อนุรักษ์

All posts tagged อนุรักษ์

วิธีอนุรักษ์ดินและน้ำบนพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน

Published มิถุนายน 20, 2012 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/agriculture/119085

วันอังคารที่ 12 มิถุนายน 2555 เวลา 00:00 น.

นายไพบูลย์ กันธรมณฑล หมอดินอาสาประจำตำบลแม่สลองนอก อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย เปิดเผยว่า เมื่อได้สมัครเข้าไปเป็นหมอดินอาสากับสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดเชียงรายและได้รับการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีด้านการอนุรักษ์ดินและน้ำ ตลอดจนการพัฒนาที่ดินด้านต่าง ๆ จึงได้นำความรู้มาปรับใช้กับพื้นที่ด้วยการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ทั้งวิธีกลและวิธีพืช ได้แก่ ปลูกชาในระบบอินทรีย์เป็นแถวขวางทางลาดเท มีคันดิน และปลูกหญ้าแฝกเป็นแถวบนสันคันดิน เพื่อป้องกันไม่ให้ดินบริเวณสันคันดินพัง ส่วนบริเวณร่องน้ำด้านหน้าคันดินปลูกพืชสวนครัว เช่น คะน้า ถั่วลันเตา

“ประโยชน์ที่ได้รับจากหญ้าแฝกนอกจากป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน ยังรักษาความชื้นของดินในช่วงแล้งได้ดี ซึ่งใบหญ้าแฝกยังนำมาคลุมดินแปลงผักช่วยรักษาความชุ่มชื้นในดินได้อีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ ได้สร้างฝายกึ่งถาวรเพื่อชะลอความเร็วในฤดูฝนและกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ทั้งนี้ ได้ผลิตปุ๋ยหมักจากสารเร่ง พด.1 ทำน้ำหมักชีวภาพจากสารเร่ง พด.2 ผลิตสารไล่แมลงจากสารเร่ง พด.7 เพื่อใช้เองในแปลงชาและพืชผัก ช่วยลดต้นทุนการผลิตได้มากและปลอดภัยจากสารเคมี ทำให้ผลผลิตเป็นที่ต้องการของตลาดสามารถจำหน่ายสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญแปลงชาอินทรีย์แห่งนี้ยังเป็นจุดขายของดอยแม่สลองด้วย” หมอดินไพบูลย์ กล่าว
ขณะนี้มีเกษตรกรในหมู่บ้านสนใจนำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ไปดำเนินการในพื้นที่ปลูกชาและกาแฟเพิ่มขึ้น 20% จากแต่ก่อนที่ไม่มีใครสนใจเลย.

วิกฤติสมุนไพรไทยใกล้สูญพันธุ์ 3กระทรวงจับมือลงนามอนุรักษ์

Published พฤษภาคม 10, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/edu/259058

9 พฤษภาคม 2555, 12:44 น.

Pic_259058

รมว.สาธารณสุข เผยสมุนไพรไทยในป่าอยู่ในภาวะวิกฤติ ใกล้สูญพันธุ์ จากเหตุบุกรุกป่า ร่วมมือ ทส.-กระทรวงเกษตรฯ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่ออนุรักษ์ คุ้มครอง และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากสมุนไพร…

เมื่อวันที่ 9 พ.ค.  นายวิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข พร้อมด้วย นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายยุคล ลิ้มแหลมทอง ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยปลัดกระทรวงทั้ง 3 กระทรวง ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่ออนุรักษ์ คุ้มครอง และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากสมุนไพรและถิ่นกำเนิดอย่างยั่งยืน ทั้งด้านบุคลากร วิชาการ ข้อมูล องค์ความรู้ งบประมาณ มีผลบังคับใช้ 3 ปี

นายวิทยา กล่าวว่า ขณะนี้ ตลาดโลกมีความต้องการสมุนไพรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยพืชสมุนไพรที่ซื้อขายในตลาดการค้าส่วนใหญ่มาจากป่าธรรมชาติ ซึ่งประเทศไทยนับว่าเป็นป่าเขตร้อนที่มีพืชสมุนไพร ที่ประชาชนในชุมชนท้องถิ่น รู้จักคุณสมบัติและนำมาใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์รูปแบบต่างๆ ประมาณ 800-1,800 ชนิด นำมาใช้เป็นส่วนผสมในตำรับยาไทย บางชนิดใช้เป็นยาเดี่ยว ซึ่งขณะนี้อยู่ในภาวะวิกฤติ หรือใกล้สูญพันธุ์ เนื่องจากมีการลักลอบบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ ทำเป็นพื้นที่ทำกินและเป็นที่อยู่อาศัย เป็นการทำลายแหล่งกำเนิดของสมุนไพรด้วย ทำให้พืชสมุนไพรหลายชนิดถูกคุกคามและเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เรื่อยๆ ในอนาคต และสมุนไพรบางตัวยังไม่มีการศึกษา เพื่อนำมาเพาะปลูกทดแทน ดังนั้น เพื่อเป็นการคุ้มครอง อนุรักษ์พันธุ์พืชสมุนไพรป่าให้ใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต โดยเฉพาะการนำมาใช้ทดแทนยาแผนปัจจุบัน หรือพัฒนาเป็นสารสกัดต่างๆ ที่ทันสมัย เพื่อใช้แก้ไขปัญหาการเจ็บป่วย หรือบำรุงสร้างเสริมสุขภาพให้แข็งแรง เกิดความมั่นคงทางยาในประเทศ ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขจึงจัดทำแผนความร่วมมือว่าด้วยการอนุรักษ์ คุ้มครอง และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากสมุนไพรและถิ่นกำเนิด พ.ศ.2555-2559 โดยบูรณาการกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องคือ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เครือข่ายภาคเอกชน และประชาชน โดยพื้นที่ที่กำหนดให้เป็นเขตอนุรักษ์สมุนไพร จะห้ามไม่ให้ใครยึดครอง ปลูก หรือก่อสร้างสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือตัด โค่น แผ้วถาง เผา หรือทำลายต้นไม้ ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพไป หากมีการบุกรุกจะมีโทษตามกฎหมายของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ด้าน นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากการสำรวจพื้นที่ป่าในประเทศไทย พบว่าในป่าเขาจะมีพืชสมุนไพรขึ้นไม่ต่ำกว่า 50 ชนิด ทั้งนี้ แผนการอนุรักษ์ คุ้มครอง ส่งเสริมการใช้สมุนไพรและถิ่นกำเนิด พ.ศ. 2555-2559 ตั้งเป้าอนุรักษ์สมุนไพรหายาก เช่น เถาวัลย์เปรียง กำลังวัวเถลิง เจตมูลเพลิงแดง เนระพูสี ฮ่อสะพายควาย กำลังเสือโคร่ง จันทน์ขาว จันทน์แดง สบู่เลือด สมอ (ทุกชนิด) พญารากดำ และแส้ม้าทะลาย รวมทั้งสมุนไพรชนิดอื่นของแต่ละพื้นที่ และสมุนไพรที่ใช้บ่อยและกำลังอยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธุ์ เช่น กวาวเครือขาว จันทน์ขาว จันทน์แดง ฯลฯ ให้ได้ปีละไม่ต่ำกว่า 50 ชนิด ใช้งบประมาณจากกองทุนภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุขตลอดแผนฯ ดังกล่าวประมาณ 76 ล้านบาท

ส่วน นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า จนถึงขณะนี้ มีพื้นที่ที่ประกาศเป็นเขตคุ้มครองสมุนไพรแล้ว 20 แห่ง และจะขยายพื้นที่ดำเนินการในลักษณะเดียวกันไปยังพื้นที่ในและนอกเขตอนุรักษ์ อีก 9 แห่ง ได้แก่ 1. ป่าคำหัวแฮด อ.ทุ่งฝน จ.อุดรธานี 2. ป่าหนองแปน อ.พรเจริญ จ.บึงกาฬ 3. ป่าดงเค็ง บ้านหนองพลาง หมู่ 3 ต.ดงเค็ง อ.บ้านหนองสองห้อง จ.ขอนแก่น 4. ป่าวัดเขาพนมกาว หมู่ 9 บ้านเขาพนมกาว ต.หนองพยอม ต.งิ้วราย ต.หนองปล้อง อ.ตะพานหิน และ อ.วังทรายพูน จ.พิจิตร

5. ป่าวัฒนธรรมหนองฮี อ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม 6. ป่าชุมชนหนองสำแฮด บ้านม่วงไข่ บ้านเชียงเครือ บ้านคำสร้างบ่อ ต.กระจาย อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร 7. ป่าศูนย์การศึกษาพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านนานกเค้า ต.ห้วยยาง อ.เมือง จ.สกลนคร 8. ป่าชุมชนบ้านท่าสามัคคี หมู่ 11 ต.แม่ถอด อ.เถิน จ.ลำปาง 9. ป่าวัดโป่งคำ อ.สันติสุข จ.น่าน ขณะนี้ อยู่ระหว่างการสำรวจและศึกษาสมุนไพรในพื้นที่ เพื่อเป็นข้อมูลพิจารณากำหนดรูปแบบการอนุรักษ์ คุ้มครอง และส่งเสริมการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนและเหมาะสมต่อไป.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการศึกษา
  • 9 พฤษภาคม 2555, 12:44 น.

เพิ่มพื้นที่อนุรักษ์สมุนไพรไทย 8 แห่ง หลัง 12 ชนิดใกล้สูญพันธุ์

Published พฤษภาคม 8, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/edu/251794

9 เมษายน 2555, 10:54 น.

Pic_251794

ครม.เห็นชอบแผนจัดการเพื่อคุ้มครองสมุนไพร ในพื้นที่เขตอนุรักษ์เพิ่มอีก 8 แห่ง หวังอนุรักษ์สมุนไพรที่ขึ้นตามธรรมชาติ หลังพบมีสมุนไพรไทย 12 ชนิด อยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ เหตุถูกขโมย-ตัดไปขาย โดยไม่ได้ส่งเสริมอนุรักษ์ให้ถูกต้อง…

เมื่อวันที่ 9 เม.ย.55 นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแผนจัดการเพื่อคุ้มครองสมุนไพร ในพื้นที่เขตอนุรักษ์ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอเพิ่มอีก 8 แห่ง เพื่ออนุรักษ์สมุนไพรที่ขึ้นตามธรรมชาติ เนื่องจากมีผลสำรวจพบว่า มีสมุนไพรไทย 12 ชนิด ที่อยู่ในพื้นที่เขตอนุรักษ์ 8 แห่งนี้ อยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ เพราะถูกขโมยหรือตัดไปขาย โดยไม่ได้ส่งเสริมอนุรักษ์ให้ถูกต้อง

โดยสมุนไพรที่ถูกขโมยมากที่สุด คือ กลุ่มสมุนไพรบำรุงกำลัง มี 9 ชนิด ได้แก่ 1.เถาวัลย์เปรียง 2.กำลังวัวเถลิง 3.ฮ่อสะพายควาย 4.กำลังเสือโคร่ง 5.แส้ม้าทะลาย 6.พญารากดำ 7.เนระพูสี 8.เจตมูลเพลิงแดง 9.สบู่เลือด กลุ่มสมุนไพรแก้ปวดเมื่อยและบำรุงกำลัง 2 ชนิด ได้แก่ 1.จันทน์ขาว และ 2.จันทน์แดง และกลุ่มสมุนไพรเข้ายาตำรับแก้ไข้  1 ชนิด คือ สมอทุกชนิด ซึ่งน่าเป็นห่วงมาก เนื่องจากสมุนไพรแต่ละชนิด ล้วนสำคัญต่อการพัฒนายาสำหรับการรักษาโรคในอนาคต และไม่ให้มีผลกระทบต่อนโยบายการส่งเสริมการใช้สมุนไพร การพัฒนายาไทย ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล โดยสมุนไพรต่างๆ สามารถส่งเสริมและผลิตยาเพื่อทดแทนยาแผนปัจจุบัน ลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศได้ รวมทั้งยังสามารถนำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพด้านอื่นๆ เช่น เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เป็นต้น จึงมอบให้กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ ดำเนินการเร่งอนุรักษ์คุ้มครองสมุนไพรที่ใกล้สูญพันธุ์ เช่นการปลูกทดแทน การสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชน เพื่อให้เกิดความร่วมมือป้องกันไม่ให้สมุนไพรดังกล่าวสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทย และสามารถใช้การต่อไปได้ถึงอนาคต

ทางด้านนายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวเพิ่มเติมว่า พื้นที่เขตอนุรักษ์ที่ประกาศเป็นเขตคุ้มครองสมุนไพร 8 แห่ง ได้แก่ 1.พื้นที่ป่าริมพรมและป่าภูกระแต เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาเขียว อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ  2.พื้นที่ป่ากุดตะวัน อุทยานแห่งชาติทับลาน จ.ปราจีนบุรี 3.พื้นที่ป่าชุมชนตำบลแม่ทราย อ.ร้องกวาง จ.แพร่ 4.พื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าดูนลำพัน จ.มหาสารคาม 5.พื้นที่อุทยานแห่งชาติภูสวนทราย จ.เลย 6.พื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล จ.ลำปาง 7.พื้นที่อุทยานแห่งชาติรามคำแหง จ.สุโขทัย 8.พื้นที่อุทยานแห่งชาติภูสระดอกบัว จ.อำนาจเจริญ โดยพื้นที่ดังกล่าวต่อไปนี้จะเป็นเขตอนุรักษ์สมุนไพร ซึ่งตาม พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ.2542 มาตรา 63 ห้ามมิให้ผู้ใดยึดถือ ครอบครอง ตัด โค่น แผ้วถาง เผา ทำลาย ต้นไม้ พฤกษชาติอื่น หรือทำลายความหลากหลายทางชีวภาพหรือระบบนิเวศตามธรรมชาติ ผู้ใดฝ่าฝืนจะมีความผิดตามกฎหมายที่กำกับดูแลพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งอยู่ในความดูแลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 เป็นต้นมา กระทรวงสาธารณสุขได้จัดทำแผนคุ้มครองสมุนไพรไปแล้ว 12 แห่ง คือ 1.พื้นที่เขตอนุรักษ์ภูผากูด จ.มุกดาหาร 2.พื้นที่ป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว จ.เชียงใหม่ 3.พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา จ.ลพบุรี 4.พื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติ ภูจอง-นายอย จ.อุบลราชธานี และ 5.พื้นที่ป่าเขาสลัดได อุทยานแห่งชาติทับลาน จ.นครราชสีมา 6.พื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่า อุทยานสมเด็จพระศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี 7.พื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จ.กำแพงเพชร 8.พื้นที่อุทยานแห่งชาติภูลังกา จ.นครพนม 9.พื้นที่อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง จ.พิษณุโลก 10.พื้นที่อุทยานแห่งชาติทะเลบัน จ.สตูล 11.พื้นที่อุทยานแห่งชาติปางสีดา จ.สระแก้ว 12.พื้นที่อุทยานแห่งชาตินายูง-น้ำโสม จ.อุดรธานี รวมจนถึงขณะนี้มีพื้นที่เขตอนุรักษ์สมุนไพร 20 แห่ง.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 9 เมษายน 2555, 10:54 น.

การอนุรักษ์ชันโรงเพื่อการเกษตร

Published เมษายน 7, 2012 by SoClaimon

kasikorn83 – Windows Live.

ดาวน์โหลดเอกสารต้นฉะบับ.

ศูนย์รวบรวมและอนุรักษ์พันธุกรรมพืชพรรณไทย

Published เมษายน 6, 2012 by SoClaimon

kasikorn83 – Windows Live.

ดาวน์โหลดเอกสารต้นฉะบับ.

พด.ผลักดันงานอนุรักษ์ดิน-น้ำ ช่วยบรรเทาภัยพิบัติท่วม-แล้ง

Published มีนาคม 28, 2012 by SoClaimon

http://www.naewna.com/news.asp?ID=306533

วันที่ 28/3/2012

นายธวัชชัย สำโรงวัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ปัจจุบันสภาพภูมิอากาศได้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งอากาศร้อนที่มีอุณหภูมิที่สูงหรือมีฝนตกหนักต่อเนื่อง เป็นสาเหตุสำคัญต่อการเกิดภัยพิบัติต่างๆ เกือบทั้งประเทศ โดยภัยพิบัติหลักๆ คือ ภัยแล้ง อุทกภัย และดินโคลนถล่ม

“กรมพัฒนาที่ดิน มีหน้าที่อนุรักษ์ดินและน้ำ การเข้าไปหาแนวทางในการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติในส่วนของกรมฯนั้น เราจะเข้าไปดำเนินการในพื้นที่ที่เราสามารถเข้าไปดำเนินการได้ คือ ในส่วนของพื้นที่เกษตรโดยเฉพาะพื้นที่เกษตรบนที่สูงและพื้นที่โครงการหลวง โดยเข้าไปจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่ต้นน้ำให้มีการจัดการที่ดีขึ้นส่งเสริมการปลูกไม้ยืนต้นโตเร็ว โตช้า ที่มีระบบรากแก้วช่วยยึดดิน โดยช่วยชะลอความเร็วและแรงน้ำทำให้น้ำไม่ไหลบ่ามาอย่างรวดเร็ว และการปลูกหญ้าแฝกที่มีระบบรากยาว เพื่อช่วยการเก็บกักน้ำเอาไว้ในดินแล้วค่อยๆ ให้มันซึมออกมา การเกิดปัญหาภัยแล้ง อุทกภัย ดินโคลนถล่มต่างๆที่จะเกิดก็ลดความรุนแรงลงได้ ถ้าพื้นที่นั้นๆ ต้นน้ำบนภูเขายังสมบูรณ์ดี ภัยพิบัติทั้งหลายก็จะเกิดขึ้นได้ยาก”

นายธวัชชัย กล่าวอีกว่า สำหรับกรมพัฒนาที่ดินเข้าไปดำเนินการนั้น ในแผนงานมีอยู่ 3 โครงการด้วยกันคือโครงการอนุรักษ์น้ำในพื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่ม, โครงการอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่เกษตรที่มีความวิกฤตต่อการสูญเสียดิน, โครงการปลูกต้นไม้ยืนต้นพร้อมระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่เกษตรทิ้งร้าง โดยทั้ง 3 โครงการ ในขณะนี้ถือว่าผลดำเนินการยังได้ไม่ตรงตามเป้า เนื่องจากแผนงานในการอนุรักษ์ดินและน้ำนั้นต้องใช้งบประมาณสูง งบประมาณที่ได้ยังไม่พียงพอต่อพื้นที่ที่จะเข้าไปดำเนินการ จึงทำให้ภัยพิบัติเหล่านี้ยังเกิดขึ้นและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

การปลูกมันสำปะหลังเชิงอนุรักษ์

Published มีนาคม 23, 2010 by SoClaimon

ผ่านทางการปลูกมันสำปะหลังเชิงอนุรักษ์.

สุดประสงค์ สุวรรณเลิศ และปิยะ ดวงพัตรา
สำนักงานโครงการจัดตั้งสถาบันเกษตรในเขตวิกฤต มหาวิทยาลัยเกษตรศาตร์
.

ทำการทดลองเพื่อเปรียบเทียบวิธีการปลูกมันสำปะหลังเชิงอนุรักษ์ดิน และน้ำ บนพื้นที่ที่มีความลาดเอียง 6 เปอร์เซ็นต์ ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยใช้แฝกและสับปะรด ปลูกเป็นพืชสลับตามแนวระดับในแปลงปลูกมันสำปะหลัง ที่ปลูกเป็นพืชหลักโดยแบ่งวิธีการปลูกเป็น 3 วิธีคือ1. ปลูกแฝกสลับกับมันสำปะหลัง2. ปลูกสับปะรดสลับกับมันสำปะหลัง3. ปลูกมันสำปะหลังอย่างเดียวหลังจากนั้นทำการเก็บข้อมูลต่าง ๆ ได้แก่ การเจริญเติบโต และผลผลิตมันสำปะหลัง และปริมาณการสูญเสียเนื้อดิน.

แปลงที่ไม่ มีการปลูก เกิดการชะล้างพังทายของดินรุนแรงมาก แปลงมันสำปะหลังที่ ไม่มีการปลูกแฝก
หรือพืชอื่นป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน
ปรากฎมีตะกอนดินที่ถูกชะล้างจำนวนมาก


แถวแฝกที่ปลูกสลับกับมันสำปะหลังขวางแนว slope ของพื้นที่.ผลการทดลองสรุปได้ว่า ในแปลงปลูกแฝกสลับกับมันสำปะหลังพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 ทุก ๆ ระยะ 20 เมตร มีการสูญเสียเนื้อดินน้อยที่สุดคือ 1,804 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี แปลงปลูกสับปะรดสลับกับมันสำปะหลัง มีการสูญเสียเนื้อดิน 2,320 กิโลกรัม และแปลงที่ปลูกมันสำปะหลังอย่างเดียวมีการสูญเสียเนื้อดินมากที่สุดคือ 4,119 กิโลกรัม ในด้านผลผลิตน้ำหนักหัวสดของมันสำปะหลัง พบว่าในแปลงที่ปลูกแฝกสลับกับมันสำปะหลัง มันสำปะหลังอายุ 12 เดือน ให้ผลผลิตสูงที่สุดคือ 9,260 กิโลกรัม/ไร่ เปรียบเทียบกับแปลงปลูกสับปะรดสลับกับมันสำปะหลัง และแปลงปลูกมันสำปะหลังอย่างเดียวให้ผลผลิตหัวมันสดเท่ากับ 8,820 กิโลกรัม/ไร่ และ 8,960 กิโลกรัม/ไร่ ตามลำดับ ผลการทดลองที่ได้แสดงให้เห็นว่าการปลูกมันสำปะหลังสลับกับแฝก ช่วยอนุรักษ์ดินหรือลดการสูญเสียเนื้อดินได้ในปริมาณมาก โดยที่ผลผลิตมันสำปะหลังไม่ได้มีปริมาณแตกต่างไปจากแปลงที่ปลูกมันสำปะหลัง อย่างเดียวแต่อย่างใด.


ตะกอนดินที่สะสมบริเวณแถวแฝก

แปลงมันสำปะหลังที่ปลูกหญ้าแฝกสลับ
มีตะกอนดินที่ถูกชะล้าง พังทลายน้อยที่สุด
(สังเกตจากบ่อดักตะกอน)

การใช้สับปะรดปลูกสลับกับมันสำปะหลัง
ช่วยป้องกันการชะล้าง พังทลายของดิน
ได้น้อยกว่าการปลูกแฝกเป็นพืชสลับ
วิธีการปลูก การเจริญเติบโต และ
ผลผลิตมันสำปะหลัง
ปริมาณการสูญเสียเนื้อดิน
(กก.ไร่/ปี)
ความสูง
(ซม.)
น้ำหนักต้น
(กก./ไร่)
น้ำหนักหัวสด
(กก./ไร่)
มันสำปะหลังอย่างเดียว 183 6,040 8,960 4,119
มันสำปะหลังสลับสับปะรด 180 6,010 8,820 2,320
มันสำปะหลังสลับแฝก 186 7,035 9,260 1,804

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 11 พฤศิจกายน 2545

หวั่น“พลับพลึงธาร”สูญพันธุ์ กระตุ้นท้องถิ่นช่วยอนุรักษ์ คมชัดลึก : เกษตร : สกู๊ปเกษตร

Published กุมภาพันธ์ 11, 2010 by SoClaimon

หวั่น“พลับพลึงธาร”สูญพันธุ์ กระตุ้นท้องถิ่นช่วยอนุรักษ์

ผ่านทางหวั่น“พลับพลึงธาร”สูญพันธุ์ กระตุ้นท้องถิ่นช่วยอนุรักษ์ คมชัดลึก : เกษตร : สกู๊ปเกษตร.

นำอนุรักษ์ไผ่ซางหม่นงาน”สมจิตร มณีรัตน์”

Published กุมภาพันธ์ 11, 2010 by SoClaimon

นำอนุรักษ์ไผ่ซางหม่นงาน”สมจิตร มณีรัตน์”

ผ่านทางนำอนุรักษ์ไผ่ซางหม่นงาน”สมจิตร มณีรัตน์” คมชัดลึก : เกษตร : เกษตรคนเก่ง.

เที่ยวตลาดน้ำดอนหวาย ไหว้พระสองวัด อนุรักษ์ วิถีไทย ในตำบลคลองโคน

Published กุมภาพันธ์ 10, 2010 by SoClaimon

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07056150952&srcday=2009-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 15 ฉบับที่ 237

เที่ยวไปตามแผนที่

อันติกา

เที่ยวตลาดน้ำดอนหวาย ไหว้พระสองวัด อนุรักษ์ วิถีไทย ในตำบลคลองโคน 

การทำงาน ถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์คุณค่าของมนุษย์ แสดงถึงความรับผิดชอบต่อตนเอง และผู้ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบ แต่หากจะให้ร่างกายและจิตใจพร้อมรับกับการทำงานและการดำเนินชีวิต ควรหาเวลาผ่อนคลายความเครียดให้บรรเทาเบาบาง

ธรรมชาติ ถือเป็นยาขนานเอกบำบัดความเครียดได้ดี กล่อมเกลาหัวใจและร่างกายให้กลับมาเริงร่ากระปรี้กระเปร่าอีกครั้ง ซึ่งคุณสามารถเลือกโปรแกรมและเส้นทางท่องเที่ยวได้ตามวันและเวลาว่าง ดังเช่นเส้นทางเศรษฐีไปสัมผัสกับ 2 จังหวัดใกล้กรุงเทพฯ แล้วนำมาเขียนเล่า

ตลาดน้ำดอนหวาย

ไหว้หลวงพ่อวัดไร่ขิง

จัดเสื้อผ้าใส่กระเป๋า ตระเตรียมพร้อมใช้ 2 วัน 1 คืน ก้าวขึ้นรถตู้มุ่งสู่จังหวัดนครปฐม ในช่วงสายของวันศุกร์ กับจุดหมายแรก “ตลาดน้ำดอนหวาย” แหล่งรวมสินค้า โดยเฉพาะอาหารหวานคาวนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็น เป็ดพะโล้นายหนับ รสดีชื่อเสียงเลื่องลือไกล ปลาตะเพียนไร้ก้าง แกงบอนโบราณ หารับประทานได้ไม่ง่ายนัก

ไข่เค็ม รสเค็มกำลังเหมาะ ร้อนๆ บรรจุไว้ในเข่ง เจ้านี้ค้าขายมานาน เกาะหนึบเหนียวแน่นทำเลบริเวณประตูทางเดิน ส่วนเมนูขนมหวานหลากหลายไม่แพ้กัน ขนมตาลป้าไข่ ทำขายไม่ทันซื้อ หรือจะเป็นแป้งจี่สูตรโบราณ บ้าบิ่น ขนมเปี๊ยะ ข้าวตู ขนมกล้วย ถ้วยฟู เป็นต้น แต่หากกลัวอ้วน มะเฟือง ส้มโอ ฝรั่ง ชมพู่ ผลสวยน่าซื้อ

สำหรับผู้ใช้ชีวิตส่วนใหญ่หมดไปกับการช็อปปิ้งตามห้างสรรพสินค้า หรือเลือกสรรอาหารการกินในซุปเปอร์มาร์เก็ต แนะนำให้เปลี่ยนบรรยากาศมาสัมผัสธรรมชาติของการจับจ่าย ที่ตลาดน้ำดอนหวายสักครั้ง

ขับรถต่อไปไม่ไกล ณ วัดไร่ขิง ซื้อดอกไม้ธูปเทียน ทอง ตามกำลังศรัทธา นำมากราบนมัสการ “หลวงพ่อวัดไร่ขิง” พระประธานเนื้อสัมฤทธิ์ ประทับนั่งปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง 4 ศอก 2 นิ้ว สูง 4 ศอก 16 นิ้ว ประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชี 5 ชั้น เบื้องหน้ามีผ้าทิพย์ปูทอดลงมา

สบายอกสบายใจ คราวนี้เดินทางต่อไปจังหวัดสมุทรสงคราม โดยหยุดเติมเต็มมื้อกลางวันที่ร้านอาหาร “คุณเป๋า ดอนหอยหลอด” กับเมนูอาหารทะเลสดรสอร่อย และอีกหนึ่งรายการไม่ควรพลาด “เบอร์เกอร์ปลาทูไทย” ราคาขายหน้าร้านชิ้นละ 29 บาท หากซื้อ 2 ชิ้นลดเหลือ 50 บาทเท่านั้น

หนังท้องตึง หนังตาเริ่มหย่อน แต่ภาพบรรยากาศสองข้างทางสะกดม่านตาไว้ไม่ให้ปิด กระทั่งรถเลี้ยวเข้าสู่ “บ้านไม้ชายเลน รีสอร์ท” สถานที่ซึ่งจับจองไว้ล่วงหน้า เพื่อพักผ่อนหลับนอน ร่วมกิจกรรมในช่วงค่ำคืน อย่างเช่น ชมหิ่งห้อย ตลอดจนรุ่งเช้าของวันใหม่ไปจนจบครบถ้วนตามกำหนด

เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา ถึงคราวนี้เรามาถ่ายภาพร่วมกัน เก็บทุกมุมที่แลเห็นธรรมชาติโอบล้อม…

ถึงจังหวัดสมุทรสงคราม

ไหว้พระ ชมตลาดแม่กลอง

บ้านไม้ชายเลน รีสอร์ท ปลูกสร้างโดยใช้ไม้เป็นส่วนประกอบหลัก ตั้งชิดติดริมน้ำ แลเห็นต้นโกงกาง รากระโยงระยางพยุงลำต้นไว้ไม่ให้ล้ม น้ำลดจนเลนโผล่ ปูก้ามโตตัวเล็กวิ่งวุ่นหาอาหาร

สูดหายใจเต็มปอดครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อนขอตัวขึ้นรถไปชมตลาดแม่กลองยามบ่ายใกล้เย็น

ก่อนเข้าไปชมตลาด ขอแวะนมัสการ “หลวงพ่อบ้านแหลม” พระพุทธรูปยืนปางอุ้มบาตร สูงประมาณ 2 เมตร 80 เซนติเมตร หล่อด้วยทองเหลืองปิดทอง ประดิษฐานภายในพระอุโบสถ วัดเพชรสมุทรวรวิหาร วัดแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางตลาดแม่กลอง

ยิ้มอิ่มบุญแล้วไปเดินตลาดกัน…

ของสดของแห้ง กะปิ น้ำปลา ปลาเค็ม และโดยเฉพาะปลาทูนึ่งตัวสวย แต่หน้างอคอหัก นอนนิ่งอยู่ในเข่งไม้ไผ่สานขนาดพอดิบพอดีกับลำตัว เห็นแล้วน่าซื้อไปลงกระทะให้เริงร่าอยู่ในน้ำมันจนเหลืองกรอบก่อนเลาะก้างออกรับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ เหยาะน้ำปลารสดีสักหน่อย แค่นี้อร่อยแล้ว หรือจะยกขึ้นเคียงคู่น้ำพริกกะปิ น้ำพริกเผา ตาแดง แมงดา เข้ากั๊น…เข้ากัน

หลายร้านด้านในตลาด โดยเฉพาะผู้ประกอบการค้าขายเนื้อสัตว์ ปิดให้บริการ คงเพราะช่วงเวลาเย็น สินค้าจึงปรับเปลี่ยนไปตามความต้องการของผู้ซื้อ ซึ่งบัดนี้เดินกันกวักไกว่ จับจองอาหารการกิน ทั้งแบบสำเร็จรูป เมนูเร่งด่วน เห็นข้าวเกรียบปากหม้อกับภาพคนขายบรรจงทำทีละชิ้น อย่างว่องไว จึงซื้อติดไม้ติดมือกลับที่พัก ไม่ลืมน้ำเต้าหู้ กับซาลาเปา ตอนแรกบอกว่าเอาปาท่องโก๋ด้วย แต่คนขายคงไม่ได้ยิน ไม่เป็นไรไม่กินก็ได้

พื้นที่ตลาดแม่กลองเท่าไรไม่รู้ รู้แต่ว่าสามารถเรียกเหงื่อให้ไหลทั่วร่างได้ หากเดินจนถ้วนทั่วอาณาบริเวณ เหลือบมองนาฬิกาใกล้เวลา 5 โมงเย็น รีบกลับที่พักดีกว่า

อาหารเย็นจากฝีมือคนพื้นถิ่น ซึ่งเจ้าหน้าที่ประจำบ้านไม้ชายเลน รีสอร์ท จัดเตรียมพร้อมยกมาเสิร์ฟ เห็นแต่ละเมนู อย่า…รอช้า คว้าชามและช้อนครอบครองไว้ก่อน จากนั้นลงมือตักตามอัธยาศัย

ปลากะพงนึ่งมะนาว ผัดผักรวมใส่กุ้ง ผัดวุ้นเส้น น้ำพริกกะปิ รับประทานแกล้มปลาทูทอด ผักลวกจิ้ม และที่หาชิมไม่ได้ง่ายนัก คือ “ใบชะคราม” ผักพื้นบ้าน ประเภทไม้ล้มลุก ขึ้นอยู่ริมคลอง ลักษณะใบเป็นเส้นฝอยสีเขียวอ่อน และด้วยเป็นพืชอุ้มน้ำได้ดี จึงกักตุนความเค็มไว้ ฉะนั้นก่อนนำไปประกอบอาหาร ให้นำใบชะครามไปลวกน้ำร้อนหลายครั้ง หรือต้มทิ้งไว้นับชั่วโมง แล้วคั้นน้ำออก เพื่อปรุงแต่งเมนูอร่อย อย่างชุบไข่ทอด แกงส้ม หรือลวกจิ้มน้ำพริกราดกะทิสดโรยหน้า

กินข้าวเคล้าบรรยากาศยามเย็น ยินเสียงคลื่นกระทบฝั่ง สุขนี้หาได้ในตำบลคลองโคน…

ยัง…ยังไม่จบ บอกแล้วว่าทริปนี้มีกิจกรรมอันถือเป็นไฮไลต์รออยู่กับเช้าวันใหม่ แต่คืนนี้ขอหลับให้สบาย และฝันดี

ชมวิถีไทย ให้อาหารลิง

ปลูกป่า ถีบกระดานเลน

เช้าตรู่ อาบน้ำอาบท่าเรียบร้อยแล้ว เดินมานั่งห้อยขารับลมอยู่ริมระเบียงบ้านพัก สะพานยื่นทอดไปบรรจบกับแพชายน้ำ แสงอาทิตย์ค่อยๆ โผล่เหนือขอบฟ้า

เสียงเครื่องยนต์จากเรือประมง พร้อมใจกันออกเดินทางไปทำมาหากิน ดังกึกก้องทั่วอาณาบริเวณ แต่กลับไม่รำคาญ

พระสงฆ์ 3 รูปพายเรือเตรียมรับบิณฑบาตจากญาติโยมซึ่งยกข้าวขาวสุกสวยควันพวยพุ่ง พร้อมอาหารหวานคาว เตรียมพร้อมอยู่หน้าท่าน้ำ

ถึงคราวนี้อยากตักบาตรบ้าง แต่ไม่มีอาหารหวานคาวใดๆ กระทั่งได้คำแนะนำ ถวายปัจจัยตามกำลังศรัทธาย่อมได้

08.30 น. ได้เวลาร่วมกิจกรรมกับบ้านไม้ชายเลน รีสอร์ท พร้อมแล้วก้าวลงเรือหางยาว อ้อ!…อย่าลืม ถือกล้วยติดมือมาด้วย ความจริงเจ้าหน้าที่เขาจัดเตรียมกล้วยไว้ให้เรียบร้อยแล้ว แต่ด้วยจำนวนลิงที่แลเห็น คาดว่าไม่เพียงพอ ฉะนั้น ขอซื้อกล้วยจากเจ้าหน้าที่เพิ่มได้

จุดแรก แจกกล้วยให้ลิงแสมอิ่มหนำ จากนั้นขยับเท้าก้าวข้ามขอบเรือ เพื่อสัมผัสเลนนุ่มเนื้อเนียน กับกิจกรรมเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ ปลูกป่าชายเลน

วกกลับขับเรือออกเวิ้งน้ำกว้างใหญ่ ชมวิถีชีวิตชาวประมงชายฝั่ง การเลี้ยงหอยแครง หอยแมลงภู่ จากนั้นต่อด้วยภาพการแสดงระทึกใจ โชว์ขับเรือหางยาวบนเลน ซึ่งมีเราเป็นดารารับเชิญ นั่งนิ่งๆ อยู่ในเรือ อย่ากระโดกกระเดกนึกสนุกลุกขึ้นมาวิ่งเล่น หรือเต้นประกอบจังหวะหัวใจ เพราะอาจได้รับอันตรายตกน้ำตกเลน อนุญาตเพียงส่งเสียงกรี๊ดตามกำลัง

การขับเรือบนเลน ผู้ขับต้องชำนาญ ผ่านเวลาฝึกฝนอย่างดี และที่สำคัญ ต้องไม่มีสิ่งกีดขวาง อย่าง ขยะ ไม่ว่าจะเป็นเศษผ้า หรือพลาสติค เพราะอาจขวางทางใบพัดแล้วติดหนึบจนเครื่องดับ ดังเช่นเราประสบมา ฉะนั้น นักท่องเที่ยวควรใส่ใจรายละเอียดตรงนี้ เที่ยวแล้วชมแล้ว อย่าทิ้งขว้างสิ่งของต่างๆ ไว้เป็นที่ระลึก

กิจกรรมถีบกระดานเลน นับว่าได้รับความนิยมจากผู้ร่วมเดินทางไม่ว่าเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ แต่ถีบอย่างไรจะให้เหมือนต้นตำรับนั้นต้องฝึกฝนเรียนรู้ ทำซ้ำๆ สม่ำเสมอ

เหลือบเห็นชาวบ้านลอยคออยู่ในน้ำ แต่ละคนมีภาชนะเรียกว่า กะละมังใบใหญ่ ถูกร้อยเชือกยาวพอให้ไม่เกะกะ ปลายเชือกอีกข้างผูกติดไว้กับลำตัว เห็นคราวแรกสงสัยเขาทำอะไรกัน (ไม่น่าจะนำผ้ามาซัก) คำตอบคลายสงสัยจากเจ้าหน้าที่ขับเรือ แจงว่า เขากำลังงมหอยแครงไปจำหน่าย

หากอยากรู้ว่างมหอยแครงทำกันอย่างไร และยากแค่ไหนกว่าจะได้แต่ละตัว กระโดดลงน้ำ ณ บัดนี้…

สนุก เหนื่อย และหิว…เจ้าหน้าที่นำพามาพักในกะเตงกลางน้ำ อาหารรอคอยอยู่เบื้องหน้า อาทิ แกงส้มใบชะครามชุบไข่ทอดใส่กุ้ง ปลากะพงราดพริก ปลาผัดขึ้นฉ่าย (ไม่รู้เหมือนกันว่าปลาอะไร) ฉู่ฉี่ปลาทู กุ้งผัดพริก ส่วนเมนูหวาน ขนมชั้นสีสวย

รับลมเย็นอยู่บนกะเตงพักใหญ่ ได้เวลากลับไปอาบน้ำอาบท่า ก่อนถึงเวลาโบกมือ บ๊าย…บาย

ไว้มีโอกาสจะมาเยี่ยมใหม่!

%d bloggers like this: