อีโคโฟกัส

All posts tagged อีโคโฟกัส

เศรษฐกิจ-ลงทุน..ยังเสี่ยง! ศึก “การเมือง” ไร้บทจบ

Published พฤษภาคม 26, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/news/190514/90665

อีโคโฟกัส
Monday, 19 May, 2014 – 00:00
.
ภาวะการลงทุนในปัจจุบันถือได้ว่ากระเตื้องขึ้นมาบ้างจากปัจจัยบวก อย่างเช่น เริ่มคลายความกังวลจากการเมือง เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้น เงินลงทุนต่างชาติเริ่มไหลกลับ
แต่ในข่าวดีก็ยังคงมีความเสี่ยงอยู่บ้าง โดยเฉพาะการกลับมาร้อนแรงอีกครั้งของการเมืองในประเทศ ที่มีทีท่าว่าจะยืดเยื้อไปถึงครึ่งปีหลัง ทำให้เหล่าบรรดาสำนักวิเคราะห์ต่างๆ ต้องออกมาปรับประมาณการกันใหม่ เพื่อให้นักลงทุนได้ปรับแผนรับมือสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น
สำหรับภาวะซื้อขายหลักทรัพย์ของเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ดัชนีปิด ณ สิ้นเดือน เม.ย.ที่ระดับ 1,414.94 จุด เพิ่มขึ้น 2.81% จากสิ้นเดือน มี.ค. และผู้ลงทุนต่างประเทศกลับมาซื้อสุทธิเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากกระแสเงินต่างชาติที่ไหลเข้าสู่ตลาดในภูมิภาค จากการที่ผู้ลงทุนต่างชาติคลายความกังวลต่อปัญหาเศรษฐกิจในประเทศเกิดใหม่ และสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศไทยที่ผ่อนคลายลงในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา
แต่ตั้งแต่ต้นปีถึงสิ้นเดือน เม.ย. นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย 4,763 ล้านบาท
ส่วนมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของ SET และ mai อยู่ที่ 31,208 ล้านบาท ลดลง 42.05% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และตั้งแต่ต้นปีถึงสิ้นเดือน เม.ย. มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของ SET และ mai อยู่ที่ 30,906 ล้านบาท มูลค่าตลาดรวม (Market capitalization) ของ SET อยู่ที่ 12,608,418 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.30% จากเดือนก่อน ด้านคาดกาณ์อัตราส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น (Forward P/E ratio) ของ SET อยู่ที่ 13.64 เท่า เพิ่มขึ้นจาก 13.18 เท่า ณ สิ้นเดือน มี.ค. ส่วนอัตราเงินปันผลตอบแทน ลดลงเล็กน้อยจากสิ้นเดือนก่อน โดยอยู่ที่ 3.25%
ขณะที่บริษัทจดทะเบียน (บจ.) มีมูลค่าระดมทุนรวม 20,956 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1 เท่าจากเดือนก่อน โดยในตลาดแรกมีมูลค่าระดมทุน 11,732 ล้านบาท จาก บจ. 3 บริษัท และ 1 กองทุนอสังหาริมทรัพย์ ด้านตลาดรองมีการระดมทุน 9,224 ล้านบาท
นางภรณี ทองเย็น อุปนายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน เปิดเผยผลสำรวจความเห็นนักวิเคราะห์เกี่ยวกับแนวโน้มการลงทุน ปี 2557 ว่า คาดการณ์ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ณ สิ้นปี 2557 เฉลี่ยอยู่ที่ 1,473 จุด ใกล้เคียงคาดการณ์เดิมในช่วงต้นปีนี้ อยู่ที่ 1,472 จุด แต่ต่ำกว่าคาดการณ์ที่สำรวจเมื่อปลายเดือน ธ.ค.2556 ซึ่งอยู่ที่เฉลี่ย 1,534 จุด
ส่วนประมาณการการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไทยปีนี้ ลดเหลือเฉลี่ย 2.4% จากคาดการณ์ครั้งก่อนที่ 2.9% ด้านอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ปีนี้จะเติบโตเฉลี่ย 11.0% ปรับลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 12.1%
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงหลักยังใกล้เคียงกับการสำรวจครั้งก่อน คือ การชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย และความเสี่ยงทางการเมืองไทยในช่วงไตรมาส 2 แต่ปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มเข้ามาในครั้งนี้คือ การปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิของ บจ.ในปีนี้ ส่วนการสำรวจครั้งก่อนมีปัจจัยเสี่ยงเรื่องการชะลอ/เลิกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของสหรัฐด้วย
ด้านปัจจัยบวก ได้แก่ การคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัว ต่างชาติจะกลับมาซื้อหุ้นไทย และคาดว่าสถานการณ์การเมืองจะคลี่คลายในครึ่งปีหลัง ซึ่งการสำรวจครั้งก่อนมีประเด็นบวกเรื่องผลประกอบการของ บจ.และการขยายตัวของจีดีพี
“การปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิของ บจ.ปีนี้ ปรับลดจาก 12% เหลือ 11% ซึ่งต่างจากครั้งก่อนที่มีปัจจัยเรื่องการลดมาตรการคิวอีของสหรัฐด้วย สำหรับปัจจัยบวกมาจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว เงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) เริ่มไหลกลับเข้ามาในช่วงปลายเดือน ก.พ. ถึงแม้จะช้ากว่าประเทศอื่นในภูมิภาค ที่เริ่มในช่วงต้นเดือน ก.พ. รวมถึงการเมืองที่คาดว่าจะเริ่มคลี่คลายได้ในช่วงครึ่งปีหลังด้วย”
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังประเมินว่า สหรัฐจะทยอยตัดลดคิวอีจนหมดภายในสิ้นปี 2557 และจะปรับขึ้นดอกเบี้ยไม่เกินไตรมาส 3 ปี 2558
ด้านราคาทองคำสิ้นปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่บาทละ 20,300 บาท ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์ครั้งก่อนที่บาทละ 20,049 บาท
ขณะที่การลงทุนแนะนำให้เลือกลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีเงินปันผลสม่ำเสมอ เน้นหุ้นที่ผลประกอบการยังโตได้ดี แม้มีปัญหาทางการเมือง ทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจในประเทศ หรืออิงกับการเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยทยอยสะสมในจังหวะที่ตลาดปรับตัวลดลงจากผลกระทบของการเมือง รวมถึงให้กำหนดวัตถุประสงค์การลงทุนของตนเองอย่างชัดเจน จัดสรรพอร์ตการลงทุนตามความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของตนเอง มีการกระจายการลงทุนเพื่อบริหารความเสี่ยง
โดยสัดส่วนที่แนะนำ คือ ลงทุนในหุ้นหรือกองทุนหุ้นในประเทศ 40% หุ้นหรือกองทุนหุ้นต่างประเทศ 21% ตราสารหนี้ 20% เงินสดและเงินฝาก 13% ส่วนทองคำ 6%
นอกจากนี้ ให้ติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานการณ์การเมือง อ่านบทวิเคราะห์จากหลายๆ แหล่งอย่างสม่ำเสมอ ใช้สติในการลงทุน ไม่หวั่นไหวตามกระแสด้วย
สำหรับดัชนีหุ้นคาดว่าจุดสูงสุดปีนี้จะอยู่ที่ 1,531 จุด ส่วนจุดต่ำสุดจะอยู่ที่ 1,218 จุด และถ้าการเมืองไม่เกิดการปะทะจนถึงขั้นนองเลือด เชื่อว่าดัชนีไม่น่าจะลงต่ำถึง 1,200 จุด
ส่วนหุ้นเด่นที่นักวิเคราะห์แนะนำให้ลงทุนตรงกันหลายสำนักวิจัย ได้แก่ บมจ.ชิน คอร์ปอเรชั่น (INTUCH), บมจ.อินโดรามา เวนเจอร์ส (IVL), ธนาคารกสิกรไทย (KBANK), บมจ.ปตท.โกลบอล เคมิคอล (PTTGC), บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC), บมจ.ศุภาลัย (SPALI) และ บมจ.โทรีเซนส์ ไทย เอเยนซี่ (TTA) เป็นต้น
เห็นได้ว่าขณะนี้ปัญหาการเมืองได้ลุกลามไปทั่ว โดยจากที่หลายฝ่ายคาดการณ์กัน หากยังจบไม่ได้ในเร็วๆ นี้ จะมีผลกระทบค่อนข้างมากถึงขั้นอาจต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า หากยืดเยื้อไปนานกว่านี้ เศรษฐกิจต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะฟื้นเป็นปกติ
ตรงจุดนี้ภาคธุรกิจต่างๆ คงต้องวางแผนการลงทุนอย่างระมัดระวังมากขึ้น เพราะยังไม่มีใครตอบได้ชัดเจนว่า มหากาพย์การเมืองจะอวสานตอนไหน

“สมิทธ์” นำทัพ บลจ.ไทยพาณิชย์
เปิดตัวผู้บริหารใหม่ไปแล้ว สำหรับ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ นั่นคือ “สมิทธ์ พนมยงค์”
โดยวันการแถลงข่าววันเปิดตัว “สมิทธ์” ระบุว่า ผลจากการไม่มีรัฐบาล ทำให้ไม่สามารถอัดฉีดเม็ดเงินภาครัฐเข้าระบบเศรษฐกิจได้เต็มที่ คาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยปีนี้จะเติบโตเพียง 1.6% ซึ่งมีส่วนหลักมาจากการส่งออกที่ดีขึ้น เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีการฟื้นตัวและค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง
สำหรับการเข้ามารับตำแหน่งใหม่ “สมิทธ์” บอกว่า จะให้ความสำคัญกับการสร้างผลดำเนินงานของกองทุนให้ดี เพื่อให้ผลตอบแทนสูงกว่าคู่แข่งและดัชนีมาตรฐาน อีกทั้งจะมุ่งสร้างทรัพย์สินภายใต้การบริหาร (AUM) ให้มียอดเกิน 1 ล้านล้านบาทภายในปีนี้ จากปัจจุบันอยู่ที่ 936,000 ล้านบาท
โดยจะเน้นกลยุทธ์ขยายฐานนักลงทุนรายย่อยให้มากยิ่งขึ้น ควบคู่กับการมีประเภทของกองทุนที่หลากหลายรองรับความต้องการของลูกค้าได้ครบถ้วน รวมถึงทำให้ลูกค้ามีความสะดวกที่จะกระจายการลงทุนไปยังประเภทสินทรัพย์ที่หลากหลาย
“ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ได้ร่วมงานกับ บลจ.ไทยพาณิชย์ ในฐานะคณะกรรมการบริษัท โดยได้เข้ามาดูแลใกล้ชิดในส่วนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง การเข้ามาสานต่อด้านการบริหารงาน จะเป็นการทำงานเชิงรุกไปพร้อมๆ กับทีมงานที่มีความรู้ความสามารถในลักษณะทีมเวิร์ก โดยจะนำประสบการณ์การทำงานในแวดวงการเงินและการลงทุนทั้งในและต่างประเทศมา 20 ปี มาปรับใช้ให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมั่นใจว่าจะสามารถบริหาร บลจ.ไทยพาณิชย์ให้ประสบความสำเร็จได้ตามเป้าหมาย”
ทั้งนี้ ในปีนี้ถือเป็นอีกปีแห่งความท้าทายของธุรกิจจัดการลงทุน ถึงแม้ธนาคารจะไม่แข่งขันระดมเงินฝาก แต่จากการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นของธุรกิจท่ามกลางสถานการณ์ที่มีความผันผวนสูงจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ จึงไม่ได้โฟกัสว่าจะต้องก้าวสู่การเป็นอันดับ 1 ในธุรกิจจัดการลงทุน แต่มองว่าสิ่งสำคัญคือจะต้องรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ให้ได้ในทุกธุรกิจ ทั้งกองทุนรวม กองทุนส่วนบุคคล กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ และกองทุนโครงสร้างพื้นฐานที่บริษัทเป็นผู้นำอยู่.

โฆษณา

“บีโอไอ” ล้างท่อลงทุน 7.5 แสนล้าน

Published พฤษภาคม 26, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/news/120514/90326

อีโคโฟกัส
Monday, 12 May, 2014 – 00:00
.
ภาวะการเมืองไทยที่ร้อนแรงถึงขีดสุด ยิ่งตอกย้ำให้สภาพเศรษฐกิจที่ดูย่ำแย่อยู่แล้ว ออกอาการโคม่า สร้างความวิตกกังวลให้กับนักธุรกิจทั่วประเทศมากยิ่งขึ้น หากสถานการณ์การเมืองยืดเยื้อกินเวลานานเกินครึ่งแรกของปี 2557 ความหวังที่เศรษฐกิจไทยจะฟื้นยิ่งห่างไกลออกไปทุกที
อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจไทยจะออกอาการโคม่าจากการบริโภคภายในประเทศเกิดอาการชะงักงัน ไม่สามารถเข้ามาช่วยหมุนกงล้อเศรษฐกิจให้เติบโตได้ แต่ยังเหลือปัจจัยสำคัญจากภาคการส่งออกที่ดูเป็นความหวังของเศรษฐกิจไทยในเวลานี้ที่ช่วยพยุงไม่ให้เศรษฐกิจประเทศล้มทั้งยืนได้
นอกจากนี้ หลายคนยังรอความหวังจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) อนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่ยังตกค้างการอนุมัติอยู่ 7.5 แสนล้านบาท กว่า 400 โครงการ เพราะจะเป็นเม็ดเงินก้อนโตในอนาคตที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้
ซึ่งความหวังดังกล่าวถูกจุดประกายเมื่อวันที่ 1 พ.ค.2557 เมื่อมีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหาร (บอร์ด) บีโอไอชุดใหม่ได้สำเร็จ หลังจากรอมานานกว่า 6 เดือน เมื่อบอร์ดชุดเก่าหมดวาระลง
สาเหตุที่ต้องรอกันนานเพราะขณะนั้นเป็นช่วงรัฐบาลรักษาการ การแต่งตั้งบอร์ดชุดใหม่ค่อนข้างยาก ต้องขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อน
แต่ท้ายที่สุดก็สามารถแต่งตั้งได้สำเร็จ โดยมี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ทำหน้าที่ประธานบอร์ดบีโอไอโดยตำแหน่ง แต่เพียงเวลาไม่นานปัญหาการเมืองรุนแรงขึ้นจนทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ หลุดจากตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรี ตามคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นเหตุให้หลายฝ่ายหวั่นวิตกว่าจะกระทบต่อการอนุมัติโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่มีเม็ดเงินมหาศาลรออยู่ และจะกระทบต่อการลงทุนต่างๆ ในประเทศให้หยุดชะงักหรือไม่
นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ให้สัมภาษณ์กับไทยโพสต์ ดังต่อไปนี้

0 ปัญหาการเมืองกระทบต่อการขอรับส่งเสริมการลงทุนหรือไม่
ไม่ส่งผลกระทบ เพราะแม้ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะหลุดจากตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรี และหลุดจากตำแหน่งประธานบอร์ดบีโอไอโดยปริยาย แต่รักษาการนายกฯ คนใหม่ จะเข้ามาทำหน้าที่แทนโดยตำแหน่งอยู่แล้ว หรือรักษาการนายกฯ จะมอบหมายให้ใครมาเป็นทำหน้าที่แทนก็ได้ อาทิ มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะรองเลขาฯ บีโอไอทำหน้าที่แทนก็ได้เช่นกัน
ดังนั้น แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งตัวประธานบอร์ดบีโอไอ แต่บีโอไอก็ยังสามารถปฏิบัติงานได้ตามปกติ โดยเฉพาะการอนุมัติโครงการที่ขอรับส่งเสริมการลงทุนที่ยังค้างอยู่กว่า 400 โครงการ มูลค่ากว่า 7.5 แสนล้านบาท ก็คาดว่าบอร์ดบีโอไอจะพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 3-4 เดือนข้างหน้า
ซึ่งในสัปดาห์นี้อนุกรรมการพิจารณาโครงการขอรับส่งเสริมการลงทุน จะเปิดประชุมเพื่อพิจารณาโครงการที่มีมูลค่าไม่เกิน 750 ล้านบาท ซึ่งอนุกรรมการฯ มีสิทธิ์พิจารณาได้เอง ส่วนสัปดาห์ถัดไปจะเป็นการประชุมบอร์ดชุดใหญ่เพื่อพิจารณาโครงการที่มีมูลค่าเกิน 750 ล้านบาท และเรื่องสำคัญอื่นๆ ต่อไป
สำหรับบอร์ดบีโอไอชุดใหม่ล่าสุด มีกรรมการจำนวนทั้งสิ้น 13 คน ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นรองประธาน และกรรมการที่มาจากส่วนราชการและเอกชน ได้แก่ นางเบญจา หลุยเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง, นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง, นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ ปลัดกระทรวงพาณิชย์, นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม, นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, นายชาติศิริ โสภณพนิช ประธานสมาคมธนาคารไทย และเลขาธิการบีโอไอ เป็นต้น
ส่วนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์, นายวิทิตลี นุตพงษ์ นอกจากนี้ มีที่ปรึกษาอีก จำนวน 5 คน ประกอบด้วย ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์, นายสมชาย หาญหิรัญ, นายประกิจ ชินอมรพงษ์, นายภัคพล งามลักษณ์ และนายพิชัย ชุณหวิชร

0 แนวโน้มมูลค่าขอรับส่งเสริมการลงทุนในปี 2557 เท่าไหร่
หากสถานการณ์การเมืองไม่รุนแรงมากนัก และจบได้กลางปี 2557 จะทำให้เศรษฐกิจไทยเข้มแข็งขึ้น ดังนั้น บีโอไอน่าจะพอดันยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนได้เป็นมูลค่า 7 แสนล้านบาท ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่าการเมืองไทยจะกลับมาเกิดความรุนแรงมากน้อยแค่ไหนด้วย
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการรายได้ถอนคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนเพื่อย้ายไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน จะมีก็เพียงแต่ขอไปปรับปรุงรายละเอียดโครงการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันเท่านั้น
สำหรับอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดีในขณะนี้ ได้แก่ อุตสาหกรรมการขนส่งทางอากาศและทางเรือ รถยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งรวมถึงโครงการอีโคคาร์เฟส 2 ด้วย
ทั้งนี้ โดยส่วนตัวเชื่อว่าผู้ประกอบการอีโคคาร์เฟส 2 จะไม่ถอนการขอรับส่งเสริมการลงทุน เพราะหากถอนไปจะหมดสิทธิ์ทันที เนื่องจากโครงการให้สิทธิประโยชน์ในโครงการดังกล่าวได้ปิดไปแล้ว ส่วนผู้ประกอบการจะลงทุนเท่าใด ขนาดแค่ไหน ผู้ประกอบการคงมีการพิจารณากันอีกทีหลังจากตรวจสอบความต้องการของตลาดแล้ว ซึ่งหากมีข้อจำกัดด้านตลาดมีความเป็นไปได้ที่ผู้ประกอบการจะทยอยลงทุนเป็นเฟส แทนที่จะลงทุนทั้งหมดขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปผู้ประกอบการมีสิทธิ์ขอขยายระยะเวลาการรับสิทธิ์ได้แค่ 3 ปี นับแต่บีโอไออนุมัติโครงการให้แล้ว

0 วางแผนปรับเปลี่ยนรูปแบบการส่งเสริมการลงทุนอนาคตอย่างไร
ปัจจุบันผู้ประกอบการรายได้ต้องการขอรับส่งเสริมการลงทุนก็มาขอเป็นรายๆ ไป ซึ่งเห็นว่าวิธีการดังกล่าวขาดการเชื่อมโยงธุรกิจในแง่ของการแข่งขันกับต่างชาติ ดังนั้น จึงต้องการปรับเปลี่ยนมาเป็นการส่งเสริมแบบการร่วมกลุ่มธุรกิจ (คลัสเตอร์) เช่น ปัจจุบันการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมีแผนแม่บทจะส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็น 8 กลุ่ม อาทิ อีสาน เหนือ ใต้ ตะวันออกและภาคกลาง เป็นต้น ซึ่งแต่ละแห่งต้องมีอัตลักษณ์โดดเด่นของตัวเอง ดังนั้น บีโอไอก็จะเข้าไปร่วมสนับสนุนให้เป็นแนวทางเดียวกัน เช่น ให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวในภาคนั้นๆ รวมตัวกับภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อาทิ โรงแรม การขนส่งทางบก ทางน้ำ ร้านอาหาร และแหล่งท่องเที่ยว เป็นต้น และเข้ามาขอรับการส่งเสริมการลงทุนไปพร้อมกัน ซึ่งบีโอไอก็ต้องให้สิทธิประโยชน์ที่มากและจูงใจให้เกิดการรวมกลุ่มแบบคลัสเตอร์ด้วย
อย่างไรก็ตาม คาดว่าช่วงแรกของการสนับสนุนแบบคลัสเตอร์จะมีมูลค่าขอรับส่งเสริมการลงทุนไม่มาก แต่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงใน 3 ปีข้างหน้า เพราะแต่ละกลุ่มคลัสเตอร์ที่ขอรับส่งเสริมการลงทุนจะสร้างมูลค่าการลงทุนให้กับไทยเป็นอย่างมากต่อไป

0 ธุรกิจใดที่จะได้รับสิทธิ์แบบคลัสเตอร์อันดับแรก
คงเป็นธุรกิจด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มสนามกีฬา ซึ่งปัจจุบันกีฬากำลังเป็นธุรกิจที่ได้รับความนิยม โดยเฉพาะสนามแข่งรถ สนามฟุตบอล เป็นต้น ซึ่งจะมีมูลค่าการลงทุนเป็นหลักพันล้าน นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจประเภทสวนสนุกที่มีมูลค่าการลงทุนหลักพันล้านเช่นกัน ซึ่งตอนนี้มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนเข้ามา 2-3 ราย ส่วนใหญ่อยู่ที่ภาคกลาง ทั้งนี้ ธุรกิจสวนสนุกสามารถจับกลุ่มคลัสเตอร์ได้ เช่น กลุ่มโรงแรมรีสอร์ต ร้านอาหาร การแสดง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีกลุ่มภาพยนตร์ที่น่าจะเกิดขึ้นได้ด้วย

0 อุปสรรคการส่งเสริมแบบคลัสเตอร์
แต่เดิมบีโอไอกำหนดระยะเวลาการส่งเสริมการลงทุนรูปแบบใหม่เป็นแบบคลัสเตอร์ ต้นปี 2558 นี้ แต่อาจจำเป็นต้องเลื่อนออกไป เพื่อรอให้จัดตั้งรัฐบาลใหม่ให้เสร็จเสียก่อน และจะได้มาอนุมัติ ทั้งนี้ เพราะเป็นเรื่องที่ผูกพันกับเงินงบประมาณจำนวนมาก ดังนั้น หากรัฐบาลรักษาการเป็นผู้พิจารณาจะเข้าข่ายทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญได้
ถ้าปัญหาการเมืองไทยจบลงโดยเร็ว มีแนวโน้มการเลือกตั้งได้ คงไม่ยากนักที่จะดึงความเชื่อมันของนักลงทุนกลับมา แต่นักลงทุนไม่ได้มองมิติเดียว โดยยังมองในเรื่องความพร้อมของไทยต่อการลงทุน เช่น สาธารณูปโภค การเดินทาง กฎระเบียบที่โปร่งใสเหล่านี้ จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนเลือกที่จะกลับมายังประเทศไทย
ส่วนการเมืองที่กระทบต่อเศรษฐกิจประเทศนั้น เชื่อว่าในอนาคตสถานการณ์การเมืองต้องคลี่คลาย และจะทำให้เศรษฐกิจประเทศไทยปรับตัวดีขึ้น ซึ่งนักธุรกิจจะเน้นมองสถานการณ์แบบระยะยาวมากกว่า และบีโอไอมั่นใจว่าเวลาที่เหลืออยู่ในปี 2557 นี้จะชักจูงให้นักลงทุนไทยและต่างชาติเข้ามาลงทุนให้ได้ตามเป้าหมาย 7-9 แสนล้านบาท.

ข้าวหาย 2.98 ล้านตัน ชี้เป็น ชี้ตาย “ยิ่งลักษณ์”

Published พฤษภาคม 26, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/news/050514/89965

อีโคโฟกัส
Monday, 5 May, 2014 – 00:00
.
“โครงการรับจำนำข้าว” คืออีกหนึ่งโครงการประชานิยมของรัฐบาลชุด “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” หยิบยกขึ้นมาสู้ในศึกเลือกตั้งเมื่อครั้งที่ผ่านมา และเรียกเสียงเชียร์จากเกษตรกรได้เป็นอย่างดี จนทำให้ชนะการเลือกตั้งในที่สุด
แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้โครงการดังกล่าวจะสนองคุณให้อย่างสาสมเสียแล้ว เมื่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ลงดาบเดินหน้าไต่สวนกรณีถอดถอน “ยิ่งลักษณ์” เพิกเฉยละเลยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ที่คาดว่าจะมีการชี้มูลความผิดได้ภายในวันที่ 15 พ.ค.นี้
การเดินหน้าไต่สวนโครงการรับจำนำข้าวของ ป.ป.ช. กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะกรณี “ข้าวหาย” ไปจากสต็อก จำนวน 2.98 ล้านตัน ซึ่งเป็นไปตามผลการปิดบัญชีในโครงการรับจำนำข้าว ปีการผลิต 2555/56 เมื่อวันที่ 31 พ.ค.2556 ของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว ที่มี “สุภา ปิยะจิตติ” รองปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน
ปมเหตุกรณี “ข้าวหาย” นั้น เป็นที่ถกเถียงกันอย่างมากว่า ข้าวจำนวน 2.98 ล้านตันหายจริงหรือไม่ หายไปไหน ก่อนที่ล่าสุดฟากรัฐบาลรักษาการ เมื่อครั้งไปให้ข้อมูลกับ ป.ป.ช. จะออกมายืนยันว่า ข้าวไม่ได้หายไปไหน และสต็อกข้าวในส่วนนี้ยังมีอยู่แน่นอน
“นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล” รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ระบุเมื่อครั้งไปให้ข้อมูลกับ ป.ป.ช.ว่า “ข้าวในสต็อกไม่มีการสูญหาย หรือหากมีการสูญหายและเสียหายจากกรณีต่างๆ จะมีผู้รับผิดชอบนั้น องค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ได้ทำสัญญาต่างๆ กับผู้เกี่ยวข้อง คือ คลังสินค้าผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าว (เซอร์เวเยอร์) บริษัทประกันภัย เป็นต้น ให้รับผิดชอบสต็อกข้าวของรัฐบาลดังกล่าว”
อีกทั้ง อคส.และ อตก. ก็ได้มีหนังสือยืนยันการมีข้าวอีก “2.98 ล้านตัน” ตามรายละเอียดในเอกสารที่อ้างถึง ดังนั้นคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว ควรจะบันทึกบัญชีข้าวจำนวน 2.98 ล้านตันดังกล่าวด้วย ซึ่งจะทำให้การขาดทุนของโครงการนี้ลดลง 7.4 หมื่นล้านบาทด้วย
กรณี “ข้าวหาย” นี้ ปูดขึ้นตั้งแต่สมัย “ข้าราชการที่ตรงเหมือนไม้บรรทัด” อย่าง “สุภา ปิยะจิตติ” นั่งเป็นประธานคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ แล้ว และก่อนหน้านี้ได้มีการทำเรื่องเพื่อขอให้รัฐบาลมีการตั้งคณะกรรมการตรวจนับสต็อกข้าว ซึ่งในที่สุดก็มีชื่อของ “พล.ต.ต.ธวัช บุญเฟื่อง” รักษาการเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ขึ้นนั่งเป็นประธานในคณะกรรมการชุดดังกล่าว และได้เดินหน้าตรวจนับสต็อกข้าวจนเสร็จสิ้น
แต่จนแล้วจนรอด คณะทำงานชุด “พล.ต.ต. ธวัช” ก็ยังไม่ได้ส่งข้อมูลการตรวจนับสต็อกข้าวนั้นให้กับ “สุภา” แต่อย่างใด จนกระทั่งรัฐบาลมีมติปลด “สุภา” ออกจากตำแหน่งประธานคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ และมอบหมายให้ “รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์” ปลัดกระทรวงการคลัง รับไม้ต่อแทน เพราะเชื่อว่าการเปลี่ยนตัวประธานคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ ครั้งนี้ จะลดความเสี่ยงจาก “อันตราย” ในการถูกสาวข้อมูลการทุจริตได้น้อยลง
ต้องยอมรับว่า ตำแหน่ง “ประธานคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว” ไม่ใช่ตำแหน่งที่ทุกคนจะถวิลหามากนัก เพราะเป็นเก้าอี้ร้อนที่ทำงานเกี่ยวกับประเด็นที่สังคมต่างจับตาเป็นพิเศษ เพราะมีประเด็นพัวพันเกี่ยวกับการทุจริตจำนวนมหาศาล
และล่าสุด “ปลัดกระทรวงการคลัง” ก็ได้ส่งไม้นี้ต่อให้ “กุลิศ สมบัติศิริ” ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง เสียบเก้าอี้ “ประธานคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว” คนต่อไป และก็ได้มีการเรียกประชุมคณะทำงานในคณะอนุกรรมการฯ ดังกล่าวนัดแรกไปแล้วเมื่อวันที่ 23 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยหลัก ๆ เพื่อเป็นการวางกรอบแนวทางการดำเนินการทั้งหมดให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
โดยเรื่องนี้ “กุลิศ” เปิดใจว่า ประเด็นเรื่องสต็อกข้าวที่หายไปก่อนหน้านี้ 2.98 ล้านตัน เป็นประเด็นที่ต้องทำงานกันอย่างละเอียดรอบคอบมากที่สุด ยอมรับว่าค่อนข้างเครียดที่ต้องมารับตำแหน่งนี้ แต่ก็จะทำอย่างเต็มที่
“ผมเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ อยากยืนยันว่าเข้ามาในฐานะคนกลาง ไม่ได้ถูกส่งมาจากฝ่ายใด หรือส่วนไหนเด็ดขาด และการทำงานในส่วนของสต็อกข้าวที่หายไป และงอกกลับมา 2.98 ล้านตันนั้น ก็ต้องทำไปตามหน้าที่และถูกต้องที่สุด บนพื้นฐานของข้อมูล ข้อเท็จจริงที่สามารถสอบยันถึงที่มาที่ไป แหล่งข้อมูลทั้งหมดได้เท่านั้น และขอยืนยันอีกครั้งว่าคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ ชุดนี้ จะทำหน้าที่อย่างเป็นกลางที่สุด”
สำหรับแนวทางการตรวจสอบในเชิงลึกนั้น ข้อมูลที่จะต้องมาจากแหล่งข้อมูลทั้งหมด จะต้องบอกให้ได้ว่า ข้าวที่เคยหายไปและงอกกลับเข้ามาจำนวน 2.98 ล้านตันนั้น กลับมาจากส่วนไหน จังหวัดไหน โรงสีไหน เพราะเรื่องการตรวจสอบสต็อกข้าวรายจังหวัด จะมีคณะอนุกรรมการระดับจังหวัดคอยตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา และมีโรงสี อคส.ทำการสอบยันอีกครั้ง ดังนั้นหากข้อมูลทั้งหมดสามารถยืนยันแหล่งที่มาได้ตรงกัน และถูกต้อง ก็ “ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ตรวจสต็อกข้าว 2.98 ล้านตันลงในการปิดบัญชีจำนำข้าว รอบ 31 พ.ค. 2556”
แต่!! ถ้ามีการสอบยันข้อมูลทั้งหมดแล้ว ไม่มีที่มาที่ไป ก็คงต้องย้อนกลับไปดูข้อมูลของคณะทำงานชุด “สุภา” อีกครั้งว่ามีหลักการและข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร เพราะหลักการทำงานของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ มีการวางมาเป็นแนวทางอยู่แล้ว ดังนั้นการทำงานทั้งหมดก็ต้องเดินไปตามหลักการ แม้จะเปลี่ยนตัวประธาน ก็ไม่สามารถไปเปลี่ยนหลักการทำงานทั้งหมดได้
สำหรับการประชุมคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ นัดแรกนั้น “กุลิศ” ได้มีการวางกรอบการทำงานในการปิดบัญชีของเดือน ก.ย. ในฤดูการผลิต 2555/56 และการปิดบัญชีรอบเดือน ธ.ค. ฤดูการผลิต 2555/56 เช่นเดียวกัน
ขณะที่เรื่องการสอบยันข้อมูลสต็อกข้าวที่หายไป 2.98 ล้านตันนั้น ก็จะมีการประสานเพื่อขอข้อมูลกับคณะทำงานตรวจนับสต็อกข้าวที่มี “พล.ต.ต.ธวัช” เป็นประธาน รวมถึงจะมีการขอข้อมูลจาก อคส. และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาตรวจสอบอย่างละเอียดว่ามีการตรวจพบสต็อกข้าวที่หายไปจริงหรือไม่ อย่างไร และมีข้อมูลที่สามารถแสดงเรื่องสต็อกข้าวที่ส่งเข้าโรงสี ซึ่งต้องมีที่มาที่ไปที่สามารถชี้แจงได้ด้วย
นอกจากนี้ “กุลิศ” ยังเตรียมทำหนังสือเชิญผู้แทนจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ให้เข้าร่วมสังเกตการณ์ในการประชุมคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ ทุกครั้งด้วย รวมถึงจะมีการทำหนังสือถึงสำนักงานนโยบายมาตรฐานบัญชีภาครัฐ และกรมสรรพากร ให้เข้าร่วมในคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ ด้วย
โดยในส่วนของกรมสรรพากรนั้น มีความเชี่ยวชาญด้านบัญชีบริษัท ซึ่งน่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบบัญชีของโรงสีและบัญชีการดำเนินงานทั้งหมดของโครงการรับจำนำข้าว โดยในวันที่ 16 พ.ค.นี้ จะมีการประชุมนัดที่ 2 เพื่อหารือถึงความคืบหน้าในด้านต่างๆ
หลังจากนี้การทำงานของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ ที่มีประธานคนใหม่ ก็คงจะเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ และคงจะมีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้าว 2.98 ล้านตันที่เคยล่องหน และโผล่กลับมาในวันที่ “ยิ่งลักษณ์” สุ่มเสี่ยงจะโดนชี้มูลความผิดว่าเพิกเฉยต่อการปฏิบัติหน้าที่จนทำให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวเกิดขึ้น
แต่ดูเหมือนว่ากลโกง วิธีการทุจริต ไม่ได้เกิดแต่เพียงขั้นตอนการระบายข้าวเท่านั้น เพราะมีแหล่งข่าวออกมายืนยันว่า “เซอร์เวเยอร์” ในโครงการรับจำนำข้าวก็คืออีกกุญแจสำคัญในการฉ้อฉลครั้งนี้ด้วย เพราะหากเทียบการทำงานของเซอร์เวเยอร์ในโครงการรับจำนำข้าวที่ไม่ได้ทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเลย แถมยังขนข้าวออกจากสต็อกเองด้วย
ขณะที่ขั้นตอนการออกใบประทวนก็เป็นอีก 1 ช่องโหว่ที่ต้องเร่งจัดการ เพราะก่อนหน้านี้ได้รับข้อมูลยืนยันชัดเจนว่ามีการออกใบประทวนเกินกว่าความเป็นจริง เช่น ชาวนามีที่นาแค่ 5 ไร่ แต่มีการออกใบประทวน 15 ไร่ โดยในส่วน 10 ไร่ที่งอกมานั้น คือช่องทางในการสวมสิทธิ์ อาจจะจากโรงสี หรือหน่วยงานอื่น โดยชาวนาที่ร่วมมือก็จะได้รับค่าปิดปากเล็กน้อย นี่เป็นเพียงช่องโหว่ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในโครงการนี้จะพึงกระทำเพื่อให้เกิดประโยชน์กับตัวเองเท่านั้น ยังมีอีกหลายส่วน ทั้งการเก็บรักษาข้าว ที่เมื่อเข้าไปตรวจสอบจริงๆ แล้วกลับพบแต่ “ปลายข้าว” กองเรียงรายสวมบทบาทเป็น “ข้าวหอมมะลิ และข้าวเจ้า” เท่านั้น
หลายคนยังยืนยันว่า “โครงการรับจำนำข้าว” เป็นโครงการที่ดี ถ้ามีระบบควบคุมที่ดี เพราะชาวนาได้ประโยชน์จากโครงการนี้เป็นอย่างมาก แต่สำหรับประเทศไทย สิ่งที่ล่มสลาย คือ “ระบบข้อมูล” โดยเฉพาะฐานคลังข้อมูลกลาง ที่ยังไม่ปรากฏข้อมูลในทุกจุดที่มีการรับจำนำจนทำให้เกิดการสวมสิทธิ์ขึ้นได้ง่ายๆ
อย่างไรก็ดี ยังคงต้องติดตามการทำงานของ ป.ป.ช.เกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และจะมีการชี้มูลความผิด “ยิ่งลักษณ์” ภายในวันที่ 15 พ.ค.นี้ โดยเพียงหวังว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวทั้งหมดจะได้รับโทษที่ก่อไว้กับประเทศชาติ กับอุตสาหกรรมข้าวไทย รวมถึงต้องติดตามการปฏิบัติหน้าที่ของ “กุลิศ” ในฐานะประธานอนุกรรมการปิดบัญชีฯ คนใหม่ต่อไป ว่าจะทำงานได้บนพื้นฐานของหลักการและเหตุผลที่ถูกต้องอย่างเต็มที่หรือไม่
เพราะกรณีข้าวหาย 2.98 ล้านตัน อาจเป็นเครื่องมือชี้เป็นชี้ตาย “ยิ่งลักษณ์” เลยก็ว่าได้.

ภาคธุรกิจ รับมือภาวะ ศก.ถดถอย

Published พฤษภาคม 4, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/news/280414/89605

อีโคโฟกัส
Monday, 28 April, 2014 – 00:00
.
“..เศรษฐกิจไทยในปีนี้ คาดว่าจะโตได้ 2-3% บนสมมติฐานที่ปัญหาทางการเมืองจะต้องคลี่คลายลงได้ก่อนครึ่งปีหลัง ซึ่งเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะไม่ถึงขั้นติดลบ และคาดว่าจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ภายในช่วงไตรมาส 3 โดยจะมีผลช่วยสร้างความมั่นใจในการอุปโภคบริโภคของประชาชนได้ หลังจากที่ครึ่งปีแรกได้มีการชะลอการจับจ่ายใช้สอย..”
********************************************
แม้สภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันยังไม่ถึงขั้น “วิกฤติ” แต่ได้ส่งสัญญาณถึงการ “ถดถอย” อย่างเห็นได้ชัด คือ ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ที่มีแนวโน้มจะลดลงอย่างต่อเนื่องถึง 2 ไตรมาส โดยการวิเคราะห์จากหลายสำนัก ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ในไตรมาส 1 จีดีพีน่าจะติดลบ ซึ่งอาจจะติดลบไปจนถึงไตรมาส 2 หากสถานการณ์ทางการเมืองยังไม่มีความชัดเจนเหมือนที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ และคาดว่าจะส่งผลให้ทั้งปีโตต่ำกว่าที่คาดการณ์
และผลพวงจากการเมืองที่วุ่นวาย ก็คือภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวเริ่มส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล ซึ่งในช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2557 (ต.ค.56-มี.ค.57) จัดเก็บรายได้สุทธิอยู่ที่ 9.35 แสนล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 2.08 หมื่นล้านบาท เนื่องจากภาษีที่จัดเก็บจากฐานการค้าระหว่างประเทศต่ำกว่าเป้าหมาย รวมถึงภาษีที่จัดเก็บจากฐานการอุปโภคบริโภค และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมายเช่นกัน
นอกจากนี้ ล่าสุด คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังได้ตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ 2% เพื่อใช้ดอกเบี้ยต่ำในการพยุงเศรษฐกิจ เนื่องจากประเมินแล้วว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/2557 จะหดตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ และแน่นอนว่าเศรษฐกิจที่ยังมีความเสี่ยงอยู่นั้น มาจาก “การเมือง” เป็นหลักนั่นเอง
จากสัญญาณที่ส่งมาดังกล่าว เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้แต่ละอุตสาหกรรมต้องปรับแผน เปลี่ยนกลยุทธ์ เตรียมรับมือกับภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน เพื่อความอยู่รอดขององค์กร
โดย นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สำนักกิจการธนาคาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้ คาดว่าจะโตได้ 2-3% บนสมมติฐานที่ปัญหาทางการเมืองจะต้องคลี่คลายลงได้ก่อนครึ่งปีหลัง ซึ่งเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะไม่ถึงขั้นติดลบ และคาดว่าจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ภายในช่วงไตรมาส 3 โดยจะมีผลช่วยสร้างความมั่นใจในการอุปโภคบริโภคของประชาชนได้ หลังจากที่ครึ่งปีแรกได้มีการชะลอการจับจ่ายใช้สอย
ทั้งนี้ มองว่าปัญหาทางการเมืองในขณะนี้ เป็นเพียงความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบรุนแรงและไม่รุนแรง ซึ่งในไตรมาสแรกและไตรมาสที่ 2 ของปี เศรษฐกิจอาจจะขยายตัวได้ไม่ดี จึงทำให้เกิดภาวะความกังวลจะส่งผลทำให้จีดีพีทั้งปีไม่ขยายตัว หรือถึงขั้นติดลบได้
ขณะเดียวกัน กำลังซื้อภายในประเทศเริ่มกลับมา จะเห็นได้จากยอดจองรถในงานมอเตอร์โชว์ ซึ่งแสดงถึงเศรษฐกิจไทยยังคงมีพื้นฐานที่แข็งแรง แม้จะมีการชะลอตัวลงบ้างจากความกังวลต่อสถานการณ์ทางการเมืองก็ตาม
“มองว่าการปรับตัวของกลุ่มธนาคาร สิ่งสำคัญที่สุดคือ การตั้งโจทย์ให้ถูก และโจทย์ที่ถูกต้องของปีนี้ คือการประครองให้ผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้อย่างไร ซึ่งในส่วนของธนาคารก็ได้มีการเข้าไปช่วยเหลือดูแลเกี่ยวกับสภาพคล่องให้กับลูกค้ารายเล็ก และการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินภาพรวมยังคงถือว่าปกติ แม้จะมีลูกค้าบางส่วนมีการผิดนัดชำระหนี้ก็ตาม แต่ยังไม่ทำเกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล”
ด้าน นายประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับสภาวะเศรษฐกิจอยู่แล้ว โดยปลายปีที่ผ่านมาประสบกับภาวะการเมืองโทรม เศรษฐกิจทรุด จากที่คาดว่าปีนี้เศรษฐกิจจะโตที่ 4-5% แต่ขณะนี้ได้มีการปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง หากสถานการณ์ทางการเมืองยืดเยื้อ อาจทำให้เกิดการติดลบได้
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมอสังหาฯ ถือเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับหลายธุรกิจ ซึ่งหากอสังหาฯ อยู่ในภาวะย่ำแย่ ก็จะกระทบกับกลุ่มธนาคารและสินเชื่อทั้งรายย่อย และเช่าซื้อบ้าน กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง และวัสดุก่อสร้าง รวมถึงยังเป็นธุรกิจก้อนใหญ่ หากเกิดภาวะตกต่ำลง ก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม เนื่องจากเศรษฐกิจไม่ดี ก็จะทำให้ประชาชนไม่มีกำลังซื้อที่อยู่อาศัยด้วย
ขณะที่เหตุการณ์ใหญ่ใน 3 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 จากนั้นแรงงานขาดแคลนในปี 2555 และการชุมนุมทางการเมืองที่เริ่มตั้งแต่ปลายปี 2556 มองว่าเป็นผลดีที่ทำให้อุตสาหกรรมที่อยู่อาศัยชะลออุปทานลงสู่ภาวะปกติ
ส่วนภาพรวมของธุรกิจอสังหาฯ ในปี 2556 การชุมนุมทางการเมืองไม่ได้มีผลกระทบต่อบริษัทอย่างที่คนส่วนใหญ่คิด อีกทั้งปัจจัยบวก เช่น การลดอัตราดอกเบี้ย การเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน กลับทำให้บริษัทพัฒนาที่ดินขนาดใหญ่ได้ประโยชน์มาก เพราะอุปทานลดลง
“จากการคาดหมายว่าในปีนี้ เศรษฐกิจจะเติบโตลดลงจากปี 2556 อย่างชัดเจน เนื่องจากการลงทุนภาครัฐสะดุด มีผลต่อความไม่มั่นใจ และชะลอการลงทุนในภาคเอกชน รวมถึงรายได้การท่องเที่ยวที่ลดลงชั่วคราว ในช่วงชุมนุมทางการเมืองนั้น แม้ในหัวเมืองบางจังหวัดเริ่มเห็นอุปทานที่เกินพอดีบ้าง จากยอดขายที่ลดลง แต่ก็ยังไม่พบการเกิดกรณีขายตัดราคากัน แต่ภาพรวมระยะยาวน่าจะเป็นการเติบโตแบบยั่งยืนจะดีกว่า”
นางกมลวรรณ วิปุลากร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดิเอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ในไตรมาส 1/2557 รายได้ของบริษัทลดลง 25% จากงวดเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากในช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ. ได้รับผลกระทบจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ทำให้อัตราการเข้าพักเฉลี่ยลดลงเหลือ 66% โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ลดลงเหลือ 52-53% จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่ระดับ 83-84% แต่ในต่างจังหวัด อัตราการเข้าพักยังอยู่ใกล้เคียงกันที่มีอยู่ 83-84%
อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถปรับราคาห้องพักได้เฉลี่ย 10% ทั้งปีนี้จึงคาดว่ารายได้รวมจะเติบโต 2-4% ซึ่งในไตรมาส 2/57 รายได้น่าจะดีกว่าไตรมาส 1/57 เนื่องจากเริ่มเห็นสัญญาณการกลับมาของนักท่องเที่ยว และการจัดประชุมสัมมนากลุ่มเริ่มกลับเข้ามาในกรุงเทพฯ มากขึ้น โดยเฉพาะในเดือน พ.ค.-มิ.ย. ถึงแม้การเมืองจะยืดเยื้อ แต่เชื่อว่าไตรมาส 3-4/57 สถานการณ์น่าจะดีขึ้น ดูจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามา และ Sentiment ที่ดีขึ้นจากคนที่ออกมาทานข้าวนอกบ้านมากขึ้น จึงมองว่าในช่วงครึ่งปีหลังแม้การเมืองจะยืดเยื้อ แต่ความหวั่นไหวในสถานการณ์น่าจะน้อยลง
“การท่องเที่ยวถูกกระทบจากเศรษฐกิจน้อยมาก ทั้งตลาดนักท่องเที่ยวในประเทศและต่างประเทศ เนื่องจากพื้นฐานการท่องเที่ยวของไทยยังคงแข็งแกร่งและน่าสนใจ ส่วนการเมืองจะกระทบในระยะสั้นเท่านั้น เพราะอุปสรรคจะมีเฉพาะแค่การเดินทาง สำหรับการท่องเที่ยวในต่างจังหวัดไม่มีผลกระทบเลย จึงมองได้ว่าการท่องเที่ยวของไทยฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว เพราะมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งนั่นเอง”
ด้าน นางเพ็ญจันทร์ จริเกษม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มการเงินและการบัญชี บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองในปัจจุบันยังไม่ส่งผลกระทบกับบริษัท เนื่องจากประเทศไทยยังมีความต้องการในการนำเข้าสินค้าพลังงาน อีกทั้งการหดตัวของจีดีพีในปัจจุบันไม่ได้มีผลกระทบมากนักกับบริษัท และจากการทดสอบความแข็งแกร่งของบริษัท พบว่าจีดีพีของประเทศไทยจะต้องติดลบมากกว่า 7% ถึงจะส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัท
ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทยังสามารถก่อหนี้ในการเข้าซื้อกิจการได้ โดยเรื่องของสภาพคล่องในภาวะวิกฤติเป็นสิ่งสำคัญมาก ทุกคนต้องมีความระมัดระวัง แสดงให้เห็นว่าบริษัทมีความสามารถในการรับมือความถดถอยได้ ซึ่งในภาวะวิกฤติราคาน้ำมันก็ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจด้วย แต่ได้มีการทำประกันความเสี่ยงเพื่อป้องกันความผันผวนของราคาน้ำมันด้วย
“บริษัทฯ มีการวางกลยุทธ์และปรับเปลี่ยนตลอด เชื่อว่าบริษัทที่ดีสำหรับผู้ลงทุนทั่วไป จะต้องมีการเจริญเติบโต ซึ่งทางเราได้มีการเตรียมตัวที่จะรับความเสี่ยงจากการลงทุนและราคาน้ำมันที่ผันผวน อีกทั้งโครงสร้างเงินทุนต้องแข็งแกร่ง ซึ่งได้มีการเตรียมกู้เงิน รวมถึงสำรองกระแสเงินสดไว้ด้วย นอกจากนี้ การขยายธุรกิจไปต่างประเทศก็เป็นสิ่งที่สำคัญด้วยเช่นกัน”
ในภาวะที่เป็นอยู่นี้ ย่อมมีทั้งด้านดีและด้านเสีย อยู่ที่ว่าใครจะได้รับส่วนไหน ซึ่งการปรับแผนกลยุทธ์ต่างๆ ก็ถือเป็นการเตรียมพร้อมรับความเสี่ยงที่ไม่รู้ว่าวันไหนจะมาเยือน และถือเป็นเรื่องดีอีกด้านที่ธุรกิจต่างๆ จะช่วงชิงเวลานี้ในการสร้างสรรค์ธุรกิจตัวเองให้เป็นที่น่าสนใจอีกครั้ง
อยู่ที่แต่ละองค์กรว่าจะทำได้ดีแค่ไหน ในการพยุงตัวเองให้อยู่รอดในช่วงใกล้วิกฤติเช่นนี้.

เรกูเลเตอร์งัดกฎหมาย ดันโซลาร์รูฟท็อปเต็มสูบ

Published พฤษภาคม 4, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/news/210414/89224

อีโคโฟกัส
Monday, 21 April, 2014 – 00:00
.
จับตามองกับปัญหาของ 2 กระทรวง ที่มีปัญหาคาใจกันมานาน และยังสมานรอยร้าวไม่ได้ ระหว่างกระทรวงพลังงานและกระทรวงอุตสาหกรรมที่ขัดแย้งกันเรื่องใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) กันหลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะกรณีที่กระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดให้ปั๊มก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์ (เอ็นจีวี) ที่เป็นปั๊มหลักตามแนวท่อหรือที่เรียกกันว่าปั๊มแม่ ต้องกลับมาขอใบ รง.4 แต่จนแล้วจนรอดค่าย บมจ.ปตท.ผู้ค้าเอ็นจีวีรายใหญ่ก็ไม่ยอมมาจ่ายค่าปรับและขอใบ รง.4 ด้วยเหตุผลที่ว่าที่ผ่านมาดำเนินการตามนโยบายกระทรวงพลังงาน ที่ไม่ได้กำหนดให้ขอใบ รง.4 เพราะไม่ได้เข้าข่ายเป็นโรงงาน และหากต้องไปจ่ายค่าปรับขอใบ รง.4 เท่ากับที่ผ่านมา ปตท.ซึ่งเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ทำผิดกฎหมายมาตลอด ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับบริษัทและยอมรับไม่ได้ที่จะต้องไปจ่ายค่าปรับดังกล่าว
ขณะที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม ยืนยันตามที่กฤษฎีกาตีความว่าปั๊มแม่เอ็นจีวีทุกปั๊มต้องกลับมาขอใบ รง.4 เพื่อให้กรมฯ ดูแลเรื่องมาตรฐานและความปลอดภัย เพราะที่ผ่านมาเคยเกิดเหตุการณ์ระเบิดในปั๊มเอ็นจีวีแม่มาแล้ว ซึ่งในเรื่องนี้กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาแยกกฎหมายกำกับดูแลในส่วนที่เกี่ยวข้องของใครของมัน โดยกระทรวงพลังงานก็ดูแลกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน และกระทรวงอุตสาหกรรมก็ดูแลโรงงานไป แต่ในเรื่องใบ รง.4 ของปั๊มเอ็นจีวีก็ยังหาข้อยุติลงตัวไม่ได้จนถึงบัดนี้
นอกจากนี้ ปัญหาล่าสุดระหว่างกระทรวงพลังงานและกระทรวงอุตสาหกรรมก็กลับมาอีกรอบ เมื่อกระทรวงพลังงานเดินหน้านโยบายส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าบนหลังคา หรือโซลาร์รูฟท็อป ซึ่งเดินหน้าไปแล้วจนมีผู้ผ่านการคัดเลือกให้ติดตั้งขายไฟฟ้าเข้าระบบได้ตามเป้าหมายรวม 200 เมกะวัตต์ แต่ภายหลังกรมโรงงานก็ออกมาระบุอีกว่า โครงการโซลาร์รูฟท็อปเข้าข่ายต้องขอใบ รง.4 สำหรับที่ติดตั้งผลิตไฟฟ้าเกิน 3.75 กิโลวัตต์ขึ้นไป ซึ่งเท่ากับทุกรายต้องขอใบ รง.4 นั่นเอง
ซึ่งในเรื่องนี้ ล่าสุดคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) หรือเรกูเลเตอร์ ออกมาหักดับชนกับกระทรวงอุตสาหกรรม โดยออกประกาศให้ผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสามารถดำเนินการได้ทันทีไม่ต้องไปขอใบ รง.4 อีกต่อไป
นายกวิน ทังสุพานิช เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สกพ.) ออกมาระบุว่า เมื่อปลายเดือน มี.ค.2557 ที่ผ่านมา เรกูเลเตอร์ได้ออกประกาศให้โครงการติดตั้งแผงโซลาร์รูฟท็อปไม่เข้าข่ายต้องขอใบ รง.4 จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม โดยยึดหลักกฎหมายตามมาตรา 48 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ.2550 ได้ให้อำนาจหน้าที่ของเรกูเลเตอร์ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลกิจการพลังงานเป็นผู้พิจารณาอนุญาตการประกอบการกิจการพลังงาน
นอกจากนี้ ยังเป็นไปตามมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่ให้ทางเรกูเลเตอร์เข้าไปดูแลโครงการโซลาร์รูฟท็อปแบบครบวงจร หรือวันสต็อปเซอร์วิสเพื่อลดปัญหาขั้นตอนการขออนุญาตที่ยุ่งยากและหลายขั้นตอนด้วย สำหรับเหตุผลที่เห็นว่าไม่เข้าลักษณะเป็นโรงงาน เนื่องจากอุปกรณ์และรูปแบบการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคาดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นเครื่องจักร ไม่มีการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของการใช้งานอาคารในพื้นที่ใช้สอยปกติ นอกจากนี้พลังงานแสงอาทิตย์ยังเป็นแหล่งพลังงานที่สะอาด ปราศจากมลพิษ ไม่มีการปล่อยมลพิษทางน้ำ อากาศ หรือเสียงที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเหมือนกับการประกอบกิจการโรงงานทั่วไป
ทั้งนี้ เรกูเลเตอร์ได้วินิจฉัยแล้วเห็นว่า อุปกรณ์โซลาร์รูฟท็อปไม่มีลักษณะเป็นโรงงานตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535 ดังนั้นผู้ยื่นคำขอขายไฟฟ้าในโครงการที่ได้รับการตอบรับซื้อไฟฟ้า รวมทั้งผู้ที่ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้านครหลวง หรือ กฟน. และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ กฟภ. จึงไม่ต้องยื่นขอใบ รง.4 อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผู้ประกอบการจะไม่ต้องขอใบ รง.4 แต่ยังมีกฎหมายอื่นเกี่ยวข้องด้านความปลอดภัยมารองรับอีกมาก อาทิ การขออนุญาตดัดแปลงอาคาร การตรวจสอบมาตรการอุปกรณ์แผงโซลาร์เซลล์ และระบบการติดตั้งที่ต้องได้มาตรฐานสากล ซึ่งเรกูเลเตอร์จะ ประสานการตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนจะพิจารณาอนุมัติต่อไป
สำหรับเป้าหมายการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปนั้น ปัจจุบันมีผู้ขอใบอนุญาตติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป แบ่งเป็นโรงงาน 600 เมกะวัตต์ และบนหลังคา 50 เมกะวัตต์ ซึ่งในปีนี้คาดว่าจะสามารถติดตั้งในส่วนของโรงงานได้ 100 เมกะวัตต์ และบ้าน 50 เมกะวัตต์ ส่วนในอนาคตทางกระทรวงพลังงานจะพิจารณาเพื่อขยายอัตราการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปเพิ่มขึ้นหรือไม่นั้น เชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดใดคงหนีไม่พ้นกระแสโลก รวมทั้งการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปไม่มีประเทศใดที่นับรวมว่าเป็นโรงงาน จึงทำให้การขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ตัดโซลาร์รูฟท็อปออกจากการเป็นโรงงานแล้ว จากนี้จะต้องเร่งพัฒนากฎหมายให้เท่าทันเทคโนโลยีหรือเทียบเท่ามาตรฐานโลกด้วย
อย่างไรก็ตาม เรกูเลเตอร์อยู่ระหว่างพิจารณาเพื่อทบทวนระยะเวลากรอบการซื้อขายไฟฟ้า (ซีโอดี) ของโซลาร์รูฟท็อป จากปัจจุบันที่เลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด ส่วนกรณีที่ผู้ประกอบการโซลาร์ฟาร์มไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ ต้องการให้นับรวมอยู่ในมาตรา 48 ด้วยนั้น เรกูเลเตอร์เห็นว่าโซลาร์ฟาร์มเป็นการก่อสร้างเพื่อประกอบกิจการหรือทำเพื่อขายไฟฟ้าเป็นหลัก ไม่เหมือนกับการติดตั้งบนหลังคาที่อยู่อาศัย ดังนั้นจึงไม่อยู่ในข่ายเดียวกัน
นายกวินกล่าวว่า นอกจากปัญหาโซลาร์รูฟท็อปที่เรกูเลเตอร์ได้เข้ามาดูแล ขณะนี้กระทรวงพลังงานยังติดปัญหากรณีที่ท่อส่งก๊าซธรรมชาติเส้นที่ 4 (ระยอง-แก่งคอย) ระยะทาง 300 กิโลเมตร ของ บมจ.ปตท. ต้องล่าช้าออกไป 1 ปี จากเดิมที่กำหนดแล้วเสร็จภายในปี 2557 เนื่องจากเกิดปัญหาจากผู้รับเหมาก่อสร้างนั้น ทางเรกูเลเตอร์ยังได้สั่งการให้ ปตท.หาแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพราะหากล่าช้าจากแผนเดิมจะส่งผลกระทบต่อโรงไฟฟ้าใหม่ที่จะเกิดขึ้นตามแนวท่อดังกล่าวประมาณ 4 โรง ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าไอพีพี 2 โรง คือ โรงไฟฟ้าหนองแซง จ.สระบุรี และโรงไฟฟ้าอุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา ของบริษัท กัลฟ์ เจพีเอนเอส จำกัด และอีก 2 โรง เป็นโรงไฟฟ้าเอสพีพี
อย่างไรก็ตาม ความล่าช้าดังกล่าวทำให้ กกพ.ต้องเจรจากับทาง ปตท.เกี่ยวกับต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้น ซึ่งทาง ปตท.คงต้องเป็นผู้รับผิดชอบดังกล่าว นอกจากนี้ ทาง กกพ.ได้ประสานไปยังการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. เพื่อเตรียมแผนรองรับผลิตไฟฟ้าในกรณีดังกล่าวด้วย เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) น้อยที่สุด
นายกวินกล่าวว่า ส่วนการปิดซ่อมแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาตินั้น ล่าสุดจะปิดซ่อมบำรุงแหล่งก๊าซบงกชในอ่าวไทย ระหว่างวันที่ 10-27 เม.ย.2557 นี้ แต่ได้รวมค่าเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นในค่าเอฟทีงวดปัจจุบันแล้ว ส่วนการปิดซ่อมแหล่งก๊าซในพื้นที่พัฒนาร่วมระหว่างไทยและมาเลเซีย (เจดีเอ) ที่จะปิดซ่อมวันที่ 13 มิ.ย. – 10 ก.ค.2557 นี้ คาดว่าจะส่งผลให้ค่าเอฟทีงวดถัดไปเพิ่มขึ้น 1.18 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งทางเรกูเลเตอร์คงต้องติดตามสถานการณ์อีกครั้งว่าจะส่งผลกระทบต่อค่าไฟในปริมาณเท่าใด โดยยืนยันว่าทาง กกพ.จะดูแลค่าไฟให้สะท้อนต้นทุนความเป็นจริงมากที่สุด
ส่วนการหารือกับทางสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. เพื่อขอความร่วมมือไปยังผู้ประกอบการภาคใต้ลดใช้ไฟฟ้า 200-300 เมกะวัตต์ เบื้องต้นได้รับคำยืนยันว่าไม่มีปัญหา แต่รอสรุปตัวเลขอีกครั้งก่อนสงกรานต์นี้ สำหรับเอฟทีในงวดเดือน พ.ค.-ส.ค.2557 นี้ คาดว่าจะปรับขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น มาจากปัจจัยอัตราค่าเงินบาทที่อ่อนค่าเป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันอยู่ระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ราคาเชื้อเพลิง เช่น ก๊าซและน้ำมันเป็นราคาที่พิจารณาย้อนหลัก 6 เดือน ซึ่งพบว่าราคาไม่ได้เปลี่ยนแปลงจนมีผลกระทบต่อค่าเอฟทีมากนัก ส่วนค่าเอฟทีจะเป็นเท่าไหร่นั้น ทางเรกูเลเตอร์จะพิจารณาอย่างละเอียดอีกครั้ง และจะประกาศประมาณปลายเดือนเม.ย.2557 นี้ต่อไป
ปัญหาด้านพลังงานยังมีอีกหลายประการที่หน่วยงานอิสระอย่างเรกูเลเตอร์ต้องเข้าไปช่วยดูแล ส่วนความขัดแย้งด้านกฎหมายและอำนาจหน้าที่ของกระทรวงพลังงานและกระทรวงอุตสาหกรรมที่ผ่านมาตลอดรัฐบาลที่กำกับดูแลทั้งสองกระทรวงก็ยังไม่สามารถหาทางสร้างความปรองดองให้กับสองกระทรวงได้ จึงไม่แปลกใจที่จะเกิดความขัดแย้งระดับชาติขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้องรอลุ้นว่าจะมีผู้ประกอบการรายใดเป็นหน่วยกล้าตายออกมาติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเป็นรายแรกตามกฎหมายที่เรกูเลเตอร์ประกาศ เพราะรายแรกจะเป็นฉนวนที่ทั้ง 2 กระทรวงจะนำเอากฎหมายมาดำเนินการทันที ซึ่งท้ายที่สุดความเสียหายก็ตกกับประชาชนและประเทศชาติหากผู้นำทั้งสองกระทรวงยังไม่สามารถเจรจาตกลงกันให้เรียบร้อยได้.

การเมืองยื้อ บริโภคหด ฉุดเศรษฐกิจทรุด

Published พฤษภาคม 4, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/news/070414/88637

อีโคโฟกัส
Monday, 7 April, 2014 – 00:00
.
ความขัดแย้งทางการเมืองนับตั้งแต่ปลายปี 2556 มาจนขณะนี้ กำลังส่งผลกระทบกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทย อาจมีการเติบโตที่ลดลงหรือติดลบ ไม่ว่าจะเป็น ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย (GDP) ปี 2557 นี้เหลือโต 2.5% หรือนายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ก็ยังระบุว่า เศรษฐกิจไทยปี 2557 นี้ มีโอกาสที่จะขยายตัวติดลบ หรืออยู่ในระดับ 0% ได้เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองเป็นเรื่องที่ไม่สามารถพยากรณ์ได้ว่าจะจบลงเมื่อไร
ในด้านของภาคการผลิตเอง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ สอท. ยังเห็นว่าความกังวลต่อปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้การบริโภคภายในประเทศชะลอตัว รวมถึงผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ที่กำลังประสบปัญหาสภาพคล่องในการดำเนินกิจการด้วย ซึ่งดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือน ก.พ.57 อยู่ที่ระดับ 85.7 ปรับตัวลดลงจากระดับ 86.9 ในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา และคาดว่าในอีก 3 เดือนข้างหน้ายังคงปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง
ด้านของการลงทุนนั้น นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม หรือ กรอ. ได้ระบุว่า ภาพรวมในปี 2556 ที่ผ่านมานั้น จำนวนโรงงานที่ประกอบกิจการใหม่ทั้งปี 2556 เพิ่มขึ้น 4,650 ราย เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือเพิ่มขึ้น 14.17% มีจำนวนคนงานเพิ่มขึ้น 30% และมีเงินลงทุนเพิ่มขึ้น 78% คิดเป็นวงเงิน 380,000 ล้านบาท ซึ่งโรงงานเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นกลุ่มหมวดอื่นๆ คือโรงไฟฟ้า เป็นตัวที่ชูโรงในปีที่แล้ว รองมาคือผลิตภัณฑ์โลหะ ซึ่งผลิตเพื่อป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ ผลิตภัณฑ์พลาสติก ผลิตภัณฑ์ยาง หรือที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งสิ้น
ส่วนตัวที่ลดลงคือเครื่องแต่งกาย เสื้อผ้า รองเท้า สิ่งทอ เครื่องเรือนลดลงชัดเจน ซึ่งในปี 2556 ที่ผ่านมานั้น มีแนวโน้มว่าอะไรที่ใช้แรงงานมีการตั้งใหม่ที่ลดลง โดยสาเหตุหลักมาจากการปรับค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มขึ้น ซึ่ง 300 บาท ประกอบกับมีการย้ายการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการตั้งโรงงานใหม่โดยเฉพาะในกลุ่มที่ใช้แรงงานจะไปลงทุนเพื่อนบ้านไม่อยากมาเมืองไทย อาทิ กลุ่มสิ่งทอและเครื่องแต่งกาย แปรรูปไม้ เครื่องเรือน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใช้แรงงานทั้งสิ้น แต่ถ้ากลุ่มที่ใช้เทคโนโลยี โลหะพลาสติก เครื่องจักรกล ก็ยังมีการขยายตัวอยู่
ด้านการขยายกำลังการผลิตของโรงงานเดิมในปี 2556 นั้น มีการขยายตัวถึง 643 โรงงาน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 31% ทำให้มีการขยายตัวในด้านจำนวนคนงานเพิ่มขึ้น 49% เงินลงทุนเพิ่มขึ้น 56% หรือเพิ่มขึ้น 135,700 ล้านบาท โดยอุตสาหกรรมที่ขยายเพิ่มขึ้นคือกลุ่มหมวดอื่น คือ กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานเช่นโรงไฟฟ้า และถ้าดูโรงงานเดิมที่มีอยู่นั้นพบว่าสิ่งทอมีการขยายตัวลดลง ซึ่งเป็นตัวยืนยันว่าโรงงานใหม่ก็ไม่อยากมาตั้งเพิ่ม นอกจากนี้ยังมีกลุ่มเครื่องหนัง เครื่องเรือน การพิมพ์ลดลง และเคมีภัณฑ์ขยายตัวลดลง
สำหรับโรงงานที่เลิกกิจการมีจำนวนโรงงาน 1,265 ราย ลดลงจากปี 2555 จำนวน 13.55% คนงานถูกเลิกงาน 39,000 คน ลดลงจากปี 2555 จำนวน 19% แนวโน้มดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าในปี 2556 ที่ผ่านมานั้น เศรษฐกิจของประเทศพอไปได้ คนเลิกกิจการลดลง แต่จะเห็นว่ากลุ่มที่เลิกกิจการเพิ่มขึ้น คือกลุ่มการผลิตภัณฑ์จากหนัง เพราะเป็นกลุ่มใช้แรงงาน
ส่วนเรื่องร้องเรียนในปี 2556 ทั้งปีมี 841 เรื่องส่วนใหญ่เป็นเรื่องการร้องเรียนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกลิ่น เสียง ฝุ่น และน้ำเสีย มีการร้องเรียนมากที่สุด โดยอุตสาหกรรมที่ได้รับการร้องเรียนเยอะคืออุตสาหกรรมอาหาร อู่ซ่อมรถ
อย่างไรก็ตาม ปัญหาความวุ่นวายทางด้านการเมือง และการชัตดาวน์กรุงเทพฯ นั้น นายณัฐพลกล่าวว่า จากการที่โดนปิดกระทรวงพบสิ่งที่เกิดขึ้นคือตัวเลขคำขอประกอบกิจการใหม่ และขยายกิจการ มีคำขอที่ลดลง 3 เดือนแรกของปี 2557 (ม.ค.-มี.ค.) พบว่ามีโรงงานที่ประกอบกิจการใหม่ทั้งสิ้น 938 แห่ง เทียบช่วงเดียวกันกับปีที่แล้วลดลง 9.02% มีการจ้างงาน 19,847 คน ลดลง 10.26% มูลค่าการลงทุน 47,474 ล้านบาท ลดลง 25.45% เฉพาะเดือน ก.พ.2557 ที่ผ่านมา มีการขอตั้งโรงงานใหม่มีเพียงแค่ 312 โรงงาน ลดลงเกือบ 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา
ส่วนการอนุญาตขยายกิจการมี 124 แห่ง ลดลง 19.48% มีการจ้างงาน 10,2078 ลดลง 40% มีการลงทุน 12,541 ล้านบาท ลดลง 51% โดยเป็นอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติกมากที่สุด จำนวน 24 แห่ง จ้างงาน 2,328 คน ลงทุน 1,796 ล้านบาท รองลงมาเป็นอุตสาหกรรมอาหาร 15 แห่ง มีการจ้างงาน 1,450 คน ลงทุน 2,756 ล้านบาท ผลิตภัณฑ์อโลหะ14 แห่งจ้างงาน 542 คน ลงทุนเพิ่ม 403 ล้านบาท
เฉพาะเดือน ก.พ.57 มีโรงงานขอขยายโรงงานเพียงแค่ 30 แห่ง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วมีการขยายตัว 55 แห่ง หมายความว่าโรงงานขอขยายตัวลดลงไป 45% เช่นเดียวกับการตั้งโงงานใหม่ มีการขยายตัวลดลง แต่การลงทุนเพิ่มขึ้น แสดงว่าคนขยายเป็นโรงงานขนาดใหญ่ และถ้าดูในช่วง 2 เดือนแรก ม.ค.-กพ.ที่ผ่านมา มีจำนวนโรงงานที่ขอขยายกิจการเพียงแค่ 63 แห่ง ลดลงจากปีที่ผ่านมา 56 จำนวน 37% แต่เงินลงทุนเพิ่มขึ้น ดังนั้นสิ่งที่เรามองว่าเอสเอ็มอีแย่น่าจะเป็นไปได้ เพราะไม่มีการตั้งใหม่ และไม่มีการขยาย ส่วนโรงงานที่เลิกกิจการนั้นเดือน มค.-ก.พ.2557 นั้น พบว่ามีทั้งสิ้น 111 โรงงานลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
สำหรับแนวโน้มการตั้งโรงงานใหม่ หรือขอขยายกิจการในปี 2557 นั้น ถ้าทิศทางการเมืองยังเป็นยืดเยื้อ จะส่งผลให้การให้บริการก็ค่อนข้างลำบาก ประกอบกับโรงงานที่ตั้งใหม่ซึ่งจำเป็นที่จะต้องได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซึ่งในจุดนี้หายไปจากระบบเพราะไม่มีบอร์ดบีโอไอ ดังนั้นโรงงานเมื่อยังไม่ได้รับสิทธิประโยชน์จากบีโอไอก็ยังไม่มียื่นขอลงทุน จึงแสดงให้เห็นว่าทุกคนทั้งนักลงทุนไทย และต่างประเทศ อาจชะลอการลงทุน ไม่ได้ย้ายหนีแน่นอน เพียงรอดูความชัดเจนของสถานการณ์ทางการเมืองและทิศทางของรัฐบาลใหม่ว่าจะเป็นอย่างไร
“การผลิตสินค้าเพื่อป้อนตลาดต่างประเทศนั้นมีตลาดที่ชัดเจน และที่น่ากังวลคือการผลิตเพื่อป้อนตลาดในประเทศ วันนี้ถ้าเศรษฐกิจของประเทศไม่ดี ผู้ประกอบการณ์ไม่ลงทุนเพิ่ม เพื่อผลิตเพื่อป้อนตลาดในประเทศคงไม่คุ้ม เนื่องจากผลิตออกมาแล้วไม่มีตลาด เพราะโดยนิสัยคนไทยพอเกิดเหตุการณ์อะไรก็จะเริ่มประหยัดใช้เงินน้อยลง” นายณัฐพลกล่าว
นายณัฐพลกล่าวย้ำว่า อีกอุตสาหกรรมหนึ่งที่จะเห็นได้ชัดคืออุตสาหกรรมรถยนต์ ปี 2557 นี้ อุตสาหกรรมรถยนต์ในไทยมีแนวโน้มชัดว่าตลาดการบริโภคลดลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา มีปัจจัยลบมาจากผู้ซื้อบางส่วนอาจจะมีซื้อรถไปแล้ว ตั้งแต่มีรถยนต์คันแรก ซึ่งต้องยอมรับว่าโครงการรถยนต์คันแรกนั้นดึงเอาความต้องการใช้รถยนต์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไปทำให้เกิดตลาดขึ้นในปัจจุบัน ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศไม่ขยายตัวทำให้ผู้บริโภคลดความฟุ่มเฟือย การที่จะซื้อรถคันที่ 2 หรือรถใหม่ก็ชะลอตามไปด้วย จะเห็นว่ายอดขายในมอเตอร์เอ็กซ์โปรในช่วงปลายปี 2556 ที่ผ่านมานั้น มียอดขายลดลงไปเกือบ 20% จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ประมาณ 50,000 คัน แต่ขายได้เพียง 41,000 คัน
ดังนั้น ในปี 2557 นี้คาดได้เลยว่าการลงทุนในส่วนของรถยนต์ จะไม่มีการขยายตัว ดังนั้นตลาดรถจึงต้องแสวงหาการส่งออกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคล หรือกระบะ และอุตสาหกรรมที่จะกระทบอีกตัวคืออุตสาหกรรมก่อสร้างคอนโดฯ หรือบ้านเดียว ในราคาที่ไม่แพง อาจจะได้รับผลกระทบเพราะอุตสาหกรรมเหล็กในปี 2557 นี้ไปค่อนข้างฝืดพอสมควร
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยมาจากโครงการลงทุนของภาครัฐโดยเฉพาะโครงการลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ที่คาดว่าจะมีเงินไหลเข้าสู่ระบบในปี 2557 นี้ได้หยุดชะงักไปหมด และที่หน้าห่วงเรื่องของการเบิกค่าใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน เพราะไม่สามารถเข้าที่ทำงานได้ ทำให้ประชาชนไม่สามารถติดต่อได้ ดังนั้นจึงเกิดการล่าช้าของการเบิกจ่ายงบประมาณในโครงการต่างๆ เช่นของกรมโรงงานอุตสาหกรรมนั้นยังไม่สามารถเซ็นสัญญาจ้างได้ครบ ทั้งนี้เลยเดือน มี.ค.-เม.ย.ไปแล้ว ทั้งที่ควรเซ็นสัญญาจ้างเสร็จตั้งแต่เดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว
“ถ้าการไม่จบในเดือน เม.ย.นี้ เดิมที่คาดว่าประมาณ 3 เดือน ถ้าภายใน 6 เดือนจีดีพีติดลบแน่นอน เพราะการเติบโตของเศรษฐกิจมาจากการบริโภคในประเทศ เมื่อมีการบริโภคลดลง คนประหยัดมากขึ้น การซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยลดลง การลงทุนไม่เกิดขึ้น เศรษฐกิจไม่โตจบแน่” นายณัฐพลกล่าว.

สนข.เดินหน้า 51 โครงการ หลัง พ.ร.บ. 2 ล้านล้าน “ล้ม”

Published พฤษภาคม 4, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/news/310314/88293

อีโคโฟกัส
Monday, 31 March, 2014 – 00:00
.
หลัง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทถูกคว่ำ มีคำถามมากมายว่าโครงการที่บรรจุไว้ในแผนจะดำเนินการต่ออย่างไร ซึ่งเป็นภาระหนักของ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) หน่วยงานที่สำคัญเสนอแนะนโยบาย มาตรการ และบูรณาการการจัดทำแผนด้านการขนส่งและจราจร
โดย นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการ สนข. เปิดเผยถึงความคืบหน้าการทบทวนแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศ ที่จะเสนอให้รัฐบาลชุดใหม่พิจารณา ว่า ได้ปรับลดโครงการที่ไม่จำเป็นออกจำนวน 2 โครงการ คือ 1.โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงวงเงินลงทุน 8 แสนล้านบาท และ 2.โครงการสร้างด่านศุลกากรจำนวน 41 แห่งทั่วประเทศ วงเงินลงทุน 1.2 หมื่นล้านบาท รวมทั้งยังมีตัดวงเงินเผื่อเหลือเผื่อขาดจำนวนประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ออกจากแผนกู้เงินเดิม
ทำให้เหลือโครงการที่กระทรวงจะดำเนินการทั้งสิ้นเพียง 51 โครงการ ส่งผลให้วงเงินลงทุนรวมอยู่ที่ 1.1 ล้านล้านบาท
สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูง ได้ตัดออกไปศึกษาแบบเดี่ยวๆ เพื่อนำเสนอรัฐบาลใหม่อนุมัติการก่อสร้างเป็นรายโครงการ ในแต่ละเส้นทางแทน ส่วนโครงการรถไฟทางคู่ 5 เส้นทาง คาดว่าจะศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) แล้วเสร็จภายในปี 2558 หลังจากนั้นจะเสนอคณะรัฐมนตรี พร้อมก่อสร้างทันที
“เราก็เดินหน้าโครงการต่อภายในกรอบระยะเดิม จาก 41 โครงการ เอาแผนมากางดูว่าแต่ละปีต้องทำโครงการไหนบ้าง และเมื่อไม่มี พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านแล้ว งบดำเนินการที่เร็วที่สุดที่จะทำได้ คืองบปี 58 จากนั้นก็มาดูอีกครั้งว่าในปี 58-60 ต้องใช้ระยะเวลาและงบประมาณเท่าไร เพื่อให้ทันกับสถานการณ์ ซึ่งจะหารือกับสำนักงบประมาณและนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เนื่องจากทั้ง 2 หน่วยงานดูแลเรื่องการเบิกจ่ายและหาแหล่งเงินกู้”
ในส่วนของโครงการที่ต้องใช้เงินกู้ คือในส่วนของรถไฟ เช่น โครงการรถไฟทางคู่ ทางสายใหม่และรถไฟฟ้า 10 สาย ส่วนโครงการอื่นที่ต้องใช้งบประมาณปกติ เช่น โครงการ ถนน ท่าเรือ ทางหลวงชนบท สถานีขนส่งสินค้า ปัจจุบันยังไม่มีท่าทีว่าจะมีรัฐบาลใหม่เข้ามา จะส่งผลกระทบให้เกิดความล่าช้าในเรื่องการอนุมัติงบประมาณ
ทั้งนี้ จากการหารือ สบน.เสนอแนะให้กระทรวงจัดทำแผนการลงทุนระยะยาว 7 ปี เพื่อให้ สบน.และสำนักงบประมาณ สามารถวางแผนในการจัดหาเงิน รวมทั้งวางแผนบริหารจัดการหนี้สาธารณะของประเทศให้มีประสิทธิภาพ ต้องแบ่งให้ชัดเจนว่าแต่ละปีจะใช้เงินเท่าไหร่ และดำเนินโครงการใดบ้าง โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จและสามารถนำแผนมาหารือร่วมกับ สบน. และสำนักงบประมาณ เพื่อสรุปแผนทั้งหมดได้ภายในเดือนเม.ย.นี้
“ในส่วนของ พ.ร.บ. 2 ล้านล้าน ความจำเป็นคือจะช่วยให้ได้วางแผนงานมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น คือ เป็นตัวกำหนดว่าควรจะกู้กี่ปี และรู้ว่าโครงการที่จะทำมีอะไรบ้าง ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีโครงการนี้ เลยไม่รู้ว่า 7 ปีข้างหน้าจะเกิดอะไรบ้าง ที่ผ่านมามีการหารือกันว่าจะทำ แต่ไม่เคยทำ เพราะไม่มีเงินทำ พอมี 2 ล้านล้าน ทำได้เลย เพราะฉะนั้นในส่วนของงบประมาณเงินกู้กับงบประมาณประจำปีทำได้ แต่สิ่งที่หายไปคือ 1.จะทำจริงหรือเปล่า 2.จะแล้วเสร็จเมื่อไร เพราะตอนนี้ยังไม่รู้ว่าจะได้งบประมาณเมื่อไร จึงตอบไม่ได้ว่าจะเสร็จเมื่อไร
แต่ 2 ล้านล้าน เป็นการผูกโครงการว่าจะแล้วเสร็จเมื่อไร เช่น ถ้าบอกว่าเสร็จภายใน 31 ตุลาคม 63 เป็นหน้าที่ของหน่วยงานผู้บริหารโครงการต้องรับผิดชอบดำเนินการให้เสร็จในเวลาที่กำหนด ซึ่งถือเป็นวิธีที่บริหารที่แตกต่างกันไปถือว่าคนไม่ค่อยรู้กันมาก วิธีนี้ทำให้ข้าราชการทำงานได้เร็วขึ้น ที่ผ่านมาเป็นการเสี่ยงดวงของบประมาณ ถ้าไม่ได้ก็ไม่ทำ” นายจุฬา กล่าว
สำหรับการจัดทำแผนแหล่งที่มาของเงินนั้น รายงานล่าสุด ขณะนี้กระทรวงคมนาคมกำลังเร่งสรุปเบื้องต้น ได้แบ่งการดำเนินโครงการตามแหล่งเงินทุนไว้ 3 แนวทาง คือ
1.เงินงบประมาณปี 2558 จะใช้ลงทุนโครงการที่พร้อมประมูล และใช้เวลาก่อสร้าง 1-3 ปี เช่น ถนน 4 เลน ซ่อมบูรณะถนนสายหลัก ปรับปรุงทางรถไฟ สะพานข้ามทางรถไฟ ค่าเวนคืนที่ดินมอเตอร์เวย์ ก่อสร้างรถไฟ และถนนสายใหม่ รวมถึงค่าจ้างที่ปรึกษาศึกษาโครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ 6 สาย เป็นต้น
2.เงินกู้ในประเทศและต่างประเทศ ลงทุนโครงการขนาดใหญ่ เช่น รถไฟฟ้าในเมือง 8 สาย และรถไฟชานเมืองสายสีแดง 5 เส้นทาง หลักๆ จะใช้เงินกู้ในประเทศ ส่วนเงินกู้ต่างประเทศ เช่น องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (ไจก้า) และธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ส่วนใหญ่เป็นการก่อสร้างถนน 4 เลน ถนนต่อเชื่อมราชพฤกษ์กาญจนาภิเษก เป็นต้น
3.ให้เอกชนร่วมลงทุนรูปแบบพีพีพี ตามกฎหมายร่วมทุน เช่น มอเตอร์เวย์สายบางปะอิน-โคราช วงเงิน 84,600 ล้านบาท สายบางใหญ่-กาญจนบุรี 55,000 ล้านบาท โดยจะเปิดร่วมทุนก่อสร้างและบริหารจัดการโครงการ ทั้งเก็บค่าผ่านทางและการบำรุงรักษา เอกชนจะได้สิทธิ์สัมปทาน 30 ปี ส่วนสายพัทยา-มาบตาพุด วงเงิน 16,000 ล้านบาท จะของบประมาณปี 2558 เวนคืน ส่วนการก่อสร้างจะใช้เงินกองทุนค่าธรรมเนียมซึ่งมีอยู่ขณะนี้ 14,000 ล้านบาท
ด้าน “มอเตอร์เวย์” ขณะนี้มีความพร้อมทั้ง 3 สาย แต่จะเริ่มได้ก่อน คือ พัทยา-มาบตาพุด ใช้เงินลงทุนไม่มาก 16,000 ล้านบาท จะของบฯ ปี 2558 จ่ายค่าเวนคืนและใช้เงินกองทุนมอเตอร์เวย์มีอยู่ 14,000 ล้านบาทมาก่อสร้าง ส่วนสายบางปะอิน-โคราช และบางใหญ่-กาญจนบุรี รอเงินกู้และหาเอกชนมาลงทุน เพราะใช้เม็ดเงินลงทุนสูงกว่า 1 แสนล้านบาท
ขณะที่ “รถไฟฟ้าหลากสี” ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล มีอยู่ 3 โครงการกำลังก่อสร้างและมีชื่อติดในบัญชี 2 ล้านล้าน ทั้งสายสีม่วง (บางซื่อ-บางใหญ่) สีน้ำเงิน (บางซื่อ-ท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค) และสีเขียว (แบริ่ง-สมุทรปราการ) ส่วนนี้ยังเดินหน้าตามปกติ แม้ตอนนี้กระทรวงการคลังกำลังวุ่นหาแหล่งเงินกู้ จ่ายค่าจ้างให้ผู้รับเหมา แต่คาดว่าจะไม่กระทบต่อแผนการเปิดให้บริการในปี 2560
นายจุฬากล่าวว่า ในวันที่ 31 มี.ค.นี้ สนข.จะหารือกับ สบน. กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ เรื่องการนำงบลงทุนปีแรกของโครงการภายใต้ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านบาท ไปอยู่ในงบประมาณประจำปี 2558 หลังจากหารือเรื่องดังกล่าวกับ สบน.แล้ว แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป
ทั้งนี้ ทาง สบน.มองว่า การลงทุนดังกล่าวต้องพิจารณาใช้เงินจากงบประมาณเป็นหลักก่อน ซึ่งยังเหลือวงเงินที่จำเป็นต้องใช้อีกเท่าไหร่ถึงจะมาใช้เงินกู้ เนื่องจากต้องคำนึงว่าเงินงบประมาณไม่มีต้นทุน ขณะที่เงินกู้มีต้นทุน ยกเว้นการลงทุนต่อเนื่องอยู่แล้ว เช่น รถไฟฟ้าสายสีม่วง เดิมใช้เงินกู้ไจก้า แต่เมื่อ พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาทตกไป เพื่อให้โครงการลงทุนจนสำเร็จครบวงเงิน สบน.เปลี่ยนมาใช้เงินกู้ในประเทศทั้งหมด ซึ่งจะต้องเสนอเข้า ครม.พิจารณาใหม่อีกครั้ง.

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
รักษาการ รมว.คมนาคม
“ในส่วนของกระทรวงคมนาคม เมื่อตัดสินมาแล้วคงต้องมองไปที่อนาคต ทำโครงการพวกนี้ต่อ รัฐบาลใหม่มาต้องดำเนินการต่อ และ 53 โครงการนี้ก็จะไม่หยุด เพราะถือว่า พ.ร.บ.นี้เป็นแค่การหาแหล่งเงิน ซึ่งก็รู้ตัวตั้งแต่ไปให้การว่ามีปัญหาแน่นอน ดังนั้น กระทรวงคมนาคมจึงได้เตรียมการ โดยได้คุยกับ สบน.เรื่องแหล่งเงินเพิ่มเติม ซึ่งจะมีการเรียกประชุมเพื่อลำดับความสำคัญจัดทำแผน เผื่อรัฐบาลใหม่ได้นำไปใช้ว่าจะหาแหล่งเงินจากไหน และเชื่อว่าประชาชนยังรอโครงการนี้”

ยงสิทธิ์ โรจน์ศรีกุล
ผู้ว่าการ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย
“การก่อสร้างรถไฟฟ้า ในเส้นทางยังคงดำเนินการต่อไปได้ แม้ไม่มี พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท แต่การก่อสร้างให้ครบทั้ง 10 สายทาง จะทำไม่ได้ทั้งหมดใน 7 ปีตามแผน ซึ่งอาจล่าช้าออกไป และอาจต้องจัดลำดับเส้นทางที่จะก่อสร้างใหม่ เพราะงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดจะไม่สามารถก่อสร้างรถไฟฟ้าทุกสายไปพร้อมกันได้ อย่างไรก็ตาม คงต้องรอรัฐบาลใหม่เข้ามาพิจารณาอนุมัติโครงการก่อน ส่วนการก่อสร้างในเส้นทางเดิมที่ดำเนินการอยู่ จะไม่ได้รับผลกระทบ”

จุฬารัตน์ สุธีธร
ผู้อำนวยการ สบน.
“หลังจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งคลังและคมนาคมต้องมาหารือกัน เพื่อเตรียมใช้แผนสำรองในการเดินหน้าโครงการลงทุน เมื่อไม่สามารถกู้เงินมาลงทุนทั้งหมดได้พร้อมๆ กัน ต้องจัดลำดับความสำคัญของโครงการใหม่ อย่างไรก็ตาม คงต้องรอรัฐบาลชุดใหม่ตัดสินใจ ทั้งในเรื่องโครงการลงทุนและแหล่งเงินทุนใหม่ว่าจะจัดสรรตามแผนก่อหนี้ใหม่ปี 2558 ตาม พ.ร.บ.หนี้สาธารณะหรือจัดสรรงบประมาณประจำปี 2558 ซึ่งหากจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ได้เร็ว จะทำให้ผลักดันโครงการลงทุนที่มีความพร้อมได้ในปี 2558 คาดว่าต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 1 แสนล้านบาท”.

KTC ก้าวกระโดดที่ท้าทาย ทวงแชมป์ธุรกิจบัตรรูดปื้ด

Published มีนาคม 29, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/news/240314/87947

อีโคโฟกัส
Monday, 24 March, 2014 – 00:00

สร้างความฮือฮาในการเปิดศักราชปี 2557 ด้วยการแถลงผลประกอบการเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ว่า บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC มีกำไรสุทธิในปี 2556 เท่ากับ 1,283 ล้านบาท หรือเติบโต 403% จากช่วงเดียวกันของปี 2555 และเพิ่มดีกรีความร้อนแรงจนเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์มากยิ่งขึ้น ในระยะเวลาห่างกันเพียงแค่สัปดาห์เดียว ด้วยการที่เชื้อเชิญสื่อมวลชนทุกแขนงกว่า 85 ชีวิตบินข้ามน้ำข้ามทะเลไปแถลงข่าว “ทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2557” ถึงราชอาณาจักรสเปน
ระเฑียร ศรีมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือซีอีโอ นำทีมรองประธานอีก 4 ฝ่าย ได้แก่ ชุติเดช ชยุติ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส สายงานคอร์ปอเรท ไฟแนนซ์ ปิยศักดิ์ เตชะเสน รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส กลุ่มงานผลิตภัณฑ์และช่องทางการจัดจำหน่าย สุดาพร จันทร์วัฒนากุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจสินเชื่อบุคคล และ พิทยา วรปัญญาสกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
สายงานการตลาดเพื่อการท่องเที่ยวและสันทนาการ…ปิดห้องอาหารกลางหุบเขาสูงของมอนต์เซอร์รัต สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของสเปน เพื่อการแถลงข่าวที่น่าท้าทาย ท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ จนทำให้ต้องยอมรับว่า เป็นความแตกต่างที่มีสไตล์ ที่สำคัญนับเป็นการสะท้อนวิธีคิดและกลยุทธ์ในการบริหารจัดการของ “ทีมเวิร์ก” คนรุ่นใหม่ไฟแรงในโลกของธุรกิจการเงินการธนาคารอย่างจะแจ้ง
ซีอีโอหนุ่มใหญ่เริ่มต้นการแถลงข่าวในบรรยากาศและกลิ่นอายของเมืองบาร์เซโลนา ด้วยการออกตัวว่า เพิ่งแถลงข่าวไปเกี่ยวกับตัวเลขกำไรที่สร้างเสียง..อื้อฮือ!! ในโลกธุรกิจรูดปื๊ดๆ แต่เพื่อไม่ให้นักข่าว “เสียเที่ยว” ที่บินถึง 18 ชั่วโมงจากสุวรรณภูมิถึงสเปน เขาก็ยินดีที่จะเปิดเผยว่า เขาเชื่อมั่นว่าจะทวงบัลลังก์แชมป์บัตรเครดิตขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งในระยะเวลา 5 ปี ซึ่งจะเริ่มต้นนับหนึ่งตั้งแต่ปี 2557 นี่แหละ
“สองปีที่ผ่านมาเราบรรลุวัตถุประสงค์ในการลดต้นทุน เราสามารถทำให้การดำเนินงานเรากำไรเกินพันล้าน คือกำไรสูงสุดในช่วงที่ผ่านมาทั้งหมด สิ่งที่เรายังไม่ประสบความสำเร็จคือ การโตของธุรกิจบัตร ยังต่ำกว่าอุตสาหกรรมโดยเฉลี่ย ปีนี้เราตั้งว่าเราจะโตไม่ต่ำกว่า 15% เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังว่าทำอย่างไรให้โตกว่า 15% และเรามีความมั่นใจแค่ไหน”

0 ปี 2557 KTC มีเป้าต้องไปให้ถึง
“ผมเคยแถลงไปแล้วว่าปีนี้เรากำไรไม่ต่ำกว่า 1,300 แน่ วันนี้ยังยืนยันว่าปีนี้ไม่ต่ำกว่า 1,300 แน่ NPL ไม่ใช่ปัญหาเพราะเราควบคุมได้ตลอดไม่เคยต่ำกว่าที่เราประเมินเอาไว้ สิ่งเดียวที่เรายังทำไม่ได้คืออัตราการเจริญเติบโตของการใช้บัตรและจำนวนบัตรเรา เพราะฉะนั้นกลยุทธ์เราในปีนี้เริ่มต้นด้วยแบบนี้
วันนี้บัตรเรามี 1,500,000 ถึง 1,600,000 ใบ สำหรับเครดิตการ์ด มี personal lone อีกประมาณ 600,000 ใบ เครดิตการ์ดเราจะโตเพิ่มอีก 400,000 ใบ ก็นับเป็น 25% ของบัตรที่เรามีอยู่ personal lone สินเชื่อบุคคลเราจะโตขึ้นอีก 130,000 กว่า คิดเป็นประมาณ 10-20% ของที่มีอยู่ทั้งหมด อันนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่จะดันให้ยอดของเราขึ้นได้
อันที่สอง..ใน 2 ปีที่ผ่านมาเรามีปัญหาเพราะเราเกิดจากวิกฤติที่ขาดทุนในปี 2012 ขาดทุนพันกว่าล้านในปี 2011 พอปี 2012 เรากำไรประมาณสองร้อยกว่า ปีที่แล้วเรากำไรถึงพันหนึ่ง ปีนี้เรากำไรสูงขึ้นเยอะ เพราะฉะนั้นในส่วนที่เกินพันสามทั้งหมดก็เป็นไปได้เราจะมาลงกับในเรื่องของมาร์เก็ตติ้ง เรายังยืนจุดแข็งของเราในเรื่องของการท่องเที่ยว ซึ่งเราจะปรับปรุงให้ดีขึ้นอีก ความผิดพลาดในอดีตและความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในทุกๆ วันนี้มาปรับปรุง การทำธุรกิจบัตรของเราโดยเฉพาะมาร์เก็ตติ้งที่ผ่านมาเราตั้งเป้าและเราก็ทำไป แต่ส่วนหนึ่งที่เราไม่มีคือ เราไม่มีลักษณะของ Q A ที่จะเข้าไปดูว่ากระบวนการทำงานของเราว่ามีปัญหาตรงไหน จากนี้ไปเราจะมีคนลงไปดูในกระบวนการต่างๆ มากขึ้น เอาว่าเราจะทำในลักษณะที่คู่แข่งไม่สามารถทำตามเราได้”

0 กลับเป็นที่หนึ่งไม่ง่ายแต่ก็ไม่เวอร์
เปิดเผยถึงช่องทางที่จะขึ้นสู่จุดสูงสุดของเป้าหมายแล้ว ซีอีโอหนุ่มก็ให้โอกาสรองซีอีโอของแต่ละฝ่ายแจกแจงถึงแผนงานและกลยุทธ์ของตัวเอง เพื่อเป็นการตอกย้ำถึงการทำงานที่เป็นทีม และเป็นการยืนยันว่า ใครจะหาว่าทีมเวิร์กเคทีซีเวอร์ก็ไม่ว่ากัน แต่รับรองว่าจะทำให้เห็นเป็นประจักษ์…ไม่เชื่อก็ต้องตามไปดู
“กลับไปเป็นที่หนึ่ง ไม่ใช่เรื่องที่ง่าย วันนี้ไม่มีใครอยู่เฉยๆ แล้วทุกธนาคารก็เก่งและแข็งแรง การที่เราจะขึ้นไปเป็นที่หนึ่ง ได้เราต้องเริ่มต้นด้วยการทำจ๊อบที่ดูเหมือนเวอร์ๆ แบบนี้ได้ก่อน ถ้าทำได้เราถึงจะเดินไปสู่ความเป็นที่ 1 ได้ สองเดือนเราเสมอตัว เราไม่มีแต่เราไม่ลบ ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ช่วงเป็นแบบนี้ สองเดือนผ่านมาเราบวกนิดหนึ่งแต่น้อยมากไม่ถึง 1% ผมมองคนละอย่าง ผมว่าวันนี้เราไม่เหมือนสองปีที่ผ่านมา สองปีที่ผ่านมาเราทำสิ่งที่อยากทำมาแล้วประมาณ 85% สองปีที่ผ่านมาเวลาเราทำมาร์เก็ตติ้ง เราทำที่เรียกว่าเป็นแมส คือเราครอบคลุมทั้งหมดเลย วันนี้เราทำมาร์เก็ตติ้ง เราเจาะเป็นรายคน ลูกค้าเราแต่ละคนได้มาร์เก็ตติ้งแคมเปญ แต่ละคนไม่เหมือนกัน เรามีห้องทดลองซึ่งสามารถบอกโดยสื่อว่าลูกค้าของเราจะได้รับง่ายที่สุด
วันนี้โมบายของเราดีที่สุด วันนี้โอทีพีของเราเร็วที่สุด ผมท้าให้เอาเครื่องมาเรียงกันเลยทุกธนาคาร แล้วกดใช้พร้อมกันแล้วดูของใครมาถึงก่อน ผมมั่นใจ100% ว่าของเรามาถึงก่อน อันนี้เป็นตัวอย่างเล็กๆ เรายอมรับความผิดพลาดถ้าเราผิดพลาด แล้วเราแก้ไข ไม่ใช่ผิดพลาดแล้วไปฆ่าตัวตาย แต่เราผิดพลาดแล้วเราคุยกับลูกค้า ว่าทำอย่างไร และไปปรับปรุงกระบวนการ และทำอย่างไรถึงจะไม่เกิดขึ้นอีก ต้นทุนจะเป็นเท่าไหร่ทั้งหมดที่เราพูดไปวันนี้ต้นทุนเราถึงบอกว่าต่ำลงแล้ว ก็มีวิธีต่ำลงได้อีกด้วยวิธีและกระบวนการแบบนี้ และเงินที่เหลือจะทำอะไร เงินที่เหลือก็เอามาให้คุณพิทยาทำการตลาดให้กับลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ที่ไม่รู้จักเรา”

0 โจทย์ปัญหาที่มีทีมเวิร์กพร้อมลุย
ความมั่นใจของซีอีโอเคทีซีผ่านการแถลงข่าวทุกถ้อยคำ รวมทั้งเสริมทัพด้วยทีมรองซีอีโอทั้ง 4 คนก็ยังทำให้เกิดข้อสงสัยว่า…จริงหรือที่จะโตบนถนนบัตรเครดิต ในขณะที่อุตสาหกรรมโดยรวมของบ้านเราไม่ค่อยโต คำถามนี้คุณระเฑียรมีคำตอบทันทีว่า
“ผมวิเคราะห์ให้ฟังง่ายๆ คำว่าอุตสาหกรรมไม่โตเป็นความเข้าใจที่ผิดเพราะจริงๆ อุตสาหกรรมเป็นคำพูดที่ให้กำลังใจมากกว่าว่าแข่งขันกันเข้มข้นมากแล้วเลยคิดว่าโตไม่ได้ ถามว่าปี 2011 อุตสาหกรรมโต 27% อุตสาหกรรมอะไรที่มันโต 27% บัตรเครดิตการ์ดโต 27% ปี 2012 ปีที่แล้วโต 10% ขึ้น ไม่เล็กนะครับ การโตดับเบิลดิจิท ปีนี้อาจจะมีปัญหาทางด้านการเมืองอาจจะโตน้อยกว่านั้น แน่นอนการโตของเราต้องไปเอาปลาในบ่อของเพื่อนมาแน่ๆ อันนี้ตอบได้ วันนี้ที่ 1 เป็นใคร ที่ 1 เป็นธนาคารที่มีมาร์เก็ตแชร์ที่มีมากกว่าเรา มีจำนวนบัตรมากกว่เราประมาณ 1 เท่าตัว ถามว่าแล้ว 1 เท่าตัวเขามีกำไรมากกว่าเราหนึ่งเท่าตัวไหม คำตอบคือเปล่า เราเชื่อว่าเขาจะมีกำไรมากกว่าหรือเปล่าไม่มั่นใจ แต่อย่างมากก็กำไรมากกว่าเราไม่เกิน 20% ถึง 30% สูงสุด”
“เพราะฉะนั้นมันอยู่ที่กระบวนการและการจัดการที่จะทำ ถ้าผมบอกว่าทำปีหน้า อันนี้คือทำไม่ได้ ถ้าผมบอกอีกสองปีผมก็ทำไม่ได้ แต่ผมบอกห้าปีผมว่าไม่ใช่สิ่งที่ไกลเกินคาด เราตระหนักว่าไม่มีใครอยู่นิ่งหรอก ยิ่งเราไปประกาศอย่างนี้ทุกคนต้องพร้อมและไม่ยอมให้เราขึ้นไปได้อยู่แล้ว แต่ว่าในตลาดแบบนี้เป็นตลาดที่ต้องแข่งขันกันอยู่แล้ว แล้วผมเชื่อว่าวันนี้ทีมของเคทีซีไม่ใช่ทีมเคทีซีเมื่อสองปีที่แล้ว แต่เป็นทีมที่มีความพร้อมและมีศักยภาพ และยังแข่งกับคนอื่นได้ ที่ผมพูดเมื่อกี๊ว่าเมื่อเราประกาศว่าเราดี เราท้า เหมือนว่าเราประกาศว่าตั๋วของเราเป็นเบสแอร์เฟร์”
ปีนี้ ระเฑียร ศรีมงคล สำทับว่า เคทีซีมีเซอร์ไพรส์บ่อยครั้งและคิดว่าสิ่งที่เราเซอร์ไพรส์แตกต่างจากคนอื่น ดังนั้น นับจากวันนี้ก็ต้องจับตาดู ติดตามฟังว่าก้าวเดินของบัตรรูดปื๊ดอย่างเคทีซีนั้น จะสร้างความแฮปปี้ให้กับผู้ถือหุ้นเคทีซี ตลอดจนลูกค้าสมคำแถลง และเหมือนกับทีมผู้สื่อข่าวที่ตื่นตาตื่นใจอย่างมากมายกับทริปพิเศษ แถลงข่าวข้ามน้ำข้ามทะเลที่ราชอาณาจักรสเปน ดินแดนแห่งกระทิง และบ้านเกิดของนักเดินทางผู้ยิ่งใหญ่คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส หรือไม่…โอล่า…กราเซียร์.

ศึกชิงเก้าอี้ส.อ.ท.ร้อน “สุพันธุ์”-“วิศิษฎ์”ร่วมประสานรอยร้าว

Published มีนาคม 29, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/news/170314/87589

อีโคโฟกัส
Monday, 17 March, 2014 – 00:00

ทั้งนี้ การเลือกตั้งประธาน ส.อ.ท.ในต้นเดือน เม.ย.2557 นี้ นับว่ามีความสำคัญกับภาคธุรกิจและเศรษฐกิจของสังคมไทยอย่างมาก เนื่องจาก ส.อ.ท.เป็นองค์กรหลักที่ดูแลภาคเอกชนเกือบทั้งประเทศ มีสมาชิกภาคธุรกิจมากถึง 7,000 ราย ดังนั้น ส.อ.ท.จึงมีบทบาทสูงต่อการสะท้อนความคิดเห็นต่อนโยบายของรัฐในด้านเศรษฐกิจ รวมทั้งยังเป็นกลุ่มที่ช่วยผลักดันเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตด้วย ดังนั้นผู้ที่จะขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธาน ส.อ.ท.จึงเป็นบุคคลที่หลายฝ่ายจับตามองเป็นพิเศษว่าจะมีทัศนคติต่อการร่วมผลักดันเศรษฐกิจประเทศไปในทิศทางใด
และที่สำคัญ ขณะนี้หลายฝ่ายจับตามองการเลือกตั้งในครั้งนี้เป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นการชิงชัยของ 2 ขั้วอำนาจใน ส.อ.ท. ที่เคยมีปัญหาเป็นข่าวคึกโครมกันมาตลอดปี 2556 ระหว่างฟากฝั่งของ นายธนิต โสรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. ที่สนับสนุน นายวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ ขึ้นชิงตำแหน่ง ขณะที่ฟากฝั่งนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธาน ส.อ.ท.คนปัจจุบัน ให้การสนับสนุน นายสุพันธุ์ มงคลสุธี เข้าชิงชัยในครั้งนี้
ทั้งนี้ หากมองย้อนกลับไปตลอดปี 2556 ที่ผ่านมา ได้เกิดรอยร้าวบาดหมางกันอย่างหนักใน ส.อ.ท.อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งมีสาเหตุมาจากนโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวันของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นเหตุให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ได้รับผลกระทบอย่างหนัก และเรียกร้องให้นายพยุงศักดิ์ซึ่งเป็นประธาน ส.อ.ท.ในขณะนั้น เป็นตัวแทนของภาคเอกชนคัดค้านนโยบายดังกล่าว หรือชะลอนโยบายดังกล่าวออกไปก่อน เพี่อให้เอสเอ็มอีได้ปรับตัว แต่นายพยุงศักดิ์มีท่าทีเห็นด้วยกับนโยบายของภาครัฐดังกล่าว และไม่มีบทบาทต่อกรใดๆ กับภาครัฐ เป็นเหตุให้สมาชิกที่เป็นกลุ่มเอสเอ็มอีในต่างจังหวัดออกมาแสดงความไม่พอใจหลายครั้ง และในที่สุดนายธนิตได้ออกมาแสดงบทบาทเป็นตัวแทนของกลุ่มเอสเอ็มอี ขับไล่นายพยุงศักดิ์ออกจากตำแหน่ง
จากนั้นสถานการณ์ความบาดหมางมีแต่เลวร้ายลง เมื่อนายธนิตยืนยันจะเข้ามาบริหารงานแทนนายพยุงศักดิ์ในสำนักงานของ ส.อ.ท.ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ แต่นายพยุงศักดิ์ไม่ยอมรับและยืนกรานว่ายังเป็นประธานและบริหารงานใน ส.อ.ท.เช่นเดิม พร้อมต่างฝ่ายต่างสาดโคลนใส่กัน จนแล้วจนรอดก็ยังไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้ กลับยืดเยื้อมาจนข้ามปี
จนกระทั่งนายพยุงศักดิ์เริ่มแสดงบทบาทของการเป็นประธานเจรจากับภาครัฐเพื่อให้การช่วยเหลือเอสเอ็มอีมากขึ้น ทำให้สมาชิกลดแรงต่อต้านลง และนายธนิตยอมถอย เพื่อรอเวลาการประชุมใหญ่สมาชิก เข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งประธาน ส.อ.ท.อย่างเป็นทางการ
ซึ่งในกระบวนการเลือกตั้งประธาน ส.อ.ท.นั้น คณะกรรมการ ส.อ.ท. (กส.) จำนวน 348 คน จะเป็นผู้มีสิทธิ์ไปเลือกตั้งประธาน ส.อ.ท. ในวันที่ 8 เม.ย.2557 นี้ แต่ก่อนที่จะถึงวันเลือกตั้งดังกล่าว จะต้องมีการเลือกตั้งและสรรหา กส.ทั้ง 348 คนก่อน โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.มาจากการสรรหา 116 คน จากสภาอุตสาหกรรมจังหวัด และ 42 กลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว และ 2.มาจากการเลือกตั้งในวันประชุมใหญ่ 232 คน ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 17 มี.ค.2557 นี้แล้ว
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าการเลือกตั้งนั้น นอกจากการตัดสินใจเลือกจะเกี่ยวข้องกับการเป็นพรรคพวกกันแล้ว นโยบายของผู้ชิงตำแหน่งทั้ง 2 คนก็เป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจเลือกประธานคนใหม่ด้วย โดยทั้ง 2 คนก็มีนโยบายบางประการที่ตรงกัน และแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ดังต่อไปนี้
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี รองประธานส.อ.ท. กล่าวย้ำถึงสิ่งที่จะทำหากได้รับการเลือกตั้งเป็นประธาน ส.อ.ท.ว่า ยืนยันว่าฐานคะแนนเสียงของตัวเองในต่างจังหวัดทุกภาคยังมีสูง ไม่แพ้ของนายวิศิษฎ์เช่นกัน แต่ยอมรับว่ามีเพียงฐานคะแนนเสียงทางภาคเหนือที่ยังสู้ไม่ได้ ที่ผ่านมาเคยเป็นประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเพชรบุรีมากว่า 4 ปี ดังนั้นจึงได้คลุกคลีกับเอสเอ็มอีและเข้าใจถึงปัญหาเป็นอย่างดี และที่ผ่านมาตัวเองไม่เคยเห็นด้วยกับการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท เพราะทำให้เอสเอ็มอีเสียหายและพยายามคัดค้านมาโดยตลอด
อย่างไรก็ตาม การเข้าชิงตำแหน่งประธานในครั้งนี้เพราะต้องการเปลี่ยนแปลง ส.อ.ท.ไปสู่ยุคใหม่ โดยที่ผ่านมาเกิดปัญหารอยร้าวภายใน ดังนั้นสิ่งที่ต้องมุ่งแก้ไขคือการสร้างเอกภาพให้เกิดขึ้น โดยอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ต้องโดดลงมาช่วยเอสเอ็มอี ซึ่งที่ผ่านมาได้เข้าเจรจากับบริษัทใหญ่ๆ อย่าง ปตท. ซีพี เอสซีจี และบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เพื่อให้เข้าไปช่วยพัฒนาบุคลากร อบรมให้ความรู้ เปิดบริษัทให้เอสเอ็มอีเข้าไปศึกษาดูงานและร่วมสนับสนุนด้านการวิจัยและพัฒนา เป็นต้น และจะเพิ่มช่องทางตลาดซื้อขายผ่านระบบคอมพิวเตอร์ (อี-คอมเมิร์ซ) อีกทางหนึ่งด้วย
และปัจจุบันมีทายาทนักอุตสาหกรรมเกิดขึ้นมามาก ซึ่งต้องเปิดโอกาสให้เข้ามามีบทบาทกับทาง ส.อ.ท. และได้เรียนรู้การทำงานของนักอุตสาหกรรมรุ่นอาวุโสเพื่อสานต่อภารกิจต่อไปด้วย นอกจากนี้ การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 เป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ ซึ่งควรผลักดันให้ไทยเป็นผู้นำและศูนย์กลางอุตสาหกรรมในภูมิภาคอาเซียนด้วยการนำระบบเทคโนโลยีสมัยใหม่มาเพิ่มประสิทธิภาพ และใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) มาใช้เก็บข้อมูล ติดต่อสื่อสารและซื้อขายผ่านระบบอินเทอร์เน็ตด้วย
รวมทั้งจัดกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีอยู่ 42 กลุ่ม และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดทั้ง 74 จังหวัด ให้มีการรวมกลุ่มเป็นคลัสเตอร์ ซึ่งจะรวมได้ถึง 11 คลัสเตอร์ และ 18 คลัสเตอร์จังหวัด เพื่อให้เกิดความแข็งแรงและแข่งขันได้ เกิดการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ขณะเดียวกันก็ต้องหนุนให้องค์กรมีธรรมาภิบาลที่ดี และพัฒนาบุคลากรโครงสร้าง ส.อ.ท.ให้เข้มแข็งด้วย
“อยากให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปโดยความสงบ หากแพ้ต้องยอมรับไม่มีการฟ้องร้อง เรียกร้องเกิดขึ้น ส.อ.ท. ผมยืนยันหากชนะเป็นประธาน ใน 2 ปีข้างหน้า ผมจะไม่มีผลประโยชน์ใน ส.อ.ท. แต่จะทำประโยชน์ให้กับเพื่อนสมาชิกเท่านั้น และจะไม่ให้การเมืองเข้ามาแทรกแซง เราต้องกล้าชนกับทางการเมือง และหากผมชนะการเลือกตั้งก็จะเชิญทางฝั่งนายวิศิษฎ์มาทำงานร่วมกัน” นายสุพันธุ์ กล่าว
นายวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ผู้เช้าชิงเก้าอี้ประธาน ส.อ.ท.อีกราย กล่าวว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมเกิดปัญหามีกำลังการผลิตส่วนเกินสูง เพราะกำลังซื้อในประเทศเข้าสู่ภาวะถดถอย ดังนั้นนโยบายจึงต้องชูเรื่องเศรษฐกิจให้กับสมาชิกก่อน โดยเฉพาะต้องช่วยเหลือเอสเอ็มอี เพราะมีถึง 80% ของสมาชิกทั้งหมด ดังนั้นจะต้องมุ่งส่งเสริมการค้าชายแดนประสานกับภาครัฐลดอุปสรรคต่างๆ เพื่อช่วยระบายสินค้าให้กับสมาชิก ส่วนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ก็ต้องการความช่วยเหลือเช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร กฎระเบียบการค้าโลก การเปิดเจรจาเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ) ซึ่งต้องทำงานประสานกับภาครัฐในการเจรจากับประเทศต่างๆ
นอกจากนี้ ปัจจุบันสมาชิก ส.อ.ท.ที่มีกว่า 7,000 คน ไม่เคยซื้อขายกันเองเลย หากปรับเปลี่ยนให้มาซื้อขายกันเองได้จะเกิดประโยชน์มากขึ้น โดยสนับสนุนให้เกิดการทำสัญญาซื้อขายระยะยาว ซึ่งจะช่วยทั้งระดับต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำได้ พร้อมกันนี้จะส่งเสริมต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในไทยและจัดตั้งชมรมผู้ประกอบการต่างประเทศ เพื่อเป็นศูนย์กลางติดต่อนักลงทุนไทยได้โดยตรง เหมือนองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น หรือเจโทร
“ผมมั่นใจว่าจะได้รับเสียงสนับสนุน 80-90% และไม่อยากตั้งความหวังมากเกินไป เพราะการเลือกตั้งประธานเป็นแค่เกมการแข่งขัน ซึ่งผมกับนายสุพันธุ์ก็ยังเป็นเพื่อนกัน ออกไปหาเสียงด้วยกัน ทำให้สมาชิกสบายใจ เห็นถึงความปรองดอง ซึ่งนโยบายด้านการสมานฉันท์ไม่ได้แตกต่างกันเลย และหากผมชนะการเลือกตั้งก็จะทำงานร่วมกับนายสุพันธุ์แน่นอน เพราะยึดหลักที่ว่า แข่งขันเสร็จแล้วอย่าแตกแยก และอยากเป็นตัวอย่างด้านความสมานฉันท์ให้กับรุ่นต่อไปด้วย”นายวิศิษฎ์ กล่าว
การเลือกตั้งประธาน ส.อ.ท.ในครั้งนี้ หลายคนต่างตั้งความหวังว่าจะเป็นการสมานรอยร้าวภายใน ส.อ.ท.ให้กลับคืนสู่บรรยากาศที่ดีได้ ที่สำคัญยังเป็นการเปลี่ยนแปลงการบริหารให้ทันต่อโลกยุคใหม่ ที่เน้นการรวมตัวทางเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการเปิดเออีซีที่ใกล้เข้ามาทุกที และการเผชิญกับปัญหาภายในประเทศที่เกิดรอยร้าวอย่างหนัก เรียกได้ว่าทั้งเศรษฐกิจไทยและผู้ประกอบการไทยกำลังยืนอยู่บนถนนเส้นใหม่บนความเสี่ยงที่ต้องฟันฝ่าไปให้ได้ ดังนั้นตำแหน่งประธาน ส.อ.ท.ไม่ใช่แค่อำนาจ แต่เป็นภาระหน้าที่และวัดภาวะความเป็นผู้นำที่จะพาสมาชิกและเศรษฐกิจประเทศให้อยู่รอดบนเส้นทางเศรษฐกิจยุคใหม่ได้หรือไม่ ซึ่งต้องจับตาดูกันต่อไป.

สรท.ห่วงการเมืองยื้อลูกค้าหนี

Published มีนาคม 29, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/news/100314/87217

อีโคโฟกัส
Monday, 10 March, 2014 – 00:00

สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศที่ยืดเยื้อขณะนี้ ทำให้ภาคเอกชนหลายๆ ส่วนมีความวิตกกังวลว่าจะส่งผลกระทบ ต่อการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ก็ได้คาดการณ์ขยายตัวเศรษฐกิจของประเทศไทยปี 2557 ว่าจะมีการเติบโต 2% และภายใน 6 เดือนแรกจะยังไม่มีรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งจะส่งผลทำให้การบริโภคภายในประเทศชะลอตัว รวมไปถึงการลงทุนของผู้ประกอบการด้านต่างๆ ทั้งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ กลาง เล็ก ต้องชะลอตัวลง และเห็นว่าการส่งออกในปี 2557 นี้น่าจะขยายตัวได้ 5% อย่างไรก็ตาม ในเรื่องดังกล่าวนั้น นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ได้ออกมาระบุอย่างชัดเจนว่า การส่งออกไทยเดือนมกราคม 2557 มีมูลค่า 17,907 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 1.98% แม้ตัวเลขการส่งออกในเดือนมกราคม 2557 จะติดลบ แต่ไม่เป็นผลมาจากสถานการณ์การเมือง เพราะยอดการส่งออกเดือนมกราคมปีนี้ยังคงสูงกว่ามูลค่าการส่งออกเดือนมกราคมเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่ 16,311 ล้านเหรียญสหรัฐ
“มองว่าการส่งออกยังขยายตัวได้ ทำให้เชื่อว่าไตรมาสแรกนี้จะยังไม่ถูกกระทบจากปัญหาทางการเมืองส่วนหนึ่ง เพราะคู่ค้าได้มีคำสั่งซื้อเข้ามาล่วงหน้าแล้ว และมีการจัดการภายในประเทศที่แข็งแกร่ง”
0 เศรษฐกิจไทยเผชิญความเสี่ยง 3 เด้ง
นายนพพรกล่าวว่า แต่ก็ยังมีความกังวลจากเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญกับความเสี่ยง 3 ด้านพร้อมกัน คือความสามารถการแข่งขันที่ลดลงจากปัญหาและนโยบายภาครัฐในช่วงเวลาที่ผ่านมา และไม่ได้รับการแก้ไขทั้งต้นทุนค่าแรงเพิ่มขึ้น ขาดแคลนแรงงาน การใช้นโยบายรัฐเข้ามาแทรกแซงกลไกตลาดในสินค้าเกษตร การเมืองทำสุญญากาศของภาครัฐอย่างน้อย 6 เดือน ส่งผลต่อการลงทุนโดยเฉพาะตอนนี้ที่ไม่มีบอร์ดบีโอไออนุมัติการลงทุน ซึ่งถ้ายาวไปจะทำให้ไทยขาดการลงทุนที่เป็นเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ ที่ยิ่งจะทำให้ไทยไม่มีการพัฒนากลายเป็นประเทศที่ไม่น่าลงทุนอีกต่อไป
“สถานการณ์ที่รัฐอยู่ในภาวะสุญญากาศเอกชนต้องรวมตัวกันและช่วยเหลือกันเอง โดยเฉพาะธุรกิจใหญ่ต้องช่วยรายเล็ก เอกชนก็ต้องปฏิรูปสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ จะทำอะไรเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว เพราะตอนนี้เราเจอความเสี่ยงพร้อมกัน 3 เด้ง ซึ่งเชื่อว่าเอกชนจะทำได้ เป็นกำลังหลักของการส่งออกและเศรษฐกิจ” นายนพพรกล่าว
นอกจากนี้ คณะกรรมการสภาผู้ส่งออกประเมินว่า จากสถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นมานานกว่า 3 เดือน ไม่มีกระทบต่อการส่งออกเดือนธันวาคมที่ผ่านมา และต่อเนื่องถึงไตรมาสแรกปีนี้ เนื่องจากผู้ส่งออกได้รับคำสั่งซื้อล่วงหน้าไว้แล้ว และแม้ว่าการดำเนินการขอเอกสารของทางราชการ และการขนส่งติดขัดในบางช่วงเวลา แต่การส่งออกยังสามารถดำเนินการต่อไปได้ เนื่องจากกระบวนการจัดการในประเทศมีความแข็งแกร่ง และไทยผ่านวิกฤติการเมืองมาแล้วหลายครั้ง
0 การส่งออกในปี 2557 โต 5%
นายนพพรกล่าวย้ำว่า มั่นใจการส่งออกตลอดปี 2557 นี้จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 5% บนพื้นฐานเศรษฐกิจโลก ขยายตัว 3.5% และเงินบาทอ่อนค่าที่ 34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และอาจอ่อนค่าลงไปแตะ 36 บาท/ดอลลาร์สหรัฐได้ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการส่งออก และเชื่อว่าสัดส่วนการส่งออกที่มีถึง 70% ของจีดีพี จะช่วยผลักดันให้จีดีพีของไทยปีนี้ขยายตัวที่ 2-3% ได้”
และจากการประเมินการส่งออกในครั้งนี้ ยังไม่รวมปัจจัยความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะสหรัฐที่ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เพราะยังมีปัญหาเรื่องการปลดคนงานของห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ รวมถึงปัญหาเพดานหนี้ที่อยู่ในระดับสูง จนอาจทำให้เกิดปัญหาชัตดาวน์อีกรอบ รวมถึงการทยอยลดเงินอัดฉีดในระบบเศรษฐกิจ หรือคิวอี ทำให้สภาพคล่องในโลกลดลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประเทศเกิดใหม่ที่มีพื้นฐานเศรษฐกิจอ่อนแอ เช่น บราซิล อาร์เจนตินา ก่อนที่จะลุกลามออกไป อีกทั้งต้องจับตาภัยธรรมชาติในสหรัฐและจีน
“เอกชนไม่หวังพึ่งภาครัฐ เพราะเชื่อว่าจะเกิดสุญญากาศทางการเมือง จากการเลือกตั้งที่ไม่สมบูรณ์ และกว่าจะจัดตั้งรัฐบาลได้ประมาณไตรมาส 3-4 ปีนี้ นอกจากนี้ ภาคเอกชนจะจัดทีมไปเจรจากับทางสหภาพยุโรป หรืออียู เพื่อเตรียมการด้านการค้าการลงทุน ก่อนที่ไทยจะจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย-อียู เพราะเมื่อมีรัฐบาลใหม่จะเดินหน้าได้ทันที” นายนพพรกล่าว
นายนพพรกล่าวว่า ตัวเลขการส่งออกในเดือนธันวาคม 2556 ที่ผ่านมานั้น มีมูลค่า 18,439.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 1.87% ภาพรวมส่งออกตลอดปี 56 มีมูลค่ารวม 228,529.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 0.31%
0 การเมืองมีผลกระทบส่งออกในระยะยาว
นายวัลลภ วิตนากร รองประธาน สรท. กล่าวว่า หลังจากที่รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ได้กระทบต่อการส่งออกสินค้าทางอากาศ เนื่องจากอัตรานักท่องเที่ยวเข้ามาไทยลดลง ทำให้จำนวนเครื่องบินเข้ามาไทยลดลง ส่งผลต่อเนื่องให้ค่าระวางการขนส่งปรับตัวสูงขึ้น รวมทั้งการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทำให้มีการเรียกเก็บค่าความเสี่ยงในการขนส่ง เพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง และยังส่งผลต่อความมั่นใจของผู้ซื้อต่างชาติ ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.บ.ฉุกเฉินโดยเร็ว
ส่วนการส่งออกระยะสั้น คงจะได้รับผลกระทบไม่มาก แต่จะส่งผลกระทบระยะยาว โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์และได้รับการตรวจสอบจากต่างชาติ เพราะว่าคู่ค้าต่างชาติลดการเดินทางเข้ามายังประเทศไทย เพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัย ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อก็อาจจะย้ายไปซื้อจากประเทศอื่นได้
“การที่ไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ภายใน 6 เดือน อาจส่งผลต่อการเจรจาเอฟทีเอ ไทย-สหภาพยุโรปหยุดชะงักคาดว่าจะล่าช้ากว่าที่กำหนดไว้กว่า 1 ปี จะทำให้ไทยมีต้นทุนสินค้าที่เสียเปรียบประเทศคู่แข่ง เนื่องจากไทยถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษี (จีเอสพี) โดยในปี 2557 นี้ถูกตัดไป 50 รายการ และในปีหน้าจะถูกตัดทั้งหมด 723 รายการ
0 เร่งจัดทำแผนกลยุทธ์รองรับความเสี่ยง
ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการรับมือกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ สภาผู้ส่งออกฯ จึงจัดทำแผนกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการเร่งด่วนสำหรับปี 2557 ทั้งในรูปแบบของการสร้างความเข้าใจสถานการณ์ในประเทศต่อสถานทูตในไทย การสร้างกลไกติดตาม รวบรวมข้อมูลและเสนอแนะแนวทางการเจรจาการค้าเสรีให้มีความต่อเนื่อง การเร่งรัดพัฒนาการค้าและขนส่งสินค้าข้ามแดน การเร่งลดอุปสรรคทางการค้า รวมทั้งหารือและทำงานร่วมกับสมาคมธนาคารไทย และธนาคารแห่งประเทศไทย ให้มีการผ่อนคลายทางการเงิน โดยเฉพาะการพิจารณาให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการ ซึ่งทางสภาผู้ส่งออกฯ ได้หารือและนำเสนอต่อกระทรวงพาณิชย์ เพื่อร่วมดำเนินการแก้ไขปัญหาการส่งออกต่อไป
ส่วนสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศยังไม่ยืดเยื้อ ก็มีผลกระทบต่อการลงทุนจะทำให้การส่งออกชะลอตัวลง รวมถึงแนวทางการเจรจาการค้าเสรี หรือเอฟทีเอ และสิทธิพิเศษทางการค้า หรือจีเอสพี ที่ส่งผลให้ไทยเสียโอกาสด้านการค้าชายแดน ซึ่งนักลงทุนได้ตัดสินใจย้ายไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม และเมียนมาร์.

%d bloggers like this: