หนักเอาเบาสู้

All posts tagged หนักเอาเบาสู้

หลากเมนู ‘อาหารคลีน’ สูตรอร่อยมุ่งคนรุ่นใหม่

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160107/220000.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม 2559
หลากเมนู 'อาหารคลีน' สูตรอร่อยมุ่งคนรุ่นใหม่

หนักเอาเบาสู้ : หลากเมนู ‘อาหารคลีน’ สูตรอร่อยมุ่งคนรุ่นใหม่ : โดย…ทีมข่าวเกษตร

                      จากกระแสของคนหนุ่มสาวที่หันมาดูแลเอาใจใส่สุขภาพ ออกกำลังกายควบคู่กับการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ทำให้ วรพล แสวงเพ็ชร วัย 26 ปี ชาวขอนแก่น มีแนวคิดทำอาหารคลีนเดลิเวอลี่ให้บริการกลุ่มผู้รักสุขภาพกลุ่มนี้
                      วรพล เล่าว่า จบการศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระนครเหนือ เมื่อจบได้ทำงานด้านอาหารเสริมควบคู่กับการออกกำลังกายเพื่อดูแลสุขภาพ จึงสนใจอาหารเพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะอาหารคลีนที่หากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยลดน้ำหนักได้ จึงทดลองทำสูตรอาหารรับประทานเองก่อนแจกให้เพื่อนๆ ได้ลองชิมจนเห็นผลว่ามีการเปลี่ยนแปลง จากที่เคยเป็นคนเจ้าเนื้อน้ำหนักเริ่มลดลงเมื่อทำคู่กับการออกกำลังกาย จนกลายมาเป็นไดเอทเมนูเดลิเวอลี่ เมื่อปี 2558
                      “ทดลองอยู่ระยะหนึ่งจนได้รสชาติที่ลงตัว จึงทำขายที่ร้านของแม่ ซึ่งเปิดร้านขายข้าวแกงขายให้นักศึกษาอยู่แล้ว ต่อเมื่อเสียงตอบรับดีจึงลาออกจากงานประจำ แล้วเปิดตลาดอาหารคลีนเดลิเวอลี่ ใช้ชื่อว่า ไดเอทเมนู บริการส่งตามบ้านในเมืองขอนแก่น”
                      วรพล บอกถึงเมนูว่า ปัจจุบันมีทั้งเมนูไก่ และเมนูปลา รวมกว่า 40 เมนู อาทิ ผัดกะเพรา ผัดฉ่า ผัดขิง ลาบ ทอดกระเทียม ผงกระหรี่ ผัดพริกไทยดำ โดยใน 1 กล่องจะมีข้าวกล้อง กับข้าว ผักรวม ทุกเมนูจะมีการคำนวณให้ได้พลังงาน 350 กิโลแคลลอรี ซึ่งเพียงพอกับความต้องการของร่างกายในแต่ละมื้อ พร้อมกับรับประทานผัก ผลไม้ งดน้ำตาล เค็ม รับประทานติดต่อกัน 2-3 วัน จะเห็นผลชัดเจนว่าน้ำหนักลดลง
                      สำหรับการเจาะกลุ่มลูกค้านั้น วรพลบอกว่า ทั้งแจกใบปลิวให้คนรู้จัก กลุ่มเพื่อนๆ ที่ออกกำลังกายด้วยกัน จากการบอกปากต่อปาก พร้อมเปิดเพจรับออเดอร์ผ่านเฟซบุ๊ก และไลน์ชื่อ Diemenu
                      “เราจะทำเท่าที่ลูกค้าสั่ง จะไม่ทำค้างไว้ เพราะทุกเซตต้องทำใหม่ ต้องชั่งน้ำหนัก เพื่อให้ทุกกล่องมีคุณภาพและปริมาณที่เท่ากัน ตอนนี้จึงมีลูกค้ากระจายอยู่ในเทศบาลนครขอนแก่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น สำหรับราคาถือว่าไม่แพง เพราะมีลูกค้าหลายคนไม่มีเวลาทำรับประทานเอง เนื่องจากต้องใช้เวลาจัดเตรียมวัตถุดิบ ต้องพิถีพิถัน”
                      ในอนาคตอันใกล้ วรพลมีเป้าหมายจะขยายตลาดให้เพิ่มขึ้น ด้วยการคิดเมนูให้หลากหลายขึ้น รวมถึงการขยายพื้นที่การให้บริการ หากสนใจรายละเอียดติดต่อได้ที่ วรพล แสวงเพ็ชร เลขที่ 201/8 ถ.บ้านกอก อ.เมือง จ.ขอนแก่น โทรศัพท์สอบถามได้ที่ 09-4169-7311 หรือทางเฟซบุ๊ก และไลน์ในชื่อ Diemenu
———————-
(หนักเอาเบาสู้ : หลากเมนู ‘อาหารคลีน’ สูตรอร่อยมุ่งคนรุ่นใหม่ : โดย…ทีมข่าวเกษตร)

‘แกะหนังตะลุง’ ขายนักท่องเที่ยว เลี้ยงชีพครอบครัว ‘ชูวิจิตร’

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151224/219195.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม 2558
'แกะหนังตะลุง' ขายนักท่องเที่ยว เลี้ยงชีพครอบครัว 'ชูวิจิตร'

หนักเอาเบาสู้ : ‘แกะหนังตะลุง’ ขายนักท่องเที่ยว เลี้ยงชีพครอบครัว ‘ชูวิจิตร’

                      จบการศึกษาแค่ชั้น ป.6 ไม่ใช่ปัญหาสำหรับ “กวีศักดิ์ ชูวิจิตร” หรือช่างเจี๊ยบ ซึ่งยึดอาชีพแกะหนังตะลุงขายนักท่องเที่ยวเลี้ยงชีพมากว่า 2 ทศวรรษ ฝึกฝนจากผู้เป็นพ่อจนมีวิชาติดตัว สร้างรายได้เดือนละเกือบ 2 หมื่นบาท
                      การแกะรูปหนังตะลุงเป็นศิลปหัตกรรมพื้นบ้านของชาวใต้ที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นมานานนับร้อยปี เพื่อใช้แสดงหนังตะลุง ซึ่งการแกะจะอยู่ในกรอบของชีวิต สังคม วัฒนธรรมท้องถิ่น
                      กวีศักดิ์ ชูวิจิตร หรือ “ช่างเจี๊ยบ” วัย 37 ปี เป็นหนึ่งในร้อยที่ได้วิชาความรู้จากผู้เป็นพ่อแกะตัวหนังตะลุงขายช่วยเลี้ยงครอบครัว หลังจบขั้น ป.6 ที่บ้านบ่อน้ำร้อน อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง เขาใช้เวลาฝึกฝีมือกับพ่อทั้งเดินสายขายตั๋วหนังตะลุง สาธิตวิธีการแกะในพื้นที่จังหวัดภาคใต้อยู่ 15 ปี ก่อนย้ายทำเลไปอยู่ จ.กระบี่ ที่ 110/29 ซอยสิบสองพี่น้อง หมู่ 8 ต.ทับปริก อ.เมือง โดยเปิดเป็นร้านชื่อ “ช่างเจี๊ยบ
                      “ช่วงตระเวนแกะหนังตะลุง และตระเวนขายของตามงานต่างๆ ก็คิดอยู่ในใจว่าหนังตะลุงเป็นศิลปะที่สวยงาม มีเอกลักษณ์ น่าจะขายในรูปของที่ระลึก ของฝากให้นักท่องเที่ยวได้ ผมจึงเดินทางเข้ามาที่กระบี่ในปี 2550 เพราะมองว่าที่นี่เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีความเคลื่อนไหวทางด้านเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โอกาสที่จะหารายได้หรือสร้างผลงานมีมากกว่าที่ จ.พัทลุง” ช่างเจี๊ยบ เล่า
                      พร้อมบอกถึงเส้นทางอาชีพที่กระบี่ว่า แรกๆ ขายตามงานในจังหวัด ทั้งที่จัดโดยเอกชน หน่วยงานรัฐ ซึ่งได้รับการยอมรับเป็นอย่างดีเนื่องจากเป็นงานฝีมือ ที่ทำให้เห็นกันจริงๆ สาธิตให้ลูกค้าเห็นกันด้วยตา ทั้งงานแกะหนังตะลุง รูปตราสัญลักษณ์ รูปรามเกียรติ์ และหนังใหญ่
                      ส่วนสนนราคาขึ้นอยู่กับขนาด โดยขนาด 2-3 นิ้ว ราคา 180 บาท ขนาด 10-12 เซนติเมตร ราคา 4,500 บาทต่อชิ้น และขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติทั้งยุโรป เอเชีย ให้ความสนใจซื้อเป็นของฝากกลับบ้าน ทำให้แต่ละเดือนทำรายได้ให้ช่างเจี๊ยบเกือบ 2 หมื่นบาท
                      “การเปิดอาเซียนปลายปีนี้ เราต้องมีการปรับปรุงผลงานหนังตะลุงให้หลากหลายมากขึ้น ฝีมือเราสู้ได้ แต่เรื่องรูปแบบคงต้องมีการปรับปรุง อย่างผลิตภัณฑ์บรรจุสินค้าเป็นต้น” ช่างเจี๊ยบกล่าวทิ้งท้าย
                      อย่างไรก็ตามพบกับผลงานของเขาได้ที่ถนนคนเดิน ซ.8 ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.กระบี่ ทุกวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่ 17.00 น. เป็นต้นไป

สูตรสำเร็จ‘ฟาร์มโปโล’ก้าวย่าง‘นิตยา กัณฑิศักดิ์’

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151217/218736.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม 2558
สูตรสำเร็จ‘ฟาร์มโปโล’ก้าวย่าง‘นิตยา กัณฑิศักดิ์’

หนักเอาเบาสู้ : สูตรสำเร็จ ‘ฟาร์มโปโล’ ก้าวย่าง ‘นิตยา กัณฑิศักดิ์’

       ปลาหมอตัวละ 1 กก. เป็นความสำเร็จของเกษตรกรในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ ที่อาศัยการลองผิดลองถูกเกือบ 4 ปีสำหรับเจ้าของโปโลฟาร์ม “นิตยา กัณฑิศักดิ์” วัย 46 ปี นำปลาหมอพันธุ์พื้นบ้านที่จับได้ตามท้องไร่ท้องนาผสมข้ามสายพันธุ์กับปลาหมอในท้องตลาด ผ่านกระบวนการแปลงเพศปลาหมอจนเป็นสายพันธุ์ที่นิ่ง ไม่ข้ามสายพันธุ์อีก เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคมาอย่างยาวนานเกือบ 10 ปี จนมีเครือข่ายเป็นเกษตรกรเพาะเลี้ยงปลาหมออยู่ทั่วประเทศ และมีฟาร์มเพาะเลี้ยงปลาหมอของตัวเองกว่า 40 บ่อ
       นิตยา กัณฑิศักดิ์ เจ้าของฟาร์มโปโล บอกเล่าเรื่องราวในอดีตว่า เดิมทีได้เพาะเลี้ยงปลาดุกแต่เมื่อเกิดปัญหาตลาดปลาดุกราคาตกต่ำไม่เป็นที่ต้องการของตลาด จึงมีแนวความคิดที่จะหาพันธุ์ปลาใหม่ๆ มาเพาะเลี้ยง จนกระทั่งเห็นปลาหมอตามท้องไร่ท้องนา ที่คนอีสานนิยมบริโภคมาก เพราะเป็นปลาที่มีรสชาติอร่อย ประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู และเริ่มศึกษาเรื่อยๆ จนทราบว่าปลาหมอยังเป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั่วทุกภาค จึงเริ่มศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อจะเริ่มเรียนรู้การเลี้ยงปลาหมอ จากทั้งสถานศึกษา เกษตรกรที่เคยเลี้ยงมาก่อนลองผิดลองถูกมานาน ถูกหลอกมาก็มาก หมดเงินไปจำนวนมาก สุดท้ายเลยต้องลองขยายพันธุ์เอง เอาปลาหมอตามท้องไร่ท้องนามาผสมพันธุ์กับปลาหมอที่ขายตามท้องตลาดบ้าง ช่วงแรกๆ ในระยะ 3 ปี 8 เดือน น่าจะใช้ปลาทดลองไปเป็นตันๆ ทั้งตัวใหญ่ ตัวเล็ก ประกอบกับการศึกษาค้นคว้า สอบถามผู้รู้บ้าง จนกระทั่งประสบผลสำเร็จ สามารถนำปลาหมอที่อยู่ในช่วงอนุบาลมาแปลงเพศตามเทคนิควิธีการของทางฟาร์ม และเลี้ยงโดยอาหารปลาดุก ใช้เวลาเลี้ยงให้อาหารเช้าเย็นอยู่ประมาณ 3 เดือน ก็ได้ปลาหมอไซส์ยักษ์ออกจำหน่าย
       “คุณสมบัติเด่นของปลาหมอจากฟาร์มโปโล จะมีโครงสร้างลำตัวคล้ายรูปใบโพธิ์ หัวเล็ก ขึ้นสัน ตัวสีเหลืองทองและมีไข่ทุกตัว ระยะเวลาเลี้ยง 90 วัน ปลาจะมีขนาดประมาณ 300–400 กรัม หรือประมาณ 3 ตัว ต่อ 1 กก. ขณะที่การเลี้ยงในระยะเวลา 120 วัน จะมีขนาดตัวละ 1 กก. สำหรับบ่อจะมีขนาดประมาณ 1 ไร่ ความลึกประมาณ 1.20–1.50 เมตร เลี้ยงปลาหมอได้ประมาณ 15,000–20,000 ตัว อัตราการตายของปลาหมอน้อยกว่าปลาอื่นๆ เพราะมีความอึด ความทนต่อภาวะแห้งแล้งน้ำน้อยเป็นอย่างดี”
       เจ้าของฟาร์มเผยคุณสมบัติเด่นของปลาหมอพันธุ์พื้นบ้านอีสานว่ามีขนาดตัวที่ใหญ่และน้ำหนักตัวมาก มาจากการแปลงเพศ เพราะแต่เดิมปลาหมอไทยจะตัวเล็ก โตช้า เฉลี่ย 10-15 ตัวต่อ 1 กก. ส่วนการแปลงเพศปลาหมอให้ตัวใหญ่ มีเคล็ดลับง่ายๆ คือต้องแปลงให้เป็นเพศเมียเท่านั้น ขณะที่ระบบนิเวศทั้งเรื่องน้ำและอากาศ ถ้าน้ำดี อากาศสดใส ปลาไม่เครียด ก็กินอาหารได้เยอะทำให้ปลาโตไวด้วย
       “ตอนนี้ปลาหมอขายกันที่ปากบ่อตัวสดๆ  ราคา กก.ละ 80-100 บาท ส่วนการจำหน่ายแบบปลาน็อกเพื่อส่งห้องเย็นเฉลี่ยอยู่ที่กก.ละ 100 บาท 1 บ่อจะได้ปลาสดวัย 3 เดือนอยู่ที่ 5,000–6,000 กก.” นิตยาเผย
       ความสำเร็จของนิตยา กัณฑิศักดิ์ เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาหมอ แม้ว่าวุฒิการศึกษาเพียง ม.6 แต่ด้วยการลองผิดลองถูก ด้วยความเพียรพยายาม ไม่ย่อท้อแม้จะพบอุปสรรคปัญหามามากมาย ผลสำเร็จที่เกิดขึ้นที่โปโลฟาร์ม ฟาร์มชาวบ้านของเกษตรกรตัวเล็กๆ จึงถือเป็นต้นแบบของเกษตรกรที่ควรเอาเยี่ยงอย่าง

ยึดอาชีพขาย ‘ปาท่องโก๋งาดำ’ สร้างมั่นคง ‘วันชัย การปลูก’

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151210/218310.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม 2558
ยึดอาชีพขาย 'ปาท่องโก๋งาดำ' สร้างมั่นคง 'วันชัย การปลูก'

หนักเอาเบาสู้ : ยึดอาชีพขาย ‘ปาท่องโก๋งาดำ’ สร้างมั่นคง ‘วันชัย การปลูก’ : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร

                      ชีวิตไม่สิ้นก็ต้องดิ้นกันไปเพื่อความอยู่รอดของตนเอง ครอบครัว ดั่งเช่น วันชัย การปลูก อีกหนึ่งนักสู้ชีวิตที่เร่ขาย “ปาท่องโก๋” ตามตลาดนัดเลี้ยงชีพ ต่อมาเมื่อคิดค้นสูตรการทำที่ลงตัวโดนใจผู้บริโภค ขายความต่างไม่ซ้ำใครในแบบฉบับ “ปาท่องโก๋ตีลังกางาดำ” ทำให้วันนี้ วันที่เขามีร้านเป็นของตัวเอง
                      วันชัย การปลูก ในวัย 40 ปี เล่าว่าวิ่งขายตามตลาดนัดในตัวเมืองขอนแก่นมากว่า 10 ปี ทำให้รู้สึกเหนื่อยจึงคิดอยากมีร้านเป็นขอนตนเอง พอดีเป็นช่วงที่ตลาดต้นตาล ริมถนนมิตรภาพ อ.เมือง จ.ขอนแก่น เปิดก็เลยมาเช่าที่ขายเมื่อราวปี 2556
                      วันชัย บอกว่านอกจากความอร่อยของปาท่องโก๋กรอบนอกนุ่มในสูตรที่ตนเองคิดขึ้นมา กระทั่งมีลูกค้าขาประจำ ขาจร แวะเวียนมาอุดหนุนไม่ขาดสายแล้ว จุดเด่นอีกอย่างคงเป็นชื่อร้าน “ปาท่องโก๋ตีลังกางาดำ” ที่ตั้งชื่อนี้เพราะเวลาทอดรอบแรกมันจะกลับด้านเอง จึงนำไอเดียนี้มาตั้งเป็นชื่อ ส่วนรายได้หักทุกอย่างตกวันละพันกว่าบาท ซึ่งนับว่าอยู่ได้ในภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้
                      “ปาท่องโก๋ของที่ร้านจะตัวใหญ่ ไม่อมน้ำมัน โรยด้วยงาดำ ส่วนสังขยาจะมีกลิ่นหอมของใบเตยเข้มข้นมาก รสชาติพอดีไม่หวานจนเกินไป เมื่อกินคู่กับปาท่องโก๋จะกลมกล่อม อีกทั้งราคาไม่แพงจนเกินไป ชุดเล็ก 30 บาท ชุดใหญ่ 50 บาท หรือจะสั่งแยกก็ได้ตามใจลูกค้า”
                      วันชัยยังบอกอีกว่า ที่ร้านจะเน้นความสดใหม่ ไม่ทอดปาท่องโก๋ไว้ครั้งละมากๆ เพราะหากทิ้งไว้นานจะไม่อร่อย ต้องการให้ลูกค้าได้สิ่งที่ดีที่สุด ซึ่งนอกจากจะมีสังขยาใบเตยแล้ว จะมีนมข้นหวานให้ลูกค้าเลือก มีน้ำเต้าหู้ร้อน และเย็น อีกทั้งเครื่องเคียงมากมาย ลูกค้าที่ร้านจะมีทุกวัย ส่วนมากจะเป็นวัยทำงานที่เลิกงานแล้วก็แวะซื้อกลับบ้าน
                      ใครจะคิดว่าแค่ปาท่องโก๋ที่เราเห็นกันอยู่ทั่วไปจะสร้างรายได้ถึงเดือนละกว่า 3 หมื่นบาท
                      ทว่าสำหรับวันชัย การปลูก เขามีคติประจำใจว่าคิดแล้วต้องลงมือทำ เพราะเพียงแค่คิดทุกอย่างก็จะผ่านเลย ดังที่ปัจจุบันเขาเลี้ยงครอบครัวด้วยอาชีพขายปาท่องโก๋ ที่แม้จะเป็นร้านเล็กๆ แต่ก็เป็นร้านที่มาจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง สามารถดูแลทุกคนในครอบครัวได้
                      หากใครสนใจแวะไปอุดหนุนได้เลยที่ตลาดต้นตาล อ.เมือง จ.ขอนแก่น โซนอาหาร ร้านเปิด 16.00-22.30 น. หรือโทรศัพท์สอบถาม สั่งซื้อได้ที่เบอร์ 08-7817-5373 รับรองคุณจะติดใจ
——————–
(หนักเอาเบาสู้ : ยึดอาชีพขาย ‘ปาท่องโก๋งาดำ’ สร้างมั่นคง ‘วันชัย การปลูก’ : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร)

ชาวบ้านพลิกวิกฤติเป็นโอกาส ใช้ยาง 3 กก.100 บาทผลิตถุงมือ

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151203/217869.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม 2558
ชาวบ้านผลิกวิกฤติเป็นโอกาส ใช้ยาง 3 กก.100 บาทผลิตถุงมือ

หนักเอาเบาสู้ : ชาวบ้านผลิกวิกฤติเป็นโอกาส ใช้ยาง 3 กก.100 บาทผลิตถุงมือ : โดย…สุวรรณี – สุราษฎร์

                      ในยุควิกฤติราคายางพาราตกต่ำเหลือ 3 กก.100 บาท ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางที่บ้านเหนือคลอง หมู่ 17 ต.บ้านส้อง อ.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเคยมีรายได้จากการกรีดยางเป็นกำเป็นกำ จนกลายเป็นที่ยากลำบากต้องมารวมตัวจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชน “กลุ่มชาวสวนยางบ้านในสวน 2556” แปรรูปยางพาราทำเป็นผลิตภัณฑ์ถุงมือผ้าเคลือบน้ำยางออกขายเพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่น้ำยางสด พบว่าสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นถึง 9 เท่าตัว
                      สมเกียรติ จำปาดง หัวหน้ากลุ่มบอกว่า ในช่วงที่ผ่านมาชาวสวนยางได้รับผลกระทบจากราคายางพาราตกต่ำอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 2 ปีติดต่อกัน จนชาวบ้านสิ้นหวังและคิดว่าราคายางพาราจะกลับมาดีเหมือนในอดีตคงเป็นไปได้ยาก จึงมีการศึกษาวิธีการผลิตถุงมือผ้าเคลือบยางจากวิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี หลังจากได้รับความรู้ระดับหนึ่งแล้วจึงรวมตัว 30 คน จัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชน “กลุ่มชาวสวนยางบ้านในสวน 2556 ” ขึ้นมา
                      จากนั้นได้คิดค้นหาวิธีแปรรูปน้ำยางพาราจนสามารถทำเป็นผลิตภัณท์ถุงมือผ้าเคลือบยางที่ผลิตออกมาสามารถใช้ประโยชน์ได้เป็นอย่างดีและมีคุณภาพสูงนำออกสู่ตลาดจำหน่ายผู้บริโภค ปรากฏว่าสร้างมูลค่าน้ำยางพาราให้มีราคาสูงกว่าท้องตลาดถึง 3 เท่าตัว หากสมาชิกออกไปจำหน่ายเองเพิ่มมูลค่าถึง 9 เท่าตัวของราคาน้ำยางสดในปัจจุบัน
                      กระนั้นก็ยังมีปัญหาด้านเงินทุนหมุนเวียนและการผลิต เนื่องจากอุปกรณ์ในการผลิตยังไม่ได้มาตรฐาน จึงทำให้ขั้นตอนการผลิตล่าช้า ถึงแม้จะมียอดการสั่งทำเข้ามาจำนวนมากก็ต้องยกเลิกไปจึงวอนขอให้หน่วยงานภาครัฐเข้าช่วยสนับสนุน
                      ด้านสุรีย์ อนุรักษ์ เกษตรกรชาวสวนยางวัย 46 ปี บอกว่าการรวมกลุ่มทำถุงมือเคลือบน้ำยางสดทำให้มีรายได้เสริมเพิ่มขึ้นพอสมควร ช่วยเหลือครอบครัวได้มากช่วงที่ยางราคาถูกในตอนนี้ ปัจจุบันผลิตไม่ทันต่อความต้องการของลูกค้าเพราะเครื่องอบที่ทำกันเองเล็กเกินไปอยากให้ภาครัฐช่วยเหลือ
                      อย่างไรก็ตาม วนิดา บุญนาคค้า ผู้อำนวยการสำนักส่วนส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยีสำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมคณะได้เดินทางลงพื้นที่เข้าดูขั้นตอนการผลิตยอมรับว่าผลิตภัณฑ์ที่กลุ่มผลิตขึ้นนั้นมีคุณภาพสูงกว่าผลิตจากเครื่องจักรกล กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ พร้อมที่จะสนับสนุนดำเนินการจัดสร้างตู้อบให้ใหม่และใหญ่กว่าของเดิมเพื่อเป็นเพิ่มกำลังการผลิต และเพียงพอต่อตลาดต้องการของตลาดต่อไป
——————–
(หนักเอาเบาสู้ : ชาวบ้านผลิกวิกฤติเป็นโอกาส ใช้ยาง 3 กก.100 บาทผลิตถุงมือ : โดย…สุวรรณี – สุราษฎร์)

ลาชีวิตลูกจ้างสู่นาอินทรีย์ วิถี‘สมเดช มหาวงศ์นันท์’

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151126/217503.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน 2558
ลาชีวิตลูกจ้างสู่นาอินทรีย์ วิถี‘สมเดช มหาวงศ์นันท์’

หนักเอาเบาสู้ : ลาชีวิตลูกจ้างสู่นาอินทรีย์ วิถี ‘สมเดช มหาวงศ์นันท์’ : โดย…สุรัตน์ อัตตะ

       หลังใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงจนประสบความสำเร็จระดับหนึ่งก็กลับสู่บ้านเกิดเพื่อสานอาชีพการทำนาสำหรับ “สมเดช มหาวงศ์นันท์” เกษตรกรชาวนาแห่งบ้านท่าวังผา ต.ท่าวังผา อ.ท่าวังผา จ.น่าน ที่มุ่งหน้าสู่เมืองหลวงเพื่อหางานทำหลังเรียนจบปวช.สาขาช่างยนต์ จากวิทยาลัยเกษตรกรรมน่าน โดยใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงเกือบ 20 ปี ก่อนกลับสู่บ้านเกิดเมื่อ 2 ปีที่แล้ว พร้อมกับแนวคิดที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีทำนาแบบเดิมๆ จากการใช้สารเคมีในนาข้าวหันมาใช้บิวเวอร์เรียแทน
       “เมื่อเรียนจบปวช.ก็ไปทำงานที่กรุงเทพฯ เกือบ 20 ปี ก่อนกลับมาบ้านมาช่วยพ่อแม่ทำนา เพราะอยู่กรุงเทพฯ มีเงินใช้แต่ไม่มีเงินเก็บก็คิดว่ากลับมาอยู่บ้านดีกว่า ถึงจะมีรายได้ไม่มากแต่ก็ไม่มีรายจ่าย เพราะที่บ้านมีหมดทุกอย่างไม่จำเป็นต้องซื้อ” สมเดช บอกเหตุผลการอำลาเมืองหลวง พร้อมเริ่มคิดวิธีการทำนาแบบปฏิเสธสารเคมี โดยเน้นทำนาข้าวอินทรีย์แทน
       จากนั้นก็ได้ศึกษาขั้นตอนการปฏิบัติต่างๆ พร้อมขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอท่าวังผาถึงกระบวนการทำนาอินทรีย์ ประกอบกับช่วงนั้นมีการเปิดอบรมการใช้เชื้อบิวเวอร์เรียในการนาข้าวเพื่อป้องกันโรคและแมลงให้เกษตรกรในพื้นที่ โดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยศูนย์วิจัยควบคุมศัตรูพืชชีวินทรีย์แห่งชาติร่วมกับสำนักงานเกษตรอำเภอท่าวังผา ทำให้เขาได้เรียนรู้ถึงกระบวนการผลิตในทุกขั้นตอน ก่อนนำมาทดลองปฏิบัติจริงในแปลงนาข้าวของตัวเองบนเนื้อที่ 8 ไร่เศษ
       “มีที่นาอยู่ 8 ไร่เศษ ปลูกข้าวหอมมะลิ 105 จำนวน 2 ไร่ สันป่าตอง 1 จำนวน 5 ไร่ ที่เหลือเป็นข้าวก่ำ เมื่อก่อนจะใช้สารเคมี แต่หลังไปอบรมการทำนาอินทรีย์ก็มาเริ่มทดลองทำ สักพักก็จะสังเกตเห็นไส้เดือนเต็มไปหมด มีปลาในนาข้าว ซึ่งเมื่อก่อนไม่มีแบบนี้” สมเดช แจง พร้อมชี้ไปที่แปลงนาอินทรีย์และเรียกร้องให้เกษตรกรทุกอาชีพใน จ.น่าน ปฏิเสธการใช้สารเคมีทำการเกษตร โดยเฉพาะยาปราบศัตรูพืช และให้หันมาใช้เชื้อราบิวเวอร์เรียแทน
       สำหรับการใช้เชื้อราบิวเวอร์เรียในนาข้าวนั้นสามารถทำลายแมลงได้หลายชนิด อาทิ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยไฟ บั่ว หนอนห่อใบ โดยกลไกการเข้าทำลายแมลงของเชื้อราบิวเวอร์เรีย คือ เมื่อสปอร์ของเชื้อราสัมผัสกับผิวของแมลง ในสภาพความชื้นที่เหมาะสม คือความชื้นสัมพัทธ์ 50% ขึ้นไปจะงอกเส้นใยแทงผ่านผิวหนังเข้าไปในลำตัวแมลง แล้วขยายจำนวนเจริญอยู่ภายในโดยใช้เนื้อเยื่อของแมลงเป็นอาหาร แมลงจะตายในที่สุด

‘เกษตรอินทรีย์’ จุดเปลี่ยนชีวิตสองสาว

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151119/217112.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน 2558
'เกษตรอินทรีย์' จุดเปลี่ยนชีวิตสองสาว

หนักเอาเบาสู้ : ‘เกษตรอินทรีย์’ จุดเปลี่ยนชีวิตสองสาว : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร

                      จากผู้หญิง 2 คนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ต่อเมื่อทั้งสองได้สัมผัสชีวิตของผู้ป่วยระยะสุดท้าย ผลพวงจากสารพิษตกค้างในอาหารเหมือนกัน นำมาสู่จุดเปลี่ยนชีวิตที่ทั้งคู่หวนสู่วิถีอินทรีย์เพื่อทำหน้าที่ผลิตอาหารปลอดภัยสู่ผู้บริโภค
                      ชรพรรณ ปัญญาสุทธากุล หรือ ดอท สาวชัยนาท วัย 48 ปี อดีตผู้จัดการฝ่ายการพยาบาลหน่วยงานพิเศษ โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งย่านฝั่งธนบุรี กทม. และณารินทร์ ทองยี่สุ่น หรือ ริน วัย 44 ปี เจ้าของธุรกิจร้านโชห่วยใน จ.นครปฐม
                      จุดที่ทำให้ทั้ง 2 มาเจอกัน เกิดขึ้นเมื่อ 4 ปีก่อน คุณรินเล่าว่า “ตอนที่เปิดร้านขายของชำมีญาติป่วยด้วยโรคมะเร็งแวะมาเที่ยวที่ร้าน เมื่อได้รับรู้อาการยิ่งสงสารเพราะเขาเป็นขั้นสุดท้าย ตอนนั้นคิดว่าทำอะไรให้ได้ก็อยากทำให้ ที่บ้านปลูกผักอินทรีย์เล็กๆ น้อยๆ เลยทำกับข้าวไปส่งให้บ้าง รู้จักกันได้ปีกว่าๆ เขาก็จากไป”
                      การเดินเข้าออกโรงพยาบาลดูแลญาติทำให้ได้รู้จักคุณดอท พยาบาลสาวผู้เปี่ยมไปด้วยน้ำใจ ได้พบปะพูดคุย ถึงจุดหนึ่งทำให้รู้สึกว่ามีเป้าหมายเดียวกัน คือต้องการหวนคืนสู่วิถีอินทรีย์
                      ด้านคุณดอท เล่าว่า เริ่มรู้สึกอิ่มตัวกับสิ่งที่ทำ บวกกับภาพที่เห็นในแต่วันมีคนไข้เข้ามารักษาในโรงพยาบาลเป็นจำนวนมากที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งก็เยอะ คิดว่าเหตุหนึ่งน่าจะเป็นผลมาจากสารเคมีตกค้างในอาหาร หลังใช้เวลา 2 ปี เคลียร์ภาระตัวเอง ก็ยื่นใบลาออกเมื่อกลางปีที่ผ่านมา หันมาสร้างฐานชีวิตด้วยการทำเกษตรอินทรีย์
                      ทั้งสองจึงเริ่มต้นจากเพาะต้นอ่อนเมล็ดทานตะวันโต้วเหมี่ยว ผักบุ้ง กระเจี๊ยบ ฯลฯ ในพื้นที่ 3 ไร่ ของโครงการสามพรานโมเดล ทำให้ได้พบกับสังคมเกษตรอินทรีย์ ได้องค์ความรู้ใหม่ๆ เข้าใจธรรมชาติมากขึ้น
                      ปัจจุบันพื้นที่ 3 ไร่นี้ถูกจัดสรรเป็นสัดเป็นส่วน ปลูกผักผลไม้กว่า 20 ชนิด เลี้ยงไก่แบบธรรมชาติกว่า 300 ตัว เลี้ยงปลา ทำนา เลี้ยงกุ้งล็อบสเตอร์ เลี้ยงไส้เดือน ทำน้ำหมักชีวภาพ หมักมูลวัว มูลสุกร ทำสูตรอาหารไก่ เอาไว้ใช้เองอีกด้วย
                      “ช่วงนี้เป็นช่วงที่เราลงทุน รายได้ต่อเดือนเฉลี่ย 2 หมื่นบาท ส่งขายให้โรงแรมสามพราน ริเวอร์ไซด์ โดยเฉพาะต้นอ่อนที่ถือเป็นรายได้หลัก แต่เราตั้งเป้าไว้ว่าปีหน้าจะมีรายได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละแสน อนาคตคิดจะพัฒนาสวนนี้ให้เป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์มีชีวิต เป็นที่พักผ่อนของผู้สูงอายุ คนรักษ์สุขภาพ” คุณรินคุยถึงเป้าหมาย
                      สำหรับผู้ที่สนใจแบ่งปันความรู้เรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ เรียนวิธีเพาะต้นอ่อนกับคุณดอทและคุณริน เชิญได้ใน “มหกรรมวันสังคมสุขใจ” ครั้งที่ 2 วันที่ 18-20 ธันวาคม ที่สวนสามพราน จ.นครปฐม รายละเอียดติดต่อศูนย์พัฒนาเกษตรอินทรีย์สุขใจ 08-1854-0880 และ 08-4670-0930
——————–
(หนักเอาเบาสู้ : ‘เกษตรอินทรีย์’ จุดเปลี่ยนชีวิตสองสาว : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร)

‘สุจินต์ เจียรจิตเลิศ’ ชีวิตเพื่อธุรกิจบริการ

Published มกราคม 10, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151112/216700.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน 2558
'สุจินต์ เจียรจิตเลิศ' ชีวิตเพื่อธุรกิจบริการ

หนักเอาเบาสู้ : ‘สุจินต์ เจียรจิตเลิศ’ ชีวิตเพื่อธุรกิจบริการ : โดย…สุรัตน์ อัตตะ

                      ได้ชื่อว่าเป็นบุคคลที่มากด้วยประสบการณ์ด้านธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวที่คร่ำหวอดอยู่ในธุรกิจบริการมาค่อนชีวิตสำหรับ “สุจินต์ เจียรจิตเลิศ” เลขาธิการสมาคมโรงแรมไทยและรองประธานกรรมการบริหารโรงแรมริเวอร์แคววิลเลจและริเวอร์แคววิลล่า กลุ่มธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ทรายแรกใน จ.กาญจนบุรี ที่ก่อตั้งเมื่อ 38 ปีที่แล้ว เขามุ่งมั่นร่ำเรียนวิชาด้านการตลาดหวังนำองค์ความรู้มาสานต่อกิจการของครอบครัว
                      “ผมจบปริญญาตรีการตลาดจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง จากนั้นก็ไปต่อโทด้านบริหารที่เทกซัส สหรัฐอเมริกา พอจบมาก็มาดูการตลาดให้กลุ่มธุรกิจของครอบครัว ทั้งธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท สปา อสังหาริมทรัพย์ ที่เริ่มจากรุ่นพ่อแล้วส่งต่อมายังรุ่นลูก”
                      สุจินต์ถือเป็นบุคคลแรกๆ ในการบุกเบิกการท่องเที่ยวเมืองกาญจน์จนโด่งดังไปทั่วโลกเมื่อกว่า 30 ที่แล้ว ครั้งนั้นเขามาในฐานะนักบริหารหนุ่มไฟแรง ดีกรีปริญญาโทเมืองนอก มีความสามารถพูดได้หลายภาษาเข้าบริหารริเวอร์แคววิลเลจ โดยใช้กลยุทธ์ด้านการตลาดที่เน้นความเป็นธรรมชาติ ผจญภัย พร้อมร้อยเรื่องราวสงครามโลกครั้งที่สองมาเป็นจุดขายเพื่อดึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ กระทั่งเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
                      จึงไม่แปลกใจว่าทำไมริเวอร์แคววิลเลจ ภายใต้การกุมบังเหียนของเขาในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาจึงคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งอเมริกา ยุโรป รัสเซีย มียอดจองห้องพักเต็มตลอดข้ามปี ไม่เปิดโอกาสให้คนไทยได้เข้าไปสัมผัสความอลังการ ความแปลกใหม่แต่อิงไปด้วยขุนเขาความเป็นธรรมชาติและการผจญภัย
                      “ณ ตอนนี้โรงแรมเรามีห้องพักมากที่สุดจำนวน 271 ห้อง เราพยายามหากิจกรรมใหม่ๆ ให้ลูกค้าตลอดเวลา เช่น การมีบ่อแช่น้ำแร่ร้อนสมุนไพร หรืออย่างฟิชชิ่ง สปา เราก็เป็นรายแรกที่ทำ ขณะนี้มีเอ็กซ์สตรีม ดีทีวี ที่ฮิตกันมากในยุโรปและแคนาดา เป็นกิจกรรมใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นานมานี้”
                      ไม่เพียงจะมุ่งมั่นบริหารกิจการธุรกิจโรงแรมของครอบครัวเท่านั้น แต่เขายังอาสาทำงานเพื่อสังคมด้วยการนั่งเป็นกรรมการสมาคมโรงแรมไทย เริ่มจากตำแหน่งรองเลขาธิการจนก้าวมาสู่ตำแหน่งเลขาธิการในปัจจุบัน แม้ทุกวันนี้เขาเริ่มวางมือกับธุรกิจของครอบครัวโดยส่งไม้ต่อให้ทายาทซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่เข้าไปสานต่อ ทำให้มีเวลาทำงานเพื่อสังคมมากขึ้น
                      สุจินต์ เจียรจิตเลิศ กับความมุ่งมั่นในงานที่ถนัดที่ไม่ย่อท้อต่อปัญหาอุปสรรค จนประสบความสำเร็จและเป็นที่ยอมรับในแวดวงธุรกิจบริการกิจการโรงแรมภายใต้แนวคิดการทำงาน give to run วิ่งไปข้างหน้าเท่านั้นคือผู้ชนะ
——————–
(หนักเอาเบาสู้ : ‘สุจินต์ เจียรจิตเลิศ’ ชีวิตเพื่อธุรกิจบริการ : โดย…สุรัตน์ อัตตะ)

จากขายเพชรสู่กล้วยไข่สายศร เส้นทางสู้ชีวิต ‘อัมพวัน ผลแสง’

Published มกราคม 10, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151105/216319.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน 2558
จากขายเพชรสู่กล้วยไข่สายศร เส้นทางสู้ชีวิต 'อัมพวัน ผลแสง'

หนักเอาเบาสู้ : จากขายเพชรสู่กล้วยไข่สายศร เส้นทางสู้ชีวิต ‘อัมพวัน ผลแสง’ : โดย…สุรัตน์ อัตตะ

                      ใครจะไปนึกว่าเด็กสาวจากเมืองลับแลอุตรดิตถ์ จบด้านรัฐประศาสนศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ จากนั้นมาทำงานอยู่ร้านขายเพชรใจกลางกรุงพักใหญ่ ก็กลับมาสนใจทำตลาดผลิตผลทางการเกษตรอย่างกล้วยไข่อินทรีย์ที่ไม่มีใครเคยคิดจะทำ ด้วยการนำมาขึ้นห้างโมเดิร์นเทรด หลังประสบความสำเร็จในการส่งออกไปยังจีนและญี่ปุ่น หวังเจาะกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงสูง ภายใต้ตราสัญลักษณ์ “กล้วยไข่สายศร”
                      สำหรับ “อัมพวัน ผงแสง” หรือใบเฟิร์น ที่ปัจจุบันหันมาดูการตลาดโมเดิร์นเทรด เฮลตี้ บันนาน่า ผู้ผลิตและจำหน่ายกล้วยไข่อินทรีย์รายใหญ่ใน อ.หนองแค จ.สระบุรี อย่างเต็มตัว หลังประสบความสำเร็จจากการทำตลาดต่างประเทศด้วยการส่งออกไปจีน  ก่อนหันมารุกตลาดภายในประเทศในปัจจุบัน โดยเน้นความสดใหม่ ผลสวยงาม รสชาติดี ปลอดสารเคมี 100 เปอร์เซ็นต์ พร้อมจัดจำหน่ายภายใต้แบรนด์ “กล้วยไข่สายศร” ที่มุ่งวางจำหน่ายตามห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นหลัก
                      “กล้วยไข่สายศรนั้น เป็นกล้วยที่พัฒนาพันธุ์มาจากกล้วยไข่กำแพงเพชรโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) วิจัยเกี่ยวกับกล้วยไข่ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ได้กล้วยไข่ที่ดีที่สุดและเป็นกล้วยไข่ของไทยเอง เพื่อเสริมศักยภาพในการส่งออกให้มากยิ่งขึ้น”
                      จากผลงานการวิจัยในครั้งนั้นทำให้ได้กล้วยไข่ชนิดใหม่รวม 5 ชนิด ได้แก่ กล้วยไข่เกษตรศาสตร์ 1-5 ซึ่งได้จดทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตรไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ชนิดที่ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกนั้นเป็นพันธุ์เกษตรศาสตร์ 2 เพราะมีจุดเด่นมากที่สุดคือ ผลอ้วนป้อมและยาว ปลายผลทู่มน เนื้อแน่น เนื้อเป็นสีเหลือง คล้ายกล้วยหอม รสหวานหอมประมาณ 22–23 องศาบริกซ์ การเรียงตัวของผลในแต่ละหวีมีความสวยงาม มีปริมาณผลผลิตแต่ละเครือมากกว่าพันธุ์อื่น ทำให้ได้รับความนิยมจากเกษตรกร รวมทั้งสวนสายศรด้วยเช่นกัน  ซึ่งทางสวนสายศรได้นำมาปลูกเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้วบนเนื้อที่การปลูกกว่า 300 ไร่ ประมาณ 1.2 แสนต้น มีผลผลิตหมุนเวียนตลอดทั้งปีเฉลี่ย 1 หมื่นลูกต่อวัน
                      แม้ผลผลิตจะมีจำนวนมาก แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเธอ เมื่อมุ่งเป้าวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าแทนขายแบกะดินหรือส่งให้พ่อค้าคนกลางไปจำหน่ายต่อ เพราะไม่ต้องการลงไปแข่งกับตลาดของเกษตรกรโดยตรง ซึ่งมีตลาดอยู่แล้ว ขณะเดียวกันก็ออกแบบแพ็กเกจจิ้งให้ดูดี มีความสวยงาม โดดเด่นเป็นที่ดึงดูดใจของลูกค้า
                      “ในเรื่องของตลาดโมเดิร์นเทรด บริษัทได้พัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้มีรูปแบบที่สวยงามทันสมัย ทั้งยังต้องรักษาคุณภาพกล้วยเอาไว้ ผู้บริโภคซื้อไปรับประทานเอง หรือซื้อไปเป็นของฝากก็ต้องดูดี น่าซื้อ ทรงคุณค่า ซึ่งบรรจุภัณฑ์ก็จะเป็นตัวช่วยอีกทางที่จะช่วยดึงดูดความสนใจได้เป็นอย่างดี กล้วยไข่สายศรจึงมุ่งจำหน่ายตามห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นหลัก เพราะเราไม่ต้องการไปแย่งตลาดระดับล่าง”
                      ใบเฟิร์นยอมรับว่า ในการทำตลาดในช่วงแรกจะใช้วิธีจัดบูธจำหน่ายและประชาสัมพันธ์ตามห้างสรรพสินค้าในเทศกาลต่างๆ ในลักษณะเช่าพื้นที่ทำให้เรารู้ว่าจุดจำหน่ายตามห้างสรรพสินค้าบริเวณใดที่สามารถจำหน่ายผลผลิตได้ดี กลุ่มลูกค้าเป็นใคร กลุ่มคนรักสุขภาพ เล่นกีฬา วัยเด็กหรือผู้ใหญ่ เนื่องจากกล้วยไข่สายศรมีราคาเริ่มต้นหวีละ 50 บาท ขณะเดียวกัน ใน กูร์เมต์ มาร์เก็ต สยามพารากอน ราคากล้วยสายศรตั้งราคาตั้งแต่หวีละ 79 บาท 89 บาท และ 99 บาท ซึ่งได้รับการต้อนรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี
                      นับเป็นอีกก้าวของ อัมพวัน ผงแสง หรือใบเฟิร์น ในการรุกตลาดกล้วยไข่บนห้างโมเดิร์นเทรด ภายใต้แบรนด์สายศร ทั้งปลีกและส่ง สนใจกล้วยไข่คุณภาพส่งออก โทร.08-1953-0595 ได้ตลอดเวลา
——————-
(หนักเอาเบาสู้ : จากขายเพชรสู่กล้วยไข่สายศร เส้นทางสู้ชีวิต ‘อัมพวัน ผลแสง’ : โดย…สุรัตน์ อัตตะ)

นำผลิต ‘ผ้าฝ้ายย้อมคราม’ อาชีพเสริม ‘แม่บ้านนาขาม’

Published มกราคม 10, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151029/215940.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม 2558
นำผลิต 'ผ้าฝ้ายย้อมคราม' อาชีพเสริม 'แม่บ้านนาขาม'

หนักเอาเบาสู้ : นำผลิต ‘ผ้าฝ้ายย้อมคราม’ อาชีพเสริม ‘แม่บ้านนาขาม’ : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร

                      ผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้ายย้อมครามคุณภาพ ฝีมือกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านนาขาม ต.เชิงชุม อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร นำโดย นางสำรัส สุนาพรม วัย 66 ปี ผลจากการเดินสายออกร้านงานโอท็อปทั้งในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งที่เมืองทองธานีในทุกปี ส่งให้ผลงานได้รับความนิยมไม่น้อย จึงเน้นผลิตและออกแบบลวดลายเพื่อให้ทันสมัยมากขึ้น
                      นางสำรัส สุนาพรม ประธานกลุ่ม เล่าว่า เริ่มทำตั้งแต่ปี 2538 เป็นการย้อมใช้เองและจำหน่ายบ้าง แต่ช่วงหลังผลิตเพื่อจำหน่ายเพราะความต้องการเพิ่มขึ้น เริ่มจากมีสมาชิก 22 คน ปัจจุบันเพิ่มเป็น 36 คน ซึ่งผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม มีทั้งแบบทอเป็นผืนและแบบมัดย้อม ซึ่งแบบหลังได้รับความนิยมมาก
                      เป้าหมายการตั้งกลุ่ม นางสำรัส บอกว่าเป็นการหาอาชีพให้แม่บ้านหลังหมดฤดูทำนา เมื่อรัฐมาส่งเสริมให้ทำผ้าย้อมครามแบบโบราณ ชาวบ้านก็จะปลูกฝ้าย ปลูกคราม ทำให้ชีวิตแต่ละวันไม่ว่าง ที่สำคัญไม่ต้องทิ้งบ้านไปทำงานไกล
                      โดยรายได้ของแต่ละคนตกเดือนละ 5-7 พันบาท แล้วแต่ว่าใครผลิตได้มากน้อย เมื่อผลิตได้ก็เอามาส่งขายในนามกลุ่มเพื่อจะได้มีสินค้าส่งให้ลูกค้า ซึ่งการผลิตทุกขั้นตอนปลอดสารเคมี ส่งผลดีต่อสมาชิกที่ทุกคนมีสุขภาพดี
                      ส่วนขั้นตอนการผลิตค่อนข้างยุ่งยากซับซ้อน ใช้เวลานาน ที่สำคัญต้องใช้ความอดทน ความพยายามอย่างสูง เพราะในแต่ละขั้นตอนต้องทำไปพร้อมๆ กัน ขาดขั้นตอนใดขั้้นตอนหนึ่งไม่ได้ ซึ่งประกอบด้วย การเตรียมน้ำคราม เตรียมเส้นฝ้าย การย้อมเส้นฝ้ายตามสีที่ต้องการ การทอผ้า และการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องการ
                      การย้อมครามนั้น นางสำรัส บอกเริ่มจากทำการโจกครามเพื่อดูลักษณะของน้ำย้อมที่เตรียมไว้ ก่อนนำเส้นใยที่ผ่านการทำความสะอาดแล้วมาจับเป็นวง นำลงย้อมในน้ำคราม โดยมีการคลายเส้นใยและหมุนไปรอบๆ ถ้าต้องการสีครามเข้ม ให้ย้อมหลายๆ ครั้ง และเมื่อย้อมเสร็จแล้วควรบิดเส้นใยให้หมาดก่อนนำขึ้นจากหม้อย้อมแล้วนำเส้นใยไปตากในที่ร่ม
                      ด้านคุณประโยชน์ของคราม ป้องกันแสงอุลตร้าไวโอเลต ครามมีคุณสมบัติเป็นสมุนไพร เมื่อสวมใส่ผ้าย้อมครามจะช่วยซับเหงื่อ ดับกลิ่นตัว ทำให้เย็นสบาย ทั้งช่วยชะลอการเกิดเม็ดสี ไฟ ฝ้า กระ ใช้รักษาแผลในสัตว์และคนด้วย
                      นี่คือสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นกับกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรนาขาม ที่ได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐจนทำให้สินค้าของกลุ่มได้รับความสนใจ มีผู้นำไปจำหน่ายยังต่างประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่สนใจสินค้าผ้าฝ้ายย้อมครามจากหมู่บ้านนี้เป็นอย่างมาก
———————–
(หนักเอาเบาสู้ : นำผลิต ‘ผ้าฝ้ายย้อมคราม’ อาชีพเสริม ‘แม่บ้านนาขาม’ : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร)
%d bloggers like this: