ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

อร่อยได้…ไม่อ้วน! My Happy Diet By “หญิงนุ่น”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07050010358&srcday=2015-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 368

อาหารสร้างอาชีพ

พารนี

อร่อยได้…ไม่อ้วน! My Happy Diet By “หญิงนุ่น”

“…คงต้องเป็นไปตามคิว เพราะเจ้าของกิจการ ต้องการควบคุมคุณภาพ จึงกำหนดจำนวนลูกค้าไว้แค่เดือนละไม่เกิน 20 รายเท่านั้น”

ราว 4 ปีก่อนหน้านี้ ม.ร.ว.สุทธิภาณี ยุคล หรือ “หญิงนุ่น” ธิดาของ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ลงทุนกับหุ้นส่วนชีวิต คุณกี้-รณิษฐา จริตกูล เปิดร้านอาหารสไตล์โฮมคุกกิ้ง ชื่อ Garden of Dream ในซอยสุขุมวิท 51 ควบคู่กับทำงานประจำ สายโฆษณาและการตลาด

เธอจึงมีชีวิตประจำวัน ในแบบ เช้าเข้าออฟฟิศ ตกเย็นกลับมาดูแลร้าน และรับประทานอาหารอร่อยๆ ฝีมือของหวานใจ

เป็นอยู่อย่างนั้นไม่นาน น้ำหนักตัว จากประมาณ 52 กิโลกรัม ไต่ระดับ ไปแตะที่ 62!

กลุ้มใจอยู่พักใหญ่ จึงได้คำแนะนำดีๆ จากเพื่อนซึ่งเป็นคุณหมอ ให้ลองศึกษาเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก โดยใช้สูตร คีโตจีนิก ไดเอต (Ketogenic Diet) หรือการรับประทานอาหารที่มี “ไขมันดี” เข้าไป เพื่อให้ร่างกายเผาผลาญไขมันที่อยู่ตามส่วนต่างๆ ในร่างกาย

ตอนนั้น ยังแบบเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง…แต่อยากทดลอง เลยตัดสินใจ “เข้าคอร์ส”

ก่อนขอให้ คุณกี้ ซึ่งมีฝีมือถึงขั้นเชฟ ช่วยปรุงอาหารแนวดังว่าให้รับประทานเป็นเวลา 2 เดือนเศษ

ปรากฏร่างกายกระชับ กระฉับกระเฉงขึ้นผิดหูผิดตา จนเพื่อนฝูงทักกันเกรียว ทานอะไรถึงได้ผอมลง

เมื่อถ่ายทอดประสบการณ์ให้ฟัง หลายคนออกปาก…อยากลองรับประทานดูบ้าง

ช่วงเวลานั้นร้านอาหาร Garden of Dream จึงมี อาหารไดเอต สูตร คีโตจีนิก คือ ตัดคาร์โบไฮเดรต ควบคุมโปรตีน ไม่ใช้น้ำตาลและสารปรุงแต่งใดๆ เข้ามาเสริมในเมนูหลัก ซึ่งได้การตอบรับดีพอสมควร

กระทั่งสัญญาเช่าร้านหมดลง สองหุ้นส่วนจึงหารือกัน หากทำต่ออาจต้องรีโนเวตใหญ่ ซึ่งต้องลงทุนอีกมาก ประกอบกับช่วงนั้น อาหารไดเอต เริ่มมีลูกค้าอยากให้ดีลิเวอรี่ถึงที่

เลยตกลงใจปิดหน้าร้านในซอยสุขุมวิท 51 และหันมาใช้ครัวของบ้านพักย่านสุทธิสาร เป็นสถานที่ผลิตอาหารไดเอต ส่งให้ลูกค้าถึงที่แบบเต็มตัว

ถึงวันนี้ My Happy Diet ของหญิงนุ่นและคุณกี้ เปิดตัวอย่างเป็นทางการได้เพียง 4 เดือนเศษ แม้ยังไม่มีการประชาสัมพันธ์อะไรมาก แต่ลูกค้าบอกต่อกันปากต่อปากผ่านโซเชียลมีเดีย ทำให้มีคนสนใจติดต่อเข้ามาต่อเนื่อง

และคงต้องเป็นไปตามคิว เพราะเจ้าของกิจการ ต้องการควบคุมคุณภาพ จึงกำหนดจำนวนลูกค้าไว้แค่เดือนละไม่เกิน 20 รายเท่านั้น

สำหรับขั้นตอนสำหรับผู้สนใจ ให้เริ่มจากไลน์หรืออินบ็อกซ์ เข้าไปทักทาย ก่อนบอกข้อจำกัดของตัวเอง ว่ารับประทานอะไรไม่ได้ ชอบหรือไม่ชอบอะไรเป็นพิเศษ มีโรคประจำตัว หรือเปล่า

จะรับประทานคอร์ส 1, 2, 3 หรือ 4 สัปดาห์ หากลูกค้าต้องการรับประทานเพื่อดูแลสุขภาพ แนะนำให้สมัครคอร์ส 1-3 สัปดาห์ ก็ได้ แต่ผู้ที่ต้องการลดหน้ำหนัก จะแนะนำให้รับประทาน 4 สัปดาห์ ถึงจะเห็นผล

ซึ่งค่าบริการ แบ่งเป็น 1 สัปดาห์ 4,500 บาท 2 สัปดาห์ 8,600 บาท 3 สัปดาห์ 12,000 บาท และ 4 สัปดาห์ 15,000 บาท ไม่รวมค่าส่ง

จากนั้น หญิงนุ่น นำความต้องการของลูกค้า ไปหารือกับเชฟกี้ เพื่อให้ออกแบบอาหารในแต่ละวันให้กับลูกค้าท่านนั้นโดยเฉพาะ ซึ่งแต่ละมื้อมีทั้งอาหารไทยและฝรั่ง สลับสับเปลี่ยนไม่ให้จำเจ

โดยจัดใส่ภาชนะเป็นโหลแก้วทนไฟ ในแต่ละวันมีอาหาร 2 มื้อคือ กลางวันและเย็น ส่งให้ทุกวันจันทร์-พุธ-ศุกร์ เพื่อช่วยลูกค้าประหยัดค่าขนส่ง แต่ถ้าต้องการให้ส่งทุกวันก็ทำได้

ส่วนมื้อเช้า จะส่ง “ขนมปังมะพร้าว” ที่ทำจากแป้งมะพร้าว ไม่ใส่น้ำตาล ทานแล้วอิ่ม ฝีมือหญิงนุ่น ให้ลูกค้านำไปรับประทานกับไข่ แฮม หรือ สลัด ได้ตามอัธยาศัย

“อาหารแบบที่ส่งให้ ความจริงแล้วเจอได้ในชีวิตประจำวัน แต่พอเข้าคอร์ส 28 วัน ลูกค้าที่ตั้งใจจริง จะเริ่มรู้วิธีการเลือกอาหารว่าอะไรทานได้ อะไรทานไม่ได้ อะไรทานแล้วตัวเบาก็ควรทานแบบนั้นต่อ ทำให้การลดน้ำหนักไม่สะวิงกลับและยังคงรักษาระดับได้ต่อไป” หญิงนุ่น บอกอย่างนั้น

ถามถึงขั้นตอนประกอบอาหารประเภท คีโตจีนิก ไดเอต นี้ เชฟกี้ ช่วยเล่าว่า การหาส่วนผสมที่เหมาะสมนั้นนับเป็นงานยากที่สุด อย่าง น้ำตาล ไม่สามารถนำมาใช้ได้ในการปรุงอาหารประเภทนี้ จึงต้องหาส่วนผสมอื่นมาให้ความหวานแทนแต่ต้องอร่อยไม่แพ้กันด้วย

“ใช้หญ้าหวานแทนน้ำตาล แต่หญ้าหวานมีกลิ่นเหม็นเขียวอยู่ในตัว กว่าจะทำให้ออกมาอร่อย ต้องทดสอบอยู่หลายรอบ หรืออย่าง น้ำสลัด ที่ใช้น้ำมันมะพร้าวเท่านั้น จึงต้องมีการคำนวณให้ละเอียดว่าใช้ปริมาณแค่ไหนจึงจะเหมาะสม” เชฟกี้ ยกตัวอย่าง

ก่อนบอกด้วยว่า นอกจากอาหารไดเอตแนวดังกล่าวแล้ว My Happy Diet ยังสามารถออกแบบอาหารที่เหมาะกับลูกค้ากลุ่มอื่นอีก อย่าง คนออกกำลังกายที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อ ผู้ป่วยโรคต่างๆ เช่น มะเร็ง เบาหวาน เป็นต้น

……………

ใครอยากอร่อยแบบไร้ไขมัน ไร้สารเคมี สไตล์ My Happy Diet ของหญิงนุ่นและคุณกี้

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (086) 984-8436 LINE ID : noonyukol หรือ Facebook/My Happy Diet Bangkok

กรกฎาคม 27, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

“ฝนเทพ” ปรับลุกส์ขนมไทย เข็นขึ้นห้าง ท้าชนเบเกอรี่

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07058010358&srcday=2015-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 368

อาหารสร้างอาชีพ

ดวงกมล โลหศรีสกุล

“ฝนเทพ” ปรับลุกส์ขนมไทย เข็นขึ้นห้าง ท้าชนเบเกอรี่

“หัวใจธุรกิจร้านขนมของผม มี 4 อย่าง คือ 1. วัตถุดิบสดใหม่ คุณภาพสูง 2. สดใหม่ทุกวัน เมนูขนมไทยแท้ และดั้งเดิม 3. ดีไซน์ทันสมัย แพ็กเกจจิ้งสวย และ 4. ทำเลที่ลูกค้าเข้าถึงได้ง่าย”

มีหลายคนที่พยายามจะยกระดับขนมไทย รวมถึงปรับโฉมขนมไทยจากที่ดูเชยๆ ดูบ้านๆ ไม่ทันสมัยให้กลายเป็นขนมที่ไม่ถูกลืมด้วยวิธีที่หลากหลาย

ปัจจุบัน มีผู้ประกอบการส่วนใหญ่ที่มีแนวคิดนี้แล้วประสบความสำเร็จ ตัวอย่าง อาทิ เอส แอนด์ พี (S&P) “เวอร์จิ้นโคโค่” ทองม้วนไทยแต่โกอินเตอร์ไปแล้ว “ไทยริช” ขนมหวานไทยแช่แข็งส่งออก ข้าวต้มมัด “แม่เอย” หม้อแกง “แม่สมาน” ยังมี “ข้าวแต๋น แม่บัวจันทร์” ขนมไทยสเตอริไลซ์แบรนด์ O-Cha (โอชา) “ขนมไทยเก้าพี่น้อง” รวมถึงร้านขนมไทย ฝนเทพ

ป้าเก่งทำขนม

หลานป้อนเข้าตลาด

คุณนพดล ภักขำ หรือ คุณเอก ทายาทเจ้าของสูตรขนมไทย ฝนเทพ เผยว่า คุณป้า (สาธนี หัชลีฬหา) เดิมเปิดร้านขนมไทย ฝนเทพ อยู่ที่วังหลังนาน 10 กว่าปี จนกระทั่งเมื่อ 2 ปีที่แล้ว หรือราวปี 2556 เกิดแนวคิดอยากเปิดร้านขนมไทยในห้างสรรพสินค้า ทำเลใจกลางเมือง วัตถุประสงค์เพื่อต้องการปลุกกระแสคนไทยให้กลับมารักและบริโภคขนมไทย เลยลองคุยกับป้าถึงไอเดียดังกล่าว ซึ่งท่านเห็นด้วย เลยเป็นที่มาของการปรับลุกส์ขนมไทยเข้าเดอะเมอร์คิวรี่ วิลล์ ชิดลม

คุณเอก กล่าวต่อว่า หลายปีมานี้ มีขนมจากต่างชาติเข้ามาบุกตลาดไทยมากขึ้น คนรุ่นใหม่เองก็หันไปบริโภคขนมต่างชาติ เช่น เบเกอรี่ โดนัท ป๊อปคอร์น มาการอง ส่วนขนมไทยถูกเลือกทานเป็นลำดับท้ายๆ ทั้งที่ขนมไทยคือขนมของคนในประเทศ ส่วนตัวมั่นใจว่าหากลูกค้าได้ลองชิมขนมไทยของทางร้าน จะรู้สึกดีต่อขนมไทยมากขึ้น ให้การยอมรับมากขึ้น

สิ่งสำคัญที่ทำให้ขนมไทย “ฝนเทพ” แตกต่างจากแบรนด์อื่นนั่นคือ ดีไซน์ คุณเอกเปลี่ยนรูปทรงขนมให้ทานพอดีคำ พร้อมกับเลือกใช้วัตถุดิบเกรดพรีเมี่ยม ทุกส่วนผสมมาจากธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ ใช้กะทิสด ไม่ใส่สี ไม่ใส่สารกันบูด ลดความหวานลง 30 เปอร์เซ็นต์ เอาใจคนรักสุขภาพ

หัวใจสำคัญของขนมไทยร้านนี้ คือ กะทิ คุณเอกเลือกใช้กะทิสดวันต่อวัน ไม่ใช้กะทิกล่อง ใช้กะทิจากบ้านแพ้ว ใบเตยปลูกเอง ดอกอัญชันปลูกเอง ทุกส่วนผสมมาจากธรรมชาติ ผลิตขายวันต่อวัน ไม่มีเก็บค้างคืน

“หัวใจธุรกิจร้านขนมของผม มี 4 อย่าง คือ 1. วัตถุดิบสดใหม่ คุณภาพสูง 2. สดใหม่ทุกวัน เมนูขนมไทยแท้ และดั้งเดิม 3. ดีไซน์ทันสมัย แพ็กเกจจิ้งสวย และ 4. ทำเลที่ลูกค้าเข้าถึงได้ง่าย”

ขนมไทยที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในร้านนี้ อาทิ ขนมสอดไส้ ตะโก้ลำไย ขนมชั้น ข้าวเหนียวหน้านวลอัญชัน กล้วยบวชชี หยกมณี ลืมกลืน ลูกชุบ บุหลันดั้นเมฆ กระทงทอง ขนมกล้วย ขนมฟักทอง ซึ่งเมนูในร้านมีขนมสด และขนมแห้งรวมกันจะมีประมาณ 60-70 เมนู

ทำเลดี ก็ขายง่าย

ลูกค้าไทย เทศ ชอบ

สำหรับกลยุทธ์ทำตลาดช่วงแรกที่เข้าห้าง คุณเอก บอกว่า ใช้วิธีให้ลูกค้าชิมขนม หลังจากชิมแล้วเสียงส่วนใหญ่ชอบ ก็ตัดสินใจซื้อทันที อีกทั้งมีขนมให้เลือกหลากหลาย ทั้งขนมไทยแบบดั้งเดิม และขนมที่เป็นที่รู้จัก รวมถึงประชาสัมพันธ์ทางออนไลน์ทั้งไลน์ เฟซบุ๊ก และอินสตาแกรม ซึ่งลูกค้าประจำนิยมสั่งซื้อสินค้าผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก

ด้านการตอบรับ หลังจากที่คุณเอกเปิดร้านขนมในเดอะเมอร์คิวรี่ วิลล์ ที่ชิดลมได้ปีกว่า ชายหนุ่ม บอกว่า ลูกค้าให้การตอบรับดีมากโดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าคนทำงานในละแวกชิดลม และกลุ่มนักเรียน ไปจนถึงลูกค้าชาวต่างชาติต่างติดใจในรสชาติ 70 เปอร์เซ็นต์ เป็นลูกค้าไทย อีก 30 เปอร์เซ็นต์ เป็นชาวต่างชาติ จีน ฮ่องกง สิงคโปร์

แผนงานในปี 2558 เจ้าของร้านเตรียมขยายสาขา เป็นรูปแบบสแตนด์อะโลน ทำเลในเมือง แบบมีที่นั่ง เหมือนร้านเบเกอรี่ มีเครื่องดื่มเสิร์ฟในร้านในสไตล์ “Thai dessert caf?” มีบรรยากาศของร้านขนมไทย ตอนนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับห้างสรรพสินค้าหลายแห่ง

นอกจากขยายสาขา เจ้าของร้านฝนเทพ กำลังเพิ่มเมนูขนมไทยแบบใหม่ๆ เช่น ข้าวเหนียวทุเรียนน้ำกะทิที่อยู่ในแพ็กเกจจิ้งที่สามารถถือทานได้ทันที

ด้านยอดขาย เท่าที่ผ่านมาร้านนี้เติบโตปีละ 60-70 เปอร์เซ็นต์ ต่อเนื่องมาตลอด แต่ก็มีผลกระทบจากปัญหาการเมือง เศรษฐกิจที่ชะลอตัวบ้าง และคนที่อยู่ในช่วงลดน้ำหนักที่จะไม่ทานขนม

ปัจจุบัน ร้านขนมไทยฝนเทพ ตรงวังหลัง ยังเปิดให้บริการอยู่ โดยเมนูขนมสด ที่วางจำหน่ายในร้านจะขายหมดเกลี้ยงทุกวัน ทุกเมนูปรุงสดใหม่ ทำขายวันต่อวัน ส่งจากที่บ้านป้ามายังเดอะเมอร์คิวรี่ วิลล์ ชิดลม แต่ละวันราว 2,000 ชิ้น

“ทุกวันนี้ ป้าเป็นเจ้าของสูตรขนมแต่เพียงผู้เดียว ทำขนมมานาน ทุกครั้งที่ทำขนม ท่านจะชั่ง วัด ตวง ขนมทุกเมนู ชนิดว่ารสชาติไม่มีเพี้ยนแน่นอน ตั้งแต่ขายขนมมา ไม่มีใครล่วงรู้สูตรขนม ชนิดว่าจะเอาสูตรไปต้องเอาสว่านมาเจาะหัวเลยทีเดียว”

คุณเอก ย้ำว่า ขนมแบรนด์ฝนเทพ จะสามารถแข่งขันในตลาด และกลายเป็นขนมที่คนไทยนิยมและชื่นชอบเพิ่มมากขึ้น ในระดับทัดเทียมกับเบเกอรี่ของต่างชาติได้แน่นอน

ใครอยากพิสูจน์ว่าขนมไทยร้านนี้จะเจ๋งขนาดไหน ไปลองชิมกันได้ ที่เดอะเมอร์คิวรี่ วิลล์ ชิดลม ชั้น 2 ร้านนี้มีบริการรับจัดเลี้ยง จัดขนมเบรกด้วย ติดต่อ คุณเอก โทรศัพท์ (092) 387-3877

กรกฎาคม 27, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

ประจักษ์ 9 รส ขนมเปี๊ยะ…สุดครีเอต

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07058150258&srcday=2015-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ปีที่ 20 ฉบับที่ 367

อาหารสร้างอาชีพ

พารนี

ประจักษ์ 9 รส ขนมเปี๊ยะ…สุดครีเอต

“ขนมเปี๊ยะ ส่วนใหญ่มีแต่แบบแป้งร่วนกรอบ ไส้ก็แห้งๆ พอทานทีไรฝืดคอต้องรีบกินน้ำตาม เลยคิดว่าทำไมเราไม่ทำขนมเปี๊ยะแป้งแบบอื่นดูบ้าง…”

ขนมเปี๊ยะ ขนมมงคล มีมาแต่โบร่ำโบราณตามความเชื่อของชาวจีน สื่อถึงความปรารถนาดีระหว่างผู้รับกับผู้ให้ ที่ถ่ายทอดกันมารุ่นสู่รุ่น

จนปัจจุบัน ขนมชนิดนี้ ยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง หากรูปแบบการทำอาจมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปบ้างตามยุคสมัย

อย่าง ขนมเปี๊ยะสดอบควันเทียน ตรา “ประจักษ์ 9 รส” ที่ดัดแปลงสูตรทั้งแป้งทั้งไส้ ให้ถูกปาก “คนทำ” เป็นจุดเริ่ม ก่อนส่งต่อไปให้คนใกล้ชิด จนหลายคนติดอกติดใจนักหนา

แม้ทุกวันนี้ ไม่มีหน้าร้านเป็นเรื่องเป็นราว แต่ขนมเปี๊ยะเจ้านี้ มีออร์เดอร์จากลูกค้าตลอดทั้งปี

ช่วงพีกสุดๆ ทีมงานเกือบ 10 ชีวิต เคยปั้นกันมือเป็นระวิง ถึงวันละ 15,000 ลูก มาแล้ว

และหากลูกค้าท่านใด คิดจะเดินเข้าไปซื้อหามาลองชิมสักกล่องสองกล่อง ต้องขอบอกเสียใจด้วย

เพราะขนมเปี๊ยะประจักษ์ 9 รส ต้องสั่งล่วงหน้าเท่านั้น…ถึงจะได้รับประทาน!

คุณประจักษ์ เจียมจรรยงค์ เจ้าของผลงานวัย 48 ปี ละมือจากงานประจำวัน มาพูดคุยกันด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้ม เริ่มต้นให้ฟัง จบปริญญาตรี คณะบัญชี มหาวิทยาลัยรามคำแหง และ ปริญญาโท ด้านธุรกิจระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยสยาม

ก่อนหน้านี้เคยทำงานประจำอยู่สำนักงานตรวจสอบบัญชี ประจำบริษัทญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง ระหว่างนั้นเคยใช้เวลาว่างไปเรียนการทำเบเกอรี่นาน 2 เดือน เพราะในใจลึกๆ แล้ว อยากเป็นเชฟมากกว่านักบัญชี

ทำงานประจำอยู่ 10 กว่าปี รู้สึกเบื่อหน่าย เพราะไม่ใช่งานที่ชอบ กระทั่งปี 2548 จึงลาออกมาเปิดร้านอาหารตามสั่ง ขนมปัง ขนมเค้ก อยู่แถวย่านประชานิเวศน์ 1 และด้วยความที่เป็นคนชอบทำและชอบทานขนม จึงลองทำขนมเปี๊ยะในแบบที่ “อยากทาน” ออกมาแจกจ่ายให้ญาติและเพื่อนฝูงช่วยชิมและติชม

“ขนมเปี๊ยะ ส่วนใหญ่มีแต่แบบแป้งร่วนกรอบ ไส้ก็แห้งๆ พอทานทีไรฝืดคอต้องรีบกินน้ำตาม เลยคิดว่าทำไมเราไม่ทำขนมเปี๊ยะแป้งแบบอื่นดูบ้าง อีกอย่างผมชอบทานขนมลูกชุบ เลยนำคุณสมบัติ 2 ตัวนี้มารวมกัน และทำออกมาตามที่คิด จนได้ขนมเปี๊ยะอบควันเทียน เป็นแป้งเปลือกบางๆ และมีความนิ่มเหมือนขนมลูกชุบ” คุณประจักษ์ บอกจุดเริ่ม

สำหรับขั้นตอนกว่าจะได้ออกมาเป็นขนมเปี๊ยะแบบไม่เหมือนใครนั้น เจ้าของผลงานท่านนี้ บอก ทดลองทำแค่ 2 ครั้ง ก็ออกมาอย่างตั้งใจ ซึ่งไม่ได้ใส่ส่วนผสมอะไรเป็นพิเศษ ตัวแป้ง ใช้แค่ แป้งสาลี น้ำ น้ำมัน และ ไข่ ตามปกติ แต่วิธีการนวดนั้น ขออุบไว้เป็น “สูตรลับ” เฉพาะ

ส่วนไส้ขนมเปี๊ยะรุ่นบุกเบิก เป็นไส้ถั่วไข่เค็มเหมือนทั่วไป ทำได้ระยะหนึ่งจึงขยายความคิดจนออกมาเป็นไส้ใหม่ๆ เริ่มจากไส้เค็ม ที่รสชาติเหมือนไส้ขนมเทียน ซึ่งต่อมาได้รับความนิยมมาก จากนั้นจึงทำ ไส้งาดำ ถั่วขาว ถั่วแดง เผือก ฝอยทอง ทุเรียน และขนมหม้อแกง ออกมาตามลำดับ

โดยย้อนไปเมื่อราว 8 ปีที่แล้ว คุณประจักษ์เริ่มจากการปั้นขายคนเดียว วันละไม่เกิน 60 ลูก ครั้นถูกส่งต่อกันไปแบบปากต่อปาก ออร์เดอร์จึงทยอยเพิ่มขึ้น

ล่าสุด กิจการนี้ทุ่มงบฯ ลงทุนเป็นเงินหลักแสนต้นๆ มีอุปกรณ์ทุ่นแรงในระดับอุตสาหกรรมในครัวเรือน พร้อมทีมงานอีก 7-8 คน และสามารถขยายกำลังได้อีกเป็นเท่าตัว เนื่องจากมีลูกค้าสั่งซื้อตลอดทั้งปี

โดยเฉพาะช่วงเทศกาลตรุษจีน ปีใหม่ ไหว้พระจันทร์ สงกรานต์ นั้น มี “งานเข้า” แบบต้องทำกันทั้งวันทั้งคืนเลยทีเดียว

แต่ด้วยความเป็นขนมสด การเก็บรักษาขนมเปี๊ยะนี้ จึงเก็บไว้ได้ไม่เกิน 3 วันนอกตู้เย็น ไม่อย่างนั้นจะบูดและเป็นรา แต่หากแช่ไว้ในตู้เย็นเก็บได้ถึง 2 สัปดาห์

ทางเจ้าของสินค้า จึงกำลังคิดค้นการยืดอายุให้สามารถเก็บได้ยาวนานขึ้น พร้อมปรับรูปแบบแพ็กเกจจิ้งใหม่ เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าที่ต้องการหิ้วไปเป็นของฝากหรือรับไปจำหน่ายต่อยังต่างประเทศ อย่าง สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น เพราะที่ผ่านมามีลูกค้ากลุ่มนี้จำนวนไม่น้อย

อีกทั้งยังอยู่ระหว่างการออกผลิตภัณฑ์ตัวใหม่อย่างน้อย 2-3 ตัว เพื่อเสริมทัพให้กิจการมีความแข็งแรงมากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะเป็นการผสมผสานของรสชาติขนมไทยและขนมฝรั่ง เพื่อเอาใจลูกค้ากลุ่มอื่นเป็นทางเลือกสำหรับคนอาจไม่ชอบทานขนมเปี๊ยะ

“ธุรกิจนี้ถือว่ากำไรดีใช้ได้ ไม่เสียใจที่ทิ้งเงินเดือนหลายหมื่นออกมา เพราะ 8 ปีที่รับบทพ่อค้า มีความสุขมาก

ที่ผ่านมา เคยมีหลายคนมาขอร่วมหุ้นซื้อแฟรนไชส์ แต่ตัดสินใจไม่ทำแบบนั้น เพราะทำด้วยทุนตัวเองสบายใจกว่า” คุณประจักษ์ ทิ้งท้ายไว้อย่างนั้น

ขนมเปี๊ยะ ประจักษ์ 9 รส ประกอบด้วย ไส้ถั่วแดง, เค็ม, หม้อแกง, ถั่วไข่เค็ม, ทุเรียน, งาดำ, ถั่วขาว, ฝอยทอง และเผือก เป็นขนมเปี๊ยะตามสั่ง ที่ยังไม่มีหน้าร้านวางจำหน่าย

1 กล่อง มี 20 ชิ้น ราคาขายปลีก 100 บาท (ยกเว้น ไส้ฝอยทอง หม้อแกง ลูกละ 6 บาท ส่วนไส้ทุเรียน ลูกละ 10 บาท)

ลูกค้าท่านใดสนใจต้องโทรศัพท์สั่งล่วงหน้าอย่างน้อย 2 วัน เพื่อการันตีว่าจะได้สินค้าแน่นอน

ส่วนออร์เดอร์ขั้นต่ำนั้นไม่มี 1 กล่องก็ทำให้ แต่ขอให้โทรศัพท์สั่งล่วงหน้าเป็นพอ

แต่หากลูกค้าในเขตกรุงเทพฯ สั่งขนมเปี๊ยะ ราคา 1,000 บาทขึ้นไป ส่งให้ฟรีถึงที่ และลูกค้าต่างจังหวัด คิดค่าส่งตามจริง

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ โทรศัพท์ (081) 696-4566 หรือ (082) 444-4653

กรกฎาคม 15, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

“ปลาทูอบสับปะรด” ยกเมนูโบราณ ขึ้นร้านสุขภาพ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07060150258&srcday=2015-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ปีที่ 20 ฉบับที่ 367

อาหารสร้างอาชีพ

มีนา

“ปลาทูอบสับปะรด” ยกเมนูโบราณ ขึ้นร้านสุขภาพ

เจตนาของการต่อยอดสินค้า ไม่ได้เพียงมุ่งหวังรายได้ แต่จุดประสงค์หลักต้องการให้ผู้บริโภคได้รับอาหารที่ดีมีคุณค่าทางโภชนาการ ทุกศาสนาสามารถทานได้ และต้องบอกว่า เราให้ความสำคัญกับผู้บริโภค จึงเลือกที่จะทำอาหารดีมีประโยชน์ เพราะสุดท้ายแล้วผู้บริโภคจะเป็นผู้กำหนดว่าจะให้เราเติบโตต่อไปในตลาดหรือไม่

นับถอยไปในสมัยอดีต หากเอ่ยถึง ปลาทู เป็นที่รู้กันว่า เป็นอาหารของคนจน หาทานง่ายในราคาถูก เมนูปลาทูจึงถูกนำมาปรุงรสได้หลากหลายรายการ

แต่มาในวันนี้ ปลาทู กลับกลายเป็นสินค้าราคาสูง จะให้เรียกว่าเป็นอาหารของคนจนดังเช่นแต่ก่อนคงไม่ได้แล้ว

ที่เห็นเมนูเด่นๆ นอกจากนำมาทอดเคียงคู่น้ำพริกกะปิ ก็จะมี ปลาทูต้มเค็ม ปลาทูซาเตี๊ยสูตรโบราณ ที่ยังมีผู้นำมาทำจำหน่ายให้ได้ลิ้มรสกันอยู่

ชูเมนูโบราณ

ทำกินสู่ทำขาย

อีกหนึ่งเมนูโบราณที่เส้นทางเศรษฐี ได้มีโอกาสไปลิ้มรสจนต้องขอกล่าวถึง ซึ่งก็เชื่อว่า แม้แต่ชื่อก็คงมีผู้รู้จักน้อยราย

“ปลาทูอบสับปะรด” เมนูที่ใช้ส่วนผสมไม่มาก แต่จะให้อร่อยบอกได้ว่า ไม่ง่ายเลย ดังนั้น ผู้มีฝีมือปรุงรส จึงต้องเป็นคนชำนิชำนาญ

ในวันนี้ เมนูปลาทูอบสับปะรด กลับมาอีกครั้ง และกลับมาขยายฐานการรับรู้สู่ผู้บริโภคมากขึ้น กับรูปแบบง่ายๆ เพียงแค่ฉีกซอง

เจ้าของความคิดและเจ้าของสูตรคนขยัน คือสองแม่ลูก นามว่า คุณเฉลิมศรี และ คุณประภัสสร รังสิโรจน กับแบรนด์ “Mother Chef”

ชื่อก็บอกให้รู้อยู่แล้วว่า สูตรการปรุงนี้มิใช่ฝีมือใครอื่นนอกจาก แม่ ดังนั้น จึงขอให้คุณเฉลิมศรีเล่าถึงที่มาให้ฟัง “แต่ก่อนเป็นชาวสวน อยู่อำเภอแม่กลอง นอกจากทำสวนแล้วก็มีหน้าที่ทำกับข้าวให้สมาชิกในครอบครัว และด้วยเพราะหน้าที่ และความขวนขวาย ไม่ว่าจะมีงานบุญ งานบวช ก็มักจะไปขอเป็นลูกมืออยู่ในครัว ทำให้ได้เรียนรู้ซึมซับการปรุงอาหารมาโดยตลอด และกับเมนูปลาทูอบสับปะรด ก็ทำกินในบ้านมานานแล้ว เพราะที่แม่กลองหาปลาทูง่าย ทำเก็บไว้กินได้หลายวัน และเป็นเมนูเหมาะกับทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเด็ก ผู้ใหญ่ หรือคนเฒ่าคนแก่”

เมื่อถึงคราวบุตรสาว (คุณประภัสสร รังสิโรจน) เดินสู่เส้นทางสายธุรกิจ กับการเปิดร้านอาหาร “ครัวชมทะเล” ซึ่งตั้งอยู่ตำบลสามร้อยยอด อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (และสาขาใหม่ล่าสุดตั้งอยู่ย่านตลิ่งชัน) เมนู ปลาทูอบสับปะรด จึงเป็นหนึ่งในรายการอาหารที่บรรจุไว้ โดยมีคุณแม่เป็นผู้ลงมือปรุงรส รวมไปถึงเมนูอื่นๆ ที่ต้องบอกว่าหลายรายการหาทานยาก

ต่อยอดธุรกิจ

เสิร์ฟความสะดวก

ผลการตอบรับอันดีจากลูกค้าทั้งไทยและต่างประเทศ เมนู ปลาทูอบสับปะรด ขึ้นแท่นเป็นซิกเนเจอร์ประจำร้านมานานนับสิบปี

ต่อมา คุณประภัสสรจึงคิดถึงการต่อยอดธุรกิจ เพื่อส่งต่อความอร่อยไปให้กับผู้บริโภคที่ต้องการสินค้าสุขภาพ สะดวกทาน

“ที่คิดถึงการต่อยอด ส่วนหนึ่งมองเห็นโอกาสกับแหล่งวัตถุดิบ อย่างปลาทู จังหวัดประจวบฯ ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งใหญ่ โดยเราจะรับซื้อจากเรือประมงลำเล็กเท่านั้น เพราะเขามีวิธีการออกเรือแบบไปเช้าเย็นกลับ ทำให้ได้ปลาทูสดที่ไม่ผ่านกระบวนการเก็บรักษา ซึ่งเราจะบอกกับผู้ขายว่าขอคัดคุณภาพ และยินดีจ่ายในราคาสูง ซึ่งปลาทูที่ใช้จะมีน้ำหนักประมาณ 13 ตัว/กิโลกรัม ส่วนสับปะรด ประจวบฯ ก็ถือเป็นต้นทางอยู่แล้ว”

ระบบการบรรจุรูปแบบโฟรเซ่น จึงเป็นวิธีการที่คุณประภัสสรนึกถึงพร้อมๆ ไปกับการศึกษาหาความรู้ ผ่านโลกอินเตอร์เน็ต หนังสือ และสำคัญคือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“ความรู้มีอยู่รอบตัว อยู่ที่ว่าจะขวนขวายหรือไม่ ไม่ว่าจากสถาบันอาหาร, สวทช. (สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต้องเดินเข้าไปหาองค์ความรู้ ทั้งในด้าน การผลิต บรรจุ เรื่องของอุณหภูมิ เครื่องจักร ที่จะนำมาใช้ อย่างเรื่องของอุณหภูมิในการผลิตสำคัญมาก เพราะมีผลต่อคุณค่าอาหาร และความอร่อย”

หลังใช้ระยะเวลาศึกษากว่า 1 ปี จึงลงทุนซื้อเครื่องจักร อาทิ หม้อความดัน ที่เป็นอุปกรณ์สำคัญในการลดระยะเวลาการผลิตให้สั้นลงกว่าครึ่งหนึ่ง พร้อมๆ กับแบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วนเพื่อใช้สร้างโรงงานผลิตขนาดเล็ก

สูตรการปรุงรสต้องยอมรับว่าผ่าน แต่จะให้สินค้าได้มาตรฐานเหมาะต่อการบรรจุจำหน่าย ควรยื่นขอเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน ทั้งในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และ ฮาลาล

“เจตนาของการต่อยอดสินค้า ไม่ได้เพียงมุ่งหวังรายได้ แต่จุดประสงค์หลักต้องการให้ผู้บริโภคได้รับอาหารที่ดีมีคุณค่าทางโภชนาการ ทุกศาสนาสามารถทานได้ และต้องบอกว่า เราให้ความสำคัญกับผู้บริโภค จึงเลือกที่จะทำอาหารดีมีประโยชน์ เพราะสุดท้ายแล้วผู้บริโภคจะเป็นผู้กำหนดว่าจะให้เราเติบโตต่อไปในตลาดหรือไม่”

กินหัวตลอดหาง

เพื่อคนรักสุขภาพ

จากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ ปลาทูอบสับปะรด ภายใต้แบรนด์ Mother Chef เมื่อปลายปี 2557 โดยมีตลาดจำหน่ายแรก โกลเด้นเพลส และรวมไปถึงการเดินทางไปออกงานแสดงสินค้า ผลตอบรับกลับมาคือความภาคภูมิใจ ในทิศทางความเติบโต

“แม้สินค้าจะเป็นเมนูโบราณ แต่ก็เป็นอาหารที่มีคนรู้จักน้อยมาก ฉะนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือให้ชิม วิธีนี้ทำให้ลูกค้าแทบทุกคนกลับมาซื้อ และเกิดการบอกต่อ”

จากจำนวนการผลิตที่ปัจจุบันตกเดือนละ 200 กล่อง (เท่ากับปลาทู 800 ตัว) ยังเป็นตัวเลขที่ไม่สูงมากนัก จึงทำให้ผลกำไรได้รับเพียง 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ (จำหน่ายกล่องละ 150 บาท/4 ตัว) ฉะนั้น จึงต้องรุกตลาด เพิ่มช่องทางจัดจำหน่าย โดยคุณประภัสสรมุ่งมอง เลมอนฟาร์ม และฟู้ดแลนด์ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างติดต่อเจรจาส่งผลิตภัณฑ์

เมื่อผลิตสินค้าใดขึ้นมา แน่นอนว่า การกำหนดเป้าหมายชัดเจน ถือเป็นแผนธุรกิจที่ผู้ประกอบการควรตั้งไว้ ซึ่งกับ ปลาทูอบสับปะรด แบรนด์ Mother Chef กำหนดผู้บริโภคหลัก ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้รักสุขภาพ

“หลายคนกินปลาทูแล้วเหลือส่วนหัวไว้ทิ้ง ทั้งที่จริง หัวกับตามีคุณค่าทางโภชนาการ ฉะนั้น การทำปรุงรสปลาทูให้กินได้ทั้งตัว แม้แต่ก้าง อย่าง ปลาทูอบสับปะรด ก็เท่ากับว่าลูกค้าได้คุณค่าอาหารแบบไม่ต้องโยนส่วนหนึ่งส่วนใดทิ้งไป”

สโลแกนที่ว่า “คัดสรรสิ่งดี ปรุงด้วยใจ ห่วงใยลูกค้า” จึงเป็นเสมือนกฎการประกอบธุรกิจอาหาร ที่คุณประภัสสร ได้รับการถ่ายทอดและดำเนินตามรอยคุณแม่เฉลิมศรี จนทำให้วันนี้ก้าวมาสู่ความเติบโตอีกขั้นหนึ่ง

โดยคุณประภัสสร ว่า ยังไม่หยุดแค่นี้ เพราะในอีกไม่ช้าไม่นาน เมนูน้ำพริกกะปิเคย และกุ้งเสวยในซอสมะขาม ซึ่งอยู่ในรายการอาหารของครัวชมทะเล จะเติบโตเดินตาม ปลาทูอบสับปะรด

สนใจติดต่อ ครัวชมทะเล และ Mother Chef ได้ที่ เลขที่ 181 หมู่ 4 ตำบลสามร้อยยอด อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 77120 โทรศัพท์ (032) 559-364

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ผลิตจำหน่ายอาหารแปรรูป

ลักษณะกิจการ เอสเอ็มอี

เจ้าของกิจการ คุณประภัสสร รังสิโรจน

สินค้า ปลาทูอบสับปะรด

รูปแบบการจำหน่าย บรรจุในรูปแบบอาหารแช่แข็ง

จุดเด่น เมนูโบราณ หาทานยาก เมนูสุขภาพ

กลุ่มเป้าหมาย ทุกเพศทุกวัย

ยอดการผลิต ประมาณ 200 กล่อง ต่อเดือน

แหล่งซื้อวัตถุดิบ ประจวบคีรีขันธ์

ปัญหาอุปสรรค ช่วงที่ปลาทูขาด ในฤดูวางไข่ จะห้ามจับ

ฉะนั้น ผู้ประกอบการจึงแก้ไขด้วยการซื้อวัตถุดิบนำมาผลิตแล้วแช่แข็งไว้

(ไม่ควรสต๊อกปลาทูสด เพราะคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน ทั้งส่วนเนื้อและรสชาติ)

สูตรปลาทูอบสับปะรด

ส่วนผสม สับปะรด ปลาทู เกลือ น้ำตาล พริกไทย รากผักชี กระเทียม

นำสับปะรดวางรองก้นหม้อ วางปลาทูเรียงลงไป ใส่ส่วนผสมและเครื่องปรุงรสทั้งหมด แล้วจึงเติมน้ำ เคี่ยวไฟอ่อน (ประมาณ 8 ชั่วโมง) โดยเปิดดูบ้าง เพื่อสังเกตน้ำ ถ้าแห้งก็เติม เคี่ยวจนกระทั่งก้างนิ่ม (ถ้าใช้หม้อความดันจะสามารถร่นระยะเวลาการเคี่ยวเหลือไม่เกิน 4 ชั่วโมง)

กรกฎาคม 15, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

“แสนดี จิ้มจุ่ม นุ่มลิ้น” แห่งเมืองสองแคว เสิร์ฟไม่อั้น ทานจนอิ่ม แค่ 118 บาทเท่านั้น

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07050010258&srcday=2015-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ปีที่ 20 ฉบับที่ 366

อาหารสร้างอาชีพ

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

“แสนดี จิ้มจุ่ม นุ่มลิ้น” แห่งเมืองสองแคว เสิร์ฟไม่อั้น ทานจนอิ่ม แค่ 118 บาทเท่านั้น

“จิ้มจุ่ม” เป็นอีกธุรกิจที่หลายคนจับจ้องทำกัน ปัจจุบัน ร้านอาหารประเภทนี้มีอยู่ดาษดื่นในหลายจังหวัด มีหลายขนาด หลายประเภท ทั้งเล็กไปจนถึงใหญ่ ขึ้นอยู่กับกำลังทรัพย์ของคนทำ บ้างตั้งเรียงรายตามข้างทางในยามค่ำ บ้างหาทำเลเช่าเป็นอาคารที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นขนาดใดก็ตาม ทุกร้านต่างชูความอร่อยจากเมนูเด็ดที่แตกต่างกัน พร้อมกลเม็ดการนำเสนอขายทุกรูปแบบเพื่อหวังดึงลูกค้าเข้ามาในร้านของตน

หากมองให้ดีธุรกิจนี้ผู้ได้ประโยชน์ไม่ใช่เพียงแค่เจ้าของร้านเท่านั้น เพราะร้านจิ้มจุ่มถือเป็นสถานที่สำคัญของการนัดพบระหว่างครอบครัว พ่อ-แม่และลูกที่หาเวลาเจอกันยาก ใช้วิธีนัดเจอที่ร้านเท่านี้ครอบครัวก็อบอุ่น, เพื่อนมิตรสหายกันเจอกันที่ร้านจิ้มจุ่มดีกว่าร้านเหล้า อันนี้ได้ประโยชน์มาก, แฟนหรือคู่จิ้นจะหาวิธีเจอกันก็นัดที่ร้านจิ้มจุ่มได้บรรยากาศอีกแบบ

ปลายปีที่ผ่านมามีโอกาสแวะไปพิษณุโลกกับเพื่อนสมาชิก ภายหลังจากที่ทิ้งห่างจากจังหวัดนี้มานานกว่า 10 ปี ช่วงที่ไปอากาศเย็นกำลังดี จึงชักชวนกัลยาณมิตรไปหาอาหารอุ่นๆ ทานกันสำหรับมื้อเย็น และเป้าหมายของพวกเราคือที่ร้านแสนดี “จิ้มจุ่ม นุ่มลิ้น”

ท้าลอง 118 บาท กับการเสิร์ฟไม่อั้น

ว่ากันว่าร้านนี้เจ้าของเสิร์ฟความอร่อยแบบไม่อั้นเพียงอิ่มละ 118 บาทเท่านั้น แล้วยังการันตีความนุ่มของเนื้อหมู ที่เพียงแค่กัดเบาเบา ก็จะรับรู้ถึงความนุ่มและรสชาติที่อร่อยทันที แล้วยังชูทีเด็ดของน้ำจิ้มและน้ำซุปในสูตรเฉพาะของร้านที่ลูกค้าหลายคนเมื่อชิมแล้วเกิดติดใจต้องกลับมาอีก ไม่เพียงเท่านั้น ยังเสิร์ฟความอร่อยส่งตรงให้ถึงที่กับบริการดีลิเวอรี่อีกด้วย

บนเนื้อที่กว่า 50 ตารางเมตร บริเวณสามแยกที่ชาวบ้านเรียกกันว่าวัดโพธิญาณ เป็นที่ตั้งของร้านแสนดี “จิ้มจุ่ม นุ่มลิ้น” ภายในร้านถูกสร้างเป็น 2 ชั้น ซึ่งไม่ว่าชั้นบนหรือล่างต่างคลาคล่ำไปด้วยลูกค้าที่กำลังเอร็ดอร่อยกับเมนูเด็ดของร้านนี้กันอย่างไม่มีใครยอมวางอุปกรณ์ตักเลย

ในความชุลมุนนั้นพบเห็นชายรูปร่างสันทัดแต่งกายเรียบร้อยเขาคือ คุณรวพล จิรโชติจิรัฐ หรือ คุณแสน เจ้าของร้านที่กำลังวุ่นอยู่กับการจัดคิวอาหารพร้อมไปกับให้การต้อนรับแขกกลุ่มใหม่ที่ทยอยเข้ามาในร้าน และเมื่อทุกอย่างเข้าที่จึงขอลัดคิวพูดคุยกับคุณแสนถึงความเป็นมาของร้านที่สงสัยว่าทำไมจึงต้อง…แสนดี “จิ้มจุ่ม นุ่มลิ้น”

เปิดครั้งแรกขายแทบไม่ได้ ถือหลัก “อดทน เข้มแข็ง” จนประสบความสำเร็จ

คุณแสน บอกเล่าที่มาของการมาจับธุรกิจนี้ เพราะส่วนตัวชอบทานอาหารประเภทจิ้มจุ่ม ถ้าหากมีเวลาที่จะต้องออกไปทานอาหารนอกบ้านมักเลือกทานประเภทต้มจิ้มก่อน แต่หลายครั้งพบว่าบางร้านทำรสชาติไม่ถูกใจบ้าง ไม่สะอาดบ้าง หรือการบริการไม่ค่อยเป็นที่ประทับใจบ้าง ดังนั้น สิ่งเหล่านี้เขานำกลับมาคิดว่าถ้ามีโอกาสจะไม่ทำให้เกิดขึ้นอย่างแน่

พอมาในปี 2551 คุณแสนมีโอกาสเปิดร้านหมูจุ่ม เขาบอกว่า ร้านที่เปิดช่วงนั้นไม่ได้อยู่ตรง ณ ปัจจุบันนี้ แต่ตั้งอยู่ในซอยบริเวณแถวนี้ ตั้งอยู่นานพอสมควร ขายไม่ดีเลยไม่รู้เป็นเพราะสาเหตุอะไร แต่ไม่ท้อเพราะคิดว่าสักวันคงเป็นโอกาสของเราถ้าตั้งใจจริงซะอย่าง และในที่สุดความตั้งใจก็สัมฤทธิผลเมื่อสามารถย้ายร้านออกมาขายด้านนอกได้ และนั่นคือโอกาสที่ต้องทำอย่างเต็มที่

จุดเด่นของร้านมาจากการยอมรับของลูกค้าว่า “หมูนุ่ม น้ำจิ้มอร่อย น้ำซุปรสดี”

ร้านจิ้มจุ่มแต่ละแห่งพยายามสร้างจุดขายที่ต่างกันเพื่อหวังดึงลูกค้า สำหรับที่ร้านแสนดีแล้วจุดเด่นกลับเกิดขึ้นจากความนิยมและยอมรับของลูกค้า คุณแสน เผยว่า อันนี้เป็นผลมาจากความพยายามที่จะเสริมสร้างให้รสชาติอาหารทุกอย่างมีความอร่อยและถูกปากลูกค้ามากกว่า ดังนั้น ความนุ่มของเนื้อหมูที่ผ่านการหมักด้วยเครื่องผสมคุณภาพ รสชาติความอร่อยของน้ำจิ้มและน้ำซุป จึงกลายเป็นจุดเด่นของร้านจากคำบอกเล่าของลูกค้าขาประจำหลายรายแทน

“เนื้อหมูที่เลือกใช้คือส่วนของสะโพกเพราะเมื่อถูกความร้อนจากการต้มจะทำให้เกิดความนุ่มทันที การใช้เนื้อหมูที่นิ่มมากไม่เป็นผลดี เพราะเมื่อหมักแล้วนำไปจุ่มในกระทะเนื้อจะเละ ไม่น่าทาน ดังนั้น เนื้อสะโพกคือส่วนที่ดีที่สุดเพราะเป็นเนื้อล้วนที่ปราศจากไขมัน ทั้งนี้ ต่างกับเนื้อที่ใช้ย่างเพราะต้องการมีไขมันติดเวลาปิ้งย่างจะทำให้เกิดความหอมเวลาโดนไฟ

ส่วนน้ำจิ้มได้ผ่านการทดลองชิมหลายครั้งจนแน่ใจว่าถูกปากลูกค้าได้ทุกเพศ ทุกวัย น้ำจิ้มที่ไม่เหมือนใครเพราะมาจากสูตรที่คิดค้นขึ้นเองทุกอย่าง ปรุงรสให้มีความพอดี ทั้งนี้ ได้สังเกตจากสีหน้า ท่าทาง และความรู้สึกเวลาลูกค้าจิ้มแล้วใส่ปากทุกคนต่างมีรอยยิ้ม แสดงว่าอร่อยจริง ถือว่าสอบผ่าน แล้วยิ่งลูกค้ารายเดิมกลับมาอีก ยิ่งทำให้รู้สึกถึงความพอใจ ตลอดจนน้ำซุปที่ได้ต้มเคี่ยวไว้เป็นเวลานานจากการเคี่ยวผักชนิดต่างๆ รวมไปถึงนำสมุนไพรหลายอย่างใส่ลงไปด้วย เพื่อสร้างความหอมและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ” เจ้าของร้าน เผย

ชุดเซตของจิ้มจุ่ม นุ่มลิ้น ประกอบด้วยหมู ปลาหมึก กุ้ง ปูอัด และอื่นๆ รวมถึงผักสดอีกหลายชนิด ในราคาชุดละ 118 บาท แล้วเสิร์ฟใส่ถาดเป็นชุด จะเสิร์ฟมาตลอดจนกว่าท่านจะหยุดสั่ง แต่กรณีเฉพาะที่ท่านต้องการเพิ่มกุ้ง ปลาหมึก และปูอัด ลูกค้าจะต้องจ่ายเพิ่มต่างหากถาดละ 30 บาท ส่วนหมูและชนิดอื่นยังคงบริการเสิร์ฟให้ฟรี

ในร้านแสนดีมีบรรยากาศให้ท่านเลือกนั่งทานหมูนุ่มได้ 2 แบบ ใครที่ไม่ชอบความวุ่นวายมากนักอาจเลือกไปนั่งด้านบนซึ่งมีที่นั่งรองรับลูกค้าได้เกือบ 200 คน แต่หากใครชอบบรรยากาศแบบสบาย ไม่อุดอู้ มีลมผ่านเย็น คุยเสียงดังได้แบบไม่เกรงใจก็เลือกนั่งที่ม้าหินหรือโต๊ะด้านล่างซึ่งรองรับได้ราว 60 คน

มีบริการส่งแบบดีลิเวอรี่

สำหรับบางครั้งหากเดินทางมาที่ร้านไม่สะดวกด้วยเหตุผลประการใดก็ตาม แต่เปรี้ยวปากต้องการทานหมูจิ้มจุ่ม คุณแสน บอกว่า สบายมาก ไม่ต้องกังวล เพราะทางร้านมีบริการส่งให้ด้วย ทั้งนี้ หากอยู่ในพิกัดไม่เกินระยะทาง 3 กิโลเมตรจากร้านไม่คิดค่าใช้จ่าย แต่ถ้าเกินกว่านั้นจะคิดค่าบริการส่งตามระยะทาง ซึ่งชุดเซตมีให้เลือก 3 ขนาดคือ เล็ก กลาง และใหญ่ ในราคา 100, 150 และ 200 บาท ตามลำดับ

โดยชุดที่ส่งมีรายการเหมือนกับที่ขายอยู่ในร้าน เพียงแต่ไม่มีเตาและหม้อให้เท่านั้น ทั้งนี้ เพราะในปัจจุบันแทบทุกบ้านจะมีหม้อต้มไฟฟ้าอยู่แล้ว ส่วนน้ำจิ้มจะรวมอยู่ในชุด จะเตรียมไว้ให้พอเหมาะกับวัตถุดิบ ซึ่งที่ผ่านมายังไม่พบว่าลูกค้าบ่นว่าน้ำจิ้มน้อย เพียงแต่บางรายชอบมากเป็นพิเศษก็อาจจะขอซื้อแยกต่างหากซึ่งทางร้านบรรจุไว้จำหน่ายเป็นขวด 2 ขนาดคือ 250 ซีซี ขายขวดละ 25 บาท และ 500 ซีซี ขายขวดละ 40 บาท

แล้วยังมีวางจำหน่ายตามร้านต่างๆ ใกล้บ้านอีก

ผลิตภัณฑ์อาหารจิ้มจุ่มแบรนด์แสนดี “จิ้มจุ่ม นุ่มลิ้น” ไม่เพียงมีขายที่ร้าน และส่งตามสถานที่ต่างๆ เท่านั้น แต่ยังได้มีวางจำหน่ายตามร้านค้า ร้านอาหาร คอนวีเนี่ยนสโตร์บางแห่งในพิษณุโลกอีก เพราะถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางการขายที่คุณแสนมุ่งมั่นในการขยายฐานลูกค้า ซึ่งลูกค้าหมดห่วงได้เพราะวัตถุดิบทุกชนิดจะใหม่ สด เสมอ เท่านั้นยังไม่พอ ยังได้ลงประชาสัมพันธ์ผ่านทางสื่อออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ก โดยมีภรรยาคู่ใจคือ คุณวฤนดา กิจคุณาชัย ทำหน้าที่ดูแลอย่างใกล้ชิด

เจ้าของร้านหมูจิ้มจุ่มรายนี้เผยว่า มีลูกค้าบางรายสงสัยว่าราคาขาย 118 บาท จะมีปริมาณวัตถุดิบมากสักแค่ไหน แล้วขายราคานี้จะอยู่ได้หรือ??

คุณแสน บอกว่า วัตถุดิบแต่ละชนิดถือว่าให้มากที่สุด ลูกค้าคุ้มค่ามากในราคาที่แสนถูกเช่นนี้ ถือว่าถูกมากกับการทานไม่อั้น อันนี้จึงถือเป็นจุดเด่นของทางร้าน แล้วยังระบุว่า ความนิยมของลูกค้ามิได้มาทานเพราะราคาถูก แต่พวกเขามากันเพราะความอร่อยมากกว่า

นอกจากนั้นยังเผยว่า ราคานี้อยู่ได้ การปรับราคาแต่ละครั้งคงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องพิจารณาจากต้นทุนและความเหมาะควร การขายในจำนวนมากถือว่าร้านอยู่ได้ ยิ่งลูกค้ามาอุดหนุนมากเท่าไรคงไม่มีปัญหา แต่สิ่งที่สำคัญคือ ใจชอบมากกว่า อยากให้ลูกค้ามาอุดหนุนกันมากๆ จะได้มีกำลังใจต่อไป

ร้านหมูจิ้มจุ่มแห่งนี้จะเปิดบริการตั้งแต่ 5 โมงเย็นไปจนกระทั่งถึงประมาณ 4 ทุ่ม ช่วงเวลาที่ลูกค้าเริ่มเข้าร้านตั้งแต่ร้านเปิดคือ 6 โมงเย็นจะทยอยเข้ามาและแน่นร้านประมาณ 2 ทุ่ม ทั้งนี้ การเปิด-ปิดร้านที่แน่นอนอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่บังคับให้ลูกค้าต้องมาตรงเวลา เพราะมิเช่นนั้นอาจไม่มีที่นั่งหรือนั่งไม่ได้นานร้านปิดแล้ว ส่วนลูกค้ามีทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย ทั้งเป็นคู่ เป็นครอบครัว หรือหมู่มิตรสหาย

อัดโปรโมชั่นเป็นระยะ แบบไม่เกรงใจใคร

ด้านการส่งเสริมการขาย คุณแสนถือว่าเป็นผู้ที่มองธุรกิจด้านนี้ได้อย่างละเอียดรอบคอบทุกมิติ ทั้งนี้ เพราะในบางช่วงเวลาหากตลาดผู้บริโภคซบเซาเขาจะเขย่าตลาดสักครั้งด้วยการอัดโปรโมชั่นอยู่เสมอเพื่อกระตุ้นยอดขายในช่วงซบเซาหรือหน้าเทศกาลเพื่อเรียกลูกค้าเข้าร้าน

“รายการโปรโมชั่นที่ทำเป็นประจำอย่าง มา 4 คน ให้ฟรี 1 คน หรือการประทับคูปองเมื่อทานครบแล้วมีให้ฟรี และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งลูกค้าสามารถติดตามได้จากป้ายโฆษณาหน้าร้าน หรือในเฟซบุ๊กเป็นระยะ”

เมื่อถามถึงแผนอนาคตที่วางกรอบไว้มีอะไรบ้าง เจ้าของร้านเปรยให้ฟังว่า ที่คิดไว้คร่าวๆ คือจะทำแฟรนไชส์ แต่คงต้องเลือกคนที่สนใจมากและตั้งใจจริงสักหน่อย เพราะธุรกิจนี้เราก่อร่างสร้างขึ้นมาด้วยใจ ทุ่มเททุกอย่าง แม้กระทั่งจะต้องลาออกจากงานประจำมาบริหารด้วยตัวเองก็ตาม ดังนั้น ใครที่จะมารับช่วงต่อ ถ้าทำไม่เหมือนอย่างที่เราทำไว้ เห็นทีคงพังแน่…

“เชิญชวนทุกท่านไม่ว่าจะเป็นคนในพื้นที่หรือจากที่อื่นหากได้มีโอกาสแวะผ่านหรือมีธุระที่พิษณุโลกแล้ว อย่าลืมแวะมาชิมความอร่อยแล้วยังมีราคาถูกที่แสนจะหายากจากร้าน “แสนดี จิ้มจุ่ม นุ่มลิ้น” แห่งนี้เพราะที่นี่มีสโลแกนว่า “เสิร์ฟไม่อั้น ทานจนอิ่ม” คุณแสน กล่าวเชิญชวน

สอบถามเส้นทางเพื่อมาชิมความอร่อยได้ที่ โทรศัพท์ (086) 449-4553 หรือ (055) 322-787

กรกฎาคม 6, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

“มาย” ผลิตภัณฑ์จากบัว รุกเต็มสูบ ท้าชิงตลาดขนมขบเคี้ยว

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07054010258&srcday=2015-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ปีที่ 20 ฉบับที่ 366

อาหารสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“มาย” ผลิตภัณฑ์จากบัว รุกเต็มสูบ ท้าชิงตลาดขนมขบเคี้ยว

“เอาดีบัวออกก่อน ซึ่งต้องทำทีละเม็ด ใช้เวลาค่อนข้างนานเเละหลายขั้นตอน จากนั้นเริ่มต้นแปรรูปด้วยวิธีการอบด้วยเครื่องจักรเเละเทคโนโลยีการอบขั้นสูงได้มาตรฐานการผลิต ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ สะอาด และถูกหลักอนามัย”

ด้วยไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจดูแลสุขภาพมากขึ้น จะหยิบอะไรเข้าปากแต่ละคำ คิดแล้ว คิดอีก เลยเป็นที่มาว่า ทำไมตลาดขนมขบเคี้ยวที่มีประโยชน์ ดีต่อสุขภาพขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และถึงแม้จะมีผักและผลไม้หลายชนิดถูกนำมาแปรรูปเป็นขนมขบเคี้ยว แต่สำหรับ “เม็ดบัว” ธัญพืชซึ่งมีคุณค่าทางสารอาหารสูง ยังไม่เคยมีใครบุกเบิกทำตลาดอย่างจริงจังมาก่อน

“ไทย” มีเม็ดบัวเยอะ

วางตำเเหน่ง สแน็กดี

“มาย” ผลิตภัณฑ์เม็ดบัวอบกรอบ ขนมขบเคี้ยวที่เป็นมิตรต่อร่างกาย เจ้าของคือ “ณิชชา เต็งประวัติ เล” ผู้จัดการ บริษัท ทีแอลเทรดวินด์ จำกัด ผู้ประกอบการวัย 29 ปี เธอเผยที่มาของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวว่า

“ธุรกิจนี้เริ่มต้นเมื่อประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา ภายหลังที่ยุติบทบาทมนุษย์เงินเดือนในเมืองกรุง กลับมาบ้านเกิดที่จังหวัดสุรินทร์ คิดอยู่นานว่าจะทำอะไรดี แต่แล้ววัตถุดิบใกล้ตัว อย่างเม็ดบัว ก็ได้จุดประกายไอเดีย ประกอบกับส่วนตัวชอบทานเม็ดบัวด้วย เลยลองคิดหาแนวทางในการนําเม็ดบัวมาแปรรูปให้เกิดคุณค่า มีคุณภาพ และมีราคาสูงขึ้น จนเป็นที่มาของขนมขบเคี้ยว โดยมีเม็ดบัวเป็นวัตถุดิบหลัก”

คุณณิชชา บอกต่อว่า ในจังหวัดสุรินทร์เเละหลายๆ จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งจังหวัดอื่นๆ ในประเทศไทย มีการทำนาบัวกันเป็นจำนวนไม่น้อย และจากการได้สัมผัสกับผู้ที่ประกอบอาชีพทำนาบัว จึงทราบปัญหาที่ชาวนาบัวส่วนใหญ่ประสบ นั่นคือ เม็ดบัวตลาดรับซื้อไม่มาก ไม่ได้ราคาหากเทียบกับ ดอก ใบ และรากของบัว ฉะนั้น เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว เกิดปัญหาเม็ดบัวล้นตลาด ด้วยเหตุนี้เลยลองนำเม็ดบัวมาทำขนม หนที่สุดกลายเป็นสแน็กทางเลือกใหม่ขึ้นมา

เมื่อเห็นวัตถุดิบที่สะท้อนถึงโอกาส เลยนำมาสู่การแปรรูปเป็นขนมเพื่อสุขภาพ โดยขั้นตอนการผลิต เจ้าของกิจการ บอกว่า ต้องเอาดีบัวออกก่อน ซึ่งต้องทำทีละเม็ด ใช้เวลาค่อนข้างนานเเละหลายขั้นตอน จากนั้นเริ่มต้นแปรรูปด้วยวิธีการอบด้วยเครื่องจักรเเละเทคโนโลยีการอบขั้นสูงได้มาตรฐานการผลิต ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ สะอาด และถูกหลักอนามัย ปัจจุบัน มีกำลังการผลิตอยู่ที่เดือนละ 30 ตัน โดยผลิตภัณฑ์มีอายุเก็บได้นานถึง 1 ปี สำหรับพันธุ์เม็ดบัวที่เลือกใช้คือ พันธุ์บัวหลวง ปลูกแบบออร์แกนิก เพราะขนาดเม็ดใหญ่ รสชาติหวาน เหมาะกับการอบกรอบ

ด้านรสชาติ คุณณิชชา ว่า คงรสธรรมชาติ ไม่ปรุงแต่ง เพราะลูกค้าของเธอคือ กลุ่มคนระดับวัยทำงาน และผู้สูงอายุ จะเน้นสุขภาพมากกว่าความอร่อย

เตรียมบุกเพื่อนบ้าน

ไปแบบเนียนๆ

ในส่วนของช่องทางจำหน่าย ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ “มาย” มีขายทั้งในห้างสรรพสินค้าชั้นนำของไทย ร้านขายของฝากทั่วประเทศ กลายเป็นของขึ้นชื่อของจังหวัดสุรินทร์ ประมาณว่า ไปสุรินทร์ไม่ได้ซื้อเม็ดบัวกลับมาก็เหมือนยังไปไม่ถึงสุรินทร์ ขณะที่ต่างประเทศก็เริ่มเจาะตลาดอาเซียน อย่าง เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย

“อนาคต อยากขยายตลาดให้มากขึ้น เน้นกัมพูชาและลาว ทั้งในรูปแบบของโออีเอ็มและจำหน่ายในแบรนด์ตัวเอง สำหรับวิธีเข้าไปทำตลาด จะไม่ไปแบบนักธุรกิจ แต่จะไปเเบบคนที่เข้าใจภูมิภาคนี้อย่างลึกซึ้ง โดยตอนนี้เลือกเรียนด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่วนปริญญาโท เรียนสาขาภาษาเวียดนามและเวียดนามศึกษา ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และกำลังเรียนภาษาทางการของกัมพูชา เรียนรู้ไลฟ์สไตล์คนอาเซียนโดยเฉพาะ”

คุณณิชชา ระบุว่า การจะไปทำตลาดประเทศไหน ต้องรู้จักผู้คน สังคม และวัฒนธรรมของเขาก่อน ต้องดูว่า เขาชอบอะไร ดำเนินชีวิตแบบไหน มีไลฟ์สไตล์อย่างไร จะได้รู้ว่า ต้องเจาะตลาดแบบไหน และสินค้าของเราเหมาะหรือไม่เหมาะ เพราะการที่พูดภาษาเดียวกับเขา สื่อสารด้วยภาษาของเขา เขาจะไว้เนื้อเชื่อใจเรา เราจะเข้าถึงเขาได้ง่าย

สำหรับเงินลงทุน บริษัท ทีแอลเทรดวินด์ จำกัด ทุนจดทะเบียนที่ 10 ล้านบาท ใช้เงินลงทุนในปีแรกที่ประมาณ 5 ล้านบาท เจ้าของตั้งเป้าว่า ในเวลาเพียง 2 ปีในการเข้าสู่สภาวะคืนทุนอย่างแน่นอน

ทางเลือกใหม่

เข็นขึ้นห้าง

สำหรับแผนการตลาดในปี 2558 บริษัทเน้นแผนขยายธุรกิจเชิงรุกเป็นครั้งแรก ด้วยการเพิ่มช่องทางจำหน่ายในตลาดโมเดิร์นเทรด ทั้งในห้างสรรพสินค้าและซุปเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ ควบคู่กับการพัฒนารสชาติใหม่ๆ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นมากขึ้น จากเดิมที่เน้นกลุ่มคนทำงาน และผู้สูงอายุ

“เม็ดบัวอบกรอบ เป็นผลิตภัณฑ์หลักของมาย เพราะสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้ทุกเพศ ทุกวัย เหมาะสำหรับเป็นขนมขบเคี้ยวได้ทุกโอกาส หรือจะนำไปประยุกต์ทานกับอาหารต่างๆ เช่น ทานกับสลัดผัก ทำอาหารประเภทผัด ยำ ใช้โรยหน้าไอศกรีม หรือทานคู่ขนมปังเบเกอรี่ก็ได้ สามารถทานได้หลากหลายเเบบ เม็ดบัวมีสรรพคุณทางยาสูง เป็นธัญพืชที่ให้คุณค่าสารอาหาร บัวที่ใช้เป็นสายพันธุ์บัวหลวง ปลูกแบบออร์แกนิก จากแหล่งเพาะปลูกบัวธรรมชาติ สะอาด ปราศจากสารปนเปื้อน อีกทั้งดอกและเม็ดมีขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับนำมาแปรรูป”

ช่องทางการจำหน่าย ปัจจุบัน สามารถหาซื้อได้ตามห้างสรรพสินค้าและซุปเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ เช่น ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต, เดอะมอลล์ทุกสาขา, สยามพารากอน, ดิ เอ็มโพเรียม, เทอร์มินัล 21, เลมอนฟาร์ม, ห้างสรรพสินค้า ตั้ง ฮั่ว เส็ง เเละร้านจำหน่ายสินค้าสุขภาพเเละของฝากทั่วไป

ปัจจุบัน “มาย” มีผลิตภัณฑ์จากบัว 4 ชนิด ได้แก่ เม็ดบัวอบกรอบ ชาดีบัว ชาใบบัว และชารากบัว ระหว่างนี้บริษัทกำลังคิดค้นและเลือกสรรวัตถุดิบใหม่ๆ พัฒนาเป็นสินค้ากลุ่ม Healthy Snacks เพื่อเพิ่มทางเลือกใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภคมากขึ้น

คุณณิชชา กล่าวเพิ่มเติมว่า “ไม่เพียงการรุกตลาดเต็มรูปแบบเท่านั้น แต่บริษัทยังนำกำไรบางส่วนจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์แบ่งปันสู่สังคม ผ่านกิจกรรม “คืนกำไรให้สังคม” เน้นให้เยาวชนได้ไปทัศนศึกษาและสัมผัสธรรมชาติ เช่น กิจกรรมปลูกป่า ปลูกบัว เพื่อสร้างจิตสำนึกให้เด็กรุ่นใหม่ พร้อมกันนี้ยังสนับสนุนให้ชาวบ้านปลูกบัวมากขึ้น เพราะบัวเป็นพืชปลูกง่าย ทุกส่วนของบัวไม่ว่าจะเป็นดอกบัว เกสรบัว รากบัว ใบบัว ฯลฯ สามารถนำไปขายได้ โดยมีต้นทุนการปลูกไม่สูงมาก ซึ่งถือเป็นการสนับสนุนเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน”

กรกฎาคม 6, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

ซากุระ ราเมน รถโมบายกิ๊บเก๋ดึงดูดลูกค้า

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07054150158&srcday=2015-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 20 ฉบับที่ 365

อาหารสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

ซากุระ ราเมน รถโมบายกิ๊บเก๋ดึงดูดลูกค้า

ภาพคุ้นชินของผู้คนเมื่อยามไปยังถนนคนเดินตรงถนนจะนะในตัวเมืองสงขลาช่วงเย็นวันศุกร์-เสาร์คือรถเคลื่อนที่ของร้านซากุระ ราเมน ที่เต็มไปด้วยลูกค้า ขณะบางวันบางช่วงถึงขั้นต้องยืนรอคิวกันเลยทีเดียว อาหารญี่ปุ่นหลากเมนูของร้านนี้ใช่เพียงจะอร่อยถูกปากคนทั่วไปเท่านั้น ราคายังไม่แพง จึงทำให้ขายดิบขายดีและมีลูกค้าประจำมากหน้าหลายตา รวมทั้งผู้มาเยือนจากต่างถิ่นที่ชอบอกชอบใจความกิ๊บเก๋ของร้านโมบายแห่งนี้ ซึ่งนำรถโดยสารแบบโบราณมาตกแต่งอย่างสวยงาม

คุณยษพัชร์ เกียรตินภาวีณ์ และ คุณณฐมน สกุลดำรงโภคิน สามีภรรยาเจ้าของกิจการซากุระ ราเมน ซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีของชาวสงขลา ทั้งสองเคยเป็นมนุษย์เงินเดือนในกรุงเทพฯ มาก่อน แต่เมื่อตัดสินใจกลับมาอยู่บ้านเกิดที่จังหวัดสงขลา เมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว จึงคิดทำธุรกิจส่วนตัว โดยได้รับคำแนะนำจากน้องสาวให้ทำซูชิขายตามตลาดนัดเปิดท้าย เนื่องจากเมื่อก่อนยังไม่มีถนนคนเดิน ซึ่งช่วงอยู่กรุงเทพฯ ก็ได้ไปเรียนการทำซูชิ และช่วงแรกทำซูชิขายตามตลาดนัดในราคาชิ้นละ 5 บาท

นำรถเมล์โบราณมาตกแต่ง

รถเคลื่อนที่ขายอาหารญี่ปุ่นของสองสามีภรรยาคู่นี้ ใครไปใครมาต่างชื่นชอบ นักท่องเที่ยวจำนวนมาก มักถ่ายรูปเป็นที่ระลึกอย่างสนุกสนาน และใช่จะดัดแปลงได้อย่างเก๋ไก๋เท่านั้น ที่สำคัญ ยังใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ทั้งชั้นล่างและชั้นบน ซึ่งชั้นที่ 2 นั้นจะใช้เป็นครัวปรุงอาหาร ส่วนชั้นล่างทำเป็นโต๊ะเก้าอี้ให้ลูกค้านั่งทานกันในบรรยากาศที่ไม่เหมือนร้านไหนๆ และเนื้อที่ข้างๆ รถก็มีโต๊ะให้ลูกค้าได้เลือกนั่งอีกด้วย รวมแล้วสามารถรับลูกค้าได้เกือบครึ่งร้อย

วันที่ไปนั้นคุณยษพัชร์กำลังง่วนอยู่กับการเป็นเชฟ เลยให้คุณณฐมนเป็นคนให้ข้อมูล เธอเล่าความเป็นมาของรถโมบายคันนี้ว่า สามีอยากได้รถโบราณคันนี้ จึงซื้อมาในราคา 150,000 บาท แต่พอซื้อมาแล้วอยากทำให้เกิดมูลค่าขึ้นมาบ้าง และเมื่อขายอาหารญี่ปุ่นอยู่แล้ว เลยคิดขายราเมนด้วย โดยนำรถโดยสารแบบโบราณคันนี้มาตกแต่งเสริมอุปกรณ์ต่างๆ รวมค่าซื้อรถและตกแต่งประมาณ 200,000 กว่าบาท พร้อมขับมาขายที่ถนนคนเดิน

นอกจากจะขายที่ถนนคนเดินแล้ว สองสามีภรรยายังได้เปิดร้านถาวรอยู่ที่ย่านถนนบ้านดอน เทศบาล 1 ซึ่งราคาขายของทั้ง 2 ร้านเท่ากันหมด เพียงแต่ว่า เมนูอาหารที่ร้านอาจจะเยอะกว่าที่ถนนคนเดินเนื่องจากสถานที่กว้างขวางกว่า อย่างเช่นมีอาหารปิ้งย่างให้เลือก

“ลูกค้าส่วนใหญ่มักสั่งเมนูข้าว เพราะบางคนไม่ชินกับคำว่า ราเมน จึงสั่งข้าวไว้ก่อน เช่น ข้าวปลาซาบะ ข้าวปลาแซลมอน เด็กๆ เองก็จะชอบทานเมนูพวกนี้”

สำหรับราคาต่ำสุดคือกิมจิ 25 บาท สูงสุดเป็นเบนโตะปลาแซลมอนชุดละ 139 บาท ส่วนเมนูที่ขายดีที่สุดคือปลาแซลมอนดิบ ลูกค้าชอบทาน ขายในราคา 99 บาท เพื่อให้ลูกค้าสามารถทานได้ในราคาที่ไม่แพงนัก ส่วนซูชิขาย 8 ชิ้น 50 บาท ราเมนขายชามละ 49 บาท และถ้าลูกค้าสนใจสั่งไปทานที่บ้านทางร้านก็จัดส่งให้ด้วยตามจำนวนที่กำหนด พร้อมรับทำตามงานเลี้ยงต่างๆ โดยติดต่อได้ที่ โทรศัพท์ (086) 697-5880

ในการขาย 2 สถานที่นั้น คุณณฐมน บอกว่า ยอดขายที่ถนนคนเดินมากกว่าที่ร้านถึง 2 เท่า เนื่องจากมีลูกค้าขาจรจำนวนมาก ในขณะที่ร้านใหญ่อยู่ในทำเลไม่ค่อยดี การที่ลูกค้าจะเข้ามาทานในร้านทำให้ต้องตัดสินใจให้ดี เพราะที่ร้านไม่มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์อะไร

ชี้คนต่างจังหวัดชอบอาหารญี่ปุ่น

เธอว่า ในการทำร้านอาหารญี่ปุ่นนี้ ใช้งบลงทุนไม่ค่อยเยอะ ด้วยสาเหตุที่สามีและตัวเธอเองเป็นเชฟช่วยกันทำ จึงประหยัดไปได้เยอะ แต่ก็มีพนักงานเสิร์ฟช่วยด้วยอีก 3-4 คน

“ตอนแรกที่เปิดร้านคิดว่าคนต่างจังหวัดไม่น่าจะกินอาหารญี่ปุ่นกันเยอะ แต่กลายเป็นว่าร้านเราทำให้ลูกค้าที่ไม่กล้าเข้าห้างมากินที่นี่ เนื่องจากเป็นราคาที่สามารถเข้าถึงได้ อาหารประเภทนี้ ตรงถนนคนเดินยังไม่มีร้านคู่แข่ง แต่ถ้าเป็นตามร้านอาหารญี่ปุ่นปกติระดับหรูจะเป็นร้านติดแอร์ที่ตั้งราคาสูงเท่ากับราคาในห้าง ซึ่งเปิดก่อนหน้านั้นอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ก็มีร้านอาหารญี่ปุ่นเปิดตามหลังร้านซากุระ ราเมน มาแล้ว โดยตั้งราคาใกล้เคียงกัน เพราะคนนิยมกินอาหารญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น เลยทำให้มีผู้สนใจเปิดร้านมากขึ้น”

คุณณฐมน พูดถึงจุดเด่นที่ทำให้ลูกค้าเข้ามาทานที่ร้านซากุระ ราเมน ตรงถนนคนเดินว่า อันดับแรกคือ รถ เหมือนกับคนที่ใช้หน้าตาดึงดูดเรียกลูกค้าเข้ามาก่อน ส่วนใหญ่ที่เห็นคือลูกค้าก็จะกลับมาทานอีก และหมุนเวียนกันมาตลอด และบางคนที่อยู่ในพื้นที่ก็ต่อยอดจากที่นี่ไปที่ร้านด้วย เพราะลูกค้าหลายรายถามว่าเปิดร้านอยู่ตรงไหนจะตามไปทาน ที่สำคัญ ราคาอาหารของร้าน ไม่ต้องมีเงินมากสามารถมาทานได้ กลุ่มลูกค้ามีหลายกลุ่ม พวกที่ขับเบนซ์ก็มาทานเยอะ

จุดเด่นอีกอย่างของรถโมบาย “ซากุระ ราเมน” คือทำเป็นรางเลื่อนส่งอาหารจากชั้นบนลงล่าง ซึ่งลูกค้าเด็กๆ จะชอบมาก เมนูอาหารก็จะส่งจากข้างล่างขึ้นไปให้กุ๊กปรุง จากนั้นกุ๊กจะส่งจานอาหารลงมา คนที่คิดค้นก็คือสามีของคุณณฐมน ซึ่งเขาเรียนจบด้านไฟฟ้ามา และเคยเป็นช่างไฟฟ้ามาก่อน แต่เป็นคนชอบประดิษฐ์

ช่วงที่กำลังสนทนากันอยู่นั้น มีสามีภรรยาชาวต่างประเทศจากยุโรปคู่หนึ่ง กำลังสั่งอาหารญี่ปุ่นมาทาน ซึ่งจากการพูดคุยหนุ่มสาว 2 คนนี้บอกพอเห็นสไตล์รถแล้วชอบเลยเข้ามาลองทานดู เรื่องราคาอาหารก็ถูก แถมรสชาติใช้ได้ ในยุโรปนั้นมีรถโมบายขายของแบบนี้เยอะ

เธอให้คำแนะนำกรณีลูกค้าไม่รู้ว่าจะสั่งเมนูอะไรทานดีว่า ถ้าเป็นก๋วยเตี๋ยว เป็นเมนูเส้น เป็นมิโสะราเมน เพราะคนใต้จะค่อนข้างทานเผ็ด ลักษณะเป็นต้มยำ

ถามถึงเรื่องวัตถุดิบ เธอแจงว่า สั่งของจากกรุงเทพฯ ทั้งหมด ถ้าเปรียบเทียบการเดินทางไปหาดใหญ่ค่าขนส่งจากกรุงเทพฯ มาอาจจะถูกกว่าด้วย โดยเลือกสั่งของตามคุณภาพและราคาที่สามารถขายลูกค้าในราคานี้ได้ บางอย่างอาจจะไม่ใช่เป็นเกรด A เลย อาจจะแค่เกรด B แต่บางอย่างอาจจะเลือกเกรด A เลย อย่างปลาดิบ ต้องเลือกปลาสดมา เพราะเมื่อก่อนใช้ปลาแช่แข็งแล้วไม่อร่อย เลยต้องเพิ่มต้นทุนหน่อย เพื่อให้ลูกค้าได้รสชาติที่อร่อยกว่า หรืออย่างข้าวก็ใช้ข้าวญี่ปุ่นเกรด A สั่งจากกรุงเทพฯ เหมือนกัน โดยสั่งเจ้าประจำ ซึ่งที่สงขลาก็มีข้าวและวัตถุดิบต่างๆ แต่ไม่ได้มีคุณภาพตามที่ต้องการ

ขายดีช่วงเย็นหลังเลิกเรียน

ว่าไปแล้ว ในการทำรถโมบายขายที่ถนนคนเดินแห่งนี้ก็มีปัญหาอยู่เหมือนกัน อย่างที่คุณณฐมนเล่า ช่วงหน้าฝนมีฝนตกบ่อยครั้ง บางเดือนแทบจะไม่ได้อะไรเลย ลูกค้าไม่มาทานเลย เพราะลูกค้าไม่ออกจากบ้าน บางช่วงตัดสินใจไม่มาขายที่นี่ เปิดขายที่ร้านอย่างเดียวเพราะคนเริ่มรู้จักกันมากขึ้นแล้ว ซึ่งที่ร้านมีประมาณ 10 โต๊ะ จุได้ 40 คน ลูกค้าจะเยอะรอบเย็นตั้งแต่หลังเลิกเรียนไปจนถึง 2 ทุ่ม ส่วนที่ถนนคนเดินเริ่มขายตั้งแต่เวลา 17.30-21.30 น. แต่ถ้ามีลูกค้าต่อเนื่องก็จะประมาณ 22.00 น.

เจ้าของร้านซากุระ ราเมน ถ่ายทอดประสบการณ์การทำร้านอาหารญี่ปุ่นว่า การที่จะให้คน 100 คนมาชอบทานอาหารญี่ปุ่นจริงๆ คงมีไม่ถึง 50 คน ดังนั้น ยอดขายบางครั้งอาจจะไม่ได้เวอร์จนน่าภูมิใจ อาจจะเป็นลักษณะขายได้เรื่อยๆ แต่ถ้าออกตลาดนัดแบบนี้จะได้ตรงนั้นมากขึ้น ถามว่าขายได้ไหม ตอบว่าคงจะขายได้ เพราะคนก็ตอบรับอยู่ แต่ถ้าพูดถึงกลุ่มลูกค้าในจังหวัดสงขลาส่วนใหญ่จะเป็นนักศึกษา ถ้าเป็นครอบครัวจะเป็นลักษณะที่ลูกขอให้พ่อแม่พามาทาน เพราะลูกชอบอาหารญี่ปุ่น

คุณณฐมน บอกด้วยว่า การทำรถโมบายขายอาหารญี่ปุ่นแบบนี้ดีกว่าการไปเช่าตึกแถว ซึ่งเป็นการลงทุนที่ใช้เงินมาก แต่ลักษณะดังกล่าวทางธนาคารมักไม่ปล่อยให้กู้ เพราะไม่มีคนค้ำประกัน ทางร้านจึงใช้รถยนต์ที่มีอยู่ไปรีไฟแนนซ์ ซึ่งในการกู้เงินธนาคารมาต่อยอดธุรกิจก็ต้องมีการวางแผนในการส่งเงินเป็นรายเดือน พร้อมกับต้องจำกัดค่าใช้จ่ายไปด้วย

เจ้าตัวพูดถึงแนวคิดในการทำธุรกิจ ต้องขยันและอดทน ซึ่งช่วงแรกไม่ได้กู้เงินธนาคารมาทำธุรกิจ ใช้วิธีได้กำไรมาขยายต่อ ตอนนี้คืนทุนแล้ว ส่วนเรื่องแผนในการทำธุรกิจ ส่วนใหญ่แล้วไม่ค่อยได้วางแผนอะไร เป็นการปรับปรุงต่อยอดไปเรื่อยๆ

จากบทสนทนาทั้งหมดนี้คงทำให้ได้เห็นกันแล้วว่า ธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นนั้นได้ขยายวงกว้างไปยังต่างจังหวัดแล้ว ซึ่งแม้จะไม่สามารถตั้งราคาสูงเท่ากับร้านอาหารญี่ปุ่นแบรนด์ดังๆ แต่ก็มีโอกาสเติบโตได้อย่างไม่ยากเย็นนัก หากอยู่ในทำเลดีๆ

มิถุนายน 4, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

“กล้วยหอมทอด 7 รส” ผลิตภัณฑ์แปรรูปสร้างเงิน จากกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ชาวบ้านคลองมหาสวัสดิ์ นครปฐม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07055010158&srcday=2015-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 20 ฉบับที่ 364

อาหารสร้างอาชีพ

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

“กล้วยหอมทอด 7 รส” ผลิตภัณฑ์แปรรูปสร้างเงิน จากกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ชาวบ้านคลองมหาสวัสดิ์ นครปฐม

คลองมหาสวัสดิ์ หรือ คลองชัยพฤกษ์ เป็นคลองที่เริ่มต้นจากคลองลัดบางกรวยหรือคลองบางกอกน้อย ใกล้วัดชัยพฤกษมาลา ราชวรวิหาร ไหลผ่านเป็นเส้นแบ่งเขตระหว่างอำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี กับเขตตลิ่งชันและเขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร ผ่านอำเภอพุทธมณฑล ไปออกแม่น้ำท่าจีนที่ตำบลงิ้วราย อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม รวมความยาว 28 กิโลเมตร

ภายหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 2554 ผ่านไป คลองมหาสวัสดิ์ ถือเป็นอีกแห่งที่ได้รับผลกระทบ จนทำให้เรือกสวนไร่นา สวนผลไม้ และอื่นๆ เป็นจำนวนมาก พร้อมกับทิ้งร่องรอยความเสียหายมากมายต่อผู้คน ทรัพย์สิน หลายกลุ่ม หลายคณะ

หนึ่งในนั้นที่ดูจะสาหัสบอบช้ำมากที่สุดคือภาคเกษตรกรรม เพราะไม่เพียงแค่วัตถุสิ่งของหลายอย่างที่พวกเขาต้องสูญเสียและเสียหายแล้ว แต่บาดแผลทางใจที่ยังคงมีอยู่แม้จะได้รับการเยียวยาไปแล้วก็ตาม

มีเกษตรกรและชาวสวนมากมายยังคงรู้สึกหวาดกลัวแม้เวลาจะผ่านไปแล้วหลายปี จนทำให้พวกเขาเหล่านั้นยังลังเล ไม่แน่ใจที่จะลงมือทำอาชีพอย่างจริงจัง เกษตรกรที่นั่นเผยว่าพวกเขาคงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะกอบกู้ ฟื้นฟู พลิกฟื้นผืนดินที่เสียหายให้กลับมาดังเดิม

ไม่ต่างจาก คุณจงดี เศรษฐอำนวย หรือ ป้าแจ๋ว อยู่บ้านเลขที่ 97/9 หมู่ 1 ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม หนึ่งในผู้ได้รับความเดือดร้อนในคราวนั้นบอกเล่าถึงสภาพจิตใจภายหลังน้ำท่วมว่า ช่วงแรกเครียดมากเส้นผมขาวทั้งหัว มองไปบนพื้นที่ที่ทำเกษตรกรรมมีแต่สีเหลืองของซากต้นไม้หลายชนิดเต็มไปหมด เหลือเพียงต้นหมาก 2 ต้นเท่านั้น และเธอต้องใช้เงินอีกจำนวนหลายแสนบาทเพื่อปรับปรุงพื้นที่ให้กลับมาทำการเกษตรแบบเดิม แล้วเริ่มต้นปลูกกล้วยเพราะเป็นพืชที่ใช้เวลาสั้นในการหารายได้

ป้าแจ๋ว บอกต่ออีกว่า ช่วงที่น้ำท่วมได้รับความเดือดร้อนอยู่นานร่วม 3 เดือนกว่า น้ำท่วมสวนของเธอเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2554 ตอนนั้นน้ำมาจากทุกทิศทาง จากเดิมที่ระดับน้ำเคยขึ้นทีละเล็กน้อย พอวันนั้นขึ้นพรวดเดียวเต็มพื้นที่ ป้องกันไม่อยู่แล้ว เพื่อนบ้านเข้ามาช่วยกัน แต่บอกพวกเขาว่าปล่อยไปเถอะ เพราะป้องกันไม่ไหวแล้ว เห็นกระแสน้ำท่วมพื้นที่ปลูกต้นไม้หลายชนิดต่อหน้ารู้สึกสลดใจมาก

ตอนนั้นไม้ผลที่ปลูก ได้แก่ ส้มโอ มะม่วง ขนุน มะปรางค์ กระท้อน มะนาว เพราะเป็นสวนผสมที่มีเนื้อที่ 40 ไร่ และนาข้าวอีก 40 ไร่ ส่วนข้าวได้เร่งเก็บเกี่ยวก่อนหน้าน้ำมาไม่นานซึ่งยังไม่สมบูรณ์เลย

ภายหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมผ่านพ้นไป ชาวบ้านที่อาศัยบริเวณคลองมหาสวัสดิ์มีการหารายได้ด้วยการปลูกกล้วยน้ำว้าเพื่อสร้างรายได้ ทั้งนี้ เนื่องจากกล้วยเป็นไม้ผลที่มีอายุการเก็บผลผลิตในเวลาสั้น

ทว่า…กล้วยน้ำว้าที่ชาวบ้านปลูกกลับมีผลผลิตมากเกินไปจนทำให้พวกเขาต้องหาทางออกด้วยการนำไปแปรรูปเป็นกล้วยอบทอดบรรจุเป็นแพ็กส่งขายตามสถานที่สำคัญหลายแห่ง

ป้าแจ๋ว เล่าว่า เดิมเมื่อปี 2543 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ร่วมมือกับ กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พัฒนาพื้นที่ริมคลองมหาสวัสดิ์ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวการเกษตร ตลอดจนมีการให้ความรู้เรื่องการจัดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แก่ชาวบ้าน

ต่อมามีการจัดทำเส้นทางท่องเที่ยวล่องเรือชมสวนคลองมหาสวัสดิ์ กิจกรรมล่องเรือนี้ได้รับการตอบรับอย่างดี มีนักท่องเที่ยวให้การตอบรับอย่างล้นหลาม จนเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร คลองมหาสวัสดิ์”

กระทั่งประสบภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2554 การท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่นี่จึงซบเซาลงไปมาก แต่ก็ได้กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในเดือนธันวาคม 2554 ทุกอย่างเริ่มฟื้นตัวทีละเล็กทีละน้อย นักท่องเที่ยวเริ่มเพิ่มจำนวนมากขึ้นๆ ด้วยความร่วมมือของชุมชน

“ศูนย์แปรรูปผลิตภัณฑ์กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรมหาสวัสดิ์ หรือกลุ่มแม่บ้านวิสาหกิจชุมชน ตำบลศาลายา ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรคลองมหาสวัสดิ์จากทั้งหมด 4 จุดที่น่าสนใจ ได้แก่ นาบัว สวนกล้วยไม้ และสวนผลไม้-นาข้าว ซึ่งกิจกรรมการเที่ยวในลักษณะนี้นักท่องเที่ยวมักมีการเช่าเรือเพื่อท่องเที่ยวคลองมหาสวัสดิ์ก็จะได้เข้าไปสัมผัส 4 จุดที่ว่านี้อย่างใกล้ชิดพร้อมมัคคุเทศก์ท้องถิ่นที่คอยให้ความรู้ตลอดเส้นทาง

ศูนย์แปรรูปฯ นี้มีจุดเริ่มต้นเมื่อคราวที่ชาวบ้านบริเวณคลองมหาสวัสดิ์ปลูกกล้วยหอมสร้างรายได้ โดยเป็นการขายสดให้แก่พ่อค้าที่ตลาด หรือนำไปขายให้แก่นักท่องเที่ยว รวมทั้งยังนำไปเลี้ยงเป็นอาหารปลา และไม่นานปริมาณกล้วยหอมได้เพิ่มมากขึ้น แม้จะพยายามนำไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่แล้ว

ปลูกกล้วยหอมกันมากจนล้นขายไม่ทัน

เลยนำไปแปรรูปเป็นกล้วยหอมทอด

กระทั่งเธอและเพื่อนบ้านได้พบเห็นการนำกล้วยไปทำเป็นขนมแห้งแล้วแพ็กใส่ห่อจึงเกิดความสนใจ และหารือกันว่าควรจะหาทางระบายกล้วยหอมเหล่านี้ด้วยการแปรรูป อีกทั้งยังได้มีโอกาสไปดูงานแปรรูปจากกล้วยในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ จากการสนับสนุนของหน่วยงานหลายแห่ง พร้อมกับนำความรู้ เทคนิค กลับมาพลิกแพลงทำเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นการสร้างเอกลักษณ์เฉพาะกลุ่ม ทั้งนี้ เพื่อไม่ต้องการให้ซ้ำกับรายอื่น อีกทั้งเพื่อสร้างความน่าสนใจอันนำไปสู่การเพิ่มยอดขายในอนาคต

“ได้ลองผิด-ถูกอยู่นานจึงทำสำเร็จ และช่วงเริ่มต้นทำเพียง 2 รสคือ แบบธรรมดาใส่เกลือและรสเนย ไม่นานทางเจ้าหน้าที่เกษตรจังหวัดมาดูงานของกลุ่มเห็นว่ามีความตั้งใจจริงและทุ่มเทกันมากเลยให้การสนับสนุนเครื่องจักรเพื่อใช้ทำขนมมูลค่าเกือบแสนบาท

จากนั้นจึงได้ขยายจำนวนผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นจากเดิม พร้อมปรับปรุงคุณภาพสินค้าแล้วยังทำหีบห่อให้มีความทันสมัย ปลอดภัย ได้มาตรฐาน โดยกำหนดแบรนด์ว่า “ป้าแจ๋ว” อีกทั้งยังได้รับการรับรองจาก อย. (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา) แล้วด้วย”

การจัดตั้งเป็นกลุ่มแม่บ้านวิสาหกิจชุมชน ตำบลศาลายา ขึ้นมีสมาชิกอยู่ประมาณ 30 กว่าคน ซึ่งสมาชิกเหล่านั้นจะมารวมตัวกันเพื่อทำหน้าที่แปรรูปกล้วยหอมและผลิตภัณฑ์อื่นๆ โดยมีการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบตามความสามารถและความถนัด และนับเป็นกลุ่มที่มีความเข้มแข็งและมีวินัย สร้างงานและสร้างรายได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังเป็นตัวอย่างที่ดีของกลุ่มอื่นในเรื่องการออมเงิน มีระเบียบแบบแผนที่สมบูรณ์ชัดเจน

จากเริ่มต้นทำเพียง 2 รส

พัฒนาตามความต้องการของตลาดจนเป็น 7 รส

ปัจจุบัน ป้าแจ๋วมีตำแหน่งเป็นประธานกลุ่มแม่บ้านวิสาหกิจชุมชน ตำบลศาลายาและกรรมการการท่องเที่ยว รวมไปถึงยังรับผิดชอบเป็นวิทยากรสอนแปรรูปผลิตภัณฑ์สินค้าผลไม้และอาหารหลายชนิดทั้งคาวและหวาน

ส่วนผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกล้วยหอมของกลุ่มแม่บ้านวิสาหกิจชุมชน ตำบลศาลายา ที่เป็นกล้วยหอมทอด ซึ่งผลิตออกมาทั้งสิ้น 7 รส ได้แก่ รสธรรมชาติ บาร์บีคิว พิซซ่า สาหร่าย ต้มยำกุ้ง รสเนย และงา เป็นสินค้าตัวหลักที่ขายดีมาก แล้วถือเป็นกลุ่มแรกที่ทำกล้วยหอมทอด 7 รส

ป้าแจ๋ว เผยว่า ความจริงผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกล้วยมักไม่นิยมใช้กล้วยหอม ทั้งนี้ เนื่องจากมีราคาสูง แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะมีต้นทุนสูงแต่ทางกลุ่มยินดีทำเพราะต้องการสร้างความแตกต่างของสินค้าที่มีจำหน่ายในท้องตลาด อีกทั้งยังจำหน่ายในราคาที่ไม่แพง

ส่วนการวางจำหน่ายนั้นเธอบอกว่าจะวางจำหน่ายภายในกลุ่มและนำไปวางจำหน่ายภายในมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา แต่ถ้าใครสนใจต้องการนำไปวางจำหน่ายหรือเป็นตัวแทนสามารถติดต่อได้ที่ป้าแจ๋ว โทรศัพท์ (089) 057-1432

หรือในวันหยุดที่จะถึงนี้ถ้าท่านเป็นผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเชิงเกษตรแนวอนุรักษ์ธรรมชาติอย่าลืมแวะไปเที่ยวที่แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร คลองมหาสวัสดิ์ แวะไปสัมผัสกับธรรมชาติแนวเกษตร แล้วอิ่มกับอาหารอร่อย จบด้วยของหวานแบบชาวบ้าน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ สามารถเดินทางวันเดียวจบ สอบถามเส้นทางได้ที่ป้าแจ๋วเช่นกัน

มิถุนายน 4, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

ไอติมรถไฟ สถานีมหาชัย ร้านใหม่ แต่เก๋าประสบการณ์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07046151257&srcday=2014-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 363

อาหารสร้างอาชีพ

สุธิษา

ไอติมรถไฟ สถานีมหาชัย ร้านใหม่ แต่เก๋าประสบการณ์

สร้างความแปลกใหม่ให้กับวงการร้านขนมใน “มหาชัย” ไม่น้อย กับ “ไอติมรถไฟ สถานีมหาชัย” ร้านไอศกรีมโฮมเมด ที่มีสไตล์การตกแต่งร้านที่โดดเด่นสะดุดตา ด้วยหัวรถจักรไอน้ำแบบโบราณ และป้ายสถานีรถไฟมหาชัย เหมือนจริงราวกับไปหยิบจับป้ายของการรถไฟแห่งประเทศไทยมาตั้งไว้ที่หน้าร้าน

เมื่อก้าวเข้าไปภายในร้าน จะพบว่า หัวรถจักรไอน้ำไม่แค่เพียงตั้งโชว์เอาไว้เท่านั้น แต่สามารถใช้ประโยชน์ได้จริง เพราะภายในเป็นห้องที่พนักงานตักไอศกรีมภายใต้เครื่องแบบคนขับรถไฟ กำลังตักไอศกรีมตามคำสั่งลูกค้าอย่างขมีขมัน ขณะที่ตัวร้านทำด้วยตู้คอนเทนเนอร์ดัดแปลงเป็นโบกี้รถไฟจำนวน 2 ตู้ มีเก้าอี้ไม้ลักษณะคล้ายกับเก้าอี้โบราณหน้าชานชาลาต่อแถวเรียงราย ให้ลูกค้านั่งซึมซับบรรยากาศคล้ายไปเที่ยวกับครอบครัวในวันหยุดสุดสัปดาห์

หากลูกค้าต้องการโดยสารไปกับรถไฟขบวนนี้ จะต้องตีตั๋วโดยสาร นั่นคือ การเลือกเมนูไอศกรีม วอฟเฟิล เยลลี่ และท็อปปิ้งที่ต้องการบริเวณข้างขบวนรถไฟ โดยมีพนักงานแต่งชุดคล้ายคนขับรถไฟคอยให้บริการ และระบุที่นั่งให้ผู้โดยสารเข้าไปดื่มด่ำบรรยากาศภายในร้าน

วิธีการเสิร์ฟไอศกรีมที่นี่ ย่อมไม่ธรรมดา เพื่อตอกย้ำความเป็นขบวนรถไฟแห่งความสุข สร้างความสนุกสนานให้เด็กๆ หลังจากเข้ามานั่งเล่นในโบกี้รถไฟไม่ถึง 5 นาที เราจะได้เห็นไอศกรีมที่สั่งไว้เมื่อครู่ ปรากฏบนขบวนรถไฟขนาดจิ๋วที่แล่นมาตามรางรถไฟซึ่งเป็นสายพานอัจฉริยะ มาหยุดที่โต๊ะโดยไม่ต้องมีผู้ควบคุมดูแล

คุณนิ่ม-วิภาวี ยุกแผน เจ้าของร้านสาวสวย กระฉับกระเฉงและเป็นกันเอง เล่าให้ฟังว่า ไอติมรถไฟ มีไอศกรีมให้เลือกกว่า 30 รสชาติ การตกแต่งร้าน และเงินลงทุนทั้งหมดล้วนมาจากความคิด ความรักในไอศกรีม และความหวังที่อยากให้ลูกค้าได้ชิมไอศกรีมรสชาติแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ใช้เงินลงทุนกว่า 1 ล้านบาท เพื่อสรรค์สร้างขบวนรถไฟแห่งนี้ เธอออกแบบตั้งแต่วิธีการให้บริการ การแต่งกาย กระทั่งโต๊ะและเก้าอี้ที่อยู่ในร้านที่เกือบทั้งหมดใช้ไม้สัก ซึ่งการปลูกไม้สักเป็นธุรกิจอีกอย่างหนึ่งของครอบครัว

เธอยังพูดถึงการใช้ระบบสายพาน ที่ใช้เสิร์ฟไอศกรีมว่า ลงทุนกับการสร้างระบบนี้ไปกว่า 200,000 บาท เพื่อให้ลูกค้าได้รับบริการที่แปลกใหม่ และยังเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ช่วยให้ประหยัดกำลังคนเสิร์ฟอีกด้วย

ส่วนสาเหตุที่คนกรุงเทพฯ ย่านบางแค เลือกตำบลมหาชัย อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร เป็นที่ตั้งร้านไอศกรีม เพราะเห็นว่า เมืองมหาชัยเป็นเส้นทางที่นักท่องเที่ยวแวะพัก เพื่อเดินทางไปยังอัมพวา หัวหิน หรือลงไปจังหวัดอื่นในภาคใต้และภาคตะวันตก นอกจากนี้ ยังเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ให้กำหนดธีมรถไฟมาใช้กับร้าน เพราะส่วนตัวเธอชอบรถไฟและมหาชัยมีสถานีรถไฟเก่าแก่ตั้งอยู่ นอกจากนี้ การนั่งในร้านที่มีการตกแต่งเหมือนรถไฟ ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังไปเที่ยวบรรยากาศสนุกสนาน ทานอะไรก็อร่อย

นอกจากนี้ แรงผลักดันสำคัญที่สุดคือ คุณแม่อนงค์ คุณแม่ของเธอนั่นเอง

“คุณแม่นิ่มท่านเพิ่งเกษียณจากข้าราชการครูจากโรงเรียนศึกษานารี ได้ประมาณ 4 ปี แต่ด้วยเพราะเป็นคนชอบทำงานและอยู่นิ่งไม่ได้ คุณแม่ถักโครเชต์คลุมทุกอย่างที่อยู่ในบ้าน ตั้งแต่โต๊ะทานข้าว ตู้เย็น ทีวี จนท่านอยากเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวหมูเลียงเมืองจันท์ เพราะเพื่อนๆ และหลายคนชิมแล้วบอกว่าอร่อย แต่นิ่มคิดว่าการเปิดร้านอาหารคาว อาจเหนื่อยเกินไปเพราะต้องเก็บล้าง เลยให้คุณแม่หันมาเปิดร้านไอศกรีม ใช้ถ้วยกระดาษและช้อนพลาสติก ลดกำลังคนล้างและสาเหตุที่เลือกมหาชัยเพราะคุณแม่คิดว่าที่มหาชัยมีลูกศิษย์อยู่เยอะ และมีเพื่อนในพื้นที่มาก ระหว่างขายจะได้มีเพื่อนมานั่งคุยด้วย”

แม้จะเป็นร้านน้องใหม่เปิดได้ประมาณ 3 เดือน แต่มั่นใจได้ว่าฝีมือและรสชาติไม่เป็นรองใครแน่นอน เพราะนอกจากคุณนิ่มเป็นเจ้าของร้านไอติมรถไฟแล้ว เธอยังเป็นเจ้าของกิจการขายส่งไอศกรีมโฮมเมดที่มีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี ผลิตส่งขายได้วันละ 100 กิโลกรัม ผลิตได้กว่า 60 รส ส่งขายให้กับลูกค้ารายใหญ่ที่หากเอ่ยชื่อขึ้นมา รับรองว่าคนทั้งประเทศ โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ จะต้องร้อง อ๋อ!!

เมื่อถามถึงวิธีทำและสูตรต่างๆ เธอเล่าย้อนว่า สูตรทั้งหมดเธอเรียนรู้และเอามาจากหนังสือ โดยเมื่อครั้งที่ไปเรียนปริญญาโทสาขาบริหารจัดการ ที่มหาวิทยาลัยซีคิว ประเทศออสเตรเลีย ระหว่างเรียนได้ออกตระเวนขอเป็นลูกจ้างร้านขนม ตามความฝันและความชอบส่วนตัว ยอมรับว่าใส่ใจการทำขนมมากกว่าการเรียนเสียอีก

เธอบอกว่า ขอไปเป็นลูกจ้างร้านขายขนมที่มีสามีภรรยาชาวฝรั่งเศสเป็นเจ้าของ แต่เขาไม่รับ จึงขอทำให้ฟรีเพราะอยากเรียนรู้การทำเบเกอรี่ สุดท้ายก็รู้แค่ส่วนผสมแป้งบางชนิดเท่านั้น ขณะที่สูตรไอศกรีมไม่ได้ติดตัวมาเลย หลังจากเรียนจบจึงกว้านซื้อหนังสือการทำขนมมาจากออสเตรเลีย เพราะเมื่อ 10 ปีก่อนในประเทศไทยยังไม่มีสูตรไอศกรีมโฮมเมดขาย มีแต่ไอศกรีมกะทิสด

เมื่อกลับมาลองทำ ปรากฏว่า วัตถุดิบและวิธีทำในหนังสือบางอย่างเข้าไม่ได้กับวัตถุดิบในประเทศไทย เธอจึงคิดดัดแปลงและหาสูตรที่เหมาะสมที่สุด เพื่อให้ไอศกรีมอร่อยในแบบที่ควรจะเป็น ด้วยความเชื่อที่ว่า “ต่อให้เรียนและมีสูตรการทำจากโรงเรียนชื่อดัง แต่ถ้าไม่รู้จักปรับปรุงให้เข้ากับตัวเอง ย่อมไม่มีเอกลักษณ์และความแปลกใหม่เกิดขึ้น”

เธอทดลองเปิดร้านค้าเล็กๆ หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต โดยรับไอศกรีมโฮมเมดเจ้าอื่นมาขาย จากนั้นค่อยๆ แทรกไอศกรีมที่เธอทำเข้าไป ปรากฏว่าได้ผลตอบรับดี จึงขายกิจการร้านนั้นให้คนอื่น และมาเปิดกิจการขายส่งไอศกรีมอย่างเต็มตัว แต่ใช่ว่าคิดสูตรแล้วจะประสบความสำเร็จทันที เพราะเมื่อนำไปเสนอขายลูกค้า กลับถูกกดดัน เร่งสินค้า ทั้งที่ไอศกรีมโฮมเมดแต่ละถาดจะใช้เวลาผลิตประมาณ 3 วัน

คุณนิ่มจึงเลือกที่จะไม่ไปเสนอขาย แต่เลือกที่จะให้ลูกค้าเข้ามาหา โดยการออกงานอีเว้นต์ แนะนำสินค้าพร้อมทั้งแนะนำวิธีการตั้งร้านไอศกรีมโฮมเมดแบบเบ็ดเสร็จคือ ออกแบบร้านเป็นภาพสามมิติ กำหนดงบประมาณการลงทุนให้เหมาะกับทำเล จนมีลูกค้าสนใจและกลายเป็นลูกค้ารับไอศกรีมต่อเนื่องยาวนานมาจนทุกวันนี้

เธอบอกว่า ทุกวันนี้ยังให้น้ำหนักกิจการขายส่งไอศกรีมเป็นหลัก หากใครสนใจแต่ยังไม่มีความรู้เรื่องการตั้งร้านไอศกรีม ต้องการทราบงบประมาณ สถานที่ซื้อตู้เย็น การแต่งร้านให้เหมาะกับพื้นที่ สามารถติดต่อเธอได้ทันที และยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ความรู้และร่วมทำธุรกิจไปด้วยกัน โดยไม่ขายแฟรนไชส์หรือคิดค่าออกแบบ แต่ใช่ว่าทุกคนที่เข้ามาถามจะทำได้ทั้งหมด เพราะจะพิจารณาถึงความตั้งใจ และต้องชอบไอศกรีมเหมือนเธอ

ส่วนจะเปิดร้าน “ไอติมรถไฟ” ที่สถานีอื่นหรือไม่นั้น ขณะนี้ยังไม่มีความคิด เพราะเวลามีจำกัด ยอมรับว่ามีคนสนใจขอเป็นแฟรนไชส์ แต่สถานที่ที่จะไปเปิดนั้นยังไม่โดนใจเธอเท่าใดนัก หากมีคนในพื้นที่หัวหิน หรือกาญจนบุรีที่ขึ้นชื่อเรื่องสถานีรถไฟ อาจพิจารณาอีกครั้ง

สำหรับผู้ที่สนใจ อยากทดลองชิมไอศกรีมโฮมเมดกว่า 30 รสชาติ พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ และไอศกรีมหลากรสใหม่ๆ ที่ทำขึ้นเฉพาะเทศกาล หรืออยากทำธุรกิจไอศกรีม แวะเวียนมาพบปะพูดคุยกับคุณนิ่มได้ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 15.00-21.00 น. วันเสาร์ถึงอาทิตย์ เวลา 12.00-21.00 น. ที่ตลาดหน้าเมือง ข้างศูนย์ฮอนด้า ตำบลมหาชัย อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร (ติดถนนพระราม 2) โทรศัพท์ (081) 824-4738

พฤษภาคม 21, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

“มิราม่า ฮอท-พอท” ชู “ปูขน” ดึงลูกค้า ตั้งราคาทุน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07052151257&srcday=2014-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 363

อาหารสร้างอาชีพ

มีนา

“มิราม่า ฮอท-พอท” ชู “ปูขน” ดึงลูกค้า ตั้งราคาทุน

“เทศกาลปูขน จัดมาต่อเนื่อง 14 ปีแล้ว และก็ได้เสียงตอบรับดีมาก ซึ่งแม้จะไม่ส่งผลให้เกิดกำไรในตัวสินค้า แต่ก็เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า ลูกค้าไม่ได้สั่งเมนูเดียว ฉะนั้น เมนูอื่นๆ จึงยังคงทำกำไรได้ดีอยู่ ปูขนจึงเป็นสินค้ากระตุ้นยอดขาย ดึงลูกค้าเข้ามา และสำคัญคือ สร้างชื่อเสียงให้กับร้าน ทำให้ลูกค้าเกิดการจดจำ”

โปรโมชั่น คือวิธีกระตุ้นยอดขายที่ให้ผลเร็ว และยังเป็นวิธีตอกย้ำแบรนด์ให้เข้าไปอยู่ในใจลูกค้า โดยเฉพาะกับธุรกิจที่มีภาวะแข่งขันสูง

“มิราม่า ฮอท-พอท ซีฟู้ด” ภัตตาคารอาหารฮ่องกง ที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ราวปี 2540 และเป็นเพียงร้านแรกๆ ที่กล้ายกเมนูฮ่องกงมาเสิร์ฟคนไทย

เสิร์ฟอาหารฮ่องกง

อยู่เมืองไทย ก็กินได้

ชื่อเสียงในวันนั้นไม่ต้องบอกก็รู้ว่า ดังเป็นพลุ แต่ในวันนี้ วันที่มิราม่าฯ ก้าวสู่วัยกว่า 20 ปี การยืนหยัดอยู่ท่ามกลางการแข่งขันสูง ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ทว่า คุณทายาท เจริญสุข ผู้จัดการร้าน กล่าวยืนยันว่า มิราม่าฯ คือภัตตาคารอาหารฮ่องกง ที่ยังคงสร้างยอดขายดีมาโดยตลอด

โปรโมชั่น คือกลยุทธ์ที่ร้านมิราม่า ฮอท-พอท นำมาใช้ดึงดูดลูกค้า ทั้งในช่วงโลว์ซีซั่น และปลายปี ที่มีวัตถุดิบรออยู่ นั่นก็คือ “ปูขน” สั่งนำเข้ามาจำหน่ายให้กับผู้บริโภคอิ่มอร่อยได้ในราคาต้นทุน

“ช่วงเศรษฐกิจอยู่ในภาวะย่ำแย่ แต่ผู้บริหารท่านมองว่ายังมีลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่งมีกำลังซื้อสูง และเขาเหล่านั้นชอบกินอาหารโดยไม่เกี่ยงราคา ถึงขนาดว่า บินข้ามประเทศไปกินก็มี อย่างที่ฮ่องกง ถือว่ามีคนไทยจำนวนมากเดินทางไปเพื่อกินอาหารของที่นั้น ด้วยเหตุนี้ ผู้บริหารซึ่งมีความเชี่ยวชาญทางธุรกิจ โดยเปิดภัตตาคารเชียงการีล่า จึงได้เกิดแนวคิดนำอาหารสไตล์ฮ่องกงมาเสิร์ฟคนไทย โดยปรุงสดสุกที่หน้าร้าน”

ตลาดบน คือเป้าหมายหลักของ มิราม่า ฮอท-พอท ซีฟู้ด ซึ่งก็เป็นไปตามนั้น เพราะหลังจากเลือกทำเลตั้งร้านบริเวณชั้น 1 อาคารสีลมช็อปปิ้งพลาซ่า ซึ่งถือเป็นทำเลตรงกลุ่มเป้าหมาย นั่นคือ นักธุรกิจทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยหลังจากเปิดร้านไม่นาน ลูกค้าแห่แหนเข้ามาอุดหนุน โดยปัจจุบันสามารถรองรับลูกค้าได้ราว 200 ที่นั่ง

รายการอาหารและรสชาติ ถือเป็นกระบวนการสำคัญที่จะต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกได้ว่า ไม่ต้องบินไปกินไกลถึงฮ่องกงก็ได้ และนี่จึงเป็นเหตุผลให้คุณทายาท ต้องบินไปศึกษาดูงานและเฟ้นเชฟฝีมือดี รวมไปถึงวัตถุดิบคุณภาพ

สำหรับเมนูอาหารที่นำมาเสิร์ฟ อาทิ สุกี้ฮ่องกง เป็ดปักกิ่ง กุ้งมังกร หมูดำตุ๋น หรืออย่างขนมรสอร่อยสูตรตำรับโบราณ รวมไปถึงเมนูอื่นรวมแล้วกว่า 200 รายการ

โปรโมชั่นจัดทุกปี

ดึงลูกค้ามาไม่ขาด

จะว่าไปแล้ว การทำร้านอาหารให้สามารถยืนหยัดอยู่ได้นานนับสิบปีไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะกับประเทศไทย ที่ผู้บริโภคมักชอบลองร้านใหม่ๆ แล้วเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่มิราม่าฯ ยังคงเติบโตอยู่ได้ยาวนาน นั่นเพราะการเข้าถึงลูกค้าและรับฟังความคิดเห็น เพื่อเก็บข้อมูลมาประกอบการปรับปรุงและพัฒนา

การคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพตามฤดูกาล เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่คุณทายาทว่า สามารถดึงดูดลูกค้าให้กลับมาอยู่กับร้าน อย่างการจัดโปรโมชั่นเทศกาลปูขน ที่จะมีขึ้นในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม คือวิธีส่งเสริมการขายที่ได้ผลตอบแทนคุ้มค่า ทำให้สัดส่วนยอดขายในระยะเวลาประมาณ 3 เดือน พุ่งขึ้นถึง 30 เปอร์เซ็นต์

ราคาขายปูขนที่กำหนดไว้เทียบเท่าต้นทุน คือตัวละ 380 บาท ซึ่งถูกกว่าราคาท้องตลาดทั่วไปที่ตั้งราคาไว้ 500-600 บาท แม้จะไม่ได้กำไรในส่วนนี้ แต่นี่คือสีสัน และทำให้ลูกค้าจดจำว่า เมื่อปลายปีใกล้เข้ามา ถึงเวลาต้องโทรจองเมนูเด็ดนี้ไว้ล่วงหน้า

“เทศกาลปูขน จัดมาต่อเนื่อง 14 ปีแล้ว และก็ได้เสียงตอบรับดีมาก ซึ่งแม้จะไม่ส่งผลให้เกิดกำไรในตัวสินค้า แต่ก็เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า ลูกค้าไม่ได้สั่งเมนูเดียว ฉะนั้น เมนูอื่นๆ จึงยังคงทำกำไรได้ดีอยู่ ปูขนจึงเป็นสินค้ากระตุ้นยอดขาย ดึงลูกค้าเข้ามา และสำคัญคือ สร้างชื่อเสียงให้กับร้าน ทำให้ลูกค้าเกิดการจดจำ”

ทั้งนี้ คุณทายาทกล่าวถึงยอดขายปูขน ตกวันละประมาณ 100 ตัว ส่วนการนำเข้านั้นจะมีตัวแทนจากเมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน จัดส่งมาทุก 3 วัน (ครั้งละประมาณ 400 ตัว)

“ความได้เปรียบของเราคือ การได้แหล่งวัตถุดิบคุณภาพดี และส่งตรงมาถึงร้าน ทำให้สินค้ายังคงความสด และมีความต่อเนื่องในด้านปริมาณ ลูกค้าไม่ผิดหวัง ไม่เสียความรู้สึก”

การจัดโปรโมชั่น ถือเป็นหัวใจของร้านอาหารที่ควรทำควบคู่ และมีความสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงโลว์ซีซั่น “ตอนนี้ลูกค้าจะมีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งวัยทำงาน วัยรุ่น กลุ่มทัวร์ อย่างกลุ่มทัวร์ถ้าช่วงโลว์ซีซั่น ก็มีผลทำให้ยอดขายตก ฉะนั้น จึงต้องเปลี่ยนแผนมาจับกลุ่มครอบครัวแทน และการจะทำให้ได้ลูกค้ากลุ่มนี้ ต้องอาศัยโปรโมชั่น จัดชุดประหยัดขึ้นมารองรับ อย่างถ้ามา 4-5 ท่าน จ่ายเงิน 1,800 บาท ก็จะได้ลิ้มรส สุกี้ฮ่องกง ได้กินเป็ดปักกิ่ง อย่างนี้เป็นต้น”

และนี่จึงเป็นเหตุผลให้ทุกๆ วันจะต้องมีการเก็บข้อมูลรอบด้าน เพื่อนำมาใช้นำพาให้ร้านเก่าแก่ กลายเป็นร้านที่ยังคงมีลูกค้าทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ แวะเวียนเข้ามาทักทายสม่ำเสมอ

ติดต่อ มิราม่า ฮอท-พอท ซีฟู้ด ภัตตาคาร ตั้งอยู่ อาคารสีลมช็อปปิ้งพลาซ่า ชั้น 1 เลขที่ 491/35-37 ถนนสีลม แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ โทรศัพท์ (02) 237-8355-7, (02) 266-7634-5

พฤษภาคม 21, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,261 other followers

%d bloggers like this: