ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ลำไยไซรัป ตอบโจทย์ลูกค้าต่างชาติ ธันวาคม 9, 2015

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07048010858&srcday=2015-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 378

อาหารสร้างอาชีพ

สร้าง บุญสอง srangbun@hotmail.com

ลำไยไซรัป ตอบโจทย์ลูกค้าต่างชาติ

เป็นคนหนึ่งที่ชอบทานลำไยเอามากๆ ครั้งหนึ่งหม่ำได้เยอะทีเดียว โดยไม่มีอาการร้อนในแต่อย่างใด ส่วนใหญ่ชอบทานผลสดๆ หรือไม่ก็ดื่มน้ำลำไย แต่เพิ่งรู้ว่าเดี๋ยวนี้มีการนำลำไยมาแปรรูปในหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ผู้บริโภคได้ทานลำไยในเวอร์ชั่นต่างๆ และใช่จะใช้เนื้ออย่างเดียว บางบริษัทหรือบางวิสาหกิจชุมชนนำสารสกัดจากเมล็ดลำไยมาทำเป็นครีมนวดแก้ปวดเมื่อย ซึ่งการแปรรูปดังกล่าว ทำให้เกษตรกรได้รับอานิสงส์นี้ไปด้วย เพราะช่วยลดปัญหาลำไยล้นตลาด

ลำไยผงมีประโยชน์ต่อร่างกาย

“คุณอรทัย ออประยูร” นายกสมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย จังหวัดลำพูน และเจ้าของบริษัท ขุนน้ำทา โพรเซสซิ่ง จำกัด เล่าว่า บริษัทเปิดมาประมาณ 10 ปีแล้ว โดยเน้นการนำลำไยมาแปรรูป มีทั้งลำไยอบแห้งสีทอง ลำไยผง กาแฟลำไย และลำไยไซรัป ในชื่อแบรนด์ ดราก้อน ไลฟ์ ซึ่งสวนที่ส่งลำไยมาให้โรงงานแปรรูปต้องเป็นสวนที่ผ่านมาตรฐาน GAP (เกษตรปลอดภัย) เท่านั้น โรงงานเองก็มีสวนลำไยด้วย และมีการคัดเกรดเป็นระดับ 2A, 3A

ปัจจุบัน โรงงานตั้งอยู่ที่ เลขที่ 93 หมู่ 9 ตำบลเหมืองง่า อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน 51000 โทรศัพท์ (053) 563-049 โทรสาร (053) 563-049

ในส่วนลำไยอบแห้งสีทองของบริษัท ขุนน้ำทาฯ คุณอรทัย ระบุว่า บรรจุภัณฑ์ไม่เหมือนกับที่อื่น คือเป็นซองซิปเคลือบสีเรียบร้อย เพื่อกันออกซิเจนกันแสง ไม่ให้ลำไยอบแห้งดำ เพราะออกซิเจนจะทำให้สีของลำไยเปลี่ยนไป อีกอย่างเวลาที่ทานไม่หมดสามารถปิดซองเก็บไว้ในตู้เย็นได้

ลำไยผงอันเป็นอีกผลิตภัณฑ์ของบริษัท ขุนน้ำทาฯ บรรจุอยู่ในซอง เมื่อฉีกซองแล้วใส่น้ำดื่มได้เลย ดื่มได้ทั้งร้อนและเย็น ใน 1 แก้ว 1 โดส สามารถให้ทั้งพลังงานและเป็นยาได้ตามตำราแพทย์แผนจีน ถ้าเป็นยาจะใช้ในเรื่องกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด โรคหัวใจ และการอักเสบในข้อเข่า คือมีแอนตี้ออกซิแดนต์สูง

สำหรับลำไยไซรัปหลายคนอาจจะงงและนึกภาพไม่ออก คุณอรทัย อธิบายว่า เป็นสารสกัดลำไยเข้มข้น เนื่องจากการทำลำไยอบแห้งมีหลายเกรด ลำไยตกเกรดสามารถนำมาแปรรูปให้เป็นลำไยไซรัปได้ ซึ่งนำมาราดเป็นท็อปปิ้งบนไอศกรีม หรือที่ทางยุโรปนำไปราดขนมปัง ใช้แทนแยม เป็นผลิตภัณฑ์ที่ต่างประเทศสนใจมาก

ผลิตภัณฑ์อีกตัวของบริษัท ขุนน้ำทาฯ คือ ลองกาเน่ คอฟฟี่ กาแฟปรุงสำเร็จรูปผสมผงลำไย และยังมีส่วนผสมอื่นๆ อีก เช่น คอลลาเจน โสม ตะบองเพชร และถั่วขาวเข้าไปด้วย จึงมีความโดดเด่นจากกาแฟทั่วไป รวมถึงเรื่องราคาที่สูงกว่าด้วย

ในการทำกาแฟลำไยนั้น คุณอรทัย ระบุว่า คนส่วนใหญ่ชอบดื่มกาแฟ แต่แทนที่จะทานความหวานจากน้ำตาลทั่วไปก็ใช้น้ำตาลลำไยที่เป็นฟรุกโตส ซึ่งมีความหวานเป็น 1.3 เท่าของน้ำตาลธรรมดา มาใส่แทนในปริมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ โดยที่ร่างกายไม่ต้องมีของเสียคั่งค้าง อีกทั้งแคลอรีน้อยกว่า ถูกกำจัดได้ง่ายกว่า นอกจากนี้ ยังได้ใส่คอลลาเจนเกือบ 20 เปอร์เซ็นต์ แต่คอลลาเจนมีกลิ่นคาวนิดหน่อย เลยใช้สารสกัดจากโสมเข้าไปช่วย พร้อมกับสารสกัดจากตะบองเพชร เพื่อช่วยในการเบิร์น ส่วนตัวครีมใช้แคลอรีต่ำ และใส่สารสกัดจากถั่วขาวไปด้วย

เน้นส่งขายเมืองนอก

วันนี้กาแฟลำไยเป็นอีกโปรดักต์ที่มีคู่แข่ง ดังที่คุณอรทัย ให้ข้อมูลว่า กาแฟผสมลำไย ในตลาดตอนนี้มี 1-2 แบรนด์ สินค้าของบริษัทขายดีที่ตะวันออกกลาง สิงคโปร์ มาเลเซีย และทางใต้ของบ้านเราที่หาดใหญ่ โดยในประเทศแถบตะวันออกกลาง มีการบริโภคกาแฟสูงมาก และผู้บริโภคเริ่มรู้จักลำไย บริษัทจึงมุ่งไปทางประเทศเหล่านั้น ซึ่งติดตรา Made in Thailand และต้องเขียนกำกับว่า The best product from Thailand ส่วนกาแฟลำไยของอีกเจ้าเป็นของบริษัทที่มาเลเซีย โดยส่งโปรดักต์มาผสมที่โรงงานในสันป่าตองก็มี ด้วยเหตุผลที่ว่าเครื่องหมาย GMP และ อย. ของไทย ได้รับการเชื่อถือมากกว่าในอาเซียน

ในบรรดา 4 ผลิตภัณฑ์ ที่มีทั้งลำไยไซรัป ลำไยผงชงพร้อมดื่ม ลำไยอบแห้ง และกาแฟลำไย ปรากฏว่าลำไยผงขายดีที่สุด เพราะพกง่าย ชงง่าย ราคาขายอยู่ที่กล่องละ 90 บาท มี 20 ซอง ที่กรุงเทพฯ วางขายอยู่ที่สยามพารากอน ส่วนเชียงใหม่มีขายอยู่ที่ริมปิง

ว่าไปแล้ว ผลิตภัณฑ์ของบริษัท ขุนน้ำทาฯ ไม่ค่อยจะมีวางขายทั่วไปในบ้านเราสักเท่าไร อย่างที่คุณอรทัย แจกแจง ปกติไม่ได้วางจำหน่ายในประเทศเท่าไร เน้นส่งออกไปจีน ไต้หวัน มาเลเซีย และสิงคโปร์ เพราะถ้าในประเทศจะสู้ราคากับวิสาหกิจชุมชนไม่ได้ เนื่องจากว่าพวกนั้นมีต้นทุนต่ำกว่า รวมทั้งเรื่องแพ็กเกจจิ้งด้วย แต่เวลาส่งออกลูกค้าต้องการในเรื่องมาตรฐานใบรับรอง ทำให้บริษัทต้องผลิตสินค้าเป็นเกรดพรีเมี่ยม จึงทำให้ราคาเแพงกว่า

ยกตัวอย่าง ลำไยอบสีทอง บางวิสาหกิจชุมชนขายกิโลกรัมละ 400 บาท แต่ของบริษัทขายกิโลกรัมละ 800 บาท แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ ของวิสาหกิจชุมชน ไม่ได้คัดเกรด แต่ของบริษัทจะคัดเกรดเฉพาะ 3A โดยคัดตั้งแต่เริ่มต้นคือจากสวนแล้ว ไม่เช่นนั้นต่างประเทศจะไม่รับซื้อ เพราะจะขอดูใบรับรองมาตรฐานก่อน จึงทำให้ต้นทุนสูง

คุณอรทัย พูดถึงปัญหาอุปสรรคของการแปรรูปลำไยว่า เป็นเรื่องของวัตถุดิบ ซึ่งจะต้องคัดสรร ใช้ QC สูงมาก อาจจะเป็นการจัดการของเกษตรยังไม่ดีพอ ทำให้ต้องคัดเยอะมาก ในแต่ละปีใช้ลำไยประมาณ 20-30 ตัน ซึ่งในจำนวนที่ผลิตก็จำหน่ายหมด ปัญหาอีกอย่างคือ ไม่ได้ทำตลาดมากนัก และตอนนี้กำลังจะปรับปรุงโรงงานซึ่งกำลังขอมาตรฐานโคเด็กซ์

พร้อมกันนั้นจะปรับปรุงสวนลำไย 10 ไร่ของบริษัทที่มีทั้งพันธุ์สีชมพูและเบี้ยวเขียว ด้านข้างโรงงานเพื่อให้เป็นที่ศึกษาดูงานของกลุ่มต่างๆ จะได้เที่ยวทานลำไยในสวน พร้อมกับชมสายการผลิตในโรงงานไปด้วย

ในการแปรรูปลำไยทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ นั้น คุณอรทัย บอกว่า ตอนนี้คนรู้จักมากขึ้นแล้วจากงานวิจัยต่างๆ ที่ช่วยกันเผยแพร่ ทำให้ผู้บริโภคได้ทราบว่า ลำไยคือผลไม้มหัศจรรย์เพื่อสุขภาพ และไม่ได้ทานแค่ผลสดหรือแค่ผลแห้ง แต่สามารถนำไปแปรรูปได้อีกเยอะ ที่ผ่านมา ลูกค้าทางอเมริกา ยุโรป ให้โรงงานทำเป็นฟังก์ชันนอลดริ๊งก์ เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เพื่อให้เกิดฟังก์ชั่นต่างๆ ในร่างกาย แต่ต้องทำในรูปแบบน้ำ อย่าง 1 ขวด 100 ซีซี พร้อมดื่มได้เลย ผลิตภัณฑ์แบบนี้กำลังตัดสินใจอยู่ว่า จะทำดีหรือไม่ แล้วก็คิดว่า ถ้าเราทำโปรดักต์ให้ดี อย่างตัวไซรัป ต่างประเทศสนใจเยอะมาก

ที่ผ่านมา บริษัท ขุนน้ำทาฯ ยังได้ไปเปิดตลาดในประเทศอาเซียน โดยมุ่งไปที่พม่าและเวียดนาม ปรากฏว่าที่พม่ามีเสียงตอบรับดี เพราะแม้ว่าพม่าจะมีการปลูกลำไยแต่ยังไม่มีอุตสาหกรรมแปรรูปที่ทันสมัย ขณะที่ไทยมีเทคโนโลยีการปลูกและพันธุ์ลำไยของไทยมีการพัฒนามาตลอดทำให้ลูกใหญ่กว่าลำไยพม่า ซึ่งบริษัทวางตำแหน่งสินค้าที่จะขายในพม่าเป็นตลาดระดับบีบวกขึ้นไป เพราะลูกค้ากลุ่มนี้มีกำลังซื้อสินค้าคุณภาพโดยไม่ต่อรองราคา

เครื่องสำอางแข่งขันสูง

นอกจากคุณอรทัยจะทำธุรกิจแปรรูปลำไยแล้ว ยังทำธุรกิจด้านความสวยความงามอีกด้วย โดยมีโรงงานทำเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสมุนไพร ชื่อแบรนด์ โอ บลิ๊งค์ และรับจ้างผลิตให้แบรนด์อื่นด้วย สินค้ามีหลากหลาย อาทิ สบู่ผสมคอลลาเจน เดย์ครีม เป็นแบบมีรองพื้น ครีมกันแดด ผสมอยู่เลย ไนท์ครีม ซีรั่มยกกระชับ และสเปรย์น้ำแร่ สมุนไพรที่ใช้เป็นส่วนผสมมีทั้งน้ำผึ้ง ขมิ้นชัน และสารสกัดจากใยไหม นอกจากนี้ กำลังจะออกผลิตภัณฑ์ใหม่คือโลชั่นที่ผสมสารสกัดจากลำไย

ในการทำธุรกิจเครื่องสำอางนั้น เธอให้ข้อมูลว่า มีการแข่งขันสูง จึงแค่ประคองธุรกิจให้อยู่ได้ และเน้นลูกค้าเก่า แต่ส่วนใหญ่โรงงานจะเน้นการรับจ้างผลิตมากกว่า ขณะเดียวกัน ตอนนี้มามุ่งเน้นในเรื่องของอาหารมากกว่า เพราะมองว่าตอนนี้เทรนด์ของโลกเริ่มรู้แล้วว่าถ้าเป็นสมุนไพรต้องประเทศไทย และต้องทางภาคเหนือ ดังนั้น โอกาสที่จะทำอาหารเสริมยังมีช่องทางอีก

สำหรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ในปลายปีนี้ คุณอรทัย บอกว่า ตอนแรกคิดว่า ถ้าเปิดอาเซียนนายทุนต่างชาติจะเข้ามา แต่กลายเป็นเรื่องผิดคาด พลิกเป็นผลดีแทน อย่างจีนเข้าทางเชียงราย ข้ามทางสะพานเชียงของ ต้องการจ้างให้บริษัทผลิต รวมถึงลาวด้วย โดยถ้าจะให้ใส่สมุนไพรหรือสารสกัดตัวไหนเป็นพิเศษจากประเทศผู้สั่งผลิตก็สั่งนำเข้ามา เพราะหากซื้อในเมืองไทยราคาจะแพงกว่า

เธอพูดถึงหลักการทำธุรกิจว่า ตัวเองเคยเป็นพยาบาลมา 10 ปีก็ลาออก เมื่อมาทำธุรกิจ การหล่อหลอมในส่วนของภาคสาธารณสุขทำให้รู้ว่า การดูแลลูกค้าก็เหมือนกับการดูแลคนไข้ คือจะใช้หลักการดูแลด้วยหัวใจ แบบองค์รวม ด้วยความซื่อสัตย์และปลอดภัย หมายความว่าจะต้องเน้นเรื่องมาตรฐานและความปลอดภัยให้กับลูกค้า ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ จะไม่มุ่งเน้นกำไรอย่างเดียว ถือว่าสิ่งที่ทำให้ลูกค้าทานเพื่อสุขภาพ เป็นความภูมิใจมากกว่า

 

กล้วยทอด (ยอดอร่อย) แป้งกรอบนอก เนื้อนุ่มใน สไตล์ เจ๊วันดี ย่านวัดไร่ขิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07052010858&srcday=2015-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 378

อาหารสร้างอาชีพ

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

กล้วยทอด (ยอดอร่อย) แป้งกรอบนอก เนื้อนุ่มใน สไตล์ เจ๊วันดี ย่านวัดไร่ขิง

ช่วงเวลานี้หากใครอยู่ย่านวัดไร่ขิง นครปฐม เห็นจะต้องรู้จักและคุ้นหูกับร้านกล้วยทอดชื่อดังของเจ๊วันดีอย่างแน่นอน เพราะกล้วยทอดร้านนี้มีรสชาติอร่อย อันมาจากสูตรการปรุงแป้งทอดแบบดั้งเดิม จนทำให้เป็นที่สนใจของสื่อทั้งสิ่งพิมพ์และโทรทัศน์

เจ๊วันดี หรือ คุณวันดี ละมูลเจริญ ประกอบอาชีพขายกล้วยทอดและขนมไทยหลายชนิดร่วมกับ คุณสมเกียรติ อินทรนวล ผู้เป็นสามี ที่บริเวณหน้าวัดไร่ขิงมานานกว่า 20 ปี พร้อมกับสร้างแบรนด์กล้วยทอดของร้านว่า กล้วยทอด (ยอดอร่อย) “เจ๊วันดี”

กล้วยทอดเจ๊วันดี ทำมาจากกล้วยน้ำว้า ที่เหมือนกับร้านอื่น แต่มีความโดดเด่นตรงส่วนผสมที่มาจากมะพร้าว แป้งข้าวเจ้า เกลือ น้ำตาล งา และที่พิเศษกว่านั้นคือ ใช้ปูนแดง (ที่คนแก่ใช้ทานกับหมาก) ทั้งนี้ การใส่ปูนแดงเพื่อให้แป้งกรอบ เป็นสูตรที่ทำไม่เหมือนเจ้าอื่น ดังนั้น จึงเป็นสูตรที่เพิ่มความกรอบ แล้วรสชาติอร่อย จึงไม่มีความจำเป็นต้องเติมผงฟูเลย

“ใช้แป้งข้าวเจ้า 1 กิโลกรัม, น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม, เกลือ 1 ถุง (ถุงจิ๋ว), มะพร้าวครึ่งกิโลกรัม และปูนแดงขนาดหัวแม่มือ 1 ก้อนไม่ต้องแช่น้ำให้ใส่ลงไปทั้งก้อน เติมน้ำแล้วผสมให้เข้ากัน การผสมแป้งไม่จำเป็นต้องนวดอย่างรายอื่น แค่เพียงผสมกวนให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียวกันก็พอ”

วัตถุดิบหลักคือ กล้วยน้ำว้าที่ใช้เป็นกล้วยดิบไม่จำกัดพันธุ์ใช้ได้ทั้งหมด และกล้วยที่ขายอยู่มีทั้งไส้สีเหลืองและสีขาว แต่ถ้าเป็นกล้วยสุกหรือกลัวจะสุกเร็วจะแช่เย็นไว้ในถังเพราะความเย็นสามารถควบคุมไม่ให้กล้วยสุกเร็ว

เธอบอกว่า สั่งกล้วยมาจากสวนหลายแห่ง แต่ละแห่งส่งจำนวนไม่เท่ากันแล้วแต่ความสามารถในการปลูก อาจเป็นรายละ 20-30 หวี หรือบางครั้งหากไม่พอจะสั่งซื้อมาจากตลาด และบอกว่า ก่อนหน้านี้ใช้จำนวนกล้วยในแต่ละวัน 20 หวี แต่ทุกวันนี้ต้องใช้จำนวนเพิ่มมากขึ้น

น้ำมันทอดใหม่ทุกวัน

เจ๊วันดี เล่าว่า การหั่นหรือฝานกล้วยเป็นชิ้นใน 1 ลูกจะทำได้ตั้งแต่ 2, 3 และ 4 ชิ้น ทั้งนี้ แล้วแต่ขนาดของกล้วยแต่ละลูก จะไม่มีการคัดให้มีขนาดใหญ่เท่านั้น เพราะชาวสวนที่นำกล้วยมาส่งมักมีขนาดต่างๆ คละกันและทางร้านจะมาพิจารณาดูความเหมาะสมก่อนว่าจะหั่นขนาดเท่าไร

สำหรับน้ำมันที่ใช้ทอดเป็นน้ำมันมะพร้าวแล้วใช้มาตั้งแต่เริ่มแรก เพราะมองว่าไม่ทำให้ขนมเหม็นหืน ใช้จำนวน 10-15 ถุง ต่อวัน (1 ถุง 1 กิโลกรัม) ใช้หมดทุกวันเพราะคำนวณไว้ ดังนั้น ในทุกวันที่เริ่มทอดขนมจึงเป็นน้ำมันมะพร้าวที่ใหม่ สะอาด ตัดจากถุง

เจ๊วันดีขายกล้วยทอดจำนวน 10 ชิ้น ราคา 20 บาท ขายทุกวันไม่มีวันหยุด เธอบอกว่า วันธรรมดาขายดีกว่าวันหยุด เพราะลูกค้าส่วนมากจะเป็นกลุ่มคนทำงาน ข้าราชการ นักเรียน

ทอดกล้วยไม่อมน้ำมัน

อีกจุดเด่นที่ขายดี

เจ๊วันดี เผยถึง จุดเด่นหรือความน่าสนใจของกล้วยแขกร้านนี้ที่นอกจากจะรับรู้ถึงความกรอบนอก นุ่มในแล้ว กล้วยแต่ละชิ้นจะไม่อมน้ำมันทอด ซึ่งเธอบอกว่า มีวิธีทำโดยการควบคุมความร้อนและการคอยปรับระดับความร้อน อีกทั้งไม่มีการใส่กากลงไปในกล้วยแต่จะแยกออกจากกัน การทำเช่นนี้ก็จะไม่มีน้ำมันติดไปกับกล้วย

อีกวิธีของการไม่อมน้ำมันคือ อย่าแช่ในน้ำมันขณะเย็น ควรคะเนความร้อนให้พอเหมาะ แล้วจึงใส่กล้วยลงทอด ทั้งยังไม่จำเป็นต้องให้แป้งหนาและไม่ต้องการให้แป้งเกาะกล้วย ซึ่งถ้าทานช่วงที่ร้อนๆ จะรู้สึกได้ทันทีว่า กรอบนอก นุ่มใน แล้วความที่แป้งบางจึงทำให้ได้ปริมาณเนื้อมาก ทำให้ลูกค้าได้ประโยชน์ที่คุ้มค่ากับราคา

นอกจากนั้นแล้วจะไม่ทอดรอไว้จำนวนมาก เพราะจะไม่อร่อย ไม่สด แต่จะค่อยๆ ทยอยทอดเติมเข้าไปเรื่อยๆ เพื่อให้ขนมมีความใหม่ กรอบ ตลอดเวลา

ด้วยจุดเด่นหลายอย่างดังกล่าวจึงทำให้ร้านเจ๊วันดีมีลูกค้าเพิ่มขึ้นจำนวนมากทันที ซึ่งไม่เพียงขายดีหน้าร้านเท่านั้น ยังมียอดสั่งทำจากลูกค้าเพื่อนำไปใช้ในงานสำคัญต่างๆ อยู่เสมอ

มีขนมทอดไทยที่หายาก หลายอย่างขายด้วย

นอกจากกล้วยทอดที่ได้รับความนิยมมากแล้ว ยังมีขนมไทยประเภทอื่นขายในร้านอีกด้วย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นขนมไทยที่ค่อนข้างหารับประทานยาก อีกทั้งคนรุ่นใหม่แทบจะไม่รู้จักกันแล้ว ได้แก่ มันทอด เผือกทอด ข้าวเม่าทอด ซาลาเปา ไข่เต่า ถั่ว มันทิพย์ กลอย และฟักทอง โดยเจ้าของร้านคุยว่า ในร้านเธอขนมอร่อยและขายดีทุกอย่าง

เพิ่มจำปาดะและสาเกทอด

สร้างความอร่อยแบบดั้งเดิม

“จำปาดะ” คือชื่อของไม้ยืนต้นชนิดหนึ่งที่อยู่ในวงศ์เดียวกับขนุน ถิ่นกำเนิดอยู่ในคาบสมุทรมลายู อินโดนีเซีย พอสุกเนื้อมีกลิ่นหอมและรสหวานจัด ทั้งนี้ ผลจำปาดะสามารถทำอาหารได้หลากหลาย มีกลิ่นเฉพาะตัว รับประทานได้ทั้งเป็นผลไม้สด หรือชุบแป้งข้าวเจ้าแล้วทอดซึ่งเป็นที่นิยมในภาคใต้ของไทย สิงคโปร์ และมาเลเซีย

“สาเก” มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่โพลีนีเซีย และเป็นผลไม้พื้นเมืองของหมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดียตะวันออก และมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก โดยสายพันธุ์ที่ปลูกในบ้านเรานั้น จะแบ่งออกเป็น 2 สายพันธุ์หลักๆ ได้แก่ สาเกพันธุ์ข้าวเหนียว (ผลใหญ่ ผลสุกเนื้อเหนียว นิยมปลูกทั่วไป หรือปลูกไว้ทำขนมสาเก), และสาเกพันธุ์ข้าวเจ้า (ผลเล็กกว่า เนื้อหยาบร่วน ไม่เป็นที่นิยมปลูก และไม่ค่อยนำมารับประทานมากนัก)

ราวปีเศษ เจ๊วันดีนำจำปาดะและสาเกมาทอดตามสูตรของร้านเพื่อเป็นการเพิ่มเมนูให้แก่ลูกค้า เธอเปิดเผยว่า จำปาดะทอดและสาเก จะทำเฉพาะช่วงฤดูคือในช่วงเข้าพรรษาจนถึงออกพรรษา เป็นช่วงเวลา 3 เดือน เพราะช่วงนั้นมีผลผลิตจำปาดะที่ออกตามฤดูกาลในทางภาคใต้ส่งมาให้ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไป

“จำปาดะใช้วันละ 3 ลูก หรือราว 10 กิโลกรัม วิธีทำจะต้องแกะจำปาดะออกจากลูก นำมาใช้ทอดทั้งยวงที่มีเมล็ด จำปาดะได้รับความนิยม เพราะหายากไม่ค่อยทำแพร่หลาย ทั้งนี้ พอลูกค้าเห็นจากสื่อที่ออกไปว่าทางร้านมี จึงเดินทางมาซื้อกันเป็นจำนวนมาก มาจากหลายแห่งทั่วประเทศ

คุณสมเกียรติ เผยว่า ความน่าสนใจของจำปาดะตรงที่ร้านอื่นทำขายเพียงเวลาสั้นๆ แต่ที่ร้านทำขายนานถึง 3 เดือน ขายจนกว่าวัตถุดิบที่ให้ส่งมาจากทางภาคใต้จะหมดลง จึงหยุดทำ

“รสชาติและวิธีทำคงต่างกับทางภาคใต้ และที่ร้านทำตามแบบฉบับสูตรที่คิดค้นขึ้นมาเอง แต่ยังคงทำตามคอนเซ็ปต์เดิมคือ กรอบนอก นุ่มใน แล้วไม่อมน้ำมัน อีกอย่างคือ ใช้น้ำมันมะพร้าวทอด จึงทำให้ไม่มีกลิ่น”

สามีคุณวันดีให้รายละเอียดต่อถึงเรื่องของสาเกว่า สาเกที่นำมาใช้ทำจะต้องผ่านการคัดพันธุ์ก่อน และพันธุ์ที่ใช้คือข้าวเหนียว เพราะมีความนุ่มของเนื้อ สาเกสั่งมาจากทางเพชรบุรีเป็นส่วนใหญ่ และบางส่วนสั่งมาจากสมุทรสงครามและนครปฐม

“กล้วยทอดและขนมทุกชนิดที่ขายในร้านทุกวันนี้ ทำแบบธรรมชาติไม่มีการปรุงแต่งด้วยสิ่งแปลกปลอมอย่างอื่น ถือว่ามีรสชาติอร่อยในแบบธรรมชาติจริง มีลูกค้าหลายคนที่ชิมแล้วถูกใจและมักแวะกลับมาทานอีก บางรายขอซื้อสูตรซึ่งเราไม่คิดเช่นนั้น เพราะถือว่าสูตรเป็นมรดกตกทอดที่จะมอบให้คนอื่นไม่ได้นอกจากคนในครอบครัวเท่านั้น” คุณวันดี กล่าวในตอนท้าย

หากท่านมีโอกาสเดินทางไปสักการะองค์พระหรือไปทำบุญที่วัดไร่ขิง นครปฐม อย่าลืมแวะไปอุดหนุนกล้วยทอดและขนมไทยอีกหลายชนิดที่ร้านเจ๊วันดี ซึ่งร้านตั้งอยู่ริมถนนฝั่งตรงข้ามทางเข้าวัด มองเห็นได้ง่ายจากป้ายร้านขนาดใหญ่ หรือสอบถามเส้นทางได้ที่ โทรศัพท์ (089) 616-5291

การเดินทางไปวัดไร่ขิง

1. รถยนต์ส่วนตัว

วัดไร่ขิง ตั้งอยู่ที่อำเภอสามพราน ห่างจากกรุงเทพฯ 32 กิโลเมตร มีทางเข้า 3 ทางคือ ทางแยกหน้าสถานีตำรวจโพธิ์แก้ว ทางแยกหน้าสวนสามพราน และทางแยกพุทธมณฑล สาย 5 วัดไร่ขิง

2. รถโดยสารประจำทาง

– รถตู้ปรับอากาศ เมอรี่คิงส์ปิ่นเกล้า-วัดดอนหวาย-วัดไร่ขิง ราคา 40 บาท ใช้เวลาประมาณ 20-40 นาที

– รถโดยสารประจำทาง สาย 84 (ยูโร 2) วัดไร่ขิง-คลองสาน (สถานีรถไฟฟ้า BTS วงเวียนใหญ่) ลงตรงปากทางเข้าวัดไร่ขิง

– รถโดยสารประจำทาง สาย 556 (ยูโร 2) วัดไร่ขิง-สถานีรถไฟฟ้า แอร์พอร์ต ลิงก์ มักกะสัน

– รถโดยสารประจำทาง จากสถานีขนส่งสายใต้ สายเก่า กรุงเทพฯ-นครปฐม กรุงเทพฯ-ราชบุรี กรุงเทพฯ-บางลี่ กรุงเทพฯ-สุพรรณบุรี ลงปากทางเข้าวัดไร่ขิง แล้วต่อรถโดยสารประจำทางเข้าไปยังวัดไร่ขิง

 

อิ่ม อร่อย กับ ขนมเปี๊ยะ “ทวีทรัพย์” พฤศจิกายน 27, 2015

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07058150758&srcday=2015-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 377

อาหารสร้างอาชีพ

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

อิ่ม อร่อย กับ ขนมเปี๊ยะ “ทวีทรัพย์”

ความนิยมผสมผสานกับรสชาติที่เอร็ดอร่อยลงตัวจากส่วนผสมต่างๆ ตลอดจนกลิ่นหอมจากการอบควันเทียน จนกระทั่งทำให้ “ขนมเปี๊ยะ” ไม่เพียงมีความสำคัญเฉพาะสำหรับใช้กับเทศกาลไหว้พระจันทร์เท่านั้น แต่ยังกลับกลายมาเป็นขนมที่ถูกทำขึ้นเพื่อใช้ทานได้ตลอดเวลา หรือนิยมซื้อเป็นของฝาก และของที่ระลึกในทุกช่วงเวลาอีกด้วย ทั้งนี้ ด้วยส่วนผสมของวัตถุดิบที่หาง่าย กับกรรมวิธีทำที่ไม่ยุ่งยาก จึงมีหลายคนทำขนมเปี๊ยะขายกันมากมายหลายยี่ห้อ

ขนมเปี๊ยะที่หลายคนพบเห็นมักมีลักษณะรูปร่างกลมคล้ายลูกปิงปองบ้าง เป็นลูกเต๋าบ้าง เปี๊ยะโมจิ เปี๊ยะกุหลาบ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นลักษณะรูปร่างแบบใดก็ตาม การทำขนมเปี๊ยะจะมาจาก 2 ส่วนหลักคือ เปลือกแป้งด้านนอกและตัวไส้ด้านใน ซึ่งถือว่าเป็นตัววัดคุณภาพความอร่อยที่สำคัญ

“ร้านทวีทรัพย์ ขนมเปี๊ยะ” ตั้งอยู่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม โซน 5 ถนนบางระมาด แขวงบางระมาด เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ ที่ร้านนี้จำหน่ายขนมเปี๊ยะที่ชื่อ ทวีทรัพย์ มานานกว่าปีเศษ

คุณสุรชัย วนิชชาขจรไกร หรือ ลุงโก้ เจ้าของร้านและเป็นผู้ผลิตขนมเปี๊ยะด้วยตัวเองเผยว่า ตัวเขาไม่ได้อยู่บนเส้นทางอาชีพค้าขายมาก่อน ภายหลังที่เรียนจบด้านการตลาดจึงเดินทางเข้าสู่ความเป็นมนุษย์เงินเดือนอยู่หลายปี กระทั่งเกิดวิกฤตฟองสบู่เมื่อปี 2541 ทำให้ตัดสินใจออกมาต่อสู้ชีวิตด้วยตัวเอง

ลุงโก้มีใจรักทางด้านการทำอาหาร เพราะคลุกคลีกับคุณพ่อและแม่ซึ่งมีอาชีพขายอาหารอยู่ที่หมู่บ้านเศรษฐกิจมานาน ขณะเดียวกัน ด้วยความเป็นคนที่ชอบทานขนมเปี๊ยะและมักสรรหาขนมเปี๊ยะในรูปแบบต่างๆ มาทานเป็นประจำ จึงมีความคิดว่าน่าจะลองทำเป็นอาชีพเองเพื่อสร้างรายได้เสริม จากนั้นจึงได้ไปอบรมการทำขนมเปี๊ยะจาก สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เมื่อราวปี 2557

หลังจากผ่านการอบรมเป็นที่เรียบร้อย ลุงโก้ได้นำความรู้มาพัฒนาต่อยอดด้วยการทำขนมเปี๊ยะทานในครอบครัว ทำฝากให้ญาติบ้าง เพื่อนบ้านคนรู้จักบ้าง กระทั่งคนเหล่านั้นต่างเอ่ยปากถึงความอร่อยของขนมเปี๊ยะที่ลุงโก้ทำ

จึงทำให้เขาตัดสินใจเดินหน้าทำขนมเปี๊ยะเป็นอาชีพอย่างจริงจังแล้วนำไปวางขายแห่งแรกที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม โซน 5 โดยตั้งชื่อว่า “ทวีทรัพย์ ขนมเปี๊ยะ” เพื่อให้นักท่องเที่ยวหาซื้อเป็นของทานยามว่าง หรือซื้อเป็นของฝาก ของที่ระลึกกลับบ้าน

การสะสมประสบการณ์จากความคุ้นเคยที่ได้ทานขนมเปี๊ยะมาหลายแห่ง ทำให้ลุงโก้มองเห็นถึงจุดเด่นและจุดด้อยของขนมเปี๊ยะ ทั้งยังคิดว่าการผลิตขนมเปี๊ยะอย่าคำนึงถึงความอร่อยเพียงอย่างเดียว แต่ควรให้ความสำคัญกับมาตรฐานของวัตถุดิบทุกชนิดที่นำมาเป็นส่วนผสมด้วย

ด้วยเหตุนี้ ลุงโก้จึงมุ่งเน้นและทุ่มเทใส่ใจกับการผลิต ตั้งแต่การคัดสรรคุณภาพวัตถุดิบทุกชนิด การปรุงรส ความสะอาด จนทำให้ “ทวีทรัพย์ ขนมเปี๊ยะ” เป็นผลิตภัณฑ์ขนมที่ได้รับความนิยมจากลูกค้ามากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งแบบขายปลีกและส่งให้แก่ผู้ที่สนใจด้วย

ลุงโก้ บอกว่า ขนมเปี๊ยะที่เห็นกันจะมีกรรมวิธีและขั้นตอนการทำหลักใหญ่อยู่ 2 ส่วนคือ ส่วนผสมแป้งนอก/แป้งในและไส้ โดยทั้ง 2 ส่วนนี้หากทำได้อย่างมีคุณภาพแล้ว รสชาติและความนุ่ม หอม จะออกมาดีชวนให้น่าทาน

สำหรับสูตรและขั้นตอนในการทำทวีทรัพย์ ขนมเปี๊ยะนั้น ลุงโก้ ให้รายละเอียดคร่าวๆ ว่า ถ้าเป็นส่วนผสมแป้งนอกจะประกอบด้วยแป้งสาลี, น้ำมันพืช, น้ำเปล่า, น้ำตาลทราย และเกลือเล็กน้อย ส่วนแป้งในมีส่วนผสมที่ประกอบด้วย แป้งสาลีและน้ำมันพืช เป็นหลัก

“จากนั้นเป็นส่วนผสมของการทำไส้ใน ซึ่งในปัจจุบันทำเป็นไส้ถั่วเขียวผสมไข่เค็ม จะประกอบด้วย ถั่วเขียวนึ่งแล้วบดให้ละเอียด, น้ำตาลทราย, น้ำ และน้ำมันพืช แต่สำหรับในอนาคตวางแผนว่า จะผลิตไส้ขนมเปี๊ยะที่ทำจากงาดำ-ไข่เค็ม เพิ่มเติม”

คราวนี้ลุงโก้อธิบายรายละเอียดขั้นตอนการทำดังนี้ 1. ร่อนแป้งพักไว้ 2. ละลายน้ำตาลทรายในน้ำจนเข้ากันได้ดี ใส่น้ำมันลงไปคนให้เข้ากัน 3. ค่อยๆ ใส่แป้งลงไปในของเหลว คนให้แป้งรวมตัวกับของเหลวจนเป็นก้อน แล้วนวดทุกอย่างให้เข้ากัน พักไว้ประมาณ 30 นาที

สำหรับการทำแป้งชั้นใน มีขั้นตอนคือ 1. ร่อนแป้งเทลงไปในน้ำมัน แล้วนวดเบาๆ ให้เข้ากันดี พักไว้ 2. นำแป้งชั้นนอกและชั้นในที่พักทิ้งไว้พอสมควรได้ที่แล้วมาตัดแป้งเป็นก้อน ให้ได้น้ำหนักประมาณ 30 กรัม และ 15 กรัม ตามลำดับ คลึงเป็นก้อนกลม 3. แผ่แป้งชั้นนอกออกห่อแป้งชั้นในให้มิด 4. ตบแป้งให้แบนแล้วคลึงออกตามยาวม้วนเป็นท่อนกลมแล้วทำซ้ำอีก

5. ตัดแบ่งออกเป็น 2 ส่วน นำแต่ละส่วนมาคลึงให้เป็นแผ่นกว้างนำไปห่อไส้ให้มิด วางบนถาดที่ทาไขมันแล้ว 6. นำเข้าอบไฟที่อุณหภูมิ 400 องศาเซลเซียส นานประมาณ 20 นาที หรือจนสุก แซะออกจากถาดมาวางบนตะแกรงจนขนมเย็นดีแล้ว อบควันเทียนให้หอม บรรจุในภาชนะปิดสนิท

“ส่วนวิธีทำไส้นั้น ให้นำน้ำตาลทรายและน้ำใส่กระทะตั้งไฟโดยใช้ไฟกลางจนเดือด เคี่ยวต่อจนน้ำตาลค่อนข้างเหนียวใส่ถั่วที่บดเรียบร้อยแล้วลงกวน ควรใช้ไฟอ่อนจนงวด ใส่น้ำมันลงไปสักครึ่งหนึ่ง กวนจนส่วนผสมเข้ากันดีจึงใส่น้ำมันส่วนที่เหลือ กวนต่อจนแห้งพอปั้นได้เป็นลูกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 เซนติเมตร โดยในแต่ละสัปดาห์จะเตรียมทำขนมเปี๊ยะเฉพาะวันอังคาร-พฤหัสบดีเท่านั้น”

จากปัญหาที่พบว่า ในปัจจุบันมีผู้ผลิตขนมเปี๊ยะขายจำนวนมาก มีการแข่งขันสูง และหากต้องการเอาชนะคู่แข่งเหล่านั้นให้ได้ คงต้องผลิตขนมเปี๊ยะให้มีคุณภาพ ในราคาเป็นธรรม และที่สำคัญคือ ต้องสร้างจุดเด่น ดังนั้น จุดเด่นของ ทวีทรัพย์ ขนมเปี๊ยะ ของลุงโก้จะต่างจากรายอื่นตรงที่จะเน้นการเพิ่มปริมาณไส้แต่ละลูก อีกทั้งยังมีกลิ่นหอมจากการอบควันเทียน และไม่หวานมาก จึงเหมาะกับผู้ที่ห่วงใยสุขภาพด้วย

“ทวีทรัพย์ ขนมเปี๊ยะ” ผลิตและบรรจุในภาชนะให้เลือกซื้อได้ 2 แบบ คือถ้าเป็นกล่องเล็กที่มีจำนวน 4 ชิ้น ขายในราคากล่องละ 35 บาท กับอีกขนาดเป็นกล่องใหญ่ จำนวน 12 ชิ้น ขายในราคากล่องละ 100 บาท หรือถ้าสั่งซื้อจำนวน 200 ชิ้นขึ้นไปยังได้รับส่วนลดอีก ทั้งนี้ มีวางขายที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม โซน 5

ท่านใดที่ต้องการสั่งทำเป็นพิเศษ เพื่อใช้ในงานวาระสำคัญ หรือสนใจต้องการรับไปจำหน่าย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ลุงโก้ โทรศัพท์ (081) 924-8204 และ (081) 824-5849

วันหยุดนี้ถ้าท่านกำลังมองหาสถานที่พักผ่อนแบบไม่ไกลจากกรุงเทพฯ นัก แนะนำให้เดินทางไปเที่ยวที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม เพราะมีกิจกรรมทางธรรมชาติที่น่าสนใจหลายชนิด แต่อย่าลืมแวะไปที่ร้านทวีทรัพย์ ขนมเปี๊ยะ ของลุงโก้ ที่โซน 5 เท่านั้น

 

กาแฟนายูง ของดีเมืองอุดร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07063150758&srcday=2015-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 377

อาหารสร้างอาชีพ

สร้าง บุญสอง srangbun@hotmail.com

กาแฟนายูง ของดีเมืองอุดร

บ้านเราเป็นหนึ่งในหลายประเทศทั่วโลกที่นิยมบริโภคกาแฟกัน และมีผู้คนไม่น้อยที่เข้าขั้นติดกาแฟเลยทีเดียว บางคนต้องดื่มอย่างน้อยวันละ 2-3 แก้ว ไม่เช่นนั้นจะเกิดอาการอยาก ฉะนั้น วงการกาแฟจึงเป็นธุรกิจที่ทำเงินมหาศาลในแต่ละปี และใช่แต่รัฐบาลประเทศไทยจะมีนโยบายส่งเสริมการปลูกกาแฟเพียงประเทศเดียว ปัจจุบัน ประเทศอื่นๆ ในอาเซียนต่างก็สนับสนุนให้เกษตรกรหันมาปลูกกาแฟกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น สปป.ลาว หรือ เวียดนาม ก็ตาม

ปลูกทั้งอาราบิก้า-โรบัสต้า

สำหรับเมืองไทยต่างทราบกันดีว่า ภาคเหนือเป็นแหล่งปลูกกาแฟอาราบิก้าชั้นยอด ขณะที่พื้นที่ภาคใต้ตอนบนเป็นแหล่งปลูกกาแฟโรบัสต้าชั้นเยี่ยม แต่เชื่อว่าหลายคนคงไม่รู้ว่า จังหวัดอุดรธานี ในดินแดนภาคอีสานก็ปลูกกาแฟได้ไม่น้อยหน้าภาคอื่นๆ ส่วนจะเป็นพันธุ์อะไร รสชาติสู้ภาคเหนือภาคใต้ได้หรือไม่ ต้องฟังเกษตรกรตัวจริงเสียงจริงเป็นคนให้ข้อมูล

“คุณวิลัย จันจิต” ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกาแฟนายูง อำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี เล่าให้ฟังว่า ปลูกกาแฟมา 15 ปีแล้ว ทั้งพันธุ์อาราบิก้าและโรบัสต้า มีสมาชิกที่รวมตัวกันปลูก 80 กว่าคน ในจำนวนพื้นที่ประมาณ 400 กว่าไร่ ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่ 300 กว่าไร่ ปลูกพันธุ์อาราบิก้า โดยปลูกอยู่ที่ความสูง 700-900 เมตรจากระดับน้ำทะเล

“เดิมทีเมื่อ 16 ปีที่แล้วคนชุมพรนำมาปลูกในพื้นที่นี้ ผมเป็นคนอำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ ก็นำต้นพันธุ์อาราบิก้าจากน้ำหนาวมาปลูก ตอนแรกปลูกไม่เยอะประมาณ 10 ไร่ พอได้ผลผลิตเลยเพาะเมล็ดพันธุ์เอง แล้วขยายพื้นที่ไปเรื่อยๆ จนปัจจุบันปลูกอยู่ 50 ไร่”

ต้นกาแฟของบ้านนายูงจะติดดอกช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ส่วนเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม จะติดผลเล็ก เดือนสิงหาคม-กันยายน ผลจะโตหน่อย เมล็ดจะสุกในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม จากนั้นจะเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนมกราคม

คุณวิลัย บอกว่า ตอนนี้มีการส่งเสริมให้สมาชิกอบรมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกาแฟของบ้านนายูงจะไม่ใช้ยาฆ่าแมลง เพราะปลูกในป่าธรรมชาติ เน้นอยู่ในร่มเงาของต้นยางพารา เพราะต้นยางให้ร่มเงาเยอะ กาแฟเป็นพืชที่ชอบร่มเงา เป็นการปลูกแซมกันไป แต่ปัจจุบันมีปลูกเงาะ ทุเรียน ลำไย และลิ้นจี่ ปนกับกาแฟด้วย และใช้วิธีใส่ปุ๋ยในต้นยาง แต่ต้นกาแฟก็ได้ปุ๋ยด้วย เพราะกินด้วยกัน

ตามหลักต้นยางจะใส่ปุ๋ยเคมี 3 ปี ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ 1 ปี คือเป็นการเกษตรแบบปลอดภัย แต่ไม่ใช่เป็นออร์แกนิก ต้นกาแฟที่นี่ไม่มีโรคอะไร ไม่มีศัตรูพืช เน้นบำรุงรักษาด้วยการตัดหญ้า ไม่ให้หญ้าขึ้นรก และดูแลไม่ให้เพลี้ยลง ส่วนมากที่เจอเป็นเพลี้ยสนิมลง ซึ่งไม่เยอะ อยู่ที่อากาศด้วย

คุยเทียบได้กับอะเมซอน

การปลูกกาแฟแซมกับต้นยางพารานั้น จะปลูกห่างกันที่ 3×7 เมตร ถึง 3×8 เมตร โดยปลูกระหว่างต้นยางอยู่กึ่งกลาง จึงสามารถพึ่งพาอาศัยกันได้ สำหรับสวนกาแฟของคุณวิลัย เจ้าตัวระบุว่า ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งเป็นปุ๋ยหมักที่หมักเอง นอกจากนี้ ทางกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกาแฟนายูงกำลังรวมตัวเริ่มทำปุ๋ยอินทรีย์ โดยนำเปลือกเชอร์รี่กาแฟมาหมักทำเป็นปุ๋ยหมัก

คุณวิลัย แจกแจงว่า จำนวนสมาชิก 80 กว่าคน ถือว่าเป็นกลุ่มใหญ่ และในช่วงเวลาปลูก 10 กว่าปี พื้นที่การปลูกก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึง 400 กว่าไร่แล้ว และปีนี้คาดว่าจะเพิ่มอีก 100 ไร่ ซึ่งเป็นการนำพันธุ์อาราบิก้าจากเชียงใหม่ ถ้าเป็นพันธุ์โรบัสต้าจะสั่งซื้อมาจากศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกษตรกรหันมาปลูกกาแฟกันเพิ่มขึ้น และมาขอสมัครเข้าร่วมกลุ่ม เนื่องจากทำให้มีรายได้ทั้ง 2 ทาง ทั้งจากยางพาราและกาแฟ โดยช่วงทำกาแฟจะพักยาง แต่ช่วงที่ทำยางก็ไม่ได้พักกาแฟ เพราะช่วงที่เกษตรกรกรีดยาง กาแฟก็ติดลูกพอดี จึงไม่ต้องไปดูแลอะไรมาก พอเปิดหน้ายางก็ได้เวลามาเก็บกาแฟ เป็นเวลาที่พอดีกัน

กิจการของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกาแฟนายูงถือว่าไปได้ดีทีเดียว เพราะปัจจุบันมีโรงสีคั่วกาแฟเอง โดยทางกลุ่มจะเป็นผู้รับซื้อเมล็ดกาแฟจากเกษตรกร ซึ่งจะมีการกำหนดคุณสมบัติรับซื้อตามเกรด ถ้าเป็นเกรดเชอร์รี่สุกจริงๆ 100 เปอร์เซ็นต์ ตกกิโลกรัมละ 15 บาท แต่ถ้าเป็นแบบครึ่งสุกครึ่งดิบ จะถูกตัดราคาให้ต่ำลงหน่อย อาจจะเหลือแค่ 12 บาท ต่อกิโลกรัม

หลังจากสมาชิกนำเมล็ดกาแฟมาขายที่กลุ่มแล้ว ทางกลุ่มจะนำมาคั่วและแปรรูปออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ โดยในตอนนี้ทำเป็นกาแฟคั่วอย่างเดียว

ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกาแฟนายูง พูดถึงการขายว่า ปีแรกขายตามตลาดทั่วไป มีพ่อค้ามารับซื้อ จากนั้นทางนายอำเภอก็ให้ฝ่ายเกษตรเข้ามาส่งเสริม ช่วยหาตลาด และมารวมตัวตั้งเป็นกลุ่มใหญ่ขึ้น ทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีมาสนับสนุนเรื่องการซื้อเครื่องคั่ว หรือสี พร้อมให้ไปศึกษาหาความรู้ที่จังหวัดแพร่ น่าน เชียงใหม่ จากนั้นกลับมาตั้งโรงคั่วเพื่อคั่วเมล็ดกาแฟเอง

เมื่อถามถึงจุดเด่นของกาแฟนายูง คุณวิลัย บอกว่า จากที่ให้คอกาแฟระดับประเทศชิมได้รับคำชมว่าสามารถเทียบเท่ากาแฟยี่ห้ออะเมซอนได้สบาย และมีเอกลักษณ์ในเรื่องรสชาติของกาแฟป่า ซึ่งมีรสขมพอดี หอมพอเหมาะ มีเปรี้ยวนิดๆ เรียกว่า ชุ่มคอพอดี ตอนนี้กาแฟของนายูงก็มีชื่อเสียงแล้ว

“ของเราเด่นที่พันธุ์อาราบิก้า เพราะว่ากาแฟอาราบิก้าของที่นี่จะอยู่ในพื้นที่ป่า อากาศที่เย็น ทำให้สารกาแฟสมบูรณ์ เมล็ดเต็ม ถ้าเทียบกับอาราบิก้าที่อื่น นักชิมทั่วไปที่มาชิมที่โรงคั่วเราต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เทียบกันได้ รสชาติไม่ต่างกัน วิธีการคั่วของเรา คือจะใช้ไฟที่ไม่แรงมาก เหมือนทำให้มันเป็นคั่วกลาง แต่ไม่ใช่เข้ม ที่ขายอยู่จะมี พรีเมี่ยม เอ็กซ์ตร้า และสเปเชียล กาแฟของเราไม่แพ้ทั้งภาคเหนือ ภาคใต้ การันตีได้ ผมชิมเองทุกวัน คั่วทุกหม้อผมชิมทุกครั้ง ถ้าคั่ว 10 หม้อ ผมก็ชิม 10 แก้ว”

สำหรับราคาขายระดับพรีเมี่ยมน้ำหนัก 250 กรัม เป็นกาแฟคั่วกลางค่อนเข้ม ขายอยู่ที่ 150 บาท ถือว่า ราคาถูกมาก เพราะที่อื่นขาย 350 บาท อย่างกาแฟของดอยช้าง 320 บาท ส่วนเอ็กซ์ตร้าจะเข้ม ราคาทั้ง 3 ประเภทนี้เท่าๆ กัน คือน้ำหนัก 250 กรัม ราคา 150 บาท

เล็งทำ ทรีอินวัน

ทั้งนี้ สเปเชียลจะเป็นกาแฟที่โรบัสต้าผสมกับอาราบิก้า เพราะโรบัสต้าจะมีความขม ส่วนอาราบิก้าจะมีความหอม เวลาที่นำมาผสมกันจะอร่อย ทำออกมาเพื่อเป็นตัวเลือกกรณีพวกที่ชอบผสมผสาน อีกอย่างเป็นกาแฟบดสำเร็จรูปบรรจุซอง (ดริปแบ็ก-Drip bag) คืออยู่ที่ไหนก็ดื่มได้ เหมือนกับชา แบบนี้ขายดีคนชอบเพราะสะดวกในการพกพาและดื่มง่าย

“ส่วนมากกาแฟพรีเมี่ยมจะขายดี เพราะรสชาติอร่อย แต่ถ้าคนที่กินแปลกออกไปหน่อย จะกินแบบดริป คือจะแปลกตรงที่ว่า กินเหมือนน้ำชา อีกทั้งจะมีวิธีการกินที่แปลกด้วย เหมือนกับว่า เราเอาซองมาวางที่แก้ว แล้วใส่น้ำเข้าไป เหมือนมีผ้ากรองในตัว สะดวกมาก”

ในเรื่องการขายนั้น ทางกลุ่มได้นำไปวางขายที่สนามบินอุดรธานี อันเป็นสนามบินนานาชาติ และอาศัยการออกบู๊ธในงานต่างๆ ที่หน่วยงานราชการจัดทั้งในจังหวัดอุดรธานีและที่กรุงเทพฯ อย่างปีที่แล้วในช่วงที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา สาขาอุดรธานี เปิด ทางกลุ่มก็นำกาแฟไปให้ผู้คนในงานได้ชิมกัน ปรากฏว่าผู้คนสนใจกันมาก และส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าอุดรธานีสามารถปลูกกาแฟได้

แม้ตอนนี้ผลผลิตของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกาแฟนายูงจะมีแค่กาแฟบดคั่วเท่านั้น แต่ในอนาคตทางกลุ่มวางแผนจะทำเป็นทรีอินวัน ซึ่งกำลังเจรจากับทางธนาคารอยู่ อีกทั้งต้องรองบประมาณสนับสนุนเพิ่มเติมจากหน่วยงานภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม นอกจากจะมีกาแฟคั่วบดขายแล้ว เพื่อเป็นการใช้วัตถุดิบอย่างคุ้มค่า ทางกลุ่มยังทำสบู่กากกาแฟขาย ก้อนละ 50 บาท และมีสบู่เหลวอีกด้วย ซึ่งมีสรรพคุณช่วยให้ผิวขาวเนียน

สนใจกาแฟของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกาแฟนายูง ติดต่อที่ประธานกลุ่ม โทรศัพท์ (083) 547-3121

 

ร้านอาหารบังแอนซีฟู้ด ชูเมนูเด็ด ยำไข่แมงดา-ปูนิ่มทอดกระเทียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07062010758&srcday=2015-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 376

อาหารสร้างอาชีพ

สร้าง บุญสอง srangbun@hotmail.com

ร้านอาหารบังแอนซีฟู้ด ชูเมนูเด็ด ยำไข่แมงดา-ปูนิ่มทอดกระเทียม

ในบรรดาเมืองท่องเที่ยวยอดฮิตของบ้านเรา กระบี่ เป็นจังหวัดหนึ่งที่สร้างความประทับใจมิรู้ลืมให้กับผู้มาเยือนทั้งไทยและเทศ โดยเฉพาะพวกที่ชื่นชอบความงามของธรรมชาติทั้งหลาย เพราะที่นี่มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นทะเล หาดทราย เกาะ หรือถ้ำสวยๆ ที่สำคัญ ยังมีขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม รวมถึงชุมชนต่างๆ มีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่น่าสนใจและเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นนั้นๆ ให้เราๆ ท่านๆ ได้สัมผัส

วันก่อนทาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานกระบี่ ที่มี คุณวิยะดา ศรีรางกูล นั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการ ได้เชิญสื่อจากส่วนกลาง สำรวจแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งในกระบี่ ไม่ว่าจะเป็นถ้ำต่างๆ อาทิ ถ้ำลอด ถ้ำผีหัวโต (ถ้ำหัวกะโหลก) และยังได้นั่งเรือคยัคชมป่าชายเลนที่บ้านบ่อท่อ อำเภออ่าวลึก อีกด้วย ซึ่งเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวนิยมไปกันเพราะนอกจากจะได้ไปชมถ้ำแล้วยังได้ไปเห็นภาพเขียนประวัติศาสตร์ในถ้ำผีหัวโตด้วย โดยออกเดินทางกันแต่เช้า เสร็จโปรแกรมก็ถึงเวลาอาหารกลางวันพอดี ร้านอาหาร “บังแอนซีฟู้ด” เป็นร้านที่ทาง ททท. เลือกใช้บริการ รวมถึงการนำเที่ยวตามจุดต่างๆ ด้วย

นักท่องเที่ยวจีนมามากอันดับหนึ่ง

คุณธารา กูหมาด เจ้าของร้านบังแอนซีฟู้ด เล่าว่า ช่วง 3 ปีมานี้มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวที่ชุมชนบ้านบ่อท่อกันมากขึ้น โดยเฉพาะคนจีน รองลงมาเป็นเกาหลี ทำให้ชาวบ้านต้องปรับตัวในการรับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ ซึ่งในส่วนของครอบครัว “กูหมาด” ที่มีพี่น้อง 8 คนนั้น นอกจากจะมีร้านอาหารแล้ว ยังมีกิจการอื่นๆ ด้วย อาทิ บริษัท โชคธารา ทราเวล ให้บริการเรือคยัค เรือหางยาว และนำเที่ยวตามถ้ำในพื้นที่นี้ โดยแบ่งกันดูแลกิจการกันไป ตอนนี้มีเรือคยัค 30 ลำ เรือหางยาว 40 ลำ ซึ่งเป็นการให้บริการนำเที่ยวในรูปแบบชุมชน ทำให้ชาวบ้านกว่า 100 คนในบ่อท่อมีรายได้

ทั้งนี้ บริษัท โชคธารา ทราเวล ยังได้รับการรับรองจากกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้เป็นสถานประกอบการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย เมื่อปลายปี 2557

คุณธารา อธิบายถึงการให้นำเที่ยวที่ใช้เรือคยัคว่า ข้อดีคือเป็นเรือที่สามารถพาเข้าได้ทุกซอกทุกมุม ไม่ว่าจะเป็นซอกเล็กๆ ก็ตาม สามารถพาลูกค้าเลาะต้นโกงกางในลำคลองได้ ซึ่งตามโปรแกรมถ้ำแรกที่ไปคือถ้ำลอด ภายในถ้ำเป็นหินงอกหินย้อย ที่สำรวจพบว่า มีอายุประมาณ 3,000 ปี จากนั้นไปถ้ำผีหัวโตที่มีภาพประวัติศาสตร์ เป็นภาพวาดของมนุษย์โบราณ รูปสัตว์ หรือบางภาพเป็นภาพครึ่งคนครึ่งสัตว์

ในการรับนักท่องเที่ยวจีนที่มีมาเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ นั้น คุณธารา บอกว่า ชาวบ้านจำเป็นต้องปรับตัวหลายอย่างและต้องรู้ธรรมชาติของคนจีน อาทิ ในการเที่ยวชมถ้ำนั้นทางเจ้าของเรือจะจัดคนพายเรือให้ทุกลำ เพราะคนจีนพายเรือไม่เป็น และถ้าไม่ดูแลให้ดี เวลานั่งเรือจะล่มได้แม้จะสวมเสื้อชูชีพก็ตาม เป็นเรื่องที่ต้องระวัง เพราะที่ผ่านมาเรือที่คนจีนนั่งจะล่มบ่อย เพราะบางคนไม่ระวัง บางคนถือร่มกลัวแดด หรือนั่งตะแคงไปข้างใดข้างหนึ่ง และบางคนยังชอบส่งเสียงดัง

“ชาวบ้านที่บ้านบ่อท่อไม่มีความรู้ แต่ตอนนี้เริ่มเรียนรู้ เพราะโลกไปไกล โลกเปลี่ยนไปมาก ชาวบ้านสามารถเรียนรู้จากอินเตอร์เน็ตได้ และพยายามสื่อสารกับนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งมีอาจารย์จาก กศน. (สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย) มาสอนภาษาจีนให้ โดยเฉพาะคำต่างๆ ที่ต้องใช้ประจำ รวมทั้งข้อห้ามข้อควรระวังในการนั่งเรือและเข้าถ้ำ เพราะการท่องเที่ยวธรรมชาติแบบนี้ สิ่งสำคัญคือ การรักษาความสะอาด”

พายเรือ-เที่ยวถ้ำ ได้ตลอดทั้งปี

ความที่ชาวชุมชนบ่อท่อรับนักท่องเที่ยวจีนอยู่บ่อยๆ ทำให้บางคนพูดภาษาจีนได้อย่างคล่องแคล่ว เนื่องจากใช้นักท่องเที่ยวเป็นอาจารย์สอนไปในตัว จำประโยคและคำต่างๆ ที่ลูกทัวร์ใช้ประจำ จนสามารถสื่อภาษากับคนจีนได้อย่างสบาย ในขณะที่เด็กๆ และวัยรุ่นในหมู่บ้านก็มีรายได้ของตัวเอง ไม่มีเวลาไปกินเหล้าเมายา จากการรับจ้างพายเรือคยัคหรือเรือหางยาว ซึ่งวันหนึ่งทำได้หลายรอบเพราะมีนักท่องเที่ยวมาตลอด รายได้วันหนึ่งอย่างน้อย 200 บาท เป็นค่าพายเรือ 100 บาท ทิป 100 บาท บางคนมีรายได้ วันหนึ่งไม่ต่ำกว่า 800 บาท

สำหรับค่าบริการเรือ เรือหางยาวเหมาลำ คิดลำละ 600 บาท บวกค่าเข้าอุทยานแห่งชาติธารโบกขรณีคนละ 50 บาท ใช้เวลา 1 ชั่วโมง ส่วนเรือแคนูคิดลำละ 300 บาท แต่ถ้าเป็นแพ็กเกจเป็นวัน รวมค่ารถ ค่าอาหาร และค่ารถรับส่งอยู่ที่ 900 บาท ต่อคน ซึ่งบ่อท่อเที่ยวได้ทั้งปี เพราะไม่ได้เป็นทะเลเปิด เป็นลำคลอง หน้าฝนก็สามารถเที่ยวได้

คุณธารา แนะนำว่า หากจะมาเที่ยวควรมาตอนแรม 15 ค่ำ ขึ้น 1 ค่ำ หรือ ขึ้น 2 ค่ำ เพราะน้ำจะขึ้นเยอะ และควรใช้เรือคยัคที่เลาะตามซอกตามมุมของป่าโกงกางได้ ซึ่งถ้าเป็นเรือหางยาว จะเข้าถ้ำลอดไม่ได้ เนื่องจากน้ำเยอะ คนจีนมาดูมาก ยุโรปมาเป็นช่วง

วันที่ไปนั้นได้เจอกรุ๊ปนักท่องเที่ยวจีนกรุ๊ปหนึ่ง ซึ่งมากันทั้งเด็กและผู้ใหญ่ และก็เป็นไปอย่างที่คุณธาราบอก พวกเขาค่อนข้างจะนั่งเรือคยัคไม่ค่อยเป็น จนไกด์และคนพายเรือต้องแนะนำ บางคนเตรียมตัวมาดีก็สวมกางเกงขาสั้นมาเลย ขณะสาวๆ บางคนกลัวแดดร้อนกางร่มตลอดเวลาแม้ว่าวันนั้นจะไม่มีแดดก็ตาม และจุดเด่นของทัวร์จีนก็คือเสียงดัง ทำให้บรรยากาศการเที่ยวถ้ำดูวุ่นวายไปหน่อย

อย่างที่บอก หลังจากเที่ยวชมถ้ำเสร็จก็ได้เวลาอาหารกลางวันพอดี และแน่นอนเมื่อมาเที่ยวทะเลก็ต้องกินอาหารทะเลที่ขึ้นชื่อลือชาของร้านนี้ ซึ่งอาหารแนะนำมีหลายอย่าง ทั้งปูนิ่มทอดกระเทียมพริกไทย ยำไข่แมงดา และยำสามกรอบ

สมเด็จพระเทพฯ เคยเสด็จฯ มา 2 ครั้ง

สำหรับปูนิ่มทอดกระเทียมพริกไทยพิเศษตรงที่เป็นปูนิ่มสดๆ จากฟาร์มที่ทางร้านเลี้ยงเอง ราคาจานละ 250 บาท ส่วนไข่แมงดาซื้อมาจากชาวบ้านในหมู่บ้านที่จับมาขาย ราคาจานละ 250 บาทเช่นกัน พวกนี้เป็นเมนูอาหารรสจัดที่คนไทยชื่นชอบ แต่ถ้าเป็นลูกค้าชาวจีนและเกาหลีแล้ว ทางร้านต้องทำเมนูรสจืดๆ ไว้บริการ เช่น ปลากะพงทอดน้ำปลา ผัดผักบุ้งไฟแดง และต้มยำซีฟู้ด ซึ่งคนจีนจะชอบสั่งเมนูอาหารคล้ายๆ นักท่องเที่ยวยุโรป

ต้องบอกว่า ยำไข่แมงดารสชาติใช้ได้เลย นักข่าวบางคนติดใจตักกินเสียเยอะ เพราะไม่บ่อยนักที่จะได้กินไข่แมงดาสดๆ แบบนี้ เสียดายอยู่นิดเดียว วันที่ไปหลายคนอยากดื่มน้ำมะพร้าว แต่ก็อดเพราะวันนั้นไม่มี เลยต้องจำใจกินน้ำอัดลมไปอย่างแกนๆ

ในการมารับประทานอาหารที่ร้านบังแอนซีฟู้ด ซึ่งเป็นแพลอยอยู่ในคลองของหมู่บ้านนั้น หากดูภาพลักษณ์ภายนอกอาจจะดูไม่ดีเพราะเป็นแพที่มุงด้วยจาก บางส่วนก็ผุพังไปตามกาลเวลา และจำเป็นต้องซ่อมแซมอยู่ตลอด นักข่าวบางคนตั้งข้อสังเกตว่าทำไมไม่สร้างให้ดูดีและแข็งแรงกว่านี้ ประเด็นดังกล่าว คุณธารา แจงว่า สาเหตุที่ไม่สามารถสร้างร้านอาหารอย่างถาวรได้เพราะเป็นเขตของอุทยาน หากสร้างในลักษณะถาวรจะผิดกฎหมายและถูกปรับ

คุณธารา ให้ข้อมูลว่า เดิมการล่องเรือชมป่าชายเลนตรงหมู่บ้านบ่อท่อไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของนักท่องเที่ยวแต่อย่างใด ทว่าหลังจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมา 2 ครั้งเมื่อหลายปีที่แล้ว ส่งผลให้หมู่บ้านเจริญขึ้น ชาวบ้านมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวกันทั้งปี แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้คือ มีการตัดราคาให้บริการเรือกัน และจากเดิมที่มีผู้ให้บริการเช่าเรือ 3 เจ้า ก็มีเพิ่มอีก 1 เจ้า เป็นเรือแคนูจากจังหวัดภูเก็ต ส่วนร้านอาหารก็มี 3 เจ้าใหญ่ๆ ทำให้ทางร้านต้องปรับตัวเน้นการให้บริการที่ดีขึ้นแก่ลูกค้า

สนใจท่องเที่ยวเต็มรูปแบบอย่างมืออาชีพภายใต้การดูแลของครอบครัว “กูหมาด” ในนาม โชคธารา ทราเวล พร้อมรับประทานอาหารทะเลสดๆ ที่ร้านบังแอนซีฟู้ด ติดต่อ คุณธารา ได้ที่ โทรศัพท์ (080) 880-3758

 

ชวนมา “เมากาแฟ” หน้าฝน ที่…เชียงใหม่ พฤศจิกายน 5, 2015

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07056150658&srcday=2015-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 375

อาหารสร้างอาชีพ

จินตนา กิจมี เรื่อง/ภาพ

ชวนมา “เมากาแฟ” หน้าฝน ที่…เชียงใหม่

เชียงใหม่ ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่ทุก 5 หรือ 10 เมตร บนถนนสายต่างๆ ล้วนเป็นที่ตั้งของร้านกาแฟ

แต่นาทีนี้ร้านที่เป็นจุดหมายปลายทางของผู้คน หนีไม่พ้นร้าน “เมากาแฟ” บนถนนเลียบคลองชลประทาน ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

บ้านเก่าสไตล์ล้านนาร่มครึ้มด้วย “ฉำฉา” ต้นใหญ่ ปัจจุบันถูกจับประยุกต์ใหม่ สวยโดดเด่น และมีความงามแบบร่วมสมัยอยู่กลางสวนกว้างที่จัดวางโต๊ะและเก้าอี้เก๋ๆ ให้นั่งจิบเครื่องดื่มแบบสบายๆ

แอม-นุชธิดา เอี่ยมแพร 1 ใน 18 หุ้นส่วน บอกขณะพยักหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มว่า “จริงค่ะ เรามีหุ้นส่วน 18 คนจริงๆ แต่ไม่มีปัญหาอะไรเลยตั้งแต่เปิดร้าน เพราะได้มีการแบ่งหน้าที่กันชัดเจนตั้งแต่แรกแล้ว ใครจะทำตลาด ใครจะทำบัญชี มีไลน์ (LINE) กลุ่มย่อยสั่งงาน มีไลน์กลุ่มใหญ่เพื่อหารือและประชุมหาข้อสรุปสุดท้าย”

ในวันนั้นมีหุ้นส่วนรวมตัวกันได้ 5 คน มานั่งแชร์ประสบการณ์ เริ่มจาก แอม, อิ๋ง-สวนีย์ แก้วสุดใจ, แบงค์-ภาณุพงศ์ อิ่มจิตต์, เฟย-ทวีวัฒน์ เล็กสกุล และ พี่โอ๋-นพดล ชาญวิทย์การ ทั้งหมดเป็นคนรุ่นใหม่อายุเฉลี่ย 24-39 ปี ซึ่งต่างก็มีหน้าที่การงานส่วนตัวกันอยู่แล้ว เช่น เจ้าของเหมืองแร่-ท่าทราย ร้านยางรถยนต์ ร้านจักรยานยนต์ ศูนย์กระจายสินค้า อสังหาริมทรัพย์ และแฟนนักการเมือง แต่เพราะความสนิทสนมกลมเกลียว และ “ร้อนวิชา” ทำให้เกิดร้านกาแฟสุดสร้างสรรค์แห่งนี้

ทั้ง 18 คน เป็นเพื่อนในกลุ่มที่เข้าอบรม K SME กับธนาคารกสิกรไทย ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ เมื่อต้องนัดพบปะกันบ่อยขึ้น ก็เลยเกิดความคิดที่จะมีร้านไว้นั่งพูดนั่งคุย โดยมีเครื่องดื่มอะไรสักอย่างไปด้วย และที่สุดก็ลงตัวที่…ร้านกาแฟ

โดย “เมากาแฟ” เปิดตัวเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2557 หรือ 6 เดือนที่ผ่านมา และโด่งดังอย่างรวดเร็วภายในเดือนแรก ชนิดที่มีคนติดต่อขอซื้อร้านในราคาที่สูงกว่าการลงทุนจากการลงหุ้น 2 ล้านบาทไปเยอะมาก

จากเดิมที่คิดว่าจะเปิดร้านนั่งเมาธ์กัน สุดท้ายไม่ได้นั่ง แต่กลับต้องทั้งเสิร์ฟ ถูพื้น ล้างแก้ว เรียกกำลังเสริมกันแทบไม่ทัน เหนื่อยมากกกกกก…

“เมากาแฟ” มาจากการนำภาษาเหนือ คือ ฮักเมา หรือ รักเมา ที่มีความหมายว่า แอบชอบ ตกหลุมรัก มารวมกับกาแฟ สร้างความเก๋ให้ชวนสงสัยแต่ติดหู หาทำเลที่ตั้ง ด้วยการเช่าที่ดิน 2 งาน ระยะ 3 ปี แล้วปรับปรุงบ้านเก่าที่มีอยู่เดิมให้ดูทันสมัยน่านั่ง ออกแบบกันเอง โดยอาศัยคำว่า สบายและร่มรื่น กลางสวนสวย มีวิวดอยสุเทพให้ชมเพลิน

เมนูเครื่องดื่ม ที่เรียกว่า ซิกเนเจอร์ 3 เมา เป็นเมนูนมปั่น ได้แก่ เมานม หรือ ชาเย็น ประกอบด้วยนมปั่นและซอสชาไทย เมาช็อก ส่วนผสมนมปั่นและซอสช็อกโกแลตเข้มข้น เมากาแฟ ที่อย่างหลังขายดีสุด ด้วยมีส่วนผสมแอลกอฮอล์ หรือ คาห์ลัว เหล้าชนิดหนึ่งทำมาจากกาแฟ มีต้นกำเนิดจากเม็กซิกัน ที่คอกาแฟอยากลอง…ทุกคน

วิธีการเสิร์ฟ เท่ ตรงที่ แยกนมปั่นใส่เหยือกแก้ว จากนั้นเตรียมชอตชาเย็น ช็อกโกแลต และกาแฟ แยกใส่ขวดแก้วชนิดแบน คล้ายเหล้า 1 แบน วางใส่มาในถาดไม้ เพื่อให้ลูกค้าเลือกความเข้มข้นของเครื่องดื่มเอง ถ้าชอบแบบเข้มข้นก็เทหมดขวดตามสูตร

“เราได้เมนูสุดฮิปจากการคิดค้นและปรับปรุงสูตรของบาริสต้า ที่มีตำแหน่งรองแชมป์ภาคเหนือ Northern National Thailand Barista Championship 2014 ที่หุ้นส่วนทุกคนพอใจ และไม่น่าเชื่อว่า ลูกค้าจะพอใจมาก จนสร้างรายได้สูงจนคาดไม่ถึง จากที่คาดไว้ว่า 40 แก้ว ต่อวัน หรือหุ้นส่วนทุกคนสั่งคนละแก้วต่อวันก็พอใจแล้ว แต่ทุกวันนี้คนแน่นมากโดยเฉพาะวันเสาร์และวันอาทิตย์ ที่ไม่เพียงคนในเชียงใหม่ หากแต่เป็นนักท่องเที่ยวต่างจังหวัด ทุกเพศทุกวัย รวมทั้งครอบครัวที่จะต้องมาเช็กอินที่…เมากาแฟ”

จุดขายที่แตกต่างของร้าน “เมากาแฟ” คือ การคิดค้นสูตรเฉพาะเทศกาล เช่น วาเลนไทน์ เราก็มีเมนู เมารักบูชาเมีย เรียกเสียงฮือฮามาก สมกับความตั้งใจที่จะสร้างความสนุกสนานให้กับลูกค้า ล่าสุด มีเสียงเรียกร้องจากลูกค้าสาวๆ ให้ทำเมนู…ทลายคาน

“เมากาแฟ” ไม่ทำโฆษณา แต่อาศัยจุดขายจากโซเชียลมีเดีย ซึ่งในอดีตคือ การบอกปากต่อปาก แต่ปัจจุบัน การแชร์ภาพผ่าน Instagram หรือ IG, Facebook หรือ FB ผ่านอินเตอร์เน็ต คือสุดยอดการทำการค้าในโลกยุคใหม่ และยังไม่มีแนวคิดขยายสาขา หรือขายแฟรนไชส์ เพราะต้องการดูตลาดไปก่อนสักระยะ ช่วงคนเยอะ ช่วงคนน้อยจะทำอย่างไร แม้จะมีคนติดต่อมามากมายก็ต้องใจแข็งไว้ก่อน เพื่อเรียนรู้และวางรากฐานที่ยั่งยืน แต่ตอนนี้คนยังไม่น้อยลงเลย

ตอนนี้ทีมบริหารส่งน้องๆ ในร้านไปเรียนเพิ่มเติม ด้วยต้องการให้ทุกคนสามารถรังสรรค์เมนูที่มีอยู่เดิมให้คงอยู่ได้ทุกคน ใครจะอยู่ใครจะไปแต่รสชาติต้องเหมือนเดิม ในขณะเดียวกัน ก็จะได้ช่วยกันสร้างสรรค์เมนูใหม่ให้น่าสนใจขึ้น เพราะนอกจาก 3 เมาแล้ว ที่ร้านยังมีเครื่องดื่มร้อนเย็น อาทิ น้ำผลไม้สด และผสมโซดาซ่าส์ ขนมเค้กหวานละมุนนุ่มลิ้น และเฟรนช์ฟรายด์ เป็นของให้รับประทานเล่น ต่อไปอาจต้องเพิ่มอาหารง่ายๆ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้า เช่น สปาเกตตี

ปัจจุบัน เริ่มมีการเข้ามาเช่าใช้สถานที่จัดงานอีเว้นต์ หลังจากทีมบริหารขอเช่าพื้นที่ติดกันใช้เป็นสถานที่จอดรถ จากเดิมที่สร้างปรากฏการณ์ Talk Of The Town รถจอดยาวเหยียดหลายกิโลเมตร…ริมถนนหน้าร้าน ตั้งแต่เวลา 08.30 น. จนกระทั่งร้านปิดเวลา 17.00 น.

สิ่งที่ทางร้านดีใจมากคือ บาริสต้ามือ 6 ของโลก ที่มีร้านและแบรนด์ดังในเชียงใหม่ พาครอบครัวมาลองลิ้มชิมเมนู 3 เมา ตามด้วยคอกาแฟชื่อดังอีกหลายคน แต่ที่ภูมิใจคือ อาจารย์จาก K SME เดินทางมาเยี่ยมเยียนลูกศิษย์หลังทราบข่าวความดังเพียงชั่วข้ามคืน ด้วยภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่ผู้บริโภคประทับใจและเข้าถึงง่าย

“เมากาแฟ” มีจุดขายที่ชัดเจนจากเมนูประจำร้าน เมนูตามเทศกาล ไม่ขายบาริสต้าสวย-หล่อ แต่เพราะแนวคิดที่แปลกและแตกต่าง สร้างประสบการณ์ให้กับการดื่ม

มาเชียงใหม่หน้าฝนนี้ หากคิดจะแวะมาลองของใหม่ อย่าลืมสอบถามเส้นทางและจองที่นั่งไว้ก่อน ที่หมายเลขโทรศัพท์ (053) 282-449 จะได้ไม่ผิดหวังกันนะ…

 

กว่า 20 ปี “ร้าน อ.มัลลิการ์” ส่งต่อความสำเร็จ จาก แม่ สู่ ลูก พฤศจิกายน 2, 2015

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07059010658&srcday=2015-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 374

อาหารสร้างอาชีพ

มีนา

กว่า 20 ปี “ร้าน อ.มัลลิการ์” ส่งต่อความสำเร็จ จาก แม่ สู่ ลูก

“จริงๆ แล้วประสบการณ์เป็นเรื่องสำคัญมาก โดยก่อนจะเข้ามาช่วยคุณแม่เต็มตัว ก็ได้ไปทำงานเป็นพนักงานให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านอาหาร นี่คือความตั้งใจในการสร้างประสบการณ์ เพื่อให้รู้หลักการทำงาน เพราะตอนนั้นโดยส่วนตัวคิดว่า ถ้าเรียนจบแล้วทำงานบริษัทของเราเลยก็อาจทำตัวเป็นคุณหนู เราจึงขอไปเป็นลูกน้องคนอื่นก่อน เพื่อให้เข้าใจตำแหน่ง เข้าใจการทำงาน”

การเริ่มต้นธุรกิจว่ายากแล้ว สิ่งที่ยากยิ่งกว่าคือ การธำรงไว้ซึ่งธุรกิจ โดยเฉพาะในภาวการณ์การแข่งขันรุนแรง ซึ่งกับธุรกิจร้านอาหาร ต้องบอกว่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่แบรนด์ร้านอาหารภายใต้ บริษัท มัลลิการ์ อินเตอร์ ฟู๊ด จำกัด ได้แก่ เย็นตาโฟเครื่องทรง โดย อ.มัลลิการ์, เรือนมัลลิการ์, ร้าน อาจารย์ มัลลิการ์, ปาป้า ปอนด์, ปังยิ้ม และแบรนด์ล่าสุด คุ้มกะตังค์ สามารถขับเคลื่อนให้รุดล่วง ต่อยอดขยายสาขา และสร้างแบรนด์ใหม่ได้อย่างมั่นคง

จากการพูดคุยกับทายาทคนเก่ง คุณชมพลอย หลีระพันธ์ Operations & Supply Chain Manager บริษัท มัลลิการ์ อินเตอร์ ฟู๊ด จำกัด ทำให้ทราบถึงความสำเร็จในธุรกิจร้านอาหารของผู้ที่ไม่ได้มีรสมือในด้านการปรุง

ความสำเร็จเกิดจากอะไร นับจากบรรทัดนี้คือคำตอบ

ไม่อยากเป็นคุณหนู

ต้องเรียนรู้ เป็นลูกน้อง

“คุณแม่เป็นอาจารย์สอนหนังสือ ทำอาหารไม่เป็น แต่ว่าเรื่องชิมเก่งมาก และรู้ว่าจะต้องปรับรสอย่างไร ซึ่งจากความชอบชิม ทำให้คุณแม่เปิดร้านอาหาร ร้านแรกชื่อร้าน อาจารย์ มัลลิการ์ ตั้งอยู่แจ้งวัฒนะ โดยเปิดในราวปี 2537 ต่อมา พนักงานที่ร้านบอกว่าเขาทำก๋วยเตี๋ยวอร่อย น่าจะลองทำขาย คุณแม่จึงให้เขาทำมาให้ชิม จากนั้นก็ปรับรส ปรับสูตร จนกระทั่งเกิดความลงตัว ในปี 2542 จึงเปิดร้านเย็นตาโฟเครื่องทรง โดย อ.มัลลิการ์ เริ่มต้นบนพื้นที่หน้าปากซอยกันตนา หน้าบ้านของตนเอง ผลปรากฏว่ายอดขายไปได้ดี จึงเริ่มขยายสาขาได้ประมาณ 3 แห่งก็เห็นผล ไปได้แน่ คุณแม่จึงคิดว่าถ้าขึ้นห้างก็น่าจะขายได้ เพราะขณะนั้นยังไม่มีใครนำร้านก๋วยเตี๋ยวขึ้นไปจำหน่าย ขณะเดียวกัน เราก็มีเมนูอื่นๆ ไว้เป็นทางเลือกให้กับลูกค้าด้วย สาขาแรกจึงเลือกเมเจอร์ รัชโยธิน ต่อจากนั้นก็เพิ่มสาขา จนตอนนี้กว่า 25 แห่งแล้ว”

เส้นทางการทำธุรกิจร้านอาหาร เห็นท่าว่าจะไปรุ่ง จึงคิดขยายแบรนด์อื่นๆ ตามมา ได้แก่ ร้านเรือนมัลลิการ์ ลักษณะเรือนไทย ตั้งอยู่ซอยสุขุมวิท 22 ซึ่งร้านนี้เน้นอาหารไทยแท้ มีความวิจิตรสวยงาม ด้วยการแกะสลัก มีชุดเมนูเปิบมือ เป็นไฮไลต์ พนักงานใส่ชุดไทย ซึ่งกลุ่มเป้าหมายของร้านนี้ไม่ใช่แค่คนไทย แต่เป็นชาวต่างชาติด้วย และต่อมาก็ได้มีแบรนด์ ปาป้าปอนด์ และ ปังยิ้ม เพิ่มเข้ามา เป็นหมวดสินค้าเบเกอรี่ที่ฉีกความต่าง ด้วยการทำขนมปังเป็นรูปสัตว์ต่างๆ ใช้วัตถุดิบคุณภาพระดับบน

สำหรับแบรนด์ล่าสุด คุ้มกะตังค์ คุณชมพลอย ว่า เกิดจากความไม่ลงตัวของทำเล “คราวนั้นตั้งใจจะเปิดร้านเย็นตาโฟเครื่องทรงในห้างแห่งหนึ่ง แต่ด้วยทำเลไม่เอื้อกับเมนูนี้ คุณแม่จึงคิดเมนูอาหารจานละ 25 บาทขึ้นมา แต่ก็ไม่สามารถเปิดในห้างนั้นได้ เพราะทางเจ้าของพื้นที่เกรงจะไปกระทบกับยอดขายร้านอื่น แต่เมื่อคิดมาแล้ว คุณแม่เลยบอก อย่างนั้นก็หาทำเลใหม่ ให้แบรนด์ คุ้มกะตังค์ เกิดให้ได้ จนกระทั่งไปไกลถึงจังหวัดเชียงใหม่”

คุณชมพลอยปูพื้นฐานให้ฟัง ก่อนจะกล่าวถึงบทบาทความเป็นลูกว่า สำหรับตนเองนั้น เมื่อเป็นเด็กเคยเข้าไปช่วยเสิร์ฟอาหาร คลุกคลีอยู่ในร้าน แต่ทว่าก็ยังมองว่าเป็นธุรกิจทำยาก ความคิดครานั้นจึงตั้งใจจะเรียนสายหมอ แต่เพราะเห็นความมุ่งมั่นของคุณแม่ ในฐานะลูกก็ควรสืบสาน จึงเบนเข็มหันมาศึกษาด้านฟู้ดไซน์แทน

เริ่มต้นกับจำนวนสาขาไม่มากแห่ง การบริหารจัดการส่วนใหญ่จึงอาศัยลงมือทำเอง ณ หน้าร้าน ฉะนั้น การเตรียมงานเพื่อให้ทันขายในเวลาห้างเปิด จึงเรียกได้ว่าฉิวเฉียด

ความรู้จากการเรียนด้านฟู้ดไซน์ จึงเป็นสิ่งที่ผู้ก้าวเข้ามาสานต่อธุรกิจนำมาปรับใช้ โดยจัดตั้งระบบครัวกลางเพื่อป้อนกระจายวัตถุดิบไปสู่สาขาต่างๆ สร้างความรวดเร็ว และรักษามาตรฐาน คุณภาพ รสชาติ ไว้ให้ได้มากที่สุด

“จริงๆ แล้วประสบการณ์เป็นเรื่องสำคัญมาก โดยก่อนจะเข้ามาช่วยคุณแม่เต็มตัว ก็ได้ไปทำงานเป็นพนักงานให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านอาหาร นี่คือความตั้งใจในการสร้างประสบการณ์ เพื่อให้รู้หลักการทำงาน เพราะตอนนั้นโดยส่วนตัวคิดว่า ถ้าเรียนจบแล้วทำงานบริษัทของเราเลยก็อาจทำตัวเป็นคุณหนู เราจึงขอไปเป็นลูกน้องคนอื่นก่อน เพื่อให้เข้าใจตำแหน่ง เข้าใจการทำงาน”

ต่างวัย คิดต่าง

หาตรงกลางให้เจอ

การทำงานระหว่าง 2 เจเนอเรชั่น แน่นอนว่าย่อมมีความคิดเห็นขัดแย้ง เช่นเดียวกับคุณชมพลอยและคุณแม่ แต่ทว่าทั้งสองก็หาจุดตรงกลางร่วมกันได้

“คุณแม่จะเป็นคนช่างคิด อันนี้สำคัญมากต่อการพัฒนาธุรกิจ และคุณแม่จะทำงานโดยอาศัยการลงมือ ไม่มีการแบ่งแยกหน้าที่ชัดเจน แต่พอเราเรียน มันเป็นเรื่องของการใช้ระบบบริหารจัดการ ตรงนี้จะมีขัดแย้งกันประจำ จนกระทั่งเราเห็นว่าถ้าอย่างนั้นก็ไปเรียนรู้เพื่อปรับให้เข้าใจกันดีกว่า จึงจูงมือคุณแม่เข้าโครงการ Lean Supply Chain by TMB ทำให้ รู้ระบบการทำงาน การขนส่ง จัดเก็บ เรียนรู้เรื่องวิธีการ อย่างเช่น ทำขนมไทย แต่ก่อนทำสดแล้วส่งไปแต่ละสาขา กว่าจะขายได้ ใช้เวลามาก พอได้มาเรียนรู้ ทำให้เข้าใจวิธีจัดเก็บ หรืออย่างการผลิตซอสที่ใช้เป็นส่วนผสมในเมนูต่างๆ เพื่อลดขั้นตอนการทำงานหน้าสาขาลง”

ด้วยร้านอาหารภายใต้ บจก. มัลลิการ์ อินเตอร์ ฟู๊ด ทุกรายการผลิตเอง จึงต้องใช้เวลานาน การมีครัวกลาง ระบบการจัดเก็บ การขนส่งที่ดี จะช่วยให้การทำงานง่ายขึ้นมาก

“เราจะเน้นทำเองทุกอย่าง กะทิคั้นเอง เบเกอรี่ทำเอง อาหารคาวหวานทุกชนิด แม้กระทั่งเครื่องดื่มอย่างน้ำสมุนไพรก็ลงมือต้มเอง เพราะสิ่งที่เราต้องการคือคุณภาพ แต่จะผลิตจากครัวกลาง ส่วนกระบวนการปรุงยังสดจากหน้าร้านอยู่”

นอกจากจะใส่ใจการปรุงรสตั้งแต่ต้นทางคือการคัดเลือกวัตถุดิบ ตลอดจนการปรุงรสที่ให้ความพิถีพิถันแล้ว กับของเหลือ ที่หลายคนอาจมองว่าคือขยะ แต่ทว่า อาจารย์มัลลิการ์เจ้าความคิด นำกลับมาสร้างประโยชน์ต่อ เช่น การผลิตน้ำชีวภาพจากเปลือกมะนาว เพื่อนำมาเป็นน้ำยาทำความสะอาด ล้างผัก ล้างจาน

“มะนาวจะมีช่วงราคาสูงมาก และมีช่วงราคาตกลงมา ฉะนั้น ช่วงที่มะนาวยังราคาถูกอยู่ จะนำมาคั้นผ่านกระบวนการจัดเก็บไว้ใช้ตลอดทั้งปี โดยเปลือกมะนาวจำนวนมากนำมาหมักเป็นน้ำชีวภาพ สามารถประหยัดเงินในกระเป๋ากับค่าน้ำยาซักล้างไปได้ปีละหลายแสนบาท”

ขยะ สร้างประโยชน์

ลดต้นทุนได้ไม่ยาก

ไม่เพียงเท่านั้น ผู้บริหาร บจก. มัลลิการ์ อินเตอร์ ฟู๊ด ยังนำเศษอาหารมาผลิตเป็นไบโอแก๊ส เพื่อใช้ในครัวเรือน และได้วางแผนผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันที่เหลือจากการปรุงอาหาร เพื่อใช้กับยานพาหนะขนส่งด้วย

“เศษอาหารจากทุกสาขา จะถูกบรรทุกกลับมากับรถขนส่ง นำมาย่อยที่โรงงาน ผลิตเป็นไบโอแก๊ส เป็นการลดปริมาณขยะที่ได้ประโยชน์ ส่วนขวดน้ำดื่มที่ลูกค้าทานหมดแล้ว นำมาเป็นภาชนะบรรจุน้ำชีวภาพ เพื่อส่งกลับไปให้แต่ละสาขาได้ใช้ นอกจากจะได้ประโยชน์จากขยะ ยังถือเป็นการลดต้นทุน โดยไม่จำเป็นต้องไปลดคุณภาพ หรือปริมาณอาหารเลย”

คุณชมพลอย ยังกล่าวถึงหัวใจของการทำธุรกิจร้านอาหาร สิ่งที่ต้องควบคุมให้ได้คือต้นทุน ต้องมีระบบตรวจสอบที่ดี “ธุรกิจร้านอาหารมีความจุกจิก จุดขายคือการรักษาคุณภาพ ความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า เจ้าของต้องเข้ามาดูแล ซึ่งตรงนี้คุณแม่ให้ความสำคัญ ส่วนการผลิตก็ต้องดูว่าตรงไหนควบคุมต้นทุนได้ ต้องใส่ใจทุกรายละเอียด”

คุณชมพลอย ยังฝากบอกถึงคนรุ่นใหม่ที่คิดเปิดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ว่าไม่ใช่แค่อร่อยแล้วจะอยู่รอด ต้องเข้าใจหลักการบริหารธุรกิจ ทั้งด้านการเงิน ต้นทุน บุคลากร โดยเฉพาะบุคลากร ถือเป็นหัวใจสำคัญขาดไม่ได้ จึงต้องมีระบบรองรับชัดเจน ทั้งด้านการบริการ การควบคุมการผลิตให้ได้สูตรที่เป็นมาตรฐาน เพราะการยกให้แม่ครัวเป็นผู้นำร้าน อาจส่งผลกระทบในวันที่เขาลาจากไป

“ต้องพยายามคิดกระบวนการทำอาหารให้ง่ายขึ้น เพื่อผู้อื่นเรียนรู้ได้เร็ว แต่ทั้งนี้ ธุรกิจอาหารจำเป็นต้องใช้ทักษะ การคิดวางแผนไว้เป็นขั้นเป็นตอน จะทำให้เข้าใจในทักษะมากขึ้น”

วางแผนก้าวขยาย

พัฒนาไปด้วยกัน

กับการขยายสาขา ยังเป็นเรื่องที่ บจก. มัลลิการ์ อินเตอร์ ฟู๊ด วางแผนไว้ โดยเฉพาะในส่วนของร้าน เย็นตาโฟเครื่องทรง โดย อ.มัลลิการ์ ด้วยเพราะเป็นธุรกิจที่มีระบบการตรวจนับยอดขายง่าย (นับเป็นชาม) ส่วนราคาขายก็อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่สูงไม่ต่ำเกินไปนัก โดยจุดมุ่งหมายการขยาย นอกจากเล็งทำเลพื้นที่ห้างแล้ว ยังกางปีกออกนอกห้าง ไปสู่พื้นที่เป้าหมายในปั๊มน้ำมัน

“สำหรับร้านในปั๊มน้ำมันจะเน้นให้ลูกค้าบริการตัวเอง เพื่อลดกำลังคนลง แต่ราคาขายสำหรับก๋วยเตี๋ยวจะถูกกว่าราคาห้าง ซึ่งตอนนี้เปิดได้ 6-7 สาขาแล้ว ถือว่าไปได้ดี และยังได้มองการขยายไปต่างประเทศด้วย โดยคุยกับผู้สนใจลงทุนในสิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ซึ่งจะรุกในรูปแบบแฟรนไชส์ (เฉพาะสาขาในต่างประเทศ) ซึ่งถึงครานั้นคงต้องขยายครัวกลาง เปิดโรงงานแห่งใหม่ ส่วนแบรนด์อื่นๆ อย่างคุ้มกะตังค์ ซึ่งขายอาหารจานถูกแค่ 25 บาท ตอนนี้เปิดอยู่ที่ถนนห้วยแก้ว จังหวัดเชียงใหม่ การขยายก็ได้มองไว้ แต่ทว่าคงต้องเลือกทำเลให้อยู่ในค่าเช่าไม่สูงมาก และเข้ากับกลุ่มเป้าหมาย อย่างเช่น ในสถาบันการศึกษา”

คุณชมพลอย ยังกล่าวทิ้งท้าย ถึงหลักการบริหารจัดการธุรกิจว่า จะมุ่งพัฒนาแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งคงไม่ได้ แต่จะให้ดีต้องก้าวไปพร้อมๆ กัน เพียงแต่ดูว่า แบรนด์ใดควรพัฒนาในด้านไหน ส่วนสิ่งสำคัญที่ไม่ว่าจะขายอาหารจานถูกหรือแพง คุณภาพ ยังเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้เลย

สนใจติดต่อ บริษัท มัลลิการ์ อินเตอร์ ฟู๊ด จำกัด เลขที่ 13/10 ถนนประเสริฐมนูกิจ แขวงนวมินทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ 10230 โทรศัพท์ (02) 946-1000

ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2537 อาจารย์มัลลิการ์เริ่มต้นเปิดร้านอาหารแห่งแรกภายใต้ชื่อ “ร้าน อาจารย์ มัลลิการ์” บนพื้นที่ 6 ไร่ ริมถนนแจ้งวัฒนะ โดยให้บริการเมนูอาหารไทยทั้งคาวและหวาน รวมกว่า 400 เมนู

กระทั่ง 4 ปีต่อมา ได้เกิดความคิดกับการเปิดร้านก๋วยเตี๋ยว ด้วยเพราะลูกน้องคนหนึ่งมีฝีมือทางด้านการทำก๋วยเตี๋ยวและเสนอแนะกับการเปิดเมนูใหม่ ซึ่งหลังจากให้พนักงานทำให้ชิม โดยได้มีการปรับสูตร แต่งรส จนกระทั่งได้ความอร่อยแบบลงตัว และมีเอกลักษณ์ด้วยการนำเสนอก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ โดยใช้เส้นใหญ่เป็นพระเอก

ร้านเย็นตาโฟเครื่องทรง โดย อ.มัลลิการ์ จึงถือกำเนิดขึ้น โดยขณะนั้นเลือกที่จะใช้พื้นที่ซอยหน้าบ้าน (ซอยกันตนา) เปิดเป็นหน้าร้านให้บริการ ซึ่งเมื่อยอดขายไปได้ดี จึงขยายสาขาเพิ่ม และรุกสู่ตลาดห้าง ด้วยเพราะขณะนั้นเห็นว่ายังไม่มีร้านก๋วยเตี๋ยวแบรนด์ใดเปิดหน้าร้านใหญ่ในห้าง

เย็นตาโฟเครื่องทรงฯ เลือกพื้นที่ในสาขาเมเจอร์ รัชโยธิน เป็นสาขาแรก ปรากฏว่าคนต่อแถวรอทาน จึงเป็นโอกาสให้ขยายสาขา ถึงตอนนี้ 25 สาขาแล้ว โดยตั้งอยู่ในประเทศ 23 สาขา และที่ประเทศลาว 2 สาขา

เมื่อเส้นทางค้าขายไปได้ดี นอกจากจะขยายสาขากับแบรนด์ที่มีอยู่แล้ว ยังเปิดแบรนด์ใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้ง เรือนมัลลิการ์, ร้านปังยิ้ม, ปาป้าปอนด์ และแบรนด์ล่าสุด คุ้มกะตังค์ ร้านอาหารจานเดียวหลากหลายเมนู ในราคาจานละ 25 บาท

 

ขันโตกออนไลน์ by ป้าตุ๊ก ของกิ๋น “ลำ” เลิศ…เสิร์ฟถึงที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07062010658&srcday=2015-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 374

อาหารสร้างอาชีพ

พารนี ปัทมานันท์

ขันโตกออนไลน์ by ป้าตุ๊ก ของกิ๋น “ลำ” เลิศ…เสิร์ฟถึงที่

“…เจ้าของกิจการรายนี้ แม้จะอยู่ในวัยใกล้เกษียณ แต่เธอไม่ยอมตกยุค หากมีเวลาว่างจะพยายามหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ จนได้ความคิด ควรหาช่องทางจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้นผ่านทางออนไลน์ โดยวางรูปแบบให้ดูทันสมัย ง่ายต่อการรับประทาน และมีอาหารรวมกันหลายอย่างอยู่ในเซตเดียว”

“…บริการจัดส่งและจำหน่ายอาหารเหนือสูตรต้นตำรับถึงบ้าน โดยที่ท่านไม่ต้องไปรับประทานไกลถึงเชียงใหม่ ทั้งนี้ท่านจะได้รับประทานอาหารเหนือจากต้นตำรับที่ อร่อย สะอาด ใหม่ สด ทุกวัน

การันตีคุณภาพ จากประสบการณ์ทางด้านอาหารเหนือมามากกว่า 20 ปี พร้อมรางวัลคุณภาพจากรายการ…”

คือ ข้อมูลแนะนำตัวเบื้องต้นจากกิจการ ขันโตกออนไลน์ by ป้าตุ๊ก ที่มี คุณตุ๊ก-กาญจนรัตน์ ทวีโชติรัฐกรณ์ เป็นผู้ดูแลมาตั้งแต่เริ่มจนถึงปัจจุบัน

เริ่มด้วยแคบหมู

ขายดีโดนก๊อป

เจ้าของเรื่องราววัย 56 ปี กรุณาสละเวลาดูแลร้าน “พึงจิตต์อาหารเหนือ” ซึ่งอยู่บริเวณศูนย์อาหาร ชั้น G ของห้างสรรพสินค้าไอทีสแควร์ ย่านหลักสี่ มาพูดคุยด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้มเป็นกันเอง

ย้อนความเป็นมาให้ฟัง พื้นเพเป็นคนเชียงใหม่ แต่ด้วยความที่คุณพ่อของเธอรับราชการเป็นตำรวจ จึงมีโอกาสย้ายติดตามไปหลายจังหวัด ทำให้มีเพื่อนฝูงหลายกลุ่ม

ส่วนวุฒิการศึกษานั้น จบปริญญาตรี จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ก่อนหน้านี้ทำมาแล้วหลายอาชีพ ทั้ง ขับรถตู้ส่งของ เซลส์ขายหนังสือ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดบริษัทขายตรง ฯลฯ

จนเมื่อราว 20 ปีก่อน ทราบจากญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่งซึ่งเคยขายแคบหมู ว่าเขาจะเลิกกิจการ เลยไปขอสูตรมาลองทำขายดูบ้าง ตั้งต้นด้วยเงินลงทุน 50,000 บาท

จนได้ “แคบหมูไร้มัน” ขนาดพอดีคำ ซึ่งช่วงนั้นยังไม่มีเจ้าไหนทำ ก่อนนำไปเสนอขายตามตลาดใหญ่ๆ และห้างสรรพสินค้าหลายแห่ง ใช้เวลาไม่นาน ยอดขายดีขึ้นตามลำดับ เดือนหนึ่งได้ถึงหลักหลายแสนบาท

กระทั่งมีร้านขายของฝากชื่อดังแห่งหนึ่ง มาติดต่อขอรับไปขาย เป็นอย่างนั้นอยู่พักใหญ่ เกิดบทเรียนไม่คาดฝัน เมื่อร้านที่เอ่ยถึงนั้น ทำทีมาขอเยี่ยมแหล่งผลิต ถ่ายรูปขั้นตอนการผลิต ก่อนจะทำเลียนแบบออกมาขายเอง

จากนั้นการค้าขายกับห้างเริ่มมีปัญหา เกี่ยวกับการกำหนดอายุของสินค้าตามมาตรฐานของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทำให้ส่งสินค้าไปสต๊อกไว้ครั้งละมากๆ เหมือนที่ผ่านมาไม่ได้ เมื่อออร์เดอร์ไม่ได้จำนวน ส่งไปขายย่อมไม่คุ้ม จึงตัดสินใจเลิกทำแคบหมูในที่สุด

มั่นใจรสชาติ

กล้าให้ชิมทุกอย่าง

ใช้เวลาไม่นาน คุณตุ๊กเริ่มตั้งหลักใหม่ ด้วยความตั้งใจจะค้าขายอาหารเหนืออย่างที่ถนัด แต่คราวนี้ต้องมีความหลากหลายมากขึ้น และอาจเป็นโชคดีของเธอ ที่มีคุณพ่อ น้อง ทำอาหารเก่งเป็นทุนเดิม ประกอบกับมีคุณป้าข้างบ้าน ซึ่งมีฝีมือถึงขั้นหาตัวจับยาก มาช่วยสอนสูตรการทำแหนมและไส้อั่วให้

เมื่อมีสินค้าที่มั่นใจในคุณภาพและรสชาติหลายรายการแล้ว จึงหาช่องทางจำหน่ายใหม่ คือไม่อาศัยฝากขายตามร้านหรือห้างอีกต่อไป เพราะเกรงปัญหาจะซ้ำรอยเดิม แต่อาศัยวิธีการตระเวนออกบู๊ธตามอีเว้นต์เป็นประจำตลอดทั้งปี

จนปัจจุบันมีหน้าร้านประจำ 2 แห่งคือ บริเวณศูนย์อาหาร ชั้น G ห้างสรรพสินค้าไอทีสแควร์ หลักสี่ เปิดขายทุกวัน และ ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ขายที่ตลาดน้ำวัดลำพญา จังหวัดนครปฐม

“อีเว้นต์ไหนดีๆ จะไปขายเอง เพราะต้องการเพิ่มยอดขายให้เร็วที่สุด อย่าง งานวัด คนเดินเยอะ ต้องเชียร์ ต้องคุย เคลียร์หน้าร้านให้เร็ว อย่าให้มุงเยอะเพราะเงินไม่เข้า หลักการในการขายคือ มาเร็วไปเร็ว

และต้องให้ชิมมากที่สุด ที่กล้าให้ชิมทุกอย่างเพราะทำเองไม่ได้รับใครมา และคิดว่าถ้าเราเป็นลูกค้า ไปเห็นร้านไหนที่ไม่รู้จักก็ไม่แน่ใจว่าจะอร่อยมั้ย เลยให้ชิมกันเต็มที่บางทีหั่นไม่ทันด้วยซ้ำ จนบางครั้งโดนลูกน้องต่อว่า ชิมเยอะไปแล้วนะ เราบอกไม่เป็นไร ไม่เสียหาย ไม่มาวันนี้ ต้องมาวันหลัง อย่าไปซีเรียส” คุณตุ๊ก อธิบายออกรส

ก่อนย้ำว่า เทคนิคการขายแบบให้ชิมนี้ เจ้าของสินค้าต้องมั่นใจด้วยนะ เพราะถ้าไม่อร่อย ชิมให้ตาย ลูกค้าคงไม่กลับมา ขาดทุนเสียเปล่า

เดินหน้าออนไลน์

มุ่งมั่นแจ้งเกิด

ค้าขายตามปกติมานานกว่า 10 ปี รายรับมีขึ้นมีลง คงเพราะการออกอีเว้นต์เป็นหลัก อย่างมากเดือนหนึ่งได้ขาย 15 วัน จากนั้นต้องมีการเว้นช่วง จึงทำให้ขาดรายได้ ขณะที่มีพนักงานถึง 6 คน ที่ต้องดูแล

ประกอบกับยุคนี้เป็นโลกของอินเตอร์เน็ต เจ้าของกิจการรายนี้ แม้จะอยู่ในวัยใกล้เกษียณ แต่เธอไม่ยอมตกยุค หากมีเวลาว่างจะพยายามหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ

จนได้ความคิด ควรหาช่องทางจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้นผ่านทางออนไลน์ โดยวางรูปแบบให้ดูทันสมัย ง่ายต่อการรับประทาน และมีอาหารรวมกันหลายอย่างอยู่ในเซตเดียว

ส่วนแพ็กเกจจิ้งที่เลือกมาใช้นั้นมีขายทั่วไป เป็นกล่องที่นิยมนำมาใส่อาหารญี่ปุ่น แต่เธอขอนำมาใส่อาหารเหนือแทน เช่น ข้าวเหนียว ไส้อั่ว กุนเชียง แคบหมู แหนม น้ำพริกหนุ่ม เป็นต้น

ราคาขายเริ่มต้น กล่องละ 100 บาท รับประทานได้ 1-2 คน กล่องละ 299 บาท รับประทานได้ 3-4 คน และกล่องละ 499 บาท รับประทานได้ 5-6 คน เงื่อนไขต้องสั่งล่วงหน้า 1 วัน ส่วนราคาสินค้าที่ว่ามานี้ ไม่รวมค่าส่ง แต่หากสั่ง 5 กล่องขึ้นไปและอยู่ไม่ไกลนัก จัดส่งให้ฟรี

“ทำขันโตกออนไลน์ได้ปีเศษ แต่ผลตอบรับยังไม่ดีอย่างคิด ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นพนักงานออฟฟิศ สั่งกันครั้งละไม่มาก คงเป็นเพราะสินค้าของเราถูกจำกัดด้วยกลุ่มคนทาน ไม่เป็นที่นิยมเท่าอาหารอีสานหรืออาหารใต้ ความหลากหลายมีไม่มากนักจึงยังไม่ดึงดูดพอ” คุณตุ๊ก วิเคราะห์

ถึงกระนั้นก็ไม่คิดจะไปขายอาหารประเภทอื่น โดยเธอให้เหตุผลเป็นคนเหนือ ชอบรับประทานอาหารเหนือ ถ้าไปทำอย่างอื่นก็จะไม่ได้ทำในสิ่งที่ชอบ

“จะเดินหน้าการขายอาหารเหนือทางออนไลน์ต่อไป อยากทำให้แจ้งเกิด มีรายได้ต่อเนื่องมากกว่านี้ ตั้งเป้าไว้ขั้นต่ำ 4,000-5,000 บาท ต่อวัน แต่อาจต้องเรียนรู้เพิ่มเติม เกี่ยวกับการเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายได้อย่างไร เป็นโจทย์ที่ต้องคิดต่อไป” คุณตุ๊ก ทิ้งท้ายไว้อย่างนั้น

ขันโตกออนไลน์ by ป้าตุ๊ก บริการจัดส่งทุกวัน เวลา 11.00-18.00 น.

สนใจอาหารเหนือต้นตำรับ อาทิ ไส้อั่วหมู (แบบย่าง) แคบหมูติดมัน แคบหมูกระจก ผักลวก ไข่ต้ม แหนมหม้อ แหนมหม้อยำ กุนเชียงสดย่าง ไส้กรอกหมูโบราณ ข้าวเหนียว ขนมจีนน้ำเงี้ยวหมู ข้าวซอยไก่ ลาบหมูคั่ว แกงฮังเล แกงโฮะ แกงแคไก่ เป็นต้น

ราคาขายเริ่มต้น กล่องละ 100 บาท รับประทานได้ 1-2 คน กล่องละ 299 บาท รับประทานได้ 3-4 คน และกล่องละ 499 บาท รับประทานได้ 5-6 คน เงื่อนไขต้องสั่งล่วงหน้า 1 วัน ส่วนราคาสินค้าที่ว่ามานี้ ไม่รวมค่าส่ง แต่หากสั่ง 5 กล่องขึ้นไปและอยู่ไม่ไกลนัก จัดส่งให้ฟรี

ติดต่อผ่านทาง http://www.facebook.com/ขันโตกออนไลน์ by ป้าตุ๊ก

LINE ID : tukky6459 และ โทรศัพท์ (084) 659-6459, (094) 364-5614

หรือท่านใดอยากได้สูตรทำแหนม/ไส้อั่ว คุณตุ๊กเจ้าของกิจการ ฝากบอกว่า ยินดีถ่ายทอดวิชาให้ไปทำมาหากิน ส่วนค่าใช้จ่ายในการสอนนั้นขอสงวนสิทธิ์พิจารณาเป็นรายบุคคล

 

“สลัด” เสริมดวง เมนูคู่ 12 ราศี ปีแพะ พฤศจิกายน 1, 2015

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07062150558&srcday=2015-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 373

อาหารสร้างอาชีพ

อันติกา

“สลัด” เสริมดวง เมนูคู่ 12 ราศี ปีแพะ

ในยุคที่ผู้คนให้ความสนใจกับสุขภาพมากขึ้น คำว่า “อร่อย” อาจไม่ใช่คำตอบเดียวในการเลือกบริโภค แต่ทว่าต้องดีต่อสุขภาพด้วย

“สลัด” คือเมนูที่เหล่าคนรักสุขภาพนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ แต่จะดีแค่ไหน ถ้าได้สุขภาพดี ไปพร้อมๆ กับการได้ทานอาหารเสริมดวงไปด้วย

คุณอรรถพล น้อยวงศ์ หรือ หมอมีน นักพยากรณ์ชื่อดัง ผู้มีความรู้ มากประสบการณ์ กับศาสตร์ของไพ่ทาโรต์ เลขศาสตร์สากล หินพลัง ซึ่งในครั้งนี้เขาได้จับมือกับ เชฟร็อค-คุณภูริ หัสดินทร์ King of Healthy Food และ คุณวิสูตร วัลลา เจ้าของร้านอาหาร “ครัวริมน้ำ” เปิดตัวเมนู “สลัด 12 ราศี” ที่เหมาะกับคนปีแพะ ให้เหล่าผู้รักสุขภาพ ได้ทานอาหารตามราศีเกิด

หมอมีน และ เชฟร็อค เล่าถึงจุดเด่นของ 2 ส่วนประกอบสำคัญ ได้แก่ น้ำสลัด ที่ควรเลือกสรรจากวัตถุดิบสดสะอาด ตามหลักจักรราศี และเลขศาสตร์ ของผู้เกิดในแต่ละราศี ส่วนผักนำมาเป็นส่วนผสมหลัก เน้นสีที่เหมาะและเสริมความเป็นมงคลดีต่อราศีเกิด ในความเชื่อที่ว่าช่วยเสริมดวง ด้านการงาน การเงิน และความรัก

ราศีใดจะเหมาะกับเมนูใด แนะนำไว้ดังนี้

ราศีมังกร (Capricorn) เกิด 22 ธันวาคม-19 มกราคม

สีที่โดดเด่นของราศีมังกรในปี 2558 คือ สีขาว ฉะนั้น หมอมีนจึงกำหนดเมนูสลัดว่าควรต้องเลือกนำส่วนผสมที่มีสีขาวเข้ามาเป็นส่วนผสมหลัก อย่างเช่น สีขาวของปลาดอรี่ หรือปลาฮาร์มาจิ ส่วนน้ำสลัดก็ควรเลือกน้ำสลัดงาขาว ซึ่งจะเสริมเรื่องของสติปัญญาในการแก้ไขปัญหาอันดีของชาวราศีนี้

สำหรับเมนูสลัดแนะนำคือ “Richy White Capricorn” จะมีส่วนผสมของ ลูกเดือย มันแกว แอปเปิ้ลเขียว ผักกรีนโอ๊ก พริกหวานสีเขียว ปลาฮาร์มาจิ หรือปลาดอรี่ แก้วมังกร กับน้ำสลัดงาขาว วาซาบิ

ราศีกุมภ์ (Aquarius) เกิด 20 มกราคม-18 กุมภาพันธ์

สีแดงดูจะโดดเด่นกับราศีนี้ ฉะนั้น การปรุงแต่งสลัดจึงต้องเน้นพลังของสีแดง เพื่อช่วยให้มี Passion ในการทำงานและเสริมด้านความพยายาม ทำให้การงานประสบความสำเร็จ แต่ทว่าจะให้เหมาะต้องควบคู่กับน้ำสลัดจากมัสตาร์ดสีเหลือง เพื่อเสริมดวงและเรียกทรัพย์

ฉะนั้น เมนูแนะนำเหมาะกับราศีกุมภ์คือ “Yellow Freshy Aquarius” โดยมีส่วนผสมได้แก่ ถั่วแดง เรดโอ๊ก พริกหวานสีเหลือง มะเขือเทศ แอปเปิ้ลแดง ปลาทูน่า พริกหวาน ทานคู่กับน้ำสลัดน้ำใสทำจากมัสตาร์ดสีเหลือง

ราศีมีน (Pisces) เกิด 19 กุมภาพันธ์-20 มีนาคม

ความเด่นของราศีมีนจะเด่นที่สีชมพู และสีทอง น้ำสลัดสีชมพูจากสตรอเบอร์รี่ จะเน้นเรื่องของความรักและความเมตตาได้เป็นอย่างดี โดยเติมส่วนของเมล็ดทานตะวันซึ่งอยู่ในธาตุทอง เพื่อเสริมการเรียกทรัพย์และการเงิน

สำหรับเมนูแนะนำ ได้แก่ “Lucky Pink Pisces” โดยมีส่วนประกอบของ แอปเปิ้ลสีทอง สาลี่ โกลด์กีวี เสาวรส แก้วมังกรสีชมพู ส้มโอสีชมพู เมล็ดทานตะวัน กับน้ำสลัดสีชมพู สตรอเบอร์รี่

ราศีเมษ (Aries) เกิด 21 มีนาคม-19 เมษายน

สีเทา และสีดำ คือความเด่นของราศีนี้ โดยหมอมีนได้เลือกวัตถุดิบที่ให้สีเทา คือเผือก เพื่อเสริมความมั่นคงและการติดต่อกับผู้ใหญ่ได้ดี ส่วนสีดำ มาจากน้ำสลัด ที่เสริมความมั่นคงในด้านการทำงานกับราชการได้ดี

สำหรับเมนูแนะนำ ได้แก่ “Peaceful Black Aries” โดยมีส่วนประกอบของ เผือก เชียซีด พริกหวานแดง ทับทิม สตรอเบอร์รี่ ชมพู่แดง เชอร์รี่แดง บีทรูท แอปเปิ้ลแดง มะเขือเทศราชินี ทานคู่กับน้ำสลัดงาดำ

ราศีพฤษภ (Taurus) เกิด 20 เมษายน-20 พฤษภาคม

ความเด่นของราศีพฤษภคือ มีการผสมผสานของสีเขียวและม่วง โดยน้ำสลัดสีม่วงจะเสริมในเรื่องของปัญญา ส่วนสีเขียวของผัก จะเสริมความอุดมสมบูรณ์

สำหรับเมนูแนะนำ ได้แก่ “Lively Purple Taurus” โดยมีส่วนประกอบของ องุ่นดำ แบล็กเบอร์รี่ กรีนโอ๊ก มะเขือม่วง มัลเบอร์รี่ ลูกเกด กะหล่ำม่วง พริกเขียว กับน้ำสลัดบลูเบอร์รี่

ราศีเมถุน (Gemini) เกิด 21 พฤษภาคม-20 มิถุนายน

ความเด่นของราศีเมถุน เกิดจาก น้ำสลัดที่มาจากบลูเบอร์รี่ โดยสีม่วงจะเสริมด้านการเงิน และปัญญาได้เป็นอย่างดี ส่วนผักนั้นควรเลือกสีมงคลเข้ากัน อย่าง สีทองของกีวีสีทอง ชมพูจากผลแก้วมังกร

สำหรับเมนูแนะนำ ได้แก่ “Glory Gemini” โดยมีส่วนประกอบ บลูเบอร์รี่ แอปเปิ้ลทอง กีวีทอง แก้วมังกรสีชมพู ลูกพลับ แรดิช กับน้ำสลัดสีม่วงจากบลูเบอร์รี่

ราศีกรกฎ (Cancer) เกิด 21 มิถุนายน-22 กรกฎาคม

ความเด่นของราศีกรกฎคือ สีดำที่ได้จากงาดำ อันนำมาเป็นส่วนผสมของน้ำสลัด เพื่อสร้างความหนักแน่นมากขึ้นในด้านการทำงาน และความรัก

เมนูแนะนำ ได้แก่ “Charmy Black Cancer” โดยมีส่วนประกอบ อัลมอนด์ งาดำ แบล็กเบอร์รี่ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ กะหล่ำม่วง อินทผลัม กรีนโอ๊ก พริกเขียว กับน้ำสลัดงาดำ

ราศีสิงห์ (Leo) เกิด 23 กรกฎาคม-22 สิงหาคม

ความเด่นของราศีนี้ถือว่าเข้ากับน้ำสลัดที่มีส่วนผสมของโกโก้ เพราะสีน้ำตาลจะช่วยสลายปัญหาและบันดาลเงินทอง

โดยเมนูแนะนำ ได้แก่ “Strong Brown Leo” อันมีส่วนประกอบของ ถั่วแดง อัลมอนด์ เฮเซลนัท มะเขือเทศ สาหร่ายแดง เรดโอ๊ก แรดิช องุ่นแดง กับน้ำสลัดโกโก้

ราศีกันย์ (Virgo) เกิด 23 สิงหาคม-22 กันยายน

ความเด่นของราศีกันย์คือ สีชมพู จากผลไม้รสหวานละมุนอย่างลิ้นจี่ ที่เชื่อว่าพลังของสีจะช่วยเสริมเรื่องความเมตตา และการได้รับความเอ็นดูจากผู้ใหญ่

สำหรับเมนูแนะนำ ได้แก่ “Happy Pink Virgo” โดยมีส่วนประกอบของบลูเบอร์รี่ แก้วมังกร และผักชนิดต่างๆ ทานคู่กับสลัดลิ้นจี่

ราศีตุล (Libra) เกิด 23 กันยายน-23 ตุลาคม

สีขาวประกายมุกจากน้ำสลัดซีซาร์ จะทำให้ชาวราศีตาชั่งสามารถแก้ไขปัญหาได้เป็นอย่างดี

สำหรับเมนูเสริมดวง เสริมสุขภาพ ได้แก่ “Young Libra White” ซึ่งมีส่วนประกอบของ ถั่วขาว พริกแดง มะเขือเทศ มันแกว พริกเหลือง มะคาเดเมีย ไข่ขาว เต้าหู้ ทานคู่กับน้ำสลัดซีซาร์

ราศีพิจิก (Scorpio) เกิด 24 ตุลาคม-21 พฤศจิกายน

ราศีนี้ควรเน้นสีแดง เพราะเป็นสีที่ถูกโฉลก เสริมดวงได้ด้วยผัก อย่าง เรดโอ๊ก มะเขือเทศ เพื่อการงาน ความรักลุล่วงด้วยดี

ส่วนเมนูแนะนำ ได้แก่ “Famous Red Scorpio” โดยมีส่วนประกอบของ พริกแดง เรดโอ๊ก สาหร่ายแดง มะเขือเทศ เผือก ทับทิม กับน้ำสลัดซัลซา

ราศีธนู (Sagittarius) เกิด 22 พฤศจิกายน-21 ธันวาคม

การใช้น้ำสลัดเข้มข้นจากข้าวโพด ที่ให้สีเหลืองมงคลแก่ชาวราศีธนู จะส่งเสริมให้มีการเรียกทรัพย์

สำหรับเมนูแนะนำ ได้แก่ “White Yellow Sagittarius” โดยมีส่วนประกอบของสับปะรด แก้วมังกร พริกเหลือง ชมพู่ กะหล่ำม่วง ฟักทอง กับน้ำสลัดข้าวโพด

 

ปรับโฉม “เสวย” ร้านอาหารร่วมสมัย ความเป็นไทยคงอยู่ ตุลาคม 31, 2015

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07055010558&srcday=2015-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 372

อาหารสร้างอาชีพ

อันติกา

ปรับโฉม “เสวย” ร้านอาหารร่วมสมัย ความเป็นไทยคงอยู่

“การรีแบรนด์ไม่ใช่การเปลี่ยนแค่หน้าตา แต่ต้องเปลี่ยนข้างในด้วย แต่ทั้งนี้ ผมกับคุณพ่อได้คุยกันว่า สิ่งหนึ่งจะไม่ยอมเปลี่ยนคือ เอกลักษณ์ความเป็นไทย แต่ว่ามีความร่วมสมัยเข้ามา ให้ทุกคนรู้สึกถึงบรรยากาศครอบครัว เหมือนนั่งทานอาหารอยู่ในบ้าน ให้กลุ่มลูกค้าเก่าเข้ามาก็ยังรู้สึกถึงวันเก่าๆ ในขณะคนรุ่นใหม่ก็รู้สึกว่าเท่”

มีร้านอาหารในตำนานชื่อดังหลายแห่ง โด่งดังเมื่อหลายสิบปีก่อน ต่อเมื่อเวลาผันผ่าน วันหนึ่งก็มาถึงจุดอิ่มตัว ร้านที่เคยโด่งดังกลับกลายเป็นตำนาน เป็นแค่เรื่องเล่าของคนยุคอดีต และสุดท้ายก็กลายเป็นความลืมเลือน

ร้านอาหารไทย ภายใต้ชื่อ “เสวย” ก็เกือบก้าวเข้าสู่ภาวะนั้น หากทว่าคนรุ่นใหม่ใจกล้า ขอโอกาสเข้ามาพลิกผันเปลี่ยนในสิ่งที่ควรเปลี่ยน ปรับในสิ่งที่ควรปรับ พัฒนาให้ร้านเสวย กลายเป็นร้านอาหารของคน 2 ยุค ภายใต้แนวคิด “รีแบรนดิ้ง”

ร้านอาหารรุ่นปู่ย่า

40 ลงมาไม่กล้าเข้า

หากพูดถึงร้านอาหารในดวงใจของคนวัยไกลเกินเลข 4 แน่นอนว่า เสวยคือภาพในใจเขา แต่ทว่ากับคนวัยตัวเลขต่ำกว่านั้น โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ ดูเหมือนจะห่างไกลจากคำว่ารู้จัก

ด้วยเหตุนี้ คุณพีรพงศ์ ดาวพิเศษ ทายาทผู้เข้ามาบริหารจัดการร้านเสวย จึงคิดถึงการรีแบรนดิ้งเพื่อให้ร้านเสวย เป็นร้านที่ยังคงน่านั่ง ไม่เฉพาะของคนยุคเก่าเท่านั้น แต่คนรุ่นใหม่ก็กล้าที่จะก้าวเข้ามาสัมผัสด้วยความเต็มอกเต็มใจ

“เมื่อ 40 ปีก่อนหน้านี้ เสวยคือร้านแรกๆ ที่มองทำเลห้างสรรพสินค้า โดยเปิดสาขาแรกกับห้างไทยไดมารู ซึ่งในยุคนั้นต้องบอกว่าคือห้างสรรพสินค้าแถวหน้า”

ความสำเร็จส่งผลให้เกิดการขยายต่อสาขาไปอีกหลายแห่ง ซึ่งทุกสาขาล้วนได้รับการตอบรับดี จัดได้ว่าเป็นร้านรองรับแขกบ้านแขกเมือง

“เหตุผลที่ผมคิดถึงการรีแบรนดิ้ง เพราะรับรู้แล้วว่าคนเริ่มมองว่าเสวยคือภัตตาคารเก่าแก่ เป็นร้านของปู่ย่า ตายาย เราเห็นว่าลูกค้าอายุ 25-40 ปี แทบไม่กลับมากินอาหารในร้านเรา เพราะเขามองว่าที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับเขา”

ก่อนจะก้าวสู่วิธีปรับเปลี่ยน คุณพีรพงศ์ ว่า หากต้องการแก้ให้ถูกจุด ก็ต้องยอมจ่ายกับการทำแบบสำรวจ โดยจ้างผู้ชำนาญการด้านนี้พร้อมกันทั้ง 2 บริษัท เพื่อนำผลที่ได้มาเปรียบเทียบก่อนวางแผนขั้นต่อไป

“ผมเป็นคนชอบทำรีเสิร์ชก่อนเสมอ เพื่อให้ได้ข้อมูลกลับมาวางแผนดำเนินการ และที่ผมจ้าง 2 บริษัทให้ทำในหัวข้อเดียวกัน ก็เพราะต้องการทราบข้อสรุปชัดเจน ซึ่งผลก็ออกมาตรงกัน นั่นคือลูกค้ามองว่า เสวยคือภัตตาคาร คนวัย 40 ลงมาเห็นว่าไม่เหมาะกับเขา”

ปรับร้านร่วมสมัย

เก่ามาได้ ใหม่ก็เท่

เมื่อได้ข้อสรุป การรีแบรนดิ้งจึงต้องทำอย่างครอบคลุมทุกด้าน ทั้งการจัดตกแต่งร้านให้มีความร่วมสมัย เข้าถึงทั้ง 2 วัยได้อย่างไม่ขัดเขิน เมนูอาหาร การจัดตกแต่งจาน ปริมาณ และราคา ที่ต้องตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายให้หลากหลายขึ้น

“การรีแบรนด์ไม่ใช่การเปลี่ยนแค่หน้าตา แต่ต้องเปลี่ยนข้างในด้วย แต่ทั้งนี้ ผมกับคุณพ่อได้คุยกันว่า สิ่งหนึ่งจะไม่ยอมเปลี่ยนคือ เอกลักษณ์ความเป็นไทย แต่ว่ามีความร่วมสมัยเข้ามา ให้ทุกคนรู้สึกถึงบรรยากาศครอบครัว เหมือนนั่งทานอาหารอยู่ในบ้าน ให้กลุ่มลูกค้าเก่าเข้ามาก็ยังรู้สึกถึงวันเก่าๆ ในขณะคนรุ่นใหม่ก็รู้สึกว่าเท่”

ด้านเมนูอาหาร คุณพีรพงศ์ ว่า ยังคงรักษาเมนูเก่าที่ได้รับความนิยมมายาวนาน 40 ปี อาทิ ซี่โครงเสวย เป็ดล่อน เปาะเปี๊ยะเสวย ในขณะเดียวกัน ก็คิดเมนูใหม่ๆ ให้เกิดความหลากหลายมากขึ้น ยกตัวอย่างเครื่องดื่ม อย่าง น้ำเก๊กฮวยส้มอำพัน น้ำคะน้าปั่นใบเตย ซึ่งคิดค้นขึ้นมาเพื่อดึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ “ตอนนี้เมนูอาหารประมาณ 150 รายการ ซึ่งเราคิดว่าจะต้องมีหนึ่งในนั้นเป็นเมนูโปรดของทุกคน”

อีกสิ่งหนึ่งที่ได้ปรับเปลี่ยนคือระบบการบริหาร จากแต่เดิมอยู่ในรูปแบบรายสาขา อำนาจการดูแลโดยผู้จัดการร้าน ปัจจุบันเข้าสู่วิธีบริหารผ่านระบบศูนย์กลาง โดยจัดจ้างผู้เชี่ยวชาญมาดูแล เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจไปสู่คำว่ามาตรฐานมากขึ้น

“ตอนนี้กำหนดให้เสวย สาขาเบลล์ เป็นศูนย์การเรียนรู้และอบรมพนักงาน เพื่อให้พนักงานทุกคนเข้าใจและทำงานอย่างเป็นระบบเดียวกัน ทุกคนจะได้เรียนรู้หลักการทำงาน วิธีบริการ การดูแลลูกค้า ซึ่งที่สาขานี้จะมีโต๊ะหลายแบบไว้บริการลูกค้า ตรงนี้ถือเป็นการสอนให้พนักงานรู้ด้วยว่า ถ้าจะดูแลลูกค้าที่นั่งโต๊ะกลมควรทำอย่างไร โต๊ะยาวต้องทำแบบไหน”

จากสาขาสู่ศูนย์กลาง

มาตรฐานที่ยกระดับ

การบริหารจัดการคน ดูจะเป็นเรื่องยากของร้านอาหารแทบทุกแห่ง โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนไปจากสิ่งที่เขาคุ้นเคย แต่คุณพีรพงศ์ ว่า วิธีทำให้ง่ายคือ ชี้ให้เขาเห็นถึงประโยชน์ในการปรับเปลี่ยน โดยใช้วิธีแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้พนักงานปรับตัวทัน ไม่รู้สึกอึดอัด

“ยอมรับว่าการพัฒนาทรัพยากรบุคคลเป็นเรื่องยากที่สุด แต่เป็นสิ่งแรกต้องทำ เพราะสำคัญมาก จะสังเกตเห็นว่าหลายแบรนด์ทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จ นั่นเพราะเขาไม่อบรมพนักงาน ไม่พัฒนาให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ไม่สร้างความเข้าใจให้พนักงานรู้ว่าทำไมต้องเปลี่ยนแปลง

สำหรับผมเลือกจะบอกให้พนักงานรู้ตัวก่อน และไม่ใช่เดินมาบอกว่าคุณต้องเปลี่ยนอย่างนั้นอย่างนี้ สิ่งที่เราทำคือสร้างความเข้าใจให้พนักงานก่อน เพราะเชื่อว่าถ้าพนักงานเห็นอนาคตร่วมกัน ก็จะเดินไปด้วยกันอย่างราบรื่น ซึ่งนั่นก็คือความจริง เพราะวันนี้จากที่ได้ผ่านจุดนั้นมา ทุกคนเข้าใจและทำได้”

การปรับวิธีบริหารจัดการมาอยู่ในรูปแบบศูนย์กลาง ยังให้ความสำคัญกับความเป็นมาตรฐานของอาหารทุกจานในทุกสาขา

“ครัวกลางจะตอบโจทย์ความเป็นมาตรฐานมากขึ้น แต่ด้วยร้านเสวยเน้นปรุงสด ฉะนั้น ในส่วนของหน้าร้านยังต้องมีครัว ซึ่งเราใช้พื้นที่ใหญ่ด้วย เพื่อปรุงอาหาร ฉะนั้น ครัวกลางจึงมีหน้าที่ป้อนวัตถุดิบที่ผ่านการตัดตกแต่งเรียบร้อยแล้ว ลูกค้าจึงมั่นใจได้ว่า เนื้อทุกชิ้นที่เขาได้รับมาตรฐานเท่ากัน มั่นใจในความสะอาด และคุณภาพ ส่วนเมนูไหนอาศัยน้ำซอสปรุงรส ครัวกลางจะจัดส่งให้ทุกสาขา ซึ่งการจัดระบบเช่นนี้ส่งผลด้านความรวดเร็วในการทำงาน ลูกค้าไม่ต้องรอนาน การบริหารจัดการก็ง่ายขึ้นมาก”

เรื่องเล่าบนโต๊ะอาหาร

สีสัน วันดีๆ ที่ “เสวย”

แม้การรีแบรนดิ้งจะเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2556 และในวันนี้ผู้บริหารร้านเสวย ก็ยังคงมุ่งมั่นกับการดำเนินการต่อไป เพื่อให้เห็นภาพสู่ความสมบูรณ์แบบยิ่งๆ ขึ้น

“ผมหวังให้ผู้ที่มาร้านเสวย หากอยู่ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ มาแล้วมีความสุขกับการแชร์ผ่านโลกโซเชียลมีเดีย ในขณะเดียวกัน สำหรับกลุ่มผู้ใหญ่ก็ได้มีเวทีในการเล่าเรื่องราวในอดีต เพิ่มเรื่องราวและความน่ารักบนโต๊ะอาหาร กลายเป็นสถานที่ของครอบครัว ซึ่งในวันนี้เราได้เห็นภาพนั้นแล้ว

ฉะนั้น ในวันนี้ผมพูดได้ว่า ลูกค้าของเสวยไม่ได้เปลี่ยนไป เพียงแต่เพิ่มขึ้นมาด้วยการรีแบรนด์ เสวยยังคงได้รับความอบอุ่นจากลูกค้าวัย 45 ปีขึ้นไป ในขณะเดียวกัน ก็ได้กลุ่มลูกค้า 45 ปีลงมา”

คุณพีรพงศ์ ยังกล่าวถึงสัดส่วนลูกค้าเข้าร้านว่า อยู่ในกลุ่ม 45 ปีขึ้นไปประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวซึ่งยังคงตอบรับดีอีกราว 30 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือคือกลุ่มคนรุ่นใหม่

กับการขยายสาขามาถึงวันนี้ 7 แห่ง สามารถสร้างยอดขายประมาณ 120 ล้านบาท ต่อปี ซึ่งในปี 2559 วางเป้ายอดขายไว้ 220 ล้านบาท กับการขยายสาขาให้ได้ 10 แห่ง และยังวางเป้าหมายระยะยาวในปี 2565 กับการสร้างยอดขายสู่ตัวเลข 500 ล้านบาท กับ 20 สาขาทั่วพื้นที่กรุงเทพฯ

คุณพีรพงศ์ ยังกล่าวยืนยันถึงตัวเลขยอดขายที่คาดการณ์ไว้ว่ามีโอกาสเป็นไปได้ แม้คู่แข่งจะผุดขึ้นราวดอกเห็ด “ถ้ามองคู่แข่งร้านอาหารไทยโดยตรง ตั้งอยู่ในพื้นที่ห้างเรียกว่าน้อยมาก แต่การทำธุรกิจ เรามองแค่คู่แข่งทางตรงอย่างเดียวไม่ได้ เพราะผู้ที่เดินเข้าห้างเขามาเพื่อเลือกว่าจะเข้าร้านไหนดี ฉะนั้น เราต้องทำให้ร้านอยู่ในสายตาของลูกค้าให้ได้ เราจึงต้องปรับตัว”

และกับการรีแบรนดิ้ง ก็ถือเป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนมาสู่ตัวเลข ที่อาจเอื้อมได้

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ กิจการร้านอาหาร

ชื่อกิจการ “เสวย”

เจ้าของกิจการ คุณพีรพงศ์ ดาวพิเศษ

เงินลงทุน 25,000 บาท ต่อตารางเมตร

ขนาดพื้นที่ ขั้นต่ำสาขาละ 200 ตารางเมตรขึ้นไป

(ให้ความสำคัญกับพื้นที่ครัวขนาดใหญ่ 60 ตารางเมตร)

ระยะเวลาคืนทุน 1-3 ปี

กำไรสุทธิ ประมาณ 12-13 เปอร์เซ็นต์

กลุ่มลูกค้า ประมาณ 25 ปีขึ้นไป

แรงงาน ประมาณ 23 คน ต่อสาขา

จุดเด่น การรีแบรนดิ้ง ทำให้เกิดจุดดึงดูด ทั้งภาพลักษณ์ภายนอกและภายใน

งบประมาณในการรีแบรนดิ้ง 25 ล้านบาท

เมนูแนะนำ ซี่โครงเสวย เป็ดล่อน เปาะเปี๊ยะเสวย ทอดมันกุ้ง เป็นต้น

ราคาอาหาร เริ่มต้น 125 บาท

จุดมุ่งหมายในอนาคต หากขยายสาขาในกรุงเทพฯ ได้ครบ 20 สาขา

เสวยวางแผนก้าวสู่การเปิดสาขาในประเทศสิงคโปร์

ด้วยเหตุผลว่าเป็นประเทศที่มีกลุ่มคนหลากหลาย นิยมบริโภคอาหารไทย

กฎระเบียบข้อบังคับไม่ยุ่งยาก และถือเป็นประเทศที่ให้โอกาสธุรกิจร้านอาหารใหม่ๆ

แต่ต้องเป็นธุรกิจที่มีทิศทางดี

สถานที่ตั้ง ร้านเสวย สาขาเบลล์ แกรนด์ พระราม 9

เลขที่ 141/1 อาคารเดอะ ช็อปปส์ แกรนด์ พระราม 9 ชั้น G ห้องเลขที่ Bg.014B

ถนนพระราม 9 แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10310

โทรศัพท์ (02) 168-1347

 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 5,712 other followers

%d bloggers like this: