ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

“เล็กนมสด” เมืองอุบลฯ จากรถเข็นสู่ธุรกิจเงินล้าน มีนาคม 13, 2015

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07063151057&srcday=2014-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 359

อาหารสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

“เล็กนมสด” เมืองอุบลฯ จากรถเข็นสู่ธุรกิจเงินล้าน

เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ใครเลยจะนึกว่า “วิรัตน์ และ ถุงเงิน เกิดผล” สองสามีภรรยาเจ้าของรถเข็นขายขนมปังนมสดริมถนนในตัวเมืองอุบลราชธานีจะกลายมาเป็นเศรษฐีที่มีกิจการใหญ่โต มีเงินซื้อตึกหลายห้อง และยังซื้อที่ดินสร้างอาคารรองรับลูกค้าที่นับวันจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งคนอุบลฯ เองและจากทั่วประเทศ

ผู้คนจำนวนไม่น้อยหากมาเมืองดอกบัวครั้งใดก็จะต้องแวะไปที่ร้าน “เล็กนมสด” โดยเฉพาะคนที่ชื่นชอบขนมปังและนมสดทั้งหลาย รวมทั้งบรรดาคุณพ่อคุณแม่ที่อยากจะพาลูกๆ หลานๆ มาสนุกสนานกับบรรยากาศน่ารักๆ ของร้านนี้ ซึ่งมีทั้งรถรางให้นั่ง และมีสัตว์ต่างๆ ให้ขี่เล่น โดยมีรูปปั้นวัวตัวใหญ่และกังหันยักษ์เป็นสัญลักษณ์ให้เห็นชัดเจน

จุดเด่นรถราง-กังหัน-รูปปั้นวัว

คุณวิรัตน์ หรือ คุณเล็ก ย้อนเล่าถึงความเป็นมาของธุรกิจร้านนมสดแห่งนี้ว่า ตัวเองเป็นคนสระบุรี เรียนจบ ปวส. ช่างยนต์ เคยทำงานที่บริษัทตรีเพชรอีซูซุเซลส์มา 10 กว่าปี จากนั้นลาออกเพื่อมาทำธุรกิจที่อุบลฯ เมื่อปี 2534 เนื่องจากพี่สาวค้าขายอยู่ที่นี่ และตัวภรรยา (คุณถุงเงิน หรือ คุณแหม่ม) เองก็ชอบค้าขาย

“เราเริ่มจากรถเข็นคันเล็กๆ ปีแรกๆ ขายขนมปังนมสด สังขยา ไม่ได้มีหน้าหลากหลายเหมือนทุกวันนี้ ปีแรกๆ ค่อนข้างลำบาก ผมเป็นเจ้าแรกของเมืองอุบลฯ ที่มาสอนให้คนที่นี่ดื่มนม ซึ่งการสอนให้ใครทำอะไรสักอย่างบอกได้คำเดียวว่า ลำบากมาก พอย่างเข้าปีที่ 3 เริ่มขายได้จาก 3 โต๊ะ ริมถนน กลายเป็น 60 โต๊ะ”

กิจการขนมปังนมสดของสามีภรรยาคู่นี้ไปได้ดีทีเดียว และจากการเก็บหอมรอมริบ ในปี 2540 พวกเขาก็ได้ไปซื้อตึก 1 ห้อง แถวถนนอุปลีสาน ซึ่งแม้แต่ก่อนจะเป็นเขตนอกเมือง แต่ปัจจุบันกลายเป็นย่านเศรษฐกิจอีกแห่งของอุบลฯ ขณะที่กิจการก็ดีขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งมีเงินซื้อตึกแถวเพิ่มขึ้น ปัจจุบันตึกแถวนั้นคุณวิรัตน์ซื้อไว้เกือบหมดถึง 6 ห้อง และยังซื้อที่ดินด้านข้างๆ อีก รวมแล้วมีเนื้อที่ 2 ไร่

ใครไปในตัวเมืองอุบลฯ หลายรายที่ชอบถ่ายรูปแม้ไม่ใช่ลูกค้าของร้านเล็กนมสด เมื่อผ่านตรงร้านก็อยากจะเข้าไปถ่ายรูปโบกี้รถรางและรูปปั้นวัวตัวใหญ่ยักษ์ รวมถึงกังหันอันเบ้อเริ่มเทิ่ม ซึ่งทำให้บรรยากาศโดยรวมแล้วเหมือนสวนสนุกย่อมๆ อย่างนั้นแหละ

ถามคุณวิรัตน์เกี่ยวกับการตกแต่งร้าน เจ้าตัวบอกเป็นคนเขียนแบบเอง แต่ภรรยาจะเป็นคนจัดวางต้นไม้ ไม่ได้จ้างสถาปนิกที่ไหน ใช้วิธีนึกเอาเอง เช่น ต้องการทำรถรางให้มันยาวซึ่งคันนี้ก็ยาวที่สุดในประเทศไทย ไม่ได้ซื้อมา แต่ประกอบขึ้นมาเอง เพราะเรียนจบช่างมา รูปปั้นวัว เขียนแบบแล้วให้ช่างศิลป์เป็นคนปั้น กังหันก็ดีไซน์เอง ประดิษฐ์ขึ้นมาเอง เพราะมันเป็นสัญลักษณ์ของนม ส่วนโทนสี ภรรยาชอบสีส้มเลยใช้กังหันเป็นสีส้ม

เน้นอาหาร-เครื่อมดื่มเพื่อสุขภาพ

ร้านเล็กนมสดเปิดขายตั้งแต่เวลา 09.00-24.00 น. (สอบถามได้ที่ โทรศัพท์ (045) 240-149) ซึ่งจะมีลูกค้ามากินและมาซื้อกลับบ้านกันทั้งวัน บางวันอย่างเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดยาวลูกค้าจะแน่นเต็มไปหมดทุกโต๊ะ โดยเฉพาะในโบกี้รถราง ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนทุกเพศทุกวัย

คุณวิรัตน์ เล่าว่า ทางร้านสั่งนมสดจากคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ซึ่งไม่ได้ผลิตน้ำนมไว้ขายทั่วไป แต่ไว้สำหรับงานวิจัย แต่มีบางส่วนที่ทางร้านไปสนับสนุนให้ทางคณะเกษตรศาสตร์ทำเพื่อขายให้ ใน 1 วันทางร้านใช้น้ำนมดิบประมาณ 100 กิโลกรัม ซึ่งขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศด้วย ธรรมชาติของการขายนมดิบ วันนี้ขายได้ 70 กิโลกรัม พรุ่งนี้อาจขายได้แค่ 50 กิโลกรัม ถ้าเป็นหน้าหนาว อาจตักนมร้อนได้ 100 กิโลกรัม ถ้าขายหน้าร้อนอาจได้น้อยกว่านั้น

ร้านเล็กนมสด นอกจากมีขนมปังและนมสดแล้ว ยังมีเมนูอาหารอื่นๆ อีกด้วย รวมถึงน้ำผลไม้ต่างๆ ซึ่งล้วนดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพ

“ที่ร้านมีเมนูหลากหลายมากเลย เช่น น้ำผลไม้สกัด สลัด ส่วนใหญ่จะเน้นเมนูเพื่อสุขภาพ ผมมีความเชื่อว่าถ้าผมทำให้คนมีสุขภาพที่ดี ไม่มากก็น้อย จะส่งบุญกุศลให้ลูกเมีย มีสุขภาพที่ดีขึ้น ผมมีความเชื่อว่า จะเป็นพลังที่จะช่วยได้ แล้วก็มีสเต๊ก อาหารจานเดียว เป็นเมนูเสริมขึ้นมา ส่วนอะไรที่สามารถทำเป็นเมนูนมสดได้ก็จะทำ อย่างตอนนี้ที่แฟนผมคิดขึ้นมาก็คือ เต้าฮวยนมสด ซึ่งผมพูดได้เลยว่า ในประเทศไทยไม่มี ที่เห็นกัน เป็นเต้าฮวยธรรมดา แต่ของผมจะใช้นมสดแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ ตีลงไปเลย”

ในส่วนขนมปังนั้น คุณวิรัตน์ ให้ข้อมูลว่า ทำเอง เป็นสูตรของทางร้าน สังขยาใบเตยถือเป็นสูตรเด็ดของร้านที่ภรรยาปรุงได้คนเดียว โดยทำจากวัตถุดิบที่ดี คือ ใบเตยจริงๆ รับรองได้เลยว่า ไม่ได้ใส่สารกันบูด

สำหรับเมนูยอดฮิตที่คนสั่งบ่อยมีนมสดเย็น กับโบ๊ตเย็น ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของเล็กนมสดที่คิดขึ้นมาเอง อย่างลูกค้าต้องการโกโก้ ทางร้านจะเติมโก้โก้ลงไปในนมสด ซึ่งกลิ่นโกโก้จะออกมา แต่รสชาติยังเป็นนมสดอยู่

รังนก ขายชามละ 50 บาท

คุณวิรัตน์ แจงว่า ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็น เยาวชน นักเรียน นักศึกษา กลุ่มลูกค้าทั่วไปจะมีทุกเพศทุกวัย ต่างจากสมัยก่อนที่จะมีแต่ครูบาอาจารย์ นักกีฬา นักเรียน แต่ตอนนี้มีลูกค้าหลากหลายขึ้นอาจเป็นเพราะทางร้านขายอาหารด้วย

“ตอนนี้คนอุบลฯ กับคนกรุงเทพฯ นิยมมาที่นี่กัน เห็นใครๆ เขาบอกว่า ถ้ามาอุบลฯ ต้องมาร้านเล็กนมสด และเราก็ได้รับความเมตตาจากทางจังหวัดหรือจาก ททท. บ้างพาแขกมาทาน รวมทั้งจากปากต่อปากของลูกค้าเอง”

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ลูกค้าร้านเล็กนมสดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ลูกค้าเก่ายังแวะเวียนมาใช้บริการกันตลอด นั่นเพราะร้านนี้ขายอาหารและเครื่องดื่มไม่แพง อย่างที่คุณวิรัตน์ ระบุ ราคาของเมนูสูงสุดตอนนี้แก้วละ 20 บาท เป็นเมนูนมสดแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ ที่รีดออกมาแล้วนำมาตักขายเลย สูงสุดคือ รังนก ชามละ 50 บาท ซึ่งก็เหมาะกับภาคอีสาน ถือว่าเต็มที่แล้ว ถ้าเป็นกรุงเทพฯ ตกชามละ 150 บาทขึ้นไป แต่อยู่ตรงนี้จะทำแบบนั้นไม่ได้ ยิ่งถ้าจะขึ้นราคา ขนมปัง นม เป็นเรื่องที่ยากเพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็นเยาวชน

จากรถเข็นริมทางจนมีกิจการใหญ่โตทุกวันนี้ เจ้าตัวบอกว่า “ไม่ได้เน้นเรื่องกำไรมากมาย คิดแค่ว่าเราอยู่ได้ ลูกน้องอยู่ได้ ผู้บริโภคมีความสุขกับการเข้ามาอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ผมเชื่อว่าคนที่สร้างขนาดนี้ เป็นไปไม่ได้ว่าจะเห็นผลกำไร เพราะเป็นการสร้างด้วยใจรัก อย่างผมก็สร้างขึ้นมาด้วยใจรัก คือ มีความสุขเพียงพอแล้วแค่นั้น ไม่จำเป็นต้องร่ำรวย เวลาที่ผมเห็นลูกค้า มานั่งเล่นเน็ต มานั่งทำการบ้าน ผมรู้สึกมีความสุข ให้เขานั่งกันตามสบายเลย”

ลูกค้าไม่มีที่พัก จัดที่ให้นอน

ความใจดีและความใจบุญของสองสามีภรรยาคู่นี้เป็นที่รับทราบกันดีในหมู่คนใกล้ชิด รวมถึงลูกค้าบางส่วน เพราะเมื่อลูกค้าบางคนมาเที่ยวอุบลฯ ในช่วงเทศกาลสำคัญๆ แต่ไม่สามารถหาที่พักได้ เขาก็จัดที่ให้นอน ซึ่งมีห้องพักรับรองไว้หลายห้อง

“ด้านหลังของร้านมีห้องพักคล้ายโฮมสเตย์ มีที่นอนแบบพับได้ให้ปูนอนได้ ลูกค้าบางคนมาทานนมแล้วมาดูแห่เทียน แต่ไม่มีที่พักจริงๆ ผมกับแฟนก็ให้พักให้อยู่ฟรี เพราะบางคนมาไกล แถมมาแล้วยังไม่มีที่พัก”

สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ร้านเล็กนมสดมีกิจการใหญ่โตขึ้นเพราะคุณวิรัตน์และคุณถุงเงินขยันขันแข็ง แม้จะมีพนักงานในร้าน 20 กว่าคน แต่สามีภรรยาคู่นี้ก็ยังช่วยกันค้าขายตลอด

“ผมกับแฟนเป็นคนที่ทำไม่หยุด ทำไปเรื่อยๆ แต่ที่ทำมาถึงจุดนี้องค์ประกอบสำคัญก็คือ ครอบครัว ผม ภรรยา และลูก อย่างผมกับแฟนก็มีความตั้งใจทำมาหากิน ทำแบบไม่มีวันหยุด พอหยุดเราก็จะหากิจกรรมทำ เช่น ปลูกต้นไม้ ถ้าผมมีแรงก็จะทำไปจนกว่าวันใดวันหนึ่งจะทำไม่ได้ นอกจากนี้ ผมไม่ได้คิดว่าใครจะเป็นคู่แข่ง แต่กลับรู้สึกยินดี บางครั้งผมยังแนะนำให้ด้วยว่าควรจะทำยังไง มันเป็นการช่วยเหลือกันมากกว่า”

เจ้าตัวพูดถึงแผนในอนาคตว่าจะพัฒนาไปเรื่อยๆ อย่างด้านหลังจะก่อสร้างเป็นตัวอาคารที่สามารถหลบแดด หลบฝนได้ ทั้งหมดนี้ถ้าเต็มพื้นที่สามารถรองรับลูกค้าได้ประมาณ 200-300 คน ถ้าหน้าฝน ภาคสนามจะนั่งไม่ได้ ต้องหลบเข้าอาคาร แต่คงไม่ขยายไปที่อื่น คิดว่าจะทำตรงนี้ให้ดีที่สุดให้สมกับที่ชาวอุบลฯ ไว้วางใจ และจะพยายามทำให้เป็นหน้าเป็นตาของจังหวัด

นับเป็นผู้ประกอบการอีกรายที่เป็นตัวอย่างที่ดีเพราะแม้จะเริ่มต้นมาจากรถเข็นลงทุนหลักพัน แต่ด้วยความขยันขันแข็งและมุ่งมั่นเพื่อให้ลูกค้าได้ทานได้ดื่มของดีเพื่อสุขภาพ ความตั้งใจดีเหล่านี้ส่งผลให้กิจการของพวกเขาเติบโตรุ่งเรืองมีเงินสะพัดและมีเงินเก็บออมหลักหลายล้าน พร้อมกันนี้ยังได้ช่วยเหลือเจือจานสังคมตามกำลังความสามารถ

 

“ชีสเค้กพาเลท” สั่งได้แค่ปลายนิ้ว

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07068151057&srcday=2014-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 359

อาหารสร้างอาชีพ

มีนา

“ชีสเค้กพาเลท” สั่งได้แค่ปลายนิ้ว

“มีช่วงหนึ่งต้องเปลี่ยนงาน ทำให้มีเวลาหยุดพักอยู่กับบ้าน แต่จะมีออร์เดอร์ขนมมาให้ทำต่อเนื่อง เครื่องไม้เครื่องมือจึงค่อยๆ เพิ่มขึ้น แต่ตอนแรกบอกตรงๆ ว่าไม่คิดถึงขั้นเป็นอาชีพ จึงไม่ได้มานั่งมองว่า จุดคุ้มทุนอยู่ตรงไหน ลงทุนเท่าไร รู้แต่ว่าทำแล้วมีความสุข ได้เงินมาซื้อเครื่องมือเพิ่ม ได้กำไรบ้าง ก็โอเคแล้ว”

จะดีแค่ไหนถ้าเราได้อยู่กับสิ่งที่รัก ได้ทำในสิ่งที่ชอบ

“ความสุข” น่าจะคือคำตอบ ดังเช่น คุณเบญจรงค์ เตชะมวลไววิทย์ หรือ คุณพุด ผู้ซึ่งเดินอยู่บนเส้นทางสายอาชีพที่ตนรัก ไม่ว่าจะในตำแหน่งพนักงานฝ่ายการเงิน ประจำธนาคารแห่งหนึ่ง และอาชีพอิสระกับการลงมือทำชีสเค้กรสอร่อย ภายใต้แบรนด์ “ชีสเค้กพาเลท”

ชอบทำขนมแต่เด็ก

เรียนรู้ สู่อาชีพที่รัก

วิธีเดินสู่เส้นทางสายอาชีพที่รัก ไม่ใช่เรื่องเป็นไปได้ยาก สำหรับคุณเบญจรงค์แล้วเธอเริ่มเลือกตั้งแต่ด้านการศึกษา สาขาการเงินการธนาคาร จนกระทั่งสมัครเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานการเงินให้กับสถาบันการเงินหลายแห่ง

ความสุขกับการทำงานประจำ ทำให้เธอประสบความสำเร็จในบทบาทหน้าที่

ส่วนความสุขอีกด้านหนึ่ง คือ ทำอาหาร ที่เริ่มเกิดเป็นความชอบตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็กหญิง “ตอนเป็นเด็ก หลายคนจะไปเล่นสนุกกัน แต่ว่าพุดชอบอยู่กับหนังสือ ชอบดูรายการอาหาร พอดูแล้วก็มาทดลองทำ จนกระทั่งตอนเรียนมัธยมปลาย ขอแม่ไปเรียนคอร์สสั้นๆ ที่สถาบันอาหารหลายแห่ง”

ความชอบด้านการปรุงติดตัวมาแม้เติบโตก็ยังไม่จางหาย คุณเบญจรงค์ยังคงทำอาหาร โดยเฉพาะกับเมนูเค้กและขนมอบ ไปแจกจ่ายให้ญาติๆ และเพื่อนๆ ได้ลิ้มรส จนกระทั่งเกิดยอดสั่งซื้อตามมา

“มีช่วงหนึ่งต้องเปลี่ยนงาน ทำให้มีเวลาหยุดพักอยู่กับบ้าน แต่จะมีออร์เดอร์ขนมมาให้ทำต่อเนื่อง เครื่องไม้เครื่องมือจึงค่อยๆ เพิ่มขึ้น แต่ตอนแรกบอกตรงๆ ว่าไม่คิดถึงขั้นเป็นอาชีพ จึงไม่ได้มานั่งมองว่าจุดคุ้มทุนอยู่ตรงไหน ลงทุนเท่าไร รู้แต่ว่าทำแล้วมีความสุข ได้เงินมาซื้อเครื่องมือเพิ่ม ได้กำไรบ้าง ก็โอเคแล้ว”

จากการเดินทางไปนิวยอร์ก ทำให้เห็นช่องทางตลาด “ที่อเมริกาจะมีชีสเค้กเยอะมาก พอทานแล้วก็คิดว่าน่าจะลงมือทำเองบ้าง จึงสมัครเรียนคอร์สสั้นๆ ที่นั่น เพราะเห็นว่าในบ้านเราไม่ค่อยมีใครทำกัน พอกลับมาทดลองทำให้เพื่อนๆ ทาน ปรากฏว่าชอบ ก็เลยลองขาย”

ขายผ่านออนไลน์

เค้กสไตล์นิวยอร์ก

การขายปลีกผ่านระบบออนไลน์ไปพร้อมๆ กับการสร้างแบรนด์ ชีสเค้กพาเลท โดยชูจุดขายชีสเค้กสไตล์นิวยอร์ก เริ่มต้นขึ้น ส่วนลูกค้านั้นมีทั้งพนักงานบริษัท หน่วยงาน ร้านกาแฟ โดยคุณเบญจรงค์กำหนดกติกาการสั่งซื้อล่วงหน้า 2 วัน เนื่องด้วยชีสเค้กใช้ระยะเวลาทำประมาณ 8 ชั่วโมง

“จะส่งเฉพาะในกรุงเทพฯ เท่านั้น เพราะถ้าไกล ความเสียหายจะสูง เราส่งโดยมอเตอร์ไซค์ ซึ่งตอนนั้นก็ได้ยอดขายมาเรื่อยๆ แต่ไม่หวือหวา”

เสียงเรียกร้องให้เปิดหน้าร้าน เริ่มตามมา ด้วยเพราะมีลูกค้าจำนวนหนึ่ง ต้องการเดินทางมาซื้อด้วยตนเอง เพื่อความรวดเร็ว เป็นเหตุให้คุณเบญจรงค์คิดหาทำเลตั้งร้าน ซึ่งก็ประจวบเหมาะ เพื่อนสนิทมีพื้นที่อยู่ในซอยสุขุมวิท 36 จึงขอเช่าสร้างหน้าร้านเล็กๆ กระทั่งต่อมา ขยับขยายรองรับลูกค้าได้ราว 15 คน

“ลูกค้าหลักคือบริษัทต่างๆ มีอยู่กว่า 10 แห่ง โดยเขาจะซื้อเพื่อไปจัดเลี้ยง อบรม สัมมนา สวัสดีปีใหม่ หรือในเทศกาลต่างๆ ยอดสั่งซื้อครั้งหนึ่งประมาณ 5,000-50,000 บาท แต่ว่าบางปีถ้าเขาเปลี่ยนเป็นสินค้าอื่นแทน ยอดขายจะลดลง ทำให้ต้องคิดถึงช่องทางจำหน่ายที่หลากหลายขึ้น”

การขายผ่านระบบออนไลน์ จึงเป็นช่องทางที่คุณเบญจรงค์ยังคงให้ความสำคัญ แต่ถ้าจะให้ยอดขายขยับ ต้องมีการกระตุ้นการรับรู้อย่างต่อเนื่อง และสื่อแขนงต่างๆ รวมไปถึงสื่อออนไลน์ ก็คือวิธีการเข้าถึงที่เห็นผล

นอกจากนั้นแล้ว ผู้ประกอบการคนขยัน ยังคิดถึงระบบขายส่งผ่านเว็บไซต์ เพื่อรองรับกลุ่มธุรกิจและหน่วยงานต่างๆ อาทิ ร้านเครื่องดื่มประเภทชา-กาแฟ งานพิธีต่างๆ หรือแม้กระทั่งหน่วยงาน ที่กำลังมองหาขนมไว้จัดเสิร์ฟช่วงพักการอบรม สัมมนา การจัดงานเลี้ยงเนื่องในโอกาสต่างๆ หรือแม้แต่การซื้อเป็นของขวัญของฝากมอบแด่ลูกค้า

“กลุ่มลูกค้าที่มอง คือ กลุ่มเดิม ร้านกาแฟ ร้านอาหาร บริษัทต่างๆ ส่วนยอดสั่งซื้อ มองว่าถ้ารวมกันแล้วได้ 4,000 บาท ก็ส่งให้ เพราะอย่างร้านกาแฟเล็กๆ เขาไม่ได้ขายเค้กเป็นหลัก จำนวนจึงไม่ใช่สิ่งที่จะไปกำหนดได้ ขอแค่ให้ออร์เดอร์ต่อเนื่องก็พอใจแล้ว”

วิธีขายหลากหลาย

ได้ลูกค้ามากกลุ่ม

การจับช่องทางจำหน่ายหลายช่องทาง ทำให้ฐานลูกค้าขยายกว้างขึ้น อย่างการสร้างหน้าร้าน ส่งผลให้เกิดลูกค้าทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ “ลูกค้าหน้าร้านจะเป็นชาวต่างชาติประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะคนญี่ปุ่น เขาจะชอบความเรียบง่าย แต่ดูดี และก็ยังได้กลุ่มวัยทำงาน อายุ 20 ปลายๆ ไปจนถึง 40 กว่าๆ เข้ามาอุดหนุน ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้ก็จะอยู่ในกลุ่มออนไลน์ด้วย”

และเพื่อให้สินค้าตอบโจทย์ผู้ซื้อ คุณเบญจรงค์ ว่า ต้องมีความหลากหลาย จึงได้คิดสูตรการปรุงเมนูใหม่ๆ ขึ้นมา จนบัดนี้มีกว่า 40 รายการแล้ว อาทิ คุกกี้ มัฟฟิน สโคน สติ๊ก มาการอง บราวนี่ แต่สินค้าที่ยังได้รับความนิยมยังคงเป็นชีสเค้กหลากรส อาทิ ชีสเค้กชาไทย

ทั้งนี้ สำหรับหน้าร้าน คุณเบญจรงค์ได้เรียนรู้การปรุงเมนูเครื่องดื่ม และอาหารเบาท้อง อย่างสลัด และแซนด์วิช ไว้บริการด้วย

“เมื่อก่อนจะทำเค้กเป็นปอนด์ทั้งหมด แต่ต่อมาผู้ซื้อเริ่มหลายกลุ่ม จึงต้องผลิตสินค้าที่อยู่ในความต้องการของเขาด้วย ประกอบกับพุดไม่ชอบอะไรที่จำเจ จึงผลิตชีสเค้กที่เป็นชิ้นออกมา แล้วก็จะมีรูปแบบอื่น อย่างทำเป็นสติ๊ก ซึ่งเมนูนี้ได้รับความนิยมนำไปจัดเลี้ยง”

การมีหน้าร้าน ทำให้สินค้าพร้อมบริการตลอดเวลา ฉะนั้น หากลูกค้าต้องการสินค้าด่วน แต่ไม่มีเวลามาถึงที่ คุณเบญจรงค์เปิดวิธีขายด้วยการส่งด่วนภายใน 1 ชั่วโมง สำหรับพื้นที่ละแวกใกล้เคียง และสำหรับลูกค้าที่ซื้อสินค้าตั้งแต่ 2,000 บาทขึ้นไป บริการค่าจัดส่งฟรี ในเขตพื้นที่ พระโขนง วัฒนา คลองเตย พญาไท บางรัก ปทุมวัน ส่วนนอกเขตพื้นที่ยอดสั่งซื้อ 3,000 บาท บริการค่าจัดส่งฟรี เช่นกัน

“เค้กจะเป็นสินค้าที่เสียหายง่ายในระบบขนส่ง ฉะนั้น จึงต้องระมัดระวังตั้งแต่การบรรจุหีบห่อ ฝ่ายขนส่งเองก็ต้องระมัดระวัง จึงต้องจำกัดพื้นที่ส่งเฉพาะในกรุงเทพฯ อย่างเคยมีลูกค้าต่างจังหวัดโทรมา บอกคิดค่าส่งเท่าไหร่ก็ยอม ก็ต้องตอบปฏิเสธ เพราะไม่คุ้มกับความเสียหาย แต่การตอบปฏิเสธนั้นต้องสุภาพ บางครั้งส่งการ์ดไปขอโทษ ด้วยเพราะพุดมองว่าความรู้สึกของลูกค้าสำคัญมาก และการขายสินค้าในยุคโซเชียล ต้องรอบคอบ ผิดพลาดไปชื่อเสียงจะเสียทันที จึงต้องระวังมาก แต่ถ้าทำดีแล้ว แต่เกิดด้วยเหตุสุดวิสัย ก็ต้องยอมรับ”

ความสุขเกิดได้

ถ้าทำด้วยใจรัก

แม้วันนี้ ชีสเค้กพาเลท จะทำรายได้หลายหมื่นบาท หรือในช่วงเทศกาล ปีใหม่ วาเลนไทน์ ยอดขายขยับสูงถึงหลักแสน ซึ่งกับยอดขายดังกล่าวนี้หากจะยึดเป็นอาชีพหลักก็มีความเป็นไปได้ แต่ทว่า คุณเบญจรงค์ยังคงขออยู่กับตำแหน่งพนักงานประจำบริษัทต่อไป เพราะเชื่อว่า ทั้ง 2 หน้าที่นี้ทำได้โดยไม่กระทบกระเทือนกัน

“ยอมรับว่าเหนื่อยมาก แต่ว่าสิ่งที่ทำอยู่ทั้ง 2 ด้าน คือ ความชอบ ทำแล้วมีความสุข โดยกับงานประจำ ความรับผิดชอบจะตามสายงานที่ได้รับมอบหมาย แต่กับอาชีพอิสระ ทุกบทบาท ทุกแผนก ต้องบริหารจัดการได้หมด ต้องแก้ปัญหาได้ ต้องมีความละเอียด ยิ่งกลุ่มลูกค้าสูงขึ้น ก็ยิ่งต้องรอบคอบพิถีพิถันมากขึ้น แต่สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ไม่ว่าจะเรื่อง ทักษะการดูแลคน การสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้า การตลาด การคำนวณจุดคุ้มทุน การเงิน เราได้ประสบการณ์จากการทำงาน โดยเฉพาะการเงิน ที่ถือเป็นปัญหาของคนทำธุรกิจ แต่เพราะพุดเรียนและทำงานด้านนี้มา ปัญหาจึงไม่เกิด”

ฉะนั้น สำหรับผู้ที่มุ่งหวังจะประสบความสำเร็จกับอาชีพอิสระ ในขณะเดียวกัน งานประจำก็ไม่เสีย คุณเบญจรงค์ แนะนำ 3 ประการหลักๆ คือ 1. มีใจรักในสิ่งที่ทำ เพราะทุกความสำเร็จเกิดได้ด้วยใจรัก และจะนำมาซึ่งความสุข 2. จัดสรรเวลาให้ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานทั้ง 2 บทบาทหน้าที่ที่รับผิดชอบ และ 3. ต้องมีทัศนคติที่ดี เพราะแม้ได้ทำในสิ่งที่รัก แต่ใช่ว่าจะหลีกหนีปัญหาพ้น ฉะนั้น หากมีทัศนคติดี ก็จะส่งผลให้เรียนรู้การแก้ปัญหา ยอมรับได้ และไม่ย่อท้อ

สำหรับผู้สนใจต้องการติดต่อ ชีสเค้กพาเลท ตั้งอยู่ เลขที่ 16 สุขุมวิท 36 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 โทรศัพท์ (02) 661-2338, (085) 600-8801 หรือ http://www.cheesecakepalette.com

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ผลิตจำหน่ายเค้ก ขนมอบ

ลักษณะกิจการ เอสเอ็มอี

ชื่อกิจการ ชีสเค้กพาเลท

เงินลงทุน หลักหมื่น

ราคาขายสินค้า ชิ้นละ 40 บาทขึ้นไป

ยอดขาย ออนไลน์ ประมาณ 20,000-40,000 บาท

กำไร ประมาณ 1 เท่าตัว (จากต้นทุนวัตถุดิบ)

กลุ่มลูกค้า อายุ 20 ปีขึ้นไป บริษัท ร้านอาหาร ร้านเครื่องดื่ม เป็นต้น

จุดเด่น ชีสเค้กออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทย, ชีสเค้กสไตล์นิวยอร์ก, คุณภาพวัตถุดิบ เป็นต้น

ปัญหาอุปสรรค การขนส่งที่เกิดความเสียหายได้ง่าย

ช่องทางจัดจำหน่าย หน้าร้าน การขายระบบออนไลน์ ดีลิเวอรี่

สถานที่ตั้ง เลขที่ 16 สุขุมวิท 36 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110

โทรศัพท์ (02) 661-2338, (085) 600-8801

เว็บไซต์ http://www.cheesecakepalette.com

 

สปาเกตตีกึ่งสำเร็จรูป ง่ายๆ แค่ฉีกซอง…ต้มเส้น

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07036011057&srcday=2014-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 358

อาหารสร้างอาชีพ

สุธิษา

สปาเกตตีกึ่งสำเร็จรูป ง่ายๆ แค่ฉีกซอง…ต้มเส้น

จะดีแค่ไหนถ้าฝนตก รถติด อยู่บ้าน แต่ดินเนอร์มื้อนี้ คุณสามารถทำสปาเกตตีสไตล์อิตาเลียนแท้ๆ ได้เอง แถมง่ายและอร่อยเหมือนทานที่ร้าน ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องไปซื้อชีส ซื้อครีม หาผักชื่อแปลกๆ ให้วุ่นวาย

ฝันของคนรักอาหารสไตล์ฝรั่งเป็นจริงแล้ว เมื่อ “คุณอ็อบ-มัลลิกา การ์ริต้า” ทนายความสาวลูกครึ่งอิตาลี นำเส้นสปาเกตตีพร้อมซอสครีมและซอสมะเขือเทศสูตรอิตาเลียนแท้ แพ็กใส่ถุงขึ้นชั้นขายของในห้างสรรพสินค้าภายใต้แบรนด์ “Sugo” ขั้นตอนปรุงก็ง่ายแสนง่าย แค่ฉีกซอง ต้มเส้น ราดซอส เติมเนื้อสัตว์ตามใจชอบ ก็จัดปาร์ตี้ เลี้ยงเพื่อนได้สบาย

คุณอ็อบ เล่าว่า จุดเริ่มต้นของการออกผลิตภัณฑ์ มาจากความคิดที่ว่า “อยากให้คนไทยทำสปาเกตตีเป็น” ผนวกกับเธอเจอเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปลายปี 2554 บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและอาหารกระป๋องถูกกว้านซื้อจนหมดชั้นวางสินค้า เพราะคนไทยซื้อตุนกลัวว่าน้ำท่วมบ้านแล้วจะไม่มีอะไรทานประทังชีวิต แต่ลูกครึ่งอิตาลีอย่างเธอกลับทำซอสสปาเกตตีตุนเอาไว้ เพราะทำสปาเกตตีมันง่าย ยิ่งกว่าต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเสียอีก!!

เธอมีพื้นฐานจากการทำอาหารอิตาเลียนให้คุณพ่อชาวอิตาลีทานทุกวัน และคุณแม่มีสูตรเด็ดจากคุณย่าชาวเนเปิลส์ (นาโปลี) เมืองทางตอนใต้ของอิตาลี ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องศิลปะการทำอาหารรสเผ็ดจัดจ้านกว่าภาคอื่น แถมยังมีประสบการณ์เปิด “พาสต้า 54″ ร้านอาหารอิตาเลียนสไตล์โฮมเมด ย่านทองหล่อมานานกว่า 12 ปี

ประกอบกับไปสำรวจตลาดชั้นวางสินค้าอาหารอิตาเลียนในห้างสรรพสินค้า พบว่า ยังไม่มีใครทำสปาเกตตีกึ่งสำเร็จรูปสำหรับคนที่อยากทานครั้งเดียว หรือนานๆ ทานครั้ง ทำให้มั่นใจว่าตลาดยังขาดผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มนี้

“ก่อนหน้าได้ตรวจดูสินค้าประเภทเดียวกันในชั้นวางสินค้ายังไม่พบว่ามีใครทำสปาเกตตีกึ่งสำเร็จรูปขาย แม้ว่าจะมีน้ำซอสนำเข้าจากต่างประเทศ แต่ลูกค้าต้องซื้อเส้นสปาเกตตีแยกต่างหาก ทำทานแต่ละมื้อลูกค้าจะต้องเปลืองเงินมาก ช่องว่างตลาดนี้จึงน่าสนใจ”

เธอจึงคิดวิธีที่จะทำให้ซอสสปาเกตตีสูตรของร้านพาสต้า 54 อยู่ได้นานโดยไม่ต้องแช่เย็น และปรึกษาเพื่อนที่ทำงานสายฟู้ดไซน์ ช่วยคิดค้นทำวิจัย เมื่อได้วิธีแล้วเธอต้องนำตัวอย่างซอสส่งห้องทดลองเพื่อตรวจหาเชื้อ กรดด่าง และผลตรวจอายุของผลิตภัณฑ์อาหาร หรือ เชลฟ์ไลฟ์ (Shelf Life) เพื่อนำผลตรวจที่ได้ไปยื่นขอสัญลักษณ์ อย. จากสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา และเริ่มวางจำหน่ายสินค้าในห้างและร้านสะดวกซื้อเมื่อต้นปี 2557

“ใช้เวลาในการทดลอง ทำวิจัยและขอ อย. เพื่อให้สินค้าได้มาตรฐานสามารถวางขายในห้างสรรพสินค้าทั้งหมด 2 ปีเต็ม ระหว่างนี้ก็ออกแบบซอง ถ่ายรูปผลิตภัณฑ์ด้วยตัวเอง จะมีจ้างนักออกแบบเล็กน้อยเพื่อให้สินค้าดูเป็นมืออาชีพ ส่วนชื่อยี่ห้อไม่ซับซ้อนมากนักเพราะ Sugo เป็นภาษาอิตาลี แปลว่า ซอส”

ส่วนวิธีการเลือกช่องทางการจัดจำหน่ายและวางสินค้านั้น เธอเจาะกลุ่มห้างสรรพสินค้าที่ชาวต่างชาติและกลุ่มคนไทยที่ชอบทำอาหารฝรั่ง ซึ่งการขออนุญาตวางขายในห้างแต่ละแห่งนั้นจะมีความยากง่ายต่างกันแล้วแต่นโยบายว่าห้างใดยอมรับสินค้าจากผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) โดยปัจจุบัน “Sugo” มีวางขายแล้วที่ วิลล่า มาร์เก็ต เดอะมอลล์ทุกสาขา ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม สยามพารากอน ยูเอฟเอ็ม ฟูจิ และอยู่ในระหว่างยื่นขออนุญาตวางขายในท็อปส์

เธอเล่าว่า แม้ห้างเหล่านี้จะมีวัตถุดิบอาหารอิตาเลียนนำเข้าจากต่างประเทศ แต่ผลิตภัณฑ์ของเธอมีจุดแข็งและโดนใจคนที่ชอบทานสปาเกตตี แต่ทานเพียง 1-2 ครั้ง ต่อเดือน เพราะในซองจะบรรจุเส้นสปาเกตตีจำนวนพอเหมาะสำหรับผู้ชาย 1 ท่าน ต่อ 1 มื้อ หรือผู้หญิง 2 ท่าน ต่อ 1 มื้อ หากเป็นเด็กจะทานได้มากกว่า 3 คน ต่อ 1 มื้อ และซอสจะใช้สูตรเดียวกับที่ร้านพาสต้า 54 ปริมาณซอสขลุกขลิกกำลังดีตามสูตรของร้าน ข้างซองจะแจ้งถึงสูตรต้มเส้นให้เหนียวนุ่มในระดับพอดี

“ถ้าชอบทานครั้งเดียวต่อ 1 เดือน ของเราจะเหมาะมากกว่า และเราก็จับกลุ่มลูกค้าที่รักสุขภาพชอบความสดใหม่ของอาหาร เพราะตอนนี้ตลาดมีซอสแบบผง เวลาจะทานต้องผสมน้ำ คุณค่าทางอาหารน้อยเมื่อเทียบกับของเรา ส่วนซอสแบบขวด หากลูกค้าทานนานๆ ครั้งแล้วนำซอสแช่เย็นไว้ กว่าจะมาทานอีกครั้งซอสอาจเปลี่ยนรสชาติไปแล้ว”

นอกจากนี้ เธอยังยืนยันว่า ซอสของ Sugo มีความพิเศษไม่ต่างจากซอสนำเข้า เพราะใช้สูตรของคุณย่าซึ่งเป็นสูตรอิตาเลียนแท้ ซอสมะเขือเทศจะผ่านการเคี่ยวและปรุงไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง ส่วนซอสครีม เธอใช้ชีสจากประเทศอิตาลี เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามสูตรที่คุณย่าให้มา ด้านเส้นสปาเกตตีในซองก็ประกันความเหนียวนุ่ม เพราะเป็นเส้นที่นำเข้าจากอิตาลีเช่นกัน

คุณอ็อบยังเผยถึงวิธีดัดแปลงให้ซอสครีม และซอสมะเขือเทศพร้อมเส้นสปาเกตตีของ Sugo จากราคาแพ็กละ 90 บาท กลายเป็นเมนูที่ร้านอาหารอิตาเลียนขายในราคาไม่ต่ำกว่า 200 บาท ให้เราลองทำตามด้วย

“Sugo ซอสมะเขือเทศ รสนี้ลูกค้าต้องนำมาปรุงรสตามใจชอบเล็กน้อย อาจใส่เกลือเพิ่มความเค็ม หรือใส่พริกไทยให้มีกลิ่นหอม จากนั้นใส่เนื้อสับ หมูสับ กุ้ง หรือปลาหมึกตามใจชอบ แต่หากใส่หอยลายและพริกขี้หนูจะได้เมนูวองโกเล่ ซึ่งเป็นรสชาติที่ถูกปากคนไทยมากที่สุด ขณะที่ซอสครีมไม่ต้องปรุงเพิ่ม เพียงแต่นำเห็ดแชมปิยองผัดเนยแล้วนำซอสครีมมาเทใส่ก็จะได้สปาเกตตีซอสครีมเห็ด หรือจะใส่เบคอน เราจะเรียกเมนูนี้ว่า คาโบนาร่า ส่วนเนื้อสัตว์ที่คนนิยม คือ ใส่แซลมอน แฮม หรือทูน่า ทั้งหมดนี้ร้านอิตาเลียนส่วนใหญ่จะขายในราคาไม่ต่ำกว่า 200 บาท”

การทำตลาดหลังจากนี้ เธอจะเน้นออกอีเว้นต์ให้มากขึ้น และต้องโปรโมตสินค้าผ่านช่องทางต่างๆ ให้คนไทยรู้จักแบรนด์ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาวิธีการทำตลาดที่ได้ผลมากคือ การจัดโปรโมชั่นซื้อ 2 แถม 1 เพื่อให้ลูกค้าได้ลองชิมสินค้า เปิดตลาดให้คนที่ไม่ค่อยทานสปาเกตตีได้ลองทาน

สำหรับการพัฒนาต่อยอดในอนาคตนั้น เธอเล่าว่า อาจก้าวไปในตลาดสปาเกตตีพร้อมทาน หรือเวฟทานได้ทันที แต่ต้องศึกษาตลาดให้ถี่ถ้วนเพราะปัจจุบันมีผู้เล่นในตลาดมากแล้ว ขณะที่ Sugo จะพัฒนาให้มีเนื้อสัตว์หรือเห็ดผสมในน้ำซอสเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้ามากขึ้น

สำหรับผู้ที่สนใจลองชิมอาหารอิตาเลียนขนานแท้สไตล์โฮมเมด หรือต้องการเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าสามารถติดต่อคุณอ็อบได้ที่ โทรศัพท์ (02) 185-1089 หรือ (082) 855-6565 หรือจะไปเยี่ยมชมร้านอาหารสไตล์โฮมเมดดั้งเดิมที่ร้าน “พาสต้า 54″ ที่ ซอยแสงทอง ทองหล่อ 25 ถนนสุขุมวิท 55 แขวงคลองตัน เขตวัฒนา กรุงเทพฯ ได้ตั้งแต่เวลา 11.00- 21.30 น.

 

มิวสิค AF4 เปิด “ปัง อบ นวด” อร่อย สะใจ ไส้ทะลัก กุมภาพันธ์ 10, 2015

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07044010957&srcday=2014-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 356

อาหารสร้างอาชีพ

สดุจตา

มิวสิค AF4 เปิด “ปัง อบ นวด” อร่อย สะใจ ไส้ทะลัก

“ถ้าแฟรนไชส์เติบโตได้ 6-7 สาขา ถึงคราวนั้นก็ต้องการพัฒนาโปรดักต์ใหม่ๆ เพราะอย่างที่รู้อยู่ว่าขนมปังหน้าตาแบบนี้มีเยอะมากในตลาด จึงเริ่มมองถึงความต่าง แต่ในด้านราคาขายต้องไม่แพง เพื่อคงลูกค้าในทุกระดับ และสุดท้ายขนมที่ถูกคิดขึ้นมาใหม่ จะสามารถนำไปเป็นทางเลือกของสแน็กบ๊อกซ์ต่อไปได้”

นอกจากจะโด่งดังเป็นนักร้องเสียงดีจากการประกวดในรายการ ทรู อคาเดมี แฟนเทเชีย แล้ว หนุ่มคนนี้ คุณรัชพล แย้มแสง หรือ มิวสิค AF4 ยังมีผลงานปรากฏให้เห็นกันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับความเป็นนักร้องที่ตนบอกว่า “รัก” และมีความสุขที่ได้ทำ

แต่กับอีกบทบาทหนึ่ง ซึ่งคุณมิวสิคเลือกที่จะลงมือทำอย่างจริงจัง นั่นก็คือ ธุรกิจเบเกอรี่ ที่มีเมนูเด่นเป็นขนมปัง ภายใต้แบรนด์ “ปัง อบ นวด” กับสโลแกนชูจุดขาย “อร่อย” “สะใจ” “ไส้ทะลัก” ที่บัดนี้ส่งยอดจำหน่ายสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ หนำซ้ำยังมีผู้สนใจใคร่ขอร่วมลงทุนในรูปแบบแฟรนไชส์

ปัง อบ นวด จึงกลายเป็นแบรนด์น้องใหม่ที่ทำท่าว่า…อนาคตไกล

คุณภาพนำหน้า

คาแร็กเตอร์นุ่มเหนียว

จุดเริ่มต้นจากงานเลี้ยงสังสรรค์ที่ร่วมกันจัดขึ้นระหว่างเพื่อนๆ ในกลุ่ม แต่ละคนล้วนโชว์ฝีมือการทำอาหารให้ได้ลิ้มรส แต่ทว่ากับเมนูเบเกอรี่ของเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มดูจะถูกอกถูกใจ (ถูกปาก) จนกระทั่งเกิดการพูดคุยแกมชักชวนร่วมกันเปิดธุรกิจ และในเวลาไม่นาน “คำพูด” ก็กลายเป็น “การกระทำ”

4 หุ้นส่วนร่วมลงเงิน ลงแรง ลงความคิด เปิดธุรกิจ ปัง อบ นวด โดยมี คุณมิวสิค เป็นผู้สร้างสีสัน พร้อมๆ ไปกับลงมือลุยด้านการตลาดอย่างเอาจริงเอาจัง

“เพื่อนของผมซึ่งก็คือหนึ่งในหุ้นส่วนคนสำคัญ ได้ไปเรียนรู้การทำเบเกอรี่มา เราจึงคุยกันว่าน่าจะลองทำขาย โดยเริ่มต้นจากขนมปังไส้ต่างๆ ที่ปัจจุบันมีอยู่ราว 30 ไส้”

รูปลักษณะขนมปังเช่นนี้ ไม่ได้มีเฉพาะ ปัง อบ นวด แต่ทว่ายังมีแบรนด์อื่นเกิดและเติบโตมาก่อน โดยบางแบรนด์ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าตลาด ฉะนั้น การสร้างกลยุทธ์เข้าถึงใจลูกค้า จึงไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งนี้ คุณมิวสิค อรรถาธิบายว่า คุณภาพคือความสำคัญอันดับ 1 ต่อมาคือ ความอร่อย ต้องไม่น้อยหน้า

กับราคาขายตั้งไว้ชิ้นละ 25 บาท ในขณะที่หลายๆ แบรนด์กำหนดราคาจำหน่ายเพียงชิ้นละ 20 บาทเท่านั้น “การตั้งราคาขายจะกำหนดจากต้นทุนเป็นหลัก อย่างในส่วนของวัตถุดิบสิ่งที่เลือกคือคุณภาพต้องดี ทั้งในส่วนของตัวขนมปัง และไส้ เพราะหลายๆ ไส้เราไม่ได้ผลิตเอง แต่จะรับซื้อจากผู้ผลิตที่ได้คุณภาพจริงๆ ส่วนเรื่องราคาขาย เรามีการกำหนดไว้ว่า ซื้อ 4 ฟรี 1 จึงเท่ากับเฉลี่ยแล้วขนมปังจะตกชิ้นละ 20 บาท ซึ่งที่ผ่านมา เมื่อลูกค้าซื้อไปชิมแล้ว เขายอมรับได้ และยังบอกด้วยว่าขนมปังของเรามีคาแร็กเตอร์ตรงความนุ่มเหนียวของเนื้อขนม”

เปิดระบบแฟรนไชส์

ขยายธุรกิจไม่ผลีผลาม

ไม่เพียงแค่ยอมรับกับการเป็นผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังมีผู้สนใจหลายรายติดต่อขอซื้อสิทธิ์แฟรนไชส์ โดยคุณมิวสิค และหุ้นส่วนได้จัดวางระบบไว้กับค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ 600,000 บาท

“ตอนนี้มีผู้ซื้อสิทธิ์แฟรนไชส์ไปเปิดที่จังหวัดสระบุรี และกำลังจะเปิดอีกสาขาที่บางกะปิ ซึ่งในส่วนของค่าแฟรนไชส์ที่วางไว้ 600,000 บาท โดยจะรวมอุปกรณ์พร้อมผลิตและจำหน่าย ค่าตกแต่งสถานที่ และวัตถุดิบในการผลิตสินค้าที่จะส่งให้ในรอบแรก ค่าอบรมการผลิตสินค้าและการจัดจำหน่าย ซึ่งตรงนี้ผมต้องการให้เจ้าของเข้ามาเรียนรู้เองด้วย เพราะหากเกิดปัญหาภายภาคหน้า ก็จะรู้วิธีแก้ไข และในช่วงเปิดร้านเริ่มแรกจะส่งทีมงานไปช่วยดูแลใกล้ชิด ทั้งในส่วนตัวผม ก็จะเข้าไปช่วยประชาสัมพันธ์ให้ รวมไปถึงช่วยดูแลด้านมาร์เก็ตติ้ง การโฆษณาประชาสัมพันธ์ ซึ่งหลักๆ ตอนนี้มุ่งเน้นไปที่สื่อโซเชียลเน็ตเวิร์ก เฟซบุ๊ก ไอจี เป็นต้น”

กับการขยายสาขาแม้จะอยู่ในรูปแบบแฟรนไชส์ นั้นหมายถึงไม่ได้ลงทุนจากกระเป๋าเงินของตนเอง แต่กระนั้นคุณมิวสิค ว่า ไม่ขอก้าวแบบผลีผลาม เพราะหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจก็เพื่อจุดหมายสู่ความยั่งยืนและเติบโตไปพร้อมๆ กัน

“การเลือกทำเลในการเปิดร้านต้องดูให้เหมาะ อย่างทำเลที่เราเลือกจะอยู่ติดกับป้ายรถประจำทาง ฝั่งตรงข้ามพันธุ์ทิพย์ พลาซ่า (งามวงศ์วาน) มีจำนวนคนเดินผ่านไปผ่านมาจำนวนมาก แต่ในส่วนของค่าเช่าก็ถือว่าสูง เพราะเช่าทั้งตึกเพื่อใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งในการเป็นที่พักของพนักงานด้วย เนื่องจากในแต่ละวันเขาต้องลุกขึ้นมาทำขนมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อให้พร้อมขายในช่วงเช้าก่อนที่ลูกค้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นพนักงานจะเดินทางไปทำงานกัน”

ตอบโจทย์ทุกระดับชั้น

สู่การเป็น สแน็กบ๊อกซ์

การกระจายจุดจำหน่ายสินค้า ถือเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ ปัง อบ นวด เลือกทำ โดยมองทำเลใกล้ศูนย์ผลิต ซึ่งปัจจุบันขยายได้ 2 จุดหลักๆ ได้แก่ หน้าศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ พลาซ่า สาขางามวงศ์วาน ซึ่งจะเปิดในลักษณะบู๊ธเล็กๆ ที่เก็บพับนำกลับสะดวก โดยเวลาเปิดร้าน 06.00-09.00 น. และรอบเย็น 17.00-21.00 น. ส่วนอีกจุดหนึ่งฝั่งตรงข้ามห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ สาขางามวงศ์วาน

“ลูกค้าหลักของ ปัง อบ นวด คือ วัยทำงาน และก็จะมีบุคคลทั่วไป ทุกระดับชั้น ซึ่งอย่างบางท่านต้องการซื้อสินค้าไปฝาก ไปเป็นของขวัญ เราจึงทำบรรจุภัณฑ์สำหรับบรรจุขนม 12 ชิ้น ในรูปแบบที่สวยงาม”

นอกจากมองจุดมุ่งหมายขายปลีก และขยายธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เจ้าของแบรนด์ ปัง อบ นวด คิดขึ้นคือ ชุดสแน็กบ๊อกซ์

“กับร้านลักษณะนี้ยังมองไม่เห็นว่าจะมีใครทำสินค้าในรูปแบบสแน็กบ๊อกซ์ จึงคิดว่าตรงนี้คือโอกาส แต่กระนั้นในส่วนของขนมที่จัดเตรียมไว้รองรับ จะมีรูปแบบแตกต่างออกไป ไซซ์ขนมอาจจะเล็กกว่านี้ หรือทว่าถ้าลูกค้าต้องการขนมปังที่มีจำหน่ายหน้าร้าน ก็ยินดีบริการครับ”

คุณมิวสิค ยังเผยถึงอนาคตกับการแตกไลน์สินค้าเบเกอรี่อื่นๆ อาทิ เค้กกล้วยหอม “วางแผนอนาคตไว้ว่า ถ้าแฟรนไชส์เติบโตได้ราว 6-7 สาขา ถึงคราวนั้นก็ต้องการพัฒนาโปรดักต์ใหม่ๆ เพราะอย่างที่รู้อยู่ว่าขนมปังหน้าตาแบบนี้มีเยอะมากในตลาด จึงเริ่มมองถึงความต่าง แต่ในด้านราคาขายต้องไม่แพง เช่น ชิ้นละ 10 บาท เพื่อคงลูกค้าในทุกระดับ และสุดท้ายขนมที่ถูกคิดขึ้นมาใหม่ ก็จะสามารถนำไปเป็นทางเลือกของสแน็กบ๊อกซ์ต่อไปได้”

แม้การมีชื่อเสียงของคุณมิวสิค คือส่วนหนึ่งส่งผลให้แบรนด์เกิดการจดจำเป็นที่รับรู้ในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว แต่ทว่า ถ้าผลิตภัณฑ์นั้นทำออกมาโดยปราศจากความตั้งใจจริง ขาดซึ่งรสชาติความอร่อย และไร้คุณภาพ ก็ยากจะยืนหยัดอยู่ได้ ดังนั้น การเติบโตของ ปัง อบ นวด ในวันนี้ จึงเป็นการเติบโตโดยมีปัจจัยดังกล่าวหนุนนำ ซึ่งคุณมิวสิค ว่า นี่คือความเติบโตแบบยั่งยืน

สนใจติดต่อ ปัง อบ นวด หน้าร้านตั้งอยู่ ฝั่งตรงข้ามศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ พลาซ่า สาขางามวงศ์วาน เวลา 08.00-21.00 น. โทรศัพท์ (094) 665-2966 ติดต่อแฟรนไชส์ (087) 797-6666 (คุณนัท)

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ผลิตจำหน่ายเบเกอรี่

ลักษณะกิจการ เอสเอ็มอี

ชื่อกิจการ ปัง อบ นวด

เจ้าของธุรกิจ คุณรัชพล แย้มแสง (มิวสิค AF4) และเพื่อนร่วมหุ้น

เงินลงทุนธุรกิจ ประมาณ 1 ล้านบาท (ค่าลองผิดลองถูกในเบื้องต้น

โดยเฉพาะกับเครื่องจักร ที่ต้องใช้ระยะเวลาศึกษาเรียนรู้)

สินค้า ขนมปังไส้ต่างๆ อาทิ หมูหย็อง ลูกเกด ฝอยทอง สังขยา เนยสด เป็นต้น

นอกจากนั้นยังมีไส้ที่ผลิตขึ้นเอง อาทิ มะพร้าววานิลลา หมูกะปิ

พะแนง หมูพะโล้ แซลมอนพริกไทยดำ ไก่โหระพา เป็นต้น

ราคาขาย ชิ้นละ 25 บาท (ซื้อ 4 ฟรี 1)

ยอดขาย วันละประมาณ 500-600 ชิ้น

กำไร ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ (สำหรับแฟรนไชซี กำไรประมาณ 45 เปอร์เซ็นต์

จุดเด่น ขนมปังเนื้อเหนียวนุ่ม ไส้ทะลัก มีหลากหลายไส้ให้เลือก

การขยายธุรกิจ รูปแบบแฟรนไชส์

กลุ่มเป้าหมาย ทุกเพศทุกวัย ทุกระดับชั้น

ระยะเวลาการดำเนินธุรกิจ ประมาณ 6 เดือน

พนักงาน 4-5 คน

ปัญหาอุปสรรค การควบคุมเรื่องการจัดเก็บเงินรายได้

วิธีแก้ไขปัญหา ติดกล้องวงจรปิด, นับจำนวนถุงบรรจุสินค้า, ใช้ระบบการขายด้วยคอมพิวเตอร์,

ตรวจสอบพฤติกรรมของพนักงานบ้าง, หมั่นเข้ามาดูแลร้านสม่ำเสมอ

ที่ตั้งกิจการ ฝั่งตรงข้ามศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ พลาซ่า สาขางามวงศ์วาน

โทรศัพท์ (094) 665-2966 ติดต่อแฟรนไชส์ (087) 797-6666 (คุณนัท)

 

หอมเนย หอมติดปลายลิ้น โพนยางคำ-ทะเล ปิ้งย่าง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07062010957&srcday=2014-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 356

อาหารสร้างอาชีพ

สุจิต เมืองสุข

หอมเนย หอมติดปลายลิ้น โพนยางคำ-ทะเล ปิ้งย่าง

โพนยางคำ น่าจะเป็นคำฮิตใช้สำหรับเปิดร้านปิ้งย่างที่มีเนื้อโคคุณภาพสูงเป็นวัตถุดิบหลัก และเป็นที่นิยมของนักชิมที่ชื่นชอบรสชาติเนื้อโคขุนโพนยางคำ ซึ่งมีลักษณะพิเศษตรงที่ เมื่อถูกความร้อนจะมีกลิ่นหอม เมื่อลิ้มรสเนื้อโคจะออกรสหวานกว่า เมื่อเคี้ยวจะละเอียดได้ง่ายกว่า เพราะมีความเหนียวน้อย แต่นุ่มกว่า ทำให้เมื่อร้านโคขุนโพนยางคำ เปิดให้บริการที่ใด สิ่งที่เรียกนักชิมให้เข้าร้านได้มาก เห็นจะเป็นรสชาติของเนื้อโค รวมถึงน้ำจิ้มที่แต่ละร้านมีสูตรหรือตำรับพิเศษ ไว้ดึงดูดลูกค้า

หลายร้านที่โด่งดัง มีลูกค้าแน่นขนัด แต่หลายร้านที่ต้องปลีกตัวเองออกจากเส้นทางการขาย เพราะไปไม่ถึงฝัน หลังจากที่กระแสบริโภคนิยมเนื้อโคขุนโพนยางคำเบาบางลง ร้านเปิดใหม่ไม่ค่อยได้เห็นนัก แต่การเปิดร้านโคขุนโพนยางคำสวนกระแส ในขณะที่จำนวนร้านโคขุนโพนยางคำลดจำนวนลงและสามารถอยู่ได้ นั่นหมายถึงร้านนั้นๆ ต้องมีจุดเด่นดึงดูดลูกค้าได้มากพอ

นับเป็นความโชคดีของ ร้านหอมเนย โพนยางคำ ที่มีทำเลที่ตั้งร้านเปิดใกล้สถานศึกษา แต่ทำเลเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้ร้านหอมเนย โพนยางคำ อยู่ได้ เพราะผู้บริโภคย่อมเลือกรสชาติอาหารและราคา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ

1 ปีเต็มแล้ว ที่ร้านหอมเนย โพนยางคำ มีลูกค้าประจำไม่เปลี่ยนแปลง มีขาจรที่เปลี่ยนสภาพเป็นขาประจำเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ การบริหารจัดการร้านในภาวะที่สวนกระแสเช่นนี้ได้รับการเปิดเผยจาก คุณทัศนา ปานเชื้อ เจ้าของร้านหอมเนย โพนยางคำ อย่างละเอียด

คุณทัศนาและครอบครัว ประกอบด้วยสามี และลูกชายอีก 2 คน ทำงานประจำทุกคน แต่ด้วยวัยใกล้เกษียณ จึงเล็งช่องทางทำมาหากิน เพื่อต้องการสร้างรายได้ นอกเหนือจากการใช้เงินก้อนที่เก็บออม และเพื่อไม่ขัดสนเมื่อต้องจบอาชีพงานประจำ คุณทัศนาเองมั่นใจในฝีมือการทำอาหาร เพราะมีพื้นฐานจากครอบครัวที่ขายกับข้าวสำเร็จรูปมาก่อน จึงตั้งใจเปิดร้านขายกับข้าวสำเร็จรูป เงินทุนมีพร้อม ขาดก็เพียงทำเลที่ตั้งร้าน กระทั่งเพื่อนลูกชาย ซึ่งเปิดร้านปิ้งย่างเนื้อโคขุนโพนยางคำ ย่านมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ประกอบกับเพื่อนลูกชายต้องการขายร้าน เพราะกำลังจะเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศ ทำให้เป็นโอกาสอันดีสำหรับครอบครัวปานเชื้อ

ความเหมาะเจาะในโอกาสที่มาถึง ไม่เพียงแต่ร้านเป็นธุรกิจปิ้งย่าง ยังมีอาหารตามสั่งไว้บริการภายในร้าน ซึ่งคุณทัศนามั่นใจในฝีมือพอสมควร ทั้งยังสะดวกเรื่องของเวลาที่บุคลากรในครอบครัวทำงานประจำ และร้านเปิดให้บริการในเวลาเย็นและปิดร้านราวเที่ยงคืนของทุกวัน เพราะเหตุนี้ คุณทัศนาจึงส่งลูกชายคือ คุณฐิติพล ปานเชื้อ ไปศึกษาการให้บริการลูกค้าภายในร้านอย่างละเอียดก่อนจะเปลี่ยนมือจากผู้ซื้อมาเป็นผู้ขาย

“สิ่งที่ปรับปรุงเมื่อเข้ามาทำร้านอาหารเองคือ การวิเคราะห์รสชาติของอาหาร ให้ถูกปากกลุ่มผู้บริโภคมากที่สุด จากเดิมอาหารมีรสชาติจืด ไม่จัดจ้าน ตามสไตล์ต่างชาติ เพราะเจ้าของร้านเดิมเรียนจบจากต่างประเทศ ส่วนอาหารประเภทปิ้งย่างก็มีเพียงเนื้อหมูและเนื้อโค”

อาหารตามสั่งทุกอย่างถูกปรับแต่งรสชาติให้เข้มข้นขึ้น เหมาะสำหรับคนไทยรับประทาน เพิ่มเมนูที่ใช้อาหารทะเลเป็นวัตถุดิบ ปรุงแต่งน้ำจิ้มให้เข้มข้นขึ้น และปรุงน้ำจิ้มเป็น 2 สไตล์ คือ น้ำจิ้มบาร์บีคิว และ น้ำจิ้มแจ่ว

จากเดิมลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักศึกษา ฐานลูกค้าเริ่มกว้างมากขึ้น เป็นกลุ่มคนทำงานและครอบครัวมารับประทาน เพราะการปรับรสชาติของอาหารและเพิ่มเมนูอาหารให้หลากหลายมากขึ้น นอกจากนี้ กลุ่มครอบครัวที่เดิมไม่เฉียดเข้าร้าน เพราะภาพจากภายนอกทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นร้านเฉพาะวัยรุ่น หลังตกแต่งร้านใหม่ กลุ่มลูกค้าแบบครอบครัวเพิ่มจำนวนมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่มีที่อยู่อาศัยในละแวกใกล้เคียง

หอมเนย ชื่อร้านเป็นจุดดึงดูดให้ลูกค้าเข้าร้านได้ดีอย่างหนึ่ง

“ชื่อหอมเนยเป็นชื่อเดิมไม่ได้เปลี่ยน หอมเนย นี่หอมจริงๆ เพราะเนยที่ใช้สำหรับปิ้งย่างไม่ใช้เนยเทียม หรือ มาร์การีน (margarine) แต่เป็นเนยสำหรับปิ้งย่างโดยเฉพาะ นำเข้าจากออสเตรเลีย เมื่อถูกความร้อนจะมีกลิ่นหอม จึงเป็นที่มาของร้านหอมเนย”

เนื้อโคขุน เป็นเมนูหลักของร้าน มีหลายรูปแบบไว้ให้ลูกค้าเลือก หากไม่รับประทานเนื้อโค มีเนื้อหมูให้เลือก และอาหารทะเลนำเข้า เช่น หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ หอยเชลล์ กุ้งแก้ว

ผัก เป็นผักสดกรอบจากการเก็บรักษา หากเหลือจะคัดทิ้งวันต่อวัน การันตีความสดใหม่

วัตถุดิบเมื่อถึงร้าน ความสะอาดเป็นสิ่งที่คุณทัศนาให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก แม้วัตถุดิบบางชนิดจะแพ็กใส่ถุงมาอย่างดี แต่เมื่อถึงร้านต้องถือว่าเริ่มต้นใหม่ ทุกอย่างต้องผ่านการล้างน้ำสะอาดและแพ็กเก็บไว้ในอุณหภูมิต่ำ เพื่อรักษาความสดไว้ตลอดจนกว่าลูกค้าจะสั่ง ส่วนผักเมื่อล้างน้ำสะอาด จะนำไปแช่น้ำแข็งไว้ เพื่อให้ผักสดและกรอบ ซึ่งข้อเสียของการแช่น้ำแข็ง หากผักไม่ถูกนำมาใช้วันต่อวัน จะทำให้ผักช้ำ เป็นที่มาของการคัดผักทิ้งในทุกวัน เพื่อรสชาติที่ดีของอาหาร

ในแต่ละวันของการจัดการวัตถุดิบ คุณทัศนาจะจับจ่ายในตลาดสดด้วยตนเอง วัตถุดิบบางชนิดต้องสั่งล่วงหน้าไว้ เช่น หอยเชลล์ หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ กุ้งแก้ว เพราะบางฤดูหากมีสินค้าน้อย ทางร้านก็จะยังได้วัตถุดิบเหล่านี้มาตามเดิม แม้ว่าราคาจะขยับขึ้นตามจังหวะของสินค้านำเข้า แต่เมื่อวัตถุดิบมาถึงหน้าร้าน ซึ่งเป็นปลายทาง ก็จะยังคงราคาอาหารไว้ตามเดิม

ราคาอาหาร จัดอยู่ในกลุ่มราคาปานกลาง แต่เข้มข้นด้วยคุณภาพ เริ่มต้นด้วยราคา 29 บาท เมนูเด่นของร้าน คุณทัศนาแนะนำให้รับประทาน นอกเหนือจากเมนูปิ้งย่างที่แซบด้วยน้ำจิ้ม 2 สไตล์ คือ โป๊ะแตก เป็นเมนูน้ำต้มยำที่ไม่ใส่น้ำพริกเผา ไม่ใส่นมสด ใช้เครื่องต้มยำตามปกติ เพิ่มผักชีฝรั่งและใบกะเพรา ที่เป็นวัตถุดิบเพิ่มกลิ่นให้ชวนซด…

เมื่อพิจารณาวัตถุดิบที่คุณภาพคับแก้วแล้ว ดูเหมือนกำไรสุทธิที่ร้านหอมเนยควรได้ ไม่มากนัก คุณทัศนา ให้คำตอบว่า แต่ละวันค่าวัตถุดิบที่ต้องซื้อมาปรุงแต่งเมนู ประมาณ 1,500 บาท ไม่นับรวมค่าใช้จ่ายอื่นที่เป็นค่าเช่าร้าน ค่าน้ำและค่าไฟแต่ละเดือน ทำให้ประเมินรายได้จากการเปิดร้านอาหารอยู่ที่ 15 เปอร์เซ็นต์ ของค่าใช้จ่าย ซึ่งถือว่าไม่มากนัก แต่ก็เพื่อสานฝันที่ตั้งใจมีอาชีพหลังเกษียณ จึงไม่ใช่เรื่องน่ากังวล เพราะอย่างน้อยรายได้ที่เพิ่มขึ้นมาก็ถือเป็นความสุขที่ได้ให้กับครอบครัว

ร้านหอมเนย โพนยางคำ ยังไม่มีวันปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ เพราะที่ผ่านมา ลูกค้าแน่นขนัดได้เกือบทุกวัน โดยเฉพาะวันจันทร์และวันอาทิตย์ วิเคราะห์ว่า วันจันทร์ เป็นวันแรกของการทำงาน การเรียน อาจยังไม่พร้อมที่จะเริ่มทำอาหารรับประทานเองในต้นสัปดาห์ ส่วนวันอาทิตย์ เป็นวันครอบครัว แม่บ้านอาจล้าจากการทำอาหารมาตลอดทั้งสัปดาห์ จึงพาครอบครัวออกมารับประทานอาหารนอกบ้าน แต่เมื่อจะเลือกวันอื่นที่นอกเหนือจากวันจันทร์และวันอาทิตย์ คุณทัศนา บอกว่า แม้ลูกค้าจะไม่มากเท่าวันจันทร์และวันอาทิตย์ แต่ทุกวันก็ไม่เคยมีโต๊ะว่างรอให้บริการเกิน 1 ชั่วโมง

บริเวณร้านไม่กว้างมากนัก สามารถรองรับได้หากนั่งครบโต๊ะ ประมาณ 30 คน ความรวดเร็วในการเสิร์ฟอาหาร จัดอยู่ในขั้นดี คุณทัศนาทำหน้าที่เป็นแม่ครัวเอง เพราะเชื่อมั่นว่าการทำอาหารจำเป็นต้องใช้ฝีมือในการปรุง จึงยังไม่วางใจในการจ้างแม่ครัว และมอบหน้าที่ให้คุณฐิติพล ลูกชายทำหน้าที่บริกรและพนักงานบัญชีแทน

ปัจจุบัน ร้านหอมเนย โพนยางคำ ใช้แรงงานภายในครอบครัว 4 คน มีจ้างแรงงานเพิ่มอีก 1 คน รวมเป็น 5 ชีวิต ซึ่งเพียงพอต่อการต้อนรับลูกค้า อาจเพราะเป็นร้านเล็กๆ ที่เน้นคุณภาพของอาหารมากกว่าสิ่งอื่นใด จึงไม่จำเป็นต้องจ้างแรงงานเพิ่ม แต่อนาคต คุณทัศนามองว่า หากมีทำเลดี โอกาสที่ร้านหอมเนย โพนยางคำ จะเปิดให้บริการเป็นสาขาที่ 2 ก็มีแน่นอน

คุณทัศนา เชื่อว่า สิ่งที่ซื้อใจลูกค้าร้านหอมเนย โพนยางคำ ไว้ได้ คือ การเอาใจใส่ลูกค้าที่มากกว่าการมองลูกค้าเป็นเพียงผู้บริโภครายวัน การบริการที่ไม่ขาดตกบกพร่อง คุณภาพและรสชาติของอาหารที่ถือว่าเป็นหัวใจของร้านขายอาหาร ซึ่งหากใครคิดจะเป็นเจ้าของร้านอาหารเอง ปฏิบัติได้เพียงเท่านี้ ก็สามารถซื้อใจลูกค้าได้แล้ว

ร้านหอมเนย โพนยางคำ เปิดให้บริการระหว่างเวลา 18.00-23.00 น. เปิดดูเมนูและแผนที่ก่อนไปชิมได้ที่ http://www.facebook.com/หอมเนย โพนยางคำ BBQ & Restaurant หรือโทรศัพท์สอบถามเส้นทางได้ที่ คุณฐิติพล ปานเชื้อ (083) 486-4748 และ (081) 647-6251

 

Stickhouse ไอติมแท่งไฮโซ งานศิลป์…กินได้ ตุลาคม 23, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07018150657&srcday=2014-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 351

อาหารสร้างอาชีพ

พารนี

Stickhouse ไอติมแท่งไฮโซ งานศิลป์…กินได้

“เงื่อนไขการร่วมธุรกิจค่อนข้างละเอียดอ่อน การติดต่อเข้ามาขายนั้นยากมาก ไม่ใช่มีทุนอย่างเดียวแล้วทำได้เลย….”

เปิดตัวมาได้พักใหญ่ สำหรับ Stickhouse ไอศกรีมสัญชาติอิตาเลียน ที่มีจุดเด่นตรงเป็นไอศกรีมเจลาโต้อัดแท่งเสียบไม้ เน้นใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ ไม่ใส่สารปรุงแต่ง ประเภทสี-กลิ่น แต่อย่างใด

ใครที่ผ่านไปแถวชั้นจี โซนฟู้ดฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน คงมีโอกาสเข้าไปลองลิ้มชิมรสกันมาบ้าง

หลายคนอาจเกิดอาการ “สะดุ้ง” เล็กน้อย เมื่อทราบราคาขายต่อแท่ง

หากแต่เมื่อได้ลองลิ้มชิมรสแล้ว ก็มีหลายคนเหมือนกัน ที่บอก อร่อย…สมราคา!

ซื้อแฟรนไชส์

ไม่ง่ายอย่างคิด

ช่วงสายๆ ของวันทำงานต้นสัปดาห์ คุณพลอย-สุชญา กุลชล หุ้นส่วนสำคัญของกิจการ Stickhouse กรุณาสละเวลามาให้ข้อมูลด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม บุคลิกคล่องแคล่ว เริ่มต้นแนะนำตัวว่า อายุ 30 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโทด้านการตลาด จากลอนดอน ประเทศอังกฤษ ปัจจุบันช่วยบริหารงานโรงแรมในย่านเพลินจิต ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัว

ส่วนกิจการ Stickhouse นี้ เกิดจากความใฝ่ฝันของตัวเธอ ที่อยากมีกิจการขายอาหารเป็นของตัวเอง

จนเมื่อราวปี 2554 มีญาติรุ่นราวคราวเดียวกัน นำโดย คุณภูมิ เรืองสินภิญญา มาชักชวนให้ลงหุ้นทำธุรกิจ

กระทั่งปลายปีนั้น ได้ไปเที่ยวกับครอบครัวที่ประเทศอิตาลี มีโอกาสออกเสาะหาของอร่อย แปลก-ใหม่ ตามสไตล์คนช่างทาน

จนผ่านไปเจอกับร้าน Stickhouse ที่ขาย “เจลาโต้” หรือไอศกรีมที่มีครีมและไขมันน้อยกว่าไอศกรีมทั่วไป

ซึ่งร้านดังว่ามีสินค้าแปลกใหม่กว่าไอศกรีมเจลาโต้ทั่วไป ตรงที่ไม่ได้ตักขายเป็นก้อนๆ แต่ขายเป็นแท่งเสียบไม้ และลูกค้าสามารถเลือกผสมรสชาติได้เอง เช่น ไอศกรีมแท่งรสวานิลลา นำไปเคลือบด้วยดาร์กช็อกโกแลต และ “ดิพ” ด้วยอัลมอนด์อีกชั้นหนึ่ง เป็นต้น

คุณพลอย เล่าต่อว่า ทั้งตัวเธอและญาติที่ไปด้วยกัน รู้สึกประทับใจในรสชาติและรูปแบบการนำเสนอสินค้าของ Stickhouse มาก จึงอยากนำเข้ามาขายในเมืองไทย แต่การติดต่อขอซื้อแฟรนไชส์ของกิจการนี้ ไม่ง่ายอย่างที่คิด

“เงื่อนไขการร่วมธุรกิจค่อนข้างละเอียดอ่อน การติดต่อเข้ามาขายนั้นยากมาก ไม่ใช่มีทุนอย่างเดียวแล้วทำได้เลย เขาต้องดูว่าเราเคยทำธุรกิจอะไร มีวิธีคิดด้านการตลาดอย่างไร ทำเลเหมาะสมแค่ไหน กว่าจะสรุปลงตัวใช้เวลาอยู่เกือบปี” คุณพลอย เผยประสบการณ์

อย่างไรก็ตาม หลังจากพยายามอย่างจริงจัง ในที่สุด คุณพลอยและหุ้นส่วนอีก 5 ท่าน ก็ได้รับเลือกให้เป็น แฟรนไชซีเพียงรายเดียวในประเทศไทย

กระซิบถามถึงงบฯ ลงทุนว่าแต่ละหุ้นลงกันคนละเท่าไหร่ คุณพลอยยิ้มกว้าง ก่อนตอบสั้นๆ

“เยอะค่ะ จนบางคนอาจจะคิดว่า ทำร้านไอศกรีม ไม่น่าจะเยอะขนาดนี้”

ปรับกลยุทธ์

ตามเทศกาล

เจ้าของกิจการ เล่าให้ฟังต่อว่า ไอศกรีมของทางร้าน เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตวันต่อวัน ใช้แรงงานในครัวกลาง ราว 4-5 คน เครื่องจักร ตู้แช่ รวมถึงวัตถุดิบบางส่วน อย่าง เบสเจลาโต้ ช็อกโกแลต และถั่วทุกประเภท ล้วนนำเข้ามาจากอิตาลี ส่วนผลไม้ นมสด และครีม จะใช้ของในประเทศเพราะมีความสดใหม่กว่า

เมื่อถามถึงราคาขายต่อแท่ง เริ่มต้น 89 บาท สูงสุด 149 บาท ที่หลายคนมองว่าค่อนข้างสูง คุณพลอย อธิบาย เพราะ Stickhouse เป็นไอศกรีมโฮมเมด แบบครั้งหนึ่งทำได้ 24 แท่ง ปั่นเสร็จแล้วค่อยหยอด แปะผลไม้ลงไปทีละชิ้น ทุกขั้นตอนทำด้วยมือ ทำด้วยใจ กว่าจะได้แต่ละแบบออกมา ไม่เหมือนทำจากโรงงานที่ผลิตได้ครั้งละเป็นร้อยแท่งพันแท่ง

เกี่ยวกับคู่แข่งทางธุรกิจทั้งทางตรงทางอ้อม คุณพลอย บอก รู้สึกหนักใจบ้าง ทุกวันนี้เธอจึงต้องพยายามคิดเมนูแปลกใหม่ ออกมาให้สอดรับกับเทศกาลต่างๆ อย่าง รสเกาลัด รับตรุษจีน รสฟักทอง รับวันฮาโลวีน หรือรสข้าวเหนียวมะม่วง ข้าวเหนียวทุเรียน รับหน้าร้อน เป็นต้น

“เรานำเสนอความเป็นโฮมเมด ใช้วัตถุดิบและมีวิธีการผลิตดีต่อสุขภาพ สีทุกอย่างเป็นสีจากผลไม้ล้วนๆ ไม่เจือปนสีผสมอาหาร และสามารถปรับได้ตามความต้องการของลูกค้า อย่าง เขียนชื่อลงบนไอศกรีมเพื่อมอบให้คนพิเศษ เหล่านี้น่าจะเป็นจุดแข็งสำคัญของกิจการ” คุณพลอย บอกอย่างนั้น

สำรวจหน้าตาไอศกรีมเรียงรายอยู่ในตู้แช่ สะดุดตากับรสชาติธงชาติไทย เลยถามไถ่ถึงที่มา คุณพลอย เล่าว่า ช่วงเปิดร้านวันแรก มีการทำขึ้นมา 2 แบบ คือธงชาติไทยกับธงชาติอิตาลี ตั้งใจนำมาวางใกล้กัน เหมือนกับเป็นตัวแทนความร่วมมือของ 2 ชาติ

หลังจากนั้นไม่นาน มีการชุมนุมใกล้กันกับห้าง ลูกค้าเข้ามาถามหาบอกว่าอยากได้ เลยลองทำออกมาขาย ปรากฏได้ผลตอบรับดีมาก

สำหรับรสชาติของไอศกรีมดังกล่าว สีแดงทำจากสตรอเบอร์รี่ สีขาวทำจากมะพร้าวอ่อน และสีน้ำเงินทำจากดอกอัญชัน

ส่วนขั้นตอนการทำนั้น ค่อนข้างยุ่งยาก เพราะแต่ละชั้นต้องใช้เวลาประมาณ 25 นาที กว่าไอศกรีมจะแข็งตัว แล้วจึงค่อยหยอดสีต่อไป สรุปต้องใช้เวลาในการทำนานกว่า 2 ชั่วโมง

สนทนามาถึงความตั้งใจในธุรกิจ คุณพลอย บอก เร็วๆ นี้จะมี Stickhouse สาขา 2 เปิดที่ห้างสรรพสินค้า เทอร์มินัล 21 และกำลังจะขยายการบริการด้านจัดเลี้ยง โดยลูกค้าสามารถเลือกสี รสชาติ ให้เข้ากับแนวคิดของแต่ละงานได้ ส่วนการขายแฟรนไชส์ให้นักลงทุนรายอื่นนั้น อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้

……………

สนใจลองลิ้มรสชาติ Stickhouse ได้แล้วที่ ชั้นจี โซนฟู้ดฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน

ส่วนลูกค้าต้องการสั่งไปสำหรับจัดเลี้ยง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (085) 662-9469 หรือ Facebook/stickhouse.th

 

Bake a wish เค้กญี่ปุ่น…รุ่นบุกเบิก โตวัน โตคืน ตุลาคม 17, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07034150557&srcday=2014-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 349

อาหารสร้างอาชีพ

พารนี

Bake a wish เค้กญี่ปุ่น…รุ่นบุกเบิก โตวัน โตคืน

“ตั้งต้นคุยกันในครอบครัว จะตามเทรนด์เค้กฝรั่งหรือเริ่มทำเค้กญี่ปุ่นกันดี พอตัดสินใจได้ เลยคิดว่าจะสู้สักตั้ง”

ย้อนไปเมื่อเกือบ 10 ปีก่อนหน้านี้ แวดวงเบเกอรี่บ้านเรา อาจไม่คุ้นเคยนักกับ “เค้กญี่ปุ่น” ที่ทำขึ้นภายใต้แนวคิดเพื่อสุขภาพ

วัตถุดิบส่วนใหญ่ต้องมาจากธรรมชาติระดับ “ออร์แกนิก” ปลอดจากสารแปลกปลอม

ส่วน เนื้อเค้กและเนื้อครีม จะ”นุ่มและเบา” กว่า เค้กฝรั่ง แต่ หวาน-หอม-อร่อย ไม่แพ้กัน

และอาจเพราะราคาของวัตถุดิบและทำจากมือ สไตล์ “โฮมเมด” ไม่ใช่เค้กจากสายพานโรงงาน

ต้นทุนการผลิตเค้กญี่ปุ่น จึงย่อมสูงกว่าเค้กในท้องตลาด ส่งผลให้ราคาขายต่อหน่วยต้องขยับขึ้นตามเป็นธรรมดา

ลูกค้าเป้าหมายของเค้กชนิดดังว่า จึงมักอยู่ระดับกลาง-บน

อย่างไรก็ตาม ในห้วงเวลาดังกล่าว มีผู้ประกอบการไทยรายหนึ่ง ซึ่งมองการณ์ไกล วิเคราะห์ตลาดในไทยไม่ช้าไม่นาน เค้กญี่ปุ่น ต้องได้รับความนิยมมากขึ้น

จึงเบนเข็ม จากคอฟฟี่ช็อปเล็กๆ หันมาทำเค้กญี่ปุ่นสไตล์โฮมเมด สูตรญี่ปุ่นแท้ ออกขาย

ปรากฏได้ผลตามคาด ใช้เวลาไม่นานกิจการไปได้สวย

ปัจจุบัน มีร้านของตัวเองถึง 7 สาขา และมีแนวโน้มจะ “โกอินเตอร์” แล้ว…เร็วๆ นี้

ปรับสูตร-คงคุณภาพ

งานยากสุด

คุณโจ-นิกันติ์ ปรัชญาศิลปวุฒิ สาวหน้าใส เจ้าของกิจการ Bake a wish : Japanese Homemade Cake (เบค อะ วิช : เจแปนนีส โฮมเมด เค้ก) เปิดร้าน 1 ใน 7 สาขา ซึ่งเปิดอยู่บริเวณชั้น 2 ในห้างหรูบนถนนรามอินทรา เป็นสถานที่พูดกัน บรรยากาศกันเอง

ก่อนย้อนความเป็นมา เริ่มต้นจากเมื่อราว 7 ปีก่อน ด้วยความที่คุณแม่ชอบทำขนม ส่วนคุณพ่อของเธอ อยากให้ลูกๆ ช่วยกันสร้างธุรกิจของครอบครัว

จึงลงทุนทำร้านเล็กๆ ใช้ชื่อ Bake a wish เปิดในละแวกบ้านย่านสุขสวัสดิ์ ขายกาแฟ-เครื่องดื่ม และขนมเค้กแบบทั่วไป

ทำอยู่เพียงไม่นาน มีเพื่อนสนิทชาวญี่ปุ่น แนะนำให้รู้จักเค้กสไตล์โฮมเมดในแบบของคนญี่ปุ่น ที่เน้นเรื่องสุขภาพของคนทานเป็นหลัก

คือ วัตถุดิบต้องสดและมีความเป็นออร์แกนิก เน้นครีม แต่เป็นครีมที่เบาและหวานน้อย

น้ำตาลใช้แค่ 10 เปอร์เซ็นต์ ความหวานที่เหลือมาจาก “ไวท์ช็อกโกแลต”

คุณโจ เล่าต่อ เพื่อนชาวญี่ปุ่นคนเดิม บอกด้วยว่า ถ้าสนใจทำขาย ยินดีมอบสูตรดั้งเดิมของครอบครัวให้

แต่ตัวเธอสารภาพตามตรง ตอนนั้นยังไม่ค่อยกล้า เพราะถ้าต้องใช้วัตถุดิบเหมือนกับที่ญี่ปุ่นทุกอย่าง ต้นทุนคงสูงมาก หากนำมาขายในร้านกาแฟ “โนเนม” คงเป็นเรื่องลำบากทีเดียว

“ตั้งต้นคุยกันในครอบครัว จะตามเทรนด์เค้กฝรั่งหรือเริ่มทำเค้กญี่ปุ่นกันดี พอตัดสินใจได้ เลยคิดว่าจะสู้สักตั้ง” คุณโจ บอก

จากนั้นเธอและน้องๆ จึงช่วยกันระดมสมอง ลองปรับใช้วัตถุดิบเกรดรองจากของญี่ปุ่น ก่อนทำตามสูตรที่ได้มา

โดยมีเป้าหมาย ต้องได้ความอร่อยและคุณภาพเหมือนต้นฉบับมากที่สุด

“การปรับสูตรนั้นยากมาก ทดลองทำกันนานเป็นเดือน กว่าจะลงตัวกับวัตถุดิบทดแทนซึ่งส่วนใหญ่เป็นของไทยและนิวซีแลนด์ ส่วนของญี่ปุ่น นำเข้ามาใช้เพียงอย่างเดียว คือ ผงชาเขียว” คุณโจ เผยให้ฟังอย่างนั้น

วัตถุดิบขึ้นราคา

ปัญหาหนักใจ

เมื่อได้ เค้กญี่ปุ่น ที่มั่นใจว่าคุณภาพและรสชาติ ไม่ด้อยไปกว่าต้นฉบับ แต่ราคาสามารถจับต้องได้ทั่วไป

คุณโจจึงกระจายสินค้าให้เป็นที่รู้จัก โดยการออกบู๊ธตามอีเว้นต์

และใช้วิธีให้ลูกค้า “ชิมได้ทุกตัว” ที่ขาย เพราะมั่นใจไม่ทำให้ใครผิดหวัง

กระทั่ง “เข้าตา” บรรดาออร์แกไนซ์หลายเจ้า หลั่งไหลเข้ามาติดต่อให้ไปออกงานจัดเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง

จนธุรกิจของครอบครัวรายนี้ เติบโตงอกงามขึ้น…ตามลำดับ

จากสาขาแรก-สาขาเดียวใช้เวลาอยู่ 4 ปี พอย่างเข้าปีที่ 5-6-7 ขยับขยายเปิดใหม่ทุกปี กระทั่งถึงวันนี้ มีแล้วถึง 7 สาขา

ถามไถ่ถึงการเปิดเป็นแฟรนไชส์ คุณโจ บอก ติดต่อเข้ามากันเยอะมาก หลายคนอยากนำไปเปิดทั้งต่างจังหวัดและต่างประเทศ อย่าง สิงคโปร์ ฮ่องกง แต่ด้วยความที่ครอบครัวของเธอไม่ใช่นักธุรกิจ จึงอยู่ระหว่างการศึกษาข้อดี-ข้อด้อย ของการทำแฟรนไชส์อยู่

อย่างไรก็ตาม สำหรับการขยายสาขาด้วยตัวเองในพื้นที่ต่างจังหวัดและประเทศแถบอาเซียนนั้น จะมีขึ้นเร็วๆ นี้แน่นอน

แม้เมื่อกว่า 7 ปีที่แล้ว เค้กญี่ปุ่นจะเป็น “เทรนด์” ใหม่มาก หากมาถึงปัจจุบัน ตลาดกลับคึกคัก การแข่งขันเข้มข้นไม่น้อย

เกี่ยวกับประเด็นนี้ คุณโจ บอก การมีคู่แข่งเยอะกลับเป็นผลดีกับธุรกิจ เพราะทำให้คนรู้จักเค้กญี่ปุ่น โดยไม่ต้องอธิบายกันตลอดเหมือนช่วงแรก แต่เธอก็ไม่ประมาท และพยายามควบคุมคุณภาพสินค้าให้คงที่สม่ำเสมอ

“ทุกวันนี้ ยังต้องบินไปที่ญี่ปุ่นบ่อยๆ เพื่อคอยชิมว่าเค้กเขาไปถึงไหน แล้วเราต้องปรับปรุงยังไง แต่เชื่อว่าเค้กของเราอร่อยและดีต่อสุขภาพ ไม่แพ้ใครเหมือนกันค่ะ” คุณโจ บอกยิ้มๆ แต่จริงจัง

สนทนามาถึงคำถาม การบริหารจัดการในร้านเบเกอรี่เป็นอย่างไร คุณโจ ตอบไม่ลังเล ยากมาก ปัญหาสำคัญประการหนึ่งที่ต้องเจอคือ ราคาวัตถุดิบขึ้นตลอดเวลา แต่ราคาขายหน้าร้านขยับขึ้นตามไม่ได้ง่ายๆ

ใจจริงเธออยากขายของมีคุณภาพ ราคาเหมาะสม แต่วัตถุดิบมักไม่เป็นใจ ขึ้นแล้วไม่มีลง ทั้งแป้ง เนย นม ช็อกโกแลต ทั้งที่ส่วนใหญ่เป็นของในประเทศทั้งนั้น

“ตลาดเค้กมีการแข่งขันสูงมาก มาคู่กับร้านกาแฟน้อยใหญ่ ถึงอย่างนั้นตลาดก็ยังไม่เต็ม แต่คนที่จะเป็นตัวจริงได้ คงต้องแน่จริงด้วยค่ะ” คุณโจ ทิ้งท้ายอย่างนั้น

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ผลิต-จำหน่ายเค้กญี่ปุ่น สไตล์โฮมเมด

ลักษณะกิจการ ครอบครัว

ชื่อผลิตภัณฑ์ Bake a wish : Japanese Homemade Cake (เบค อะ วิช : เจแปนนีส โฮมเมด เค้ก)

เจ้าของกิจการ คุณโจ-นิกันติ์ ปรัชญาศิลปวุฒิ

แรงงาน ประจำครัวกลางประมาณ 50 คน

วัตถุดิบ ใช้วัตถุดิบออร์แกนิก ไม่ใช้วัตถุกันเสีย

ราคาขาย 60-105 บาท

ปัญหาอุปสรรค ราคาวัตถุดิบสูงขึ้นตลอดเวลา

ช่องทางจัดจำหน่าย มีร้านสาขา 7 แห่ง และออกบู๊ธตามอีเว้นต์ต่างๆ

สถานที่ตั้งสำนักงานใหญ่ เลขที่ 116 ซอยสุขสวัสดิ์ 26 แขวงบางมด เขตจอมทอง กรุงเทพฯ 10150

โทรศัพท์ (02) 427-3120, (089) 776-6254

อีเมล bakeawish@hotmail.com

เว็บไซต์ http://bakeawish-japanesecake.com/ Facebook//bake a wish Japanese homemade cake

 

บ้านกุดจิก ต้นตำรับ “หมี่โคราช” เปิดสูตรทำมือแบบโบราณ ตุลาคม 10, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07030010557&srcday=2014-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 348

อาหารสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

บ้านกุดจิก ต้นตำรับ “หมี่โคราช” เปิดสูตรทำมือแบบโบราณ

ในบรรดางานซีเอสอาร์ของธนาคารกรุงไทยนั้น ต้องยอมรับว่าโครงการ “กรุงไทย ต้นกล้าสีขาว” เป็นโครงการที่ชุมชนได้ประโยชน์อย่างแท้จริง ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ได้มีการประกาศผลการประกวดในโครงการดังกล่าว ประจำปี 2556 ซึ่งก็เป็นไปตามความคาดหมาย นั่นคือ “ทีมหลานย่าพากินหมี่” ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) คว้ารางวัลชนะเลิศ จากโครงการ “หมี่แห่งชีวิต พลิกฟื้นบ้านกุดจิกให้ยั่งยืน” ส่วนรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ “ทีมนนทรีปันฝัน” มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร จากโครงการ “ไม้จิ้มฟันสมุนไพร สืบสานภูมิปัญญาชาวบ้าน สู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียง”

ขณะที่ทีม Volunteer Center จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จากโครงการสร้างห้องสมุดสีน้ำตาล โดย คุณวรวิทย์ จำปีรัตน์ ประธานกรรมการ ธนาคารกรุงไทย เป็นผู้มอบรางวัลให้กับ 3 ทีมดังกล่าว

ในปี 2556 มีผลงานที่น่าสนใจเข้าร่วมประกวด 412 ผลงาน จาก 55 สถาบันทั่วประเทศ และผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายได้ 23 ทีม และที่ผ่านมา มีนักศึกษาเข้าร่วมในโครงการแล้วมากกว่า 15,000 คน

ทำกันมาร้อยกว่าปีแล้ว

พูดถึงทีมหลานย่าพากินหมี่ ของ มทส. นอกจากจะคว้ารางวัลชนะเลิศไปครองแล้ว ทีมนี้ยังกวาดมาอีก 2 รางวัล นั่นคือ รางวัลดีเด่นระดับภาค และรางวัลบู๊ธดีเด่น รองชนะเลิศอันดับ 1 เช่นเดียวกับทีมนนทรีปันฝันที่คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 มาแล้ว แต่ก่อนหน้านั้นก็ได้รับรางวัลชนะเลิศโปสเตอร์ดีเด่นและรางวัลบู๊ธดีเด่น รองชนะเลิศอันดับ 2

นางสาวธิติพร พรมคำ หัวหน้าทีมหลานย่าพากินหมี่ เล่าให้ฟังถึงโครงการหมี่แห่งชีวิต พลิกฟื้นบ้านกุดจิกให้ยั่งยืนว่า มีจุดประสงค์อยากให้ชุมชนบ้านกุดจิก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ที่มีการทำหมี่ด้วยมือแบบโบราณได้ทำมือต่อไป เพราะชุมชนนี้เป็นต้นกำเนิดของหมี่โคราชจริงๆ แต่เลิกทำมานานแล้ว ซึ่งหลังจากที่เข้าไปเผยแพร่และอนุรักษ์ นอกจากจะทำให้ชุมชนรวมกลุ่มกันทำเป็นอาชีพจนมีรายได้แล้ว ชาวชุมชนบ้านกุดจิกยังเกิดความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาท้องถิ่นในการทำหมี่ด้วยมือแบบโบราณ ซึ่งทำกันมาร้อยกว่าปีแล้ว

นางสาวภัทรานิษฐ์ นิลเสถียร สมาชิกอีกคนของทีมหลานย่าพากินหมี่ เสริมว่า ได้นำสิ่งต่างๆ ที่ได้เรียนในห้องเรียนมาประยุกต์ใช้ในชุมชน โดยได้ไปช่วยเหลือชุมชนบ้านกุดจิกทำให้ชุมชนมีชีวิตที่ดีขึ้น จากเดิมชุมชนนี้เลิกการผลิตหมี่กันไปนานแล้ว เพราะต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ขณะที่ราคาหมี่เท่าเดิม

“พวกเราเข้าช่วยในการผลิตให้มีคุณภาพมากกว่าเดิม คือไปปรับปรุงกระบวนการผลิตตั้งแต่เริ่มถูหมี่เป็นแผ่นแล้วเอาแผ่นหมี่ไปตาก จากเดิมตากกลางแจ้งจะเจอฝุ่นเจอควัน เลยไปสร้างโรงเรือน ควบคุมสุขอนามัยของชุมชนให้สวมถุงมือ ผ้ากันเปื้อน หมวกคลุมผม ชั่งน้ำหนักเส้นหมี่ให้มีมาตรฐาน ออกแบบแพ็กเกจจิ้ง เพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ ทำให้สามารถขายได้ราคา ที่สำคัญ ได้ไปสร้างสตอรี่ให้หมี่โคราช ซึ่งหมี่บ้านกุดจิกมีอายุกว่า 100 ปีแล้ว แม่ๆ ที่อายุมากกว่า 60 ปี ทำกันมา 3 รุ่นแล้ว รุ่นล่าสุดเป็นรุ่นที่ 3″

ช่วงเวลาเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา ทีมหลานย่าพากินหมี่ ได้มีส่วนในการอนุรักษ์ สืบสาน และเผยแพร่หมี่บ้านกุดจิก โดยเข้าไปช่วยปรับปรุงการผลิตหมี่ให้ถูกสุขลักษณะและได้มาตรฐาน พร้อมทั้งสร้างแบรนด์ “ปั้นหมี่” และทำแพ็กเกจจิ้ง รวมถึงการสร้างช่องทางการตลาด ทั้งการเผยแพร่ในเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ยูทูบ และทำเป็นศูนย์การเรียนรู้ “หมี่โคราช”

อาจารย์รัชฎาพร วิสุทธากร อาจารย์ มทส. อาจารย์ที่ปรึกษาทีมหลานย่าพากินหมี่ พูดถึงรางวัลที่ได้รับว่า “คงเป็นเพราะทีมหลานย่าฯ มีครบทุกองค์ประกอบและมีโครงการย่อยเยอะ ซึ่งที่ผ่านมาเด็กๆ ทุ่มเทและเหนื่อยกันมากทั้งงานเขียนรายงานและการพรีเซ้นต์ สาเหตุที่มาทำเรื่องหมี่โคราช เพราะเป็นหมี่ที่คนรู้จักกันดี แต่เชื่อว่าหลายคนคงไม่รู้ว่าต้นกำเนิดอยู่ที่บ้านกุดจิก ตำบลกุดจิก อำเภอสูงเนิน ลูกหลานคนบ้านกุดจิกเองก็ยังไม่รู้ ทางนายกเทศมนตรีตำบลกุดจิกจึงอยากให้มีการอนุรักษ์การทำหมี่ด้วยมือแบบโบราณเอาไว้”

ขายผ่านออนไลน์

อาจารย์รัชฎาพร เล่าว่า การทำหมี่ของชุมชนบ้านกุดจิกเพราะที่นั่นปลูกข้าวและมีการถนอมอาหารด้วยการทำหมี่ ซึ่งในอดีตแทบทุกบ้านจะทำหมี่ไว้กินเอง แต่ตอนนี้เหลืออยู่บ้านเดียวที่เหลืออุปกรณ์ทำหมี่อยู่ สาเหตุที่ไม่ได้ทำขายเพราะไม่มีตลาด และไม่สามารถแข่งขันได้กับหมี่ที่ผลิตจากโรงงาน ปัจจุบัน ทางเทศบาลตำบลกุดจิก ชุมชนและทาง มทส. ได้ร่วมกันปรับปรุงอาคารร้างทำเป็นโรงเรือนถาวรในการผลิตหมี่ โดยจะทำในวันพฤหัสบดีและวันอาทิตย์ มีแม่ๆ 3 คนที่เคยทำหมี่มาช่วยกันทำร่วมกับนักศึกษา มีทั้งหมี่สดและหมี่แห้ง ซึ่งในส่วนหมี่สดนั้นได้นำมาทำยำหมี่สดด้วย ปรากฏว่าคนในชุมชนต่างซื้อกันใหญ่เพราะเคยกินกันมาในสมัยเด็กๆ แต่ตอนนี้หาซื้อที่ไหนไม่ได้แล้ว ขายถุงละ 30-50 บาท

“หมี่ทำจากโรงงานเส้นจะยาวและผสมแป้งมันเข้าไปด้วย แต่หมี่ชาวบ้านเป็นแป้งที่ทำจากข้าวล้วนๆ เส้นจะไม่ยาวและเส้นไม่เสมอกัน เก็บได้ไม่นาน แต่รสชาติอร่อยเหนียวนุ่มกว่าเส้นหมี่จากโรงงาน” อาจารย์รัชฎาพร กล่าวและว่า มีการตั้งชื่อแบรนด์ว่า “ปั้นหมี่” เดิมอยากจะตั้งชื่อว่า “หมี่กุดจิก” แต่ไม่สามารถตั้งได้เพราะเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ ที่ผ่านมานอกจากเด็กๆ จะไปช่วยปรับปรุงเรื่องขั้นตอนการผลิตแล้วยังได้ช่วยขายทางออนไลน์ด้วย โดยขาย 3 ถุง ราคา 100 บาท

สนใจอยากเรียนรู้การทำหมี่ด้วยมือแบบโบราณของบ้านกุดจิก ติดต่อได้ที่ โทรศัพท์ (089) 844-6682 หรือเข้าไปดูที่ http://www.kutchikmeekorat.com หรือที่ http://www.facebook.com/meekorat

ไก่ย่างโคราชคอเลสเตอรอลต่ำ

นอกจากอาจารย์รัชฎาพรจะเป็นที่ปรึกษาทีมหลานย่าพากินหมี่แล้ว ยังเป็นที่ปรึกษาของทีมกล้าติดปีก ของนักศึกษา มทส. ซึ่งได้รางวัลดีเด่นระดับภาคไป ทีมนี้ทำโครงการ “ไก่เนื้อโคราช คืนอิสรภาพเกษตรกรบ้านซับตะเคียน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างตราสินค้า การเลือกช่องทางการจัดจำหน่ายที่เหมาะสมกับผู้บริโภค รวมถึงการสร้างความรับรู้ของไก่ย่างสู่ผู้บริโภค และเพื่อให้เกิดความร่วมมือกันของเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่เนื้อโคราชบ้านซับตะเคียน เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

อาจารย์รัชฎาพร บอกว่า ไก่เนื้อโคราชนี้เป็นไก่ประจำจังหวัดนครราชสีมา ซึ่ง มทส. เป็นผู้ผลิตลูกไก่ ที่ผ่านมายังไม่มีการทำตลาดอย่างจริงจัง ทั้งที่มาเป็นไก่ย่างแล้วรสชาติดีมาก

ว่าไปแล้วแม้โครงการนี้จะไม่ได้รับรางวัลชนะเลิศ แต่ก็มีเรื่องราวที่น่าสนใจและเป็นช่องทางหนึ่งสำหรับผู้คนที่มองหาโปรดักต์ใหม่ๆ โดยเฉพาะการนำไก่เนื้อโคราชมาทำเป็นไก่ย่าง ซึ่งไก่ชนิดนี้เป็นงานวิจัยของ มทส. ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เป็นการผสมพันธุ์ระหว่างไก่บ้านกับไก่พันธุ์ จนได้ไก่เนื้อพันธุ์โคราชที่เลี้ยงง่ายและโตวัย เหมาะทำไก่ย่าง เพราะย่างแล้วเนื้อจะเหลืองสวย ที่สำคัญ ไขมันต่ำ คอเลสเตอรอลต่ำกว่าไก่ทั่วไปถึง 3 เท่า

ทั้งนี้ นักศึกษาในทีมกล้าติดปีกได้ไปช่วย คุณณัฐวุฒิ อิ่มจันทึก เกษตรกรบ้านซับตะเคียน ในการนำไก่ย่างซับตะเคียนมาทำตลาด ซึ่งก็มีเสียงตอบรับดี เนื่องจากสูตรการหมักนั้นเป็นสูตรสมุนไพร แต่จะหมักพอประมาณเพื่อไม่ให้รสชาติของไก่ถูกกลบ ซึ่งจะแตกต่างจากการหมักของไก่ย่างทั่วไป นอกจากนี้ ยังย่างในเตาไร้ควัน ซึ่งเป็นเตาที่อาจารย์ของ มทส. คิดค้นขึ้นมาเอง และหลังจากนำออกขายได้สักพักก็มีผู้สนใจต้องการจะซื้อแฟรนไชส์

อย่างไรก็ตาม ไก่เนื้อพันธุ์โคราชเมื่อนำมาย่างแล้ว ราคาจะแพงกว่าไก่ย่างห้าดาว โดยจะขายตัวละ 170-180 บาท ในขณะที่ไก่ย่างห้าดาวขายตัวละ 130 บาท เนื่องจากมีต้นทุนสูงกว่า

กว่าจะมาเป็นไม้จิ้มฟันตะไคร้

สำหรับ “ไม้จิ้มฟันสมุนไพร สืบสานภูมิปัญญาชาวบ้าน สู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียง” ของ “ทีมนนทรีปันฝัน” ที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 นั้น นางสาวกฤติมา ผาติวรภัทร หัวหน้าทีม เล่าว่า เดิมนั้นชุมชนบ้านตาลเนิ้ง อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ที่มีอาชีพทำนาเป็นหลัก และมีการตั้งกลุ่มอาชีพทำลูกประคบสมุนไพรและทำไม้จิ้มฟันสมุนไพรจากตะไคร้ เมื่อทางทีมเข้าไปสำรวจ พบว่า ไม้จิ้มฟันดังกล่าวไม่เป็นที่นิยมของตลาด และผลิตภัณฑ์ไม่มีมาตรฐาน

“พวกเราจึงเข้าไปทำการปรับปรุงแพ็กเกจจิ้งและขนาดให้เป็นมาตรฐานมากขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย ขายในเฟซบุ๊กและจัดทำบล็อก เพื่อกระจายความรู้”

ในการทำไม้จิ้มฟันสมุนไพรจากตะไคร้นั้น จะต้องใช้ก้านตะไคร้ที่มีอายุ 6 เดือนขึ้นไป ก้านจะได้แข็ง เริ่มจากการใช้อุปกรณ์รูดใบตะไคร้ออกจากก้าน เพื่อใช้ก้านอย่างเดียว แล้วนำก้านไปตากแดดให้แห้ง นำมาตัดให้ได้ขนาด นำเข้าเตาอบฆ่าเชื้อ พอผ่านการอบแล้วก้านตะไคร้จะมีขนาดที่แข็งขึ้นและมีกลิ่นหอม จากนั้นบรรจุถุงซิปล็อกและนำใส่กล่องบรรจุภัณฑ์ ถือเป็นไม้จิ้มฟันก้านตะไคร้เจ้าแรกเจ้าเดียวในประเทศไทย ซึ่งทางกลุ่มอาชีพชุมชนบ้านตาลเนิ้งกำลังจะขอจดอนุสิทธิบัตรขั้นตอนการทำไม้จิ้มฟันนี้

เมื่อบรรจุใส่กล่องเรียบร้อย จะขายกล่องละ 20 บาท ซึ่งถ้าเทียบกับไม้จิ้มฟันที่ทำจากไม้ไผ่ ราคาจะถูกกว่าเล็กน้อย โดยตอนนี้ขายในเฟซบุ๊กและทางกลุ่มอาชีพจะออกขายตามสถานที่ต่างๆ อย่างเช่นในงานโอท็อปที่เมืองทองธานี (สนใจ โทรศัพท์ (089) 499-6716)

ทั้ง 3 โปรดักต์นี้น่าสนใจทีเดียว ที่สำคัญ เป็นสินค้ามีคุณภาพ แต่การตลาดยังไม่กว้างขวาง ฉะนั้น ใครสนใจทำธุรกิจนำสินค้าเหล่านี้ไปต่อยอดหรือไปเปิดตลาดใหม่ๆ เชื่อว่าเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่สามารถทำเงินได้ไม่ยาก

ทำหมี่ด้วยมือ

1. เริ่มตั้งแต่การนำข้าวเปลือกข้าวเจ้ามาสีด้วยเครื่องสีข้าวโบราณ 2. นำข้าวสารที่ได้จากการสีมาตำด้วยครกกระเดื่องเพื่อทำให้เป็นข้าวสาร เรียกว่าการซ้อมข้าว 3. นำปลายข้าวที่แตกหักมาโม่ทำเป็นแป้งด้วยเครื่องโม่หิน เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการทำหมี่ แล้วนำแป้งข้าวเจ้าผสมน้ำให้ข้นพอดี 4. เตรียมเตาดินแบบโบราณ ซึ่งทำมาจากดินเหนียว (ดินนา) ผสมกับแกลบข้าว ด้านใต้เป็นปล่องเตาเพื่อใส่ฟืน 5. เตรียมฟืนเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตแผ่นหมี่ โดยฟืนที่ใช้เป็นไม้แห้งทุกชนิดและทุกขนาด

6. เตรียมหม้อทำแผ่นหมี่ โดยนำคอหม้อทรงสูง ปากกว้าง มาขึงด้วยผ้าขาวบางให้ตึง เปิดริมผ้าประมาณ 5 เซนติเมตร เพื่อให้ไอน้ำพุ่งขึ้นมาได้ นำมาวางบนกระทะแล้วเติมน้ำในกระทะระดับ 2/3 ของคอหม้อ ปิดฝาหม้อ 7. ใช้ขันโลหะก้นมน ตักน้ำแป้งเทลงบนผ้าขาว พร้อมใช้ก้นขันเกลี่ยให้ทั่วเป็นวงกลม (การถูหมี่) โดยให้แผ่นหมี่บางไม่หนาจนเกินไป ปิดฝาหม้อทิ้งไว้ประมาณ 45 วินาที 8. นำไม้ไผ่ชโลมน้ำให้ทั่ว ค่อยๆ แซะแผ่นแป้งออกจากผ้าขาวบาง

9. นำแผ่นแป้งที่ได้ไปตากบนแผงไม้ไผ่ (แผงตากหมี่) แล้วนำไปตากแดดเป็นเวลา 1 ชั่วโมง 10. เมื่อแผ่นแป้งเริ่มแห้งได้ที่ (เมื่อจับดูจะติดมือน้อยลง) ทาด้วยน้ำมันพืชด้านบนเพื่อไม่ให้แผ่นแป้งติดกัน นำแผ่นแป้งที่ได้มาพรมด้วยน้ำเปล่าเล็กน้อย เพื่อให้ง่ายต่อการซอย 11. นำแผ่นแป้งประมาณ 10-15 แผ่น มาซ้อนกันและม้วนเป็นวงกลม ใช้มีดซอยเป็นเส้นประมาณ 3 มิลลิเมตร นำเส้นหมี่ที่ได้มาจับเป็นแพขนาดพอประมาณวางเรียงบนแผงไม้ไผ่ให้แห้งสนิท 12. นำแพหมี่เรียงใส่แผงตากหมี่ไปตากแดดให้แห้ง 13. นำหมี่ที่ได้มามัดด้วยตอก โดยใช้ตอกสีชมพู ซึ่งเป็นสีเอกลักษณ์ของหมี่บ้านกุดจิก

 

Velayenn Bike Shop อีกหนึ่ง…มุมโปรด นักปั่น พฤษภาคม 19, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07038150357&srcday=2014-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 345


อาหารสร้างอาชีพ

Velayenn Bike Shop อีกหนึ่ง…มุมโปรด นักปั่น

“…ไม่อยากทำให้เป็นร้านจักรยานแข็งๆ ที่คนมาซื้ออะไหล่เสร็จแล้วหอบกลับบ้าน แต่ต้องการมุมที่ผู้คนสามารถมาใช้ชีวิตได้ด้วย…”

Velayenn Bike Shop – ร้านจักรยานเวลาเย็นน

คือ ศูนย์รวมอะไหล่และอุปกรณ์เสริมเกี่ยวกับจักรยานมีให้เลือกหลายหลาก โดยเฉพาะสไตล์ วินเทจและคลาสสิก นับเป็นอีกหนึ่งแหล่งที่รู้จักกันดีในหมู่ผู้รักการปั่น

ร้านแห่งนี้ มีการแบ่งโซนเล็กๆ ไว้สำหรับบริการเครื่องดื่มและของว่าง โดยในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ จะมีอาหารมื้อหลัก สไตล์ “โฮมเมด” อย่าง ข้าวสตูไก่ลาวา เนื้อตุ๋นคุณแม่ ฯลฯ มาคอยบริการสำหรับลูกค้าที่นำจักรยานมาซ่อมหรือมาเลือกซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติม

ส่วนลูกค้าสัญจรไปมา แม้ไม่ใช่ “คนจักรยาน” ก็สามารถเข้ามานั่งชิลชิล จิบกาแฟ ชิมของว่างได้…ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด

เริ่มจากความชอบ

โตเร็วเกินคาด

ช่วงบ่ายก่อนถึงเวลาเย็น คุณอ้น-รัฐพล ตรีรัตน์ หุ้นส่วนคนสำคัญ วัย 30 ปีเศษ กรุณาสละเวลามาพูดคุยกันด้วยบุคลิกสุภาพ เริ่มต้นด้วยการย้อนอดีตไปเมื่อราว 4 ปีก่อนหน้าว่า เคยทำงานประจำเป็นสถาปนิกอยู่พักใหญ่ รู้สึกเบื่อเลยลาออกมาทำร้านกาแฟเล็กๆ เปิดใต้ถุนคอนโดมิเนียม ย่านรัชดาภิเษก ซอย 10

กระทั่งเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ที่เป็นนักออกแบบผลิตภัณฑ์ เดินทางไปประเทศญี่ปุ่น มีโอกาสพบกับจักรยานทรงแปลกตา ไม่มีเบรก ไม่มีเกียร์ รู้สึกสนใจ เลยศึกษาเพิ่มเติม กระทั่งทราบว่ามันคือ “จักรยานฟิกซ์เกียร์” ซึ่งเวลานั้นยังไม่แพร่หลายในไทยมากนัก

“พอเพื่อนขี่มาโชว์ ผมสนใจ เลยเล่นเป็นงานอดิเรก ลองสั่งอะไหล่มาประกอบเอง เพราะบ้านเรายังไม่มีขาย แต่ต้องสั่งหลายชิ้นถึงจะคุ้มค่าส่ง พอมีอะไหล่เหลือเลยเอาไปวางในร้านกาแฟ เผื่อขายให้ลูกค้า ควบคู่ไปกับการขายในเฟซบุ๊ก” คุณอ้น เล่าถึงจุดเริ่มของการที่ร้านกาแฟของเขามีอะไหล่จักรยานขายด้วย

แม้จุดเริ่มมาจากความชอบส่วนตัว ไม่คิดจริงจังทำถึงขั้นหันมาจับเป็นธุรกิจหลัก แต่ช่วงเวลานั้นต้องยอมรับว่า กระแสความนิยมจักรยานถึงขั้น “บูม” สุดขีด ส่งผลให้กิจการ “เวลาเย็นน” เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

จนต้องมีการขยายร้านจากใต้ถุนคอนโดฯ ไปเป็นบ้านเดี่ยวมีบริเวณภายในซอยสุขุมวิท 26 โดยดัดแปลงโรงรถให้เป็นร้านจำหน่ายจักรยานและมีการขายอาหาร-เครื่องดื่มอย่างเป็นเรื่องเป็นราว จนกลายเป็นที่รู้จักมากขึ้น

แต่แล้วในปี 2554 เกิดเหตุน้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งใหญ่ ทำให้ต้องยุติกิจการชั่วคราว

หลังเข้าสู่ภาวะปกติ จึงมองหาทำเลเปิดร้านแห่งใหม่ กระทั่งมาได้ตึกแถวอยู่ในซอยธารารมณ์ 2 สุขุมวิท 55 ซึ่งเป็นที่ตั้งร้านปัจจุบัน

“ด้วยข้อจำกัดหลายอย่างทำให้ต้องหยุดทำร้านอาหารไปก่อน ตอนนี้เหลือแค่จักรยานกับคาเฟ่ โดยในส่วนของจักรยานมีการลงลึกมากขึ้น ให้บริการเกี่ยวกับจักรยานทุกประเภท มีทั้งรับซ่อม รับสั่งประกอบ รับสั่งซื้ออะไหล่หรืออุปกรณ์เสริมต่างๆ เรามีให้เลือกหลากหลายครับ” คุณอ้น ประชาสัมพันธ์กิจการมาอย่างนั้น

มุมกาแฟเล็กๆ

ทำร้านมีชีวิต

เมื่อกิจการเปิดกว้างขึ้น ลูกค้าจึงเข้ามาหลากหลายกลุ่ม นับแต่ นักเรียน ม.ปลาย หนุ่มสาววัยทำงาน ไปกระทั่งข้าราชการเกษียณอายุ ซึ่งมาจากหลายย่านทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

ถามว่าพวกเขารู้จัก “เวลาเย็นน” ได้ยังไง คุณอ้น เผย ใช้วิธีประชาสัมพันธ์ตัวเองผ่านทางเฟซบุ๊กเป็นหลัก มา 2 ปีกว่า ปรากฏมีคนเข้ามากดไลก์ให้นับหมื่นคนแล้ว นอกเหนือจากนั้นเป็นการบอกกัน ปากต่อปาก

“ไม่มีงบฯ โฆษณา เลยเข้าไปโพสต์ในเฟซบุ๊กเพราะไม่เสียค่าใช้จ่าย แค่ทำเรื่องราวของเราให้มีความน่าสนใจ ยอมรับว่าวิธีนี้ช่วยได้เยอะมาก ส่วนการบอกกันปากต่อปากของลูกค้าก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน” คุณอ้น บอกเสียงเรียบ

กระซิบถามถึงผลประกอบการสำหรับธุรกิจนี้ ผู้จัดการหนุ่ม ตอบตรงๆ เนื่องจากเป็นร้านเฉพาะกลุ่ม ไม่มีจักรยานทุกแบบสำหรับลูกค้าทุกคน ฉะนั้น ผลประกอบการไม่ดีเท่าร้านขนาดใหญ่แน่ แค่พออยู่ได้ด้วยตัวเอง สำหรับเขานับว่าน่าพอใจมากแล้ว

“เป้าหมายของร้านนี้ ไม่ได้กะจะมีกำไรมากมายตั้งแต่แรก ที่ทำเพราะอยากทำ แต่พอมาถึงวันนี้มันเลี้ยงตัวเองได้ ผมและหุ้นส่วนพยายามทำให้ความชอบกับการเป็นธุรกิจมันสมดุลกัน ไม่อยากให้ธุรกิจเป็นตัวนำจนเกินไป” คุณอ้น ตอบจริงจัง

เกี่ยวกับ “มุมกาแฟ” ที่ยังอยู่คู่กับกิจการ คุณอ้น อธิบาย เพราะเป็นแนวคิดหลักที่คิดมาตั้งแต่ต้น เนื่องจากไม่อยากทำให้เป็นร้านจักรยานแข็งๆ ที่คนมาซื้ออะไหล่เสร็จแล้วหอบกลับบ้าน แต่ต้องการมุมที่ผู้คนสามารถมาใช้ชีวิตได้ด้วย เลยมีทั้งเครื่องดื่มบริการ มีโต๊ะให้นั่ง มีนิตยสารให้อ่าน อยากทำให้เป็นสังคมเล็กๆ ไม่ซื้อไม่ว่ากัน ใครมีเวลาว่างมานั่งเล่นได้

“สำหรับอาหาร มีทุกวันศุกร์-เสาร์ เป็นเมนูเฉพาะ 2-3 อย่าง เป็นสไตล์โฮมเมด ที่เพื่อนฝูงทำมาฝากขาย” เจ้าของร้าน บอก

มั่นใจตลาด

ยังไปอีกไกล

จับธุรกิจจักรยานมาได้ 3 ปีเศษ พบอุปสรรคปัญหาอะไรบ้าง คุณอ้น บอก มีหลายเรื่องให้แก้ไข เพราะเขาไม่ใช่นักธุรกิจ จึงต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองทุกระบบ นับตั้งแต่ บัญชี การเงิน การบริหาร ฯลฯ จากนั้นค่อยแก้ปัญหาไปทีละจุด

“กิจการนี้เริ่มต้นด้วยทุนที่ไม่เยอะมาก ก็เป็นปัญหาของการทำธุรกิจเหมือนกัน เพราะทุนใหญ่ทำอะไรได้มาก ขณะที่ทุนน้อยการต่อรองยากกว่า ต้องยับยั้งชั่งใจ หลายครั้งอยากทำอะไรจึงติดขัดบ้าง แต่ไม่ใช่ปัญหาหนักใจอะไร” คุณอ้น บอกยิ้มๆ

เมื่อถามถึงความยากในการทำธุรกิจจักรยาน คุณอ้นนั่งนึกครู่หนึ่ง ก่อนให้ความเห็น ตลาดจักรยานกว้างพอสมควร การคาดเดาความต้องการของกลุ่มลูกค้าจึงค่อนข้างยาก ฉะนั้น หากคาดการณ์ได้ทันและสต๊อกของไว้พอกับความต้องการ ธุรกิจคงไปได้สวย แต่ถ้าเดาไม่ออก สต๊อกของไม่ทันคู่แข่ง กิจการนั้นคงลำบากหน่อย

คร่ำหวอดในแวดวงนักปั่นอยู่หลายปี มีคนมาขอคำแนะนำเกี่ยวกับการทำธุรกิจบ้างมั้ย คุณอ้น เล่าให้ฟัง มีหลายคนมาให้ช่วยชี้แนวทางการทำร้าน ซึ่งเขามักออกตัวก่อนว่าไม่ใช่นักธุรกิจมืออาชีพ ที่เข้ามาทำเป็นเพราะมีใจรักเป็นทุนเกินครึ่ง ก่อนตั้งคำถามกลับ มีความชอบจริงหรือเปล่า สามารถใช้ชีวิตอยู่กับจักรยานแค่ไหน

“ถ้าไม่รู้สึกว่าเข้าร้านเพื่อทำงานถือว่าผ่านแล้ว แต่ถ้าตื่นมาแล้วตัวเองบอกว่าต้องเข้าร้านอีกแล้วเหรอ อย่างนั้นไม่ดี หากมั่นใจว่ามีความชอบจริงๆ จึงค่อยเริ่มพิจารณาเรื่องเงินทุน ทำเล สินค้าที่จะขาย ไปตามลำดับ และโดยส่วนตัวเชื่อว่าภาพรวมของธุรกิจจักรยานไม่ตกลงง่ายๆ ยังไปได้อีกไกล” คุณอ้น ทิ้งท้าย อย่างนั้น

Velayenn Bike Shop – ร้านจักรยานเวลาเย็นน เปิดบริการ 12.00-21.00 น. วันอังคาร-อาทิตย์ (ปิดวันจันทร์) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ เลขที่ 808/15 ซอยธารารมณ์ 2 สุขุมวิท 55 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110 โทรศัพท์ (080) 900-2610 หรือ Facebook : Valayenn Bike Shop

 

ไก่ต้มน้ำปลา ฐิติพร จัดจ้านสไตล์ไก่ต้มไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07040010357&srcday=2014-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 344


อาหารสร้างอาชีพ

ดวงกมล

ไก่ต้มน้ำปลา ฐิติพร จัดจ้านสไตล์ไก่ต้มไทย

“จุดเด่นไก่ต้มน้ำปลา ฐิติพร คือ รสชาติจัดจ้านแบบไทย ใช้น้ำปลาแท้อย่างดี ไม่ใส่ซอสหรือซีอิ๊ว ฉะนั้น ตัวไก่สีจะสวย ไม่เหลือง นอกจากนั้นยังมีเครื่องเทศและส่วนผสมอื่นล้วนเป็นสูตรพิเศษของทางร้านที่ใช้มัดใจลูกค้ามายาวนาน 10 กว่าปีแล้ว”

จากเมนูของฝากที่สร้างชื่อในหลายจังหวัด มาวันนี้ “ไก่ต้มน้ำปลา” ถูกยกระดับกลายเป็นเมนูเสิร์ฟบนโต๊ะอาหาร แถมคนทุกเพศทุกวัยยังนิยมรับประทาน ปัจจุบัน เลยมีร้านไก่ต้มน้ำปลาผุดขึ้นมากมายหลายยี่ห้อ เฉกเช่น “ไก่ต้มน้ำปลา ฐิติพร” ที่คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพดีมัดใจลูกค้า พร้อมสั่งสมชื่อเสียงมายาวนาน 11 ปีแล้ว

สูตรจากพี่สาว

ต่อยอดสไตล์คนรุ่นใหม่

คุณขวัญฤทัย เจนนาวิน หรือ คุณขวัญ เจ้าของร้าน เผยว่า ขายไก่ต้มน้ำปลามาตั้งแต่ปี 2546 โดยตระเวนไปตามตลาดนัดตอนเย็น เช่น ตลาดนัดยิ่งเจริญ ตลาดนัดหน้ากองทัพอากาศ จากนั้นขยับไปตลาดนัดตอนเช้า อาทิ ตลาดนัดมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ตลาดนัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตลาดนัดตึกซันทาวเวอร์ ตลาดนัดศาลายา ตลาดนัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฯลฯ เริ่มแรกใช้เงินลงทุนในกิจการ 50,000 บาท ต่อมาค่อยๆ ยกระดับปรับโฉมเมนูดังกล่าว ชูจุดเด่นเรื่องคุณภาพ ปัจจุบัน กิจการไก่ต้มน้ำปลาแต่ละสัปดาห์มีเงินหมุนเวียนนับแสนบาท

สาเหตุที่คุณขวัญเลือกจำหน่ายไก่ต้มน้ำปลา เนื่องจากพี่สาวทำขายอยู่ก่อนหน้า เพียงไปนำสูตรมาและปรับเทคนิคการขาย แต่ยังคงภายใต้ชื่อ “ไก่ต้มน้ำปลา ฐิติพร” ซึ่งเป็นชื่อของพี่สาวเธอ

คุณขวัญเริ่มจากขายไก่ต้มน้ำปลาตามตลาดนัด พร้อมออกแบบโลโก้ชื่อร้าน มีเบอร์โทรศัพท์ เพื่อนำมาติดลงบนกล่อง ลงประชาสัมพันธ์ผ่านเฟซบุ๊ก ปรากฏผลตอบรับดี มียอดขายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งลูกค้าที่สั่งซื้อเพื่อรับประทานเองในครอบครัว รวมถึงจัดเลี้ยงในองค์กร

สำหรับจุดเด่นไก่ต้มน้ำปลา ฐิติพร หญิงสาว บอกว่า อยู่ที่ไก่และเครื่องปรุงที่เลือกใช้ ซึ่งจะเลือกใช้ไก่เนื้อ (ไก่เลี้ยงเพื่อเชือด) ไม่ใช่ไก่ออกไข่ หรือไก่บ้าน เพราะไก่เนื้อจะมีความนุ่ม ไม่เหนียว อายุเฉลี่ยไก่ที่ใช้จะมีอายุไม่เกิน 8 สัปดาห์ น้ำหนักต่อตัวประมาณ 2 กิโลกรัม ส่วนน้ำปลาที่ใช้คือ น้ำปลาแท้หมักจากปลาหรือกากปลา ไม่ใช่น้ำปลาหมักจากเกลือเพราะรสชาติจะกระด้างและกลิ่นไม่หอม

ด้านปริมาณการต้มไก่แต่ละครั้ง เจ้าของร้าน ระบุว่า ต้มครั้งละ 16 ตัว ใช้เวลาต้มนาน 45 นาที ใช้ไก่สดไม่ใช่ไก่แช่แข็ง เพราะไก่ฟรีซเนื้อจะยุ่ยเละ เครื่องปรุงไม่ซึมเข้าเนื้อ แต่ละวันใช้ไก่เฉลี่ย 100 ตัว ถ้าช่วงเทศกาลตรุษจีนก็เพิ่มเป็นเท่าตัว ต่อเดือนใช้ไก่ราว 3,000-4,000 ตัว

จัดจ้านแบบไทย

คัดสรรแต่ของดี

เพื่อความสดใหม่ของเมนูดังกล่าว เวลาขายแต่ละครั้ง เจ้าของร้านใช้วิธีต้มไปขายไป ไม่ต้มค้างไว้ หรือต้มจากบ้าน วิธีนี้ทำให้ลูกค้ามั่นใจว่าได้ไก่ที่สดใหม่ แถมยังจำหน่ายหมดเกลี้ยงทุกครั้งอีกด้วย

“กลุ่มลูกค้าที่ซื้อไก่ต้มน้ำปลาที่ตลาดนัด แบ่งได้ 3 กลุ่ม ได้แก่ วัยรุ่น วัยทำงาน และครอบครัวขนาดเล็กฐานะระดับกลางขึ้นไป ปริมาณการซื้อของคนกลุ่มนี้มักซื้อคละกันระหว่างไก่ครึ่งตัว ปีกกลาง หรือ สะโพก ซึ่งส่วนที่ขายดีที่สุดคือ ช่วงปีกกลาง ลูกค้าทานแล้วบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า อร่อย”

นอกจากไก่และเครื่องปรุงที่ถูกคัดมาอย่างพิถีพิถัน บรรจุภัณฑ์ หรือแพ็กเกจจิ้งก็ไม่น้อยหน้า หญิงสาว ระบุว่า ถาดโฟมและพลาสติกที่หุ้มตัวไก่เป็นเกรดสำหรับใส่อาหาร ไม่เป็นอันตราย แม้จะใส่อาหารร้อน สังเกตโฟมที่ดี น้ำจากอาหารจะไม่ซึมลงเนื้อโฟม แต่จะกลิ้งไป-มาบนโฟม นั่นเป็นเพราะเคลือบด้วยพาราฟิน

ด้วยความที่เมนูดังกล่าวถูกใส่ใจทุกขั้นตอน ทั้งไก่และเครื่องปรุงใช้เกรดเดียวกันกับภัตตาคาร ส่งผลถึงต้นทุนไก่สดเฉลี่ยตัวละ 150-160 บาท ปัจจุบัน ทางร้านจำหน่ายไก่ต้มน้ำปลาราคาตัวละ 240 บาท ถือว่าสมเหตุสมผล

“จุดเด่นไก่ต้มน้ำปลา ฐิติพร คือ รสชาติจัดจ้านแบบไทย ใช้น้ำปลาแท้อย่างดี ไม่ใส่ซอสหรือซีอิ๊ว ฉะนั้น ตัวไก่สีจะสวย ไม่เหลือง นอกจากนั้นยังมีเครื่องเทศและส่วนผสมอื่นล้วนเป็นสูตรพิเศษของทางร้านที่ใช้มัดใจลูกค้ามายาวนาน 10 กว่าปีแล้ว”

ยึดทำเลตลาดนัด

ต่อยอดไก่พร้อมปรุง

ปัจจุบัน สถานที่จัดจำหน่าย คุณขวัญยังคงยึดทำเลตลาดนัดไม่มีหน้าร้าน ทว่าก็มีลูกค้าขาประจำกลับมาซื้อซ้ำเป็นจำนวนมาก ถึงขนาดติดต่อขอซื้อแฟรนไชส์

“ลูกค้าต่างก็ติดใจรสชาติ กลับมาซื้อซ้ำ ไปขายที่ตลาดไหนก็ขายหมด จนมีคนขอซื้อแฟรนไชส์ ซึ่งอนาคตอาจจะมี แต่ขอศึกษารายละเอียดให้ถี่ถ้วนก่อน เนื่องจากหัวใจสำคัญของธุรกิจอาหารคือ คุณภาพต้องสดใหม่ เจ้าของร้านต้องควบคุมคุณภาพด้วยตนเอง”

แม้ขณะนี้ยังไม่ต่อยอดธุรกิจด้วยแฟรนไชส์ แต่หนทางขยายตลาดที่ผู้ประกอบการรายนี้เลือกใช้คือ จำหน่ายไก่พร้อมปรุงสำเร็จรูปส่งตามร้านอาหาร ซึ่งไก่พร้อมปรุงสูตรนี้สามารถเลือกรับประทานทั้งแบบเข้าไมโครเวฟ และลงทอดน้ำมัน

“ดิฉันเชื่อว่าธุรกิจอาหารยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก และไก่ก็สามารถปรุงได้หลากหลายเมนู ปัจจุบัน ยอดขายทางร้านอยู่ในระดับที่น่าพอใจ รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 35-40 เปอร์เซ็นต์ เงินทุนหมุนเวียนแต่ละสัปดาห์เกือบ 100,000 บาท”

ใครสนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อ คุณขวัญ เจ้าของร้านได้ที่ โทรศัพท์ (091) 101-1162

 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,054 other followers

%d bloggers like this: