อาชีพคนดัง

All posts tagged อาชีพคนดัง

เชน ธนา แฮปปี้ธุรกิจอาหารเสริม ยอดขาย 6 เดือน โกย 100 ล้าน

Published ธันวาคม 9, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07066010858&srcday=2015-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 378

อาชีพคนดัง

ดวงกมล

เชน ธนา แฮปปี้ธุรกิจอาหารเสริม ยอดขาย 6 เดือน โกย 100 ล้าน

ยอดขายของ อมาโด้ ผู้บริหารหนุ่ม เผยว่า ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา มียอดจำหน่ายทั่วประเทศกว่า 100 ล้านบาท ทั้งนี้ เป็นเพราะได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอ มีความหลากหลาย

ผันตัวจากศิลปินและนักแสดงดาวรุ่ง กลายเป็นนักธุรกิจเต็มตัวไปแล้ว สำหรับ “ธนา ลิมปยารยะ” หรือ เชน เพราะล่าสุดผุดธุรกิจอาหารเสริมความงาม amado (อมาโด้) ระยะเวลาเพียง 6 เดือน สามารถสร้างรายได้ทะยานสู่ 100 ล้านบาท นับเป็นอีกหนึ่งนักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงที่เข้าสู่ธุรกิจอาหารเสริมและความงามอย่างเต็มตัว

จับธุรกิจความงาม

รุ่งเกินคาด

ธุรกิจอาหารเสริม และความงาม นับเป็นธุรกิจที่น่าจับตามอง เพราะช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจนี้เติบโตขึ้นตลอด ในปี 2558 มูลค่าตลาดรวม 60,000 ล้านบาท และปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนกระตุ้นความต้องการซื้อของผู้บริโภคคือ เหล่านักแสดง คนดัง เซเลบริตี้ที่ต่างตบเท้ามาจับธุรกิจดังกล่าวกันเป็นแถว

ปัจจุบัน “เชน” ดำรงตำแหน่ง กรรมการบริหาร บริษัท เชนธนา ซัพพลีเมนท์ จำกัด ด้วยอายุเพียง 27 ปี ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้า 4 ประเภท มีผลิตภัณฑ์ปรับฮอร์โมนสำหรับสุภาพสตรี อมาโด้ไฟเบอร์ (ช่วยระบาย) อมาโด้ชิเรรุ (ชามะนาวเร่งการเผาผลาญ) และอมาโด้เอส (บล็อกและเบิร์นไขมัน) สินค้าทุกชนิดได้รับอนุญาตถูกต้องจากหน่วยงานของรัฐบาล และมีเลขที่จดแจ้งจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

สำหรับจุดเด่นของอมาโด้ ผู้บริหารหนุ่ม ระบุว่า ทางบริษัทมีทีม R&D นักวิจัยคนไทย คอยคิดค้นสูตร รวมถึงวัตถุดิบและส่วนผสมที่ใช้สกัดมาจากธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ มีทั้งนำเข้าจากต่างประเทศและในประเทศ โดยส่วนตัวได้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์เองด้วย อย่างเช่น อมาโด้เอส บล็อกและเบิร์นไขมัน อมาโด้ไฟเบอร์ช่วยระบาย ส่วนผลิตภัณฑ์ปรับฮอร์โมนสำหรับสุภาพสตรี มีผู้เชี่ยวชาญใช้แล้วเห็นผลด้านการปรับฮอร์โมนมาแล้ว

ด้านช่องทางจำหน่าย ปัจจุบัน 90 เปอร์เซ็นต์ ของสินค้าถูกจำหน่ายทางออนไลน์ ผ่านระบบตัวแทนขาย ซึ่งขณะนี้มีอยู่ประมาณ 2,000 รายทั่วประเทศ ส่วนแผนการตลาด ในปี 2558 อมาโด้เน้นสร้างแบรนด์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นกับผู้บริโภคให้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งสร้างทีมขายและตัวแทนจำหน่ายให้มีศักยภาพท่ามกลางสถานการณ์ที่ตลาดอาหารเสริมแข่งขันสูง หากเป็นแผนการทำงานระยะยาวนั้นภายใน 3-5 ปีจะขับเคลื่อนให้แบรนด์อมาโด้เข้าไปอยู่ในตลาดหลักทรัพย์

เตรียมนำเข้าสกินแคร์

เผยกลยุทธ์ทำตลาดออนไลน์

แผนการตลาดในระยะสั้น เชน บอกว่า บริษัทเตรียมลงทุนในการก่อสร้างโรงงานเพื่อผลิตสินค้าประเภทอาหารเสริมและสินค้าอื่นๆ โดยปลายปี 2558 จะเพิ่มสินค้าประเภทสกินแคร์ ซึ่งจะร่วมมือกับพันธมิตรจากประเทศเกาหลี

สำหรับสินค้าประเภทสกินแคร์จากประเทศเกาหลีที่อมาโด้จะนำเข้ามาจำหน่าย ผู้บริหารไฟแรง บอกว่า ต้องปรับสูตรเพื่อให้เหมาะสมกับลูกค้าชาวไทย เช่น ลดแอลกอฮอล์ ลดน้ำหอม ลดความเข้มข้นของวัตถุดิบ สินค้ากลุ่มแรกที่นำเข้าใช้ชื่อแบรนด์ว่า “อมาโด้สกิน” มีทั้งหมด 3 ประเภทคือ เอสเซนซ์ มอยส์เจอไรเซอร์ครีม และสกินบูทเตอร์

กลุ่มเป้าหมายของสินค้า “อมาโด้สกิน” เป็นกลุ่มวัยรุ่น วัยหนุ่ม-สาว เพราะมั่นใจว่าตลาดยังมีช่องทางการเติบโตที่ดี เพราะวัยรุ่นส่วนใหญ่ยังคงเชื่อมั่นในสินค้าจากประเทศเกาหลี ซึ่งเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมความงามที่ได้รับความน่าเชื่อถือ

เนื่องจากอมาโด้เน้นทำการตลาดออนไลน์ เชน บอกว่า จะใช้กลยุทธ์ “Real Time Marketing” หรือการคาดเดาพฤติกรรมของผู้บริโภคจากเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว จากนั้นจะจัดกิจกรรมทางการตลาดให้เหมาะสม หรือปรับเปลี่ยนแผนงานตามสถานการณ์ตลอดเวลา

พร้อมบุกตลาด AEC

หวังธุรกิจโต 100%

สำหรับยอดขายของอมาโด้ ผู้บริหารหนุ่ม เผยว่า ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา มียอดจำหน่ายทั่วประเทศกว่า 100 ล้านบาท ทั้งนี้เป็นเพราะได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอ มีความหลากหลาย ทั้งกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการลดและควบคุมน้ำหนัก รวมทั้งการบำรุงผิวและดูแลสุขภาพทั้งภายนอกและภายใน

อย่างไรก็ตาม นอกจากยอดขายในประเทศ ทางอมาโด้มีแผนจะขยายตลาดไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน โดยโฟกัสไปที่ประเทศลาว กัมพูชา และมาเลเซีย โดยจะเริ่มเป็นประเทศแรกที่กัมพูชา ในรูปแบบการจับมือกับนักธุรกิจชาวท้องถิ่น เนื่องจากเป็นกลุ่มประเทศที่มีความคุ้นเคยและพฤติกรรมผู้บริโภคมีความใกล้เคียงกับคนไทย และได้ตั้งเป้ายอดขายในช่วงที่จะเข้าตลาดไว้ประมาณ 200-300 ล้านบาท ขณะนี้กลุ่มลูกค้าของอมาโด้ 70 เปอร์เซ็นต์ เป็นผู้หญิง อายุ 22-48 ปี อีก 30 เปอร์เซ็นต์ เป็นผู้ชาย

ย้อนกลับไปก่อนที่ “เชน” จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารบริษัทที่มีมูลค่าหลายร้อยล้านบาท อดีตเขาเคยสวมบทบาททั้งนักร้อง พิธีกร เคยขายของออนไลน์ ประเภทสินค้ากิ๊ฟต์ช็อป ในเว็บไซต์ ช.เชน (www.chorchain.com) ต่อมาทำร้านเสื้อผ้าที่แพลทินัม แต่ติดปัญหาการเมือง หนที่สุดยุติกิจการ ราวปี 2553-2557 ไปเป็นผู้บริหารฝ่ายการตลาดให้กับ “วุฒิศักดิ์ คลินิก” ช่วงเวลานี้เขามองเห็นโอกาสทางธุรกิจความงามที่ยังมีช่องว่างให้เข้ามาทำตลาด

สนใจผลิตภัณฑ์ ติดต่อได้ที่ โทรศัพท์ (081) 440-5000 Facebook/chaintana

SHERANUT แฟชั่นด้วยรัก จาก “น้ำชา”

Published พฤศจิกายน 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07066150758&srcday=2015-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 377

อาชีพคนดัง

กาญจนา

SHERANUT แฟชั่นด้วยรัก จาก “น้ำชา”

นี่ถ้าไม่ได้เป็นเพราะชอบ ชอบมาก น้ำชา-ชีรณัฐ ยูสานนท์ ก็คงไม่หางานเพิ่มให้ตัวเอง เพราะลำพังงานแสดงกับงานเดินแบบที่มีก็กินเวลาในชีวิตมากอยู่

แต่เพราะชอบ ชอบมาก ดังว่า เมื่อประมาณ 3 ปีก่อนเธอจึงทำเครื่องประดับ “AHAVA” ออกจำหน่าย และตามมาด้วยเสื้อผ้าแบรนด์ “SHERANUT” เมื่อราวๆ 7-8 เดือนที่ผ่านมา

“ชาเป็นคนชอบแฟชั่นมาก” สาวสวยวัย 27 บอกเหตุผลที่ทำให้ตัดสินใจเข้าสู่ “ธุรกิจ”

“คิดจะทำตั้งแต่อายุ 20 แล้วค่ะ” เธอบอกพร้อมรอยยิ้ม

ติดก็แต่ตอนนั้นความรู้ยังไม่แน่น จึงรีรอ กระทั่งรู้ตัวว่าพร้อมตอนอายุ 24 จึงลงมือ แต่กระนั้นเรื่องเสื้อผ้าก็ยังเป็นเรื่องยาก จึงเลือกที่จะจับเครื่องประดับก่อน

“ชาชอบเครื่องประดับดีไซน์เก๋ๆ แปลกๆ มีเอกลักษณ์ แต่ก็หาแบบที่ตัวเองชอบไม่ค่อยได้ เลยคิดว่าทำเองเลยดีกว่า”

แบบว่าได้ใส่ของสวยถูกใจ แถมยังได้เงินจากการขายกลับมา เธอว่าพลางหัวเราะ

ก่อนย้อนอดีตเล่าถึงตอนจะตั้งชื่อแบรนด์เครื่องประดับ แน่นอนว่ามีการคิดถึงชื่อนั้น ชื่อนี้ แต่สุดท้ายก็ลงตัวที่ “AHAVA-อะฮาว่า” อันเป็นภาษาฮีบรู ที่แปลว่า “ความรัก”

“เพราะการที่เราตัดสินใจทำมาจากความรัก รักที่จะทำ รักเครื่องประดับ”

ขณะที่ในส่วนของเสื้อผ้า ก็เลือกใช้ชื่อ SHERANUT ซึ่งตรงเป๊ะกับคอนเซ็ปต์ของงาน

“มันเป็นเสื้อผ้าที่เรพรีเซนต์ (represent-นำเสนอ) ความเป็นตัวชา เลยใช้ชื่อจริงไป”

“แนวชา” ที่ว่า น้ำชาบอก “คือจะออกแนวโมเดิร์น ที่มีความลึกลับ เซ็กซี่ แล้วมีความเป็นตัวของตัวเองบางอย่าง”

“งานของชาจะมีความแปลก สวย สง่า หรูหรา ใส่แล้วดูโดดเด่น แล้วได้โชว์รูปร่าง ได้โชว์ผิว เพราะฉะนั้น เสื้อผ้าของชาจึงจะจำกัดนิดหนึ่ง ว่าผู้หญิงที่ใส่จะต้องหุ่นค่อนข้างดี”

“คือไม่ได้บอกว่าต้องหุ่นดีเหมือนนางแบบหรืออะไรนะ เพราะผู้หญิงน่ะ จริงๆ ไม่มีใครหุ่นดี 100 เปอร์เซ็นต์ หัวจรดเท้าหรอก ไม่งั้นเขาก็เป็นนางแบบกันหมดแล้ว แต่ผู้หญิงจะมีแบบที่ชอบ 2 แบบ คือชอบส่วนบนมากกว่าส่วนล่าง หรือชอบส่วนล่างมากกว่าส่วนบน ของชาจึงจะมีทั้ง 2 ดีไซน์เลย คือจะเปิดช่วงบนหรือเปิดช่วงล่าง อันนี้ก็เลือกได้ตามใจชอบ” เธอบอกพลางหัวเราะเบาๆ

เล่าความตั้งใจอีกว่า ในส่วนเสื้อผ้านั้น เธอตั้งใจออกแบบให้ถูกใจผู้หญิงซึ่งมีความเป็นตัวของตัวเองและชอบความทันสมัย ในช่วงวัย 20-35 ปี

“คือถึงแม้จะมีอายุ แต่ยังวัยรุ่นอยู่” ว่าอย่างนั้น

ยังบอกอีกว่า ในช่วง 3-4 เดือนแรกที่ทำ นอกจากฐานะผู้ลงทุนและเจ้าของแล้ว เธอยังลงไปลุยเองทุกอย่าง

“ตอนแรกๆ เลือกที่จะทำเอง วิ่งงานเองทุกอย่าง ไปดูตลาดผ้า ซื้อผ้า คุยกับช่างเย็บผ้า ทำทุกจ๊อบเพื่อจะเรียนรู้ เวลาจ้างคนจะได้จ้างเป็น คุยกับเขารู้เรื่อง ชายังไปเรียนแพตเทิร์นเลย เพื่อจะได้เอามาเถียงกับช่างได้ เพราะถ้าเราอยู่ๆ ไปเด๋อๆ ใส่เขา เขาก็จะสามารถ…คือไม่ถึงกับหลอก แต่เราอาจจะคุยไม่รู้เรื่องกับเขา” น้ำชาซึ่งเรียนจบจากกราฟิกดีไซน์ แต่สนใจเรื่องแฟชั่นมาก-มากบอก

“เรื่องออกแบบชาก็ทำเอง แล้วก็จะมีลูกน้องช่วยคิดอีกที คนที่เขาอยู่ในวงการแฟชั่นเหมือนกัน เขาจะช่วยแนะนำอะไรต่างๆ เป็นเหมือนเพอร์ซันแนล แอสซิสแทนต์ คือช่วยทุกเรื่องน่ะค่ะ ดังนั้น หลังจากออกแบบชาก็จะถามเขาว่าอันนี้โอเคไหม อันนั้นเป็นไง แก้ตรงนี้ดีไหม หรือตัวนี้ถ้าทำแบบนี้จะใส่ยาก ถอดยากหรือเปล่า เขาก็จะแนะนำ”

“พวกผ้าชาก็จะบอกว่าอยากได้ประมาณนี้ เนื้อผ้าแบบนี้”

“คิดๆ แล้วชาก็อยากไปเรียนทางด้านนี้โดยเฉพาะเหมือนกันนะคะ” เธอว่า

หากก็คงได้แค่คิด เพราะ “ตารางเวลาตอนนี้คือยากมาก พูดเลย ยากมาก”

“อยากจะบอกว่าความที่งานเยอะ ตอนนี้ชาเลยจะพึ่งหลายๆ อย่างกับพี่เอ ผู้ช่วยของชา”

ฟังแล้วดูท่านี่จะเป็นงานที่ทั้งยุ่งและยาก ไม่ใช่เล่น

“ใช่ค่ะ ไม่ง่ายเลย” น้ำชารับ

ขณะเดียวกัน “ทีแรกชาก็คิดว่าเสื้อผ้าที่ขายๆ กัน ผ้าเมตรละไม่เท่าไหร่เอง ไม่เห็นแพงเลย แต่ทำไปทำมา ชาหมดไปจริงๆ ก็เยอะ”

“คือเสื้อผ้าอย่างต่ำนี่ ถ้าจะเอาลงห้าง เป็นแบรนด์แบบไฮเอนด์ ต้องมีอย่างต่ำ 8-10 ล้านบาท หรือไม่ก็ต้อง 15-20 ล้านบาทถ้าจะทำจริงจัง ทำลงห้าง ควรมีทุนประมาณนั้น”

ขณะ SHERANUT ของเธอ ซึ่งมีแหล่งขายอยู่ในสยามสแควร์ ซอย 1 ก็ลงทุนไปเกือบ 1 ล้านบาท ในระยะเวลาไม่ถึงปี

“แอบงงเหมือนกันนะ ทำไมคอสต์มันเยอะขนาดนี้” ว่าแล้วก็หัวเราะร่วน

ส่วนผลจากการลงทุน ลงแรง น้ำชาก็ว่า หลังๆ มานี้เสียงตอบรับจากลูกค้าค่อยๆ ดีขึ้น

“ตอนแรกชาดีไซน์ออกมาแบบที่ตัวเองชอบ แต่คนไม่ได้ชอบเหมือนเราน่ะ ก็เลยกลับมาคิดว่าเราต้องศึกษาตลาดให้มากกว่านี้ แต่ทุกอย่างนี่เป็นการเรียนรู้จากการเสียเงินทั้งสิ้นเลย จากการเสียเงินแล้วไม่เวิร์ก เสียเงินแล้วไม่เวิร์ก เสียเงินแล้วไม่เวิร์ก”

“มันเหมือนจ่ายค่าความรู้”

นอกจาก “ค่าความรู้” ดังกล่าว สาวเจ้ายังว่า อีกสิ่งที่ต้องใช้เยอะเหมือนกันคือ “ผ้า” กับ “ช่าง”

“บางทีผ้าแบบที่เราต้องการมันแพง มันคือผ้าราคาแพงทั้งสิ้น”

แต่จะว่าไปการโทษผ้าก็คงไม่ถูก เพราะถ้าเธอไม่มีรสนิยมชมชอบผ้าแปลกๆ ผ้าเนื้อดี ผ้าที่หายาก ผ้าที่ต้องใช้เวลาไปเสาะแสวงหาทั้งในประเทศและต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ก็คงไม่สูงดังที่เป็นอยู่

“แต่ชานี่บางทีเหมือนจะพลิกค้นโลกเพื่อหา ไปเที่ยวเมืองนอกก็ชอบไปเดินดูตลาดผ้าของแต่ละที่ ไปดูโรงงานของเขา ดูมาแล้วทั้งที่ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลี ไปดูแถบเอเชีย เพราะบางทีเมืองไทยก็ไม่มีผ้าที่ชาอยากได้”

ขณะที่เรื่องช่างก็เป็นปัญหาน่าปวดหัว

“คือช่างบางคนก็ดีนะคะ แต่บางคนเราเดาใจเขาไม่ถูก เขาจะมา เขาจะไป แล้วเขาจะส่งงานตามเวลาที่เรากำหนดหรือเปล่า”

“อันนี้เป็นปัญหาหลักของชาเลย”

“แทบจะต้องกราบช่างกันละ” น้ำชาบอกหัวเราะๆ ถึงปัญหาที่คนทำเสื้อผ้าแบรนด์ไหนๆ ก็มักเจอ

เช่นเดียวกับปัญหาเรื่องการถูกก๊อบผลงาน แต่อย่างหลังนี้ไม่ซีเรียส

“เฉยๆ นะ เพราะทุกแบรนด์โดนหมดน่ะค่ะ แต่จะออกมาไม่เหมือนแน่นอน เรื่องการตัดเย็บ เรื่องผ้า ก็ไม่เหมือนแล้ว” อันนี้คนเคยไปแตะต้องของปลอมมากับมือยืนยัน

ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า แต่ละปี SHERANUT จะออกเสื้อ 2 คอลเล็กชั่น คือสปริง-ซัมเมอร์ กับออทั่ม-วินเทอร์ ซึ่งแต่ละคอลเล็กชั่นจะมีแบบอยู่ 20 กว่าแบบ

โดยคอลเล็กชั่นสปริง-ซัมเมอร์ ที่เพิ่งออกมารับร้อนนี้มาในคอนเซ็ปต์ทะเลทราย

“คอนเซ็ปต์นี้ชาได้มาจากพวกคนใช้ชีวิตอยู่ในทะเลทราย คนอียิปต์ อิสราเอล ที่เขาจะชอบเล่นผ้ายาวๆ ผ้าเยอะๆ ผ้าสีๆ ซึ่งชาดัดแปลงให้บวกกับความเป็นโมเดิร์นของชา แล้วเอาโซ่มาใช้ เป็นโซ่เงิน โซ่ทอง ที่เอามาเป็นสายเสื้อ เอามาประดับเสื้อ เอาความเงิน ความทอง มาอยู่ในผ้าที่พลิ้ว”

“แล้วคอลเล็กชั่นนี้จะเปิดหลังมาก หลังโป๊มาก แล้วก็ถ้าสั้น ก็จะเป็นชุดสั้นเท่ๆ”

ซึ่งหวังอย่างยิ่งว่าลูกค้าจะชอบ

“ชาบอกเลยว่า ตอนปล่อยงานออกมาครั้งแรกยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จ ตอนนี้ก็ไม่ถือว่าฟูลลี่ ซัคเซส ยังไม่ประสบความสำเร็จ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าพัฒนา ชาเห็นถึงความพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จึงยังอยากลงทุน จึงอยากทำต่อ”

“ยิ่งหลังๆ มานี่ค่อนข้างขายดีเลยละ”

“เพราะชาเริ่มจับจุดถูก ว่าถ้าจะไปกรุ๊ปนี้ ทาร์เก็ตนี้ จะทำยังไงให้ขายได้”

ซึ่งไม่ง่ายเลยกว่าจะจับได้ดังว่า

เพราะกว่าจะเป็นอย่างนั้นเธอต้องมานั่งศึกษาและวิเคราะห์ ซึ่งใช้เวลานานเชียวละกว่าจะรู้

“แล้วงานอย่างนี้มันเหมือนต้องเรียนรู้ไปเรื่อย”

ซึ่ง “ยากนะ ไม่ใช่ง่าย” เธอย้ำอีกครั้ง

“ทีแรกชาก็คิดว่าง่าย ขายได้ ไม่ยากหรอก แต่เอาจริงมันต้องอ่านใจคนเยอะเหมือนกัน”

ถามไปว่า “ความเป็น น้ำชา ชีรณัฐ” นี่ช่วยให้ขายได้เยอะขึ้นไหม

เธอตอบกลับทันควัน “ความเป็นชาอย่างสุดโต่งนี่ละ ทำให้ขายไม่ได้ ต้องลดความเป็นตัวชาลงมา 50 เปอร์เซ็นต์ แล้วบวกอีก 50 เปอร์เซ็นต์ ที่เข้าถึงคน”

ราคาเสื้อผ้าแบรนด์ SHERANUT นั้น น้ำชาว่าเริ่มต้นที่ 1,000 บาทปลายๆ ไล่ไปจนถึง 6,000 บาท “ซึ่งชากล้าการันตีควอลิตี้”

“การันตีว่าใช้ผ้าดี แล้วคุณภาพอื่นๆ ก็ดีหมด เพราะอะไรที่ไม่ดี ไม่ทำอยู่แล้ว”

“ไม่รู้ละ ด้วยความเป็นตัวชา ถ้าจะทำอะไรต้องทำให้มันดี แต่ชาก็ไม่กล้าคิดแพงมาก ยังไม่พร้อมที่จะไปเอาเงินคนอื่นเยอะขนาดนั้น”

“คือกำไรเยอะนี่อยากได้อยู่แล้ว แต่อยากให้เป็นราคาที่ซื้อไปแล้วไม่ต้องมานั่งเครียด เพราะชาก็ไม่ชอบเหมือนกันเวลาซื้อของแพงๆ แล้วต้องมาเครียด ว่าตกลงซื้อมาทำไมเนี่ย อยากให้ซื้อแล้วสบายใจ แล้วก็ได้คุณภาพอย่างที่เขาควรจะได้”

เลือกแบบจากไอจี @ sheranut_official ได้เลย

“เทวมันตร์ทรา” มนตราริมน้ำแควของ “น้องพลับ”

Published พฤศจิกายน 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07068010758&srcday=2015-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 376

อาชีพคนดัง

กาญจนา

“เทวมันตร์ทรา” มนตราริมน้ำแควของ “น้องพลับ”

แม้จะเห็น ดร.อุษณีย์ เหล่าธรรมทัศน์ ผู้เป็นแม่เอาจริงเอาจังกับการสร้างโรงแรมมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งจะว่าไปก็เป็นช่วงราวๆ เมื่อคราวเขายังเป็น “น้องพลับ” ที่ออกมาบ่น “ใครๆ ก็ไม่รักผม” แต่กระนั้น จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์ ก็ไม่คิดไม่ฝันว่าสักวันเขาต้องผันตัวเองมาเป็นผู้บริหาร เทวมันตร์ทรา รีสอร์ท แอนด์ สปา ซึ่งตั้งอยู่ที่ ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี

“เห็นคุณแม่ทำมาตั้งแต่เล็กๆ ล่ะครับ” พลับที่ปัจจุบันเป็นหนุ่มหล่อวัย 22 ปี ย้อนอดีตเล่าไปถึงตอนครอบครัวเริ่มต้นทำธุรกิจนี้ ตอนที่เขาอายุได้ราวๆ 9-10 ขวบ

เห็นคุณแม่ค่อยๆ พลิกฟื้นที่ดินผืนใหญ่ราว 30 ไร่ ที่สวยด้วย นอกจากจะเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่แล้ว ด้านหนึ่งยังติดแม่น้ำแคว เพื่อก่อสร้างเป็นโรงแรมสไตล์โคโลเนียล ที่สวยหรูอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ

โรงแรมที่ใช้เวลานานหลายปีก่อนจะเสร็จสวยสมบูรณ์ จนสามารถเปิดให้บริการเต็มตัวได้เมื่อราวๆ 5-6 ปีก่อน

และก็เพราะไม่คิดไม่ฝันนั่นล่ะ เมื่อตอนเรียนจบไฮสคูลจากสหรัฐอเมริกา เขาจึงเลือกเรียนต่อด้านเศรษฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยโคลอมเบีย ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยไอวีลีก ที่เข้าเรียนยาก และเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก

“พลับไม่เคยเรียนการโรงแรมมาก่อน ตอนเรียนก็ไม่เคยไปช่วยงานที่บ้าน เพราะก่อนหน้านี้ผมยังไม่พร้อม ยังเด็กอยู่ที่จะไปช่วยเต็มตัว ยังอยู่มหาวิทยาลัย ดังนั้น เรียนก็คือเรียน” เขาเล่า

“แต่พอกลับมาหลังเรียนจบ เห็นว่าโรงแรมยังขาดหลายอย่าง ก็อยากมาช่วย”

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเข้าไปทำงาน ในช่วงเดือนธันวาคมปี 2557 ที่ผ่านมา หลังจากเพิ่งเดินทางกลับมาถึงเมืองไทยเพียงไม่กี่วัน

“ผมเองเคยทำงานเกี่ยวกับคอนซัลติ้งมาก่อน งานที่ค่อนข้างมีคำนวณเยอะ ซึ่งก็สนุกนะฮะ แต่มาทำงานนี้ก็สนุกไปอีกอย่าง” เขาว่าพลางหัวเราะ

บอกอีกว่าก่อนหน้านั้นเทวมันตร์ทรา รีสอร์ท แอนด์ สปา อยู่ในความดูแลของ พลัม ผู้เป็นพี่สาว ซึ่งในระยะหลังติดหลายภารกิจ เขาจึงอาสาเข้ามาช่วยอีกแรง

“จริงๆ โรงแรมก็ดีอยู่แล้วนะฮะ เพียงแต่อย่างที่บอก มันหายไปบางอย่าง อย่างเช่น โรงแรมไม่เคยมีสื่อมาก่อน ช่วงนี้เลยกลับมาโปรโมตเต็มที่”

เขายังบอกด้วยว่า โรงแรมที่สร้างขึ้นด้วยความตั้งใจจะผสมผสานวัฒนธรรมไทยกับฝรั่งเข้าด้วยกัน จนก่อให้เกิดความรู้สึกเหมือนเราอยู่ในบรรยากาศที่ย้อนไปสู่ในยุคอดีตเมื่อราวๆ 100 กว่าปีก่อนนั้น มีห้องพักทั้งหมด 104 ห้อง ที่กระจายอยู่บนตัวตึกที่สร้างเป็นรูปตัวยู ที่มีจำนวนชั้นไม่สูงมาก

“เป็นงานที่ได้แรงบันดาลใจจากพระราชวังบางปะอิน, พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน และบ้านพิบูลธรรม อันสวยงาม”

“บรรยากาศเลยเหมือนวังโบราณ” พลับว่า

และเพราะอาคารสร้างเป็นรูปตัวยู ที่ว่างระหว่างตรงกลางนั้นจึงถูกนำมาใช้เป็นสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ สระที่แตกต่างจากสระอื่นๆ ด้วยเลือกทำเป็นสระเกลือ ซึ่งจะไม่มีผลกระทบให้ผิวแห้ง ผมแห้ง รวมถึงไม่แสบตาขณะว่าย ไม่เหมือนสระว่ายน้ำคลอรีนทั่วๆ ไป

ทั่วบริเวณยังอุดมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ จากความตั้งใจตั้งแต่ต้นที่จะเก็บสภาพธรรมชาติไว้

“แล้วเรามีบริเวณที่ติดแม่น้ำ เป็นแม่น้ำที่สะอาด บรรยากาศเลยดี โดยเฉพาะหน้าหนาวที่จะสบาย”

สำหรับหน้าร้อน ที่จังหวัดกาญจนบุรีนี่ไม่ต้องพูดถึง ที่โรงแรมจึงจะมีการฉีดหมอกเย็นที่ช่วยบรรเทาไอร้อนได้เยอะ

ขณะเดียวกัน เรื่องอาหาร อันเป็นอีกปัจจัยสำคัญ เขาก็ยืนยันว่าของโรงแรมเขาอร่อย

“แต่ที่ผ่านมารู้สึกว่าโรงแรมยังไม่มีอะไรที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง”

“พวกซิกเนเจอร์ดิช”

ดังนั้น ทั้งเชฟมือหนึ่ง ซึ่งมีประสบการณ์จากโรงแรมหรูในกรุง และจากเขา ผู้ชื่นชอบการทานอาหาร จึงพยายามสร้างสรรค์อาหารจานใหม่ๆ ซึ่งเดี๋ยวๆ ก็มีมาเพิ่ม

เพราะจากเมนูอาหารประเภทผัดไทยที่ใส่เส้นมะละกอแทนเส้นก๋วยเตี๋ยว ตอนนี้เมนูไฮที ก็เริ่มมีรายการขนมที่ผสมแบบไทยๆ เข้าไปกับแบบฝรั่ง อย่าง ขนมมาการองรสชาไทย มาการองรสใบเตย หรือเยลลี่ตะไคร้ใส่ว่านหางจระเข้ ฯลฯ

“ได้รับคำแนะนำมาจากผู้ใหญ่ท่านหนึ่งว่าโรงแรมควรจะเป็นแบบฟิวชั่น คือคนที่มาจะต้องได้อะไรที่ไม่เหมือนกับกรุงเทพฯ อาหารฝรั่งก็ต้องไม่ใช่อาหารฝรั่งธรรมดา”

“เราเลยพยายามจะหาอะไรที่แปลกกว่าชาวบ้านมาให้แขก”

ล่าสุด “โรงเลี้ยงหิ่งห้อย” อีก “ซิกเนเจอร์” ที่ไม่เหมือนใครก็กำลังถูกสร้างขึ้น หลังจากพิจารณาแล้วว่าสถานที่เหมาะ เพราะมีทั้งต้นลำพู อีกทั้งหิ่งห้อยนั้นจะกินน้ำค้างกับหอยตัวเล็กๆ

“จะกินอะไรเล็กๆ ตามริมน้ำ และจะไม่บินหนีไปจากแหล่งอาหารเกิน 5 เมตร เพราะฉะนั้น มันก็จะอยู่ตรงนี้ล่ะ” คนที่ศึกษาตั้งแต่สารพัดพันธุ์หิ่งห้อย ไปจนถึงวงจรชีวิตของสัตว์ตัวเล็กๆ ชนิดนี้บอก

“นี่เป็นโปรเจ็กต์ลองเทอม แต่คิดว่าน่าจะดึงดูดใจนักท่องเที่ยว”

“ซึ่งปกติเรามักเจอแต่ตัวเมียมีแสง แต่จริงๆ มีสายพันธุ์ที่ทั้งตัวผู้ ตัวเมียมีแสง และแสงหิ่งห้อยมีหลายสี ไม่ใช่แค่เหลือง ส้ม แดง ก็มี” ที่คิดๆ ทั้งหมดนี้ แม้จะไม่มีหลักวิชาการโรงแรมเป็นพื้นฐาน แต่พลับก็ว่า “มันด้วยฟิลลิ่งมากกว่า”

เจ้าตัวยังบอกด้วยรอยยิ้มอีกว่า “เป็นอารมณ์ที่เราสมมติตัวเองเป็นแขก ถ้าเข้าไปอยู่แล้วไม่มีอะไรทำ ไม่มีอะไรดึงดูด เราคงเบื่อ”

“ถึงจะมีสระว่ายน้ำ มีสปา มีห้องออกกำลังกาย มีอะไรหมดทุกอย่าง แต่ไม่มีอะไรเพิ่มเติมเวลาเอาไปเปรียบเทียบกับโรงแรมอื่นๆ ที่ระดับใกล้เคียงกัน การไม่มีเอกลักษณ์ไม่น่าจะดี”

พลับที่บอกว่าแม้ตอนนี้จะเหมือนกับเขาเข้าไปดูหมดทุกอย่าง อย่างไรก็ตาม เขาไม่มีตำแหน่งอย่างเป็นทางการในโรงแรม

“ไม่อยากเรียกตัวเองว่าเหมือนกับเป็นจีเอ็ม (ผู้จัดการทั่วไป) หรืออะไรในนั้น เพราะผมไม่มีประสบการณ์ ผมเข้าไปเหมือนกับเรียนรู้ไปด้วย แต่เรียนรู้หน้างานแล้วเอาไปใช้ทันที”

กับพนักงานโรงแรมที่แม้จะอาวุโสกว่าทั้งวัยวุฒิและประสบการณ์ พลับก็ว่าไม่มีปัญหา

“ด้วยธรรมชาติของคนที่โรงแรมผม เป็นคนที่ค่อนข้างน่ารักกันหมดทุกคน จะฟีดแบ็กกับผมค่อนข้างตรงไปตรงมา บางครั้งที่เขาเห็นว่าผมทำไม่ดี เขาก็จะบอก บางที่เขาอาจจะเกรงใจ แต่ที่นี่ ผมบอกทุกคน ว่าผมเข้าไปเรียนรู้ เหมือนเป็นเด็กนักเรียนคนหนึ่งที่หลังจากเรียนมหาวิทยาลัยแล้วก็อยากมาเรียนรู้ต่อที่นี่ เพราะฉะนั้น ผมก็มีสถานภาพที่จะเหมือนกับจ่ายงานให้ได้ แต่ว่ายังเป็นเด็กนักเรียนที่เรียนรู้เพิ่มเติมจากผู้ใหญ่ที่นั่น”

การที่พนักงานกล้า “ฟีดแบ็ก” ซึ่งหาไม่ได้ง่ายๆ นั้น พลับบอกพร้อมเสียงหัวเราะว่า อาจเพราะ “ผมค่อนข้างเฟรนด์ลี่” และ “ค่อนข้างไนซ์”

“เวลามีสตาฟฟ์เบิร์ธเดย์ วันเกิดของสตาฟฟ์ที่จะจัดเป็นกลุ่ม เช่นเดือนนี้มีวันเกิดของใครบ้าง ผมก็จะไปทุกครั้ง ไปร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ให้เขา ผมคิดว่าผมควรจะทำ จะได้เหมือนกับเราทำงานเป็นทีม หรือสิ้นเดือนจะมีกินเลี้ยงของหัวหน้าแผนกทุกคน ผมก็จะไปแจม เพราะผมไปลุยงานในนั้นแล้ว ผมไม่อยากให้เขามีอะไรไม่บอกผม”

“มีอะไรก็ต้องบอกกันครับ”

ในฐานะผู้บริหารที่อายุน้อย แถมเพิ่งเข้าทำงานได้ไม่กี่เดือน พลับ บอกว่า เวลาเห็นพนักงานทำอะไรไม่ถูกต้อง เขาก็ต้องระมัดระวังในการตักเตือน

“ผมจะเรียกมาคุยหนึ่งต่อหนึ่ง เพราะผมไม่ถนัดในการทำให้คนขายหน้า เพราะบางครั้งความอายต่อหน้าคนนี่ จะทำให้เขาปรับปรุงได้ หรือไม่ก็อยู่ไม่ได้ มีแค่ 2 อย่างนี้”

ที่เทวมันตร์ทรานั้น พลับ บอกว่า แขกที่มาพักเป็นคนไทยราว 60 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือคือแขกต่างชาติ ซึ่งจากการสอบถาม ส่วนใหญ่ที่มาจะรู้สึกประทับใจ

“หลายคนบอกไม่นึกว่าโรงแรมที่กาญจน์จะมีอย่างนี้ด้วย” เขาบอกพร้อมรอยยิ้ม

“ตอนนี้ก็พยายามทำให้ดีที่สุด ค่อยๆ ทำไป”

เพื่อให้เทวมันตร์ทรา รีสอร์ท แอนด์ สปา เป็นสถานที่พักผ่อนที่อยู่ในใจของทุกๆ คน

“APRIL TREES” ขนมแคลอรีต่ำ “เต็งหนึ่ง” สบช่องทางขายออนไลน์

Published พฤศจิกายน 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07066150658&srcday=2015-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 375

อาชีพคนดัง

ดวงกมล

“APRIL TREES” ขนมแคลอรีต่ำ “เต็งหนึ่ง” สบช่องทางขายออนไลน์

“ผมมองว่า ถ้าสินค้าไม่ดีจริงก็คงขายไม่ได้ เนื่องจากสมัยนี้ผู้บริโภคฉลาดที่จะเลือก และเข้าถึงข้อมูลของสินค้าที่แต่ละคนต้องการ ผมเชื่อว่ายุคนี้ความดัง หรือความเป็นดาราเพียงอย่างเดียวไม่สามารถนำพาธุรกิจให้ยั่งยืนได้มากกว่าความสามารถที่มี”

ฝากผลงานทางจอแก้วมาแล้วมากมาย แถมยังจับไมค์ร้องเพลงประกอบละครในหลายๆ เรื่อง และยังเคยเป็นนายแบบ สำหรับ กฤษณกันท์ มณีผกาพันธ์ หรือ เต็งหนึ่ง ดาราหนุ่มหน้าหวาน ล่าสุดแบ่งเวลาไปเรียนเบเกอรี่ พร้อมกับอวดฝีมือทำบราวนี่ ขนมสุดฮิตที่ทั้งคนไทยและต่างชาติปลาบปลื้ม ใช้ชื่อแบรนด์ว่า APRIL TREES

ประวัติคร่าวๆ “เต็งหนึ่ง” เข้าสู่วงการบันเทิงเมื่อปี 2547 คว้าตำแหน่ง ดัชชี่บอยแอนด์เกิร์ล ปี พ.ศ. 2550 มาครอง เคยเป็นนักร้อง วง บี-โอ-วาย จากนั้นก็เป็นนักแสดงเต็มตัว สังกัดช่อง 7 ต่อมาย้ายมาอยู่ช่อง 3 ทว่าปัจจุบันเป็นนักแสดงอิสระ สามารถรับได้ทุกงาน ไร้ขีดจำกัดแล้ว

เป็นที่ทราบกันดีว่าวงการบันเทิง มักมีดาวดวงใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ส่งผลให้ดารานักแสดงแจ้งเกิดกันแต่ละวันไม่ซ้ำหน้า ดารารุ่นพี่บางคนอาจจำต้องลดบทบาทลง อย่างไรก็ตาม เเม้ “เต็งหนึ่ง” งานจะยังชุกอยู่ แต่เพื่ออนาคตที่มั่นคง และได้ทำในสิ่งที่รักไปพร้อมๆ กันนั่นคือ การทำขนม อาชีพใหม่ที่ชายหนุ่มคนนี้เริ่มหลงรักซะแล้ว

เทใจเกินร้อย ทำขนม

โฮมเมดแท้ๆ

เต็งหนึ่ง เผยกับเส้นทางเศรษฐีว่า ได้ไปเรียนทำเบเกอรี่เมื่อต้นปี 2558 จากนั้นกลับมาฝึกฝนทำขนมอย่างจริงจัง จนกระทั่งเป็นรูปเป็นร่างเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งเมนูแรกที่ทำออกมาให้ได้ชิมกันคือ บราวนี่ จุดเด่นเลือกใช้น้ำผึ้งแทนน้ำตาล เปลี่ยนมาใช้น้ำมันมะพร้าวแทนเนย ลดการใช้ช็อกโกแลตแล้วใส่ผงโกโก้แคลอรีต่ำแทน กลายเป็นขนมที่ทานแล้วมีความสุข เพราะไม่อ้วน ไม่ทำลายสุขภาพด้วย

เต็งหนึ่ง เล่าต่อว่า ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา หันมาสนใจการทำขนมอย่างจริงจัง จุดเริ่มต้นมาจากเป็นคนชอบทานขนม แล้วด้วยความที่อ้วนง่ายมาก เลยอยากทำขนมแคลอรีต่ำฝีมือตัวเองไว้ทาน ได้ไปเรียนกับเชฟตัวต่อตัว จากนั้นก็ลองผิดลองถูกเรื่อยมา จนกระทั่งฝีมือเริ่มนิ่ง ส่วนสาเหตุที่เลือกทำบราวนี่ เพราะเป็นขนมที่ทำง่ายสุดในกลุ่มเบเกอรี่ และส่วนตัวก็ชื่นชอบการทานบราวนี่อยู่แล้ว หนที่สุดทำขายในอินสตาแกรม ใช้ชื่อว่า APRIL TREES

“ผมเริ่มรู้สึกตัวว่าอยากทำงานอะไรที่ตัวเองรัก และสามารถเป็นอาชีพที่มั่นคงในชีวิต ในช่วงเกือบๆ 2 ปีที่ผ่านมา เลยลองถามตัวเองตลอดว่า จริงๆ แล้วตัวเองชอบอะไร อยากทำงานอะไรจริงๆ กันแน่ มีคำพูดจากคนที่ไม่รู้จักเยอะแยะว่างานในวงการไม่รุ่งแล้วเหรอ, ขาลงแล้วล่ะสิ, ไม่ดังแล้วแน่ๆ เอาจริงๆ ผมยังไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองดังมาก่อนเลย แล้วทุกวันนี้ก็พอจะมีงานให้ทำ แล้วรายได้ก็ไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย”

สำหรับจุดขายขนมของ APRIL TREES คือ เป็นเบเกอรี่โฮมเมดแท้ๆ ผลิตตามออร์เดอร์เท่านั้น ส่วนผสมและวัตถุดิบ ถูกเฟ้นคุณภาพมาอย่างดี เจาะกลุ่มคนรักษ์สุขภาพที่ต้องการแสวงหาขนม หรือของทานที่ดีต่อสุขภาพ

สรรหาน้ำผึ้งเดือนห้า

ไม่อ้วน อร่อย สุดฟิน

ส่วนผสมและวัตถุดิบ เฟ้นคุณภาพมาอย่างดี หนุ่มหน้าหวาน ยกตัวอย่างเช่น น้ำผึ้งเดือนห้าแท้ ปัจจุบันหายากมากแทบไม่มีขายแล้ว ซึ่งข้อดีของน้ำผึ้งชนิดนี้ จุดเด่นเลยคือ กลิ่นหอม รสชาติความหวานกลมกล่อม มีน้ำตาลกลูโคส ซึ่งร่างกายดูดซึมไปใช้งานได้ง่าย ช่วยบำรุงสุขภาพ ตามความเชื่อโบราณ น้ำผึ้งเดือนห้า ถือเป็นสุดยอดน้ำผึ้งที่ดีที่สุด เข้มข้นสูงสุด

ด้านแหล่งที่มาของน้ำผึ้งเดือนห้า เต็งหนึ่ง เผยว่า เหมาจากชาวบ้านบนดอยทางภาคเหนือมา ชนิดมากพอที่จะทำขนมได้อีกหลายเมนู เร็วๆ นี้จะทำมัฟฟินเพิ่ม นอกจากนั้น ยังนำมาบรรจุขวดแก้วจำหน่ายแก่คนที่สนใจ ขนาด 60 มิลลิลิตร ราคาขวดละ 300 บาท

สำหรับช่องทางจัดจำหน่าย ชายหนุ่มเลือกขายผ่านทางอินสตาแกรม หรือ IG นับเป็นช่องทางแนะนำสินค้ายอดฮิตของคนรุ่นใหม่ในสมัยนี้ เพราะสามารถสื่อสารกับลูกค้าได้รวดเร็ว มีฟีดแบ็กทันที แต่จะได้ผลมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่าง

“ผมมองว่า ถ้าสินค้าไม่ดีจริงก็คงขายไม่ได้ เนื่องจากสมัยนี้ผู้บริโภคฉลาดที่จะเลือก และเข้าถึงข้อมูลของสินค้าที่แต่ละคนต้องการ ผมเชื่อว่ายุคนี้ความดัง หรือความเป็นดาราเพียงอย่างเดียวไม่สามารถนำพาธุรกิจให้ยั่งยืนได้มากกว่าความสามารถที่มี แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีเซเลบในโลกออนไลน์จำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ลูกค้าจะวิ่งเข้าหาคนที่ดีจริงและรู้จริง ซึ่งการเป็นนักแสดงไม่ได้ช่วยอะไร ถ้าไม่ได้ทำจริงจัง”

มองธุรกิจออนไลน์รุ่ง

ทำเว็บ นั่งร้านดอตคอม

ด้านกำลังการผลิต เต็งหนึ่ง บอกว่า ทำตามออร์เดอร์เท่านั้น และมีไปออกบู๊ธบ้าง ตัวอย่าง ฮันนี่ บราวนี่ ขายชิ้นละ 35 บาท ชิ้นใหญ่ชิ้นละ 60 บาท ปัจจุบันลูกค้าที่เข้ามาซื้อขนมเป็นผู้หญิงกลุ่มที่รักษ์สุขภาพ และแฟนคลับที่ติดตามผลงานผ่านทาง IG รวมไปถึงบอกกันแบบปากต่อปาก

ถามเต็งหนึ่งว่าอยากเปิดหน้าร้านไหม ดาราอัธยาศัยดี บอกว่า ไม่ได้คิดเปิดร้าน เป้าหมายคือ การเป็นคนทำขนม ทำขนมให้เหมือนกับการฝึกฝน อนาคตอยากเปิดสอนทำขนมให้กับคนที่สนใจมากกว่าการเปิดร้าน ตั้งใจว่าจะไปเรียนทำขนมเพิ่มเติมที่ต่างประเทศแบบเต็มหลักสูตร ที่ผ่านมาเรียนแบบเทกคอร์สระยะสั้น จากหลายๆ แห่ง

ไม่เพียงทำขนม เต็งหนึ่งยังหันมาเข้าสู่ธุรกิจโลกออนไลน์เต็มตัว ด้วยการทำเว็บไซต์ http://www.NANGRAAN.com (นั่งร้านดอตคอม) เป็นเว็บคอมมูนิตี้ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับอาหาร เครื่องดื่ม ภาพถ่าย และหนังสือ เสมือนเป็นชุมชนเล็กๆ ให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้ามาแลกเปลี่ยนข้อมูล ซึ่งเขียนโดยบล็อกเกอร์ชื่อดัง

เต็งหนึ่ง เป็นนักแสดงชายที่เข้าวงการมานาน 9 ปี และแม้อายุเริ่มมากขึ้น ก็ยังมีผลงานในวงการบันเทิงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีละครเรื่อง ดอกไม้ลายพาดกลอน และเทพธิดาผ้าซิ่น เตรียมฉายเร็วๆ นี้ทางช่อง PPTV

ใครสนใจอยากลองชิมขนมลดหวานของผู้ชายคนนี้ โทรสั่งได้ที่ (096) 496-5669 หรือจะตามไปในอินสตาแกรมที่ @teng1 หรือเข้าเว็บ http://www.NANGRAAN.com

มิ้นท์ อาทิตยา กับธุรกิจนำเข้าเครื่องสำอาง

Published พฤศจิกายน 2, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07067010658&srcday=2015-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 374

อาชีพคนดัง

เพนนี

มิ้นท์ อาทิตยา กับธุรกิจนำเข้าเครื่องสำอาง

“มิ้นท์-อาทิตยา ดิถีเพ็ญ” อดีตนางเอกช่อง 3 ที่ฝากผลงานละครเด่นๆ ไว้หลายเรื่อง อาทิ รังหนาว ระเริงไฟ เขยบ้านนอก เส้นไหมสีเงิน เต่ากินผักบุ้ง เสือสิงห์กระทิงโสด ก่อนจะห่างหายจากวงการหลังแต่งงาน เมื่อปี 2552

มาวันนี้ “มิ้นท์” กลับมาในมาดนักธุรกิจผู้นำเข้าเครื่องสำอางจากต่างประเทศ ในนาม บริษัท แฟชั่นควีน จำกัด ซึ่งเธอเล่าว่า การเข้ามาทำธุรกิจนี้ ก็เพื่อต่อยอดธุรกิจของสามี “แนท-ณัฐกิจ รุ่งจรูญ” ภายใต้บริษัท จีดีพี กรุ๊ป จำกัด ที่นำเข้าอุปกรณ์ด้านความงามอยู่แล้ว โดยอาศัยประสบการณ์ที่สั่งสมจากวงการบันเทิงกว่า 10 ปี และประสบการณ์จากการทำงานประจำด้านมาร์เก็ตติ้งในบริษัทนำเข้ากระเป๋าแบรนด์เนมจากฝรั่งเศสอีก 2 ปี ทำให้มีโอกาสได้ไปดูงานธุรกิจในต่างประเทศ ผนวกกับความรู้ที่เธอร่ำเรียนมาจากคณะศิลปศาสตร์ เอกภาษาจีน จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ หรือ เอแบค ทำให้เธอเรียนรู้การทำงานในเชิงธุรกิจได้อย่างไม่ยากเย็น

“ตอนเรียนมิ้นท์จะเรียนไปด้วย เล่นละครไปด้วย เลยทำให้เป็นคนมีความรับผิดชอบ พอเรียนจบ เพื่อนสนิทชวนให้ไปทำงานที่บริษัท เอเวอร์เรส เวิลด์ จำกัด ในเครือฟิโก้กรุ๊ป ซึ่งขณะนั้นนำเข้ากระเป๋าแบรนด์เนม ก็ลองไปทำดูในด้านการบริหารงานมาร์เก็ตติ้ง ก็รู้สึกติดใจและชอบ ขณะที่งานแสดงก็ยังรับอยู่ แต่จะรับงานละครเฉพาะเสาร์-อาทิตย์เท่านั้น สุดท้ายเมื่อรู้ว่าตัวเองชอบงานด้านมาร์เก็ตติ้งก็เลยตัดสินใจมาทำงานเต็มตัว ทำอยู่ 2 ปีก็แต่งงาน หลังจากนั้นลาออกจากงานประจำเลย จนมาตอนนี้มีธุรกิจของตัวเอง”

ถามว่าเสียดายวงการบันเทิงไหม มิ้นท์ บอกว่า “ไม่เสียดาย แต่ยอมรับว่าวงการบันเทิงทำให้เราเติบโตและประสบความสำเร็จ ทำให้เรามีความรับผิดชอบ แต่เราเป็นคนขี้อายไม่เหมาะกับการอยู่เบื้องหน้า แม้วงการบันเทิงจะได้เงินเยอะ และได้มาไม่ยาก แต่เงินก็ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่สุด เราเองก็ไม่ใช่ซุปเปอร์สตาร์ ทำให้ตัดสินใจได้ไม่ยาก”

“แรกๆ ที่ทำธุรกิจใหม่ๆ มีคนกล่าวหาบ้างว่าเป็นดาราแล้วคงทำอะไรไม่จริงจัง แต่ก็เฉยๆ ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ดีกว่า ความจริงก็คือความจริง แต่อาจจะต้องใช้ความอดทนมาก”

แม้ว่าจะชอบและติดใจเครื่องสำอางเอสเซนส์ แต่ครั้นเปิดบริษัทใหม่ มิ้นท์ตัดสินใจนำเข้าเครื่องสำอางยี่ห้อ “คิสมี” จากประเทศญี่ปุ่นแทน ซึ่งเป็นยี่ห้อแรกที่บริษัทนำเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย เพราะเจรจาแล้วลงตัว ขณะที่เอสเซนส์นั้นกว่าจะลงตัวและตกลงกันได้ต้องใช้เวลาถึง 4 ปี แต่ได้ผลที่คุ้มค่า เพราะเอสเซนส์เป็นเครื่องสำอางที่ลูกค้ารู้จักและมียอดขายดีมาก อาจเป็นเพราะคุณภาพดี ราคาไม่แพงและลูกค้าสามารถซื้อหาได้ โดยเครื่องสำอางยี่ห้อเอสเซนส์เน้นเจาะกลุ่มแมส จะมีฐานลูกค้าที่ใหญ่กว่าคิสมี

“เอสเซนส์จะเน้นเจาะกลุ่มวัยรุ่นอายุตั้งแต่ 15-25 ปี ปัจจุบัน มีการเปิดเฟซบุ๊กให้ลูกค้าเข้ามาฝากข้อความคำถามเกี่ยวกับข้อสงสัยและวิธีการใช้ ซึ่งทางบริษัทมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลและให้คำแนะนำ จึงทำให้เกิดการบอกต่อ ตอนนี้เป็นแบรนด์ยอดนิยมของบริษัทไปเลย โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมคือ ยาทาเล็บ คอนซีลเลอร์ แป้ง รองพื้นเฉดดิ้ง เพราะคุณภาพดี ราคาขายเบาๆ ตั้งแต่ 85-250 บาทเท่านั้น”

ถามว่าทำธุรกิจยากมั้ย มิ้นท์ตอบได้ทันทีว่า ไม่ยาก เพราะช่วงที่ทำงานประจำอยู่นั้นได้รับโอกาสจากเจ้านายให้เดินทางไปดูงานติดต่องานในต่างประเทศเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงใช้ประสบการณ์ดังกล่าวเข้ามาทำ ประกอบกับมีต้นทุนของตัวเอง ที่เคยเป็นดารามาช่วยเสริม ซึ่งยอมรับว่าธุรกิจมีความเสี่ยง มีต้นทุนที่สูงกว่าการแสดง แต่ด้วยความที่เป็นนักแสดงมาตั้งแต่เด็กและเรียนหนังสือควบคู่กับการทำงานด้านการแสดง ทำให้มีพื้นฐานดี มีความรับผิดชอบ และมีโอกาสรู้จักคนหลากหลาย จึงได้เปรียบกว่าคนอื่น

“หลักการในการทำงานของเราคือ การเอาตัวตนของเราเข้าไปในงานด้วย เพราะเรื่องเครื่องสำอางนั้นจะต้องเลือกชนิดที่ตัวเองใช้ได้ ใช้แล้วดี ซึ่งหลักที่ต้องคำนึงคือ เรื่องคุณภาพสินค้า เพราะเราคิดว่าสินค้าทุกตัวของเราเป็นเหมือนลูกของเรา เหมือนเลือดเนื้อของเรา เราต้องดูแลให้เขาเติบโตไปพร้อมๆ กับบริษัท”

“มิ้นท์เป็นคนไม่ชอบแต่งหน้า แต่ความเป็นผู้หญิงก็ต้องศึกษาเรื่องพวกนี้ ก็ซื้อมาทดลอง แต่จะเน้นที่เป็นธรรมชาติเลยเริ่มจากแบรนด์ญี่ปุ่นก่อน ต้องยอมรับว่าเครื่องสำอางเป็นเทรนด์อย่างหนึ่งเหมือนแฟชั่น ที่ช่วงระยะเวลาหนึ่งจะฮิตเทรนด์จากประเทศนั้นประเทศนี้ อย่างในอดีตเมื่อประมาณ 10 ปีจะฮิตเครื่องสำอางจากญี่ปุ่น แต่ช่วง 5 ปีหลังจะหันมาฮิตเครื่องสำอางจากเกาหลี และเชื่อว่าจากนี้ไปเทรนด์ของยุโรปจะมาแรง”

“ปัญหาหลักของธุรกิจเครื่องสำอางก็คือ เรื่องคน เพราะพนักงานส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง ทำให้มีปัญหาจุกจิกตามประสาผู้หญิง อาจมีการถกเถียงกัน แต่เราถือว่าทุกคนคือคนในครอบครัว จึงให้ความสำคัญกับความรู้สึก พูดกันด้วยเหตุด้วยผล”

ปัจจุบัน แฟชั่นควีน มีเครื่องสำอางจำหน่ายภายใต้การดูแล 4 ยี่ห้อ ซึ่งเป็นเครื่องสำอางนำเข้าทั้งหมด ทั้งจากญี่ปุ่นและเยอรมนี คือ 1. เอสเซนส์ จากเยอรมนี เจาะกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นอายุ 15-25 ปี ราคาขาย 85-250 บาท 2. คิสมี เจาะกลุ่มลูกค้าอายุ 20-30 ปี ราคาขาย 290-580 บาท 3. คิส เจาะกลุ่มลูกค้าอายุ 20-35 ปี ราคาขาย 390-850 บาท และ 4. กาเบรียลลา ซาลเวเต้ เครื่องสำอางน้องใหม่ล่าสุดจากอิตาลี เจาะกลุ่มวัยทำงานอายุ 25-35 ปี ราคาขาย 290-650 บาท

“แม้เศรษฐกิจจะซบเซาและเครื่องสำอางเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย แต่ก็ยังขายได้ เพราะผู้หญิงเมื่อเครียดก็ต้องหาทางออกด้วยการแต่งหน้า เสริมสวยเสริมความงาม เพราะเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญปัจจัยหนึ่งของชีวิต”

ถึงวันนี้ ธุรกิจของสาวมิ้นท์ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ด้วยยอดขายที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ลูกค้ารู้จักมากขึ้น และการที่มาจับแบรนด์แมสแทนแบรนด์พรีเมี่ยมก็เพราะเล็งเห็นถึงโอกาสช่องทางการตลาด แม้ว่าจะต้องขายในจำนวนมากเพื่อให้ได้วอลุ่มก็ตาม แต่คู่แข่งก็ไม่ได้มีมากนัก ทุกวันนี้มีเครื่องสำอางพรีเมี่ยมมาติดต่อให้เป็นตัวแทนจำหน่าย แต่บริษัทปฏิเสธไป

“มิ้นท์ใช้เครื่องสำอางที่ตัวเองขายอยู่ทุกแบรนด์ อย่างอายไลเนอร์จะใช้ของคิสมี แป้งใช้คิส ยาทาเล็บจะใช้เอสเซนส์ ส่วนเป้าหมายในอนาคตอีก 2-3 ปีอาจจะมีการผลิตเครื่องสำอางเองโดยเลือกผลิตสินค้าที่อยู่ในความนิยม เช่น ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เกี่ยวกับตา”

“เราไม่ต้องการพิสูจน์ให้ใครเห็น แต่เราทำตามจุดมุ่งหมายของเรามากกว่า แค่ตื่นขึ้นมาทุกๆ เช้าแล้วรู้สึกมีความสุขที่จะไปทำงานก็เพียงพอแล้ว แค่วันหนึ่งๆ เราตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกว่าเราอยากไปทำงานอันนี้ก็ถือว่าสำเร็จแล้ว มิ้นท์พอใจกับยอดขายปัจจุบันที่แม้จะไม่ถึงหลักร้อยล้าน แต่ถือว่าไปได้ดี ในอนาคตเราจะมีการนำเข้าแบรนด์อื่นๆ มาอีก โดยเน้นไปที่กลุ่มประเทศที่เราคุ้นเคย และมั่นใจว่า ลูกค้าจะให้การตอบรับ”

เป็นนักธุรกิจมือใหม่ไฟแรงทีเดียว!!

วาววา ณิชารีย์ กับบทบาท “นักธุรกิจ…ไฟแรง”

Published พฤศจิกายน 1, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07066150558&srcday=2015-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 373

อาชีพคนดัง

พารนี

วาววา ณิชารีย์ กับบทบาท “นักธุรกิจ…ไฟแรง”

“….คู่แข่งไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวล เพราะไม่ได้ทำธุรกิจแข่งขันกับใคร การที่ทำของดีออกมา ย่อมเป็นเรื่องน่าภูมิใจ…”

แม้ละครดัง อย่าง “บางระจัน” จะลาจอช่อง 3 ไปได้พักใหญ่

แต่เชื่อว่าความประทับใจในบทบาทของนักแสดงหลายคน ยังคงเป็นที่ชื่นชมอยู่อย่างอบอวล

หนึ่งในนั้น มั่นใจว่ามีชื่อของ “วาววา-ณิชารีย์ โชคประจักษ์ชัด” ผู้รับบทเป็น “แฟง” แม่ยอดขวัญของ “พี่ทัพ” ตัวละครนำในเรื่อง…รวมอยู่ด้วยเป็นแน่แท้

?????

ชื่อเล่นมาจากภาษาจีนคำว่า หว่าหวา แปลว่า ตุ๊กตา ส่วนเธอเป็นจีนแคะ จะออกเสียงเพี้ยนนิดหน่อยเป็น วาววา

นางเอกหน้าใส วัย 23 ปีเศษ แนะนำตัวไว้อย่างนั้น

ก่อนย้อนวัยเยาว์ให้ฟัง จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง เคยติดทีมเยาวชนทีมชาติกีฬากระโดดน้ำ ปัจจุบันศึกษาอยู่ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

แต่ด้วยความที่ชอบศิลปะการแสดงเป็นชีวิตจิตใจ จึงหันหลังให้วงการกีฬา ก่อนก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง ประเดิมด้วยงานโฆษณาผ่านการชักนำของตัวแทนโมเดลลิ่ง

หลังจากนั้นทำให้มีผลงานอย่างต่อเนื่อง ส่วนละครเรื่องที่ “แจ้งเกิด” เห็นจะเป็น “THE SIXTH SENSE สื่อรักสัมผัสหัวใจ”

ด้วยวัยเพียง 20 ต้นๆ หลายคนอาจนึกแปลกใจ หากทราบว่า นอกจากวาววาจะเป็นนักแสดงมากความสามารถแล้ว

เธอยังริเริ่มทำธุรกิจมาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ม.ปลาย…เลยทีเดียว

“เป็นคนชอบน้ำเต้าหู้มาตั้งแต่เด็ก แต่หาเจ้าทำอร่อยทานยาก พอดีเจ้าอร่อยที่เคยขาย เขาจะเลิกทำ เพราะเป็นคนขายอายุมาก เลยไปขอซื้อสูตร แล้วมาบอกกับคุณแม่อยากทำใส่ขวดขาย” วาววา เล่าถึงจุดเริ่มต้นธุรกิจตัวแรก

หลังจากได้ไฟเขียวจากคุณแม่ วาววาจึงเดินหน้าจริงจังเต็มตัว ทั้งผลิต คิดแบรนด์ ออกแบบโลโก้ ก่อนตั้งชื่อให้นมถั่วเหลืองสไตล์โฮมเมดของครอบครัวว่า BOYS BEAN (บอย บีน)

ก่อนทำสติ๊กเกอร์ติดขวดส่งขายตามสนามกีฬา มหาวิทยาลัย โรงเรียน ร้านค้า หลายแห่ง

พอเรียนจบ คุณแม่บอกเหนื่อย ทำไม่ไหว เพราะใช้มือทำทุกขั้นตอน เลยต้องหยุดทำ

จนเมื่อได้เข้าวงการบันเทิง แม้งานจะรัดตัว แต่เธอยังต้องการทำน้ำเต้าหู้บรรจุขวด ออกมาจำหน่ายอีกครั้ง

แต่คราวนี้มีการจ้างทีมงานและลงทุนเครื่องมืออุปกรณ์เพิ่มเติมใหม่หมด ขยายสเกลการลงทุนเป็นระดับโรงงาน เพื่อใม่ให้คุณแม่ต้องมาเหนื่อยอีก

ส่งขายตามห้างในนามนมถั่วเหลือง บอย บีน อยู่พักหนึ่ง จึงทำการรีแบรนด์ใหม่เป็น “So Young” เพราะได้ โบว์ ลูกพี่ลูกน้องของเธอ มาช่วยดูแลด้านการผลิต บริหารจัดการโรงงานใหม่หมด

“ทุกโพลจากทุกสำนัก บอกว่า เทรนด์ธุรกิจยุคนี้ สุขภาพกับความงามมาเป็นอันดับ 1 ทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น ซึ่งนมถั่วเหลืองในแบบของวาววานี้ตอบโจทย์ทั้ง 2 อย่างคือ ดีต่อสุขภาพ และความงามด้วย” วาววา ว่าอย่างนั้น

ถามถึงเรื่องคู่แข่งในตลาด ดาราสาวเจ้าของสินค้า ตอบน้ำเสียงมั่นใจว่า คู่แข่งไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวล เพราะไม่ได้ทำธุรกิจแข่งขันกับใคร การที่ทำของดีออกมา ย่อมเป็นเรื่องน่าภูมิใจ เพราะใครๆ ก็อยากทานของดี และเชื่อว่าสินค้านี้ สามารถขายได้ด้วยตัวเอง

เกี่ยวกับผลตอบรับ วาววา บอกว่า ดีเกินคาด ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ปัจจุบันมีจำหน่ายในซุปเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ และในอนาคตอันใกล้อาจได้เข้าไปวางขายในร้านสะดวกซื้อชื่อดังทั่วประเทศ ก่อนส่งออกไปจำหน่ายในภูมิภาคอาเซียนเป็นลำดับต่อไป

นอกจากจะมีนมถั่วเหลืองคุณภาพดี เป็นหนึ่งในผลงานแห่งความภาคภูมิใจแล้ว

วาววายังลงทุนในธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ เป็นหุ้นส่วนสำคัญของ นิตยสารรายเดือน “Dream On” ซึ่งเป็นสื่อกลางสร้างแรงบันดาลใจของคนมีฝัน

“สื่อเป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนสังคม เป็นสิ่งที่ทำให้สังคมคิดบวกหรือลบได้ ถ้าเรากระจายข่าวดี คนเห็นข่าวดี คิดบวก ชีวิตทุกๆ คนก็จะดีขึ้น” วาววา บอกถึงความตั้งใจในธุรกิจตัวที่ 2

ก่อนเผยในตอนท้ายว่า กำลังจะออกผลิตภัณฑ์กลุ่มสกินแคร์ ภายใต้แบรนด์ CoCo Wawa (โคโค่ วาวา) ซึ่งตั้งใจทำให้เป็นสินค้าไลฟ์สไตล์แบรนด์ระดับโลก ที่มีทั้ง สกินแคร์ เครื่องสำอาง เสื้อผ้า ฯลฯ

เห็นความขยันเอาจริงเอาจังขนาดนี้ เลยอยากทราบเป้าหมายอย่างไรในอนาคต

วาววา บอกสั้นๆ

“วาววาเต็มที่กับทุกเรื่อง งานทุกอย่างสำคัญเท่ากัน ส่วนเป้าหมายไม่มีอะไรมากมาย แค่ได้ทำสิ่งที่รัก ก็ถือว่าประสบความสำเร็จอยู่ทุกวันแล้ว”

FAT OUT PANTS กางเกง (ช่วย) “ออม บลูเบอร์รี่” ลดพุง

Published ตุลาคม 31, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07066010558&srcday=2015-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 372

อาชีพคนดัง

กาญจนา

FAT OUT PANTS กางเกง (ช่วย) “ออม บลูเบอร์รี่” ลดพุง

“ทั้งหมดได้แรงบันดาลใจจากคุณแม่ค่ะ “เพลินศิลป์ เกตุแก้ว” หรือที่แฟนๆ รู้จักดีในนาม “ออม บลูเบอร์รี่” นักร้องคนสวย หนึ่งในสมาชิกวงบลูเบอร์รี่ สังกัดค่ายอาร์สยาม บอก

ที่เป็นอย่างนั้น เธอว่าเพราะแม้ตัวเองจะไม่พอใจกับรูปร่าง ด้วยตลอดหลายปีที่ผ่านมารู้สึกเสมอว่า “อ้วนเกิน” แต่กระนั้นเท่าที่เธอทำ หลังพยายามกินนั่น ลองนี่ ที่มีการโฆษณาสารพันแล้วไม่ค่อยได้ผล ก็คือการพยายามออกกำลังกาย รวมถึงการควบคุมด้านโภชนาการ

กระทั่งคุณแม่ที่ก็รู้สึกว่าตัวเองรูปร่างไม่ดี แต่จะให้โหมออกกำลังกายในวัย 57 คงไม่ไหว เลยอยากได้กางเกงกระชับสัดส่วนมาเป็นตัวช่วย

“คุณแม่รูปร่างไม่กระชับ มีหน้าท้องอ้วนกลม กล้ามเนื้อย้วย แบบที่คนอายุเยอะเป็นกัน เวลาใส่กางเกงเลยไม่ค่อยมั่นใจ”

สารพัดยี่ห้อกางเกงที่เอ่ยอ้างสรรพคุณดังกล่าวเลยถูกนำมาลองใส่ แต่กลับไม่ได้ดังประสงค์ ด้วยส่วนใหญ่จะ “กระชับมาก” พานให้อึดอัด จนบางครั้งถึงขั้นหายใจไม่ออก

พยายามควานหายี่ห้อที่ใส่แล้วชอบ และเห็นผลก็ไม่พบ จนที่สุดมีคนแนะนำทีมผู้ผลิตสินค้าประเภทนี้ในต่างประเทศ เจรจากัน และเขาเสนอให้ลอง จึงตอบตกลง

ผลคือ 1 สัปดาห์หลังจากลองใส่ หน้าท้องของคุณแม่เริ่มยุบ จากนั้นอีกเดือนกว่าๆ รอบเอวก็ลดลงไป 1 นิ้วครึ่ง

ปลื้มทั้งคุณแม่ผู้ใส่และคุณลูกผู้แนะ

จากนั้นก็มีการแนะนำต่อไปยังเพื่อนๆ ของคุณแม่ราว 20 คน และเมื่อได้ผลลัพธ์ในทางเดียวกัน เธอจึงตัดสินใจสั่งมาขาย

“เลือกใช้ชื่อ FAT OUT PANTS”

“ตอนนั้นคิดแค่ขายเล่นๆ แต่ลูกค้าซื้อไปแล้วผลตอบรับดี”

เพราะแฮปปี้กับการใส่ทั้งช่วงกลางวันยามตื่น และช่วงกลางคืนยามนอน แบบไม่อึดอัด ซึ่งเมื่อรวมกับปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของเธอ ในเรื่องการรับประทานอาหารและออกกำลังกายควบคู่ น้ำหนักของลูกค้าบางคนจึงลดลง 5-7 กิโลกรัมในช่วงเวลาไม่นาน

จากนั้นก็เกิดปฏิกิริยาบอกต่อ

“กลายเป็นว่าคนสนใจ แล้วคนที่เป็นลูกค้าก็สมัครมาเป็นตัวแทนจำหน่าย”

ยิ่งเมื่อ “ใบเตย-สุธีวัน ทวีสิน” นักร้องรุ่นพี่ลองใส่ แล้วนำไปพูดถึงผ่านอินสตาแกรม @bitoeyrsiam ของตัว คราวนี้ใครต่อใครก็พากันมาสมัครเป็นตัวแทนขายกันยกใหญ่

“จนต้องปิดรับสมัครชั่วคราวเลยค่ะ เพราะว่ามีของส่งให้เขาไม่พอ” ออม เล่าพลางหัวเราะ-ปลื้ม

ถามว่า FAT OUT PANTS ของเธอต่างจากกางเกงกระชับสัดส่วนยี่ห้ออื่นตรงไหน?

ออมตอบแบบชัดถ้อยชัดคำทันที

“นี่เป็นของที่ออมสั่งผลิตเอง โรงงานในจีนเป็นผู้ผลิต แต่ควบคุมคุณภาพโดยฮ่องกงและไต้หวัน”

ที่เลือกใช้ที่นั่นนอกจากเพราะวัตถุดิบต่างจากที่บ้านเรามีแล้ว ต้นทุนในการผลิตยังแตกต่างกัน

“แล้วข้อแตกต่างอย่างแรกคือเม็ดแร่ฟาร์อินฟราเรดที่มีในกางเกงของออม มันจะช่วยดึงความร้อนนอกร่างกายมาช่วยกระตุ้นการเผาผลาญในร่างกาย”

“คนที่ใส่จะรู้เลยว่าใส่แล้วอุ่นขึ้น เหงื่อออกง่าย”

“แล้วบอกเลยว่าการใส่ของพวกนี้ต้องใส่ต่อเนื่อง 1 วัน ไม่ต่ำกว่า 10 ชั่วโมง ดังนั้น เนื้อผ้าของเราจึงสั่งทำมาเป็นพิเศษ คือบอกเขาเลยว่าเอาแบบที่ใส่นอนได้ด้วย”

ทั้งนี้ ก็เพราะหวังให้เกิดการกระตุ้นการเผาผลาญได้ตลอดเวลา

“เน้นเลยว่าให้ทำแบบกระชับ แต่ไม่อึดอัด เพราะออมเคยใส่ของบางยี่ห้อขึ้นเวที อยากให้เวลาสวมชุดแล้วสวย ยังไม่ทันขึ้นเลยมันจุก หายใจไม่ออก เราเลยรู้เลยว่าการบีบมากไปไม่ช่วย ของออมเลยเน้นแค่กระชับ แต่ไม่รัดแน่น”

“แล้วกางเกงของออมจะเป็นฟรีไซซ์”

เอ, อันนี้ฟังแล้วแปลก

แต่เธอยืนยันนั่นเป็นทางเลือกที่ดี

“ออมไม่เอาไซซ์ S M L เพื่อแก้ปัญหาใส่แล้วไม่กระชับ เพราะบางคนตัวเล็ก แต่หน้าท้องใหญ่ ก็ใส่เอสไม่ได้ ใส่เอ็มก็อาจจะไม่กระชับพอ เลยคิดว่าจะทำยังไงให้ใส่ได้ทุกคนโดยไม่มีปัญหา”

ที่ผ่านมา แน่นอนว่าลูกค้าที่ซื้อไปส่วนใหญ่จะบอกว่าชอบ ชอบมาก หากก็มีอยู่เหมือนกันที่สะท้อนว่าใส่แล้วไม่เห็นได้ผล

“ถ้ามีคนบอกใส่เดือน 2 เดือนแล้ว ยังไม่ลงเลย ออมก็จะให้ตัวแทนถามทันทีว่าเขามีพฤติกรรมการกินยังไงบ้าง เพื่อเราจะได้เก็บเป็นข้อมูล เช้ากินอะไร เย็นกินอะไร ถ้าเขาบอกเย็นกินอันนี้ มื้อดึกมีขนมหวานอีก อันนี้เจ็บไปถึงหัวใจ” คนสวยบอกพลางหัวเราะ

“แล้วก็จะบอกเขาว่าลองปรับวิธีการกินใหม่ แล้วก็ต้องออกกำลังกายร่วม คือแค่จ๊อกกิ้งนิดๆ หน่อยๆ ก็ยังดี เพราะกางเกงมันเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ที่ออมพยายามบอกทุกคน คือทุกอย่างต้องไปด้วยกัน”

ในไอจี @aommy_blueberry_rsiam ของเธอจึงมักมีคำแนะนำเรื่องปริมาณแคลอรีในอาหารแต่ละชนิด วิธีการออกกำลังกาย ซึ่งอย่างหลังนี้รวมไปถึงการถ่ายคลิปแนะนำวิธีการออกกำลัง เป็นไกด์ไลน์ให้

“ออมจะไม่ทิ้งลูกค้า แล้วออมเชื่อว่าของเหล่านี้มันจะทำให้เขาดีขึ้นทั้งร่างกายและจิตใจ”

ถามเธอไปตรงๆ ว่า ลำพังการควบคุมอาหาร กับออกกำลังกาย อย่างไรเสียน้ำหนักก็ต้องลด หุ่นก็ต้องดีขึ้น อย่างนั้น FAT OUT PANTS จะมีประโยชน์อะไร

“กางเกงมันจะเร่งให้ผลเร็วขึ้นค่ะ” เธอยืนยัน

“เพราะออมตั้งใจทำออกมาให้ดีจริงๆ ไม่ได้คิดแค่ขายๆ เพื่อเอาเงิน แต่คิดว่าเขาคือคนในครอบครัว ดังนั้น มันคือการที่ต้องดูแลเขาอย่างดี”

“ออมว่ามันต้องแสดงความซื่อสัตย์ จริงใจ ถ้าขายไปแล้ว แต่ใส่ไม่ได้ผล ออมไม่แฮปปี้ เพราะออมไม่ได้ต้องการเงินขนาดนั้น แต่ถ้าได้ยินว่าใส่กางเกงของออมแล้ว ลดได้จริงๆ ใส่แล้วรูปร่างดีขึ้น อันนี้คือความสุขของแม่ค้า”

และก็เพราะแนวคิดที่ว่า เธอจึงตั้งราคาขายกางเกงอยู่ที่ตัวละ 490 บาท ซึ่งเทียบกับยี่ห้ออื่นๆ แล้ว เธอยืนยัน “ไม่แพงค่ะ”

“เพราะตั้งใจไว้ตั้งแต่ก่อนทำเลยว่าจะไม่ตั้งราคาสูง คนถามมาเยอะ ทำไมไม่ขาย 900 กว่าหรือพันกว่าบาท ขายให้แพงๆ เราเป็นดารา พันอัพก็ขายได้ แต่ออมไม่คิดอย่างนั้น ต่อให้ได้กำไรน้อยหน่อย แต่เปิดตลาดให้คนรากหญ้าใช้ได้ ออมก็พอใจแล้ว เราทำงานอย่างนี้ ก็หาเงินได้เยอะพอสมควร แต่คนที่มีเงินน้อย เขาก็มีปัญหาเรื่องรูปร่างเหมือนกัน เราไม่ใช่สักแต่จะขาย แต่เราสามารถช่วยให้เขามีความสุขได้ เป็นจรรยาบรรณที่ควรจะมีให้ลูกค้ามากกว่า คนที่ไม่รวย คนที่มีเงินเดือนปกติ มีภาระค่าใช้จ่าย เงิน 3,000-4,000 บาท สามารถทำให้เขาส่งลูกเรียนหนังสือได้ ใช้เลี้ยงดูครอบครัวได้ ดังนั้น ออมบอกตรงนี้เลยว่า จะพยายามไม่ขึ้นราคา เพื่อให้คนทุกกลุ่มสามารถสัมผัสกับสินค้าออมได้”

สำหรับคนที่สนใจ ออมบอกว่าเข้าไปสอบถามและดูสินค้าได้ที่อินสตาแกรม @labillion_official ส่วนผู้ที่อยากเป็นตัวแทนก็สามารถใช้ช่องทางดังกล่าว รวมถึงทาง LINE maii2163

“ขอย้ำว่ากางเกงจะเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่ทำให้รูปร่างเปลี่ยนแปลง แต่ส่วนใหญ่คือความตั้งใจมุ่งมั่นของคนใส่”

“โดย FAT OUT PANTS จะเป็นตัวช่วยเร่งผลให้เร็วขึ้น”

อ้อ, สำหรับคุณผู้ชายที่แจ้งความจำนงมาว่าอยากใช้บ้าง เธอฝากบอกให้รออีกนิด เพราะกำลังคิดๆ อยู่เหมือนกัน!!

SUPERGA รองเท้าของ “บอย ปกรณ์”

Published สิงหาคม 18, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07066150458&srcday=2015-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 371

อาชีพคนดัง

นันท์นิ ชาดา

SUPERGA รองเท้าของ “บอย ปกรณ์”

บอย-ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ พระเอกฮอตงานแน่น!!! แถมไม่ปล่อยให้ตัวเองได้อยู่นิ่ง เพราะคิดงานอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะโปรเจ็กต์ที่เกี่ยวกับธุรกิจ ที่ระยะหลัง บอยจัดหนัก ทุ่มเวลาให้กับธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากกลางปีที่ผ่านมากับร้านปาร์ตี้แลนด์ อิมพอร์ตจากประเทศญี่ปุ่น ที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน จากนั้น เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ก็เพิ่งเปิดธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น ชื่อ SUSHI SHIN (ซูชิ ชิน) ร้านซูชิระดับพรีเมี่ยม โดยร่วมหุ้นกับ เจิน-ณิชชาพัณณ์ ชุณหะวงศ์วสุ ตั้งอยู่ที่ โครงการนิฮอนมูระมอลล์ ทองหล่อ 13

ล่าสุด กับธุรกิจนำเข้ารองเท้าลำลองสไตล์สตรีตสปอร์ต “ซุปเพอร์ก้า” (SUPERGA) แบรนด์รองเท้าชื่อดังสัญชาติอิตาลี ภายใต้การนำเข้าของ พระเอกหนุ่ม บอย-ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ และ ปรีชญา ทีฆาสุรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีแอนด์ดับบลิว แฟชั่น จำกัด โดยเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ณ แฟชั่นแกลลอรี่ ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน แน่นอนว่าเหล่าคนบันเทิงได้มาร่วมแสดงความยินดีอย่างคับคั่ง รวมไปถึงแขกผู้มีเกียรติ อาทิ ประวิทย์-อรัญญา มาลีนนท์ ,อรอุมา มาลีนนท์, เจิน-ณิชชาพัณณ์ ชุณหะวงศ์วสุ, ภัทร ฉัตรบริรักษ์, ปรมา ไรวา, อริยะ เตชะไพบูลย์, จินดาภา เทวกุล ณ อยุธยา, เอกชัย สุขุมวิทยา ฯลฯ ไฮไลต์ของงานได้นางเอกสาว คิมเบอร์ลี่ แอน เทียมสิริ มาร่วมสร้างสีสัน เลือกสไตล์การใส่รองเท้า โดยเลือก “ซุปเพอร์ก้า” สีเหลือง พร้อมกับเจ้าของธุรกิจ บอย ที่เลือกสวมใส่ “ซุปเพอร์ก้า” สีดำ 2 แบบ 2 สไตล์ ตัวแทนของหนุ่มสาวยุคใหม่

ชอบทำธุรกิจและชอบรองเท้า

แบรนด์ “ซุปเพอร์ก้า” ถูกก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1911 ในประเทศอิตาลี ด้วยความเข้าใจในไลฟ์สไตล์ของคนในสังคมเมือง ที่มีชีวิตในหลายมิติ ครอบคลุมการใช้ชีวิตแต่ละวันในทุกด้าน เน้นการใช้งานได้จริงไม่วิ่งตามกระแส และที่สำคัญคือ คุณภาพของการดีไซน์ ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่า เป็นสุดยอดแบรนด์รองเท้าสไตล์ลำลองกึ่งสปอร์ตที่สวมใส่สบายและคล่องตัวมากที่สุด และมีจำหน่ายอยู่ทั่วโลก

โดยทางบอยเปิดใจ รักในการทำธุรกิจ เพราะตั้งแต่เริ่มทำโฟรเซน โยเกิร์ต และร้านซูชิ ชิน ทำให้ตนเองรู้สึกสนุก ชอบทำธุรกิจ จนกระทั่งหุ้นส่วนได้ชักชวนให้เป็นผู้นำเข้ารองเท้า ประกอบกับตนเองชอบใส่ผ้าใบและรู้จักแบรนด์ซุปเพอร์ก้ามาพอสมควร และเล็งเห็นแล้วว่าเป็นสินค้าที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนไทยจึงตัดสินใจร่วมหุ้นในทันที

“เริ่มจากผมทำธุรกิจมาตั้งแต่โฟรเซน โยเกิร์ต ร้านปาร์ตี้แลนด์ และร้านซูชิ ชิน จนรู้สึกว่ามันเป็นงานที่สนุก ทำแล้วติดใจ ประกอบกับเพื่อนมาชวนพอดี ซึ่งผมรู้จักแบรนด์ซุปเพอร์ก้า และผมเองชอบใส่รองเท้าผ้าใบ รู้สึกว่า การใส่รองเท้าผ้าใบสวย ใส่กับเสื้อผ้าได้ง่าย และราคาไม่แพง อีกอย่างผมว่ามันเป็นรองเท้าที่เข้ากับคนไทย เข้ากับการแต่งตัวของคนไทย พอเพื่อนชวนเลยไม่ลังเล ทำเลยครับ หน้าที่หลักๆ ของผมอยู่ในส่วนของการประชาสัมพันธ์และการตลาด และดูฟีดแบ็กของสินค้า คือเช็กการตอบสนองของตลาด จากนั้นก็ดูในเรื่องของคอลเล็กชั่น มีส่วนร่วมในเรื่องของการเลือกว่ารุ่นไหนเหมาะกับคนไทยครับ”

ทำธุรกิจต้อง “ใส่ใจ”

และดูเหมือนพระเอกฮอตยังไม่หยุดแค่ธุรกิจรองเท้า เพราะยังมีธุรกิจที่สนใจอยากทำ ทั้งร้านขายยาและร้านอาหารอีกด้วย ซึ่งบอยบอกกล่าวอย่างอารมณ์ดีว่า การทำธุรกิจนั้น จุดสำคัญต้องเข้าไปดูแลด้วยตัวเอง และต้องใส่ใจในทุกเรื่อง พร้อมเปิดใจยอมรับคำติชมอีกด้วย

“จริงๆ ผมอยากเปิดร้านขายยา แต่คงอีกนานเพราะร้านขายยาสเกลค่อนข้างใหญ่มากต้องใช้เวลาเยอะ และอีกอย่างคือ อยากเปิดร้านอาหารกับเพื่อนอีกสักร้านหนึ่งครับ สำหรับผมทำธุรกิจหลายอย่าง หลักๆ ผมต้องลงมาดูเอง มาสัมผัสด้วยตัวเอง แม้ว่าในธุรกิจนั้นๆ จะมีลูกทีม แต่เราไม่ได้บริหารแค่ลูกทีม เราต้องเข้าไปดูแล แก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง ต้องใส่ใจกับมันแล้วจะดี เพราะถ้าเข้าไปดูแลเองเราจะรู้ว่าปัญหาเกิดจากตรงไหน ต้องแก้อย่างไร และมีคำติคำชมอย่างไรมาเราต้องรับฟัง อันที่ติก็พร้อมปรับปรุงครับ”

ซัมเมอร์นี้ต้อง ซุปเพอร์ก้า คลาสสิก 2750

ทางด้านหุ้นส่วน ปรีชญา ทีฆาสุรัตน์ ได้เปิดใจถึงคอลเล็กชั่นในช่วงซัมเมอร์นี้ว่า ซุปเพอร์ก้า โดดเด่นที่น้ำหนักเบาและสบายเท้า ด้วยการใช้รองเท้าชั้นนอกที่ทำจากวัสดุใหม่ล่าสุดอย่าง Phylon ซึ่งมีน้ำหนักเพียง 80 กรัม ต่อชิ้น นั่นคือรุ่น ซุปเพอร์ก้า คลาสสิก 2750

“ซุปเพอร์ก้า เป็นแบรนด์รองเท้าผ้าใบนำเข้า ที่ผลิตจากยางพาราแท้คุณภาพดี โดยมีรุ่นยอดนิยมอย่าง ซุปเพอร์ก้า คลาสสิก 2750 ที่มีดีไซน์ เรียบ เท่ และสามารถนำมามิกซ์แอนด์แมตช์ได้กับทุกสไตล์การแต่งตัว ที่ผ่านมา แบรนด์ซุปเพอร์ก้าได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั้งจากฝั่งเกาะอังกฤษและสหรัฐอเมริกา และรุ่นเอเร็กซ์ เซนจูรี่ (Aerex Century) ที่ผลิตขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีของแบรนด์ สามารถสวมใส่ได้ไม่จำกัดเพศ รวมถึงรองเท้าผ้าใบที่ทำขึ้นมาพิเศษจากผ้าลูกไม้ฉลุ เพิ่มความเปรี้ยวอมหวานให้หญิงสาวได้แต่งตัวสนุกมากขึ้น รวมถึงยังมีรองเท้าลำลองสุดเท่ (Slip on) หลายแบบไว้ให้หนุ่มๆ ได้เลือกอีกด้วย”

ออกแบบร่วมกับดีไซเนอร์

นอกจากนี้ ทางหุ้นส่วน ปรีชญา ยังเปิดใจถึงรองเท้าซุปเพอร์ก้า ที่มีความโดดเด่นอยู่ที่การได้มีโอกาสออกแบบรองเท้าร่วมกันกับดีไซเนอร์ชื่อดัง อาทิ เฮ้าส์ ออฟ ฮอลแลนด์ (House of Holland), เฟนดิ (FENDI), เดอะ โรว์ส (THE ROWS) ของฝาแฝด แมรี่ เคท และ แอชลีย์ โอลเซ่น Mary Kate & Ashley Olsen และในปีนี้ก็มีพิเศษอีกด้วย

“สิ่งที่โดดเด่นของแบรนด์ซุปเพอร์ก้า คือเขาได้ออกแบบรองเท้าร่วมกับดีไซเนอร์ชื่อดังหลายท่าน และปีนี้ยังมีอีกหนึ่งผลงานที่น่าสนใจคือ ซุปเพอร์ก้า X เวอร์ซุส เวอร์ซาเช่ (SUPERGA X VERSUS VERSACE) ซึ่งมีเพียง 35 คู่ในประเทศไทย นอกเหนือจากนั้น ยังได้ กาล่า กอนซาเลซ (GALA GONZALEZ) บล็อกเกอร์แฟชั่นสัญชาติสเปน บรรณาธิการแฟชั่น ของนิตยสารโว้ก ประเทศสเปน ที่เคยแจ้งเกิดผลงานร่วมงานกับแบรนด์ดังอย่าง LOEWE มาร่วมออกแบบคอลเล็กชั่นพิเศษให้อีกด้วย”

หนุ่มสาวคนไหนอยากหล่อเท่อย่างบอย ลองหยิบรองเท้า “ซุปเพอร์ก้า” มาเป็นเพื่อนคู่กายกันได้ โดยมีจำหน่ายที่ห้างสรรพสินค้ากลุ่มเดอะมอลล์ ได้แก่ เดอะมอลล์, เอ็มโพเรียม, สยามพารากอน และ กลุ่มห้างสรรพสินค้าในเครือเซ็นทรัลและโรบินสัน สาขาชั้นนำทั่วประเทศ และแฟลกชิพสโตร์ที่ ชั้น 1 รอยัลการ์เด้น พัทยา

ไม่รวยก็สวยได้ ที่ sister spring clinic ของ แอล กมลวรรณ

Published สิงหาคม 4, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07068010458&srcday=2015-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 370

อาชีพคนดัง

นันท์นิ ชาดา

ไม่รวยก็สวยได้ ที่ sister spring clinic ของ แอล กมลวรรณ

นักแสดง แอล-กมลวรรณ ศรีวิไล ทายาทพระเอกรุ่นเก๋า กรุง ศรีวิไล เข้าวงการบันเทิงจากงานแสดงประเดิมละคร ฝนเหนือ เมื่อปี 2550 และมีผลงานการแสดงมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ ผ่าโลกบันเทิง, ดุจตะวันดั่งภูผา, สุภาพบุรุษบ้านทุ่ง และที่กำลังออกอากาศ ได้แก่ แข่งรักนักซิ่ง ทางช่อง 7 สี นอกจากนี้ เธอยังถูกวางตัวให้เป็นหนึ่งในนางเอกละครดัง ทอง 10 ที่พร้อมเปิดกล้องในปี 2558

และด้วยความที่ต้องใช้รูปร่างหน้าตาในการทำงาน เธอจึงมักเดินหน้าเข้าสถานเสริมความงามบ่อยครั้ง จนเกิดติดอกติดใจและเกิดเป็นแรงบันดาลใจในการต่อยอดธุรกิจ จึงเป็นที่มาของคลินิก sister spring clinic สาขาสะพานควาย ที่เธอเป็นเจ้าของร่วมกับเพื่อนนอกวงการ โดยในวันเปิดร้านอย่างเป็นทางการได้รับเกียรติจาก ฉลอง ภักดีวิจิตร เป็นประธานตัดริบบิ้น พร้อมเพื่อนพ้องในวงการบันเทิงมาร่วมแสดงความยินดีอย่างคับคั่ง

รักสวยรักงาม

ด้วยความที่ต้องดูแลรูปร่างตัวเองทั้งภายในและภายนอก ทำให้เจ้าของร้านต้องแวะเวียนไปใช้บริการสถานเสริมความงามอยู่บ่อยครั้ง จนประทับใจในการบริการของ sister spring clinic ประกอบกับเธอมีเพื่อนเป็นคุณหมอที่เชี่ยวชาญด้านความงาม จึงชักชวนมาทำธุรกิจด้วยกัน

“แอลดูแลตัวเองด้วยการนวดหน้า นวดตัว ขัดผิว ดูแลผิว ฉีดแขนขาให้เรียวเล็ก เพราะแอลไขมันเยอะ แต่เราจะศึกษาด้วยว่าถ้าอาศัยการฉีดเพื่อให้เรียวเล็กอย่างเดียวผลไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ มันต้องดูแลควบคุมเรื่องอาหารด้วย มันถึงฉีดแล้วควบคุมอาหารด้วยจะช่วยให้ลดมากขึ้น พอเราดูแลตัวเองให้ดูดี ก็จะมีเพื่อนๆ นักแสดง เพื่อนนอกวงการมาถามบ่อยว่าทำหน้าที่ไหน หน้าดี สวย ใส ขาเรียว บวกกับแอลมีเพื่อนคือ คุณหมอไก่ และคุณหมอต๊อด เลยคิดเห็นว่าน่าจะมาทำธุรกิจความงามกัน”

sister spring clinic

sister spring clinic เป็นหนึ่งในคลินิกที่เธอใช้บริการและชื่นชอบในการบริการ ประกอบกับมั่นใจในคลินิก เพราะผู้บริหารเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์การทำคลินิกชื่อดังมาหลายแห่ง เธอจึงเริ่มต้นคุยเพื่อต่อยอด สร้างสาขาที่ 2 โดยเธอและเพื่อนคุณหมออีก 2 คน

“sister spring clinic เขามีแฟรนไชส์ แอลรู้จักกับพี่กบ เจ้าของคลินิก มีประสบการณ์สูง ทำงานด้านนี้ให้กับคลินิกต่างๆ ดังมาหลายที่แล้ว และมั่นใจ ด้วยความที่แอลใช้บริการที่สาขาแรก ไปฉีดขาให้เรียว รู้สึกว่าหมอที่นี่ให้คำปรึกษาดีมาก พนักงานก็บริการดี บรรยากาศสบาย ไม่เคยมาฮาร์ดเซลส์ ขายของเพื่อที่จะให้เราซื้ออย่างเดียว เพราะบางทีบางคลินิกพนักงานจะขายของอย่างเดียว แอลไม่ชอบการบริการแบบนั้น แต่ที่นี่ไม่เลย ดูแลดีมาก สบายๆ กันเอง แอลถูกใจที่นี่ เลยขอซื้อแฟรนไชส์มาทำเองที่สาขาสะพานควายค่ะ”

เครื่องมือใหม่และทันสมัย

หลังจากตัดสินใจเริ่มต้นธุรกิจ เธอเองก็ระดมทุน โดยคลินิกแห่งนี้มี 3 หุ้น คือเธอ และเพื่อนคุณหมออีก 2 คน ใช้เม็ดเงินถึง 7 หลัก และสาขาสะพานควายจะเป็นสาขาที่มีเครื่องมือใหม่ ทันสมัย และมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ส่วนงานในร้านเธอมีหน้าที่หลักๆ ในการทำประชาสัมพันธ์ให้ร้านเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางมากขึ้น

“เราระดมเงินทุน ตัวเลขอยู่ที่ 7 หลัก ทั้งหมด 3 หุ้น ซึ่งเป็นเพื่อนกัน และไม่คิดว่าจะมีปัญหากัน เพราะมีระบบระเบียบชัดเจน ป้องกันไว้ก่อนว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น แอลไม่กลัวเพราะคุยกันง่ายๆ ในร้านแอลมีหน้าที่ประชาสัมพันธ์ ส่วนหมอไก่ กับหมอต๊อดจะดูแลลูกค้าเป็นหลัก

และที่เพิ่มเติมคือ อุปกรณ์ทุกอย่างใหม่หมด และมีเครื่องมือใหม่และทันสมัย มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม เป็นเครื่องที่นำเข้ามาจากญี่ปุ่น จะเกี่ยวกับเครื่อง IPL การกำจัดขน โฟโนหน้าใส เครื่องปกติทั่วไปจะเป็นเครื่องโฟโน กระตุ้นให้หน้าใส แต่เครื่องใหม่จะมีหลายหัวมากขึ้นถ้าเฉพาะตาจะมีหัวเล็กกว่าเดิม ถ้าหน้าผาก หัวจะใหญ่ขึ้นมาอีกนิด และใส่ยาเข้าไปเพื่อกระตุ้นหน้าให้กระจ่างใสได้มากกว่าเดิม และอยู่ในเครื่องเดียวกัน และอีกตัวคือเครื่อง IPL กำจัดขนไม่เจ็บเลย แอลลองทำเอง เพราะเคยไปทำที่อื่นเจ็บเลยไม่ทำต่อ แต่เครื่องที่เราเอาเข้ามาไม่เจ็บ ซึ่งการกำจัดขนต้องทำอย่างต่อเนื่อง ค่อนข้างรักษายาก เครื่องของเราทำไม่เจ็บและทำให้ขาวตั้งแต่ครั้งแรก นอกจากรักแร้แล้วยังกำจัดขนบริเวณอื่นได้ และเห็นผลดี”

พี่สาวดูแลน้องสาว

sister spring clinic หมายถึงการดูแลอย่างพี่น้อง คือพี่สาวดูแลน้องสาว แค่ก้าวเข้ามาในร้านก็เป็นพี่น้องกันแล้ว และเธอบอกคลินิกจะไม่มีการขายแบบฮาร์ดเซลส์ เน้นการดูแลแบบครอบครัว โดยคลินิกจะมีพนักงาน คุณหมอ พยาบาล รวม 10 คน

“คลินิกเราจุดเด่นอยู่ที่เรามีคุณหมอที่เก่งเฉพาะทาง เช่นคุณหมอโบท็อกซ์ก็เป็นคุณหมอเฉพาะทาง ฟิลเลอร์ก็มีคุณหมอฟิลเลอร์ จะมีคุณหมอเฉพาะทาง 4 คน และพยาบาลประกบคุณหมออีก 4 คน พนักงานต้อนรับ 2 เซลส์และแมเนเจอร์อีก รวมแล้วประมาณ 10 คน ส่วนคลินิกมีความหมายว่าเราจะดูแลลูกค้าเหมือนพี่สาวดูแลน้องสาว แค่เดินเข้ามาเราก็เป็นพี่น้องกัน อย่างที่บอก ที่ร้านจะไม่มีการฮาร์ดเซลส์ เดินเข้ามาไม่มีแบบว่าให้ซื้อ ซื้อ”

ไม่รวยก็สวยได้

แม้จะเป็นคลินิกของนักแสดง ที่มักจะถูกมองว่าราคาต้องแพงลิบ แต่เจ้าของร้านยืนยันด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ตรงสะพานควาย และส่วนตัวของเธอเองมองว่าราคาจับต้องได้ ตามคอนเซ็ปต์ ไม่รวยก็สวยได้ และมั่นใจว่าคลินิกดีจริงไม่งั้นไม่เอาชื่อเสียงลงมาการันตีอย่างแน่นอน

“จากการที่ตัวเองใช้บริการคลินิกเสริมความงามมาหลายๆ ที่ แอลเสียตังค์มาเยอะ พอมาเจอราคาที่ร้านตัวเองบอกเลยเป็นราคาที่จับต้องได้ และทำเลตรงนี้จะราคาสูงไม่ได้ เพราะกลุ่มคนไม่ใช่กลุ่มเมือง เราไม่ได้ตั้งราคาสูง เอาเป็นแบบว่า ไม่รวยก็สวยได้ อยากให้มาทำ เพราะเครื่องมือทันสมัยเป็นที่ยอมรับของต่างประเทศ มีคุณหมอเก่งและเฉพาะทางมาดูแล มีพนักงานที่อบรมมาอย่างดี เพราะการบริการลูกค้าคือสิ่งสำคัญ ตัวแอลเองถ้าไม่มั่นใจก็ไม่กล้าเอาชื่อเสียงมาการันตี แต่ในเรื่องของธุรกิจแอลยังคงต้องศึกษาเรื่อยๆ ค่ะ ตรงนี้เหมือนจุดเริ่มต้น พอเปิดก็เหมือนเราได้เรียนรู้งาน เรียนรู้ลูกค้าไปพร้อมๆ กัน”

การบริการที่ดี มีหมอเฉพาะทางและเครื่องมือทันสมัย หนำซ้ำเธอการันตี ไม่รวยก็สวยได้ สาวๆ อย่ารอช้าแวะไปได้ที่ sister spring clinic สาขาสะพานควาย เปิดบริการตั้งแต่เวลา 10.30-21.00 น.

ข้าวสดๆ กับรสชาติความสุข ของ ตุ๊ก ชนกวนัน

Published กรกฎาคม 30, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07068150358&srcday=2015-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 369

อาชีพคนดัง

กาญจนา

ข้าวสดๆ กับรสชาติความสุข ของ ตุ๊ก ชนกวนัน

ไม่ว่าใครก็คงงง ซึ่งเป็นอารมณ์เดียวกันกับเราเป๊ะ ที่อยู่ดีๆ ก็มีข่าวว่า “ตุ๊ก-ชนกวนัน รักชีพ” กลายเป็นชาวนา ปลูกข้าวในนาม “สุธาทิพย์ฟาร์ม” ขาย

“จริงค่ะ” ตุ๊กส่งเสียงมายอมรับ ก่อนจะว่า ถ้าจะพูดกันตามตรง สุธาทิพย์ฟาร์ม ซึ่งมีพื้นที่นับร้อยไร่ในจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นที่ดินของอดีต ส.ก.เขตภาษีเจริญ “สุธา นิติภานนท์” พ่อบุญธรรมที่เธอเคารพรักมานานนับสิบปี จนรู้สึกเหมือนเป็นพ่อ-ลูกกันแท้ๆ และเพราะอย่างนั้น เพื่อให้เธอมีรายได้เสริม มีอาชีพเพิ่ม เพื่อเก็บเงินไว้เลี้ยงลูก พ่อบุญธรรมจึงแบ่งที่ดินประมาณ 40 ไร่ให้เธอทำ

“จริงๆ คุณพ่อเขาซื้อที่เพื่อหวังจะเป็นบ้านพักตากอากาศ ซึ่งปกติเสาร์-อาทิตย์ เราก็จะไปกัน เพื่อให้ได้อยู่ในพื้นที่สีเขียว ได้พักจากสังคมเมือง แล้วเป็นการรวมตัวของลูกหลาน แต่ขณะเดียวกัน ก็มีความหวังว่าจะทำนา เพราะเขาก็เคยเป็นชาวสวนมาก่อน”

ดังนั้น ช่วง 4 ปีที่แล้วเขาจึงเริ่มไปอบรม หาความรู้เกี่ยวกับการทำนา จนมั่นใจว่าทำได้ ก็เริ่มลงมือ

ใช้เวลาทดลอง ปรับปรุง และพัฒนา ราว 2 ปี ก่อนจะปักหลักมั่นคงกับวิถีเกษตรอินทรีย์

“จริงๆ คนที่เป็นหลักคือคุณพ่อ เพราะท่านอยู่ที่นั่น 100 เปอร์เซ็นต์ เราเองแค่ไปแจม ไปรับหน้าที่เท่าที่พอจะทำได้”

เรื่องนี้ถ้าจะว่าไป ถ้าจะเมาธ์กันแบบตรงๆ ตุ๊กก็ว่า ถึงไม่มีเธอ คุณพ่อก็คงดูแลทุกสิ่งแบบไม่เรียกร้อง “แต่ตุ๊กก็เหมือนโรคจิต คือรู้สึกว่าเป็นของเราแล้ว ก็อยากทำเอง เสาร์-อาทิตย์เลยพยายามไปดู ไปหาความรู้”

เรียนรู้ไปพร้อมๆ กับการทำหน้าที่แพ็กของ ติดสติ๊กเกอร์ และทำหน้าที่พนักงานขาย ที่รับออร์เดอร์ผ่าน LINE ID : suthatip_farm และโทรศัพท์หมายเลข (081) 813-1767 รวมทั้งหน้าที่พนักงานจัดส่ง ซึ่งมีทั้งการส่งทางไปรษณีย์ หรือบางทีถ้าอยู่ใกล้ๆ ก็ขับรถไปให้ถึงที่

“แต่ที่ผ่านมาในช่วงที่เขาดำนา ถ้าเรามีโอกาสไป ตุ๊กก็ดำด้วย ลูกๆ (น้องแพรว-น้องภูมิ) ก็ทำ เพราะตุ๊กอยากให้ลูกได้สัมผัสเรื่องเหล่านี้”

ในสุธาทิพย์ฟาร์มอันกว้างใหญ่ เลยจะมีพื้นที่นาแปลงเล็กๆ ที่สามแม่ลูกดำเนินการ

ผลผลิตที่ได้ ตุ๊ก บอกว่า ตอนนี้มีอยู่ 3 ประเภท คือ ข้าวขาว ข้าวกล้อง และข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี่ ที่หลังจากขายมาได้ 3-4 เดือน แบบเหนื่อยนัก หากก็ “สุขมาก”

“แรกๆ งานเรายังไม่เข้าที่ และข้าวไม่มีมากพอที่จะขาย เพราะการปลูกแบบออร์แกนิกต้องทำใจไปเลยว่าจะเสียครึ่ง ได้ครึ่ง เพราะเราไม่ใช้เคมี จึงต้องตามสภาพ แต่คุณพ่อเขาพูดน่ารักมาก คือขณะที่เรามองว่าเสียครึ่งหนึ่ง แต่คุณพ่อบอกว่าแบ่งให้หนอนมันกินบ้าง”

“ใจดีมากกกก” เธอเล่าพลางหัวเราะ

ส่วนเรื่องกำไร ตุ๊กส่ายหน้า บอกอย่าได้คิดว่าจะมีเป็นกอบเป็นกำ

“บอกเลยว่าไม่มาก เพราะไม่ได้คิดจะเอาเยอะ”

“โดยรวมคนคงเข้าใจ ว่าข้าวอินทรีย์ไม่ได้ราคาถูกเท่าเคมีใช่ไหมคะ แต่ของตุ๊กเป็นข้าวอินทรีย์ราคาไม่แพง เป็นราคาผู้ผลิต ราคาที่พบกันตรงกลางระหว่างเรากับคนซื้อ”

“คุณพ่อเองก็บอกว่าเราไม่ได้มาทำเพื่อเอาสตางค์ แต่เพราะคุณพ่อเห็นเราทุกคนดูแฮปปี้เวลาที่ได้มาตรงนี้ งั้นก็ทำแค่ไม่ขาดทุนก็พอ”

ตุ๊กซึ่งเคยผ่านงานนั่น โน่น นี่มาหลายอย่าง ยังเผยความรู้สึกอีกว่า เมื่อเทียบงานนี้กับต่างๆ นานาที่เคยทำมา งานนี้เป็นงานที่ “มีความสุขจัง” เธอบอกพลางยิ้ม

“ตอนแรกก็คิดว่าเพราะเป็นช่วงใหม่ๆ หรือเปล่าเราถึงรู้สึก”

“แต่บอกเลย ขายเครื่องสำอางนำเข้าจากเกาหลีก็ไม่ได้มีความสุขขนาดนี้ แต่พอมาทำธุรกิจข้าว รู้สึกถูกจริต”

“ไม่รู้ทำไม”

ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ในอนาคตจึงคิดจะยึดเป็นอาชีพหลัก

“ทุกวันนี้ก็พยายามทำอยู่ ทำให้ดีที่สุด แต่ไม่รีบ เพราะตุ๊กมีงานประจำ มีลูก ต้องรับส่งลูกเรียน ถามว่ามีจุดหมายไหม มีค่ะ เพราะทำแล้วเราก็ฟิน”

แถมฟินขึ้นไปอีกตอนได้รับคำชม

“เวลาไปส่งข้าว เราก็ขอบคุณที่เขาอุดหนุน แต่เขากลับขอบคุณกลับ บอกขอบคุณนะที่ทำอาหารดีๆ อาหารที่ปลอดภัยให้เขากิน ฟังแล้วรู้สึกมันมีค่าจังเลย” ขณะที่เล่าดวงตาของเธอก็เปล่งประกาย

สำหรับคนที่ยังไม่เคยลอง ตุ๊กยังรับประกัน ว่านอกจากข้าวของไร่เธอจะปลอดภัย ไร้สารเคมี 100 เปอร์เซ็นต์ แล้ว-ยังอร่อยมาก

“ขอบอกด้วยความมั่นใจค่ะ อร่อยจริงๆ”

“ลูกค้าหลายคนจะถ่ายรูปส่งมาให้ บอกอร่อย เม็ดสวย บางคนบอกทำไมหุงแล้วไม่มีเม็ดหักเลย โดยเฉพาะไรซ์เบอร์รี่ ที่บ้านตุ๊กชอบมาก อารมณ์เหมือนกินข้าวเหนียวดำ กินเพียวๆ ก็หอม นุ่ม อร่อยแบบกินเปล่าๆ ได้เลยน่ะ” เธอพรรณนาสรรพคุณ

แล้วว่า “เอาจริงๆ เลยนะ ทีแรกตุ๊กก็ไม่ได้คาดหวังว่าข้าวของตัวเองจะอร่อยกว่าคนอื่น แต่เคยได้ยินเพื่อนรุ่นพี่ที่เขาขายเบเกอรี่ ซึ่งเขาบอกเขาจะใช้แต่ไข่ออร์แกนิกเท่านั้น เพราะของออร์แกนิก มันทำให้อาหารอร่อย เป็นรสชาติสดๆ ของอาหารจริงๆ”

“ที่ผ่านมาเราได้ยินแค่ผักสด ปลาสด แต่นี่ตุ๊กขอใช้คำนี้เลยนะ ข้าวสดๆ”

“เพราะข้าวของเราสดจริงๆ เพราะตุ๊กจะสีทีละน้อย สมมติสีตันหนึ่ง ขายหมดแล้วค่อยสีใหม่ ข้าวของเราจึงโคตรใหม่อ่ะ ใหม่สดมาก”

“อย่างปลาสดก็มีรสของปลา กุ้งมีรสของกุ้ง ข้าวก็มีรสของข้าว ซึ่งมันอร่อยอยู่แล้ว”

“ดังนั้น เวลาจะขายจึงแฮปปี้ เพราะเราขายของดี ก็พูดได้เต็มปากเต็มคำ ไม่ต้องเฉไปไฉมา” เธอว่าอย่างเสียงดังฟังชัด

“ชัด-จากความมั่นใจ!!”

%d bloggers like this: