เกษตรสร้างสรรค์

All posts tagged เกษตรสร้างสรรค์

เกษตรสร้างสรรค์ : วันหนึ่งถึงวันลา

Published ตุลาคม 3, 2013 by SoClaimon

http://www.naewna.com/local/70612

วันจันทร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2556, 06.00 น.

tags : เกษตรสร้างสรรค์วันหนึ่งถึงวันลา

ยากที่สุดในชีวิตก็ตรงจะบอกลา

อยู่กับพื้นที่เล็กๆ ตรงนี้กว่า 15 ปี จะไม่รู้สึกรู้สาก็เกินไป ครั้นจะไม่กล่าวคำลาเลยก็ใช่ที่

ชีวิตมันก็เป็นอย่างนี้ การอำลาก็ไม่ได้
หมายความว่า มีอะไรมากดดัน บีบคั้น อย่างน้อยที่สุด ลมหายใจของแนวหน้าให้อิสรภาพเต็มร้อย โดยไม่ต้องเสแสร้ง

“อำนาจที่ยิ่งใหญ่ มาพร้อมกับความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง” วาทะอมตะที่ลุงเบนมอบแก่หลานรักในหนังสไปเดอร์แมนก่อนสิ้นลม หากจะถือว่าได้ส่งมอบให้พื้นที่เล็กๆนี้ด้วยก็ไม่เสียหาย

อยู่กับพื้นที่เล็กๆนี้มากว่า 15 ปี ใครจะชื่นชมโสมนัสก็ยากจะหยั่งรู้ แต่ความไม่พึงพอใจจากบางคนนั้นรับรู้ได้ง่าย ทั้งนักการเมือง ทั้งข้าราชการใหญ่ แน่นอนถ้าไม่พูดถึงคนเหล่านี้ก็ป่วยการจะเขียน

ดังนั้น ไม่แปลกที่ใครบางคนพิสมัย ถึงขั้นส่งตัวเงินตัวทองมาบรรณาการ บางคน
ขอนัดกินข้าว บางคนส่งคนมาขอเคลียร์

เผอิญก่อนมาอยู่ตรงพื้นที่เล็กๆนี้ ชีวิตก็ขลุกทั้งงานข่าวและงานเขียน เผชิญเรื่องที่ว่ามาแล้วทั้งนั้นแรงกว่าด้วยซ้ำ รู้สึกดีอยู่หน่อยว่า อย่างน้อย ยังหาคนหมั่นไส้ได้อยู่

เมื่อครุ่นคิดว่า คนเราจะมีอิสรภาพได้อย่างไร ในเมื่อถูกผูกมัดรัดร้อยด้วยข้อจำกัดสารพัดอย่าง งานข่าว งานเขียนก็มีสภาพไม่ต่างกัน

ทำอย่างไรให้ต่าง ทำอย่างไรให้อิสระและเป็นสุข

พิสูจน์ด้วยตัวเองหลายทศวรรษของชีวิต อย่างน้อยที่สุด การพึ่งพาตัวเองให้มาก รบกวนพึ่งพาคนอื่นให้น้อย น่าจะเป็นเกราะยันต์ป้องกันภัยที่ดี

ชีวิตคนเราไม่มีหรอกที่ไม่พึ่งคนอื่นเลย แต่เมื่อจำกัดมัน ไม่เอาความสะดวกดายหรือการได้มาเป็นที่ตั้ง ชีวิตก็เป็นอิสระมากกว่าครึ่งค่อน จนแทบบรรลุในฉับพลันที่คิดได้ด้วยซ้ำ

ใครเคยอ่าน โจนาธาน ลิฟวิงสตัน นางนวลหนุ่มผู้แหวกกรอบชีวิตซ้ำซากที่ต้องคอยพึ่งปลาเหลือเดนจากเรือประมง น่าจะ
พอได้เค้าแนวคิด พร้อมๆกับน่าจะบรรลุท่วงท่าการเหินหาว ปะทะลมแรง ก่อนพุ่งดิ่ง ลงจับปลาด้วยทฤษฎีลองผิดลองถูกของตัวเอง เพื่อสู่ความเป็นอิสรภาพแท้จริงด้วยสองปีก

โจนาธาน ลิฟวิงสตัน เป็นความงดงามที่คนยุคก่อน ยุคเรา และยุคไหน เดินตามได้ เพราะมันเป็นวิถีแห่งอิสระ และหลุดพ้น

นางนวลหนุ่มจึงเห็นได้จากหลากหลายวงการ กระทั่งในหมู่เกษตรกร ก็พบนางนวลขบถที่ไม่เอาด้วยกับกระแสพืชเงิน
ไม่เอาด้วยกับความเชื่อที่ถูกปั่นหัว เกษตรกรเหล่านี้มีความสุขจากการเป็นอิสระ ไม่ต้องทำนาเพื่อทำเงินมากๆ ไม่ต้องบ้าใส่ปุ๋ยเพื่อเร่งต้นข้าวให้ออกรวง ไม่ต้องตะบันทำนาปีละ 3 ครั้ง ใช้ชีวิตเรียบง่าย ใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น ใช้สติปัญญากำกับงานอันประณีต รู้จักผลแล้ว ยังต้องรู้จักต้น ราก กิ่ง ใบ ดินแถมยังมีเวลาว่างช่วยอธิบายเพื่อนเกษตรกรถึงวิธีพ้นขุมนรกในนามของความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสูตรประชานิยม

ข้าวจะราคาเหลือแค่ 8,000-10,000 บาท/ตัน ยางเหลือกิโลละ 70 บาทก็ช่างหัวมัน นางนวลเหล่านี้ก็ดำรงตนอยู่ได้อิสระ โดยไม่เดือดร้อน และอ้อนวอนให้รัฐบาลช่วยเหลือ

ใครมีอิสรภาพ คนนั้นมีพลังเสมอ

อยู่กับพื้นที่เล็กๆกว่า 15 ปีตรงนี้ อิสรภาพ จึงเป็นเกราะกำบังให้เกิดความสงบสุขในใจตลอดมา กลับกัน ปราศจากอิสรภาพในงานเขียน มันก็แค่กระดาษเปื้อนหมึก ที่อาจหลอกใครได้ ยกเว้นตัวเอง

บรรทัดสุดท้าย และวันสุดท้ายตรงพื้นที่เล็กๆตรงนี้ ถือเสมือนคำลาแทนนะครับ

วิชชา ชาญเขตร

เกษตรสร้างสรรค์ : โดดเดี่ยวอนาถา

Published ตุลาคม 3, 2013 by SoClaimon

http://www.naewna.com/local/70286

วันศุกร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2556, 06.00 น.

tags : เกษตรสร้างสรรค์โดดเดี่ยวอนาถา

การพัฒนาแหล่งน้ำ อย่างการสร้างเขื่อน/อ่างเก็บน้ำ เป็นความจำเป็นที่ยากจะปฏิเสธ

จะเอาอย่างเอ็นจีโอเสนอคือไม่เอาเขื่อนเลย ก็ต้องถามกลับกันว่า เอ็นจีโอจะเอาน้ำไหนดื่มกินและใช้ หรือปล่อยให้เกษตรกรต้องรอน้ำฝนปีละครั้งอย่างนั้นหรือ และ ฯลฯ ครัวของโลกก็เป็นแค่คำร่ำลือเท่านั้น

ง่ายเหลือเกินกับคำว่าอนุรักษ์ป่า แต่ยากเย็นเหลือเกินที่จะหาน้ำสำหรับสรรพชีวิตอย่างมั่นคง โดยปราศจากการจัดการอย่างเป็นระบบ

อันที่จริงก็พอเข้าใจเอ็นจีโอที่ต้านเขื่อน นอกจากไม่อยากให้สูญเสียพื้นที่ป่า ยังมีความข้องใจถึงงบประมาณก้อนโตที่นักการเมืองเสือโหยน้ำลายสอ

การปราบนักการเมืองฉ้อฉลทำไปเถิด แต่พ่วงเอาโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อชาวบ้านเป็นแพ็กเกจเดียวด้วยนั้น มันทำลายโอกาสของชาวบ้านมากกว่านักการเมือง

น่าเสียดายที่ผ่านๆ มาไม่เคยมีโอกาสเล่นงานนักการเมืองชั่วร้าย ตรงข้ามนักการเมืองใช้ข้าราชการประจำเป็นแพะรับบาปแทน

สังคมที่เงินเป็นใหญ่ ข้าราชการล้วนถูกครอบงำโดยนักการเมืองผู้คร่ำหวอดกับการฉ้อฉล ทำให้นักการเมืองเปรียบเสมือนนินจาที่ไม่อาจเห็นร่องรอยจากคำสั่งหรือการลงนามใดๆ ทั้งสิ้น เชื้อชั่วนี้จึงไม่เคยตายและนับวันขยายตัวแทรกซึมไปทั้งวงการ

ผ่านมา 2 ปี รัฐบาลที่อุตส่าห์ประกาศปราบคอร์รัปชั่น เคยเล่นงานใครคนไหนได้บ้างช่วยบอกที ตรงข้ามรัฐบาลเองนั่นแหละคือส่วนสำคัญของปัญหานี้ ประเภทหัวไม่ส่าย มีหรือหางจะกล้ากระดิก

ไม่เอ่ยถึงคุณปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกฯและประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย(กบอ.)คงไม่ได้ คุณปลอดฯบอกว่า ถ้าจะสร้างเขื่อนแม่วงก์จะต้องศึกษาผลกระทบสุขภาพและสิ่งแวดล้อม(อีเอชไอเอ)กันใหม่ ไม่เอาของเก่าที่ทำมา

เป็นความละเมอเพ้อพกที่น่าสงสาร ลำพังอีเอชไอเอฉบับที่ทำอยู่ก็ใช้เวลาไม่รู้กี่ปีกี่ชาติแล้ว ไม่อีกทีก็ต้องมีคุณปลอดฯชงเอง อนุมัติเองประมาณนั้น

อีกอย่างการบอกว่า ที่ต้องกลับคำไม่อนุมัติสร้างเขื่อนแม่วงก์สมัยเป็นอธิบดีกรมป่าไม้ เพราะกรมชลประทานเสนอเพื่อการชลประทาน แต่เมื่อเป็นรองนายกฯและประธานกบอ.กลับหนุนให้สร้างเขื่อนแม่วงก์ เพราะเป็นเรื่องน้ำท่วมโดดๆ ตรรกะนี้ฟังแล้วได้แต่ฮา

กรมชลประทานเสนอสร้างเขื่อนแม่วงก์ มีทั้งเรื่องน้ำชลประทานและน้ำท่วมน้ำแล้งควบคู่ด้วยเสมอ และยิ่งน่าอายที่บอกว่าถึงจะเป็นแค่ 1% ที่ทำให้น้ำท่วมกรุงเทพฯก็จะเดินหน้าสร้างเขื่อนแม่วงก์ให้ได้ กราบเรียนนายกฯยิ่งลักษณ์ว่า กรุณาเก็บสิ่งชำรุดประเภทนี้เข้ากรุได้แล้ว อย่าเที่ยวเอามาเป็นสายล่อฟ้ารัฐบาลเลย

ถ้าเอาแม่วงก์ไม่อยู่ อย่านึกหมายว่า จะเอาเขื่อนแม่ยมบน-ล่างได้สำเร็จ ยังไม่รวมถึงทางระบายน้ำขนาดใหญ่ 300 กิโลเมตรจากกำแพงเพชร-ท่าม่วง กาญจนบุรี

ไปๆ มาๆ รัฐบาลนี้ไม่ได้เผชิญปัญหาการผ่านพ.ร.บ.3.5 แสนล้านบาท เพราะในสภาสส.ฝักถั่วก็พร้อมทำได้ตามนายที่ดูไบสั่ง แต่นอกสภา การปล่อยให้คุณปลอดประสพเล่นอยู่นั้น สงสัยว่าจะเล่นได้อีกกี่เฮือกลมหายใจ

ดูกี่ทีๆ ลมหายใจคุณปลอดประสพติดขัดตลอดเวลา ซึ่งไม่ได้เป็นปัจจัยจากใครที่ไหน เป็นเรื่อง (วาทะ) กรรมของคุณปลอดประสพล้วนๆ ทั้งช่วงที่เป็นข้าราชการ กระทั่งเมื่อเป็นนักการเมือง

เก่งไม่จริง ฉลาดไม่จริง สุดท้ายตายแบบโดดเดี่ยวอนาถา

วิชชา ชาญเขตร

เกษตรสร้างสรรค์ : No Dam ที่แม่วงก์

Published ตุลาคม 3, 2013 by SoClaimon

http://www.naewna.com/local/70156

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2556, 06.00 น.

tags : เกษตรสร้างสรรค์No Dam ที่แม่วงก์

ในที่สุด เขื่อนและอ่างเก็บน้ำแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ ก็กลายเป็นปัญหาใหญ่ ทั้งที่ควรจบได้ตั้งนาน

ชาวบ้าน อ.ลาดยาว และ อ.แม่วงก์ ยังต้องเผชิญภัยน้ำท่วมซ้ำซาก ซึ่งปีนี้อย่างน้อยท่วม 2 ครั้งแล้ว และภัยแล้งซ้ำซาก ก็จะเกิดขึ้นทันทีหลังน้ำท่วมผ่านไปหยกๆ

เรื่องราวอย่างนี้คนกรุงเทพฯหรือนักอนุรักษ์ไม่เข้าใจ รวมทั้งคุณศศิน เฉลิมลาภ แห่งมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ที่เสนอให้ขุดสระแทนสร้างอ่างเก็บน้ำ ต้องถามกลับว่า จะต้องขุดกี่หมื่นกี่แสนสระถึงได้น้ำเพียงพอกับความต้องการ และบรรเทาน้ำท่วมได้

เรื่องอย่างนี้ คิดกันให้ละเอียดหน่อยก็แล้วกัน อย่าใช้อารมณ์ และกระแส

ที่น่าสมเพชหนีไม่พ้น คุณปลอดประสพสุรัสวดี รองนายกฯที่ไปเสียโง่ให้เอ็นจีโอ เมื่อเอ็นจีโอบอกว่า อ่างแม่วงก์แก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯแค่ 1% เจ้าคุณปลอดฯก็เอาตามเอ็นจีโอ แต่อ้อนวอนว่า ยังไงก็ต้องสร้าง ตอบอย่างนี้ใครจะยอมให้สร้างล่ะท่านเจ้าคุณขา

ไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องไปกังวลปลายทางอย่างกรุงเทพฯนักหนา แล้วไอ้ต้นทางอย่างชาวแม่วงก์ ชาวลาดยาวนั้น ไม่ใช่คนหรือไร ไม่มีความรู้สึกนึกคิดหรือไฉน ถ้ามีอ่างแม่วงก์อย่างน้อยก็ช่วยบรรเทาน้ำท่วม 40-50% ดีไหมล่ะ

เขื่อน/อ่างไม่สามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วม 100% ไม่ว่าเขื่อนที่ไหนในโลกใบนี้ เพราะเวลาฝนตกมันไม่เคยกำหนดว่า ต้องตกเหนือเขื่อน/อ่าง มันไม่บอกปริมาณน้ำฝนด้วย และไอ้ที่ไหลลงมามันก็ไม่ได้ไหลจากเขื่อนอ่างทางเดียว

แต่เวลาฝนตกมากๆ เขื่อน/อ่างเป็นเครื่องมือที่ดี น้ำบางส่วนถูกเก็บกักไว้ไม่ไหลลงสมทบมาท่วมและน้ำเก็บกักก็ตุนเอาไว้
ใช้หน้าแล้งที่เกษตรกรก็ต้องการใช้ทำกิน และเขาต้องกินทุกวันทุกมื้อเหมือนคนกรุงเทพฯ เป๊ะ

ไม่มีน้ำแล้วจะเอาอะไรทำกินล่ะ เกษตรกรไม่ใช่นักการเมืองที่กินหิน ดิน ทราย โครงสร้าง อาคารและฯลฯได้

คนแม่วงก์และลาดยาวมีเป็นหลายหมื่นหรืออาจถึงชีวิต เสียงของเขาเบามาก เพราะเป็นคนบ้านนอก การศึกษาแค่ประถม ไม่มีตัวเลข ไม่มีวิชาการ ไม่มีอีเอชไอเอ ฯลฯ วันนี้มีกินก็ดีแล้ว พรุ่งนี้ถ้ามีหน่อยก็พออุ่นใจ

เอ็นจีโอถึงจะมีจำนวนน้อย แต่เสียงดังกว้างไกลอาศัยการเล่นกับสื่อ การใช้หลักอนุรักษ์เข้าจับ มันก็ได้ใจคนต่อต้านการสร้างเขื่อน/อ่างเก็บน้ำ

ถ้าไม่ติดขัดทุกข์ร้อนของชาวแม่วงก์ ลาดยาว ก็น่าสะใจที่มีรายการรุมถล่มยำใหญ่คุณปลอดประสพ ค่าที่ไม่รู้ ค่าที่อวดเก่ง
ค่าที่อยากรวบรัดเอาหน่วยงานอื่นเข้ามาอยู่ภายใต้ตัวเอง การต่อสู้ครั้งนี้ถือว่าโดดเดี่ยว และอาจทำให้แผนการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ใน 3.5 แสนล้านบาท ต้องชะลอหรือยกเลิก ทั้งที่ไม่ควรชักช้าเดินหน้าแม้แต่นิดเดียว

เอ็นจีโอกล่าวหาการสร้างเขื่อนว่า ทำลายป่า เคยถามตัวเองบ้างไหมว่า ป่าไม้ที่ย่อยยับลงทุกวันนี้เป็นฝีมือการสร้างเขื่อนแน่ละหรือ? ล่าสุดเสือโคร่งที่ถูกยาเบื่อตายนั้นเป็นฝีมือของคนสร้างเขื่อนหรือ? ข้าวปลาอาหารที่สมบูรณ์เป็นครัวโลกได้นั้น มันไม่ใช่น้ำจากเขื่อนละหรือ?

เมื่อเอาหลายอย่างปนกัน โดยไม่แยกแยะหรือแสร้งไม่รู้ มันจะเกิดสมการใหม่ที่น่ากังวลคือ การสร้างเขื่อนคือการทำลายป่า

ใครๆ ก็เลยรุมกันต้านเขื่อนยกใหญ่ No Dam

แล้วไม่คิดบ้างหรือว่า มันจะ No Water No Life

วิชชา ชาญเขตร

เกษตรสร้างสรรค์ : เรื่องน่าอายของกบอ.

Published กันยายน 25, 2013 by SoClaimon

http://www.naewna.com/local/70004

วันพุธ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2556, 06.00 น.

tags : เกษตรสร้างสรรค์เรื่องน่าอายของกบอ.

ผู้คนพากันหวั่นวิตกว่า น้ำจะท่วมเหมือนปี 2554ไหม

ฟันธงว่า ยากจะเกิดอย่างนั้น ด้วยเหตุผลหลายประการ

หนึ่ง หน้าฝนที่ผ่านมา ฝนน้อยเหลือเกินจนเก็บน้ำในอ่างขนาดใหญ่ได้กะพร่องกะแพร่ง ดังนั้นตอนนี้สมมุติว่า ตกมากและตกเหนืออ่างก็ยังรองรับได้อีกมหาศาล

สอง ฝนเดือนกันยายนเป็นฝนจากฤดูฝน ปกติเป็นเดือนตกมากที่สุดอยู่แล้วก่อนคลายตัวเข้าสู่ฤดูหนาว หรือฤดูแล้งช่วงปลายปีนี้จนต้นปีหน้า ตกตรงไหนมากหน่อย อาจท่วมบ้าง แต่ไม่ถึงกับเป็นพื้นที่กว้างขวางอย่างปี 2554 และหากท่วมก็เป็นช่วงสั้น

สาม ประเด็นของฝนน่าจะมาจากพายุจรคือบรรดาไต้ฝุ่น ซึ่งเรียกตามระดับความรุนแรงเป็นไต้ฝุ่นบ้าง ดีเปรสชั่นบ้าง ซึ่งมีฤทธิ์แรงกว่าลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งเป็นลมตามฤดูกาลหรือลมประจำ ปีนี้คาดว่าจะมีจำนวนพายุน้อยกว่าปกติที่ 2-3 ลูก/ปี

พิจารณาจากประเด็นข้างต้น น่าจะเบาใจได้ว่า น้ำท่วมไม่น่ากลัว

ที่น่ากลัวกลับเป็นเรื่องแล้งมากกว่า เพราะตัวเลขปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าปกติ

อ่างเก็บน้ำก็เหมือนตุ่มน้ำรอฝนที่เก็บน้ำฝนเอาไว้ใช้ในหน้าแล้ง ตามบ้านเรือนก็ใช้เป็นน้ำกิน น้ำใช้ แต่อ่างเก็บน้ำใช้สารพัดอย่างมากกว่า นอกเหนือจากน้ำอุปโภคบริโภคที่เอามาทำน้ำประปาแล้ว ยังเป็นน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศน์ เอาไว้ไล่น้ำเค็ม น้ำเน่าเสีย และน้ำเพื่อการเกษตร ซึ่งประการหลังสุดใช้ในสัดส่วนที่สูงมากถึง 70% ทีเดียว

ปีนี้บรรดาตุ่มน้ำขนาดยักษ์ใหญ่ค่อนข้างจะมีน้ำน้อย เฉพาะตุ่มยักษ์อย่างอ่างเก็บน้ำภูมิพลและสิริกิติ์ที่เป็นหัวใจของการเกษตรในที่ราบลุ่มเจ้าพระยา น้อยจนน่าใจหาย และจะนำมาใช้อย่างกระเบียดกระเสียรในหน้าแล้งที่จะถึง

ปกติพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา เกษตรกรส่วนใหญ่ทำนาปรัง ยิ่งราคาข้าวดีอย่างนี้น่าจะทำกันมาก จากปกติ 7 ล้านไร่ ก็อาจบานปลายเป็น 10 ล้านไร่ แต่อนิจจาในเมื่อน้ำต้นทุนน้อยอย่างนี้ จะเอาน้ำที่ไหนส่งให้ชาวนาทำนาได้เล่า

คุณเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน ให้สัมภาษณ์นักข่าวว่า ปริมาณน้ำต้นทุนอาจทำนาปรังได้แค่ 2-3 ล้านไร่เท่านั้น

ดูอนาคตไม่ไกลจากนี้แล้ว ชาวนายังคงทำนาปรังแบบตายเอาดาบหน้า น้ำต้นทุนน้อยก็ยังหวังจะมีฝนฟ้าโปรยปรายลงมาช่วยบ้าง แต่เป็นเรื่องยาก ลงว่าเป็นฤดูหนาวหรือฤดูแล้ง มันก็แล้งและหนาวสมชื่อ ครั้นไปขอนักการเมืองไปบีบให้ปล่อยน้ำ คนถูกบีบคงหน้าเขียวเพราะทำให้ไม่ได้ เพราะไม่ใช่เทวดาเสกน้ำได้หรือเป็นพญานาคพ่นน้ำก็เปล่า

เรื่องแล้ง ยังไม่ได้ถามคุณปลอดประสพ สุรัสวดี ประธานคณะกรรมการบริหารน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ว่า กรรมที่ท่านกระทำมาเมื่อปี 2555 โดยการพร่องน้ำจนเหลือไม่ถึงครึ่งของอ่างเก็บน้ำที่มีน้ำเต็มนั้น ท่านจะว่ากันประการใด จะแก้ไขอย่างไร

เมื่อกบอ.ไม่ได้เรื่องอย่างนี้แต่ต้น ก็ป่วยการที่จะหวังพึ่งกบอ.ในอนาคต โดยเฉพาะโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ไปๆ มาๆ ณ ขณะนี้คุณปลอดประสพก็เอาผลศึกษาของกรมชลประทานเหมือนเอาไปเร่ขายให้เค วอเตอร์ แห่งเกาหลีใต้ ไปแล้ว

เที่ยวให้สัมภาษณ์บอกชาวบ้านว่า จะขุดคลองสายใหม่จากบางบาลลงมา มีทั้งเรือผ่านได้ มีถนนคู่ขนานคลองและฯลฯ

พุทโธ่เอ๋ย งานคนอื่นศึกษาเอาไปให้เอกชนเกาหลียำและสร้างนั้น น่าภูมิใจอะไรนักหนา

วิชชา ชาญเขตร

เกษตรสร้างสรรค์ : ลดต้นทุนสูบน้ำด้วยไฟฟ้า

Published กันยายน 25, 2013 by SoClaimon

http://www.naewna.com/local/69833

วันอังคาร ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2556, 06.00 น.

tags : เกษตรสร้างสรรค์ลดต้นทุนสูบน้ำไฟฟ้า

พื้นที่ชลประทานสวนใหญ่เป็นที่ราบ เมื่อจะส่งน้ำเข้าระบบชลประทานคือบรรดาคลองสายใหญ่ สายซอย ก็ใช้วิธีการส่งน้ำด้วยแรงโน้มถ่วงโลก ปล่อยจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำกระจายไปในพื้นที่การเกษตร แต่ในบางพื้นที่เป็นที่สูงอยู่สูงกว่าระบบชลประทาน หนทางที่จะส่งน้ำไปได้คือใช้ระบบสูบน้ำด้วยไฟฟ้า

ระบบสูบน้ำด้วยไฟฟ้า มีทั้งในส่วนของกรมชลประทานเอง และหน่วยงานอื่น เช่น กรมการพัฒนาพลังงาน กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ในอดีต ต่อมาได้ถ่ายโอนให้กรมชลประทานรับผิดชอบทั้งสิ้นกว่า 2,000 โครงการ

เกษตรกรในพื้นที่เหล่านี้ มีต้นทุนค่าไฟฟ้าและน้ำมันสูงมาก เมื่อสูบน้ำจากแหล่งน้ำต้นทุนขึ้นมาลำดับแรกแล้ว เกษตรกรยังต้องสูบน้ำด้วยน้ำมันเข้าสู่พื้นที่ของตัวเอง แปลงใครแปลงมันอีกครั้ง นับเป็นภาระต้นทุนที่หนักหนาเอาการ

โครงการรางสาลี่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี เป็นระบบสูบน้ำด้วยไฟฟ้า อาศัยน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติคือแม่น้ำแควน้อยสูบขึ้นไปผ่านท่อขึ้นที่ราบสูงด้วยระยะทางยาว 3 กิโลเมตร สำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง กรมชลประทานได้เข้าไปจัดรูปที่ดินให้เกษตรกรบ้านตาลเสี้ยน ต.รางสาลี่ อ.ท่าม่วง จำนวน 1,500 ไร่ นอกจากลดภาระค่าน้ำมันแล้ว ยังเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรได้รับน้ำอย่างสม่ำเสมอ และทั่วถึง ถึงวันนี้ชาวชุมชนตาลเสี้ยนเห็นผลจากการจัดรูปที่ดินกันถ้วนหน้า เป็นความสุขของเกษตรกรที่ต้องการมีน้ำและใช้น้ำอย่างมั่นคง

รางสาลี่กลายเป็นแม่แบบให้สำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง นำไปขยายผลต่อในการจัดรูปที่ดิน

คุณเอกจิต ไตรภาควาสิน ผู้อำนวยการสำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง กรมชลประทาน บอกว่า พื้นที่ราบในเขตชลประทานซึ่งทำการจัดรูปอยู่แล้วก็ทำกันต่อไป แต่พื้นที่สูงที่อาศัยระบบสูบน้ำด้วยไฟฟ้าเป็นเรื่องที่สำนักงานจัดรูปที่ดินกลางให้ความสนใจ

อย่างแรก เกษตรกรในพื้นที่สูบน้ำด้วยไฟฟ้าก็ต้องการได้รับน้ำอย่างทั่วถึงเป็นธรรม การจัดรูปที่ดินที่มีคูส่งน้ำ คูระบายน้ำ และเส้นทางลำเลียง เป็นคำตอบให้เกษตรกรได้ แถมเป็นการลดต้นทุนการสูบน้ำเข้าที่นาตัวเอง ซึ่งเมื่อจัดรูปฯแล้วไม่ต้องมี เพราะใช้ระบบคูส่งน้ำโดยแรงโน้มถ่วงโลกเข้าที่นาได้

อย่างที่สอง เกษตรกรผู้ใช้น้ำเหล่านี้ รวมตัวกันอยู่แล้ว เพราะต้องร่วมลงขันจ่ายค่าไฟฟ้าสำหรับสูบน้ำ การจัดรูปที่ดินจึงเป็นไปได้ง่ายกว่ากรณีทั่วไป อีกทั้งการลดค่าใช้จ่ายจากการสูบน้ำเข้าที่นาตัวเองก็กระตุ้นให้เกษตรกรเอาด้วยกับการจัดรูปที่ดิน

อย่างที่สาม น้ำต้นทุน โดยปกติการมีระบบสูบน้ำด้วยไฟฟ้าย่อมหมายถึงการมีแหล่งน้ำต้นทุนอยู่แล้ว แหล่งน้ำต้นทุนที่ว่า อาจมาจากแหล่งน้ำชลประทาน หรือแหล่งน้ำธรรมชาติ แม่น้ำ หรือห้วย หนอง คลองบึง

“พื้นที่สูบน้ำด้วยไฟฟ้าอาจมีขนาด 1,000 ไร่ขึ้นไป แม้จะไม่ผืนใหญ่นัก แต่เป็นการกระจายงานจัดรูปเข้าสู่พื้นที่ที่เกษตรกรมีความตื่นตัว ประสงค์จัดรูปที่ดิน ซึ่งประโยชน์จะเห็นได้ชัดเจน ตั้งแต่ต้นทุนการผลิต จนถึงจำนวนรอบการผลิตและผลผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน”

ที่สำคัญคือลดปัญหาการแย่งน้ำระหว่างเกษตรกร และบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โครงการจัดรูปที่ดินรางสาลี่ ดูเหมือนจะตอบโจทย์เหล่านี้ได้อย่างครบถ้วน

คุณเอกจิตทิ้งท้ายว่า โครงการสูบน้ำด้วยไฟฟ้าในภาคอีสานมีจำนวนมาก หากสามารถเข้าไปจัดรูปที่ดินได้ก็จะทำให้เกษตรกรเหล่านี้ลืมตาอ้าปากได้ดีกว่าเก่า

เป็นมิติใหม่ของงานจัดรูปที่ดิน นอกเหนือจากที่ได้จัดรูปที่ดินมาแล้วร่วม 2 ล้านไร่

พรชัย สุขสมสันต์

เกษตรสร้างสรรค์ : รัฐบาลสุดซอย

Published กันยายน 25, 2013 by SoClaimon

http://www.naewna.com/local/69706

วันจันทร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2556, 06.00 น.

tags : เกษตรสร้างสรรค์รัฐบาลสุดซอย

รัฐบาลยิ่งลักษณ์แพ้ภัยตัวเองด้วยนโยบายประชานิยมรับจำนำข้าวแบบบ้าคลั่ง เพราะจนถึงวันนี้ใช้เงินหลายแสนล้านบาท และขาดทุนนับแสนล้านบาทเช่นกัน

ปิดบัญชีวันไหน ไม่ใช่“ทักษิณคิด ยิ่งลักษณ์ทำ” ร้องไห้ดอก เป็นแต่ประชาชนต่างหากที่ร่ำไม่ออก

การขาดทุนจากนโยบายนี้ ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนเป็นการส่วนตัว เพราะเป็นการเฉลี่ยภาระใส่บ่าของทุกคนพร้อมกันไป กลายเป็น “ภาระกล้ำกลืน”ของคนทั้งประเทศ

จำนำข้าวรอบใหม่ ต้องใส่เงิน 2.7 แสนล้านบาท แม้ตอบได้ทุกคำถามว่า จะเอาเงินที่ไหนมา ความเป็นจริงคือต้องบริหารจัดการเงินแบบตัวเป็นเกลียว โดยไม่รู้ว่า มันจะลงเอยตรงไหน อย่างไร

ครั้นจะพึ่งการระบายขายข้าวของกระทรวงพาณิชย์ บอกกันตรงๆ ว่า หวังได้ยาก ที่ผ่านมาเปิดประมูลนับแสนตัน ขายได้เพียงระดับหมื่นตัน ในขณะการขายแบบจีทูจีก็ยังแค่วิมานในอากาศตราบใดยังไม่มีการซื้อขายจริง ลองนึกดูว่า ขายข้าวในภาวะที่ผู้ซื้อรู้ว่า ผู้ขายแบกสต๊อกมโหฬาร จะขายได้ตันละกี่เหรียญ จะขาดทุนกันบักโกรกเป็นอันดับสุดท้าย

จริงๆ ต้องเลิกนโยบายนี้เสีย แต่เพราะเกรงผลเสียทางการเมืองกลายเป็นรัฐบาลตระบัดสัตย์ ดังนั้น รัฐบาลนี้จึงต้องก้มหน้าก้มตากระทำอนันตริยกรรมกันต่อไป

ทำไมไม่เลือกแนวทางเช่นเดียวกับที่ใช้ช่วยเกษตรกรชาวสวนยาง ด้วยการช่วยค่าปัจจัยการผลิตและจ่ายตรงให้เกษตรกร ซึ่งจะลดภาระการเงินและการขาดทุนลงได้มหาศาล

รัฐบาลยิ่งลักษณ์รู้อยู่แก่ใจถึงความพลาดของนโยบาย แต่เมื่อขี่หลังเสือแล้วจะลงดื้อๆ ก็เกรงเสือกัดก็จำใจต้องควบขับกันต่อไป โดยมีความสูญเสียของประเทศเป็นเดิมพันเห็นๆ กันอยู่

จึงไม่แปลกที่เกษตรกรชาวสวนยาง ชาวไร่มันสำปะหลัง ชาวไร่ข้าวโพด จะเอาอย่างชาวนามั่ง เพราะทุกคนก็เป็นเกษตรกรเหมือนกัน ต้องการการดูแลจากรัฐบาลเท่าเทียมกัน

สิ่งที่น่าเป็นห่วงรัฐบาลนี้คือแนวคิดในการพยายามโดดเดี่ยวชาวสวนยางควนหนองหงษ์ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ที่ประกาศต่อสู้กับรัฐบาลด้วยการปิดถนน และเปิดศึกกับตำรวจสองรอบมาแล้ว

ความพยายามที่ทำให้เห็นว่า ชาวสวนกลุ่มนี้มีนักการเมือง-พ่อค้ารับซื้อยางอยู่เบื้องหลัง โดยออกข่าวทุกวี่วันว่า มีใครเป็นไอ้โม่งมั่งก็ด้วยหวังเอาชนะคะคานอย่างเดียว โดยหลงลืมไปว่าแท้จริงต้นเหตุคือตัวเองที่ปฏิบัติกับเกษตรกรไม่เหมือนกัน ชาวนาได้ 15,000 บาท/ตันมาหลายฤดูการผลิตแล้ว ในขณะชาวสวนยางไม่ได้รับ ครั้นเรียกร้องกลับหาว่า มีเบื้องหลัง

การโดดเดี่ยวชาวสวนยางชะอวด และพยายามสร้างภาพเป็นเรื่องการเมืองนั้น ผลสุดท้ายจะไม่เกิดประโยชน์ต่อรัฐบาลหรือสังคมแต่ประการใด รังแต่จะทำให้สถานการณ์บานปลายกลายเป็นความไม่พอใจรุนแรงยิ่งขึ้น จากปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้มีโอกาสพัฒนาเป็น 14 จังหวัดทั้งภาคใต้

การพูดคุยเจรจายังเป็นหนทางเดียวที่จะคลายสถานการณ์ความขัดแย้งนี้ได้ อย่างน้อย เป็นการเปิดพื้นที่ให้ชาวสวนได้ระบายความอึดอัดคับข้องใจ ขณะเดียวกันก็ได้รับฟังข้อจำกัดของทางรัฐบาล

ไปด้วยความจริงใจและใจเย็นก็ยังมีโอกาสจับมือกันได้ แทนที่จะออกข่าวเรื่องนายทุนอยู่เบื้องหลัง หรือการจับกุมแกนนำชุมนุมอยู่ทุกวี่วันเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของชาวบ้าน

ถ้ายังคิดจะเอาชนะด้วยการโดดเดี่ยวก็ดี การใช้กำลังก็ดี สุดท้ายคือการผลักชาวบ้านออกไป

คำว่า “ไม่รบนายไม่หายจน”อาจจะได้ยินอีกหน และไม่จำเพาะแต่ชาวยางชะอวดโดยลำพังเท่านั้น

วิชชา ชาญเขตร

เกษตรสร้างสรรค์ : นโยบายเร่งด่วน

Published กันยายน 25, 2013 by SoClaimon

http://www.naewna.com/local/69321

วันศุกร์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2556, 06.00 น.

tags : เกษตรสร้างสรรค์นโยบายเร่งด่วน

เห็นคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สั่งการให้เดินหน้าต่อไปเรื่องหนึ่งคือการกำหนดพื้นที่เหมาะสมสำหรับการปลูกพืชหรือโซนนิ่ง

ดูเหมือนจะเป็นเรื่องค้างอยู่ในใจของนายกฯยิ่งลักษณ์  เริ่มต้นตึกคักมาก โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรฯ แต่ไปๆมาๆก็เริ่มแผ่ว  เพราะความตั้งใจอย่างเดียวไม่พอ  ยังต้องมีความรู้และพยายามแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

ตรงนี้ไม่ค่อยไปได้กับรัฐบาลเพื่อไทยซักเท่าไหร่  ที่หวังผลไว  โดยไม่คำนึงถึงความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ

การโซนนิ่งพื้นที่การเกษตร ทุกคนเห็นด้วยในหลักการ  แต่ในทางปฏิบัติต้องบอกว่า ไม่ง่ายเลย เพราะเกษตรกรไม่ใช่เครื่องจักรโรงงานที่คิดปุ๊บ ทำได้ปั๊บ  ยิ่งนโยบายหรือมาตรการที่เกษตรกรไม่แน่ใจก็ยากจะทำให้เขากระโจนร่วมด้วย เช่น จู่ๆจะให้ปรับจากทำนาเป็นทำไร่อ้อย  โดยไม่มีแนวทางชัดเจนเป็นแรงจูงใจ  ทั้งเรื่องทุน ดอกเบี้ย ตลาด ระดับราคา และฯลฯ เป็นเรื่องหวังได้ยาก

รัฐบาลยิ่งลักษณ์แถลงนโยบายรัฐเมื่อครั้งขึ้นเป็นรัฐบาลใหม่ๆว่า  จะให้เรื่องการจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ต้องทำเป็นปีแรก  ทุกคนก็ออกปากชมว่า รัฐบาลนี้แน่จริง เพราะรัฐบาลที่ผ่านๆมาไม่มีใครใส่ใจงานจัดรูปที่ดินชนิดเอาขึ้นมาเป็นนโยบายเร่งด่วน

รัฐมนตรีในคณะรัฐบาลหลายคนยังไม่รู้เลยว่า  การจัดรูปที่ดินเป็นยังไง ต่างจากการปฏิรูปที่ดินตรงไหน  ความไม่รู้นี้ก็พลอยทำให้งานจัดรูปที่ดินเป็นไปอย่างเชื่องช้าราวกับคติที่ว่า ช้าๆได้พร้าเล่มงาม ทั้งที่ในความเป็นจริงกลายเป็นพร้าขึ้นสนิมไปเสียฉิบ  เพราะมัวแต่ฟันอากาศไม่ได้ฟันดิน ฟันต้นไม้ แต่อย่างใด

สำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง สังกัดกรมชลประทาน เสนองบประมาณปี 2555 ไป 600 ล้านบาท กลับถูกปรับลดเหลือ 150 ล้านบาท มาปี 2556 ปรับขึ้นมาได้ 200 ล้านบาท จัดรูปที่ดินได้ซัก 20,000 ไร่ได้กระมัง ปี 2557 ได้รับจัดสรรงบ 300 ล้านบาท

สวนทางกับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลโดยสิ้นเชิง

ถ้าเป็นอย่างนี้  กว่าจะจัดรูปที่ดินให้ได้ซัก 2 ล้านไร่ เท่ากับจำนวนพื้นที่จัดรูป ณ ขณะนี้ คงต้องใช้เวลาเฉียดๆ 100 ปี โดยประมาณ

เป็นเรื่องน่าเศร้าในการผลักดันขับเคลื่อนนโยบาย  ทั้งที่ให้สัญญาเสียดิบดี  และทั้งที่เรื่องนี้เป็นผลดีแก่เกษตรกรโดยตรง กล่าวคือได้รับน้ำอย่างทั่วถึง เป็นธรรม จากระบบคูส่งน้ำที่ก่อสร้างสามารถส่งถึงทุกแปลง ได้รับผลผลิตเพิ่มขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต

อันที่จริงสำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง เคยวางแผนจัดทำโครงการเงินกู้ 3,000 ล้านบาทสำหรับจัดรูปที่ดินในโครงการเขื่อนแควน้อย 155,166 ไร่  แต่ไม่ผ่านความเห็นจากหน่วยงานเกี่ยวข้อง ด้วยเหตุผลง่ายๆว่า ไม่ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ  เพราะการออกแบบ การก่อสร้างนั้น ประเทศไทยสามารถทำได้  เนื่องจากได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากสมัยแรกๆที่ต่างชาติเข้ามาจัดรูปที่ดินในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำแม่กลอง

ถ้าเปรียบกับโครงการบริหารจัดการน้ำที่ออกกฎหมายกู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท ก็ไม่เห็นต้องใช้เทคโนโลยีอะไรมากนักเลย    เอาเข้าจริง ด้านการออกแบบและก่อสร้างกรมชลประทานก็ทำได้เองอยู่แล้ว   ถ้าจะมียกเว้นก็เรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศเรื่องเดียว

จะเข็นโครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทก็ว่ากันไป   ถ้าเจียดงบแค่ 3,000 ล้านบาทไปทำโครงการจัดรูปที่ดิน 155,166 ไร่ แล้วเกษตรกรไทยเห็นหน้าเห็นหลัง มันจะยากเย็นตรงไหน  แถมยังได้คะแนนเสียงอีกต่างหาก

พรชัย สุขสมสันต์

เกษตรสร้างสรรค์ : เกษตรกรในป่า

Published กันยายน 25, 2013 by SoClaimon

http://www.naewna.com/local/69185

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2556, 06.00 น.

tags : เกษตรสร้างสรรค์เกษตรกร

โครงการรับจำนำสารพัดพืชผลการเกษตร กำลังเผชิญปัญหาใหญ่นอกเหนือจากเรื่องราคาที่เหมาะสม การบิดเบือนกลไกตลาด และอาจเป็นข้อโต้แย้งจากประเทศคู่แข่ง คือ การดูแลเกษตรกรที่ไม่มีเอกสารสิทธิในพื้นที่ป่า

ยางพารา  ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพด มันสำปะหลัง  เป็นพืชที่น่าจะเป็นตัวปัญหามากที่สุด  เพราะมีเกษตรกรจำนวนไม่น้อยที่ประสบปัญหาการไร้เอกสารสิทธิในที่ดินทำกิน

ถ้ายึดถือตามประกาศของรัฐบาลก็ดี กรมส่งเสริมการเกษตรก็ดี เกษตรกรที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ประเภทโฉนด  นส.3 ก. สปก.4-01  น่าจะมีไม่มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ

เป็นเรื่องที่คาบเกี่ยวระหว่างกฎหมายและความเป็นจริง รวมทั้งการตีความ และก่อให้เกิดการโต้แย้งแล้วแต่มุมมองของแต่ละคน

แต่ไม่มีใครคิดอ่านทำอะไรให้เป็นเรื่องเป็นราว  นอกจากผลักให้เป็นภาระของกรมอุยานฯบ้าง กรมป่าไม้บ้าง รวมทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เป็นต้นสังกัด

อย่างไรก็ตาม  น่าดีใจอยู่หน่อยหนึ่งตรงที่คุณวิทยา อธิปอนันต์  รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร บอกว่า การขึ้นทะเบียนของกรมส่งเสริมการเกษตรเกี่ยวกับเกษตรกรผู้ปลูกยางพารานั้น จะให้ขึ้นทะเบียนทั้งหมด  ไม่ว่าจะปลูกในพื้นที่มีเอกสารสิทธิหรือไม่   เพื่อให้เป็นฐานข้อมูลของกรม

เวลานี้ปัญหาใหญ่ของกรมฯคือรัฐมีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรที ก็ต้องขึ้นทะเบียนที  เช่นเดียวกับมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง 2,520 บาท/ไร่ แต่ไม่เกิน 25 ไร่  รัฐบาลก็สั่งกรมส่งเสริมการเกษตรให้เนรมิตการจดทะเบียนให้ได้ภายในสิ้นเดือนกันยายน 2556

สั่งมา ณ วันที่ 14 กันยายน 2556

บ้า หรือโง่ หรือเมา

ในทางปฏิบัติฟันธงบอกได้ว่า     จะเป็นการขึ้นทะเบียนมั่วๆอีกตามเคย

มั่วทั้งคนที่ปลูกยางอยู่แล้ว เพิ่งปลูก และที่ปลูกในพื้นที่ป่า

ฐานข้อมูลการเกษตรไทยนั้น พิกลพิการมาตลอดศกสมัย ทำให้ข้าราชการเลวสมคบกับนักการเมืองชั่วพลิกความพิกลพิการนี้โกยเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง งานรับจำนำข้าวนั้นเป็นตัวอย่างล่าสุด  งานช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางจะเป็นกรณีต่อไป

คุณยิ่งลักษณ์จะได้รับฉายาเป็นอะไรก็ช่างเถิด  แต่นี่เป็นหน้าที่ของคุณยิ่งลักษณ์ในฐานะผู้นำที่ต้องเร่งสางแก้ไขปัญหา  เพราะเกษตรกรในพื้นที่ไร้เอกสารสิทธิก็เป็นเกษตรกร เช่นเดียวกัน พื้นที่ที่พวกเขาบุกรุกก็จำเป็นต้องมีการควบคุม ดูแล หรือพัฒนาให้ถึงจุดที่คนอยู่ร่วมป่าได้  จะได้ไม่บุกรุกผืนป่าอีก

เป็นเรื่องยากเย็นที่ไม่มีรัฐบาลไหนใส่ใจจะทำ  ปล่อยให้เป็นดินพอกหางหมูจนยากแก่การแก้ไข จนกว่าจะถูกกดดันโดยต่างชาติ เช่น  กรณีของน้ำมันปาล์ม  สหภาพยุโรปออกกติกาว่า  ผลผลิตน้ำมันปาล์มต้องมาจากสวนที่มีเอกสารสิทธิ ไม่ใช่แปลงที่เกษตรกรบุกรุกป่า ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ต่อไปจะส่งน้ำมันปาล์มล็อตไหนออกไป ต้องตรวจสอบย้อนกลับให้ได้ว่า เป็นน้ำมันของเกษตรกรรายไหน ปลูกในพื้นที่ใด มีเอกสารสิทธิหรือไม่  เป็นพื้นที่ป่าหรือไม่ และฯลฯ

เรื่องอย่างนี้ อย่าปรามาสฝรั่งมังค่า  ทุกวันนี้พืชผลการเกษตร นับแต่ผักสวนครัว  ฝรั่งตั้งเกณฑ์ตรวจสอบย้อนกลับหมด  เห็นไหมว่า  พอเราคิดว่า ฝรั่งตั้งเกณฑ์เล่นๆไปอย่างนั้น  ฝรั่งเอาจริงตีกลับสินค้าพืชสวนครัวไทยจนระส่ำระสายกันไปทั้งบาง

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของกรมส่งเสริมการเกษตรหรือกระทรวงเกษตรฯ  แต่เป็นเรื่องของรัฐบาลที่ต้องใส่ใจแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจังเสียที โดยเฉพาะพื้นที่ทำกินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ ต้องกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาที่ชัดเจนและเอาจริงเอาจังมากกว่าแค่ซื้อเวลาไปเท่านั้น

อีกหน่อยฝรั่งไม่ซื้อผลิตภัณฑ์ยางจากสวนยางที่บุกรุกป่า  รัฐบาลเพื่อไทยของคุณยิ่งลักษณ์จะทำยังไง นอกจากกลอกตาทำหน้าสวยบ้องแบ๊ว และสวมวิญญาณแพะร้องแบ๊ะๆพูดผิด พูดถูก

วิชชา ชาญเขตร

เกษตรสร้างสรรค์ : เกษตรกรในอนาคต

Published กันยายน 25, 2013 by SoClaimon

http://www.naewna.com/local/69026

วันพุธ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2556, 06.00 น.

tags : เกษตรสร้างสรรค์เกษตรกรอนาคต

การลงภาคสนามชนบท ได้พูดคุยกับเกษตรกร สารพัด “ข้อมูล”จะหลั่งไหลออกมา

สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงสำหรับผืนนาใหญ่แห่งทุ่งเจ้าพระยา นั่นคือชาวนาเป็นข้าวของที่ดินในสัดส่วนที่น้อย

เกษตรกรที่มีที่นาน้อย ต้องเช่าที่นาจากเจ้าของนาหรือนายทุนเพิ่ม  อัตราค่าเช่านามีตั้งแต่ถูกที่สุดไร่ละ 800 บาทจนถึงแพงสุด 2,000 บาท อันนี้เป็นการคิดต่อ 1 ฤดูปลูกเท่านั้น ต้นทุนการทำนาจึงแพงขึ้นมากในระยะไม่กี่ปีมานี้  เพราะจำเดิมคิดเป็นรายปี จะปลูกปีละกี่ฤดูไม่ว่ากัน  แต่เมื่อราคาข้าว 15,000 บาท/ตัน เจ้าของที่นาก็ปรับราคาค่าเช่า และคิดฤดูต่อฤดูแทน

ส่วนเกษตรกรที่ไม่มีที่นาเลย ก็ต้องเช่าที่นาสถานเดียว ต้นทุนจึงสูงกว่าเกษตรกรที่มีที่นาบ้าง

การไม่มีที่นาหรือมีน้อยคือปัญหาใหญ่ของเกษตรกรไทย  โดยเฉพาะในท้องทุ่งภาคกลางที่เป็นอู่ข้าว อู่น้ำของประเทศ

ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่อันเนื่องจากเป็นเขตชลประทาน หมายความน้ำท่าสมบูรณ์ดี  พื้นที่นี้จึงเป็นที่หมายปองของคนที่มีเงินทุนหนา ทั้งพ่อค้า และนักการเมือง

น่าเสียดายว่า กรมที่ดินในฐานะเจ้าพนักงานกำกับดูแลที่ดิน น่าจะให้ความกระจ่างว่า ทั่วผืนแผ่นดินไทยนี้ มีใครบ้างถือครองที่ดินมากน้อยเพียงไร และใช้เพื่อการใดบ้าง

กลุ่มทุนไทย รวมถึงทุนต่างด้าว เข้ายึดครองผืนดินอุดมสมบูรณ์อย่างเงียบๆและเนิ่นนาน บางรายอาจถึงแสนไร่  ส่วนจะอยู่ในชื่อใคร ตัวจริงหรือตัวแทนอีกเรื่องหนึ่ง   ในขณะนี้กลุ่มทุนสะสมความพร้อมในการขับเคลื่อนการผลิตด้วยตัวเองในลักษณะอุตสาหกรรมการทำนา  ซึ่งมีการใช้เมล็ดพันธุ์ดี  เครื่องจักรในการปลูกและเก็บเกี่ยว

ไม่ได้เป็นการเรียกคืนที่ดินเช่าจากชาวนามาทำเอง  แต่อาจให้ชาวนายังคงทำนาต่อ(ในที่ดินที่เคยเป็นเจ้าของมาก่อนหรือพวกที่เช่าโดยตรง) โดยอยู่ภายใต้กรอบกติกาที่กลุ่มทุนกำหนด  เพื่อให้การทำนาเป็นการทำนาเชิงพาณิชย์ที่เน้นเรื่องต้นทุนการผลิตและผลผลิตเป็นสำคัญ

กลุ่มทุนบางกลุ่มเป็นเจ้าของเมล็ดพันธุ์ และปัจจัยการผลิตแทบครบวงจร เช่น ปุ๋ย สารกำจัดศัตรูพืช เครื่องจักรกลการเกษตร โรงสี ตลาดการค้าข้าวภายใต้ยี่ห้อของตัวเอง

ลองทอดตาดู กลุ่มทุนหลายกลุ่มจะมีองค์ประกอบเช่นนี้ มากบ้าง น้อยบ้าง  แต่เป็นการเตรียมตัวเพื่อนำที่นามาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั่นเอง

จะเป็นความผิดของกลุ่มทุนก็พูดได้ไม่เต็มปาก  ในเมื่อเขามีสิทธิซื้อในขณะเกษตรกรมีสิทธิขาย  แต่ต้องไม่ลืมว่า ภายใต้ความอุดมสมบูรณ์ของทุ่งรวงทองนี้  รัฐได้ลงทุนมหาศาลในการจัดทำระบบชลประทาน นับแต่การเวนคืนที่ดินเกษตรกรต้นน้ำ  การลงทุนก่อสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ  ระบบชลประทานได้แก่คลองส่งน้ำสายใหญ่ สายซอย กระทั่งคูส่งน้ำ และการจัดรูปที่ดิน

การลงทุนของรัฐเพื่อเอื้อเกษตรกรอย่างเสมอภาค   กลับเป็นการลงทุนเพื่อให้กลุ่มทุนใช้ประโยชน์อย่างเสรี  เป็นเรื่องที่น่าเศร้าและน่ากังวล  พอๆกับเกษตรกรกลายสภาพเป็นแรงงานในท้องนาที่ไม่ต่างจากลูกจ้างในโรงงานอุตสาหกรรม

ทุกวันนี้เกษตรกรเลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู ปลูกข้าวโพด และฯลฯ ก็มีสภาพไม่ต่างจากลูกจ้างเลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู ลูกไร่ อยู่แล้ว

การขับเคลื่อนประเทศโดยหวังเพิ่มตัวเลขรายได้ประชาชาติหรือจีดีพี  มันก็แค่ภาพลวงตา  ลึกลงไปแล้วมีแต่กลุ่มทุนเท่านั้นที่เติบใหญ่และสูบทุกอย่างเข้าตัวเอง ไม่นับนักการเมืองและพรรคการเมืองที่อยู่ในสถานะเดียวกับกลุ่มทุน

จะสามานย์หรือไม่สามานย์  นี่คือทุนนิยมที่กลืนกินคนที่กำลังวังชาน้อยกว่าเสมอ

วิชชา ชาญเขตร

เกษตรสร้างสรรค์ : บริษัทไทยจำกัด

Published กันยายน 25, 2013 by SoClaimon

http://www.naewna.com/local/68866

วันอังคาร ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2556, 06.00 น.

tags : เกษตรสร้างสรรค์บริษัทไทยจำกัด

ภาคการเกษตรไทยดูเหมือนจะแข็งแรง  แต่แท้จริงเราอ่อนแอ อ่อนล้า และล้าหลังลงเรื่อยๆ

ที่ว่าแข็งแรงก็เพราะเกษตรกรไทยมีความสามารถพิเศษในการผลิตสินค้าเป็นอย่างยิ่ง การปรับปรุงพันธุ์ของเกษตรกรเผลอก็เข้มแข็งกว่าราชการ  ความยืดหยุ่นในการผลิตก็มีสูงพอสมควร

เราอ่อนแอ เพราะเกษตรกรไม่ได้รับการดูแลอย่างที่พึงดูแล  การรับจำนำข้าว 15,000 บาท/ตัน หรือการชดเชยปัจจัยการผลิตยางพาราไร่ละ 2,540 บาท ที่แท้คือแค่การเอาใจชั่วคราว  โดยไม่คำนึงถึงว่า หลังจากนั้นชะตากรรมเกษตรกรจะเป็นเช่นไร

รัฐบาลเพื่อไทยทำให้เห็นชัดเจนแล้วว่า  กำลังนำพาภาคเกษตรไทยลงสู่หลุมแห่งหายนะ  ไม่ต้องอื่นไกลการรับจำนำข้าว 15,000 บาท/ตันโดยไม่มีระยะเวลากำหนด  นอกจากขาดทุนนับแสนล้านบาทแล้ว  ยังไม่สามารถหาเงินมารับจำนำได้อย่างง่ายดายในฤดูนาปี 2556/2557  ซึ่งก่อนหน้านั้นก็มีปัญหาเงินทุนมาแล้ว จนเกิดเรื่องระหว่างกระทรวงการคลังกับกระทรวงพาณิชย์มาแล้ว

ถ้าไม่เร่งยุบสภาเสียก่อน ประชาชนไทยจะเห็นความล่มสลายจากนโยบายรับจำนำข้าวได้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุด

เข็มของรัฐบาลเพื่อไทยคือการชนะการเลือกตั้งสถานเดียว  ดังนั้นนโยบายจึงต้องประชานิยมลูกเดียว ทั้งชาวนานิยม ชาวสวนยางนิยม คนหนุ่มสาวนิยมภายใต้คืนภาษีรถยนต์คันแรก และฯลฯ ซึ่งยังผลร้ายต่อเศรษฐกิจไทยอย่างปฏิเสธไม่ได้  ไม่ว่า ณ เวลานี้หรือในอนาคตเบื้องหน้า

เช่นเดียวกัน ในทางการเมือง การชนะเลือกตั้งจนเป็นรัฐบาลก็นำไปสู่การแก้กฎหมาย ตั้งแต่กฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือการตรากฎหมายใหม่  ซึ่งล้วนแต่อาศัยเสียงข้างมากที่เพื่อไทยยึดกุมอยู่แล้ว  โดยไม่อินังขังขอบต่อความรู้สึกของประชาชนว่า  บางครั้ง บางเรื่อง มันเป็นสิ่งที่มากเกินไปจนถึงขั้นเลยเถิด

ประชาธิปไตยแท้จริงเป็นแบบนี้หรือ ต้องใคร่ครวญให้ดี  ไม่เช่นนั้นแล้ว บางทีอาจเกิดปรากฏการณ์รัฐบาลเอาประเทศไทยไปจำนำ จำนอง หรือขายประเทศเลยก็ได้

เพราะหลักคิดง่ายๆตายตัวว่า  เสียงข้างมากคือความถูกต้อง

น่าเสียดายว่า  พรรคเพื่อไทยเดินหน้าอย่างเดียว โดยไม่ยอมหยุดหรือหันมาพิจารณาความเป็นจริงบ้าง เช่น นโยบายรับจำนำข้าว 15,000 บาท ควรที่จะหยุดได้แล้ว และกล้าพูดความจริงกับชาวนา ตลอดจนคนไทยทั่วไป แทนที่จะยอมให้ประเทศชาติล่มสลายอย่างไม่สิ้นสุด สวนทางกับคำพูดที่อ้างกับชาวสวนยางที่ว่า  ต้องรักษาวินัยการเงินการคลัง

คำพูดที่ว่า รัฐบุรุษมองวันข้างหน้า ในขณะนักการเมืองมองเฉพาะวันนี้  ดูจะฉายภาพจริงดังที่เกิดในสังคมไทยปัจจุบัน

เพราะฉะนั้นไม่แปลกเลยที่ นอกจากรับจำนำข้าว 15,000 บาท คืนภาษีรถยนต์คันแรกแล้ว รัฐบาลเพื่อไทยยังออกกฎหมายกู้เงิน 3.5 แสนล้านบาทสำหรับโครงการบริหารจัดการน้ำ และกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทสำหรับโครงการรถไฟสารพัดอย่าง

ทุกอย่างดูดีไปหมด แต่เป็นการดูดีเฉพาะเบื้องหน้า  ในขณะเบื้องหลังเป็นเกมผลประโยชน์ของพรรคการเมืองรัฐบาล ที่สำคัญไม่ได้ช่วยให้ภาคเกษตรกรรมไทยดีขึ้นแม้แต่นิดเดียว

ทุกปี ทุกฤดู รัฐบาลยังต้องเตรียมเงินรองรับความล่มสลายของภาคเกษตร  แม้กระทั่งผลไม้ของภาคตะวันออกก็ยังต้องเอาเงินออกมาอุดหนุนทั้งที่ไม่ควรทำเลย  เพราะปีนี้ผลผลิตน้อย ราคาในคลาดดีถ้วนหน้า แต่รัฐบาลก็ยังทำในลักษณะงบประมาณรายจ่ายประจำปีจนได้

นี่คือการทำประเทศไทยเป็นบริษัทจำกัด เกษตรกรไทยต่อให้ล้มหายตายจาก  ใครเล่าจะสนใจ  เพราะเขาเมียงมองหาช่องเอาพืชผลจากประเทศเพื่อนบ้านมาค้ามาขายต่อ

นักการเมืองและนายทุนรวยวันยังค่ำ  เหลือแต่เกษตรกรที่ต้องทำใจรอคอยวันสูญพันธุ์จากแผ่นดินนี้

วิชชา ชาญเขตร

%d bloggers like this: