หลากเรื่องราว

All posts tagged หลากเรื่องราว

เกษตรฯ ‘คืนความสุข สู่ประชาชน’ – หลากเรื่องราว

Published สิงหาคม 3, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันพุธ 23 กรกฎาคม 2557 เวลา 00:00 น.

งาน “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมใจ คืนความสุขสู่ประชาชน” งานดี ๆ ที่ให้รอยยิ้มและความอิ่มสุขทั้งผู้ให้และผู้รับ นับเป็นการรวมพลังครั้งยิ่งใหญ่ของ 18 หน่วยงานภายใต้กระทรวงเกษตรฯและขบวนการสหกรณ์ไทย เพื่อขานรับนโยบายของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ด้านการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน เติมเต็มความสุขของประชาชนทั่วประเทศ ตลอดจนการฟื้นความเชื่อมั่นระหว่างคนในสังคมเพื่อขับเคลื่อนสู่สังคมสมานฉันท์ที่ยั่งยืนในอนาคต

นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การจัดงานนี้ขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนนโยบายการคืนความสุขให้ประเทศตามนโยบายของ คสช. เป็นที่ทราบกันดีว่าปัจจุบันประเทศไทยอยู่ระหว่างการฟื้นฟูความเชื่อมั่นทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม  ทุกฝ่ายต้องมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างมาตรฐานการดำรงชีวิตของประชาชนให้มีความสุขอย่างยั่งยืน โดยเริ่มตั้งแต่ระดับรากหญ้า ท้องถิ่น ภูมิภาค จนถึงประเทศชาติ

โดยเฉพาะนโยบายของ คสช. ที่กำหนดนโยบายการบริหารงานไว้ 4 ประการ คือ 1) แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน 2) ทำให้เศรษฐกิจพื้นฐานเดินต่อไปได้  3) สร้างความปรองดองในชาติ 4) ปฏิรูปการทำงานให้รวดเร็วและฉับไว ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม เกี่ยวข้องตั้งแต่ปัจจัยการผลิต ดิน น้ำ เมล็ดพันธุ์ จนผลิตเรียบร้อยแล้วนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูปที่มีคุณภาพมาตรฐาน การบริหารจัดการ การจัดจำหน่าย สู่การบริโภคที่ปลอดภัย จึงถือว่าเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญต่อการส่งเสริมเศรษฐกิจและสังคมฐานรากให้ประเทศชาติ

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯยังมีแผนจะจัดงานเพื่อขับเคลื่อนนโยบายแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและสร้างความสุขให้ประชาชนอย่างต่อเนื่องเดือนละครั้ง ในระหว่างเดือนสิงหาคมและกันยายนอีกด้วย

“กระทรวงเกษตรฯ เชื่อมั่นว่า การจัดงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมใจ คืนความสุขสู่ประชาชน จะช่วยสร้างความรัก ความสามัคคี ความสมานฉันท์ ให้เกิดแก่พี่น้องประชาชน ลดความหวาดระแวงระหว่างกันของคนในสังคม ตามนโยบายคืนความสุขให้ประเทศของ คสช.

นอกจากนี้ยังช่วยให้ประชาชน ผู้เข้าชมงานได้รับความรู้ด้านการเกษตรและสหกรณ์ เพื่อนำไปปรับใช้ในการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตประจำวัน และจับจ่ายใช้สอยสินค้าราคายุติธรรม เป็นการลดค่าใช้จ่ายเพิ่มรายได้ในครัวเรือนได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงได้รับความบันเทิงจากกิจกรรมบนเวทีตลอดงาน อีกมิติหนึ่งก็เป็นช่องทางการตลาดให้กับพี่น้องเกษตรกรในการจำหน่ายผลผลิต การคืนความสุขในครั้งนี้จึงครอบคลุมประชาชนในหลายภาคส่วน หลายอาชีพ กระจายทั่วทั้งประเทศอีกด้วย” นายชวลิต  กล่าว

นายจุมพล สงวนสิน อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า  นอกจากกิจกรรมคืนความสุขที่จัดไปแล้ว กรมส่งเสริมสหกรณ์ยังมีแผนที่จะร่วมกับขบวนการสหกรณ์ในทุกจังหวัดทั่วประเทศ รวมพลังเพื่อร่วมกันจัดงานคืนความสุขให้กับประชาชนคล้ายแบบนี้ ในช่วงเดือนสิงหาคม หรือ กันยายน โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์จะได้นำสินค้าของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เช่น ข้าว ไข่ น้ำตาลทราย น้ำมันพืช ผลไม้ สินค้าอุปโภคบริโภค มาจำหน่ายในราคายุติธรรม ซึ่งประชาชนก็ให้ความสนใจมาจับจ่ายหาซื้อกันอย่างหนาแน่น ถือเป็นความภูมิใจของชาวสหกรณ์ที่ได้มีส่วนร่วมในการร่วมกิจกรรมคืนความสุขในครั้งนี้

สำหรับใครที่พลาดงานในครั้งนี้   เตรียมพบกับงาน “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมใจ คืนความสุขสู่ประชาชน” ที่จัดโดยขบวนการสหกรณ์ทั่วประเทศได้ในเดือนสิงหาคมและกันยายนที่จะถึงนี้…โปรดคอยติดตาม.

เครื่องลดความชื้นกาแฟแบบโรตารี่ – หลากเรื่องราว

Published สิงหาคม 2, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันพุธ 16 กรกฎาคม 2557 เวลา 00:00 น.

เครื่องลดความชื้นกาแฟเป็นระบบถังหมุนที่เรียกกันว่า โรตารี่ เป็นเทคโนโลยีที่นิยมใช้อบกาแฟในประเทศบราซิล ซึ่งเป็นประเทศที่ผลิตกาแฟเป็นอันดับหนึ่งของโลก แต่มูลค่าการนำเข้าสูง เพราะยังไม่มีการผลิตในประเทศ ไทย เราจึงนำมาศึกษาและพัฒนาเครื่องอบความชื้นแบบโรตารี่ สำหรับการอบแห้งกาแฟในประเทศไทย โดยพยายามออกแบบและพัฒนาให้เหมาะสมในการลดความชื้นกาแฟกะลาโรบัสต้าให้สามารถสร้างได้ง่าย แข็งแรง ราคาถูก ประสิทธิภาพสูง และสามารถประยุกต์ใช้กับการอบแห้งเมล็ดพืชได้หลากหลายชนิด…เป็นคำกล่าวของ คุณเวียง อากรชี วิศวกรการ เกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยเกษตรวิศวกรรมขอนแก่น สถาบันวิจัยเกษตรวิศว กรรม กรมวิชาการเกษตร ซึ่งเป็นผู้พัฒนาเครื่องอบกาแฟกะลาโรบัสต้าแบบโรตารี่ ซึ่งประกอบด้วย 5 ส่วนหลัก ๆ คือ 1. ถังอบความชื้น 2. ระบบขับเคลื่อนการหมุนถังอบ 3. พัดลมเป่าลมร้อน 4. แหล่งกำเนิดความร้อน และ 5. อุปกรณ์ลำเลียงถังกาแฟเข้าและออกจากถัง

ถังอบลดความชื้นเมล็ดกาแฟ ได้ออกแบบเป็น 2 ขนาดความจุ คือ 400 กก./ครั้ง และ 800 กก./ครั้ง คุณเวียง เล่าว่า การที่ออกแบบไว้ 2 ขนาด ก็เพื่อเปรียบเทียบดูประสิทธิภาพจะต่างกันหรือไม่ เมื่อนำไปทดสอบดูแล้วปรากฏว่าประสิทธิภาพการลดความชื้นไม่ต่างกันมากนัก แต่ถ้าใช้ขนาด 800 กก./ถัง เราจะต้องเพิ่มขนาดทุกอย่าง ขนาดพัดลม มอเตอร์ขับเคลื่อน

ลักษณะถังอบจากเดิมเป็นรูปทรงกลมได้เปลี่ยนเป็นทรงกระบอกแปดเหลี่ยมเพื่อง่ายต่อการสร้าง มีท่อลมร้อนสำหรับเป่าอัดลมร้อนผ่านเมล็ดกาแฟที่อยู่ตรงกลางถัง ถ้ามองจากหน้าตัดถังจะเห็นเป็นรูปวงแหวนแปดเหลี่ยมด้านนอก เส้นผ่าศูนย์กลางถังอบ 1,000 และ 1,800 มิลลิลิตร ตามลำดับความจุ ความยาวถัง 1,200 มิลลิลิตร เท่ากันทั้งสองขนาด มีใบกวนคลุกเคล้าเมล็ดกาแฟ 4 ใบ มีการออกแบบช่องระบายความชื้นให้ออกทั้งสี่ด้านสมมาตรกับด้านแปดเหลี่ยมของถังช่วยให้การกระจายลมร้อนทั่วถึง และที่สำคัญช่องตะแกรงระบายความชื้นนี้สามารถถอดเปลี่ยนขนาดรูตะแกรงให้เหมาะสมกับขนาดเมล็ดพืชที่นำมาอบแห้งได้ มีการติดตั้งระบบขับเคลื่อนการหมุนถังอบให้แข็งแรงทนทานมากขึ้น มีห้องกักเก็บความร้อนเพื่อหมุนเวียนความร้อนกลับมาใช้บางส่วนในช่วงเมล็ดกาแฟความชื้นลดต่ำลง เป็นการประหยัดเชื้อเพลิงความร้อน และที่สำคัญมีประสิทธิภาพในการอบแห้งดีขึ้น

สำหรับระบบขับเคลื่อนการหมุนถัง มีการปรับปรุงในส่วนลูกกลิ้งรับถังให้มีการรับน้ำหนักดีขึ้น สึกหรอช้าลง ระบบขับเคลื่อนการหมุนถังอบใช้โซ่และเฟืองเบอร์ 120 โดยใช้โซ่พันรอบถังอบและใช้เฟืองขับโซ่มีมอเตอร์ขนาด 2.2 กิโลวัตต์ เป็นต้นกำลัง และมีชุดเกียร์ทดและเฟืองทดรอบให้ถังอบหมุน 2.5 รอบต่อนาที

แหล่งกำเนิดความร้อน มี 2 แบบ คือ ความร้อนจากแก๊สหุงต้มหรือแก๊สแอลพีจี เป็นต้นกำเนิดความร้อนพร้อมอุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิ การใช้แก๊สหุงต้มจะมีชุดหัวพ่นแก๊ส  หุงต้มและอุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิสามารถตั้งอุณหภูมิได้ตามต้องการ ขณะนี้การใช้แก๊สแอลพีจีเริ่มมีปัญหาเนื่องจากราคาแพงขึ้น ทำให้มีปัญหาเรื่องต้นทุนอบแห้งจึงคิดอีกวิธีหนึ่งขึ้นมา คือ ใช้ความร้อนจากเตาเชื้อเพลิงชีวมวล โดยการใช้ฟืนซึ่งสามารถหาได้ในท้องถิ่น แต่จะต้องมีชุดแลกเปลี่ยนลมร้อนจากเตาชีวมวล หรือใช้ทั้งสองแบบร่วมกัน

อุปกรณ์ลำเลียงป้อนกาแฟเข้าถัง อุปกรณ์จะเป็นกะพ้อขนาด 100 มิลลิเมตร และสายพานใต้ถังอบและนำกาแฟออกจากถังเมื่ออบแห้งแล้ว

ผลการทดสอบการอบแห้งกาแฟกะลา  อุณหภูมิที่ใช้อบเริ่มต้นที่ 100 องศาเซลเซียส และปรับลดตามอุณหภูมิเมล็ดที่สูงขึ้น ซึ่งไม่ควรเกิน 45 องศาเซลเซียส ใช้เวลาอบแต่ละครั้งประมาณ 16-18 ชั่วโมง ที่ความชื้นเมล็ดกาแฟ 55 เปอร์เซ็นต์ และอบลดจนเหลือ 12 เปอร์เซ็นต์ จากวิธีการอบแห้งแบบการเวียนลมร้อนบางส่วนกลับมาใช้ใหม่ มีค่าประสิทธิภาพความร้อนประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์

“เราสามารถประยุกต์ใช้อบแห้งเมล็ดพืชได้เกือบทุกชนิด เช่น กาแฟโรบัสต้า อาราบิก้า อบได้แบบเปลือกหรือกะลา เมล็ดข้าวโพด ถั่วชนิดต่าง ๆ และเมล็ดพริกไทย เป็นต้น เพียงแต่เปลี่ยนตะแกรงช่องระบายความชื้นให้มีขนาดเหมาะสมกับขนาดเมล็ดพืชชนิดนั้น ๆ” คุณเวียง กล่าว

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์วิจัยเกษตรวิศวกรรมขอนแก่น สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร โทรศัพท์ 0-4325-5038.

กรมประมงเพาะได้สำเร็จ…‘สินสมุทรแคระ ไบคัลเลอร์’ – หลากเรื่องราว

Published กรกฎาคม 2, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันพุธ 2 กรกฎาคม 2557 เวลา 00:00 น.

ปัจจุบันเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าตลาดปลาสวยงามมีการเพาะขยายพันธุ์สัตว์น้ำแปลก ใหม่เพิ่มมากยิ่งขึ้น ทั้งในเรื่องของขนาด สีสัน รวมถึงพฤติกรรมที่แปลกในการดำรงชีวิต ฯลฯ และไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม การเพาะพันธุ์สัตว์น้ำสายพันธุ์ใหม่ ๆ ออกมานั้นเป็นการกระตุ้นตลาดปลาสวยงามของไทยให้คึกคักมากยิ่งขึ้น

นายคมน์ ศิลปาจารย์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง กล่าวว่า กรมประมงมีการศึกษาวิจัยเพาะขยายพันธุ์สัตว์น้ำหลายชนิด ทั้งเพื่อการอนุรักษ์ และเพื่อประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจ อย่างล่าสุดที่ผ่านมากรมประมงได้เพาะพันธุ์ปลาการ์ตูนแพลตตินัม ปลาการ์ตูนสายพันธุ์ใหม่ที่เกิดมาจากการผสมข้ามสายพันธุ์โดยทีมนักวิจัยกรมประมง เพื่อเป็นอีกทางเลือกป้อนให้กับตลาดปลาสวยงาม ทั้งนี้สัตว์น้ำที่เกิดจากการเพาะข้ามสายพันธุ์อย่างปลาแพลตตินัม ทางกรมประมงจะไม่นำไปปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ สำหรับด้านการอนุรักษ์ กรมประมงได้มีการสำรวจชนิดพันธุ์สัตว์น้ำที่ใกล้สูญพันธุ์ หาพบได้ยาก หรือจำนวนลดน้อยลง นำมาศึกษาวิจัยเพาะขยายพันธุ์เพิ่มเติม อาทิ ปลาใบมีดโกน ปลาบู่มหิดล ปลาทู กุ้งตัวตลก ฯลฯ และสำหรับปัจจุบันนี้ทางกรมประมงได้สำรวจสัตว์น้ำอีกหนึ่งชนิดที่ได้รับความนิยมจนส่งผลให้ปลาชนิดนี้หาพบได้น้อยลงจากธรรมชาติ ปลาที่สวยงามและขึ้นแท่นเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจอย่างปลา “สินสมุทร ไบคัลเลอร์”

นายสุทธิชัย ฤทธิธรรม ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสมุทรสาคร กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อต้นปี 2556 ที่ผ่านมากรมประมงโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสมุทรสาครได้ดำเนินการเพาะพันธุ์ ปลาสินสมุทรแคระ ไบคัลเลอร์ (Bicolor Angelfish) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Centropyge bicolor  เป็นปลาในกลุ่มสินสมุทร Angelfish ที่มีสีสันลวดลายที่สวยงาม โตเต็มที่จะมีขนาดไม่เกิน 15 ซม.  ลำตัวมีสีน้ำเงินเข้มและเหลืองเข้ม สีละครึ่งตัว สีสันสวยสะดุดตาต่อผู้พบเห็น อีกทั้งราคาในตลาดไม่สูงมากตกอยู่ตัวละประมาณ 150-300 บาท ส่งผลให้ปลาสินสมุทรแคระ ไบคัลเลอร์ ได้รับความนิยมนำไปจัดแสดงตามสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำสาธารณะและเลี้ยงในตู้ของผู้ที่ชื่นชอบสัตว์น้ำสวยงาม และเพื่อไม่ให้ปลาชนิดนี้ลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่อง ทางกรมประมงจึงศึกษาวิจัยวิธีการเลี้ยงปลาชนิดนี้ ตั้งแต่ขั้นตอนพ่อแม่พันธุ์ นำมาศึกษาเพาะพันธุ์ในโรงเพาะฟัก รวมถึงอาหารที่ใช้สำหรับอนุบาลลูกปลา ปัจจุบันกรมประมงสามารถเพาะพันธุ์ปลาสินสมุทรแคระ ไบคัลเลอร์ได้เป็นที่สำเร็จ สามารถตอบสนองความต้องการของตลาด และเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่ได้รับความนิยมจากตลาดปลาสวยงาม ตลอดจนเป็นการช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและแนวปะการัง

นายวรดร สุขสวัสดิ์ เจ้าพนักงานประมงปฏิบัติการ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางศูนย์วิจัยฯ ได้ศึกษาวิธีในการเพาะพันธุ์โดยเริ่มตั้งแต่การเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ในโรงเรือนที่สามารถควบคุมอุณหภูมิในรอบวันได้ และควบคุมดูแลในเรื่องของแสงสว่างเพื่อช่วยกระตุ้นระบบสืบพันธุ์ โดยจะให้อาหาร 2 ชนิด คือ ไรน้ำเค็มตัวเต็มวัย และอาหารสด ที่มีส่วนผสมของหอยแมลงภู่ กุ้ง หมึก และเพรียงทราย เป็นหลัก และจะเสริมด้วยสไปรูลิน่าชนิดผงและน้ำมันปลาทูน่า จากนั้นจะเริ่มจับคู่พ่อแม่พันธุ์นำมาเลี้ยงในระบบน้ำหมุนเวียนแบบปิด เพื่อให้พ่อแม่พันธุ์ปลาผสมพันธุ์และวางไข่ ทั้งนี้เมื่อลูกปลาฟักออกมาแล้วจะทำการอนุบาลลูกปลา 0-10 วัน ด้วยวิธีการสร้างความหลากหลายทางชีวภาพของจุลินทรีย์และแพลงก์ตอนในบ่อเลี้ยง เมื่อลูกปลาอายุ 10-20 วัน จะให้โรติเฟอร์ โคพีพอด ไรน้ำกร่อยและไรน้ำเค็มเป็นอาหาร หลังจากนั้นจะฝึกให้กินอาหารสำเร็จรูป เมื่อปลามีอายุ 2 เดือนจะมีขนาด 2.0 -2.5 ซม. จะมีการพัฒนาสีและรูปร่างเหมือนตัวเต็มวัย

สำหรับท่านใดที่สนใจศึกษาวิธีการเพาะขยายพันธุ์ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือติดต่อขอศึกษาดูงานได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสมุทรสาคร โทร. 0-3485-7136 หรือสำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง โทร.0-2579-8522.

เปิดตัวไก่พื้นเมืองพร้อมใช้ 8 สายพันธุ์ – หลากเรื่องราว

Published มิถุนายน 18, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันพุธ 18 มิถุนายน 2557 เวลา 00:00 น.

ฝ่ายเกษตร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เปิดตัวงานวิจัยและพัฒนาไก่พื้นเมืองพร้อมใช้ หลังร่วมกับกรมปศุสัตว์และสถาบันอุดมศึกษาในการพัฒนาสายพันธุ์ยาวนานกว่าทศวรรษ ทั้งพันธุ์ดั้งเดิมและสายพันธุ์สังเคราะห์ที่พัฒนาขึ้นใหม่อีก 4 สายพันธุ์

ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการ สกว. กล่าวว่า ทาง สกว.สนับสนุนการพัฒนาไก่พื้นเมืองไทยมามากกว่า 10 ปี นับตั้งแต่ปี 2544 โดยร่วมกับกรมปศุสัตว์และสถาบันการศึกษาต่าง ๆ  ซึ่งจากการศึกษาวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์มาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันไก่พื้นเมืองไทยมีศักยภาพและมีความหลากหลายของสายพันธุ์ ทั้งพันธุ์ดั้งเดิม 4 สายพันธุ์ ได้แก่ ไก่ประดู่หางดำ ไก่เหลืองหางขาว ไก่ชี และ ไก่แดง และพันธุ์ที่พัฒนาขึ้นใหม่อีก 4 สายพันธุ์ หรือที่เรียกว่า “ไก่สายพันธุ์สังเคราะห์” ซึ่งตอบสนองการเลี้ยงเป็นอาชีพสำหรับเกษตรกร นั่นคือ ใช้ต้นทุนในการเลี้ยงต่ำ ใช้ระยะเวลาการเลี้ยงสั้นลง และสามารถเลี้ยงได้ในสภาพแวดล้อมของเกษตรกรทั่วไป โดยยังคงความอร่อยที่สามารถตอบสนองทั้งความต้องการของผู้บริโภคและการผลิตในระบบอุตสาหกรรม

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ได้นำพ่อพันธุ์ไก่เหลืองหางขาวมาผสมกับไก่แม่พันธุ์ มทส. ซึ่งเป็นไก่ที่มีคุณสมบัติในการเป็นแม่พันธุ์ที่ดี และให้ไข่ดก มาทำการคัดเลือกจนได้สายพันธุ์ลูกผสม (Hybrid) หรือที่เรียกว่า “ไก่เนื้อโคราช” ซึ่งมีลักษณะโดดเด่นกว่าไก่พื้นเมืองทั่วไป คือ ใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงเพียง 65-70 วัน จะได้ไก่ที่แข็งแรง น้ำหนักประมาณ 1.2-1.3 กิโลกรัมต่อตัว รสชาติอร่อยเทียบเท่าไก่พื้นเมือง และสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพสำหรับวิสาหกิจชุมชน และกลุ่มเกษตรกรได้

ขณะที่ สายพันธุ์ไก่ประดู่หางดำ ซึ่งให้ลูกดก เจริญเติบโตเร็ว และมีรส ชาติเฉพาะตัว ส่งผลให้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก สกว. จึงร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ในการพัฒนาความรู้องค์ความรู้ด้านไก่ประดู่หางดำให้เป็นรูปธรรมแก่เกษตรกรและชุมชน เพื่อเป็นอาชีพทางเลือกที่มีความยั่งยืนบนฐานการผลิตและทรัพยากรที่มีในพื้นที่ โดยได้นำร่องในพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน น่าน แพร่ ลำปาง และเพชรบุรี ปัจจุบันมีเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 203 ราย ซึ่งได้นำองค์ความรู้ด้านการผลิตไปประยุกต์ให้เข้าภูมิปัญญาท้องถิ่น ใช้อาหารเสริมเพื่อลดต้นทุนอาหารสำเร็จรูป ตลอดจนสร้างรูปแบบการเลี้ยงไก่พื้นเมืองที่เหมาะสมกับมิติเชิงพื้นที่ อันก่อให้เกิดความมั่นคงทางอาหารในชุมชน อีกทั้งยังสร้างรายได้เสริมให้แก่ครอบครัว จากการผลิตในระบบธรรมชาติทำให้ผลผลิตเป็นที่รับรู้ของผู้บริโภค จนสามารถขยับเข้าสู่ตลาดระดับกลางและระดับบน รวมถึงสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีตราสัญลักษณ์ทางการค้า “ไก่นิลล้านนา”

ในส่วนของ ไก่พันธุ์ชี หลังจากที่ทำการพัฒนามากว่า 10 ปี ทำให้มีลักษณะเด่นให้สมรรถภาพการผลิตสูง มีขนสีขาวทั้งตัวเหมือนไก่เนื้อ สามารถเลี้ยงรอดได้ดีในระบบการเลี้ยงของเกษตรกรในหมู่บ้าน ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ท่าพระ กรมปศุสัตว์จึงได้ขยายผลการเลี้ยงลงสู่ชุมชนในรูปแบบการสร้างเครือข่ายเกษตรกรการเลี้ยงไก่ชีท่าพระในจังหวัดเลย ขอนแก่น และมหาสารคาม ส่วนการพัฒนาสู่ระบบอุตสาหกรรมนั้น บริษัท ตะนาวศรีไก่ไทย จำกัด ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของไก่พื้นเมืองที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จึงได้เข้ามาร่วมมือและทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาสินค้าที่สอดคล้องกับทิศทางและความต้องการของบริษัท

“จากฐานพันธุกรรมและการทดสอบระบบการเลี้ยงในรูปแบบของเครือข่ายเกษตรกร และอุตสาหกรรม ทำให้ทุกวันนี้มีความพร้อมที่จะสนับสนุนการผลิตในระบบอุตสาหกรรมสัตว์ปีกได้แล้ว สกว.จึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการ ภาคเอกชน ทั้งระดับเอสเอ็มอีและระดับประเทศเข้ามาร่วมมือและสร้างผลผลิต “ไก่ไทย” ด้วยกัน  เพื่อเปลี่ยนสถานะไก่พื้นเมืองไทยให้เป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่มีศักยภาพสูงในการนำไปใช้เพื่อการประกอบอาชีพ รวมถึงสร้างนักวิจัยเชิงพัฒนาให้กับประเทศชาติ ซึ่ง สกว.พร้อมจะให้การสนับสนุนและทำงานร่วมกับหน่วยงานและผู้ประกอบการที่สนใจ” ผู้อำนวยการ สกว.กล่าว.

อดีตครูผู้ประสบความสำเร็จ…ทำเกษตรผสมผสานอินทรีย์ – หลากเรื่องราว

Published มิถุนายน 8, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันพุธ 4 มิถุนายน 2557 เวลา 00:00 น.

นายหนูทัศน์ คำแพง อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านสำราญ ต.อาจสามารถ อ.อาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด เดิมรับราชการครู ขณะรับราชการได้ทำการเกษรควบคู่ไปในพื้นที่ที่ได้รับมรดก 22 ไร่ และเก็บเงินซื้อที่ดินอีก 8 ไร่ รวมเป็น 30 ไร่ เนื่องจากเป็นพื้นที่ลุ่มๆดอนๆเป็นป่าละเมาะ สภาพพื้นดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ลักษณะเป็นดินร่วนถึงดินทรายจัด ฤดูแล้งก็แห้งแล้งมาก ชาวบ้านเรียกพื้นที่แห่งนี้ว่า หนองขาด่าง ทำให้ต้องทำการเกษตรแบบเชิงเดี่ยว คือ ปลูกข้าวเป็นหลัก อาศัยน้ำฝนอย่างเดียว ผลผลิตข้าวที่ได้ ค่อนข้างต่ำ และปล่อยพื้นที่นาให้ว่างเปล่าหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว

ในกาลต่อมาได้น้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตในครอบครัว มีการบริหารจัดการระบบการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ประมง ได้อย่างเหมาะสม ชัดเจน ตามสภาพของพื้นที่ จัดสร้างศูนย์เรียนรู้การเกษตรรูปแบบไร่นาสวนผสมที่สามารถเป็นแบบอย่างในชุมชน มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและการบริหารจัดการกระบวนการผลิต แปรรูปการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเริ่มจากปี 2521 ได้ปรับสภาพพื้นที่ลุ่ม ที่ดอน ให้เหมาะสมกับการทำการเกษตร เน้นการปรับปรุงบำรุงดิน แต่ไม่ได้วางแผนผังฟาร์ม-แผนการผลิต ทำให้มีปัญหาเรื่องการตลาดและทำให้ขาดทุน

ปี 2536 เริ่มทำการเกษตรแบบผสมผสาน เพิ่มกิจกรรมให้มากขึ้น ขุดสระเก็บน้ำฝน ขณะเดียวกันก็ปรับปรุงบำรุงดินอย่างต่อเนื่อง

ปี 2546 ได้เกษียณอายุราชการก่อนกำหนด เพื่อมาประกอบอาชีพเกษตร ระหว่างนั้นมีผู้สนใจมาเยี่ยมชมที่แปลงตลอดเวลา

ปี 2551 มีแนวคิดจัดทำแปลงไร้นาสวนผสมใหม่ โดยปรับตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่ด้วยการวางแผนผังฟาร์ม จัดกิจกรรมการเกษตรตามสภาพความลาดชันสูงต่ำของพื้นที่ พร้อมจัดสุขลักษณะในฟาร์มให้สะดวกในกาบริหารจัดการและทำความสะอาด วางแผนการผลิต เน้นใช้ทรัพยากรที่ดิน แหล่งน้ำ ให้ทุกกิจกรรมมีการเกื้อกูลกันและกัน และทำการเกษตรแบบเกษตรอินทรีย์

สำหรับกิจกรรมใน 30 ไร่ประกอบด้วย

1. พื้นที่ 12 ไร่ทำนาปีละ 1 ครั้ง ทั้งนาดำและนาหว่าน ใช้ปุ๋ยน้ำหมักอินทรีย์ น้ำหมักพืชสมุนไพร ปุ๋ยหมัก การเลี้ยงปลาในนา การปลูกพืชหลังนาโดยไถกลบตอซังข้าวและปลูกพืชหมุนเวียน ถั่วลิสง มันสำปะหลัง ปอเทือ คันนารอบนอกปลูกไม้ใช้สอย ยูคาลิปตัส สะเดา

2.พื้นที่ 5 ไร่ ขุดสระ 3 สระ สำหรับใช้น้ำและเลี้ยงปลา ขอบสระปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์

พื้นที่ 12 ไร่ ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ ที่อยู่อาศัย ศาลาเรียนรูเบะฝึกอบรม และอื่นๆได้แก่ปลูกพืชไร่ พืชสวน พืชผัก ต่างๆนานาสารพัน

พื้นที่ 1 ไร่ กิจกรรม 1 ไร่แก้จน เป็นการทำเกษตรผสมผสานแบบประณีตหรือมีพื้นที่จำกัด ประกอบด้วยคอกเป็ด คอกหมูหลุม บ่อกบ บ่อปลาดุก เรือนเพาะชำ ปลูกมะนาว พร้อมกับปลูกพืชแซมระหว่างแถวและปลูกกล้วยน้ำว้าขอบคันแปลง

สำหรับการผลิตและการตลาด มีการวางแผนการผลิตตามความต้องการของตลาด ผลผลิตที่ได้นำไปบริโภคในครัวเรือน จำหน่ายโดยตรงที่ฟาร์ม ที่ตลาดนัด หรือทางโทรศัพท์ มีการเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วยกาแปรรูปมะนาวดอง ไข่เค็ม สำหรับรายได้หลักคือ ขายมะนาวและกิ่งพันธุ์มะนาว มีการทำบัญชีครัวเรือน บัญชีฟาร์มอย่างต่อเนื่อง

นายหนูทัศน์ คำแพง ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ 209 หมู่ที่ 4 บ้านสำราญ ต.อาจสามารถ อ.อาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนเมืองร้อยเอ็ด ลาออกมาทำการเกษตรโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง มุ่งมั่นจนพลิกฟื้นผืนดินปลูกข้าวหอมมะลิส่งเข้าประกวดคว้ารางวัลมามากมาย จนได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพไร่นาสวนผสม ในพืนที่ไร่นาสวนผสมของนายหนูทัศน์ เป็นแหล่งเรียนรู้ และเป็นศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีประจำตำบลของอำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด ในแต่ละวัน/ สัปดาห์จะมีหน่วยงาน หรือสถานศึกษา นำนักเรียนมาศึกษาดูงานในไร่…ผู้สนใจสามารถไปเยี่ยมชมได้ นับเป็นตัวอย่างที่ดีอีกตัวอย่างหนึ่งของเกษตรกร.

ขนทัพสินค้าโอทอปทั่วประเทศ ลดล้างสต๊อกครั้งยิ่งใหญ่ – หลากเรื่องราว

Published มิถุนายน 8, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันพุธ 28 พฤษภาคม 2557 เวลา 00:00 น.

เป็นประจำทุกปีที่กรมการพัฒนาชุมชนจะจัดงานมหกรรมจำหน่ายสินค้าโอทอป เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่สินค้าโอทอป   สร้างงาน สร้างรายได้ ตลอดจนต้องการให้ผลิตภัณฑ์โอทอปเป็นที่ยอมรับในวงกว้างทั้งในประเทศและระดับสากล ขณะเดียวกันยังเป็นการสืบ  สานภูมิปัญญาไทยให้คงไว้ รวมทั้ง    เพื่อเป็นการกระตุ้นการบริโภคของประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศในสถานการณ์การเมืองที่ไม่ปกติอยู่ในขณะนี้อีกทางหนึ่งด้วย

สำหรับปีนี้ กรมการพัฒนาชุมชน (พช.) เจ้าเก่าก็ไม่ทำขาช้อปเหล่าแม่บ้านทั้งหลายต้องผิดหวัง ระหว่างวันที่ 26 พ.ค.-1 มิ.ย. กระทรวงมหาดไทยได้มอบหมายให้กรมการพัฒนาชุมชนจัดงาน “อลังการงานช้อป OTOP Midyear 2014 ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ตั้งแต่เวลา 10.00–21.00 น. ณ อิมแพ็คเมืองทองธานี ฮอลล์ 1-8 แบบชนิดที่เรียกว่า เอาใจขาช้อปสวนกระแสการเมืองแบบสุด ๆ โดยขนสุดยอดสินค้าโอทอป มาลดล้างสต๊อกครั้งใหญ่ กระตุ้นเศรษฐกิจช่วงกลางปี ตั้งเป้ามีเงินสะพัดไม่ต่ำกว่าพันล้านบาทกันเลยทีเดียว

นายขวัญชัย วงศ์นิติกร อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่าในปีนี้ทางกรมการพัฒนาชุมชนได้กำหนดให้มีการจัดงาน OTOP Midyear 2014 ภายใต้แนวคิด ’มหกรรมแห่งภูมิปัญญา คัดสรรมาจากทั่วไทย ถูกใจนักช้อป” โดยกิจกรรมที่เป็นไฮไลต์สำคัญของงาน “OTOP Midyear 2014 มหกรรมแห่งการชอปปิง” จะตอบโจทย์ผู้บริโภคในด้านการส่งเสริมการบริโภคของประชาชนให้มากขึ้น ทางกรมการพัฒนาชุมชนจึงได้รวบรวมสินค้าโอทอปที่มีคุณภาพและราคาถูกจากทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ภายในงานเพื่อตอบสนองผู้บริโภคในทุกกลุ่ม ทุกเพศและทุกวัย เช่น OTOP Outlet ซึ่งเป็นการลดราคาล้างสต๊อกครั้งยิ่งใหญ่ของสินค้าโอทอป คุณภาพจากทั้ง 77 จังหวัด โดยไม่ต้องรอรอบขาย ไม่ต้องใช้คูปองส่วนลดแบบไม่มีการขนกลับ

ช่วงสัญญาณรับโชค (Lucky Sirens) ที่ผู้เข้าชมงานสามารถซื้อสินค้าได้ในราคาพิเศษทันที  รวมถึงร่วมลุ้นกับถุงชอปปิงเสี่ยงดวง (Lucky Shopping Bag) เพียง 300 บาท กับที่คุณต้องมาลุ้นกันเองว่า จะได้รับสินค้าโอทอปสุดพิเศษเป็นอะไรกลับบ้าน แต่รับรองว่าคุ้มค่า เกินราคาทุกถุง กิจกรรมนาทีทอง ที่จะเป็นการขายแบบลดกระหน่ำ ทั้งขายปลีก ขายส่ง บูธจำหน่ายสินค้า ทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ผ้า และเครื่องแต่งกาย ผลิตภัณฑ์ของใช้ ของประดับตกแต่ง และของที่ระลึกและผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร

นายขวัญชัย กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาภูมิปัญญา และต่อยอดสินค้าโอทอปในเชิงพาณิชย์ให้มากขึ้น   เช่น สนามเด็กเล่น (OTOP Kids Dream) โซนสำหรับเด็กใจกลางงานโอทอป ชวนชิม สุดยอด อาหารอร่อย  ตลาดนัดโอทอป ภูมิปัญญา ราคายิ้มได้ (OTOP Smile) ที่เป็นกลุ่มสินค้าแห่งความคุ้มค่า คุ้มราคาสามารถจับจ่ายใช้สอยได้ในราคาไม่แพง ซึ่งเป็นตลาดสินค้าโอทอป 1 ดาว และ 2 ดาว เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการขนาดเล็ก มีช่องทางการจัดจำหน่าย สามารถต่อยอด และพัฒนาสินค้าของตนให้ก้าวขึ้นต่อไปได้ในอนาคต ทั้งนี้ กรมการพัฒนาชุมชนคาดว่าตลอด 7 วันของการจัดงานจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ไม่ต่ำกว่าพันล้านบาท

แล้วเจอกันในงาน “อลังการงานช้อป OTOP Midyear 2014 ณ อิมแพ็คเมืองทองธานี ฮอลล์ 1-8 ระหว่างวันที่ 26 พ.ค.-1 มิ.ย. นี้.

นำสองพลังงานสะอาด มาอบผลผลิตทางเกษตร – หลากเรื่องราว

Published พฤษภาคม 18, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันพุธ 23 เมษายน 2557 เวลา 00:00 น.

กลุ่มนักศึกษาจากคณะวิศวกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี นำพลังงานจากแสงอาทิตย์มาใช้ประโยชน์ ด้วยการนำเอาความร้อนไปใช้สำหรับ ตู้อบผลผลิตทางการเกษตร ได้ผลจนเป็นที่น่าพอใจ ทั้งนี้นอกจากพลังงานแสงอาทิตย์แล้ว นักศึกษากลุ่มนี้ยังดึงเอาพลังงานทางชีวภาพ ซึ่งก็คือ แก๊สชีวภาพ ที่ผลิตเองจากเศษอาหารของเหลือทิ้งมาประสานกันเป็นพลังงานสำรองสำหรับตู้อบในยามที่บางวันแสงอาทิตย์อาจจะมีไม่พอ ทำให้สามารถอบผลิตผลทางการเกษตรได้อย่างต่อเนื่องไม่ต้องหยุดชะงักแม้วันที่แดดไม่ออกก็ตาม

สิ่งประดิษฐ์นี้ เป็นผลงานร่วมของ  นายชัยวุฒิ ล่าบ้านหลวง, นายคมสัน เครืองเนียม, นางสาวประภัสสร สำเภาทอง, นายทวีศักดิ์ อรชร, นายจักรินทร์ นับพิมาย, นายปริวรรต เรืองฤทธิ์ และ ดร.เกียรติศักดิ์    แสงประดิษฐ์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาตลอดโครงการ

โครงการนี้ได้รับการเปิดเผยจากเจ้าของผลงานว่า สำหรับโครงการประยุกต์ใช้แก๊สชีวภาพกับพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับตู้อบผลผลิตทางการเกษตรนี้ พวกตนได้แรงบันดาลใจมาจากการศึกษาแล้วพบว่าในอดีตเกษตรกรส่วนใหญ่นิยมใช้การตากแดด ทำแห้งผลผลิตทางการเกษตร เพื่อเป็นการถนอมอาหาร หรือ เก็บรักษาคุณภาพของผลผลิตการเกษตร ในการทำแห้งผลผลิตทางเกษตรด้วยวิธีตากแดดนั้นจะใช้เวลานานและจะไม่สามารถทำได้เมื่อปริมาณแดดมีจำนวนน้อย หรือ ฝนตก ฉะนั้นทำการตากแห้งผลผลิต   ไม่เป็นไปตามต้องการ และการตากแบบเดิมนั้นยังทำให้เกิดการปนเปื้อนของฝุ่นละอองและอาจจะเกิดเชื้อราในผลิตภัณฑ์ทางด้านการเกษตรได้อีกด้วย ในปัจจุบันแม้ว่าจะมีการพัฒนาสร้างเครื่องอบแห้งขึ้นมาหลายรูปแบบ เช่น การอบโดยใช้น้ำมัน แก๊สหุงต้ม ไฟฟ้า ซึ่งวิธีการดังกล่าวนั้นมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก และใช้พลังงานค่อนข้างสูงอีกด้วย รวมไปถึงส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ดังนั้นพวกตนจึงมีแนวคิดที่จะใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์และแก๊สชีวภาพ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ เนื่องจากพลังงานดังกล่าวเป็นพลังงานสะอาด ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ได้ฟรีจากธรรมชาติ ซึ่งสามารถใช้เป็นพลังงานทางเลือกได้ สิ่งสำคัญคือการสร้างจิตสำนึกในการนำพลังงานสะอาดมาใช้แทนพลังงานสิ้นเปลือง ที่นับวันยิ่งเหลือน้อยลงไปทุกที

สำหรับเครื่องอบที่ประดิษฐ์ขึ้นจนสำเร็จนี้ ประกอบด้วย 3 ส่วนใหญ่ด้วยกัน คือ ส่วนที่ 1 ชุดรวบรวมแสง  (Solar Collector) เป็นการผลิตลมร้อนจากพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อนำลมร้อนไปใช้อบผลผลิตการเกษตรในตู้อบ ส่วนที่ 2 ชุดผลิตแก๊สชีวภาพ (Bio Gas System) เพื่อนำแก๊สชีวภาพมาใช้ในกรณีที่ลมร้อนจากพลังงานแสงอาทิตย์มีอุณหภูมิต่ำหรือใช้ในกรณีที่มีฝน ส่วนที่ 3 ตู้อบ (Dryer) โดยตู้อบจะมีชุดควบคุม เพื่อควบคุมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์และแก๊สชีวภาพให้อุณหภูมิอยู่ในระดับที่สามารถอบผลผลิตการเกษตรได้

หลักการทำงาน คือ ตู้อบจะใช้พลังงานหลักในการอบจากพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์โดยคิดเป็น 90% และจะใช้พลังงานความร้อนจากการเผาไหม้ของแก๊สชีวภาพ      10% ในกรณีที่แสงแดดไม่เพียงพอ และจะใช้พลังงานความร้อนจากการเผาไหม้ของแก๊สชีวภาพ 100% ในกรณีที่ฝนตกตลอดทั้งวันในการผลิตลมร้อนจากพลังงานจากแสงอาทิตย์นั้นจะใช้หลักการของพาราโบลา ในการรวมแสง โดยที่แผงรับรังสีของความร้อนแบบพาราโบลาสามารถปรับระดับได้ตั้งแต่ 1–50 องศา เพื่อนำลมร้อนที่ได้จากการรวบรวมความร้อนของชุดรวบรวมความร้อนแบบพาราโบลาผ่านท่อนำความร้อน ไปใช้ในตู้อบซึ่งสามารถผลิตลมร้อนได้ถึง 80 องศาเซลเซียส ในช่วงเวลาแดดร้อนจัด ตู้อบจะนำลมร้อนที่ได้มาใช้ในการอบแห้ง โดยจะตั้งอุณหภูมิในการอบที่ 60 องศาเซลเซียส จะมีระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติเพื่อควบคุมอุณหภูมิภายในตู้อบไม่ให้ต่ำกว่า 60 องศาเซลเซียส ถ้าอุณหภูมิภายในที่ได้จากแสงอาทิตย์ในตู้อบต่ำกว่า 60 องศาเซลเซียส ระบบควบคุมจะสั่งให้จ่ายแก๊สชีวภาพอัตโนมัติมาเผาท่อนำความร้อนเพื่อเพิ่มอุณหภูมิ แล้วนำลมร้อนที่ได้เข้าสู่ตู้อบจนอุณหภูมิภายในตู้อบมีอุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส และระบบควบคุมก็จะสั่งให้หยุดจ่ายแก๊สชีวภาพอย่างอัตโนมัติเมื่ออุณหภูมิถึงดังกล่าว

จากการทดลองเมื่อเปรียบเทียบการใช้งานระหว่างการใช้ตู้อบที่ประยุกต์ใช้แก๊สชีวภาพกับพลังงานแสงอาทิตย์กับการตากแดด ผลที่ได้คือ การอบแห้งใบมะกรูดโดยใช้ตู้อบสามารถลดความชื้นของใบมะกรูดจาก 61% เหลือเพียง 11% โดยน้ำหนัก ในเวลาการอบ 5 ชั่วโมง โดยใบมะกรูดที่นำไปตากแดดนั้นจะไม่สามารถลดความชื้นได้ถึง 11% โดยน้ำหนักภายใน 1 วัน ซึ่งนับว่าเป็นที่น่าพอใจ เป็นการใช้ประโยชน์จากพลังงานตามธรรมชาติอย่างเต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสามารถทุ่นพลังงานและเวลาสำหรับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี.

จับตา…ไทยรักษาแชมป์ …ผู้นำยางพาราโลก – หลากเรื่องราว

Published เมษายน 14, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันพุธ 26 มีนาคม 2557 เวลา 00:00 น.

สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ได้วางยุทธศาสตร์ที่จะรักษาความเป็นผู้นำยางพาราของโลกให้ได้ต่อไป แม้ราคายางพาราจะตกต่ำในช่วงนี้ แต่ถ้าเทียบกับพืชไร่อื่น ๆ แล้ว ยางพารายังเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีอนาคต เพียงแต่เกษตรกรจะต้องลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตให้ได้ ซึ่งในปัจจุบันผลผลิตยางพาราของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 274 กิโลกรัมต่อไร่

 

นายประสิทธิ์ หมีดเส็น รองผู้อำนวยการ สกย. รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการ สกย. เปิดเผยว่า โดยในปีนี้ตั้งเป้าจะเพิ่มผลผลิตน้ำยางให้ได้อีก 4 กิโลกรัม เป็น 278 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี และมีเป้าหมายสูงสุดที่ตามแผนวิสาหกิจคือเฉลี่ย 300 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปีในปี 2559  ซึ่งอาจจะยาก แต่ก็สามารถทำได้ เพราะขณะนี้ยางพาราในพื้นที่ภาคใต้สามารถทำได้เฉลี่ยประมาณ 280 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปีแล้ว สวนยางพาราบางแห่งผลผลิตทะลุ 300 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปีไปแล้วก็มี

 

นอกจากนี้หากเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็น มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม จีน ลาว เมียนมาร์ กัมพูชา ยางพาราของไทยยังให้ผลผลิตสูงกว่า จะมีต่ำกว่าเฉพาะประเทศอินเดียเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากระยะเวลาการกรีดต่อปีนั้นไทยมีระยะเวลาการกรีดที่ยาวนานกว่า

 

ดังนั้นการแข่งขันในเรื่องผลผลิตยางต่อไร่ต่อปีของไทย สามารถสู้กับต่างประเทศได้ไม่มีปัญหา  และในอนาคตหากสามารถเพิ่มผลผลิตได้ตามแผนวิสาหกิจแล้ว ยิ่งไม่น่ากังวลในเรื่องผลผลิต แต่สิ่งที่จะต้องดำเนินการควบคู่ไปด้วยก็คือ การลดต้นทุนการผลิต เพราะไทยจะเสียเปรียบในเรื่องค่าแรงที่สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่ปลูกยางพารายกเว้น มาเลเซีย

 

’แม้ผลผลิตเราจะสูง แต่ต้นทุนการผลิตเราไม่ลดลง ศักยภาพการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านเราก็ด้อยลงด้วย ดังนั้น สกย.นอกจากจะมีแผนเพิ่มผลผลิตแล้ว ยังมีแผนลดต้นทุนการผลิตให้สามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย“ รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการ สกย. กล่าว

 

ในการเพิ่มผลผลิตตัวแปรสำคัญที่มีผลมากที่สุดก็คือ พันธุ์ยางพารา ซึ่งในปัจจุบัน สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร ได้แนะนำพันธุ์ 251 ให้เกษตรกรนำไปปลูก มีลักษณะเด่น คือ เจริญเติบโตก่อนเปิดกรีดดีและระหว่างเปิดกรีดเจริญเติบโตปานกลาง มีความสม่ำเสมอของขนาดลำต้นทั้งแปลงดี ทำให้มีจำนวนต้นเปิดกรีดมาก ที่สำคัญยังให้ผลผลิตเนื้อยางแห้งสูงมาก ในพื้นที่ปลูกยางเดิมให้ผลผลิต 10 ปีกรีด เฉลี่ย 462 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี และพื้นที่ปลูกยางใหม่ให้ผลผลิต 8 ปีกรีด เฉลี่ย 343 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี  แต่ไม่เหมาะกับการปลูกในพื้นที่สูงบนเขา

 

ส่วนอีกพันธุ์คือ พันธุ์ RRIM 600 แม้จะให้ผลผลิตต่ำกว่าพันธุ์ 251 แต่สามารถปลูกในที่ลาดชันได้ โดยในพื้นที่ปลูกยางเดิมจะให้ผลผลิต 10 ปีกรีด เฉลี่ย 297 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี ส่วนพื้นที่ปลูกยางใหม่ให้ผลผลิต 9 ปีกรีด เฉลี่ย 240 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี

 

อย่างไรก็ตาม การเกิดขึ้นของ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี ) ในปี 2558 จะทำให้ไทยสามารถนำพันธุ์ยางของมาเลเซียที่ให้ผลผลิตสูงมาปลูกได้ แต่ก็คงจะปลูกในพื้นที่ใหม่ได้ไม่มากนัก เพราะโครงการปลูกยางล้านไร่ในพื้นที่ปลูกยางใหม่ที่รัฐบาลส่งเสริมนั้นได้สิ้นสุดโครงการแล้ว  การที่จะโค่นสวนยางเก่าเพื่อมาปลูกยางพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตสูงนั้นจึงต้องใช้ระยะเวลา  ซึ่งปกติในแต่ละปี สกย.ได้ตั้งเป้าที่จะโค่นสวนยางเก่าที่มีอายุประมาณ 25 ปี และยางที่ปลูกในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมประมาณปีละ 300,000 ไร่อยู่แล้ว หากเกษตรกรต้องการปลูกยางใหม่ก็จะแนะนำให้เกษตรกรใช้พันธุ์ยางที่ให้ผลผลิตสูง โดยเกษตรกรจะได้รับเงินสงเคราะห์ 16,000 บาทต่อไร่  ดังนั้น การเพิ่มผลผลิตยางจะให้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดคงเป็นไปไม่ได้ ต้องค่อยเป็นค่อยไป

 

อีกตัวแปรหนึ่งที่จะเพิ่มผลผลิตได้ก็คือ การดูแล บำรุงรักษา ให้ถูกต้องตามที่ สกย.แนะนำว่า ใส่ปุ๋ยถูกหรือไม่ กรีดยางก่อนกำหนดหรือไม่ และกรีดยางถูกวิธีหรือไม่ รวมทั้งปลูกในพื้นที่ที่เหมาะสมหรือไม่ โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มไม่ควรปลูกอย่างยิ่ง เช่น ในพื้นที่ลุ่มของจังหวัดพัทลุง นครศรีธรรมราช เป็นต้น ซึ่ง สกย.แนะนำให้โค่นทิ้งแล้วไปปลูกปาล์มน้ำมันจะให้ผลคุ้มค่ากว่า รวมทั้งยังได้รับเงินสงเคราะห์จาก สกย.ถึงไร่ละ 26,000 บาท อีกด้วย

 

ดังนั้นหากเกษตรกรชาวสวนยางของไทย ใช้พันธุ์ยางที่ให้ผลผลิตสูง ดูแลบำรุงรักษาที่ถูกต้อง และปลูกในพื้นที่ที่เหมาะสมแล้ว ผลผลิตก็จะสูงขึ้นและต้นทุนการผลิตก็จะลดลงสามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างแน่นอน

 

นอกจากนี้การพัฒนาเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร เป็นอีกปัจจัยที่จะทำให้เกษตรกรชาวสวนยางของไทยมีความเข้มแข็ง และสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้

 

เป็นที่ทราบกันดีว่า ประเทศเพื่อนบ้านที่ปลูกยางพารา แม้ผลผลิตยางเฉลี่ยจะต่ำกว่าไทยบ้าง แต่เกษตรกรที่ปลูกยางส่วนใหญ่จะเป็นนักธุรกิจ หรือไม่ก็เป็นกิจการของรัฐ มีพื้นที่ปลูกไม่ต่ำกว่า 1,000 ไร่ต่อราย จึงมีความเข้มแข็ง สามารถบริหารจัดการเพิ่มมูลค่า และลดต้นทุนการผลิตได้ง่าย ใช้เวลาไม่มากนัก ในขณะที่เกษตรกรชาวสวนยางของไทยส่วนใหญ่เป็นรายย่อยปลูกประมาณครอบครัวละ 10-20 ไร่เท่านั้น ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงอำนาจในการต่อรองต่ำ การแข่งขันกับเพื่อนบ้านอาจจะสู้ไม่ได้

 

ดังนั้น สกย.จึงได้วางยุทธศาสตร์ในการพัฒนาเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร โดยการจัดตั้งเป็นกลุ่ม เพื่อสร้างความเข้มแข็ง เพิ่มอำนาจในการต่อรอง และลดต้นทุนการผลิต

 

’สมมุติว่า ในชุมชนทุกคนผลิตยางแผ่น ต้นทุนก็จะสูงเพราะทุก ๆ คน ต้องลงทุนสร้างโรงงานผลิตยางแผ่น แต่ถ้ารวมกลุ่มกันสร้างแค่ 1 แห่ง ต้นทุนก็ถูกลง คุณภาพก็เหมือนกันทั้งชุมชน เช่นเดียวกับโรงงานผลิตยางแท่ง หรือ น้ำยางข้น ก็สามารถทำได้ในลักษณะเดียวกัน แต่ทั้งนี้จะต้องมีความสามัคคี มีการบริหารจัดการที่เป็นระบบยุติธรรม โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ ซึ่ง สกย.มุ่งหวังที่จะผลักดันกลุ่มที่จัดตั้งขึ้นให้เป็นนิติบุคคล เพราะจะสามารถทำธุรกรรมต่าง ๆ และเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ โดยมีสมาชิกชาวสวนยางในแต่ละชุมชนเป็นผู้ถือหุ้น ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่สูงขึ้น มีความมั่นคงในอาชีพ แม้ราคายางไม่ตกต่ำอย่างเช่นในปัจจุบันก็ตาม“ นายประสิทธิ์ กล่าว

 

สำหรับการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางขณะนี้ตั้งไปแล้วประมาณ 3,000 กลุ่มกระจายทั่วประเทศ แต่ส่วนใหญ่ยังไม่ได้จัดตั้งเป็นนิติบุคคล

 

จะเห็นได้ว่า ข้อเสียเปรียบของยางพาราของไทย สามารถที่จะแก้ไขหรือบรรเทาได้ ในขณะเดียวกันไทยมีข้อได้เปรียบมากมาย เช่น มีลักษณะภูมิอากาศ และภูมิประเทศที่เหมาะสม ไม่อยู่ในเขตมรสุม ต่างจากคู่แข่งอย่างเช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม กัมพูชา หรือแม้กระทั่งลาว จะมีระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวกรีดยางน้อยกว่าไทยมาก เพราะต้องเจอมรสุม หรือฝนตกหนักเป็นระยะเวลาหลายเดือน นอกจากนี้ไทยยังมีระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน การขนส่งค่อนข้างดี

 

“แม้ เออีซี จะเกิดขึ้นในปี 2558 หากเกษตรกรชาวสวนยางพาราไทยมีความสามัคคี ใช้ยางพันธุ์ดี มีเทคโนโลยีที่เหมาะสม และสามารถรวมกลุ่มกันได้แล้ว ผมมั่นใจว่า ไทยก็ยังจะเป็นผู้นำในการผลิตยางพาราของโลกต่อไปได้อย่างแน่นอน” รองผู้อำนวยการ สกย. รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการ สกย. กล่าวด้วยความมั่นใจ…

ต้นแบบสวนครัวยุคใหม่…ปลูกผักเลี้ยงปลา – หลากเรื่องราว

Published กุมภาพันธ์ 21, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันพุธ 19 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 00:00 น.

  • ?ต้นแบบสวนครัวยุคใหม่...ปลูกผักเลี้ยงปลา - หลากเรื่องราว?
  • ?ต้นแบบสวนครัวยุคใหม่...ปลูกผักเลี้ยงปลา - หลากเรื่องราว?
  • ?ต้นแบบสวนครัวยุคใหม่...ปลูกผักเลี้ยงปลา - หลากเรื่องราว?
  • ?ต้นแบบสวนครัวยุคใหม่...ปลูกผักเลี้ยงปลา - หลากเรื่องราว?
  • ?ต้นแบบสวนครัวยุคใหม่...ปลูกผักเลี้ยงปลา - หลากเรื่องราว?

การอบรมครั้งนี้เป็นผลงานของ โครง การวิจัย ’การพัฒนาระบบปลูกผักร่วมกับการเลี้ยงปลาเพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารในระดับครัวเรือน“

วันพุธ 19 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 00:00 น.

รศ.ดร.จันทร์จรัส เรี่ยวเดชะ รองผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ด้านการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ และผู้อำนวยการฝ่ายเกษตร เป็นประธานเปิดการอบรม “สวนครัวยุคใหม่ : ปลูกผักร่วมกับการเลี้ยงปลา” ซึ่งเป็นนวัตกรรมล่าสุดในงานวันเกษตรภาคอีสานประจำปี 2557 ณ หมวดพืชผัก สาขาพืชสวน ภาควิชาพืชศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยมี รศ.ดร.กมล เลิศรัตน์ เป็นหัวหน้าโครงการ ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยโดย สกว.

การอบรมครั้งนี้เป็นผลงานของ โครง การวิจัย ’การพัฒนาระบบปลูกผักร่วมกับการเลี้ยงปลาเพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารในระดับครัวเรือน“ ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ช่วยสร้างความอยู่เย็นเป็นสุขให้คนไทยและสังคมไทยอย่างยั่งยืน สนับสนุนการส่งเสริมสุขภาพตามแนวทาง 3 อ. ประกอบด้วย อาหาร อารมณ์ และออกกำลังกาย เพื่อให้เหมาะสำหรับสังคมไทยที่เข้าสู่ยุคผู้สูงอายุ โดยใช้หลักการ 3 ไม่ 3 น้อย คือ ไม่ใช้ดิน ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีสังเคราะห์ และไม่ใช้ยาฆ่าแมลง รวมถึงใช้น้ำน้อย ใช้แรงงานน้อย และใช้เวลาดูแลรักษาน้อย

ผลงานสวนครัวยุคใหม่นี้ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ปลูกผักอย่างน้อย 40 ชนิด และเลี้ยงปลาอย่างน้อย 7 ชนิด ซึ่งทำงานเกื้อกูลกัน จุลินทรีย์ในน้ำและรากผักจะเปลี่ยนของเสียจากปลาเป็นสารอาหารอินทรีย์สำหรับผักและบำบัดน้ำให้เหมาะกับการเลี้ยงปลา ทำงานแบบหมุนเวียน ประหยัดน้ำ-ไม่ต้องเปลี่ยนน้ำเลี้ยงปลา ไม่ต้องตักน้ำรดพืชและไม่สูญเสียน้ำไปจากการไหลซึมลงดิน ทั้งนี้ นวัตกรรมดังกล่าวเป็นระบบปิดที่ถูกออกแบบมาให้ทำงานแบบกึ่งอัตโนมัติ ประหยัดพื้นที่ ดูแลรักษาง่าย ทำงานได้สะดวก ประหยัดน้ำได้ถึงร้อยละ 80-90 ใช้แรงงานน้อย ไม่ต้องเสียเวลารดน้ำผัก ประหยัดพลังงาน ไม่ใช้ดิน ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีฆ่าแมลง สามารถนำไปใช้ได้ในทุกพื้นที่ เหมาะสำหรับปลูกผักที่ใช้ประกอบอาหารในชีวิตประจำวัน เน้นชนิดที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ไม่ต้องเก็บในตู้เย็นทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายและลดการสูญเสียจากการซื้อในปริมาณมากกว่าที่ใช้

ประโยชน์ของสวนครัวยุคใหม่นี้จะ ช่วยสร้างความอยู่เย็นเป็นสุขให้สังคมไทยอย่างยั่งยืน ผ่านการสร้างความมั่นคงด้านอาหารในระดับครัวเรือนทั้ง 5 ด้าน คือ เข้าถึง เพียงพอ ปลอดภัย ประโยชน์ต่อสุขภาพ และความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังใช้เป็นสถานที่สำหรับทำกิจกรรมร่วมกันของผู้เกี่ยวข้อง ทั้งในระดับครัวเรือน ชุมชนหรือสถานศึกษา เพื่อพึ่งพาตนเองในการผลิตอาหารที่ดีต่อสุขภาพและใช้เป็นที่เรียนรู้ทางวิชาการในสาขาต่าง ๆ เช่น ชีววิทยา เคมี คณิตศาสตร์ เป็นต้น รวมทั้งเป็นกิจกรรมที่สนับสนุนการส่งเสริมสุขภาพตามแนวทาง 3 อ. โดยได้อาหารปลอดภัยจากผักและจากปลา มีอารมณ์ดี และได้ออกกำลังกายที่เป็นผลมาจากทำกิจกรรมดูแลรักษา โดยเฉพาะการติดตามดูการเจริญเติบโตและความสวยงามของผักและปลา ที่เป็นการทำงานร่วมกับการพักผ่อนคลายความเครียด

ทั้งนี้การทำสวนครัวยุคใหม่โดยวิธีการปลูกผักร่วมกับการเลี้ยงปลา เรียกว่า “อะควาโพนิค” เป็นวิธีการผลิตแบบยั่งยืนที่ผสมผสานการผลิตอาหาร 2 รูปแบบเข้าด้วยกัน คือ การเลี้ยงปลาและการปลูกพืชแบบไร้ดินที่มีธาตุอาหารและน้ำจากการเลี้ยงปลาอย่างหมุนเวียนเพื่อปลูกผักปลอดภัย ปัจจุบันมีการใช้อะควาโพนิคผลิตผักสำหรับบริโภคในครัวเรือนและเป็นการค้าในหลายประเทศ ได้แก่ สหรัฐ อเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย อังกฤษ และเยอรมนี จากการใช้น้ำแบบหมุนเวียนระหว่างถังเลี้ยงปลากับภาชนะปลูกผัก น้ำที่ได้จากภาชนะหรือถังเลี้ยงปลาที่ประกอบด้วยของเสียที่ขับออกจากปลา ได้แก่ แอมโมเนีย ขี้ปลา และเศษอาหาร ซึ่งเป็นส่วนประกอบของธาตุอาหารพืชละลายอยู่ในน้ำ จะไหลไปสู่กระบะปลูกผักที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องกรองน้ำแบบชีวภาพด้วยกระบวนการไนตริฟิเคชั่น โดยอาศัยแบคทีเรียที่มีอยู่บริเวณวัสดุปลูกผัก คือ หิน กรวด ทราย และรากผัก เปลี่ยนธาตุอาหารจากรูปที่ผักใช้ประโยชน์ไม่ได้ไปเป็นธาตุอาหารที่พืชใช้ประโยชน์ได้

“จากแนวคิดอะควาโพนิคต้นแบบของสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย นักวิจัยได้นำมาประยุกต์ให้เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทยที่มีการบริโภคผักและปลาหลากหลายชนิด โดยสวนครัวยุคใหม่ที่พัฒนาขึ้นเลี้ยงปลาได้ 1 กิโลกรัม ใช้น้ำ 50 ลิตร ปลูกผักได้ 1 ตารางเมตร ใช้พื้นที่อย่างน้อย 15-22 ตารางเมตร และมีต้นทุนรวมค่าแรงประมาณ 8,500 บาท แต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องมีแสงแดดอย่างน้อยครึ่งวัน ปัญหาขณะนี้คือ กระถางที่ใช้ต้องนำมาประยุกต์เพื่อเจาะรูและต่อกับท่อน้ำต้องมีลักษณะเฉพาะ จึงได้ประสานกับผู้ประกอบการที่สวรรคโลกเพื่อผลิตกระถางให้ ทั้งนี้ในอนาคตจะออกแบบเพิ่มเติมให้ผู้มีพื้นที่อยู่อาศัยน้อย อาทิ หอพัก คอนโดมิเนียม สามารถทำสวนครัวยุคใหม่ในลักษณะนี้ได้เช่นเดียวกับในประเทศญี่ปุ่น สำหรับภูมิภาคอาเซียนไทยเป็นประเทศที่สองที่นำอะควาโพนิคมาใช้ ประเทศแรกคือมาเลเซีย” รศ.ดร.กมล กล่าว

สำหรับผู้สนใจสวนครัวยุคใหม่ดังกล่าว สามารถติดต่อขอรายละเอียดได้ที่ คุณเชาวลิต สีลาดเลา ผู้ดูแลอะควาโพนิค ม.ขอนแก่น โทร. 0-4320-2222-9 ต่อ 11381, 0-4320-2696 หรือ เฟซบุ๊ก/Kku Aquaponics และ http://www.youtube.com/watch?v=j-tU2JhUbs0

ปิดอ่าวไทยช่วงปลาวางไข่ 3 เดือน – หลากเรื่องราว

Published กุมภาพันธ์ 18, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันพุธ 12 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 00:00 น.

  • ?ปิดอ่าวไทยช่วงปลาวางไข่ 3 เดือน - หลากเรื่องราว?
  • ?ปิดอ่าวไทยช่วงปลาวางไข่ 3 เดือน - หลากเรื่องราว?
  • ?ปิดอ่าวไทยช่วงปลาวางไข่ 3 เดือน - หลากเรื่องราว?

เป็นประจำทุกปีที่ กรมประมง ประกาศปิดอ่าวไทยเป็นระยะเวลา 3 เดือนในช่วงระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์–15 พฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงฤดูปลาที่มีไข่ วางไข่ และเลี้ยงตัวในวัยอ่อนในฝั่งทะเลอ่าวไทย

วันพุธ 12 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 00:00 น.

 เป็นประจำทุกปีที่ กรมประมง ประกาศปิดอ่าวไทยเป็นระยะเวลา 3 เดือนในช่วงระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์–15 พฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงฤดูปลาที่มีไข่ วางไข่ และเลี้ยงตัวในวัยอ่อนในฝั่งทะเลอ่าวไทย เพื่อเปิดโอกาสให้สัตว์น้ำได้แพร่ขยายพันธุ์ตามฤดูกาล พร้อมขอความร่วมมือชาวประมงปฏิบัติตามกฎหมาย โดยปีนี้จะมีการทำพิธีปล่อยขบวนเรือตรวจประมงทะเลออกปฏิบัติการ ภายใต้ประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 57 นี้ ณ บริเวณท่าเทียบเรือเทศบาลปากน้ำชุมพร ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวกรมประมงจะประกาศห้ามให้ชาวประมงใช้เครื่องมือทำการประมงบางชนิดทำประมงในช่วงเวลาดังกล่าว ในพื้นที่จับสัตว์น้ำบางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานีอย่างเด็ดขาด หากพบการกระทำผิดจะดำเนินการจับกุมทันทีไม่มีการผ่อนผันใด ๆ ทั้งสิ้น

นายนิวัติ สุธีมีชัยกุล อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำนั้น ครอบคลุมพื้นที่ทำการประมงประมาณ 26,400 ตารางกิโลเมตร ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี โดยกำหนดห้ามใช้เครื่องมือทำการประมงบางชนิด ที่อาจส่งผลต่อการขยายพันธุ์ของพ่อแม่พันธุ์และสัตว์น้ำวัยอ่อนในท้องทะเลอ่าวไทย โดยเครื่องมือทำการประมงที่ห้ามจำนวน 6 ประเภท คือ

1. เครื่องมืออวนลากทุกชนิดที่ใช้ประกอบกับเรือกล ยกเว้นเครื่องมืออวนลากที่ใช้ประกอบกับเรือกลลำเดียวที่ความยาวเรือไม่เกิน 16 เมตร ให้ทำการประมงได้เฉพาะในเวลากลางคืน

2. เครื่องมืออวนติดตาที่ใช้ประกอบกับเรือกลทำการประมงด้วยวิธีล้อมติดปลาทู หรือด้วยวิธีอื่นใดที่คล้ายคลึงกัน

3. เครื่องมืออวนติดตาทุกชนิดที่ใช้ประกอบกับเรือกลทำการประมง ยกเว้น ก. เครื่องมืออวนติดตาที่ใช้ประกอบกับเรือกลที่วางเครื่องกลางลำไม่มีเก๋ง (หลังคา) ขนาดความยาวเรือไม่เกิน 14 เมตร หรือการใช้เครื่องมืออวนติดตาที่ใช้ประกอบกับเรือยนต์เพลาใบจักรยาว ข. เครื่องมืออวนติดตาที่ใช้ประกอบกับเรือกลและเครื่องมือกว้าน ช่วยในการทำการประมงโดยใช้อวนที่มีขนาดความลึกอวนไม่เกิน 70 ช่องตาอวน ความยาวอวนตั้งแต่ 4,000 เมตร ลงมาในขณะทำการประมงแต่ละครั้ง ทำการประมงในช่วงเวลาระหว่างวันที่ 15 เมษายน ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม ของทุกปี กรณีใช้อวนตามข้อ ข. วรรคแรกซึ่งมีความยาวอวนเกินกว่า 4,000 เมตร ขึ้นไป ในขณะทำการประมงในแต่ละครั้ง ห้ามใช้เครื่องมือกว้านช่วยในการทำการประมง การนับความยาวอวนให้นับความยาวอวนทั้งหมดรวมกันขณะทำการประมง

4. เครื่องมืออวนล้อมจับทุกชนิดที่ใช้ประกอบกับเรือกลทำการประมง 5. เครื่องมืออวนครอบ อวนช้อน หรืออวนยก ที่ใช้ประกอบกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เครื่องปั่นไฟ) ทำการประมงปลากะตัก และ

6. เครื่องมืออวนรุนที่ใช้ประกอบกับเรือกลที่มีขนาดความยาวเรือเกินกว่า 14 เมตรขึ้นไป ในการวัดขนาดความยาวของเรือกลที่ใช้ประกอบกับเครื่องมือทำการประมง ตามความในประกาศนี้ให้ใช้วิธีการวัดขนาดความยาวเรือตลอดลำ (Length Over All : L.O.A.) คือ วัดความยาวเรือทั้งหมด

หากพบมีชาวประมงรายใดฝ่าฝืนใช้เครื่องมือต้องห้ามทำการประมงในพื้นที่ที่ได้ประกาศปิดอ่าวฯ ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 10,000 บาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งการประกาศปิดอ่าวฯ ของกรมประมงแสดงให้เห็นว่ามาตรการดังกล่าวนี้เป็นอีกแนวทางที่จะสามารถสร้างความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำในท้องทะเลให้คืนกลับมาอย่างยั่งยืน ชาวประมงมีรายได้จากการประกอบอาชีพประมง และพี่น้องประชาชนมีสัตว์น้ำบริโภคตลอดไป.

%d bloggers like this: