เกษตรอินทรีย์

All posts tagged เกษตรอินทรีย์

พด.จัดค่ายยุวหมอดินปี55 มุ่งเกษตรอินทรีย์อย่างพอเพียง

Published พฤษภาคม 31, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/edu/264525

31 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

Pic_264525

นายจรูญ ยกถาวร รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินด้านวิชาการ เผยว่า  ปัจจุบัน เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากปุ๋ยเคมีและสารเคมีราคาแพง นอกจากนี้ การใช้สารเคมีอย่างไม่ระมัดระวังยังก่อให้เกิดการสะสมในดิน น้ำ และผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค จึงมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนระบบการผลิตใหม่ โดยเปลี่ยนมาใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมีทางการเกษตร หรือใช้ทดแทนให้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ และพัฒนาไปสู่การเกษตรไร้สารพิษ และเกษตรอินทรีย์ในที่สุด เพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิต การรักษาสุขภาพประชาชน เกษตรกรและสิ่งแวดล้อม

กรมฯได้จัดโครงการฝึกอบรมค่ายยุวหมอดิน ประจำปี 2555 หลักสูตร “การพัฒนาที่ดินสู่เกษตรอินทรีย์ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง” ณ ศูนย์ฝึกอบรมภายใต้ความรับผิดชอบของหน่วยงานในพื้นที่ส่วนภูมิภาคจำนวน 12 แห่ง ได้แก่ สุพรรณบุรี, ร้อยเอ็ด, เชียงใหม่, น่าน, พะเยา, เพชรบูรณ์, สุโขทัย, สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 3 นครราชสีมา, เขต 5 ขอนแก่น, เขต 10 ราชบุรี, เขต 12 สงขลา และศูนย์ศึกษาการพัฒนาที่ดินเขาหินซ้อนฯ ให้กับนักเรียนในระดับประถมศึกษาปีที่ 4, 5 และ 6 รวมทั้งสิ้นจำนวน 41 รุ่น เป้าหมาย 3,012 คน เพื่อให้นักเรียนที่เข้ารับการฝึกอบรมได้รับความรู้ด้านการเกษตร การพัฒนาที่ดิน หลักเศรษฐกิจพอเพียง และสามารถนำไปเป็นพื้นฐานในการประกอบอาชีพในอนาคต สอบถามเพิ่มเติมที่ สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดทั่วประเทศ หรือ สายด่วน 1760.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
  • 31 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

เอกชนค้านมุ่งหน้าเกษตรอินทรีย์ เตือนโรคหวาดระแวงสารเคมี ทำภาคเกษตรไทยเดินหลงทาง

Published พฤษภาคม 21, 2012 by SoClaimon

http://www.naewna.com/local/6602

วันจันทร์ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2555, 09.41 น.

tags : เอกชนเกษตรอินทรีย์โรคหวาดระแวงสารเคมีเกษตรไทย,

 
ดร.วีรวุฒิ กตัญญูกุล นายกสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร กล่าวว่า คนไทยมีทัศนคติด้านลบในเรื่องสารเคมี ทั้งสารเคมีเกษตร และสารเคมีอุตสาหกรรม จนเรียกได้ว่า  เป็นโรคหวาดระแวงสารเคมี (Chemo Phobia) เห็นอะไรที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีก็จะเกิดอาการหลอนกลัว โดยไม่ศึกษาพิจารณาให้ถ่องแท้ว่า แท้จริงสารเคมีเป็นอย่างไร และมีวิธีบริหารจัดการกันอย่างไร

สำหรับประเทศไทยซึ่งมีอากาศร้อนชื้น และอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น เป็นสภาพที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตและระบาดของแมลงวัชพืช/ศัตรูและโรคพืช  การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเหล่านี้ยังเป็นสิ่งจำเป็น  โดยเฉพาะเมื่อต้องผลิตสินค้าเกษตรให้คนไทยบริโภคให้เพียงพอ และส่งออกป้อนประชากรโลก แต่ควรใช้เมื่อจำเป็น หากปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อบริโภคภายในครัวเรือนก็ไม่ต้องใช้

ดร.วีรวุฒิ กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะนำวิธีการขึ้นทะเบียนสารกำจัดศัตรูพืชใหม่ตามพ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2551 มาบังคับใช้แต่ไม่ครบวงจร จำเป็นต้องควบคุมทั้งระบบ คือ ต้นน้ำ (การขึ้นทะเบียน) กลางน้ำ (การจำหน่าย) และปลายน้ำ (การใช้) ต้องพัฒนาและควบคุมระบบการจำหน่ายให้ได้มาตรฐานเช่นเดียวกับเวชภัณฑ์ สำหรับคนและให้ความรู้แก่เกษตรกรให้เข้าใจวิธีการใช้รวมถึงข้อควรระวังให้ละเอียด จึงจะได้ประโยชน์สูงสุด สามารถลดพิษภัยและรู้ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกัน

นอกจากนั้น โรคหวาดกลัวสารเคมี หรือ Chemo Phobia จะทำให้เกิดอาการสุดขั้วปฏิเสธสารเคมี โดยไม่รู้ว่าแท้จริง รอบตัวล้วนมีสารเคมีมากมายหลากหลายรูปแบบ และใช้อยู่ในชีวิตประจำวันด้วยซ้ำ

“ตื่นขึ้นมาใช้ยาสีฟันนี่ก็เคมี น้ำจากก๊อกก็เป็นเคมีไม่ต่างจากน้ำยาบ้วนปาก สบู่ ยาสระผม เรื่อยไปจนกระทั่งอาหารการกิน ล้วนมีเคมีเจือปนทั้งสิ้น ถ้าเข้าใจได้อย่างนี้ ความกลัวก็จะน้อยลง และศึกษาเรื่องสารเคมี และบริหารจัดการได้อย่างเกิดประโยชน์และมีความปลอดภัยควบคู่กันไป”

ดร.วีรวุฒิ กล่าวด้วยว่า ประเทศพัฒนาแล้วที่นำเข้าผักผลไม้และสินค้าเกษตรจากประเทศไทย  ก็อนุญาตให้เกษตรกรไทยใช้สารเคมีเกษตรในการผลิต  แต่ต้องอยู่ภายใต้มาตรฐาน เช่น มีค่าสารเคมีตกค้างได้ในระดับที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค  ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่า สามารถใช้สารเคมีเกษตรได้

“เกษตรอินทรีย์ควรเป็นเกษตรทางเลือกหนึ่ง แต่ถ้ามุ่งเฉพาะเกษตรอินทรีย์อย่างเดียวโดยละเลยเกษตรเคมีหรือเกษตรอย่างอื่น ต่อไปเราจะผลิตอาหารไม่เพียงพอ ต้องนำเข้าจากประเทศอื่น ทำให้ประเทศไทยเสียหาย และสูญเสียสภาพครัวโลกทันที” ดร.วีรวุฒิ กล่าว

เตือนใช้เคมีเกษตรอย่างถูกต้อง มุ่งเกษตรอินทรีย์อาจเสียครัวโลก

Published พฤษภาคม 17, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/edu/260860

17 พฤษภาคม 2555, 05:45 น.

Pic_260860

ดร.วีรวุฒิ กตัญญูกุล นายกสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร เผยว่า ประเทศไทยมีอากาศร้อนชื้น และอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น เอื้อต่อการเจริญเติบโตและระบาดของแมลงศัตรูพืช และโรคพืช การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะเมื่อต้องผลิตสินค้าเกษตรให้คนไทยบริโภคอย่างเพียงพอ และส่งออกเพื่อป้อนประชากรโลก แต่ควรใช้เมื่อจำเป็น หากปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อบริโภคภายในครัวเรือนควรใช้สารสกัดจากพืช   เช่น โล่ติ๊น (หางไหล) สาบเสือ ใบยาสูบ เป็นสมุนไพรกำจัดศัตรูพืช แต่ศัตรูพืชก็พัฒนาตัวเองจนต้านทานได้ จึงต้องใช้สารเคมีแทนบ้าง

“แม้จะนำวิธีการขึ้นทะเบียนสารกำจัดศัตรูพืชใหม่ตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2551 มาบังคับใช้  แต่ยังไม่ครบวงจรต้องควบคุมทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ (การขึ้นทะเบียน) กลางน้ำ (การจำหน่าย) และปลายน้ำ (การใช้) ต้องพัฒนาและควบคุมระบบการจำหน่ายให้ได้มาตรฐานเช่นเดียวกับเวชภัณฑ์ สำหรับการทำเกษตรอินทรีย์ควรเป็นทางเลือกหนึ่ง แต่ถ้าจะให้บ้านเรามุ่งทำเฉพาะเกษตรอินทรีย์อย่างเดียว โดยละเลยเกษตรเคมีหรือเกษตรในรูปแบบอื่น ต่อไป เราจะผลิตอาหารไม่เพียงพอ แล้วอาจจะต้องนำเข้าจากประเทศอื่นๆ ทำให้ประเทศไทยเสียหาย และสูญเสียความเป็นครัวโลกทันที” ดร.วีรวุฒิ กล่าว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
  • 17 พฤษภาคม 2555, 05:45 น.

ญี่ปุ่นปรับปรุงมาตรฐานเกษตรอินทรีย์

Published พฤษภาคม 4, 2012 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/agriculture/112520

วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม 2555 เวลา 00:00 น.

รายงานจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่ากระทรวงสาธารณสุข แรงงานและสวัสดิการญี่ปุ่น ได้ประกาศยกเลิกการตรวจสอบความปลอดภัยของมะละกอดัดแปลงพันธุกรรม ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2554 ซึ่งทางกรมสรรพากรญี่ปุ่น กำลังดำเนินการพิจารณาอนุญาตให้มะละกอเป็นส่วนผสมในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยการติดฉลากให้อยู่ในหมวดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ซึ่งมีส่วนประกอบที่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรม

ส่วนกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมง แห่งญี่ปุ่น ได้พิจารณาทบทวนมาตรฐานการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่แปรรูปจากผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์และปศุสัตว์อินทรีย์ โดยอนุญาตให้ใช้ส่วนประกอบที่ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์และปศุสัตว์อินทรีย์เฉพาะในกรณีที่หาวัตถุดิบสองประเภทข้างต้นได้ยาก ให้นับรวมวัตถุเจือปนอาหารที่ทำจากผลิตภัณฑ์อินทรีย์ รวมเป็นส่วนประกอบในส่วนวัตถุดิบอินทรีย์ด้วยเพื่อประโยชน์ในการคำนวณสัดส่วนวัตถุดิบอินทรีย์ต่อวัตถุดิบทั้งหมด

อนุญาตให้สารเคมีที่ผลิตโดยใช้เทคนิคการถ่ายดีเอ็นเอ ในการผลิตที่ไม่ใช่เพื่อเป็นวัตถุดิบในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่แปรรูปจากผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์และปศุสัตว์อินทรีย์ พร้อมกันนี้ยังได้มีการทบทวนมาตรฐานวัตถุเจือปนอาหาร และยาในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่แปรรูปจากผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์และปศุสัตว์อินทรีย์อีกด้วย โดยกำหนดวันสุดท้ายที่ผู้เกี่ยวข้องจะสามารถแสดงความคิดเห็นหรือคัดค้านได้ภายในวันที่ 27 พฤษภาคม 2555 นี้.

พด.เปิดคอร์สฝึกค่ายยุวหมอดินวางฐานพัฒนาสู่เกษตรอินทรีย์

Published เมษายน 25, 2012 by SoClaimon

http://www.naewna.com/local/4732

วันพุธ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2555, 06.00 น.

tags : ยุวหมอดินหมอดินพด.

              นายจรูญ ยกถาวร รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินด้านวิชาการ เปิดเผยว่า โรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้เบื้องต้นของเด็ก นักเรียนส่วนใหญ่ของโรงเรียนที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารจะเป็นลูกหลานของเกษตรกร ซึ่งเปรียบเสมือนรากแก้วของแผ่นดิน การถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตร โดยเฉพาะความรู้เรื่องดินและการพัฒนาที่ดิน ซึ่งเป็นรากฐานของการทำเกษตร รวมทั้งความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์จะเป็นการปลูกจิตสำนึกด้านการเกษตร การรักษาทรัพยากรที่ดิน สิ่งแวดล้อม ให้กับเด็ก สำหรับวิธีการในการให้ความรู้กับเด็กๆ

ดังนั้นในปีนี้ กรมพัฒนาที่ดินจึงได้จัดทำโครงการฝึกอบรมค่ายยุวหมอดิน หลักสูตรการพัฒนาที่ดินสู่เกษตรอินทรีย์ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ที่ศูนย์ฝึกอบรมภายใต้ความรับผิดชอบของหน่วยงานในพื้นที่ส่วนภูมิภาค 12 แห่ง ได้แก่ สถานีพัฒนาที่ดินสุพรรณบุรี, ร้อยเอ็ด, เชียงใหม่, น่าน, พะเยา, เพชรบูรณ์, สุโขทัย, สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 3 นครราชสีมา, เขต 5 ขอนแก่น, เขต 10 ราชบุรี, เขต 12 สงขลา และศูนย์ศึกษาการพัฒนาที่ดินเขาหินซ้อนฯ ระหว่างเดือนมีนาคม – มิถุนายน 2555  ให้กับนักเรียนในระดับประถมศึกษาปีที่ 4, 5 และ 6 รวมทั้งสิ้นจำนวน 41 รุ่น เป้าหมาย 3,012 คน ซึ่งอยู่ในพื้นที่ความรับผิดชอบของหน่วยงานในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อให้นักเรียนที่เข้ารับการฝึกอบรมได้รับความรู้ด้านการเกษตร การพัฒนาที่ดิน หลักเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้สามารถนำไปเป็นพื้นฐานในการประกอบอาชีพในอนาคต พร้อมทั้งพัฒนาภาวะผู้นำและเตรียมความพร้อมให้กับนักเรียน ที่จะคัดเลือกเป็นยุวหมอดินให้สามารถขับเคลื่อนงานเกษตรอินทรีย์ของโรงเรียน ให้เป็นไปตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งนี้โรงเรียนที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดทั่วประเทศ หรือ สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1-12 หรือสายด่วนกรมพัฒนาที่ดินโทร. 1760

รายงานพิเศษ : หมอดินดีเด่น “จรัสศรี บ่อแก้ว” มุ่งวิถีเกษตรอินทรีย์บนพื้นฐานพอเพียง

Published เมษายน 25, 2012 by SoClaimon

http://www.naewna.com/local/4528

วันจันทร์ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2555, 08.00 น.

tags : จรัสศรี บ่อแก้วหมอดินดีเด่นรายงานพิเศษเกษตรอินทรีย์,
นางจรัสศรี บ่อแก้ว ได้รับการคัดเลือกจากกรมพัฒนาที่ดินให้เป็นหมอดินอาสาดีเด่น ประจำปี 2555 สาขาการปรับปรุงบำรุงดิน เนื่องจากมีการนำความรู้ในการปรับปรุงบำรุงดินด้วยนวัตกรรมของกรมพัฒนาที่ดิน มาประยุกต์ใช้ในพื้นที่เกษตรของตนเอง จนสามารถพลิกฟื้นพื้นที่นามาสู่การทำเกษตรผสมผสาน และยังถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เพื่อนเกษตรกรให้สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
แต่กว่าจะมาเป็นหมอดินอาสาดีเด่นได้ นางจรัสศรี เล่าว่า เริ่มแรกที่ทำการเกษตรจะทำนาอย่างเดียว ซึ่งดินมีความเสื่อมโทรม อีกทั้งพื้นที่เป็นที่ดอนเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ ทำให้ได้ผลผลิตน้อย เมื่อเป็นอย่างนั้นก็ยิ่งใช้ปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้น เพื่อหวังจะเพิ่มผลผลิต แต่กับตรงกันข้ามคือผลผลิตไม่ได้เพิ่มขึ้นในขณะที่ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นแทน จึงหวนกลับมาคิดว่าถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปคงเลี้ยงลูกไม่โตแน่ จากนั้นจึงลองเปลี่ยนเป็นการทำนาอินทรีย์ ลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร โดยเข้าไปสมัครรับการอบรมเป็นหมอดินอาสาประจำหมู่บ้าน จากสถานีพัฒนาที่ดินอำนาจเจริญ ตั้งแต่ปี 2546 ซึ่งได้รับความรู้ในการผลิตและใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก น้ำหมักชีวภาพ ปุ๋ยพืชสดและการไถกลบตอซังแทนการเผา รวมถึงเรื่องการปรับปรุงบำรุงดินด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพของกรมพัฒนาที่ดิน รวมถึงการอนุรักษ์ดินและน้ำ ซึ่งได้นำมาปรับใช้ในพื้นที่เกษตรของตนเองตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเริ่มจากการวางแผนการใช้ที่ดินโดยแบ่งพื้นที่จำนวนทั้งหมด 16 ไร่ ตามการใช้ประโยชน์และความเหมาะสมของที่ดิน ได้แก่ นาข้าวอินทรีย์ 6 ไร่ แบ่งเป็นปลูกข้าวเหนียว กข 6 จำนวน 4 ไร่ และข้าวหอมมะลิ 2 ไร่ สวนผสมผสาน 7 ไร่ ปลูกไม้ผลนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นขนุน กล้วยหอม มะม่วง ชมพู่ เป็นต้น นอกจากนั้น จะมีพื้นที่เลี้ยงสัตว์ จำพวก วัว หมู เป็ด ไก่ ทำประมงเลี้ยงปลา กบ ไว้เพื่อบริโภคและจำหน่าย ปลูกพืชผักสวนครัวและพืชสมุนไพร ขุดสระน้ำ ปลูกป่าธรรมชาติ และปลูกที่พักอาศัย

หมอดินจรัสศรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่หันมามุ่งเข้าสู่วิถีเกษตรอินทรีย์และทำเกษตรผสมผสาน มีความแตกต่างจากอดีตอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะนาข้าวที่แต่เดิมใช้ปุ๋ยเคมีผลผลิตที่ได้ไร่ละ 100 กิโลกรัม ในขณะที่ต้องใช้ต้นทุนปุ๋ยเคมมี 30 กิโลกรัม/ไร่ แต่เมื่อมาใช้ปุ๋ยคอก น้ำหมักชีวภาพ และพืชปุ๋ยสด กลับได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 500 กิโลกรัม/ไร่ ที่สำคัญผลผลิตจะเพิ่มขึ้นทุกปี คุณภาพข้าวเหนียวหอมนุ่มเก็บไว้ข้ามปียังนุ่ม ไม่แข็งเหมือนข้าวที่ใช้สารเคมี ส่วนข้าวหอมมะลิก็หอมนุ่มหอมนานกว่าเหมือนกัน โดยข้าวเหนียวจะเก็บไว้บริโภคในครัวเรือน ส่วนข้าวเจ้าจะแปรรูปเป็นข้าวกล้องขายสร้างรายได้เฉลี่ย 55,000 บาทต่อปี

นอกจากนี้ ยังมีรายได้จากสวนผสมผสาน ที่ปลูกพืชหลายชนิดในพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ให้ผลผลิตดี เพราะการบริหารจัดการระบบน้ำดี คือ ใช้สารอินทรีย์ป้องกันแมลงศัตรูพืชนอกจากฉีดพ่นแล้วยังปล่อยไปตามระบบน้ำด้วย อีกทั้งหมักปุ๋ยหมักไว้ตามพื้นที่ต่างๆ ภายในสวนเปรียบกับมีตู้เย็นไว้ใกล้ๆ ถ้าพืชต้องการอาหารก็ดูดไปใช้ได้เลย พร้อมกันนี้ได้ใช้เศษพืชฟางข้าวคลุมรอบโคนต้นไม้เพื่อรักษาความชื้นในดินด้วย โดยผลผลิตที่ได้นอกจากเก็บไว้บริโภคเองยังจำหน่ายสร้างรายได้ปีละหลายหมื่นบาท ส่วนพืชผักสวนครัวและพืชสมุนไพร ก็ปลูกไว้เพื่อเป็นตลาดสดและโรงพยาบาลประจำครอบครัว ทำให้เรามีพืชผักที่ปลอดภัยจากสารพิษไว้บริโภค เป็นการลดรายจ่ายและลดค่ายาได้

เช่นเดียวกับปลาและกบที่เลี้ยงไว้ก็ทำให้บ้านเรามีอาหารบริโภคโดยไม่ต้องไปซื้อหาที่อื่น แถมจำหน่ายสร้างรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง ส่วนปศุสัตว์ที่เลี้ยงไว้ทั้งวัว หมู เป็ด ไก่ ก็จะนำมูลมาหมักร่วมกับเศษพืช และสารเร่งพด.1 พด.3 เพื่อใช้ปรับปรุงบำรุงดินและป้องกันโรคพืช ช่วยในการลดต้นทุนการผลิตได้เป็นอย่างดี

เมื่อเปลี่ยนความคิดจากการทำเกษตรแบบเดิมๆ หันมายึดแนวทางเกษตรอินทรีย์และสวนเกษตรผสมผสาน ส่งผลให้หมอดินจรัสศรี และครอบครัว มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืนบนพื้นฐานความพออยู่พอกินตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งนี้ เมื่อชีวิตดีขึ้นหมอดินก็พร้อมที่จะถ่ายทอดความรู้เหล่านี้ไปยังเพื่อนเกษตรกรและผู้สนใจ โดยเฉพาะต้องการเผยแพร่ให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้รักและศรัทธาอาชีพเกษตร เพราะเป็นอาชีพที่หล่อเลี้ยงทุกชีวิตบนโลกนี้

นี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่งเท่านั้นที่ทำให้นางจรัสศรี บ่อแก้ว ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหมอดินอาสาดีเด่น ประจำปีนี้ แต่หากท่านใดต้องการเข้าไปศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เทคนิคดีๆ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงชีวิตอย่างพอเพียงหรือการทำเกษตรแบบยั่งยืน สามารถไปได้ที่ศูนย์เรียนรู้เทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน สวนวิมานดินตามรอยพ่อหลวง หมู่ที่ 3 ต.ปลาค้าว อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ ที่หมอดินจรัสศรี ร่วมกับสถานีพัฒนาที่ดินอำนาจเจริญจัดตั้งขึ้นเป็นศูนย์ถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับศาสตร์การพัฒนาที่ดินทุกแขนง

ตลาดเกษตรอินทรีย์

Published มีนาคม 30, 2012 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/agriculture/19579

วันศุกร์ที่ 30 มีนาคม 2555 เวลา 00:00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ 4 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์  กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดโครงการส่งเสริม ขยายพื้นที่และสินค้าเกษตรอินทรีย์ ณ ไร่สานฝัน ตำบลโคกตูม อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ สัปดาห์แรกของเดือน เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ของเกษตรกรและสมาชิกเครือข่าย รวบรวมและจำหน่ายสินค้าอินทรีย์ อาหารมังสวิรัติ

สำหรับตลาดนัดสีขาวเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2553 ทางจังหวัดลพบุรี ได้ดำเนินการสร้างเครือข่ายผู้ผลิตสินค้าอินทรีย์ โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัด เพื่อขยายตลาดภายในประเทศตามยุทธศาสตร์ ปี 2555 – 2558 มีการส่งเสริมกิจกรรมต่าง ๆ เช่นการทำสวนผักระบบเกษตรอินทรีย์ ขณะเดียวกันก็เป็นทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคทั้งในจังหวัดลพบุรีและจังหวัดใกล้เคียงที่สัญจรผ่านอำเภอเมือง  ซึ่งในปี 2553 สามารถจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ได้มูลค่าประมาณ 90,000 บาท และต่อมาในปี 2554 เปิดโอกาสให้สมาชิกเครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือตอนล่างนำสินค้ามาจำหน่าย สร้างมูลค่าตลาดได้เพิ่มขึ้นเป็น 240,000 บาท

สำหรับ ในปี 2555 กระทรวงเกษตรฯ จึงได้ร่วมมือกับอีก 4 กระทรวง จัดทำตลาดนัดสีขาวขึ้นเช่นเดิม โดยจะมีทั้งสินค้าเกษตร ผลิตภัณฑ์สินค้าปลอดภัย ผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรอินทรีย์ของสมาชิกเครือข่าย  นอกจากนี้ ยังให้บริการอาหารมังสวิรัติ ซึ่งผลิตจากสินค้าเกษตรอินทรีย์ของสมาชิกเครือข่าย กาแฟพร้อมดื่มที่นำกาแฟเขาทะลุจากชุมพรมาผสมกับจมูกข้าวอินทรีย์ของสมาชิก พร้อมทั้งดำเนินกิจกรรมที่น่าสนใจ คือ ดนตรีในสวน และการเลือกตัดผักสด ๆ ในสวนด้วยตนเองอีกด้วย.

เกษตรอินทรีย์ส่งออกปีละ 6,000 ล้าน

Published มีนาคม 26, 2012 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/agriculture/18296

วันพฤหัสบดีที่ 22 มีนาคม 2555 เวลา 00:00 น.

นายนิวัติ สุธีมีชัยกุล รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าคณะทำงานยกร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ทำหน้าที่ยกร่างยุทธศาสตร์ระดับชาติในการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของประเทศ พร้อมทั้งศึกษา วิเคราะห์ และประมวลข้อมูล ตลอดจนจัดทำแนวทาง มาตรการแผนงานและงบประมาณกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นการเตรียมความพร้อมในการนำเสนอร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2555-2559 ฉบับใหม่ ต่อคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติที่จะมีขึ้นในโอกาสต่อไปนั้น

ทั้งนี้จะเน้นการปฏิบัติเพื่อให้เกิดการขยายผลด้านการผลิตผ่านการส่งเสริมกระบวนการผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากลและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดผู้บริโภค รวมทั้งต้องพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรม ตลอดจนปรับปรุงกลไกการบริหารจัดการเพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์มีความเชื่อมโยงระหว่างระบบการผลิตและการตลาด โดยบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงอื่น ๆ ทั้งจากส่วนกลาง ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่และภาคเอกชน เพื่อให้การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของประเทศเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ การผลิต การแปรรูปและการตลาด อันจะเป็นแนวทางนำไปสู่การขยายโอกาสทางการลงทุนและการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ โดยเฉพาะการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี 2558

ปัจจุบันไทยมีรายได้จากการส่งออกสินค้าและผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ ปีละประมาณ 6,000 ล้านบาท โดยในปี 2556 นี้ ได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มการส่งออกสินค้าและผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ ขึ้นอีก 10% สินค้าส่วนใหญ่ที่มีการส่งออก ได้แก่ ข้าวอินทรีย์ กุ้งกุลาดำ เนื้อโคอินทรีย์ นมออร์แกนิก ปลาสลิด และปลานิล เป็นต้น.

สศก.เชิญชวนปชช. อุดหนุนตลาดสีขาว ขายเกษตรอินทรีย์ ทางเลือก”ผู้บริโภค”

Published มีนาคม 22, 2012 by SoClaimon

http://www.naewna.com/news.asp?ID=305849

วันที่ 22/3/2012

นางนารีณัฐ รุณภัย รองเลขาธิการและโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ 4 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดำเนินโครงการส่งเสริมขยายพื้นที่และสินค้าเกษตรอินทรีย์

 ทั้งนี้โครงการตลาดนัดสีขาวเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2553 ซึ่ง จ.ลพบุรี ได้ดำเนินการสร้างเครือข่ายผู้ผลิตสินค้าอินทรีย์ เพื่อขยายตลาดภายในประเทศตามยุทธศาสตร์ ปี 2555-2558 มีการส่งเสริมกิจกรรม Organic Commodity ร่วมงานกับไร่สานฝันของ นายพนมพร บำรุงสุข โดยใช้พื้นที่ไร่สานฝันเป็นที่ประสานเครือข่ายเกษตรปลอดภัยภาคเหนือตอนล่าง เป็นแหล่งเรียนรู้ของสมาชิก และแหล่งรวบรวมสินค้าเกษตรปลอดภัย เพื่อเป็นตลาดทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคทั้งใน จ.ลพบุรี และใกล้เคียง โดยในปี 2553 สามารถจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ได้มูลค่าประมาณ 90,000 บาท ต่อมาปี 2554 เปิดโอกาสให้สมาชิกเครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือตอนล่างนำสินค้ามาจำหน่าย สร้างมูลค่าตลาดได้เพิ่มขึ้นเป็น 240,000 บาท

 ต่อมาในปี 2555 กระทรวงเกษตรฯ จึงร่วมมือกับอีก 4 กระทรวง จัดทำตลาดนัดสีขาวทุกวันเสาร์-อาทิตย์ สัปดาห์แรกของเดือน ที่ไร่สานฝัน ซึ่งมีทั้งสินค้าเกษตร ผลิตภัณฑ์สินค้าปลอดภัย ผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรอินทรีย์ของสมาชิกเครือข่าย บริการอาหารมังสวิรัติผลิตจากสินค้าเกษตรอินทรีย์ของสมาชิกเครือข่าย กาแฟพร้อมดื่มที่นำกาแฟเขาทะลุจากชุมพรมาผสมกับจมูกข้าวอินทรีย์ของสมาชิก จึงขอเชิญชวนทุกท่าน ร่วมเดินทางมาเยี่ยมชมและซื้อสินค้าเกษตรปลอดภัยที่ไร่สานฝันทุก เสาร์-อาทิตย์ แรกของเดือน สำหรับเกษตรกรทั่วไปที่สนใจการทำเกษตรอินทรีย์ก็สามารถติดต่อ นายพนมพร โดยตรง

เร่งเข็นแผนเกษตรอินทรีย์ มุ่งขยายโอกาสการค้ารองรับเปิดตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

Published มีนาคม 21, 2012 by SoClaimon

http://www.naewna.com/news.asp?ID=305603

วันที่ 20/3/2012

นายนิวัติ สุธีมีชัยกุล รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามมติคณะรัฐมนตรีที่มอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯ เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักในการดำเนินงานขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ และดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ เพื่อทำหน้าที่กำหนดนโยบายและกำกับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์แห่งชาติ โดยมีรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน คณะกรรมการประกอบด้วยกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่เลขานุการ ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีไปแล้วเมื่อวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างรวดเร็วในลักษณะคู่ขนาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้แต่งตั้งคณะทำงานยกร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติขึ้น 1 ชุด ทำหน้าที่ยกร่างยุทธศาสตร์ระดับชาติในการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของประเทศ พร้อมทั้งศึกษา วิเคราะห์ และประมวลข้อมูล ตลอดจนจัดทำแนวทาง มาตรการแผนงานและงบประมาณกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นการเตรียมความพร้อมในการนำเสนอร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2555-2559 ฉบับใหม่ ต่อคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติที่จะมีขึ้นในโอกาสต่อไป

นายนิวัติ กล่าวว่า การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในระยะต่อไป ควรเน้นการปฏิบัติเพื่อให้เกิดการขยายผลด้านการผลิตผ่านการส่งเสริมกระบวนการผลิต ให้เป็นไปตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากลและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดผู้บริโภค รวมทั้งต้องพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรม ตลอดจนปรับปรุงกลไกการบริหารจัดการ เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์มีความเชื่อมโยงระหว่างระบบการผลิตและการตลาด โดยบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงอื่นๆ ทั้งจากส่วนกลาง ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่และภาคเอกชน เพื่อให้การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของประเทศเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ การผลิต การแปรรูปและการตลาด อันจะเป็นแนวทางนำไปสู่การขยายโอกาสทางการลงทุนและการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ โดยเฉพาะการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี 2558

%d bloggers like this: