  ชาวสวนเจริญ อธิบดีกรมปศุสัตว์  เปิดเผยว่า ตามองค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ หรือ OIE รายงานเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2557 ว่ามีการระบาดของโรคไข้หวัดนกชนิดรุนแรง Highly pathogenic avian influenza virus (H5N1) เกิดขึ้นที่แขวงไชยบุรี (XAYABOURY)  สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้มีการติดตามสถานการณ์และข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด รวมทั้งได้ดำเนินการเฝ้าระวังและป้องกันโรคไข้หวัดนกอย่างต่อเนื่องและเข้มงวดอยู่แล้ว พร้อมทั้งได้สั่งการให้ด่านกักสัตว์ตามแนวชายแดนทุกด่านร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งทหาร ตำรวจ ศุลกากร เข้มงวดตรวจสอบบุคคลเข้าออก ไม่มีการนำสัตว์ปีกหรือซากสัตว์ปีกจากประเทศที่มีโรคระบาดในสัตว์ปีกเข้ามาในประเทศ พร้อมทั้งพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคยานพาหนะเข้า-ออก  ทั้งรถยนต์ รถจักรยานยนต์ เรือ รถเข็น ตลอดจนบุคคลที่เดินเท้าเข้ามา หากพบการกระทำผิดจะจับกุมดำเนินคดีและทำลายสัตว์ปีกหรือซากสัตว์ปีกทันที และประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ประชาชนบริเวณแนวชายแดน ตลอดจนผู้ที่เดินทางเข้า-ออกประเทศให้ระมัดระวังป้องกันโรคไข้หวัดนก

ท้ายนี้กรมปศุสัตว์ จึงขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกให้หมั่นดูแลสุขภาพสัตว์ปีกของตน เนื่องจากปัจจุบันเป็นช่วงมีอากาศแปรปรวน ควรจัดให้มีเล้าหรือโรงเรือนสำหรับสัตว์ปีกนอนในตอนกลางคืน สามารถป้องกันพาหะนำโรคระบาดสัตว์ได้ อีกทั้งยังง่ายต่อการดูแลสุขภาพอีกด้วย นอกจากนี้ควรเสริมวิตามินและแร่ธาตุ รวมทั้งถ่ายพยาธิภายนอกและภายในตามโปรแกรมอย่างสม่ำเสมอพร้อมทั้งพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคบริเวณที่อยู่อาศัยของสัตว์ปีก เพื่อให้สัตว์ปีกมีสุขภาพแข็งแรง หากพบสัตว์ปีกป่วยหรือตายผิดปกติ ไม่ทราบสาเหตุ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ ปศุสัตว์ตำบล อาสาปศุสัตว์ อาสาสมัครสาธารณสุข กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์การบริหารงานส่วนตำบล  (อบต.) ในพื้นที่ทันทีหรือโทรแจ้ง 096-3011946 อย่านำสัตว์ปีกไปประกอบอาหารหรือโยนทิ้งน้ำ และอย่าสัมผัสสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติโดยตรง ให้ทำการฝังหรือเผาตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการควบคุม ป้องกันโรคมิให้แพร่ระบาดได้ทันท่วงที ข้อมูลเพิ่มเติมดูได้จาก http://www.dld.go.th/dcontrol

 

สภาเกษตรกร-สกย. ร่วมดันยุทธศาสตร์ แผนพัฒนายางพารา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/98521

วันพุธ ที่ 09 เมษายน พ.ศ. 2557, 06.00 น.

นายธีรพงศ์  ตันติเพชราภรณ์ ประธานคณะกรรมการด้านยางพารา สภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ได้ สภาเกษตรกรแห่งชาติ ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) จัดทำยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนแผนพัฒนาเกษตรกรรมยางพารา ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากในการประกาศใช้พระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ.2553 ได้กำหนดบทบาทหน้าที่ให้สภาเกษตรกรแห่งชาติ เสริมสร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกรและองค์กรเกษตรกรโดยจัดทำข้อเสนอให้รัฐดำเนินการคุ้มครอง และรักษาประโยชน์ของเกษตรกรในการผลิต การแปรรูปและการตลาด ส่งเสริมให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนสูงสุด รวมทั้งส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกร  คณะกรรมการด้านยางพาราเห็นว่าเพื่อวางแผนอย่างเป็นระบบ รักษาผลประโยชน์ร่วมกันของเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา สนับสนุนสิทธิและการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย จึงได้จัดทำยุทธศาสตร์ยางพาราเพื่อให้รัฐนำไปดำเนินการรักษาเสถียรภาพด้านราคา ความมั่นคงในอาชีพ เพิ่มศักยภาพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราให้ดีขึ้นทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม อันจะนำไปสู่การพัฒนาภาคเกษตรกรรมและระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอย่างยั่งยืน

 

ศูนย์ฟื้นฟูดินเสื่อม“เขาชะงุ้ม” แนะปรับปรุงพื้นที่ด้วยหญ้าแฝก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/98520

วันพุธ ที่ 09 เมษายน พ.ศ. 2557, 06.00 น.

นายบุญช่วย ช่วยระดม ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เปิดเผยว่า ปัญหาดินตื้นหรือดินลูกรังที่มีพื้นที่รวมกันทั่วประเทศไม่ต่ำกว่า 26 ล้านไร่ นับเป็นปัญหาอย่างหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อการทำการเกษตรของเกษตรกร เนื่องจากดินชนิดนี้ประกอบไปด้วยหินและลูกรังแน่นทึบ มีหน้าดินน้อยบางแห่งขุดลึกลงไปเพียงแค่ 40 เซนติเมตรก็เจอชั้นดาน ปริมาณอินทรียวัตถุต่ำ ถือว่าความอุดมสมบูรณ์อยู่ในระดับต่ำมาก เมื่อปลูกพืชจึงได้ผลผลิตต่ำเพราะรากพืชไม่สามารถชอนไชไปหาอาหารได้ ส่งผลให้พื้นที่ถูกทิ้งร้างจำนวนมาก

ทั้งนี้ สภาพพื้นที่ของศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มฯ แต่เดิมเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาดินตื้นหนักที่สุดของประเทศ เพราะมีการขุดหน้าดินไปใช้ ความอุดมสมบูรณ์จึงต่ำมาก แต่ทางศูนย์ฯ โดยกรมพัฒนาที่ดินได้ดำเนินการปรับปรุงบำรุงดิน โดยใช้พืชปุ๋ยสด ได้แก่ ปอเทือง ถั่วพร้า ปลูกและไถกลบ ร่วมกับการใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก น้ำหมักชีวภาพ ที่สำคัญคือปลูกหญ้าแฝก ซึ่งหญ้าแฝกเป็นพืชที่มีระบบรากยาวสามารถชอนไชไปในดินได้ลึก ช่วยให้ดินที่เคยแน่นทึบเกาะตัวกันหลวมๆ ทำให้มีอากาศและน้ำไปแทนที่มากขึ้น ความอุดมสมบูรณ์จึงฟื้นคืนกลับมา จนกระทั่งสามารถปลูกพืชไร่ อย่างข้าวโพด มันสำปะหลัง หรือไม้ผล อย่างขนุน กระท้อน มะม่วง ส้มโอ ให้ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจ

จากการศึกษาทดลองการปรับปรุงบำรุงดินตื้น ให้สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้เป็นผลสำเร็จ ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มฯ ได้ขยายผลสู่เกษตรกร 12 หมู่บ้านรอบศูนย์ฯ ที่มีลักษณะปัญหาดังกล่าวเช่นเดียวกันได้ไปปรับปรุงพื้นที่ของตนเอง อย่างไรก็ตาม การปรับปรุงบำรุงดินต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และต้องอาศัยระยะเวลาจึงจะเห็นผลชัดเจน ตัวอย่างของศูนย์ฯ เดิมมีอินทรียวัตถุประมาณ 0.78 หลังจากปรับปรุงมากว่า 20 ปี มีปริมาณอินทรียวัตถุเพิ่มขึ้นเป็น 1.9 จึงอยากฝากถึงเกษตรกรที่มีปัญหาดินทุกชนิดไม่เฉพาะดินตื้น หรือแม้กระทั่งดินไม่มีปัญหาก็ตาม ควรปรับปรุงบำรุงดินอย่างต่อเนื่อง

 

ส่องเกษตร : ถึงเวลาตัดสินใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/98519

วันพุธ ที่ 09 เมษายน พ.ศ. 2557, 06.00 น.

เศรษฐกิจของไทยในปี 2557 นี้ ผ่านมากว่า 1 ไตรมาสแล้ว ยังคงเผชิญกับข่าวร้ายไม่สร่างซา

ล่าสุด ธนาคารโลกได้รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจไทย ในการอัพเดตภาวะเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียและเอเชียแปซิฟิก โดยมีการปรับลดประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจของไทยในปี 2557 ลงจากระดับ 4.5% ตามที่เคยคาดหมายไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ลดลงมาเหลือแค่ 3% หรือปรับลดลงไปถึง 1.5% และยังปรับลดประมาณการขยายตัวเศรฐกิจไทยในปีหน้าลง 0.5% จากที่เคยคาดไว้ 5.0% เหลือ 4.5% ซึ่งทั้งปีนี้และปีหน้า การขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย ต่างก็เป็นระดับที่ต่ำสุดของประเทศในอาเซียน

แน่นอนว่า ปัจจัยหลัก หนีไม่พ้นเรื่องของสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองของไทยที่มีการต่อสู้ยืดเยื้อกันมาตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว ถึงตอนนี้ก็ปาเข้าไปกว่าครึ่งปีแล้ว ซึ่งธนาคารโลกชี้ว่า ความต้องการบริโภคในประเทศของไทยยังคงอ่อนแอลง เนื่องจากความไม่สงบทางการเมืองกระทบต่อรายได้จากการท่องเที่ยว กระทบการลงทุนภาครัฐและกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุน ทั้งชี้ด้วยว่า ถ้าสถานการณ์ทางการเมืองมีเสถียรภาพอย่างพอเพียง เศรษฐกิจไทยก็จะกลับมาขยายตัวแข็งแกร่งขึ้นในปีนี้

อย่างไรก็ตามในรายงานของธนาคารโลกยังชี้ด้วยว่า ส่วนหนึ่งที่ทำให้การบริโภคของไทยอ่อนแอลง มาจากปัญหาการเบิกจ่ายเงินในโครงการจำนำข้าว ซึ่งก็คือเรื่องที่รัฐบาลยังคงไม่มีปัญญาหาเงินมาจ่ายเงินค่าข้าวที่รับจำนำจากชาวนานับล้านครอบครัวไว้ เป็นสาเหตุที่ทำให้ชาวนาขาดกำลังซื้อ ขณะเดียวกันยอดหนี้สินภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงเกือบจะถึงถึงร้อยละ 80 ของจีดีพี หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ก็เป็นอีกตัวหนึ่งฉุดการบริโภคของไทย

ทั้งเรื่องของสถานการณ์การเมืองและปัญหาโครงการจำนำข้าวที่เป็นสาเหตุสำคัญทำให้เศรษฐกิจไทยย่ำแย่ลงอย่างหนักนั้น คงไม่มีวันแก้ไขให้ดีขึ้นได้โดยเร็วแน่ ตราบใดที่รัฐบาลรักษาการของระบอบทักษิณชุดนี้ ยังคงดื้อดึงที่จะยื้อยุด กอดอำนาจไว้เพื่อรักษาผลประโยชน์ตัวเอง

ทั้งๆที่สังคมโดยทั่วไปตระหนักกันดีว่า สถานการณ์ที่เป็นอยู่นี้ รัฐบาลรักษาการมีสภาพแค่”เป็ดง่อย”หรือเป็น”รัฐล้มเหลว” ไม่สามารถที่จะใช้อำนาจได้แท้จริง แต่ระบอบทักษิณก็ยังคงหลอกตัวเอง ด้วยถือว่า ยังมีอำนาจที่จะสั่งการข้าราชการต่างๆอยู่ได้

ทางกลุ่มกปปส.ของกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ จึงได้ทำการรณรงค์อย่างเข้มข้นในเวลานี้ ในการที่จะเรียกร้องให้ข้าราชการทั้งหลาย ยุติการรับใช้หรือรับคำสั่งจากระบอบทักษิณ ก่อนที่จะถึงวันเผด็จศึกในสงครามครั้งสุดท้ายที่กำลังจะใกล้เข้ามาแล้ว

สถานการณ์บ้านเมืองที่เสียหายยับเยินเพราะความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อมาอย่างยาวนานนี้  ในเมื่อรัฐบาลรักษาการที่มาจากนักการเมืองหน้าหนาไร้ยางอาย สร้างความเลวร้ายให้กับชาติบ้านเมือง แล้วยังไม่ยอมรับผิดชอบ ไม่ยอมที่จะ”ออกไป”ดีๆ เพื่อเปิดทางให้คนที่จะเข้ามาทำงานเพื่อประเทศชาติโดยส่วนรวมจริงๆ ได้แก้ไขวิกฤติ ก่อนที่ชาติจะล่มสลาย

ก็คงถึงเวลาเสียที ที่ข้าราชการไทยทั้งหลายจะต้องตัดสินใจครั้งสำคัญ เพื่อยังประโยชน์สูงสุดให้กับประเทศชาติโดยส่วนรวม ให้สมกับที่เป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ผมคงเป็นอีกคนหนึ่ง ที่จะขอเรียกร้องถึงข้าราชการไทยทั้งหลาย โดยเฉพาะข้าราชการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในโอกาสวันข้าราชการไทย 1 เมษายนที่ผ่านมา ว่า ถึงเวลาแล้วที่ท่านจะต้องตัดสินใจทำเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

เลิกรับใช้  เลิกยอมตัวเป็น”ขี้ข้า” ให้กับนักการเมือง ให้กับระบอบทักษิณที่เข้ามาสร้างแต่ความเลวร้ายให้กับภาคเกษตรไทย ดังตัวอย่างที่เห็นชัดๆ จากการผลาญชาติมโหฬารในทุกด้านของโครงการจำนำข้าว

ถ้าท่านยังยอมรับได้ ยังยอมก้มหัวรับใช้ให้กับความโสมมทำลายชาติของนักการเมืองเหล่านั้น พวกท่านก็ไม่สมควรแก่การได้ชื่อว่าเป็น”ข้าราชการ” อีกต่อไป 

 

ไข่ไก่เล็กทุบราคาไซด์ใหญ่ตก เอ้กบอร์ดไฟเขียวเร่งระบาย เปิดจุดขายถูกสกัดร่วงหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/98391

วันอังคาร ที่ 08 เมษายน พ.ศ. 2557, 06.00 น.

1

นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายไก่ไข่และผลิตภัณฑ์  ว่า  ที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางการแก้ไขราคาไข่ไก่ที่แนวโน้มราคาปรับตัวลดลง  เนื่องจากขณะนี้เป็นช่วงที่ปริมาณผลผลิตไข่ไก่ขนาดเล็ก  เบอร์ 3-5 มีจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดการดึงราคาไข่ไก่ขนาดใหญ่ เบอร์ 0-2 โดยเฉลี่ยลดลง ซึ่งขณะนี้ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มที่เกษตรกรขายได้ เฉลี่ยฟองละ 3.10 บาท มีต้นทุนการผลิตฟองละ 3.02 บาท ทางผู้ประกอบการและเกษตรกรจึงมีความกังวลว่า สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้ราคาไข่ไก่ มีแนวโน้มลดลงอีก เนื่องจากปีนี้มีการปรับระบบปิดเทอมใหม่ ทำให้การบริโภคไข่ไก่ลดน้อยลง

ดังนั้น ที่ประชุมจึงเห็นชอบให้มีการกระจายไข่ไก่ขนาดเล็กที่ผลิตออกมาในช่วงนี้ประมาณ 7-8 ล้านฟองต่อวันโดยเร็ว โดยมอบหมายให้กรมปศุสัตว์ประสานงานกับสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ และหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งรวบรวมไข่ไก่ขนาดเล็กมาจำหน่ายในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดประมาณฟองละ 10 สตางค์ โดยจะมีการหารือในวันพรุ่งนี้ ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับแหล่งจำหน่ายไข่ไก่ขนาดเล็ก และคุณประโยชน์ของการบริโภคไข่ไก่ ทั้งนี้ คาดว่า ภายในช่วงระยะเวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ จะทำให้ราคาไข่ไก่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

นายยุคล กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์ไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ ปี  2557-2561 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและบริหารจัดการไข่ไก่และผลิตภัณฑ์ไข่ไก่ให้มีประสิทธิภาพ  คุณภาพ เสถียรภาพและเกิดความเป็นธรรมทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค มีเป้าหมายในการให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่มีความมั่นคงในอาชีพ สร้างความสมดุลในการผลิตไข่ไก่กับความต้องการบริโภค เพิ่มอัตราการบริโภค และส่งเสริมการแปรรูปไข่ไก่ เพิ่มสัดส่วนการส่งออกไข่ไก่และผลิตภัณฑ์  ยกระดับประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตไข่ไก่คุณภาพและรักษาสิ่งแวดล้อม และสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคไข่ไก่และผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานสุขอนามัยและสวัสดิภาพสัตว์ สำหรับประเด็นยุทธศาสตร์  ประกอบด้วย 3 ยุทธศาสตร์ คือ  1.เพิ่มการบริโภคและส่งเสริมการแปรรูปไข่ไก่  2.สร้างความมั่นคงในอาชีพการเลี้ยงไข่ไก่ และ3. สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคไข่ไก่และผลิตภัณฑ์ โดยใช้งบประมาณในการดำเนินการทั้งสิ้น 992 ล้านบาท

 

ผุด“โรงเรียนชาวนาพัทลุง” รองรับเมืองเกษตรสีเขียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/98389

วันอังคาร ที่ 08 เมษายน พ.ศ. 2557, 06.00 น.

นายธรณิศร กลิ่นภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเขต 9 สงขลา (สศข.9) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่าจากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินโครงการเมืองเกษตรสีเขียว (Green Agriculture City) ในพื้นที่นำร่อง 6 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ศรีสะเกษ อุดรธานี จันทบุรี ราชบุรี และพัทลุง เพื่อให้สอดคล้องกับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศ (Country Strategy) ของรัฐบาล

สำหรับ จ.พัทลุง ได้น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมากำหนดกิจกรรมการจัดตั้งโรงเรียนชาวนาเพื่อรองรับยุทธศาสตร์ข้าว การผลิตข้าวสังข์หยด GI (Geographical Indication) เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และตั้งเป้าหมายโครงการเมืองเกษตรสีเขียว สู่ เมืองสีเขียว

ทั้งนี้ ได้กำหนดยุทธศาสตร์  4 ด้านเพื่อพัฒนาเมืองพัทลุงสีเขียว คือ  1.ด้านการศึกษา ให้ความรู้ ตระหนักรู้ที่จะดูแลรักษาโลกร้อน การศึกษา ปราชญ์ ภูมิปัญญา แก่เด็กเยาวชนและบุคคลทั่วไป 2.ด้านเศรษฐกิจ การยกระดับรายได้ มูลค่าสินค้า ลดต้นทุน การพัฒนาเส้นทาง การคมนาคม 3.ด้านสังคม เริ่มจากสีเขียวในครัวเรือนสู่กลุ่มต่าง ๆ ชุมชน หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และ4.ด้านความมั่นคงและสิ่งแวดล้อม การดูแลสารทุกข์ สวัสดิการ การรวมกลุ่ม เอื้ออาทร  ซึ่ง สศข.9 จะร่วมสนับสนุนเมืองเกษตรสีเขียวจังหวัดพัทลุง ในโครงการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์สินค้าเกษตรที่สำคัญ ซึ่งปี 2557 จะดำเนินการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ข้าวสังข์หยด เพื่อรองรับการจัดทำฉลากคาร์บอนต่ำของผลิตภัณฑ์ ขยายโอกาสของสินค้าในตลาดโลกต่อไป

 

“กรมชล”เร่งก่อสร้าง อ่างคลองพระสะทึง คาดเสร็จภายในปี58 แก้ท่วม-แล้งสระแก้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/98388

วันอังคาร ที่ 08 เมษายน พ.ศ. 2557, 06.00 น.

นายอนุวัตร บัวจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้าง 9 สำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง เปิดเผยว่า ขณะนี้การดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองพระสะทึง ต.วังใหม่ อ.วังสมบูรณ์ จ.สระแก้วว่า แล้วเสร็จร้อยละ 50 ของโครงการ โดยจะเร่งรัดให้แล้วเสร็จภายในปี 2558 จากแผนเดิมกำหนดแล้วเสร็จในปี 2560 เพื่อให้สามารถส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตร และกิจกรรมการใช้น้ำต่างๆ ในเขต จ.สระแก้ว ได้เพียงพอ รวมทั้งยังช่วยบรรเทาการเกิดอุทกภัยและปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรี ตลอดจนใช้เป็นแหล่งน้ำสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมในบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกอีกด้วย

ส่วนอ่างเก็บน้ำคลองพระสะทึงที่กำลังก่อสร้างแม้จะเป็นอ่างฯ ขนาดกลาง แต่มีความจุที่ระดับเก็บกักถึง 65 ล้านลบ.ม.  และมีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างฯ เฉลี่ยปีละ 240.51 ล้าน  เมื่อแล้วเสร็จสามารถขยายพื้นที่ชลประทานเพิ่มอีก  40,640 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 4 ตำบล  คือ ต.พระเพลิง  ในเขต อ.เขาฉกรรจ์   ต.ทุ่งมหาเจริญ  ในเขต อ.วังน้ำเย็น  ต.ตาหลังใน   และต.วังใหม่  ในเขต อ.วังสมบูรณ์  จ.สระแก้ว

นอกจากนี้จากรายงานผลการศึกษาความเหมาะสม  อ่างฯ คลองพระสะทึง ยังก่อให้เกิดประโยชน์ที่มิได้คิดเป็นตัวเงิน เช่น ความมั่นคงของชายแดน  การท่องเที่ยว  และคุณภาพชีวิตของประชาชน อีกด้วย

นายอนุวัตร กล่าวอีกว่า ในอนาคตความต้องการใช้น้ำเพื่อการชลประทานจะเพิ่มจากปีละ 4.24 ล้านลบ.ม. เป็น 56.67 ล้านลบ.ม. และความต้องการน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคจาก 1.90 ล้านลบ.ม. เป็น 4.39 ล้านลบ.ม. ซึ่งเมื่ออ่าง ฯ แล้วเสร็จจะสามารถรองรับความต้องการในการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นได้เป็นอย่างดี

 

บุกจับยา-อาหารสัตว์เถื่อน ยึดของกลางค่ากว่า2แสน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/98387

วันอังคาร ที่ 08 เมษายน พ.ศ. 2557, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ  ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์โดยชุดเฉพาะกิจร่วมซึ่งประกอบด้วย สำนักงานปศุสัตว์เขต 1 สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดปทุมธานี กองสารวัตรและกักกัน กองอาหารและยาสัตว์ และสัตวแพทยสภา ได้สนธิกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 50 นาย เข้าตรวจสอบสถานที่จำหน่ายยาและอาหารสัตว์ในพื้นที่บริเวณตลาดไท อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ผลปรากฏว่า พบการกระทำผิดกฎหมายทั้งสิ้น 6 คดี แบ่งเป็น กระทำผิดพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 จำนวน 2 คดี และกระทำผิดพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 กับ พระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ.2525 จำนวน 4 คดี

การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจร่วมดังกล่าว เนื่องมาจากกรมปศุสัตว์มีนโยบายให้บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ เช่น พระราชบัญญัติสถานพยาบาลสัตว์ พ.ศ.2533 พระราชบัญญัติวิชาชีพการสัตวแพทย์ พ.ศ.2545 พระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 พระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ.2525 และพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าและจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ.2535 เป็นต้น

โดยเฉพาะอาหารสัตว์และยาสัตว์ที่นำมาใช้โดยไม่ผ่านการขึ้นทะเบียน หรือไม่ผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานของรัฐ ทำให้มีความเสี่ยงสูงที่ทำให้สัตว์เลี้ยงตายได้ หากฟาร์มเลี้ยงสัตว์นำไปใช้อาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยา และตกคางในเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์สัตว์ต่างๆ ได้ เช่น เนื้อ นม ไข่ ซึ่งส่งผลอันตรายกับผู้บริโภค และจะกระทบต่อการส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์ โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ปีกส่งต่างประเทศ ซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศในขณะนี้ นอกจากนี้ยังเป็นการเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ด้วย

 

รายงานพิเศษ : หมอดินเมืองกาญจนบุรี แนะเกษตรกรหวนคืนสู่ธรรมชาติ ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองแทนเคมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/98386

วันอังคาร ที่ 08 เมษายน พ.ศ. 2557, 06.00 น.

จากอดีตรุ่นปู่ย่าตายายที่ทำการเกษตรแบบพึ่งพาธรรมชาติ ทำเพื่อไว้กิน เหลือก็ขาย แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน การทำการเกษตรมุ่งเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงๆ เพื่อขายเป็นหลัก จึงมีการใช้สารเคมีมากขึ้นเรื่อยๆ แต่สิ่งที่ได้กลับมานอกจากผลผลิตไม่ได้สูงขึ้นอย่างที่หวัง แต่ยังทำให้ผืนดินทำกินเสื่อมโทรมลงทุกขณะ อีกทั้งยังทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว

นายบุญมี เนตรสว่าง หมอดินอาสาประจำอำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่าสภาพดินในพื้นที่อำเภอพนมทวนที่ผมดูแลในฐานะเป็นหมอดินประจำอำเภอพนมทวน มีความเสื่อมโทรมค่อนข้างมาก และจากการนำตัวอย่างดินไปวิเคราะห์ที่สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดกาญจนบุรี ก็ปรากฏว่าดินถูกสารเคมีทำลายค่อนข้างมาก จุลินทรีย์ในดินเกือบจะไม่มีแล้ว ซึ่งสืบเนื่องมาจากเมื่อก่อน ปู่ ย่า ตา ยาย ทำแบบไม่ต้องพึ่งสารเคมีเลย แต่ปัจจุบันวิถีชีวิตของพี่น้องเกษตรกร แปรเปลี่ยนไป จากเดิมที่เคยทำเพื่อกิน ทำแล้วเก็บไว้บางส่วน ณ ปัจจุบัน ไม่ใช่แล้ว กลับกลายเป็นว่าทำเพื่อการส่งออก ทำยังไงก็ได้เพื่อให้ได้เงินมากๆ จากการที่ทำมากก็ต้องลงทุนสูง สิ่งหนึ่งที่จะต้องตามมาคือ โรคและ แมลง  พอมีโรค แมลง ก็จะต้องพึ่งสารเคมี จึงทำให้ปัจจุบัน ดินเสื่อมโทรมลงมาก เพราะเกษตรกรได้ใช้สารเคมีมาอย่างต่อเนื่องนานกว่า 40 ปีแล้ว

นายบุญมี เนตรสว่าง

จากการใช้สารเคมีของเกษตรกรในพื้นที่ โดยเฉพาะตำบลหนองสาหร่ายที่ตนอาศัยอยู่นั้น เคยมีการตรวจวิเคราะห์สารเคมีปนเปื้อนในพืชผลทางการเกษตร จะพบร้อยละ 100 ที่มีสารเคมีปนเปื้อน แม้ว่าการบริโภคพืชผักที่มีสารเคมีตกค้างจะไม่ถึงตายในทันที แต่จะมีการสะสมในร่างกายก่อให้เกิดโรคมะเร็งในที่สุด ส่วนตัวเกษตรกรเองที่สัมผัสกับสารเคมีตลอดเวลา จากการสำรวจ 27 คน มี 24 คน ที่มีปริมาณสารเคมีในเลือดเกินปริมาณที่ร่างกายจะรับได้ ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์อย่างดีว่าสารเคมีเป็นอันตรายทั้งต่อตัวเกษตรกรผู้ใช้และผู้บริโภค ที่สำคัญยังส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมทั้งดินเสื่อมโทรมและแหล่งน้ำมีการปนเปื้อน

ด้วยเหตุนี้เองทำให้ตนสนใจที่จะเข้าสมัครมาเป็นหมอดินอาสา เพื่อพัฒนาพื้นที่ของตนเองและใกล้เคียงให้ฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ โดยเน้นการส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ลดการใช้สารเคมีแล้วหันมาใช้พืชสมุนไพร เช่น สะเดา บอระเพ็ดและใช้สารเร่ง พด.7 ของกรมพัฒนาที่ดิน มาผลิตสารป้องกันแมลงศัตรูพืชไว้ใช้เองทดแทนการใช้สารเคมีที่นับวันจะมีราคาสูงขึ้น

หมอดินบุญมี กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งหนึ่งที่น่าตกใจของเกษตรกรในตำบลหนองสาหร่ายก็คือ จากจำนวนประชากรจำนวน 919 ครอบครัว มีรายได้จากการทำการเกษตรด้วยการปลูกข้าวเป็นพืชหลัก รองลงมาคืออ้อย และพืชผักบางส่วน รวมแล้วประมาณ 153 ล้านบาทต่อปี แต่มีรายจ่ายรวมกันไม่ต่ำกว่า 106 ล้านบาท ซึ่งหมวดรายจ่ายที่มาเป็นอันดับหนึ่งของคนในตำบลนี้คือมาจากภาคการเกษตร โดยนำเงินไปซื้อปัจจัยการผลิต ซื้อปุ๋ยเคมีและสารเคมีกำจัดศัตรูพืช รวมกว่า 42 ล้านบาท เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าตำบลเล็กๆ เพียงแห่งเดียวต้องสูญเสียรายจ่ายไปกับปัจจัยการผลิตพวกปุ๋ยเคมีและสารเคมีมากมายขนาดนี้ ซึ่งรายจ่ายเหล่านี้ก็คือต้นทุนการผลิตของเกษตรกรทั้งสิ้น เมื่อต้นทุนการผลิตสูง ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องขายผลผลิตให้ได้ราคาสูง อย่างข้าวถ้าไม่ได้ตันละ 15,000 บาทก็เดือดร้อน โดยเฉพาะตอนนี้เกษตรกรหลายคนยังไม่ได้รับเงินจากโครงการจำนำข้าว ต้องเป็นหนี้และทุกข์ใจมากขึ้น

ฉะนั้น หนทางรอดในอนาคตจะต้องลดการพึ่งพาสารเคมี เพื่อลดภาระต้นทุนการผลิต มาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตได้เอง จะทำให้ต้นทุนลดลงได้จากเดิมอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ซึ่งขณะนี้ได้มีการรวมกลุ่มเกษตรกรใช้สารอินทรีย์ทดแทนการใช้สารเคมี เพื่อช่วยกันผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงโดยใช้สารเร่ง พด.5 ตัว ได้แก่ สารเร่ง พด.1 พด.2 พด.3 พด.9 และพด.12 ถึงแม้ว่าขั้นตอนการทำจะยุ่งยากหรือไม่สะดวกเหมือนกับการที่ไปซื้อปุ๋ยที่ตลาด แค่ไปซื้อปุ๋ยมา 1 กระสอบแล้วก็หว่านได้ทันทีก็จริง แต่ผลที่ตอบกลับมาจากความสะดวกสบายนี้ส่งผลเสียตามมาอีกมากมาย เช่น ต้นทุนการผลิตสูง ดิน น้ำ อากาศ เสียหายเสื่อมโทรม ยังส่งผลต่อร่างกาย แต่ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงที่เราผลิตเองนี้ อาจจะไม่สวย ใช้ยาก แต่ต้นทุนต่ำมาก ไม่มีอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างแน่นอน และถ้าในอนาคตข้าวจะขายไม่ได้ราคาตันละ 15,000 บาท แต่เกษตรกรก็ยังอยู่ได้เพราะต้นทุนเราต่ำ ทั้งนี้ อยากฝากถึงเกษตรกรให้น้อมนำแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพ ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะทำให้มีชีวิตอยู่ได้อย่างมั่นคงและมีความสุข

 

แตกใบอ่อน : “แม่กลอง”โมเดล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/98385

วันอังคาร ที่ 08 เมษายน พ.ศ. 2557, 06.00 น.

               วูบแรกต้องยอมรับว่า ทันทีที่เห็นผลการเลือกตั้ง สว. เมื่อสัปดาห์ก่อน ก็ต้องแทบเอามือก่ายหน้าผากด้วยความสิ้นหวัง เพราะบรรดา “ว่าที่ สว.ป้ายแดง” แต่ละราย ต่างถือว่า ไม่ธรรมดากันสักคน โดยเฉพาะเมื่อเดินอ้อมไปมองที่ข้างหลัง ก็จะเห็นสายสัมพันธ์ของหลายต่อหลายคนที่ทอดยาวไปถึงกลุ่มการเมืองและสีเสื้อต่างๆ กันยุบยับไปหมด

เห็นแบบนี้แล้วก็ได้แต่ร้องอนุโมทนาสาธุ!

นี่ขนาดใช้กติกาเดิม กฎหมายเดิม ยังออกมาได้ขนาดนี้ แล้วถ้าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของ สว. ไม่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสอยร่วงไปตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว มันจะสาหัสขนาดไหน

คงได้งามหน้า เห็น “สภาผัวเมีย” เครือญาติ สส. นักการเมือง เดินไหล่ชนกันให้ขวักเต็มรัฐสภา

อีกประเด็นที่ถือเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่งจากการเลือกตั้ง สว. รอบนี้ คือ ผู้สมัครที่มาจากภาคประชาชนหรือ “เอ็นจีโอ” ฝ่าด่านการเลือกตั้งมาได้แค่คนเดียว คือ คุณบุญยืน ศิริธรรม ที่คน “แม่กลอง” สมุทรสงคราม เทคะแนนให้ถึง 22,933 คะแนน ขณะที่รายอื่นๆ เช่น “ครูแดง” เตือนใจ ดีเทศน์ ซึ่งลงสมัคร สว.เชียงราย หรือ คุณศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ที่ลงสมัครใน กทม. ต่างก็ต้องพลาดให้กับคู่แข่งกันทั้งหมด

สาเหตุก็น่าจะเป็นไปได้ว่า เพราะสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงนี้ถือว่าค่อนข้างร้อนแรง จึงทำให้ฝ่ายการเมืองไม่ว่าฝ่ายไหนสีใด ต้องพยายามทุ่มเทสรรพกำลังอย่างเต็มที่ เพื่อคนของตัวเอง หรืออย่างน้อยเป็นคนที่ตัวเองจะสามารถพูดคุยต่อสายได้ ให้เข้ามาทำหน้าที่ในสภาสูง จึงทำให้ผลการเลือกตั้งออกมาอย่างที่เราเห็น

แต่ก็เอาเถอะ ถึงจะได้มาแค่คนเดียว ผมก็เชื่อว่า เป็นคนเดียวที่คุณภาพคับแก้ว

เพราะเป็นงที่ทราบกันอยู่ว่า คุณบุญยืน เธอเป็นคนทำงานภาคประชาชนชนิดที่ว่า “ตัวจริง เสียงจริง” คนหนึ่ง เนื่องจากการทำงานต่อสู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมชุมชนให้กับชาวบ้านแม่กลองมาถึง 20 ปี เช่น การคัดค้านการสร้างเขื่อนกั้นน้ำเค็ม การคัดค้านการเดินเรือบรรทุกน้ำมันในแม่น้ำแม่กลอง การคัดค้าโรงไฟฟ้า ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สร้างผลกระทบให้กับสิ่งแวดล้อมชุมชน ก่อนจะกระโดดออกมาเคลื่อนไหวในประเด็นที่กว้างมากขึ้น โดยเฉพาะการผลักดันให้เกิดองค์กรอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค

ประเด็นที่น่าสนใจ อีกประการหนึ่งจากผลการเลือกตั้งที่ จ.สมุทรสงคราม ในครั้งนี้ นั่นคือ การพูดถึง “แม่กลองโมเดล” เนื่องจากนี่ไม่ได้เป็นเพียงครั้งแรกที่คนแม่กลองเลือกบุคคลที่เรียกได้ว่า เป็นตัวแทนของ“ประชาชน” ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ แต่หากย้อนหลังกลับไปในตอนเลือกตั้ง สว. เมื่อปี 2543 และ 2551 คนแม่กลองก็เคยเลือก “ครูยุ่น” มนตรี สินทวิชัย เลขาธิการมูลนิธิคุ้มครองเด็ก และ นายสุรจิต ชิรเวทย์ ประธานหอการค้า จ.สมุทรสงคราม ซึ่งมีบทบาทสูงในด้านการปกป้องสิ่งแวดล้อมชุมชนมาแล้ว

กรณีที่เกิดขึ้น 3 ครั้ง 3 หน ติดต่อกันเช่นนี้ จึงถือว่าไม่ธรรมดา และน่าสนใจเข้าไปศึกษาอย่างยิ่ง หากวันนี้เราจะคิดถึงคำว่า “ปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปประเทศไทย”

“แม่กลองโมเดล” นี่แหละครับ น่าจะเป็นแนวทางหนึ่งที่น่าศึกษา

มะลิลา