Tag Archives: อาหารสร้างอาชีพ

ซากุระ ราเมน รถโมบายกิ๊บเก๋ดึงดูดลูกค้า

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07054150158&srcday=2015-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 20 ฉบับที่ 365

อาหารสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

ซากุระ ราเมน รถโมบายกิ๊บเก๋ดึงดูดลูกค้า

ภาพคุ้นชินของผู้คนเมื่อยามไปยังถนนคนเดินตรงถนนจะนะในตัวเมืองสงขลาช่วงเย็นวันศุกร์-เสาร์คือรถเคลื่อนที่ของร้านซากุระ ราเมน ที่เต็มไปด้วยลูกค้า ขณะบางวันบางช่วงถึงขั้นต้องยืนรอคิวกันเลยทีเดียว อาหารญี่ปุ่นหลากเมนูของร้านนี้ใช่เพียงจะอร่อยถูกปากคนทั่วไปเท่านั้น ราคายังไม่แพง จึงทำให้ขายดิบขายดีและมีลูกค้าประจำมากหน้าหลายตา รวมทั้งผู้มาเยือนจากต่างถิ่นที่ชอบอกชอบใจความกิ๊บเก๋ของร้านโมบายแห่งนี้ ซึ่งนำรถโดยสารแบบโบราณมาตกแต่งอย่างสวยงาม

คุณยษพัชร์ เกียรตินภาวีณ์ และ คุณณฐมน สกุลดำรงโภคิน สามีภรรยาเจ้าของกิจการซากุระ ราเมน ซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีของชาวสงขลา ทั้งสองเคยเป็นมนุษย์เงินเดือนในกรุงเทพฯ มาก่อน แต่เมื่อตัดสินใจกลับมาอยู่บ้านเกิดที่จังหวัดสงขลา เมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว จึงคิดทำธุรกิจส่วนตัว โดยได้รับคำแนะนำจากน้องสาวให้ทำซูชิขายตามตลาดนัดเปิดท้าย เนื่องจากเมื่อก่อนยังไม่มีถนนคนเดิน ซึ่งช่วงอยู่กรุงเทพฯ ก็ได้ไปเรียนการทำซูชิ และช่วงแรกทำซูชิขายตามตลาดนัดในราคาชิ้นละ 5 บาท

นำรถเมล์โบราณมาตกแต่ง

รถเคลื่อนที่ขายอาหารญี่ปุ่นของสองสามีภรรยาคู่นี้ ใครไปใครมาต่างชื่นชอบ นักท่องเที่ยวจำนวนมาก มักถ่ายรูปเป็นที่ระลึกอย่างสนุกสนาน และใช่จะดัดแปลงได้อย่างเก๋ไก๋เท่านั้น ที่สำคัญ ยังใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ทั้งชั้นล่างและชั้นบน ซึ่งชั้นที่ 2 นั้นจะใช้เป็นครัวปรุงอาหาร ส่วนชั้นล่างทำเป็นโต๊ะเก้าอี้ให้ลูกค้านั่งทานกันในบรรยากาศที่ไม่เหมือนร้านไหนๆ และเนื้อที่ข้างๆ รถก็มีโต๊ะให้ลูกค้าได้เลือกนั่งอีกด้วย รวมแล้วสามารถรับลูกค้าได้เกือบครึ่งร้อย

วันที่ไปนั้นคุณยษพัชร์กำลังง่วนอยู่กับการเป็นเชฟ เลยให้คุณณฐมนเป็นคนให้ข้อมูล เธอเล่าความเป็นมาของรถโมบายคันนี้ว่า สามีอยากได้รถโบราณคันนี้ จึงซื้อมาในราคา 150,000 บาท แต่พอซื้อมาแล้วอยากทำให้เกิดมูลค่าขึ้นมาบ้าง และเมื่อขายอาหารญี่ปุ่นอยู่แล้ว เลยคิดขายราเมนด้วย โดยนำรถโดยสารแบบโบราณคันนี้มาตกแต่งเสริมอุปกรณ์ต่างๆ รวมค่าซื้อรถและตกแต่งประมาณ 200,000 กว่าบาท พร้อมขับมาขายที่ถนนคนเดิน

นอกจากจะขายที่ถนนคนเดินแล้ว สองสามีภรรยายังได้เปิดร้านถาวรอยู่ที่ย่านถนนบ้านดอน เทศบาล 1 ซึ่งราคาขายของทั้ง 2 ร้านเท่ากันหมด เพียงแต่ว่า เมนูอาหารที่ร้านอาจจะเยอะกว่าที่ถนนคนเดินเนื่องจากสถานที่กว้างขวางกว่า อย่างเช่นมีอาหารปิ้งย่างให้เลือก

“ลูกค้าส่วนใหญ่มักสั่งเมนูข้าว เพราะบางคนไม่ชินกับคำว่า ราเมน จึงสั่งข้าวไว้ก่อน เช่น ข้าวปลาซาบะ ข้าวปลาแซลมอน เด็กๆ เองก็จะชอบทานเมนูพวกนี้”

สำหรับราคาต่ำสุดคือกิมจิ 25 บาท สูงสุดเป็นเบนโตะปลาแซลมอนชุดละ 139 บาท ส่วนเมนูที่ขายดีที่สุดคือปลาแซลมอนดิบ ลูกค้าชอบทาน ขายในราคา 99 บาท เพื่อให้ลูกค้าสามารถทานได้ในราคาที่ไม่แพงนัก ส่วนซูชิขาย 8 ชิ้น 50 บาท ราเมนขายชามละ 49 บาท และถ้าลูกค้าสนใจสั่งไปทานที่บ้านทางร้านก็จัดส่งให้ด้วยตามจำนวนที่กำหนด พร้อมรับทำตามงานเลี้ยงต่างๆ โดยติดต่อได้ที่ โทรศัพท์ (086) 697-5880

ในการขาย 2 สถานที่นั้น คุณณฐมน บอกว่า ยอดขายที่ถนนคนเดินมากกว่าที่ร้านถึง 2 เท่า เนื่องจากมีลูกค้าขาจรจำนวนมาก ในขณะที่ร้านใหญ่อยู่ในทำเลไม่ค่อยดี การที่ลูกค้าจะเข้ามาทานในร้านทำให้ต้องตัดสินใจให้ดี เพราะที่ร้านไม่มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์อะไร

ชี้คนต่างจังหวัดชอบอาหารญี่ปุ่น

เธอว่า ในการทำร้านอาหารญี่ปุ่นนี้ ใช้งบลงทุนไม่ค่อยเยอะ ด้วยสาเหตุที่สามีและตัวเธอเองเป็นเชฟช่วยกันทำ จึงประหยัดไปได้เยอะ แต่ก็มีพนักงานเสิร์ฟช่วยด้วยอีก 3-4 คน

“ตอนแรกที่เปิดร้านคิดว่าคนต่างจังหวัดไม่น่าจะกินอาหารญี่ปุ่นกันเยอะ แต่กลายเป็นว่าร้านเราทำให้ลูกค้าที่ไม่กล้าเข้าห้างมากินที่นี่ เนื่องจากเป็นราคาที่สามารถเข้าถึงได้ อาหารประเภทนี้ ตรงถนนคนเดินยังไม่มีร้านคู่แข่ง แต่ถ้าเป็นตามร้านอาหารญี่ปุ่นปกติระดับหรูจะเป็นร้านติดแอร์ที่ตั้งราคาสูงเท่ากับราคาในห้าง ซึ่งเปิดก่อนหน้านั้นอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ก็มีร้านอาหารญี่ปุ่นเปิดตามหลังร้านซากุระ ราเมน มาแล้ว โดยตั้งราคาใกล้เคียงกัน เพราะคนนิยมกินอาหารญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น เลยทำให้มีผู้สนใจเปิดร้านมากขึ้น”

คุณณฐมน พูดถึงจุดเด่นที่ทำให้ลูกค้าเข้ามาทานที่ร้านซากุระ ราเมน ตรงถนนคนเดินว่า อันดับแรกคือ รถ เหมือนกับคนที่ใช้หน้าตาดึงดูดเรียกลูกค้าเข้ามาก่อน ส่วนใหญ่ที่เห็นคือลูกค้าก็จะกลับมาทานอีก และหมุนเวียนกันมาตลอด และบางคนที่อยู่ในพื้นที่ก็ต่อยอดจากที่นี่ไปที่ร้านด้วย เพราะลูกค้าหลายรายถามว่าเปิดร้านอยู่ตรงไหนจะตามไปทาน ที่สำคัญ ราคาอาหารของร้าน ไม่ต้องมีเงินมากสามารถมาทานได้ กลุ่มลูกค้ามีหลายกลุ่ม พวกที่ขับเบนซ์ก็มาทานเยอะ

จุดเด่นอีกอย่างของรถโมบาย “ซากุระ ราเมน” คือทำเป็นรางเลื่อนส่งอาหารจากชั้นบนลงล่าง ซึ่งลูกค้าเด็กๆ จะชอบมาก เมนูอาหารก็จะส่งจากข้างล่างขึ้นไปให้กุ๊กปรุง จากนั้นกุ๊กจะส่งจานอาหารลงมา คนที่คิดค้นก็คือสามีของคุณณฐมน ซึ่งเขาเรียนจบด้านไฟฟ้ามา และเคยเป็นช่างไฟฟ้ามาก่อน แต่เป็นคนชอบประดิษฐ์

ช่วงที่กำลังสนทนากันอยู่นั้น มีสามีภรรยาชาวต่างประเทศจากยุโรปคู่หนึ่ง กำลังสั่งอาหารญี่ปุ่นมาทาน ซึ่งจากการพูดคุยหนุ่มสาว 2 คนนี้บอกพอเห็นสไตล์รถแล้วชอบเลยเข้ามาลองทานดู เรื่องราคาอาหารก็ถูก แถมรสชาติใช้ได้ ในยุโรปนั้นมีรถโมบายขายของแบบนี้เยอะ

เธอให้คำแนะนำกรณีลูกค้าไม่รู้ว่าจะสั่งเมนูอะไรทานดีว่า ถ้าเป็นก๋วยเตี๋ยว เป็นเมนูเส้น เป็นมิโสะราเมน เพราะคนใต้จะค่อนข้างทานเผ็ด ลักษณะเป็นต้มยำ

ถามถึงเรื่องวัตถุดิบ เธอแจงว่า สั่งของจากกรุงเทพฯ ทั้งหมด ถ้าเปรียบเทียบการเดินทางไปหาดใหญ่ค่าขนส่งจากกรุงเทพฯ มาอาจจะถูกกว่าด้วย โดยเลือกสั่งของตามคุณภาพและราคาที่สามารถขายลูกค้าในราคานี้ได้ บางอย่างอาจจะไม่ใช่เป็นเกรด A เลย อาจจะแค่เกรด B แต่บางอย่างอาจจะเลือกเกรด A เลย อย่างปลาดิบ ต้องเลือกปลาสดมา เพราะเมื่อก่อนใช้ปลาแช่แข็งแล้วไม่อร่อย เลยต้องเพิ่มต้นทุนหน่อย เพื่อให้ลูกค้าได้รสชาติที่อร่อยกว่า หรืออย่างข้าวก็ใช้ข้าวญี่ปุ่นเกรด A สั่งจากกรุงเทพฯ เหมือนกัน โดยสั่งเจ้าประจำ ซึ่งที่สงขลาก็มีข้าวและวัตถุดิบต่างๆ แต่ไม่ได้มีคุณภาพตามที่ต้องการ

ขายดีช่วงเย็นหลังเลิกเรียน

ว่าไปแล้ว ในการทำรถโมบายขายที่ถนนคนเดินแห่งนี้ก็มีปัญหาอยู่เหมือนกัน อย่างที่คุณณฐมนเล่า ช่วงหน้าฝนมีฝนตกบ่อยครั้ง บางเดือนแทบจะไม่ได้อะไรเลย ลูกค้าไม่มาทานเลย เพราะลูกค้าไม่ออกจากบ้าน บางช่วงตัดสินใจไม่มาขายที่นี่ เปิดขายที่ร้านอย่างเดียวเพราะคนเริ่มรู้จักกันมากขึ้นแล้ว ซึ่งที่ร้านมีประมาณ 10 โต๊ะ จุได้ 40 คน ลูกค้าจะเยอะรอบเย็นตั้งแต่หลังเลิกเรียนไปจนถึง 2 ทุ่ม ส่วนที่ถนนคนเดินเริ่มขายตั้งแต่เวลา 17.30-21.30 น. แต่ถ้ามีลูกค้าต่อเนื่องก็จะประมาณ 22.00 น.

เจ้าของร้านซากุระ ราเมน ถ่ายทอดประสบการณ์การทำร้านอาหารญี่ปุ่นว่า การที่จะให้คน 100 คนมาชอบทานอาหารญี่ปุ่นจริงๆ คงมีไม่ถึง 50 คน ดังนั้น ยอดขายบางครั้งอาจจะไม่ได้เวอร์จนน่าภูมิใจ อาจจะเป็นลักษณะขายได้เรื่อยๆ แต่ถ้าออกตลาดนัดแบบนี้จะได้ตรงนั้นมากขึ้น ถามว่าขายได้ไหม ตอบว่าคงจะขายได้ เพราะคนก็ตอบรับอยู่ แต่ถ้าพูดถึงกลุ่มลูกค้าในจังหวัดสงขลาส่วนใหญ่จะเป็นนักศึกษา ถ้าเป็นครอบครัวจะเป็นลักษณะที่ลูกขอให้พ่อแม่พามาทาน เพราะลูกชอบอาหารญี่ปุ่น

คุณณฐมน บอกด้วยว่า การทำรถโมบายขายอาหารญี่ปุ่นแบบนี้ดีกว่าการไปเช่าตึกแถว ซึ่งเป็นการลงทุนที่ใช้เงินมาก แต่ลักษณะดังกล่าวทางธนาคารมักไม่ปล่อยให้กู้ เพราะไม่มีคนค้ำประกัน ทางร้านจึงใช้รถยนต์ที่มีอยู่ไปรีไฟแนนซ์ ซึ่งในการกู้เงินธนาคารมาต่อยอดธุรกิจก็ต้องมีการวางแผนในการส่งเงินเป็นรายเดือน พร้อมกับต้องจำกัดค่าใช้จ่ายไปด้วย

เจ้าตัวพูดถึงแนวคิดในการทำธุรกิจ ต้องขยันและอดทน ซึ่งช่วงแรกไม่ได้กู้เงินธนาคารมาทำธุรกิจ ใช้วิธีได้กำไรมาขยายต่อ ตอนนี้คืนทุนแล้ว ส่วนเรื่องแผนในการทำธุรกิจ ส่วนใหญ่แล้วไม่ค่อยได้วางแผนอะไร เป็นการปรับปรุงต่อยอดไปเรื่อยๆ

จากบทสนทนาทั้งหมดนี้คงทำให้ได้เห็นกันแล้วว่า ธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นนั้นได้ขยายวงกว้างไปยังต่างจังหวัดแล้ว ซึ่งแม้จะไม่สามารถตั้งราคาสูงเท่ากับร้านอาหารญี่ปุ่นแบรนด์ดังๆ แต่ก็มีโอกาสเติบโตได้อย่างไม่ยากเย็นนัก หากอยู่ในทำเลดีๆ

“กล้วยหอมทอด 7 รส” ผลิตภัณฑ์แปรรูปสร้างเงิน จากกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ชาวบ้านคลองมหาสวัสดิ์ นครปฐม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07055010158&srcday=2015-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 20 ฉบับที่ 364

อาหารสร้างอาชีพ

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

“กล้วยหอมทอด 7 รส” ผลิตภัณฑ์แปรรูปสร้างเงิน จากกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ชาวบ้านคลองมหาสวัสดิ์ นครปฐม

คลองมหาสวัสดิ์ หรือ คลองชัยพฤกษ์ เป็นคลองที่เริ่มต้นจากคลองลัดบางกรวยหรือคลองบางกอกน้อย ใกล้วัดชัยพฤกษมาลา ราชวรวิหาร ไหลผ่านเป็นเส้นแบ่งเขตระหว่างอำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี กับเขตตลิ่งชันและเขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร ผ่านอำเภอพุทธมณฑล ไปออกแม่น้ำท่าจีนที่ตำบลงิ้วราย อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม รวมความยาว 28 กิโลเมตร

ภายหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 2554 ผ่านไป คลองมหาสวัสดิ์ ถือเป็นอีกแห่งที่ได้รับผลกระทบ จนทำให้เรือกสวนไร่นา สวนผลไม้ และอื่นๆ เป็นจำนวนมาก พร้อมกับทิ้งร่องรอยความเสียหายมากมายต่อผู้คน ทรัพย์สิน หลายกลุ่ม หลายคณะ

หนึ่งในนั้นที่ดูจะสาหัสบอบช้ำมากที่สุดคือภาคเกษตรกรรม เพราะไม่เพียงแค่วัตถุสิ่งของหลายอย่างที่พวกเขาต้องสูญเสียและเสียหายแล้ว แต่บาดแผลทางใจที่ยังคงมีอยู่แม้จะได้รับการเยียวยาไปแล้วก็ตาม

มีเกษตรกรและชาวสวนมากมายยังคงรู้สึกหวาดกลัวแม้เวลาจะผ่านไปแล้วหลายปี จนทำให้พวกเขาเหล่านั้นยังลังเล ไม่แน่ใจที่จะลงมือทำอาชีพอย่างจริงจัง เกษตรกรที่นั่นเผยว่าพวกเขาคงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะกอบกู้ ฟื้นฟู พลิกฟื้นผืนดินที่เสียหายให้กลับมาดังเดิม

ไม่ต่างจาก คุณจงดี เศรษฐอำนวย หรือ ป้าแจ๋ว อยู่บ้านเลขที่ 97/9 หมู่ 1 ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม หนึ่งในผู้ได้รับความเดือดร้อนในคราวนั้นบอกเล่าถึงสภาพจิตใจภายหลังน้ำท่วมว่า ช่วงแรกเครียดมากเส้นผมขาวทั้งหัว มองไปบนพื้นที่ที่ทำเกษตรกรรมมีแต่สีเหลืองของซากต้นไม้หลายชนิดเต็มไปหมด เหลือเพียงต้นหมาก 2 ต้นเท่านั้น และเธอต้องใช้เงินอีกจำนวนหลายแสนบาทเพื่อปรับปรุงพื้นที่ให้กลับมาทำการเกษตรแบบเดิม แล้วเริ่มต้นปลูกกล้วยเพราะเป็นพืชที่ใช้เวลาสั้นในการหารายได้

ป้าแจ๋ว บอกต่ออีกว่า ช่วงที่น้ำท่วมได้รับความเดือดร้อนอยู่นานร่วม 3 เดือนกว่า น้ำท่วมสวนของเธอเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2554 ตอนนั้นน้ำมาจากทุกทิศทาง จากเดิมที่ระดับน้ำเคยขึ้นทีละเล็กน้อย พอวันนั้นขึ้นพรวดเดียวเต็มพื้นที่ ป้องกันไม่อยู่แล้ว เพื่อนบ้านเข้ามาช่วยกัน แต่บอกพวกเขาว่าปล่อยไปเถอะ เพราะป้องกันไม่ไหวแล้ว เห็นกระแสน้ำท่วมพื้นที่ปลูกต้นไม้หลายชนิดต่อหน้ารู้สึกสลดใจมาก

ตอนนั้นไม้ผลที่ปลูก ได้แก่ ส้มโอ มะม่วง ขนุน มะปรางค์ กระท้อน มะนาว เพราะเป็นสวนผสมที่มีเนื้อที่ 40 ไร่ และนาข้าวอีก 40 ไร่ ส่วนข้าวได้เร่งเก็บเกี่ยวก่อนหน้าน้ำมาไม่นานซึ่งยังไม่สมบูรณ์เลย

ภายหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมผ่านพ้นไป ชาวบ้านที่อาศัยบริเวณคลองมหาสวัสดิ์มีการหารายได้ด้วยการปลูกกล้วยน้ำว้าเพื่อสร้างรายได้ ทั้งนี้ เนื่องจากกล้วยเป็นไม้ผลที่มีอายุการเก็บผลผลิตในเวลาสั้น

ทว่า…กล้วยน้ำว้าที่ชาวบ้านปลูกกลับมีผลผลิตมากเกินไปจนทำให้พวกเขาต้องหาทางออกด้วยการนำไปแปรรูปเป็นกล้วยอบทอดบรรจุเป็นแพ็กส่งขายตามสถานที่สำคัญหลายแห่ง

ป้าแจ๋ว เล่าว่า เดิมเมื่อปี 2543 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ร่วมมือกับ กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พัฒนาพื้นที่ริมคลองมหาสวัสดิ์ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวการเกษตร ตลอดจนมีการให้ความรู้เรื่องการจัดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แก่ชาวบ้าน

ต่อมามีการจัดทำเส้นทางท่องเที่ยวล่องเรือชมสวนคลองมหาสวัสดิ์ กิจกรรมล่องเรือนี้ได้รับการตอบรับอย่างดี มีนักท่องเที่ยวให้การตอบรับอย่างล้นหลาม จนเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร คลองมหาสวัสดิ์”

กระทั่งประสบภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2554 การท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่นี่จึงซบเซาลงไปมาก แต่ก็ได้กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในเดือนธันวาคม 2554 ทุกอย่างเริ่มฟื้นตัวทีละเล็กทีละน้อย นักท่องเที่ยวเริ่มเพิ่มจำนวนมากขึ้นๆ ด้วยความร่วมมือของชุมชน

“ศูนย์แปรรูปผลิตภัณฑ์กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรมหาสวัสดิ์ หรือกลุ่มแม่บ้านวิสาหกิจชุมชน ตำบลศาลายา ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรคลองมหาสวัสดิ์จากทั้งหมด 4 จุดที่น่าสนใจ ได้แก่ นาบัว สวนกล้วยไม้ และสวนผลไม้-นาข้าว ซึ่งกิจกรรมการเที่ยวในลักษณะนี้นักท่องเที่ยวมักมีการเช่าเรือเพื่อท่องเที่ยวคลองมหาสวัสดิ์ก็จะได้เข้าไปสัมผัส 4 จุดที่ว่านี้อย่างใกล้ชิดพร้อมมัคคุเทศก์ท้องถิ่นที่คอยให้ความรู้ตลอดเส้นทาง

ศูนย์แปรรูปฯ นี้มีจุดเริ่มต้นเมื่อคราวที่ชาวบ้านบริเวณคลองมหาสวัสดิ์ปลูกกล้วยหอมสร้างรายได้ โดยเป็นการขายสดให้แก่พ่อค้าที่ตลาด หรือนำไปขายให้แก่นักท่องเที่ยว รวมทั้งยังนำไปเลี้ยงเป็นอาหารปลา และไม่นานปริมาณกล้วยหอมได้เพิ่มมากขึ้น แม้จะพยายามนำไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่แล้ว

ปลูกกล้วยหอมกันมากจนล้นขายไม่ทัน

เลยนำไปแปรรูปเป็นกล้วยหอมทอด

กระทั่งเธอและเพื่อนบ้านได้พบเห็นการนำกล้วยไปทำเป็นขนมแห้งแล้วแพ็กใส่ห่อจึงเกิดความสนใจ และหารือกันว่าควรจะหาทางระบายกล้วยหอมเหล่านี้ด้วยการแปรรูป อีกทั้งยังได้มีโอกาสไปดูงานแปรรูปจากกล้วยในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ จากการสนับสนุนของหน่วยงานหลายแห่ง พร้อมกับนำความรู้ เทคนิค กลับมาพลิกแพลงทำเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นการสร้างเอกลักษณ์เฉพาะกลุ่ม ทั้งนี้ เพื่อไม่ต้องการให้ซ้ำกับรายอื่น อีกทั้งเพื่อสร้างความน่าสนใจอันนำไปสู่การเพิ่มยอดขายในอนาคต

“ได้ลองผิด-ถูกอยู่นานจึงทำสำเร็จ และช่วงเริ่มต้นทำเพียง 2 รสคือ แบบธรรมดาใส่เกลือและรสเนย ไม่นานทางเจ้าหน้าที่เกษตรจังหวัดมาดูงานของกลุ่มเห็นว่ามีความตั้งใจจริงและทุ่มเทกันมากเลยให้การสนับสนุนเครื่องจักรเพื่อใช้ทำขนมมูลค่าเกือบแสนบาท

จากนั้นจึงได้ขยายจำนวนผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นจากเดิม พร้อมปรับปรุงคุณภาพสินค้าแล้วยังทำหีบห่อให้มีความทันสมัย ปลอดภัย ได้มาตรฐาน โดยกำหนดแบรนด์ว่า “ป้าแจ๋ว” อีกทั้งยังได้รับการรับรองจาก อย. (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา) แล้วด้วย”

การจัดตั้งเป็นกลุ่มแม่บ้านวิสาหกิจชุมชน ตำบลศาลายา ขึ้นมีสมาชิกอยู่ประมาณ 30 กว่าคน ซึ่งสมาชิกเหล่านั้นจะมารวมตัวกันเพื่อทำหน้าที่แปรรูปกล้วยหอมและผลิตภัณฑ์อื่นๆ โดยมีการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบตามความสามารถและความถนัด และนับเป็นกลุ่มที่มีความเข้มแข็งและมีวินัย สร้างงานและสร้างรายได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังเป็นตัวอย่างที่ดีของกลุ่มอื่นในเรื่องการออมเงิน มีระเบียบแบบแผนที่สมบูรณ์ชัดเจน

จากเริ่มต้นทำเพียง 2 รส

พัฒนาตามความต้องการของตลาดจนเป็น 7 รส

ปัจจุบัน ป้าแจ๋วมีตำแหน่งเป็นประธานกลุ่มแม่บ้านวิสาหกิจชุมชน ตำบลศาลายาและกรรมการการท่องเที่ยว รวมไปถึงยังรับผิดชอบเป็นวิทยากรสอนแปรรูปผลิตภัณฑ์สินค้าผลไม้และอาหารหลายชนิดทั้งคาวและหวาน

ส่วนผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกล้วยหอมของกลุ่มแม่บ้านวิสาหกิจชุมชน ตำบลศาลายา ที่เป็นกล้วยหอมทอด ซึ่งผลิตออกมาทั้งสิ้น 7 รส ได้แก่ รสธรรมชาติ บาร์บีคิว พิซซ่า สาหร่าย ต้มยำกุ้ง รสเนย และงา เป็นสินค้าตัวหลักที่ขายดีมาก แล้วถือเป็นกลุ่มแรกที่ทำกล้วยหอมทอด 7 รส

ป้าแจ๋ว เผยว่า ความจริงผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกล้วยมักไม่นิยมใช้กล้วยหอม ทั้งนี้ เนื่องจากมีราคาสูง แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะมีต้นทุนสูงแต่ทางกลุ่มยินดีทำเพราะต้องการสร้างความแตกต่างของสินค้าที่มีจำหน่ายในท้องตลาด อีกทั้งยังจำหน่ายในราคาที่ไม่แพง

ส่วนการวางจำหน่ายนั้นเธอบอกว่าจะวางจำหน่ายภายในกลุ่มและนำไปวางจำหน่ายภายในมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา แต่ถ้าใครสนใจต้องการนำไปวางจำหน่ายหรือเป็นตัวแทนสามารถติดต่อได้ที่ป้าแจ๋ว โทรศัพท์ (089) 057-1432

หรือในวันหยุดที่จะถึงนี้ถ้าท่านเป็นผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเชิงเกษตรแนวอนุรักษ์ธรรมชาติอย่าลืมแวะไปเที่ยวที่แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร คลองมหาสวัสดิ์ แวะไปสัมผัสกับธรรมชาติแนวเกษตร แล้วอิ่มกับอาหารอร่อย จบด้วยของหวานแบบชาวบ้าน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ สามารถเดินทางวันเดียวจบ สอบถามเส้นทางได้ที่ป้าแจ๋วเช่นกัน

ไอติมรถไฟ สถานีมหาชัย ร้านใหม่ แต่เก๋าประสบการณ์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07046151257&srcday=2014-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 363

อาหารสร้างอาชีพ

สุธิษา

ไอติมรถไฟ สถานีมหาชัย ร้านใหม่ แต่เก๋าประสบการณ์

สร้างความแปลกใหม่ให้กับวงการร้านขนมใน “มหาชัย” ไม่น้อย กับ “ไอติมรถไฟ สถานีมหาชัย” ร้านไอศกรีมโฮมเมด ที่มีสไตล์การตกแต่งร้านที่โดดเด่นสะดุดตา ด้วยหัวรถจักรไอน้ำแบบโบราณ และป้ายสถานีรถไฟมหาชัย เหมือนจริงราวกับไปหยิบจับป้ายของการรถไฟแห่งประเทศไทยมาตั้งไว้ที่หน้าร้าน

เมื่อก้าวเข้าไปภายในร้าน จะพบว่า หัวรถจักรไอน้ำไม่แค่เพียงตั้งโชว์เอาไว้เท่านั้น แต่สามารถใช้ประโยชน์ได้จริง เพราะภายในเป็นห้องที่พนักงานตักไอศกรีมภายใต้เครื่องแบบคนขับรถไฟ กำลังตักไอศกรีมตามคำสั่งลูกค้าอย่างขมีขมัน ขณะที่ตัวร้านทำด้วยตู้คอนเทนเนอร์ดัดแปลงเป็นโบกี้รถไฟจำนวน 2 ตู้ มีเก้าอี้ไม้ลักษณะคล้ายกับเก้าอี้โบราณหน้าชานชาลาต่อแถวเรียงราย ให้ลูกค้านั่งซึมซับบรรยากาศคล้ายไปเที่ยวกับครอบครัวในวันหยุดสุดสัปดาห์

หากลูกค้าต้องการโดยสารไปกับรถไฟขบวนนี้ จะต้องตีตั๋วโดยสาร นั่นคือ การเลือกเมนูไอศกรีม วอฟเฟิล เยลลี่ และท็อปปิ้งที่ต้องการบริเวณข้างขบวนรถไฟ โดยมีพนักงานแต่งชุดคล้ายคนขับรถไฟคอยให้บริการ และระบุที่นั่งให้ผู้โดยสารเข้าไปดื่มด่ำบรรยากาศภายในร้าน

วิธีการเสิร์ฟไอศกรีมที่นี่ ย่อมไม่ธรรมดา เพื่อตอกย้ำความเป็นขบวนรถไฟแห่งความสุข สร้างความสนุกสนานให้เด็กๆ หลังจากเข้ามานั่งเล่นในโบกี้รถไฟไม่ถึง 5 นาที เราจะได้เห็นไอศกรีมที่สั่งไว้เมื่อครู่ ปรากฏบนขบวนรถไฟขนาดจิ๋วที่แล่นมาตามรางรถไฟซึ่งเป็นสายพานอัจฉริยะ มาหยุดที่โต๊ะโดยไม่ต้องมีผู้ควบคุมดูแล

คุณนิ่ม-วิภาวี ยุกแผน เจ้าของร้านสาวสวย กระฉับกระเฉงและเป็นกันเอง เล่าให้ฟังว่า ไอติมรถไฟ มีไอศกรีมให้เลือกกว่า 30 รสชาติ การตกแต่งร้าน และเงินลงทุนทั้งหมดล้วนมาจากความคิด ความรักในไอศกรีม และความหวังที่อยากให้ลูกค้าได้ชิมไอศกรีมรสชาติแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ใช้เงินลงทุนกว่า 1 ล้านบาท เพื่อสรรค์สร้างขบวนรถไฟแห่งนี้ เธอออกแบบตั้งแต่วิธีการให้บริการ การแต่งกาย กระทั่งโต๊ะและเก้าอี้ที่อยู่ในร้านที่เกือบทั้งหมดใช้ไม้สัก ซึ่งการปลูกไม้สักเป็นธุรกิจอีกอย่างหนึ่งของครอบครัว

เธอยังพูดถึงการใช้ระบบสายพาน ที่ใช้เสิร์ฟไอศกรีมว่า ลงทุนกับการสร้างระบบนี้ไปกว่า 200,000 บาท เพื่อให้ลูกค้าได้รับบริการที่แปลกใหม่ และยังเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ช่วยให้ประหยัดกำลังคนเสิร์ฟอีกด้วย

ส่วนสาเหตุที่คนกรุงเทพฯ ย่านบางแค เลือกตำบลมหาชัย อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร เป็นที่ตั้งร้านไอศกรีม เพราะเห็นว่า เมืองมหาชัยเป็นเส้นทางที่นักท่องเที่ยวแวะพัก เพื่อเดินทางไปยังอัมพวา หัวหิน หรือลงไปจังหวัดอื่นในภาคใต้และภาคตะวันตก นอกจากนี้ ยังเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ให้กำหนดธีมรถไฟมาใช้กับร้าน เพราะส่วนตัวเธอชอบรถไฟและมหาชัยมีสถานีรถไฟเก่าแก่ตั้งอยู่ นอกจากนี้ การนั่งในร้านที่มีการตกแต่งเหมือนรถไฟ ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังไปเที่ยวบรรยากาศสนุกสนาน ทานอะไรก็อร่อย

นอกจากนี้ แรงผลักดันสำคัญที่สุดคือ คุณแม่อนงค์ คุณแม่ของเธอนั่นเอง

“คุณแม่นิ่มท่านเพิ่งเกษียณจากข้าราชการครูจากโรงเรียนศึกษานารี ได้ประมาณ 4 ปี แต่ด้วยเพราะเป็นคนชอบทำงานและอยู่นิ่งไม่ได้ คุณแม่ถักโครเชต์คลุมทุกอย่างที่อยู่ในบ้าน ตั้งแต่โต๊ะทานข้าว ตู้เย็น ทีวี จนท่านอยากเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวหมูเลียงเมืองจันท์ เพราะเพื่อนๆ และหลายคนชิมแล้วบอกว่าอร่อย แต่นิ่มคิดว่าการเปิดร้านอาหารคาว อาจเหนื่อยเกินไปเพราะต้องเก็บล้าง เลยให้คุณแม่หันมาเปิดร้านไอศกรีม ใช้ถ้วยกระดาษและช้อนพลาสติก ลดกำลังคนล้างและสาเหตุที่เลือกมหาชัยเพราะคุณแม่คิดว่าที่มหาชัยมีลูกศิษย์อยู่เยอะ และมีเพื่อนในพื้นที่มาก ระหว่างขายจะได้มีเพื่อนมานั่งคุยด้วย”

แม้จะเป็นร้านน้องใหม่เปิดได้ประมาณ 3 เดือน แต่มั่นใจได้ว่าฝีมือและรสชาติไม่เป็นรองใครแน่นอน เพราะนอกจากคุณนิ่มเป็นเจ้าของร้านไอติมรถไฟแล้ว เธอยังเป็นเจ้าของกิจการขายส่งไอศกรีมโฮมเมดที่มีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี ผลิตส่งขายได้วันละ 100 กิโลกรัม ผลิตได้กว่า 60 รส ส่งขายให้กับลูกค้ารายใหญ่ที่หากเอ่ยชื่อขึ้นมา รับรองว่าคนทั้งประเทศ โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ จะต้องร้อง อ๋อ!!

เมื่อถามถึงวิธีทำและสูตรต่างๆ เธอเล่าย้อนว่า สูตรทั้งหมดเธอเรียนรู้และเอามาจากหนังสือ โดยเมื่อครั้งที่ไปเรียนปริญญาโทสาขาบริหารจัดการ ที่มหาวิทยาลัยซีคิว ประเทศออสเตรเลีย ระหว่างเรียนได้ออกตระเวนขอเป็นลูกจ้างร้านขนม ตามความฝันและความชอบส่วนตัว ยอมรับว่าใส่ใจการทำขนมมากกว่าการเรียนเสียอีก

เธอบอกว่า ขอไปเป็นลูกจ้างร้านขายขนมที่มีสามีภรรยาชาวฝรั่งเศสเป็นเจ้าของ แต่เขาไม่รับ จึงขอทำให้ฟรีเพราะอยากเรียนรู้การทำเบเกอรี่ สุดท้ายก็รู้แค่ส่วนผสมแป้งบางชนิดเท่านั้น ขณะที่สูตรไอศกรีมไม่ได้ติดตัวมาเลย หลังจากเรียนจบจึงกว้านซื้อหนังสือการทำขนมมาจากออสเตรเลีย เพราะเมื่อ 10 ปีก่อนในประเทศไทยยังไม่มีสูตรไอศกรีมโฮมเมดขาย มีแต่ไอศกรีมกะทิสด

เมื่อกลับมาลองทำ ปรากฏว่า วัตถุดิบและวิธีทำในหนังสือบางอย่างเข้าไม่ได้กับวัตถุดิบในประเทศไทย เธอจึงคิดดัดแปลงและหาสูตรที่เหมาะสมที่สุด เพื่อให้ไอศกรีมอร่อยในแบบที่ควรจะเป็น ด้วยความเชื่อที่ว่า “ต่อให้เรียนและมีสูตรการทำจากโรงเรียนชื่อดัง แต่ถ้าไม่รู้จักปรับปรุงให้เข้ากับตัวเอง ย่อมไม่มีเอกลักษณ์และความแปลกใหม่เกิดขึ้น”

เธอทดลองเปิดร้านค้าเล็กๆ หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต โดยรับไอศกรีมโฮมเมดเจ้าอื่นมาขาย จากนั้นค่อยๆ แทรกไอศกรีมที่เธอทำเข้าไป ปรากฏว่าได้ผลตอบรับดี จึงขายกิจการร้านนั้นให้คนอื่น และมาเปิดกิจการขายส่งไอศกรีมอย่างเต็มตัว แต่ใช่ว่าคิดสูตรแล้วจะประสบความสำเร็จทันที เพราะเมื่อนำไปเสนอขายลูกค้า กลับถูกกดดัน เร่งสินค้า ทั้งที่ไอศกรีมโฮมเมดแต่ละถาดจะใช้เวลาผลิตประมาณ 3 วัน

คุณนิ่มจึงเลือกที่จะไม่ไปเสนอขาย แต่เลือกที่จะให้ลูกค้าเข้ามาหา โดยการออกงานอีเว้นต์ แนะนำสินค้าพร้อมทั้งแนะนำวิธีการตั้งร้านไอศกรีมโฮมเมดแบบเบ็ดเสร็จคือ ออกแบบร้านเป็นภาพสามมิติ กำหนดงบประมาณการลงทุนให้เหมาะกับทำเล จนมีลูกค้าสนใจและกลายเป็นลูกค้ารับไอศกรีมต่อเนื่องยาวนานมาจนทุกวันนี้

เธอบอกว่า ทุกวันนี้ยังให้น้ำหนักกิจการขายส่งไอศกรีมเป็นหลัก หากใครสนใจแต่ยังไม่มีความรู้เรื่องการตั้งร้านไอศกรีม ต้องการทราบงบประมาณ สถานที่ซื้อตู้เย็น การแต่งร้านให้เหมาะกับพื้นที่ สามารถติดต่อเธอได้ทันที และยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ความรู้และร่วมทำธุรกิจไปด้วยกัน โดยไม่ขายแฟรนไชส์หรือคิดค่าออกแบบ แต่ใช่ว่าทุกคนที่เข้ามาถามจะทำได้ทั้งหมด เพราะจะพิจารณาถึงความตั้งใจ และต้องชอบไอศกรีมเหมือนเธอ

ส่วนจะเปิดร้าน “ไอติมรถไฟ” ที่สถานีอื่นหรือไม่นั้น ขณะนี้ยังไม่มีความคิด เพราะเวลามีจำกัด ยอมรับว่ามีคนสนใจขอเป็นแฟรนไชส์ แต่สถานที่ที่จะไปเปิดนั้นยังไม่โดนใจเธอเท่าใดนัก หากมีคนในพื้นที่หัวหิน หรือกาญจนบุรีที่ขึ้นชื่อเรื่องสถานีรถไฟ อาจพิจารณาอีกครั้ง

สำหรับผู้ที่สนใจ อยากทดลองชิมไอศกรีมโฮมเมดกว่า 30 รสชาติ พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ และไอศกรีมหลากรสใหม่ๆ ที่ทำขึ้นเฉพาะเทศกาล หรืออยากทำธุรกิจไอศกรีม แวะเวียนมาพบปะพูดคุยกับคุณนิ่มได้ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 15.00-21.00 น. วันเสาร์ถึงอาทิตย์ เวลา 12.00-21.00 น. ที่ตลาดหน้าเมือง ข้างศูนย์ฮอนด้า ตำบลมหาชัย อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร (ติดถนนพระราม 2) โทรศัพท์ (081) 824-4738

“มิราม่า ฮอท-พอท” ชู “ปูขน” ดึงลูกค้า ตั้งราคาทุน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07052151257&srcday=2014-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 363

อาหารสร้างอาชีพ

มีนา

“มิราม่า ฮอท-พอท” ชู “ปูขน” ดึงลูกค้า ตั้งราคาทุน

“เทศกาลปูขน จัดมาต่อเนื่อง 14 ปีแล้ว และก็ได้เสียงตอบรับดีมาก ซึ่งแม้จะไม่ส่งผลให้เกิดกำไรในตัวสินค้า แต่ก็เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า ลูกค้าไม่ได้สั่งเมนูเดียว ฉะนั้น เมนูอื่นๆ จึงยังคงทำกำไรได้ดีอยู่ ปูขนจึงเป็นสินค้ากระตุ้นยอดขาย ดึงลูกค้าเข้ามา และสำคัญคือ สร้างชื่อเสียงให้กับร้าน ทำให้ลูกค้าเกิดการจดจำ”

โปรโมชั่น คือวิธีกระตุ้นยอดขายที่ให้ผลเร็ว และยังเป็นวิธีตอกย้ำแบรนด์ให้เข้าไปอยู่ในใจลูกค้า โดยเฉพาะกับธุรกิจที่มีภาวะแข่งขันสูง

“มิราม่า ฮอท-พอท ซีฟู้ด” ภัตตาคารอาหารฮ่องกง ที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ราวปี 2540 และเป็นเพียงร้านแรกๆ ที่กล้ายกเมนูฮ่องกงมาเสิร์ฟคนไทย

เสิร์ฟอาหารฮ่องกง

อยู่เมืองไทย ก็กินได้

ชื่อเสียงในวันนั้นไม่ต้องบอกก็รู้ว่า ดังเป็นพลุ แต่ในวันนี้ วันที่มิราม่าฯ ก้าวสู่วัยกว่า 20 ปี การยืนหยัดอยู่ท่ามกลางการแข่งขันสูง ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ทว่า คุณทายาท เจริญสุข ผู้จัดการร้าน กล่าวยืนยันว่า มิราม่าฯ คือภัตตาคารอาหารฮ่องกง ที่ยังคงสร้างยอดขายดีมาโดยตลอด

โปรโมชั่น คือกลยุทธ์ที่ร้านมิราม่า ฮอท-พอท นำมาใช้ดึงดูดลูกค้า ทั้งในช่วงโลว์ซีซั่น และปลายปี ที่มีวัตถุดิบรออยู่ นั่นก็คือ “ปูขน” สั่งนำเข้ามาจำหน่ายให้กับผู้บริโภคอิ่มอร่อยได้ในราคาต้นทุน

“ช่วงเศรษฐกิจอยู่ในภาวะย่ำแย่ แต่ผู้บริหารท่านมองว่ายังมีลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่งมีกำลังซื้อสูง และเขาเหล่านั้นชอบกินอาหารโดยไม่เกี่ยงราคา ถึงขนาดว่า บินข้ามประเทศไปกินก็มี อย่างที่ฮ่องกง ถือว่ามีคนไทยจำนวนมากเดินทางไปเพื่อกินอาหารของที่นั้น ด้วยเหตุนี้ ผู้บริหารซึ่งมีความเชี่ยวชาญทางธุรกิจ โดยเปิดภัตตาคารเชียงการีล่า จึงได้เกิดแนวคิดนำอาหารสไตล์ฮ่องกงมาเสิร์ฟคนไทย โดยปรุงสดสุกที่หน้าร้าน”

ตลาดบน คือเป้าหมายหลักของ มิราม่า ฮอท-พอท ซีฟู้ด ซึ่งก็เป็นไปตามนั้น เพราะหลังจากเลือกทำเลตั้งร้านบริเวณชั้น 1 อาคารสีลมช็อปปิ้งพลาซ่า ซึ่งถือเป็นทำเลตรงกลุ่มเป้าหมาย นั่นคือ นักธุรกิจทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยหลังจากเปิดร้านไม่นาน ลูกค้าแห่แหนเข้ามาอุดหนุน โดยปัจจุบันสามารถรองรับลูกค้าได้ราว 200 ที่นั่ง

รายการอาหารและรสชาติ ถือเป็นกระบวนการสำคัญที่จะต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกได้ว่า ไม่ต้องบินไปกินไกลถึงฮ่องกงก็ได้ และนี่จึงเป็นเหตุผลให้คุณทายาท ต้องบินไปศึกษาดูงานและเฟ้นเชฟฝีมือดี รวมไปถึงวัตถุดิบคุณภาพ

สำหรับเมนูอาหารที่นำมาเสิร์ฟ อาทิ สุกี้ฮ่องกง เป็ดปักกิ่ง กุ้งมังกร หมูดำตุ๋น หรืออย่างขนมรสอร่อยสูตรตำรับโบราณ รวมไปถึงเมนูอื่นรวมแล้วกว่า 200 รายการ

โปรโมชั่นจัดทุกปี

ดึงลูกค้ามาไม่ขาด

จะว่าไปแล้ว การทำร้านอาหารให้สามารถยืนหยัดอยู่ได้นานนับสิบปีไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะกับประเทศไทย ที่ผู้บริโภคมักชอบลองร้านใหม่ๆ แล้วเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่มิราม่าฯ ยังคงเติบโตอยู่ได้ยาวนาน นั่นเพราะการเข้าถึงลูกค้าและรับฟังความคิดเห็น เพื่อเก็บข้อมูลมาประกอบการปรับปรุงและพัฒนา

การคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพตามฤดูกาล เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่คุณทายาทว่า สามารถดึงดูดลูกค้าให้กลับมาอยู่กับร้าน อย่างการจัดโปรโมชั่นเทศกาลปูขน ที่จะมีขึ้นในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม คือวิธีส่งเสริมการขายที่ได้ผลตอบแทนคุ้มค่า ทำให้สัดส่วนยอดขายในระยะเวลาประมาณ 3 เดือน พุ่งขึ้นถึง 30 เปอร์เซ็นต์

ราคาขายปูขนที่กำหนดไว้เทียบเท่าต้นทุน คือตัวละ 380 บาท ซึ่งถูกกว่าราคาท้องตลาดทั่วไปที่ตั้งราคาไว้ 500-600 บาท แม้จะไม่ได้กำไรในส่วนนี้ แต่นี่คือสีสัน และทำให้ลูกค้าจดจำว่า เมื่อปลายปีใกล้เข้ามา ถึงเวลาต้องโทรจองเมนูเด็ดนี้ไว้ล่วงหน้า

“เทศกาลปูขน จัดมาต่อเนื่อง 14 ปีแล้ว และก็ได้เสียงตอบรับดีมาก ซึ่งแม้จะไม่ส่งผลให้เกิดกำไรในตัวสินค้า แต่ก็เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า ลูกค้าไม่ได้สั่งเมนูเดียว ฉะนั้น เมนูอื่นๆ จึงยังคงทำกำไรได้ดีอยู่ ปูขนจึงเป็นสินค้ากระตุ้นยอดขาย ดึงลูกค้าเข้ามา และสำคัญคือ สร้างชื่อเสียงให้กับร้าน ทำให้ลูกค้าเกิดการจดจำ”

ทั้งนี้ คุณทายาทกล่าวถึงยอดขายปูขน ตกวันละประมาณ 100 ตัว ส่วนการนำเข้านั้นจะมีตัวแทนจากเมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน จัดส่งมาทุก 3 วัน (ครั้งละประมาณ 400 ตัว)

“ความได้เปรียบของเราคือ การได้แหล่งวัตถุดิบคุณภาพดี และส่งตรงมาถึงร้าน ทำให้สินค้ายังคงความสด และมีความต่อเนื่องในด้านปริมาณ ลูกค้าไม่ผิดหวัง ไม่เสียความรู้สึก”

การจัดโปรโมชั่น ถือเป็นหัวใจของร้านอาหารที่ควรทำควบคู่ และมีความสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงโลว์ซีซั่น “ตอนนี้ลูกค้าจะมีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งวัยทำงาน วัยรุ่น กลุ่มทัวร์ อย่างกลุ่มทัวร์ถ้าช่วงโลว์ซีซั่น ก็มีผลทำให้ยอดขายตก ฉะนั้น จึงต้องเปลี่ยนแผนมาจับกลุ่มครอบครัวแทน และการจะทำให้ได้ลูกค้ากลุ่มนี้ ต้องอาศัยโปรโมชั่น จัดชุดประหยัดขึ้นมารองรับ อย่างถ้ามา 4-5 ท่าน จ่ายเงิน 1,800 บาท ก็จะได้ลิ้มรส สุกี้ฮ่องกง ได้กินเป็ดปักกิ่ง อย่างนี้เป็นต้น”

และนี่จึงเป็นเหตุผลให้ทุกๆ วันจะต้องมีการเก็บข้อมูลรอบด้าน เพื่อนำมาใช้นำพาให้ร้านเก่าแก่ กลายเป็นร้านที่ยังคงมีลูกค้าทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ แวะเวียนเข้ามาทักทายสม่ำเสมอ

ติดต่อ มิราม่า ฮอท-พอท ซีฟู้ด ภัตตาคาร ตั้งอยู่ อาคารสีลมช็อปปิ้งพลาซ่า ชั้น 1 เลขที่ 491/35-37 ถนนสีลม แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ โทรศัพท์ (02) 237-8355-7, (02) 266-7634-5

“ชมดี” กุนเชียงดังข้ามประเทศ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07063151257&srcday=2014-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 363

อาหารสร้างอาชีพ

มีนา

“ชมดี” กุนเชียงดังข้ามประเทศ

“ไม่เคยทำมาก่อนเลย แต่อาศัยซื้อมาชิม ซึ่งก็ชิมอยู่ 2 เดือน แล้วก็คำนวณดูว่าน่าจะใส่อะไรลงไปบ้าง ลองทำ โดยนำหมูไปบด แล้วปรุงรสด้วย น้ำตาล ซีอิ๊ว ซึ่งพอนำไปวางขายในแผงหมูสดของเราเอง โดยจะมีส่วนที่ทอดแล้วหั่นเป็นชิ้นๆ ไว้ให้ลูกค้าชิมด้วย ปรากฏว่าขายได้”

จากความคิดในเบื้องต้น ต้องการนำวัตถุดิบนั่นก็คือ เนื้อหมูสด ที่เหลือจากการจำหน่ายมาแปรรูป เพื่อแก้ปัญหาต้นทุน แต่กลายเป็นว่า สินค้าแปรรูปรายการแรก ได้แก่ กุนเชียง กลับเป็นสินค้าสร้างยอดขายถึงหลักล้าน จนต้องหันมาเอาดีด้านการผลิตอย่างจริงจัง

เนื้อหมูขายไม่หมด

ปรุงรสกุนเชียงอร่อย

เดิมที คุณจารุณี ทีฆะทิพย์สกุล คือแม่ค้าขายเนื้อหมูสดอยู่ในตลาด ซึ่งเป็นที่ทราบดีว่า จะให้การค้าขายคล่องทุกวัน ชนิดไม่มีวัตถุดิบเหลือติดแผงคงเป็นไปไม่ได้ บางคนอาจนำเนื้อหมูนั้นเก็บใส่ตู้แช่ ไว้ขายต่อในวันถัดไป แต่สำหรับคุณจารุณี ไม่คิดเช่นนั้น เธอเลือกที่จะลงมือปรุงสูตรกุนเชียง เพื่อหวังนำมาวางขายเคียงคู่เนื้อหมูสด

“ไม่เคยทำมาก่อนเลย แต่อาศัยซื้อมาชิม ซึ่งก็ชิมอยู่ 2 เดือนนะ แล้วก็คำนวณดูว่าน่าจะใส่อะไรลงไปบ้าง ลองทำ โดยนำหมูไปบด แล้วปรุงรสด้วย น้ำตาล ซีอิ๊ว ซึ่งพอนำไปวางขายในแผงหมูสดของเราเอง โดยจะมีส่วนที่ทอดแล้วหั่นเป็นชิ้นๆ ไว้ให้ลูกค้าชิมด้วย ปรากฏว่าขายได้”

40 ปีก่อนหน้านี้ คู่แข่งเรียกได้ว่าบางตา กอปรกับคนไทยชอบลอง จนเกิดการซื้อขาย ซึ่งพอลูกค้าได้ชิม คำติ-ชมก็ตามมา ซึ่งคุณจารุณี ว่า มีประโยชน์มาก เพราะจะทำให้เกิดการพัฒนาไปสู่จุดที่เรียกว่า “ลงตัว”

“ถ้ามา 3 คน คนเดียวติ แต่อีก 2 คนชม ก็ยังมองว่าสินค้าไปได้นะ แต่ว่าถ้า 2 ใน 3 ติ อันนี้ต้องปรับแล้ว ซึ่งการปรับก็มีมาอย่างต่อเนื่อง เพราะเราต้องการให้ลูกค้าถูกใจในรสชาติจริงๆ”

จากจุดเริ่มต้นจำนวนผลิตกุนเชียงวันละ 10 กิโลกรัม โดยใช้หมูเนื้อแดงสดที่เหลือจากเขียงหมูของตัวเอง ต่อมาเริ่มมีลูกค้าขยับวงกว้าง โดยไม่ได้สนใจแค่ซื้อไปบริโภคเท่านั้น แต่ต้องการซื้อไปเป็นของฝาก และนำไปจำหน่ายต่อ

“ตอนนั้นมีพนักงานเซลส์จากกรุงเทพฯ เดินทางมาชิม ก็ติดใจ เขาสั่งซื้อเพื่อกลับไปจำหน่ายต่อ นอกจากนั้นก็ยังได้กลุ่มข้าราชการที่มารับซื้อไปเป็นของฝาก และไปจำหน่าย โดยยอดสั่งซื้อตกคนหนึ่งประมาณ 100-200 กิโลกรัม”

จากสิบเป็นร้อย

จากร้อยเป็นตัน

กระทั่ง 2 ปีก้าวผ่าน ออร์เดอร์สั่งซื้อกุนเชียงขยับไป 1-2 ตัน ถึงครานี้คุณจารุณี สละเขียงหมู เลิกอาชีพการเป็นแม่ค้าขายเนื้อหมูสด แล้วมุ่งสู่การผลิตกุนเชียงเป็นอาชีพหลัก

จากพื้นที่ผลิตในครัวของตัวเอง กระทั่งในปี 2545 ขยายสู่โรงงานอุตสาหกรรมบนพื้นที่ราว 6 ไร่ ที่ได้มาตรฐาน GMP กอปรกับสินค้ารายการอื่นๆ เริ่มผุดขึ้นมาสร้างทางเลือกให้ลูกค้า ไปพร้อมๆ กับการเพิ่มโอกาสทางการตลาด

ในปี 2547 ผลิตภัณฑ์ได้รับคัดสรรโอท็อป 5 ดาว การันตีคุณภาพ และยังได้ดาวมาประดับผลิตภัณฑ์รายการอื่นๆ เรื่อยมา อย่างในปี 2556 กุนเชียงปลา ได้รับการคัดสรรเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพ 4 ดาว

ในวันนี้หากเอ่ยแบรนด์ ชมดี หลายคนร้องอ๋อ! เพราะกลายเป็นสินค้าเด่นให้กับจังหวัดอุบลราชธานีไปแล้ว โดยมีรายการสินค้าสร้างยอดขายอันดับต้นๆ ได้แก่ กุนเชียงหมู กุนเชียงปลา หมูยอ ปลายอ หมูหย็อง ส่วนราคาจำหน่ายปลีก สำหรับกุนเชียงกิโลกรัมละ 240 บาท ส่ง 160 บาท หมูยอห่อเล็ก ปลีก 30 บาท ส่ง 20 บาท ห่อใหญ่ ปลีก 35 บาท ส่ง 25 บาท (ยอดขายส่งประมาณ 30-50 ชิ้น)

ปัจจุบัน แบรนด์ชมดี ไม่ได้จำหน่ายสินค้าให้กับผู้บริโภคภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังมีลูกค้าประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงติดต่อสั่งซื้อ

“ลูกค้าที่รับไปขายต่อ ถ้าเฉพาะในประเทศก็ 10 กว่าราย แต่ยังมีลูกค้าจากต่างประเทศเดินทางมารับสินค้าไปจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็น ลาว กัมพูชา เวียดนาม จีน ซึ่งการรับรู้ของเขาจะได้จากการบอกต่อ จากที่ได้มีโอกาสซื้อไปชิม ทั้งจากหน้าโรงงาน และก็จะมีหน้าร้านอยู่ใกล้กับโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี นอกจากนั้น เขายังรู้จัก ชมดี จากการออกบู๊ธที่ได้เดินทางไปร่วมออกงานโดยเฉพาะกับหน่วยงานภาครัฐอย่างต่อเนื่อง”

เปิดหน้าร้านรอรับ

จับตลาดต่างแดน

กล่าวถึงหน่วยงานภาครัฐ คุณจารุณีถือว่ามีส่วนสำคัญในการส่งเสริมให้ ชมดี ก้าวมายืนอยู่ ณ วันนี้ได้ โดยยกตัวอย่างให้ฟังถึงช่วงที่เข้าสู่การปรับปรุงโรงงาน ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีเงินทุนมากพอ โดยคุณจารุณีเดินเข้าไปติดต่อเพื่อขอสินเชื่อกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอี แบงก์) แต่ด้วยเพราะขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน จึงต้องขอเข้าใช้บริการของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จนกระทั่งสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน และได้รับการอนุมัติสินเชื่อเพื่อใช้ในธุรกิจ ต่อเติมความฝันสู่การเป็นเถ้าแก่เนี้ยเต็มตัว

“ก้าวมาถึงวันนี้ได้ ส่วนหนึ่งจากความช่วยเหลือของหน่วยงานภาครัฐ เราได้รับโอกาสและคำแนะนำจากหลายๆ หน่วยงาน แต่ว่าเราก็ต้องเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาด้วยนะ ซึ่งในวันนี้ ชมดี มีโอกาสได้เดินทางไปในหลายๆ แห่ง ได้โอกาสสร้างตลาดเพิ่ม จนมียอดขายเฉลี่ยเดือนละประมาณ 2,000 กิโลกรัม หรือเท่ากับยอดขายราว 2 ล้านบาท”

การวางแผนธุรกิจ เป็นสิ่งที่คุณจารุณี ให้ความสำคัญ เพราะนั่นหมายถึงการก้าวไปสู่ขั้นแห่งความเติบโตยิ่งๆ ขึ้น โดยในอนาคตอันใกล้กับการเปิดเออีซีอย่างเป็นทางการ ก็ได้เตรียมความพร้อมไว้แล้ว

“ในปี 2558 เตรียมต่อยอดเปิดร้านจำหน่ายสินค้าในรูปแบบร้านขายของฝาก โดยจะแสดงวิธีทำชัดเจนอยู่บริเวณหน้าร้าน อันถือเป็นการสร้างจุดขาย เพื่อให้ลูกค้าเห็นกระบวนการผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ชมดี ซึ่งกับตลาดแถบประเทศเพื่อนบ้านถือว่ามีโอกาสดี ยกตัวอย่างผู้บริโภคในประเทศลาว ต้องบอกเลยว่าเขามีกำลังซื้อสูง คนลาวจำนวนมากเป็นคนฐานะดี ซื้อของจะไม่ต่อรองราคา ฉะนั้น ในปีหน้าจึงเตรียมพื้นที่ไว้รองรับเปิดหน้าร้านแบบครบวงจร” คุณจารุณี กล่าวทิ้งท้าย

ผู้สนใจต้องการติดต่อ โรงงานอุตสาหกรรมชมดี ตั้งอยู่ เลขที่ 119/1 หมู่ 4 ถนนแจ้งสนิท ตำบลแจระแม อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี 34000 โทรศัพท์ (081) 879-0469, (081) 878-6009

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ผลิตจำหน่ายสินค้าแปรรูปจากเนื้อสัตว์

ลักษณะกิจการ เอสเอ็มอี

ชื่อกิจการ ชมดี

เจ้าของกิจการ คุณจารุณี ทีฆะทิพย์สกุล

เงินลงทุน เริ่มต้น 4,000-5,000 บาท

วัตถุดิบ เนื้อหมู เนื้อปลา เป็นต้น

สินค้า กุนเชียงหมู กุนเชียงปลา หมูยอ ปลายอ หมูหย็อง เป็นต้น

ราคาขายสินค้า กุนเชียงกิโลกรัมละ (ปลีก) 240 บาท (ส่ง) 160 บาท หมูยอ (ปลีก) 35บาท (ส่ง) 25 บาท

ยอดขาย หลักล้านบาท

ลักษณะการขาย ปลีก และ ส่ง

กลุ่มลูกค้า บุคคลทั่วไป และลูกค้าที่นำไปจำหน่ายต่อ ทั้งในและต่างประเทศ

แรงงานผลิต 20 คน

ช่องทางจัดจำหน่าย หน้าร้าน และออกงานแสดงสินค้า

สถานที่ตั้ง เลขที่ 119/1 หมู่ 4 ถนนแจ้งสนิท ตำบลแจระแม อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี 34000

โทรศัพท์ (081) 879-0469, (081) 878-6009

ชวนชิม “ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟสูตรโบราณ” กับบรรยากาศย้อนยุค ในราคาไม่แพง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07056011257&srcday=2014-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 362

อาหารสร้างอาชีพ

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ชวนชิม “ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟสูตรโบราณ” กับบรรยากาศย้อนยุค ในราคาไม่แพง

ในช่วงเวลาแห่งความเร่งรีบ “ก๋วยเตี๋ยว” ดูเหมือนจะเป็นอาหารที่ตอบสนองได้ดีที่สุด และไม่เพียงเท่านั้น ยังตอบสนองได้ดีกับทุกเพศ ทุกวัย ทุกระดับอาชีพ เพราะไม่ว่าจะอยู่ตรงจุดไหน เวลาใด คุณสามารถหาก๋วยเตี๋ยวทานได้ไม่ยาก

เส้นทางเศรษฐีเล่มนี้จะชวนท่านผู้อ่านไปชิมก๋วยเตี๋ยวร้านหนึ่ง เป็นก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาที่สามารถทำได้หลายเมนู ทั้งแบบธรรมดา ต้มยำ หรือแม้กระทั่งเย็นตาโฟ โดยมีเส้นให้เลือกทุกชนิดตามมาตรฐาน ทั้งเส้นเล็ก เส้นใหญ่ เส้นหมี่ บะหมี่ อีกทั้งยังเป็นร้านที่เจ้าของเอาใจใส่ดูแลความอร่อยเต็มที่ด้วยการลงทุนทำเครื่องปรุงทุกชนิดด้วยตัวเอง ตำเอง โขลกเอง พร้อมกับนำวัตถุดิบสำหรับปรุงที่ได้คุณภาพมาใช้

นอกจากความโดดเด่นของรายการก๋วยเตี๋ยวแล้ว ภายในร้านยังตกแต่งออกแบบเป็นแนวย้อนยุครุ่นคุณปู่ที่ประดับประดาไปด้วยรูปภาพดารา ศิลปินนักแสดงของไทยที่โด่งดังในยุคนั้น พร้อมกับของใช้โบราณหลายชนิดจัดวางเรียงรายไปกับบรรยากาศที่เปิดโล่ง เพื่อให้คุณได้ทานก๋วยเตี๋ยวแบบสบาย สบาย แต่ที่น่าตกใจมากกว่านั้นอีกตรงที่ราคาขายก๋วยเตี๋ยวร้านนี้กลับเท่ากับราคาปกติตามร้านทั่วไป!!

ร้านก๋วยเตี๋ยวแนวคลาสสิกย้อนยุคนี้มีชื่อว่า “Spicy Noodle” อยู่ภายในซอยโชคชัย 4 ลาดพร้าว และมี คุณสุธีรา อ่องคำ หรือ คุณธี เป็นเจ้าของร้าน

คุณธี เล่าให้ฟังว่า เดิมเธอและสามีทำธุรกิจหนังสือมาก่อน ครั้นเกิดปัญหาเศรษฐกิจฟองสบู่เลยทำให้ทั้ง 2 คนต้องหยุดทำแล้วเปลี่ยนมารับซื้อ-ขายของโบราณแทน เมื่อราวปี 2542 พอทำได้สักพักเห็นว่ามีช่องทางพอทำเงินได้จึงเริ่มขยับขยาย โดยมีกลุ่มลูกค้าหลายประเภททั้งเป็นนักสะสมของเก่า ร้านขายของ บริษัท ห้างร้านที่ซื้อไปประดับตกแต่ง รวมไปถึงร้านอาหาร

ตั้งโชว์ของโบราณ

สร้างบรรยากาศย้อนยุค

หลายต่อหลายครั้งที่นำสินค้าไปส่งลูกค้าซึ่งบางรายขอคำแนะนำในการนำของโบราณไปจัดเพื่อให้เกิดความสวยงามต่อสถานที่ จึงทำให้ทั้งสองถือโอกาสรับจ้างออกแบบตกแต่งสถานที่ไปพร้อมกันซะเลย

คุณธี บอกว่า การติดต่อลูกค้าจะต้องมีหน้าร้านเพื่อให้ลูกค้ามาเลือกดูสินค้าที่ชื่นชอบ แต่การปล่อยให้หน้าร้านวางของโชว์อย่างเดียวดูเหมือนจะเสียเปล่า แล้วการนั่งรอให้ลูกค้ามาซื้อโดยไม่ได้ทำอะไรก็เสียเวลาอีกเช่นกัน ดังนั้น เธอจึงตัดสินใจนำก๋วยเตี๋ยวมาขายควบคู่ไปด้วย เพราะเธอมองว่าขณะที่ลูกค้านั่งรออาจเชยชมกับข้าวของเครื่องใช้เก่าโบราณที่วางเรียงรายอยู่รอบตัว ซึ่งถ้าสนใจอาจซักถามราคากันก่อนได้

ความจริงคุณธีไม่มีความรู้เรื่องเทคนิคการทำก๋วยเตี๋ยวมาก่อนเลย เพียงแต่ด้วยความที่เป็นคนชื่นชอบการทานมากแล้วยังตระเวนชิมก๋วยเตี๋ยวทุกชนิด ทุกแห่ง ที่โฆษณาว่าแสนอร่อย แล้วได้เก็บเคล็ดลับของแต่ละแห่งทีละเล็กน้อยนำมาผสมกันเป็นสูตรของตัวเองเพื่อทำไว้ทานภายในครอบครัว แต่ภายหลังดูเหมือนเธอมีความมั่นใจมากขึ้นเมื่อพบว่ามีหลายคนชื่นชอบรสชาติที่เธอทำ แถมยังแนะว่าสามารถเปิดขายได้ จึงทำให้เธอลงมือทันที

เน้นจุดเด่นที่ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟโบราณ

ก๋วยเตี๋ยวของ Spicy Noodle เน้นที่ลูกชิ้นปลาเป็นหลัก และสามารถแตกเมนูออกไปได้หลายชนิด ทั้งแบบธรรมดา ต้มยำ หรือแม้แต่เย็นตาโฟสูตรโบราณ ซึ่งเป็นเมนูเด็ดที่ร้านแนะนำ

เธอชี้ว่าเย็นตาโฟ เป็นก๋วยเตี๋ยวที่หาทานได้ทั่วไป เพราะรสชาติ วิธีทำ ตลอดจนส่วนผสมมักเหมือนกันเกือบทุกร้านโดยใช้ซอสใส่ในน้ำปรุงรส แต่ที่ร้านเธอจะทำแปลกกว่าด้วยการนำเต้าหู้ยี้มาใส่แทน และถือเป็นวิธีทำแบบโบราณของก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ เพราะเต้าหู้ยี้จะสร้างความเข้มข้นของน้ำแล้วยังทำให้รสชาติมีความหอมขึ้นมากกว่าด้วย และไม่เพียงแค่ความอร่อยแต่ราคายังไม่แพงอย่างที่คิด

“ความเป็นโบราณมาจากการใช้เต้าหู้ยี้เป็นส่วนผสมหลักในน้ำ และวิธีนี้เป็นสูตรโบราณเก่าแก่ที่แท้จริง แต่ปัจจุบันหาทานยากเพราะต้นทุนสูง ยุ่งยาก เสียเวลา ฉะนั้น หากร้านใดใช้สูตรแบบโบราณจะต้องตั้งราคาขายสูง แต่ที่ร้านกลับไม่ทำเช่นนั้น”

นอกจากเย็นตาโฟจะเป็นพระเอกในร้านแล้ว เมนูอย่างอื่นก็เป็นพระรองไม่แพ้กัน อย่างต้มยำแห้ง เป็นอีกเมนู ที่คุณธี บอกว่า ลูกค้านิยมสั่งทานกันมาก เพราะกรรมวิธีทำของทางร้านจะเป็นต้มยำสูตรโบราณเช่นกัน ส่วนผสมทุกชนิดจะทำเอง อย่างพริกต้องคั่วเอง ถั่วคั่วเอง หรือเนื้อหมูต้องย่างก่อน อีกทั้งยังไม่ซื้อส่วนผสมสำเร็จรูปที่มีวางขายเพราะมองว่าอาจไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ฉะนั้น ความหอมของพริกคั่ว ถั่วคั่ว จึงเป็นแรงดึงดูดที่ลูกค้าติดใจ

ใส่ใจคุณภาพด้วยส่วนผสมที่ผ่านการทดลองชิมแล้ว

อีกเรื่องของความเอาใจใส่และพิถีพิถันต่ออาชีพ นั่นคือ การเลือกใช้ของดีมีคุณภาพ คุณธี บอกว่า ลูกชิ้นปลาที่นำมาใช้เป็นแบรนด์ดังที่ได้รับประกันคุณภาพความปลอดภัยจากเยาวราช แต่กว่าที่จะตัดสินใจนำมาใช้ต้องทดลองซื้อมาทานจำนวน 20 แห่งเพื่อเปรียบเทียบ จนเมื่อได้รสชาติที่ถูกใจแล้วจึงสั่งยี่ห้อนั้น หรือแม้แต่พริกที่ใช้ก็นำมาจากพิษณุโลกเป็นพริกออร์แกนิก

ฉะนั้น เมื่อได้ลูกชิ้นปลาที่มีรสอร่อย ปลอดภัย คลุกเคล้ากับพริกและถั่วที่คั่วเอง พร้อมกับสูตรน้ำก๋วยเตี๋ยวที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองแล้ว คุณจะได้สัมผัสกับก๋วยเตี๋ยวที่มีรสชาติจัดจ้าน จนเจ้าของร้านต้องออกคำเตือนว่า “ควรชิมก่อนปรุง”

ไม่เพียงขายที่ร้าน ยังรับนอกสถานที่ด้วย

ร้าน Spicy Noodle เปิดขาย 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น ราคาขายแบบธรรมดาชามละ 40 บาท ถ้าพิเศษชามละ 50 บาท มีทุกเส้น ถึงแม้การเดินทางมาร้านจะไม่สะดวกเพราะไม่ได้อยู่ในที่ตั้งที่น่าสนใจ แต่ด้วยความเด่นของรสชาติก๋วยเตี๋ยว การจัดร้านด้วยบรรยากาศย้อนยุค แถมราคาไม่แพง จึงเป็นการสร้างจุดเด่นให้แก่ร้านโดยไม่ต้องมีการโฆษณา

แต่ในช่วงเวลาไม่นานกลับพบว่า ร้านนี้มีลูกค้าเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับเพราะต่างมีการส่งความอร่อยต่อกัน แล้วคนที่ทานไปแล้วยังได้โพสต์รูปลงในเฟซบุ๊ก แถมยังบอกเส้นทางให้คนอื่นต่ออีก อีกทั้งทุกคนที่มาใช้บริการล้วนตั้งใจมาจริงทั้งนั้น จนทำให้คนอื่นได้รู้จัก แล้วแวะเวียนพากันมาอุดหนุนไม่ขาดระยะ

นอกจากคุณสามารถเดินทางมาชิมก๋วยเตี๋ยวอร่อยได้ที่ร้านแล้ว หากมีกิจกรรมภายในหน่วยงานสามารถติดต่อเพื่อให้ออกไปทำก๋วยเตี๋ยวนอกสถานที่ได้ด้วยในราคาที่เหมาะสม

เพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศภายในร้านให้มีความคึกคัก แล้วเปิดทางเลือกอาหารชนิดอื่นให้แก่ลูกค้า คุณธีจึงดึงร้านส้มตำรสอร่อยที่ได้คุณภาพมาร่วมแจมด้วย พร้อมกับบอกว่า อีกไม่นานจะมีร้านขายอาหารชนิดอื่นอย่างสเต๊ก หรือร้านกาแฟเข้ามาอีกเพื่อให้เต็มพื้นที่ ทั้งนี้ ถือเป็นการบริหารจัดการพื้นที่เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่

ท้ายนี้ คุณธี กล่าวว่า เย็นตาโฟสูตรโบราณ ถือว่าเป็นก๋วยเตี๋ยวที่เป็นจุดเด่นและจุดแข็งของร้านนี้ เพราะลูกค้าหลายคนโดยเฉพาะผู้สูงวัยมักบอกว่าเป็นรสชาติแบบโบราณอย่างแท้จริง พอทานแล้วทำให้นึกถึงบรรยากาศในวัยเด็กขึ้นมาทันที แถมทางร้านยังจัดสถานที่พร้อมเปิดเพลงย้อนยุคอีก ยิ่งตอกย้ำทำให้ได้อรรถรสมากขึ้น แล้วอาจต้องบอกกับทุกท่านที่มาใช้บริการที่ Spicy Noodle ว่า… “ต้องขออภัย…ที่นี่ไม่มีเพลงรุ่นใหม่ให้ฟัง”

ท่านใดสนใจต้องการไปพิสูจน์ความอร่อยที่ร้าน Spicy Noodle ควรเดินทางเข้ามาทางถนนโชคชัย 4 ให้เข้ามาเกือบสุดซอย จะพบสี่แยกธนาคารไทยพาณิชย์ ให้ขับตรงมาอีกจะพบสามแยกให้ตรงมาเล็กน้อยแล้วเลี้ยวขวาซอยโชคชัย4 (84) แล้วให้สังเกตด้านขวาเป็นซอย 2/4 จะพบร้านที่ตกแต่งที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดเจน

หรือถ้ายังสับสนให้สอบถามเส้นทางความอร่อยได้ที่ โทรศัพท์ (081) 021-7374

“ฟันฟิน” ลูกเดือยอบกรอบหลากรส ของอร่อย…เมืองน่าน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07036151157&srcday=2014-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 361

อาหารสร้างอาชีพ

พารนี

“ฟันฟิน” ลูกเดือยอบกรอบหลากรส ของอร่อย…เมืองน่าน

“บรรจุภัณฑ์ เป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ เพราะไม่มีความรู้จึงใช้วิธีทดลองใช้ไปก่อน ช่วงแรกใช้ซองใส พอโดนแดดสินค้าเสียหายทั้งกลิ่นทั้งสีเปลี่ยน…”

ในงาน “SMEs Fair มหกรรมสินค้า SMEs กระตุ้นเศรษฐกิจ ครั้งที่ 1″ จัดโดย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ เอสเอ็มอี แบงก์ เมื่อไม่นานมานี้

มีร้านค้าโดดเด่นอยู่หลายราย แต่ที่เหมือนจะได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ

คงเป็นผู้ประกอบการซึ่งเดินทางมาไกลจากจังหวัดน่าน ที่หอบสินค้าหน้าตาดูดี แถมมีราคาไม่แพง มานำเสนอ

สาวออฟฟิศ

อยากมีธุรกิจ

“ฟันฟิน” ลูกเดือยอบกรอบ มี 6 รสให้เลือก ประกอบด้วย รสดั้งเดิม ต้มยำ ชีส สาหร่าย นม และ หัวหอม บรรจุอยู่ในถุงขนาด 30 กรัม สีสันสดใส ขายปลีกถุงละ 25 บาท คือสินค้าที่เกริ่นถึง

มี คุณปุ้ย-นิตยา ธิเนตร์ อายุ 30 ปีเศษ เป็นเจ้าของผลงาน เริ่มต้นให้ฟัง พื้นเพเป็นคนน่าน จบการศึกษาปริญญาตรีด้านบัญชี จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนเข้าทำงานเป็นลูกจ้างบริษัทแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ

ระหว่างทำงานประจำอยู่หลายปี พยายามมองหาธุรกิจหวังนำไปลงทุนที่บ้านเกิดตัวเอง เพราะอยากมีเวลากลับไปดูแลคุณพ่อคุณแม่ ในฐานะลูกสาวคนโต

เพราะสนใจผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับอาหาร ประเภทของทานเล่น เรื่องแรกที่เธอลงมือทำ คือการหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต จนพบกระแสธัญพืชกำลังมาแรง โดยเฉพาะลูกเดือย ทั้งคนไทยและต่างชาติ อย่างประเทศบรูไน อินโดนีเชีย ต่างทานเป็นหลักมานานแล้ว

และเมื่อสำรวจตลาด พบ ข้าวและข้าวโพด มีคนทำกันหลายเจ้าแล้ว

ส่วนลูกเดือยยังมีไม่มาก อาจเป็นเพราะการแปรรูปลูกเดือยทำได้ยาก ไม่เหมือนข้าวโพด ที่โดนความร้อนแล้วจะแตกพองได้ง่ายกว่า

สรุปแน่วแน่จะทำลูกเดือยอบกรอบออกมาเป็นของทานเล่น ระหว่างยังทำงานออฟฟิศ จึงพยายาม “ลองผิด ลองถูก” เพื่อหาสูตรการทำที่ลงตัว

และเพราะรสสัมผัสของลูกเดือยมีความแข็งมากกว่าธัญพืชอื่น การปรุงออกมาให้กรอบอร่อยถูกปากนั้นเป็นงานยาก ถึงขนาดเธออยากล้มเลิกความตั้งใจมาแล้วหลายครั้ง

สารพัดปัญหา

หน้าตา…เรื่องใหญ่

ใช้เวลานานเกือบ 2 ปี มีการ “เททิ้ง” เป็นระยะๆ กว่าจะได้ลูกเดือยกรอบ ออกมาน่าพอใจ จากนั้นจึงนำออกตระเวนให้ลูกค้าชิมฟรี เพื่อสำรวจความชื่นชอบในรสชาติ

เห็นความก้าวหน้าพอเป็นรูปเป็นร่างแล้ว จึงลาออกจากงานประจำ กระโดดลงมาทำหน้าที่เจ้าของกิจการแบบเต็มตัว

ขั้นตอนต่อไปในการดำเนินธุรกิจของเธอ คือ “ออกตลาด” อาศัยการฝากขายบ้าง ออกบู๊ธบ้าง เพื่อให้สินค้าเป็นที่รู้จัก แต่รายรับไม่ค่อยเป็นไปตามเป้า ทำให้แทบอยากกลับไปทำงานบริษัทเหมือนเดิม

สำหรับปัญหาที่ต้องประสบยังไม่จบแค่นั้น ยังมีเรื่องของ “หน้าตา” สินค้ามาให้ต้องขบคิดอีกระลอก

“บรรจุภัณฑ์ เป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ เพราะไม่มีความรู้จึงใช้วิธีทดลองใช้ไปก่อน ช่วงแรกใช้ซองใส พอโดนแดดสินค้าเสียหายทั้งกลิ่นทั้งสีเปลี่ยน เลยโละทิ้งเปลี่ยนมาใส่ในกระปุก

ขณะที่เราไม่มีแบรนด์ไม่มีชื่อเสียง พอนำฝากขาย ร้านค้าไม่ค่อยสนใจ วางถูกแดดจนต้องเททิ้งหมด แล้วเปลี่ยนมาเป็นซองฟอยล์แบบหน้าใสหลังทึบ แบบทึบ 2 ด้าน หมดทุนไปไม่น้อย” คุณปุ้ย เล่าเสียงหม่น

แม้ช่วงเวลานั้นจะท้อแท้เต็มที แต่ยังมีกำลังใจจากคนรอบข้างเชียร์ให้สู้ต่อ…อีกสักตั้ง

เธอจึงเดินหน้าเข้าขอสินเชื่อจากเอสเอ็มอี แบงก์ มา 1 ก้อน เพื่อปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ ให้ดูทันสมัยน่าสนใจอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

ก่อนตั้งชื่อเรียกสินค้าว่า “ฟันฟิน” มีความหมายอยากสื่อสารไปยังลูกค้า เป็นของว่างที่ทานแล้วสนุกสนานอารมณ์ดี แถมมีประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย

ข้อมูลออนไลน์

คลังความรู้สำคัญ

เปิดตัว “ฟันฟิน” ไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ปรากฏว่าผลตอบรับดีขึ้นมากกว่าสินค้าเวอร์ชั่นแรก ทำให้กำลังใจกลับมาอีกครั้ง

ทุกวันนี้จึงมีจุดวางสินค้าหลายแห่ง ทั้งร้านขายของฝากในจังหวัดน่านและจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งศูนย์โอท็อปภาคเหนือด้วย

และล่าสุดกำลังพยายามเดินหน้าผลักดันสินค้าเข้าศูนย์การค้า โมเดิร์นเทรด และร้านสะดวกซื้อ

ถามถึงประสบการณ์ในการนำสินค้าเข้าไปวางขายในร้านขายของฝากหลายแห่ง คุณปุ้ยยิ้มกว้าง ก่อนกระซิบบอก

“ยากมากค่ะ บางร้านบอกว่าสินค้าของเราไม่เข้าพวก เพราะของเขาขาย 3 ถุง 100 เลยบอกไม่เป็นไร เดี๋ยวทำป้ายเองว่าขาย 4 ซอง 100

และความจริงขายปลีกซองละ 25 บาท กำไรน้อยมากแต่ก็ยอม ขอแค่มีที่ขายให้ลูกค้าได้เห็นและลองชิม เชื่อว่าหลายคนต้องชอบ” คุณปุ้ย บอกอย่างนั้น

ตั้งข้อสังเกตกว่าจะมาถึงวันนี้ นับว่ามีอุปสรรคแทบทุกขั้นตอน เจ้าของเรื่องราวยิ้มกว้าง ก่อนเผยความรู้สึก

เคยนอนไม่หลับแทบทุกวัน แต่พอได้ยินลูกค้าชมว่าอร่อย ทำให้มีความสุข และตอนนี้ไม่คิดอยากกลับไปทำงานเป็นลูกจ้างกินเงินเดือนอีกแล้ว

“ธุรกิจนี้ตั้งแต่กระบวนการแรกถึงกระบวนการสุดท้าย เป็นการหาความรู้จากอินเตอร์เน็ตทั้งหมด

คนที่ทำงานประจำหากอยากมีธุรกิจของตัวเองอยากให้ลองคิดทบทวนดูว่า สิ่งที่ทำทุกวันนี้มีความสุขหรือยัง ถ้าตั้งใจ มุ่งมั่น พยายาม และอดทน เชื่อได้ว่าไม่มีอะไรเกินฝัน” เจ้าของเรื่องราว บอกส่งท้าย

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ผลิตและจำหน่ายทั้งแบบปลีก-ส่ง ลูกเดือยอบกรอบ 6 รส

ประกอบด้วย รสดั้งเดิม ต้มยำ หัวหอม ชีส สาหร่าย และ รสนม

ชื่อสินค้า ลูกเดือยอบกรอบ “ฟันฟิน”

ขนาดบรรจุ ซองละ 30 กรัม ขายปลีกซองละ 25 บาท

เจ้าของกิจการ คุณปุ้ย-นิตยา ธิเนตร์

เงินลงทุน หลักล้านบาท

แรงงานผลิต 10 คน

แหล่งซื้อวัตถุดิบ พื้นที่เพาะปลูกในจังหวัดพะเยาและเชียงราย

อุปสรรค เงินลงทุนมีจำกัด, การพัฒนาบรรจุภัณฑ์, การหาตลาด

ช่องทางจำหน่าย ออกบู๊ธ ร้านขายของฝาก จัดส่งทางไปรษณีย์

สถานที่ติดต่อ บ้านแม่ยุพิน เลขที่ 153 หมู่ 8 ตำบลผาสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน 55000

โทรศัพท์ (054) 711-600, (085) 757-9011, (089) 750-6794

อีเมล vnwonderfood@hotmail.com FB : ลูกเดือยอบกรอบฟันฟิน

พลิกวิกฤตเป็นโอกาส เปิดตลาดผลไม้แปรรูป หนึ่งเดียวในดอยแม่สลอง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07038151157&srcday=2014-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 361

อาหารสร้างอาชีพ

มีนา

พลิกวิกฤตเป็นโอกาส เปิดตลาดผลไม้แปรรูป หนึ่งเดียวในดอยแม่สลอง

“ตอนแรกๆ ที่ทำตลาด ยังไม่มีคนรู้จัก ก็ต้องอาศัยเดินทางไปพบลูกค้าด้วยตัวเอง นำสินค้าไปให้ชิม ซึ่งบางครั้งต้องไปยืนรอตั้งแต่เช้าจนถึงบ่าย 3 โมง แต่มาถึงตอนนี้ก็มีตัวแทนมารับซื้อไปจำหน่ายแล้ว 4-5 ราย นอกจากนั้น เรายังส่งสินค้าให้กับร้านค้าขายของฝากในพื้นที่ด้วย”

ใช้เวลาลองผิดลองถูก กับการนำผลไม้มาแปรรูปอยู่นานหลายปี เททิ้งวัตถุดิบปีหนึ่งเป็นตัน แต่ความพยายามก็ยังไม่จางหาย แต่ทว่าเมื่อทดลองเองแล้วไม่ได้ผล ก็ถึงคราวต้องรับความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ โดยทุ่มเงิน 3 ล้านบาท เพื่อซื้อสูตรการผลิต แล้วนำสูตรนั้นมาปรับ เพื่อให้สินค้าออกมาได้รสคนไทย

โรงงานก่อเสริมแปรรูปผลไม้ จึงได้เปิดตัวจำหน่ายสินค้า โดยปัจจุบันสินค้าประเภทแช่อิ่ม และอบแห้ง กลายเป็นสินค้าที่ตลาดใหญ่อย่าง ตลาดไท ต้องการ กับจำนวนส่งจำหน่ายปีละราว 20 ตัน

ลองทำ เททิ้งหลายตัน

ผลไม้แปรรูปดีต้องมีสูตร

คุณธีรเกียรติ์ ก่อเจริญวงศ์ ผู้ไม่ละความเพียร เล่าถึงจุดเริ่มต้นกับการก้าวสู่เส้นทางสายนี้ว่า เกิดจากภาวะราคาผลไม้ในพื้นที่ดอยแม่สลอง ไม่ว่าจะเป็น บ๊วย ท้อ ลูกไหน (หรือคนในพื้นที่เรียกว่า เชอร์รี่) ตกต่ำ จนหลายๆ ครั้งตลาดไม่รับซื้อ ถึงคราวนี้จึงคิดเข้าสู่กระบวนการแปรรูป เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า และเป็นช่องทางจำหน่ายสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง

แต่ด้วยความไม่รู้ในสูตรการผลิต จึงอาศัยเพียงการลองผิดลองถูก ซึ่งก็กินเวลาเนิ่นนาน 5-6 ปี ต้องเททิ้งผลไม้ไปปีๆ ละ 2-3 ตัน

เมื่อเป็นเช่นนี้ เห็นทีต้อง “หยุด”

แต่ไม่ใช่การหยุดกับอาชีพ “เมื่อทดลองเองแล้วไม่ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ จึงว่า ถ้าอย่างนั้นต้องทุ่มเงินก้อนเพื่อซื้อสูตร จึงเดินทางไปประเทศจีน แล้วก็เรียนรู้สูตรจากผู้มีฝีมือการปรุง โดยเสียเงินไปจำนวน 3 ล้านบาท พอกลับมาลองทำ ก็ปรับสูตร เพราะว่าสูตรของเขาจะค่อนข้างหวานมาก คนไทยไม่กินหวานขนาดนั้น”

การรับซื้อวัตถุดิบ นั่นก็คือผลไม้ แน่นอนว่าเลือกจากในพื้นที่เป็นหลัก “ผลไม้จะออกปีละครั้งคือในช่วงประมาณเดือนเมษายน ทำให้ต้องสต๊อกสินค้า และวิธีเก็บก็คือการนำไปหมักเกลือ แล้วจึงทยอยออกมาแปรรูป”

คุณธีรเกียรติ์ ว่า แต่ก่อนจะหมักเกลือต้องนำผลไม้นั้นมาขัดผิว โดยเครื่องจักรที่สั่งซื้อมาในราคา 5,000 บาท ก่อน จึงนำมาหมักเกลือระยะเวลา 60 วันขึ้นไป และเมื่อจะนำมาใช้ ต้องล้างเกลือออก แล้วจึงนำลงแช่ในน้ำเชื่อม (จากน้ำตาลเคี่ยว) ทิ้งไว้ 15 วัน ถึง 1 เดือน โดยกระบวนการนี้เรียกว่า “แช่อิ่ม”

ส่วนการแปรรูปโดยวิธีการตากแห้งนั้น ก็เพียงแค่นำผลไม้ที่แช่อิ่มแล้ว ไปตากแดดประมาณ 3-5 วัน

ทำส่งขายเป็นหลัก

ยอดสั่งปีละ 20 ตัน

ผู้ประกอบการคนขยัน ยังเล่าถึงสินค้าขายดี ได้แก่ บ๊วยซากุระ ที่มีส่วนผสมของสมุนไพรจีน โดยกรรมวิธีการทำต้องนำสมุนไพรไปต้มน้ำ แล้วนำผลไม้ลงแช่ในน้ำสมุนไพรจีนทิ้งไว้ 5 วัน

การปรุงแต่งด้วยสี จะส่งผลให้ผลไม้ดูน่ากินมากยิ่งขึ้น โดยสีที่ใช้ต้องเป็นสีผสมอาหารเท่านั้น “สีที่ใช้ต้องเป็นสีผสมอาหาร เพื่อจะได้ปลอดภัยต่อผู้บริโภค และผู้ผลิตด้วย ส่วนสินค้าภายใต้การผลิตของโรงงานจะได้มาตรฐาน อย. แล้ว”

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์อาหารของโรงงานก่อเสริมแปรรูปผลไม้ กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตลาดให้การยอมรับ โดยตลาดหลักได้แก่ ตลาดไท และรวมไปถึงตลาดค้าขายของฝากในจังหวัดเชียงใหม่ และนครราชสีมา ส่วนการจัดจำหน่ายนั้น เน้นในรูปแบบส่ง ตกกิโลกรัมละ 70-100 บาท โดยยอดสั่งซื้อประมาณ 100 กิโลกรัมขึ้นไป ซึ่งปัจจุบันยอดส่งจำหน่ายตกปีละ 20 ตัน

“ตอนแรกๆ ที่ทำตลาด ยังไม่มีคนรู้จัก ก็ต้องอาศัยเดินทางไปพบลูกค้าด้วยตัวเอง นำสินค้าไปให้ชิม ซึ่งบางครั้งต้องไปยืนรอตั้งแต่เช้าจนถึงบ่าย 3 โมง แต่มาถึงตอนนี้ก็มีตัวแทนมารับซื้อไปจำหน่ายแล้ว 4-5 ราย นอกจากนั้น เรายังส่งสินค้าให้กับร้านค้าขายของฝากในพื้นที่ด้วย”

ไม่เพียงเท่านั้น คุณธีรเกียรติ์ยังวางแผนเปิดแบรนด์ของตนเอง โดยจะทำบรรจุภัณฑ์พร้อมจำหน่ายปลีก ให้ผู้สนใจรับไปจำหน่ายอีกต่อหนึ่ง ซึ่งกับตลาดที่หมายตาไว้ คือ ร้านขายของฝากจังหวัดต่างๆ และรวมไปถึงการเข้าไปสู่ตลาดประเทศเพื่อนบ้าน

“ที่ผ่านมาจะเน้นขายส่ง โดยลูกค้านำไปติดแบรนด์เอง แต่มาถึงวันนี้ 15 ปี แล้วกับการทำธุรกิจ ก็คิดว่ามีโอกาสขยาย เพราะสินค้าก็ได้เป็น OTOP 5 ดาวด้วย จึงทำบรรจุภัณฑ์ในแบรนด์ ก่อเสริม บรรจุสินค้าในรูปแบบซื้อปลีก เพื่อให้ตัวแทนรับไปทำตลาดอีกต่อหนึ่ง โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน พม่า ลาว เวียดนาม ที่เขามีความต้องการ แต่ว่าในด้านรสชาติต้องปรับให้เหมาะกับความชอบของเขาด้วย ซึ่งกับตลาดต่างประเทศคาดว่าปีหน้าคงได้เริ่มขยายออกไป”

ลงทุนเพิ่ม 10 ล้าน

ขยายตลาดค้าปลีก

กับเป้าการขยายตัวในแบรนด์ของตนเอง ที่คาดไว้ 20 เปอร์เซ็นต์ โดยสินค้าจะบรรจุในภาชนะพร้อมรับประทาน กับน้ำหนัก 60 กรัม โดยคาดว่าราคาขายปลีกจะอยู่ที่ 15 บาท แต่กับการขายส่งให้นำไปจำหน่ายอีกต่อหนึ่ง ตั้งราคาไว้ 8-10 บาท

และจากกำไรที่เคยได้รับผ่านช่องทางขายส่ง 15 เปอร์เซ็นต์ คาดว่าเมื่อทำเช่นนี้จะทำให้มีผลต่างเพิ่มขึ้น 50-100 เปอร์เซ็นต์

“กับการขายส่งที่ผ่านมา ยอมรับว่ากำไรน้อยมาก และยิ่งตอนนี้ค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น ไม่ว่าจะ ค่าแรง ค่าขนส่ง ฉะนั้น การทำตลาดในแบรนด์ของตนเอง กับการขายลักษณะดังกล่าวมา จึงคาดว่าจะทำให้ได้ส่วนต่างของผลกำไรดีขึ้น และสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะกับตลาดร้านขายของฝาก

แต่กระนั้นกับการดำเนินงานก็ต้องมีค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะในส่วนของบรรจุภัณฑ์ ซึ่งการลงทุนเพิ่มคงใช้เงินประมาณ 10 ล้านบาท และจากที่ทำธุรกิจมาเมื่อก่อนการตั้งโรงงานที่มีความพร้อมเราใช้เงินลงทุน 20 ล้านบาท คืนทุนภายใน 1 ปี แต่กับการขยายตลาดนี้การคืนทุนคาดว่าน่าจะราว 5 ปี เนื่องด้วยเหตุปัจจัยหลายด้าน อาจจะต้องใช้ระยะเวลานานสักหน่อย แต่ก็คาดว่าสินค้าจะมีความเติบโตในตลาด”

สนใจติดต่อ โรงงานก่อเสริมแปรรูปผลไม้ เลขที่ 453 หมู่ 1 ตำบลแม่สลองนอก อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย 57110 โทรศัพท์ (053) 765-308

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ผลิตจำหน่ายผลไม้แปรรูป

ลักษณะกิจการ เอสเอ็มอี

ชื่อกิจการ โรงงานก่อเสริมแปรรูปผลไม้

เจ้าของกิจการ คุณธีรเกียรติ์ ก่อเจริญวงศ์

เงินลงทุน เริ่มต้น 200,000 บาท ต่อมาได้จัดสร้างโรงงานใช้เงินลงทุน 20 ล้านบาท

วัตถุดิบ ผลไม้ในพื้นที่ อาทิ บ๊วย ท้อ ลูกไหน เป็นต้น

ผลิตภัณฑ์ อาทิ ท้ออบ, ท้อแดง, ท้อเหลือง, บ๊วย 5 รส, บ๊วยซากุระ, บ๊วยชาเขียว, เชอร์รี่แดง, พุทราจีน

แหล่งซื้อ ในพื้นที่

ราคาขายสินค้า ขายส่งกิโลกรัมละ 70-100 บาท

ยอดขาย 20 ตัน ต่อปี

กำไร ประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์

ลักษณะการขาย ขายส่ง

กลุ่มลูกค้า ตัวแทนจำหน่าย ร้านขายของฝาก ตลาดขายส่งสินค้า

แรงงาน เริ่มต้น 3 คน ปัจจุบัน 30 คน

จุดเด่น การนำผลไม้ในพื้นที่มาแปรรูปให้ได้รสชาติที่คนไทยชอบ

ปัญหาอุปสรรค ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น

ช่องทางจัดจำหน่าย ผ่านตัวแทนจำหน่าย

สถานที่ตั้ง เลขที่ 453 หมู่ 1 ตำบลแม่สลองนอก อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย 57110

โทรศัพท์ (053) 765-308

“สุทิน ช่วยธานี” เจ้าของร้านกุ้งเผาในลาว เผยเคล็ด (ไม่) ลับ ทำธุรกิจรุ่ง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07062151157&srcday=2014-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 361

อาหารสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

“สุทิน ช่วยธานี” เจ้าของร้านกุ้งเผาในลาว เผยเคล็ด (ไม่) ลับ ทำธุรกิจรุ่ง

ในบรรดาร้านอาหารมีชื่อของกรุงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ที่ผู้คนนิยมไปรับประทานกันนั้น มีชื่อของ ร้านกุ้งเผาเต้ 2 และร้านกุ้งเผาเต้ 4 อยู่ในนั้นด้วย ซึ่งน่าดีใจแทนคนไทยทั้งประเทศ เพราะเจ้าของกิจการก็คือ คุณสุทิน ช่วยธานี โดยร้านแรก “กุ้งเผาเต้ 2″ อยู่ในเมืองไม่ไกลจากสนามบิน ที่นี่มีร้านนวดแผนโบราณและคาร์แคร์อยู่ในบริเวณเดียวกันด้วย เนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ และร้านกุ้งเผาเต้ 4 อยู่แถบชานเมือง

คุณสุทิน เล่าว่า ก่อนจะเข้ามาทำธุรกิจร้านอาหารใน สปป.ลาว เขาเคยทำร้านอาหารที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัดมาแล้วหลายสาขาทั้งที่นครราชสีมาและขอนแก่น ในนามร้านอาหาร ส.กุ้งเผา เป็นเจ้าแรก ตั้งแต่ปี 2530 ซึ่งตอนนี้ร้านส.กุ้งเผาก็ยังมีอยู่ที่แถวแจ้งวัฒนะ แต่หุ้นส่วนบริหารงานแทน เพราะคุณสุทินมามุ่งมั่นกับธุรกิจร้านอาหารในลาวอย่างเต็มที่

จบ ปวช. จากเด็กเสิร์ฟสู่ ผจก.

เจ้าตัวย้อนอดีตให้ฟังว่า เรียนจบ ปวช. ตอนอายุ 17-18 ปี เป็นเด็กเสิร์ฟแล้วไต่เต้าขึ้นมาจนเป็นผู้จัดการ แล้วก็มาเป็นเจ้าของ ตอนเป็นเด็กเสิร์ฟก็มีความคิดว่า วันหนึ่งจะต้องเป็นเจ้าของร้านอาหาร แล้วก็เป็นจนได้ทั้งในประเทศไทยและลาว กลายเป็นนักธุรกิจอาเซียนไปในด้านร้านอาหารเพราะไม่เคยเปลี่ยนอาชีพเลย แต่กว่าจะมีวันนี้ได้ ต้องพูดว่า ประสบการณ์ล้วนๆ ในการทำร้านอาหารเกือบ 20 ปี บวกกับความอดทนและคุณสมบัติอื่นๆ ในตัวเอง

สาเหตุที่เข้ามาตั้งร้านอาหารในลาว คุณสุทิน อธิบายว่า เนื่องจากมองเห็นว่า เวียงจันทน์ ของ สปป.ลาว ไม่มีทะเล เลยคิดว่าจะเอาอาหารทะเล กุ้ง หอย ปู ปลา ให้พี่น้องชาวลาวได้บริโภค โดยเข้ามาใน สปป.ลาว เมื่อปี 2545 แต่ก็มาบุกเบิกอยู่ 2-3 ปี กว่าจะเป็นร้านอาหารที่เป็นรูปธรรมก็ย่างเข้า 8 ปีหลัง

คุณสุทินซึ่งนั่งเก้าอี้ที่ปรึกษาสภาธุรกิจไทย-ลาวอยู่ด้วย บอกว่า การมาทำธุรกิจที่เวียงจันทน์ในช่วงแรกต้องเปลี่ยนพฤติกรรมของคนที่นี่จากที่ไม่ได้รับประทานของเป็นๆ สดๆ เนื่องจากไม่มีคนนำเข้ามา ตนเป็นคนแรกที่นำกุ้งเป็นๆ ของทะเลเป็นๆ สดๆ ข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ที่หนองคาย เป็นเจ้าแรก จนตอนนี้กลายเป็นที่นิยม แรกๆ มีอุปสรรคคือ กว่าจะให้คนลาวรับประทานของเป็นๆ สดๆ ได้ ราคาสูง ก็มีปัญหาพอสมควร โดยเฉพาะในด้านราคา รวมถึงการให้คนลาวเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทาน

ระยะแรกเริ่มคุณสุทินยังไม่มีร้านเป็นหลักแหล่งเหมือนเช่นทุกวันนี้ ใช้วิธีเปิดขายริมถนนก่อน โดยนำกุ้งสดๆ เป็นๆ นำร่องเข้ามาเพื่อส่งแม่ค้า หรือส่งร้านอาหารทั้งคนไทย คนลาวที่อยู่เวียงจันทน์ แต่ไม่ได้รับการตอบรับเพราะราคาสูง ตก 200 บาท ต่อกิโลกรัม แต่ตอนนี้ราคากิโลกรัมละ 600-700 บาท อีกทั้งมีความยุ่งยากในเรื่องการดูแลรักษา ต้องมีการเปลี่ยนน้ำ

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นประมาณ 2 ปี คุณสุทินก็ทำเป็นร้านอาหาร เพราะมีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว ร้านแรกเป็นร้านกุ้งเผา เต้ 2 แล้วขยายไปเต้ 4 โดยลูกค้าของเต้ 2 เป็นชาวต่างประเทศ 50 เปอร์เซ็นต์ อันดับ 1 จีน เวียดนาม เกาหลี และญี่ปุ่น ลูกค้าต่างชาติเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็มาจัดเลี้ยง พูดคุยธุรกิจ หรือเป็นทัวร์คาราวานหรือจัดแรลลี่ ส่วนทัวร์ญี่ปุ่นจะมาเป็นรถส่วนตัวไม่ใช่มากันเป็นรถบัส ที่เหลืออีก 50 เปอร์เซ็นต์ เป็นลูกค้าในประเทศ ส่วนร้านเต้ 4 ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่

“ร้านเปิด 11.00-23.00 น. ถ้าพูดถึงความนิยมของร้าน ทุกวงการ ตั้งแต่สถานทูต นักธุรกิจไทย ชาวต่างชาติ มากันหมด ทางร้านไม่ต้องโปรโมตกันมากมาย ด้วยศักยภาพ ด้วยชื่อเสียง ด้วยอายุของร้านเองถือว่าเป็นการโปรโมตไปในตัว เราเล่นด้วยคุณภาพของสินค้าที่มีในตัวเองอยู่แล้ว ซึ่งทั้ง 2 ร้านมีที่จอดรถกว้างขวาง แต่ร้านเต้ 2 จะทำรายได้ดีกว่าเพราะอยู่ในเมือง”

ทำธุรกิจควบคู่กับ CSR

ร้านกุ้งเผาของคุณสุทินจุคนได้ 200 คน ตั้งโต๊ะได้เป็นร้อยโต๊ะ จัดเลี้ยงได้ 300-500 คน พฤติกรรมการรับประทานของคนเวียงจันทน์ จะมาทุกฤดูกาล โดยเฉพาะฤดูฝนจะขายดี เพราะไม่ค่อยมีงานแต่งงาน ไม่มีงานเลี้ยงสังสรรค์ และคนจะไม่ออกไปเที่ยวต่างแขวงหรือต่างประเทศ และไม่มีการปิดเทอม

เมนูยอดฮิตที่สั่งกันเป็นประจำ และราคาสูงสูสีกันก็คือ กุ้งกับปู เฉลี่ยอยู่ที่ 600 บาท ต่อกิโลกรัม แต่ถ้าเป็นจานตก 300 กว่าบาท ซึ่งกุ้งสามารถทำเมนูได้เป็นร้อยชนิด ไม่ใช่มีเฉพาะกุ้งเผาเท่านั้น ยังมีอาหารในเมนูเป็นร้อย เช่น กุ้งแช่น้ำปลา กุ้งอบวุ้นเส้น ต้มยำ ถ้าเป็นปู จะมี ปูผัดผงกะหรี่ ปูผัดพริกไทยดำ ปูอบวุ้นเส้น ถ้าเป็นเมนูราคาต่ำ 120 บาท ส่วนราคาสูงสุดจะไม่เกิน 700 บาท

คุณสุทิน แจงว่า จุดเด่นของร้าน คือ ความสดกับน้ำจิ้ม ต้องมาคู่กัน กุ้งเผาก็คือ กุ้งเผา แต่ความพิเศษก็คือ อยู่ที่การปรุงของน้ำจิ้มและการปรุงของกุ๊ก ซึ่งที่ร้านจะใช้กุ๊กไทยมาเป็นมือหนึ่ง แล้วมาสร้างทีมงาน

เหตุผลหนึ่งของการมาสร้างทีมงานนั้น เจ้าของร้านกุ้งเผาแห่งนี้ใช้หลักยึดที่ว่า การสร้างธุรกิจต้องสร้างงานให้กับสังคมนั้นด้วย ให้วิชาการให้คนในท้องถิ่นได้เรียนรู้ พร้อมกับช่วยเหลือสังคม

“เราเป็นเจ้าของธุรกิจที่ออกสังคม ช่วยเหลือสังคม โดยการจัดตั้งสโมสรนักฟุตบอลเก่าๆ ที่มีชื่อเสียง มีฝีเท้า มารวมตัวกันเป็นทีมสโมสร อายุ 40 ปีขึ้นไป ชื่อสโมสรฟุตบอลอาวุโสกุ้งเผาอาเซียน ซึ่งจะไปเตะกับหน่วยราชการ ไม่ว่าจะเตะกับทหาร ตำรวจ ภาษีอากร แรงงาน ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหรือไม่ก็ตาม หรือตามโรงเรียนต่างๆ แล้วเราก็ปวารณาตัวว่า ถ้าให้ช่วยเหลือด้านการศึกษา ด้านอุปกรณ์การกีฬา เราพร้อมที่จะช่วยเหลือทุกหน่วยงาน และยังส่งเสริมช่วยเหลือการแข่งระดับชาติด้วย”

พูดถึงคู่แข่งร้านอาหารประเภทเดียวกันในเวียงจันทน์ คุณสุทิน บอกว่า ก็มี แต่ว่าจะสู้ความสดไม่ได้ ถือว่า เป็นร้านแรกในเวียงจันทน์ และยังเป็นร้านอันดับต้นๆ อยู่ ซึ่งทุกธุรกิจต้องมีคู่แข่งทั้งนั้นอยู่ที่ว่า จะยืดเยื้อหรือไม่ยืดเยื้อ แต่การทำก่อนหรือการนำร่องจะได้เปรียบ ในขณะที่คู่แข่งจะต้องเหนื่อยกับการนำเข้า วิธีการรักษา และการปรุงแต่ง

สำหรับร้านนวดแผนโบราณที่ร้านกุ้งเผาเต้ 2 นั้น เปิดบริการเวลา 10.00-22.00 น. เน้นการนวดแบบผ่อนคลาย มีทั้งนวดน้ำมัน นวดประคบ นวดตัว นวดเท้า โดยคิดเป็นชั่วโมง แต่ถ้านวดน้ำมัน นวดตัว นวดประคบจะคิดเป็นคอร์ส คอร์สละ 90 นาที ถ้านวดน้ำมันราคา 100,000 กีบ (400 บาท) ถ้านวดตัว 80,000 กีบ (300 บาท) นวดเท้า ชั่วโมงละ 50,000 กีบ (200 บาท) ราคาถือว่าไม่แพง ส่วนใหญ่ลูกค้าจะเป็นชาวต่างชาติ เช่น จีน เวียดนาม เกาหลี ญี่ปุ่น ฝรั่ง คนไทย และคนลาว

ส่วนคาร์แคร์นั้น คุณสุทิน ระบุว่า ถือเป็นตัวเสริมให้ครบวงจร ลูกค้าจะได้ไม่ต้องไปหลายที่ เพราะกว่าจะนวดเสร็จ กว่าจะรับประทานเสร็จ สามารถล้างรถเสร็จเลยไม่เสียเวลา ส่วนใหญ่ลูกค้าจะชอบ เรื่องค่าบริการนั้นแล้วแต่ชนิดของรถ ต่ำสุด 120-150 บาท สูงสุดไม่เกิน 200 บาท อยู่ที่ว่าเป็นรถกระบะ รถเก๋ง หรือรถตู้

ชี้ในลาวมีทั้งข้อดีและข้อด้อย

เขาเล่าว่า ในการทำธุรกิจที่ สปป.ลาว ง่ายเป็นบางเรื่อง เช่น ภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณี ขนส่งสินค้าไม่ไกล แต่จะไปยากเรื่องระบบการปกครอง กฎหมายที่มีความคล้ายแต่ไม่เหมือน ความยากง่าย การขออนุญาต การนำเข้า-นำออก แรงงาน นี่คือปัญหา

ในส่วนของแรงงาน ประเทศไทยดูดไปพอสมควร เนื่องจากค่าแรงขั้นต่ำค่อนข้างสูง ขณะที่ สปป.ลาว ค่าครองชีพค่อนข้างสูง แต่รายได้ค่อนข้างต่ำ ไม่มีค่าแรงขั้นต่ำ อยู่ที่ความพึงพอใจของนายจ้าง เริ่มที่หลักพันต่อเดือน ของที่ร้าน อยู่ที่ว่า จ้างทำหน้าที่อะไร ความชำนาญมากน้อยแค่ไหน ยังไม่เป็นกฎเกณฑ์แน่นอน กรณีจ้างคนไทยเข้ามาก็อีกราคาหนึ่ง เพราะถือว่าอยู่ต่างประเทศ ซึ่งจะมีความยุ่งยากในเรื่องการขออนุญาตวีซ่าแรงงาน

ในฐานะคนทำธุรกิจในลาวมา 10 กว่าปี เขาสรุปบทเรียนการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านแห่งนี้ว่า ต้องประกอบด้วยหลายๆ เรื่อง ก่อนอื่นต้องถามตัวเองก่อนว่า มีประสบการณ์ด้านไหน ต้องค้นตัวเองให้เจอว่า ตัวเองชอบอะไรแล้วถึงจะทำได้ ไม่ใช่จะมาเรียนรู้ที่นี่ ประเด็นสำคัญเลยคือ ต้องไม่เอามะพร้าวมาขายสวน อะไรที่เขามีอย่าเอามาแข่ง เพราะทุกชาติต้องมีชาตินิยม ถ้าจะแข่งกับที่เขาทำอยู่ เราต้องทำเหนือกว่าหลายเท่า เพราะฉะนั้น ถ้าจะทำร้านอาหาร ต้องมีประสบการณ์ทางด้านร้านอาหาร และเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปใน สปป.ลาว รวมถึงนักท่องเที่ยวด้วย

คุณสุทิน แจกแจงว่า นักธุรกิจที่จะประสบความสำเร็จใน สปป.ลาว ต้องเป็นคนที่ค่อนข้างจะมีคุณสมบัติถึงด้วย 6 ประการ เริ่มจาก 1. ถามตัวเองว่า เป็นคนใจถึงไหม ต้องเข้าใจการปกครอง ต้องเข้าใจขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมของคนในชาติ กฎหมาย และเจ้าหน้าที่ เป็นคนที่กล้าได้กล้าเสีย กล้าเสี่ยง กล้าจ่าย 2. มีความอดทนถึงไหม ต้องมีความอดทนในเรื่องระเบียบ วินัย กฎหมาย พฤติกรรมของลูกน้องและลูกค้า ต้องเอาใจใส่และต้องอยู่ตลอด จนกว่าจะเข้าระบบ จนกว่าจะมีคนที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้ จากนั้นต้องเอาระบบมาคุม

พร้อมรับมือคู่แข่งหลายชาติ

3. มีประสบการณ์ถึงไหม จะมาเรียนรู้ที่นี่ไม่ได้ และต้องอยู่ตลอด จนกว่าจะเข้าระบบ จนกว่าจะมีคนที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้ แล้วก็ต้องเอาระบบมาคุม 4. มีมนุษยสัมพันธ์ถึงไหม เพราะต้องเข้ากับลูกค้า ลูกน้อง เจ้าหน้าที่ และชาวต่างชาติ 5. ต้องทุนถึง เพราะต้องมาแข่งกับต่างประเทศ เช่น จีน เวียดนาม เกาหลี ไทยด้วยกัน และลาว ยิ่งตอนนี้จะมาสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ถ้าไม่มีทุนถึง จะพัฒนาในสถานการณ์ที่แข่งขันสูงก็เป็นเรื่องยาก

6. สำคัญที่สุดคือ ข้อมูลต้องถึง ต้องรู้ว่าที่ สปป.ลาว มีประชากรเท่าไร ผู้หญิง ผู้ชาย กลุ่มเป้าหมาย มีมากน้อยแค่ไหน เป็นเพศไหน มีกำลังซื้อเท่าไร แต่ละแขวง แต่ละชุมชนมีเท่าไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวียงจันทน์มีประชากรเท่าไร ปกครองด้วยระบอบไหน ประวัติศาสตร์เป็นอย่างไรระหว่างไทยกับลาว อันนี้คือคุณสมบัติทั้ง 6 ประการ

“แค่นี้ยังไม่พอ ต้องมีคุณสมบัติอื่นอีก 1. ต้องเป็นคนที่ไม่สำมะเลเทเมา ไม่เห็นแก่ตัวเกินไป ต้องรู้จักให้และเอา รู้จักรับ รู้จักบริจาคช่วยเหลือ 2. ต้องไม่หมกมุ่นในการพนัน อบายมุข ทุกเรื่อง การเมืองต้องไม่พูด ต้องทำมาหากิน มีคุณธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นส่วนประกอบของนักธุรกิจที่มาทำธุรกิจต่างแดน ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหน โดยเฉพาะ สปป.ลาว”

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของคุณสุทินเอง เจ้าตัวยอมรับว่า มีคุณสมบัติไม่ครบเพราะมีแค่ใจถึง อดทนถึง ประสบการณ์ถึง และมนุษยสัมพันธ์ถึง แต่เรื่องทุนมาสร้างทีหลัง

เป็นผู้ประกอบการของไทยอีกรายที่เข้าไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านกว่า 10 ปีก่อนที่จะเปิดเออีซีในปีหน้า ซึ่งธุรกิจของเขาโตวันโตคืน ที่สำคัญ เขายังได้คืนกำไรให้กับสังคมที่นั่นด้วยการทำกิจกรรม CSR หลากหลายรูปแบบทั้งช่วยเหลือด้านกีฬาและการศึกษา

“โยโกะ ซูชิ” สยายปีกในห้างดัง เจ้าของยัน อร่อยคุ้มแค่ชิ้นละ 5 บ.

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07063011157&srcday=2014-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 360

อาหารสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

“โยโกะ ซูชิ” สยายปีกในห้างดัง เจ้าของยัน อร่อยคุ้มแค่ชิ้นละ 5 บ.

ใครที่เคยไปช็อปปิ้งในห้างดังคงจะคุ้นชินกับคีออสหรือร้าน “โยโกะ ซูชิ” ซึ่งขายถูกเพียงคำละหรือชิ้นละ 5 บาทเท่านั้น โดยขึ้นป้ายใหญ่โตชัดเจน ซึ่งนอกจากจะมีซูชิสารพัดหน้าแล้ว ยังมีทาโกะยากิที่ขายในราคาเดียวกันอีก หลายคนเป็นลูกค้าประจำเพราะใช่จะราคาถูกเท่านั้น แต่คุณภาพก็ไม่น้อยหน้าใคร เรียกว่าทานแล้วได้รสชาติและความอร่อยที่คุ้มเกินราคาจริงๆ สาเหตุที่ระบุเช่นนี้ได้เนื่องจากได้ลองลิ้มชิมมาแล้ว ฉะนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เมื่อทั้ง 2 ห้างดังขยายสาขาไปที่ไหนก็อยากจะให้ “โยโกะ ซูชิ” ไปเปิดขายที่นั่นด้วย

แค่ 2 ปีกว่า มี 50 สาขา

คุณสมหวัง นิ่มนุช และ คุณเยาวลักษณ์ บัวระภา หรือ คุณโย สองสามีภรรยา เจ้าของ “โยโกะ ซูชิ” ร่วมกันเล่าความเป็นมาของธุรกิจอาหารญี่ปุ่นว่า ทำมาได้ 2 ปีกว่า แต่กิจการเติบโตเร็วมาก ตอนนี้มีร้านอาหารญี่ปุ่น “โยโกะ ซูชิ” เปิดอยู่ 3 ร้าน คือที่ เทสโก้ โลตัส สาขารังสิต, จังหวัดเลย (บ้านเกิดของฝ่ายหญิง) และ จังหวัดหนองบัวลำภู ส่วนคีออสมีเกือบ 50 สาขา ส่วนใหญ่จะอยู่ในเทสโก้ โลตัส และบิ๊กซีบางสาขาทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และล่าสุดเตรียมเปิดร้านอาหารญี่ปุ่นใหญ่หรูแบบเดียวกับฟูจิ ที่อยุธยาพาร์ค

การที่ “โยโกะ ซูชิ” ได้เข้าไปขายใน 2 ห้างดังนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะทั้งสองมีบู๊ธขายกิ๊ฟต์ช็อปที่มีทั้งเสื้อผ้าและถุงเท้าในห้างอยู่แล้ว จึงรู้ช่องทางการขายในห้างเป็นอย่างดี ซึ่งตอนนี้ก็ยังขายอยู่

สาเหตุที่เข้ามาจับธุรกิจอาหารญี่ปุ่นนั้น เริ่มจากคุณโย อันเป็นที่มาของชื่อโยโกะ ซูชิ เริ่มชอบทานอาหารญี่ปุ่นเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว จึงตระเวนไปทานร้านอาหารญี่ปุ่นหลายร้าน กระทั่งสนใจไปเปิดดูสูตรการทำอาหารญี่ปุ่นในอินเตอร์เน็ตและไปเรียนกับคนที่ทำซูชิขายตามตลาดนัด จากนั้นให้พี่สะใภ้ไปเรียนกับเชฟผู้เชี่ยวชาญอาหารญี่ปุ่นโดยเฉพาะ แล้วมาทดลองทำสักพัก จนได้รสชาติลงตัว จึงตัดสินใจเข้าไปพูดคุยกับทางห้าง สุดท้ายช่วงต้นปี 2555 ทางห้างให้เข้ามาขายที่เทสโก้ โลตัส สาขารังสิต โดยขายกาแฟด้วยนอกเหนือจากซูชิและทาโกะยากิ ซึ่งผลตอบรับดีมาก

ใช่แต่โยโกะ ซูชิ จะราคาถูกแค่คำละ 5 บาท แต่รสชาติยังอร่อย ซ้ำมีให้เลือกหลากหลายหน้า ทำเอาหลายคนงงว่าเป็นไปได้อย่างไรที่สามารถขายซูชิหน้าปลาแซลมอนสดในราคา 5 บาท ขณะที่เจ้าอื่นขายขั้นต่ำสุดตกชิ้นละ 10 บาท คนญี่ปุ่นแท้ๆ ยังมาซื้อทานและรู้สึกงงว่าสามารถขายทาโกะยากิลูกละ 5 บาทได้อย่างไรกัน

ยันใช้ของเกรดเดียวกับฟูจิ

คุณโย แจกแจงว่า ปัจจุบันทำเกือบ 30 หน้า ที่เด่นๆ และขายดีที่สุดคือ โรลสาหร่าย มีรูปร่างเหมือนกรวย ชิ้นจะใหญ่ รองลงมาเป็นปูอัดแท่ง อันดับ 3 หน้ายำสาหร่าย ตามด้วยหน้าแซลมอนดิบ ซึ่งใช้ชิ้นใหญ่เป็นแซลมอนเกรดเอแบบเดียวกับที่ฟูจิใช้ ส่วนปูอัดใช้ทั้งแท่งไม่ตัดเลย

“ยำสาหร่ายเราใช้ของเกรดดี กิโลละ 200 กว่าบาท วัตถุดิบทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นไข่กุ้ง ปลา สาหร่าย เป็นเกรดพรีเมี่ยมหมด ข้าวญี่ปุ่นก็มาจากพนมรุ้ง กล้ายืนยันได้ว่าใช้เกรดเดียวกับฟูจิเลย ที่บ้านจะมีรถโรงงานวิ่งเข้ามาส่งทุกวัน เพราะวอลุ่มเราได้ แต่ละเดือนซื้อหลายล้านบาท และไม่ได้ใช้เครดิต ใช้เงินสดซื้อ ซึ่งทำให้ได้ราคาถูก”

คุณโย ให้เหตุผลของการขายซูชิคำละ 5 บาทว่า เพราะความตั้งใจจริงที่อยากให้ลูกค้าทานของอร่อยราคาถูก ให้รู้สึกภูมิใจว่า 5 บาทได้ชิ้นใหญ่ ไปหาซื้อที่ไหนไม่ได้ในราคาแบบนี้ อย่างร้านขายเสื้อผ้าที่ทำอยู่ก็ขายถูกเป็นร้านแรกและร้านเดียวที่ขายดีที่สุด พอมาขายของกินก็เป็นร้านเดียวที่ขายดีที่สุดเหมือนกัน ไม่ว่าจะไปขายห้างไหนๆ

“ในการทำธุรกิจนั้นทั้งเสื้อผ้าและอาหารญี่ปุ่น ใช้หลักคิดที่ว่าจะทำอย่างไรที่จะดึงเงินในกระเป๋าลูกค้าให้มาซื้อสินค้าเราได้ คือไม่ต้องขายแพง แค่ขายมาก กำไรมาก เอาวอลุ่มเข้าไว้”

นอกจากจะสามารถลดต้นทุนด้วยการสั่งวัตถุดิบจำนวนมากแล้ว การสั่งผลิตซอสโดยตรงจากโรงงานและการมีสูตรของตัวเองก็ทำให้ลดต้นทุนได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สามารถขายซูชิและทาโกะยากิได้ในราคาชิ้นละ 5 บาท ในขณะที่เจ้าอื่นทำได้ยากในคุณภาพแบบเดียวกัน

บริการส่งในงานเลี้ยง

ในระยะเวลาแค่ 2 ปีกว่า โยโกะ ซูชิ สามารถขยายสาขาได้เกือบ 50 สาขา และเป็นเจ้าของเดียว ไม่ได้ขายแฟรนไชส์ให้ใคร แม้จะมีหลายรายมาติดต่อ ด้วยความที่คุณโยและสามีกลัวว่า คนที่มาซื้อแฟรนไชส์อาจจะไม่สามารถทำคุณภาพได้เท่ากับเธอ เพราะที่เธอขายได้ในราคาคำละ 5 บาทนั้น เนื่องจากซื้อวัตถุดิบในปริมาณมากๆ และใช้เงินสดซื้อ

“ถือว่าประสบความสำเร็จ ผลตอบรับจากลูกค้าก็ดีเพราะผู้ใหญ่ในโลตัสเอ็นดู เพราะเราเป็นคู่ค้าที่ดี คุณภาพของสินค้าเราระดับพรีเมี่ยม อร่อยและชิ้นใหญ่ แต่ต้องขึ้นอยู่ที่ทำเลด้วย ถ้าขายในตลาดนัดทั่วไปคงจะไม่ได้ยอดขนาดนี้ ตอนนี้เกือบ 50 สาขาเป็นคีออสที่ตั้งอยู่ในห้างหมดเลย ลูกค้าบางคนเป็นห่วงถามว่า ขายคำละ 5 บาทแล้วได้กำไรไหม” คุณสมหวังกล่าวและว่า อุปสรรคหรือปัญหาเรื่องคู่แข่งไม่มี จะเป็นเรื่องเจ้าอื่นกลัวมากกว่า เพราะไม่สามารถทำได้ในราคานี้

ช่วง 2 ปีกว่าที่ผ่านมาคุณโยและสามีใช้บ้านย่านคลองสาม ปทุมธานี เป็นที่ทำซูชิและเก็บวัตถุดิบ แต่เวลานี้กำลังสร้างโรงงานให้ได้มาตรฐาน วงเงินก่อสร้าง 5 ล้านบาท ในพื้นที่ 100 ตารางวา เพื่อรองรับการผลิตที่มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนอกจากจะมีคีออสประจำตามห้างต่างๆ แล้ว ยังต้องไปจัดบู๊ธพิเศษอีกด้วย รวมทั้งลูกค้าสั่งซูชิไปในงานจัดเลี้ยงต่างๆ ซึ่งถ้าสั่งซื้อ 500 ชิ้นขึ้นไป คิดราคาชิ้นละ 4 บาท ที่ผ่านมาก็มีลูกค้าประจำที่สั่งไปจัดงานเลี้ยง แต่ต้องติดต่อล่วงหน้า

คุณโย ย้ำว่า ขั้นตอนการทำซูชินั้นรับรองได้ว่าสะอาด พนักงานทุกคนต้องใส่หมวก ใช้ผ้ากันเปื้อน และต้องสวมถุงมือหมด เพราะถือคอนเซ็ปต์ที่ว่าเจ้าของต้องทานได้ คือ สามารถหยิบชิมหน้าไหนก็ได้อย่างมั่นใจ

เธออธิบายถึงเคล็ดลับการทำซูชิให้อร่อยว่า ต้องขึ้นอยู่กับวัตถุดิบเป็นสำคัญ อย่างหน้ายำสาหร่าย ต้องใช้อย่างดีถึงจะไม่มีกลิ่นคาว อย่างซอสโชยุก็ทำเอง มีสูตรเอง โดยซื้อหัวเชื้อแล้วมาต้มเอง เรื่องข้าว ต้องเป็นข้าวญี่ปุ่น ไม่ใช่ข้าวผสม

ลั่นปีหน้ายังขายชิ้นละ 5 บาท

ด้วยความที่โยโกะ ซูชิ ขายดีในทุกสาขาที่เปิด จึงมีผู้สนใจหลายรายอยากซื้อแฟรนไชส์ แต่สามีภรรยาคู่นี้ลั่นวาจาไว้แล้วว่า คงไม่ขายแน่นอนเพราะกลัวคุณภาพจะไม่ได้มาตรฐานเหมือนที่ทำอยู่ และมีบางคนอยากจะซื้อไปขายต่อแต่ให้ใส่สารกันบูดเพื่อจะได้เก็บไว้นาน คุณโยจึงปฏิเสธไปและชี้แจงว่า ซูชิของเธอนั้นจะอยู่ได้ไม่เกินเที่ยงคืนเท่านั้นเพราะทำกันตั้งแต่เช้ามืดของทุกวัน เพื่อให้ลูกค้าได้ทานของสดของใหม่

นอกจากนี้ ยังมีลูกค้าซื้อไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง รวมทั้งมีคนสนใจโทรมาสอบถามเรื่องการทำและการซื้อวัตถุดิบ ซึ่งเธอให้คำแนะนำไปว่า ให้หัดเรียนจากเว็บไซต์หรือในยูทูบ และให้ทำขายเอง ดีกว่าจะมารับไปขายเพราะจะได้กำไรน้อย และยังบอกแหล่งที่จะซื้อวัตถุดิบให้ด้วย (โทรติดต่อคุณโยได้ที่ (086) 855-0461)

ด้านคุณสมหวังมองตลาดอาหารญี่ปุ่นว่า ยังไปได้ดี และในปีหน้าจะยังคงราคาชิ้นละ 5 บาทเหมือนเดิมเพราะวอลุ่มเยอะสามารถทำได้ ถ้าเป็นร้านเล็กๆ คงทำไม่ได้แน่นอน นอกจากนี้ ตั้งใจกันไว้ว่าจะหาโอกาสไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นเพื่อไปลองทานอาหารญี่ปุ่นต้นตำรับดู จะได้รู้ว่ารสชาติเป็นเช่นไรและจะได้หาเมนูใหม่ๆ มาทำ

สองสามีภรรยาคู่นี้บอกด้วยว่า การทำธุรกิจให้ยั่งยืนนั้นให้คิดง่ายๆ ใจเขา ใจเรา ลูกค้าเคยทานแบบไหนคุณภาพเต็มสิบต้องคงอยู่อย่างนั้น แม้จะขยายสาขาไปมากเท่าใดก็ตาม

อีกหน่อยถ้า “โยโกะ ซูชิ” ขยายร้านให้ใหญ่โตเหมือนร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อดังในบ้านเราแล้วขยายไปเยอะๆ อย่าง “ฟูจิ” เชื่อว่าคนที่ชอบทานอาหารญี่ปุ่นคงจะชอบอกชอบใจ เพราะทั้งสองบอกไว้แล้วว่าจะเน้นขายในราคาไม่แพง เพื่อให้ทุกคนมีสิทธิ์ได้ทานอาหารญี่ปุ่นที่มีคุณภาพและอร่อยจริงๆ

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,200 other followers

%d bloggers like this: