หม่อน

All posts tagged หม่อน

คุ้งกระเบนฯอบรมการปลูกหม่อนกินผล

Published พฤศจิกายน 20, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.dailynews.co.th/agriculture/335103

วันพฤหัสที่ 16 กรกฎาคม 2558 เวลา 4:18 น.

คุ้งกระเบนฯอบรมการปลูกหม่อนกินผล

สำหรับหม่อนกินผลที่มีการฝึกอบรมของศูนย์ฯ ในครั้งนี้ เป็นหม่อนพันธุ์ที่ได้มาจากสาธารณรัฐประชาชนจีน มีอายุหลายปี สามารถตัดแต่งให้มีทรงพุ่มขนาดเล็กได้

วันพฤหัสที่ 16 กรกฎาคม 2558 เวลา 4:18 น.

ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดจันทบุรี ได้มีการจัดฝึกอบรมหลักสูตร เทคโนโลยีการผลิตหม่อนทานผลสด ครั้งที่ 2 ให้แก่เกษตรกรบ้านนายายอาม อ.นายายอาม และผู้สนใจจากกรุงเทพฯ ขึ้น

หม่อนเป็นพืชยืนต้นที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่งของประเทศไทย เนื่องจากใบหม่อนเป็นอาหารที่ดีที่สุดของหนอนไหม สำหรับหม่อนที่ปลูกในเมืองไทย มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน มีการนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง โดยใบหม่อนใช้เลี้ยงตัวหนอนไหม เพื่อนำเอารังไหมมาสาวเป็นเส้นและทอเป็นผ้า

ยอดอ่อนนำไปบริโภคเป็นผักพื้นบ้านใช้ในการประกอบอาหาร และทำเป็นชาสมุนไพร ผลหม่อนใช้รับประทานผลสดและแปรรูปได้หลายชนิด เช่น แยม เยลลี่ ไวน์หม่อน น้ำหม่อน ลูกอมสมุนไพรจากใบหม่อนและผลหม่อน เป็นต้น

ที่สำคัญ หม่อนมีสรรพคุณทางเภสัชวิทยาหลายชนิด โดยใบ มีรสเย็นจืด ใช้เป็นยาขับเหงื่อ แก้เจ็บคอ แก้ไข้ตัวร้อน แก้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้ไอ ระงับประสาท ผล ใช้เป็นยาระบายอ่อน ๆ แก้ธาตุไม่ปกติ ดับร้อน ทำให้ชุ่มคอ บำรุงไต ดังนั้นหม่อนจึงเป็นพืชชนิดหนึ่งที่น่าสนใจในการนำมาเพาะปลูกเพื่อใช้ประโยชน์ของราษฎร

สำหรับหม่อนกินผลที่มีการฝึกอบรมของศูนย์ฯ ในครั้งนี้ เป็นหม่อนพันธุ์ที่ได้มาจากสาธารณรัฐประชาชนจีน มีอายุหลายปี สามารถตัดแต่งให้มีทรงพุ่มขนาดเล็กได้ เปลือกต้นสีน้ำตาล ผลออกตามซอกใบ มีขนาดใหญ่และติดผลดก ผลอ่อนจะมีสีเขียว ผลแก่สีแดง เมื่อสุกมีสีม่วงแดงถึงดำ รสหวานอมเปรี้ยวถึงหวานมากเมื่อสุกเต็มที่

ขยายพันธุ์ได้โดยการปักชำ การเตรียมกิ่งพันธุ์จะเลือกกิ่งที่แข็งแรง ไม่มีโรคและแมลงทำลาย ผิวเปลือกเป็นสีน้ำตาล เป็นกิ่งที่มีอาหารสะสมไว้เพียงพอที่รากจะงอกได้ ตัดท่อนพันธุ์ด้วยกรรไกรตัดแต่งกิ่งเพื่อไม่ให้กิ่งช้ำ ความยาวท่อนละประมาณ 20 เซนติเมตร หรือมีตาหม่อนอยู่บนท่อนพันธุ์ 4-5 ตา การตัดจะตัดส่วนบนของท่อนพันธุ์ให้มีลักษณะตรงและเหนือตาบนสุดประมาณ 1 เซนติเมตร ส่วนโคนของท่อนพันธุ์ตัดเฉียงประมาณ 45 องศา เป็นรูปปากฉลามโดยตัดต่ำกว่าข้อตาล่างสุดประมาณ 1.5 เซนติเมตร และให้ด้านเฉียงอยู่ตรงข้ามกับตาล่างสุด ปักชำในถุงเพาะชำ ให้กิ่งมีอายุ 2-3 เดือน แล้วจึงนำไปปลูกในแปลง หม่อนจะให้ผลผลิตทั้งใบและผลดีเมื่อต้นมีขนาดสมบูรณ์เต็มที่

เมื่อต้นสูงจากพื้นดินประมาณ 80 เซนติเมตร-1 เมตร ประมาณ 28-30 วัน ทำการตัดแต่งกิ่ง หม่อนจะเริ่มติดผล และเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 44-46 วัน หลังตัดแต่งกิ่ง สามารถให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปี ใน 1 ปี จะให้ผลผลิตได้ถึง 5 รุ่น เฉลี่ย 352 กิโลกรัม/ไร่/รุ่น หรือคิดเป็น 1,760 กิโลกรัม/ไร่/ปี สำหรับใบหม่อนเก็บเกี่ยวหลังจากการตัดแต่งกิ่งในแต่ละครั้งได้ผลผลิตรวม 2,200 กิโลกรัม/ไร่ นำไปให้หนอนไหมกินเพื่อผลิตเส้นไหมต่อไป

สำหรับศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.จันทบุรีแห่งนี้ เกิดขึ้นเนื่องจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยราษฎรที่ประสบปัญหาความเสื่อมโทรมของพื้นที่เพาะปลูก ด้วยทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลาย ทำให้ผลผลิตด้านการเกษตรและการประมงลดต่ำลง จึงพระราชทานพระราชดำริให้ทำการศึกษาพัฒนาพื้นที่ในเขตที่ดินชายทะเลขึ้น เพื่อแนะนำให้ประชาชนได้มีความรู้ และเล็งเห็นความสำคัญของการใช้ และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติด้านต่าง ๆ ตั้งแต่ภูเขา พื้นที่ราบเชิงเขา และชายหาดไปจนถึงป่าชายเลนของจังหวัดจันทบุรี

ศูนย์แห่งนี้จึงได้เกิดขึ้นและทำหน้าที่นำผลสำเร็จที่ศึกษาทดลองแล้วขยายผลสู่การปฏิบัติใช้ของราษฎรในพื้นที่อย่างต่อเนื่องเช่นการฝึกอบรมราษฎรเรื่องการปลูกหม่อนกินผลในครั้งนี้เป็นต้น.

หม่อน – เรื่องน่ารู้

Published กันยายน 8, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.dailynews.co.th/agriculture/321810

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม 2558 เวลา 5:01 น.

หม่อน – เรื่องน่ารู้
มีสรรพคุณช่วยดับร้อน คลายความร้อนรุ่ม ขับลมร้อน ทำให้ชุ่มคอ บรรเทาอาการกระหายน้ำ

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม 2558 เวลา 5:01 น.

หม่อน เป็นพืชพื้นเมืองของประเทศจีนตอนใต้ แถบเทือกเขาหิมาลัย ต่อมามีการนำไปปลูกในอินโดจีน ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ ไทย เป็นไม้พุ่มขนาดกลาง มีลำต้นตั้งตรง ในประเทศไทยปลูกกันมากทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หลายพื้นที่นิยมนำผลมาต้มกับน้ำหรือเชื่อมกินเป็นยาแก้ธาตุไม่ปกติ ผลหม่อนจะมีรสเปรี้ยวหวานเย็น มีสรรพคุณช่วยดับร้อน คลายความร้อนรุ่ม ขับลมร้อน ทำให้ชุ่มคอ บรรเทาอาการกระหายน้ำ และทำให้ร่างกายชุ่มชื่น ในทางการแพทย์แผนไทยระบุว่า ช่วยรักษาโรคเบาหวาน และช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดอีกด้วย.

ปลูก’หม่อน’พันธุ์กำแพงแสน42เพิ่มค่า’ผลสด’แทนใช้เลี้ยงไหม

Published ธันวาคม 28, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20141127/196655.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน 2557

ทำมาหากิน : ปลูก ‘หม่อน’ พันธุ์กำแพงแสน 42 เพิ่มค่า ‘ผลสด’ แทนใช้เลี้ยงไหม : โดย…กวินทรา ใจซื่อ

                              คนไทยคุ้นเคยกับต้นหม่อนเพื่อใช้ในการเลี้ยงตัวไหม ส่วนผลหม่อนหรือที่เรียกกันว่า มัลเบอร์รี่ นั้น เพิ่งได้รับความนิยมจากผู้บริโภค มีทั้งรับประทานผลสด นำไปแปรรูปเป็นน้ำและแยมมัลเบอร์รี่ เนื่องจากเป็นผลไม้ในตระกูลเบอร์รี่ มีคุณค่าทางอาหาร รสชาติหวานอมเปรี้ยวที่อุดมด้วยวิตามิน แร่ธาตุ ในตำรับยาโบราณใช้ผลต้มกินทั้งเนื้อและน้ำแก้โรคไขข้ออักเสบ โลหิตจาง และขับเสมหะ สีม่วงแดงจากผลสดมีสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่ ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งและป้องกันโรคหัวใจด้วย
                              จากสรรพคุณที่หลากหลาย ประกอบกับกระแสการบริโภคอาหารเป็นยา ทำให้ “ชาตรี นาสิงห์” เกษตรกรชาว จ.นครราชสีมา สนใจปลูกหม่อนสายพันธุ์กำแพงแสน 42 ซึ่งเป็นสายพันธุ์เหมาะสำหรับรับประทานผลสด มีลักษณะเด่น คือให้ผลดก รสหวานหอม ทนแล้ง ทนฝน ปลูกและดูแลรักษาง่าย โรคและแมลงรบกวนน้อย ชอบแดดจัดไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมง ชอบน้ำแต่ไม่ชอบน้ำขังเพราะจะทำให้รากเน่า
                              “เดิมรู้จักเฉพาะพันธุ์พื้นเมืองที่ชาวบ้านใช้ใบเลี้ยงตัวไหม เมื่อ 7 ปีที่ผ่านมา นักวิชาการของกรมหม่อนไหมแนะนำพันธุ์หม่อนกำแพงแสน 42 ช่วงนั้นถือว่าเกษตรกรยังไม่รู้จัก ไม่เป็นที่แพร่หลาย ประเทศไทยต้องนำเข้าผลหม่อนจากต่างประเทศ ถือเป็นผลไม้ที่มีราคาแพง จึงหาข้อมูลทำให้รู้สรรพคุณของผล ประกอบกับกระแสการบริโภคอาหารเป็นยามีคนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้นจึงลองปลูก”
                              ชาตรี ถือเป็นเกษตรกรรายแรกๆ ของจังหวัดที่ปลูกมัลเบอร์รี่กินผลสดเพื่อจำหน่าย ซึ่งการปลูกต้นหม่อนหรือต้นมัลเบอร์รี่นั้น มีระยะห่างที่เหมาะสมประมาณ 3X 3 เมตร เพื่อให้ต้นได้รับแสงแดดอย่างเต็มที่ จากนั้นขุดหลุมแล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก เมื่อปลูกเสร็จใส่ปุ๋ยคอกแล้วรดน้ำให้ชุ่ม รอจนต้นแข็งแรงจึงค่อยตัดแต่งกิ่งกระตุ้นให้ออกผล
                              “ใน 1 ปีจะบังคับให้มัลเบอร์รี่ติดผล 3 รอบ เริ่มจากการใส่ปุ๋ยคอกให้รอบต้นรดน้ำให้ชุ่ม รอให้ต้นแตกใบอ่อนจนมีสีเขียวเข้ม แล้วตัดแต่งกิ่งให้เสมอกันสูงจากพื้นประมาณ 1 เมตร จากนั้นต้นหม่อนจะติดผล ประมาณ 45 วันสามารถเก็บผลขายได้ ปกติจะติดผล 2 เดือน เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วจะพักต้น จากนั้นจะเริ่มบังคับให้ออกลูกเป็นรอบที่ 2”
                              เกษตรกรเจ้าของสวนมัลเบอร์รี่ อธิบายต่อว่า หลังจากเริ่มบังคับให้ออกลูกเป็นรอบที่ 2 จากนั้นก็เริ่มบำรุงต้น และตัดแต่งกิ่งให้ออกผลอีกครั้ง ส่วนตลาดผลสด ขณะนี้จะส่งไปขายที่ จ.ภูเก็ต ราคากิโลกรัมละ 300-500 บาท ขณะเดียวกันก็มีลูกค้าบางส่วนนำไปแปรรูปเป็นแยมและน้ำมัลเบอร์รี่ ส่งขายตามโรงแรม โดยเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวและคนรักสุขภาพ ส่วนใบหม่อนส่งขายโรงงานในราคากิโลกรัมละ14-20 บาท ถือว่าตลาดยังไปได้อีกไกล
                              “ข้อเสียมีเพียงผลสดจะสุกและร่วงเร็ว จึงเก็บรักษาได้ไม่นาน จึงเหมาะกับการนำไปแปรรูป นอกจากจะขายผลสดแล้ว ยังเพาะกิ่งพันธุ์มัลเบอร์รี่จำหน่ายให้เกษตรกรที่สนใจด้วย” ชาตรีกล่าวย้ำ พร้อมให้คำแนะนำในการปลูกให้หม่อนติดผลเร็ว และมีผลเก็บขายได้ตลอดทั้งปีด้วย
                              หากสนใจสามารถสอบถามแนวทางในการปลูกมัลเบอร์รี่ ผลไม้ที่ตลาดยังสดใส สอบถามข้อมูลการปลูกได้ที่ 87/32 ซอย 19 ต.ในเมือง อ.เมือง นครราชสีมา หรือโทร.08-7956-4528 เขายินดีแนะนำด้วยความเต็มใจ
——————————
(ทำมาหากิน : ปลูก ‘หม่อน’ พันธุ์กำแพงแสน 42 เพิ่มค่า ‘ผลสด’ แทนใช้เลี้ยงไหม : โดย…กวินทรา ใจซื่อ)

“หม่อนกำแพงแสน 84” ช่อผลสั้นใหญ่ดก

Published ธันวาคม 19, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/edu/paperagriculturist/313637

17 ธันวาคม 2555, 05:00 น.
Pic_313637

หม่อนกำแพงแสน 84

หม่อนชนิดนี้ เป็นสายพันธุ์ที่ถูกพัฒนาขึ้นมา และถูกตั้งชื่อนำกิ่งพันธุ์ออกวางขายว่า “หม่อนกำแพงแสน 84” มีลักษณะเด่นคือ เป็นสายพันธุ์ที่ติดผลดกมาก ช่อผลสั้นกว่าหม่อนสายพันธุ์ดั้งเดิม แต่ละช่อจะมีผลย่อยใหญ่กว่าเบียดกันหนาแน่น ทำให้ช่อผลมีความกว้าง หรืออ้วนกว่าอย่างชัดเจน และที่สำคัญผลสุกของ “หม่อน กำแพงแสน 84” จะมีรสหวานกว่าพันธุ์ดั้งเดิมเล็กน้อย และมีความทนทานต่อโรคแมลงได้ดีด้วย จึงกำลังเป็นที่นิยมปลูกอยู่ในเวลานี้

หม่อนกำแพงแสน 84 มีชื่อวิทยาศาสตร์และลักษณะทางพฤกษศาสตร์เหมือนกับหม่อนทั่วไป มีข้อแตกต่างกันเฉพาะตามที่กล่าวข้างต้น เท่านั้น คือ WHITE MUL-BERRY, MULBERRY TREE, MORUS ALBA LINN. อยู่ใน วงศ์ MORACEAE เป็นไม้พุ่ม ลำต้นตั้งตรง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปไข่ ขอบใบเรียบหรือหยักเว้าเป็นพู ผิวใบสากและคาย

ดอก ออกเป็นช่อรูปทรง กระบอก ออกตามซอกใบ เป็นแบบแยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน กลีบรวมสีขาวหม่นหรือสีขาวแกมเขียว “ผล” เป็นผลรวม รูปทรงกระบอก ช่อผลสั้น ผลย่อยใหญ่เบียดกันหนาแน่นจนดูอ้วนใหญ่กว่าช่อผลหม่อนสายพันธุ์ดั้งเดิม ผลสุกเป็นสีแดงหรือสีม่วงดำ รสชาติหวานปนเปรี้ยว เป็นสายพันธุ์ที่ติดผลดกตามที่กล่าวข้างต้น ขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่ง

ประโยชน์ ใบ เป็นอาหารเลี้ยงตัว ไหม ผลสุกกินได้ แปรรูปทำแยมและอื่นๆอีกเยอะ ทางสมุนไพร ใบต้มเอาน้ำล้างตาแก้ตาแดง ตาแฉะ ตาฝ้าฟาง ใบสดกินเป็นยาแก้ไอ และระงับประสาท ใบต้มน้ำแกว่งด้วยสารส้มเล็กน้อย หยอดตาแก้ตาแดง

ปัจจุบัน “หม่อนกำแพงแสน 84” มีต้นขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 19 แผง “นายดาบสมพร” ราคาสอบถามกันเอง ปลูกได้ในดินทั่วไป ปลูกได้ทั้งลงดินกลางแจ้งและลงกระถางครับ.

“นายเกษตร”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย นายเกษตร
  • 17 ธันวาคม 2555, 05:00 น.

สมองกลฝังตัวคุมการปลูกหม่อน

Published พฤศจิกายน 19, 2012 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/agriculture/166837

วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2555 เวลา 00:00 น.

นายประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการเลี้ยงไหมจากอุตสาหกรรมในครัวเรือนเป็นอุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์ ทำให้มีการศึกษาทางเทคนิคและปัจจัยที่มีผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพของการเลี้ยงไหม ซึ่งปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่มีผลต่อการเลี้ยงไหมคือใบหม่อน เนื่องจากใบหม่อนเป็นอาหารเพียงอย่างเดียวของหนอนไหมที่เลี้ยงในประเทศไทยส่วนใหญ่ และมีส่วนสำคัญต่อการเลี้ยงไหมเป็นอย่างมาก ดังนั้น การให้น้ำที่เหมาะสมและการจัดการดูแลสวนหม่อนให้มีประสิทธิภาพเพื่อให้ต้นหม่อนมีความแข็งแรง ให้ผลผลิตใบหม่อนที่มีคุณภาพและมีปริมาณสูง จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง

เพื่อให้การควบคุมการปลูกหม่อนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กรมหม่อนไหมจึงได้ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเท็ค) พัฒนาการวัดคุมการปลูกหม่อนโดยสถานีตรวจวัดที่พัฒนาจากสมองกลฝังตัว เพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับการศึกษาพัฒนาวิธีการเพิ่มผลผลิตใบหม่อน ตัวสถานีประกอบด้วยแผงวงจรตรวจวัดและควบคุม แผงวงจรเชื่อมต่อเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งจะมีเซ็นเซอร์คอยตรวจวัดข้อมูลที่จำเป็นต่อการบริหารจัดการน้ำในแปลงปลูกหม่อน เช่น อุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์อากาศ ปริมาณน้ำฝน ความเข้มแสงอาทิตย์ ความเร็ว และทิศทางลม พร้อมกับควบคุมการทำงานของอุปกรณ์การปลูกหม่อน จากนั้นจึงส่งข้อมูลไปยังเครื่องแม่ข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตและส่งต่อไปยังเครื่องแม่ข่ายฐานข้อมูล ผู้ใช้งานสามารถเปิดดูข้อมูลได้ทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งแสดงผลทั้งแบบกราฟและแบบตาราง และสามารถนำออกมาวิเคราะห์และแสดงผลได้ นอกจากนี้สถานีดังกล่าวยังทำงานด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และสำรองพลังงานด้วยแบตเตอรี่ จึงมีต้นทุนน้อยมากสำหรับการใช้งานระบบวัดคุมการปลูกหม่อนโดยใช้สถานีตรวจวัดที่พัฒนาจากสมองกลฝังตัว เป็นส่วนหนึ่งของโครงการอัจฉริยะไหมไทย โดยกรมหม่อนไหมได้เริ่มดำเนินการในปี 2555 ได้ติดตั้งในเขตพื้นที่นำร่องในศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (ศมม.) จำนวน 3 ศูนย์ ได้แก่ ศมม.สระบุรี ศมม.นครราชสีมา และ ศมม.ร้อยเอ็ด  ส่วนในปี 2556 จะติดตั้งระบบเพิ่มในศมม.น่าน และ ศมม.ชุมพร เพื่อขยายผลการใช้เทคโนโลยีในการตรวจวัดคุมแปลงหม่อนให้มีประสิทธิภาพและทั่วถึงต่อไป.

พระราชินีทรงห่วงเกษตรปลุูกหม่อนเลี้ยงไหม

Published พฤศจิกายน 19, 2012 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/agriculture/165761

วันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน 2555 เวลา 11:44 น.

วันนี้ ( 9 พ.ย. ) นายประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวถึงการพัฒนาระบบการจัดการสินค้าหม่อนไหม ว่าสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนารถ ทรงห่วงใยเกษตรกรผู้ปลูกหม่อมเลี้ยงไหม ทรงมีพระราชประสงค์ให้ส่งเสริมสนับสนุนหม่อมไหมพันธุ์ดีแก่เกษตรกร ทรงมีพระราชเสาวนีย์จัดตั้งศูนย์อนุรักษ์และคุ้มครองพันธุกรรมหม่อนไหม นวัตกรรม วัฒนธรรม ภูมิปัญญาด้านหม่อนไหมและผลิตภัณฑ์จากหม่อนไหม เพื่อให้การผลิตไข่ไหมพันธุ์ดี ซึ่งในการบริหารจัดการไข่ไหมเพื่อจำหน่ายจ่ายแจกแก่เกษตรกรนั้น จำเป็นต้องกำหนดปริมาณไข่ไหมให้ตรงตามความต้องการ แต่เนื่องจากไข่ไหมมีขนาดเล็กมาก การนับไข่ไหมให้ถูกต้องด้วยตามเปล่า การใช้วิธีประเมินจำนวนไข่ไหมที่จะจำหน่ายให้แก่เกษตรกร โดยการชั่งน้ำหนักไข่ไหมจำนวนหนึ่งแล้วคำนวณแบบประมาณการจะมีข้อผิดพลาดมาก และมีโอกาสที่ไข่ไหมที่จำหน่ายจ่ายแจกนั้นไม่ครบจำนวน หรือมากเกินกว่าที่กำหนด ส่งผลให้จำนวนหนอนไหมที่ฟักตัวออกมาไม่แน่นอน การดูแลเลี้ยงดูยากขึ้น นอกจากนี้การประมาณการด้วยสายตา ยังไม่สามารถจำแนกไข่ดีและไข่เสียออกจากกันได้

อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า จากปัญหานี้ทางกรมฯจึงได้ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ(เนคเท็ค) บูรณาการความรู้ด้านหม่อนไหมและด้านคอมพิวเตอร์มาพัฒนาระบบตรวจนับไข่ไหม โดยนำเทคโนโลยีการประมวลผลภาพ  มาช่วยในการนับไข่ไหมด้วยการสแกนแผ่นไข่ไหมด้วยเครื่องสแกนเนอร์ แล้วใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ประมวลผลเชิงภาพเพื่อนับไข่ไหมทั้งหมด พร้อมทั้งจำแนกไข่ดีและไข่เสียออกจากกัน โดยใช้โปรแกรมดังกล่าวหาขอบเขตและตำแหน่งของไข่ไหมทั้งหมด แยกแยะไข่ไหมที่ดีและเสีย และนับจำนวนไข่ไหมทั้งสองประเภทได้อย่างชัดเจนและแม่นยำกว่าการตรวจนับด้วยตาเปล่า ระบบการตรวจนับไข่ไหมเป็นระบบหนึ่งในโครงการอัจฉริยะไหมไทยโดยในปี 2555 ได้ติดตั้งในศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถด้วย

ระบบวัดคุมการปลูกหม่อนอัจฉริยะไหมไทย….โดยใช้สถานีตรวจวัดจากสมองกล – หลากเรื่องราว

Published พฤศจิกายน 19, 2012 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/agriculture/165080

วันพุธที่ 7 พฤศจิกายน 2555 เวลา 00:00 น.

กรมหม่อนไหม ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) พัฒนาการวัดคุมการปลูกหม่อนโดยสถานีตรวจวัดที่พัฒนาจากสมองกลฝังตัว เพื่อตรวจวัดข้อมูลที่จำเป็นต่อการปลูกหม่อน และเพิ่มจำนวนใบหม่อนที่มีคุณภาพให้ได้มากที่สุด

นายประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการเลี้ยงไหมจากอุตสาหกรรมในครัวเรือนเป็นอุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์ ทำให้มีการศึกษาทางเทคนิคและปัจจัยที่มีผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพของการเลี้ยงไหม ซึ่งปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่มีผลต่อการเลี้ยงไหมคือใบหม่อน เนื่องจากใบหม่อนเป็นอาหารเพียงอย่างเดียวของหนอนไหมที่เลี้ยงในประเทศไทยส่วนใหญ่ และมีส่วนสำคัญต่อการเลี้ยงไหมเป็นอย่างมาก ดังนั้น การให้น้ำที่เหมาะสมและการจัดการดูแลสวนหม่อนให้มีประสิทธิภาพเพื่อให้ต้นหม่อนมีความแข็งแรง ให้ผลผลิตใบหม่อนที่มีคุณภาพและมีปริมาณสูง จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง

เพื่อให้การควบคุมการปลูกหม่อนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กรมหม่อนไหมจึงได้ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) พัฒนาการวัดคุมการปลูกหม่อนโดยสถานีตรวจวัดที่พัฒนาจากสมองกลฝังตัว (Embedded System Technology :EST) เพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับการศึกษาพัฒนาวิธีการเพิ่มผลผลิตใบหม่อน ตัวสถานีประกอบด้วย แผงวงจรตรวจวัดและควบคุม แผงวงจรเชื่อมต่อเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งจะมีเซ็นเซอร์คอยตรวจวัดข้อมูลที่จำเป็นต่อการบริหารจัดการน้ำในแปลงปลูกหม่อน เช่น อุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์อากาศ ปริมาณน้ำฝน ความเข้มแสงอาทิตย์ ความเร็ว และทิศทางลม พร้อมกับควบคุมการทำงานของอุปกรณ์การปลูกหม่อน จากนั้นจึงส่งข้อมูลไปยังเครื่องแม่ข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตและส่งต่อไปยังเครื่องแม่ข่ายฐานข้อมูล ผู้ใช้งานสามารถเปิดดูข้อมูลได้ทางอิน เทอร์เน็ต ซึ่งแสดงผลทั้งแบบกราฟและแบบตาราง และสามารถนำออกมาวิเคราะห์และแสดงผลได้ นอกจากนี้สถานีดังกล่าวยังทำงานด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และสำรองพลังงานด้วยแบตเตอรี่ จึงมีต้นทุนน้อยมากสำหรับการใช้งาน

ระบบวัดคุมการปลูกหม่อน โดยใช้สถานีตรวจวัดที่พัฒนาจากสมองกลฝังตัว เป็นส่วนหนึ่งของ โครงการอัจฉริยะไหมไทย (Smart Thai Silk) โดยกรมหม่อนไหมได้เริ่มดำเนินการในปี 2555 ได้ติดตั้งในเขตพื้นที่นำร่องใน ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (ศมม.) จำนวน 3 ศูนย์ ได้แก่ ศมม.สระบุรี ศมม.นครราชสีมา และ ศมม.ร้อยเอ็ด

…ส่วนในปี 2556 จะติดตั้งระบบเพิ่มใน ศมม.น่าน และ ศมม.ชุมพร เพื่อขยายผลการใช้เทคโนโลยีในการตรวจวัดคุมแปลงหม่อนให้มีประสิทธิภาพและทั่วถึงต่อไป.

ระวังโรคและแมลงศัตรูหม่อนระบาดช่วงปลายฤดูฝนและฤดูหนาว – ดินดีสมเป็นนาสวน

Published ตุลาคม 21, 2012 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/agriculture/161261

วันพุธที่ 17 ตุลาคม 2555 เวลา 00:00 น.

ในช่วงปลายฤดูฝนเข้าสู่ฤดูหนาวมักมีโรคและแมลงศัตรูหม่อนหลายชนิดระบาด อาทิ  โรคราสนิม  โรคราแป้ง  โรคใบจุดกุหลาบเพลี้ยแป้ง  และแมลงหวี่ขาว  เป็นต้น  เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนจึงควรหมั่นตรวจสอบความผิดปกติของแปลงหม่อนหากพบการระบาดจะได้กำจัดได้ทันท่วงทีและไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นหม่อน   โดยแมลงศัตรูหม่อนที่สำคัญและมักระบาดในช่วงนี้  ได้แก่ แมลงหวี่ขาว ซึ่งสามารถแพร่กระจายและระบาดในสวนหม่อนตลอดปี แต่จะพบมากในช่วงปลายฤดูฝนและฤดูหนาว  ตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงเดือนมกราคม ลักษณะของแมลงหวี่ขาวที่สามารถสังเกตได้ คือ จะมีขนาดเล็ก  ตัวเต็มวัยมีขนาด 2 มิลลิเมตร มีปีก 2 คู่  สีขาวอ่อน  มักพบตามใต้ใบบริเวณยอดเพื่อวางไข่และพบตามใบแก่  แมลงหวี่ขาวตัวเต็มวัยจะวางไข่เป็นฟองเดี่ยวๆ ด้านใต้ใบใกล้กับเส้นใบ  ไข่มีลักษณะยาวเรียว มีก้านสั้นๆ ยึดติดกับใบ  ตัวอ่อนจะพบใต้ใบที่โตเต็มที่  ส่วนดักแด้มักพบในใบส่วนล่างกิ่ง   แมลงหวี่ขาวจะทำลายต้นหม่อน โดยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบหม่อนเป็นอาหาร  และถ่ายมูลเป็นน้ำหวาน  ออกมาติดใบหม่อนซึ่งเป็นอาหารอย่างดีของราดำ หากมีการระบาดรุนแรงแล้วทั้งราดำและตัวแมลงหวี่ขาวจะมีผลทำให้ใบหม่อนไม่เหมาะสมต่อการเลี้ยงไหม  ใบส่วนล่างจะเหลืองและร่วงหล่น  เนื่องจากความชื้นและปริมาณธาตุไนโตรเจนในใบลดลง

นายประเสริฐ  โกศัลวิตร  อธิบดีกรมหม่อนไหม  กล่าวว่า  การป้องกันและการกำจัดแมลงหวี่ขาวนั้น เกษตรกรควรหมั่นตรวจสวนหม่อน หากพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยบริเวณยอดหรือใบแก่ส่วนกลาง อาจใช้สารฆ่าแมลงที่มีสารพิษตกค้างสั้น อาทิ  มาลาไธออน หรือ อ๊อกซามิล  อัตรา 20 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร  หรือ โปรมีคาร์บ 50 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร  ฉีดพ่น  หลังจากนั้น 15 วัน จึงเก็บใบหม่อนไปเลี้ยงไหม  โดยการพ่นสารเคมีควรพ่นในช่วงเวลา  07.00 – 09.00 น.  เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่มีปริมาณแมลงหวี่ขาวอยู่ตามใบมากกว่าเวลาอื่น  นอกจากนี้อาจใช้สารเหนียวพวกวาสลีนขาว ทาแผ่นพลาสติกสีเหลือง นำไปปักระหว่างแถวหม่อน เพื่อประเมินการระบาดและป้องกันกำจัด  หรือใช้น้ำหมักจากใบกระเพราหรือใบโหระพา อัตราส่วน 50 กรัม/น้ำ 1 ลิตร  ทิ้งไว้ 1 คืน  จากนั้นกรองเอากากออกแล้วนำไปฉีดพ่นในแปลงหม่อน  หรือใช้น้ำส้มควันไม้ฉีดพ่นบริเวณหลังใบที่มีแมลงหวี่ขาวเกาะอยู่  โดยฉีดพ่นทุกๆ 7 – 10 วัน  ซึ่งน้ำส้มควันไม้จะไม่เป็นอันตรายต่อหนอนไหม  หรืออาจกำจัดโดยใช้ศัตรูตามธรรมชาติ  อาทิ  ด้วงเต่าลาย  และแตนเบียนเป็นต้น

สำหรับโรคหม่อนที่สำคัญและมักพบในช่วงปลายฤดูฝนเข้าฤดูหนาว คือ โรคราสนิม  โดยสปอร์ของเชื้อราจะแพร่กระจายไปกับฝนและลม  ความรุนแรงของโรคจะมากขึ้นตามอายุของใบหม่อน  ใบหม่อนที่แสดงอาการของโรคนี้ เริ่มแรกจะเห็นเป็นจุดเล็กๆ สีเหลือง และขยายขึ้นเป็นตุ่มแผลใหญ่ขึ้น เมื่อเนื้อเยื่อใบหม่อนถูกทำลายและแตกออกจะเห็นสปอร์ของเชื้อรามีลักษณะเป็นผงสีน้ำตาลปนแดงคล้ายสนิมกระจายอยู่บริเวณผิวด้านใต้ใบหม่อน หากระบาดรุนแรงจะทำให้ใบหม่อนมีสีเหลืองทั้งใบและแห้งเป็นสีน้ำตาลและร่วงหล่น  ซึ่งทำให้ใบหม่อนมีคุณภาพต่ำไม่เหมาะที่จะนำไปเลี้ยงไหม

การป้องกันและกำจัดโรคราสนิมนั้น ควรใช้วิธีผสมผสานในการบริหารจัดการแปลงหม่อน  โดยเริ่มตั้งแต่การเลือกปลูกหม่อนพันธุ์ที่ทนทานต่อโรคราสนิม เช่น พันธุ์คุณไพ  พันธุ์สกลนคร  การลงปลูกหม่อนแบบแถวเดี่ยว  การเพิ่มระยะปลูกหม่อนให้มากขึ้น โดยระยะห่างระหว่างต้นไม่น้อยกว่า 75  เซนติเมตร  ระยะห่างระหว่างแถวไม่น้อยกว่า 2 เมตร  ควรตัดแต่งกิ่งหม่อนให้โปร่ง และไม่ปล่อยให้ใบหม่อนมีอายุแก่เกิน 3 เดือน ในกรณีพบการระบาดรุนแรงให้ตัดแต่งกิ่งและนำกิ่งและใบหม่อนไปเผาทำลาย หรือพ่นด้วยสารกำจัด เชื้อรา เช่น ไตรอะดิมิฟอส, โปรพิโคลนาโซล หรือไดฟิดนโคลนาโซล  หากมีการพ่นสารเคมีควรเว้นระยะการเก็บใบหม่อนไปเลี้ยงไหมโดยระยะที่ปลอดภัยคือ หลังพ่นสารเคมี ๒๐ วัน  สำหรับกิ่งและใบหม่อนที่ตัดทิ้งควรนำไปเผาทำลาย ไม่ควรนำกิ่งมาคลุมแปลงหม่อน โดยเฉพาะกิ่งหม่อนที่มีเชื้อราโรคราสนิมเข้าทำลาย เนื่องจากจะเป็นแหล่งเพาะอาศัยของเชื้อโรคต่อไปได้

แนะใช้น้ำหมักใบกะเพราหรือใบโหระพา กำจัดเชื้อราใบหม่อน

Published ตุลาคม 12, 2012 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/agriculture/160298

วันพฤหัสบดีที่ 11 ตุลาคม 2555 เวลา 11:40 น.

วันนี้(11 ต.ค.) นายประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า ในช่วงปลายฤดูฝนเข้าสู่ ฤดูหนาวจะเกิดโรคและแมลงศัตรูหม่อนระบาดเช่น โรคราสนิม โรคราแป้ง โรคใบจุดกุหลาบเพลี้ยแป้ง และแมลงหวี่ขาว เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนควรดูแลตรวจสอบความผิดปกติของแปลงหม่อนหากพบการระบาดจะได้กำจัดได้ทันท่วงทีและไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นหม่อน โดยแมลงศัตรูหม่อนที่สำคัญและมักระบาดในช่วงนี้ ถึงเดือนมกราคม หากมีการระบาดรุนแรงแล้วทั้งราดำและตัวแมลงหวี่ขาวจะมีผลทำให้ใบหม่อนไม่เหมาะสมต่อการเลี้ยงไหม ใบส่วนล่างจะเหลืองและร่วงหล่น เนื่องจากความชื้นและปริมาณธาตุไนโตรเจนในใบลดลง

นอกจากนี้อาจใช้สารเหนียวพวกวาสลีนขาว ทาแผ่นพลาสติกสีเหลือง นำไปปักระหว่างแถวหม่อน เพื่อประเมินการระบาดและป้องกันกำจัด หรือใช้น้ำหมักจากใบกระเพราหรือใบโหระพา อัตราส่วน 50 กรัม/น้ำ 1 ลิตร ทิ้งไว้ 1คืน จากนั้นกรองเอากากออกแล้วนำไปฉีดพ่นในแปลงหม่อน หรือใช้น้ำส้มควันไม้ฉีดพ่นบริเวณหลังใบที่มีแมลงหวี่ขาวเกาะอยู่ โดยฉีดพ่นทุกๆ 7 – 10 วัน ซึ่งจะไม่เป็นอันตรายต่อหนอนไหม หรือกำจัดโดยใช้ศัตรูตามธรรมชาติ เช่นด้วงเต่าลาย และ แตนเบียน

ทั้งนี้หากระบาดรุนแรงจะทำให้ใบหม่อนมีสีเหลืองทั้งใบและแห้งเป็นสีน้ำตาลและร่วงหล่น ซึ่งทำให้ใบหม่อนมีคุณภาพต่ำไม่เหมาะที่จะนำไปเลี้ยงไหมการเลือกปลูกหม่อนพันธุ์ที่ทนทานต่อโรคราสนิม เช่น พันธุ์คุณไพ พันธุ์สกลนคร การลงปลูกหม่อนแบบแถวเดี่ยว โดยระยะห่างระหว่างต้นไม่น้อยกว่า 75 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างแถวไม่น้อยกว่า 2 เมตร ควรตัดแต่งกิ่งหม่อนให้โปร่ง และไม่ปล่อยให้ใบหม่อนมีอายุแก่เกิน 3 เดือน หรือใช้สารเคมีไม่มีฤทธิ์ตกค้างระยะสั้น ป้องกันและการกำจัดแมลงหวี่ขาวสวนหม่อน พบที่ยอดหรือใบแก่ส่วนกลาง อาจใช้สารฆ่าแมลงเช่น มาลาไธออน หรือ อ๊อกซามิล อัตรา 20 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร หรือ โปรมีคาร์บ 50 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น หลังจากนั้น 15 วัน จึงเก็บใบหม่อนไปเลี้ยงไหม โดยการพ่นสารเคมีควรพ่นในช่วงเวลา 07.00 – 09.00 น.

หม่อนกินผลขาดตลาดราคาดี – เกษตรทั่วไทย

Published สิงหาคม 26, 2012 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/agriculture/150887

วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม 2555 เวลา 00:00 น.

นายชิดชนก สุขมงคล หัวหน้าโครงการสถานีพัฒนาการเกษตร   ที่สูงตามพระราชดำริ ภูพยัคฆ์ จ.น่าน เปิดเผยว่า กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช มีหน้าที่ในการรักษาป่า จึงพยายามหาพืชที่สามารถปลูกปนกับป่าได้และสามารถนำมาปลูกเป็นแนวอนุรักษ์กันชนได้ด้วย โดยส่งเสริมให้ราษฎรปลูกชาใบเมี่ยง และกาแฟ ล่าสุดก็ได้ส่งเสริมให้มีการปลูกหม่อนไหม โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดน่าน ค่อนข้างมีความเหมาะสม เนื่องจากต้นหม่อนมีคุณสมบัติ และสรรพคุณเหมาะแก่การอนุรักษ์พื้นที่ ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำ

เนื่องจากหม่อนเป็นพืชที่ไม่ต้องการน้ำมาก ทนแล้ง และไม่ต้องการปุ๋ย หรือยาฆ่าแมลง และการดูแลน้อย ซึ่งเกษตรกรสามารถปลูกทิ้งไว้ 2 ปีก็สามารถเก็บผลผลิตได้ ปลูกในที่ลาดชันได้ ชอบดินประเภทร่วนปนทราย ซึ่งเป็นดินที่อยู่บริเวณบนดอย  ส่วนภาคกลางเป็นดินเหนียว  น้ำไม่ค่อยดี หม่อนอาจจะไม่เจริญเติบโต ไม่ออกผลดีเท่าบนดอย การส่งเสริมและสนับสนุนให้ปลูกหม่อนนั้นได้ใช้พื้นที่เดิมที่ชาวบ้านใช้ปลูกข้าวไร่ ข้าวโพด โดยใช้ต้นหม่อนเข้าไปทดแทนพืชเหล่านั้น เพราะหม่อนเมื่อปลูกแล้วจะเก็บเกี่ยวผล ผลิตได้ร่วม 10 ปี ทำให้พื้นที่ตรงนั้นมีโอกาสฟื้นกลับคืนมาเป็นป่าได้ และในอนาคตหากเสริมพันธุ์ไม้ยืนต้นชนิดอื่นเข้าไปปลูกก็จะสะดวกมากขึ้นด้วยพื้นที่มีความเหมาะสม

การปลูกจะปลูกเป็นแนวกันชนระหว่างพื้นที่ป่าอนุรักษ์กับพื้นที่ทำกินของราษฎร ที่สำคัญ ต้นหม่อนจะโดนไฟไม่ได้เพราะจะตาย ฉะนั้นราษฎรก็จะต้องดูพื้นที่ปลูกหม่อนเป็นอย่างดี จะเป็นผลให้ป่าในพื้นที่เหนือพื้นที่ปลูกหม่อนขึ้นไปก็จะได้รับการดูแลไม่ให้เกิดไฟป่าในช่วงฤดูแล้งด้วย

หม่อนพันธุ์เชียงใหม่ 60 เป็นพันธ์ุส่งเสริมให้ปลูกซึ่งเป็น หม่อนกินผล สำหรับการตลาดนั้นเดิมจะทำ โครงการรับซื้อผล ผลิตจากเกษตรกร และส่งให้โรงงานแปรรูปซึ่งรับซื้อทั้งหมด เนื่องจากมีผลผลิตน้อย ราคาค่อนข้างดี แต่หากในอนาคตมีผลผลิตเพิ่มขึ้น และมีพ่อค้าคนกลาง พ่อค้าคนกลางก็อาจจะกดราคาได้ ทางโครงการพระราชดำริจึงพัฒนาด้านการแปรรูปหม่อนขึ้นโดยใช้โรงงานแปรรูปที่โครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตาม พระราชดำริ ภูพยัคฆ์ ขยายโรงงานรองรับการแปรรูปหม่อนขึ้นมา โดยมีสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) สนับสนุนงบประมาณในการจัดสร้างมีการปรับปรุงสูตรแปรรูป และจัดทำแบรนด์น้ำหม่อน ภูพยัคฆ์ขึ้นมา และได้รับการรับรองจาก อย.แล้ว ปัจจุบันมีการกระจายตลาดออกไปอย่างกว้างขวาง เช่น ที่กรุงเทพฯ มีจำหน่ายที่ตลาด อ.ต.ก. จังหวัดเชียงใหม่ ที่ห้างสรรพสินค้าริมปิง ซึ่งได้รับการตอบรับค่อนข้างดี

ผลผลิตที่แปรรูป ประกอบด้วย น้ำหม่อนพร้อมดื่ม น้ำหม่อนเข้มข้น น้ำหม่อนสกัด 100% ซึ่งจะไม่มีน้ำตาล ส่วนที่เหลือก็มีหม่อนอบแห้ง ไอศกรีมหม่อน ซึ่งกำลังมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง

เนื่องจากหม่อนค่อนข้างให้รายได้ที่ดี อย่างปีที่ผ่านมามีเกษตรกรรายหนึ่งปลูกหม่อนประมาณ 200 ต้น ในปีที่ 2 ได้รายได้ 30,000 บาท ปีที่ 3 ได้ประมาณ 70,000 บาท ซึ่งหม่อนค่อนข้างให้ผลผลิตที่ดี มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการประมาณ 200 ไร่ โดยทาง   โครงการฯ รับซื้อผลหม่อนเพื่อนำมาแปรรูปกิโลกรัมละ 30 บาท และจากผลสำเร็จดังกล่าวเกษตรกรในพื้นที่สนใจจึงได้จัดทำโครงการขยายพื้นที่เพื่อปลูกหม่อนแทนข้าวโพดและข้าวไร่ออกไปอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งแน่นอนว่าการดำเนินการเช่นนี้จะเอื้อต่อการเพิ่มพื้นที่ชุ่มน้ำและแหล่งเก็บกักน้ำตามธรรมชาติในพื้นที่ป่าต้นน้ำของลุ่มน้ำน่านได้มากขึ้น ขณะที่การทำการเกษตรเพื่อรายได้ของราษฎรในพื้นที่ก็ไม่กระทบกระเทือนแต่ประการใด.

%d bloggers like this: