หลากเรื่องราว

All posts tagged หลากเรื่องราว

ปีแห่งการพัฒนาคุณภาพ…การตรวจบัญชีสหกรณ์ – หลากเรื่องราว

Published มกราคม 31, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันพุธ 29 มกราคม 2557 เวลา 00:00 น.

  • ?ปีแห่งการพัฒนาคุณภาพ...การตรวจบัญชีสหกรณ์ - หลากเรื่องราว?
  • ?ปีแห่งการพัฒนาคุณภาพ...การตรวจบัญชีสหกรณ์ - หลากเรื่องราว?

ปี 2557 นี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ประกาศให้เป็น “ปีแห่งการพัฒนาคุณภาพการตรวจสอบบัญชีสหกรณ์“ โดยกรมฯ ได้ปรับแผนขับเคลื่อนการดำเนินงาน

วันพุธ 29 มกราคม 2557 เวลา 00:00 น.

 ปี 2557 นี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ประกาศให้เป็น “ปีแห่งการพัฒนาคุณภาพการตรวจสอบบัญชีสหกรณ์“ โดยกรมฯ ได้ปรับแผนขับเคลื่อนการดำเนินงานเพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการด้านการเงินและการบัญชีของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรกว่า 10,000 แห่งทั่วประเทศ ให้มีความเข้มแข็ง โปร่งใส และสามารถพึ่งพาตนเองได้ ขณะเดียวกันยังมุ่งขยายผลการพัฒนาและส่งเสริมให้เกษตรกร เยาวชน และประชาชนทั่วไปรู้จักตนเอง รู้รายรับ รายจ่าย รู้ต้นทุนการผลิต

รวมถึงกำไรหรือขาดทุนจากการประกอบอาชีพ สามารถวิเคราะห์การลดต้นทุน เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และมีการออมอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น และทำให้ชุมชนและสังคมอยู่ได้อย่างมีความสุข

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า ปีนี้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ประกาศเป็นปีแห่งการพัฒนาคุณภาพการตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ ซึ่งกรมฯ ได้ปรับทิศทางการดำเนินงานให้สอดรับและทันต่อสถาน การณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการประกอบธุรกิจของสหกรณ์และสถาบันเกษตรกรที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว และมีความซับซ้อนหลากหลายมากขึ้น และเตรียมความพร้อมธุรกิจสหกรณ์ไทยเข้าสู่ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี (AEC) ในปี 2558 ด้วย โดยมุ่งพัฒนาเพื่อสร้างความเข้มแข็งและความโปร่งใสในด้านการบริหารจัดการการเงินและการบัญชีให้กับสหกรณ์และเกษตรกรทั่วประเทศ ทั้งยังมุ่งยกระดับคุณภาพมาตรฐานให้กับระบบบัญชี พร้อมพัฒนาศักยภาพบุคลากรที่จะเข้าไปตรวจสอบบัญชีประจำปี เน้นให้สหกรณ์มีความโปร่งใสเพื่อลดปัญหาการทุจริต และให้การบริหารจัดการด้านการเงินและการบัญชีมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

ขณะเดียวกัน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ยังมุ่ง พัฒนาโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ และพัฒนา ระบบตรวจสอบบัญชีคอมพิวเตอร์ เพื่อรองรับการตรวจสอบบัญชีของสหกรณ์ที่ใช้ระบบบัญชีที่ซับซ้อน เพื่อให้การปฏิบัติงานสอบบัญชีมีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานสากล อีกทั้งยังมุ่งพัฒนาระบบเตือนภัยด้านการเงินเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ และมีแผนสานต่อนโยบายที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโครงการพัฒนาเกษตรกรเพื่อเข้าสู่ สมาร์ท ฟาร์เมอร์ (Smart Farmer) การให้บริการโปรแกรมบัญชีรายบุคคล “Smart Acc” และโครงการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นต้น

นอกจากพัฒนาระบบบริหารจัดการการเงินและการบัญชีสหกรณ์ให้ดีขึ้นแล้ว กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ยังได้พัฒนา ระบบ COOP HUB เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลจากระบบบัญชีสหกรณ์มาแสดงผ่านหน้าจอ เพื่อให้บริการข้อมูลแก่สมาชิกสหกรณ์ได้ตามต้องการและทันท่วงที ทั้งข้อมูลฐานะทางการเงิน ภาวะเศรษฐกิจ งบการเงิน และอื่น ๆ ที่สำคัญ เป็นต้น ซึ่งระบบ COOP HUB นี้ เป็นช่องทางช่วยให้สหกรณ์สามารถให้บริการทางด้านข้อมูลที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

และสมาชิกสามารถติดตามการดำเนินการของสหกรณ์ได้อย่างโปร่งใส ซึ่งนับได้ว่าเป็นการสร้างคุณภาพการบริการของสหกรณ์ให้แก่สมาชิกได้อย่างเป็นรูปธรรม

นายวิณะโรจน์ กล่าวอีกว่า ปีนี้กรมฯ เน้นการปฏิบัติงานเชิงคุณภาพโดยได้จัดทำคำแนะนำนายทะเบียนสหกรณ์ เรื่องมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพงานตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ฯ ให้ผู้เกี่ยวข้องถือเป็นแนวปฏิบัติ และได้จัด ระดับกลุ่มสหกรณ์เป็น 3 กลุ่ม เพื่อให้สามารถให้บริการตรวจสอบบัญชีได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ

1. กลุ่ม AAA เป็นสหกรณ์ที่มีการดำเนินงานและจัดทำรายงานทางการเงินเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับ 2. กลุ่ม AA เป็นสหกรณ์ที่มีความเสี่ยงที่อาจจะดำเนินงานขัดต่อกฎหมายสหกรณ์ และ/หรือจัดทำรายงานทางการเงินไม่เป็นไปตามระเบียบที่นายทะเบียนสหกรณ์กำหนด และ 3. กลุ่ม A เป็นสหกรณ์ที่มีข้อบกพร่องจากการดำเนินงานและ/หรือจัดทำรายงานทางการเงินไม่เป็นไปตามระเบียบที่นายทะเบียนสหกรณ์กำหนด โดยเฉพาะ 2 กลุ่มหลังนี้ กรมฯ ได้ยํ้าให้ผู้สอบบัญชีต้องประเมินความเสี่ยงในการตรวจสอบบัญชี พร้อมพิจารณาขยายขอบเขตการปฏิบัติงานสอบบัญชีเพิ่มขึ้น ที่สำคัญต้องกำกับดูแลให้คำแนะนำหรือสอนแนะและติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องปรามและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่สมาชิกและสหกรณ์ได้ทันการ

นอกจากนั้น ยังมุ่งเสริมสร้างองค์ความรู้และเพิ่มขีดความสามารถในการจัดทำบัญชีแก่สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มอาชีพ วิสาหกิจชุมชน เกษตรกร เยาวชน และประชาชนทั่วไป โดยมีโครงการสำคัญ อาทิ โครงการพัฒนาภูมิปัญญาทางบัญชีต้นทุนอาชีพ โครงการพัฒนาการบัญชีเด็กและเยาวชน การสร้างโรงเรียนต้นแบบ โครงการแนะนำการจัดทำบัญชีแก่เกษตรกร โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นต้น…

…ซึ่งคาดว่า จะทำให้รู้จักการทำบัญชี รู้รายรับ รู้รายจ่าย รู้จักเก็บออม และสามารถช่วยยกระดับคุณภาพและสร้างความเข้มแข็งให้แก่สหกรณ์ สถาบันเกษตรกรและชุมชนได้อย่างยั่งยืน.

สถานการณ์นํ้าในลุ่มนํ้าเจ้าพระยานาปรังเกินแผนไปแล้วกว่าร้อยละ150 – หลากเรื่องราว

Published มกราคม 27, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันพุธ 15 มกราคม 2557 เวลา 00:00 น.

  • ?สถานการณ์นํ้าในลุ่มนํ้าเจ้าพระยานาปรังเกินแผนไปแล้วกว่าร้อยละ150 - หลากเรื่องราว?
  • ?สถานการณ์นํ้าในลุ่มนํ้าเจ้าพระยานาปรังเกินแผนไปแล้วกว่าร้อยละ150 - หลากเรื่องราว?

ศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน รายงานสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุน ส่งไปสนับสนุนการใช้น้ำในพื้นที่

วันพุธ 15 มกราคม 2557 เวลา 00:00 น.

 ศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน รายงานสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุน ส่งไปสนับสนุนการใช้น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา(เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยฯ และเขื่อนป่าสักฯ) ล่าสุด (10 ม.ค. 57) มีปริมาณน้ำรวมกัน จำนวน 13,984 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 56 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด มีปริมาณน้ำที่สามารถนำมาใช้การได้จำนวนทั้งสิ้น 7,288 ล้านลูกบาศก์เมตร

สถานการณ์น้ำในเขื่อนต่าง ๆ มีดังนี้ เขื่อนภูมิพล จ.ตาก มีปริมาณน้ำ 7,078 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 53 ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้ 3,278 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ มีปริมาณน้ำ 5,648 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 59 ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้ 2,798 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จ.พิษณุโลก มีปริมาณน้ำ 534 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 57 ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้ 491 ล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี มีปริมาณน้ำ 724 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 75 ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้ 721 ล้านลูกบาศก์เมตร

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้กำหนดแผน การใช้น้ำจากเขื่อนต่าง ๆ ข้างต้น เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2556/ 2557 ในส่วนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา เป็นปริมาณน้ำรวมทั้งสิ้น 5,300 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งนำมาจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ รวมกันจำนวน 3,000  ล้านลูกบาศก์เมตร จากเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จำนวน 600 ล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อีกจำนวน 700  ล้านลูกบาศก์เมตร และผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาเสริมอีก 1,000 ล้านลูกบาศก์เมตร

ผลการจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 2556/2557 เฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ล่าสุด (10 ม.ค. 57) มีการใช้น้ำไปแล้ว 2,207 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 42 ของแผนฯ คงเหลือปริมาณน้ำที่จะใช้ได้ตามแผนฯ อีกประมาณ 3,000 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 58 ของ  แผนฯ

ผลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งทั้งในและนอกเขตพื้นที่ชลประทานของลุ่มน้ำเจ้า พระยา ล่าสุด (ณ  26 ธ.ค. 56) พบว่ามีการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งไปแล้วกว่า 5.48 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 108 ของแผนทั้งหมด(แผนกำหนดไว้  5.09 ล้านไร่) แยก เป็นพื้นที่ ทำนาปรัง 5.34 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 113 ของแผน (แผนกำหนดไว้ 4.74 ล้านไร่) และ พืชไร่-พืชผัก 0.14 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 40 ของแผน (แผนกำหนดไว้ 0.35 ล้านไร่)

อนึ่ง เฉพาะในเขตพื้นที่ชลประทานลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีการเพาะปลูกนาปรังไปแล้วกว่า 4.46 ล้านไร่ (แผนกำหนดไว้ 2.90 ล้านไร่) เกินแผนไปแล้วกว่าร้อยละ 150 ในขณะที่ได้มีการประกาศแจ้งเตือนให้เกษตรกรในลุ่มน้ำเจ้าพระยาทราบทุกโครงการฯ  แล้วว่า ตั้งแต่ต้น เดือนกุมภาพันธ์ 2557 เป็นต้นไป จะระบายน้ำเฉพาะเพื่อการอุปโภค–บริโภค และรักษาระบบนิเวศ เท่านั้น จึงขอให้งดทำนาปรังอย่าง ต่อเนื่อง เพื่อหลีกเลี่ยงสภาวะวิกฤติขาดแคลนน้ำที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนของลุ่มน้ำเจ้าพระยาในปีนี้อยู่ในเกณฑ์น้อยมาก

หมายเหตุ–ฤดูการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งจะเริ่มตั้งแต่ 1 พ.ย.–30 เม.ย. ของทุกปี.

สหกรณ์เตรียมพร้อมระบบ“บริหารจัดการธุรกิจผลไม้” – หลากเรื่องราว

Published มกราคม 27, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันพุธ 8 มกราคม 2557 เวลา 00:00 น.

  • ?สหกรณ์เตรียมพร้อมระบบ“บริหารจัดการธุรกิจผลไม้” - หลากเรื่องราว?
  • ?สหกรณ์เตรียมพร้อมระบบ“บริหารจัดการธุรกิจผลไม้” - หลากเรื่องราว?
  • ?สหกรณ์เตรียมพร้อมระบบ“บริหารจัดการธุรกิจผลไม้” - หลากเรื่องราว?
  • ?สหกรณ์เตรียมพร้อมระบบ“บริหารจัดการธุรกิจผลไม้” - หลากเรื่องราว?

ขณะนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เร่งส่งเสริมและสนับสนุนให้สหกรณ์ผู้ผลิตและรวบรวมผลไม้ที่มีจำนวน 90 สหกรณ์

วันพุธ 8 มกราคม 2557 เวลา 00:00 น.

ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้สมาชิกสถาบันเกษตรกร ทั้งสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรผลิตผลไม้ที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และมีความปลอดภัย เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งปี 2556 สถาบันเกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออก ภาคเหนือ และภาคใต้ สามารถรวบรวมและจำหน่ายผลไม้คุณภาพให้กับตลาดโมเดิร์นเทรด (Modern Trade) เครือข่ายสหกรณ์ ผู้ค้าและผู้ส่งออกผลไม้รวมกว่า 35,088.61 ตัน คิดเป็นมูลค่า ประมาณ 937.73 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ปี 2557 นี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เร่งพัฒนาองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการธุรกิจผลไม้ให้กับสถาบันเกษตรกร รวมถึงการผลิตผลไม้คุณภาพตามความต้องการของตลาดด้วย

นายปริญญา เพ็งสมบัติ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เร่งส่งเสริมและสนับสนุนให้สหกรณ์ผู้ผลิตและรวบรวมผลไม้ที่มีจำนวน 90 สหกรณ์ เตรียมความพร้อมและมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์ (Logistic) สำหรับสินค้าผลไม้ และการบริหารจัดการธุรกิจรวบรวมผลไม้เพื่อการส่งออก รวมทั้งการพัฒนายกระดับประสิทธิภาพการผลิตผลไม้ให้ได้คุณภาพ ตรงตามความต้องการของตลาดและผู้บริโภค ซึ่งจะทำให้สหกรณ์เกิดความมั่นคงและเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น โดยปี 2557 สหกรณ์ผู้ผลิตผลไม้ได้วางแผนการรวบรวมและจำหน่ายผลไม้คุณภาพให้กับตลาดและผู้ค้าต่างๆ ไว้ไม่น้อยกว่า 40,000 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 900 ล้านบาท

ปัจจุบันผู้บริโภคมีความต้องการผลไม้ที่มีคุณภาพและปลอดภัยมากขึ้น ทำให้ผลไม้คุณภาพดีเป็นที่ต้องการของตลาด โดยเฉพาะตลาดส่งออกและตลาดโมเดิร์นเทรด ดังนั้น เกษตรกรสมาชิกสหกรณ์จำเป็นต้องให้ความสำคัญในการผลิตผลไม้คุณภาพ ได้มาตรฐาน และมีความปลอดภัย ซึ่งจะเป็นจุดแข็งและช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันทางด้านการตลาดได้ ขณะเดียวกันยังช่วยสร้างโอกาสและขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าเพิ่มมากขึ้นด้วย อันจะทำให้เกษตรกรสมาชิกมีรายได้เพิ่มสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกร สมาชิกสถาบันเกษตรกรรวมกลุ่มผลิตผลไม้ตามระบบเกษตรดีที่เหมาะสม หรือจีเอพี (GAP) กลุ่มละไม่เกิน 30 ราย โดยเน้นให้สมาชิกเรียนรู้ร่วมกันเพื่อยกระดับการผลิตผลไม้ให้มีคุณภาพ และมีความปลอดภัยป้อนให้กับสหกรณ์เป็นผู้บริหารจัดการสินค้าเข้าสู่ตลาด นอกจากนั้น กรมส่งเสริมสหกรณ์ยังมีแผนสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับสหกรณ์ เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจผลไม้ของสหกรณ์ พร้อมประสานและเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างสถาบันเกษตรกรกับผู้ประกอบการด้วยโดยไม่เข้าไปแทรกแซงตลาดและแทรกแซงราคา

ทางด้านนายกรกฎ ชยุตรารัตน์ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมพัฒนาธุรกิจด้านพืชและผลิตภัณฑ์ สำนักพัฒนาธุรกิจสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันตลาดภายในประเทศมีความต้องการผลไม้ที่มีคุณภาพเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะโมเดิร์นเทรด อาทิ ห้างเทสโก้โลตัส แม็คโคร บิ๊กซี และท็อปซุปเปอร์มาร์เก็ต ขณะเดียวกันประเทศเพื่อนบ้านก็มีความต้องการผลไม้ไทยเพิ่มขึ้นเช่นกัน ถือเป็นตลาดส่งออกที่น่าสนใจและมีแนวโน้มดี ทั้งตลาดกัมพูชา ลาว เวียดนาม และเมียนม่าร์ ซึ่งพฤติกรรมของผู้บริโภคนิยมบริโภคผลไม้ที่มีรสชาติหวานคล้ายกับคนไทย  การเปิดตลาดภายใต้กรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี (AEC) ในปี 2558 นับเป็นโอกาสของผลไม้ไทยที่จะขยายตลาดส่งออกในประเทศสมาชิกอาเซียนได้เพิ่มมากขึ้น

ปี 2557 นี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มีแผนเร่งเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตและตลาดผลไม้ของสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น นอกจากส่งเสริมตลาดภายในประเทศแล้ว ยังมีแผนประสานและเชื่อมโยงกับหอการค้าจังหวัดตามแนวแนวตะเข็บชายแดน รวมถึงผู้ประกอบการในท้องถิ่น เช่นจังหวัดตาก ตราด และสระแก้ว เพื่อร่วมสนับสนุนการส่งออกผลไม้ไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้น เป็นช่องทางหนึ่งที่จะช่วยกระจายสินค้าผลไม้ออกนอกแหล่งผลิตได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งจะช่วยลดปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำได้

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ได้ส่งผลกระทบต่อการผลิตผลไม้ของเกษตรกรค่อนข้างมาก โดยผลไม้บางชนิดออกดอกและติดผล 2-3 รุ่น เช่น ทุเรียน มะม่วง เงาะ มังคุด และลองกอง ที่สำคัญยังทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดล่าช้า ทั้งยังมีปริมาณน้อยและไม่เป็นไปตามแผนการผลิตที่วางไว้ ทำให้การทำตลาดยากขึ้นเพราะผลผลิตไม่นิ่ง โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ค่อนข้างมีปัญหามาก ส่วนผลไม้ในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคเหนือยังสามารถบริหารจัดการได้อย่างไรก็ตาม เกษตรกรสมาชิกต้องเร่งพัฒนายกระดับการผลิตผลไม้ให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพ และสอดรับกับความต้องการของตลาด ซึ่งจะทำให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีการค้าที่มีแนวโน้มการแข่งขันเพิ่มสูงขึ้น

“ผลไม้ไทยมีศัยภาพทางการตลาดสูง แต่ปัจจุบันปริมาณผลผลิตผลไม้บางชนิดมีแนวโน้มลดลง เช่น เงาะ และทุเรียน เนื่องจากเกษตรกรบางส่วนได้ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกไปเป็นพืชชนิดอื่นแทน เช่น ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ดังนั้น เกษตรกรควรผลิตสินค้าที่มีคุณภาพในปริมาณที่มากขึ้นเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า ซึ่งจะขายได้ราคาดีและทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น” ผอ.กลุ่มส่งเสริมพัฒนาธุรกิจด้านพืชและผลิตภัณฑ์กล่าวปิดท้าย.

หนุนผลิตเนื้อโคคุณภาพ ป้อนตลาดโมเดิร์นเทรด – หลากเรื่องราว

Published มกราคม 24, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันพุธ 25 ธันวาคม 2556 เวลา 00:00 น.

  • ?หนุนผลิตเนื้อโคคุณภาพ ป้อนตลาดโมเดิร์นเทรด - หลากเรื่องราว?
  • ?หนุนผลิตเนื้อโคคุณภาพ ป้อนตลาดโมเดิร์นเทรด - หลากเรื่องราว?

เนื่องจากปัจจุบันสถานการณ์ราคาโคมีชีวิตมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และโคต้นน้ำที่จะนำมาขุนเพื่อส่งตลาดมีจำนวนลดลงและเริ่มขาดแคลน เพราะมีการแย่งซื้อโคภายในประเทศโดยพ่อค้าชาวต่างชาติทั้งจากจีน เวียดนาม และมาเลเซีย

วันพุธ 25 ธันวาคม 2556 เวลา 00:00 น.

โคเนื้อเป็นสัตว์เศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่ไทยมีศักยภาพการผลิตสูง แต่ปัจจุบันการผลิตโคเนื้อยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดภายในประเทศ ทำให้มีการนำเข้าโคเนื้อมีชีวิตจากต่างประเทศค่อนข้างมาก โดยตั้งแต่เดือนมกราคม-ตุลาคม 2556 ประเทศไทยได้นำเข้าโคมีชีวิตแล้ว 188,693 ตัว คิดเป็นมูลค่ากว่า 525 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังมีการนำเข้าเนื้อโคคุณภาพจากต่างประเทศปริมาณมากด้วย เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น กรมส่งเสริมสหกรณ์ เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องดังกล่าว จึงได้เร่งเสริมสร้างและเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจโคเนื้อ เพื่อยกระดับการผลิตเนื้อโคคุณภาพป้อนเข้าสู่ตลาดโมเดิร์นเทรด

นายจุมพล สงวนสิน อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า ปี  พ.ศ. 2557 นี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มีแผนขับเคลื่อนการพัฒนาและเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจโคเนื้อ โดยมุ่งเสริมสร้างระบบบริหารจัดการด้านการผลิตโคเนื้อของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และมีความปลอดภัยป้อนเข้าสู่ตลาดโมเดิร์นเทรด ทั้งห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เกต และภัตตาคาร เพื่อช่วยขยายช่องทางการจำหน่ายเนื้อโคขุนคุณภาพให้กับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ พร้อมเสริมสร้างความเข้มแข็งในการดำเนินธุรกิจโดยการเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตและการตลาดตลอดห่วงโซ่อุปทาน

ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันสถานการณ์ราคาโคมีชีวิตมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น  และโคต้นน้ำที่จะนำมาขุนเพื่อส่งตลาดมีจำนวนลดลงและเริ่มขาดแคลน เพราะมีการแย่งซื้อโคภายในประเทศโดยพ่อค้าชาวต่างชาติทั้งจากจีน เวียดนาม และมาเลเซีย ซึ่งเข้ามาเลือกซื้อโดยตรงจากตลาดนัดโค-กระบือต่าง ๆ แล้วส่งออกไปยังประเทศของตน ส่งผลให้โคเนื้อมีชีวิตและเนื้อโคมีราคาแพง  ขณะเดียวกันแนวโน้มการบริโภคเนื้อโคของคนไทยก็เพิ่มมากขึ้น สังเกตจากการขยายตัวของร้านปิ้งย่างที่เพิ่มขึ้นทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้เร่งเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างการผลิตและการตลาดโคเนื้อ ตั้งแต่โคต้นน้ำ คือ กลุ่มผู้เลี้ยงแม่โคผลิตลูก เชื่อมต่อกับกลางน้ำ คือ กลุ่มผู้เลี้ยงโคขุน และปลายน้ำ ได้แก่ สหกรณ์ที่มีโรงงานแปรรูป อาทิ สหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ กรป.กลางโพนยางคำ จำกัด จังหวัดสกลนคร สหกรณ์โคเนื้อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จำกัด จังหวัดนครปฐม สหกรณ์โคขุนสระแก้ว นทพ. จำกัด จังหวัดสระแก้ว สหกรณ์เครือข่ายโคเนื้อ จำกัด จังหวัดนครปฐม และสหกรณ์โคขุนหนองสูง จำกัด จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเป็นสหกรณ์ที่มีศักยภาพในการทำตลาดเนื้อโคคุณภาพโดยเฉพาะตลาดโมเดิร์นเทรด  ช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าได้

ทางด้าน นายอุดม นวลหนูปล้อง ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจด้านปศุสัตว์ ประมง หัตถกรรมและผลิตภัณฑ์ สำนักพัฒนาธุรกิจสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจโคเนื้อของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรนี้ มีการร่วมวางระบบบริหารจัดการด้านการผลิตโคเนื้อให้สอดคล้องกับตลาดอย่างต่อเนื่อง อาทิ การวางแผนการเลี้ยงโคขุนคุณภาพ การจัดทำข้อตกลงซื้อขาย รวมถึงระบบการบันทึกข้อมูลเพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งผลิตได้ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค พร้อมพัฒนาศักยภาพและช่วยสร้างความเข้มแข็งในการดำเนินธุรกิจด้วย

นอกจากนั้น เครือข่ายฯ ยังมีแผนร่วมหารือเกี่ยวกับการจัดสรรผลประโยชน์กลับคืนสู่ต้นน้ำและกลางน้ำ เพื่อสร้างกำลังใจให้มีการผลิตลูกโคและโคขุนคุณภาพป้อนสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ปีละไม่น้อยกว่า 20,000 ตัว ซึ่งความต้องการมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

“ตลาดโมเดิร์นเทรดมีความต้องการเนื้อโคคุณภาพปริมาณมากขึ้น แต่โคขุนเริ่มขาดแคลนเพราะโคมีชีวิตในประเทศมีแนวโน้มลดลง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการวางแผนระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว เพื่อขยายปริมาณการผลิตเนื้อโคคุณภาพให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาดและผู้บริโภค เช่น การขุนแม่โคนมปลดระวางและลูกโคนมเพศผู้เป็นโคขุนคุณภาพป้อนเข้าโรงงานแปรรูป ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มมูลค่าได้ อนาคตคาดว่า การเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจโคเนื้อจะเป็นแนวทางลดปริมาณการนำเข้าเนื้อโคจากประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ได้ค่อนข้างมาก” นายอุดมกล่าว.

ใกล้ถึงบทสรุป…โครงการบริหารจัดการนํ้า – หลากเรื่องราว

Published มกราคม 24, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันพุธ 11 ธันวาคม 2556 เวลา 00:00 น.

  • ?ใกล้ถึงบทสรุป...โครงการบริหารจัดการนํ้า - หลากเรื่องราว?
  • ?ใกล้ถึงบทสรุป...โครงการบริหารจัดการนํ้า - หลากเรื่องราว?

โครงการบริหารจัดการน้ำ ได้เปิดเวทีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนของโครงการกับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้าง ใน 36 จังหวัด

วันพุธ 11 ธันวาคม 2556 เวลา 00:00 น.

โครงการบริหารจัดการน้ำ ได้เปิดเวทีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนของโครงการกับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้าง ใน 36 จังหวัด ตั้งแต่พื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ  จังหวัดล่าสุดที่ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชน คือจังหวัดสระบุรี ปรากฏว่า  ชาวบ้านกว่า 1,500 คนจาก 13 อำเภอใน จ.สระบุรี ตบเท้าเข้าร่วมประชุมเวทีรับฟังความคิดเห็นอย่างมาก ผู้ว่าราชการจังหวัดระบุว่า ปัญหาน้ำท่วมสร้างความเดือดร้อนต่อประชาชนและทรัพย์สินเสียหาย เชื่อผลสำเร็จของการประชุมเวทีรับฟังความคิดเห็น คือความสุขของลูกหลานสระบุรี ด้านชาวบ้านส่วนหนึ่งเห็นด้วยกับโครงการฯ หวังบ้านเมืองเจริญขึ้น

นายสุทธิพงษ์   จุลเจริญ   ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี กล่าวว่า สำนักนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (สบอช.) สำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และจังหวัดสระบุรี โดยมีชาวบ้านจาก 13 อำเภอของ จ.สระบุรี คือ อ.เมืองสระบุรี, แก่งคอย, เฉลิมพระเกียรติ, ดอนพุด, บ้านหมอ, พระพุทธบาท, มวกเหล็ก, วังม่วง, วิหารแดง, เสาไห้, หนองแค, หนองแซง, และหนองโดน กว่า 1,500 คน เข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นโครงการดังกล่าว โดยมีคณะอาจารย์จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฯลฯ มารับฟังความคิดเห็นและเก็บข้อมูลจากชาวบ้าน ณ วิทยาลัยสารพัดช่างสระบุรี ถนนเลี่ยงเมืองสระบุรี-ลพบุรี ต.ปากเพรียว อ.เมือง จ.สระบุรี เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 56 ทั้งนี้สำหรับ จ.สระบุรี อยู่ในโครงการโมดูล A5 แผนการออกแบบการจัดทำทางน้ำหลาก หรือฟลัดเวย์ ทางผันน้ำ ขนาดไม่น้อยกว่า 1,500 ลบ.ม. ต่อวินาที รวมทั้งการจัดทำทางหลวงระดับประเทศไปพร้อม ๆ กัน ภายใต้งบประมาณ 153,000 ล้านบาท

นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า ความเดือดร้อนจากปัญหาอุทกภัย หรือน้ำท่วม ในห้วงเวลาที่ผ่านมา นอกจากจะสร้างความเสียหายในด้านทรัพย์สิน เงิน ทอง บ้านเรือนต่าง ๆ ของประชาชนและทางราชการแล้ว ชาวบ้านยังต้องอพยพหนีน้ำท่วมไปอยู่ในที่ต่าง ๆ อีกจำนวนมาก เพราะฉะนั้นรัฐบาลจึงมีความปรารถนาดีอยากให้ปัญหาอุทกภัยน้ำท่วมที่เรื้อรังมาเป็นเวลานับ 100 ปี หมดสิ้นทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ จึงจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน เพื่อไปประกอบในการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาน้ำให้หมดไปจากประเทศ ไทย และในส่วนของ จ.สระบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่กลางน้ำ ด้านต้นน้ำ คือภาคเหนือ นับจาก จ.นครสวรรค์ขึ้นไป ส่วน จ.สระบุรี ถือเป็นพื้นที่กลางน้ำที่รับอิทธิพลจากน้ำรอบทิศทาง แม้จะมีเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ แต่ จ.สระบุรียังมีภูเขาและร่องน้ำที่เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการระบายน้ำอยู่

“ทั้งต้องรับน้ำฝนที่หลั่งไหลลงสู่ผืนดิน และน้ำที่ไหลจากที่สูง ภูเขาลงสู่ที่ราบ เรามีอุปสรรคขัดขวางต่อการไหลของน้ำจำนวนมาก ยกตัวอย่าง ถนนพหลโยธิน ถนนมิตรภาพ ที่อำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง แต่เป็นทางผันน้ำ เรามีหมู่บ้านจัดสรร และหมู่บ้านที่สร้างขึ้นใหม่ที่ต้องถมดิน ทำให้จากที่ลุ่มกลายเป็นที่สูง ก็เป็นอุปสรรคขัดขวางน้ำ เรามีคลองชลประทาน เช่น คลองระพีพัฒน์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำการเกษตรมาอย่างยาวนาน คลองนั้นตื้นเขิน ยังขาดระบบที่จะระบายน้ำจากพื้นที่คลองขวางอยู่” นายสุทธิพงษ์ กล่าว

ด้าน นายสมบัติ แก้ววิสูตร กำนัน ตำบลหนองย่างเสือ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี อาชีพเกษตรกรเลี้ยงโคนม ผู้ที่มาร่วมประชุมเวทีรับฟังความคิดเห็น กล่าวว่า ที่ อ.มวกเหล็ก ส่วนหนึ่งประสบปัญหาน้ำคลองไหลหลากและท่วม และอีกส่วนบางพื้นที่จะขาดน้ำเป็นบางช่วง และในส่วนของ ต.หนองย่างเสือ มีน้ำอยู่บนเขา ถ้าสามารถสร้างอ่างเก็บน้ำได้ เกษตรกร ต.หนองย่างเสือ จะได้ใช้น้ำฟรี โดยส่วนตัวเห็นดีด้วยอย่างมากสำหรับโครงการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม สำหรับการประชุมเวทีรับฟังความคิดเห็นโครงการเพื่อออกแบบและก่อสร้างระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทยที่จัดขึ้นที่วิทยาลัยสารพัดช่างสระบุรี ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการความเป็นมาเกี่ยวกับโครงการดังกล่าว และมีการแบ่งชาวบ้านเข้าประชุมกลุ่มย่อย โดยจะนำผลสรุปในที่ประชุมมาเสนอในที่ประชุมใหญ่อีกด้วย.

ชุดตรวจสอบสารอะฟลาทอกซิน‘ในนํ้านม’ …รู้ผลไว ใช้งานง่าย – หลากเรื่องราว

Published มกราคม 20, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันพุธ 27 พฤศจิกายน 2556 เวลา 00:00 น.

  • ?ชุดตรวจสอบสารอะฟลาทอกซิน‘ในนํ้านม’ ...รู้ผลไว ใช้งานง่าย - หลากเรื่องราว?
  • ?ชุดตรวจสอบสารอะฟลาทอกซิน‘ในนํ้านม’ ...รู้ผลไว ใช้งานง่าย - หลากเรื่องราว?
  • ?ชุดตรวจสอบสารอะฟลาทอกซิน‘ในนํ้านม’ ...รู้ผลไว ใช้งานง่าย - หลากเรื่องราว?

สาร AFM1 มีความเป็นพิษเท่ากับสาร AFB1 เพราะเป็นสารก่อมะเร็ง ถึงแม้ร่างกายได้รับสารพิษเพียงเล็กน้อยก็สามารถก่อให้เกิดอันตรายได้

วันพุธ 27 พฤศจิกายน 2556 เวลา 00:00 น.

สารอะฟลาทอกซินเอ็ม 1 (AFM1) เป็นสารอนุพันธ์ของสารอะฟลาทอกซินบี 1 (AFB1) ซึ่งเป็นสารพิษที่สร้างโดยเชื้อรา หากโคนมกินอาหารที่ปนเปื้อนสาร AFB1 เข้าไป จะเกิดขบวนการเมทตาโบไลท์ทำให้สาร AFB1 เปลี่ยนแปลงเป็นสาร AFM1 ซึ่งสามารถตรวจพบได้ในน้ำนมโคภายใน 12-24 ชั่วโมง   ซึ่งสารชนิดดังกล่าวถือเป็นข้อกังวลอย่างหนึ่งของสหกรณ์โคนมและโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมทั่วประเทศ  ภายหลังกรมวิชาการเกษตรใช้ระยะเวลาในการศึกษาวิจัยและผลิต “ชุดตรวจสอบสารอะฟลาทอกซินเอ็ม 1 ในน้ำนม” มากว่า 4 ปี ในที่สุดกรมวิชาการเกษตรก็ประสบความสำเร็จในการผลิตชุดตรวจสอบสารอะฟลาทอกซิน  เอ็ม 1ในน้ำนมแบบรวดเร็ว  ซึ่งผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้ตรวจสอบน้ำนมดิบก่อนที่จะรับซื้อหรือนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูป และช่วยปกป้องผู้บริโภคภายในประเทศได้

นายดำรงค์ จิระสุทัศน์  อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า สาร AFM1 มีความเป็นพิษเท่ากับสาร AFB1 เพราะเป็นสารก่อมะเร็ง ถึงแม้ร่างกายได้รับสารพิษเพียงเล็กน้อยก็สามารถก่อให้เกิดอันตรายได้ หลายประเทศจึงได้ร่วมกันกำหนดมาตรฐานปริมาณสาร AFM1 ที่ยอมให้มีการปนเปื้อนในน้ำนมและผลิตภัณฑ์ เช่น ออสเตรเลีย กำหนดให้มีการปนเปื้อนสารชนิดดังกล่าวได้ไม่เกิน 0.05 ppb  สหรัฐอเมริกา กำหนดไว้ที่ 0.5 ppb ญี่ปุ่น กำหนดว่าในน้ำนมต้องไม่มีสาร AFM1  ส่วน กระทรวงสาธารณสุขของไทย ประกาศกำหนดปริมาณ AFM1 ในนมไม่เกิน 0.5 ppb ขณะที่มาตรฐานสากลหรือ โคเด็กซ์ (Codex) กำหนดให้ปนเปื้อนได้ไม่เกิน 0.05 ppb

ทั้งนี้ เนื่องจากสาร AFM1 ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ทั้งยังปราศจากสี กลิ่น และรส ดังนั้น วิธีการตรวจวิเคราะห์ต้องมีความไวในการตรวจจับสูงมากและมีความแม่นยำด้วย ส่วนใหญ่นิยมตรวจวิเคราะห์สาร AFM1 ในน้ำนมโดยใช้วิธี ELISA

ดังนั้น จึงนับเป็นข่าวดีที่กรมวิชาการเกษตรประสบความสำเร็จในการพัฒนา “ชุดตรวจสอบสารอะฟลาทอกซิน เอ็ม 1 ในน้ำนมแบบรวดเร็ว”  สำเร็จอีก 2 แบบ คือ แบบ ELISA และวิธี Lateral Flow ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สามารถช่วยคัดกรองน้ำนมดิบก่อนเข้าสู่กระบวนการแปรรูปได้ ที่สำคัญยังมีต้นทุนต่ำและช่วยปกป้องคุ้มครองผู้บริโภคภายในประเทศด้วย

ชุดตรวจสอบสารอะฟลาทอกซิน M1 ในน้ำนมแบบรวดเร็วที่แบบ ELISA สามารถอ่านผลวิเคราะห์ในเชิงปริมาณได้ภายในเวลา 2 ชั่วโมง สำหรับวิธี Lateral Flow สามารถอ่านผลตรวจวิเคราะห์ในเชิงคุณภาพ โดยทราบผลการตรวจสาร AFM1 ในน้ำนมได้ภายในเวลา 10 นาทีเท่านั้น และอ่านผลวิเคราะห์ได้ต่ำสุด 0.25 ppb ซึ่งผลการตรวจสอบสามารถเชื่อถือได้ และสามารถตรวจสอบสาร AFM1 ได้ทั้งในน้ำนมดิบ นมพาสเจอไรซ์ นมยูเอชที และน้ำนมมารดา

ที่สำคัญชุดตรวจสอบสาร AFM1 ในน้ำนมแบบรวดเร็ว  สามารถใช้งานง่ายมาก เพียงหยดตัวอย่างน้ำนมลงในชุดตรวจสอบ 1-2 หยด รอผลไม่เกิน 10 นาที ถ้าเห็นเส้นสีม่วงแดงเกิดขึ้น 2 เส้นในชุดทดสอบ แสดงว่า น้ำนมนั้นไม่มีสาร AFM1 ปนเปื้อน แต่ถ้าเกิดสีเข้ม 1 เส้นที่ Control line และที่เส้น Test line ไม่มีสีหรือสีจางกว่า แสดงว่าตัวอย่างน้ำนมนั้นมีสาร AFM1 ปนเปื้อนอยู่ ซึ่งชุดตรวจสอบนี้เหมาะสมสำหรับสหกรณ์โคนม ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม และผู้ประกอบการโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นม สามารถนำไปใช้ตรวจประเมินคุณภาพน้ำนมดิบ เพื่อคัดกรองในการเลือกซื้อวัตถุดิบเบื้องต้นแบบรวดเร็วก่อนป้อนเข้าสู่โรงงานแปรรูปได้

นายดำรงค์กล่าวอีกว่า ชุดตรวจสอบสาร AFM1 ในน้ำนมที่พัฒนาขึ้นใหม่นี้ จะช่วยประหยัดเวลาให้กับสหกรณ์โคนมหรือผู้ประกอบการในการตรวจสอบคุณภาพน้ำนมดิบ ทั้งยังช่วยประหยัดต้นทุนได้ค่อนข้างมาก เพราะราคาถูกกว่าชุดตรวจสอบที่นำเข้าจากต่างประเทศซึ่งมีราคาสูงกว่า 10,000 บาทต่อชุด ที่สำคัญยังช่วยปกป้องผู้บริโภคภายในประเทศ “อนาคตกรมวิชาการเกษตรมีความพร้อมที่จะผลิตชุดตรวจสอบสาร AFM1 จำหน่าย และพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีและส่งเสริมให้มีการผลิตในเชิงพาณิชย์ หากผู้ประกอบการมีการนำไปใช้อย่างแพร่หลาย คาดว่าจะช่วยลดการนำเข้าชุดตรวจสอบสาร AFM1 จากต่างประเทศได้ สำหรับสหกรณ์โคนม ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ และผู้ประกอบการที่สนใจทดลองใช้หรือนำไปใช้ตรวจสอบน้ำนมดิบ กรมวิชาการเกษตรยินดีที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีและฝึกอบรมการใช้งานให้” อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว

หากสนใจ “ชุดตรวจสอบสารอะฟลาทอกซิน เอ็ม 1 ในน้ำนมแบบรวดเร็ว” สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร กรมวิชาการเกษตร โทร. 0-2940-6364 ต่อ 1709 หรือ 02-579-6009.

หนุนยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง …ในการทำงานและดำรงชีวิต – หลากเรื่องราว

Published มกราคม 20, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันพุธ 20 พฤศจิกายน 2556 เวลา 00:00 น.

  • ?หนุนยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ...ในการทำงานและดำรงชีวิต - หลากเรื่องราว?
  • ?หนุนยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ...ในการทำงานและดำรงชีวิต - หลากเรื่องราว?

“…เมื่อปี 2517…วันนั้นได้พูดว่า เราควรจะปฏิบัติให้พอมีพอกิน พอมีพอกินก็แปลว่าเศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง

วันพุธ 20 พฤศจิกายน 2556 เวลา 00:00 น.

“…เมื่อปี 2517…วันนั้นได้พูดว่า เราควรจะปฏิบัติให้พอมีพอกิน พอมีพอกินก็แปลว่าเศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง ถ้าแต่ละคนพอมีพอกินก็ใช้ได้ ยิ่งถ้าทั้งประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดี และประเทศไทยเวลานั้นก็เริ่มจะไม่พอมีพอกิน บางคนก็มีมาก บางคนก็ไม่มีเลย…” พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2541

พระองค์พระราชทานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้กับปวงชนชาวไทย เพื่อเป็นแนวทางในการดำรงชีวิตของคนทุกระดับ ตั้งแต่ระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชนไปจนถึงระดับรัฐ ให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยยึดหลัก 3 ห่วง 2 เงื่อนไข ประกอบด้วย ห่วงที่ 1 ความพอประมาณ ห่วงที่ 2 ความมีเหตุผล ห่วงที่ 3 มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี  บนพื้นฐานเงื่อนไข 2 ประการที่ว่า คนที่นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัติต้องเป็นผู้มีความรอบรู้และมีคุณธรรม

นางบริสุทธิ์ เปรมประพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและพัฒนาสหกรณ์ กรม

ส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานให้กับประชาชนนั้น เป็นแนวทางการดำเนินชีวิตที่เป็นประโยชน์ ฉะนั้นจำเป็นที่ต้องมีการขับเคลื่อนสู่ประชาชนอย่างทั่วถึง กรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ดำเนินการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่อยู่ในความดูแลของกรมส่งเสริมสหกรณ์มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลากว่า 6 ปีแล้วที่ได้มุ่งมั่นส่งเสริมให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรนำแนวทางตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานขององค์กร ตลอดจนมีการถ่ายทอดสู่สมาชิกให้นำไปใช้ในวิถีชีวิต เพื่อจะได้กินดี อยู่ดี บนพื้นฐานแห่งความพอเพียง

ถ้าจะกล่าวถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ก็จะสอดคล้องกับหลักการ วิธีการสหกรณ์ ดังนั้น สิ่งที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ก็เท่ากับว่าเราได้ถ่ายทอดหลักการ วิธีการสหกรณ์ไปสู่ประชาชนอย่างแท้จริงด้วย โดยในช่วง 6 ปี สามารถดำเนินการขับเคลื่อนเรื่องนี้ในสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร รวม 875 แห่งทั่วประเทศ มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการประมาณ 43,831 รายต่อครอบครัว พร้อมกันนี้ กรมฯ ได้คัดเลือกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่มีผลงานดีเด่นในการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ปีละ 10 แห่ง รวมเป็น 60 แห่ง เพื่อเป็นต้นแบบให้กับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรอื่นได้เรียนรู้ ก่อให้เกิดการสร้างเครือข่ายองค์ความรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งกันและกันมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในปี 2557 กรมฯ มีเป้าหมายที่จะต่อยอดเพิ่มศักยภาพของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้มีการนำองค์ความรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในการดำเนินงานและการดำรงชีวิตของสมาชิกต่อไป รวมถึงเพิ่มพูนความรู้ให้กับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่ยังไม่ประสบความสำเร็จด้วย.

เปิดมิติใหม่นวัตกรรมไทยเข้มแข็ง นำร่องภาคเกษตร และโลจิสติกส์ – หลากเรื่องราว

Published มกราคม 16, 2014 by SoClaimon

เปิดมิติใหม่นวัตกรรมไทยเข้มแข็ง นำร่องภาคเกษตร และโลจิสติกส์ – หลากเรื่องราว

วันพุธ 6 พฤศจิกายน 2556 เวลา 00:00 น.

  • ?เปิดมิติใหม่นวัตกรรมไทยเข้มแข็ง นำร่องภาคเกษตร และโลจิสติกส์ - หลากเรื่องราว?
  • ?เปิดมิติใหม่นวัตกรรมไทยเข้มแข็ง นำร่องภาคเกษตร และโลจิสติกส์ - หลากเรื่องราว?
  • ?เปิดมิติใหม่นวัตกรรมไทยเข้มแข็ง นำร่องภาคเกษตร และโลจิสติกส์ - หลากเรื่องราว?

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.)

วันพุธ 6 พฤศจิกายน 2556 เวลา 00:00 น.

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) ผนึกความร่วมมือกับการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD–อังค์ถัด) จัดทำมาตรการส่งเสริมการพัฒนาระบบนวัตกรรมไทยให้เข้มแข็ง ขานรับยุทธศาสตร์ประเทศเน้นสร้างงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มศักยภาพของประเทศให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น และส่งเสริมการเติบโตอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นำร่องศึกษาและพัฒนามาตรการส่งเสริมนวัตกรรมในภาคการเกษตร ระบบรางและโลจิสติกส์

ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ เลขาธิการ สวทน. เปิดเผยว่า สวทน. ได้ร่วมมือกับอังค์ถัด ซึ่งเป็นหน่วยงานของสหประชาชาติที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม การลงทุน และการพัฒนาองค์กรธุรกิจ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ดำเนินโครงการวิเคราะห์และทบทวนนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของไทย โดยประยุกต์กรอบการวิเคราะห์และทบทวนนโยบาย วทน. ของอังค์ถัด มาใช้ปรับปรุงนโยบายและแผน วทน. แห่งชาติให้เป็นสากลและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยเราจะนำร่องการศึกษาเพื่อพัฒนามาตรการส่งเสริมนวัตกรรมใน 2 ภาคส่วนสำคัญของไทย คือ ภาคการเกษตร  และระบบรางและโลจิส ติกส์ ทาง สวทน. คาดหวังว่า ครั้งนี้จะเป็นโอกาสที่ทำให้หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ 20 กระทรวง เอกชน กลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ มีความตื่นตัวขึ้น เนื่องจากคนนอกมาบอกเราว่าของเรามีดีตรงไหน เรามีของดีแต่เราไม่ได้ใช้ หรือเราทำช้าไป หรือเราไม่ร่วมมือกัน ที่สำคัญคือจะสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลปัจจุบันที่ต้องการให้มีการลงทุนในการวิจัยมากขึ้น ตรงนี้ก็จะเป็นรูปธรรมชิ้นหนึ่งที่จะไปนำเสนอต่อรัฐบาลได้ว่านี่คือวิธีที่เขาคิดว่า เราน่าจะทำ หลังจากนั้นเราก็จะนำไปทำรายละเอียดต่อได้

นายเอนเฮล กอนสาเลซ สานซ์ (Mr. Angel Gonzalez Sanz) ผู้เชี่ยวชาญและหัวหน้าคณะนักวิจัยจากอังค์ถัด กล่าวว่า อังค์ถัดได้พัฒนากรอบการวิเคราะห์และทบทวนนโยบาย วทน. เพื่อสนับสนุนการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผ่านกลไกการจัดทำนโยบายและแผน วทน. ที่เชื่อมโยงและสอดคล้องกับนโยบายและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ รวมถึงการวิเคราะห์/ทบทวน/ประเมินผล และปรับปรุงนโยบายและแผน วทน. ให้ทันสมัยสอดคล้องกับบริบทของการพัฒนาประเทศ และพลวัตของการค้าและการพัฒนาของโลก การดำเนินงานเน้นการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ในระบบนวัตกรรมของประเทศ (National Innovation System) ผ่านกระบวนการปรึกษาหารือ และการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เพื่อร่วมกันจัดลำดับความสำคัญของการปฏิบัติตามนโยบาย อันจะนำไปสู่การวางกลยุทธ์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป

ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลและการประมวลข้อเสนอแนะนโยบายต่าง ๆ จะบันทึกไว้ในรูปแบบของรายงานบทปริทัศน์ด้าน วทน.  (STI Policy Review Report)  ซึ่งรัฐบาลสามารถนำไปพิจารณาใช้เป็นกรอบอ้างอิงในการกำหนดนโยบายและแผนปฏิบัติงานด้าน วทน. ในอนาคต โดยที่ผ่านมา อังค์ถัดได้จัดทำบทวิเคราะห์ดังกล่าวให้กับประเทศต่าง ๆ มาแล้วทั้งสิ้น 11 ประเทศ และอยู่ระหว่างรับเรื่องคำร้องขอจัดทำการศึกษาจากอีก 7 ประเทศ

สำหรับประเทศไทยนั้น ผู้เชี่ยวชาญและหัวหน้าคณะนักวิจัยจากอังค์ถัด แสดงความเห็นว่า จากการที่ได้พูดคุยกับคนไทย กับหน่วยงานต่าง ๆ ปรากฏว่าจริง ๆ แล้วประเทศไทยก็มีของดี มีนโยบายที่เขียนไว้ดีแล้ว มีหน่วยงาน สถาบันการศึกษาที่มีความสามารถ และระบบเกษตรที่ใหญ่พอสมควร แต่มีบางจุดที่ไทยอาจจะมองข้ามไปหรือทำน้อยเกินไป เช่น ไม่เก่งในเชิงปฏิบัติ คือ คนไทยจะคิดเก่งแต่ทำไม่เก่งเท่าที่คิด ขาดการประสานงานที่ดีระหว่างหน่วยงาน ทำให้ไม่สามารถผลิตผลผลิตที่ดีออกมาได้ และแม้ว่าคนไทยจะมีทรัพยากรพอที่จะลงทุนในการสร้างความรู้มากกว่าที่เป็นอยู่ แต่กลับลงทุนน้อย  ความรู้ในโลกสมัยใหม่ ต้องเป็นความรู้ที่นำไปสู่นวัตกรรมใหม่ ๆ การที่จะย่ำตามรอยเดิม ๆ จะช้าไปและอาจไม่มีประสิทธิผลเท่ากับสิ่งที่เราลงแรงไป

…ฉะนั้นการที่จะทำโดยใช้เงื่อนไขใหม่ ๆ สังคมไทยต้องตื่นตัว และยอมรับการเปลี่ยนแปลง ถ้าแก้ไขในจุดเหล่านี้ได้ เชื่อว่าประเทศไทยจะทำอะไรได้มากกว่าที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วทน. ต้องคำนึงถึงว่าจะก้าวกระโดดต่อไปอย่างไร จะเพิ่มโอกาสให้ลูกหลานได้อย่างไร โดยใช้สิ่งดี ๆ ที่เมืองไทยมีอยู่ ทำให้มันดีขึ้นและลงทุนให้มากขึ้น.

เสริมศักยภาพ…สหกรณ์ในโครงการหลวง – หลากเรื่องราว

Published มกราคม 5, 2014 by SoClaimon

เสริมศักยภาพ…สหกรณ์ในโครงการหลวง – หลากเรื่องราว

วันพุธ 23 ตุลาคม 2556 เวลา 00:00 น.

  • ?เสริมศักยภาพ...สหกรณ์ในโครงการหลวง - หลากเรื่องราว?
  • ?เสริมศักยภาพ...สหกรณ์ในโครงการหลวง - หลากเรื่องราว?
  • ?เสริมศักยภาพ...สหกรณ์ในโครงการหลวง - หลากเรื่องราว?

ชาวไทยภูเขาได้รวมตัวกันจัดตั้งและ จดทะเบียนเป็นสหกรณ์ ประเภทสหกรณ์การเกษตร

วันพุธ 23 ตุลาคม 2556 เวลา 00:00 น.

ชาวไทยภูเขาได้รวมตัวกันจัดตั้งและ จดทะเบียนเป็นสหกรณ์ ประเภทสหกรณ์การเกษตร ปัจจุบันมีจำนวน 48 สหกรณ์ และ 2 กลุ่มเกษตรกร อยู่ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ 38 สหกรณ์ เชียงราย 6 สหกรณ์ 2 กลุ่มเกษตรกร ลำพูน 1 สหกรณ์ พะเยา 1 สหกรณ์ และแม่ฮ่องสอน 2 สหกรณ์ ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งที่สามารถช่วยพัฒนาคุณภาพ ชีวิตราษฎรบนพื้นที่สูงให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น…

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาด้านสังคมและชุมชน ทั้งด้านการผลิต การตลาด และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้ราษฎรชาวไทยภูเขามีรายได้เพิ่มขึ้น มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น สามารถช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้

ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ฝึกอบรมเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ รวมถึงการบริหารจัดการกลุ่มในรูปแบบสหกรณ์ ตลอดจนประโยชน์ของการรวมตัวในลักษณะของกลุ่มหรือสถาบันเกษตรกรขณะเดียวกันยังส่งเสริมให้ราษฎรชาวไทยภูเขาในพื้นที่โครงการหลวงรวมตัวกันในลักษณะกลุ่มทั่วไป เช่น กลุ่มเศรษฐกิจ ได้แก่ กลุ่มอาชีพ กลุ่มออมทรัพย์ และกลุ่มเตรียมสหกรณ์

นอกจากนั้น ยังส่งเสริมให้รวมกลุ่มในรูปสหกรณ์ ให้การช่วยเหลือแนะนำสหกรณ์และกลุ่มต่าง ๆ ในด้านการบริหารจัดการเพื่อให้สามารถดำเนินกิจการได้อย่างมีประ สิทธิภาพและเกิดความเข้มแข็งและมั่นคง เพื่อเป็นที่พึ่งและอำนวยประโยชน์แก่สมาชิกให้ได้รับบริการในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม อาทิ เป็นแหล่งเงินทุนการออมทรัพย์ การจัดหาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร จัดหา วัสดุอุปกรณ์ และสินค้าที่จำเป็นมาจำหน่าย เป็นต้น เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์มีรายได้เพิ่มขึ้น และยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นด้วยระบบสหกรณ์

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้สนับสนุนการสร้างอาคารอเนกประสงค์ให้สหกรณ์ 7 แห่ง ในพื้นที่โครงการหลวงสำหรับเป็นอาคารสำนักงานสหกรณ์ และเป็นสถานที่คัดคุณภาพผลผลิตของสมาชิกก่อนส่งจำหน่ายให้กับศูนย์พัฒนาโครงการหลวง ทั้งยังเป็นสถานที่เก็บเครื่องมืออุปกรณ์และปัจจัยการผลิตทางการเกษตรด้วย   พร้อมสนับสนุนการสร้างโรงเรือนพลาสติกให้กับสหกรณ์กว่า 120 โรงเรือน ให้สมาชิกได้เพาะปลูกพืชผักและไม้ดอกในโรงเรือนพลาสติก   ทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและตรงตามความต้องการของตลาด และยังส่งเสริมการผลิตผักในโรงเรือนพลาสติกเพื่อการส่งออก ช่วยเพิ่มรายได้แก่สมาชิกและช่วยรักษาสมดุลทรัพยากร ธรรมชาติด้วย

เนื่องจากสหกรณ์ในพื้นที่โครงการหลวงอยู่บนพื้นที่สูงและอยู่ห่างไกล ทั้งยังขาดแคลนเงินทุนในการสร้างธุรกิจเพื่อบริการสมาชิกได้ครอบคลุมทั่วถึง และไม่สามารถ ส่งเสริมสนับสนุนการประกอบอาชีพของเกษตรกรสมาชิกได้ นอกจากนี้ สมาชิกสหกรณ์ยังมีฐานะยากจน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินกิจการของสหกรณ์อย่างมาก กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงเพิ่มโอกาสให้สหกรณ์ในพื้นที่โครงการหลวงสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ เพื่อเสริมศักยภาพการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ตามความต้องการของสมาชิก

ปีนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้สนับสนุนเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ ให้แก่ สหกรณ์ในพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและโครงการหลวง กู้ยืมเพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบธุรกิจร่วมกับสมาชิก ทั้งการจัดหาปัจจัยการผลิต ธุรกิจรวบรวมและแปรรูปผลผลิตเกษตร วงเงินกู้รวม 32 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี และระยะเวลาให้กู้ไม่เกิน 1 ปี ซึ่งคาดว่า จะช่วยให้สหกรณ์ในพื้นที่โครงการหลวงมีเงินทุนหมุนเวียนเพื่อทำธุรกิจตอบสนองความต้องการของสมาชิกได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์และชุมชนบนพื้นที่โครงการหลวงได้.

เร่งแผน…สกัดการกัดเซาะทะเล – หลากเรื่องราว

Published ธันวาคม 25, 2013 by SoClaimon

เร่งแผน…สกัดการกัดเซาะทะเล – หลากเรื่องราว

วันพุธ 16 ตุลาคม 2556 เวลา 00:00 น.

  • ?เร่งแผน...สกัดการกัดเซาะทะเล - หลากเรื่องราว?

วันพุธ 16 ตุลาคม 2556 เวลา 00:00 น.

ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลพบว่าหลายจังหวัดอยู่ในภาวะวิกฤติหนัก จากวิกฤติ การณ์ดังกล่าว กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้จัดทำแผนป้องกันการกัดเซาะทะเลทั่วประเทศใหม่ โดยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งสกัดปัญหากัดเซาะชายฝั่งทะเลที่กำลังลุกลาม ปัจจุบันชายฝั่งทะเลทั้งอ่าวไทยและอันดามันมีระยะทางยาว รวม 3,148 กิโลเมตร จากการสำรวจพบว่าการกัดเซาะชายฝั่งทะเลด้านอันดามันปัญหากัดเซาะเกิดขึ้นน้อยกว่าชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทย โดยพื้นที่ที่มีการกัดเซาะรุนแรงในอัตราเฉลี่ยมากกว่า 5 เมตรต่อปีใน 5 จังหวัด คือ ระนอง ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล และพื้นที่ที่มีอัตราการกัดเซาะปานกลางเฉลี่ย 1–5 เมตรต่อปีใน 6 จังหวัด ได้แก่ ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง สตูล โดยทั่วไปพบว่าการกัดเซาะชายฝั่งทะเลด้านอันดามันเกิดขึ้นในพื้นที่หาดทรายมากกว่าที่ราบน้ำขึ้นถึงต่อเนื่องกับป่าชายเลน

ส่วนการกัดเซาะชายฝั่งทะเลอ่าวไทย พื้นที่ที่มีอัตราการกัดเซาะรุนแรงเฉลี่ยมากกว่า 5 เมตร เกิดขึ้นใน 12 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ สมุทรสาคร เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส และพื้นที่ที่มีอัตราการกัดเซาะปานกลางเฉลี่ย 1-5 เมตรต่อปี มี 16 จังหวัด ได้แก่ ตราด จันทบุรี ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทร สงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส ทั้งนี้ชายฝั่งทะเลบริเวณอ่าวไทยตอนบนตั้งแต่ปากแม่น้ำบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา จนถึงปากแม่น้ำท่าจีน จังหวัดสมุทรสาคร เป็นพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวและมีการกัดเซาะขั้นรุนแรงมากที่สุด

ทั้งนี้ พื้นที่ที่มีอัตราการกัดเซาะชายฝั่งทะเลมากกว่า 5 เมตรต่อปี ซึ่งถือเป็นพื้นที่วิกฤติหรือพื้นที่เร่งด่วน จากข้อมูลย้อนหลังเมื่อ 50 ปีที่แล้วพบว่าชายฝั่งถูกกัดเซาะไปราว 830 กม. สูญเสียพื้นที่ชายฝั่งของประเทศไทยไปแล้วไม่น้อยกว่า 113,042 ไร่ คิดเป็นมูลค่าความสูญเสียเฉพาะค่าที่ดินประมาณกว่า 1 แสนล้านบาท อีกทั้งมีแนวโน้มว่าหากไม่ดำเนินการใด ๆ คาดว่าจะต้องสูญเสียที่ดินชายฝั่งอีกหลายหมื่นไร่ในอนาคต

นายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวถึงปัญหากัดเซาะชายฝั่งทะเลว่า จากวิกฤติการณ์ดังกล่าวขณะนี้ ทส. ได้ทบทวนยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งเป็นการเร่งด่วนแล้วเพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ประเทศ โดยเน้นพิจารณาแนวทางบูรณาการให้เกิดประสิทธิผลและมีประสิทธิภาพเป็นรูปธรรมมากที่สุดและเห็นผลเร็วที่สุด

สำหรับประเทศไทยปัจจัยที่เป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงชายฝั่ง มี 2 สาเหตุหลัก ๆ คือ กระบวนการชายฝั่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ได้แก่ คลื่น ลมพายุ กระแสน้ำขึ้น-น้ำลง อีกสาเหตุเกิดขึ้นจากกิจกรรมการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ ได้แก่ การพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งรองรับอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว  สาธารณูปโภคพื้นฐาน การสูบน้ำบาดาล การบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลน เป็นต้น

ซึ่งผลกระทบจากปัญหากัดเซาะชายฝั่ง เนื่องจากบริเวณที่เป็นชายฝั่งทะเลเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงทางด้านเศรษฐกิจและสังคมจีดีพีของประเทศส่วนใหญ่มาจากภาคส่งออก ภาคท่องเที่ยวซึ่งชายฝั่งทะเลเป็นปัจจัยพื้นฐานและสิ่งดึงดูดที่สำคัญ  ทั้งนี้นอกจากปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากการสูญเสียที่ดินชายฝั่งนับแสนไร่ คิดเป็นมูลค่าเสียหายกว่าแสนล้านบาทแล้ว ยังมีผลกระทบต่อประชาชนที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ตามแนวชายฝั่ง ที่ต้องอพยพรื้อบ้านหนีน้ำทะเลกัดเซาะและมาสร้างบ้านเรือนใหม่

อีกทั้งยังส่งผลให้สภาพพื้นที่เปลี่ยน แปลงไปทำให้จำนวนสัตว์น้ำบริเวณชายฝั่งเปลี่ยนแปลงลดลง การประกอบอาชีพฝืดเคือง รายได้ก็ลดลงตาม ในขณะผลกระทบต่อภาคธุรกิจ ทำให้ชายฝั่งเสื่อมโทรม เสียชายหาดสวยงาม กระทบต่อการท่องเที่ยว ทำให้รัฐทุ่มงบแก้ไข และเสียโอกาสในการพัฒนาประเทศด้านอื่น โดยขอยกตัวอย่างที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากปัญหาการกัดเซาะชาย ฝั่ง อาทิ เทศบาลบางแสนต้องใช้เงินในการเติมทรายชายหาดทุกสัปดาห์เพื่อให้มีชายหาดให้นักท่องเที่ยวได้เดินเล่น ส่วนชุมชนชายฝั่งบ้านแสมขาว หมู่ที่ 3 ต.คลองสอง อ.บางปะกง  จ.ฉะเชิงเทรา มีรายจ่ายเพิ่มเพราะต้องซื้อน้ำกิน-น้ำใช้เนื่องจากภาชนะเก็บกักน้ำฝนถูกน้ำทะเลปนเปื้อนกับน้ำจืด

“ในปี 2557 ทส. เตรียมจัดสรรงบประมาณ 124.4 ล้านบาท ภายใต้แผนบูรณาการร่วมกับจังหวัดชลบุรี ในการแก้ปัญหากัดเซาะชายฝั่งนำร่องในพื้นที่หาดจอมเทียน หาดพัทยา บริเวณเทศบาลเมืองอ่างศิลา ต.คลองตำหรุ และอ.ศรีราชา จ.ชลบุรี โดยแผนบูรณาการครั้งนี้จะเน้นสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคประชาชน ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ของการจัดการปัญหากัดเซาะชายฝั่ง คือเราจะไม่มองเฉพาะการป้องกันและแก้ไขปัญหาเพียงมุมเดียว แต่มองถึงโอกาสในการพัฒนา การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการยกระดับคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจและสังคมของผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่ควบคู่ไปด้วย” นายวิเชษฐ์ กล่าว

นายวิเชษฐ์ กล่าวด้วยว่า จังหวัดชลบุรีเป็นจังหวัดที่มูลค่าเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวสูงถึงปีละกว่า 65,400 ล้านบาท ถือเป็นจังหวัดต้น ๆ ที่ได้ริเริ่มดำเนินการจัดการชายฝั่งแบบบูรณาการรูปแบบ ICM (Integrated Coastal zone Management) ซึ่งเป็นรูปแบบการจัดการที่นิยมแพร่หลายในขณะนี้ แนวทางดังกล่าวจะให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้เสีย โดยเฉพาะผู้เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์พื้นที่ชายฝั่งทะเลทั้งระบบ

…ซึ่งนอกจากจังหวัดชลบุรีและพื้นที่อื่น ๆ ที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ทส.ยังได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเดินหน้า ศึกษา สำรวจ และรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสภาพพื้นที่ชายฝั่งทั่วประเทศ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของแนวชายฝั่งทะเลที่เกิดขึ้น รวบรวม และจัดระบบข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ของชุมชนในพื้นที่ชายฝั่งโดยเฉพาะบริเวณพื้นที่วิกฤติหรือพื้นที่เสี่ยงต่อการกัดเซาะชายฝั่งทั่วประเทศอย่างเร่งด่วน…

รวมทั้งทำระบบฐานข้อมูลที่มีมาตรฐาน และทันสมัย สามารถแสดงผลการประมวลข้อมูลสถานการณ์พื้นที่ชายฝั่งทะเลของประเทศ  เพื่อใช้ในการจัดการพื้นที่ชายฝั่งทะเลโดยเฉพาะบริเวณพื้นที่วิกฤติหรือพื้นที่เสี่ยงต่อการกัดเซาะชายฝั่งภายใต้มาตรการเชิงรุก เพื่อให้การติดตามและตรวจสอบสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงชายฝั่งทะเล ตลอดจนจัดทำระบบประเมินผลการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งในระดับพื้นที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนั่น เอง รวมทั้งสร้างความตระหนักและการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนทั้งปัจจุบันและในอนาคต.

%d bloggers like this: