อุทกภัย

All posts tagged อุทกภัย

แผนป้องน้ำรับมืออุทกภัย เสี่ยงท่วมลึก ท่วมหนัก

Published มิถุนายน 25, 2012 by SoClaimon

http://www.thaipost.net/sunday/240612/58649

24 June 2555

ก่อนฤดูน้ำหลากจะมาถึง ดูเหมือนสังคมไทยจะมีคำถามดังขึ้นๆ ปี 2555 นี้ น้ำจะท่วมซ้ำเหมือนวิกฤตการณ์มหาอุทกภัยในปี 2554 หรือไม่ จะรุนแรงแค่ไหน สะท้อนถึงปัญหาน้ำท่วมยังสร้างความวิตกกังวลกับประชาชน แม้รัฐบาลจะดำเนินการตามมาตรการป้องกันอุทกภัยในระยะเร่งด่วนไปบ้างแล้ว พร้อมออกมายืนยันมั่นอกมั่นใจกับแผนรับวิกฤติน้ำว่า “เอาอยู่”

จากการสัมมนา “รับรู้..สู้ภัยน้ำ” ซึ่ง ทีมกรุ๊ป(TEAMGROUP) จัดขึ้นเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา ณ ห้องแกรนด์ บอลรูม โรงแรม ดิ เอมเมอรัล มีการรายงานสถานการณ์น้ำล่าสุดของประเทศไทย แนวโน้มการเกิดอุทกภัยในปีนี้ ความพร้อมรับมือน้ำปี 2555 พร้อมให้ข้อมูลที่ถูกต้องเป็นประโยชน์ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน หากเกิดซ้ำอีกจะมีแนวทางและยุทธศาสตร์แก้ปัญหาที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมอย่างไร

ชวลิต จันทรรัตน์ กรรมการผู้จัดการ ทีมกรุ๊ป กล่าวว่า อุทกภัยปี 54 ถือว่ารุนแรงที่สุดในรอบ 100 ปี หลังน้ำท่วมปีที่ผ่านมา ทรีมกรุ๊ปได้ให้ความเห็นแผนระยะสั้น ส่วนใหญ่ตรงกับที่รัฐบาลใช้เป็นแผนเร่งด่วน เช่น ขุดลอกคลอง ซ่อมบานประตู การพัฒนาพื้นที่ลุ่มต่ำ กำหนดพื้นที่แก้มลิงที่สามารถควบคุมน้ำได้ นอกจากนี้ ทีมกรุ๊ปได้ให้ข้อมูลกับรัฐ เช่น กรมประทาน กรมทางหลวง กรุงเทพมหานคร เพื่อให้ดำเนินงานตามแผนงานระยะยาว 6-7 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลใช้งบประมาณไปกว่า 20,000 ล้าน โดยภายหลังทำงบขึ้นถึงแสนล้านแล้ว

จากการติดตามการแก้ปัญหาน้ำท่วม ชวลิตระบุหนักใจการกำหนดพื้นที่ทางน้ำหลาก หรือฟลัดเวย์ ของรัฐบาล กำหนดพื้นที่ปิดล้อมไม่ให้น้ำท่วมเป็นพื้นที่กว้าง จะทำฟลัดเวย์ฝั่งตะวันตกให้น้ำไหลไปลงแม่น้ำท่าจีน 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ด้านขวามือไหลไปตามฟลัดเวย์ธรรมชาติ การไหลของน้ำความเร็ว 600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แม้ผังการพัฒนาพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลประกาศใช้แล้ว ฝั่งตะวันออกในผังเป็นสีขาวคาดเขียว กฎหมายประกาศเป็นฟลัดเวย์ธรรมชาติ แต่ข้อเท็จจริงไม่สามารถบังคับใช้ได้ มีการใช้ประโยชน์ที่ดินในฟลัดเวย์ พัฒนาทั้งถนน เมือง โรงงานอุตสาหกรรม นิคมอุตสาหกรรม 1 แห่ง ฉะนั้น การให้น้ำไหลผ่านฟลัดเวย์ 600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็นไปไม่ได้เลย

ในเวทีกรรมการผู้จัดการทีมกรุ๊ปเสนอโครงการแนวผันน้ำมอเตอร์เวย์ เป็นฟลัดเวย์ที่ไม่ใช้คลองธรรมชาติ โดยเห็นควรปรับปรุงนำแนวถนนวงแหวนรอบที่ 3 ด้านฝั่งตะวันออก เพิ่มพื้นที่ตรงกลางถนนอีก 180 เมตร ความยาว 140 กิโลเมตร เพื่อขุดเป็นคลองลึก 8 เมตร ระบายน้ำจาก จ.พระนครศรีอยุธยาลงมาสู่ทะเล อัตราความเร็ว 1,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือวันละ 100 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยมีบานประตู่ปิด-เปิดควบคุม ซึ่งจากการศึกษาของทีมกรุ๊ปนอกจากแก้น้ำท่วมจะใช้ประโยชน์ในการเดินเรืออีกด้วย เราใช้ข้อมูลมาสู่การออกแบบเบื้องต้นเป็นโครงการแนวผันน้ำมอเตอร์เวย์นี้ หากปริมาณน้ำมามากเท่าปี 54 จะช่วยจัดการน้ำ รวมถึงเราเสนอปรับปรุงถนนสายหลักและสายรองอีก 11  สาย ก็อยู่ในแผนงาน กรมทางหลวงต้องปรับปรุง เพื่อให้ระบบสัญจรในช่วงน้ำท่วมไม่เป็นอัมพาต ระบบการผลิตไม่หยุดชะงัก

อีกอุปสรรคสำคัญในการรับมือน้ำ ชวลิตพบว่า เดิมคูคลองถูกรุกล้ำกีดขวางการระบายน้ำไม่ให้เต็มประสิทธิภาพ แม้บางพื้นที่มีการขุดลอกคลองแล้วเสร็จ แต่สภาพจริงไม่เสร็จ เพราะพื้นที่ครึ่งหนึ่งสูญเสียไปด้วยประชาชนเข้าไปใช้ประโยชน์ในคลอง บางพื้นที่ขุดลอกไม่ได้ แล้วยังมีการบุกรุกคูคลองเพิ่มขึ้นอีก ทั้งทำถนน ทางเท้ารุกพื้นที่ การระบายน้ำลงทะเลยากลำบาก แม้ขุดลอกแล้ว ภาครัฐต้องหาแนวทางเข้าไปติดตามแก้ไข

อย่างไรก็ตาม ชวลิตมีข้อกังวลสำคัญหลังน้ำท่วมใหญ่ ปีนี้รัฐบาลขยายแนวป้องกันตั้งแต่มหาสวัสดิ์ขึ้นไปไว้ที่คลองพระยาบรรลือ และขยายแนวป้องกันจากคันกั้นน้ำพระราชดำริตามคลองหกวาสายล่าง ถนนหทัยราษฎร์ ขึ้นไปอยู่ที่คลองรังสิต     นอกจากนั้นขยายกว้างถึงคลองระพีพัฒน์ ทีมกรุ๊ปได้นำเงื่อนไขต่างๆ มาศึกษารายละเอียดโดยใช้แบบจำลอง ทีมกรุ๊ปวิเคราะห์ละเอียด พิจารณาถึงอนาคตที่หิมะขั้วโลกเหนือละลายมากขึ้น ซึ่ง 90 ปีข้างหน้า ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นอีก 60 เซนติเมตร และจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะส่งผลให้ฝนตกมากกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไป 7% รวมถึงแผ่นดินทรุด ทั้งหมดนำมาศึกษา

จากแบบจำลองพบว่า หากขยายแนวป้องกันไปที่คลองพระยาบรรลือ คลองระพีพัฒน์ จะทำให้พื้นที่ป้องกันน้ำท่วมเพิ่มขึ้น เดิมป้องกัน 1.9 ล้านไร่ ขยายไปเป็น 4 ล้านไร่ ขยายออกจากกรุงเทพมหานครไปปกป้องปทุมธานี นนทบุรีด้วย จะทำให้พื้นที่การไหลของน้ำผ่านเมืองน้อยลง พื้นที่ปลอดภัยเยอะขึ้นจริง แต่พื้นน้ำท่วมเท่าเดิม แต่เนื่องจากการไหลของน้ำสะดวกน้อยลง ทำให้ระดับความลึกน้ำท่วมสูงขึ้น

“จากแผนที่คาดการณ์พื้นที่น้ำท่วมปี 55 ถ้าน้ำมาเท่าปี 54 และสภาพการป้องกันเป็นแบบนี้ ในปีนี้น้ำจะท่วมสูงกว่าพื้นที่น้ำท่วมใกล้เคียงเดิม แต่ความลึกจะสูงขึ้น อย่างบางเลน บางไทร สองพี่น้อง บางปลาม้า ฝั่งตะวันออกก็บางปะหัน องครักษ์ บางน้ำเปรี้ยว น้ำลึกกว่าปี 54 มาก บางพื้นที่ 30 เซนติเมตร บางพื้นที่ 50 เซนติเมตร และบางพื้นที่ 80 เซนติเมตร ถ้าอยู่นอกเขตป้องกันน้ำจะท่วมหนักกว่าปีที่แล้ว” ชวลิตเน้นย้ำ ซึ่งในแผนที่คาดการณ์น้ำท่วมมี 7 จังหวัดลุ่มเจ้าพระยา คือ จ.ลพบุรี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี อยุธยา และนครปฐม เสี่ยงน้ำท่วมสูงกว่าปี 54

กรรมการผู้จัดการทีมกรุ๊ปฝากบนเวทีว่า ทีมกรุ๊ปจะติดตามวิเคราะห์ข้อมูลสภาพภูมิอากาศ วิเคราะห์โอกาสน้ำท่วม และแจ้งเตือนล่วงหน้า 30 วัน โดยใช้แบบจำลองชลศาสตร์-อุทกวิทยาลุ่มน้ำเจ้าพระยาในการเตือนภัยน้ำท่วม หากพื้นที่ใดมีความพร้อม ต้องการให้ทีมกรุ๊ปเข้าไปตรวจสอบสภาพพื้นที่ ความแข็งแรงของระบบป้องกันน้ำก็ยินดี นอกจากนั้นจะทำคู่มือเตรียมพร้อมจัดแผนเผชิญเหตุหากจะเกิดเหตุอุทกภัย

ดร.รอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) คณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) และคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) กล่าวว่า หลังอุทกภัยปี 54 ทางสถาบันได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้เป็นคลังข้อมูลน้ำ แต่มีข้อมูลเฉยๆ แก้ปัญหาไม่ได้ จึงดำเนินการจัดการน้ำด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหม่ บูรณาการข้อมูลจากหลายหน่วยงาน จัดทำแบบจำลองเป็นระบบ มีความแม่นยำ ประกอบด้วยแผนที่ฝนของกรมอุตุฯ มารวมเป็นแบบจำลองน้ำท่าส่งต่อไปที่ศูนย์ข้อมูลน้ำแห่งชาติเพื่อวิเคราะห์จัดสรรสมดุลน้ำ เป็นการจัดการต่างจากที่แล้วมา

โดยแบ่งลุ่มน้ำเจ้าพระยาเป็น 11 เขต 11 Block เพื่อหาสมดุลน้ำในแต่ละพื้นที่ หากสมดุลน้ำลบมากคือ แล้ง บวกมาคือ ท่วม จุดเด่นของระบบนี้คือคิดถึงการพร่องน้ำก่อนน้ำจะมา มีเขื่อนหลายเขื่อนปริมาณน้ำไหลเข้า 4-5 เท่าของความจุ ฉะนั้น การบริหารจัดการได้พื้นที่ท้ายน้ำของเขื่อนจำเป็นต้องพร่องน้ำ บริหารแบบติดลบก่อนพายุจะมา ซึ่งสมดุลน้ำในพื้นที่จะช่วยแก้ปัญหาได้ ระบบนี้เชื่อมต่อกันมีข้อดีแทนที่จะบริหารเขื่อนเดี่ยวเหมือนอดีตจะสามารถบริหารเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อย เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ รวมทั้งเขื่อนพระราม 6 เขื่อนเจ้าพระยาไปพร้อมกันได้ ความยืดหยุ่นเกิดขึ้นมากกว่าเดิม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งบริหารน้ำไม่ต่างกับจราจร รถติดคือน้ำท่วม หน้าที่คือทำให้รถไม่ติด

“สามสัปดาห์ที่แล้ว น้ำบริเวณลุ่มน้ำยมตอนล่าง ลุ่มน้ำน่านตอนล่าง เริ่มเกินเป็นบวก 100 ล้านทั้งคู่ สองลุ่มน้ำรวม 200 ล้าน สัปดาห์ถัดมากลายเป็น บวก 200 ล้าน เราเริ่มรู้ว่าน้ำจะเอ่อท่วม และเกิดขึ้น ด้วยแบบจำลองนี้ทำให้การแก้ปัญหาเริ่มเดินไปได้ถูกทาง หากเริ่มบวกมาก สิ่งที่ต้องทำคือ แบบจำลองชลศาสตร์-อุทกวิทยา หรือ Rive Network Model จัดจราจรน้ำ ซึ่งผมมีประสบการณ์น้ำท่วมปี 49 ใช้ River Model จัดจราจรน้ำเขื่อนภูมิพลและเขื่อนป่าสัก หากระดับน้ำเริ่มล้นตลิ่ง กินอาณาบริเวณกว้างขวางหรือจัดจราจรน้ำอย่างไร ก็จัดทำ Flood Model จัดเส้นทางน้ำท่วมสร้างปัญหาและความเสียหายน้อยที่สุด ซึ่งแบบจำลองนี้เริ่มใช้งานจริงแล้ว 3 สัปดาห์ และเร่งดำเนินการให้เป็นระบบอัตโนมัติ” อาจารย์รอยลยืนยันระบบนี้จะทำให้การบริหารจัดการน้ำในเขื่อนมีประสิทธิภาพและลดปัญหาน้ำขาดน้ำเกินในแต่ละพื้นที่ได้ รวมถึงเตือนภัยได้รวดเร็วกว่าเดิม

ซึ่งเขาระบุต้นปี 54 เป็นบทเรียนที่ดีที่บางระกำ น้ำเทมาจากแพร่ ต้องหลีกการส่งน้ำให้เขื่อนสิริกิติ์ จากเดิมเคยระบายน้ำ 32 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ก็ลดลงเหลือ 17 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ทำให้แม่น้ำน่านต่ำกว่าแม่น้ำยม 1.5 เมตร ก็อาศัยคลองต่างๆ และแม่น้ำยมระบายน้ำออกไปแม่น้ำน่าน การแก้ปัญหาคราวนี้เป็นบทเรียนให้ฝึกซ้อม บริหารจัดการเป็นพื้นที่ๆ  เตรียมการเป็น Block ตอนนี้ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างน้ำเริ่มเกินแล้ว ภายในหนึ่งสัปดาห์เพิ่มขึ้น 2 เท่า ฉะนั้น สัญญาณจะเตือนล่วงหน้า 7 วัน ซึ่งสามารถพร่องน้ำออกได้ทัน

ทั้งยังให้ข้อมูลวันที่ 1 พ.ย.2554 มีน้ำขังในลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำน่าน 8,000 ล้านลูกบาศก์เมตร บทเรียนนี้ที่ทำให้สนใจจัดสรรสมดุลน้ำเพื่อระบายน้ำได้ก่อน ย้อนทำแบบจำลองปี 54 หากเริ่มระบายน้ำตั้งแต่ ส.ค. จะระบายได้ประมาณ 4,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ความเสี่ยงลดลงมหาศาลเลย

ส่วนยุทธศาสตร์ในการจัดการปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน อาจารย์รอยลแสดงทัศนะว่า ท่ามกลางสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง สิ่งที่พบเห็นคือ ฝนไม่ตกตามเวลา ไม่ตกในพื้นที่เดิม บางครั้งตกท้ายเขื่อน ปี 2553 ชัดเจน ฝนมาก น้ำท่วม แต่น้ำในเขื่อนน้อย ฉะนั้น จากการวิเคราะห์ พื้นที่เกษตรไทยมี 154 ล้านไร่ อยู่ในเขตชลประทาน 27 ล้านไร่เท่านั้น พื้นที่ที่เหลือร้อยละ 80 อยู่นอกเขตชลประทาน ขณะที่ฝนแปรปรวน เราต้องการเห็นความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการน้ำ ถ้าจะเกิดความยืดหยุ่นได้ชุมชนจะต้องมีโครงสร้างและบริหารน้ำได้ด้วยตัวเอง สถาบันเคยทดลองจัดการน้ำชุมชนในพื้นที่ภาคอีสาน ดำเนินการร่วมกับกรมชลประทานและภาคเอกชน อีสานใช้เงิน 1.5 ล้านบาทต่อ 1,000 ไร่ แก้ปัญหาน้ำ หมายถึงการแก้ปัญหาน้ำในอีสาน ซึ่งมีพื้นที่เกษตร 64 ล้านไร่ และอยู่ในพื้นที่ชลประมาณแค่ 4 ล้านไร่ ใช้เงินน้อยกว่าที่คิด จากข้อมูลที่ถูกต้องอีสานฝนมากกว่าภาคเหนือ แต่ภูมิประเทศไม่ให้

“ในภาวะวิกฤติการบริหารน้ำไทยอาจรวมศูนย์ แต่เห็นว่าการบริหารจัดการเรื่องน้ำไม่ควรรวมศูนย์อีกต่อไป ปีนี้ให้ชุมชนทำแผนที่ค้นหาแหล่งน้ำด้วยตัวเอง เพิ่มขึ้นอย่างน้อยเท่าตัว การจัดการน้ำเงินงบประมาณลงไปกับท้องถิ่นปีละ 4 แสนล้าน ดูแลเรื่องน้ำแค่ 2% แล้วเอาไปใช้แก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งร้อยละ 7.8 สะท้อนประเทศไทยทำงานแบบไม่วางแผน เราลงทุนเรื่องน้ำของประเทศในส่วนกลางปีละ 3 หมื่นล้านบาท ผ่านหน่วยราชการต่างๆ แต่เราแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งปีละ 7-8 หมื่นล้านบาท ต้องย้อนกลับมาดูเรื่องแผนน้ำ ทำยังไงให้เกิดการจัดการน้ำชุมชน” ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารจัดการน้ำกล่าว

สมชาย ใบม่วง รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า ประชาชนจำเป็นต้องรับรู้ข้อเท็จจริงและรู้เหตุของการเกิดฝนในฤดูฝนของไทย ตัวการสำคัญทำให้ฝนเยอะ มีมรสุมตะวันตกเฉียงใต้นำความชื้นจากทะเลอันดามันเข้าสู่ไทยทางด้านตะวันตก จะเกิดฝนตกทางภาคใต้ฝั่งตะวันตก ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพฯ มาตลอดช่วง 6 เดือน ตั้งแต่กลาง พ.ค. ถึงกลาง ต.ค.  มักตกในตอนเย็น แล้วยังมีร่องมรสุมทิศทางเคลื่อนจากล่างขึ้นบนในช่วง 3 เดือนแรกของฤดูฝน พ.ค.-ก.ค. ส่วนเคลื่อนจากบนลงล่างอยู่ช่วง ส.ค.-ต.ค. เกิดปริมาณฝนมากกว่า อีกตัวการคือ พายุจากประเทศจีนก่อตัวแถวมหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งตะวันตก และเคลื่อนเข้าสู่ประเทศฟิลิปปินส์ เป็นปราการด่านแรก ถ้าลมพายุที่เข้าเป็นลมทะเลจีนใต้จะเข้าไทย ซึ่งถ้าตัวสองเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันจะเกิดฝนตกหนัก น้ำท่วม ส่วนมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้เกิดอากาศหนาวเย็นในไทย พ.ย.-ธ.ค. แต่จะส่งผลให้ฝนตกหนักทางภาคใต้ของไทย ทางพายุของไทยตามสถิติ 61 ปี มิ.ย.-ก.ค. จะเข้าภาคเหนือและอีสานตอนบน ส.ค.-ก.ย. เข้าภาคกลาง พ.ย.-ธ.ค.เข้าภาคใต้

ลักษณะภูมิอากาศที่ผ่านมา เดือน มี.ค. ปี 54 ช่วงฤดูร้อน อากาศหนาวเย็น 2 วัน อุณหภูมิลด 2 องศา ปกติแผนที่อากาศลักษณะนี้เกิดในฤดูหนาว ผลตามมาภาคใต้น้ำท่วมหนัก เหนือ อีสาน กลาง หนาวเย็นตลอดเดือน รวมถึงช่วง มี.ค.-เม.ย.ฝนเยอะ ปกติเป็นฤดูแล้ง มิ.ย.-ก.ค.พายุเข้าไทย 2 ลูก อีก 3 ลูก นาแก เนสาด ไหถ่าง เข้าเวียดนาม แต่ไทยได้รับผลกระทบจาก 3 ลูกหลัง ทำให้ร่องมรสุมแขวนเติ่งในภาคเหนือ ฝนเยอะ ปี 54 ปริมาณฝนสะสมสูงกว่าทุกปีเทียบกับปีน้ำท่วม
“ปีนี้มีนา. เมษา. เกิดพายุฤดูร้อนบ่อยมาก ฝนตกในหลายพื้นที่ของไทย ปีที่แล้วมีนา.หนาวจัด ปริมาณฝนรวมเฉลี่ยรายภาคตั้งแต่ 1 มิ.ย.-17 มิ.ย. สูงกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปี แต่น้อยกว่าปี 54 ในช่วงเวลาเดียวกัน ภาคใต้ฝั่งตะวันออกสูงกว่าค่าเฉลี่ย ส่วนปริมาณฝนสะสมตั้งแต่ 1 ม.ค.-19 มิ.ย. สูงกว่าค่าเฉลี่ยคาบ 30 ปี ในเวลาเดียวกัน แต่ยังต่ำกว่าปีที่แล้วอยู่ แต่ต้องติดตาม ส.ค.-ต.ค.เป็นช่วง 3 เดือนหลังของฤดูฝนที่ฝนบ้านเราจะเยอะและมีพายุเข้า บวกกับข้อมูลศูนย์ภูมิอากาศอาเซียนที่ประเทศเกาหลี มิ.ย.-ส.ค. ยืนยันปริมาณฝนยังเยอะอยู่” รองอธิบดีกรมอุตุฯ ให้ภาพสถานการณ์ฝนล่าสุด
โดยรองอธิบดียันกรมอุตุฯ มีแบบจำลองบอกประชาชนให้รู้สภาพอากาศล่วงหน้า 16 วัน 8 วัน และจากการวิเคราะห์โอกาสที่พายุหมุนเขตร้อนจะเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทยในช่วง ก.ค.-ต.ค. มีจำนวน 1-2 ลูก แต่จากสถิติโชคดีส่วนใหญ่เป็นพายุดีเปรสชัน ไม่ใช่พายุโซนร้อนหรือไต้ฝุ่นที่มีความรุนแรง อีกประการสำคัญทิศทางที่พายุขึ้นกรณีปี 54 ไหหม่า นกเต็น เข้าภาคเหนือตอนบนติดๆ กัน เกิดน้ำท่วม ปีนี้อีก 4 เดือน ถ้าพายุเข้าใต้เขื่อน เดือนละ 1 ลูก น้ำก็ท่วมอยู่แล้ว ฉะนั้น ขึ้นกับวิธีการบริหารจัดการน้ำแก้ปัญหาอุทกภัย
อย่างไรก็ตาม กรมอุตุนิยมวิทยาพร้อมสู้ภัยน้ำท่วมตามศักยภาพของเครื่องมือและบุคลากรที่มีอยู่ การพยากรณ์อากาศของกรมยังไม่สามารถลงลึกระดับหมู่บ้าน ตำบล หรืออำเภอเสี่ยงภัยได้ แต่สิ่งที่พยายามทำอยู่และดีกว่าเดิม คือ ข้อมูลทั้งหมดจากแบบจำลองน้ำฝน เรดาร์ ดาวเทียม หรือระบบโทรมาตร นำมาบูรณาการเองก่อนให้อยู่บนแผนที่ประเทศไทย แปลงเป็นข้อมูลดิจิตอล ทำในรูปแบบแผนที่ รัฐบาลจะนำข้อมูลนี้ไปรวมกับหน่วยงานอื่นเพื่อจัดการปัญหาอุทกภัย รวมถึงสื่อสารข้อมูลและการเตือนสู่ประชาชน.

เนคเทคลุ้นใช้โมเดลทำนายอุทกภัย

Published พฤษภาคม 26, 2012 by SoClaimon

เนคเทคลุ้นใช้โมเดลทำนายอุทกภัย

เนคเทคตั้งเป้า 6 เดือน ใช้งานโมเดลอุทกพลศาสตร์ ทำนายปริมาณ-ทิศทางการไหล เตือนเหตุน้ำท่วมล่วงหน้า พร้อมเปิดตัวป้ายสัญลักษณ์และแอพพลิเคชั่น “FloodSign” รับแจ้งข้อมูลระดับน้ำจากสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์

          “ในการลงพื้นที่เก็บข้อมูลตามพื้นที่ต่างๆ เนคเทคจะติดแผ่นป้ายสัญลักษณ์บอกระดับน้ำสูงสุดไปด้วย โดยจะกระจายติดบนผนังตามรอยคราบน้ำท่วมที่ขึ้นสูงสุดเมื่อปี 2554 จำนวน 1 หมื่นป้าย ซึ่งใช้งบดำเนินการ 1.2 ล้านบาท ” นายพันธ์ศักดิ์ กล่าวและว่า เนคเทคตั้งเป้าส่งมอบป้ายสัญลักษณ์ให้กับหน่วยงานราชการ ภาคเอกชนและชุมชนที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมภาคกลางทั้ง 16 จังหวัด ได้มีส่วนร่วมในการรายงานข้อมูลระดับน้ำท่วม

นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังได้พัฒนาแอพพลิเคชั่น FloodSign ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้รายงานระดับคราบน้ำท่วมสูงสุดสำหรับอุทกภัยปี 2554 เพื่อใช้งานร่วมกับป้ายสัญลักษณ์บอกระดับน้ำท่วม แอพพลิเคชั่นจะเปิดโอกาสให้ประชาชนที่สนใจ สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการรายงานข้อมูลระดับน้ำท่วมได้จากที่บ้าน

การใช้งานเพียงนำป้ายบอกระดับน้ำท่วมไปตอกหรือยึดติดถาวรตรงจุดที่มีคราบน้ำท่วมสูงสุด จากนั้นนำสายวัดวัดระดับน้ำจากพื้นขึ้นไปจนถึงจุดที่น้ำขึ้นสูงสุด เพื่อให้ได้ระดับความสูงของน้ำนำไปกรอกในแอพพลิเคชั่น ซึ่งใช้งานได้กับโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์เวอร์ชั่น 2.1 ขึ้นไป ซึ่งจะมีระบบดาวเทียมค้นหาตำแหน่งจีพีเอส ระบบจีพีอาร์เอส หรืออินเทอร์เน็ต

“เพียงกำหนดพิกัดที่จะเก็บข้อมูล จากนั้นถ่ายรูปป้ายขณะวัดระดับความสูงของคราบน้ำสูงสุด และระบุชื่อสถานที่ อัพโหลดข้อมูลขึ้นระบบ เพียงเท่านี้ก็มีส่วนร่วมในการรายงานผลระดับน้ำท่วมสูงสุดได้แล้ว ข้อมูลที่แชร์ขึ้นบนแอพพลิเคชั่น FloodSign จะถูกนำไปพัฒนาเป็นระบบจำลองทางอุทกศาสตร์ สำหรับจำลองทิศทางการไหลของน้ำ และหาค่าของปริมาณน้ำที่มีอยู่ เพื่อการบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ คาดจะแล้วเสร็จในอีก 6 เดือนข้างหน้า” ผู้อำนวยการเนคเทคกล่าว

ด้านนายขจรศักดิ์ สิงโตกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า ปทุมธานีเป็นจังหวัดนำร่องติดตั้งป้ายสัญลักษณ์และแอพพลิเคชั่นแจ้งข้อมูลระดับน้ำ เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการติดตามระดับน้ำ โดยเฉพาะกรณีที่มีน้ำหลากมาอีก และจะสามารถบริหารจัดการทรัพย์สินให้พ้นน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พื้นที่ปทุมธานีได้รับความเสียหายจากอุทกภัย 2554 เป็นบริเวณกว้าง โดยได้เสนอของบประมาณไป 4,290 ล้านบาท เพื่อเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมประมาณ 2.3 แสนหมื่นคน ทั้งยังเสนอของบขุดลอกคูคลองอีก 80 กว่าล้านบาท สำหรับรับมือหากเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมขึ้นอีก โดยในส่วนของการซ่อมแซมประตูระบายน้ำกรมชลประทานเป็นฝ่ายดูแลความเรียบร้อย

ทั้งนี้ ผู้สนใจมีส่วนร่วมในการเก็บข้อมูลระดับน้ำท่วมสูงสุดปีที่ผ่านมา สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายบริหารและสนับสนุนงานวิจัย เนคเทค โทร. 0 2564 6900 ต่อ 2326 หรือ www.nectec.or.th

‘นทพ.’ขุดลอกแหล่งน้ำรับมือ’อุทกภัย’

Published เมษายน 2, 2012 by SoClaimon

‘นทพ.’ขุดลอกแหล่งน้ำรับมือ’อุทกภัย’

 เกษตร : สกู๊ป ‘นทพ.’ เร่งสนองนโยบายรัฐบาล … ขุดลอกแหล่งน้ำรับมือ ‘อุทกภัย’ – โดย … สุรัตน์ อัตตะ

          จากสถานการณ์ที่ประเทศไทยได้เผชิญกับความเสียหายจากมหาอุทกภัยเมื่อปลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลางที่เกิดน้ำท่วมหนักเป็นระยะเวลานาน ยิ่งไปกว่านั้นพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ถือเป็นพื้นที่หนึ่งซึ่งเกิดน้ำท่วมหนักในรอบ 70 ปี  ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างหนักทั้งภาคการเกษตร อุตสาหกรรม เศรษฐกิจ สังคม และส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังภาคส่วนอื่นอีกเป็นจำนวนมาก

ผลกระทบจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นนำมาซึ่งความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะพื้นที่ภาคการเกษตรจะได้รับความเสียหายกว่า 11.20 ล้านไร่ รวมทั้งถนน, ท่อระบายน้ำ, ฝาย, ทำนบ, สะพาน/คอสะพาน, บ่อปลา/บ่อกุ้ง/หอย และปศุสัตว์อีกมากมาย ดังนั้นจึงจำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกัน ทั้งส่วนราชการ ภาคเอกชน และประชาชนทุกคนต้องเห็นความสำคัญ หันมาสนใจช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ และดูแลรักษาแม่น้ำคูคลองไม่ให้ตื้นเขิน

กองบัญชาการกองทัพไทย โดยหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นทพ.) ได้รับมอบภารกิจจากรัฐบาลในการรับมือกับสถานการณ์อุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้นในปี 2555 โดยดำเนินโครงการขุดลอกแหล่งน้ำเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย รวมทั้งสิ้น 259 โครงการ ปริมาตรดินขุด 25,339,641 ลูกบาศก์เมตรทั่วทุกภาคของประเทศใน 32 จังหวัด ทั้งนี้ได้มอบหมายให้สำนักงานพัฒนาภาค 1-5 และหน่วยพัฒนาการพิเศษ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา เข้าดำเนินการตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม 2555 และให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2555

ล่าสุด พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้นำคณะตรวจเยี่ยมความคืบหน้าการดำเนินงานโครงการขุดลอกแหล่งน้ำเพื่อป้องกัน และแก้ไขปัญหาอุทกภัย บริเวณวัดหลักชัย ต.หลักชัย อ.ลาดบัวหลวง จงพระนครศรีอยุธยา และให้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงานอย่างเร่งด่วน และตรวจแนวคลองพระยาบันลือ พร้อมให้กำลังใจการปฏิบัติงานของกำลังพล

พล.อ.ดุลกฤต รักษ์เผ่า ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนากล่าวถึงการดำเนินโครงการขุดลอกแหล่งน้ำเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยดังกล่าวว่าเป็นโครงการที่สนับสนุนยุทธศาสตร์การบรรเทาอุทกภัยของคณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) ในพื้นที่ลุ่มน้ำ 8 ลุ่มน้ำหลัก ซึ่งอยู่ในพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ จำนวน 156 โครงการ ในพื้นที่ 18 จังหวัด และสนับสนุนการบริหารจัดการลุ่มน้ำตามแผนของกรมทรัพยากรน้ำในระดับลุ่มน้ำชุมชน 7 ลุ่มน้ำ จำนวน 103 โครงการ ในพื้นที่ 14 จังหวัด

โดยการดำเนินการโครงการแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือเป็นโครงการขุดลอกแหล่งน้ำเดิม ขุดลอกบริเวณหน้าฝายและหลังฝาย และขุดลอกแก้มลิง จำนวน 85 โครงการ เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการกักเก็บน้ำและรองรับน้ำหลากและเป็นโครงการขุดลอกคูคลอง/คลองระบายน้ำ/ลำน้ำ/แม่น้ำ จำนวน 174 โครงการ เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำจากคู/คลองเล็กไหลสู่คลองใหญ่ไหลลงพื้นที่แก้มลิงหรือแม่น้ำสายหลักออกสู่ทะเล

ปัจจุบันหน่วยบัญชาการทหารพัฒนาได้มอบหมายให้สำนักงานพัฒนาภาค 1-5 และ          หน่วยพัฒนาการพิเศษ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา เข้าดำเนินการตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม 2555 และให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2555 จำนวน 259 โครงการ เพื่อป้องกันเหตุอุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้นในลักษณะเช่นเดียวกับปี พ.ศ.2554

“ผลการดำเนินการขณะนี้ (ณ 31 มี.ค.2555) อยู่ระหว่างการขุดลอกจำนวน 112 โครงการ มีความก้าวหน้าร้อยละ 36 และได้จัดตั้งกองอำนวยการติดตามความก้าวหน้าโครงการฟื้นฟูป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา เพื่อกำกับดูแลให้การขุดลอกเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งคุณภาพของงานและระยะเวลาในการดำเนินการ”

ผบ.นทพ.ย้ำด้วยว่านอกจากการดำเนินการขุดลอกเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยแล้ว หน่วยบัญชาการทหารพัฒนายังได้จัดทำโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นน้ำตามแนวพระราชดำริ เพื่อแก้ปัญหาทรัพยากรป่าต้นน้ำและพัฒนาป่าต้นน้ำให้มีความสมบูรณ์ ภายใต้การมีส่วนร่วมของประชาชน ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เน้นการปลูกป่าต้นน้ำ สร้างฝายชะลอน้ำ และปลูกหญ้าแฝก เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นของผืนดิน ช่วยชะลอการไหลของน้ำ และคงความสมดุลของป่าต้นน้ำ โดยจะเข้าดำเนินการในพื้นที่เป้าหมาย 5 ป่าต้นน้ำ ได้แก่ อุทยานแห่งชาติทับลาน จ.นครราชสีมา, อุทยานแห่งชาติไทรโยค จ.กาญจนบุรี, อุทยานแห่งชาติภูพานและภูผาเหล็ก จ.สกลนคร, อุทยานแห่งชาติศรีลานนา จ.เชียงใหม่ และพื้นที่ลุ่มน้ำแม่จัน จ.เชียงราย

“การขุดลอกคลองและแหล่งน้ำนั้นเพื่อให้การระบายน้ำและเก็บกักน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีความสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องรักษาระดับขุดลอกให้น้ำนั้นมีอัตราการไหลที่เหมาะสมที่จะระบายน้ำและไม่ได้พัดพาตะกอนให้สะสมจนมากเกินไป รวมทั้งพิจารณาถึงคลองเครือข่ายที่จะให้น้ำไหลอย่างเป็นระบบ ได้ขุดลอกจุดที่ตื้นเขินด้วยรถขุดตักประกอบเรือทุ่น ส่วนจุดที่มีตะกอนเลนและโคลนอยู่จะใช้เรือขุดลอกแหล่งน้ำกำจัดเลนและตะกอนสิ่งสกปรกในท้องคลอง พร้อมกับปรับแต่งลาดคูคลองด้วยเครื่องจักรกล ให้ได้ขนาดและความลึกตามมาตรฐานที่กำหนด เพื่อให้สภาพน้ำใสสะอาด และสามารถระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ” พล.อ.ดุลกฤตกล่าวย้ำ

———-

โครงการต่างๆของ นทพ.ปี55

พื้นที่ต้นน้ำ ดำเนินการขุดลอกคลอง ลำน้ำ สระเก็บน้ำ หนองน้ำ แหล่งน้ำเดิม ลำห้วย อ่างเก็บน้ำ แม่น้ำ หน้าฝาย เปิดทางน้ำ และจัดทำแก้มลิงหน้าฝาย แก้มลิงลำน้ำ แก้มลิงลำน้ำห้วย แก้มลิงหนองน้ำ ในพื้นที่ภาคเหนือประกอบด้วย 8 จังหวัด 99 โครงการ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย สุโขทัย น่าน แพร่ ลำปาง ลำพูน และแม่ฮ่องสอน

พื้นที่กลางน้ำตอนบน ดำเนินการขุดลอกคลองในพื้นที่ภาคกลางตอนบน ประกอบด้วย 4 จังหวัด 25 โครงการ ได้แก่ พิษณุโลก นครสวรรค์ พิจิตร และกำแพงเพชร พื้นที่กลางน้ำตอนล่าง ดำเนินการขุดลอกแหล่งน้ำเดิม และขุดลอกคลองในพื้นที่ภาคกลางตอนล่างประกอบด้วย 4 จังหวัด 32 โครงการ ได้แก่ สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง และลพบุรี

พื้นที่ปลายน้ำ ดำเนินการขุดลอกคลองในพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง ประกอบด้วย 3 จังหวัด 7 โครงการ ได้แก่ ฉะเชิงเทรา นครปฐม และราชบุรี พื้นที่ภาคอีสาน ดำเนินการขุดลอกคลอง หนองน้ำ แหล่งน้ำเดิม ลำห้วย สระเก็บน้ำ แก้มลิง และลำน้ำ รวม 51 โครงการ ประกอบด้วย 10 จังหวัด ได้แก่ สกลนคร ขอนแก่น ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ชัยภูมิ นครราชสีมา อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และสุรินทร์

พื้นที่ภาคใต้ ดำเนินการขุดลอกคลอง สระเก็บน้ำ และคูระบายน้ำ รวม 45 โครงการ ในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ สงขลา พัทลุง และปัตตานี

———-

(หมายเหตุ : เกษตร : สกู๊ป ‘นทพ.’ เร่งสนองนโยบายรัฐบาล … ขุดลอกแหล่งน้ำรับมือ ‘อุทกภัย’ – โดย … สุรัตน์ อัตตะ)

———-

ปรับปรุงปตร.จุฬาฯรับมือมหาอุทกภัย

Published มีนาคม 30, 2012 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/agriculture/19237

วันพุธที่ 28 มีนาคม 2555 เวลา 00:00 น.

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมชลประทานเร่งดำเนินการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาที่บริเวณสถานีสูบน้ำและประตูระบายน้ำ (ปตร.) จุฬาลงกรณ์ ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี โดยได้ปรับปรุงเครื่องสูบน้ำบริเวณสถานีสูบน้ำจุฬาลงกรณ์ใหม่ทั้ง 2 สถานี จากเดิมเป็นเครื่องสูบน้ำจากขนาด 3 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/ วินาที  เป็นขนาด 6 ลบ.ม./วินาที รวมทั้งสิ้น 12 เครื่อง ซึ่งจะทำให้สามารถสูบน้ำได้รวม 72 ลบ.ม./วินาที

นอกจากนี้ยังจะติดตั้งเครื่องสูบน้ำใหม่แบบกึ่งถาวร ขนาด 3 ลบ.ม./วินาที อีกจำนวน 12 เครื่อง สามารถสูบน้ำได้ 36 ลบ.ม./วินาที   ซึ่งจะทำให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำได้ทั้งหมด 108 ลบ.ม./วินาที หรือคิดเป็นปริมาณน้ำที่ระบายได้สูงสุดต่อวันคือ 9.33 ล้าน ลบ.ม. และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม ศกนี้

ทั้งนี้สถานีสูบน้ำและประตูระบายน้ำจุฬาลงกรณ์ จะรับน้ำจากคลองรังสิตประยูรศักดิ์เพื่อไปสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ถือเป็นปราการด่านสุดท้ายที่ใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่างก่อนที่ปริมาณน้ำจะเดินทางถึงกรุงเทพมหานคร ดังนั้นการลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่คลองรังสิตประยูรศักดิ์ ให้ออกทางแม่น้ำเจ้าพระยาและระบายลงสู่ทะเลอย่างต่อเนื่องจึงเป็นการเตรียมการป้องกันไม่ให้น้ำที่จะมาในฤดูน้ำหลากไหลเข้าท่วมพื้นที่เจ้าพระยาฝั่งตะวันออก

“เมื่อการปรับปรุงทั้งหมดเสร็จสิ้นสถานีสูบน้ำจุฬาลงกรณ์จะมีความสามารถระบายน้ำรวมกันได้ 144 ลบ.ม./วินาที คิดเป็นปริมาณน้ำ 12.44 ล้านลบ.ม./วัน คาดว่าจะสามารถบรรเทาปัญหาน้ำท่วมที่อาจจะเกิดในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกและครอบคลุมไปถึงทางตอนล่าง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดปทุมธานีและกรุงเทพมหานครได้  นอกจากนี้ในด้านการเกษตร กรมชลประทานโดยโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตใต้ ยังจะใช้สถานีสูบน้ำแบบสองทางทำการส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตรเพื่อทำการเพาะปลูกในฤดูฝนได้ประมาณ 350,000 ไร่ และในฤดูแล้งได้ประมาณ 240,000 ไร่อีกด้วย” นายเลิศวิโรจน์ กล่าว.

เพิ่มงบช่วยน้ำท่วม สุโขทัย-แพร่ จังหวัดละ200ล้าน

Published สิงหาคม 16, 2011 by SoClaimon

15 สิงหาคม 2554, 19:41 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/194200.

Pic_194200

คลังสั่งกรมบัญชีกลางให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดประสบภัยพิบัติ 23 จังหวัด มีอำนาจเบิกเงินจังหวัดละ 50 ล้านบาท ส่วน “สุโขทัย-แพร่” ที่จะต้องเบิกเพิ่มเป็น 200 ล้านบาท ต้องรอจังหวัดประสานกับกระทรวงมหาดไทยตรวจสอบความเสียหายก่อน…

เมื่อวันที่ 15 ส.ค. นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้ กระทรวงการคลังได้เร่งดำเนินนโยบายเร่งในช่วยเหลือประชาชนที่ประสบกับภัยน้ำ ท่วมใน 23 จังหวัด 222 อำเภอ 12,517 หมู่บ้าน โดยได้มอบหมายให้กรมบัญชีกลางดำเนินการเร่งด่วนในเรื่องความคล่องตัวในการ เบิกจ่ายเงินทดรองราชการในจังหวัดที่ประสบภัยพิบัติทั้ง 23 จังหวัด ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจเบิกจ่ายเงินดังกล่าว จังหวัดละ 50 ล้านบาท แต่ขณะนี้พบว่า จังหวัดสุโขทัย และจังหวัดีแพร่ ที่อาจต้องมีการเบิกจ่าย เงินเกินวงเงินที่กำหนด ซึ่งอธิบดีกรมบัญชีกลางมีอำนาจอนุมัติการเบิกจ่ายเงินได้ จังหวัดละ 200 ล้านบาท แต่ทางจังหวัดต้องมีการประสานงานไปยังกระทรวงมหาดไทยเพื่อตรวจสอบความเสีย หายก่อนแล้วมาเบิกเงินที่กรมบัญชีกลาง

ด้าน นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า ได้สั่งการให้สำนักงานคลังจังหวัดในพื้นที่ประสบภัยพิบัติ ประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัดเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินให้ทันต่อสถานการณ์ ในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 13 ส.ค.54 มีจังหวัดที่ประสบภัยพิบัติเบิกจ่ายเงินไปแล้ว 97.32 ล้านบาท โดย จังหวัดสุโขทัยเบิก จ่ายมากสุด 49.84 ล้านบาท และจังหวัดแพร่ เบิกจ่าย 29.35 ล้านบาท

“ตอนนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัยโทรสายตรงมาหาผมว่าขณะนี้รอการรวบรวมข้อมูลจาก อำเภอต่างๆมา โดยได้เสนอขอเบิกจ่ายเงิน 200 ล้านบาท ทางกรมบัญชีกลางก็รอการประสานมาเพื่ออนุมัติต่อไป เนื่องจากวงเงินที่อยู่ภายใต้อำนาจของผู้ว่าราชการฯ ที่จะเบิกได้คือ 50 บาท ซึ่งใกล้เต็มเพดานแล้ว”

นอกจากนี้ กรมบัญชีกลาง และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อยู่ระหว่างการพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือทางการเกษตร หลังจากนายกรัฐมนตรีเห็นว่า การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่พื้นที่เกษตรเสียหายจากภัยน้ำท่วม ไร่ละ 606 บาทน้อยเกินไป ซึ่งกรมบัญชีกลางได้ให้ความเห็นชอบเบื้องต้นในการวางกรอบหลักเกณฑ์และวิธี การปฎิบัติปลีกย่อยในการให้ความช่วยเหลือต่อไป

โดยเห็นว่า ควรจะมีการเปลี่ยนวิธีการคำนวณต้นทุนต่อไร่ในการฟื้นฟูการเกษตร ซึ่งพืชไร่ พืชสวน จะมีวิธีการคำนวณแตกต่างกัน การให้เงินช่วยเหลือก็จะแตกต่างกันด้วย ซึ่งคาดว่าในสัปดาห์นี้จะมีข้อสรุปชัดเจน และในส่วนของเกษตรกรที่มีการทำประกันภัยพืชผลการเกษตรก็ยังได้รับสิทธิของ การรับประกันพืชผล โดยไม่ได้ถูกตัดสิทธิแต่อย่างใด โดยกระทรวง การคลังเตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์หน้า ส่วนการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลและสำรวจความเสียหาย

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 15 สิงหาคม 2554, 19:41 น.

ออมสินช่วยลูกค้าเตรียมเงิน5พันล้านบรรเทาอุทกภัย

Published สิงหาคม 15, 2011 by SoClaimon

15 สิงหาคม 2554, 17:32 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/194205.

Pic_194205

ธนาคารออมสิน เตรียมเงิน 5 พันล้าน บรรเทาผลกระทบของลูกค้าและประชาชน จากเหตุอุทกภัย-วาตภัยครั้งใหญ่ ให้พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าสินเชื่อทุกประเภท ปรับลดเงินงวดพร้อมให้กู้เพิ่มเติม

เมื่อวันที่ 15 ส.ค. นายเลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า เหตุอุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ขณะนี้ เกิดผลกระทบต่อลูกค้าและประชาชนทั่วไป ธนาคารออมสินจึงมีมาตรการบรรเทาความเดือดร้อน โดยได้สั่งให้สาขาของธนาคารฯ ในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย ดำเนินการสำรวจความเสียหายของลูกค้า และเตรียมพร้อมในการให้ความช่วยเหลือด้วยบริการด้านการเงินเป็นกรณีเร่งด่วน สำหรับลูกค้าเดิมของธนาคารฯ ได้แก่ สินเชื่อโครงการธนาคารประชาชน สินเชื่อธุรกิจห้องแถว สินเชื่อองค์กรชุมชน สินเชื่อโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน (หนี้นอกระบบ) พิจารณาให้พักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับลดเงินงวดและหรือขยายระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้ออกไปอีกได้ไม่เกิน 1 ปี

พร้อมกันนี้ ทั้งลูกค้าเดิมสินเชื่อโครงการธนาคารประชาชนและประชาชนทั่วไป สามารถยื่นกู้ได้ไม่เกินรายละ 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ย MRR + ร้อยละ 1 ต่อปี (ปัจจุบัน MRR อยู่ที่ 7.875) ขณะที่ สินเชื่อธุรกิจห้องแถว สามารถกู้ได้ไม่เกินรายละ 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ MLR – 1.50 ต่อปี ระยะเวลาชำระเงินกู้ไม่เกิน 5 ปี

ส่วนลูกค้าสินเชื่อเคหะ ธนาคารฯ ได้พิจารณาให้พักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย หรือพักเฉพาะเงินต้น ไม่เกิน 6 เดือน รวมถึงปรับลดเงินงวดและหรือขยายระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้ออกไปได้ไม่เกิน 30 ปี ส่วนลูกค้าสินเชื่อเคหะเดิม สามารถกู้เพิ่มเติมเพื่อซ่อมแซมได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของจำนวนเงินกู้ตามสัญญาเดิม แต่ไม่เกิน 300,000 บาท ส่วนประชาชนทั่วไป สามารถกู้เพิ่มเพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัยที่ได้รับผลกระทบได้ไม่เกินรายละ 300,000 บาท ผ่อนชำระภายใน 5 ปี คิดอัตราดอกเบี้ยปีที่ 1-2 ร้อยละ 3.25 ปีที่ 3-5 คิดอัตราดอกเบี้ย MLR – 1.00 ต่อปี โดยธนาคารฯ ยกเว้นค่าธรรมเนียมการให้บริการสินเชื่อและค่าบริการจัดทำนิติกรรม สัญญา

สำหรับลูกค้าสินเชื่อธุรกิจและ SMEs ธนาคารฯ ผ่อนปรนให้พักชำระหนี้เงินต้นเป็นระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน และขยายระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้ออกไปจากสัญญาเดิมไม่เกิน 1 ปี และสามารถขอกู้เพิ่มเป็นเงินทุนหมุนเวียนได้ไม่เกินรายละ 500,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ย MLR – 1.50 ต่อปี ระยะเวลาชำระเงินกู้ไม่เกิน 5 ปี

“ลูกค้าและประชาชนทั่วไปที่กำลังประสบภัยน้ำท่วม สามารถติดต่อใช้บริการได้ที่ ธนาคารออมสิน ทุกสาขาหรือหน่วยให้บริการในรูปแบบต่างๆ ในห้างสรรพสินค้า รวมทั้ง สามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ http://www.gsb.or.th หรือ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ Call Center ของธนาคารฯ โทร.1115”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 15 สิงหาคม 2554, 17:32 น.

คมนาคม ขอรวมงบ7.6พันล้านซ่อมถนนพังจากอุทกภัย

Published สิงหาคม 15, 2011 by SoClaimon

15 สิงหาคม 2554, 14:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/194139.

Pic_194139

กระทรวงคมนาคม เตรียมเสนอรัฐบาล ขอบรรจุงบประมาณ 7.6พันล้านบาท ซ่อมถนน-สะพาน จากพิษพายุนกเตนและเหตุอุทกภัยปีก่อน ให้กลับคืนสู่สภาพเดิม…

เมื่อวันที่ 15 ส.ค. นายวีระ เรืองสุขศรีวงศ์ อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เปิดเผยว่า จากผลกระทบปัญหาอุทกภัย น้ำท่วมนั้น ขณะนี้ได้รับรายงานว่ามีพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมกว่า 23 จังหวัด เสียหายกว่า 950 ล้านบาท เบื้องต้นถนนที่ได้รับความเสียหาย ได้ซ่อมแซมให้ประชาชนสามารถสัญจรผ่านได้ ส่วนถนนที่ได้รับความเสียหายมากจนถนนขาดประชาชนไม่สามารถสัญจรผ่านได้มี ถนนหลวงใน 2 จังหวัดทางภาคเหนือ คือ จ.สุโขทัย 2 สายทาง คือ 1. ถนนหลวงหมายเลข 1195 สวรรคโลก – สุโขทัย ให้ใช้ทางเลี่ยงถนนหลวงหมายเลข 101 กำแพงเพชร-น่าน แทน 2. ถนนหลวงหมายเลข 1293 สุโขทัย-บางระกํา ให้ใช้ถนนหลวงหมายเลข 1311 คีรีมาศ – หนองบัว แทน และถนนหลวงจ.แม่ฮ่องสอน หมายเลข 1194 แม่สามแลบ – ซบเมย ไม่สามารถสัญจรผ่านได้เช่นกัน

ด้าน นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ขณะนี้ได้รับรายงานว่าความเสียหายโดยรวม ทั้งถนนที่อยู่ในความรับผิดชอบ กรมทางหลวง และ กรมทางหลวงชนบท ในปี 2554 นั้น หากต้องปรับสภาพถนนให้อยู่ในสภาพเดิม 1000%ต้องใช้งบประมาณรวมในการดำเนินการวมกว่า 1,600 ล้านบาท ซึ่งต้องใช้งบประมาณปกติเข้ามาดำเนินการ แต่ในเบื้องต้นได้มีการปรับงบประมาณ แผนบำรุงทางปกติในปีนี้ที่เหลือจากดำเนินการจำนวนกว่า 20 ล้านบาท มาซ่อมแซมให้ประชาชนสัญจรผ่านได้ก่อน โดยได้ปรับงบประมาณจากกรมทางหลวง จำนวน 16 ล้านบาท และจากกรมทางหลวงชนบทอีก 4 ล้านบาท

นายสุพจน์ กล่าวต่อว่า จากปัญหาอุทกภัยในปีก่อน ทำให้กรมทางหลวง และ กรมทางหลวงชนบท มีปัญหาในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณที่จะนำมาใช้ในการซ่อมแซมถนน และ สะพานให้กลับคืนสู่สภาพเดิม เนื่องจากยังไม่มีงบประมาณมาดำเนินการกว่า 6,000 ล้านบาท และในปี 2554นี้มีความเสียหายและต้องใช้งบประมาณอีกกว่า 1,600 ล้านบาท รวม2 ปีเป็น 7,600 ล้านบาทนั้น กระทรวงคมนาคมจะมีการเสนอของบประมาณในปี 2555แทนเพื่อนำมาปรับปรุง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 15 สิงหาคม 2554, 14:00 น.

น้ำท่วม-เศรษฐกิจไม่ตื่น ฉุดเม็ดเงินลอยกระทงวูบ

Published สิงหาคม 12, 2011 by SoClaimon

18 พฤศจิกายน 2553, 20:08 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/128021.

Pic_128021

โพลม.หอการค้าไทย ระบุลอยกระทงปีนี้จืดสนิท หลังน้ำท่วมหนัก-เศรษฐกิจฟื้นไม่เต็มที่ ฉุดเงินสะพัดลดเหลือ 9.7 พันล้าน ทั้งที่น่าจะพุ่งสูงทะลุ 1 หมื่นล้านบาท

เมื่อวันที่ 18 พ.ย. นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในวันลอยกระทงปีนี้ว่า การใช้จ่ายปีนี้จะไม่คึกคักนัก มีเงินสะพัดประมาณ 9.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.3% จากปีก่อนที่มีการใช้จ่าย 9.3 พันล้านบาท เพราะประชาชนหลายพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วม โดยเฉพาะในภาคใต้ และภาคกลาง ประกอบกับเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่ดี ทำให้คนออกมาลอยกระทงน้อย และระมัดระวังการใช้จ่าย

อย่างไรก็ตาม หากลอยกระทงปีนี้ไม่เจอปัญหาน้ำท่วม และเศรษฐกิจฟื้นตัวดี เชื่อว่าจะคึกคักมาก เงินสะพัดจะสูงถึง 1.03 หมื่นล้านบาท เติบโต 10.7% มากสุดในรอบ 6 ปี แต่เมื่อเกิดน้ำท่วมใหญ่ในหลายจังหวัด ได้ส่งผลกระทบจิตวิทยาให้คนลอยกระทงเพียง 53% ลดลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่ลอย 75% ดังนั้น พ่อค้าแม่ค้าที่เตรียมสินค้าไว้ขายช่วงลอยกระทงจะต้องระวังไม่ควรสต๊อกของไว้มาก และอาจขายได้ช้า เพราะกำลังซื้อภาคประชาชนยังไม่ดี โดยสินค้าที่ขายดีจะเป็นของราคาปานกลางค่อนไปทางถูก มากกว่าสินค้าหรูหรา

สำหรับการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ 1,390 บาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่ 1,272 บาท แยกเป็นการค่าใช้จ่ายในการเดินทาง 492 บาท ค่าสังสรรค์ 1,026 บาท กระทง 171 บาท พลุ 186 บาท สุรา 701 บาท ของรับประทาน 602 บาท จัดงานลอยกระทงในบ้าน 261 บาท และอื่นๆ 845 บาท โดยค่าใช้จ่ายรายคนที่เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่มาจากสาเหตุราคาสินค้าแพงขึ้นมากกว่ากำลังซื้อเพิ่ม สอดคล้องกับผลสำรวจที่ระบุราคากระทง พลุ อาหาร และดอกไม้ มีแนวโน้มแพงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน ประเมินว่าน้ำท่วมจะไม่กระทบต่อการขยายตัวเศรษฐกิจโดยรวม หากรัฐเร่งชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น 70,000-100,000 ล้านบาทได้อย่างรวดเร็ว จะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ต่อ และทั้งปีน่าจะขยายตัวได้ 7.3%.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 18 พฤศจิกายน 2553, 20:08 น.

พรทิวาสั่งตั้งศูนย์เฝ้าระวังผักขึ้นราคา ซ้ำเติมเหยื่อน้ำท่วม

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

17 พฤศจิกายน 2553, 18:11 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127726.

Pic_127726

“พาณิชย์” ตั้งศูนย์เฝ้าระวังราคาผัก หลังน้ำท่วม ผักเสียหาย ดันราคาพุ่ง หวังเชื่อมโยงแหล่งผลิตกับผู้ซื้อ ให้ซื้อได้ในราคาถูกลง…

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ราคาผักขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลราคาและสถานการณ์ผัก ที่มีการบริหารจัดการเชื่อมโยงระบบตลาดสินค้าเกษตร จากจุดรวบรวมในแหล่งผลิต ไปยังจุดกระจาย ทั้งในระดับค้าส่ง และระดับค้าปลีกอย่างเบ็ดเสร็จ รวมถึงติดตามภาวะราคาและสถานการณ์การค้าผักจากตลาดกลางสินค้าเกษตรที่เป็นแหล่งรวบรวมและกระจายผักในแหล่งผลิต และตลาดสด รายงานราคาซื้อขายและสถานการณ์การค้าทั้งในระดับค้าส่งและค้าปลีกเป็นประจำทุกวัน และหากราคาและปริมาณมีความผิดปกติ ศูนย์จะประสาน เชื่อมโยง จัดการอุปสงค์และอุปทานในระบบตลาด

“ในช่วงน้ำท่วม ทำให้พื้นที่เพาะปลูกผักเสียหายหลายแห่ง ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย ราคาสูงมาก จนกระทบผู้บริโภค จึงได้สั่งการให้ตั้งศูนย์เฝ้าระวังราคาทุกวัน ซึ่งในวิกฤตของราคาผักที่ผ่านมา ศูนย์ฯได้ประสานเชื่อมโยงสินค้าผักเป้าหมายจากเกษตรกร กลุ่มเกษตรผู้ปลูกผักและจุดรวบรวมในแหล่งผลิต (ตลาดกลาง) ไปจำหน่ายโดยตรงยังจุดกระจาย ณ ตลาดสดที่มีผู้บริโภคไปจับจ่ายสินค้า ส่งผลให้ราคาผักโดยทั่วไปลดต่ำลงเกือบทุกชนิด” นางพรทิวา  กล่าว

ทั้งนี้ ราคาผักปัจจุบันเมื่อเทียบกับช่วงเดือน ต.ค. 53 เช่น ถั่วฝักยาว ลดลง 23-25% ผักชี ลดลง 70% ต้นหอม ลดลง 42-50% นอกจากนี้ ยังขอความร่วมมือผู้ค้าในตลาดสดสีฟ้าและตลาดสดดีเด่นในความส่งเสริมของกรม การค้าภายใน จำหน่ายผักในราคายุติธรรม เพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชนในการบริโภคผักสดจากแหล่งผลิตในราคายุติธรรม.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 17 พฤศจิกายน 2553, 18:11 น.

ธ.ไทยพาณิชย์จัดเงินเพิ่มเติม300ล้านบาทคืนรอยยิ้มผู้ประสบอุทกภัย4ตลาดหาดใหญ่

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

17 พฤศจิกายน 2553, 10:55 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127631.

Pic_127631

ธนาคารไทยพาณิชย์ เตรียมวงเงินสินเชื่อเพิ่มเติม 300 ล้านบาท ให้กับลูกค้าธุรกิจรายย่อยที่ประสบเหตุอุทกภัยในอำเภอหาดใหญ่  สำหรับซ่อมแซมปรับปรุงร้านค้า และซื้อสินค้าใหม่ทดแทนสินค้าที่เกิดความเสียหาย…

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. นายญนน์ โภคทรัพย์ รองผู้จัดการใหญ่ กลุ่มลูกค้าบุคคล ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ธนาคารได้ตระหนักถึงปัญหาความเดือดร้อนของลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าไปแล้วก่อนหน้านี้ ทั้งพักชำระหนี้ วงเงินกู้พิเศษเพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัย และวงเงินหมุนเวียนชั่วคราวเพื่อธุรกิจ  แต่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่หาดใหญ่นับว่ารุนแรงกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ ซึ่งมีลูกค้าที่ต้องการความช่วยเหลืออีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกค้าธุรกิจรายย่อยที่อยู่ในโซนพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญในหาดใหญ่ ได้แก่ ตลาดพลาซ่า ตลาดกิมหยง ตลาดสันติสุข และตลาดยงดี  ธนาคารจึงได้ออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้โดยสะดวก โดยได้ออกแคมเปญ “คืนรอยยิ้มแด่ 4 ตลาดหาดใหญ่”  ในวงเงิน 300 ล้านบาท เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยได้มีเงินหมุนเวียนและเสริมสภาพคล่องได้ สามารถฟื้นฟูกิจการให้สามารถดำเนินการได้เป็นปกติในเวลาอันรวดเร็ว

สำหรับผู้ประกอบการที่สามารถขอวงเงินกู้ได้ต้องเป็นผู้ประกอบการ ที่มีประสบการณ์ในธุรกิจโดยตรงไม่น้อยกว่า 2 ปี เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วมในพื้นที่ที่กำหนด มีวัตถุประสงค์ในการใช้เงินเพื่อฟื้นฟูกิจการ เช่น ซ่อมแซมร้านค้า แผงค้า หรือติดตั้งอุปกรณ์ชั้นวาง ทาสี ซื้อสต็อกสินค้า เป็นต้น

นายญนน์ กล่าวต่อว่า จากเงื่อนไขที่ดีที่ธนาคารมอบให้กับลูกค้า ได้แก่ วงเงินกู้สูงสุดที่ 500,000 บาทต่อราย โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ระยะเวลาผ่อนชำระนาน 5 ปี เชื่อว่าแคมเปญนี้จะได้รับความสนใจจากลูกค้า และมีส่วนช่วยฟื้นฟูผู้ประกอบการรายย่อยรวมถึงเศรษฐกิจของหาดใหญ่ให้เกิดการหมุนเวียนและมีสภาพคล่องได้ในเวลาอันสั้น

ทั้งนี้ ลูกค้าที่สนใจสามารถติดต่อขอวงเงินสินเชื่อได้จากสาขาของธนาคารในหาดใหญ่ทั้ง 18 แห่ง นอกจากนี้ ธนาคารยังอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า โดยได้ตั้งบูธของธนาคารแนะนำสินเชื่อในบริเวณตลาดทั้ง 4 แห่งอีกด้วย โดยแคมเปญคืนรอยยิ้มแด่ 4 ตลาดหาดใหญ่ จะเริ่มตั้งแต่วันนี้ถึง 30 ธันวาคม 2553

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 17 พฤศจิกายน 2553, 10:55 น.
%d bloggers like this: