อร่อยล้วนๆ กับอ้วน อรชร

All posts tagged อร่อยล้วนๆ กับอ้วน อรชร

อร่อยล้วนๆ กับอ้วน อรชร

Published ธันวาคม 14, 2013 by SoClaimon

http://www.thaipost.net/node/46267

9 October 2554 – 00:00

ร้านเจ๊กเปี๊ยะ(หัวหินสาขา2)
ซอยลาดพร้าว71
ผมเป็นเด็กบ้านนอกมาจากหาดใหญ่ เคยไปเที่ยวทะเลแค่แหลมสมิหลาสงขลา และแทบจะไม่รู้จักหัวหินซึ่งเป็นแหล่งตากอากาศ ของบรรดาเศรษฐีเมืองกรุงสมัยก่อน ทุกวันนี้ผมก็แค่รู้จักหัวหินแค่ผิวเผิน ผ่านไปแวะกินอาหารบ้าง แต่ก็ไม่ได้ลึกซึ้งถึงกับมีความหวังอะไรกับหัวหิน
ไม่รู้จักหัวหินก็ไม่เป็นไร แต่ผมก็ได้รู้จักร้านอาหารจากหัวหินในซอยลาดพร้าว 71 ที่ผ่านไปผ่านมาหลายปีเพิ่งจะมีโอกาสแวะร้านเจ๊กเปี๊ยะ เพราะ อ.กวี สัตโกวิท ครูเพลงที่เขียนเพลงดีๆ ไว้มากมาย อาทิ ฆ่าฉันให้ตายดีกว่า ที่ผมจำความได้ก็ร้องเพลงนี้เป็นเพลงแรก ครู อ.กวีชวนผมไปชิมอาหารที่ร้านเจ๊กเปี๊ยะ หลังจากที่เคยไปแวะชิมกับ คุณธานินทร์ อินทรเทพ
ช่วงนี้ผมไปช่วยงานคอนเสิร์ตสีสันวันแจ๊ส ที่ครู อ.กวี สัตโกวิท และครูแมนรัตน์ ศรีกรานนท์ ร่วมกันจัด โดยเอาเพลงเก่ามาบรรเลงในรูปใหม่เป็นแนวแจ๊ส จะมีการแถลงข่าววันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคมนี้ เวลาบ่ายสองโมง ที่โรงแรมเรดิสัน ถนนพระราม 9
ถ้าขับรถมาทางถนนลาดพร้าวจากแยกโชคชัย 4 ตรงไปทางแฮปปี้แลนด์ ก่อนถึงทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา เลี้ยวซ้ายเข้าซอยลาดพร้าว 71 ประมาณ 500 เมตร จะเห็นร้านเจ๊กเปี๊ยะอยู่ขวามือ เป็นร้านโปร่งๆ อากาศถ่ายเทเย็นสบายแบบธรรมชาติ
แค่ชื่อร้านก็ชวนฉงนแล้วว่าทำไมชื่อเจ๊กเปี๊ยะ ยิ่งมีคำว่าหัวหินสาขา 2 กำกับไว้ด้วย ก็ยิ่งชวนให้เข้าไปหาคำตอบว่ารสชาติอาหารเป็นฉันใด
จอดรถได้ที่ริมถนนหน้าร้านหรือฝั่งตรงข้าม เพราะซอยลาดพร้าว 71 ช่วงที่แยกจากลาดพร้าวเป็นถนนกว้าง ไม่ค่อยมีรถวิ่งพลุกพล่านเหมือนถนนเลียบทางด่วน
เจ้าของร้านเจ๊กเปี๊ยะในซอยลาดพร้าว 71 คือ คุณธัชกร ลิลิตธรรม หรือเจ๊เตียงที่หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส เจ๊เตียงเป็นลูกสาของเจ๊กเปี๊ยะ เคยช่วยเตี่ยขายกาแฟที่หัวหินตั้งแต่เด็กๆ ลูกค้าขาประจำของร้านเจ๊กเปี๊ยะที่หัวหิน ถ้าเป็นรุ่นเดอะจะต้องรู้จักเจ๊เตียง
เจ๊กเปี๊ยะเตี่ยเจ๊เตียงเป็นจีนแต้จิ๋ว อพยพมาจากซัวเถา นั่งเรือสำเภามาขึ้นฝั่งที่บ้านแหลม แล้วนั่งรถไฟต่อไปที่หัวหิน เจ๊กเปี๊ยะเป็นหลานเทียนไล้ เจ้าของโรงฝิ่นที่หัวหิน แต่เจ๊กเปี๊ยะไม่ชอบทำโรงฝิ่น จึงไปหาทำเลเปิดร้านกาแฟตรงสี่แยกแนบเคหาสน์
ร้านเจ๊กเปี๊ยะเป็นร้านกาแฟ แต่มีร้านอาหารอร่อยๆ ในหัวหินมาเช่าที่หน้าร้าน เพื่อขายอาหารตลอดทั้งวัน เริ่มจากตอนเช้าก็เป็นโจ๊กหมู สายหน่อยก็เป็นอาหารตามสั่ง มีหมูสะเต๊ะ ข้าวหมูแดง ข้าวมันไก่ และก๋วยเตี๋ยวปลา ร้านเจ๊กเปี๊ยะจึงมีลูกค้าไปอุดหนุนตลอดทั้งวัน
หลังจากที่เจ๊เตียงแต่งงานกับตำรวจ ก็ย้ายตามสามีไปอยู่แถบตะวันออกเช่นระยอง จนสามีเกษียณก็มาหาทำเลค้าขายที่ซอยลาดพร้าว 71 ก็ใช้วิธีการเดียวกับเตี่ยคือเจ๊กเปี๊ยะ ด้วยการไปดึงร้านก่อนปรุง ร้านบะหมี่เกี๊ยวหมูแดงเจ้าอร่อยของสะพาน 2 ให้มาขายที่หน้าร้าน มีร้านส้มตำอร่อยมาร่วมแจมด้วย
ส่วนเจ๊เตียงกับสามีก็ขายกาแฟและขายอาหารตามสั่ง เพราะไปได้แม่ครัวฝีมือดีจากเพชรบุรี เปิดขายมาทุกวันนี้ก็เป็นปีที่ 8 แล้ว มีทั้งลูกค้าใหม่ที่เพิ่งรู้จัก และลูกค้าขาประจำที่หัวหินก็ตามมากิน เล่นเอาบางวันร้านกว้างๆ ก็ไม่พอนั่ง
อาหารตามสั่งของร้านเจ๊กเปี๊ยะกรุงเทพฯ ก็ไม่ต่างกับเจ๊กเปี๊ยะที่หัวหิน แต่มีวัตถุดิบบางอย่างที่หาไม่ได้เหมือนที่หัวหิน ก็ต้องใช้ของที่มีอยู่ในกรุงเทพฯ เช่นอาหารทะเล
เมนูที่ขึ้นชื่อของสาขานี้คือแกงป่าลูกชิ้นปลากราย ผัดฉ่าปลาดุก ไข่เจียวหนวดมะระกุ้ง แกงส้มหนวดมะระ ปลาทอด ลาบปลา ไก่ทอดขมิ้น ต้มยำ ผัดผักต่างๆ เจ๊เตียงบอกว่าอาหารร้านนี้ไม่ได้วิลิสมาหรา เจ้าของร้านกินอย่างไรลูกค้ากินอย่างนั้น
ร้านเจ๊กเปี๊ยะลาดพร้าว 71 จะเปิดร้านด้วยบะหมี่เกี๊ยว “ก่อนปรุง” สายๆ ก็จะเริ่มมีอาหารตามสั่ง ขายไปเรื่อยๆ จนถึง 3 ทุ่มก็ปิดร้าน ทุกเดือนจะมีวันหยุดแค่วันเดียว คือวันอาทิตย์แรกของเดือน เพื่อให้แม่ครัวได้พักผ่อน
ช่วงที่ฝนตกน้ำท่วมครึ่งค่อนประเทศ ถ้าไม่อยากขับไปไกลถึงหัวหิน ก็แวะไปที่ร้านเจ๊กเปี๊ยะ ลาดพร้าว 71 ที่ชื่อร้านก็เหมือนกัน อาหารอร่อยเหมือนกัน และมีรูปเก่าๆ ที่หัวหินให้ได้ฟื้นความหลัง ไปไม่ถูก โทร.ถามเจ๊เตียงได้ที่ 0-2538-4945.

โฆษณา

อร่อยล้วนๆ กับอ้วน อรชร

Published ธันวาคม 13, 2013 by SoClaimon

http://www.thaipost.net/node/44036

28 August 2554 – 00:00

“เจ๊น้อย-ศิริวรรณ”ซอยลือชา   ข้าวแกงปักษ์ใต้เมืองตรัง
เป็นลูกติดพันจากอาทิตย์ที่แล้ว ที่ไปแนะนำร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อเสื้อแดงในซอยลือชา เพราะเดินเข้าไปในซอยอีกนิดเดียว ก็จะพบร้านข้าวแกงปักษ์ใต้ชื่อร้าน “ศิริวรรณ” ซึ่งเป็นร้านข้าวแกงเมืองตรัง ไม่ต้องบอกก็คงจะรู้ว่าคนตรังชื่นชมคุณชวน หลีกภัย แค่ไหน
แฟนคอลัมน์ที่หาว่าผมไม่เป็นกลางคงจะสบายใจขึ้น เพราะแนะนำร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อแล้ว ก็ต้องแนะนำร้านข้าวแกงปักษ์ใต้ ซึ่งเป็นถิ่นของคุณชวน หลีกภัย
ร้านข้าวแกงศิริวรรณอยู่เลยร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อไปเล็กน้อย สังเกตซ้ายมือจะมีร้านข้าวแกงคูหาเดียว แต่หน้าร้านมีตู้โชว์กับข้าวหลายสิบอย่าง คนที่ชอบกินข้าวแกงปักษ์ใต้คงต้องแวะ โดยเฉพาะคนใต้ที่มาจากจังหวัดตรัง
เจ้าของร้าน คือ คุณศิริวรรณ ทองคลิ้ง หรือคุณน้อย ที่เป็นคนตรัง สมัยสาวๆ แต่งงานกับคนจีน แล้วไปเปิดร้านข้าวต้มกุ๊ยที่กันตัง แต่คนตรังจะไม่เรียกว่าข้าวต้มพุ้ย
เป็นธรรมดาของคนต่างจังหวัด ที่อยากเข้ามาเสี่ยงโชคในกรุงเทพฯ คุณน้อยจึงอพยพมาอยู่ที่กรุงเทพฯ โดยเริ่มต้นขายข้าวแกงรถเข็น อาหารที่ขายก็มีแค่ไม่กี่อย่าง ส่วนใหญ่เป็นข้าวแกงของคนตรังที่ทำกินเป็นประจำ อาทิ แกงไตปลา แกงเหลือง แกงหอยแครงใบชะพลู ขนมจีนปักษ์ใต้
เริ่มขายข้าวแกงมา 30 กว่าปี เริ่มจากรถเข็นแล้วไปเช่าหน้าร้าน เพิ่งจะมีร้านเป็นของตัวเองเมื่อ 10 กว่าปีนี้เอง แต่ร้านข้าวแกงร้านนี้ก็สามารถส่งลูก 3 คนเรียบจบปริญญาตรี ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของแม่ ที่เกิดมาไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือกับเขา
จากอาหารไม่กี่อย่างที่เป็นกับข้าวคนตรัง เมื่อกิจการร้านข้าวแกงเจริญก้าวหน้า คุณน้อยก็เพิ่มเมนูอาหารขึ้นมาอีกหลายอย่าง จนทุกวันนี้ต้องทำกับข้าวอย่างน้อยวันละ 40-50 อย่าง และต้องทำเองทุกอย่าง ลูกจ้างเป็นแค่ผู้ช่วยเท่านั้น เพื่อให้รสชาติอาหารเป็นมาตรฐาน ไม่ว่าลูกค้าจะไปกินกี่ครั้งก็ยังอร่อยเหมือนเดิม
กับข้าววันละ 40-50 อย่างก็ไม่ได้ตายตัวว่าต้องมีทุกวัน บางอย่างก็มีทุกวัน ซึ่งเป็นเมนูที่ลูกค้าติดอกติดใจ เช่นผัดขี้เมาไก่ที่ขายดีมาก หรือจะเป็นแกงคั่วซี่โครงหมู แต่อาหารสูตรดั้งเดิมของร้านที่เป็นข้าวแกงเมืองตรังก็ยังมีอยู่ครบ
อาจจะเพิ่มกับข้าวที่คนกรุงเทพฯ ชอบกิน ซึ่งเป็นเมนูที่รสชาติไม่จัดจ้าน อย่างเช่นไข่พะโล้ ไข่เจียว ผัดกระเพรา ผัดผัก ปลาทอด เพราะลูกค้าขาประจำที่ไม่ใช่คนปักษ์ใต้ก็มีไม่น้อย เนื่องจากในซอยอารีย์มีแฟลตตำรวจ และยังมีลูกค้าออฟฟิศ ลูกค้าหมอและพยาบาล ก็ต้องเฉลี่ยๆ กันไป
จุดเด่นของข้าวแกงร้านนี้คือ นอกจากจะมีผักสดแถมให้ฟรีๆ แล้ว ยังมีน้ำพริกแถมฟรีให้อีกด้วย จึงเป็นที่ติดอกติดใจของลูกค้าที่ชอบกินผักสดจิ้มน้ำพริก บางคนก็ตักน้ำพริกมาคลุกข้าวกินกับผักสด แค่สั่งต้มจืดมาซดก็อิ่มไปได้หนึ่งมื้อ
ผมเป็นคนชอบกินข้าวแกงปักษ์ใต้ เพราะข้าวแกงปักษ์ใต้แต่ละจังหวัดจะไม่เหมือนกัน แต่เป็นข้าวแกงจังหวัดไหนผมก็ชอบกิน เพราะร้านข้าวแกงคือเอกลักษณ์ของคนปักษ์ใต้ ไปที่ภาคอื่นๆ อาจจะไม่มีข้าวแกงปักษ์ใต้ให้กิน
ยังมีข้าวแกงปักษ์ใต้อีกหลายจังหวัดที่ผมแอบไปชิมมาแล้ว จะมาแนะนำให้ไปชิม แต่สัปดาห์นี้ถ้าใครอยากกินข้าวแกงเมืองตรัง ก็เชิญไปได้ที่ซอยลือชา หรือพหลโยธินซอย 1
คุณสุรินทร์ โตทับเที่ยง เจ้าพ่อปุ้มปุ้ย ถ้าได้อ่านคอลัมน์นี้หรือเลขาฯ คือคุณซ้ง จะส่งปลากระป๋องปุ้มปุ้ยไปขายที่ร้านข้าวแกงเจ๊น้อย ก็จะเป็นการสนับสนุนคนตรังด้วยกัน เพราะเมนูปลากระป๋องกำลังเป็นที่นิยมของเด็กสมัยนี้
อยากกินอาหารตรังสูตรดั้งเดิมก็ต้องรีบๆ ไปชิม เพราะคุณน้อยที่อายุเกือบๆ จะแซยิดแล้วกำลังจะโอนกิจการให้ลูกๆ ไปทำต่อ
ข้าวแกงเจ๊น้อยเริ่มขายตั้งแต่ 6 โมงเช้า หลังเที่ยงไม่ถึงบ่ายสองก็เตรียมตัวปิดร้าน สอบถามรายละเอียดที่ โทร. 08-5449-6566.

อร่อยล้วนๆ กับอ้วน อรชร

Published ธันวาคม 13, 2013 by SoClaimon

http://www.thaipost.net/node/43308

14 August 2554 – 00:00

“ราชาโภชนา”ถ.ราชบพิธ  ร้านข้าวต้มกุ๊ยจีนแคะ
อาหารจีนแคะว่าหากินยากแล้ว ข้าวต้มกุ๊ยจีนแคะผมว่าหากินยากกว่า เพราะตั้งแต่จากบ้านที่หาดใหญ่มาอยู่กรุงเทพฯ ร่วมๆ 40 ปีแล้ว เพิ่งจะได้ชิมข้าวต้มกุ๊ยจีนแคะแค่ร้านเดียวเท่านั้น คือร้านราชาโภชนา ที่ถนนราชบพิธ ปากซอยเทศา ตรงข้ามกับหอการค้าไทย เยื้องๆ กับบพิธการพิมพ์ ของคุณยอดยิ่ง โสภณ คนธรรมศาสตร์ตัวจริงเสียงจริง
ผมได้ชิมข้าวต้มกุ๊ยจีนแคะเป็นครั้งแรก ตั้งแต่เริ่มเข้าทำงานที่ไทยรัฐเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว ทุกเช้าก่อนที่จะไปหาข่าวที่ศาลอาญาและศาลแพ่ง สมัยที่ยังอยู่ที่สนามหลวง ริมคลองหลอด จะต้องให้คนขับรถแวะไปเติมพลังข้าวต้มกุ๊ย ที่ร้านราชาโภชนานี่แหละ โดยเอารถเข้าไปจอดที่บพิธการพิมพ์ของพี่ยอดยิ่ง
ทีแรกก็สงสัยว่าทำไมข้าวต้มกุ๊ยร้านนี้ผิดแปลกไปจากร้านข้าวต้มกุ๊ยอื่นๆ พอรู้ว่าเจ้าของร้านเป็นคนจีนแคะเหมือนผมก็ถึงบางอ้อ เพราะกับข้าวหลายๆ อย่างเหมือนที่บ้าน ซึ่งไปหากินที่ร้านข้าวต้มของคนจีนแต้จิ๋วไม่ได้
ที่สำคัญคือข้าวต้มร้านราชาโภชนราคาถูกมาก สมัยนั้นกับข้าวจะตักไว้เป็นจานๆ อยากกินอะไรก็หยิบไปที่โต๊ะ อาหารเต็มโต๊ะแต่เวลาคิดเงินแค่ไม่กี่สิบบาทเท่านั้น
ผมห่างเหินร้านข้าวต้มราชาโภชนาไปหลายปี พอนึกขึ้นได้ก็ต้องรีบไปฟื้นความหลัง แต่ล่าสุดบรรยากาศของร้านราชาโภชนาไม่คึกคักเหมือนเมื่อก่อน เพราะหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวงมหาดไทยและกลาโหม ได้แยกย้ายไปอยู่ที่อื่นเกือบหมด
ลูกค้าที่เคยกินกันเป็นประจำ ส่วนใหญ่ก็จะเกษียณอายุราชการ เหลือแต่พวกหนุ่มสาวที่ต้องย้ายไปทำงานที่อื่น บรรยากาศช่วงเช้าก็ยังพอจะคึกคัก แต่หลังเที่ยงถึงบ่ายสามลูกค้าบางตา
เจ้าของร้านสมัยเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว คือ คุณฮกเอ็ง ที่เดี๋ยวนี้อายุ 84 ปีแล้ว ร่างกายก็ทรุดโทรมไปตามวัย และลูกชายอีกคนก็ทราบว่าเพิ่งมาป่วยเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา ทุกวันนี้จึงมี คุณกัลยา รัตนแจ่มจรัส รับหน้าที่เป็นเดี่ยวมือหนึ่ง ทำอาหารเองทุกเมนู โดยมีลูกมือช่วยกันตักขาย
คุณกัลยาบอกว่าร้านราชาโภชนาขายมาไม่ต่ำกว่า 50 ปี ขายมาตั้งแต่รุ่นพ่อที่เป็นเจ้าของสูตรเด็ด ผัดถั่วฝักยาวกับหมูสามชั้นทอดกรอบที่คิดขึ้นเอง เป็นสูตรของคนจีนแคะโดยเฉพาะ
ทุกวันนี้ถั่วฝักยาวผัดหมูสามชั้นทอดกรอบ ก็ยังคงเป็นเมนูพระเอกประจำร้าน เช่นเดียวกับหูหมูผัดพริกที่ก็ยังขายดี
คุณกัลยาบอกว่าเดี๋ยวนี้กับข้าวลดลงมา เหลือแค่วันละ 10 กว่าอย่างเท่านั้น นอกจากผัดถั่วฝักยาว ผัดหมูสามชั้นทอดกรอบ และหูหมูผัดพริกแล้ว ก็ยังมีหมูผัดพริกเผา ปลาจีนนึ่งสูตรจีนแคะ จับฉ่าย ใบปอ ไก่ผัดขิง ผัดเต้าหู ผัดผักต่างๆ ปลาทอด
แต่เมนูที่คนรุ่นใหม่ชอบกิน กลับเป็นข้าวขาหมูสูตรโบราณ ที่มีให้เลือกกินเกือบจะครบทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นขาหมู คากิ หัวหมู หูหมู ไส้หมู หางหมู ไข่พะโล้ ต้มจืดเลือดหมู
คุณกัลยาบอกว่ามีหลายเมนูที่คนรุ่นใหม่กินไม่เป็น อย่างผักดองผัดกับมะระหมูสามชั้น ออกรสเปรี้ยวที่เมื่อก่อนขายดีมาก แต่คนเดี๋ยวนี้บอกว่าเหมือนกินของบูด ถ้ามีลูกค้าเรียกร้องกันมากๆ ก็อาจจะกลับมาทำอีก
โดยเฉพาะใบปอร้านนี้ต้องยกนิ้วให้ แต่ต้องมองข้ามเรื่องที่ใบปอร้านนี้สีค่อนข้างคล้ำ เพราะต้องค่อยๆ ผัดจนหอมถึงมาใส่กระเทียมเจียว ดูเหมือนใบปอเก่าเก็บแต่รสชาติอร่อยมาก และเก็บไว้ได้นานกว่าใบปอร้านอื่น ที่สวยเฉพาะรูปคือเขียวสด แต่เก็บไว้นานไม่ได้
หัวปลาจีนนึ่งร้านนี้ต้องไปกินก่อนเที่ยง เพราะขายดีมากเนื่องจากเป็นสูตรจีนแคะไม่คาว ส่วนเคล็ดลับทำอย่างไรปลาจีนถึงไม่คาว คุณกัลยาขอปิดไว้จะบอกเฉพาะลูกค้าที่คุ้นเคยเท่านั้น
เวลาที่ควรจะไปชิมข้าวต้มราชาโภชนาคือช่วงเช้า เพราะหลัง 7 โมงเช้าก็จะเริ่มขาย คนจะแน่นที่สุดช่วงก่อนเที่ยง หลังเที่ยงคนก็จะเริ่มซา บ่ายสามโมงทุกอย่างก็จะถูกเก็บเรียบร้อย

อร่อยล้วนๆ กับอ้วน อรชร

Published ธันวาคม 13, 2013 by SoClaimon

http://www.thaipost.net/node/42936

7 August 2554 – 00:00

“สงวนยอดผัก” ราดหน้าธนาคารชาติ
คุณหมอเพรา นิวาตวงศ์ แห่งโรงพยาบาลพร้อมมิตร ที่ช่วยชีวิตผมด้วยการผ่าตัดฝีคัณฑสูตรเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ได้ชื่อว่าเป็นหมอผ่าตัดริดสีดวงและฝีคัณฑสูตรที่เก่งที่สุดในประเทศไทย จนทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครมาเป็นตัวแทน หลายวันก่อนคุณหมอเพราโทร.มาถามว่า อยากกินก๋วยเตี๋ยวราดหน้าอร่อยๆ ต้องไปซื้อที่ร้านไหน โดยเจาะจงว่าต้องเป็นที่ร้านขายมื้อกลางวัน
ผมก็แนะนำร้านก๋วยเตี๋ยวราดหน้าให้หลายร้าย ส่วนใหญ่ก็เป็นร้านเก่าแก่ที่ขายกันจานละ 80-90 บาทขึ้นไป เดี๋ยวนี้ก๋วยเตี๋ยวราดหน้ากลายเป็นเมนูแนะนำของภัตตาคารดังๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นภัตตาคารกวางตุ้ง
แล้วผมก็นึกถึงร้านสงวนยอดผักที่เปิดร้านขายอยู่ตรงข้ามธนาคารแห่งประเทศไทยมา 30 ปีแล้ว เมื่อก่อนเคยไปกินบ่อย แต่ระยะหลังไม่ค่อยได้แวะไปย่านนั้น นึกขึ้นได้ก็ต้องไปชิมราดหน้ายอดผักของเฮียหงวนอีกรอบ
เจ้าของร้านคือ คุณสงวน สงวนวุฒิธรรม ที่เริ่มเป็นลูกมือช่วยขายก๋วยเตี๋ยวราดหน้าที่เยาวราช ตั้งแต่อายุ 12 ปี ทุกวันนี้คุณสงวนอายุ 25 ปี จะครบร้อยหรือ 75 ปี แต่สุขภาพร่างกายยังแข็งแรง ยืนเป็นมือหนึ่งอยู่หน้าเตาได้ทั้งแต่เช้ายันค่ำ
คุณสงวนเริ่มเป็นกระบี่ราดหน้ามือหนึ่ง เมื่อไปช่วยเพื่อนขายที่เซนต์หลุยส์ซอบ 3 หลังจากนั้นก็ย้ายไปขายที่ถนนสุรวงศ์ที่ประตูชัย ที่นี่ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ มานั่งชิม และให้ป้ายเชลล์ชวนชิมเพื่อรับประกันความอร่อย แต่คุณสงวนไม่รู้จักว่าหม่อมถนัดศรีเป็นใคร จากประตูชัยก็ย้ายไปขายที่สุขุมวิทเลยซอยกลางไปหน่อย
เป็นลูกจ้างเขามาตลอดทั้งๆ เป็นเจ้าของสูตรราดหน้า และลงมือปรุงเองทุกที่ จนในที่สุดก็ขอเป็นเจ้าของร้านกับเขาบ้าง ไปได้ห้องแถวที่ถนนสามเสนฝั่งตรงข้ามแบงก์ชาติ ย่านบางขุนพรหม แต่คุณสงวนกลับตั้งชื่อร้านว่าสงวนยอดผัก ราดหน้าเทเวศร์ ซึ่งก็อยู่ใกล้ๆ กันนั่นแหละ
เพราะไม่มีเงินถุงเงินถังมาซื้อห้อง จึงทำได้แค่เซ้งห้องต้องเสียค่าแป๊ะเจี๊ยะ 5 ปีครั้ง ทุกวันนี้คุณสงวนก็ยังต้องจ่ายค่าเช่าทุกเดือน สลับกับการเสียค่าแป๊ะเจี๊ยะทุก 5 ปี ต้องยืนหยัดผัดก๋วยเตี๋ยวหน้าเตาด้วยตัวเอง ลูกจ้างทำได้แค่ช่วยเสิร์ฟเท่านั้น
คุณสงวนบอกว่าร้านหน้าที่ร้านเป็นสูตรกวางตุ้ง เพราะตั้งแต่เริ่มไปเป็นลูกมือร้านราดหน้า ก็รู้มาว่าเจ้าของร้านเป็นคนกวางตุ้ง
เมนูที่ร้านสงวนยอดผักมีไม่กี่อย่างเท่านั้น คือก๋วยเตี๋ยวราดหน้า ก๋วยเตี๋ยวผัดซีอิ๊ว และเส้นหมี่กรอบราดหน้า ธรรมดาจานละ 3 บาท พิเศษก็ 40 บาท
ต้องบอกก่อนว่าราดหน้าของร้านสงวนยอดผัก ไม่เหมือนกับราดหน้าของบรรดาลูกอีสาน ที่เข็นรถมาขายอยู่ทุกตรอกซอกซอยในกรุงเทพฯ เป็นร้านธรรมดาๆ ที่มีรสชาติคลาสสิก เพราะคนผัดอายุ 75 ปีแล้วแถมเป็นเถ้าแก่ร้านอีกต่างหาก
ทุกวันนี้จะไปหาร้านราดหน้าที่เถ้าแก่จะมายืนปรุงเองขายเองไม่ได้อีกแล้ว ส่วนใหญ่จะไปนั่งเก็บเงิน บางร้านก็ไม่เคยเข้าร้านปล่อยให้ลูกจ้างทำกันเอง ได้เวลาก็มาเก็บเงินไปเข้าธนาคาร
คุณสงวนยอมเผยสูตรว่าเส้นก๋วยเตี๋ยวจะต้องหอม โดยใช้กระทะเหล็กและไฟที่แรงเป็นพิเศษ จะทำให้เส้นก๋วยเตี๋ยวหอมน่ากิน ส่วนผักเมื่อก่อนเคยใช้ผักกวางตุ้ง เดี๋ยวนี้เปลี่ยนมาใช้ผักคะน้าที่เป็นยอดผักตามสมัยนิยม
หมูที่ใช้เป็นเนื้อส่วนที่เป็นสะโพกขาหลัง หั่นหมูเป็นชิ้นพอคำแล้วก็เอาไปหมัก ถ้าจะให้ได้ก็ต้องหมักค้างคืน ถ้าไม่ทันก็หมักเช้า-เย็นก็ใช้ได้แล้ว
น้ำซุปก็สำคัญ เป็นน้ำซุปกระดูกหมู ที่ใช้กระดูกส่วนที่เรียกว่าเอียวเล้งและคาตั๊ง มาต้มให้เปื่อยได้ที่เพื่อน้ำซุปจะได้มีรสชาติหวานกลมกล่อม
เหนือสิ่งอื่นใดคือต้องมีความใส่ใจ คุณสงวนอายุ 75 ปีแล้วยังมีความสุขกับการปรุงก๋วยเตี๋ยวราดหน้าให้ลูกค้าได้ชิม แล้วราดหน้าของสงวนยอดผักจะไม่อร่อยได้อย่างไร
สงวนยอดผักเปิดขายทุกวันตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 2 ทุ่ม ไม่มีวันหยุด ถ้าสั่งซื้อจำนวนมากต้องโทร.แจ้งล่วงหน้าที่ 0-2281-0894.

อร่อยล้วนๆ กับอ้วน อรชร

Published ธันวาคม 13, 2013 by SoClaimon

http://www.thaipost.net/node/41833

17 July 2554 – 00:00

ร้านส้มตำคุณกัญจณ์ ซอยวชิรธรรมสาธิต23
มีคนตั้งข้อสังเกตว่าผมไม่ค่อยจะแนะนำร้านส้มตำอร่อยๆ ให้ไปลองชิมกัน หรือว่าโดยส่วนตัวผมไม่ชอบกินส้มตำ เพราะส่วนใหญ่อาหารที่แนะนำจะเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยไขมันและพลังงาน ผมขอทำความเข้าใจก่อนว่าเวลาที่ไปชิมอาหาร ผมจะไปคนเดียวไม่แสดงตัวว่าเป็นใคร อาหารจำพวกส้มตำน้ำตก ไม่เหมาะที่จะนั่งกินคนเดียว ต้องไปกันหลายๆ คน แย่งกันกินยิ่งอร่อย
อาทิตย์นี้ผมได้รับคำชี้แนะจากคุณนันทวัน สุวรรณปิยะศิริ หรือพี่แดง ที่ปลายเดือนนี้จะจัดคอนเสิร์ต ที่นี่…มีดาวประดับใจ ที่ศาลาเฉลิมกรุง มากระซิบว่าร้านส้มตำข้างบ้านอร่อยมาก อยากให้ไปลองชิมดู
ผมฟังแค่นี้ก็แทบจะไม่ต้องไปชิมแล้ว เพราะพี่แดงมีความสามารถหลายด้าน ตามประสาของพนักงานช่อง 4 บางขุนพรหม ที่มีคุณจำนง รังสิกุล เป็นหัวหน้า งานทีวีทุกอย่างพี่แดงทำได้หมด ไม่ว่าจะเป็นการเล่นละคร ร้องเพลง ผู้ประกาศ ทำอาหารก็อร่อย โดยเฉพาะปาท่องโก๋สเปน  เรื่องชิมอาหารก็เก่งเพราะอยู่ทีมเดียวกับคุณเทิ่ง สติเฟื่อง ไม่เชื่อไปถามคุณศุภลักษณ์ อัศวานนท์ เจ้าของน้ำมันพืชโอลีน ที่เป็นสปอนเซอร์คอลัมน์นี้มาตั้งแต่ต้นก็ได้
ร้านที่พี่แดงแนะนำให้ไปชิม คือร้านส้มตำคุณกัญจน์ที่อยู่ติดกับบ้านพี่แดง ในซอยวชิรธรรมสาธิต 23 แต่เมนูที่พี่แดงแนะนำคือแกงคั่วหอยขม ที่นอกจากพี่แดงแล้วครูอ้วน-มณีนุช เสมรสุต ที่อยู่ในซอยนี้เช่นกัน ก็ติดอกติดใจแกงคั่วหอยขมร้านนี้
เจ้าของร้าน คือ คุณกัญจณ์ เครือแก้ว ที่น่าจะเป็นเชฟในภัตตาคารมากกว่ามาขายส้มตำ คุณกัญจณ์เพิ่งมาเปิดร้านส้มตำที่ซอยนี้ได้ 2 ปีกว่าๆ ก่อนหน้านี้ก็เคยเปิดร้านสบายใจไก่ย่าง ที่เอกมัยซอย 1 ก่อนหน้านั้นก็เคยเปิดร้านรวมใจไก่ย่าง ที่เมืองทองธานี
คุณกัญจณ์เคยประกวดส้มตำไทยประเภทรสชาติ ได้เป็นแชมป์ประเทศไทยต่อจากป้าสุดใจที่ตลาด อตก. นอกจากนี้ยังเคยได้แชมป์ต้มยำกุ้งระดับเขต เพราะคุณกัญจณ์ทำอาหารได้มากมายหลายอย่าง
แต่ที่มาเลือกขายส้มตำเป็นหลัก เพราะเมื่อก่อนเคยปลูกมะละกอที่โคราช แต่สู้ไม่ไหวเพราะมะละกอมีโรคมากมาย ในที่สุดก็เลยมาขายส้มตำ เอาประสบการณ์ที่เคยปลูกมะละกอมาเลือกมะละกอไปทำส้มตำ
ก็ได้พันธุ์ดำเนินสะดวกที่ราชบุรี ซึ่งเป็นมะละกอที่มีรสชาติอร่อยกรอบ แต่ราคาค่อนข้างจะแพงกว่าพันธุ์อื่นๆ
ส้มตำไทยที่คุณกัญจณ์ได้แชมป์ประเทศไทย เป็นส้มตำไทยสามรสคือเปรี้ยวนำ หวานตาม และตบท้ายด้วยเค็มพอดีๆ สำคัญที่มะละกอต้องกรอบ มะเขือเทศ ถั่วฝักยาว ต้องสดสะอาด โดยเฉพาะถั่วลิสงต้องคั่ววันต่อวัน เพื่อไม่ให้เกิดเชื้อราซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย
นอกจากส้มตำไทยแล้ว คุณกัญจณ์ก็ยังมีสารพัดส้มตำให้เลือก อาทิ ส้มตำปูปลาร้า ส้มตำไข่เค็ม ส้มตำข้าวโพด ส้มตำผลไม้ และ ฯลฯ
เมนูที่ขายดีของร้านนี้นอกจากส้มตำ ก็มีปลากะพงทอดน้ำปลา ปลากะพงคั่วตะไคร้ ปลาช่อนลุยสวน ต้มยำกุ้งแม่น้ำ และเมนูที่ต้องสั่งคือแกงคั่วหอยขม เมนูโปรดของคุณนันทวัน และครูอ้วน-มณีนุช ถ้าอยากกินอย่างอื่นอีกก็มีเมนูให้เลือกกว่า 200 รายการ
นอกจากจะบริการส้มตำที่ร้านแล้ว คุณกัญจณ์ยังรับออกร้านนอกสถานที่ อาหารก็มีให้เลือกมากมายไม่เฉพาะส้มตำ มีทั้งโต๊ะจีน บุฟเฟต์ จะจัดเลี้ยงแบบไหนที่ไหนก็ปรึกษาได้ ที่เบอร์ 08-1988-8105
ร้านส้มตำคุณกัญจณ์เปิดตั้งแต่ 10 โมงเช้า ถึงเที่ยงคืน ถ้าอยากกินส้มตำแกล้มบรรยากาศ ก็ต้องไปตอนกลางคืนซึ่งมีคาราโอเกะบริการ มีนักร้องดังๆ ระดับวงดิอิมพอสสิเบิลมาให้กระทบไหล่.

อร่อยล้วนๆ กับอ้วน อรชร

Published ธันวาคม 13, 2013 by SoClaimon

http://www.thaipost.net/node/41069

3 July 2554 – 00:00

“เจ๊ทู่”ชาลิสา แซ่โง้ว
เจ้าแม่ปลากรายคลองเตย
ไม่เฉพาะการเมืองบ้านเราเท่านั้นที่แบ่งสีแบ่งฝ่าย ร้านอาหารอร่อยๆ ก็มีหลายร้านที่แบ่งสีแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจน อาทิ ใหญ่-เล็ก,  อ้วน-ผอม, เหลือง-แดง, ใบ้-ล้งเล้ง ฯลฯ อาทิตย์นี้ก็ขอแนะนำร้านข้าวแกงเจ๊ทู่ ซึ่งอยู่ฝ่ายตรงข้ามร้านที่ชื่อแหลม
ร้านข้าวแกงเจ๊ทู่ขายอยู่ที่ย่านคลองเตย ริมถนนพระราม 4 เจ้าของร้านคือเจ๊ทู่ ซึ่งมีชื่อจริงว่า ชาลิสา แซ่โง้ว ที่เกิดและโตที่ตลาดคลองเตย จนซึมซับอาหารอร่อยๆ ในตลาดคลองเตย เมื่อโตขึ้นมาจึงเป็นเจ้ายุทธจักรอาหารอร่อย เพราะมีประกวดทำอาหารที่ไหน เจ๊ทู่ก็จะเอาเข่งไปกวาดรางวัลมาไว้ที่บ้าน
ฝีมือทำอาหารของเจ๊ทู่ดั่งลั่นสนั่นกรุงเมื่อปี 2539 ที่ ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ จัดประกวดทำอาหารที่เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ เจ๊ทู่เอาเมนูปลากรายที่ทำได้สารพัดอย่างไปประกวด จนได้ตำแหน่งแชมป์ข้าวแกงแห่งประเทศไทย
เจ๊ทู่บอกว่าสมัยที่ยังเรียนหนังสือที่โรงเรียนสายน้ำทิพย์ จะเป็นขวัญใจของคุณครู ไม่ใช่เพราะเรียนหนังสือเก่ง แต่เป็นเด็กที่ใช้ง่าย ครูใช้ทำอะไรก็เต็มใจทำให้ นอกจากนี้ยังเป็นหัวโจกของเพื่อนๆ มีเวลาก็จะชวนเพื่อนมาทำอาหารกินเอง จนเป็นที่รู้กันว่าถ้าเรื่องทำอาหารต้องยกให้เจ๊ทู่
สาเหตุที่ทำให้เจ๊ทู่มีเสน่ห์ปลายจวัก เพราะเป็นเด็กที่ตะกละชอบชิมอาหารทุกอย่าง ได้ชิมอาหารอะไรก็จะสังเกตว่าเขาทำอย่างไรแล้วมาลองทำ อย่างลูกชิ้นปลากรายที่เจ๊ทู่เป็นเจ้ายุทธจักร ก็เริ่มจากการไปชิมเจ้าอร่อย แล้วสังเกตว่าเขาทำอย่างไร เจ๊ทู่ได้ข้อสรุปว่าก่อนอื่นต้องใจถึง ถือปลากรายที่ใช้จะต้องเป็นเกรดเอ ราคาเท่าไหร่เท่ากัน ทุกวันนี้ปลากรายที่เจ๊ทู่ใช้ ต้นทุนจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 280-300 บาท ความสดและความสะอาดจึงรับประกันได้
ก่อนที่จะมาขายข้าวแกงเจ๊ทู่เริ่มต้นที่ขนมหวาน ไม่ว่าจะเป็นบัวลอยเผือก ครองแครงกะทิ ลอดช่องน้ำกะทิ ทัมทิมกรอบ ลอดช่องสิงคโปร์ จะสังเกตได้ว่าเจ๊ทู่จะเน้นขนมหวานที่ใส่กะทิ
หลังจากนั้นจึงมาเริ่มขายข้าวแกง ซึ่งเน้นความอร่อย สะอาด และราคาต้องไม่แพง เพราะขายให้กับลูกค้าย่านคลองเตยซึ่งมีคู่แข่งมาก
ทุกวันนี้ร้านข้าวแกงเจ๊ทู่จะเริ่มขายที่บ้านในซอย 4 ถนนสุนทรโกษา ตั้งแต่เวลา 6 โมงเช้าถึง 8 โมง หลังจากนั้นก็จะย้ายมาขายที่ริมถนนพระราม 4 ตั้งแต่ 9 โมงเช้า บ่ายๆ ก็เก็บร้าน ถ้าคนที่อยากชิมข้าวแกงเจ๊ทู่ต้องไปก่อนเที่ยง ช่วงบ่ายจะเห็นเฉพาะตู้กับป้ายร้านเจ๊ทู่
ป้ายเชลล์ชวนชิมของเจ๊ทู่ที่ได้มาจากการประกวดร้านข้าวแกงเมื่อปี 2539 ที่เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ จะโชว์แค่ 2 เมนูเท่านั้น คือ แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากราย กับบัวลอยเผือก ซึ่งถือว่าเป็นเมนูนำโชคของเจ๊ทู่
แต่ก็มีอาหารอีกสิบกว่าอย่าง เพราะไม่เช่นนั้นก็ไม่ครบเครื่องเรื่องข้าวแกง เจ๊ทู่กระซิบว่าลองชิมแกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากราย กับขาหมูต้มเค็ม ถ้าไม่อร่อยก็ไม่ต้องสั่งอย่างอื่น แต่ถ้าอร่อยจะซื้อใส่ถุงกลับไปฝากคนที่บ้านก็ไม่ผิดกติกา
เจ๊ทู่บอกว่าทุกวันนี้ข้าวแกงเป็นเรื่องจิ๊บๆ เพราะงานหลักคือไปออกร้านในงานต่างๆ รวมทั้งการจัดอาหารบุฟเฟ่ต์และโต๊ะจีน อยากกินของอร่อยแบบไหนก็โทร.ปรึกษาเจ๊ทู่ได้ที่หมายเลข
08-7500-7919
เดือนหน้าเจ๊ทู่บอกว่าจะเริ่มขายกวยจั๊บน้ำใส ที่แผงข้าวแกงริมถนนพระราม 4 ตั้งแต่บ่าย 3 โมงถึง 4 ทุ่ม ลูกค้าเจ๊ทู่ที่เคยไปหลังเที่ยงแล้วผิดหวัง คราวนี้ก็จะได้ชิมกวยจั๊บน้ำใสอร่อยๆ สมใจ
ปลากรายที่คนส่วนใหญ่จะมองข้าม แต่กลับเป็นจุดขายของเจ๊ทู่ ที่นำมาทำเป็นอาหารได้สารพัดอย่าง เพราะเจ๊ทู่ไม่ลืมคำที่ผู้ใหญ่สอนไว้คือ ทำอะไรต้องทำให้ดี ถ้าทำดีไม่ได้ก็อย่าทำ.

อร่อยล้วนๆ กับอ้วน อรชร

Published ธันวาคม 13, 2013 by SoClaimon

http://www.thaipost.net/node/40725

26 June 2554 – 00:00

โกเฮงข้าวมันไก่ตอน
เยื้องไทยโพสต์พระราม4
เมื่อครั้งที่คุณพิศาล ประหัษฎางกูร ชวน ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ ไปเปิดศูนย์อาหารเชลล์ชวนชิม บนชั้น 6 ศูนย์การค้ามาบุญครอง เป็นช่วงที่ผมมีความสุขมาก เพราะบรรดาเจ้าของร้านอร่อยทั่วประเทศ ต่างก็ถูกชวนมาเปิดร้านที่นี่ ทำให้ผมได้รู้จักกับกูรูทางด้านอาหาร ที่เดี๋ยวนี้ศูนย์อาหารเชลล์ชวนชิมกลายเป็นอดีตไปแล้ว
บรรดาร้านอาหารอร่อยๆ ที่ต่างก็ขายดีในถิ่นของตัวเอง เมื่อต้องมาประชันกันในศูนย์อาหารใหญ่ๆ อย่างศูนย์เชลล์ชวนชิม ผมเคยสังเกตพบว่าอาหารบางอย่างเหมาะที่จะขายอยู่เจ้าเดียวไม่ต้องไปยุ่งกับใคร บางอย่างก็ขายดิบขายดีเมื่อมีคู่แข่ง
อย่างก๋วยเตี๋ยวราดหน้าเป็นอาหารยอดฮิต สมัยนี้ร้านซูเปอร์ราดหน้าของคุณมนชิตเพื่อนผมที่มาจากขอนแก่น ขายดีมากจนต้องต่อคิว แต่ก็มีคู่แข่งอย่างเกาเหลาเนื้อตุ๋นโป่วเทียมเฮง
ร้านข้าวขาหมูตรอกซุงก็ขายดีตลอดวัน พอฟัดพอเหวี่ยงกับข้าวมันไก่ซิ่วลั้ง ที่เคยทำสถิติขายได้วันละเป็นแสน ทั้งๆ ที่สมัยนั้นอาหารในศูนย์เชลล์ชวนชิมเริ่มต้นที่ 15 บาท 20 บาทเท่านั้น แพงที่สุดเห็นจะเป็นซูเปอร์ราดหน้า 30 บาท
สัปดาห์นี้อยากกินข้าวมันไก่แต่ขี้เกียจไปไกล จำได้ว่าคุณเหน่ง-พิชิตชัย แก้วมณี ลูกน้องผมที่ตามกันมาจากไทยรัฐ มีร้านข้าวมันไก่ที่ชอบกินเป็นประจำอยู่ร้านหนึ่ง ไม่ไกลจากไทยโพสต์ แค่ออกจากซอยไปทางพระราม 4 ข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามก็จะเห็นข้าวมันไก่เจ้าอร่อย แม้ว่าจะเป็นแค่ร้านรถเข็นเท่านั้น
นอกจากจะต้องซื้อไปไหว้ส่งให้คุณเหน่งที่ตายไป 2 ปีแล้ว ผมยังต้องทำบุญด้วยการเขียนแนะนำข้าวมันไก่ร้านนี้ให้เป็นที่รู้จักในหมู่นักชิม ถ้าคุณเหน่งรู้ว่าร้านข้าวมันไก่เจ้าประจำขายดี ก็คงจะมีความสุขอยู่บนสวรรค์
ข้าวมันไก่ร้านนี้ไม่มีป้ายชื่อ แต่เจ้าของร้าน คือ คุณบุญช่วง หนองนา บอกว่าชื่อร้านคือโกเฮงข้าวมันไก่ตอน ซึ่งมีที่มาจากคุณลุงที่เคยทำงานร้านอาหารที่เยาวราช ตอนหลังลุงไปเปิดร้านข้าวมันไก่ชื่อโกเฮงข้าวมันไก่ตอน พอขายดีก็ให้ลูกหลานไปขายต่อ แล้วลุงก็ย้ายไปบุกเบิกร้านใหม่
คุณบุญช่วงเป็นชาวสมุทรปราการ โชคดีได้สูตรข้าวมันไก่ตอนไหหลำจากคุณลุง จึงมาเปิดขายที่ริมถนนพระราม 4 เยื้องๆ กับไทยโพสต์  ก็เลยเป็นร้านที่คนไทยโพสต์กินกันบ่อย และลงมติว่าเป็นร้านข้าวมันไก่ที่อร่อยโดยไม่ต้องมีร้าน
แค่รถเข็นคนเดียวกับโต๊ะอีกไม่กี่ตัว ก็ขายข้าวมันไก่ได้วันละเกือบครึ่งร้อยกิโล คิดเป็นไก่ตอนตัวใหญ่ๆ ขนาด 3.5 กิโลกรัมก็ได้วันละ 10-12 ตัว
อยากกินข้าวมันไก่ร้านนี้ต้องรอช่วงเย็นๆ ถึงจะเข็นรถออกมาขาย ถ้าไม่สะดวกที่จะนั่งกินข้างถนนก็ซื้อใส่ห่อกลับบ้านไปกินก็ได้ เพราะไม่ว่าจะกินที่ร้านหรือกินที่บ้านก็อร่อยเหมือนกัน
คุณบุญช่วยบอกว่าเริ่มเปิดร้านช่วง 4-5 โมงเย็น ขายจนถึงเที่ยงคืนเก็บร้าน แล้วเตรียมไปซื้อของที่ตลาดคลองเตย ส่วนไก่ตอนมีเจ้าประจำส่งมาจากราชบุรี โดยเชือดมาให้เสร็จสรรพพร้อมเครื่องใน แต่เลือดไก่ไม่ได้ส่งมาให้ต้องไปซื้อเองที่ตลาด
เมื่อได้ไก่ได้ของที่จะขายวันรุ่งขึ้นพร้อมแล้วก็เข้านอน ตื่น 8 โมงเช้าก็เริ่มทำงานโดยแยกหน้าที่กันทำ คนทำไก่ก็จะเอาไก่ออกจากตู้เย็นมาทำความสะอาดล้างอีกรอบ
คนที่เตรียมหุงข้าวก็ต้องเตรียมพร้อม ข้าวที่ใช้ต้องเป็นข้าวหอมมาบุญครองถุงเขียวเท่านั้น แค่ข้าวหอม 5 กิโลถุงเดียวก็ปาเข้าไปเกือบ 200 บาทแล้ว ข้าวมันที่หุงจะใส่มันไก่ผสมด้วยน้ำมันพืช ที่ใช้เพียง 2 ยี่ห้อเท่านั้นคือมรกตกับโอลีน
ส่วนน้ำจิ้มก็ใช้ของหยั่นหว่อหยุ่น ไม่ว่าจะเป็นเต้าเจึ้ยว ซีอิ๊วดำ หรือน้ำจิ้มไก่ คุณบุญช่วงภูมิใจมากที่ข้าวมันกับน้ำจิ้มร้านนี้มีคนชมกันมากว่าอร่อย
สรุปว่าข้าวมันไก่ร้านนี้อร่อย ราคาก็ไม่แพง ธรรมดา 30 พิเศษ 35 ไก่สับเริ่มต้นที่ 40 บาท กินที่ร้านหรือซื้อกลับบ้านยังไม่หนำใจ จะเรียกไปออกร้านข้างนอกก็ได้ ติดต่อที่ 08-3912-2592
วันที่ 2 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันที่คุณเหน่งขึ้นสวรรค์ แฟนคลับคุณเหน่งจะมารำลึกถึงเพื่อนคนนี้ที่ร้านโกเฮงข้าวมันไก่ตอนก็ไม่เลวนะครับ.

อร่อยล้วนๆ กับอ้วน อรชร

Published ธันวาคม 12, 2013 by SoClaimon

http://www.thaipost.net/node/40389

19 June 2554 – 00:00

ลูกชิ้นปลาหน้าป้อม เยื้องซอยอินทามระ34
มีร้านอาหารอร่อยๆ หลายแห่งที่ขายดีจนลืมตั้งชื่อร้าน ต้องให้ลูกค้าหาชื่อมาเรียกกันเอง อย่างเช่นร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา ที่เปิดร้านขายอยู่เยื้องๆ ซอยอินทามระ 34 ตรงข้ามกับป้อมตำรวจ เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวธรรมดาๆ ขายแบบพอเพียง แต่รสชาติก๋วยเตี๋ยวเจ้านี้ก็ทำให้มีลูกค้าแวะเวียนมากินก๋วยเตี๋ยว นับนิ้วไปมาก็ได้ 38 ปี เพราะเริ่มขายเมื่อปี 2516
ผมก็เคยไปลองชิมแต่นานมาแล้ว มีพรรคพวกหลายคนแนะนำว่า ร้านก๋วยเตี๋ยวอาแปะที่เลี้ยวจากถนนสุทธิสารไปถนนประชาสุข เพื่อไปออกตลาดห้วยขวาง เคยได้ไปชิมมาแล้วหรือยัง เพราะไม่เคยเขียนถึง
ต้องย้อนไปสมัยที่ยังทำงานอยู่ไทยรัฐ ตอนนั้นต้องผ่านถนนเส้นนี้เป็นประจำ เคยชิมแล้ว แต่เวลาผ่านไปหลายสิบปี ก็ต้องกลับไปชิมใหม่  หน้าร้านก็ยังเหมือนเดิมคือเป็นห้องแถวเก่าๆ ตู้ก๋วยเตี๋ยวก็เก่า โต๊ะ-เก้าอี้ก็เก่า แต่อาแปะที่ยืนลวกก๋วยเตี๋ยวเป็นเดี่ยวมือหนึ่ง ดูยังไม่แก่เท่าไหร่
เมนูที่สั่งมาฟื้นความหลัง คือ เกี๊ยวหมูสับต้มยำ และเส้นเล็กแห้งเครื่องปลา โชคดีที่วันไหนก็กินแต่เช้าเกี๊ยวยังไม่หมด ปกติช่วงสายๆ เกี๊ยวร้านนี้ก็หมดแล้ว กะว่าถ้าเกี๊ยวหมดก็จะสั่งเกี้ยมอี๊มาแทน เมื่อได้เกี๊ยวหมูสับต้มยำ ก็ต้องตามด้วยเส้นเล็กแห้งเครื่องปลา
เป็นที่รู้กันว่าเครื่องปลาร้านนี้ต้องมีลูกชิ้นปลาทั้งกลมและรักบี้ ฮื่อก้วย และเครื่องในหมูที่ประกอบด้วยไส้เล็ก ตับ ทุกอย่างทำสดๆ วันต่อวัน เครื่องในร้านนี้จึงสดสะอาดน่ากิน
เจ้าของร้านยังคงเป็นอาแปะคนเดิม ที่ชื่อสุเทพ โสภณพงศ์พิพัฒน์ ที่ปีนี้อายุ 74 ปีแล้ว แต่สุขภาพยังแข็งแรง โดยดูได้จากการยืนลวกก๋วยเตี๋ยวเป็นเดี่ยวมือหนึ่ง ปล่อยให้ลูกสาวและลูกชายช่วยเป็นลูกมือ
สมัยหนุ่มๆ ที่บ้านก็ขายก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลานี่แหละ แต่เปิดร้านที่ราชวัตร หลังจากมีครอบครัวก็แยกออกมา เริ่มจากไปทำมุ้งลวดที่ทำแล้วเก็บเงินได้บ้างไม่ได้บ้าง ก็เลยเปลี่ยนใจมาขายก๋วยเตี๋ยว ที่ลงทุนตอนเช้าตอนเย็นก็ได้กำไรแน่ๆ เพราะไม่มีลูกค้ากินฟรีหรือติดค้างค่าก๋วยเตี๋ยว
ก๋วยเตี๋ยวร้านนี้ไม่บอกก็รู้ว่าต้องเป็นสูตรโบราณ เพราะยังใช้เตาถ่านในการต้มน้ำซุป ไม่ใช้ก๊าซหุงต้มเหมือนร้านอื่น
ถามว่าทำไมก๋วยเตี๋ยวร้านนี้ถึงขายดี เพราะเปิดขายตอน 6 โมงเช้า บ่ายโมงกว่าๆ ก็ขายหมดแล้ว คุณสุเทพก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน
แต่ผมสังเกตดูแล้วคุณสุเทพปรุงก๋วยเตี๋ยวด้วยใจ คือจะลงมือปรุงเองเป็นส่วนใหญ่ เมื่อลูกค้าเริ่มซาแล้วถึงจะให้ลูกสาว คือ คุณผึ้ง-โสภณพงศ์พิพัฒน์ มาทำแทน
ก๋วยเตี๋ยวของคุณสุเทพก็ทำแบบพอเพียง เพราะลูกชิ้น ฮื่อก้วยก็ซื้อเขามา มีแต่เครื่องในเท่านั้นที่ต้มเอง ร้านนี้มีแต่ก๋วยเตี๋ยวธรรมดาใส่ถั่วงอก ไม่มีเย็นตาโฟใส่ผักบุ้งเหมือนร้านอื่นๆ
ได้เกาเหลาลูกชิ้นกับเครื่องในหมู บางคนอาจจะอยากได้ข้าวสวยร้อนๆ สักถ้วย แต่ขอบอกว่าเสียใจเพราะคุณสุเทพไม่เคยขายและไม่คิดขายข้าวเปล่า
เพราะลำพังลวกเส้นก๋วยเตี๋ยวก็เหนื่อยแล้ว การที่ต้องขายทั้งก๋วยเตี๋ยวและข้าวเปล่าจึงเป็นเรื่องที่วุ่นวาย เพราะทำให้สมองคนทำปนกันยุ่งไปหมด ใครอยากกินเกาเหลาข้าวเปล่าก็ต้องซื้อเกาเหลากลับไปกินที่บ้าน
ยิ่งคนที่จะมาติดต่อให้ไปออกร้านนอกสถานที่ บอกได้เลยว่าไม่ต้องมาติดต่อให้เสียเวลา เพราะขายแค่วันละ 6-7 ชั่วโมงก็พออยู่พอกินแล้ว
ก็เป็นธรรมดาของร้านอร่อยและขายดี ที่มักจะไม่ค่อยเอาใจลูกค้า แต่จะมีกติกาที่ตั้งขึ้นมาโดยเฉพาะ ใครอยากมากินก็ต้องยอมรับกติกา
ถ้าไปไม่ถูกหรือต้องการรายละเอียด ติดต่อได้ที่โทร.0-2277-5727.

อร่อยล้วนๆ กับอ้วน อรชร

Published ธันวาคม 11, 2013 by SoClaimon

http://www.thaipost.net/node/39665

5 June 2554 – 00:00

ห่านพะโล้”ฉั่วคิมเฮง”  ขายดีที่สุดในประเทศไทย
ช่วงนี้ชีพจรลงเท้าทำให้ต้องผ่านไปแยกคลองตันบ่อยๆ นึกขึ้นได้ว่าย่านนี้มีห่านพะโล้ขายดีอยู่ร้านหนึ่ง จึงต้องแวะไปฟื้นความหลัง ที่เคยไปกินมาเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว พูดถึงห่านพะโล้ เมื่อก่อนผู้ใหญ่มักจะหลอกเด็กว่าห้ามกินห่านเพราะจะเป็นโรคไทกอ แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีใครเชื่อแล้ว เพราะผู้ใหญ่หลอกเด็กไม่ให้กินห่าน เนื่องจากราคามันแพงมาก
ตั้งหลักกันเลยดีกว่า ห่านพะโล้ร้านนี้ชื่อว่า “ฉั่วคิมเฮง” เปิดร้านอยู่หัวถนนพัฒนาการ ใกล้ๆ กับสี่แยกคลองตัน จะมาจากรามคำแหง เพชรบุรีตัดใหม่ หรือสุขุมวิท 71 ก็ได้ทั้งนั้น ถึงแยกคลองตันให้เลี้ยวไปทางถนนพัฒนาการ
เลยแยกคลองตันไปนิดเดียว จะเห็นร้านฉั่วคิมหลีอยู่ซ้ายมือ เป็นร้านใหญ่ 2-3 คูหา มีที่จอดรถได้เป็นร้อยคันอยู่หลังร้าน ปากซอยอีกด้านเป็นร้านข้าวมันไก่ตอน ก็เป็นร้านเดียวกับห่านพะโล้นี่แหละ ทำเลดีๆ อย่างนี้ทำให้ห่านพะโล้เจ้านี้ ถือได้ว่าขายดีที่สุดในประเทศไทย
เจ้าของร้านคือ คุณสุรินทร์ ใช่วิวัฒน์ ปีหน้าก็จะทำแซยิดแล้ว คุณสุรินทร์มาเปิดร้านขายห่านพะโล้ที่ตรงนี้มา 30 กว่าปีแล้ว แต่คุณสุรินทร์ก็ยังถือว่าเป็นเจเนอเรชั่นที่ 3 เพราะคนบุกเบิกคนแรกคือคุณปูที่มาจากเมืองจีน เริ่มต้นขายที่ถนนท่าดินแดง ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของห่านพะโล้เจ้าอร่อย
ร้านห่านพะโล้เจ้าอร่อยส่วนใหญ่ก็เป็นเทือกเถาเหล่ากอเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นร้านห่านพะโล้ที่ท่าดินแดง ห่านพะโล้ที่ลาดพร้าว ที่ร่มเกล้า บรรทัดทอง ที่สาธุประดิษฐ์ ก็เป็นญาติกัน ตระกูลฉั่วจึงเกิดมาเพื่อขายห่านพะโล้โดยเฉพาะ
ไปชิมเที่ยวนี้ผมไปคุณสมบัติ เดียวอิศเรศ ผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา ที่เกิดนึกอยากกินห่านพะโล้ขึ้นมา ไปถึงก็สั่งเนื้อห่านจานกลาง แกงจืดมะระซี่โครงคนละโถ ระหว่างรอก็สั่งฮ่อยจ๊อลูกเบ้อเริ่มเทิ่มมาลองชิม แต่ลูกเดียวก็เล่นเอาจุก เพราะลูกใหญ่มาก
เมื่อเนื้อห่านพะโล้มาเสิร์ฟ จึงกินข้าวสวยร้อนๆ ได้แค่ถ้วยเดียวเท่านั้น ข้าวสวยร้านนี้ถ้วยละ 15 บาท แต่ปริมาณก็เหมาะสมกับราคา
พริกตำร้านนี้ไม่เหมือนร้านอื่น เพราะใช้กระเทียมและพริกเหลืองตำแบบหยาบๆ ใส่น้ำส้มสายชูแท้ คีบเนื้อห่านพะโล้จิ้มพริกตำส่งเข้าปาก เป็นความสุขที่หาไม่ได้ง่ายๆ ในยุคนี้
เดี๋ยวนี้ผมรู้สึกว่าเรื่องกินจะฟอร์มตก กินได้นิดเดียวก็รู้สึกอิ่ม ก็เลยไม่ได้ชิมจับฉ่ายร้านนี้ที่ขายดีมาก หม้อขนาด 44 นิ้ว วันละ 2 หม้อเต็มๆ คือจับฉ่ายที่ขายได้ในแต่ละวัน เคล็ดลับอยู่ที่ผักและเครื่องเคราจะต้องนำมาผัดก่อน ไม่ใช่ต้มกับน้ำแบบแกงจืด
ห่านพะโล้ฉั่วคิมเฮงเดี๋ยวนี้เพิ่มเมนูขึ้นมาอีกหลายอย่าง เช่น หูฉลามน้ำแดง ขาห่านอบหมี่ ซาลาเปาก็ยังไม่ได้ชิม คุณสุรินทร์กล้ารับประกันว่า ซาลาเปาร้านนี้เอาไปปาหัวหมาไม่ได้ เพราะถึงจะเย็นแค่ไหนแป้งก็ไม่แข็งโป๊ก
ตลอดเวลา 60 กว่าปีของห่านพะโล้เจ้านี้ คุณสุรินทร์บอกว่าน้ำพะโล้จะไม่เคยแห้งหม้อ เหลือแค่ไหนก็จะเติมลงไปทุกวัน จนเชื่อว่ายังมีรสชาติเมื่อ 60 ปีที่แล้ว สมัยที่คุณปู่เป็นคนปรุง ลูกหลานทุกคนที่จะยึดอาชีพนี้ ก็จะต้องนำน้ำพะโล้จากส่วนกลางไปเติม เพื่อให้รสชาติดั้งเดิมยังคงอยู่
คุณสุรินทร์จึงรู้สึกภาคภูมิใจว่า ถึงจะเป็นเจเนอเรชั่นที่ 3 แล้ว แต่น้ำพะโล้ก็ยังไม่ขาดสาย ยังคงเชื่อมต่อกับน้ำพะโล้ของคุณปู่
ห่านพะโล้ร้านนี้เปิดขายทุกวันไม่มีวันหยุด เริ่มเปิดร้านตั้งแต่ 8 โมงหลังเคารพธงชาติ ไปปิดอีกทีตอนเคารพธงชาติเวลา 18.00 น.
อยากกินห่านพะโล้ให้อร่อยต้องไม่ถามราคา เพราะอาจจะไม่กล้ากิน แต่ที่จริงก็ไม่แพงเท่าไหร่ เนื้อห่านพะโล้ทั้งตัวแค่ 900 กว่าบาทเท่านั้นยังไม่ถึงพัน ถ้าอยากกินห่านพะโล้ ก็รีบไปที่ฉั่วคิมเฮง แต่ถ้าไม่อยากรอควรเลี่ยงช่วงเที่ยงวัน โทร.ถามรายละเอียดได้ที่ 0-2319-2510.

อร่อยล้วนๆ กับอ้วน อรชร

Published ธันวาคม 10, 2013 by SoClaimon

http://www.thaipost.net/node/38235

8 May 2554 – 00:00

เกาเหลาเนื้อ”เจ๊ผอม” ตลาดปีระกา-เวิ้งนาครเขษม
สองวันก่อนเพิ่งไปเดินที่เวิ้งนาครเขษม เพื่อดูหนังสือเก่าของสำนักพิมพ์ต่างๆ พอรู้สึกหิวก็ต้องไปที่ตลาดปีระกาที่อยู่ในเวิ้งฯ นี่แหละ ผมมีความรู้สึกผูกพันกับตลาดปีระกา เพราะเมื่อก่อนต้องติดรถพี่สาวกลับบ้าน ก่อนกลับก็ต้องแวะไปซื้อกับข้าวที่ตลาดปีระกานี่แหละ จำได้ว่าพี่สาวชอบซื้อปลาที่ตลาดแห่งนี้
แต่ไปคราวนี้ตลาดปีระกาถูกล้อมรอบด้วยสังกะสี แสดงว่าตลาดปีระกาได้ปิดไปแล้ว เห็นร้านเป็ดพะโล้กับร้านขายหมู ย้ายจากในตลาดมาขายอยู่ข้างๆ รั้วสังกะสี ส่วนร้านเกาเหลาไร้เทียมทานที่เคยแนะนำก็หายไปเช่นกัน ถามคนแถวนั้นเขาบอกว่าย้ายไปขายที่บ้านใกล้ๆ กับร้านเดิม ที่ซื้อเตรียมไว้หลายปีแล้ว
ผมเดินมาที่ซอยแรกที่ปากซอยมีร้านบะหมี่หวาน เดินเข้าไปจะเห็นร้านเกาเหลาเนื้อเจ๊ผอม ที่ผมตั้งใจจะมากินหลายครั้งแล้ว เพราะผ่านมาทีไรเห็นคนเต็มร้านทุกที และร้านนี้ก็ขายตั้งแต่เช้ายันเย็น ไม่เหมือนเกาเหลาไร้เทียมทาน ที่เลยเที่ยงไปเล็กน้อยเจ้าของร้านก็เริ่มก๊งแล้ว
สรุปว่าไปคราวนี้ได้อ้วน อรชร ได้ชิมเกาเหลาเจ๊ผอมสมใจ ผมสั่งเกาเหลาพิเศษใส่ทุกอย่างกับข้าวสวยอีกหนึ่งถ้วย น้ำแข็งเปล่าอีกหนึ่งแก้ว
ทุกครั้งที่ไปชิมเกาเหลาเนื้อผมจะสั่งเกาเหลารวม เพื่อชิมให้ครบทุกอย่าง ทั้งเนื้อสด เนื้อเปื่อย เครื่องใน ถ้าชอบอย่างไหนถึงจะสั่งมาซ้ำ แต่เดี๋ยวนี้สั่งซ้ำไม่ไหวแล้ว เพราะฟอร์มผมเริ่มตกคือกินมากไม่ได้ แค่เกาเหลากับข้าวเปล่าก็พอดีอิ่มแล้ว
เกาเหลาพิเศษร้านนี้ให้มาเต็มๆ ชาม ต้องค่อยๆ ใช้ตะเกียบคีบมาทีละอย่าง บรรจงจิ้มกับพริกตำใส่พริกป่นเพื่อเน้นรสเผ็ด ร้านนี้จะหั่นเนื้อเป็นชิ้นเล็กๆ ต่างจากบางร้านที่หั่นเป็นชิ้นโตๆ แต่มีแค่ไม่กี่ชิ้น
ใช้เวลาไม่นานเกาเหลาพิเศษก็หมดไปพร้อมกับข้าวสวย รู้สึกถึงรสชาติที่อร่อยไปอีกแบบ เพราะเกาเหลาแต่ละร้านรสชาติก็ต่างกันไป แล้วแต่ใครจะชอบแบบไหน แต่ส่วนใหญ่จะปรุงเกาเหลาแบบไม่ต้องชิม คือใส่พริกตำ พริกป่น น้ำตาลทราย ใส่จนไม่รู้ว่ารสชาติของจริงเป็นอย่างไร
ส่วนผมแค่เหยาะพริกไทยลงไปในน้ำซุป เพื่อให้ได้กลิ่นหอมและรสชาติเผ็ดร้อนแบบพริกไทยเท่านั้นก็พอ
เจ๊ผอมหรือคุณเซี่ยมไน้ แซ่ตั้ง เจ้าของร้านวัย 66 ปี ต้องถือว่าเป็นผู้หญิงสู้ชีวิตคนหนึ่ง เพราะเป็นคุณแม่ลูก 9 ที่ต้องทำงานหนักเลี้ยงลูกทุกคน เริ่มต้นจากคุณพ่อเปิดร้านเกาเหลาในเวิ้งนาครเขษม ไปอาศัยขายอยู่หน้าร้านปั๊มน้ำ แต่ขายได้แค่ 3 ปีคุณพ่อก็หัวใจล้มเหลวเสียชีวิต
เจ๊ผอมก็เลยตั้งมาขายเองเต็มตัวตั้งแต่ปี 2513 ทุกอย่างเจ๊ผอมจะทำเองทั้งหมด ตั้งแต่ไปหาซื้อเนื้อวัวที่ตลาดเวศน์ ตลาดวงเวียนใหญ่ และตลาดพรานนก เพื่อให้ได้เนื้อที่ดีที่สุด สำคัญคือต้องเป็นเนื้อวัวเท่านั้น เนื้อควายใช้ไม่ได้
ทุกวันจะต้องซื้อเนื้อสันนอกที่ถูกกว่า และเนื้อสันในที่ค่อนข้างแพง และเนื้อโกเบซึ่งเป็นเนื้อที่อยู่ข้างๆ ซี่โครง มีรสชาติอร่อยเหมือนเนื้อโกเบของญี่ปุ่น
เครื่องในวัวก็จะซื้อแทบขจะทุกอย่าง รวมๆ แล้ววันละประมาณ 25 อย่าง มีทั้งตับ ไต หัวใจ ไส้อ่อน ของกระด้ง ผ้าขี้ริ้ว ม้าม ตัวเดียวอันเดียว เอ็นขา กระเพาะ  แต่ก็มีบางส่วนที่ไม่ซื้อมา อาทิ ลิ้นที่ทำยาก หางที่คนแขกเหมาไปทำซุปหางวัว ปอด ไส้ใหญ่ก็ไม่เอาเพราะไม่อร่อย
ทุกวันนี้ต้องซื้อเนื้อและเครื่องในรวมๆ แล้วประมาณ 30-40 กิโล ถ้าเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ก็ต้องเพิ่มเป็น 50-60 กิโล ถึงจะพอขาย เพราะร้านเปิดตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึงตอนเย็น 4 โมงกว่าๆ
นอกเจ๊ผอมจะเป็นเดี่ยวมือหนึ่งแล้ว ยังมีลูกชายอีก 2 คน และลูกจ้างอีก 2 คนมาช่วย ถ้าจะเรียกไปออกร้านนอกสถานที่ ก็ต้องสั่งอย่างน้อย 2 หมื่นบาทขึ้นไป
อยากทราบรายละเอียด หรือสอบถามเส้นทางให้โทร.ไปที่ 0-2222-5057 เจ๊ผอมยินดีบริการทุกระดับประทับใจ.

%d bloggers like this: