หุ้นไทย

All posts tagged หุ้นไทย

ทำนายสัปดาห์หน้า หุ้้นไทยแกว่งตัวผันผวน

Published สิงหาคม 14, 2011 by SoClaimon

13 สิงหาคม 2554, 15:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/193741.

Pic_193741

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาด สัปดาห์หน้า หุ้นไทยแกว่งตัวผันผวนและอาจฟื้นตัวขึ้น แนะจับตาเศรษฐกิจสหรัฐและยูโรโซน โดยให้แนวรับที่ 1,055-1,035 จุด และแนวต้านที่ 1,072-1,094 จุด

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานว่า ดัชนี SET ร่วงลง จากแรงเทขายของนักลงทุนต่างชาติ หลัง S&P ปรับลดอันดับเครดิตของสหรัฐฯ โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,062.07 จุด ลดลง 2.86% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 2.20% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 42,569.70 ล้านบาท โดยนักลงทุนรายย่อย และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนต่างชาติ และนักลงทุนสถาบันขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 304.41 จุด ลดลง 1.66% จากสัปดาห์ก่อน ดัชนีหุ้นไทยดิ่งลงต้นสัปดาห์ ตามตลาดต่างประเทศ หลัง S&P ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือระยะยาวของสหรัฐฯ โดยนักลงทุนต่างชาติเทขาย หุ้นไทยต่อเนื่อง ก่อนที่ดัชนีจะฟื้นตัวขึ้นช่วงท้ายสัปดาห์ จากแรงซื้อหุ้นกลับของนักลงทุน หลังเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยต่อไปอีก 2 ปี

สำหรับ แนวโน้มสัปดาห์ระหว่างวันที่ 15-19 ส.ค. 2554 บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด และบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มอง ว่า ดัชนีมีโอกาสแกว่งผันผวน และอาจฟื้นตัวขึ้น โดยคงจะต้องจับตาสถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ และยูโรโซน โดยเฉพาะภาค ธนาคารในฝรั่งเศสอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ การรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ทั้งเครื่องชี้ภาคอสังหาริมทรัพย์และภาคการผลิต รวมถึงการรายงานตัวเลขการค้าระหว่างประเทศโดยกระทรวงพาณิชย์ไทย ทั้งนี้ บริษัท หลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,055 และ 1,035 ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,072 และ 1,094 จุด ตามลำดับ.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 13 สิงหาคม 2554, 15:30 น.

ตลท.แนะสำรวจพอร์ตลงทุนหลังหุ้นร่วงแรง

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

18 พฤศจิกายน 2553, 14:59 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127970.

Pic_127970

ผจก.ตลท.ระบุสาเหตุหุ้นร่วงแรง มาจากการปรับฐานการลงทุนให้แข็งแกร่งมากขึ้น แนะเป็นโอกาสที่นักลงทุนจะกลับไปสำรวจพอร์ตลงทุนว่ามีคุณภาพหรือไม่ พร้อมเตือนนักลงทุนเก็งกำไรให้ระวังมากขึ้น…

เมื่อวันที่ 18 พ.ย. นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงานมหกรรมการลงทุน Set in the city 2010 ว่า ตลาดทุนไทยมีส่วนร่วมในการพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ผ่านช่วงวิกฤติ เศรษฐกิจโลกที่ผ่านมา และกลไกของตลาดทุนยังเป็นส่วนสำคัญในการสร้างอนาคตของประเทศและประโยชน์จาก นวัตกรรมทางการเงินจะให้ประโยชน์แก่ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนซึ่งจะส่งผลให้ เกิดการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและรองรับการแข่งขันและความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ โลกที่เกิดขึ้น ซึ่งในปีนี้คาดการณ์ว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยจะเติบโตร้อยละ 7-8

ด้าน นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยถึงกรณีที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงในช่วงนี้ว่า เป็นสัญญาณเตือนให้นักลงทุนพิจารณาพอร์ตการลงทุนอย่างรอบคอบ และเป็นการปรับฐานการลงทุนให้แข็งแกร่งมากขึ้น เพราะหากดัชนีหุ้นไทยปรับขึ้นอย่างร้อนแรงจนเกินระดับ 1,000 – 1,200 จุด โดยที่ไม่มีการพักฐานเลย ดัชนีจะปรับตัวลงแรงมาก และอาจจะเกิดปัญหาได้ ดังนั้นในช่วงนี้ จึงเป็นจังหวะที่ดีที่นักลงทุนจะกลับไปสำรวจพอร์ตการลงทุน ของตัวเองว่ามีคุณภาพหรือไม่ หากลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี ก็จะมีความเสี่ยง ขณะที่นักลงทุนที่เก็งกำไรก็ต้องระวัง

สำหรับการจัดงาน Set in the city 2010 ตั้งแต่วันนี้ (18 พ.ย.) ถึงวันที่ 21 พฤศจิกายนนี้ จะเป็นการเพิ่มฐานนักลงทุนให้มากขึ้น เพราะคาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานเพิ่มขึ้นเป็น 150,000 คน จากปีที่แล้วที่มีจำนวน 100,000 คน โดยมีปริมาณธุรกรรมเพิ่มเป็น 20,000 รายการ จากปีที่แล้ว 10,000 รายการ และเป็นการกระตุ้นให้เกิดความต้องการลงทุนในประเทศเพิ่มขึ้น เพราะผู้ลงทุนกำลังมองหาทางเลือกการลงทุนที่ให้ผลคอบแทนสูงกว่าอัตรา ดอกเบี้ย และมีโอกาสเพิ่มดีมานด์ของนักลงทุนทำให้ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสปรับ ขึ้นเกิน 1,000 จุด อีกครั้ง ขณะเดียวกัน ตลท. ก็พร้อมที่จะดึงนักลงทุนต่างชาติกลุ่มใหม่ ๆ เข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้น

ส่วนกิจกรรมภายในงานมีการออกบูธจากภาครัฐและเอกชน มากกว่า90 องค์กร ทั้ง บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทจดทะเบียน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน โบรกเกอร์ผู้ค้าทองคำ บริษัทประกันชีวิต ที่จะให้คำปรึกษาด้านการวางแผนการลงทุนอย่างครบวงจร ทั้งหุ้น  อนุพันธ์ ทองคำ พันธบัตร และบริการทางการเงินใหม่

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 18 พฤศจิกายน 2553, 14:59 น.

คาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้าร่วงต่อตามตลาดภูมิภาค

Published สิงหาคม 6, 2011 by SoClaimon

6 สิงหาคม 2554, 11:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/191957.

Pic_191957

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาด สัปดาห์หน้าดัชนีมีโอกาสปรับตัวลดลงตามตลาดในภูมิภาค โดยให้แนวรับที่ 1,077-1,060 จุด และแนวต้านที่ 1,106-1,122 จุด

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานว่า ดัชนี SET ปรับตัวลดลงตามตลาดต่างประเทศ จากความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,093.38 จุด ลดลง 3.54% จากสัปดาห์ก่อน รวมทั้งลดลง 55.57 จุดจากราคาปิดในวันจันทร์ ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 30.75% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 41,654.86 ล้านบาท โดยนักลงทุนสถาบัน และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ ขณะที่นักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 309.54 จุด ลดลง 2.67% จากสัปดาห์ก่อน

ดัชนีหุ้นไทยปรับขึ้นในวันจันทร์ หลังสภาคองเกรสผ่านสามารถบรรลุข้อตกลงในการขยายเพดานหนี้ได้ ก่อนที่จะปรับตัวลงในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ จากการขายทำกำไรและความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และสถานการณ์หนี้ในยุโรปที่อาจจะลุกลามไปยังอิตาลีและสเปน

สำหรับแนวโน้ม สัปดาห์ระหว่างวันที่ 8-11 ส.ค. 2554 บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด และบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีมีโอกาสปรับตัวลดลงตามตลาดในภูมิภาค ขณะที่ ประเด็นติดตามคงอยู่ที่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่จะประกาศออกมาในช่วง คืนวันศุกร์ที่ 5 ส.ค. การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลใหม่ของไทย ผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (ในวันอังคาร) และการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ ยอดค้าปลีก ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,077 และ 1,060 ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,106 และ 1,122 จุด ตามลำดับ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 6 สิงหาคม 2554, 11:30 น.

ตลาดหุ้นทั่วโลกทรุดหนักผวาเศรษฐกิจโลกเปราะบางแถมปัจจัยรุม

Published สิงหาคม 6, 2011 by SoClaimon

5 สิงหาคม 2554, 19:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/191848.

Pic_191848

ตลาดหุ้นทั่วโลกทรุดหนักผวาเศรษฐกิจโลกเปราะบางแถมปัจจัยรุม ผู้จัดการตลท. พูดได้ แค่หุ้นไทยปรับลงตามหุ้นทั่วโลก แนะผู้ลงทุนตามข้อมูลใกล้ชิดแต่ยัง มั่นใจบริษัทหุ้นพื้นฐานแกร่งมีกำไรดีจ่ายปันผลงาม ขณะที่โบรกเกอร์ชี้ ฝรั่งจ่อขายหุ้นทำกำไรได้อีก หมื่นล้าน

เมื่อวันที่ 5 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวดิ่งลงแรงตามตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดัชนีดาวโจนส์เมื่อคืนวันที่ 4 ส.ค.ที่ร่วงลงหนักกว่า 500 จุด ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วเอเชียปรับตัวลงรุนแรงสร้างจุดต่ำสุดใหม่หรือทำนิวโลว์กันหลายตลาด ไม่เว้นแม้แต่ตลาดหุ้นไทย เพราะความกังวลต่อความเปราะบางของเศรษฐกิจโลกหลังสหรัฐฯ และยุโรปต้องเผชิญกับวิกฤติหนี้ ส่งผลให้นักลงทุนขายหุ้นหนีตายออกมาในทุกตลาดเพื่อโยกเงินออกจาก สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง โดยดัชนีหุ้นไทยปรับตัวดิ่งลงในทันทีที่เปิดตลาดกว่า 30 จุดและปรับตัวลง อย่างต่อเนื่องมาแตะจุดต่ำสุดของ วันที่ 1,077.12จุด ลดลง 46.89จุดมี มูลค่าการซื้อขาย 67,282.12ล้านบาท เป็นมูลค่าการซื้อขายสูงสุดในรอบ7เดือน นับจากวันที่ 8ธ.ค.53 (ในวันนั้นมีรายการซื้อขายบิ๊กล็อตของหุ้น บมจ.ปตท.ปิโตรเคมี คอล(PTTCH)รายการเดียว33,000ล้านบาท) ขณะที่ต่างชาติขายสุทธิ 6,082.66ล้านบาท

นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า การปรับลดลงของหุ้นไทยเป็นไปในทิศทางเดียวกัน กับตลาดหุ้นทั่วโลก โดยปัจจัยหลักมาจากการคาดการณ์ที่ชัดเจนขึ้นถึงผล ของภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐฯและปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรป ดังนั้นจึงเตือนให้ผู้ลงทุนติดตามการวิเคราะห์จากนักวิเคราะห์ เพื่อติดตามผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด และพิจารณากระจายความเสี่ยง ในการลงทุนให้เหมาะสม ทั้งนี้ เชื่อว่าหากปัญหาเศรษฐกิจยังมีผลกระทบต่อภาวะการลงทุนทั่วโลกไปอีกระยะหนึ่ง ตลาดหุ้นไทยน่าจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าตลาดหุ้นอื่น เนื่องจากยังคงมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ทั้งความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน และอัตราผลตอบแทนจาก เงินปันผลที่ยังคงน่าสนใจเมื่อเทียบกับภูมิภาค โดยดัชนีหุ้นไทยที่ปรับตัวลง 2.73% ในวันที่ 5ส.ค. เป็นการปรับตัวตามตลาดทั่วโลกที่มีการปรับลดลงระหว่าง 1-5%

ขณะที่การสัมนาเรื่อง “วิพากษ์นโยบายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ หุ้นไหนควรลงทุน-หุ้นไหนควรหลีกเลี่ยง” ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์ น.ส.มยุรี โชวิกรานต์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัย บล.กิมเอ็ง คาดว่า ภายใน 3 วันนี้  (5-9 ส.ค.) นักลงทุนต่างชาติอาจเทขายหุ้นไทยประมาณ 10,000 ล้านบาท เนื่องจากนักลงทุนกังวลเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ขณะที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัว ขึ้นมากถึง 13% นับจากหลังการเลือกตั้ง เช่นเดียวกับตลาดหุ้นอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ดังนั้นจึงเริ่มเห็นการขายทำกำไรของกองทุนต่างชาติ เพื่อนำเงินไปคืนให้กับผู้ถือหน่วย แต่ เชื่อว่าตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวลงอีกไม่มาก โดยมีแนวรับที่แข็งแกร่ง บริเวณ 1,050 จุด และจะเริ่มฟื้นตัวหลังมีความชัดเจนเกี่ยวกับการออกมาตรการ ผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบที่ 3(QE3)ซึ่งธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด)จะหารือกันในวันที่ 9 ส.ค.นี้ คาดว่าจะ มีวงเงิน 200,000-300,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นอกจากนี้ที่ผ่านมานักลงทุนสถาบันในประเทศเทขายหุ้นไปแล้ว22,000ล้านบาท ราย ย่อยขายสุทธิ 7 ,000ล้านบาท ทำให้นักลงทุนในประเทศมีเงินสดที่พร้อมกลับเข้ามาช้อนซื้อหุ้นอีกประมาณ 30,000ล้านบาท

“กิมเอ็งยังคงให้เป้าดัชนีสิ้นปีที่ 1,234 จุด ช่วงนี้จึงแนะให้ทยอยเก็บหุ้นที่พึ่งการบริโภคในประเทศ เช่น กลุ่ม ธนาคาร ค้าปลีก สื่อสิ่งพิมพ์ และหลีกเลี่ยงหุ้นส่งออก โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนรับเหมาฯขนาดใหญ่ ควรชะลอลงทุน เนื่องจากราคาปรับตัวขึ้นมากแล้ว หลังจากที่ทราบว่าพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งขณะที่บมจ.อิตาเลี่ยนไทย( ITD) กับบมจ.ช.การช่าง(CK) อาจต้องเพิ่มทุนก่อนรับงานใหม่”นางสาวมยุรี กล่าว

ด้านนายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บล.เอเซียพลัส กล่าวว่า หุ้นไทยปรับตัวลงจากแรงขายที่เกิดจากความตื่น ตระหนก(แพนิก เซลล์) จึงเป็นโอกาสดีในการเข้าลงทุน เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง ข่าวการตั้ง ครม.ใหม่จะช่วยหนุนตลาด ในระยะสั้น และเชื่อว่าสหรัฐฯมีความจำเป็นต้องออก QE3 เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจตกต่ำลงไปมากกว่านี้ ทั้งนี้มองว่าดัชนีอาจปรับตัว ลงได้อีก แต่คงไม่มาก

“หุ้นที่น่าซื้อคือหุ้นที่ได้รับผลดีจากนโยบายรัฐ เช่น กลุ่มแบงก์ที่จะได้รับผลดีจากการลงทุนโครงการเมกะโปรเจ็ก ซึ่งต้อง ใช้เงินกู้ในประเทศถึง 600,000ล้านบาท กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่จะได้ประโยชน์จากโครงการบ้านหลังแรก และกลุ่มสื่อสารที่จะได้ดีจากกฎเกณฑ์ในการทำธุรกิจที่ชัดเจนขึ้น ส่วนกลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยงคือหุ้นส่งออก รับเหมาฯ และให้ชะลอการลงทุนหุ้นพลังงาน เนื่องจากราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลง”นายเทิดศักดิ์ กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 5 สิงหาคม 2554, 19:30 น.

ปิดตลาดหุ้นไทยดิ่งเหว11จุดอยู่ที่1,018.86จุดลุ้นสัปดาห์หน้ารีบาวน์

Published สิงหาคม 5, 2011 by SoClaimon

12 พฤศจิกายน 2553, 17:36 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/126516.

Pic_126516

ปิดตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดัชนีเคลื่อนไหวที่ระดับ 1,018.86 จุด ลดลง 11.00 จุด มูลค่าการซื้อ-ขาย  48,418.21 ล้านบาท ด้านโบรกฯสั่งเก็บหุ้นปิโตรเคมีเพราะอนาคตสดใส…

ดัชนี ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันศุกร์ที่ 12 พ.ย. 2553 ปิดตลาดที่ระดับ 1,018.86 จุด ลดลง 11.00 จุด มูลค่าการซื้อขายทั้งส้ิน 48,418.21 ล้านบาท หลักทรัพย์ที่เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น 117 หลักทรัพย์ ลดลง 300 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 96 หลักทรัพย์

สำหรับ 5 อันดับ ซื้อขายสูงสุดประจำวันนี้ ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ,  บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) , บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) , บริษัท ปตท. อะโรเมติกส์และการกลั่น จำกัด (มหาชน) และ บริษัท โพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

ส่วนตลาดหุ้นภูมิภาค ปรับตัวลดลงทุกตลาด โดยดัชนีสเตรทไทม์ ตลาดหุ้นสิงคโปร์ ปิดตลาดที่ระดับ 3,252 จุด ลดลง 41.39 จุด ดัชนีฮั่งเส็ง ตลาดหุ้นฮ่องกง ปิดตลาดที่ระดับ 24,222.58 จุด ลดลง 477.72 จุด ดัชนีนิกเกอิ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปิดตลาดที่ระดับ 9,724.81 จุด ลดลง 136.65 จุด และดัชนีเวทเต็ด ตลาดหุ้นไตหวัน ปิดตลาดที่ระดับ 8,316.05 จุด ลดลง 120.90 จุด

นายคมสันต์ ปรมาภูติ รองผู้อำนวยการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.บัวหลวง กล่าวว่า ดัชนีฯในวันนี้ปรับตัวลดลงค่อนข้างแรง โดยระหว่างการซื้อขายดัชนีฯปรับตัวหลุด 1,000 จุด เพราะได้รับปัจจัยลบจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยทิศทางของตลาดหุ้นต่างประเทศก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน จากความกังวลว่าธนาคารกลางจีนจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง นอกจากนี้ นักลงทุนยังมีความวิตกกังวลว่าธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) จะออกมาตรการคุมเงินไหลเข้า ทำให้มีแรงขายออกมาอย่างหนัก ส่งผลให้ดัชนีฯปรับตัวลดลง ส่วนมาตรการคุมสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธปท.นั้น เชื่อว่าตลาดฯน่าจะตอบรับไปบ้างแล้ว

ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาตรการกำหนดอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (Loan to Value:LTV ratio) สำหรับการให้สินเชื่อหรือให้เงินกู้ยืมเพื่อการจัดหาที่อยู่อาศัยที่มีราคา ซื้อขายต่ำกว่า 10 ล้านบาทลงมา สำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัยแนวสูง หรือ คอนโดมิเนียม กำหนด LTV ที่ 90% ซึ่งมีผลใช้เฉพาะสัญญาจะซื้อจะขายที่ทำตั้งแต่ 1 ม.ค.54 ส่วนสินเชื่อที่อยู่อาศัยแนวราบ เช่น บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์ กำหนด LTV ที่ 95% มีผลใช้เฉพาะสัญญาจะซื้อจะขายที่ทำตั้งแต่ 1 ม.ค.55 ยกเว้นข้าราชการหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ เพราะมีการหักเงินเดือนและมีความมั่นคงของตำแหน่งหน้าที่การงาน ความเสี่ยงจึงต่ำกว่า

นายคมสันต์ กล่าวถึงแนวโน้มดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยในสัปดาห์หน้าน่าว่า จะรีบาวน์ หลังจากที่ผ่านมาดัชนีฯปรับตัวลดลงแรงแล้ว โดยเชื่อว่าน่าจะมีแรงซื้อกลับเข้ามาจากนักลงทุน กลยุทธ์การลงทุน แนะนำ รอซื้อสะสมหุ้นกลุ่มปิโตรเคมี เนื่องจากมองว่าปิโตรเคมีกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น ทั้งนี้ประเมินแนวรับไว้ที่ 1,000 จุด และแนวต้านอยู่ที่ 1,040 จุด

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 12 พฤศจิกายน 2553, 17:36 น.

หุ้นไทยปิดตลาดติดลบ 9.45 จุด ซื้อขาย 3.3 หมื่นล้านบาท

Published สิงหาคม 4, 2011 by SoClaimon

4 สิงหาคม 2554, 17:15 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/191580.

ตลาดหุ้นไทย ปิดที่ระดับ 1,124.01 จุด ลดลง 9.45 จุด มูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 33,833.30 ล้านบาท โดยหุ้น บ.แอดวานซ์ฯ และกลุ่มธนาคาร ซื้อขายมากที่สุด…

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันพฤหัสบดีที่ 4 ส.ค. 2554 ปิดตลาดที่ระดับ 1,124.01 จุด ลดลง 9.45 จุด มูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 33,833.30 ล้านบาท โดยมีหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น 172 หลักทรัพย์ ลดลง 318 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 119 หลักทรัพย์

โดย 5 อันดับหลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายมากที่สุด ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน), ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน).

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 4 สิงหาคม 2554, 17:15 น.

กสิกรไทยทำนายสัปดาห์หน้าตลาดหุ้นแกว่งตัวขาขึ้น

Published กรกฎาคม 31, 2011 by SoClaimon

30 กรกฎาคม 2554, 15:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/190283.

Pic_190283

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาด สัปดาห์หน้าหุ้นไทยแก่วงตัวในขาขึ้นจากกระแสเงินทุนไหลเข้า แนะจับตา การขยายเพดานหนี้สหรัฐฯ และการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจ โดยให้แนวรับที่ 1,127-1,109 จุด และแนวต้านที่ 1,140-1,150 จุด

เมื่อวันที่ 30 ก.ค. บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานว่า ดัชนี SET ปรับตัวเพิ่มขึ้น นำโดยแรงซื้อหุ้นกลุ่มธนาคาร จากอานิสงส์เงินทุนไหลเข้า โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,133.53 จุด เพิ่มขึ้น 1.11% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 8.32% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 31,857.75 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติ และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนรายย่อยขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 318.02 จุด เพิ่มขึ้น 2.43% จากสัปดาห์ก่อน ดัชนีหุ้นไทยปรับขึ้นในวันจันทร์ นำโดยแรงซื้อหุ้นกลุ่มธนาคาร ก่อนที่จะปรับลดลงในวันอังคารจากการขายทำกำไร แต่ดัชนีปรับขึ้นอีกกลางสัปดาห์ หลังคณะกรรมการการเลือกตั้งรับรองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครบ 95% และยังคงมีแรงหนุนจากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติ อย่างไรก็ดี ดัชนีปรับลงในวันศุกร์ โดยถูกถ่วงจากปัจจัยต่างประเทศหลังสหรัฐฯ ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในการขยายเพดานหนี้ได้

สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ระหว่างวันที่ 1-5 ส.ค. 2554 บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด และบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่าดัชนีมีโอกาสแกว่งตัวในขาขึ้นจากกระแสเงินทุนไหลเข้า และการจัดตั้งรัฐบาลที่คงมีความชัดเจนมากขึ้น โดยคงจะต้องติดตามความคืบหน้าประเด็นการขยายเพดานหนี้สหรัฐฯ การรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ คำสังซื้อสินค้าโรงงานเครื่องชี้วัดการจ้างงาน รวมทั้งผลประกอบการไตรมาส 2/2554 ของบริษัทจดทะเบียนทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อของกระทรวงพาณิชย์ไทย ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,127 และ 1,109 ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,140 และ 1,150 จุด ตามลำดับ.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 30 กรกฎาคม 2554, 15:30 น.

บล.ไทยพาณิชย์ฟันธงไตรมาส4 หุ้นไทยแตะ1.2พันจุด

Published กรกฎาคม 26, 2011 by SoClaimon

26 กรกฎาคม 2554, 18:43 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/189255.

Pic_189255

บล.ไทยพาณิชย์ฟันธงหุ้นไทยจะผ่านจุดต่ำ สุดไตรมาส 3 ที่ระดับ 1,030จุด ก่อนทะยานขึ้นไปสูงสุดที่ 1,200 จุด ในไตรมาส 4 เนื่องจากตลาดยังคงเผชิญหน้ากับปัจจัยลบหลายด้าน แนะนักลงทุนทยอยซื้อสะสมหุ้นเมื่อดัชนีอ่อน ตัวที่บริเวณ 1,030 จุด

เมื่อวันที่ 26 ก.ค. นายเกียรติศักดิ์ เจนวิภากุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บล.ไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยยังคงเผชิญหน้ากับปัจจัยลบหลายด้านด้วยกันในช่วงที่เข้าสู่ไตรมาส 3 ปี 2554 ทั้งภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัว การสิ้นสุดมาตรการ QE2 และวิกฤตหนี้ยุโรปที่ยืดเยื้อ จึงเชื่อว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยจะทำจุดต่ำสุด ในไตรมาส 3 นี้ โดยตลาดเริ่มมีการปรับฐานมาตั้งแต่ปลายเดือน เม.ย.ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าอย่างน้อยตลาดก็รับรู้ความไม่แน่นอนและความเสี่ยงต่างๆ ไปบ้างแล้ว ตลอดจนแรงกดดันเงินเฟ้อมีแนวโน้มที่จะผ่อนคลายลงในช่วงปลายไตรมาส 3 เนื่องจากโมเมตัมการปรับตัวขึ้นของราคาสินค้า Commodity โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบชะลอตัวลง ใ นส่วนปัจจัยทางการเมืองนั้นคาดว่าจะกลับมามีเสถียรภาพมากขึ้นจากการที่ พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งและได้จำนวน ส.ส.มากกว่าครึ่งและสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ด้วยจำนวน ส.ส. ถึง 300 ที่นั่ง จาก ส.ส.ทั้งหมด 500 ที่นั่ง

อย่างไรก็ดี ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยยังคงมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปได้ถึง 1,200 จุด ในช่วงไตรมาสที่ 4 ซึ่งเป็นเป้าหมายเดิมที่คาดการณ์ไว้ตั้งแต่ต้นปี ทั้งนี้ ประเมินว่าเงินทุนต่างชาติมีโอกาสไหลกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยหลังจากมีความชัดเจนในเรื่องรัฐบาลและนโยบาย ส่วนในด้านพื้นฐานนั้นยังคงคาดการณ์ว่า GDP ของไทยในปี 2554 จะเติบโตได้ 4-5% อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในกรอบ 3.5-4.0% ในขณะที่ผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนภายใต้การศึกษาของสายงาน วิจัย บล.ไทยพาณิชย์ คาดว่าจะเติบโตได้ 33% จากปีก่อนหน้า

ด้านนายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนลูกค้าบุคคล สายงานวิจัย บล.ไทยพาณิชย์ เปิดเผยถึงกลยุทธ์การลงทุนในช่วงไตรมาสที่ 3 นี้ว่า แนะนำให้นักลงทุนทยอยซื้อสะสมหุ้นเมื่อดัชนีตลาดหลักทรัพย์อ่อนตัว โดยประเมินว่าระดับดัชนีฯ ที่ปลอดภัย คือบริเวณ 1,030 จุด ซึ่งเป็นระดับของค่า PER ที่ประมาณ 11.7 เท่า โดยระดับค่า PER ดังกล่าวถือว่าเป็นระดับที่สามารถรองรับสถานการณ์ความเสี่ยงหลายครั้ง ที่เกิดขึ้นในช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2550

สำหรับกลยุทธ์ในการเลือกกลุ่มอุตสาหกรรมนั้น เลือกกลุ่มอุตสาหกรรมที่ คาดว่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดฯ ในวัฏจักรของเศรษฐกิจปัจจุบันที่เริ่มเข้าสู่การขยายตัวในช่วงกลาง-ปลาย ให้ทยอยซื้อสะสมหุ้นเมื่อดัชนีฯอ่อนตัว โดยประเมินว่าระดับที่ ปลอดภัย คือบร ได้คัดเลือกหุ้น 6 ตัวเป็น top picks ในไตรมาส 3 ปี 2554 ได้แก่ ADVANC ,BIGC, KBANK, STEC, SCC และ PTTAR โดยหุ้น top picks 3 ตัวแรก (ADVANC ,BIGCและ KBANK) อิงกับการคาดการณ์ว่าวัฏจักรธุรกิจกำลังจะเปลี่ยนจากช่วงของการขยายตัวในระยะแรกๆ เข้าสู่ช่วงของการขยายตัวในระยะท้ายๆ ซึ่งเหมาะสำหรับการเข้าลงทุนในหุ้นกลุ่ม defensive มากขึ้น เช่น กลุ่มสื่อสาร สินค้าอุปโภคบริโภค และสถาบันการเงิน

ส่วนหุ้น top picks 3 ตัวหลัง (STEC, SCC และPTTAR) อิงกับปัจจัยเฉพาะอุตสาหกรรมและบริษัท โดย STEC จะได้รับประโยชน์จากการใช้จ่ายลงทุนด้านโครงสร้างขั้นพื้นฐานหลังเลือกตั้ง ส่วน SCC ก็มีแนวโน้ม Upside จากการลงทุนเข้าซื้อสินทรัพย์และควบรวมกิจการ และ PTTAR น่าจะได้ประโยชน์ จากการควบรวมกิจการและแนวโน้มผลิตภัณฑ์พาราไซลีนที่สดใสขึ้นในงวดครึ่งหลังของปี 2554 จากการเริ่มเดินเครื่องโรงงาน PTA ในตลาดภูมิภาคตามกำหนด.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 26 กรกฎาคม 2554, 18:43 น.

ปิดตลาดหุ้นไทยขยับเล็กน้อย6จุด

Published กรกฎาคม 25, 2011 by SoClaimon

25 กรกฎาคม 2554, 17:34 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/189020.

Pic_189020

ตลาดหุ้นไทยปิดตลาดที่ระดับ 1,127.58 จุด เพิ่มขึ้น 6.54 จุด มูลค่าการซื้อขายทั้งส้ิน 29,572.37 ล้านบาท …

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 25 ก.ค. 2554 ปิดตลาดที่ระดับ 1,127.58 จุด เพิ่มขึ้น 6.54 จุด มูลค่าการซื้อขายทั้งส้ิน 29,572.37 ล้านบาท หลักทรัพย์ที่เปลี่ยนแปลง เพิ่มขึ้น 270 จุด ลดลง 191 จุด และไม่เปลี่ยนแปลง 141 จุด

ส่วน 5 อันดับซื้อขายสูงสุด ได้แก่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) , บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) , บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) , ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 25 กรกฎาคม 2554, 17:34 น.

หุ้นไทยปิดช่วงเช้า เพิ่ม 0.99 จุด ปิดที่ 1,122.03 จุด

Published กรกฎาคม 25, 2011 by SoClaimon

25 กรกฎาคม 2554, 12:50 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/188936.

Pic_188936

หุ้นไทยปิดตลาดช่วงเช้า ปรับตัวเพิ่ม 0.99 จุด ปิดที่ 1,122.03 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 14,342.36 ล้านบาท…

25 ก.ค. การซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมา ปิดตลาดดัชนีปรับตัวเพิ่ม 0.99 จุด ปิดที่ 1,122.03 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 14,342.36 ล้านบาท ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ของธนาคารกสิกรไทย ล่าสุด เมื่อเวลา 10.37 น. ซื้อที่ 28.61 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และขายที่ 30.00 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 25 กรกฎาคม 2554, 12:50 น.
%d bloggers like this: