หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน

All posts tagged หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน

โกโก้ไทย…อนาคตอาจสดใส

Published ธันวาคม 29, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/553007

โดย ดอกสะแบง 24 ธ.ค. 2558 05:01

 

โกโก้….วัตถุดิบอันเป็น ส่วนประกอบในการทำขนมหวาน ที่นิยมกันไปทั่วโลก ส่วนใหญ่บ้านเรารู้จักกันในนามของ ช็อกโกแลต และมีการนำเมล็ดโกโก้เข้าปีหนึ่งเกือบ 2 หมื่นตัน มูลค่าก็เฉียด 2 พันล้านบาท และสำหรับที่ปรุงแต่งแล้วก็ตกกว่า 3 พันล้านบาท….

ในภูมิภาคอาเซียน อินโดนีเซียถือเป็นแชมป์เพราะมีการผลิตโกโก้มากกว่าใครๆ ปีหนึ่งประมาณ 500,000 ตัน เป็นอันดับ 3 ของโลก ส่วนไทยนั้นยังถูกทิ้งห่างอีกหลายขุมจะด้วยที่ว่าสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศไม่เหมาะสมหรือเกษตรกรของเรายังไม่คุ้นเคยก็เป็นได้…

คุณจินตน์กานต์ งามสุทธา นักวิชาการเกษตร กรมวิชาการเกษตร มีบันทึกในจดหมาย ข่าวผลิใบ ว่า พันธุ์โกโก้ส่วนใหญ่พัฒนามาจาก 3 สายพันธุ์หลักคือ สายพันธุ์คริโอโล “Criollo” ฟอรัสเทอร์โร “Forastero” สายพันธุ์นี้มี 2 ชนิดคือ เวสท์แอฟริกัน อมีโลนาโด “West African Amelonsdo” กับ อัปเปอร์ อะเมซอน “Upper Amazon” และ สายพันธุ์ตรินิทาริโอ “Triritario”

ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร เคยทำการ วิจัยและพัฒนาพันธุ์โกโก้ได้เป็นผลสำเร็จ เป็นลูกผสมระหว่างพันธุ์ PA 7 กับ NA 32 และได้รับการรับรองพันธุ์ชื่อ “ลูกผสมชุมพร 1” และได้นำไปปลูกเปรียบเทียบกับโกโก้พันธุ์ลูกผสมจากประเทศมาเลเซียยาวนานถึง 112 ปี เพื่อหาพันธุ์ที่ดีที่สุด

ซึ่งก็ได้ข้อมูลในภาพกว้างว่า “ลูกผสมชุมพร 1” มีลักษณะประจำพันธุ์คือ รอบๆโคนต้นเล็กกว่าพันธุ์อื่นๆและให้ผลผลิตสูงสม่ำเสมอกว่าพันธุ์ผสมทั่วๆไป มีความเด่นคือให้ผลผลิตแบบออกผลเร็ว สามารถผสมพันธุ์ได้ทั้งวิธีผสมด้วยมือและปล่อยเองตามธรรมชาติหรือทั้งแบบคละ

…..คุณภาพเมล็ดตรงตามมาตรฐานสากล คือ มีไขมันสูง 57.27 เปอร์เซ็นต์ ผลผลิตโดยเฉลี่ย 127.2 กิโลกรัมต่อไร่ และ นำหนักไม่เกิน 110 เมล็ดต่อน้ำหนักเมล็ดแห้ง 100 กรัม จึงเหมาะที่จะใช้เป็นพันธุ์ปลูกสำหรับเกษตรกร…

โกโก้…..สามารถปลูกได้ทั้งเป็นพืชเชิงเดี่ยวและหรือเป็นพืชแซม เพราะต้องอาศัยร่มเงา ทั้งแบบชั่วคราว อาทิ กล้วย แคฝรั่ง กระถินยักษ์ ในช่วงแรกรุ่นหรือร่มเงาถาวร เช่น มะพร้าว สะตอ ฯลฯ

หากมีการส่งเสริมให้เกษตรกรมีความรู้ถึงเทคโนโลยีที่เหมาะสม และการพัฒนาอย่างมีระบบ ในอนาคตที่ไม่ไกลนัก โกโก้อาจก้าวขึ้นมาเป็นพืชที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจของไทยเราก็เป็นได้…..!!

ดอกสะแบง

 

โฆษณา

หม่อนไหม…วางแผนพัฒนาเครือข่าย

Published ธันวาคม 29, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/552438

โดย ดอกสะแบง 23 ธ.ค. 2558 05:01

 

เมื่อวันวาน……สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้เปิด ศูนย์บริการ SMEs ครบวงจร (SME One-Stop Service Center-OSS) ขึ้น ณ ศาลากลางจังหวัดสุพรรณบุรี เพื่ออำนวยความสะดวกและ ให้ความช่วยเหลือ SMEs จากภาครัฐสู่ผู้ประกอบการให้ยิ่งยวด…

เท่าที่ผ่าน…สสว.ได้เข้าไปร่วมมือกับภาครัฐจัดทำโครงการต่างๆเพื่อเสริมสร้างศักยภาพความเข้มแข็งเชิงเศรษฐกิจอย่างครบวงจรทั้งในการผลิตและการค้า อย่างเช่น “โครงการพัฒนาศักยภาพและเครือข่ายกลุ่มผู้ผลิตไหมไทยแบบครบวงจร” หรือ “คลัสเตอร์ไหมไทย” ซึ่งร่วมกับ กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

คุณสฤษดิพร ชูประยูร รองอธิบดีกรมหม่อนไหม พูดถึงเรื่องนี้ว่า…..กรมได้จัดทำแผนพัฒนาเครือข่าย หรือ Cluster Roadmap แผนการผลิต แผนการตลาด ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพ และเครือข่ายกลุ่มผู้ผลิตไหมไทยครบวงจรในพื้นที่ 6 จังหวัดมี ขอนแก่น นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ ร้อยเอ็ด และ มหาสารคาม…

แผนพัฒนาฯนี้…..มีกิจกรรมการเสริมสร้างคลัสเตอร์ไหมไทยครบวงจร โดยมีการวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อน ด้วย Diamond Model และ Cluster Roadmap กำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ กลยุทธ์และแผนปฏิบัติการของแต่ละจังหวัด…

โดย…ก่อนหน้านี้ได้มีการศึกษาข้อมูลกลุ่มเป้าหมาย การกำหนดโครงสร้างของกลุ่ม ผู้นำกลุ่ม ผู้ประสานงานคลัสเตอร์ การสัมมนาคลัสเตอร์ไหมไทยสู่ตลาดโลกและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์หม่อนไหม เพื่อส่งเสริมการตลาดให้กับเกษตรกร….

ทั้งนี้…ได้มีสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอเป็นที่ปรึกษาในการพัฒนาเครือข่ายผู้ผลิตหม่อนไหม ทั้งพวกเกษตรกรผู้ผลิตและผู้ประกอบการด้านหม่อนไหม ในประเทศไทยซึ่งมีมากกว่า 70,000 รายมาให้เป็นกลุ่มคลัสเตอร์เดียวกัน…โดยเน้นการพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรเป็นสำคัญ

ในการ……พัฒนาศักยภาพเกษตรกรและพัฒนาเครือข่ายกลุ่มผู้ผลิตไหมไทยแบบครบวงจรนี้ สสว.จะเข้ามามีบทบาทความสำคัญเป็นนวัตกรรมเชื่อมโยงเครือข่ายกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตและผู้ประกอบการให้เติบโตอย่างยั่งยืน…

….ด้วยการส่งเสริมสนับสนุนและ ต่อยอดการดำเนินธุรกิจร่วมกันพัฒนาศักยภาพเครือข่าย SME ให้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ทั้ง 6 จังหวัดนำร่อง ซึ่งอาจผิดแผกกันไปบ้าง ให้มีศักยภาพเทียมเท่ากันและกัน หรืออาจมีเหลื่อมล้ำแต่ก็ มิให้ไกลกันแบบสุดโต่ง….!!

ดอกสะแบง

 

ศตวรรษใหม่ขบวนการสหกรณ์

Published ธันวาคม 29, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/551955

โดย ชมชื่น ชูช่อ 22 ธ.ค. 2558 05:01

 

ระบบสหกรณ์เข้ามาอยู่ในวังวนระบบเศรษฐกิจของประเทศมาเกือบจะครบ 100 ปีบริบูรณ์…26 ก.ย.2559 จะเริ่มย่างก้าวเข้าสู่ ศตวรรษที่ 2

ในโอกาสประชุมใหญ่สามัญสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ประจำปีนี้ เมื่อ 19 ธ.ค.นี้…ที่ประชุมมีมติจะยกระดับขีดความสามารถของขบวนการสหกรณ์ครั้งใหญ่ ใน 4 ยุทธศาสตร์สำคัญ

1.ยกระดับการมีส่วนร่วมของภาคีสหกรณ์เพื่อความเข้มแข็งเป็นปึกแผ่น 2.ยกระดับมูลค่าเพิ่มแก่ผลิตภัณฑ์สหกรณ์ 3.พัฒนาระบบการเงินสหกรณ์ที่เอื้อต่อความมั่นคงและมีเสถียรภาพ และ 4.พัฒนาระบบสนับสนุนและสิ่งอำนวยความสะดวก

ทั้งนี้เนื่องจาก 100 ปีที่ผ่านมา ขบวนการสหกรณ์ไทยยังไปไม่ถึงไหน ด้วยผลการศึกษาของ รศ.จุฑาทิพย์ ภัทรวาท ผอ.สถาบันวิชาการสหกรณ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่าสถานการณ์ของสหกรณ์ไทยวันนี้น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะสหกรณ์ที่มีอยู่ทั้งหมด 8,174 แห่ง มีสมาชิก 11.4 ล้านคน แต่มีสหกรณ์ที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานแค่เพียง 80% ซ้ำร้ายจำนวนสหกรณ์มีแนวโน้นจะค่อยๆลดลง เห็นได้จากวันนี้ สัดส่วนการเกิดสหกรณ์ต่อสหกรณ์จะต้องเลิกกิจการอยู่ในอัตรา 1:1.5

มีสหกรณ์เจ๊งมากกว่าสหกรณ์เกิดใหม่

และเหตุที่เป็นเช่นนั้น ดร.ก๊ก ดอนสำราญ ประธานกรรมการสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศ มองไปที่ปัญหาในรอบ 100 ปีที่ผ่านมา สหกรณ์ไทยที่มีอยู่ทั้งหมด 7 ประเภท ต่างทำงานกันแบบต่างคนต่างอยู่ เลยทำให้สหกรณ์ไทยไปได้ไม่ถึงไหน ไม่มีพลังที่จะไปต่อรองอะไรกับใครได้

“แต่ต่อไปเราจะต้องทำงานร่วมกันแบบเป็นเครือข่าย รวมทีมกันทำกันแบบให้ครบวงจรเหมือนธุรกิจเอกชน จะทำกันตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ จนไปถึงมือผู้บริโภค ผลิตสินค้าวัตถุดิบเอง แปรรูปเอง มีแบรนด์สินค้าเป็นของตัวเอง และขายสินค้าเอง โดยมีสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยจะเข้ามาทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางประสานงานการทำงานร่วมกันของสหกรณ์ทุกประเภทให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน”

ฝันนี้จะเดินไปถึงฝั่งฝันหรือไม่…มีเสียงกระซิบดังๆ ภาคราชการจะยอมปล่อยมือแค่ไหน.

ชมชื่น ชูช่อ

 

ชาวนาไทยหลัง AEC

Published ธันวาคม 29, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/551570

โดย ชมชื่น ชูช่อ 21 ธ.ค. 2558 05:01

 

“วันนี้ผู้ประกอบการโรงสี เตรียมซื้อข้าวราคาถูกจากประเทศเพื่อนบ้านมาขายในบ้านเราแล้ว ตอนนี้เหลืออีกไม่กี่วันจะเปิด AEC ชาวนาไทยจะเป็นอย่างไร”

เสียงชาวนาร้องถามระหว่างการบรรยายในการประชุมเวทีข้าวไทยปี 2558 จัดโดย 9 องค์กรด้านข้าวของไทย ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายวิชัย ศรีประเสริฐ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ในฐานะพ่อค้าข้าวและวิทยากรผู้บรรยายเรื่อง “การค้าข้าวไทยหลัง AEC” ตอบสั้นๆแต่ได้ใจความ

“เปิด AEC หมายถึงเปิดการค้าเสรี ตามหลักการค้าเสรีต้องมีการแข่งขัน ใครดี ใครได้ ใครทำได้ถูกกว่า ดีกว่า คนนั้นอยู่ได้”

วันนี้ถามว่าเราสู้เขาได้ไหม…ข้าวไทยดีมีคุณภาพแต่แพง ต้นทุนสูง นั่นเป็นเพราะการแก้ปัญหาเรื่องข้าวเราทำผิด คิดสวนทางการค้าเสรี…คิดแต่จะทำให้ชาวนาขายข้าวได้ราคา เลยออกนโยบายจำนำตั้งราคาไว้สูง สุดท้ายกลายเป็นข้าวกองเต็มโกดังขายไม่ออก

ทำไมไม่คิดในมุมกลับ ทำยังไงให้ขายข้าวได้ถูก แต่ขายได้ปริมาณมาก ถึงจะกำไรต่อหน่วยน้อยก็จริง แต่เมื่อขายได้มาก กำไรมันจะมากตามขึ้นมาเอง ดีกว่าแพงแล้วขายไม่ได้ ไม่มีใครซื้อ

ชาวนาต้องมาคิดใหม่ ทำยังไงให้ต้นทุนของตัวเองต่ำลงเพื่อจะขายแข่งกับเขาได้ แต่ขณะเดียวกันต้องหาวิธีทำให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มมากขึ้นไปพร้อมๆกันด้วย เพื่อจะได้มีกำไรมาชดเชย…แต่จะทำอย่างนั้นได้ นายวิชัย แนะให้รัฐสนับสนุนช่วยเหลือ 3 เรื่องหลัก

1.หาน้ำให้ชาวนา จีนเป็นตลาดใหญ่ปลูกข้าวไม่เคยพอกินเพราะมีน้ำน้อย พม่ามีน้ำมากกว่าจีน 9 เท่า มากกว่าอินเดีย 16 เท่า…จะหาน้ำจากไหนมาให้ชาวนา เพื่อจะปลูกข้าวไปขายให้จีนได้ คิดกันเอาเอง

2.ปรับที่ดินนาใหม่ รวมกลุ่มกันทำนาแปลงใหญ่ แบ่งปันผลประโยชน์ตามจำนวนพื้นที่ เพื่อจะได้ปรับพื้นที่ได้ราบเรียบ เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการน้ำ และใช้เครื่องจักรกลลดต้นทุนค่าแรง

3.ปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้ง่ายต่อการจำแนกได้ด้วยสายตา เป็นข้าวพันธุ์อะไร และควรมีข้าวแค่ 3 ชนิดก็พอ นุ่ม-ปานกลาง-แข็ง ทั้งนี้เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาเรื่องข้าวปน จนทำให้ไม่ได้รับความน่าเชื่อถือจากประเทศผู้ซื้อ.

ชมชื่น ชูช่อ

 

นมข้าวโพด ราชมงคลฯ

Published ธันวาคม 29, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/549762

โดย ดอกสะแบง 17 ธ.ค. 2558 05:01

 

น้ำนมข้าวโพด…เป็นเครื่องดื่มจากการแปรรูป ผลิตภัณฑ์การเกษตร ซึ่งกลุ่มผู้รักษ์สุขภาพให้ความนิยมเนื่องจาก มีสารอาหารวิตามินและเกลือแร่ที่เป็นประโยชน์ในการบำรุงร่างกาย อย่างเพียบพร้อม…

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ มีความตระหนักต่อความสำคัญของผลิตผลทางการเกษตรในสัดส่วนของคุณค่าทางโภชนาการจึงร่วมมือกับ บริษัท แปซิฟิคเมล็ดพันธุ์ จำกัด และ บริษัท โรจน์กสิกิจเฟอร์ติไลเซอร์ จำกัด ทำการค้นคว้าวิจัยถึงสรรพคุณของน้ำนมข้าวโพด…พบว่า

…หลักๆ มี วิตามินบี 1 (ป้องกันกล้ามเนื้ออ่อนแรง) วิตามินบี 2 (ป้องกันตาอักเสบฯ) วิตามินบี 6 (ป้องกันโรคเหงือก-ฟัน โลหิตจางและระบบประสาท) กับ สารโคลีน (ป้องกันโรคสมองเสื่อม-ขี้ลืม)

และ…สารเบต้าแคโรทีน (B-carotene) หรือที่เรารู้กันว่าเป็น โปรวิตามิน A ซึ่งร่างกายจะนำไปใช้สร้างสารโรดอปซินช่วยลดการเสื่อมของลูกตาและป้องกันการเป็นโรคต้อกระจก (มนุษย์ในยุคปัจจุบันมีความหมิ่นเหม่ต่อการเสื่อมสภาพของการใช้สายตา เนื่องจากมีอัตราการเพ่งเล็งสูง)

…อีกทั้งยังมี โฟเลต ซึ่งจะช่วยสร้าง สารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอการเสื่อมสภาพของร่างกายและป้องกันโรคหัวใจ ลดความดันในร่างกายและต้านมะเร็ง…ฯลฯ!!

นอกจากได้ทำการวิจัยหาสารอาหารแล้ว….มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ก็มีการพัฒนาแบบครบวงจร ทั้งทางด้านการพัฒนาเทคโนโลยีทางด้านอุตสาหกรรมเกษตร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงอาหารพร้อมดื่มกับ “น้ำนมข้าวโพดเพื่อสุขภาพ”

…ซึ่งได้สร้างต้นแบบในการทำธุรกิจแบบพัฒนาให้แก่เกษตรกร รวมไปถึงการสร้างแหล่งเรียนรู้และแลกเปลี่ยนความรู้ต่างๆ เริ่มต้นตั้งแต่การคัดสายพันธุ์ข้าวโพดที่เหมาะสม การปลูก การบำรุงดูแลรักษา การหาตลาดรับซื้อผลผลิตอันเป็นวัตถุดิบทางการเกษตร และการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์พร้อมดื่มแก่ผู้บริโภคและการตลาด

และ…ได้ดำเนินการถ่ายทอดความรู้เหล่านี้ให้แก่ นิสิต นักศึกษา เกษตรกรในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและใกล้เคียงที่สนใจแล้วเป็นรุ่นๆ เพื่อนำเอาความรู้เหล่านั้นไปประกอบอาชีพเพื่อสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวในโอกาสต่อไป…

ซึ่ง…มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ก็มี ตัวอย่าง “น้ำนมข้าวโพดเพื่อสุขภาพ” บริการแก่ลูกค้าผู้รักสุขภาพ หรือผู้ที่ยังมองหาอาชีพทั้งหลักและเสริม ได้ทดลองชิมในรสชาติทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ ณ ตลาดราชมงคล ริมถนนสายเอเชีย ฝั่งขาเข้ากรุงเทพฯ ก่อนตัดสินใจเข้าฝึกอบรม…..ผลิตอาหารเพื่อสุขภาพ!!

ดอกสะแบง

 

ปรับแผนวิจัย…ให้ถึงแปลงปลูก

Published ธันวาคม 29, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/549210

โดย ดอกสะแบง 16 ธ.ค. 2558 05:01

 

กรมวิชาการเกษตร…..เป็นหน่วยงานหลักในภาคกสิกรรม โดยเฉพาะใน การวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืช เมื่อได้รับความสำเร็จแล้วจึงส่งไม้ต่อให้กับ กรมส่งเสริมการเกษตร นำไปเผยแพร่และส่งเสริมให้เกษตรกรนำไปปลูกเป็นอาชีพ….

…..เท่าที่ผ่านมามักจะจับงานใหญ่ๆอันเป็นพืชเศรษฐกิจหลัก อาทิ ทุเรียน อ้อย ปาล์มน้ำมัน ฯลฯ มิได้หยั่งลึกลงไปหาพวกพืชท้องถิ่นกับพวกสมุนไพร ซึ่งปัจจุบันในการตลาดยังมีมูลค่าไม่มากนัก แต่หาก ในอนาคตอาจย่างก้าวขึ้นมาเป็นพืชสำคัญทางเศรษฐกิจ ก็ได้…

อย่างเช่น…กล้วยซึ่งคุ้นเคยมีปลูกกันไปทั่วทุกพื้นที่จนชินและลืมไปว่ามีคุณค่าทางการตลาดไม่น้อย จะเห็นได้โดย เกษตรกรบางกลุ่มได้ยึดเป็นอาชีพหลักสร้างรายได้อย่างมั่นคงและสามารถเป็นสินค้าส่งออกได้ ยกตัวอย่างเช่นกล้วยไข่…..ปัจจุบันราคาขายส่งออกสูงถึงกิโลกรัมละ 60 ถึง 65 บาท

คุณสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร…..จึงสั่งการให้นักวิชาการในสังกัดหันมาเก็บเบี้ยใต้ถุนร้าน โดยจักต้องมีข้อมูลผลงานวิจัยทางด้านวิชาการที่จะช่วยส่งเสริมทั้งด้านการเพิ่มปริมาณและคุณภาพผลผลิตพืชที่ถูกมองข้ามเหล่านี้ เพื่อขยายเป็นการค้าต่อไปในอนาคต…

…..คือ ให้ดำเนินการศึกษาถึงสรรพคุณที่แท้จริงของกล้วยแต่ละพันธุ์ว่าพันธุ์ใดที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง แล้วกลับมาทำงานวิจัยอย่างครบวงจร ตั้งแต่วิธีการปลูก การดูแลรักษา การขยายพันธุ์เพื่อเพิ่มผลผลิต และการขยายโอกาสทางการตลาด….

และบอกอีกว่า…. “โดยมีการปรับปรุงระบบงานใหม่ให้มีความชัดเจนในการทำงานวิจัยและทำได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งต้องทำงานวิจัยในพืชท้องถิ่นที่มีศักยภาพควบคู่ไปกับการทำงานวิจัยพืชเศรษฐกิจหลักให้มีความก้าวหน้ามากขึ้น….

….เพราะพวกเราเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในด้านการผลิตพันธุ์พืชและเทคโนโลยีทางด้านการเกษตรจึงต้องพร้อมและริเริ่มก่อน เพื่อให้งานออกมานำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง…”

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่างานวิจัยบางผลงานอาจจะยังไปไม่ถึงเกษตรกร เพราะติดในบางขั้นบางตอน ดังนั้นจึงได้มอบนโยบาย ให้นักวิจัยลงพื้นที่พบเกษตรกรซึ่งเป็นผู้รับเทคโนโลยีโดยตรง ให้บ่อยขึ้น…

….พร้อมรับทราบถึงปัญหาของเกษตรกรเพื่อนำกลับมาเป็นข้อมูลในการทำงานวิจัยเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ได้ตรงตามวัตถุประสงค์มากยิ่งขึ้น…

“…นับจากนี้ไป ผลงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตรจะไม่มีคำว่าขึ้นหิ้ง หรือไปไม่ถึงมือผู้ใช้อย่างแน่นอน…”อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ยืนยันอย่างนั้น…!!

ดอกสะแบง

 

จะเอากันมั้ย…น้ำหยดแก้แล้ง

Published ธันวาคม 29, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/548724

โดย ชมชื่น ชูช่อ 15 ธ.ค. 2558 05:01

 

ภัยโลกร้อนทยอยออกฤทธิ์ กาลข้างหน้าประเทศไทยคงประสบภัยแล้งมากยิ่งขึ้น…แต่มาตรการแก้ปัญหาแบบยั่งยืน ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่ายังมองไม่เห็นทาง ภาคราชการยังคงก๊อบปี้งานเก่าๆออกมาโชว์เหมือนเดิม

เป็นที่รู้กันดี น้ำจากฟ้าที่โปรยลงมาให้อ่างเก็บน้ำและเขื่อนได้กักเก็บนั้น ถูกนำไปใช้รักษาระบบนิเวศ 26% ทำน้ำประปา 6% เพื่ออุตสาหกรรม 4%…ที่เหลืออีกกว่า 60% เอาไปใช้ทำการเกษตร

ภาคเกษตรใช้น้ำเปลืองมาก ที่สุด…จะใช้วิธีไหนให้ภาคเกษตรใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า จะเก็บค่าน้ำจากเกษตรกร ไม่มีรัฐบาลไหนกล้าทำ พอๆกับไม่กล้าสร้างเขื่อนนั่นแหละ

แต่หนทางอื่นยังมี…สนับสนุนให้เกษตรกรใช้ระบบน้ำหยด

วันนี้การติดตั้งระบบน้ำหยดไม่ใช่เรื่องมโนไกลเกินฝัน ต้นทุนเฉลี่ยติดตั้งระบบอยู่ที่ไร่ละ 6,000-7,000 บาท เกษตรกรหลายรายคิดเองทำเอง ไม่มีรัฐสนับสนุนส่งเสริม พิสูจน์ให้เห็นมาแล้ว แม้แต่ปลูกพืชด้อยค่าราคาต่ำ อย่างมันสำปะหลัง พืชเทวดาเลี้ยง ติดตั้งระบบน้ำหยด ปลูกแค่ฤดูเดียว คืนทุนทันตาเห็น

ไม่เพียงเท่านั้น นักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ได้สุ่มทดลองทำมาแล้วที่อุบลราชธานี ปรากฏผลไม่เพียงใช้น้ำน้อยลง 60% ผลผลิตยังเพิ่มขึ้นจากไร่ละ 4.5 ตัน เป็น 11 ตัน ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มไร่ละ 13,650 บาท หักต้นทุนระบบน้ำหยดแล้วยังเหลือกำไรอีกต่างหาก

ล่าสุด นายฉัตรชัย เต้าทอง สำนักเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 ได้ทดลองใช้ระบบน้ำหยดในพื้นที่ 4 ไร่ของเกษตรกรในจังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมปลูกมันสำปะหลัง ปรากฏผลเช่นเดียวกัน จากที่เคยได้ผลผลิตแค่ไร่ละ 3.5 ตัน ได้ผลผลิตเพิ่มเป็น 12.8 ตัน รายได้เพิ่มเห็นๆ ไร่ละ 19,530 บาท (ราคาขายหัวมันสด กก.ละ 2.10 บาท)

ระบบน้ำหยดได้ทั้งแก้ปัญหาน้ำแล้งและความยากจน และถ้าคิดได้ฉลาดล้ำไปอีกนิด ส่งเสริมระบบน้ำหยด ยังชักชวนให้เกษตรกรเปลี่ยนอาชีพตาม “โซนนิ่ง” ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย…ไม่ต้องแจกฟรี แค่คิดหาวิธีที่เหมาะสมเท่านั้น.

ชมชื่น ชูช่อ

 

สหกรณ์จำนำ…ทำไมไม่เจ๊ง

Published ธันวาคม 29, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/548400

โดย ชมชื่น ชูช่อ 14 ธ.ค. 2558 05:01

 

แม้รัฐบาลยุคนี้จะไม่เอาประชานิยม เพราะเข็ดขยาดในนโยบายรับจำนำข้าว ทำประเทศชาติเสียหายหลายแสนล้าน…แต่กระนั้นวันนี้ประเทศไทยยังมีการรับจำนำสินค้าเกษตร อยู่ในซอกหลืบขุนเขาทางภาคเหนือ

และไม่ใช่เพิ่งจะทำกันมาแค่ไม่กี่ปี รับจำนำต่อเนื่องมายาวนาน 15 ปี ไม่เคยสักครั้งเดียวที่ขาดทุน…เขารับจำนำกันแบบไหน มันถึงมีกำไร

ทุกปีในช่วง ก.พ.-มี.ค. พื้นที่ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ เป็นฤดูกระเทียมออกสู่ตลาด ผลผลิตออกมาพร้อมกันทีเดียวจำนวนมาก เกิดภาวะล้นตลาด เกษตรกรเลยกลายเป็นเหยื่อให้พ่อค้ากดราคารับซื้อ เพื่อช่วยพยุงราคากระเทียมไม่ให้ตกต่ำ จูงใจให้ชาวบ้านเก็บกระเทียมไว้ก่อน รอเวลาราคาขยับขึ้นค่อยทยอยนำออกมาขาย สหกรณ์การเกษตรสะเมิง จำกัด เปิดรับจำนำกระเทียม

“กระเทียมมีปัญหาแบบนี้ทุกปี และเรารู้ว่าผ่านไป 3-4 เดือน ราคาจะกระเตื้องขึ้นเท่าตัว จากต่ำกว่า กก.ละ 20 บาท จะขึ้นมาเป็น 40-50 บาท การรับจำนำเราจะใช้วิธีให้เกษตรกรนำกระเทียมมาจำนำกับสหกรณ์ โดยจะตีราคากระเทียมในราคา กก.ละ 20 บาท แต่การจ่ายเงินเราจะให้ไปก่อนแค่ 70% เกษตรกรแค่เพียงมาทำสัญญากับสหกรณ์ ส่วนกระเทียมไม่ต้องนำมาเก็บไว้ที่สหกรณ์ เก็บไว้ที่บ้านตัวเอง แขวนตากให้แห้งรอเวลา เมื่อได้ราคาพอใจถึงจะขาย แล้วนำเงินมาชำระคืนสหกรณ์ คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี แต่ถ้าสิ้นเดือนตุลาคม ราคายังไม่เกิน กก.ละ 20 บาท สหกรณ์จะรับซื้อทั้งหมดไปบริหารจัดการเอง พร้อมจ่ายเงินส่วนที่เหลืออีก 30% ให้เกษตรกร”

น.ส.ธวัลรัตน์ ศิริกุลอนันตญา ผจก.สหกรณ์การเกษตรสะเมิง เล่าให้ฟัง…ตลอดเวลา 15 ปีที่รับจำนำนอกจากจะไม่ขาดทุน มีแต่กำไร สหกรณ์ไม่ต้องมีภาระเช่าโกดังมาเก็บกระเทียมแม้แต่กิโลเดียว เกษตรกรมีความสุขที่ขายได้ราคา เห็นได้จากพื้นที่ อ.สะเมิง ไม่เคยมีม็อบกระเทียมมาปิดถนนเหมือนพื้นที่อื่น

บทสรุปที่ได้…การรับจำนำสินค้าเกษตรไม่ดี หรือคนบริหารจัดการไม่ดีกันแน่

ทำไมชาวบ้านธรรมดาจัดการเองได้ไม่ขาดทุน แล้วทำไมบรรดา ฯพณฯ เรียนมาสูง มีตำแหน่งหน้าที่ราชการใหญ่โตถึงทำแล้วขาดทุน…เป็นเพราะอะไร???
ชมชื่น ชูช่อ

 

มกอช. …ยกร่างมาตรฐานน้ำนมดิบ

Published ธันวาคม 10, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/546566

โดย ดอกสะแบง 10 ธ.ค. 2558 05:01

 

ตั้งแต่ 1 ตุลาคม เป็นต้นมา…คณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นมหรือมิลค์บอร์ดประกาศใช้มาตรฐานการรับซื้อน้ำนมโค พ.ศ.2558 เป็นเกณฑ์พิจารณาในการตกลงซื้อขายน้ำนมดิบระหว่างโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมกับศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบหรือหน่วยงานต่างๆโดยทั่วไป…

ทั้งนี้….มิลค์บอร์ดก็ได้มอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เร่ง ยกร่างเกณฑ์มาตรฐานการรับซื้อน้ำนมดิบระหว่างเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมกับศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ ด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เกษตรกรถูกเอาเปรียบ…

น.ส.ดุจเดือน ศศะนาวิน เลขาธิการ มกอช. บอกว่า…ร่างฯฉบับนี้สอดคล้องกับมาตรฐานการรับซื้อน้ำนมโค พ.ศ.2558 โดยมีการแบ่งชั้นความถี่ราคารับซื้อตามเกณฑ์คุณภาพของน้ำนมดิบ และมีข้อกำหนด องค์ประกอบของน้ำนมดิบที่ใช้เป็นเกณฑ์การพิจารณาด้านราคา…ได้แก่

…..ปริมาณไขมัน (Fat) ปริมาณเนื้อนมไม่รวมมันเนย (Solid Not Fat : SNF) จำนวนจุลินทรีย์ในน้ำนมโคและจำนวนเม็ดเลือดขาว ซึ่งแนวทางนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมสามารถปฏิบัติได้จริงในระดับฟาร์ม อันเป็นการ สร้างขีดความสามารถยกระดับคุณภาพน้ำนมดิบได้ตลอดห่วงโซ่…

“……..ขณะเดียวกัน มกอช.ยังมีแผนเร่งหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อวางแนวทางส่งเสริมและผลักดันให้เกษตรกรนำฟาร์มโคนมเข้าสู่มาตรฐานจีเอพี (GAP) เพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจเสนอในทางนโยบายให้พิจารณาการ สร้างแรงจูงใจเกษตรกรด้วยการบวกราคารับซื้อน้ำนมดิบเพิ่มขึ้นสำหรับฟาร์มโคนมที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน อะไรอย่างนั้น….”

(…ปัจจุบันมีฟาร์มที่ได้รับรองมาตรฐาน GAP จากกรมปศุสัตว์เพียง 30% ของฟาร์มโคนมทั้งประเทศ…)

…..ปัจจัยนี้จะเป็นแรงกระตุ้นให้เกษตรกรเกิดความตระหนักในการยกระดับการพัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบในฟาร์มของตนเอง…

อีกทางหนึ่ง…ตอนนี้ กระทรวงเกษตรฯอยู่ระหว่างขั้นตอนเสนอให้ ครม.พิจารณาประกาศใช้มาตรฐานบังคับเรื่องการปฏิบัติที่ดีสำหรับศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบเป็นมาตรฐานของประเทศ ให้เป็นแนวปฏิบัติสำหรับศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบที่มีกว่า 200 ศูนย์ ในการรักษาคุณภาพน้ำนมดิบและลดความเสี่ยงการปนเปื้อนฯ…

“…..คาดว่าปีหน้า (2559) จะมีผลบังคับใช้ อันจะทำให้คุณภาพน้ำนมดิบตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางได้มาตรฐานและมีความปลอดภัยสูงขึ้น….” เลขาธิการ มกอช. ตอกย้ำอย่างนั้น…!!

ดอกสะแบง

 

สหกรณ์…ต่อยอดผลิตเมล็ดพันธุ์ฯ

Published ธันวาคม 10, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/546040

โดย ดอกสะแบง 9 ธ.ค. 2558 05:01

 

ปีที่ผ่าน (2558)….กรมส่งเสริมสหกรณ์ ดำเนิน โครงการส่งเสริมการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ดีแก่เกษตรกรในสถาบันเกษตรกร โดยให้สหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการมีสิทธิกู้ยืมเงินจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.)ไปลงทุนและเป็นเงินทุนหมุนเวียน….

…..ในการนี้มี สถาบันเกษตรกร 90 สหกรณ์ใน 39 จังหวัดเข้าร่วม ซึ่งนอกจากจะดำเนินการรับซื้อเมล็ดพันธุ์จากสมาชิก เป็นเงินราวๆ 145.5 ล้านบาทแล้ว กรมส่งเสริมสหกรณ์ยังอุดหนุนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและถั่วเหลืองพันธุ์ดีแก่สหกรณ์กว่า 33,436.78 ตัน….

และ….ได้ จัดอบรมสมาชิกสหกรณ์ในการใช้ห้องตรวจสอบคุณภาพ เมล็ดพันธุ์ (Lab) ให้สามารถกระจายเมล็ดพันธุ์สู่สมาชิกและเกษตรกรทั่วไปได้เพิ่มขึ้น ผลงานนี้ถือว่าได้รับความสำเร็จในระดับหนึ่ง

คุณวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงให้ดำเนินต่อโดยปีนี้ (2559) วางเป้าหมายไว้ 89 สหกรณ์ แต่ให้มีปริมาณเมล็ดพันธุ์เพิ่มเป็น 38,667 ตัน แยกเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าว 37,266 ตัน เมล็ดพันธุ์ถั่วเหลือง 1,400 ตัน รวมมูลค่าแล้วกว่า 777.53 ล้านบาท

อีกทั้ง…..ยังมีแผนสนับสนุนการรวบรวมเมล็ดพันธุ์จากสมาชิกไม่น้อยกว่า 43,319 ตัน และมีเป้าหมายให้ปรับปรุงสู่เกณฑ์มาตรฐานเมล็ดพันธุ์ 39,854 ตัน แยกเป็นข้าว 37,548 ตันและถั่วเหลือง 2,306 ตัน…

….เบื้องต้นคาดว่า จะสามารถยกระดับสหกรณ์ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองจากระดับศักยภาพต่ำขึ้นสู่ระดับปานกลางได้กว่า 38 สหกรณ์ และจากปานกลางไปสู่มืออาชีพได้ไม่น้อยกว่า 32 สหกรณ์

กับการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีนี้ อัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ต่อไร่จะลดลงถึง 50% หรือ 325 บาท/ไร่ และได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นประมาณ 31% หรือเพิ่มจาก 425 กิโลกรัม/ไร่ เป็น 560 กิโลกรัม/ไร่….

และ….ถั่วเหลืองพันธุ์ดีจะลดลง 36% ต่อไร่และได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 29-30% หรือเพิ่มจาก 170 กิโลกรัม/ไร่ เป็น 220 กิโลกรัม/ไร่…

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงบอกต่อว่า “….แผนดำเนินการนี้เกษตรกรสามารถขยายพื้นที่ในการนำเมล็ดพันธุ์ข้าวไปปลูกได้กว่า 2.7 ล้านไร่ ได้ผลผลิตข้าวคุณภาพดี 1.485 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 22,275 ล้านบาท และถั่วเหลือง 150,000 ไร่ ได้ราว 33,000 ตันเป็นมูลค่าถึง 759 ล้านบาท….”

ปัจจุบัน….สมาชิกสหกรณ์มีความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีปีหนึ่งประมาณ 200,000 ตัน ขณะที่สหกรณ์สามารถผลิตได้เพียง 12-15% ของความต้องการเท่านั้น ส่วนถั่วเหลืองอันเป็นพืชปลูกหลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าว เกษตรกรจะมีความต้องการสูง…

……ทิศทางในการผลิตเมล็ดพันธุ์ที่ดี แนวโน้มจึงยังมีแววที่สดใส…!!

ดอกสะแบง

 

%d bloggers like this: