เกษตรกร

All posts tagged เกษตรกร

FTA…ช่วยเกษตรกรรับมือ AEC

Published พฤษภาคม 14, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/edu/back2sky/256558 

30 เมษายน 2555, 05:00 น.

กองทุน FTA…เป็นองค์กรหนึ่งซึ่งภาครัฐได้ให้ สำรองเม็ดเงินเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ให้นำไปพัฒนาโครงสร้างในภาคเกษตรกรรมให้เกิดความเข้มแข็ง เพื่อ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ…

คุณอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการดำเนินงานกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร (กองทุน FTA ภาคเกษตร) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า…ว่า

…ในปี 2558 ไทยเราจะเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ ส่งผลให้มีการเคลื่อนย้ายสินค้า แรงงานและทุนได้อย่างเสรี…จึงตระหนักถึงผลกระทบที่กำลังจะเกิดขึ้น

โดยเฉพาะกับการแข่งขันทางการค้าที่จะทวีความรุนแรง ยิ่งในภูมิภาคอาเซียนด้วยกันแล้ว แต่ละประเทศสมาชิกมีการผลิตสินค้าที่คล้ายคลึงกัน ส่งผลให้เกษตรกรมีทั้งผู้ได้รับประโยชน์และผู้เสียประโยชน์

ฉะนั้น เกษตรกรที่เสียประโยชน์จำเป็นต้องปรับตัวเพื่อรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น…!!!

อย่างไรก็ตาม…ตั้งแต่จัดตั้งกองทุนฯ ในปี 2549 เป็นต้นมา ได้อนุมัติจัดสรรเงินเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า ให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันไปแล้ว 14 โครงการ 7 ชนิดสินค้า ได้แก่ ข้าว กาแฟ ชา ปาล์มน้ำมัน สุกร โคนม และโคเนื้อ คิดเป็นวงเงินประมาณ 544.80 ล้านบาท

โดยเงินที่ได้รับจากกองทุนฯ ได้นำไปดำเนินการในเรื่องต่างๆ เช่น การถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีการผลิตการแปรรูปที่เหมาะสมให้แก่เกษตรกร การปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การพัฒนาคุณภาพสินค้าให้ดีขึ้น รวมถึงการลงทุนในเครื่องมือเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้า

ขณะนี้…อยู่ระหว่างการพิจารณาจะให้ความช่วยเหลืออีก 8 โครงการ เป็นโครงการพัฒนาศักยภาพสินค้าโคเนื้อ 3 โครงการ  สินค้าโคนม  1 โครงการ สินค้าผัก 1 โครงการ สินค้าพริกไทย 1 โครงการ สินค้าข้าว 1 โครงการ และสินค้าปลากะพงขาว 1 โครงการ…คิดเป็นวงเงินราวๆ 238.54 ล้านบาท

ส่วน…สินค้าเกษตรชนิดอื่นๆ ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า ก็ขอรับการสนับสนุนจากกองทุน FTA ได้เช่นกัน โดยจัดทำเป็นโครงการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ…ส่งให้กองทุน FTA สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรพิจารณา

…สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-2579-9036 และ 0-2561-4726 หรือทาง WWW2.oae.go.th/FTA E-mail: fta.oae.go.th…เวลาราชการ.

ดอกสะแบง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ดอกสะแบง
  • 30 เมษายน 2555, 05:00 น.
โฆษณา

‘สมบัติ วิเชียรณรัตน์’ เกษตรกร GAP ดีเด่นแห่งชาติ ปี’55

Published พฤษภาคม 7, 2012 by SoClaimon

http://www.naewna.com/local/5988

วันจันทร์ ที่ 07 พฤษภาคม พ.ศ. 2555, 09.45 น.

tags : สมบัติ วิเชียรณรัตน์เกษตรกรGAPดีเด่นแห่งชาติ,

จากการที่กรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินการคัดเลือก “เกษตรกรดีเด่นสาขาการใช้วิชาการเกษตรดีที่เหมาะสม(GAP)” ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเป็นเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2555 ผลการคัดเลือกเกษตรกร GAP จากทั่วประเทศ ปรากฏว่า นายสมบัติ วิเชียรณรัตน์ เจ้าของ “ไร่องุ่นลายเถาว์” ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ได้รับคัดเลือกเป็นเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาการใช้วิชาการเกษตรดีที่เหมาะสม ซึ่งจะได้เข้ารับพระราชทานโล่รางวัลในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปี 2555 ณ พลับพลาที่ประทับ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

อดีตนายสมบัติ วิเชียรณรัตน์ เคยเป็นผู้ช่วยนักวิจัยโครงการวิจัยเรื่อง เทคโนโลยีการผลิตองุ่นในประเทศไทย และเป็นพนักงานบริษัทผลิตองุ่นเพื่อการค้านานถึง 17 ปี ซึ่งได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านการปลูก การดูแลรักษา และเทคนิคต่างๆ จนถือได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตองุ่น จากนั้นเขามีแนวคิดที่จะมีสวนองุ่นเป็นของตนเองและจะผลิตองุ่นตามมาตรฐานเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประทานองุ่นที่มีคุณภาพ และปลอดภัยจาสารพิษตกค้าง

สมบัติได้ซื้อที่ดิน จำนวน 50 ไร่ ในพื้นที่ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อปลูกองุ่นตามความฝัน แรกเริ่มการผลิตองุ่นของเขาประสบปัญหามากมาย เนื่องจากการปลูกองุ่นกลางแจ้งไม่สามารถป้องกันน้ำฝน น้ำค้าง นก ค้างคาว และแมลงศัตรูพืชต่างๆ ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซื้อสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชค่อนข้างมาก จึงนำความรู้ที่ได้จากศึกษาดูงานมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาและลดความเสียหาย โดยการสร้างโรงเรือนมุงหลังคาพลาสติกโปร่งแสงในสวนองุ่น พบว่า สามารถลดการใช้สารเคมีได้เป็นอย่างดี

ปี 2550 เขาได้สมัครเข้าร่วมโครงการอาหารปลอดภัยด้านพืช(GAP)ภายใต้การดูแลของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครราชสีมา กรมวิชาการเกษตร โดยผ่านการรับรองแหล่งผลิต GAP พืช(องุ่น) ครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2550 รหัสรับรอง กษ 03-02-3624-3102-139 ปัจจุบันยังคงรักษามาตรฐานการผลิตองุ่นได้อย่างต่อเนื่อง และได้รับการต่ออายุใบรับรองเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งไร่องุ่นแห่งมีนี้ ปลูกองุ่นพันธุ์แบล็คโอปอล์ จำนวน 5,000 ต้น พันธุ์ดีไลท์ 200 ต้น พันธุ์บิ๊กแบล็ค 120 ต้น และพันธุ์ไข่ปลาคาเวียร์ 100 ต้น เน้นผลิตองุ่นที่มีคุณภาพ รสชาติดี และปลอดภัยต่อผู้บริโภค ทั้งยังให้ความสำคัญกับการใช้แรงงานภายในฟาร์ม จัดสุขลักษณะและจัดการสวนแบบไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ลดการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ชะลอการชะล้างของหน้าดิน ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมีเพื่ออนุรักษ์ความอุดมสมบูรณ์ของดินด้วย

การผลิตองุ่นของไร่องุ่นลายเถาว์เน้นปฏิบัติตามมาตรฐานเงื่อนไข และข้อกำหนดการรับรองแหล่งผลิตพืชของกรมวิชาการเกษตรอย่างเคร่งครัด ทั้ง 8 ข้อ ประกอบด้วย แหล่งน้ำ พื้นที่ปลูก การใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตร การเก็บรักษาและการขนย้ายผลผลิตภายในแปลง การบันทึกข้อมูล ผลผลิตปลอดจากศัตรูพืช การจัดการกระบวนการผลิตเพื่อให้ได้ผลิตผลคุณภาพ ตลอดจนการเก็บเกี่ยวและการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวด้วย

การดูแลรักษาสวนองุ่นทุกช่วงต้องใส่ใจดูแลรักษาอย่างดี เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ตั้งแต่การดูแลรักษาช่วงก่อนตัดแต่งกิ่ง ช่วงแตกใบอ่อนพร้อมช่อดอกจนถึงองุ่นเข้าสี ช่วงองุ่นเข้าสีถึงหลังเก็บผลผลิต ตลอดจนช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต และคัดเกรดสำหรับผลผลิตที่มีคุณภาพจะจำหน่ายผลสด ส่วนผลผลิตที่ไม่สมบูรณ์จะแปรรูปเป็นน้ำองุ่น และแยม

การเข้าร่วมโครงการจัดการคุณภาพ GAP พืช ทำให้เขาได้ผลผลิตองุ่นประมาณ 500-1,000 กิโลกรัม/ไร่/ปี (5-10 กิโลกรัม/ต้น/ปี) ราคาจำหน่ายองุ่นสดกิโลกรัมละ 200 บาท ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวให้ความไว้วางใจในความปลอดภัยจากสารเคมี รวมถึงคุณภาพผลผลิตและผลิตภัณฑ์ของฟาร์ม ปัจจุบันมีรายรับเฉลี่ยจากการจำหน่ายผลองุ่นสดและผลิตภัณฑ์องุ่นแปรรูป ประมาณ 4.6 ล้านบาท/ปี

สมบัติและครอบครัวได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน หลังจากประสบผลสำเร็จในการผลิตองุ่นและมีความมั่นคงในอาชีพแล้ว ได้เปิดฟาร์มเป็นแหล่งท่องเที่ยว สถานที่ฝึกงานของนิสิต นักศึกษา และเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องการผลิตองุ่นแก่ภาครัฐ เอกชน เกษตรกร นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป นอกจากนี้ยังเป็นที่ปรึกษาของเกษตรกรผู้ปลูกองุ่นกว่า 20 แปลง และอุทิศกำลังกายและกำลังทรัพย์เพื่อประโยชน์ส่วนรวมด้วยดีเสมอ

หากสนใจสามารถเข้าเยี่ยมชมแปลง “เกษตรกร GAP ดีเด่นแห่งชาติ” ได้ที่หมู่ 1 ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โทร. 08-1910-1881

เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ปี 2555 – เกษตรทั่วไทย

Published เมษายน 25, 2012 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/agriculture/53161

วันอังคารที่ 24 เมษายน 2555 เวลา 00:00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายให้หน่วยงานในสังกัด ดำเนินการคัดเลือกเกษตรกร สถาบันเกษตรกรและสหกรณ์ที่มีผลงานดีเด่นประเภทต่าง ๆ จากทั่วประเทศ เพื่อกำหนดเป็นเกษตรกร สถาบันเกษตรกรและสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี  2555 ในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตรได้รับมอบหมายให้พิจารณาคัดเลือกเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ 5 สาขาอาชีพ/ประเภท พร้อมคัดเลือกสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ 2 ประเภท ปัจจุบันกระบวนการคัดเลือกได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว  ซึ่งเรื่องนี้ นางพรรณพิมล ชัญญานุวัตร อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร  เปิดเผยว่า การคัดเลือกเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ปี 2555 นี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้รับมอบหมายให้ดำเนินการคัดเลือกเกษตรกรดีเด่น จำนวน 5 สาขาอาชีพ ประเภท ประกอบด้วย สาขาอาชีพทำสวน ทำไร่ ทำไร่นาสวนผสม ที่ปรึกษากลุ่มยุวเกษตรกรดีเด่น และสมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกรดีเด่น ขณะเดียวกันยังได้คัดเลือกสถาบันเกษตรกรดีเด่น 2 ประเภท ได้แก่ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร และกลุ่มยุวเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ

สำหรับผลการคัดเลือก เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2555 สาขาอาชีพทำสวน ได้แก่ นางประมวญ ทั่งทอง อำเภอเมือง จังหวัดตราด สาขาอาชีพทำไร่ ได้แก่ นายประทิน อ่อนน้อย อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี สาขาอาชีพทำไร่นาสวนผสม ได้แก่ นายหนูทัศน์ คำแพง อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด ที่ปรึกษากลุ่มยุวเกษตรกรดีเด่น ได้แก่ นายบรรทม แก้วอาษา อำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี และสมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกรดีเด่น ได้แก่ นางสาวสุนิสา อุยะตุง อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราดสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ปี 2555 ประเภทกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรดีเด่น ได้แก่ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านหนองเต่า อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน และประเภทกลุ่มยุวเกษตรกรดีเด่น ได้แก่ กลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนบ้านสร้างก่อ อำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี

…ซึ่งผู้ที่ได้รับคัดเลือกเป็นเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ จะได้เข้ารับพระราชทานโล่รางวัลในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปี 2555 ณ พลับพลาที่ประทับมณฑลพิธีสนามหลวง…ลุงหนูทัศน์ คำแพง อายุ 65 ปี อยู่ที่หมู่ 4 บ้านสำราญ ต.อาจสามารถ อ.อาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด ได้รับคัดเลือกเป็นเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพไร่นาสวนผสม มีผลงานโดดเด่นหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการมีแนวคิดริเริ่มในการทำไร่นาสวนผสมจนประสบผลสำเร็จคนแรกในชุมชน โดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพและดำรงชีวิต ทั้งยังเป็นต้นแบบไร่นาสวนผสมที่มีการบริหารจัดการระบบปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และประมงได้อย่างเหมาะสมเกื้อกูลเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน

ขณะเดียวกันสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดด้านดิน น้ำ และแรงงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการทำบัญชีฟาร์มอย่างถูกต้องและต่อเนื่องเป็นศูนย์เรียนรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและไร่นาสวนผสม มี 16 ฐานเรียนรู้ ประกอบด้วย ฐานเรียนรู้สวนพืชสมุนไพร การไถกลบตอซังข้าว การขยายพันธุ์มะนาว การทำนาและปลูกพืชหลังนา การทำปุ๋ยหมัก การเลี้ยงหมูหลุม การทำปุ๋ยน้ำอินทรีย์ การปลูกมะนาวและการบังคับมะนาวให้ออกนอกฤดู การเลี้ยงไก่พื้นเมือง การเผาถ่าน-น้ำส้มควันไม้ การเลี้ยงเป็ด การเลี้ยงวัวเนื้อการเลี้ยงปลาดุกในบ่อและนาข้าว บ่อก๊าซชีวภาพ การปลูกหญ้าแฝกเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ และฐานเรียนรู้ 1 ไร่ แก้จน  ซึ่งเป็นที่ยอมรับทั้งในพื้นที่และต่างจังหวัด

นอกจากนั้นลุงหนูทัศน์ยังได้สร้างเครือข่ายไร่นาสวนผสม จำนวน 44 เครือข่าย  และเป็นต้นแบบกิจกรรม “1 ไร่ แก้จน” ขยายผลสู่ระดับหมู่บ้านและยังมีผลงานที่สร้างความภาคภูมิใจ คือ โรงเรียนบ้านสำราญ ตำบลอาจสามารถ ได้นำเข้าเป็นหลักสูตร “ไร่นาสวนผสมตามแนวพระราชดำริ”และใช้แปลงไร่นาสวนผสมของลุงหนูทัศน์เป็นสถานที่เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ช่วยปลูกฝังให้เยาวชนมีความรักความผูกพันกับอาชีพการเกษตร ซึ่งปี 2554 ได้เปิด…“ศูนย์เรียนรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ด้านเศรษฐกิจพอเพียง” ของจังหวัดร้อยเอ็ดอย่างเป็นทางการ.

เกษตรกร GAP ดีเด่นปี 2553 (ตอนที่ 3)

Published เมษายน 7, 2012 by SoClaimon

kasikorn83 – Windows Live.

ดาวน์โหลดเอกสารต้นฉะบับ.

เกษตรกร GAP ดีเด่น ประจำปี2553 (ตอนที่ 2)

Published เมษายน 6, 2012 by SoClaimon

kasikorn83 – Windows Live.

ดาวน์โหลดเอกสารต้นฉะบับ.

118 ปี เกษตรกรร่วมใจ เกษตรกรไทยเข้มแข็ง

Published เมษายน 6, 2012 by SoClaimon

kasikorn83 – Windows Live.

ดาวน์โหลดเอกสารต้นฉะบับ.

กันชาวนาโดนโกง พาณิชย์จัดอบรมใช้เครื่องวัดความชื้น

Published สิงหาคม 15, 2011 by SoClaimon

26 พฤศจิกายน 2553, 14:21 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/129850.

Pic_129850

“พาณิชย์” หวั่นชาวนาถูกโรงสีโกงความชื้น เตรียมจัดอบรมการใช้เครื่องวัดความชื้นที่ถูกต้อง 27 พ.ย.นี้ ที่จ.ขอนแก่น ป้องกันถูกเอาเปรียบ กดราคารับซื้อ…

เมื่อวันที่ 26 พ.ย. นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายให้กรมการค้าภายในสร้างความเป็นธรรม และความเชื่อมั่นในการซื้อขายข้าวเปลือก ระหว่างเกษตรกรและผู้ประกอบการ เพื่อเป็นการดูแลไม่ให้เกษตรกรถูกเอารัดเอาเปรียบจากปัญหาความชื้น และการหักลดน้ำหนักข้าวเปลือกที่นำมาจำหน่าย เพราะปัจจุบันเกษตรกรมักจะถูกโรงสีกดราคารับซื้อข้าวเปลือกโดยอ้างความชื้นสูงเกิน

ด้านนางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ในวันที่ 27 พ.ย.นี้ กรมจะจัดอบรมให้กับเกษตรกรผู้ประกอบการรับซื้อข้าว และโรงสี ในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จ.ขอนแก่น เพื่อให้มีความรู้เกี่ยวกับวิธีการใช้เครื่องวัดความชื้นข้าวที่ถูกต้อง เพราะปัจจุบันการซื้อขายข้าวเปลือกได้คิดคำนวณราคาโดยการชั่งน้ำหนัก และค่าเปอร์เซ็นต์ความชื้นของข้าวเปลือก ทำให้ความชื้นเป็นปัจจัยสำคัญต่อราคาของข้าวเปลือก ซึ่งหากความชื้นสูงราคาซื้อขายจะลดลงไปตามสัดส่วน และมีผลต่อน้ำหนักของข้าวเปลือก ขณะทำการซื้อขายและคุณภาพของข้าวเปลือกในการเก็บรักษา

“การอบรมครั้งนี้จะทำให้เกษตรกร ผู้ประกอบการรับซื้อข้าว และโรงสีมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้เครื่องวัดความชื้นข้าวที่ถูก ต้องมากขึ้น สามารถลดการเอารัดเอาเปรียบจากการใช้เครื่องวัดความชื้นข้าวที่ไมถูกต้อง ทำให้เกษตรกรได้รับความเป็นธรรมในการซื้อขายข้าว และมีรายได้เพิ่มมากขึ้น” นางวัชรี  กล่าว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 26 พฤศจิกายน 2553, 14:21 น.

ส่งเสริม…ปรับ​พฤติกรรม​การ​ใช้​ปุ๋ย

Published สิงหาคม 8, 2011 by SoClaimon

24 พฤษภาคม 2554, 05:00 น.

http://www.thairath.co.th/column/edu/back2sky/173471.

อาหาร​พืช…ซึ่ง​รู้​กัน​ใน​นาม​ว่า “ปุ๋ย” เป็น​ปัจจัย​สำคัญ​ต่อ​การ​เจริญ​เติบโต​และ​การ​ให้​ผล​ผลิต​ของ​พืช​ ปัจจุบัน​สังคม​เกษตร ภาค​กสิกรรม​ใน​บ้าน​เรา นิยม​ใช้​ปุ๋ย​เคมี​ใน​ปริมาณ​ที่​สูง​ ต่อ​ปี

และ…เกษตรกร​ส่วน​ใหญ่​ยัง​ใช้​ไม่​ถูกต้อง​ตาม​หลัก​วิชาการ​เท่าใด​นัก ประกอบ​กับ​ปุ๋ย​เคมี​ที่​ขาย​ใน​ท้องตลาด​เป็น​สูตร​สำเร็จรูป​ที่​มี​ราคา​แพง จึง​ ส่ง​ผล​ให้​ต้นทุน​การ​ผลิต​สูง ​เกิน​ความ​จำเป็น….

กับ​ปัญหา​ที่​เกิด​ครั้ง​หนึ่ง​เมื่อ​ราวๆทศวรรษ​ที่​แล้ว…สมัย​เมื่อ คุณ​เนวิน ชิดชอบ เป็น รมช.​เกษตร​และ​สหกรณ์ และ ​ดร.​อนันต์ ดา​โลด​ม เป็น​อธิบดี​กรม​วิชาการ​เกษตร พยายาม​สะสาง​และ​หา​ทางออก​ด้วย​โครงการ​นำ​ปุ๋ย​เคมี​ผสม​ใช้​เอง ทั้งนี้​ เพื่อ​ให้​เหมาะสม​กับ​ลักษณะ​ปริมาณ​ของ​ธาตุ​อาหาร​พืช​ดิน​ใน​แต่ละ​ท้องถิ่น และ​ความต้องการ​อาหาร​ของ​พืช​แต่ละ​ชนิด…ก็​ไม่​รู้​ว่า​เป็น​อย่างไร ​แนว​นโยบาย​และ​โครงการได้​ล่ม​สลาย​ ไป​กับ​กลีบ​เมฆ

แล้ว​จู่ๆล่วง​ลุ​ ถึง​ศักราช​นี้…เมื่อ​วัน​ที่ 6 พฤษภาคม 2554 คณะ​รัฐมนตรี​ ได้​มี​มติ​เห็น​ชอบ​ต่อ “โครงการ​ส่งเสริม​การ​ใช้​ปุ๋ย​เพื่อ​ลด​ต้นทุน​การ​ผลิต​ของ​เกษตรกร” พร้อม​ทั้ง​ให้​กำหนด​ราคา​ปุ๋ย​เคมี 6 สูตร ได้แก่ 46-0-0, 16-20-0, 16-8-8, 16-16-8, 18-12-6 และ 15-15-15 แล้ว​ก็​มอบหมาย​ให้​ กระทรวง​เกษตร​และ​สหกรณ์ ร่วม​กับ​หน่วย​งาน​ที่​เกี่ยวข้อง เร่ง​ดำเนิน​การ​ให้​ทัน​ปี​การ​เพาะ​ปลูก 2554/55 นี้

คุณ​อรรถ อินท​ลักษณ์ อธิบดี​กรม​ส่งเสริม​การ​เกษตร ซึ่ง​รับหน้า​เสื่อ​เป็น​โต้โผ​ใหญ่ บอก​ว่า…ไทย​ยัง​ต้อง​พึ่ง​พา​การ​นำ​เข้า​ปุ๋ย​เคมี​จาก​ต่าง​ประเทศ ซึ่ง​โครงการ​ส่งเสริม​การ​ใช้​ปุ๋ย​เพื่อ​ลด​ต้นทุน​การ​ผลิต​ของ​เกษตรกร จะ​ปรับ​เปลี่ยน​พฤติกรรม​การ​ใช้​ปุ๋ย​เคมี​ของ​เกษตรกร​ให้​มี​ประสิทธิภาพ​สูง​ขึ้น…

…ทั้ง​ยัง​สามารถ​ ใส่​ปุ๋ย​ที่​เหมาะสม​กับ​ดิน และ​ตรง​ตาม​ความต้องการ​ของ​พืช อัน​จะ​เป็น​การ​ลด​ต้นทุน​และ​เพิ่ม​ประสิทธิภาพ​การ​ผลิต ตลอด​จน​เป็น​การ​ส่งเสริม​การ​ผลิต​ที่​เป็น​มิตร​กับ​สิ่งแวดล้อม โดย​ตั้งเป้าหมาย​ส่งเสริม​การ​ใช้​ปุ๋ย​เพื่อ​ลด​ต้นทุน​การ​ผลิต​ของ​พืช​เศรษฐกิจ​หลัก 3 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด​เลี้ยง​สัตว์​ และ ​มัน​สำปะหลัง เป็น​การ​นำร่อง

ซึ่ง ​เกษตรกร​ที่​เข้า​ร่วม​โครงการจะ​ได้​รับ​การ​ชดเชย​ส่วน​ต่าง​ของ​ราคา​ปุ๋ย​เคมี​ ใน​อัตรา​กิโลกรัม​ละ 1.50 บาท (1,500 บาท/ตัน) โดย​ ภาค​รัฐ​จะ​จ่าย​เงิน​ชดเชย​ตาม​จำนวน​พื้นที่​เพาะ​ปลูก​ของ​เกษตรกร​ที่​มี​สิทธิ​ตาม​โครงการ​ประกัน​ราย​ได้ฯ และ​ตาม​ปริมาณ​ปุ๋ย​เคมี​ต่อ​ไร่ ตาม​ที่​คณะ​กรรมการ​ปุ๋ย​กำหนด…

รุ่น​บุกเบิก​หรือ​ นำร่อง…เป็น ​กลุ่ม​เกษตรกร​ที่​ขึ้น​ทะเบียน​กับ​กรม​ส่งเสริม​การ​เกษตร ใน​โครงการ​ประกัน​ราย​ได้​ปีการ​เพาะ​ปลูก 53/54 เท่านั้น สำหรับ​เกษตรกร​ราย​อื่นๆที่​พลาด​อย่า​ได้เสีย​ใจ ยัง​ไม่​หมด​โอกาส…โปรด​รอ​ฟัง​อีก​ครั้ง!!!

ดอก​สะ​แบ​ง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ดอกสะแบง
  • 24 พฤษภาคม 2554, 05:00 น.

สึนามิญี่ปุ่น…ไม่กระทบไทย

Published สิงหาคม 7, 2011 by SoClaimon

6 เมษายน 2554, 05:00 น.

http://www.thairath.co.th/column/edu/back2sky/161443.

ภัยธรรมชาติ….ที่ยิ่งใหญ่ และรุนแรงสุดๆ ในยามนี้ คงไม่มีที่ไหนจะเกินกว่า คลื่นจากแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น อันสร้างผลกระทบและเสียหายเป็นวงกว้าง

โดยเฉพาะกับ กัมมันตรังสี ที่รั่วไหลสู่สภาพแวดล้อม ส่งผลให้ธุรกิจการค้า สินค้าเกษตร และอาหารทั่วโลกได้รับผลกระทบ ด้วย ผู้บริโภคหวั่นในความปลอดภัย…!!

สำหรับบ้านเรา….คุณอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และโฆษก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า…

จาก…..สถานการณ์แผ่นดินไหว และ สึนามิที่เกิดขึ้นกับประเทศญี่ปุ่น อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรไทยบางส่วนในระยะสั้น ซึ่งเบื้องต้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ประเมินสถานการณ์ โดยแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็น 3 กลุ่มสินค้า…ได้แก่

กลุ่มอาหาร….พบว่า ไม่มีผลกระทบ เนื่องจากการส่งออกสินค้าในกลุ่มดังกล่าว อาทิ เนื้อสุกร กับ ไก่ปรุงแต่ง ซึ่งมีมูลค่าในปีที่แล้ว

(2553) คิดเป็น 1,700 ล้านบาท และ 23,000 ล้านบาท ตามลำดับ คาดว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติในเร็วๆนี้…เพราะเป็นสินค้าบริโภคที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน

…..อีกกลุ่มคือ ข้าว  มันสำปะหลัง และ น้ำตาลดิบ คาดว่าจะ ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะถูกนำไป ใช้เป็นวัตถุดิบในการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร ต่างๆ ชาวญี่ปุ่นไม่ได้นำสินค้ากลุ่มนี้ไปบริโภคโดยตรง

และ….กลุ่มกล้วยไม้ คาดการณ์ว่าจะ ได้รับผลกระทบในระยะสั้น เนื่องจากจัดอยู่ในกลุ่มสินค้าที่ไม่จำเป็น ประกอบกับเดือนมีนาคมของทุกปี ชาวญี่ปุ่นนิยมใช้กล้วยไม้ในเทศกาลหรือกิจกรรมต่างๆ เมื่อเกิดเหตุการณ์ ภัยพิบัติขึ้นปริมาณความต้องการใช้ย่อมลดลงไปด้วย…อย่างไรก็ตาม ไทยก็ยังมีตลาดของสหภาพยุโรป และ ฮ่องกง รองรับ กล้วยไม้อยู่อีกจำนวนหนึ่ง

ส่วนของสินค้าอื่นๆ อาทิ ยางพารา อาจชะลอตัวไปบ้างในช่วงนี้ เนื่องจากโรงงานผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นได้รับผลกระทบ แต่คาดว่าจะส่งผลไม่มากนัก และจะเป็นไปในระยะสั้นเท่านั้น

เพราะ…..ปัจจัยที่แท้จริงของราคายางพาราเกิดจากกระแสของผู้นำเข้ารายใหญ่ คือ ประเทศจีน โดยเบื้องต้นได้มีมาตรการกระตุ้นตลาดไปแล้วจาก ไทย อินโดนีเซีย และ มาเลเซีย 3 ประเทศผู้ผลิตยางรายใหญ่ ในการที่จะ ชะลอการส่งออก หากราคาต่ำ เกิน

สำหรับ…ความเป็นห่วงของสังคมเรื่องการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี มาทางอาหารหรือสินค้าต่างๆนั้น หากพบผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรและอาหารต้องสงสัย กระทรวงเกษตรฯ จะส่งต่อไปยังกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ตรวจสอบ ต่อไป เนื่องจากเป็นหน่วยงานรับผิดชอบ หลัก…จึง ไม่ควรหวาดเกินสถานการณ์…!!!
“ดอกสะแบง”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ดอกสะแบง
  • 6 เมษายน 2554, 05:00 น.

ธ.ก.ส.ขยายเวลารับประกันภัย แนะชาวนาเร่งขายข้าวหนีน้ำท่วม

Published สิงหาคม 5, 2011 by SoClaimon

5 สิงหาคม 2554, 06:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/191666.

Pic_191666

ธ.ก.ส.ขยายเวลารับเกษตรกรเข้าร่วมโครงการประกันภัยข้าวนาปีถึง 31 ส.ค.นี้ ช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาภัยธรรมชาติให้เกษตรกร คาดทำได้ตามเป้าหมาย 8.3 ล้านไร่ พร้อมออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยจากพายุนกเตน

นายบุญช่วย เจียดำรงค์ชัย รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า เพื่อเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นกับผลผลิตของตนเองจากภัยธรรมชาติ กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย ธ.ก.ส. สมาคมประกันวินาศภัย และบริษัท ประกันภัย ได้ขยายเวลาในการขายกรมธรรม์ประกันภัยข้าวนาปีออกไปจนถึงวันที่ 31 ส.ค. 54

โดยยังคงเงื่อนไขเดิม คือ ผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นเกษตรกรผู้ปลูกข้าวและขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร อัตราค่าเบี้ยประกัน 129.47 บาทต่อไร่ โดยรัฐบาลอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยแทนเกษตรกร 69.47 บาทต่อไร่ กรณีเป็นลูกค้า ธ.ก.ส. จะได้รับการจ่ายเงินสมทบจาก ธ.ก.ส. อีก 10 บาทต่อไร่ ทำให้เกษตรกรลูกค้าจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยเพียง 50 บาทต่อไร่ นอกจากนี้ เกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. ผู้ทำประกันภัยข้าวนาปียังได้รับสิทธิ์ในการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อีก 1% เป็นระยะเวลา 6 เดือน

กรมธรรม์ดังกล่าวจะคุ้มครองความเสียหายจากการปลูกข้าว อันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติ ได้แก่ อุทกภัย ฝนทิ้งช่วง ลมพายุหรือไต้ฝุ่น ภัยอากาศหนาวหรือน้ำค้างแข็ง ลูกเห็บ ไฟไหม้ แต่ไม่รวมถึงโรคระบาดและแมลงศัตรูพืช โดยอัตราค่าชดเชยระยะเวลา 60 วันแรก นับจากวันเริ่มปลูก ได้รับสินไหมทดแทนไร่ละ 606 บาท ช่วงที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 61 เป็นต้นไป ได้รับค่าสินไหมทดแทนไร่ละ 1,400 บาท นอกจากนี้ เกษตรกรที่ประสบความเสียหายยังคงได้รับสิทธิ์ในการได้รับเงินชดเชยจากรัฐบาลอีกส่วนหนึ่งด้วย

สำหรับผลการดำเนินโครงการประกันภัยข้าวนาปี ณ วันที่ 3 ส.ค. ที่ผ่านมา มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการแล้ว 26,800 ราย พื้นที่ปลูกข้าว 542,000 ไร่ ค่าเบี้ยประกัน 70.2 ล้านบาท และคาดว่าจะดำเนินการรับประกันภัยได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ 8.3 ล้านไร่

ส่วนกรณีปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ 16 จังหวัดภาคเหนือและภาคอีสาน อันเนื่องมาจากอิทธิพลของพายุโซนร้อนนกเตน ตั้งแต่วันที่ 25 ก.ค.ที่ผ่านมา ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากนั้น มีเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. ได้รับความเดือดร้อน 40,030 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรเสียหาย 365,301 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าว 343,507 ไร่ และข้าวโพด 18,382 ไร่ พืชผัก 510 ไร่ ไม้ผล 1,530 ไร่ พืชอื่นๆ 1,270 ไร่ ประมง 102 ไร่ ปศุสัตว์ 1,504 ตัว ซึ่งการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนในเบื้องต้น ธ.ก.ส.ได้มอบถุงยังชีพให้แก่เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนไปแล้ว 4,470 ครัวเรือน มูลค่า 944,000 บาท ส่วนกรณีได้รับความเสียหายและมีภาระด้านเงินกู้กับ ธ.ก.ส.จะได้รับการผัดผ่อนระยะเวลาการชำระหนี้ 1 ปี งดคิดดอกเบี้ยเพิ่ม 3% ต่อปี พร้อมปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และให้เงินกู้ใหม่เพื่อฟื้นฟูการผลิต

นายประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่จากศูนย์วิจัยข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวให้ร่วมกับสำนักงานเกษตรอำเภอและสำนักงานเกษตรจังหวัด เร่งสำรวจความเสียหายในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม โดยเฉพาะในเขตภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อนำข้อมูลไปรายงานให้คณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด อนุมัติเงินงบกลางในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ซึ่งเกษตรกรจะได้รับเงินชดเชยไร่ละ 606 บาท

ทั้งนี้ เพื่อชะลอความเสียหายของข้าวระยะสุกแก่ในแปลงนา กรมการข้าวขอแนะนำให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวข้าวระยะที่เหมาะสม คือ ระยะพลับพลึง หรือประมาณ 28-30 วัน หรือ 4 สัปดาห์ หลังข้าวออกดอกไปแล้ว 80% จะทำให้ได้ผลผลิตและคุณภาพข้าวดีที่สุด ส่วนในพื้นที่ที่ยังมีฝนตกชุกและมีน้ำท่วมขัง เกษตรกรควรเก็บเกี่ยวข้าวเร็วขึ้นภายในระยะ 21 วัน โดยในพื้นที่นาข้าวที่ถูกน้ำท่วมและยังสามารถใช้รถเกี่ยวนวดได้ ข้าวที่เก็บเกี่ยวได้อาจมีความชื้นสูงมากกว่า 25% ซึ่งเกษตรกรควรรีบนำไปลดความชื้นทันที ภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันความเสียหายจากเชื้อราและจุลินทรีย์ต่างๆ ซึ่งจะทำให้ข้าวราคาตกต่ำ หรือเร่งจำหน่ายให้โรงสีโดยเร็ว

“หากเกษตรกรไม่สามารถจำหน่ายได้ทันที หรือภายใน 24 ชั่วโมง ควรนำข้าวที่เก็บเกี่ยวมาผึ่งตากลดความชื้น โดยเกลี่ยให้มีความหนา 5-10 เซนติเมตร และพลิกกลับทุกๆ 1-2 ชั่วโมง หากพื้นที่ตากมีจำกัด สามารถเพิ่มความหนาของข้าวในการตาก แต่ต้องพลิกกลับให้บ่อยครั้งขึ้น และควรระมัดระวังไม่ให้ข้าวโดนฝนซ้ำอีก ส่วนกรณีนาข้าวถูกน้ำท่วมขังในระยะสุกแก่ ไม่สามารถใช้รถเกี่ยวนวดได้ ให้เก็บเกี่ยวข้าวด้วยเคียว แล้วนำข้าวมัดเป็นฟ่อนนำไปตากแขวนราว จะช่วยชะลอการเสื่อมคุณภาพของข้าว และหากมีฝนตก น้ำฝนจะหยดลงสู่พื้นดิน ไม่ถูกดูดซับหรือขังอยู่ในฟ่อนข้าว และให้ลงมือนวดข้าวทันทีเมื่อสามารถทำได้”.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 5 สิงหาคม 2554, 06:00 น.
%d bloggers like this: