อสังหาริมทรัพย์

All posts tagged อสังหาริมทรัพย์

ธปท.มองการเมือง-เงินทุนไหลเข้าปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจ54

Published สิงหาคม 12, 2011 by SoClaimon

18 พฤศจิกายน 2553, 20:31 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/128025.

Pic_128025

แบงก์ชาติ มองการเมือง-เงินทุนไหลเข้า ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจปีหน้า เตรียมออกแผนพัฒนาตลาดเงิน วางแผนใช้เงินไหลออก และสกัดเงินร้อนไหลเข้า ยันยังไม่ออกมาตรการคุมเงินไหลเข้าตอนนี้ เพราะบาทเริ่มอ่อนค่า ระบุ คุมอสังหาฯจำเป็น แต่เป็นมาตรการเตือนแค่ให้ปรับตัว…

เมื่อวันที่ 18 พ.ย. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนา ซีอีโอ 2011 :Chief Economic Outlook 2011 ว่า ในปีนี้รวมผบกระทบที่จะเกิดขึ้นจากอุทกภัยแล้ว เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ประมาณ 7-7%กว่า และคาดว่าในปีหน้าจะขยายตัวในระดับ 3-5% โดยปัจจัยเสี่ยงในการขยายตัวของเศรษฐกิจปีหน้าในสายตา ธปท.ยังมีชัดเจนใน 2 เรื่อง เรื่องแรกคือ ความเสี่ยงทางการเมือง เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาการเมืองภายในทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวไม่เต็มศักยภาพ เนื่องจากมีผลกระทบถึงทุกภาคธุรกิจ และทำให้นโยบายในการพัฒนาประเทศไม่ชัดเจน ส่วนเรื่องที่ 2 คือ ปัจจัยต่างประเทศที่จะเข้ามากระทบ ซึ่งจะต่อเนื่องจากปีนี้ เนื่องจากมองว่า มาตรการผ่อนคลายด้านปริมาณเงินหรือ QE นั้น จะมีเงินออกมาต่อเนื่อง และเมื่อหมดระยะที่ 2 แล้ว อาจจะยังมีการอัดฉีดเงินเพิ่มเข้ามาอีกในระยะต่อไป โดยในส่วนการดำเนินนโยบายมหาภาคและนโยบายการเงินของธปท.นั้น นอกจากการประสานการใช้มาตรการกำกับดูแลสถาบันการเงินมาช่วยดูแลเสถียรภาพของ เศรษฐกิจ หรือ Macro Prudential เพื่อช่วยเพิ่มส่วนที่นโยบายอัตราดอกเบี้ยอย่างเดียวอาจจะทำไม่ได้แล้ว ในปีหน้าจะมีการเพิ่มเครื่องมีในการดูแลเงินทุน โดยทำเป็นแผนพัฒนาตลาดการเงินขึ้นมา เพื่อวางกรอบในการสร้างเครื่องมือเพิ่มขึ้นในการผลักดันเงินทุนให้ไหลออก เพิ่มขึ้นจากในปัจจุบัน และการสร้างมาตรการหรือเครื่องมือเพื่อรับมือกับเงินทุนไหลเข้าที่จะเข้ามา ต่อเนื่อง และมีความผันผวนมากขึ้น ซึ่งจะทำควบคู่ไปกับการสร้างตลาดเงินของไทยให้มีความกว้างและลึกขึ้น เพื่อรองรับปริมาณเงินทุนที่ไหลจะไหลเข้ามากขึ้น ซึ่งเงินที่ไหลเข้ามามากเกินไปก็เหมือนน้ำท่วม หากมีการสร้างที่พักน้ำหาที่ให้น้ำไปอยู่ได้ มากขึ้น การบริหารจัดการน้ำก็ทำได้ดีขึ้น

“ในส่วนของมาตรการการควบคุมเงิน ไหลเข้า ในขณะนี้มีการศึกษาไว้หลายมาตรการ แต่การนำมาใช้เมื่อไร ต้องพิจารณาเงื่อนไขความเหมาะสม และเงื่อนไจการเปลี่ยนแปลงในตลาดการเงินต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้ 3-4 วันที่ผ่านมาดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวลดลงและการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท อ่อนค่า จากความกังวลในปัญหาหนี้สินยุโรปของประเทศไอร์แลนด์และห่วงว่าอาจจะลามไปยัง กรีซและโปรตุเกสได้ รวมทั้งความกังวลในเศรษฐกิจจีน ทำให้นักลงทุนมีความระมัดระวังในการออกไปลงทุนนอกประเทศมากขึ้นเพราะนัก ลงทุนย้ายจากการถือเงินสกุลอื่นไปถือดอลลาร์มากขึ้น ซึ่งธปท.กำลังเฝ้าระวังเรื่องนี้อยู่ เพราะอาจจะเป็นเหตุการณ์ระยะสั้นก็ได้” นายประสาร กล่าว

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวต่อว่า การดูแลความสมดุลของเสถียรภาพและการขยายตัวของเศรษฐกิจ ในปีหน้า ธปท.จะจับตาดูใน 7 เรื่องหลัก คือ 1.เสถียรภาพด้านต่างประเทศ 2.การให้สินเชื่อ และฐานการเงินของธนาคารพาณิชย์ 3.หนี้สินของภาคครัวเรือน 4.ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 5.ภาวะราคาในตลาดหลักทรัพย์ 6.ฐานะการเงินของภาคธุรกิจโดยรวม และ7.ฐานะการคลังและหนี้สาธารณะของประเทศ ทั้งนี้ หากมีด้านใดด้านหนึ่งเริ่มเสียสมดุล ธปท.จะใช้วีส่งสัญญาณให้ผู้ประกอบการปรับตัว เพราะหลายครั้งหลายปล่อยให้เกิดปัญหาจะช้าไปที่จะแก้ไข

“ที่ผ่านมา ธปท.ออกมาตรการกำหนดวงเงินสินเชื่อสูงสุดต่อหลักทรัพย์ค้ำประกัน (LTV) ไม่ใช่เพราะภาคอสังหาริมทรัพย์เกิด ฟองสบู่ แต่ที่ผ่านมาเกณฑ์การคิดน้ำหนักความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อ อสังหาริมทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ต่ำไป เพราะอยู่ในช่วงวิกฤตต้องการกระตุ้นยอดขาย แต่เมื่อมีความเสี่ยงที่เงินนอกจะทะลักเข้ามาในธุรกิจนี้ และดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ หากยังคิดความเสี่ยงเดิมอาจะมีผลกระทบจนธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อจนเกิน เลยความพอดี มีผลต่อหนี้เสียของธนาคารพาณิชย์ และภาพรวมของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้ แต่มาตรการที่ออกมา ได้พิจารณาแล้วว่าเป็นมาตรการเตือนเท่านั้น และมีเวลาให้ผู้ประกอบการปรับตัวได้” นายประสาร กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 18 พฤศจิกายน 2553, 20:31 น.

แนะโอกาสทองซื้อบ้านก่อนทะยาน

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

10 สิงหาคม 2554, 05:15 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/192827.

Pic_192827

แนะโอกาสทองซื้อบ้านก่อนทะยาน หลังค่าวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้นอีก 11-15% และต้นทุนแรงงานซึ่งจะเพิ่มขึ้นตามนโยบายรัฐบาล กระทบต้นทุนสร้างบ้านในระดับ 8% ต่อหลัง…

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปี 2555 ราคาบ้านใหม่จะปรับเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 6-9% เมื่อเทียบกับปีนี้ ตามค่าวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 11-15% ประกอบกับต้นทุนแรงงานซึ่งจะเพิ่มขึ้นตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งจะกระทบต้นทุนการสร้างบ้านในระดับ 8% ต่อหลัง นอกจากนั้น ผู้ซื้อยังมีภาระจ่ายดอกเบี้ยในกรณีที่มีการกู้ยืมสินเชื่อจากธนาคารอีกไม่ต่ำกว่า 0.25-0.50% ต่อปี ตามการเร่งตัวอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งคาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะอยู่ที่ 4.00% ดังนั้น ผู้มีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยควรเร่งตัดสินใจภายในปีนี้ เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว

นางพิกุล ศรีมหันต์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ราคาบ้านโดยเฉลี่ยในปี 54 ได้มีการปรับตัวจาก 2.5 ล้านบาทต่อหลัง เป็น 2.7 ล้านบาทต่อหลัง จากแรงกดดันดันด้านอัตราเงินเฟ้อ และยังมีแนวโน้นขยับตัวขึ้นอีกครั้งในปี 2555 ซึ่งโครงการอสังหาริมทรัพย์ พยายามที่จะเร่งขายบ้านที่คงค้างให้หมด ผ่านการทำโปรโมชั่น ดังนั้น ผู้ต้องการที่อยู่อาศัยควรจะเร่งซื้อตั้งแต่ปีนี้

นายวิบูล จันทรดิลกรัตน์ นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน กล่าวว่าสมาคมได้กำหนดจัดงานแสดงสินค้า “รับสร้างบ้าน 2011” ระหว่างวันที่ 25-28 สิงหาคม 54 ณ ห้องเพลนนารี ฮอลล์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีบริษัทรับสร้างบ้านชั้นนำเข้าร่วมออกบูธกว่า 40 บริษัท นำเสนอแบบบ้านรุ่นใหม่ทันสมัยและโปรโมชั่นส่วนลดพิเศษให้กับลูกค้า นอกจากนี้ยังมีบูธผู้ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ตกแต่งบ้านสถาบันการเงินชั้นนำเข้าร่วม ภายในงานยังมีกิจกรรมที่สมาคมร่วมกับกรุงเทพมหานคร จัดทำโครงการสร้างบ้านด้วยรอยยิ้ม ด้วยการมอบแบบบ้านฟรีกว่า 30 แบบ ให้กับประชาชนผู้สนใจฟรีอีกด้วย

สำหรับเป้าหมายในปีนี้สมาคมตั้งประมาณการไว้ที่ 2,500 ล้านบาท ซึ่งมั่นใจว่าจะสามารถทำยอดขายได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ เนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่รับทราบแล้วว่า ราคาบ้านมีแนวโน้มในการปรับตัวสูงขึ้นอย่างแน่นอน หลังจากทั้งค่าแรงวัสดุก่อสร้างมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ดังนั้น ในงานนี้ถือเป็นโอกาสของผู้บริโภคที่จะได้บ้านในราคาประหยัด และยังได้ลุ้นกับโปรโมชั่นจำนวนมาก.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 10 สิงหาคม 2554, 05:15 น.

‘กรณ์’ หนุนมาตรการ ธปท.ดูแลสินเชื่ออสังหาฯ

Published สิงหาคม 8, 2011 by SoClaimon

15 พฤศจิกายน 2553, 17:18 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127210.

Pic_127210

รมว.คลัง หนุนมาตรการแบงก์ชาติดูแลสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ ระบุเป็นหน้าที่โดยตรงของธปท.และเคยเจอวิกฤติจากปี 40 เป็นบทเรียน

เมื่อวันที่ 15 พ.ย. นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเห็นด้วยกับมาตรการกำหนดอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประ กันของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยถือว่า เป็นหน้าที่โดยตรงของธปท.ในการดูแลให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพ หลังจากที่ประเทศไทยมีประสบการณ์จากช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 40 ที่ได้ปล่อยปละละเลยในการดูแลเสถียร ภาพจนทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจและนำไปสู่ภาระหนี้จำนวนมาก จนขณะนี้ยังไม่สามารถชำระหนี้ได้หมด

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 15 พฤศจิกายน 2553, 17:18 น.

ธปท.คลอดเกณฑ์คุมอสังหาฯ ล็อกคอสินเชื่อคอนโดฯ-บ้านเดี่ยว 90-95%

Published สิงหาคม 6, 2011 by SoClaimon

13 พฤศจิกายน 2553, 05:45 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/126585.

Pic_126585

คลอดแล้วเกณฑ์เข้มคุมสินเชื่อ อสังหาฯ ธปท. ยันแม้ไม่มีฟองสบู่ แต่ควรจัดวัคซีนป้องกันไว้ก่อนเกิดโรค แบงก์ชาติ ระบุเริ่มเห็นการแข่งขันปล่อยสินเชื่อที่อยู่ อาศัยที่รุนแรงเกินไป ตั้งเกณฑ์ปล่อยกู้ คอนโดฯต้องมีดาวน์ 10% ส่วนบ้านเดี่ยวดาวน์ 5% ถ้าแบงก์ฝืนปล่อยเกิน สั่งเข้มสำรองเงินทุนเพิ่มเท่าตัว

นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายเสถียรภาพสถาบันการเงิน แถลงข่าวการออกมาตรการกำกับดูแลการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคาร พาณิชย์ว่า ในช่วงที่ผ่านมาธุรกิจการก่อสร้างที่อยู่อาศัย ทั้งคอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว หรือทาวน์เฮาส์ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง  สอดคล้องกับตัวเลขสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่เติบโตในระดับที่ดี

อย่างไร ก็ตาม แม้ว่ายังไม่เห็นสัญญาณบ่งชี้ที่ชัดเจนว่า มีปัญหาฟองสบู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่ในช่วงที่ผ่านมา เริ่มเห็นแนวโน้มการ แข่งขันการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารพาณิชย์ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการแข่งขันในด้านการตลาดของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น ซึ่งอาจจะผลักดันให้เกิดพฤติกรรมในการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่มีความ เสี่ยงมากขึ้น  จากใน ช่วงที่ผ่านมา  ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่กำหนดให้วางเงินดาวน์ในการซื้อที่อยู่อาศัยไม่ต่ำกว่า 10% หรือมีอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (Loan to Value หรือ LTV ratio)  ในระดับ 90% ซึ่ง ธปท. มองว่าอยู่ในระดับที่ดี

“มาตรการ ที่ ธปท. ออกมาครั้งนี้จึงถือเป็นมาตรการป้องกัน เพราะคนที่ยังเป็นปกติอยู่นั้น สามารถมารับวัคซีนฉีดยาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคได้ แต่หากไม่สบายแล้วจะรักษายาก ถ้าให้ยาแรงอาจเกิดอาการช็อกได้”

นาย เกริก กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนั้น ในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์  ควรจะพิจารณาความสามารถในการแข่งขันในอนาคตของผู้ซื้อ  ที่จะมีภาระมากขึ้นหากในช่วงต่อไปอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของไทยเข้าสู่ขาขึ้น ด้วย โดยหากคำนวณภาระการผ่อนส่งที่จะมากขึ้น พบว่า หากในช่วงต่อไปอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงขึ้น 1% ภาระการผ่อนส่งของประชาชนจะเพิ่มขึ้นถึง 20% ถ้าดอกเบี้ยขึ้น 2% ภาระจะเพิ่มขึ้น 40% ดังนั้น การแข่งขันปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารพาณิชย์  ควรจะคำนึงถึงเรื่องเหล่านี้ด้วย  เพราะจะส่งผลถึงจำนวนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในอนาคต

“มาตรการ ที่ออกมาในครั้งนี้ เป็นการเพิ่มน้ำหนักความเสี่ยงในการสำรองเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) ซึ่งธนาคารพาณิชย์ต้องกันสำรองเงินกองทุน เมื่อปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้กับลูกค้า ซึ่งจะผลักดันให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยวงเงินสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกันใน อัตราที่ ธปท. เห็นว่าควรจะสนับสนุนและเหมาะสมต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ”

รอง ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวต่อว่า หากธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อตาม LTV ratio ที่ ธปท. กำหนด ธปท. จะกำหนดค่าความเสี่ยงที่ต้องสำรองเงินทุนในระดับ 35% ของสินเชื่อที่ปล่อยไปเท่านั้น แต่หาก ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อโดยให้สัดส่วน LTV ratio เกินกว่าที่ ธปท. กำหนด ค่าความเสี่ยงที่ต้อง กันสำรองเงินทุนจะเพิ่มเป็น 75% ของเงินที่ปล่อยกู้ หรือคิดเป็นเม็ดเงินที่ต้องสำรองประมาณ 1 เท่าตัว

โดยกำหนดสัดส่วน LTV ratio เป็น 3 กรณี 1. สินเชื่อที่อยู่อาศัยราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อโดยใช้ LTV ratio ที่สัดส่วน 80% หรือต้องมีเงินดาวน์ ไม่ต่ำกว่า 20% ของมูลค่าหลักประกัน ซึ่งกรณีนี้มีผลไปแล้วตั้งแต่ปี 2552 กรณีที่ 2 สินเชื่อคอนโดมิเนียมราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาทลงมา กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อโดยใช้ LTV ratio ที่สัดส่วน 90% หรือต้องมีเงินดาวน์ ไม่ต่ำกว่า 10% ของมูลค่าหลักประกัน ยกเว้นข้าราชการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ มีผลเฉพาะสัญญาจะซื้อจะขายที่ทำสัญญาตั้งแต่ 1 ม.ค. 2554

กรณีที่ 3 สินเชื่อบ้านแนวราบ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ ราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท กำหนด LTV ratio ที่สัดส่วน 95% หรือมีเงิน ดาวน์ไม่ต่ำกว่า 5% ของมูลค่าหลักประกัน ยกเว้นข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ โดยมีผลเฉพาะ สัญญาที่จะซื้อจะขายตั้งแต่ 1 ม.ค. 2555

นายเกริก กล่าวอีกว่า มาตรการดังกล่าวที่ออกมานั้น ธปท. ห้ามหรือไม่บังคับให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยเกินระดับที่ ธปท. มองว่าเหมาะสม แต่หากจะปล่อยสินเชื่อเกินระดับดังกล่าว จะต้องมีเงินกองทุนรองรับที่เพิ่มขึ้น เช่น เดิมหากธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อคอนโดมิเนียม 1 ล้านบาท คิดค่าความเสี่ยง 35% จะต้องสำรองเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) ประมาณ 29,750 บาท แต่หากให้สัดส่วน LTV ratio มากกว่าที่ ธปท. กำหนด ค่าความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเป็น 75% ส่งผลให้สินเชื่อคอนโดมิเนียม 1 ล้านบาท ธนาคารพาณิชย์จะต้องกันสำรองเพิ่มขึ้นเป็น 63,750 บาท.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 13 พฤศจิกายน 2553, 05:45 น.

ขานรับมาตรการสกัดฟองสบู่อสังหา

Published สิงหาคม 6, 2011 by SoClaimon

13 พฤศจิกายน 2553, 05:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/126580.

Pic_126580

นายเศรษฐา ทวีสิน

สมาคมอาคารชุดไทย ขานรับมาตรการสกัดฟองสบู่อสังหา โล่งอกยันผลกระทบแค่ชิวๆ แสนสิริสวนไหนว่าไม่เห็นสัญญาณ …

นายธำรง ปัญญาสกุลวงศ์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวถึงมาตรการควบคุมสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประกาศเมื่อวานนี้ (12 พ.ย.53) ว่า มาตรการที่ออกมาเป็นไปตามข้อเสนอที่ตัวแทนผู้ประกอบการธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ได้เสนอต่อ ธปท.ระหว่างการเข้าพบเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งทางสมาคมเห็นว่าจะส่งผลดีต่อธุรกิจอสังหาฯโดยรวม โดยเฉพาะในโครงการคอนโดมิเนียม ที่ปัจจุบันนี้มีผู้ประกอบการบางรายเสนอเงื่อนไขที่ผิดปกติให้ลูกค้า เช่น การวางเงินดาวน์ 0% แล้วรับเงินแสนกลับบ้าน โดยยังสามารถกู้เงินจากธนาคารได้ 100% เต็ม ซึ่งเป็นการบิดเบือนตลาดอย่างมากจนทำให้เกิดภาวะฟองสบู่ได้ นอกจากนี้จะส่งผลดีต่อคุณภาพลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์เองด้วย เนื่องจากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีสภาพคล่องในตลาดเงินสูงมาก ทำให้ธนาคารแข่งขันกันปล่อยสินเชื่อ

“ผู้ประกอบการเองก็ต้องการ ลูกค้าดีๆ ที่ไม่ใช่นักเก็งกำไร เพราะพวกนี้จะทำให้เกิดปัญหาในระยะยาว ส่วนลูกค้าที่มีความต้องการซื้อจริงๆ จะไม่ได้รับผลกระทบต่อกำลังซื้อมากนัก เนื่องจากหากต้องวางเงินดาวน์ในอัตรา 5-10% สำหรับบ้าน หรือทาวน์เฮาส์ หรือคอนโดราคาไม่แพงนัก ก็ยังมีเวลาพอในการเก็บออมเงินดาวน์ให้เพียงพอ เพราะโครงการส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 1-2 ปี”

ด้านนาย เศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ถ้ามองจากภาพรวมอุตสาหกรรมแล้ว ตนไม่เห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าวของ ธปท. เนื่องจากหากไม่มีภาวะฟองสบู่และไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนตามที่ ธปท.กล่าวอ้าง เหตุใดจึงต้องมีมาตรการดังกล่าวออกมา เพราะส่งผลกระทบต่อธุรกิจอสังหาฯโดยไม่จำเป็น เช่น ราคาหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลงมาในระยะสั้นนี้ อย่างไรก็ตามเมื่อ ธปท.ได้ตัดสินใจแล้ว  ตนในฐานะผู้ประกอบการก็ยอมรับ เพราะผู้ประกอบการทุกรายก็ต้องแข่งขันภายใต้ กติกาเดียวกัน  ซึ่งธุรกิจของแสนสิริเองไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากมีการกำหนดให้ลูกค้าต้องวางเงินดาวน์ 10% อยู่แล้ว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 13 พฤศจิกายน 2553, 05:30 น.

หุ้นอสังหาร่วงผวาถูกคุมสินเชื่อ

Published สิงหาคม 5, 2011 by SoClaimon

12 พฤศจิกายน 2553, 05:45 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/126300.

Pic_126300

โสภณ พรโชคชัย

หุ้นอสังหาฯ ร่วงผวา ธปท. คุมสินเชื่อ ป้องกันภาวะฟองสบู่ บทเรียนต่างชาติให้ไทยหาทางหนีทีไล่ …

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวราคาหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์พบว่า ส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง เนื่องจากวิตกกังวลกรณีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่งสัญญาณควบคุมสินเชื่อที่อยู่อาศัย เพื่อป้องกันการเกิดภาวะฟองสบู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว

ขณะที่บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินว่า จุดยืนของ ธปท.ทำให้ผู้ ประกอบการต้องปรับตัวอย่างมากโดยเฉพาะการขายสินค้าที่อาจต้องเพิ่มเงินดาวน์ให้สูงขึ้น และอีกปัญหาที่ใหญ่กว่า คือรายการขายที่เกิดขึ้นไปแล้ว และรอขอสินเชื่อกับธนาคารในส่วนของบริษัทในตลาดหุ้น 14 แห่ง มีมูลค่าสูงกว่า 100,000 ล้านบาท หากมีการกำหนดเกณฑ์วงเงินสินเชื่อที่ให้ได้สูงสุดต่อราคาประเมินหลักทรัพย์ค้ำประกัน (LTV) ที่ต่ำลงจากปัจจุบัน อาจทำให้ผู้ซื้อบางส่วนไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ กระทบไปถึงฐานะการเงินของผู้ประกอบการ และจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงสถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อโครงการ

นายโสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหารศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด หรือ AREA เปิดเผยว่า ได้รวบ รวมมาตรการต่างๆ ของจีนและบทเรียนจากสหรัฐฯ เพื่อนำเสนอธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และผู้ประกอบการต่างๆนำไปศึกษาเพื่อหาทางหนีทีไล่ เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจจะตามมา

โดยกรณีสหรัฐฯ ก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2551 จำนวนที่อยู่อาศัยเกิดเพิ่มขึ้นปีละ 1.5-2.0 ล้านหน่วย แต่หลังจากเกิดวิกฤติ มีบ้านสร้าง ใหม่ปีละไม่เกิน 500,000 หน่วย หรือประมาณหนึ่งในสาม เท่ากับว่าจำนวนบ้านเกิดขึ้นเกินความ ต้องการจริงถึงสองเท่าตัว ในแต่ละปีราคาที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นปีละ 10% มานับแต่ปี 2535-2550 ทำให้มีการรีไฟแนนซ์หรือนำบ้านไปเพิ่มวงเงินกู้เพื่อนำเงินมาใช้สอยกันอย่างแพร่หลาย อัตราส่วนเงินกู้ต่อมูลค่าทรัพย์สิน หรือ LTV ก็สูงขึ้นจากอัตราปกติที่ 70-80% ของมูลค่าเป็น 90%, 100% และ 120% ตามลำดับ ด้วยความคาดหวังว่าราคาบ้านก็จะยังเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง จนเมื่อเศรษฐกิจตกต่ำ ราคาบ้านจึงกลับต่ำลงจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลาเกินกว่า 3 ปีแล้วที่ราคาบ้านยังตกต่ำต่อเนื่อง

สำหรับมาตรการแก้ไขปัญหาอสังหาริม-ทรัพย์ร้อนแรงเกินไปในจีน มีมาตรการที่ไทยสมควรศึกษา เช่น ในปี 2552 มีการประกาศว่าผู้ที่จะซื้อบ้านเป็นหลังที่สองต้องมีเงินดาวน์ไม่น้อยกว่า 40% ของราคาบ้าน ขณะที่สถาบันการเงินต้องควบคุมการอำนวยสินเชื่อแก่ผู้ซื้อบ้านหลังที่สอง ไม่ใช่ปล่อยกู้กันตามใช้ชอบโดยขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน

รวมทั้งการกำหนดให้ผู้ขายบ้านที่ถือครองต่ำกว่า 5 ปีต้องเสียภาษีธุรกิจ ส่วนผู้ที่ถือครองต่ำกว่านั้นก็ยังเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในส่วนที่เพิ่มขึ้นของราคา จากนั้นในปี 2553 มีข้อกำหนดให้ผู้ซื้อบ้านหลังที่สองต้องวางเงินดาวน์ 50% และผู้ซื้อบ้านหลังที่สามอาจไม่ได้รับสินเชื่อใดๆ และรัฐบาลหยุดให้ต่างชาติซื้อห้องชุดเพื่อหยุดการเก็งกำไรจนถึงการออกนโยบาย “1 ครัวเรือน 1 บ้าน” เพื่อลดความร้อนแรงของตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยไม่หวั่นเกรงจะกระทบกับอุตสาหกรรมที่อยู่อาศัย.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 12 พฤศจิกายน 2553, 05:45 น.

ผู้ประกอบการรุกเคลียร์ ธปท. ชี้ธุรกิจยังไม่ถึงฟองสบู่อย่าเหวี่ยงแหคุมกำเนิด

Published สิงหาคม 1, 2011 by SoClaimon

11 พฤศจิกายน 2553, 06:45 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/126028.

Pic_126028

หากมีการออกเกณฑ์แอลทีวีออกมา โดยไม่มีการแยกแยะให้ชัดเจน เฉพาะประเภทที่มีการเก็งกำไรสูง จะก่อให้เกิดผลกระทบทั้งกับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ และผู้บริโภคอย่างรุนแรง

ผู้สื่อข่าวรายงานจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) วานนี้ ว่า ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ประกอบด้วยตัวแทนจากสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย สมาคมอาคารชุดไทย และสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ได้เดินทางมาประชุมร่วมกับสายเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท. เพื่อนำเสนอข้อมูลที่แท้จริงของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งเสนอความคิดเห็นในการออกมาตรการป้องกันภาวะฟองสบู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งรับฟังแนวคิดของ ธปท.

โดยนายธำรง ปัญญาสกุลวงศ์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวภายหลังการหารือว่า ในการหารือครั้งนี้ สมาคมอาคารชุดได้ นำข้อมูลที่สมาคมมีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งตลาดคอนโดมิเนียมยังห่างไกลคำว่าฟองสบู่อยู่ค่อนข้างมาก ทั้งนี้ ถ้าดูเฉพาะในส่วนของจำนวนโครงการถือว่ายังไม่สูง โดยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน มีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่รวม 139 โครงการ คิดเป็น 56,963 ยูนิต ขณะที่ความต้องการซื้อคอนโดมิเนียมใกล้เคียงกับปริมาณคอนโดมิเนียมในตลาด แต่ก็ยอมรับว่าการซื้อเพื่อเก็งกำไรในคอนโดมิเนียมนั้นมีบ้างประมาณ 10% ซึ่งถือว่าไม่มาก

“ทางสมาคมได้เสนอข้อมูลให้ ธปท.รับทราบ แต่ยังไม่แน่ใจว่า ธปท.จะมีการปรับเปลี่ยนแนวทางหรือเกณฑ์ที่จะออกมาเพื่อกำกับดูแลปัญหาฟองสบู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มากน้อยเพียงใด เพราะเท่าที่ได้รับฟังในขณะนี้ ธปท.มีการเตรียมการที่จะออกมาตรการที่จะกำหนดเกณฑ์วงเงินสินเชื่อ ที่ให้ได้สูงสุดต่อราคาประเมินหลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยครอบคลุมสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ทุกประเภทออกมา จากเดิมที่ไม่มีการกำหนดวงเงินสินเชื่อสูงสุด ตามแต่ธนาคารพาณิชย์จะพิจารณา”

นายธำรง กล่าวต่อว่า หากมีการออกเกณฑ์แอลทีวีออกมา โดยไม่มีการแยกแยะให้ชัดเจน เฉพาะประเภทที่มีการเก็งกำไรสูง จะก่อให้เกิดผลกระทบทั้งกับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ และผู้บริโภคอย่างรุนแรง ทั้งความต้องการซื้อและยอดขาย เพราะแม้ว่าในขณะนี้ยังไม่เกณฑ์แอลทีวีออกมา ยังมีผู้บริโภคจำนวนมากที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ได้.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 11 พฤศจิกายน 2553, 06:45 น.

ธอส.คัดทรัพย์ NPA คุณภาพ เปิดประมูล 6 ส.ค.นี้ พร้อมกันทั่วประเทศ

Published กรกฎาคม 16, 2011 by SoClaimon

14 กรกฎาคม 2554, 19:30 น.

ธอส.คัดทรัพย์ NPA คุณภาพ เปิดประมูล 6 ส.ค.นี้ พร้อมกันทั่วประเทศ.

Pic_186370

ธอส.คัดทรัพย์ NPA คุณภาพ กว่า 3,000 รายการ ประมูลขายพร้อมกันทั่วประเทศพร้อมพิสูจน์ความคุ้มค่าเปิดทรัพย์ให้ชมก่อน ประมูลจริง เสาร์ที่ 6 ส.ค.นี้

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส.กำหนดจัดประมูลขายทรัพย์ NPA ครั้งที่ 2/2554 ในวันเสาร์ที่ 6 ส.ค. นี้ โดยเป็นทรัพย์ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล จำนวน 230 รายการ และทรัพย์สินใน ภูมิภาคอีกกว่า 2,800 รายการ โดยทรัพย์สินที่นำมาประมูลขายครั้งนี้ ได้แก่ ที่ดินเปล่า บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ ห้องชุด และอาคารพาณิชย์ ทั้งนี้ ธนาคารได้คัดทรัพย์ในทำเลดี ราคาต่ำกว่าราคาตลาด เข้าร่วมในการประมูลฯ ครั้งนี้ด้วย นับเป็นโอกาสดีสำหรับลูกค้าที่ต้องการหาซื้อที่อยู่อาศัยในช่วงนี้ บ้านมือสอง ธอส.ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้ลูกค้ามีบ้านได้ง่ายยิ่งขึ้น เพราะนอกจากจะได้บ้านในทำเลที่ถูกใจแล้ว ยังได้รับส่วนลดสูงถึง 20 – 50% อีกด้วยนอกจากนี้ยังมีแคม เปญ “เงินดาวน์ผ่อนได้” โดยลูกค้าที่ประมูลซื้อทรัพย์ NPA ธอส.สามารถผ่อนชำระเงินดาวน์ (10% ของราคาที่ประมูลซื้อได้) ได้นาน 12 เดือน ด้วยอัตราดอกเบี้ย 0% ส่วนที่เหลืออีก 90% สามารถขอสินเชื่อกับธนาคารได้เต็มจำนวน ผ่อนชำระได้นานสูงสุด 30 ปี ทั้งนี้ในช่วงผ่อนดาวน์หากลูกค้าประสงค์จะเข้าอยู่อาศัย เพียงวางเงินประกันการเข้าอยู่อาศัยเพียง 1.5% ของราคาที่ประมูล

ทั้งนี้ลูกค้าสามารถติดต่อขอดูทรัพย์ได้ก่อนวันประมูล หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายบริหารทรัพย์สิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ สำนักงานใหญ่ โทร 0-2202-1822 0-2202-1582 และ 0-2202-1016 หรือทุกสาขาทั่ว ประเทศ และสามารถเข้าชมทรัพย์ได้ที่ http://www.ghbhomecenter.com

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 14 กรกฎาคม 2554, 19:30 น.

อสังหาฯ-เช่าซื้อรถ เตรียมเม็ดเงินรอนโยบายประชานิยมรัฐ

Published กรกฎาคม 13, 2011 by SoClaimon

12 กรกฎาคม 2554, 20:25 น.

อสังหาฯ-เช่าซื้อรถ เตรียมเม็ดเงินรอนโยบายประชานิยมรัฐ.

Pic_185828

ธุรกิจอสังหา-เช่าซื้อรถยนต์คึก เตรียมเม็ดเงินไว้รองรับนโยบายประชานิยมรัฐ บ้านหลังแรกและรถคันแรกเต็มสูบ โดยพากันระดมเงินทุนออกหุ้นกู้เพื่อล็อกต้นทุนไว้ในระดับต่ำ หนีดอกเบี้ยขาขึ้น

เมื่อวันที่ 12 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงที่ผ่านมาพบว่า มีบริษัทเช่าซื้อรถยนต์และอสังหาริมทรัพย์ระดมออกขายหุ้นกู้เพื่อระดมเงินทุนในตลาดทุนจำนวนมาก และยังมีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อยๆเพื่อหวังล็อกอัตราดอกเบี้ย ล็อกต้นทุนการเงินในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยยังเป็นขาขึ้น โดยล่าสุดคาดว่าการประชุม คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นมาอยู่ที่ 3.25%

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 4-7 ก.ค.ที่ผ่านมา บมจ. เอเชี่ยนพร็อพเพอร์ตี้(AP)ได้ออกขายหุ้นกู้มูลค่า 1,500ล้านบาท และ บมจ.ปริญสิริ เพิ่งออกขายไปช่วงปลายเดือนพ.ค.จำนวน 400 ล้านบาท ขณะที่ บมจ.ควอลีตี้เฮ้าส์ เตรียมจ่อขายอีก 2,000ล้านบาท ขณะที่ในส่วนของธุรกิจเช่า ซื้อรถยนต์หรือลิสซิ่งนั้นก็พบว่า มีการออกขายหุ้นกู้ต่อเนื่อง โดยเมื่อเร็วๆนี้ บริษัทกรุงศรี แคปปิตอล ออโตลิสต์ เพิ่งออกขายหุ้นกู้วงเงิน 2,000ล้านบาท และบมจ.ฐิติกร(TK)ขายหุ้นกู้วงเงิน 500 ล้านบาท ขณะที่ข้อมูลจากสมาคมผู้ค้าตราสารหนี้พบว่าในช่วง ครึ่งปีแรกภาคเอกชนมาการระดมเงินทุนโดยการออกหุ้นกู้กว่า 110,000ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นบริษัทในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ขณะที่นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. แสนสิริ (SIRI) เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมขายหุ้นกู้ อายุ 5 ปี วงเงิน 1,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ 5.6% โดยจะเสนอขายระหว่างวันที่ 18-20 ก.ค นี้ เงินที่ได้จากการขายหุ้นกู้ จะนำมาขยายธุรกิจที่กำลังเติบโต และอัตราดอกเบี้ยที่ได้รับถือเป็นอัตราที่ดี ซึ่งการออกหุ้นกู้ในช่วงนี้ ยังเป็นการล็อกอัตราดอกเบี้ยซึ่งเป็นต้นทุนเงินของบริษัทไม่ให้สูงเกินไปใน ภาวะที่อัตราดอกเบี้ยยังเป็นทิศทางขาขึ้น

ด้านนายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท(PS)กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลที่จะให้สิทธิประโยชน์กับผู้ถือบ้านหลังแรก ถือว่าสนับสนุนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่สิ่งสำคัญคือต้องกำหนดเงื่อนไข และประกาศออกมาให้ชัดเจนและต้องทำทันที ไม่เช่นนั้นจะทำให้ลูกค้าชะลอการซื้อบ้านในช่วงนี้ และทำให้ธุรกิจชะลอตัว อย่างไรก็ตาม ขณะนี้บริษัทมีสินค้าพร้อมรับมาตรการของรัฐบาลอยู่แล้วโดยมีบ้านพร้อมโอนมูลค่ากว่า 34,000 ล้านบาท

ส่วนที่ กนง.จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% นั้น ไม่กระทบต่อต้นทุนการเงินบริษัท เพราะปีที่ผ่านมาได้ระดมเงินโดยการออกหุ้นกู้อายุเฉลี่ย 3-5 ปี วงเงิน 7,500 ล้านบาทแล้วมีดอกเบี้ยเฉลี่ย 3.25% โดยหนี้เงินกู้ของบริษัทที่มีอยู่ทั้งหมด 16,000ล้าน เป็นเงินกู้ระยะยาว กว่า 9,000 ล้านบาทและมีต้นทุนดอกเบี้ยเฉลี่ย 3%

ขณะที่ในส่วนของธุรกิจเช่าซื้อนั้น นายประพล พรปะภา กรรมการผู้จัดการ TK กล่าวว่า นโยบายประชานิยมจะหนุนให้ธุรกิจเติบโต ซึ่งบริษัทได้เตรียมเม็ดเงิน เพื่อรองรับธุรกิจไว้เรียบร้อยแล้ว ส่วนดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้นก็ไม่กระทบ เพราะได้ล็อกต้นทุนเงินกู้ไว้โดยเป็นระยะยาวกว่า 95% ของเงินทั้งหมดที่มีอยู่ และเพียงพอในการปล่อยกู้ได้นาน 2-3 ปี.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 12 กรกฎาคม 2554, 20:25 น.

คณะค่าจ้างฝ่ายนายจ้าง แนะ รัฐค่อยปรับค่าจ้างข้ันต่ำ

Published กรกฎาคม 12, 2011 by SoClaimon

11 กรกฎาคม 2554, 21:40 น.

คณะค่าจ้างฝ่ายนายจ้าง แนะ รัฐค่อยปรับค่าจ้างข้ันต่ำ.

Pic_185589

คณะค่าจ้างฝ่ายนายจ้างไม่เห็นด้วยปรับค่าจ้างขั้นต่ำเท่ากัน 300 บาททั่วประเทศ เพราะเอกชนปรับตัวไม่ทัน แต่ควรทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ด้านบสก.คาด ปลายปีราคาบ้านพุ่งแน่

เมื่อวันที่ 11 ก.ค.  ในการประชุมคณะกรรมการค่าจ้างกลาง ได้พิจารณาเรื่องการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท โดยเห็นว่าควรจะเริ่มในจังหวัดที่มีค่าจ้างขั้นต่ำสูงที่สุดก่อน ได้แก่ กรุงเทพฯ ปริมณฑล และภูเก็ต ซึ่งคิดอัตราส่วนการเพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณร้อยละ 40 อย่างไรก็ตาม คงต้องรอฟังนโยบายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนใหม่อีกครั้ง

ขณะที่คณะกรรมการค่าจ้างฝ่ายนายจ้างไม่เห็นด้วยหากจะปรับค่าจ้างขั้นต่ำเท่า กัน 300 บาททั่วประเทศ เนื่องจากภาคเอกชนไม่สามารถปรับตัวทัน  และการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยพิจารณาตามภาวะเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อที่ปัจจุบันยังผันผวนสูง แต่หากรัฐต้องการปรับแบบก้าวกระโดด ก็ต้องมีมาตรการช่วยเหลือที่มากกว่าด้านภาษีนิติบุคคล

นายสุเมธ  มณีวัฒนา  กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (บสก.)  กล่าวว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครึ่งปีหลังยังมีแนวโน้มเติบโตขึ้น  เพราะรัฐบาลใหม่มีแนวโน้มดูแลภาค อสังหาริมทรัพย์ทั้งการโอน  การกระตุ้นการซื้อบ้านหลังแรก  การผ่อนปรนด้วยการลดภาระดอกเบี้ยจากการซื้อบ้านให้สูงขึ้นกว่าเดิม  อย่างไรก็ตาม แนวนโยบายปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำอาจกระทบต้นทุนการก่อสร้างให้สูงขึ้น  ซึ่งจะทำให้ราคาบ้านในช่วงปลายปีปรับเพิ่มขึ้นแน่นอน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 11 กรกฎาคม 2554, 21:40 น.
%d bloggers like this: