เกษตรทั่วไทย

All posts tagged เกษตรทั่วไทย

เน้นเกษตรกรมีส่วนร่วมธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ – เกษตรทั่วไทย

Published ตุลาคม 15, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันศุกร์ 10 ตุลาคม 2557 เวลา 00:00 น.

จากการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้กรมพัฒนาที่ดิน จัดทำ “โครงการรณรงค์และจัดตั้งธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา” ขึ้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติ โดยน้อมนำแนวพระราชดำริ “ปุ๋ยหมักสูตรพระราชทาน” มาดำเนินการและเผยแพร่ให้เกษตรกรนำไปใช้ในพื้นที่ให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้นนั้น

ก็เพื่อเป็นการช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรในอีกทางหนึ่ง ซึ่งกรมพัฒนา ที่ดินได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ ริเริ่มในการจัดตั้งธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ขึ้น โดยการปรับเปลี่ยนโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่มีอยู่เดิมมาปรับปรุง ฟื้นฟูให้เป็นธนาคารปุ๋ยอินทรีย์

ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาที่ดิน น้ำ พืช เกษตรอินทรีย์วิถีชุมชน หมู่ 9 ต.หัวเขา อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี เป็นอีกหนึ่งแห่งที่กรมพัฒนาที่ดินได้เข้าไปจัดตั้ง ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ (ปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ) ขึ้น ภายในศูนย์เรียนรู้ฯ เพื่อให้เกษตรกรหันมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์มากขึ้น เป็นการช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต โดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมี หรือใช้ร่วมกันอย่างเหมาะสม

นายมนัส พุ่มมะปราง ประธานศูนย์เรียนรู้การพัฒนาที่ดิน น้ำ พืช เกษตรอินทรีย์วิถีชุมชน กล่าวว่า โดยส่วนตัวตนได้ทำปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองมากว่า 10 ปีแล้ว เนื่องจากเห็นประโยชน์ของปุ๋ยอินทรีย์ตรงที่สามารถช่วยปรับปรุงบำรุงดินได้ดีมาก โดยเฉพาะดินที่มีสภาพเสื่อมโทรม จะเห็นได้ชัดเจน ซึ่งก่อนที่จะหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์นั้น เคยใช้ปุ๋ยเคมีในการทำนามานาน เมื่อนำดินไปตรวจ พบว่า อินทรียวัตถุในดินมีน้อยมาก มีเพียง 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่หลังจากหันมาทำนา โดยการหมักฟางข้าวและใช้ปุ๋ยอินทรีย์ด้วย ประมาณ 5-6 ครั้ง อินทรียวัตถุเพิ่มขึ้นเป็น 3-4 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งยังสามารถลดต้นทุนได้เป็นอย่างมาก จากเดิมที่ใช้ปุ๋ยเคมีลงทุน 4,500-5,500 บาทต่อไร่ แต่หลังจากหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ลงทุนเพียง 3,000 บาทต่อไร่เท่านั้น

สำหรับธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ (ปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ) ได้รับความร่วมมือจากหมอดินอาสาในพื้นที่ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น องค์การบริหารส่วนจังหวัด รวมทั้งเกษตรกรในพื้นที่เป็นอย่างดี ซึ่งธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ดังกล่าว มุ่งเน้นให้เกษตรกรนำเอาเศษวัสดุเหลือใช้ในไร่นา ในครัวเรือน หรือโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งในพื้นที่จะ  มีโรงงานผลิตกาแฟและโรงงานผลิตยาสมุนไพร ซึ่งจะมีทั้งกากกาแฟและกากสมุนไพรเหลือทิ้งมากมาย มาฝากไว้ที่ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์เพื่อผลิตปุ๋ยให้เกษตรกรมาเบิกถอนหรือแลกเปลี่ยนออกมาใช้ประโยชน์ เพื่อให้เกิดการผลิตและมีการใช้ประโยชน์ได้ถูกต้อง เหมาะสม และมีราคาถูก พร้อมทั้งช่วยลดปัญหาการเผา และลดภาระในการกำจัด

ส่วนของการบริหารงานธนาคารปุ๋ยอินทรีย์นั้น นอกจากจะมุ่งเน้นการมีส่วน

ร่วมของเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ และหมอดินอาสาแล้ว ยังจะมีเจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาที่ดินมาเป็นพี่เลี้ยงให้อีกด้วย เมื่อธนาคารได้ทำการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ออกมาแล้ว ก็จะเก็บตัวอย่างปุ๋ยอินทรีย์เหล่านั้นส่งไปวิเคราะห์ที่กลุ่มวิเคราะห์ดิน ของสำนักงานพัฒนาที่ดินสุพรรณบุรี เพื่อตรวจดูว่าปุ๋ยที่ผลิตออกมาแล้ว มีปริมาณธาตุอาหารและคุณสมบัติอื่น ๆ เหมาะสมต่อการนำไปใส่ในพื้นที่เพาะปลูกหรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมาปุ๋ยที่ผลิตได้มาตรฐานโดยผ่านการวิเคราะห์มาแล้วทั้งปุ๋ยผงและปุ๋ยเม็ด

ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ที่กรมพัฒนา ที่ดินฟื้นฟูขึ้นมาใหม่นี้ ถือว่ามีประโยชน์มาก แต่จำเป็นต้องมีการสร้างกลุ่มที่เข้มแข็งขึ้นมา เพื่อเป็นต้นแบบ ในการเชิญชวนเกษตรกรรายอื่น ๆ ให้หันมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้กันมากขึ้น.

ลุ่มน้ำปากพนัง ต่อยอดความรู้สู่เยาวชน – เกษตรทั่วไทย

Published ตุลาคม 15, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันพฤหัสบดี 9 ตุลาคม 2557 เวลา 00:00 น.

นายกวี จันทษี เกษตรกรบ้านขนาบนาก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ได้นำคณะเยาวชนในโครงการ “ค่ายเยาวชนรู้งานสืบสานพระราชดำริ” รุ่นที่ 4 ครั้งที่ 6 ที่สำนักงาน กปร. ร่วมกับโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จัดขึ้น เข้าเยี่ยมชมการใช้ประโยชน์จากต้นจากแบบครบวงจร

ทั้งนี้เนื่องจากวิถีการประกอบอาชีพของคนลุ่มน้ำปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช นอกจากจะขึ้นอยู่กับผลิตผลที่สำคัญสองชนิด คือ ข้าวและกุ้งกุลาดำแล้ว ยังมีพืชเศรษฐกิจอีกชนิดที่มีบทบาทสำคัญต่อวิถีชีวิต และอยู่เคียงคู่กับชาวลุ่มน้ำปากพนังมาอย่างยาวนานก็คือการใช้ประโยชน์จากต้นจาก นับตั้งแต่ ทางจาก ใบจาก ก้านใบจาก งวงจาก และลูกจากที่บ้านขนาบนาก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช มีเกษตรกรที่ประกอบอาชีพการทำจากแบบครบวงจร ประมาณร้อยละ 40 ของครัวเรือนทั้งหมด มีรายได้จากการทำน้ำตาลจากเฉลี่ยประมาณ 11,808 บาทต่อครัวเรือน หรือ ประมาณ 94,464 บาทต่อครัวเรือนต่อปี

และจากข้อมูลการสำรวจของมหา วิทยาลัยวลัยลักษณ์ ในการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนเมื่อไม่นานมานี้ พบว่า ในแต่ละปีอาชีพการทำจากของประชาชนในพื้นที่จะสร้างรายได้ประมาณ 12 ล้านบาทแก่ชุมชน โดยมีต้นทุนในการผลิตเพียงประมาณ 1 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับรายได้สุทธิของผู้ทำอาชีพนาข้าวและนากุ้งแล้ว อาชีพการทำจากจึงถือว่าเป็นอาชีพที่ทำรายได้สูงมาก ที่สำคัญเป็นการสืบทอดภูมิปัญญาในการประกอบอาชีพจากต้นจากมาอย่างต่อเนื่อง ความรู้เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ของต้นจากได้รับการถ่ายทอดแบบรุ่นสู่รุ่น

นายกวี จันทษี ได้เล่าให้เยาวชนที่แทบทั้งหมดไม่รู้จักกับการใช้ประโยชน์จากต้นจากว่า ต้นจากนับเป็นคู่กับข้าวของชาวบ้าน ภาชนะมากมายหลายอย่างก็ผลิตมาจากการนำส่วนต่าง ๆ ของต้นจากมาเป็นปัจจัยการผลิต  นับตั้งแต่ภาชนะสำหรับตักน้ำ ที่ชาวท้องถิ่นเรียกว่า หมาน้ำ ก็ทำมาจากยอดจาก มีการใช้ใบจากมาเรียงซ้อนทับกันแบบทับด้านที่มีแกนกลางเป็นไม้ไผ่ แล้วนำไปมุงหลังคาบ้าน เรียกว่าหลังคาจาก ที่รองหม้อข้าวหม้อแกงก็นำก้านใบจากมาสานเป็นภาชนะ ที่สำคัญสุดและเป็นรายได้หลักของเกษตรกรในพื้นที่ก็คือ น้ำหวานจากงวงจาก ที่ปัจจุบันมีการประกอบอาชีพนี้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน ผลิตทั้งน้ำหวานจากต้นจาก และน้ำส้มจากต้นจากส่งไปจำหน่ายยังพื้นที่ห่างไกล โดยมีพ่อค้าเดินทางมารับซื้อถึงที่

ทางด้านนายวีรวัฒน์ อังศุพาณิชย์ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการและประสานการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า สำหรับค่ายเยาวชนที่จัดขึ้นในครั้งนี้ มีเยาวชนจากสถาบันการศึกษาใน 2 เขตพื้นที่ภาคใต้ จำนวน 15 สถาบัน นักศึกษาจำนวน 100 คน เข้าร่วมโครงการฯ โดยเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการจะได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติในสถานที่จริง ที่ได้ดำเนินการพัฒนาตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการบริหารจัดการน้ำทั้งน้ำเค็มน้ำจืดและปัญหาน้ำท่วม

ด้วยประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ์ นามพระราชทานที่มีความหมายว่าประตูระบายน้ำที่ประสบความสำเร็จในการแยกน้ำจืดและน้ำเค็ม เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2542 หลังจากที่ได้พระราชทานพระราชดำริเมื่อปี 2536 ให้ก่อสร้างประตูระบบน้ำเพื่อบริหารจัดการน้ำในการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งให้แก่ราษฎร

ปัจจุบันราษฎรสามารถปลูกข้าวมีรายได้ที่มั่นคง ขณะเดียวกันราษฎรผู้ทำการประมงและเลี้ยงกุ้งก็สามารถดำเนินการได้ตลอดถึงอาชีพจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตจากต้นจาก โดยไม่สร้างความเสียหายให้แก่ทรัพยากรธรรมชาติทำให้ประชาชนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขและเกื้อกูลกันมากขึ้น

นอกจากนี้ เยาวชนจะได้เรียนรู้ร่วมกับการปฏิบัติจริงจากเกษตรกรตัวอย่าง ที่ได้รับการสนับสนุนทางวิชาการจากโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนครศรีธรรมราช  จากเกษตรกรในหลากหลายกลุ่มอาชีพ ได้แก่  การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงแบบเกษตรอินทรีย์ การปลูกข้าวแบบครบวงจรสร้างกลุ่มสร้างอาชีพและความสามัคคี การทำเกษตรผสมผสานที่สร้างรายได้จากการปลูกส้มโอทับทิมสยามที่มีคุณภาพและสร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดนครศรีธรรมราช และการเพิ่มมูลค่าและอนุรักษ์พืชท้องถิ่นคือต้นตาลให้เกิดประโยชน์ทั้งด้านอาหารและจักสาน ส่งผลให้ชุมชนมีความเข้มแข็งยิ่งขึ้นนอกจากนี้ เยาวชนทุกคนจะได้ร่วมทำกิจกรรม “เยาวชนอาสา สร้างงานเพื่อในหลวง” โดยจะได้ร่วมกันสืบสานพระราชดำริ อันเป็นการกระตุ้นการมีส่วนร่วมการสร้างสรรค์ผลงานและสร้างความรักให้เกิดขึ้นในกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่จะร่วมกันสืบสานพระราชดำริให้เป็นที่ประจักษ์ยิ่งขึ้น

พร้อมกันนี้ ยังเปิดโอกาสให้เยาวชนนำเสนอความคิดในการสร้างผลงานในการสืบสานพระราชดำริตามความถนัดและเหมาะสมในโครงการ “เยาวชนอาสา สืบสานพระราชดำริ” เพื่อชิงถ้วยรางวัลเกียรติยศจากองคมนตรี พร้อมทุนดำเนินโครงการเพื่อนำไปต่อยอดสร้างประโยชน์และเพิ่มพูนความรู้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริให้กับสถาบันการศึกษา และชุมชนต่อไป.

ปลูกยางพารา…ให้อยู่ได้อย่างมั่นคง – เกษตรทั่วไทย

Published ตุลาคม 15, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันจันทร์ 6 ตุลาคม 2557 เวลา 00:00 น.

วันนี้…มีเรื่องที่น่าสนใจนำมาฝากชาวสวนยางพารา อาจเป็นเรื่องที่เกษตรกรเองก็ทราบดีอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ปฏิบัติตามคำแนะนำ แต่ถ้าหากปฏิบัติตามคำแนะนำแล้ว เชื่อแน่ว่า การทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการปลูกยางพาราอยู่ได้อย่างยั่งยืนและมั่นคงแน่นอน คำแนะนำนี้ โดยนายประสิทธิ์ หมีดเส็น รักษาการแทน ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ได้แนะนำว่า..

ไม่ว่าสถานการณ์ราคายางจะเป็นเช่นไร หากเกษตรกรนำ กระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” มาใช้ อาชีพการทำสวนยางก็จะมีความมั่นคงอย่างยั่งยืนแน่นอน โดยเกษตรกรจะต้องลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น สิ่งไหนสามารถทำเองได้ก็ทำเอง ไม่ต้องซื้อ เมื่อเหลือก็นำไปจำหน่ายเพื่อเพิ่มรายได้ การทำสวนยางไม่ควรจะปลูกยางเพียงอย่างเดียว ควรจะปลูกพืชอื่น ๆ ด้วย เช่น การปลูกไม้ผล การปลูกพืชผัก การเลี้ยงสัตว์ การเลี้ยงมดแดงในสวนยาง เป็นต้น หรือไม่ก็ทำอาชีพเสริมอื่น ๆ เช่น การเพาะเห็ด การเลี้ยงปลา การทำปุ๋ยอินทรีย์ เป็นต้น ซึ่ง สกย.พร้อมให้การส่งเสริมและสนับสนุน

นอกจากนี้ในการทำสวนยางอย่างยั่งยืนนั้น เกษตรกรจะต้องเพิ่มผลผลิต และลดต้นทุนให้ต่ำที่สุด ซึ่งสามารถทำได้โดยไม่ยากเกินไปเริ่มตั้งแต่พันธุ์ยางจะต้องเลือกพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูง เช่น ยางพันธุ์ RRIT 251 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงถึงเฉลี่ยประมาณ 462 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี เจริญเติบโตในช่วงก่อนเปิดกรีดได้ดีมาก ขนาดลำต้นทั้งแปลงมีความสม่ำเสมอดี จำนวนวงท่อน้ำยางมาก มีจำนวนต้นเปิดกรีดต่อไร่มาก และน้ำยางมีคุณสมบัติเหมาะสมต่อการแปรรูปทางอุตสาห กรรม แตกต่างจากพันธุ์ RRIM 600 ที่นิยมปลูกในปัจจุบัน ที่ให้ผลผลิตเฉลี่ยเพียงประมาณ 297 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี

ดังนั้นเมื่อสวนยางที่ครบอายุต้องโค่นเพื่อปลูกยางใหม่ หากสวนยางอยู่ในพื้นที่เหมาะสมกับการปลูกยางก็ควรเลือกยางพันธุ์ดีดังกล่าว แต่ถ้าสวนยางอยู่ในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม เมื่อโค่นแล้วควรจะปลูกพืชอื่น ๆ ที่ตลาดมีความต้องการและให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า เช่น ปาล์มน้ำมัน ไม้ผล เป็นต้น ซึ่ง สกย.ก็พร้อมให้เงินทุนสงเคราะห์ โดยเฉพาะการปลูกแทนยางด้วยปาล์มน้ำมันนั้น ให้เงินสงเคราะห์ถึงไร่ละ 26,000 บาท

สำหรับการดูแลรักษาสวนยางก็เช่นเดียวกัน เกษตรกรควรจะทำด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการตัดแต่งกิ่ง การกำจัดวัชพืช และการให้ปุ๋ย เกษตรกรจะต้องลดการใช้ปุ๋ยเคมี ให้ใช้ควบคู่กับปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยชีวภาพ เพราะนอกจากจะลดต้นทุนการผลิตได้แล้ว ยังช่วยปรับสภาพดิน ทำให้ดินสามารถดูดซับธาตุอาหารจากปุ๋ยเคมีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจะค่อย ๆ ปลดปล่อยธาตุอาหารให้ต้นยางพาราใช้ประโยชน์ รวมทั้งยังช่วยเพิ่มจุลินทรีย์ในดิน ปรับสภาพดินให้มีชีวิต ต้นยางพาราก็จะเจริญเติบโตได้ดี ทำให้ผลผลิตน้ำยางเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทั้งทางตรงและทางอ้อม เพราะปราศจากสารเคมี และสิ่งเจือปน จึงปลอดภัยต่อต้นยางพาราและผู้ใช้อีกด้วย

เมื่อถึงระยะเปิดกรีดยาง เกษตรกรจะต้องไม่เปิดกรีดยางต้นเล็ก แม้จะมีอายุมากกว่า 5 ปีแล้วก็ตาม ต้นยางที่จะสามารถเปิดกรีดได้นั้น ต้องมีเส้นรอบต้นไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร ณ ความสูงจากพื้นดินขึ้นไป 150 เซนติเมตร หากต้นยางมีเส้นรอบลำต้นน้อยกว่านี้ เกษตรกรไม่ควรจะเปิดกรีด เพราะจะทำให้ผลผลิตน้ำยางต่ำ ต้นยางเจริญเติบโตช้า และอายุการกรีดจะสั้นลงไม่ถึง 25 ปี เกษตรกรควรจะชะลอการเปิดกรีดไว้ก่อน จนกว่าจะดูแลบำรุงรักษาให้ต้นยางได้ขนาดมาตรฐาน และที่สำคัญในแต่ละสวนที่จะเปิดกรีดนั้น ควรจะมีจำนวนต้นยางขนาดดังกล่าวไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของต้นยางทั้งหมด หรือประมาณ 42 ต้นต่อไร่ หากมีจำนวนน้อยกว่านี้ จะไม่คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป

การเปิดกรีดยางต้นเล็กที่ยังไม่ได้ขนาด หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าข่มขืนต้นยางนั้น มีผลเสียตามมามากมายนอกจากผลผลิตต่ำ ต้น ทุนการผลิตสูง การเจริญเติบโตช้าแล้ว ยังมีความเสี่ยงสูงที่จะทำลายหน้ากรีด เพราะเปลือกยางบาง และที่สำคัญอาจจะไม่ได้รับการพิจารณาอนุมัติให้เงินสงเคราะห์ในการปลูกยางใหม่ทดแทนยางเก่า ในอัตราไร่ละ 16,000 บาท จาก สกย.ก็เป็นได้ ถ้าหากตรวจพบว่าเกษตรกรกรีดยางต้นเล็กไม่ได้ขนาด รวมทั้งยังส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของประเทศชาติ เพราะแทนที่จะได้ผลผลิตส่งออกจำนวนมาก กลับต้องส่งออกได้ในปริมาณที่ลดน้อยลง ทำให้เงินไหลเข้าประเทศน้อยลงไปอีกด้วย

สำหรับเทคนิคการกรีดยางก็เป็นเรื่องที่สำคัญอีกเรื่องที่มีผลต่อผลผลิตยางเช่นกัน เกษตรกรจะต้องมีความชำนาญในการกรีดยาง มิฉะนั้นอาจจะทำให้หน้ากรีดเสียหายได้ ปริมาณน้ำยางที่ได้ก็น้อยลง ดังนั้น เกษตรกรจะต้องฝึกกรีดยางให้มีความชำนาญ ซึ่งสามารถติดต่อแสดงความจำนงที่จะเข้ารับการฝึกอบรมได้ที่ครูยาง หรือที่ สกย. ประจำอำเภอทั่วประเทศ

นอกจากนี้ เกษตรกรรายย่อยจะต้องรวมกลุ่มกันพัฒนาตัวเองก้าวสู่การเป็นนิติบุคคลให้ได้ แม้อาจจะต้องใช้ระยะเวลาก็ตาม เพราะจะทำให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น รัฐบาลสามารถให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนได้อย่างรวดเร็ว และตรงกับความต้องการของเกษตรกรอย่างแท้จริง รวมทั้งยังจะทำให้เกิดการเชื่อมโยงสร้างเครือข่ายระหว่างกลุ่มเกษตรกร หรือสหกรณ์ชาวสวนยางด้วยกัน เพื่อสร้างอำนาจการต่อรองในตลาด หรือทำให้หาตลาดใหม่ ๆ ได้ ตลอดจนสามารถกำหนดราคาที่เหมาะสม และยุติธรรม ไม่ทำให้เกิดการตัดราคาแย่งตลาดซึ่งกันและกัน

อีกทั้งยังจะสามารถหามืออาชีพที่มีความชำนาญด้านการตลาดมาบริหาร เพื่อขยายตลาดได้โดยตรง ซึ่งจะทำให้ราคายางมีเสถียร ภาพ ประหยัดงบประมาณในการช่วยเหลือจากภาครัฐ.

นำร่องจัดตั้งธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ – เกษตรทั่วไทย

Published ตุลาคม 2, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันพฤหัสบดี 2 ตุลาคม 2557 เวลา 00:00 น.

นายสมโสถติ์ ดำเนินงาม ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน เปิดเผยว่า กรมพัฒนาที่ดินได้มีนโยบายให้มีการจัดตั้งเป็นธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ขึ้น โดยการน้อมนำเอาสูตรปุ๋ยอินทรีย์ของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่พระราชทานให้กรมพัฒนาที่ดินนำมาเผยแพร่และส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้ทดแทนปุ๋ยเคมี โดยมุ่งเน้นให้เกษตรกรนำเอาเศษวัสดุเหลือใช้ในไร่นา ในครัวเรือน และจากโรงงานอุตสาหกรรม มาฝากไว้ที่ธนาคาร ธนาคารจะทำการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ให้เกษตรกรมาเบิกถอนเอาไปใช้ประโยชน์

เมื่อวัสดุนั้นย่อยสลายเป็นปุ๋ยแล้วหรือให้เกษตรกรกู้ยืมปุ๋ยจากธนาคารไปใช้แล้วใช้หนี้ด้วยวัสดุเหลือใช้จากไร่นาและโรงงานอุตสาหกรรมหรือปุ๋ยคอก เพื่อให้เกิดการผลิตและมีการนำไปใช้ประโยชน์ได้ถูกต้อง มีราคาถูก พร้อมทั้งช่วยลดปัญหาการเผาและปัญหาจากกำจัดหรือทิ้งขยะในอนาคต

สำหรับธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ที่กรมพัฒนาที่ดินเข้าไปดำเนินการนั้น เป็นการนำโรงปุ๋ยอินทรีย์เก่าที่มีอยู่เดิมแล้วมาฟื้นฟูใหม่ให้กลายเป็นธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ โดยจะมีทั้งโรงขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก และมุ่งเน้นให้เกษตรกรมารวมกลุ่มกัน ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ และร่วมกันออกกฎกติกา โดยมีเจ้าหน้าที่ทางสถานีพัฒนาที่ดินของแต่ละจังหวัดคอยให้คำแนะนำและช่วยเหลือ

นายสมโสถติ์ กล่าวถึงข้อดีของการจัดตั้งธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ว่า จะสามารถลดต้นทุนการผลิตได้มากกว่าครึ่ง เกษตรกรสามารถพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน อาทิ จากปกติที่เกษตรกรต้องซื้อเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสดทุกปี แต่หากมีการจัดตั้งธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ เกษตรกรสามารถมาเบิกเมล็ดพันธุ์จากธนาคารไปใช้ก่อนได้ หลังจากเก็บเกี่ยวเสร็จก็นำเมล็ดพันธุ์เหล่านั้นมาคืนให้กับธนาคาร เพื่อให้เกษตรกรรายอื่นได้หมุนเวียนกันใช้ หรืออย่างปุ๋ยน้ำหมัก หรือปุ๋ยหมัก เกษตรกรอาจจะมาเบิกปุ๋ยน้ำหมัก หรือปุ๋ยหมัก ที่ทำเสร็จแล้วพร้อมใช้จากธนาคาร โดยการนำเศษผัก วัสดุฟางข้าว เศษพืชที่เหลือ ๆในแปลงมาแลก เพื่อที่ธนาคารจะได้นำเศษผัก เศษพืช และวัสดุฟางข้าวเหล่านั้นไปทำน้ำปุ๋ยต่อไป ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีปุ๋ยอินทรีย์ใช้หมุนเวียนตลอดปี อีกทั้งโครงการนี้ถ้าสามารถรวมกลุ่มกันได้ก็จะทำให้โครงการมีความยั่งยืน ไม่ต้องพึ่งพาหน่วยงานรัฐอย่างเดียว เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้ เป็นแนวทางหนึ่งที่จะส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ให้เกิดความยั่งยืนต่อไป

ทั้งนี้ ได้ใช้สถานีพัฒนาที่ดินกำแพง เพชรเป็นพื้นที่นำร่อง ในการดำเนินการธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ โดยมีแผนการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2557 จำนวน 87 แห่ง ทั่วประเทศ

สำหรับการดำเนินการดังกล่าว สถานีพัฒนาที่ดินกำแพงเพชร ได้นำเอาวัสดุเหลือใช้จากโรงงานอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล และโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลังที่มีอยู่ในจังหวัดกำแพงเพชรมากมาย และนำเศษวัสดุเหลือใช้ในไร่นา มาหมักด้วยเชื้อจุลินทรีย์ พด. 1 ให้เกิดการย่อยสลายก่อนนำไปใช้ประโยชน์ในไร่นา โดยใช้พื้นที่ศูนย์เรียนรู้ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงดาวล้อมเดือนจังหวัดกำแพงเพชร เป็นพื้นที่ดำเนินการ

ซึ่งการบริหารงานนั้น จะมีคณะกรรมการบริหารงาน กำหนดให้มีการรายงานผลการดำเนินงานให้สมาชิกทราบในที่ประชุมทุกเดือน และจะต้องทำบัญชี รับฝาก ถอน การให้กู้ยืม การส่งใช้คืนต้นและดอกเบี้ยโดยให้หมอดินและเจ้าหน้าที่ของสถานีพัฒนาที่ดินตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการทุกเดือน รวมทั้งให้เทศบาลเทพนครให้การสนับสนุนการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์แบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ ได้แก่ ธนาคารปุ๋ยหมัก ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์น้ำ (น้ำหมัก พด.2) ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์น้ำ (น้ำหมัก พด.7) และธนาคารเมล็ดพันธุ์พืชสด.

หมู่บ้าน OTOP ท่องเที่ยวภาคตะวันออก – เกษตรทั่วไทย

Published ตุลาคม 2, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอังคาร 30 กันยายน 2557 เวลา 00:00 น.

’ตราด“ เป็นหนึ่งจังหวัดที่เป็นเป้าหมายของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เนื่องจากมีแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่น่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะเกาะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเกาะช้าง เกาะกระดาษ เกาะกูด และแหลมงอบ เป็นต้น ซึ่งมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว นอกจากนั้น จังหวัดตราดยังมี “หมู่ บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว” คือ บ้านน้ำเชี่ยว ตำบลน้ำเชี่ยว อำเภอแหลมงอบ ซึ่ง กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ได้คัดเลือกให้เป็นหนึ่งในสุดยอดเส้นทางท่องเที่ยวในหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยวของภาคตะวันออก : เลียบทะเลอ่าวไทย ประกอบด้วยจังหวัดตราด จันทบุรี  และระยอง

ตำบลน้ำเชี่ยว เป็นเส้นทางผ่านไปสู่เกาะช้าง โดยพื้นที่ตำบลนี้เป็นที่ลุ่ม บางส่วนติดชายทะเล และมีป่าชายเลนที่มีความอุดมสมบูรณ์ ทั้งยังมีคลองน้ำเชี่ยวไหลผ่านกลางชุมชนลงสู่อ่าวไทย เมื่อถึงฤดูน้ำหลากน้ำในคลองจะไหลเชี่ยว ชาวบ้านจึงเรียกว่า “คลองน้ำเชี่ยว” ในชุมชนนี้มีทั้งชาวพุทธและมุสลิมซึ่งอยู่ร่วมกันมากว่า 200 ปี

บ้านน้ำเชี่ยวเป็นหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว ที่มีหลากหลายกิจกรรมรอให้นักท่องเที่ยวเข้ามาสัมผัส ทั้งชม ชิม ช้อป และนอน โดยจุดแรกที่นักท่องเที่ยวต้องแวะชมและไม่ควรพลาด คือ อนุสรณ์สถานยุทธนาวีเกาะช้างพระอนุสาวรีย์พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ซึ่งด้านในพิพิธภัณฑ์ได้จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ และประวัติการสู้รบของกองทัพเรือไทยกับกองกำลังเรือรบของฝรั่งเศส

จากนั้นนักท่องเที่ยวสามารถแวะเข้ามาเที่ยวชมในหมู่บ้านน้ำเชี่ยว มีกิจกรรมที่น่าสนใจ คือ นั่งเรือชมความสวยงามของป่าชายเลน    และร่วมปลูกป่าชายเลนด้วย “ไม้โกงกางใบใหญ่” แล้วนั่งเรือไปงมหอยปากเป็ดซึ่งอาหารรสเด็ดของหมู่บ้านนี้ สำหรับการงมหอยปากเป็ดทำได้ง่าย ๆ เพียงดำน้ำลงไปงมในพื้นทรายด้านล่างด้วยมือเปล่าก็สามารถจับหอยปากเป็ดได้เต็มกำมือ เมื่อกลับขึ้นฝั่งจะมีชาวบ้านคอยให้บริการปรุงอาหารด้วยหอยปากเป็ดสารพัดเมนู โดยเมนูเด็ดของที่นี่ คือ หอยปากเป็ดผัดฉ่า และกะเพราหอยปากเป็ด เรื่องรสชาติขอการันตี อร่อยถูกใจแน่นอน อิ่มแล้วก็สามารถแวะชอปปิงสินค้า OTOP ของบ้านน้ำเชี่ยวได้ตามใจชอบ ซึ่งมี “งอบน้ำเชี่ยว” เป็นสินค้าขึ้นชื่อ

นางสาวรสริน วิรัญโท ประธานกลุ่มชุมชนตลาดน้ำเชี่ยว ตำบลน้ำเชี่ยว อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด กล่าวว่า งอบน้ำเชี่ยวเป็นหัตถกรรมพื้นบ้านที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชม เกิดจากภูมิปัญญาของบรรพบุรุษชาวตราดที่ได้สืบทอดสู่ชนรุ่นหลัง ปัจจุบันมีการพัฒนารูปแบบสินค้าให้มีความหลากหลายมากขึ้น เหมาะสำหรับสวมใส่เพื่อกันแดดฝน หรือใช้ประดับตกแต่งบ้านเรือน และเป็นของที่ระลึก โดยงอบน้ำเชี่ยวเป็นงานแฮนด์เมดที่มีความประณีต สวยงาม น้ำหนักเบา มีหลากหลายรูปทรงซึ่งเหมาะกับแต่ละอาชีพ เช่น ทรงหัวแหลมเหมาะกับชาวสวน ทรงกะโหลกเหมาะกับสวมใส่ออกทะเล เพราะสามารถเอาหมวกวิดน้ำออกจากเรือได้

“นักท่องเที่ยวที่แวะมาเที่ยวบ้านน้ำเชี่ยว หากไม่ได้นอนโฮมสเตย์ก็ถือว่ายังมาไม่ถึงบ้านน้ำเชี่ยว โดยโฮมสเตย์ของที่นี่เป็นบ้านไม้ริมคลองซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้ชมทัศนียภาพและเห็นวิถีชีวิตของชาวบ้านน้ำเชี่ยวอย่างใกล้ชิด คุ้มค่าและราคาไม่แพง รุ่งขึ้นก็สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวตามเส้นทางการท่องเที่ยวในหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยวภาคตะวันออก : เลียบทะเลอ่าวไทย ในจังหวัดจันทบุรีและระยองต่อได้”

…นี่เป็นหนึ่งหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยวที่กรมการพัฒนาชุมชนได้พัฒนาต่อยอดจากการจัดประกวดหมู่บ้าน OTOP Village Champion (OVC) เพื่อเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวหมู่บ้าน OTOP ในจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพด้านการท่องเที่ยวให้แก่หมู่บ้านและเพิ่มความคุ้มค่าให้แก่นักท่องเที่ยวด้วย หากไปเที่ยว “เกาะช้าง” อย่าลืมแวะบ้านน้ำเชี่ยว…ที่นี่มีอะไรดี ๆ รอคุณอยู่.

ผ่าแผนชลประทาน…สู้ภัยพิบัติจากน้ำ – เกษตรทั่วไทย

Published ตุลาคม 2, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันจันทร์ 29 กันยายน 2557 เวลา 00:00 น.

ปีนี้.. ประเทศไทยอาจได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนินโญ ส่งผลให้ฤดูฝนจะมาล่าช้าและหมดเร็ว มีผลกระทบต่อปริมาณน้ำท่าที่จะมีปริมาณน้อยกว่าปกติ และทำให้มีพื้นที่เสี่ยงภัยที่จะขาดแคลนน้ำ ดังนั้นกรมชลประทานจึงต้องวางแผนการใช้น้ำต้นทุนอย่างรัดกุม เพื่อไม่ให้ประชาชนและเกษตรกรประสบปัญหาภัยแล้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ปลูกข้าวลุ่มเจ้าพระยา

นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ รองอธิบดีฝ่ายบำรุงรักษา กรมชลประทาน กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์น้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ 4 แห่งที่มีผลกระทบโดยตรงต่อลุ่มเจ้าพระยา คือ  เขื่อนภูมิพล  มีปริมาณน้ำ 5,257 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นปริมาณน้ำที่ใช้การได้เพียง 1,457 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 11 ของปริมาณการกักเก็บ เขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำ 5,368 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นปริมาณ

น้ำที่ใช้การได้เพียง 2,518 ล้านลูกบาศก์เมตรหรือ ร้อยละ 26 ของปริมาณการกักเก็บ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีปริมาณน้ำ 633 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นปริมาณน้ำที่ใช้การได้เพียง 590 ล้านลูกบาศก์เมตรหรือ ร้อยละ 43 ของปริมาณการกักเก็บ และ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำ 618 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นปริมาณน้ำที่ใช้การได้ 615 ล้านลูกบาศก์เมตรหรือ ร้อยละ 64 ของปริมาณการกักเก็บเท่านั้น

เมื่อสถานการณ์น้ำน่าห่วงเช่นนี้ ในฤดูฝนปีนี้กรมชลประทานจำเป็นที่จะต้องคุมเข้มในการบริหารจัดการน้ำ  โดยนำแนวทางการบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งมาใช้ จากที่เคยไม่ต้องจัดรอบเวรการใช้น้ำในฤดูฝน ก็ต้องมีการนำระบบจัดรอบเวรแบ่งปันการใช้น้ำมาใช้ โดยดูจากพื้นที่การเพาะปลูกเป็นหลัก จะส่งน้ำเข้าแปลงนาที่อยู่ที่ลุ่มก่อน จากนั้นจึงส่งให้นาในที่ดอนตามลำดับ ซึ่งทำให้เกษตรกรได้รับน้ำอย่างทั่วถึงเท่าเทียมกัน และหากมีฝนตกในพื้นที่มากก็จะหยุดปล่อยน้ำเพื่อเก็บไว้เป็นน้ำต้นทุนใช้ในฤดูแล้งที่จะมาถึง

ในส่วนของ ภาคตะวันออก โดยเฉพาะที่ จังหวัดระยอง ฝนตกปริมาณน้อยกว่าค่าเฉลี่ย ทำให้อ่างเก็บน้ำที่สำคัญ ๆ ขณะนี้มีปริมาณน้ำไม่เต็มอ่างฯเหมือนปีที่ผ่านมา กรมชลประทานจึงได้วางแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาวิกฤติขาดแคลนน้ำที่อาจจะเกิดขึ้น โดยใช้โครงข่ายน้ำที่กรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างไว้ ซึ่งอ่างเก็บน้ำดังกล่าวได้มีการวางท่อผันน้ำเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน  รวมทั้งยังได้มีการเชื่อมโยงกับแหล่งน้ำในจังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีฝนตกชุกปริมาณน้ำมากจนทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมในฤดูฝนเกือบทุกปี…โครงข่ายน้ำน่าจะแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำของจังหวัดระยองได้

ส่วน จังหวัดชลบุรี กรมชลประทานได้ดำเนินโครงการผันน้ำจากพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก (คลองพระองค์ไชยานุชิต)-อ่างเก็บน้ำบางพระ จังหวัดชลบุรี  ซึ่งสามารถผันน้ำมาได้ประมาณปีละ 70 ล้านลูกบาศก์เมตร จังหวัดชลบุรีก็น่าจะพ้นวิกฤติ

อย่างไรก็ตามแม้ฤดูฝนปีนี้ พื้นที่ชลประทานหลายแห่ง อาจจะมีฝนตกลงมาน้อย หรือเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง แต่กรมชล ประทานยืนยันว่า เกษตรกรจะสามารถทำนาปีได้เต็มพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา หรือลุ่มน้ำอื่น ๆ ทั้งในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ เพียงแต่เกษตกรจะต้องใช้น้ำอย่างประหยัดและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด จะได้มีน้ำสำรองไว้ใช้ในฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึง

แต่ถ้าหากสถานการณ์น้ำเกิดการพลิกผันขึ้น เนื่องจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้  ดังนั้นการเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นด้วยเช่นกัน

ว่าที่ร้อยตรี ไพเจน มากสุวรรณ์  รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน กล่าวว่า  จากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่า ก่อนจะสิ้นสุดฤดูฝนปีนี้อาจจะมีพายุจรพัดผ่านประเทศไทยบ้าง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งจะทำให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนมากขึ้น พื้นที่ลุ่มต่ำอาจจะมีน้ำท่วมบ้างแต่จะไม่ยาวนาน ดังนั้นการเตรียมพร้อมในภาวะปกติจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ  เพราะหากมีภาวะฉุกเฉินเกิดขึ้นจะได้ช่วยเหลือ หรือแก้ไขได้ทันต่อเหตุการณ์

…ไม่ว่าน้ำท่วม หรือภัยแล้งจะมาเยือนในปีนี้ กรมชลประทานประกาศพร้อมรับมือ!!!.

แผนแม่บทบริหารจัดการน้ำภาคประชาชน – เกษตรทั่วไทย

Published ตุลาคม 2, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันศุกร์ 26 กันยายน 2557 เวลา 00:00 น.

คณะกรรมการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช. และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานมีหน้าที่กำหนดกรอบนโยบายและแผนงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การป้องกันแก้ปัญหาอุทกภัย ภัยแล้ง และคุณภาพน้ำของประเทศ พร้อมเสนอแผนงานโครงการและมาตรการเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้ คสช.พิจารณา รวมทั้งการสนับสนุนการมีส่วนร่วมและเสริมสร้างความเข้าใจของประชาชนในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

และเพื่องานสัมฤทธิผลตามหน้าที่ดังกล่าวได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำขึ้นมา 5 กลุ่ม โดยกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญอยู่ที่ 2 กลุ่มแรกคือ คณะอนุกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ กลุ่มที่ 1 รับผิดชอบพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก และคณะอนุกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ กลุ่มที่ 2 รับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คณะอนุกรรมการฯ ทั้ง  2 กลุ่มดังกล่าว มีหน้าที่ในการจัดทำแผนงานและโครงการในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เสนอแนะแนวทางการดำเนินงาน เพื่อแก้ไขปัญหา ตลอดจนวิธีการดำเนินการ โครงการที่จะดำเนินงาน งบประมาณและผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น พร้อมลำดับความเร่งด่วนของโครงการในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับ อุทกภัย ภัยแล้ง และคุณภาพน้ำ

ล่าสุดคณะอนุกรรมการฯทั้งกลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 ได้จัด การประชุมสัมมนารับฟังปัญหาน้ำในแต่ละพื้นที่ รวมทั้งสาเหตุและแนวทางแก้ไขการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องโดยได้แบ่งการประชุมออกเป็น 5 ภาค ครอบคลุมทั้ง 24 ลุ่มน้ำหลักของประเทศ

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทานในฐานะอนุกรรมการและเลขานุการคณะอนุกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ กลุ่มที่ 1 ซึ่งจะรับผิดชอบในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก กล่าวว่า ในส่วนของคณะอนุกรรมการฯ กลุ่มที่ 1 ได้จัดประชุมสัมมนารับฟังปัญหาเรื่องน้ำทั้งหมด 5 ครั้งโดยแบ่งตามลุ่มน้ำ โดยประชุมในพื้นที่ภาคเหนือ 2 ครั้ง ภาคกลาง 2 ครั้ง และ ภาคตะวันออก 1 ครั้ง ครอบคลุมพื้นที่ 18 ลุ่มน้ำ ประกอบด้วยลุ่มน้ำสาละวิน ลุ่มน้ำกก ลุ่มน้ำโขงเหนือ ลุ่มน้ำปิง  ลุ่มน้ำวัง ลุ่มน้ำยม ลุ่มน้ำน่าน ลุ่มน้ำเจ้าพระยา และลุ่มน้ำท่าจีน ลุ่มน้ำป่าสัก ลุ่มน้ำแม่กลอง ลุ่มน้ำสะแกกรัง ลุ่มน้ำเพชรบุรี  ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลประจวบคีรีขันธ์ ลุ่มน้ำปราจีนบุรี  ลุ่มน้ำบางปะกง  ลุ่มน้ำโตนเลสาบ และลุ่มน้ำชายทะเลฝั่งตะวันออก

ส่วนที่เหลืออีก 6 ลุ่มน้ำ กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดประชุมในลักษณะเดียวกัน โดยผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนาจะประกอบด้วย คณะกรรมการลุ่มน้ำ อาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาเกษตรกร องค์กรผู้ใช้น้ำ เครือข่ายประชาชน และหน่วยงานราชการในพื้นที่ลุ่มน้ำ ประมาณ 200 คน

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า หลังจากรับฟังปัญหาของประชาชนในพื้นที่แล้วจะนำข้อมูลมาสรุปว่า มีปัญหาเรื่องน้ำประเด็นใดบ้าง  เกิดขึ้นเมื่อไร เกิดบ่อยหรือไม่ และมีความรุนแรงจนเกิดความเสียหายเพียงใด และมีความจำเป็นจะต้องเร่งแก้ไขหรือไม่  จากนั้นก็จะนำมาวิเคราะห์ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากอะไร  เกิดจากการกระทำของมนุษย์ หรือจากธรรมชาติ หรือจากสาเหตุอื่น ๆ  เพื่อนำมากำหนดยุทธศาสตร์และมาตรการแก้ไขปัญหาต่อไป

“หลังจากนั้นก็จะนำเสนอต่อคณะกรรมการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และ คสช. เพื่อจัดทำเป็นแผนแม่บทบริหารจัดการน้ำของประเทศไทย ที่สามารถตอบโจทย์เรื่องน้ำได้อย่างแท้จริง สอดคล้องต่อชีวิตความเป็นอยู่ สภาพปัญหาและความต้องการของคนไทยในแต่ละพื้นที่มากที่สุด” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว.

ถั่วเหลืองฝักสดพันธุ์ใหม่ เพื่อบริโภคภายในประเทศ – เกษตรทั่วไทย

Published ตุลาคม 2, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอังคาร 23 กันยายน 2557 เวลา 00:00 น.

ถั่วเหลืองฝักสดหรือ ’ถั่วแระ“ เป็นสินค้าเกษตรชนิดหนึ่งที่ไทยมีศักยภาพการผลิตสูง โดยมีแหล่งผลิตใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลาง ซึ่งเกษตรกรมีการผลิตถั่วเหลืองฝักสดทั้งเพื่อป้อนตลาดภายในประเทศและการส่งออก โดยเฉพาะตลาดญี่ปุ่นมีการนำเข้าสินค้าถั่วเหลืองฝักสดคุณภาพสูงจากไทยในรูปฝักสดแช่แข็งปีละกว่า 1,000 ตัน ขณะเดียวกันความต้องการบริโภคถั่วเหลืองฝักสดในประเทศก็ขยายตัวเพิ่มขึ้นปีละ 1,000-2,000 ตัน เนื่องจากถั่วเหลืองฝักสดมีคุณค่าทางโภชนาการสูง

ขณะนี้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรลพบุรี กรมวิชาการเกษตร ประสบความสำเร็จในการปรับปรุงพันธุ์ถั่วเหลืองฝักสดพันธุ์ใหม่เพิ่มอีกหนึ่งพันธุ์ ซึ่งอยู่ระหว่างเตรียมเสนอให้คณะกรรมการวิจัยปรับปรุงพันธุ์พืช พิจารณาประกาศเป็นพันธุ์พืชรับรองของกรมวิชาการเกษตร คาดว่า จะเป็นพันธุ์พืชทางเลือกที่เกษตรกรสามารถนำพันธุ์ไปปลูกเพื่อสร้างอาชีพและสร้างรายได้ในอนาคต

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรลพบุรีใช้ระยะเวลากว่า 7 ปี ในการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ถั่วเหลืองฝักสดพันธุ์ใหม่ คือ ’สายพันธุ์ VB_LB1“ ซึ่งเป็นพันธุ์ที่เหมาะเพื่อการบริโภคในประเทศ โดยมีลักษณะประจำพันธุ์ ดังนี้ สำหรับรูปร่างของใบย่อยเป็นลักษณะใบกว้าง กลีบดอกสีม่วง ขนของลำต้นและฝักมีสีน้ำตาลอมเหลือง การเจริญเติบโตของลำต้นที่ระยะสร้างเมล็ดเป็นแบบกึ่งทอดยอด ขั้วเมล็ดมีสีน้ำตาล รูปร่างเมล็ดแบนรี และมีอายุเก็บเกี่ยวผลผลิตฝักสดอยู่ที่ 66-68 วันหลังงอก

ถั่วเหลืองฝักสดสายพันธุ์ VB_LB1 นี้ มีลักษณะเด่น คือ ให้ผลผลิตฝักรวมต้นสดต่อไร่ เฉลี่ย 1,635 กิโลกรัม/ไร่ ทั้งยังสามารถ

เก็บรักษาผลผลิตที่อุณหภูมิห้องได้นาน 2-3 วันหลังเก็บเกี่ยว ที่สำคัญสีของเปลือกฝักช่วงเก็บรักษาผลผลิตจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ไม่เป็นสีดำคล้ำ เปลือกของฝักยังค่อนข้างหนาทำให้สามารถขนส่งได้ง่าย และขนของลำต้นและฝักสดมีสีน้ำตาลอมเหลือง ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด นอกจากนี้ ยังสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ได้ค่อนข้างง่ายและมีเปอร์เซ็นต์ความงอกสูงด้วย

ถั่วเหลืองฝักสดพันธุ์ใหม่นี้ ปลูกและดูแลง่าย เกษตรกรสามารถปลูกได้เกือบตลอดทั้งปี แต่มีช่วงที่ไม่เหมาะสม คือ ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน และช่วงกลางเดือนสิงหาคม-ตุลาคม โดยก่อนปลูกควรใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 30-50 กิโลกรัม/ไร่ รองพื้นก่อนปลูก ช่วงปลูกใหม่ไม่ควรให้น้ำมากเกินความจำเป็นเพราะจะทำให้เมล็ดเน่า และ 7 วันหลังงอกควรระวังเรื่องหนอนแมลงวันเจาะลำต้น จากนั้นควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ 7-10 วัน/ครั้ง ในช่วงเริ่มติดฝักควรใส่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 25 กิโลกรัม/ไร่ สำหรับเกษตรกรที่มีระบบการจัดการดี อาจได้ผลผลิตฝักรวมต้นสดต่อไร่สูงถึง 2 ตัน

จากการที่ทาง ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรลพบุรีได้แนะนำให้เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดลพบุรี สระบุรี และชัยนาท ทดลองปลูกถั่วเหลืองฝักสดสายพันธุ์ VB_LB1 ผลปรากฏว่า เกษตรกรที่ปลูกมีความพึงพอใจในการเจริญเติบโตและศักยภาพการให้ผลผลิต รวมถึงราคาจำหน่ายผลผลิต โดยการจำหน่ายผลผลิตจะถอนต้น แล้วนำมาปลิดใบและสับรากออก จากนั้นนำมามัดรวมกันมัดละ 5 กิโลกรัม ราคาซื้อขายหน้าฟาร์ม 100 บาท/มัด หรือกิโลกรัมละ 20 บาท ซึ่งตลาดค่อนข้างสดใสและมีแนวโน้มดี โดยเฉพาะช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม เนื่องจากมีผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย ทำให้ราคาขยับตัวสูงขึ้นในช่วงดังกล่าว

ถั่วเหลืองฝักสดสายพันธุ์ VB_LB1 มีรสชาติหวานมันเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค ขณะนี้ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรลพบุรีอยู่ระหว่างเร่งจัดทำข้อมูลรายละเอียดให้ครบถ้วน เพื่อยื่นเสนอให้คณะกรรมการวิจัยปรับปรุงพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตรพิจารณา ประกาศเป็นพันธุ์พืชรับรองของกรมวิชาการเกษตร จากนั้นจะเร่งผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อเตรียมพร้อมรองรับความต้องการของเกษตรกร และส่งเสริมให้มีการขยายพื้นที่ปลูกต่อไป ซึ่งคาดว่า จะเป็นพันธุ์พืชอีกหนึ่งพันธุ์ที่เกษตรกร ให้ความสนใจและได้รับความนิยม

หากสนใจข้อมูลเกี่ยวกับ “ถั่วเหลืองฝักสดสายพันธุ์ VB_LB1” สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรลพบุรี จังหวัดลพบุรี โทร. 0-3649-9180 หรือ E-mail : lopburidoa@gmail.com

มาตรฐาน ‘GAP : Seed’ ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ – เกษตรทั่วไทย

Published ตุลาคม 2, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันจันทร์ 22 กันยายน 2557 เวลา 00:00 น.

คราวที่แล้วได้กล่าวถึงการทำนาตามระบบ GAP ที่เป็นมาตรฐานสากลมาแล้ว คราวนี้มาว่ากันต่อด้วยเรื่องของ GAP : Seed เนื่องจากเมล็ดพันธุ์ข้าวก็เป็นหัวใจสำคัญของการปลูกข้าวไม่แพ้การปฏิบัติทางการเกษตร   ที่เหมาะสมของตัวเกษตรกรเท่านั้น ถ้าเมล็ดพันธุ์ดีได้มาตรฐานก็จะให้ผลผลิตข้าวสูงและมีคุณภาพ ซึ่งแต่ละปีเกษตรกรมีความต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวไม่ต่ำกว่า 600,000-700,000 ตัน ขณะที่กรมการข้าวสามารถผลิตข้าวได้เพียง 80,000-90,000 ตันต่อปี ที่เหลือจึงเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตโดยผู้ประกอบการเอกชน รวมถึงศูนย์ข้าวชุมชน

มาฟังความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญกัน…นายวิลาศ วิชญะเดชา ผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าว สำนักเมล็ดพันธุ์ข้าว กรมการข้าว บอกว่า สำนักเมล็ดพันธุ์ข้าวได้จัดทำ ระบบการตรวจรับรองการผลิตเมล็ดพันธุ์ ตามหลักการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว (GAP : Seed) เพื่อยกระดับการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของกลุ่มเกษตรกรชาวนา หรือศูนย์ข้าวชุมชนให้มีคุณภาพมาตรฐานสากล สามารถกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีสู่พี่น้องเกษตรกรให้นำไปเป็นพันธุ์ข้าวปลูกที่มีคุณภาพต่อไป

สำหรับหลักการปฏิบัติของ GAP : Seed จะมีความพิถีพิถันมากกว่าการปลูกข้าวโดยทั่วไป เกษตรกรที่จะดำเนินการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ต้องมีความมุ่งมั่นและพร้อมที่จะดำเนินการตามขั้นตอนปฏิบัติดังนี้ เริ่มจากต้องมีการคัดเลือกพื้นที่ที่เหมาะสม คือสามารถควบคุมปริมาณน้ำได้ ไม่ใช่อาศัยแต่แหล่งน้ำฝน พื้นที่ต้องมีขนาดแปลงใหญ่พอสมควร ประมาณ 20-50 ไร่ และอยู่ห่างจากแปลงปลูกข้าวพันธุ์อื่นพอสมควร เพื่อป้องกันปัญหาพันธุ์ปน ส่วนขั้นตอนการปลูกต้องใช้เมล็ดพันธุ์จากแหล่งที่เชื่อถือได้หรือจากหน่วยงานราชการ ที่มีคุณลักษณะมาตรฐานตรงตามพันธุ์ แข็งแรง ความงอกสูง เมื่อได้เมล็ดพันธุ์ที่จะปลูกก็ต้องปลูกโดยใช้วิธีนาดำ ไม่ทำนาหว่าน เพื่อให้ข้าวขึ้นเป็นแถวเป็นแนว ลดอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ สะดวกต่อการดูแลแปลง สามารถควบคุมวัชพืช และลดปริมาณการใช้ปุ๋ยและสารเคมี เพราะไม่ต้องหว่านปุ๋ยเผื่อหญ้าหรือวัชพืชนั่นเอง

ที่สำคัญ…ในความแตกต่างของการปลูกข้าวเพื่อทำเมล็ดพันธุ์กับข้าวทั่วไป อยู่ตรงที่การทำเมล็ดพันธุ์ข้าว เกษตรกรต้องตรวจแปลงเพื่อตัดถอนพันธุ์ปนอย่างเข้มงวด อย่างน้อย 3 ระยะ คือ ระยะแตกกอ ระยะออกดอก และระยะสุกแก่

…แต่ถ้าเกษตรกรรายใดสามารถทำได้ถึง 5 ระยะได้ก็ยิ่งดี คือ ระยะกล้า ระยะแตกกอ ระยะออกดอก ระยะโน้มรวง ระยะสุกแก่…

โดยในแต่ระยะถ้าพบลักษณะข้าวที่ไม่เหมือนต้นอื่นให้ดำเนินการตัดถอนทิ้งทันที เนื่องจากต้นข้าวรวงหนึ่งสามารถให้เมล็ดพันธุ์เป็น 100 เมล็ด ถ้าเราถอนพันธุ์ปนได้มากเท่าไรก็ทำให้เมล็ดพันธุ์มีคุณภาพมากขึ้นเท่านั้น

ด้านการเก็บเกี่ยว รถเกี่ยวนวดที่เข้ามาในพื้นที่ปลูกเมล็ดพันธุ์ต้องทำความสะอาดก่อนลงแปลง เพื่อป้องกันพันธุ์ปน อีกทั้งต้นข้าวที่อยู่รอบขอบแปลงจะไม่เอามาทำเมล็ดพันธุ์ ส่วนขั้นตอนหลังการเก็บเกี่ยว สำคัญที่สุดคือลดความชื้นเมล็ดพันธุ์ให้อยู่ในระดับปลอดภัยไม่เกิน 24% โดยเร็ว เพื่อลดความเสียหายหลังการเก็บเกี่ยวจากสภาพอุณหภูมิสูงที่จะก่อให้เกิดเชื้อรา ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี คือ 1.ใช้แสงอาทิตย์ คือตากแดดบนลานความหนาไม่เกิน 10-15 ซม. กลับกองอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ตากให้ได้  3 แดด ซึ่งข้อควรระวังคือ  ลานตากต้องทำความสะอาดก่อนเพื่อไม่ให้มีพันธุ์อื่นมาปะปน วิธีที่ 2 ใช้รมร้อนด้วยถังลดความชื้น จากนั้นเป็นขั้นตอนคัดทำความสะอาด แยกสิ่งเจือปน เมล็ดข้าวลีบ เศษฟาง เสร็จแล้วจึงบรรจุถุง เก็บรักษาไว้ในที่มีหลังคากันแดด กันฝน และไม่วางให้ถุงบรรจุเมล็ดพันธุ์สัมผัสพื้นโดยตรง เพื่อป้องกันความชื้นจากดิน อีกทั้งต้องไม่เก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้รวมกับปุ๋ยและสารเคมีเด็ดขาด

…แม้ว่าเกษตรกรจะปฏิบัติตามขั้นตอน GAP : Seed แล้ว กรมการข้าวจะมีการตรวจรับรองคุณภาพเมล็ดพันธุ์ด้วย โดยจะตรวจความชื้นไม่เกิน 14% ความงอกไม่ต่ำกว่า 80% ไม่มีสิ่งเจือปนเกิน 2% กล่าวคือ

…ต้องมีเมล็ดพันธุ์สุทธิไม่น้อยกว่า 98% จึงจะเป็นเมล็ดพันธุ์คุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ …

ทั้งนี้ เพื่อให้มีเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพออกไปสู่มือพี่น้องชาวนาไปปลูกเป็นข้าวพันธุ์ต่าง ๆ ต่อไป เป็นการยกระดับผลผลิตข้าว ยกระดับชาวนาให้มีรายได้ดีขึ้น ยกระดับองค์กรชาวนาให้มีความเข้มแข็ง

นอกจากนี้ ถ้าเกษตรกรสนใจปรับเปลี่ยนจากการปลูกข้าวมาผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพแทน ก็เป็นโอกาสที่สร้างรายได้ที่ดีขึ้น เนื่องจากราคาจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวได้ราคาดีกว่าข้าวเปลือก ที่สำคัญตลาดยังมีความต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพจำนวนมาก.

ปลูกผักกูดเชิงพาณิชย์ – เกษตรทั่วไทย

Published ตุลาคม 2, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันพฤหัสบดี 18 กันยายน 2557 เวลา 00:00 น.

นายอนุรักษ์ บัวคลี่คลาย นักวิชาการเกษตร ชำนาญการพิเศษ  ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นรา ธิวาส เปิดเผยว่า ปัจจุบันในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ที่ทางศูนย์ศึกษาฯ นำผลสำเร็จขยายสู่การใช้ประโยชน์ของเกษตรกรมีหลายชนิดพืชด้วยกัน  หนึ่งในนั้นที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่องคือ การปลูกผักกูด

และสามารถดำเนินการในรูปแบบเชิงพาณิชย์ สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรเป็นอย่างมาก เนื่องจากประชาชนนิยมบริโภคผักประเภทนี้เพิ่มมากขึ้น ด้วยเป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง นิยมนำยอดอ่อน และใบอ่อนนำมาปรุงอาหารหรือลวกจิ้มน้ำพริก

ผักกูดเป็นพืชประเภทเฟิน มักขึ้นอยู่ตามบริเวณที่ลุ่มชุ่มน้ำ ริมลำธาร หนองบึง ในพื้นที่เปิดโล่ง หรือมีร่มเงาบ้าง ที่ระดับความสูงไม่มากถึงสูงปานกลาง กระจายพันธุ์อยู่ในเขตร้อนทั่วไปของเอเชีย ตั้งแต่ภาคกลางของจีน ภาคใต้ของญี่ปุ่น ลงไปจนถึงหมู่เกาะแปซิฟิก ในประเทศไทยพบได้ทั่วไปแทบทุกภูมิภาค ที่สภาพดินไม่แห้งแล้ง

เป็นเฟินขนาดใหญ่ มีเหง้าตั้งตรง สูงได้มากกว่า 1 เมตรขึ้นไป ใบออกมาจากยอดเหง้า มีเกล็ดที่เหง้า ขนาด 1.2 มิลลิเมตร สีน้ำตาลเข้ม ขอบสีดำ ขอบหยักซี่ฟัน มีก้านใบยาวประมาณ 70 เซนติเมตร ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก

2 ชั้น ใบยาวได้มากกว่า 1 เมตร กว้างได้ถึง 50 เซนติเมตร ในช่วงหน้าแล้ง ผักกูดจะมีรสชาติอร่อยกว่าฤดูอื่น ๆ แต่เติบโตได้ดีในฤดูฝนในที่โล่งแจ้งและมีน้ำชื้นแฉะ ในสภาพธรรมชาติจะพบในป่าโปร่งที่มีแสงแดดส่องมากกว่าในพื้นที่ป่าทึบ พบขึ้นหนาแน่นตามบริเวณลำธาร หรือบริเวณต้นน้ำ

ส่วนพื้นที่ที่แนะนำให้ปลูกจะเป็นบริเวณชายคลอง ห้วยหนอง ส่วนการเตรียมพื้นที่ปลูกนั้นขั้นต้นจะต้องเตรียมดินโดยคลุกเคล้าดินปลูกกับปุ๋ยคอกในอัตราส่วน ดิน 2 ส่วนต่อปุ๋ยคอก 1 ส่วน แล้วขุดหลุมปลูก ระยะปลูก 50×50 เซนติเมตร นำไหลที่เตรียมไว้ วางลงในหลุมแล้วเอาดินกลบโคน ให้น้ำวันละ 1 ครั้ง ประมาณ 6 เดือน ผักกูดจะเริ่มแทงยอดขึ้นมา และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในระหว่างนี้ควรมีการตัดแต่งกอเพื่อทำให้ยอดอ่อนใหม่ ๆ สามารถแทงออกมาได้สะดวกและสะดวกในการเก็บยอดมาจำหน่าย ซึ่งจะสามารถเก็บได้ทุกวัน

การเก็บยอดผักกูดควรทำในตอนเช้าหรือเย็น เนื่องจากยอดอ่อนที่ได้นั้น จะเหมาะต่อการรับประทานและช่วยให้ยอดใหม่แตกได้ไว เมื่อเก็บมาแล้ว ล้างน้ำให้สะอาด นำมาคัดเลือกขนาดของยอดผักกูด แล้วมัดเป็นกำ ๆ แล้วใช้กาบกล้วยหุ้มปลายและมัดด้วยตอก เตรียมพร้อมนำไปขายได้

ในส่วนที่รับประทานได้ 100 กรัม จะให้พลังงาน 19 กิโลแคลอรี มีเส้นใย 1.4 กรัม แคลเซียม 5  มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส  35  มิลลิกรัม เหล็ก 36.3  มิลลิกรัม นอกจากนี้ยังมีวิตามินเอ วิตามินบี1 วิตามินบี2 วิตามินซี และไนอาซิน ค่อนข้างสูง

ผักกูดจะมีรสจืดอมหวาน กรอบ หยุ่น เป็นผักที่มีเส้นใยกากมาก ทำให้ระบบขับถ่ายดี การปลูกเชิงพาณิชย์ปลูกครั้งเดียวสามารถเก็บเกี่ยวได้นาน เมื่อผักกูดแก่สังเกตได้จากยอดจะเล็กลงและโคนกอสูงขึ้น ก็ให้ล้มกอเดิม แล้วนำไหลใหม่มาปลูกทดแทนในที่เดิม.

%d bloggers like this: