ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ตลาดหุ้นยุคฟองสบู่รอวันแตก

ตลาดหุ้นยุคฟองสบู่รอวันแตก

วันจันทร์ที่ 11 มีนาคม 2556

//

ตลาดหุ้นยุคฟองสบู่รอวันแตก

ตลาดหุ้นยุคฟองสบู่รอวันแตก : หน้าต่างอาเซียน โดยทนง ขันทอง

              แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจโดยทั่วไปยังแย่อยู่ แต่ตลาดหุ้นกำลังพุ่งทะยานทำสถิติอยู่ ส่อแววฟองสบู่ลูกยักษ์ ซึ่งถ้าแตกเมื่อใด จะทำให้เกิดหายนะไปทั่วโลก

วันนี้เราจะมาเปรียบเทียบดูตลาดหุ้นดาวโจนส์ของนิวยอร์ก ตลาดหุ้นนิกเกอิของญี่ปุ่น และตลาดหุ้นของไทย ว่า มีการฟื้นตัวตามปัจจัยพื้นฐาน หรือว่าเกิดจากการสร้างฟองสบู่รอบใหม่ของธนาคารกลาง โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ และธนาคารกลางของญี่ปุ่น ที่กำลังพิมพ์เงินออกมาอย่างบ้าคลั่ง เพื่อพยุงไม่ให้เศรษฐกิจซบเซา หรือล้มละลาย

เริ่มต้นที่ตลาดหุ้นไทยก็แล้วกัน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยมีการทำสถิติสูงในรอบ 19 ปี ทะยานไปถึงระดับ 1,566 ช่วงระยะเวลาสามปีที่ผ่านมา หุ้นไทยมีมูลค่าเพิ่มเป็นเท่าตัวถึง 2 ครั้ง คือช่วงปี 2009 หุ้นไทยได้รับผลกระทบอย่างมากจากวิกฤติการเงินสหรัฐ หลังฟองสบู่แตกเมื่อปีก่อนหน้านั้น หุ้นไทยปรับตัวลงไปอยู่แถวระดับ 400 แต่หลังจากมีการอัดฉีดเม็ดเงินผ่านนโยบายการเงินและการคลังโดยกลุ่มประเทศ จี-20 มีผลทำให้เศรษฐกิจโลกไม่ฟุบ หุ้นไทยเริ่มกระเตื้องขึ้นมา โตทวีคูณอยู่ระดับ 800 เมื่อช่วง 2011

ถึงตอนนี้ผ่านมาแค่ปีกว่าๆ เอง หุ้นไทยทำท่าจะมีมูลค่าเพิ่มทวีคูณอีกครั้ง โดยจะทดสอบระดับ 1,600 อีกในไม่ช้า โบรกเกอร์บางสำนักบอกว่า หุ้นไทยอาจไปถึง 1,800 ภายในปีนี้ ซึ่งหมายความว่า จะทำสถิติสูงสุดเท่าที่เคยก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมา หุ้นไทยเคยทำสถิติสูงสุดเมื่อช่วงฟองสบู่ต้นปี 1995 โดยไต่ไประดับ 1,700 กว่า ก่อนที่ฟองสบู่จะแตกอีกปีสองปีกว่าๆ ต่อมา หุ้นไทยดิ่งเหวไปสู่ระดับต่ำสุดที่ 270 เมื่อปี 1998 ปีนั้น คงจะจำได้ว่า ค่าเงินบาทเกือบจะกู่ไม่กลับ ดิ่งนรกไปอยู่ที่ 56 บาทต่อดอลลาร์

จะเห็นได้ว่า ต้องใช้เวลาถึง 22 ปี กว่าหุ้นไทยจะพยายามกลับไปสู่ระดับสูงสุดอีกครั้ง หุ้นนิกเกอิของญี่ปุ่นกำลังฟื้นตัวขึ้นมาใหม่จากนโยบายพิมพ์เงินของทางการ ที่หลายคนมองว่า เป็นการประกาศสงครามการเงิน เพราะญี่ปุ่นต้องการอัดสภาพคล่องออกมาเต็มที่ เพื่อให้เงินเยนอ่อนค่าลง เพื่อช่วยกระตุ้นการส่งออกและแก้ปัญหาเงินฝืดที่เล่นงานเศรษฐกิจญี่ปุ่นมากว่า 20 ปีแล้ว เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หุ้นนิกเกอิพุ่งขึ้น 3% กว่าๆ มาอยู่ที่ระดับ 12,283 ดูเหมือนว่า ทางการญี่ปุ่นได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะพยายามปั่นหุ้นให้ไปถึง 13,000 ภายในเดือนนี้ เล่นกันตรงๆ แบบนี้โดยไม่เกรงใจเลย

แต่ระดับหุ้นในขณะนี้ยังห่างไกลจากจุดสูงสุดของนิกเกอิที่เคยไปถึง 38,957 เมื่อปี 1990 ก่อนที่ฟองสบู่จะแตก อสังหาริมทรัพย์และแบงก์จะล้มตามมา ตลอดระยะเวลา 22 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจญี่ปุ่นแทบจะโงหัวไม่ขึ้น โตโดยเฉลี่ยแค่ 0.8% ตลาดบ้านตอนนี้มีราคาเท่ากับปี 1983 ส่วนตลาดหุ้นมีมูลค่าแค่ 1/3 ของปี 1990 พูดง่ายๆ ว่า หุ้นญี่ปุ่นอาการยังโคม่า

ส่วนตลาดหุ้นดาวโจนส์ของสหรัฐ ปิดที่ระดับ 14,357 เมื่อวันศุกร์ ที่ผ่านมา ปรากฏว่าทุบสถิติสูงสุดที่ทำไว้เมื่อปี 2007 ที่ระดับ 14,164 ไปเรียบร้อย หุ้นดาวโจนส์พังอย่างหมดท่า หลังจากฟองสบู่แตกเมื่อปี 2008 ดัชนีลงไปแตะระดับ 6,000 ปลายๆ เมื่อปี 2009 ดัชนีค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นมาจากนโยบายการเงิน

การคลังที่อัดออกมาอย่างเต็มที่ของรัฐบาลนายโอบามา จะเห็นได้ว่า หุ้นดาวโจนส์ต่างจากหุ้นไทยและหุ้นญี่ปุ่นอย่างเห็นได้ชัด โดยใช้เวลาเพียง 3 ปีกว่าเท่านั้น ในการฟื้นตัวขึ้นมามากกว่าเท่าตัว แต่ถ้าดูไส้ในจริงๆ แล้วจะเห็นได้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐไม่ได้มีการฟื้นตัวอย่างมั่นคงแต่ประการใด ไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้วเศรษฐกิจติดลบ 0.1% ตัวเลขว่างงานยังสูงอยู่ระดับเกือบ 8%

การที่หุ้นพุ่งทะยานสูงอย่างนี้ สรุปได้อย่างแน่นอนว่า เกิดจากนโยบายพิมพ์เงินของนายเบน เบอร์นันเก ประธานของธนาคารกลางสหรัฐ เล่นสร้างฟองสบู่ด้วยการอัดสภาพคล่องที่ไม่มีขีดจำกัด อุ้มกันสุดตัวอย่างนี้ ยังไงหุ้นก็ต้องขึ้น แต่จะไปได้อีกกี่น้ำ เพราะว่าปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไม่ได้ดีเป็นเงาตามตัว

ก็ต้องจับตาดูต่อไปว่า ตลาดหุ้นประเทศไหนจะไปก่อนกัน เพราะธรรมชาติของฟองสบู่คือ เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว มันต้องแตกสักวันหนึ่ง

กรกฎาคม 6, 2013 Posted by | การเมือง, คมชัดลึก | , , , , , | ใส่ความเห็น

อินเดียจะเป็นมหาอำนาจเคียงคู่กับจีน

อินเดียจะเป็นมหาอำนาจเคียงคู่กับจีน

อินเดียจะเป็นมหาอำนาจเคียงคู่กับจีน

อินเดียจะเป็นมหาอำนาจเคียงคู่กับจีน : หน้าต่างอาเซียน โดยทนง ขันทอง

              เป็นธรรมดาที่พอจีนจะใหญ่ขึ้นมาทั้งทางเศรษฐกิจและการทหารก็โดนถล่มจากผู้นำและสื่อจากตะวันตก โดยมองกันว่าจีนกำลังเป็นภัยคุกคามต่อเพื่อนบ้านและเป็นอุปสรรคต่อสันติภาพและความสงบร่มเย็นในภูมิภาคเอเชียทั้งหมด ทั้งนี้สืบเนื่องจากความตึงเครียดระหว่างจีนและญี่ปุ่น และความขัดแย้งในหมู่เกาะทะเลจีนใต้ระหว่างจีนและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ไม่ยักจะมีใครให้ความสนใจอินเดีย ทั้งๆ ที่อินเดียก็กำลังผงาดเป็นผู้นำทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคงในภูมิภาคนี้ และมีโอกาสที่จะใหญ่บนเวทีโลกไม่แพ้จีนในอนาคตอันใกล้นี้

วันนี้ต้องขอเขียนเรื่องอินเดียหน่อย เพราะว่ากำลังท่องอยู่ในแดนภารตตามคำเชิญของรัฐบาลเขา

ต้องยอมรับว่าอินเดียเดินหมากเก่ง เป็นเสือซุ่ม มีความอดทนสูงในการสร้างชาติ เพื่อฟื้นคืนศักดิ์ศรี เพราะว่าเพิ่งจะได้เอกราชหลังสงครามโลกครั้งที่สองหลังตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษกว่า 200 ปี

ส่วนจีนค่อนข้างจะโฉ่งฉ่าง เลยเป็นเป้าใหญ่ให้โดนถล่มและเป็นที่จับตาเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะขยับอะไรจะโดนจับผิด เพราะว่าจีนอาจจะกำลังจะล้มระเบียบโลกปัจจุบันที่ตะวันตกสร้างขึ้นมาเพื่อควบคุมโลกในระยะ 200-300 ปีที่ผ่านมา ส่วนอินเดียทำอะไรก็น่ารักไปหมด ดูไม่มีพิษมีภัยอะไร ลองดูตัวเลขเศรษฐกิจต่อไปนี้ที่รวบรวมโดยสมาพันธ์อุตสาหกรรมอินเดีย จะเห็นได้ว่าอินเดียไม่ธรรมดาเลย

1.อินเดียแซงหน้าญี่ปุ่นเป็นอันดับสามของโลกแล้วในแง่ดุลกำลังซื้อในผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ที่สูงถึง 4.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยที่ตัวเลขของญี่ปุ่นอยู่ที่ 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐมาอันดับหนึ่งที่ 15.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จีนมาอันดับสองที่ 12.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

2.ประชากรอินเดียใหญ่เป็นอันดับสองของโลก รองจากจีน ตอนนี้มีอยู่เกือบ 1,300 ล้านคน

3.ขณะที่หลายๆ ประเทศมีปัญหาสังคมคนแก่ ไม่มีคนหนุ่มสาวเพียงพอที่จะทำงาน อินเดียมีประชากรในวัยทำงานถึง 429 ล้านคน

4.เศรษฐกิจอินเดียมีอัตราเติบโตเร็วเกือบที่สุดในโลกในระยะ 20 ปีที่ผ่านมา โดยโตจาก 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 1992 มาเป็น 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปีที่แล้ว

5.ชนชั้นกลางในอินเดียกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในปี 1995 อินเดียมีชนชั้นกลาง 4.6 ล้านครัวเรือน ตัวเลขนี้จะเพิ่มเป็น 60 ล้านครัวเรือนในปี 2015 คนชั้นกลางอินเดียมีรายได้ระหว่าง 2 แสนรูปี-1 ล้านรูปี (1ดอลลาร์สหรัฐ = 53 รูปี)

6.ไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว ประเทศอุตสาหกรรมมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจติดลบหมด ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป แต่ปีที่แล้วอินเดีย จีนยังคงโตในอัตราที่สูงอยู่ คือ 4.5% และ 7.8% ตามลำดับ

7.อินเดียเริ่มจะผลิตอาหารหรือธัญพืชได้พอต่อการบริโภคภายในประเทศแล้ว โอกาสที่จะเกิดการจลาจลอาหารมีน้อยลงและที่สำคัญปีที่แล้วเป็นแชมป์ส่งข้าวออกประมาณ 10 ล้านตัน แซงหน้าประเทศไทยไปแล้ว

8.ถ้าอัตราการเจริญเติบโตเป็นแบบนี้ไม่ช้าไม่นาน อินเดียจะทิ้งญี่ปุ่นไม่เห็นฝุ่น แค่จับมือกับจีน (ถ้าไม่มัวทะเลาะกันก่อน) ก็จะใหญ่กว่าอเมริกาแล้ว

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้บอกถึงความเป็นเลิศของอินเดียด้านไอที อินเดียมีวิศวกรซอฟต์แวร์ติดอันดับมากที่สุดในโลก มีคนเก่งทำงานในวงการแบงก์ หุ้นการเงิน องค์กรสำคัญระหว่างประเทศเช่นสหประชาชาติ ธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศและอื่นๆ เต็มไปหมด พูดง่ายๆ คือ อินเดียมีบุคลากรที่มีคุณภาพทั้งระดับบนและระดับล่างทำงานอยู่ต่างประเทศจำนานมาก ถ้าสักวันที่สมองไหลกลับ อินเดียจะมีบุคลากรที่มีคุณภาพเพียบ จะช่วยผลักดันประเทศให้ก้าวหน้าไปอย่างก้าวกระโดดอีก แต่ที่สำคัญที่สุดคือ อินเดียเป็นมหาอำนาจทางนิวเคลียร์ พอเกาหลีเหนือทดลองอาวุธที ทุกประเทศโวยวายจะเป็นจะตาย แต่ปีที่แล้วที่อินเดียทดลองยิงขีปนาวุธพิสัยไกล ไม่มีใครโวยสักแอะ

งานนี้ต้องยกนิ้วให้แขกที่ผงาดขึ้นมาบนเวทีโลกอย่างเนียนๆ ตอนนี้อินเดียเล่นทุกเวทีทางการค้า เศรษฐกิจและความมั่นคง เป็นทั้งพระรองและพระเอก มีความสัมพันธ์ทางทหารที่ดีเกือบทุกประเทศ เรียนรู้ทุกอย่างจากตะวันตกและกำลังเน้นนโยบายมองไปทางตะวันออกคือจะสัมพันธ์กับอาเซียนและไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

เมื่ออินเดียผงาดเต็มที่ในไม่ช้า ดุลอำนาจโลกจะเปลี่ยนไป ศูนย์กลางของโลกจะมาอยู่ที่อินเดียและจีน ไม่ใช่ตะวันตกอีกต่อไป

มีนาคม 9, 2013 Posted by | การเมือง, คมชัดลึก | , , , , , | ใส่ความเห็น

ไฟเงินเฟ้อจะเผามือพวกพิมพ์เงิน

ไฟเงินเฟ้อจะเผามือพวกพิมพ์เงิน

ไฟเงินเฟ้อจะเผามือพวกพิมพ์เงิน

ไฟเงินเฟ้อจะเผามือพวกพิมพ์เงิน : หน้าต่างอาเซียน โดยทนง ขันทอง

              สงครามการเงินที่กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้นตอนนี้กำลังจะทำลายระบบการเงินของโลกและจะนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อรุนแรงและสงครามโลกที่อาจจะตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้

ประเทศที่ก่อสงครามการเงินโลก คือ สหรัฐอเมริกา อังกฤษและญี่ปุ่นที่กำลังลดค่าเงินตัวเองด้วยการพิมพ์เงิน ประเทศที่ตั้งรับคือประเทศมหาอำนาจที่เกิดใหม่ไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย จีน อินเดีย รวมทั้งประเทศกำลังพัฒนาและประเทศไทย เพราะผลกระทบคือค่าเงินของประเทศตั้งรับจะแข็งค่า ส่งออกไม่ได้ เศรษฐกิจจะเป็นฟองสบู่ เพราะเงินกระดาษที่พิมพ์ออกมาอย่างบ้าคลั่งจากศูนย์กลางการเงินของโลกจะไหลเข้าไปเก็งกำไรในตลาดหุ้น ตลาดการเงิน ตลาดอสังหาริมทรัพย์ และจะทำให้ราคาสินค้าบริโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมัน ทอง เงิน วัตถุดิบ รวมทั้งอาหารมีราคาถีบตัวสูงขึ้น

สหรัฐอเมริกากำลังพิมพ์เงินอย่างไม่อั้น พิมพ์ไปแล้วทั้งในบัญชีหนึ่งบัญชีสองหลายสิบล้านล้านดอลลาร์เพราะระบบเศรษฐกิจล้มละลายไปแล้วตั้งแต่ปี 2008 อังกฤษพิมพ์ไปแล้ว 375,000 ปอนด์ ตอนนี้คุมเชิงอยู่ ญี่ปุ่นจะพิมพ์เพิ่มจาก 10 ล้านล้านเยนเป็น 100 ล้านล้านเยน เขตยูโรพิมพ์เงินไปแล้วนิดหน่อยพอแก้ขัด ก่อนโดนเยอรมนีปรามไม่ให้มือเติบ เงินกำลังจะกลายเป็นกระดาษ เพราะเสาหลักของเศรษฐกิจโลกทุนนิยมไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งมีสัดส่วนสองในสามของเศรษฐกิจโลก ได้มาถึงจุดอิ่มตัวหรือวาระสุดท้ายของวงจรของมันที่เริ่มหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ตอนนี้โลกมีหนี้มากกว่าทุนไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเท่า จะใช้คืนหนี้ได้ก็ต้องพิมพ์เงินอย่างเดียว จีดีพีโลกขณะนี้อยู่ที่ 60 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่หนี้อยู่ที่ 200ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ถ้าจะให้เศรษฐกิจโตต่อไป ต้องเพิ่มหนี้ไปอีก แต่ตอนนี้มันเพิ่มไม่ได้เพราะว่าเศรษฐกิจมันพังไปแล้ว หนี้เสียบานเบอะ รัฐบาลของประเทศที่พัฒนาแล้ว เลยต้องเข้ามาอุ้มทั้งระบบผ่านงบประมาณและการพิมพ์เงิน

การพิมพ์เงินคือการเพิ่มปริมาณเงินโดยที่ของยังมีอยู่เท่าเดิม ค่าของเงินก็ต้องลดลงโดยปริยาย ท้ายที่สุดเงินจะไร้ค่า เพราะเงินเฟ้อจะกินหมดจนระบบการเงินโลกต้องมารีเชตกันใหม่

สถานการณ์ตอนนี้คล้ายกับช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ยุโรปบาดเจ็บและเสียหายจากสงครามมาก ทำให้มีการตกลงกันที่จะพิมพ์เงินเป็นเท่าตัวเพื่อจ่ายค่าปฏิกรณ์สงคราม ผลที่ตามมาคือเศรษฐกิจยุโรปฟื้นเป็นแบบฟองสบู่ในทศวรรษที่ 1920s ขณะนั้นระบบการเงินโลกยังใช้มาตรฐานทองคำอยู่ พอฟองสบู่แตก อังกฤษ (เซอร์ไพรส์!!!) เป็นประเทศแรกที่ก่อสงครามการเงิน ด้วยการลดค่าเงินและออกจากมาตรฐานทองคำ เพราะคนไม่เชื่อมั่นในเงินปอนด์ ไม่อยากเก็บปอนด์ เอาปอนด์มาแลกคืนทองคำ จนอังกฤษแทบไม่มีทองคำให้แลกคืน เลยออกจากมาตรฐานทองคำดื้อๆ ประเทศอื่นอย่างเยอรมนี สวีเดนหนีตายตามมา

ระบบการเงินโลกเลยปั่นป่วนจนนำมาซึ่งสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อปี 1939

ขณะนี้เยอรมนีรู้ดีว่าสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น นี้ล้มละลายแล้วจึงทำเรื่องขอทองคำที่ฝากไว้กับนิวยอร์ก ลอนดอนและปารีสกลับไปไว้บ้านตัวเอง เพื่อเตรียมการพิมพ์มาร์คเอง โดยมีทองหนุน นาทีนี้ไม่มีใครไว้ใจกันแล้ว

ปีที่แล้วรัสเซียนำเข้าทองคำมากที่สุดในโลก ตามมาด้วยจีน อินเดีย ซึ่งกำลังตุนทองกันอุตลุด เตรียมพร้อมกับการกลับมาของระบบมาตรฐานทองคำ โดยที่การพิมพ์เงินของแต่ละประเทศต้องมีทองคำหนุนหลัง ไม่ใช่พึ่งพากระดาษที่ไร้ค่าของดอลลาร์หนุนหลังเหมือนที่ทำกันทุกวันนี้

อิหร่าน ตุรกีก็ซื้อขายน้ำมันด้วยทองไม่ผ่านดอลลาร์อีกแล้ว พวกผู้ผลิตน้ำมันตอนนี้ไม่อยากได้ดอลลาร์ เพราะถือดอลลาร์ไปค่ามีแต่จะตกไม่รู้เมื่อไหร่จะกลายเป็นเศษกระดาษ

ขณะที่ตะวันออกกลางยังคุกรุ่นไม่เลิก พวกนักล่าอาณานิคมกลับมาฟื้นชีพด้วยการปล้นสะดมแอฟริกากันใหม่ เอเชียเรากำลังกลายเป็นสมรภูมิที่กำลังก่อเค้าเพราะสหรัฐอเมริกากำลังย้ายกองกำลังทหารมายังภูมิภาคนี้เพื่อปิดล้อมจีน และกอบโกยทรัพยากรในภูมิภาคนี้ต่อไป

เมืองไทยเรายังไม่มีการเตรียมตัวอะไรกับภาวะสงครามการเงิน การรื้อฟื้นมาตรฐานทองคำ และความตึงเครียดของภูมิศาสตร์ทางด้านความมั่นคงในภูมิภาคนี้ ค่าเงินบาทจะไม่มีเสถียรภาพต่อไป แบงก์และตลาดหุ้นอาจจะล้ม จากการโจมตีของเงินร้อนโดยพวกนักการเงินที่กู้ดอลลาร์หรือเยนถูกๆ แล้วมาเก็งกำไรในตลาดบ้านเรา สุดท้ายเวลาเขาถอนเงินออกจากระบบการเงินบ้านเราอย่างฉับพลัน ตลาดหุ้นและระบบแบงก์จะพัง

และยิ่งถ้าเรายังคงพิมพ์บาทโดยอิงดอลลาร์ที่กำลังด้อยค่าอยู่ และเก็บดอลลาร์ในทุนสำรองระหว่างประเทศเป็นจำนวนมาก ต่อไปจะหมดตัว วิกฤติจะรุนแรงมากกว่าปี 2540

มีนาคม 8, 2013 Posted by | การเมือง, คมชัดลึก | , , , , , | ใส่ความเห็น

สงครามการเงินมักจะมาก่อนสงครามที่รบพุ่งกันเสมอ

สงครามการเงินมักจะมาก่อนสงครามที่รบพุ่งกันเสมอ

สงครามการเงินมักจะมาก่อนสงครามที่รบพุ่งกันเสมอ

สงครามการเงินมักจะมาก่อนสงครามที่รบพุ่งกันเสมอ : หน้าต่างอาเซียน โดยทนง ขันทอง

              ขณะนี้สงครามการเงินได้เริ่มขึ้นแล้วอย่างดุเดือด โดยทางธนาคารกลางของญี่ปุ่น (Bank of Japan) ได้ประกาศนโยบายพิมพ์เงินเพิ่มเพื่อซื้อพันธบัตรรัฐบาล นโยบายนี้ต้องการเพิ่มอัตราเงินเฟ้อเท่าตัวเป็น 2% และจะทำให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลง เพื่อช่วยกระตุ้นการส่งออกนโยบายนี้จะทำให้ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกทั้งหลายรวมทั้งประเทศไทยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เพราะว่าค่าเงินจะแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเยน พวกนักการเงินจะกู้เงินเยนถูกๆ ที่ทางการคงดอกเบี้ยไว้ที่ 0.10% แล้วเข้ามาซื้อสินทรัพย์บ้านเราที่ให้ดอกผลมากกว่า ตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร ตลาดอสังหาริมทรัพย์รวมทั้งราคาสินค้าบริโภคภัณฑ์หรือวัตถุดิบทั้งหลายจะร้อนแรงและมีราคาถีบตัวสูงขึ้น จนกลายเป็นฟองสบู่

เราทั้งหลายทราบดีอย่างเป็นสัจธรรมว่า ถ้ามีการเงินฟองสบู่จะเป็นอันตราย เพราะว่าเมื่อมันแตก เศรษฐกิจ รวมทั้งระบบการเงินและระบบอัตราแลกเปลี่ยนจะพังตามไปด้วย มีเสียงสะท้อนที่ออกมาในเชิงลบอย่างรุนแรงจากผู้นำหรือผู้บริหารนโยบายการเงินจากเกาหลี รัสเซีย จีนและเยอรมนีจากการทำสงครามการเงินเยนครั้งนี้ เพราะว่าความสามารถในการแข็งขันของประเทศเขากำลังได้รับผลกระทบรุนแรง ถ้าทนไม่ไหวประเทศอื่นๆ อาจจำเป็นต้องลดค่าเงินของตัวเองเพื่อแข่งกับเงินเยน ภาษาอังกฤษเรียกว่า competitive devaluation ซึ่งจะเป็นการลดค่าเงิน ตัดราคาแข่งกันไปตาย เพราะว่าท้ายที่สุดจะไม่มีใครมีกำลังจากการขายของ เงินเฟ้อจะรุนแรง จะทำให้ระบบเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนความกลวงของเงินกระดาษล่มสลายไปในที่สุด

จะเห็นได้ว่าญี่ปุ่นก่อสงครามการเงินครั้งนี้ไม่ได้ทำโดดๆ ธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England) ได้พิมพ์เงินไปแล้ว 375,000 ล้านปอนด์ หลังวิกฤติการเงินปี 2008 แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจหรือระบบการเงินอังกฤษมีความมั่นคงขึ้นมาแต่ประการใด ธนาคารกลางของอเมริกา (US Federal Reserve) ก็อัดเงินกระดาษเข้าไปในระบบเต็มที่ โดยพิมพ์ไปแล้ว 16 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ระหว่าง 2008-2010 แต่ในงบดุลโชว์แต่เพียงว่าก่อนปี 2008 เฟดมีทรัพย์สิน 8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ การพิมพ์เงินเพื่ออุ้มแบงก์ อุ้มพันธบัตรรัฐบาลอเมริกันทำให้งบดุลปูดขึ้นมาเป็นกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว สิ้นปีนี้ถ้ายังพิมพ์  85,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อเดือนไปเรื่อยๆ งบดุลของเฟดจะพุ่งไปเป็น 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ตอนสิ้นปี

ญี่ปุ่นจะพิมพ์เงินเพิ่มจากกว่า 10 ล้านล้านเยน เป็นกว่า 70 ล้านล้านเยน

แสดงว่า Bank of England, US Federal Reserve และ Bank of Japan มีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งในการดำเนินนโยบายสงครามการเงินครั้งนี้อย่างกะปี่กะขลุ่ย โดยเป้าหมายหลักของการทำลายคือจีน สกัดกั้นจีนไม่ให้ผงาดเป็นผู้นำโลก

เพราะถ้าจีนส่งออกไม่ได้เศรษฐกิจจะมีปัญหา และเงินร้อนจาก ปอนด์ เยน ดอลลาร์จะทำให้เศรษฐกิจจีนเป็นฟองสบู่ และพังไปด้วย

ประเทศไทยจะโดนหางเลขไปด้วย แทนที่จะมองว่าสงครามการเงินกำลังดำเนินอย่างเข้มข้นต้องหาทางป้องกัน ผู้บริหารประเทศไทยกลับมองว่าเป็นเรื่องปกติของระบบการเงิน ถ้าเงินไหลเข้ามาโจมตีบ้านเรามาก ก็บอกว่าต้องลดดอกเบี้ยจะได้ช่วยประคองสถานการณ์ แทนที่จะออกมาตรการควบคุมเงินไหลเข้า เตรียมตัวป้องกันประเทศ เพราะเงินร้อนนี้กำลังเข้ามาเพื่อทำลายระบบเศรษฐกิจบ้านเรา

มีคนบอกว่าเหมือนกับช่วง 1930s ตอนนั้นปอนด์เป็นเงินสกุลหลักของโลก พิมพ์ออกมาโดยมีทองคำหนุนหลัง ระบบการเงินโลกเป็นแบบมาตรฐานทองคำ (gold standard) อยู่ แต่อังกฤษกำลังเสื่อม มีการใช้จ่ายเกินตัว มีอัตราว่างงานสูง จึงพิมพ์ปอนด์ออกมาเกินทองคำสำรองที่มีอยู่จริง ทำให้คนถือปอนด์ไม่มีความมั่นใจ ถึงเอาปอนด์ไปแลกทองคำมาเก็บ ทำให้อังกฤษใกล้ล้มละลาย อังกฤษจึงเลิกผูกปอนด์กับทองคำ ทำให้เกิดวิกฤติการเงินโลก และการปฏิวัติทั่วโลกตามมารวมทั้งประเทศสยาม

อเมริกา นอร์เวย์ สวีเดน ฝรั่งเศสและเยอรมนีรีบเผ่นออกจากมาตรฐานทองคำ ใครออกก่อน ลดค่าเงินก่อนได้เปรียบ เพราะยังเก็บทองไว้ในตู้เชฟได้ ใครเอาธนบัตรมาขึ้นทองคำก็เบี้ยว ซอรี่ เกมโอเวอร์แล้ว เศรษฐกิจโลกตกต่ำ ข้าวยากหมากแพง หลังจากนั้นไม่นานก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น

ตอนนี้มันกำลังจะย้อนยุค เพราะเศรษฐกิจโลกกำลังตกต่ำ อังกฤษ อเมริกา ญี่ปุ่นประกาศสงครามการเงินไปเรียบร้อยแล้ว เพราะเศรษฐกิจของตัวเองได้พังไปแล้ว ฟื้นไม่ได้จึงเกิดสงครามในตะวันออกกลาง แอฟริกาและความตึงเครียดเพิ่มขึ้นในเอเชียบ้านเราระหว่างจีนและญี่ปุ่น

อีหรอบนี้ ไม่นานคงได้เห็นสงครามจริง

มีนาคม 8, 2013 Posted by | การเมือง, คมชัดลึก | , , , , , | ใส่ความเห็น

ระบบการเงินโลกกำลังเข้าสู่ยุคเปลี่ยน

ระบบการเงินโลกกำลังเข้าสู่ยุคเปลี่ยน

ระบบการเงินโลกกำลังเข้าสู่ยุคเปลี่ยน

ระบบการเงินโลกกำลังเข้าสู่ยุคเปลี่ยนแปลงอย่างหน้ามือพลิกเป็นหลังมือ : หน้าต่างอาเซียน โดยทนง ขันทอง

              หลังจากที่ระบบการเงินสหรัฐอเมริกาล้มเมื่อปี 2008 มีการพิมพ์เงินโดยธนาคารกลางเฟดเดอรัล รีเซิร์ฟ ออกมาอย่างอุตลุดเพื่อรักษาระบบไม่ให้พัง ไม่มีการเอาหนี้เสียจากธนาคารออกมาเลหลังขาย หรือปฏิรูปสถาบันการเงิน ระเบียบบัญชีได้รับการผ่อนคลายเพื่อว่าจะไม่ต้องโชว์ความเสียหายของมูลค่าทรัพย์สินที่เสื่อมลงหลังจากฟองสบู่แตก

เฟดรับซื้อหนี้เสียจนงบดุลปูดขึ้นมาจาก 6-7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนช่วงวิกฤติ เป็น 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในขณะนี้ สิ้นปีนี้งบดุลของเฟดคาดว่าจะไปถึง 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 25% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ

ทางประธานาธิบดีบารัก โอบามา ก็อุ้มวอลล์สตรีท รวมทั้งออกมาตรการต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจนทำให้หนี้รัฐบาลกลางพุ่งจาก 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 16 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 100% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติในปัจจุบัน มีผลทำให้การคลังสหรัฐยืนอยู่ปากเหว
มองไปข้างหน้างบประมาณจะขาดดุลกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐทุกปี อีก 10 ปีก็ 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติโตแค่ปีละ 2% อย่างเก่งหรือเพิ่มขึ้น 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขว่างงานล่าสุดขยับขึ้นไปเป็น 7.9%

อาการป่วยทางเศรษฐกิจแบบนี้ดูไม่ออกว่าจะฟื้นอย่างไร และความเชื่อมันในค่าเงินดอลลาร์ในฐานะเป็นเงินสกุลหลักของโลกกำลังลดถอยลงทุกวัน ทำให้เกิดปฏิกิริยาที่สำคัญ 2 เรื่องคือ 1.จีนต้องเร่งวางโครงสร้างระบบการเงินและสร้างความร่วมมือทางการเงินการค้ากับประเทศคู่ค้าหลักเพื่อเตรียมการลอยตัวค่าหยวน เพื่อให้หยวนเป็นเงินสกุลหลักอีกสกุลหนึ่งของโลก

2.ในขณะเดียวกันมีการพูดกันมากขึ้นถึงบทบาทของทองคำที่จะเป็นเงินสกุลหลักของโลกที่แท้จริงเพราะว่า ไม่มีใครพิมพ์ทองจากอากาศได้ ทำให้มีวินัยการเงินการคลังที่แท้จริง

ขณะนี้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเฟดอย่างเดียวที่ต้องพิมพ์เงินออกมาเดือนละ 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อมาช่วยลดภาระต้นทุนของแบงก์ด้วยการซื้อหนี้เสียออกมาและอุดงบประมาณขาดดุลของรัฐบาลกลาง นโยบายการพิมพ์เงินของเฟดออกมาเปล่าๆ จากกลางอากาศโดยไม่มีทองหรือทรัพย์สินอะไรหนุนหลังแบบนี้ทำให้ค่าเงินดอลลาร์เสื่อมค่าหมดความน่าเชื่อถือ เป็นการทำสงครามการเงินไปในตัว เพราะว่าแบงก์หรือพวกนักบริหารการเงินสามารถกู้เงินสกุลดอลลาร์ได้ถูกที่ 0.75%-1.0% แล้วเอามาพยุงหุ้นดาวโจนส์รักษาฐานะทรัพย์สินของคนอเมริกันและยังสามารถเอาดอลลาร์ถูกไปถล่มค่าเงิน หรือปั่นตลาดหุ้นตลาดการเงินประเทศอื่นๆ ได้อีกด้วย

ถึงแม้ว่าระบบการเงินของโลกมีปัญหาหนักหน่วง แต่ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาตลาดอัตราแลกเปลี่ยนค่อนข้างจะสงบ เงินยูโร/ดอลลาร์ซื้อขายกันอยู่ในช่วง 1.40-1.25 ในขณะที่ดอลลาร์/เยนอยู่ที่ 76-82 หยวน/ดอลลาร์อยู่ที่ 6.4-6.2 ดอลลาร์/ปอนด์อังกฤษอยู่ที่ 1.54-1.62 และสวิสฟรังค์/ยูโรอยู่ที่ 1.20

ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนบ้านเราก็มีเสถียรภาพพอสมควร บาท/ดอลลาร์อยู่ในช่วง 30-31 แต่สถานการณ์เริ่มเลวร้ายลงเมื่อญี่ปุ่นมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองช่วงปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา นายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ประกาศว่าจะทำทุกอย่างเพื่อให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นฟื้นจากการซบเซามามากว่า 20 ปี หนึ่งในนโยบายที่สำคัญคือจะบังคับให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นพิมพ์เงินเพิ่ม เพื่อทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นจาก 1% เป็น 2% และทำให้ค่าเงินเยนอ่อนตัว เงินที่เคยอยู่ช่วง 76-82 ต่อดอลลาร์ อ่อนตัวลงอย่างกะทันหัน มาแตะที่ 90-91 ในช่วงที่ผ่านมา ไม่นานอาจจะถึง 100 ก็เป็นไปได้

ค่าเงินบาทในช่วงต้นปีที่ผ่านมาแข็งค่าขึ้น 3% กว่า ตอนนี้แตะ 29 แล้ว ทั้งปี 2012 บาทแข็งค่าขึ้น 3%

การรวมหัวกันทำสงครามการเงินโดยสหรัฐและญี่ปุ่นครั้งนี้ ทำให้รัสเซีย เยอรมนี เกาหลีใต้ รวมทั้งประเทศอื่นๆ ออกมาโวยเพราะการบีบค่าเงินดอลลาร์และเยนให้อ่อนตัวลง จะทำให้ค่าเงินประเทศอื่นแข็งค่าขึ้น ความสามารถในการแข็งขันในการส่งออกจะลดลง ถ้าจะลดค่าเงินตัวเองลงเพื่อแข่งกับดอลลาร์ เยนก็จะพากันไปตายกันเสียหมด เพราะท้ายที่สุดจะไม่มีใครชนะกำไรในการขายของไม่มี เงินเฟ้อกินหมด

ไทยเรากำลังติดหางเลขไปด้วย ยังหาทางออกไม่เจอว่าจะแก้เกมกันอย่างไรเพราะยังมัวดูตำราอยู่ รัฐบาลอยากให้ค่าบาทอ่อน แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยกล้าๆ กลัวๆ ไม่กล้าแทรกแซงมาก เพราะยิ่งแทรกแซงยิ่งขาดทุน ที่จริงประเทศเล็กๆ อย่างไทยคงจะทำอะไรมากไม่ได้เพราะสึนามิทางการเงินกำลังมา จะพึ่งพาการส่งออกเหมือนในอดีตไม่ได้ ตอนนี้คงต้องดูแลทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีอยู่ 1.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐให้ดีๆ ด้วยการตุนทองและทำสวอปบาท/หยวนเพื่อปกป้องตัวเอง เหลือดอลลาร์แค่พอทำการค้าระหว่างประเทศ

เพราะระบบการเงินโลกกำลังเข้าสู่ยุคเปลี่ยนแปลงอย่างหน้ามือพลิกเป็นหลังมือ

………………..

(หมายเหตุ : ระบบการเงินโลกกำลังเข้าสู่ยุคเปลี่ยนแปลงอย่างหน้ามือพลิกเป็นหลังมือ :  หน้าต่างอาเซียน โดยทนง ขันทอง)

มีนาคม 8, 2013 Posted by | การเมือง, คมชัดลึก | , , , , , | ใส่ความเห็น

เยอรมนีขนทองคำแท่งกลับบ้านเตรียมทิ้งยูโร

เยอรมนีขนทองคำแท่งกลับบ้านเตรียมทิ้งยูโร

เยอรมนีขนทองคำแท่งกลับบ้านเตรียมทิ้งยูโร

เยอรมนีกำลังขนทองคำแท่งกลับบ้านเตรียมทิ้งยูโร : หน้าต่างอาเซียน โดยทนง ขันทอง

             เป็นข่าวใหญ่เมื่อวันพุธที่แล้ว เมื่อบุนเดสแบงก์ หรือธนาคารกลางของเยอรมนีออกแถลงการณ์ว่า มีความประสงค์ที่จะขนทองคำแท่งที่ฝากไว้ในตู้นิรภัยของเฟดเดอรัลรีเชร์ฟแห่งนิวยอร์กและธนาคารกลางของฝรั่งเศส เพื่อเอากลับมาเก็บดูแลรักษาในตู้นิรภัยของตัวเองที่แฟรงก์เฟิร์ต ทำให้มีคำถามขึ้นมาว่า เยอรมนีเตรียมทิ้งยูโรเพื่อกลับไปพิมพ์เงินมาร์กเหมือนเดิม โดยมีทองคำแท่งหนุนเพื่อความเชื่อมั่นหรือเปล่า?

ขณะนี้เยอรมนีมีทองคำแท่ง 3,400 ตัน มากเป็นอันดับสองของโลก รองมาจากสหรัฐอเมริกา ก่อนปี 1990 เยอรมนีเก็บทองคำแท่ง 98% อยู่นอกประเทศ คือสหรัฐอเมริกา อังกฤษและฝรั่งเศส แต่หลังจากสงครามเย็นสงบลง เยอรมนีค่อยๆ ทยอยขนทองคำแท่งที่เพิ่มพูนขึ้นมาจากพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งกลับบ้าน อีกประการหนึ่งเยอรมนีได้เข้าร่วมเขตยูโร โดยใช้เงินสกุลยูโรแทนเงินมาร์กของตัวเองที่ยกเลิกไป ทำให้มีความจำเป็นน้อยลงในการเก็บทองที่ตู้นิรภัยในธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา อังกฤษและฝรั่งเศส เพื่อช่วยในการบริหารเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ

เมื่อปี 2000 เยอรมนีได้ขอคืนทองคำแท่ง 930 ตันที่เก็บไว้ที่ธนาคารกลางของอังกฤษ แต่จะยังคงเก็บทองไว้ที่ธนาคารกลางอังกฤษ 13% ของทองคำทั้งหมดที่เยอรมนีมีอยู่ เริ่มปีนี้เยอรมนีจะขนทองคำแท่ง 300 ตัน ที่ฝากไว้ที่นิวยอร์กกลับบ้าน และจะขนทองคำแท่งทั้งหมด 374 ตันที่ฝากไว้กลับธนาคารกลางของฝรั่งเศสไม่เหลือหลอ

ตารางของการขนทองคำแท่งของเยอรมนีจากนี้ไปถึงปี 2536 เป็นดังนี้ :

31 ธันวา 2555                  31 ธันวา 2563
แฟรงก์เฟิร์ต    31%                                 50%
นิวยอร์ก         45%                                37%
ลอนดอน         13%                                13%
ปารีส              11%                                 0%
ต้องเข้าใจว่าระบบการเงินกระดาษ (fiat currency) ของโลกเริ่มจะแกว่งไม่มีเสถียรภาพหลังวิกฤติปี 2551 เพราะระบบธนาคารล้มละลาย มีหนี้เสียมาก เศรษฐกิจถดถอย ตลาดเงิน ตลาดทุนเกือบจะพัง ทำให้ธนาคารกลางในประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธนาคารกลางอังกฤษและเฟดเดอรัล รีเชร์ฟของสหรัฐอเมริกาต้องพิมพ์เงินเข้าไปอุ้มระบบการเงินไม่ให้ล้ม การพิมพ์เงินกระดาษโดยไม่มีทองคำหนุนหลัง ทำให้ความเชื่อมั่นในเงินกระดาษไม่ปกติ

ความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจและค่าเงินยูโรลดลงอย่างมากหลังจากที่ประเทศยุโรปใต้หลายประเทศประสบภาวะวิกฤติต้องขอความช่วยเหลือทางด้านการเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารกลางแห่งยุโรป ระบบธนาคารของสเปนและกรีซหนักที่สุดตอนนี้ เพราะว่าเงินกองทุนติดลบ จากหนี้เสียกองมหึมา มีความเป็นไปได้ว่าบางประเทศอาจออกจากเขตยูโรเพื่อไปตายเอาดาบหน้า โดยการหันกลับไปใช้เงินสกุลเดิมของตัวเอง ถ้าเหตุการณ์ที่เลวร้ายนี้เกิดขึ้นระบบการเงินยูโรจะยิ่งวิกฤติหนักขึ้นไปอีก

นี้จะเป็นข้ออ้างให้เยอรมนีถอนตัวจากเขตยูโรเหมือนกัน เพราะว่าเยอรมนีไม่สามารถจะอุ้มทุกประเทศที่มีปัญหาทางการเงินได้ ความเป็นไปได้ในเรื่องนี้สูงพอสมควร การขนทองคำแท่งกลับบ้านตัวเองก็เป็นข้อยืนยันอย่างหนึ่งว่า เยอรมนีต้องมีทองคำสำรองระดับหนึ่งเพื่อหนุนหลังเงินมาร์ก ในกรณีที่ตัดสินใจทิ้งเงินยูโร

ทั้งจีน อินเดียและรัสเซียตอนนี้กำลังตุนทองกันยกใหญ่ เพราะรู้ดีว่าต่อไปเงินกระดาษจะมีความน่าเชื่อถือต้องมีทองหนุนหลัง ไม่ใช่พิมพ์ออกมาเปล่าๆ หรือมีดอลลาร์กระดาษที่กำลังจะไร้ค่าหนุนหลัง

ระบบการเงินอังกฤษ และฝรั่งเศสต้องเซพอสมควรจากการที่เยอรมนีเล่นขอถอนทองคำแท่งแบบนี้ เพราะว่าทองที่ประเทศอื่นฝากเอาไว้ถูกนำไปปล่อยกู้ยืมต่อเป็นทอดๆ แถมถูกใช้หนุนตราสารกระดาษอิงทองคำ คล้ายๆ กันกับแบงก์ที่ถูกลูกค้ารายใหญ่ถอนเงิน ฐานะการเงินถึงกับเซได้ ถ้าหมุนเงินไม่ทัน และถ้าเอาทรัพย์สินอื่นมาอุดไม่เพียงพอ

เมื่อปี 2554 เวเนซุเอลาสร้างความฮือฮาด้วยการขอขนทองคำแท่ง 99 ตันที่ฝากไว้ที่อังกฤษกลับบ้านหมด สาเหตุต่างๆ เหล่านี้อาจเป็นเหตุผลหลักทำให้สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 แห่งอังกฤษต้องไปเยี่ยมเยือนตู้นิรภัยเก็บทองคำแท่งของธนาคารกลางของอังกฤษเมื่อเร็วๆนี้ เพื่อเรียกร้องความมั่นใจในระบบการเงิน การบริหารทองคำแท่งและตลาดทอง ซึ่งลอนดอนเป็นศูนย์กลางของโลก ภาพที่สมเด็จพระราชินีอังกฤษเยี่ยมตู้นิรภัยเก็บทองคำแท่งออกมาอย่างจงใจมากผิดปกติ เพื่อให้ชาวโลกเห็นว่าทองคำแท่งยังมีอยู่ครบสมบูรณ์ และให้เชื่อมั่นในความเป็นศูนกลางทางการเงินและทองของลอนดอนต่อไป

ธนาคารแห่งประเทศไทยมีทองอยู่ประมาณ 250 ตัน และได้เก็บ 150 ตันเอาไว้ที่ลอนดอนเพื่อช่วยในการบริหารสภาพคล่องเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ อาจจะสายไปเสียแล้วสำหรับธนาคารแห่งประเทศไทยที่จะต้องเริ่มตุนทองเพื่อใช้หนุนธนบัตรเงินบาทเพื่อความเชื่อมั่นในอนาคต เพราะที่ผ่านมามีทองมากตั้งแต่สมัยโบราณแต่ก็ขายออกไปแทบจะหมด เพราะหลงเชื่อว่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่เป็นเศษกระดาษเปล่าๆ มีค่าและความน่าเชื่อถือมากกว่าทองคำแท่ง

มกราคม 25, 2013 Posted by | การเมือง, คมชัดลึก | , , , , , | ใส่ความเห็น

ก่อนดอลลาร์จะกลายเป็นเศษกระดาษ

ก่อนดอลลาร์จะกลายเป็นเศษกระดาษ

ก่อนดอลลาร์จะกลายเป็นเศษกระดาษ

ก่อนที่เงินดอลลาร์จะกลายเป็นเศษกระดาษไร้ค่า : หน้าต่างอาเซียน โดยทนง ขันทอง

            นายเจอร์รี่ โอนีล ผู้แทนสภามลรัฐมอนตานา จากพรรครีพับลิกัน ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐมอนตานา จ่ายเงินเดือนให้เขาเป็นเหรียญทองคำหรือเหรียญเงิน (gold or silver coins) ก่อนที่เงินดอลลาร์จะกลายเป็นเศษกระดาษไร้ค่า
นายโอนีลทำงานได้เงินเดือน 1,800 ดอลลาร์สหรัฐ เขาบอกว่าประชาชนในเขตที่เลือกเขาเป็นตัวแทนมา 6 สมัย และตัวเขาเองมีความเป็นกังวลใจกับหนี้มหึมาที่ก่อโดยรัฐบาลกลาง ซึ่งจะนำมาถึงความล่มสลายของประเทศอเมริกาได้ เพราะด้วยหนี้ที่บานเบอะนี้ มีวิธีเดียวเท่านั้นที่จะใช้คืนคือ พิมพ์เงินออกมา จนกระทั่งเงินดอลลาร์กลายเป็นเศษกระดาษไร้ค่า

ปรากฏว่าข้อเรียกร้องของนายโอนีล ไม่ได้รับการตอบสนองจากสภารัฐมอนตานา แต่มีการตอบมาว่าถ้าจะให้จ่ายเงินเดือนเป็นเหรียญทองหรือเหรียญเงินจำต้องผ่านกฎหมายพิเศษเพื่อการนี้โดยเฉพาะ

เมื่อปี 1971 ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ได้ลอยตัวค่าเงินดอลลาร์ออกจากระบบอ้างอิงทองคำ เพราะว่าสหรัฐมีการใช้จ่ายเกินตัวจากภาระสงครามเวียดนาม ทำให้ไม่มีทองคำสำรองเพียงพอในตู้นิรภัยให้คนถือดอลลาร์มาขึ้นได้ในกรณีที่ต้องการขายดอลลาร์ออกไป เพราะรัฐบาลสหรัฐมีการพิมพ์เงินเกินสำรองทองคำเพื่อปิดงบที่ขาดดุล

ริชาร์ด นิกสัน ให้พิมพ์ดอลลาร์เปล่าๆ ออกมากลางอากาศและเลิกระบบมาตรฐานทองคำ การลอยตัวดอลลาร์ออกจากมาตรฐานทองคำ นับเป็นการสิ้นสุดของระบบเบรตตัน วู้ดส์ ที่อังกฤษและสหรัฐได้ร่วมกันวางเพื่อเป็นรากฐานของระบบการเงินโลกหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง

ระบบเบรตตัน วู้ดส์ นี้ ดอลลาร์จะถูกดันมาเป็นเงินสกุลหลักของโลกแทนเงินปอนด์ของอังกฤษที่ตกต่ำเพราะว่าอังกฤษบอบช้ำจากสงคราม โดยมีธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศทำหน้าที่ดูแลระบบแบงก์โลก ระบบชำระบัญชีระบบดุลบัญชีของประเทศต่างๆ ให้สอดคล้องเป็นระบบเดียวกันเพื่อสะดวกง่ายในการใช้ดอลลาร์

อัตราแลกเปลี่ยนภายใต้ระบบเบรตตัน วู้ดส์ จะแป็นแบบคงที่ โดยที่เงิน 35 ดอลลาร์ สามารถแลกได้ทองคำหนักหนึ่งออนซ์ แต่ระบบนี้ใช้มาได้แค่ 25 ปีก่อนที่รัฐบาลสหรัฐจะล้มโต๊ะ เพราะไม่มีวินัยการเงินการคลังพิมพ์เงินออกมาเกินสำรองทองคำที่ถืออยู่ นับตั้งแต่นั้นมา เฟเดอรัล รีเสิร์ฟ พิมพ์เงินดอลลาร์เปล่าๆ ออกมาโดยไม่มีทรัพย์สินอะไรที่จับต้องได้มารองรับ พูดง่ายๆ ว่าพิมพ์ออกมาเปล่าๆ จากกลางอากาศ แต่ทุกประเทศยอมรับเงินดอลลาร์ในการทำการค้าขาย ในการซื้อน้ำมัน เพราะความเป็นมหาอำนาจทางทหารของสหรัฐ แต่ปัจจุบันนี้ความน่าเชื่อถือของดอลลาร์กำลังลดน้อยลงเพราะหนี้ที่บานเบอะกว่า 16.2 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 100% ต่อจีดีพี

ถ้านับรวมหนี้ผูกพันในอนาคตอีก หนี้สหรัฐมีทั้งหมด 86.6 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเทียบเท่า 550% ต่อจีดีพี หรือมากกว่าจีดีพีของโลกใบนี้ที่ประมาณ 50-60 ล้านล้านดอลลาร์

หลังเศรษฐกิจและระบบการเงินพังเมื่อปี 2008 นายเบน เบอร์นันเก้ (Ben Bernanke) ประธานของเฟเดอรัล รีเสิร์ฟ ใช้มาตรการ quantitative easing หรือการพิมพ์เงินร้อนเข้าระบบเพื่อพยุงฐานะของแบงก์และดำเนินนโยบายดอกเบี้ย 0% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

นายทีโมที ไกท์เนอร์ รมวคลังสหรัฐ ได้เรียกร้องรัฐสภาคองเกรสให้ยกเลิกเพดานหนี้ของสหรัฐ ซึ่งขณะนี้ตรึงอยู่ที่ 16.2 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อให้รัฐบาลสหรัฐก่อหนี้ได้ไม่มีที่สิ้นสุด โดยอ้างเหตุผลว่าการเมืองในสภาคองเกรสที่ขัดแย้งกันอาจทำให้สหรัฐอาจจะสะดุดไม่สามารถชำระหนี้ได้ ถ้ากฎหมายเพิ่มเพดานหนี้ไม่ผ่านในแต่ละปี

นอกจากนี้ ประชาชนอเมริกันใน 50 รัฐได้ลงชื่อบัญชีหางว่าวส่งถึงทำเนียบขาวเพื่อเรียกร้องให้รัฐของตัวเองแยกออกจากรัฐบาลกลาง สาเหตุเพราะเบื่อหน่ายการเมืองวอชิงตันซึ่งรักษาผลประโยชน์คนรวยมากกว่าประชาชน ไม่อยากช่วยรัฐจ่ายภาระหนี้ และต้องการพิมพ์เงินเองแทนที่จะให้เฟเดอรัล รีเสิร์ฟ พิมพ์เจ้าเดียวแล้วทำนโยบายที่ผิดพลาด

สหรัฐอาจจะแตกเป็นเสี่ยงๆ เมื่อดอลลาร์ล่ม เศรษฐกิจพัง ต่างคนต่างก็จะเอาตัวรอด การพิมพ์เงินโดยไม่จำกัดผ่าน quantitative easing ของนายเบอร์นันเก้ และการเรียกร้องให้เพิ่มเพดานหนี้ของสหรัฐอย่างไม่มีขีดจำกัด การขอแยกตัวเป็นอิสระจากบรรดารัฐต่างๆ แสดงว่าสหรัฐหลังชิดกำแพงเข้าขั้นล้มละลายแล้ว

ก่อนที่ดอลลาร์จะล้ม มีโอกาสสูงที่อาจจะเกิดสงครามระหว่างสหรัฐกับจีน เพราะสหรัฐต้องสกัดไม่ให้จีนลอยค่าหยวนมาแข่งรัศมีกับดอลลาร์ จึงจำเป็นที่ไทยยิ่งจะต้องรอบคอบมากยิ่งขึ้นในการดำเนินนโยบายการเงิน การต่างประเทศ และการทหาร เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ ด้วยเหตุนี้ทางธนาคารแห่งประเทศไทยจำต้องดูแลเงินสำรองระหว่างประเทศของไทยให้ดี โดยทรัพย์สินในรูปดอลลาร์ต้องรีบทิ้งโดยเร็ว หันกลับไปถือทองหรือสินทรัพย์ในรูปเงินหยวนของจีนแทน อาจจะขอทำสวอปกับธนาคารกลางของจีนก็ได้เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงินดอลลาร์ที่กำลังล่มสลาย ถ้าไม่ทันการ เห็นทีประเทศไทยจะล้มละลายรอบสองหลังจากล้มมาแล้วเมื่อปี 1997

ธันวาคม 22, 2012 Posted by | การเมือง, คมชัดลึก | , , , , , | ใส่ความเห็น

สหรัฐช่วยกัมพูชาฝึกรบต้านการก่อการร้าย

สหรัฐช่วยกัมพูชาฝึกรบต้านการก่อการร้าย

สหรัฐช่วยกัมพูชาฝึกรบต้านการก่อการร้าย

สหรัฐช่วยกัมพูชาฝึกรบต้านการก่อการร้าย แต่ไม่ช่วยไทยทั้งๆ ที่เรามีปัญหาภาคใต้ : หน้าต่างอาเซียน โดยทนง ขันทอง

             เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ชื่อดังวอชิงตันโพสต์ของสหรัฐอเมริการายงานว่า รัฐบาลสหรัฐกำลังขยายโครงการให้ความช่วยเหลือการต่อต้านการก่อการร้าย (counterterrorism) แก่ประเทศกัมพูชา แม้ว่าประเทศนี้ยังมีปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชน กระทรวงกลาโหมของสหรัฐขณะนี้กำลังฝึกฝนหน่วยต่อสู้การก่อการร้ายให้ทหารกัมพูชา แม้ว่ากัมพูชาจะไม่มีปัญหาเรื่องการก่อการร้าย หรือภัยทางด้านการทหารเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว นายลีออน พาเนตตา รมว.กลาโหมสหรัฐ ได้ไปเยือนกัมพูชาเมื่อสองอาทิตย์ที่ผ่านมาเพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางความมั่นคงและทหารกับกัมพูชาให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น

หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ รายงานเพิ่มเติมว่าประเทศที่กำลังได้รับความช่วยเหลือการต่อต้านการก่อการร้ายจากสหรัฐโดยมากจะอยู่ในประเทศเอเชีย เช่น บังกลาเทศ ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย เพราะว่าขณะนี้สหรัฐมีแผนที่จะเสริมบทบาทตัวเองในภูมิภาคเอเชียนี้และกำลังโยกย้ายปฏิบัติการพิเศษจากอัฟกานิสถานหรือตะวันออกกลางมายังภูมิภาคเอเชียบ้านเรามากขึ้นปรากฏว่าไม่มีชื่อประเทศไทยอยู่ในโผ นี่มันอะไรกัน?

เพราะว่านายพาเนตตา เพิ่งจะเซ็นแถลงการณ์ร่วมการป้องกันประเทศไทย-สหรัฐ กับ พล.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ช่วงก่อนเดินทางไปกัมพูชาและก่อนที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา จะมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ 5 วัน ประเทศไทยเจอปัญหาการก่อการร้ายภาคใต้มานาน แต่ปรากฏว่าสหรัฐไม่ได้ช่วยเหลือแต่ประการใด ทั้งๆ ที่มีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่สถานทูตทั้งด้านความมั่นคงและทางหทารเต็มเพียบ แต่สหรัฐกลับไปช่วยกัมพูชาแทนเรื่องการต่อสู้การก่อการร้าย ทั้งๆ ที่กัมพูชาไม่ต้องการความช่วยเหลือด้านนี้ ยกเว้นว่าจะพัฒนาหน่วยรบพิเศษนี้เพื่อรับมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ไม่เคยเห็นสหรัฐ ช่วยไทยแก้ปัญหาสามจังหวัดภาคใต้อย่างเป็นรูปธรรม ในทางตรงข้ามมีแนวโน้มจะเข้าฝ่ายนั้นด้วยซ้ำ รวมทั้งสื่อนอกและพวกนักวิชาการฝรั่งทั้งหลายที่กล่าวหาว่ารัฐบาลไทยว่าเป็นตัวปัญหา เจ้าหน้าที่ไทยรังแกคนท้องถิ่น ให้เจรจาสันติวิธีและให้พวกก่อการได้มีการปกครองกันเอง

แต่ที่ตะวันออกกลาง สหรัฐกำลังล่อกับพวกผู้ก่อการร้ายอยู่อย่างดุเดือด ส่วนแถลงการณ์ร่วมป้องกันประเทศไทยและสหรัฐนับเป็นการปลุกสงครามเย็นระคนสงครามร้อน และรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางทหารระหว่าง 2 ประเทศ โดยที่รัฐบาลไทยยินยอมเป็นอาณานิคมทางทหารของสหรัฐ อย่างเป็นทางการ ทั้งๆ ที่รู้ว่าสาเหตุที่สหรัฐกำลังเสริมสร้างกองกำลังทหารในภูมิภาคเอเชียในขณะนี้เพราะว่าต้องการปิดล้อมจีน สหรัฐ รู้ตัวเองว่ากำลังเพลี่ยงพล้ำทางการเงินที่กำลังจะล้มละลาย ถ้าหากไม่สกัดกั้นจีน อีกไม่นานจีนจะก้าวมาแทนที่ตนเอง

การที่ประเทศไทยเซ็นแถลงการณ์ร่วมการป้องกันประเทศกับสหรัฐ ก็เท่ากับว่าไทยได้เลือกข้างสหรัฐ และประกาศความเป็นศัตรูกับจีนโดยปริยาย นับว่าเป็นก้าวย่างทางการทูตและทางทหารที่อ่อนหัดและบ้องตื้นมาก เพราะว่าเราไม่ได้มีอะไรกับจีน และมีสัมพันธ์ที่ดีกับจีนด้วยซ้ำ ถ้าสหรัฐอยากจะทะเลาะกับจีน เชิญตามสบาย แต่เราไม่ควรจะเข้าไปเกี่ยวข้อง

สหรัฐกำลังเคลื่อนพลเข้าบ้านเรา รวมทั้งภูมิภาคนี้ จำเป็นที่เราต้องดำเนินนโยบายอย่างรอบคอบ เพราะว่าถ้าเดินผิดเพียงก้าวเดียว บ้านเราจะกลายเป็นสมรภูมิรบอย่างทันที

ธันวาคม 22, 2012 Posted by | การเมือง, คมชัดลึก | , , , , , | ใส่ความเห็น

สงครามโลกเลี่ยงไม่ได้แล้ว

สงครามโลกเลี่ยงไม่ได้แล้ว

สงครามโลกเลี่ยงไม่ได้แล้ว

สงครามโลกเลี่ยงไม่ได้แล้ว : หน้าต่างอาเซียน โดยทนง ขันทอง

               ยิวรอให้บารัก โอบามา ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกสมัย จึงจะออกลายไล่ถล่มซีเรียตามชายแดน หลายวันติดๆ กัน ตามมาด้วยการลอบสังหารผู้นำฮามาส ซึ่งเป็นกลุ่มต่อต้านยิวในปาเลสไตน์อย่างโหดเหี้ยม ทำให้กรุงเทลอาวีฟถูกตอบโต้อย่างทันควัน

อิสราเอลประกาศภาวะสงครามด้วยการระดมพลเกณฑ์ทหารเข้าประจำการอียิปต์เครื่องร้อนขึ้นมาทันที เปลี่ยนนโยบายไม่เอายิวหลังจากผู้นำ ฮอสนี
มูบารัก ถูกโค่นจากตำแหน่งจากการประท้วงภายในประเทศโดยมีมหาอำนาจตะวันตกหนุนหลัง แม้ว่าอียิปต์จะรับใช้ตะวันตกมานาน ท้ายที่สุดก็ไปไม่รอดเปลี่ยนนโยบายไม่เอายิวแล้วสงครามตะวันออกกลางงวดนี้มีทีท่าจะขยายวงกว้าง อิหร่านได้เตรียมการมานานแล้ว ขณะนี้กองทัพอากาศเตรียมพร้อมเต็มพิกัด ตุรกีกับซีเรียซัดกันมายกใหญ่แล้ว ตุรกีเป็นฐานของนาโตในการเข้าทำสงครามกับตะวันออกกลาง ถ้าตุรกีเข้าร่วมสงครามอย่างเต็มตัว นาโตซึ่งก่อตั้งขึ้นมาเพื่อปิดล้อมรัสเซียจะเข้าสู่สงครามใหญ่ ซึ่งจะทำให้สมาชิกนาโตอื่นๆ เข้าร่วมวงด้วย

ยิวมีความสัมพันธ์กับอเมริกาอย่างพิเศษยิ่ง เมื่อยิวเข้าสู่สงครามจะทำให้อเมริกาเข้าสู่สงครามโดยปริยายจะมีผลทำให้สงครามตะวันออกกลางขยายวง เพราะว่าจีน รัสเซียหรือแม้กระทั่งอินเดีย จะถูกบีบให้เข้าร่วมวงโดยอยู่ฝั่งตรงข้ามกัน

สถานการณ์ที่กำลังดำเนินกันอย่างเข้มข้นในขณะนี้ เป็นเหตุปัจจัยหลักทำให้ประธานาธิบดีโอบามารีบมาเยือนไทยหลังชนะการเลือกตั้งหมาดๆ เพราะว่าประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในภูมิภาคนี้ ถ้าได้ไทยเป็นพวกการปิดล้อมจีนจะสมบูรณ์และการทำสงครามในตะวันออกกลางจะสะดวกยิ่งขึ้นเพราะมีไทยเป็นฐานทัพฐานบำรุงกำลังยุทโธปกรณ์

โดยที่ในวันพุธที่แล้ว พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหมของไทยและนายลีออน พาเนตตา รมว.กลาโหมสหรัฐ ได้ร่วมลงนามแถลงการณ์ป้องกันประเทศร่วมระหว่างไทยและสหรัฐ ถือได้ว่าประเทศไทยได้เลือกข้างอย่างเต็มตัวในความขัดแข้งของมหาอำนาจโลกที่กำลังคุกรุ่นขึ้นมา มีโอกาสจะปะทะกันสูง เป็นการเลือกข้างที่ขาดการยับยั้งชั่งใจและดูผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก เพราะแถลงการณ์ร่วมการป้องกันประเทศมีผลผูกพันให้สหรัฐสามารถส่งกำลังทหารและอาวุธเข้าบ้านเราอย่างไม่จำกัด เหมือนกับเราตีเช็คเปล่าให้เขา ตกเป็นอาณานิคมทางทหารโดยรู้ตัวไม่รู้ตัวก็ตาม

ที่จริงเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เป็นความเป็นความตายของชาติ เทียบเท่ากับสนธิสัญญาทางทหาร สมควรที่ประชาชนคนไทยและรัฐสภาต้องได้รับการปรึกษาหารือและอนุมัติร่วมตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ

หัวใจของแถลงการณ์ร่วมนี้เป็นการต่อยอดสนธิสัญญาทางทหารเซ็นระหว่าง จอมพล ป.พิบูลสงคราม กับสหรัฐ เมื่อปี 1950 จะมีผลให้ไทยต้องร่วมรบกับสหรัฐในกรณีที่สหรัฐทำสงครามกับประเทศอื่น นัยอีกอย่างคือ บ้านเราจะเป็นสมรภูมิเมื่อมีการใช้ไทยเป็นฐานทัพของสหรัฐ พูดกันง่ายๆ เราเป็นเมืองขึ้นทางทหารของสหรัฐมานานตั้งแต่ช่วงสงครามเย็นแล้ว

โอบามา ได้มาต่อยอดเรื่องเสรีการค้าผ่าน Trans-Pacific Partnership จะมีผลทำให้ประเทศไทยโดนกินรวบในทุกๆ ด้านทางเศรษฐกิจ ถ้าเราตกลงเข้าร่วมเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการ

สรุปอเมริกากำลังกินรวบประเทศไทย ทั้งทางด้านทหารและทางเศรษฐกิจโดยที่ประชาชนไม่รู้เรื่องแม้แต่น้อย และโดยที่ฝ่ายบริหารกำลังเห็นกงจักรเป็นดอกบัว

ธันวาคม 14, 2012 Posted by | การเมือง, คมชัดลึก | , , , , , | ใส่ความเห็น

นายกฯปูเนื้อหอมแต่จะให้ใครหอม?

นายกฯปูเนื้อหอมแต่จะให้ใครหอม?

นายกฯปูเนื้อหอมแต่จะให้ใครหอม?

นายกฯปูเนื้อหอมแต่จะให้ใครหอม? : หน้าต่างอาเซียนโดยทนง ขันทอง

               เดือนพฤศจิกายนนี้จะมีความคึกคักเป็นพิเศษอย่างไม่ค่อยจะได้เห็นมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศบ้านเรา นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร กำลังเป็นที่หมายปองจากบรรดาผู้นำระดับโลกต่างๆ เพราะว่าประเทศไทยกำลังผงาดเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของซีกโลกเอเชีย-แปซิฟิก

ในวันที่ 12-15 พฤศจิกายนนี้ นายกฯ ปู จะเดินทางไปเยือนอังกฤษอย่างเป็นทางการ เพื่อเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 พร้อมทั้งประกาศการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ล่องเรือชมแม่น้ำเทมส์ และเยี่ยมชมบรรยายสรุปการจัดการรถไฟฟ้า จากนั้น วันที่ 16 พฤศจิกายน ประธานาธิบดีอูกันดา จะเยือนไทยเป็นครั้งแรก แต่ที่จะใหญ่โตอลังการจริงๆ ก็คือในวันที่ 18 พฤศจิกายนนี้ที่ นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งเพิ่งจะชนะการเลือกตั้งสมัยที่สองสดๆ ร้อนๆ จะเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ตามมาติดๆ คือระหว่างวันที่ 20-22 พฤศจิกายน นายเวิน เจียเป่า นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน จะเยือนไทยเพื่อหารือด้านการค้าและการลงทุน

บอกได้คำเดียวว่าสถานการณ์โลกไม่ปกติและน่ากังวลใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่ามหาอำนาจโลกขั้วทุนนิยมเสรีนำโดยสหรัฐอเมริกาและขั้วประเทศเกิดใหม่นำโดยจีนกำลังจะเผชิญหน้ากันอย่างตึงเครียดมากขึ้นเป็นลำดับทั้งในตะวันออกกลางและในเอเชียบ้านเรา นายโอบามาได้ประกาศท้าชกจีนอย่างไม่อ้อมค้อมอีกแล้ว โดยกล่าวในช่วงดีเบตเรื่องนโยบายการต่างประเทศกับนายมิตต์ รอมนีย์ว่า จีนเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้สหรัฐอเมริกาเปลี่ยนยุทธศาสตร์นโยบายความมั่นคงด้วยการย้ายกองกำลังทหารมาทางภูมิภาคนี้ และรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางทหารกับพันธมิตรเดิม เพื่อแสดงให้จีนรู้ว่า สหรัฐเป็นมหาอำนาจในแปซิฟิกที่แท้จริง (Pacific power)

ส่วนทางจีนยังไม่ได้มีการตอบโต้สหรัฐอเมริกาแต่ประการใด เพราะว่ากำลังอยู่ในช่วงการถ่ายโอนอำนาจจากนายหู จิ่นเทา สู่ผู้นำรุ่นที่ 5 ภายใต้การนำของ นายสี จิ้นผิง ขณะนี้ที่กรุงปักกิ่งกำลังมีการประชุมสมัชชาแห่งชาติของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเพื่อคัดเลือกผู้นำจีน โดยเริ่มประชุมตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน และคงจะเสร็จสิ้นในระหว่างวันที่ 14-15 พฤศจิกายน ถ้าไม่มีอะไรพลิกล็อก นายสีจะขึ้นมาครองอำนาจต่อไปอีก 10 ปี อย่างแน่นอน โดยที่ก้นนั่งเก้าอี้ประธานาธิบดี และเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ยังไม่ทันร้อนก็จะต้องเผชิญกับสงครามเย็น-สงครามร้อนกับสหรัฐอเมริกาอย่างไม่ต้องตั้งหลักอะไรกัน เพราะสหรัฐอเมริกาซึ่งกำลังเสื่อมถอยจากความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ มีหนี้สินล้นพ้นและค่าเงินดอลลาร์กำลังหมดความน่าเชื่อถือจากการดำเนินนโยบายพิมพ์เงินของธนาคารกลางจะปล่อยให้จีนผงาดไม่ได้

ทางโออีซีดี (OECD) เพิ่งจะออกรายงานวันศุกร์ที่แล้วว่าในปี 2030 เศรษฐกิจจีนและอินเดียจะมีขนาดใหญ่กว่าเศรษฐกิจของสหรัฐ ยุโรปและญี่ปุ่นรวมกัน เงินหยวนจะต้องเป็นเงินสกุลหลักของโลกแทนเงินดอลลาร์อย่างแน่นอน ช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมาจีนได้ทำการซื้อขายน้ำมันจากรัสเซีย โดยจ่ายเป็นเงินหยวนแทนที่จะเป็นเงินดอลลาร์ รัสเซียซื้อของจากจีนก็จะจ่ายเป็นเงินรูเบิล ถือว่าเป็นการทำลายโครงสร้างระบบการเงินเปโตรดอลลาร์ (petro-dollar system) ซึ่งสหรัฐสร้างขึ้นมาในปี 1972 โดยได้รับความร่วมมือจากซาอุดีอาระเบียและกลุ่มประเทศโอเปก เพื่อให้เงินดอลลาร์เป็นเงินสกุลหลักของโลกที่แท้จริงเพราะการซื้อขายน้ำมันต้องใช้เงินดอลลาร์อย่างเดียว

จึงนำมาถึงซึ่งนโยบายในการปิดล้อมจีนในภูมิภาคนี้ นายลีออน เพนเนตต้า รมว.กลาโหมสหรัฐ จะมาเยือนไทยวันที่ 15 พฤศจิกายนนี้ เพื่อถกความเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ ก่อนที่จะเข้าร่วมประชุมความมั่นคงระดับภูมิภาค แน่นอนสหรัฐกำลังซาวเสียงพันธมิตรเดิมในภูมิภาคไม่ให้แตกแถว ส่วนนายโอบามา ก็มีกำหนดไปเยือนพม่าและเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชียตะวันออก (East Asia Summit) ที่กรุงพนมเปญอีกด้วย แน่นอนเป็นอย่างยิ่งที่สหรัฐต้องการได้ทั้งไทยและพม่าเป็นพันธมิตรในการปิดล้อมจีน เพราะจะเป็นฐานในการปิดล้อมยูนานทางตอนใต้ของจีน โอบามาคงต้องหว่านล้อมไทยต่างๆ นานา มีขนมหวานมาแจกเพื่อให้นายกฯ ปู และผู้นำทางทหารไทยตกลงใจร่วมเป็นพันธมิตรด้วย

จีนอ่านเกมออกทะลุปรุโปร่ง ถึงได้ส่งนายเวินมาเยือนเมืองไทยอีกครั้ง ปีที่แล้วนายสีได้มาเยือนไทยอย่างเป็นทางการแล้วในฐานะรองประธานาธิบดี ภาพภายนอกจะพูดถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสองประเทศ จะถกเรื่องการค้าการลงทุน แต่ในเชิงลับคงจะต้องส่งสัญญาณอย่างตรงไปตรงมากับนายกฯ ปู ว่าจะเอาอย่างไรกันแน่กับความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน เพราะถ้าไทยไม่ดำเนินนโยบายเป็นกลาง หรือไม่สนับสนุนจีน ก็จะถือว่าเป็นปฏิปักษ์กับจีน

แล้วระหว่าง นายโอบามา กับนายเวิน นายกฯ ปู เนื้อหอมของเราจะให้ใครหอม เพราะกำลังเข้าข่ายรักพี่เสียดายน้อง เรื่อง “woman touch” ต้องใช้ให้ถูกต้อง เพราะถ้าให้ดูลึกๆ การเยือนอังกฤษของปู ช่วงก่อนที่จะพบกับนายโอบามา ก็สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าปูมีใจเอนเอียงให้นายโอบามา หรือพันธมิตรซีกโลกทุนนิยมเสรีมากว่าทางจีน เพราะว่าอังกฤษกับสหรัฐ เป็นตังเมที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้

การประกาศการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับอังกฤษ โดยนายกฯ ปู ในการไปเยือนลอนดอนอาทิตย์นี้ตอกย้ำว่า นายกฯ ปูได้ให้น้ำหนักทางมหาอำนาจตะวันตกมากกว่ามหาอำนาจตะวันออก

ใครๆ ก็อยากหอมแก้มนายกฯ ปู แต่ท้ายที่สุดต้องระวังอย่าให้ประเทศไทยชอกช้ำ

พฤศจิกายน 14, 2012 Posted by | การเมือง, คมชัดลึก | , , , , , | ใส่ความเห็น

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,258 other followers

%d bloggers like this: