เกษตรกรคนเก่ง

All posts tagged เกษตรกรคนเก่ง

ปลูก’ดอกขจร’ทำเงิน’สมัย ขวาลำธาร’

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160106/219997.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 6 มกราคม 2559
ปลูก'ดอกขจร'ทำเงิน'สมัย ขวาลำธาร'

ปลูก’ดอกขจร’ทำเงิน’สมัย ขวาลำธาร’ : เกษตรกรคนเก่ง โดยกวินทรา ใจซื่อ

           ดอกสลิดหรือดอกขจร เป็นผักพื้นบ้านที่นิยมเพราะนำไปทำอาหารได้หลายเมนู ตลาดมีความต้องการ เกษตรกรหลายจังหวัดจึงปลูกขายเป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้กว่าแสนบาทต่อปี

นายสมัย ขวาลำธาร เกษตรกรบ้านหนองงูเหลือม อ.เมือง จ.ขอนแก่น ปลูกดอกขจรมากว่า 10 ปี จากเดิมที่ปลูกพืชสวนครัว เช่น พริก ผักชี หน่อไม้ฝรั่งแต่ไม่ดีเท่าที่ควร ต่อมาเมื่อเข้าร่วมอบรมของสำนักงานชลประทาน ที่นำเกษตรกรมาพูดคุยในเวทีประชุม ทำให้รู้ว่ามีบางรายปลูกดอกขจรเป็นพืชแซมควบคู่ไปกับทำนา สร้างรายได้พอควรจึงสนใจ พร้อมกับขอไปศึกษาในพื้นที่จริง

“เมื่อไปศึกษาในพื้นที่จึงรู้ว่ามีสายพันธุ์ที่ปลุกขายได้ มีช่อดอกใหญ่ มีให้เก็บขายทุกวัน หมุนเวียนตลอดทั้งปี และราคาส่งกิโลกรัมละ 50-60 บาท จึงเริ่มสนใจขอต้นพันธุ์เพื่อนบ้านมาเริ่มทดลองปลูกในพื้นที่กว่า 1 งาน ซึ่งปรับมาปลูกดอกขจรแทนการปลูกพืชสวนครัว”

สำหรับดอกขจรเป็นไม้เลื้อยจึงต้องทำค้างให้ ชอบแดดจัด เริ่มให้ดอกในเดือนที่ 4 หลังปลูก เก็บผลผลิตขายได้ 8 เดือน อีก 4 เดือนคือช่วงฤดูหนาวผลผลิตจะน้อย ในช่วงที่ต้นขจรยังไม่ให้ผลผลิตสมัยจะพักต้นพันธุ์ พร้อมบำรุงต้นให้มีความสมบูรณ์เพื่อให้ได้ผลผลิตเต็มที่เมื่อถึงฤดู

โดยการปลูกในพื้นที่ 1 งานนั้น นายสมัยบอกว่า ปลูกได้ 200 ต้น ระยะห่าง 1.5 เมตรคูณ 1.5 เมตร สิ่งสำคัญคือการทำค้างให้เถาเลื้อย หลังทดลองทำ พบว่าเถาดอกขจรที่เลื้อยบนค้างในแนวตั้ง ให้ผลผลิตน้อยกว่าเถาเลื้อยบนค้างแนวนอน ฉะนั้นจึงรื้อทำค้างในแนวนอน พร้อมกับบำรุงดินด้วยปุ๋ยชีวภาพ รดน้ำวันเว้นวัน

“เป็นพืชอายุยาวเก็บผลผลิตได้หลายปีขึ้นกับการดูแล การตัดแต่งกิ่งจะช่วยให้ผลผลิตดี ศัตรูพืชมีน้อย ไม่ต้องใช้สารเคมี ทุกวันนี้มีแม่ค้ามารับซื้อถึงสวน ราคากิโลกรัมละ 50-60 บาท ”

ดอกขจรจึงเป็นผักพื้นบ้านที่จัดเป็นพืชเศรษฐกิจที่ตลาดยังต้องการต่อเนื่อง สำหรับเกษตรกรที่สนใจสอบถามได้ที่นายสมัย ขวาลำธาร 45 หมู่ 3 บ้านหนองงูเหลือม ต.หนองตูม อ.เมือง จ.ขอนแก่น

โฆษณา

จัดปิ่นโตผักสวนครัว แนวคิดเกษตรกรเมืองเลย

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151223/219094.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 23 ธันวาคม 2558
จัดปิ่นโตผักสวนครัว แนวคิดเกษตรกรเมืองเลย

เกษตรกรคนเก่ง : จัดปิ่นโตผักสวนครัว แนวคิดเกษตรกรเมืองเลย : โดย…กวินทรา ใจซื่อ

                      การทำเกษตรปลอดสารเพื่อให้ครอบครัวได้มีผักสดที่ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพไว้กินเองในครัวเรือน เป็นจุดเริ่มต้นทำให้ นางอัจฉรา โรจน์ประภาพร วัย 28 ปี เกษตรกรชาวเชียงคาน จ.เลย ปิ๊งไอเดีย “ส่งปิ่นโตผักสวนครัว” ทั้งจำหน่ายให้ผู้บริโภคในพื้นที่ นักท่องเที่ยว สร้างรายได้มั่นคง
                      อัจฉรา เล่าว่า เป็นชาวเชียงคาน เดิมครอบครัวทำเกษตรตามแบบวิถีชาวบ้าน บนพื้นที่ 15 ไร่ คือปลูกทุกอย่างที่กินได้ ทั้งพืชผักสวนครัว ผลไม้กว่า 30 ชนิด ไม่ใช้สารเคมี เช่น บวบหอม ฟักทอง ดอกแค ข่า ตะไคร้ พืชตระกูลถั่ว ตำลึง และชมจันทร์ เป็นต้น มีผลผลิตให้เก็บขายตลอดทั้งปีหมุนเวียนตามฤดูกาล
                      ต่อเมื่อเชียงคาน กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อ ทำให้มีผู้คนมากมายทั้งชาวไทย ชาวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยว จึงทำให้มีความหลากหลายของผู้คน กลุ่มลูกค้าจึงมีทั้งคนในพื้นที่ ร้านอาหาร นักท่องเที่ยว ขณะเดียวกันพืชผักจากสวนก็จะมีวางขายที่ตลาดเชียงคานทุกวัน ขายในราคาถูก เพราะกำหนดราคาขายเองได้ ระยะหลังมีลูกค้าบางรายโทรศัพท์สอบถามซื้อผัก โดยจะบอกเมนูอาหารแล้วให้จัดเมนูผัก ทำให้อัฉรามีแนวคิดผูกปิ่นโตผักสวนครัว ส่งตรงให้ลูกค้าที่ต้องการรับประทานผักสด ส่งให้ถึงบ้านอาทิตย์ละครั้งหรือตามที่ลูกค้าต้องการ
                      “ลูกค้าที่ทางสวนจัดส่งปิ่นโตผักสวนครัวให้ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนรักสุขภาพที่ชื่นชอบการรับประทานผักพื้นบ้าน แต่ละอาทิตย์จะบอกลูกค้าว่ามีผักอะไรบ้าง เลือกชนิดผักตามที่ลูกค้าต้องการ ทั้งดอกแค พริก บวบ มะระขี้นก หน่อไม้ ฯลฯ หากเป็นช่วงนี้จะมีผลไม้อย่างมะม่วง มะละกอ ให้บ้าง แถมบ้าง จากนั้นก็จะจัดส่งให้ถึงบ้าน ถือว่าได้รับการตอบรับดีมาก เริ่มทำ 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีลูกค้าบอกต่อแล้วหลายราย”
                      อัจฉรา บอกว่าหากผ่านไปตลาดเชียงคาน อย่าลืมแวะซื้อผักสดๆกลับบ้าน หรือจะไปที่สวนก็ได้ อยู่ที่บ้านผาแบ่น หมู่ 6 ต.บุฮม อ.เชียงคาน ซึ่งพื้นที่นี้เป็นจุดท่องเที่ยวทางเลือกรองรับการขยายตัวของเทศบาลเชียงคาน มีเส้นทางปั่นจักรยานดูแก่งคุดคู้ เส้นทางขึ้นภูพระบาทภูควายเงินที่เป็นรอยเลื่อนของภูเขาไฟ ไปไม่ถูกโทรสอบถามได้ที่ 08-9572-0118 เธอยินดีให้ความกระจ่างแก่ทุกคน
———————-
(เกษตรกรคนเก่ง : จัดปิ่นโตผักสวนครัว แนวคิดเกษตรกรเมืองเลย : โดย…กวินทรา ใจซื่อ)

‘แดง หาทวี’ เกษตรกรไทยหัวใจวิทย์

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151216/218640.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 16 ธันวาคม 2558
'แดง หาทวี' เกษตรกรไทยหัวใจวิทย์

เกษตรกรคนเก่ง : ‘แดง หาทวี’ เกษตรกรไทยหัวใจวิทย์ : โดย…ณัฐกร จำปาแถม

                      เกษตรกร “แดง หาทวี” เขามุ่งใช้การทดลองและการกระทำพิสูจน์ “อาชีพชาวนา” จนก้าวเป็นปราชญ์เกษตรแห่งเมืองอุบล ได้รับรางวัลมากมาย
                      “พ่อแดง” หรือแดง หาทวี” วัย 64 ปี ชาวบ้านสุขสมบูรณ์ ต.บุ่งมะแลง อ.สว่างวีระวงศ์ จบชั้น ป.4 เริ่มเส้นทางนักคิดที่นำไปสู่ความเป็นปราชญ์จากความสงสัยในสิ่งรอบตัวโดยเฉพาะการปลูกข้าวที่ทำไมต้องปลูกครั้งละ 3 ต้น ด้วยการปลูกข้าวแบบชีวภาพต้นเดียวในแปลงนาหนึ่งไร่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ส่วนที่เหลืออีก 7 ไร่ให้ภรรยาปลูกวิธีดั้งเดิม
                      การทดลองทำให้เกิดเสียงคัดค้านจากเพื่อนชาวนาแม้กระทั่งภรรยา จนถึงเวลาเก็บเกี่ยวข้าวที่ออกรวงสวยงาม พิสูจน์และจุดประกายความสนใจของผู้คนขึ้นมา ยิ่งวงการวิทยาศาตร์การเกษตรที่เริ่มสนใจในสิ่งที่ “แดง หาทวี” ทำ
                      หลายปีผ่านไป “พ่อแดง” ยังคงปลูกข้าวแบบชีวภาพและเป็นวิทยากรชุมชน จนได้รับรางวัลเกษตรระพีปี 2555 จากการรวบรวมพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน คัดเลือกเมล็ดพันธุ์ดี ทดลองผสมพันธุ์ข้าว ฯลฯ ปี 2556 ได้รับปริญญา วิทยาศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาเกษตรศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี จากการทำนาแบบลดต้นทุนให้ผลผลิตสูง
                      ล่าสุดเดือนเมษายน 2558 “พ่อแดง” เปิดตัวพันธุ์ข้าวหอมทวีลูกผสมระหว่างพันธุ์หอมทุ่งและพันธุ์อีเตี้ย พันธุ์ข้าวเหนียวพื้นบ้านที่ให้ผลผลิตสูง 700 กก.ต่อไร่ เมื่อเทียบกับข้าวพันธุ์อื่นที่ได้ผลผลิต 400-500 กก.ต่อไร่
                      “ได้เอาข้าวพื้นบ้านคือข้าวหอมทุ่งและข้าวอีเตี้ยมาคัดเลือกพันธุ์ที่ดีผสมกัน ใช้เวลาทดลองกว่า 8 ปี เพื่อให้ข้าวอยู่ตัวที่สุด”
                      โดย “พ่อแดง” บอกถึงคุณสมบัติข้าวพันธุ์หอมทวี ว่าทนแล้ง เหมาะเพาะปลูกในสภาวะอากาศบ้านเราที่ช่วงนี้เอาแน่เอานอนไม่ได้ ส่วนการขายยังเป็นแบบชาวบ้านเพราะเพิ่งทำเป็นปีแรก
                      อย่างไรก็ตาม หากเกษตรกรท่านใดสนใจอยากทดลองปลูกพันธุ์ข้าวหอมทวีในฤดูกาลหน้า ติดต่อได้ที่ “พ่อแดง” เบอร์ 08-5771-5905
———————-
(เกษตรกรคนเก่ง : ‘แดง หาทวี’ เกษตรกรไทยหัวใจวิทย์ : โดย…ณัฐกร จำปาแถม)

‘สุชล สุขเกษม’ ปราชญ์เกษตรบ้านสารภี

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151209/218207.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 9 ธันวาคม 2558
'สุชล สุขเกษม' ปราชญ์เกษตรบ้านสารภี

เกษตรกรคนเก่ง : ‘สุชล สุขเกษม’ ปราชญ์เกษตรบ้านสารภี : โดย…ธานี กุลแพทย์

                      จากที่คิดแล้วลงมือทำพร้อมส่งต่อภูมิรู้ในรูปเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง จ.สมุทรสงคราม ของ “สุชล สุขเกษม” เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรให้ประชาชนและผู้สนใจทั่วไป ทำให้เขาได้รับการกล่าวขานเป็น “ปราชญ์เกษตร” ของท้องถิ่น
                      “สุชล สุขเกษม” ในวัย 50 ปีเศษ เป็นชาวสมุทรสงคราม พักอยู่ที่ 56 หมู่ 7 ต.จอมปลวก อ.บางคนที เล่าว่า ครอบครัวยึดอาชีพเกษตรกรรมมาตั้งแต่รุ่นปู่ยา ตายาย ซึ่งเป็นการทำเกษตรแบบภูมิดั้งเดิม ต่อเมื่อปี 2551 ตนได้น้อมนำแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงเป็นแนวทางปฏิบัติ ได้เปิดศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้เพื่อนเกษตรกร ประชาชนผู้สนใจ ได้เข้ามาเรียนรู้วิถีเกษตรแบบลงมือปฏิบัติจริง
                      ภายในศูนย์ ได้แบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วนๆ แล้วนำอาชีพเข้ามาไว้ในพื้นที่ ตั้งแต่เลี้ยงปลา เลี้ยงกบ เลี้ยงกุ้งในกระชัง เลี้ยงไก่หลุม เป็ดหลุม เลี้ยงไก่แบบตะกล้าแขวนกับต้นไม้ มูลไก่เป็นปุ๋ยไปในตัว อีกทั้ง ยังประหยัดพลังงานครัวเรือน คือนำมูลเป็ด ไก่ไปหมักเป็นก๊าชชีวภาพ ใช้ในการหุงต้มในครัวเรือนเป็นการช่วยลดรายจ่ายอีกทาง โดยทุกสิ่งอย่างจะหมุนเวียนในตัวของมันเองหมด ส่วนที่เหลือก็ขายเป็นรายได้เสริม
                      สิ่งสำคัญอีกอย่างที่สุชลตระหนักถึง คือเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยเขาให้ชาวบ้านนำน้ำมันที่ใช้แล้ว 1 ขวด มาแลกไข่ไก่จากทางกลุ่มได้ 5 ฟอง ก่อนที่จะมาผลิตเป็นไบโอดีเซล นำกลับมาให้ชาวบ้านได้ใช้ใหม่ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากชุมชนเป็นอย่างดี จนเป็นที่มาของการตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้พลังงานทดแทนบ้านสารภี ในปี 2553
                      ปัจจุบัน “สุชล สุขเกษม” นอกจากเป็นประธานศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง และศูนย์เรียนรู้พลังงานทดแทนบ้านสารภี หรือในนามกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านสารภี เขายังทำหน้าที่บรรยายให้แก่ประชาชน นิสิต นักเรียน นักศึกษา ฯลฯ ที่แวะเยี่ยมชมศูนย์ ทำให้ต่อมาได้ปริญญามหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการจัดการอุตสาหกรรมชุมชน จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กรุงเทพฯ
———————–
(เกษตรกรคนเก่ง : ‘สุชล สุขเกษม’ ปราชญ์เกษตรบ้านสารภี : โดย…ธานี กุลแพทย์)

ตั้งศูนย์เกษตรฯ มุ่งเกษตรกรยั่งยืน

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151202/217805.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 2 ธันวาคม 2558
ตั้งศูนย์เกษตรฯ มุ่งเกษตรกรยั่งยืน

เกษตรกรคนเก่ง : ตั้งศูนย์เกษตรฯ มุ่งเกษตรกรยั่งยืน : โดย…ธานี กุลแพทย์

                      จากแนวคิดสู่การลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังด้วยก่อตั้งศูนย์เกษตรยั่งยืนมากว่า 10 ปี เพื่อแก้ปัญหาด้านการเกษตรให้ตัวเองและเพื่อนเกษตรกร พร้อมมุ่งพัฒนาส่งเสริมให้มีความรู้เพิ่มขึ้นของสามีภรรยา นายผ่าน-นางพรรณพิมล ปันคำ ส่งให้ทั้งคู่ได้รับรางวัลในฐานะครอบครัวปราญช์เกษตรแห่ง ต.ศรีเมืองชุม อ.แม่สาย จ.เชียงราย
                      นายผ่าน ปันคำ เล่าย้อนถึงก่อนตั้งศูนย์เกษตรยั่งยืนที่ 60 หมู่ 7 ต.ศรีเมืองชุม อ.แม่สาย จ.เชียงราย ว่าครอบครัวทำอาชีพการเกษตรมีปัญหาต้นทุนที่สูงขึ้นขณะที่ราคาผลผลิตตกต่ำ ทำให้ต้องไปกู้เงินธนาคารมาลงทุน แต่ด้วยภรรยาเป็นคนที่ใฝ่รู้โดยเฉพาะสนใจทำเกษตรผสมผสาน จึงหาข้อมูลและนำความรู้นั้นมาทดลอง โดยเริ่มปี 2545 สมาชิกเริ่มแรก 30 คน กระทั่งเป็นศูนย์เกษตรยั่งยืนที่มีสมาชิกนับร้อยคนในทุกวันนี้
                      ศูนย์ดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นที่ 14 ไร่ เปิดโรงเรียนชาวนา ปลูกพืชสมุนไพรกว่า 100 ชนิด ขุดบ่อเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ ปลูกไม้ผลหลากชนิด มุ่งลดการใช้สารเคมีทุกชนิด ขณะเดียวกันก็หันใช้วัสดุจากธรรมชาติ ทั้งปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำอินทรีย์ ฯลฯ เมื่อทิศทางดีขึ้น 3-4 ปีต่อมาจึงพัฒนามาเป็นศูนย์เกษตรยั่งยืนดังกล่าว พร้อมเปิดให้เพื่อนเกษตรกรทั้งในและนอกพื้นที่เข้าเยี่ยมชม โดยทั้งสองคนคอยให้ความรู้และเมื่อมีเวลาว่างทั้งคู่มักได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรเผยแพร่การทำเกษตรผสมผสานตามจังหวัดต่างๆ เป็นประจำ
                      ผลงานการเกษตรที่โดดเด่นต่อเนื่องยาวนานนับ 10 ปี ของคนคู่นี้ ทำให้นางพรรณพิมล ปันคำ ได้รับรางวัลโล่พระราชทาน รองชนะเลิศเกษตรทฤษฎีใหม่ประเภทกลุ่ม, รางวัลโล่เกียรติคุณ หนึ่งความดีใต้ร่มพระบารมี, รางวัลผู้หญิงเก่งสาขานักพัฒนา ด้านนายผ่าน ปันคำ ได้รับรางวัล “อิสระเมธี” จากมูลนิธิวิมุตตยาลัย จากผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย
                      อย่างไรก็ตามเกษตรกรท่านใดสนใจร่วมกิจกรรมติดต่อได้ที่ศูนย์เกษตรยั่งยืน ต.ศรีเมืองชุม โทร.08-1025-5598
———————-
(เกษตรกรคนเก่ง : ตั้งศูนย์เกษตรฯ มุ่งเกษตรกรยั่งยืน : โดย…ธานี กุลแพทย์)

สับปะรดเอ็มดี2ทางเลือกเกษตรกร

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151125/217430.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน 2558
สับปะรดเอ็มดี2ทางเลือกเกษตรกร

เกษตรกรคนเก่ง : สับปะรดเอ็มดี2 ทางเลือกเกษตรกร : โดย…ธานี กุลแพทย์

       ด้วยคุณสมบัติเด่นของสับปะรดเอ็มดี2 (MD2) ที่รสชาติหวานหอมอมเปรี้ยว เนื้อตัน แน่น มีวิตามินซีสูงถึง 4 เท่า เก็บเกี่ยวผลผลิตเร็วกว่าพันธุ์อื่น ภายหลังทดลองปลูกของสมาคมชาวไรสับปะรดไทย ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ต.ตาสิทธิ์ อ.ปลวกแดง จ.ระยอง ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ พร้อมหนุนเกษตรกรปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่รับความต้องการของตลาด
       นายศราวุธ เรืองเอี่ยม ที่ปรึกษาสมาคมชาวไร่สับปะรดไทย ทำงานด้านสับปะรดมากว่า 20 ปี ทั้งพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์สับปะรด โดยเฉพาะพันธุ์ เอ็มดี2 เล่าว่า สับปะรดพันธุ์นี้พัฒนาขึ้นที่ฮาวาย สหรัฐอเมริกา มีลักษณะโดดเด่น คือเมื่อแก่จะมีสีเหลืองทองทั้งผล ใบมีหนามน้อยหรือไม่มีเลย รสชาติหวานหอมอมเปรี้ยว เนื้อตัน แน่น มีวิตามินซีสูงถึง 4 เท่าของพันธุ์อื่น ที่สำคัญเมื่อรับประทานแล้วไม่กัดลิ้น เป็นที่นิยมของตลาดต่างแดนทั้ง ญี่ปุ่น เกาหลี และฝั่งประเทศแถบยุโรป
       จึงซื้อผลและเก็บจุกกลับมา โดยนำจุกไปเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและนำมาปลูก ระยะแรกพบว่ายังมีความแปรปรวนอยู่บ้างในเรื่องของใบ ซึ่งมี 2 ลักษณะ คือ มีหนามกับไม่มีหนาม จึงคัดเลือกต้นที่ไม่มีหนามเอาไว้ทำพันธุ์ จนปัจจุบันสามารถขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อ ตัดจุก และชำเหง้าได้แล้ว อีกทั้งยังบังคับให้ออกดอกได้ง่ายและมีอายุการเก็บเกี่ยวที่เร็วกว่าพันธุ์อื่นๆ จึงนำมาทดลองปลูกในแปลงของนายเสถียร เสือขวัญ ประธานกลุ่มผู้ปลูกสับปะรด ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หมู่ 1 ต.ตาสิทธิ์ เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่เกษตรกรในพื้นที่นำไปปลูก รองรับกับความต้องการของตลาด โดยมุ่งเน้นลดต้นทุน ผลผลิตมีคุณภาพ และการตลาดที่ยั่งยืน
       อย่างไรก็ตาม ผลผลิตสับปะรดพันธุ์เอ็มดี2 เป็นที่รู้จักและเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ แต่การผลิตในประเทศยังมีอยู่น้อย ฉะนั้นจึงต้องเร่งขยายพันธุ์ให้มากขึ้น และเกษตรกรหากท่านใดสนใจ ติดต่อได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอปลวกแดง หรือ โทร.0-3865-3072 ในวันเวลาราชการ

‘มะละกอแขกดำ’ ทำเงิน เกษตรกร ‘บ้านนาสีนวล’

Published มกราคม 10, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151118/217049.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน 2558
'มะละกอแขกดำ' ทำเงิน เกษตรกร 'บ้านนาสีนวล'

เกษตรกรคนเก่ง : ‘มะละกอแขกดำ’ ทำเงิน เกษตรกร ‘บ้านนาสีนวล’ : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร

                      จากที่ภาคอีสานมะละกอดิบส่วนใหญ่ถูกนำมาทำ “ส้มตำ” เมนูโปรดในชีวิตประจำวัน เกษตรกรแห่ง จ.มหาสารคาม จึงนำมะละกอพันธุ์แขกดำลูกผสมมาปลูกในพื้นที่ ด้วยให้ผลผลิตเร็ว ปลูกง่าย ต้นเตี้ย รสชาติกรอบอร่อย ทำให้ได้รับความนิยม สร้างงาน สร้างเงินได้อย่างมั่นคง
                      ไพบูลย์ พุฒเขียว วัย 49 ปี อยู่ที่บ้านเลขที่ 140 หมู่ 17 บ้านนาสีนวล ต.นาสีนวล อ.กันทรวิชัย เล่าว่า เดิมทีรับไข่ไก่จากเกษตรกรในหมู่บ้านไปเร่ขายทั้งใน จ.มหาสารคาม และ จังหวัดใกล้เคียง พร้อมปลูกพืชผักสวนครัวแบบผสมผสาน บรรจุถุงใส่รถจักรยานยนต์พ่วงข้างไปเร่ขายตามหมู่บ้าน และตลาดนัด ขณะเดียวกัน ก็หาต้นพันธุ์พืชผักมาปลูกเพิ่มเติมในสวน รวมทั้งมะละกอพันธุ์แขกดำลูกผสม
                      “ปลูกมะละกอแขกดำเมื่อปี 55 วันนั้นเดินทางมาที่ จ.ขอนแก่น เห็นมีเมล็ดพันธุ์ขาย จึงนำมาทดลองเพาะในพื้นที่ 2 ไร่ ลงดินเพียง 3-4 เดือนก็ออกลูก ต้นเตี้ยมาก ต้องคลานเข้าไปเก็บ แต่ก็สะดวก เพราะทำให้เลือกเก็บผลที่พอเหมาะ”
                      ต่อเมื่อเห็นว่ามะละกอที่ปลูกเป็นพันธุ์ที่มีลักษณะเด่น ตลอดจนมีตลาดรองรับทั้งตลาดในหมู่บ้าน และตลาดนัดอีกหลายแห่ง ทำให้ไพบูลย์ขยายพื้นที่ปลูกเพิ่ม กระจายปลูกกว่า 500 ต้น ในพื้นที่ที่มีอยู่กว่า 10 ไร่ โดยปลูกผสมไปกับพืชผักสวนครัวอื่นๆ
                      ส่วนการดูแลนั้น ไพบูลย์ บอกว่า ไม่ได้ดูแลมากนัก เน้นการรดน้ำให้น้ำไหลผ่าน ไม่ให้น้ำขัง เพื่อป้องกันรากเน่า ไม่กำหนดระยะห่างที่ชัดเจน เพราะปลูกแซมไปกับพืชผักสวนครัวอื่นๆ การบำรุงต้น ดอก ผล ใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ใช้สารชีวภาพฉีดพ่นไล่แมลง ที่สำคัญช่วยลดรายจ่ายเรื่องยาฆ่าแมลงได้มาก ผักที่นำไปขายจึงล้วนเป็นผักปลอดสารพิษ
                      “ตลาดตอบรับดีมาก ลูกค้าถามซื้อต้นพันธุ์ จึงเพาะต้นพันธุ์ขายต้นละ 10 บาท มีลูกค้าเหมาซื้อจนเพาะไม่ทัน เพราะเรารับประกันกับลูกค้าว่าต้นพันธุ์ที่ซื้อไปจากสวนเป็นมะละกอตัวเมียทุกต้น ปลูกแล้วได้ผลผลิตแน่นอน”
                      หากเกษตรกรท่านใดสนใจเรียนรู้การปลูกมะละกอแขกดำลูกผสม ไพบูลย์บอก ไปดูเป็นต้นแบบได้ที่สวน ยินดีให้ความกระจ่างแก่ทุกๆ คน
———————
(เกษตรกรคนเก่ง : ‘มะละกอแขกดำ’ ทำเงิน เกษตรกร ‘บ้านนาสีนวล’ : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร)

เลี้ยงกุ้งฝอยในบ่อดิน สร้างรายได้ฤดูแล้ง

Published มกราคม 10, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151111/216646.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน 2558
เลี้ยงกุ้งฝอยในบ่อดิน สร้างรายได้ฤดูแล้ง

เกษตรกรคนเก่ง : เลี้ยงกุ้งฝอยในบ่อดิน สร้างรายได้ฤดูแล้ง : โดย…กวินทรา ใจซื่อ

                      กุ้งฝอยเป็นกุ้งน้ำจืดที่ชาวบ้านนิยมนำมาทำเป็นอาหาร ทั้งทอดมันกุ้ง พล่ากุ้ง กุ้งเต้น ปัจจุบันกุ้งฝอยตามธรรมชาติหายากขึ้น เนื่องจากแหล่งน้ำเสื่อมโทรมไม่เหมาะกับการแพร่พันธุ์ สวนทางกับความต้องการของตลาดที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ราคาจึงขยับอยู่ที่กิโลกรัมละ 200-300 บาท
                      เดิม เอกภักดิ์ บุญแต่ง ชาวบ้านสมศรี ต.โคกพระ อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม เป็นครูอัตราจ้าง แต่จากความชอบทำเกษตรแบบผสมผสาน เมื่อหมดสัญญาเขาจึงลาออกและทำเกษตรอย่างจริงจัง โดยแบ่งที่ดินกว่า 9 ไร่ ปลูกพืชผักสวนครัว ผลไม้ ไม้ยืนต้น ขุดบ่อเลี้ยงปลาดุกไว้กินและขาย จากความสำคัญทำให้เป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน ต.โคกพระ มาตั้งแต่ปี 2552
                      ทว่าการเป็นคนช่างสังเกตระหว่างการพักบ่อเตรียมลงปลาดุกเห็นในกระชังมีลูกกุ้งฝอยอยู่เป็นจำนวนมาก จึงมีแนวคิดเลี้ยงกุ้งฝอยในบ่อดิน ด้วยเริ่มศึกษาและทดลองเลี้ยงเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเกษตรกรที่สนใจเลี้ยงกุ้งฝอยเพื่อเป็นรายได้เสริมช่วงฤดูแล้ง
                      “เลี้ยงได้ 2 เดือน เริ่มจากสำรวจพื้นที่ว่าเหมาะสม น้ำสะอาด ไม่มีปลิง ก่อนนำลูกกุ้งปล่อยในกระชังที่กว้าง 1.20 เมตร ยาว 4 เมตร ลึก 2.40 เมตร ให้อาหารที่เลี้ยงปลาดุกผสมกากน้ำตาล รำอ่อน และอีเอ็ม คลุกเคล้าให้เข้ากัน ให้ 2 เวลา เช้าเย็นแต่พอเหมาะ”
                      จากที่สนใจทำเกษตรอินทรีย์ที่ผ่านมาจึงให้หน่วยงานกรมวิชาการเกษตร ศูนย์พัฒนาการเกษตรมหาสารคาม อบรมการเลี้ยงกุ้งฝอยอินทรีย์ จนได้รับการรับรองว่าที่นาปลอดภัยจากสารเคมีทั้งดินและน้ำ อีกทั้งปัจจัยสำคัญคือน้ำต้องสะอาด การวางกระชังต้องไม่ลึก แสงแดดส่องถึง อย่านำกระชังวางใต้ต้นไม้ เพราะเศษใบไม้จะทำให้น้ำขุ่น มีตะไคร่น้ำหนา ทำให้กุ้งโตช้า ซึ่งเอกภักดิ์ บอกว่าจากการทดลองเลี้ยง 2 เดือน พบว่าหากทำเป็นอาชีพหลักจะไม่คุ้มการลงทุน เพราะจับขายได้ครั้งละ 1-2 กิโลกรัมเท่านั้น เหมาะทำเป็นอาชีพเสริม
                      เกษตรกรที่สนใจสอบถามได้ที่นายเอกภักดิ์ บุญแต่ง ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน ต.โคกพระ หรือโทรศัพท์ 08-9482-2884
——————–
(เกษตรกรคนเก่ง : เลี้ยงกุ้งฝอยในบ่อดิน สร้างรายได้ฤดูแล้ง : โดย…กวินทรา ใจซื่อ)

ปลูก ‘หม่อน’ ขายนักท่องเที่ยว

Published มกราคม 10, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151104/216267.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน 2558
ปลูก 'หม่อน' ขายนักท่องเที่ยว

เกษตรกรคนเก่ง : ปลูก ‘หม่อน’ ขายนักท่องเที่ยว : โดย…กวินทรา ใจซื่อ

                      สรรพคุณที่หลากหลายของผลหม่อน หรือมัลเบอร์รี ทั้งบริโภคสด เป็นยา ทำให้ “ชาตรี นาสิงห์” เกษตรกรชาว จ.นครราชสีมา ปลูกหม่อนพันธุ์กำแพงแสน 42 ที่ให้ผลดก รสหวานหอม ทนแล้ง ทนฝน ดูแลรักษาง่าย โรคและแมลงรบกวนน้อย โดยมุ่งตลาดท่องเที่ยวเป็นหลัก
                      “ชาตรี” บอกว่าเดิมรู้จักเฉพาะพันธุ์พื้นเมือง ทว่าเมื่อ 7 ปีที่ผ่านมา มีนักวิชาการกรมหม่อนไหมแนะนำพันธุ์หม่อนกำแพงแสน 42 ระยะนั้นถือว่าพันธุ์นี้ยังไม่แพร่หลาย ขณะที่ผลผลิตหม่อนในบ้านเรายังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ถือว่าเป็นผลไม้ที่มีราคาแพง จึงหาข้อมูลทำให้รู้สรรพคุณ บวกกับกระแสผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น จึงลองปลูก ถือเป็นรายแรกๆ ของจังหวัด วิธีการปลูกนั้น ชาตรีบอกว่า ระยะห่างที่เหมาะสม 3 คูณ 3 เมตร เพื่อให้ต้นได้รับแสงแดดเต็มที่ จากนั้นขุดหลุมแล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก เมื่อปลูกเสร็จใส่ปุ๋ยคอกแล้วรดน้ำให้ชุ่ม รอจนต้นแข็งแรงจึงค่อยตัดแต่งกิ่งกระตุ้นให้ออกผล
                      โดยใน 1 ปีจะบังคับให้หม่อนติดผล 3 รอบ เริ่มจากการใส่ปุ๋ยคอกให้รอบต้น รดน้ำให้ชุ่ม รอให้ต้นแตกใบอ่อนจนมีสีเขียวเข้ม แล้วตัดแต่งกิ่งให้เสมอกันสูงจากพื้น 1 เมตร หม่อนจะติดผลนาน 45 วันก็เก็บผลขายได้ เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วจะพักต้น จากนั้นจะเริ่มบังคับให้ออกลูกรอบที่ 2 เริ่มจากบำรุงต้น ตัดแต่งกิ่งให้ออกผลอีกครั้ง
                      “ส่งผลไปขายที่ จ.ภูเก็ต กิโลกรัมละ 300-500 บาท ลูกค้าจะนำไปแปรรูปเป็นแยม น้ำมัลเบอร์รี่ ส่งขายตามโรงแรม เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยว ส่วนใบหม่อนส่งขายโรงงานในราคากิโลกรัมละ 14-20 บาท ถือว่าตลาดยังไปได้อีกไกล”
                      อย่างไรก็ตาม ชาตรี บอกว่า นอกจากขายผลสดแล้วยังเพาะกิ่งพันธุ์มัลเบอร์รี่จำหน่ายให้เกษตรกรที่สนใจ พร้อมให้คำแนะนำในการปลูกให้หม่อนติดผลเร็ว หากสนใจสอบถามแนวทางในการปลูก โดยสามารถแวะเยี่ยมชมแปลงปลูกได้ที่ 87/32 ซอย 19 อ.เมือง นครราชสีมา หรือโทรศัพท์สอบถาม 08-7956-4528
——————–
(เกษตรกรคนเก่ง : ปลูก ‘หม่อน’ ขายนักท่องเที่ยว : โดย…กวินทรา ใจซื่อ)

ปลูก ‘ขมิ้นชันอินทรีย์’ สร้างรายได้เกษตรชัยภูมิ

Published มกราคม 10, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151028/215874.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 28 ตุลาคม 2558
ปลูก 'ขมิ้นชันอินทรีย์' สร้างรายได้เกษตรชัยภูมิ

เกษตรกรคนเก่ง : ปลูก ‘ขมิ้นชันอินทรีย์’ สร้างรายได้เกษตรชัยภูมิ : โดย…กวินทรา ใจซื่อ

                      การปลูกขมิ้นชันอินทรีย์ของกลุ่มเกษตรกรบ้านท่ามะไฟหวาน 3 หมู่ คือ หมู่ 4 หมู่ 6 และหมู่ 11 ต.ท่ามะไฟหวาน อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ โดยให้เกษตรกร ลด ละ เลิก การใช้สารเคมี เพื่อความปลอดภัยทั้งต่อผู้บริโภคและเกษตรกรเอง อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนในการผลิต
                      จากความสนใจทำให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันในชื่อโครงการพัฒนาการผลิตพืชสมุนไพรด้วยระบบเกษตรอินทรีย์ โดยนางสุนันทา โรจน์เรืองไร บ้านเลขที่ 7 หมู่ 11 ต.ท่ามะไฟหวาน อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ เป็นหัวแรงหลักในการชักชวนเกษตรกรมาทดลองปลูก มีการหาความรู้เพิ่มศักยภาพในรูปแบบการวิจัยร่วมกัน โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
                      นางสุนันทา เล่าว่า พื้นที่หมู่บ้านท่ามะไฟหวานอยู่ในเทือกเขาภูแลนคา เดิมเกษตรกรใช้สารเคมีเพาะปลูก จึงส่งผลกระทบต่อคน สัตว์ สิ่งแวดล้อม จึงเกิดการรวมตัวของเกษตรกรปลูกพืชสมุนไพรอินทรีย์ ทั้งขมิ้นชัน หญ้าปักกิ่ง มะขามป้อม รางจืด ฯลฯ
                      โดยเฉพาะขมิ้นชันซึ่งตลาดมีความต้องการสูง จึงปลูกมาก พร้อมกับสมุนไพรอื่นๆ หมุนเวียนกันไปตามฤดูกาล นำไปขายที่โครงการตลาดกลางวัตถุดิบสมุนไพร จ.มหาสารคาม ซึ่งเป็นตลาดไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง
                      “พื้นที่เพาะปลูกขมิ้นชันมี 179 ไร่ ระยะเวลาปลูก 8-9 เดือนจึงเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ เกษตรกรจะเริ่มปลูกเดือนเมษายน เก็บเกี่ยวเดือนมกราคมของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงที่หัวขมิ้นชันจะแห้งสนิท และมีตัวยาสารออกฤทธิ์ที่มีคุณภาพ” สุนันทา แจง
                      ส่วนการเตรียมพื้นที่ปลูกเริ่มจากการเตรียมดินซึ่งจะทำก่อนต้นฤดูฝน ทั้งบำรุง ปรับปรุงดินให้เหมาะสม จึงนำหัวขมิ้นปลูกในระหว่างแถว 75-80 เซนติเมตร และระยะห่างระหว่างต้น 30 เซนติเมตร ส่วนพันธุ์ขมิ้นคัดเลือกพันธุ์มาจาก จ.เพชรบูรณ์ จากนั้นนำมาล้างด้วยน้ำปูนใสเพื่อป้องกันเชื้อรา เพลี้ยโรคหัวเน่า ซึ่งเป็นการใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน
                      สำหรับผู้สนใจต้องการเรียนรู้ หรือเลือกซื้อสมุนไพรอินทรีย์ สุนันทา บอกติดต่อได้ที่กลุ่ม หรือสอบถามได้ที่ โทรศัพท์ 08-7794-6006
——————-
(เกษตรกรคนเก่ง : ปลูก ‘ขมิ้นชันอินทรีย์’ สร้างรายได้เกษตรชัยภูมิ : โดย…กวินทรา ใจซื่อ)
%d bloggers like this: