เกษตรบูรณาการ

All posts tagged เกษตรบูรณาการ

เกษตรบูรณาการ : ปีใหม่ต้องคิดใหม่

Published มกราคม 10, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/195610

วันจันทร์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เปิดปีพุทธศักราชใหม่ ปีวอก 2559 วันแรกของการทำงาน เกษตรบูรณาการวันนี้ต้องกล่าวคำว่าสวัสดีปีใหม่ ขอให้มีความสุขกับการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ เริ่มทำงานใหม่ๆ เพื่อเดินหน้าแก้ไขปัญหาประเทศ ชาติด้านการแก้ปัญหาภาคการเกษตรร่วมกัน ให้ถูกที่ถูกทางวางตัวบุคลากรให้ถูกคนกันต่อไปเพื่อนำพาสู่การแก้ปัญหาให้สมดั่งประชาชนวาดหวัง

มาถึงวันนี้ต้องบอกว่า จากการทำงานของรัฐมนตรี ที่ชื่อ “ฉัตรชัย สาริกัลยะ” และปลัดคนใหม่ “ธีรภัทร ประยูรสิทธิ” ที่ข้ามห้วยมาจากกรมป่าไม้ มาถึง ณ วันนี้ ที่ดูจากอากัปกิริยานายกรัฐมนตรี “พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา”  ที่แถลงผลงานครบรอบ 1 ปี ของรัฐบาล แม้กระทรวงเกษตรฯ จะจัดนิทรรศการโชว์ ผลงานแบบแก้แล้วแก้อีก 2-3 ครั้ง ภายใน 1 คืน เพื่อให้นายกรัฐมนตรีได้เห็นผลงาน แต่ผลสรุปที่ออกมาบอกตรงๆ เท่าที่ฟังแถลงผลงาน ชั่งไม่เข้าตาเอาซะเลย ซึ่งเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีสอนมวยกระทรวงเกษตรฯกันกลางงานแถลงข่าวว่า ไม่มีความชัดเจน และให้กระทรวงเกษตรฯ วางแนวทางแก้ปัญหาใหม่ เอาให้ชัด ใน 3 เรื่องถ้าสรุป ให้เข้าใจคือ 1.ปัญหาที่ผ่านมาด้านการเกษตร มันเกิดจากปัญหาอะไร เอาให้ชัด 2.กระทรวงเกษตรฯ มีการวางแผนการแก้ปัญหาอย่างไร 3.ต้องชี้แจงให้ประชานชน และเกษตรกรได้รับทราบ และบอกเขาให้ชัดเจน เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาเท่านั้น อย่างอื่นไม่ต้อง ไปคิด เอากันให้ชัด

และยิ่งเป็นการตอกย้ำว่ากระทรวงเกษตรฯทำงานไม่เข้าตา เมื่อนายกรัฐมนตรี ที่ชื่อ “ประยุทธ์” เดินสาย ทิ้งทวนปีใหม่ด้วยการเดินทางไปเยือนถิ่น กปปส.ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อแจกเงินช่วยเหลือชาวสวนยาง 1,500 บาท ต่อไร่ เพื่อประทังชีวิต จากการแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำแบบไร้น้ำยาของกระทรวงเกษตรฯที่ท่องคาถาเดียวว่า แก้ไม่ได้ เพราะเป็นปัญหาจากราคาน้ำมันในตลาดโลกตกต่ำ แต่ไม่เคยหวนกลับมาดูคนที่แก้ปัญหาว่ามือถึงหรือไม่  เพราะเมื่อคราวที่ไปเยือนภาคใต้ครั้งนั้น นายกรัฐมนตรีได้เจอกับเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งเป็นชาวสวนยางที่ปลูกกล้วยในสวนยาง บางส่วนที่เขายอมปรับโค่นลงจากการทนไม่ไหวที่ยางต่ำลงต่ำลง และก็ต่ำลง เพื่อเป็นทางเลือกในการหาทางรอด ซึ่งงานนี้ท่านนายกรัฐมนตรีถามกับเด็กหนุ่มคนนั้นว่า “ที่ปรับเปลี่ยนจากปลูกยางมาปลูกกล้วยแทน แล้วขายได้ราคามากกว่ายาง เอาความคิดมาจากไหนและจบอะไรมา” ซึ่งเด็กหนุ่มชาวใต้ตอบแบบภาษาห้วนๆ ตามปะสาชาวใต้ว่า “จบแค่ ม.3 และหาข้อมูลมาจากมือถือเครื่องเดียว” ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะตบท้ายด้วยว่า ว่างๆ ไปสอนกระทรวงเกษตรฯบ้างนะ ว่า ควรแก้ปัญหาอย่างไร

มาถึงวันนี้ ถือเป็นวันที่กระทรวงเกษตรฯ ต้องปรับทิศทางการแก้ปัญหาใหม่ทั้งระบบของกระบวนทัพ ในการเดินหน้านำพาการแก้ปัญหากระทรวงเกษตรฯให้ได้ และต้องเร่งขันนอต เพื่อให้งานขับเคลื่อนเพราะที่ผ่านมา ดูเหมือนว่า จะมีปัญหามากๆในด้านบุคลากร ตั้งแต่หัวแถวยันหางแถว เอากันชัดๆคือ การข้ามห้วยมาของปลัด “ธีรภัทร”ครั้งนี้ เท่าที่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับการยอมรับของคนในกระทรวงเกษตรฯ เท่าที่ควรจะเป็น ซึ่งนั่นหมายถึงมันนำไปสู่การให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหาร่วมกัน ที่ไม่ค่อยราบรื่นอย่างที่มันควรจะเป็น

สุดท้ายต้องบอกว่าทิศทางจากนี้ไป ต้องติดตามว่า ท่านรัฐมนตรี “ฉัตรชัย” และปลัด “ธีรภัทร” จะเดินหน้าแก้ปัญหากันอย่างไร เพราะโจทย์ใหญ่ ที่รอการแก้ไขที่รอคอยเฉพาะหน้ายังมีหลายเรื่องทั้งภัยแล้ง ปัญหาสินค้าเกษตร และที่สำคัญยิ่งคือปัญหาปากท้อง ที่พ่วงตามมา จากนี้ไปจะช่วยให้เกษตรกรเขายืนอยู่ได้อย่างไร อย่าลืมนะขอรับที่พูดไปในวันแถลงผลงานครบรอบ 1 ปี มันเป็นเพียงลมปาก ที่ดูดี ไม่ใช่การปฏิบัติจริง ที่เป็นรูปธรรมเท่านั้น

ราชดำเนิน

เกษตรบูรณาการ : ละครหน้าฉาก

Published มกราคม 2, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/194936

วันจันทร์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

ในการแถลงผลงานครบรอบ 1 ปีของรัฐบาล “ประยุทธ์” เมื่อวันพุธที่ 23 ธันวาคม เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องบอกว่า เหมือนดูละครจริงๆ มีทั้งโหด มัน ฮา ตามประสาคนชั่งจ้อจริงๆ งานนี้ เท่าที่จับใจความได้ ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรฯ นายกรัฐมนตรีพูดเฉียดมาเพียงเรื่องการวางระบบการบริหารจัดการเรื่องน้ำ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ ที่น่าจะเกิดปัญหาไปอีกยาวนาน เพราะปีนี้แล้งบานปลาย ไม่มีท่าทีว่าจะเอาอยู่ โดยท่านนายกฯ “ประยุทธ์” กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ที่มีกระทรวงเกษตรฯ เป็นหัวหอก ต้องเดินหน้าวางระบบการแก้ปัญหาเรื่องน้ำให้ต่อเนื่องทั้งระบบ และมีความเชื่อมโยงกันไปตามกรอบงบประมาณในแต่ละปีที่ค่อนข้างจำกัด

ที่สำคัญท่านย้ำว่า ต้องวางแผนงานให้เกิดความเชื่อมโยงในการแก้ปัญหาต่อเนื่องไม่ใช่ขุดคลองลอกคลอง ซ้ำๆ ที่เดิมพอน้ำมาก็ตรวจสอบไม่ได้ขุดซ้ำซากจนแล้งซ้ำซาก งานนี้ต้องบอกว่า ท่าน “นายกฯตู่”น่าจะรู้จริง เอาจริงกันหละงานนี้ หากใครยังเดินทางสายเก่า เดิมๆ ทำงานแบบหลงจู๊ ระวังอาจมีฟ้าฝ่าตามมาเป็นระลอก กันหละครับ เรื่องการวางแนวทางการแก้ปัญหาเรื่องน้ำ คงอีกยาวไกล แต่เรื่องที่ใกล้และน่าเป็นห่วงคือ ปัญหาเรื่องของภัยแล้ง  และก็ไม่ได้มีการพูดถึงในงานแถลงผลงาน ซึ่งเรื่องนี้ต้องบอกว่า แนวทางที่กระทรวงเกษตรฯ บอกจะให้ปลูกพืชใช้น้ำน้อย หลังเก็บเกี่ยวข้าวและเตรียมการไว้ล่วงหน้ามาหลายเดือนก่อนเก็บเกี่ยวข้าวนาปีจนถึงขณะนี้ ต้องบอกว่าเมล็ดพันธุ์ยังไม่ถึงมือชาวบ้านนะขอรับ ซึ่งคิดว่าหากเร็วสุด น่าจะได้เมล็ดพันธุ์ในช่วงมกราคม นั้นเอง ซึ่งก็ไม่รู้เตรียมการอย่างไร ที่สำคัญ ถึงวันนี้ต้องไล่ไปอีก 2 เดือนที่ปลูกพืชระยะสั้น ซึ่งเป็นตระกูลถั่ว และเหลื่อมไปถึงเดือนมีนาคม เอากันให้ชัดนะครับ มีนาคมปีนี้คงแล้งสุดๆ คิดกันดูว่า ปลูกไปจะเป็นอย่างไร ซึ่งก็น่าจะพอเดาออก

มาอีกเรื่องที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูดถึงคือเรื่องของข้าว โดยท่านนายกฯ เน้นเรื่องการส่งเสริมการปลูกข้าว ที่เน้นเรื่องการสร้างมูลค่า ไม่ใช่ปริมาณการส่งออก งานนี้ก็คงหนีไม่พ้น กรมการข้าวที่ต้องไปดู ว่า จะส่งเสริมการปลูกข้าวอย่างไร ให้เกิดการเพิ่มมูลค่าให้ได้มากที่สุด แต่ที่แน่ๆ ถึงวันนี้ทางกรมการข้าว เขาก็แอบปิ๊งไอเดีย สร้างมูลค่าข้าว ไหนๆ ก็ใกล้เทศกาลปีใหม่ เลยถือโอกาสจัดงาน “เทศกาลของขวัญจากข้าว” ระหว่างวันที่ 21-25 ธันวาคมที่ผ่านมา ชวนช็อปสินค้าข้าวและผลิตภัณฑ์แปรรูปคุณภาพเป็นของสวัสดีปีใหม่ ให้ของขวัญด้วยข้าว

ซึ่งก็มีข้าวชนิดต่างๆ มาจำหน่ายจำนวนมาก เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเกษตรกรอีกทาง จากนี้ไป คงต้องติดตามว่า กรมการข้าวจะเดินหน้าอย่างไร กับการวางแนวทางการส่งเสริมเรื่องของข้าว ให้ถูกที่ถูกทางตามแนวทาง “นายกฯตู่”

มาถึงท่านรัฐมนตรี “ฉัตรชัย”ซึ่งก็ไม่รู้ว่าทำงานแบบ 4 ช. หรือเปล่าไม่รู้เพราะงานแต่ละอย่างเชื่องช้าเหลือเกิน และแทบจะไม่ทันกิน เพราะเท่าที่ติดตามผลงานท่านมาหลายเดือน ต้องบอกว่า มีแต่นโยบายที่เป็นลมปาก ทั้งเรื่องการแก้ปัญหาราคายางพารา ก็ยังไม่เดินหน้า และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเองก็อืดเป็นเรือเกลือ แม้มีมติครม.ออกมาชัดเจนว่าจะจ่ายเงินช่วยเหลือชาวสวนยางและคนกรีดยางวันนี้ยังจ่ายไม่ได้ เพราะต้องรอตรวจสอบ การขึ้นทะเบียนที่ชัดเจน ขณะที่การทำสัญญาใหม่กับทางการจีน การยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท. ก็ทำหน้าที่ได้แค่นายหน้าให้กลุ่มพ่อค้ายาง แทนที่จะเอายางในสต๊อกที่ค้างเติ่งหลายแสนตัน ก็ไม่รู้คิดอะไรกันอยู่ หรือนี้จะเป็นอีกผลงานของกระทรวงเกษตรฯ เจรจาขายยางพาราแทนเอกชน เศร้าแทนเกษตรกรจริงๆ

ราชดำเนิน

เกษตรบูรณาการ : สุดท้ายศักยภาพที่มี เป็นได้แค่นายหน้า

Published มกราคม 2, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/193882

วันจันทร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

ติดตามการทำงานในการแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำของรัฐบาลนี้มานานหลายเดือน ต้องบอกว่า ผิดหวังแทนเกษตรกรชาวสวนยางจริงๆ เพราะราคายางพาราเท่าที่ตรวจสอบ ขณะนี้ไม่มีท่าทีว่าจะสูงขึ้นในขณะที่ตัวอ้างอิงอย่างราคาน้ำมัน ก็มีท่าทีว่าจะลดลงอย่างต่อเนื่องและจะส่งผลให้คนในรัฐบาลที่อ้างว่าตนเอง เก่งเรื่อง…ยาง บอกว่า ราคายางพาราตกต่ำลงไปด้วย  เพราะราคาน้ำมันลดลง

ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงได้เห็นตัวแทนเกษตรกรบางกลุ่มเริ่มขยับตัว เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาราคาให้กับเกษตรกรอย่างเร่งด่วน เพราะราคายางขณะนี้ แม้ใครบางคนจะบอกว่าราคามันกำลังจะขยับสูงขึ้น แต่ราคาที่เกษตรกรได้รับมันอยู่ที่ 3 กิโลกรัม 100 บาท และมีท่าทีว่ากำลังจะ 4 กิโลกรัม 100 บาท ในอีกไม่นาน นั่นหมายถึงยางแผ่นรมควัน และไม่รวมยางถ้วยที่ขายกันในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ อีสานบ้านเองที่แห่กับปลูกเมื่อหลายปีก่อนวันนี้ขายได้แค่ 5-6 กิโลกรัม 100 บาท ที่ขายกันขณะนี้

ปัญหาราคายางพาราที่เกิดขึ้นขณะนี้ ถือเป็นปัญหาเฉพาะภาคเหนือ และอีสานบางส่วน แต่อีกไม่นาน หลังฤดูฝนในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งช้าสุดก็คงจะกลางเดือนมกราคม จะเริ่มเปิดกรีดยางของชาวใต้ ที่เป็นพื้นที่ปลูกยางแหล่งใหญ่ของประเทศ คราวนี้คงจะเป็นเผือกร้อนอีกอย่างของรัฐบาลเป็นแน่  ซึ่งปัญหาเรื่องราคายาง และการจัดการเรื่องของการจัดการเรื่องยางทั้งระบบ ขณะนี้ต้องบอกว่ารัฐบาลหลงทิศไปไกล นั้นไม่ทราบว่า เชื่อใคร แต่ที่แน่ๆ วันนี้ ยางในสต๊อกของรัฐบาลที่ยกเลิกสัญญากับเอกชนจีน คือ บริษัท HINAN ที่รัฐบาลใช้วิธีการตกลงราคาซื้อขายโดยไม่ผ่านการประมูล งานนี้ใครจะผิดจะถูกก็คงมีการฟ้องร้องยาว แต่ที่แน่ๆ ยางยังคงค้างในสต๊อกกว่าเกือบ 4 แสนตัน ซึ่งกำลังประมูลขายกันต่อไป

แต่ที่น่าแปลกใจ วันนี้คือ การทำหน้าที่ของการยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท. ที่รัฐบาลชุดนี้เป็นคนผ่านกฎหมายให้นั่นแหละครับและว่ากันว่า กยท. จะมาแก้ปัญหาราคายางทั้งกระบวนการ แต่ยกแรกของการทำหน้าที่ของ กยท. บอกตรงๆอึ้ง  เพราะพบว่า เมื่อหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่รัฐบาลไทยเซ็นสัญญา ค้าขายต่างตอบแทนซึ่งกันและกัน โดยขอให้ทางการจีนซื้อยางกับไทย จำนวน 2 แสนตัน  ซึ่ง กยท. เป็นคนเซ็นสัญญาค้าขายยางกับเอกชนรายใหม่ แทนที่จะเอายางในสต๊อกไปส่งกับระบุในสัญญาว่าให้เอายางที่ส่งมอบจากบริษัทเอกชนไทยซึ่งมี 5 บริษัท ว่ากันง่ายๆ คือ 5 เสือ กลุ่มผู้มีอิทธิพลเรื่องยางนั้นเอง งานนี้งงไปตามๆ กัน เพราะในพ.ร.บ.ยางพลิกดูหลายรอบไม่มีมาตราไหน ชี้ให้เห็นว่า กยท. ต้องทำหน้าที่เป็นนายหน้าขายยางให้กับบริษัทกลุ่มผู้ค้ายางส่งออกของไทยทั้งประเทศ เพราะที่ผ่านมาเห็นมีแต่บอกว่าจะทำหน้าที่ แก้ปัญหาราคายางให้กับเกษตรกรชาวสวนยางเท่านั้น วันนี้เท่ากับว่ารัฐบาลตั้ง กยท. และจ่ายเงินเดือนแทนบริษัทเอกชน เพื่อทำหน้าที่หาตลาดให้กับเอกชนงานนี้ รัฐมนตรี
“ฉัตรชัย สาริกัลยะ” และคนในรัฐบาลจะว่ายังไง ช่วยหาคำตอบให้กับเกษตรกรทีเพราะมีคนข้องใจ ท่านผู้นำกันเยอะ จะบอกว่า ไม่รู้เรื่องก็คงแปลก

มาอีกเรื่อง คือเรื่องของการสรรหา ผู้ว่าฯกยท. คนใหม่ งานนี้ ต้องบอกว่ามีผู้สมัครกันไปแล้ว 8 คน ซึ่งที่แน่ๆ 2 ใน 8 คน เป็นคนของกลุ่มพ่อค้ายาง และอีกหนึ่งคน คือ คนของกลุ่มเจ้าพ่อกลุ่มสินค้าเกษตรซึ่งถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่เตรียมจ้องเข้ามาฮุบ กยท. หลังจากเปิดให้มีการร่วมทุนตามกฎหมายที่ร่วมดันกันมา  เพราะบริษัทยักษ์ใหญ่ ที่ว่าลงทุน ส่งทีมงานประชาสัมพันธ์มาเดินตามท่าน… จนกฎหมายยางจบ จนก่อตั้ง กยท. อ้าว จะเอาอย่างไงละคราวนี้ ท่านรัฐมนตรี ระวังปัญหาราคายางกู่ไม่กลับ ชาวสวนยางจะเจ๊งกันทั้งชาติ ยังไงลองคิดดูนะขอรับ สงสารเกษตรกรชาวสวนยางบ้างเถอะนาย

ราชดำเนิน

เกษตรบูรณาการ : ปิดตาตัวเอง….มานาน

Published มกราคม 1, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/192794

วันจันทร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

ยื้อกันมานาน  เรื่องของสัญญาเอกชนจีนที่ลงนามสัญญาขายยางให้กับริษัทเอกชนจีน  อสย. หรือองค์การสวนยาง เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2557 และสิ้นสุดสัญญาเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาจำนวนกว่า 2.1 แสนตัน แถมพ่วงท้ายด้วยสัญญาฉบับที่ 2 ซึ่งเป็นยางใหม่ ในโครงการมูลภัณฑ์กันชนที่อื้อฉาวอีก 2 แสนตัน สุดท้ายก็จบยกเลิกสัญญา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2558 โดยอ้างว่าทางบริษัทHINAN ซึ่งอดีต รมช.เกษตรฯ บางคนอ้างว่าดีนักดีหนา สุดท้ายบอกหน้าตาเฉยว่า ที่ต้องยกเลิกเพราะไม่ทำตามเงื่อนไข

งานนี้ต้องบอกว่า คงปิดตามานานจึงไม่รู้ว่ามันไม่มีอะไรเกิดขึ้น  เลยทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่  จะว่ากันไปบริษัทที่ว่าหากไล่เลียงไปให้เห็นภาพชัด ถ้าเป็นคนที่ติดตามเรื่องการทุจริต ในเรื่องการขายข้าว และมันสำปะหลังที่ ป.ป.ช.ชี้มูลไปแล้ว จะเห็นว่ามีความโยงใยกันมาว่าให้ชัดคือกลุ่มก้อนบริษัทเดียวกันนั่นล่ะครับ ชัดลงไปอีก คือ เขาเคยทำสัญญาซื้อขายข้าวกับกระทรวงพาณิชย์มาแล้ว และก็ไม่ยอมรับข้าว ซึ่งในพฤติกรรมเดียวกัน กระทรวงเกษตรฯ ทำไมปล่อยให้มีการทำสัญญาซื้อขายยาง และเรื่องนี้แปลกกันมาก ตรงที่ “มันผ่านความเห็นครม. เสียด้วย” เพราะหากไม่ใช่รัฐต่อรัฐต้องประมูล ซึ่งหากเป็นเอกชนเฉยๆไม่รู้ ครม. เอาเหตุผลอะไร ให้ลงนามสัญญา นั้นแสดงให้เห็นว่า ปิดตาทั้ง ครม. ส่วนครม. ใครก็คงต้องติดตามเอาเองนะขอรับ

ว่ากันให้ชัด เรื่องนี้ในสัญญาแรก 2.1 แสนตัน ลงนามกันที่รับยาง อย่างน้อยไม่ต่ำกว่าเดือนละ 2 หมื่นตันในราคา 63.60 บาท ต่อกิโลกรัม แถมหั่นตามสัดส่วนลงตามคุณภาพยาง วันนั้นยันวันนี้ HINAN รับยางไปแล้วตามราคาคุย 3 หมื่นตัน  และยางในโครงการมูลภัณฑ์กันชนสัญาที่ 2 อีก5 พันตัน และความเป็นจริงคงไม่ถึง  ซึ่งยางในสต๊อกทั้งหมด  ณ เวลานี้ น่าจะเหลือที่  365,000 ตัน งานนี้มีผู้รู้คำนวณคร่าวๆ ให้บอกว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้น น่าจะไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท นั้นไม่รวมผลกระทบต่อราคายางในประเทศ ที่มีผลผลิตโดยรวมกว่า 3 ล้านตัน ที่ราคาต้องดิ่งเหว จากการไม่ยอมระบายยางออกนอกประเทศในช่วงเวลาที่เหมาะสม ขณะที่มีราคาสูง ส่งผลให้ราคายางดิ่งเหวถึงปัจจุบัน

นั่นไม่รวมถึงความเสียหายจากเรื่องความไม่ชอบมาพากล ที่มีการรวมหัวกันระหว่าง เจ้าหน้าที่รัฐที่ เอื้อให้กับเอกชนตีเกรดยางในสต๊อกที่มีการส่งออก จากดีเป็นยางเกรดต่ำ และยังไม่รวมถึงความเสียหายจากการต้องเช่าโกดังเก็บยางช่วงที่เอกชนไม่ยอมรับตามสัญญา และค่าประกันภัยยาง  ที่ว่ากันว่าเรื่องนี้มีตังค์ทอน เป็นหลักร้อยล้าน ให้ใครบางคนในกระทรวงเกษตรฯ จริงไม่จริงก็คงต้องเป็นเรื่องของท่านรัฐมนตรี “ฉัตรชัย สาริกัลยะ” ต้องหาความจริงกันต่อไป เพราะท่านเองก็มาอยู่ที่กระทรวงเกตรฯนานหลายเดือน ระวังเข้าข่าย รู้ว่า “เกิดความเสียหายไม่ระงับ ยับยั้ง” คุ้นไหมครับคดีอะไร เพราะตอนนี้ มีคนจ้องร้อง ป.ป.ช. เรื่องยางหลายเจ้า อีกไม่นานคงได้เห็นกัน

มาอีกเรื่องของยางพารา ที่มีการเซ็นสัญญาขายยางระหว่าง กทย. ที่ดูเรื่องยางทั้งระบบ กับทางเอกชนจีนรายใหม่ 2 แสนตัน ที่เพิ่งเซ็นสัญญาหมาดๆ เมื่อต้นเดือนหลังจากที่รองนายก “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ออกงิ้วกับจีนกันขันแข็งว่าไม่ยอมเซ็นสัญญาในเรื่องอื่นหากไม่เซ็นสัญญารับซื้อยางเก่า สุดท้ายก็ลงนามร่วมกัน แต่แปลกใจว่าในสัญญาคร่าวๆ ที่เขาว่ากันมาว่า ทำไมยางที่ซื้อขายกันดันให้เอกชนจีนไปรับยางกับบริษัทเอกชนรายใหญ่ของไทยไม่เกี่ยวกับยางในสต๊อกแม้แต่นิดเดียว จึงมีคำถามตัวโตว่าใครได้ประโยชน์ เพราะ 5 เสือไม่ใช่เกษตรกร แล้ว กยท. ตั้งขึ้นมาเพื่อ…..เพราะ…ยังไงช่วยตรวจสอบทีอย่าดีแต่ปิดหูปิดตา

ราชดำเนิน

เกษตรบูรณาการ : มนต์ดำยังมาแรง

Published ธันวาคม 10, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/191816

วันจันทร์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวที่ได้รับความสนใจจากสังคมเป็นพิเศษ ต้องยอมรับว่าหนีไม่พ้นเรื่องที่รองนายกรัฐมนตรี “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ให้มีการเลื่อนการลงนามสัญญากับทางการจีนทั้งชุด และเลื่อนออกไปโดยสาเหตุดังกล่าวสืบเนื่องมาจากทางไทยเห็นว่า ทางการจีนไม่รับซื้อยางพาราเก่าในสต๊อกตามสัญญา โดยมีการซื้อเฉพาะยางใหม่ เพียง 2  แสนตัน  พร้อมกับเปลี่ยนบริษัท ที่จะมาเป็นคู่สัญญาด้วย

มองเผินๆ มันคงไม่มีอะไร แต่ในฐานะที่ติดตามตรวจสอบเรื่องของการค้าขายยางระหว่างไทยกับทางการจีน ตลอด
หลายปีที่ผ่านมา ต้องบอกว่าคู่สัญญาที่ทางรัฐบาลไทยลงนามขายยางนั้น คือบริษัท HAINAN เป็นเพียงบริษัทเอกชนรายหนึ่งของประเทศจีน ซึ่งไม่ใช่ตัวแทนของรัฐบาลกลาง และที่สำคัญไปกว่านั้น การลงนามขายยางให้กับเอกชน ที่องค์การสวนยางลงนามเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2557   โดยมียางพาราทั้งหมด 2 สัญญา ซึ่งในสัญญาแรก เป็นยางพาราในสต๊อก 2.1 แสนตัน ที่ค้างมานานเป็นชาติ และในส่วนที่ 2 ยางพาราใหม่ที่เพิ่งซื้อ อีก 2 แสนตัน ซึ่งอดีตรัฐมนตรี “อำนวย ปะติเส” ที่อ้างหนักหนาว่าเก่งในการแก้ปัญหายางพารา  โดยเสนอของบไปซื้อในโครงการมูลภัณฑ์กันชน ซึ่งสุดท้ายชัดเจนว่าไม่ถึงมือเกษตรกรจริง

มาดูกันว่า ยางพาราในสต๊อก 2.1 แสนตัน สัญญาเป็นอย่างไร เอากันให้ชัดเจนว่า เรื่องนี้มีเงื่อนงำในสัญญาชัดเจน แต่ไม่ขอเล่าลงลึก  แต่ที่สำคัญ ในสัญญาต้องรับมอบยางพาราในสต๊อก เดือนละไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นตัน แต่ถึงวันนี้ที่สิ้นสุดสัญญามาหลายเดือน ยังขายยางไม่ได้ถึง 3  หมื่นตัน ซึ่งล่าสุด กระทรวงเกษตรฯ ให้ทาง HAINAN เร่งรับยางที่เหลือพร้อมเสียค่าปรับตามสัญญา แต่เมื่อเปรียบเทียบความเสียหายที่เกิดขึ้น วันนี้ต้องยอมรับว่า ไม่คุ้มค่ากับความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นไม่รวมถึง ยางอีก 2 แสนตัน ในโครงการมูลภัณฑ์กันชนที่ยังเป็นเรื่องมืดมนว่าจัดจะการกันอย่างไร

แปลกใจว่า อยู่ๆ ทางรองนายกรัฐมนตรี “สมคิด” ออกมาเอาเรื่องยางพารามาเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดชะลอการลงนามสัญญาออกไประหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลจีน น่าจะมีอะไรที่เป็นเงื่อนงำ เพราะบริษัทของทางการจีน ที่เป็นรายใหม่ เท่าที่ตรวจสอบพบว่า เป็นบริษัทที่เป็นตัวแทนของรัฐบาลจีนจริง ไม่ใช่บริษัทกำมะลอ ที่ทางไทยเคยลงนามค้าขายยางกันมาเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2557 และรับยางไม่ได้ตามสัญญา ส่งผลเสียหายต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน

และที่สำคัญต้องยอมรับว่า มนต์ดำ ขบวนการยางพาราที่ครอบงำกระทรวงเกษตรฯ มานานนั้น  ณ เวลานี้ในฐานะที่ตรวจสอบขบวนการงาบยางพารามานานต้องขอคารวะว่า เยี่ยมจริงๆ และที่สำคัญครอบงำมาเนิ่นนานหลายรัฐบาล ทำให้ขบวนการแก้ปัญหายางพาราของไทยยังคงหลงทิศหลงทางไปไกล ซึ่งปัญหาทั้งหมดน่าจะเกิดจากข้อมูลที่ผิดเพี้ยนจากมนต์ดำที่ร่ายกันมานานที่สุด หากผู้มีอำนาจรู้จักมองย้อนกันไปคงได้เห็นว่า ในกระทรวงเกษตรฯ น่าจะมีเงาอะไรรางๆ ที่ครอบงำเรื่องยางมานาน จนฉิบหาย และน่าจะสมควรถึงเวลานำพระมาสวดขับไล่เสียที เรื่องของปัญหาราคายางเท่าที่พูดคุยกับคนที่เกี่ยวกับยางพาราจริงๆ ตั้งแต่เกษตรกรจริงๆ จนถึงผู้ประกอบการ ทุกคนพูดตรงกันว่าคงแก้ยาก และสงสารเกษตรกรชาวสวนยางจริงๆที่ต้องเผชิญปัญหาราคายางพาราตกต่ำไปอีกยาวนาน

มาถึงวันนี้ ไม่แปลกใจว่า ปัญหายางพารา ทำไมแก้ปัญหาไม่ได้เสียที  เพราะล่าสุด มีข้อมูลว่า เรื่องของขบวนการงาบใน
กลุ่มยางพารา วันนี้ลงลึกไปถึงขั้นมีตังค์ทอนในเรื่องของการประกันภัยยางพาราที่เก็บในสต๊อกที่เช่าเก็บในโกดัง ว่ากันว่าจ่ายกันค่อนข้างเยอะเสียด้วย  ยังไงจริงเท็จขนาดไหน จากนี้ไปคงเป็นเรื่องของท่านรัฐมนตรีเกษตรฯ “ฉัตรชัย สาริกัลยะ” และผู้มีอำนาจที่สูงกว่านั้นจะลองตรวจสอบดูบ้างนะขอรับ เผื่อจะได้เดินแก้ปัญหาได้ถูกทาง เกษตรกรชาวสวนยางจะได้ลืมตาอ้าปากได้เสียที สาธุ

ราชดำเนิน

เกษตรบูรณาการ : ยังหาน้ำยาได้ยาก

Published ธันวาคม 10, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/190798

วันจันทร์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.

มีโอกาสนั่งคุยกับผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ที่เคยเป็นอดีตผู้บริหารระสูงของกระทรวงเกษตรฯ ที่นั่งมองการทำงานของข้าราชการรุ่นน้องมานานหลายเดือน  บอกว่ามาถึงวันนี้ เป็นห่วงเรื่องการทำงานของกระทรวงเกษตรฯจริงๆ  เพราะวันนี้ดูเหมือนว่าคนทำงานในระดับหัวดูเหมือนว่าหาน้ำยาได้ยากจริงๆ   ซึ่งเท่าที่มองเรื่องของการทำงาน  ณ วันนี้มีข้าราชการระดับหัว อย่างอธิบดีหลายกรม  เท่าที่ประเมิน ชื่อชั้นฝีมือดูเหมือน มีดี ไม่กี่กรมแต่ก็ยังดี เพราะถือเป็นกรมหลักที่ยังพอเดินหน้า ขับเคลื่อนงานในการแก้ปัญหาไปได้

ถึงตอนนี้ จากการติดตามงานมานานหลายเดือนที่มีรัฐมนตรี “พลเอกฉัตรชัย  สาริกัลยะ” ที่บอกว่า เป็นขุนทหาร ที่ประกาศลั่นเอาจริงเอาจังกับการแก้ปัญหาภาคการเกษตร  และปราบปรามขบวนการโกง  แต่วันนี้ดูเหมือนว่ามันช่างสวนกลับ และไม่มีความชัดเจนเลย ไล่มาจากการเดินหน้าแก้ปัญหาราคาสินค้าตามแนวทางของรัฐบาล  โดยเฉพาะปัญหาราคายางพาราตกต่ำอย่างหนักและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน  เพราะยางแผ่นรมควันชั้น 3 จริงๆ ไม่ถึง 35 บาท ส่วนยางก้นถ้วยแถวอีสาน ขายได้ราคาไม่ถึง 18 บาท ว่างๆ ท่านลงไปถามเกษตรกรจริงๆ ดู ไม่ใช่ถามแต่คนใกล้ชิด ที่คอยหืออือตามนายเท่านั้น นั่นไม่รวมสินค้าอื่นๆ ซึ่งก็ตกต่ำเช่นเดียวกัน

และเท่าที่ทราบแว่วๆ มา มีคนบอกว่า เรื่องของการเดินหน้าแก้ปัญหาภาคการเกษตรของกระทรวงเกษตรฯ ต้องบอกว่ามันมีปัญหามาตั้งแต่การเลือกคนจริงๆ ไล่มาตั้งแต่ระดับตัวแทนเกษตรกร ไปจนถึงระดับผู้บริหารในแต่ละกรม ที่สลับสับเปลี่ยนกันวุ่น ในตำแหน่งรองอธิบดี ที่ผิดฝาผิดตัว แม้แต่ตัวอธิบดี มีบางกรมที่ท่านรัฐมนตรีอุตส่าห์ไว้ใจ สุดท้ายก็ไม่เห็นมีผลงานชัดเจน  ซึ่งล่าสุดมีปัญหาแม้แต่การคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มาจากภาคเอกชน ที่เข้ามาเป็นตัวแทนในของทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ที่เพิ่งเปิดตัว และมีการประชุมครั้งแรกกันไป ที่มีท่านรองนายกรัฐมนตรี “สมคิด  จาตุศรีพิทักษ์” ​เป็นประธานนั่งประชุมที่กระทรวงเกษตรฯ เท่าที่เห็นผู้ทรงคุณวุฒิชุดใหม่ อึ้ง ชั่งน่าละอา และคงหาน้ำยาในการทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้กับเกษตรกรยาก เพราะเท่าที่เห็น ยังงงว่าผ่านการคัดเลือกกันมาได้อย่างไร เพราะบางคน เป็นคนล้มละลาย แต่คงมีดี เพราะเห็นเดินตามผู้ใหญ่ในกระทรวงมาหลายเดือน ก่อนมานั่งตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งเรื่องนี้เข้าใจเอาว่า ท่านรองนายกฯ ​“สมคิด” ก็น่าจะพอรู้ เพราะท่านพูดชัดที่ที่ประชุม “ไม่อยากรื้อ เรื่องเก่าๆ แต่จากนี้ไปอยากให้ทุกคนทำงาน จริงๆ” งานนี้จะเอาอย่างไรดีหละท่านรัฐมนตรีเพราะ อย่าลืมท่านรองนายกฯ “สมคิด” ท่านเห็นแล้วนี้ครับว่า แม้แต่นักข่าวยังเรียกอาจารย์เต็มปากเพราะท่านสอนอะไรมาเยอะและรู้เรื่องเกษตรกรถึงกึ๋นเลยทีเดียว ฟังบ้างก็ดี

มาอีกเรื่อง คือ เรื่องของการเดินหน้าแก้ปัญหาภัยแล้งที่ท่านรองนายกฯสมคิด  สั่งการให้สังคายนา แก้ปัญหาภัยแล้งให้เข้าถึงเกษตรกรโดยเฉพาะเรื่องการช่วยเหลือเรื่องรายได้ โดยควรจัดการจัดฝึกอบรมผ่าน 882 ศูนย์​เรียนรู้ สัปดาห์ที่ผ่านมาได้เห็นการขยับการเดินโดยงานนี้ท่านอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร “ โอฬาร พิทักษ์​” ในฐานะประธานประชุมการบูรณาการงานศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรฯ  ได้เชิญตัวแทนของทุกหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ จากกรมต่างๆ รับทราบแนวทางปฏิบัติงานร่วมกันทั้งหมด โดยกรมส่งเสริมการเกษตรจะทำหน้าที่ช่วยเหลือในการดูแลดึงเกษตรกรเข้ามาอบรมในศูนย์อบรมส่วน  กรมไหนจะส่งเสริมแนะนำอะไรก็เข้ามาในที่ที่เดียวให้จบ และอย่าคิดว่าไม่ใช่ผลงานของกรมตนเหมือนอดีต และดีแต่เอาดีใส่ตัว ระวัง…เพราะวันนี้รัฐมนตรี และรัฐบาลบอกชัดว่าต้องยึดเกษตรกรเป็นหลัก

มาถึงเรื่องสุดท้ายวันนี้ต้องแสดงความยินดีกับตำแหน่งใหม่ของท่าน “อภิชาต จงสกุล” อดีตอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ที่ไปนั่งในตำแหน่งรองประธานอนุกรรมาธิการการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และด้านคมนาคม ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชนสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จากนี้ไปคงได้เห็นผลงานในเรื่องการปฏิรูปงานสื่อสารมวลชนที่ดีๆ ออกมาเป็นระยะๆ นะขอรับ

“ราชดำเนิน”

เกษตรบูรณาการ : ขีดเส้นให้เดินตรงทาง

Published พฤศจิกายน 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/189732

วันจันทร์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.

หลังจากที่ติดตามการทำงานของกระทรวงเกษตรฯ มาหลายเดือน  เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา  ถึงคิวของ ท่าน “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่กำกับดูแลภาพรวมในด้านเศรษฐกิจต้องออกมาเยือนกระทรวงเกษตรฯ เพื่อให้คำแนะนำและมอบนโยบายให้ชัดเจนตามแนวทางของรัฐบาลที่อยากให้กระทรวงเกษตรฯขับเคลื่อนในการช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

งานนี่ท่านรองนายกฯ “สมคิด” นั่งหัวโต๊ะให้คำแนะนำเป็นฉากๆ ให้กับท่าน รมว.เกษตรฯ “ฉัตรชัย สาริกัลยะ” และข้าราชการระดับผู้บริหารของกระทรวงเกษตรฯ รับฟังอย่างคนเข้าใจปัญหา ไล่มาตั้งแต่เรื่องการติดตามาตรการแก้ปัญหาภัยแล้ง โดยเฉพาะมาตรการจ้างแรงงานดูเหมือนจะไม่เข้าตา เพราะมีชาวบ้านแห่แหนไปสมัครจำนวนมาก แต่วันนี้รับแรงงานได้ไม่ถึงเสี้ยวของผู้สมัครจริง  ซึ่งจะเห็นได้จากที่มีชาวบ้าน ที่จังหวัดชัยนาท เรื่องไปขอสมัครกว่า 1,200 ราย แต่ดันรับได้จริงเพียง 200 คน ต้องบอกว่าขัดกับตัวเลขของกระทรวงเกษตรฯโดยสิ้นเชิง เพราะเท่าที่แอบฟังมา เห็นบอกว่าชาวนาภาคกลางไม่ค่อยสนใจ ทำงานด้านแรงงานเท่าไหร่นัก งานนี้สงสัยน่าจะมีการคาดการผิดพลาดกระมังครับท่านรัฐมนตรี “ฉัตรชัย” หรือว่าเกิดอะไรขึ้น

แต่ที่แน่ๆ รองนายกฯ “สมคิด” ได้ฝากข้อคิดขอให้ไปหาทางช่วยเรื่องเพิ่มทางเลือกให้ชาวบ้าน ได้ฝึกอบรมความรู้ผ่านศูนย์เรียนที่มีกว่า 882  แห่ง  โดยภาครัฐจะออกค่าใช้จ่ายให้ในเรื่องของการเดินทางวันละ 180 บาท เพื่อนำความรู้ที่ได้จากการฝึกอบรมในช่วงแล้งสั้นๆ 3-4 เดือน เพราะนอกจากได้ความรู้ที่คนที่เคยประสบความสำเร็จด้านการผลิตสินค้าเกษตร มาแนะนำเพื่อนำความรู้ไปต่อยอดนำไปพัฒนาการเกษตรแล้วยังได้เงินติดกระเป๋าเป็นค่ารถไปด้วย ซึ่งก็น่าจะแก้ปัญหาเรื่องรายได้ ค่าครองชีพนิดๆหน่อยๆ นั้นเป็นตัวอย่างบางตอนที่ท่านแนะนำและให้ข้อคิด อ้าวไหนๆ ท่านรองนายกฯ ลงมาชี้เป้าขีดเส้นให้เดินขนาดนี้ สงสัยงานนี้ ถึงคราวที่ท่าน “ฉัตรชัย” ต้องขันนอตกันยกใหญ่กระมัง เพราะเท่าที่ดูน่าจะมีน็อตหลายตัวที่ยังหลวมอยู่นะขอรับ เผื่องานมันจะได้เลื่อนไหลมากขึ้น

มาอีกเรื่องของการติดตามงานของรัฐมนตรีเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาหลังจากท่านรองนายกรัฐมนตรีปรารภเรื่องการทำงานและกำชับให้กระทรวงเกษตรฯ ทำงานให้กระชับ ฉับไว ถึงใจเกษตรกร ซึ่งวันเสาร์ที่ผ่านมาก็ได้เห็นการขยับของรัฐมนตรีและผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ โดยท่านรัฐมนตรีได้นำทีมผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯที่นำโดยท่านปลัด “ธีรภัทร ประยูรสิทธิ” และผู้บริหารกรมต่างๆ ลงพื้นที่จังหวัดลำปาง เพื่อดูการส่งเสริมการปลูกไผ่ พืชใช้น้ำน้อย เพื่อสร้างรายได้ระยะสั้นในพื้นที่จังหวัดลำปาง หวังสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร แถมยังเดินสายไปร่วมงาน FAO ที่จัดงานวันอาหารโลก ประจำปี 2558 ที่จังหวัดนครราชสีมา แหม่ขยันกันอย่างนี้ สงสัยต้องกราบคารวะงามๆ สัก 3 ที แทนเกษตรกร ที่รอความหวังให้รัฐมนตรีช่วยแก้ปัญหา

ปลาไหลกับใบข่อย

เกษตรบูรณาการ : ‘ฟ้าแลบ’ที่กระทรวงเกษตรฯ สัญญาณอันตรายระดับ 3

Published พฤศจิกายน 16, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/187665

วันจันทร์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.

ต้องบอกว่า “มึนไปตามๆ กัน และตามด้วยเสียงการวิจารณ์กันแซด เมื่ออยู่ๆ  ปลัด “ฝน” ธีรภัทร ประยูรสิทธิ ของกระทรวงเกษตรฯก็ลงนามคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับ 9 ในตำแหน่งรองอธิบดี 4 ตำแหน่ง พร้อมกัน ตามเลขที่ระบุในหนังสือ คำสั่งเลขที่ 950/2558 เรื่องการรับโอนข้าราชการพลเรือน เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน  ที่ผ่านมา โดยมีการย้ายข้ามกรม ทั้ง 4 กรม ที่กระทรวงเกษตรฯ ไม่เคยมีมาก่อนเพราะปกติ  เมื่อมีการแต่งตั้งโยกย้าย ระดับรองอธิบดี ไปเป็นผู้ตรวจราชการ ในระดับ 10 คนที่ จะขึ้นในตำแหน่งรองอธิบดี มักจะมีการเสนอ แต่งตั้ง โดยเอาคนในกรมเดิมขึ้น ไปนั่งแทนตำแหน่งที่ว่างลง ตามที่อธิบดีกรมต่างๆ เสนอไปถึงปลัดกระทรวงฯ

แต่ครั้งนี้ “กลับมีการเลือกที่จะปรับเปลี่ยนโยกย้ายตำแหน่งรองอธิบดี จากกรมหนึ่งไปอีกกรมก่อนแต่งตั้งในตำแหน่งรองอธิบดีที่เหลือๆ ซึ่งเรื่องนี้มีผู้ให้ข้อมูลว่าการโยกย้ายครั้งมีนัย คือการปรับเพื่อเสริมทัพในกรมที่ยังมีจุดอ่อน และส่งสัญญาณว่า เป็นข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ระดับผู้บริหารต้องพร้อมที่จะรับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นเพียงฟ้าแลบ และอาจมีฟ้าผ่า ในตำแหน่งที่สูงกว่าระดับรองอธิบดี หากงานที่สั่งไปไม่ได้ตามเป้าหมายในเรื่องนโยบายทั้งของรัฐบาลและรัฐมนตรี ที่ย้ำมาหลายเดือน เพราะว่ากันว่า เรื่องของงาน ท่านรัฐมนตรีที่ชื่อ “พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ” ประเมินผลงาน ไม่เกิน 3 เดือน  นั้นหมายถึง ก่อน 3 เดือนก็เห็นถึงความชัดเจนว่าใครจะได้ไปต่อ หรือ ถูกโหวตออก ที่สำคัญในข้อมูลเชิงลึก แว่วว่า ขณะนี้ มีตำแหน่งอธิบดี ไม่ผ่านประเมินอย่างน้อย 2 ตำแหน่งที่ยังทำงานไม่เข้าตาโดย อาจได้ของขวัญที่ไม่พึงประสงค์ต้องหลุดจากตำแหน่งหลังปีใหม่ ที่กำลังใกล้เข้ามาถึง เพราะยังมีตำแหน่งผู้ตรวจราชการที่ว่างๆ ไว้ ด้วย 1 ตำแหน่ง ที่ยังไม่ตั้งใครต้องรอติดตามว่าจะเป็นของใครเอ่ย ขึ้นหรือลง

มาดูใน 4 ตำแหน่งของรองอธิบดี ที่มีข้อมูลว่า ปรับเพื่อเสริมทัพ ตำแหน่งคนแรก คือ นายคนิต ลิขิตวิทยาวุฒิ จากรองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรไปนั่งตำแหน่ง รองอธิบดี กรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งถือว่ามีภาษีดีขึ้น จากตำแหน่งเดิม โดยว่ากันว่าถูกวางตัวให้ไปช่วยในเรื่องการจัดการเรื่องการขึ้นทะเบียนเกษตรกร  ต้องลองดู ว่านายโอฬาร พิทักษ์ อธิดีกรมส่งเสริมการเกษตร จะมอบหมายงานให้มากน้อยแค่ไหน เพราะที่ผ่านมาคุณพี่ “โอฬาร“ไว้ใจคนทำงานคู่ใจไม่กี่คน มาดูอีกคน คือนายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาฯสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ หรือมกอช. มานั่งเป็น รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร หรือ สศก. แทนนายคนิต  ว่ากันว่า คนนี้ ช่วงระยะเวลา 2 ปี ย้ายมาแล้วถึง 3 หน่วยงาน จากรองอธิบดีกรมฝนหลวงฯ มานั่งเป็นรองเลขาธิการ มกอช. และมาเป็นรองเลขาธิการ สศก. ในตำแหน่งล่าสุด และถูกวางตัวให้ เข้ามาช่วยวางระบบสารสนเทศ ด้านข้อมูลการเกษตรที่ยังเป็นจุดอ่อนของ สศก. เพราะที่ผ่านมา มีการพูดกันหนาหูว่า ข้อมูลของ สศก. ไม่สามารถ นำไปใช้ในการประกอบในการตัดใจในระบบนโยบายด้านการเกษตรได้ และถูกติติงอย่างรุนแรงในสมัย ที่ นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯกลางที่ประชุมว่า ข้อมูลของสศก. ล้าหลังย้อนยุค

มาดูอีกคนคือ นางวราภรณ์ พรหมพจน์  รองอธิบดีกรมประมง ย้ายไปเป็น รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ว่าคนนี้ มีความเชี่ยวชาญเรื่อง ห้องแลป หรือเรื่องการตรวจสอบรับรองในห้องปฏิบัติการ คนหนึ่ง  ซึ่งอาจให้มาช่วยเสริมทัพดูแลเรื่องการวิจัย ต่างๆ ซึ่งถือว่าแปลกมาก เพราะ เรื่องประมง กับพืชในงานของกรมวิชาการเกษตรถือว่า คนละสายงานสิ้นเชิง ที่สำคัญ กรมวิชาการเกษตร ถือเป็นกรมที่ได้รับการยอมรับในเรื่องการตรวจสอบรับรองระดับโลกด้วยซ้ำ ขณะเดียวกัน ก็มีผู้เชี่ยวชาญ เรื่องการทดลองในห้องแลปจำนวนมากเกือบทุกทาง และแทบจะเหยียบกันตาย ในกรม ซึ่งต้องดูกันต่อไปว่า จะเดินหน้าอย่างไร มาดูตำแหน่งสุดท้าย คือ นายอลงกรณ์ กรณ์ทอง รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ที่เหลืออายุราชการ ไม่ถึงปี ต้องย้ายบ้านด่วน ไปนั่งในตำแหน่งรองอธิบดี กรมการข้าว ช่วยรุ่นน้องที่เป็นอธิบดี กรมการข้าวอย่างนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ไม่ใช่ เรื่องแปลกเพราะกลุ่มพืชไปกลุ่มพืช ซึ่งพี่น้องจะได้ช่วยกัน เพียงแต่อาจโดนคนในคนข้าวที่กำลังจะขยับขึ้นตำแหน่งรองอธิบดีถูกปิดทาง แต่ก็แค่อีก 10 เดือนที่ท่านรองอลงกรณ์ จะเกษียณเท่านั้นจากนี้ไป ต้องติดตามหลังฟ้าแลบ จะมี ฟ้าผ่าที่ไหน เพราะเรื่องนี้ถือเป็การเตือนภัยระดับ 3 จาก 5 ระดับจากผู้ใหญ่ในกระทรวงฯ ถึง ผู้ปฏิบัติว่า ทุกคนต้องพร้อมเปลี่ยนแปลง

ราชดำเนิน

เกษตรบูรณาการ : มือชั้นนี้ต้องเอาอยู่

Published พฤศจิกายน 16, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/186667

วันจันทร์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา ที่กระทรวงเกษตรฯมีความเคลื่อนไหวหลายเรื่อง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของปากท้องร้องทุกข์ของเกษตรกรที่เกิดจากปัญหาราคาสินค้า และปัญหาหนี้สินรุมเร้า จนเอาไม่อยู่ต้องให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ “ฉัตรชัย สาริกัลยะ”
ช่วยแก้ปัญหา แม้จะเล่นเอารัฐมนตรีเครียดไปบ้างแต่ก็ยังเดินหน้ารับปัญหาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแถมพูดทีเล่นทีจริงว่า “มือชั้นนี้ ต้องเอาอยู่สิ ไม่จบได้ไง”

เริ่มจากเรื่องแรก คงหนีไม่พ้น เรื่องราคายางพาราตกต่ำ แม้วันนี้จะมี พ.ร.บ. การยางที่เขาบอกจะแก้ปัญหายางทั้งระบบ แต่นั้นคือความฝัน เพราะความจริงกว่าจะวางระบบเสร็จคงอีกนาน ที่สำคัญ ยางในสต๊อกที่ทำสัญญากับเอกชนจีน มากว่าเกือบ 1 ปี 4 แสนตัน วันนี้ยังไม่ไปถึงไหน ส่งยางไปไม่ถึง 2 หมื่นตัน อันเกิดจากการจัดการยางใครบางคนมันล้มเหลว จึงส่งผลให้ราคายางดิ่งเหลว ล่าสุดลงไปถึง 35 บาทนั้นหมายถึงยางแผ่นรมควันชั้น 3 ในพื้นที่ภาคใต้ ที่เป็นยางดีของไทย ส่วนยางก้นถ้วยที่ชาวอีสานบ้านเฮาขาย ส่วนใหญ่ ลงฮวบๆ ที่กิโลกรัมละ 18 บาท แว่วว่าคนสวนยางอาจรวมกลุ่มเข้ามาขอร้องให้ท่านรัฐมนตรีแก้ปัญหา

เมื่อมีข่าวแว่วมา ท่านรัฐมนตรีจึงถือโอกาสเชื้อเชิญแกนนำชาวสวนยาง เข้าให้ข้อมูล เพื่อรับทราบปัญหาสุดท้ายก็ลงเอยด้วยดี ด้วยการชี้แจงปัญหาระหว่างกัน ทั้งสองฝ่ายทั้งชาวสวนยางที่เดือดร้อน และทางรัฐบาลซึ่งก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ล่าสุดได้วางมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพ เกิดความเข้มแข็ง โดยรัฐบาลสนับสนุนงบพัฒนาอาชีพ รวมทั้งถ่ายทอดความรู้ และจัดสวัดิการให้เพื่อช่วยด้านค่าครองชีพให้กับคนกรีดยาง โดยกลุ่มแรกจัดงบสนับสนุนวัสดุการเกษตร 700 บาทต่อไร่ กลุ่มสองจัดงบการพัฒนาเพิ่มคุณภาพการผลิต 200 บาทต่อไร่ กลุ่มสามช่วยค่าครองชีพคนกรีดยาง 600 บาท รวมใช้งบ 1,500 บาทต่อไร่ โดยการจ่ายเงินใช้แนวทางเดิมให้กับกลุ่มเกษตรกรขึ้นทะเบียนไว้ 8.5 แสนราย รายละ 15 ไร่ โดยเสนอนายกฯ ประธานกนย. พร้อมนำเข้าเสนอครม.เห็นชอบแล้วจะสามารถจ่ายเงินให้กับชาวสวนยาง ผ่านบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรฯในช่วงปลายปีนี้

เรื่องของยางไหนๆ จะให้เกิดความโปร่งใสตามแนวทางของท่านรัฐมนตรี ก็อยากให้ตรวจสอบการขึ้นทะเบียนชาวสวนยางอย่างละเอียด เพราะวันนี้แว่วว่ามีของปลอมมาสวมเยอะ เพราะมีคนแอบกระซิบว่า แม้แกนนำบางคนยังของปลอมอ้างตัวเป็นเกษตรกรทั้งที่ไม่มียางสักต้น แถมยังมีบัตรว่าเป็นเกษตรกร ชาวสวนยางเสียด้วยทั้งที่มีหลักฐานชัดว่าเป็นคนเช่าสวนยางแค่ 2 ไร่ นิดๆ ก็มีบัตรเกษตรกรได้แล้ว ทั้งที่เกษตรกรตัวจริง กว่าจะได้บัตรขึ้นทะเบียนความเป็นเกษตรกรได้ยากเย็นแสนเข็ญ เพราะตรวจแล้วตรวจอีก งานนี้ ใครของจริงของปลอมก็ตรวจสอบกันเองก็แล้วกัน ระวังนะขอรับ ใช้ของปลอมมากๆ จะเดินหลงทิศหลงทาง

มาอีกเรื่องคือปัญหาหน้ีสิน ฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรซึ่งเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาท่าน “ฉัตรชัย” เพิ่งไป มอบโฉนดที่ดินคืนให้กับเกษตรกร กว่า 130 ราย ที่ชำระหนี้ขบวนการจัดการของกองทุนฯ  จนจบ แต่ข้ามมาวันพุธ กลับมีกลุ่มสมาชิกกองทุนฯกลุ่มเครือข่ายหนี้สินชาวนานำโดย นายชนินท์ ดวงดารา พาพวกกว่า 600 คน ที่ถูกธนาคารฟ้องยึดทรัพย์ บุกกรุง  รัฐมนตรี “ฉัตรชัย” ต้องออกโรงนั่งหัวโต๊ะ แจงให้เข้าใจ ว่าการกดดันคงใช้ไม่ได้ผลกับรัฐบาลชุดนี้แน่ ต้องทำตามกรอบกฎหมาย หากวางมาดกดดัน ระวังให้ดี เพราะรัฐบาลชุดนี้เขาชอบคนมาดี ถึงจะแก้ปัญหาให้พร้อมรับปาก แก้ปัญหาให้ตามกรอบกฎหมาย จึงจบลงด้วยดี ก่อนที่ท่านรัฐมนตรีจะบอกสั้นๆ ว่า  “มือชั้นนี้แล้ว”

มาวันนี้ปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรและประชาชน ท่านรัฐมนตรี เกษตรฯ “ฉัตรชัย” ได้ย้ำในที่ประชุมของการประชุมผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ที่ท่านเรียกมารับนโยบาย เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเพราะทางรัฐบาลกำลังหาทางรับมือ ทั้งแล้ง  ทั้งปัญหาราคาสินค้า และปัญหาอื่นๆ จากนี้ไปข้าราชการต้องลงพื้นที่ชี้แจงและรับฟังปัญหาในพื้นที่ เพราะเกษตรกรคงไม่มาบุกรุกง่ายๆ มีปัญหาต้องรีบแก้ถ้าแก้ไม่ได้ในพื้นที่ ต้องรีบส่งข้อมูลเข้าส่วนกลางประสานแก้ปัญหาให้ด่วน หากไม่ทำระวังโดนข้อหาละเว้น เฉียบขาดอย่างนี้ต้องปรบมือให้จริงๆ ขอรับท่านรัฐมนตรี

ราชดำเนิน

เกษตรบูรณาการ : นโยบายเกษตรฯ เน้นโปร่งใส…จริงหรือ

Published พฤศจิกายน 15, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/185549

วันจันทร์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

วันที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ที่มีชื่อว่า “พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ” ในวันแรกที่ท่านก้าวเข้ามานั่งเต็มตัวในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้บอกกับสังคมชัดเจนว่า ท่านเน้นเรื่องของความโปร่งใสเป็นหลักและที่สำคัญท่านย้ำนักย้ำหนาว่า ทุกหน่วยงานที่เคยทำงาน เมื่อก้าวออกมาจากตำแหน่งไม่มีการด่าตามหลังแน่นอน เพราะมันไม่เคยเกิดขึ้น และก็ไม่เคยมีใครพูดถึง … แต่นั่นคือคำพูดของท่าน แถมยังย้ำชัดกับข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ว่าท่านถือเรื่องนี้เป็นสำคัญ

มาวันนี้เป็นที่น่าแปลกใจยิ่งนัก เพราะตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน ที่มีการโยกย้ายครั้งใหญ่ในกระทรวงเกษตรฯ ครั้งนั้นมีการปลดนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ จากอธิบดีกรมชลประทาน มานั่งในตำแหน่งรองปลัดกระทรวงเกษตรฯมาถึงวันนี้ก็ยังไม่มีการแต่งตั้งที่ชัดเจนเหมือนตำแหน่งอื่นๆ และตำแหน่งอธิบดี ณ เวลานี้คงเหลือเพียง กรมชลประทานที่ยังไม่ได้มีการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ และคาดว่าในสัปดาห์นี้ อาจจะมีการเสนอรายชื่อการแต่งตั้งอธิบดีกรมชลประทาน เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี หากไม่มีอะไรผิดพลาดคงหนีไม่พ้น นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ รองอธิบดีกรมชลประทานที่ก้าวขึ้นมานั่งในตำแหน่งอธิบดี กรมชลประทาน พร้อมการแต่งตั้งผู้ตรวจราชการอีก 5 ตำแหน่งด้วย ส่วนที่ผ่านมาของความล่าช้าในการแต่งตั้งอธิบดีกรมชลประทานนั้น เท่าที่ติดตามและสอบถามผู้ใหญ่ในกระทรวงเกษตรฯ ตั้งแต่ปลัดกระทรวงเกษตรฯถึงรัฐมนตรีย้ำว่ากำลังสรรหาคนที่มีความเหมาะสม ต้องคัดสรรคนทำงานจึงอาจจะล่าช้าไปบ้าง

และดูเผินๆ เรื่องของการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ จะขึ้นจะลง สังคมก็คงมองไม่มีอะไรน่าแปลก โดยเฉพาะในตำแหน่งผู้ตรวจราชการ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข้าราชการระดับ 9 เข้ามายื่นสมัครผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ จากแทบทุกกรม ซึ่งคงต้องคัดสรร ตามความเหมาะสม ต่อไปจากนี้คงต้องสังเกตว่าใครเริ่มจะเท้าบวมเพราะบุญหล่นทับเท้ากันบ้าง

เมื่อสืบลงไปลึกๆ การแต่งตั้งข้าราชการครั้งนี้มันน่าจะมีอะไรแปลกๆ ที่คนกระทรวงเกษตรฯ หลายคนงง และก็งง เพราะมีข้าราชการระดับ 9 คนหนึ่ง ดันมีรายชื่อสมัครชิงตำแหน่งทั้ง 2 ตำแหน่ง ทั้งสมัครแข่งขึ้นผู้ตรวจราชการ และอธิบดีกรมชลประทาน ทั้งที่สมัครชิงตำแหน่งแค่ผู้ตรวจราชการอย่างเดียว เล่นเอาเจ้าตัวก็งงกับเรื่องที่เกิดขึ้น ในขณะที่ข้าราชการระดับ 9 ที่สมัครอีกคนสมัครชิงตำแหน่งอธิบดีกรมชลประทาน กับไม่มีรายชื่อเข้าชิงตำแหน่งอธิบดีโดยไม่ทราบสาเหตุ

ว่ากันไปอย่างนี้ มันคงไม่กระจ่างแจ้งปัญหามันเกิดขึ้น ณ ที่กรมชลประทาน ที่มีผู้สมัครชิงตำแหน่งอธิบดีกรมชลประทาน 3 คน โดยเป็นคนกรมชลประทาน 2 คน และมีรองอธิบดีที่มาจากกรมฝนหลวงฯ คนหนึ่ง มีคนแอบกระซิบมาว่าอย่างนั้น โดยผู้สมัครชิงตำแหน่งอธิบดี มี 2 คน ที่มาจากกรมชลประทาน หากจะเรียงลำดับตาม ที่ได้ขึ้นตำแหน่งอธิบดีกรมชลก่อนหลัง คนแรกคือนายสัญชัย เกตุวรชัย รองอธิบดีฝ่ายก่อสร้าง ซึ่งจบจากโรงเรียนชลประทานรุ่นที่ 32 และ 2 คือ นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ รองอธิบดีฝ่ายบำรุงรักษา จบจากโรงเรียนชลประทานรุ่นที่ 28 แต่การขึ้นตำแหน่งรองอธิบดีนายสุเทพ ขึ้นดำรงตำแหน่ง รองอธิบดีกรมชลประทาน หลังนายสัญชัย ส่วนอธิบดีกรมชลประทานอีกคนคือ ว่าที่ ร.ต.ไพเจน มากสุวรรณ์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการไป สมัครเป็นผู้ตรวจราชการและต่อมาจากการตรวจสอบกับพบว่า รายชื่อที่สมัครของนายสัญชัย หายไปจากการสมัครชิงตำแหน่งอธิบดีกรมชลประทาน แต่มีรายชื่อของ ว่าที่ ร.ต.ไพเจน มากสุวรรณ์ เข้ามาชิงตำแหน่งอธิบดีกรมชลประทาน เพิ่มจากที่สมัครผู้ตรวจราชการมาอีก 1 ตำแหน่ง ทั้งหมดทั้งมวลคือ หวังเป็นคู่เทียบที่ชี้ให้เห็นว่าด้วยกว่า นายสุเทพ มีความโดดเด่น

ไม่ใช่ตำแหน่งอธิบดีกรมชลชลประทานหากจะเป็นนายสุเทพ ตามโผจะไม่เหมาะสมเลยทีเดียวเพราะใครจะมาใครจะไป จุดใหญ่เวลานี้ มันอยู่ที่ต้องเป็นคนเข้าใจในระบบการบริหารเรื่องน้ำ และนำทัพแก้ปัญหาภัยแล้งให้ได้

ดีที่สุดเท่านั้น แต่ไหนๆ ก็ประกาศว่า มีนโยบายโปร่งใสก็ควรจะทำให้ทุกเรื่องมันโปร่งใส อย่างน้อย ท่านรอง “สัญชัย” ก็จะได้เดินหน้าปีนป่าย ไปนั่งในตำแหน่งข้าราชการระดับ 10 ในตำแหน่งอื่น ที่ไม่ใช่อธิบดีกรมชลประทาน โบราณว่า เป็นผู้ใหญ่ต้องรู้จักนั่งในใจคน ไม่ใช่ นั่งบนหัวคน นะขอรับ

ราชดำเนิน

%d bloggers like this: