ส่องเกษตร

All posts tagged ส่องเกษตร

ส่องเกษตร : เลิกทำนาปรังเลยดีกว่า

Published พฤศจิกายน 10, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/183619

วันพุธ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

ก่อนอื่น ต้องขอร่วมอนุโมทนาด้วยกับท่านอดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์-ชวลิต ชูขจร ซึ่งขณะนี้ได้ลาบวช 15 วัน อยู่ที่วัดเจดีย์ทอง จ.เชียงใหม่ ได้ฉายาพระภิกษุจิตตะสังวะโร ถือเป็นการบวชครั้งที่ 2 ของท่านหลังจากเคยบวชพระมาแล้วครั้งหนึ่งสมัยยังเป็นผู้อำนวยการกอง และการบวชหนนี้ ท่านก็ตั้งใจว่า หากมีโอกาสจะเดินทางไปนั่งสมาธิที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย ด้วย

อนุโมทนาด้วยอีกครั้งครับ

……………………………………

ตื่นมาเช้าวันนี้ในกรุงเทพฯ ผมเริ่มสัมผัสได้กับสายลมหนาวที่โชยมาบ้างแล้ว หลังจากที่หลายวันที่ผ่านมามีฝนตกมาตลอด ซึ่งถือเป็นฝนท้ายๆของช่วงฤดูฝนปีนี้ เพราะตามข้อมูลการพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า ฤดูหนาวปีนี้ยังคงเริ่มต้นประมาณกลางเดือนตุลาคม ไปจนถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าโดยอุณหภูมิต่ำสุดสำหรับฤดูหนาวปีนี้จะใกล้เคียงกับปีที่แล้ว ดังนั้นแม้ช่วงนี้อาจยังพอมีฝนตกลงมาอีกบ้าง ก็คงเหลืออีกไม่เท่าไหร่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ฝนที่ตกมาอย่างต่อเนื่องช่วงหลายวันมานี้ ช่วยเติมน้ำในเขื่อนต่างๆ จนพ้นจากจุดวิกฤติ มาอยู่ในระดับเป้าหมายที่จะสามารถใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคและผลักดันน้ำเค็มได้ตลอดช่วงหน้าแล้งยาวไปอีก 8 เดือน จนถึงกลางปีหน้า ก่อนที่จะกลับเข้าสู่ฤดูฝนอีกครั้ง

ตามข้อมูลของรองอธิบดีกรมชลประทาน คุณสุเทพ น้อยไพโรจน์ ให้ข่าวไว้ว่า น้ำฝนที่มาช่วยเติมลงในเขื่อนหลายวันมานี้ ทำให้ปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนหลัก คือ เขื่อนภูมิพล,เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ณ วันที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมา มีปริมาณรวมกันประมาณ 3,543 ล้านลูกบาศก์เมตร และคาดว่าจนถึงสิ้นเดือนตุลาคม ก็คือ สิ้นฤดูฝนนี้ ปริมาณเฉลี่ยน่าจะอยู่ที่ 3,600-3,700 ล้านลูกบาศก์เมตรตามเป้าหมายที่วางไว้

แต่ต้องขอย้ำว่า พอแค่การอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศ ผลักดันน้ำเค็มเป็นหลักเท่านั้น ขณะที่ไม่เพียงพอที่จะเจียดไปใช้เพื่อการเกษตรประเภทที่ต้องใช้น้ำมากๆ โดยเฉพาะการ“ทำนาปรัง”อย่างเด็ดขาด เพราะปริมาณน้ำในเขื่อนตอนนี้ ยังน้อยกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึงกว่า 40% คือปีก่อน 4 เขื่อนหลัก มีปริมาณระดับ 6 พันล้านลูกบาศก์เมตร ลองนึกดูขนาดปีที่แล้วมีน้ำมากกว่าปีกว่า 40% ภาคการเกษตรที่แห่ทำนาปรังการตามปกติไปหลายล้านไร่ แบบไม่ฟังคำเตือน ยังเจอวิกฤติ ข้าวยืนต้นตายกันไปจำนวนมากถ้าปีนี้ยังทู่ซี้ ดึงดันจะทำนาปรังกันอีก ก็ทำนายไว้ล่วงหน้าได้เลยว่า ตายกับตายแน่!!

ถึงกระนั่น จากที่รองอธิบดีฯสุเทพ น้อยไพโรจน์ ได้ลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์การเพาะปลูกปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็พบว่า มีเกษตรกรบางส่วนเริ่มทยอยทำนาปรังกันบ้างแล้ว แม้กรมชลประทานจะได้ประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำที่มีอย่างจำกัดก็ตาม

นั่นอาจตีความได้ว่า 1.การประชาสัมพันธ์ยังไม่ทั่วถึง ชาวนาที่ลงมือปลูกข้าวนาปรัง ไม่ได้รับรู้ข้อมูลเพียงพอหรือเปล่า 2.ชาวนารับรู้ แต่ขอไปตายเอาดาบหน้า เพราะถ้าไม่ทำนาก็ไม่รู้จะทำมาหากินอะไรหรือเปล่า

จะอย่างไรก็ตาม 2-3 ปีมาแล้ว ที่เราประสบปัญหาน้ำมีจำกัด และพยายามขอให้ลดพื้นที่ปลูก จนถึงงดปลูกเลย แต่ก็มีการดื้อดึง ฝ่าฝืนมาตลอด ทั้งปลูกเกินพื้นที่ ทั้งดึงดันจะปลูกทั้งที่ขอให้งด พอเสียหาย ก็มาเรียกร้องให้มีการชดเชย แม้ว่ารัฐบาลจะประกาศแล้วว่า ถ้าใครปลูกโดยไม่ฟังคำเตือนก็จะไม่จ่ายชดเชยความเสียหายให้ก็ตาม

ฉะนั้นแล้ว การที่จะมาแก้ปัญหาปีต่อปี เห็นทีจะไม่เข้าท่าอีก ในเมื่อตัวเลขสถิติและสภาพภูมิอากาศต่างๆ ก็ชี้ให้เห็นชัดว่า แนวโน้มไทยเรายังคงจะต้องเผชิญกับปัญหาฝนตกน้อยลงเรื่อยๆ ก็ควรจะถึงเวลากำหนดเป้าหมายให้ชัดไปเลยว่า ภายในกี่ปีจากนี้ ควรจะเลิกทำนาปรังแบบเด็ดขาดได้แล้ว หันส่งเสริมให้ปลูกพืชอื่นที่ใช้น้ำน้อยแทนอย่างจริงจังจะดีกว่า

ผมเองเพิ่งมีโอกาสคุยกับคุณพิษณุ จันทร์วิทัน เอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศลาว เมื่อช่วงเดือนกันยายน ก่อนจะเกษียณเดือนตุลาคม ท่านชี้ได้อย่างน่าสนใจว่า ตอนนี้ประเทศเพื่อนบ้านต่างๆ ล้วนปลูกข้าวพอส่งออกได้ ซึ่งไทยไม่สามารถแข่งขันเรื่องข้าวราคาถูกกับเพื่อนบ้านได้ เพราะเรามีปัญหาต้นทุนที่สูงกว่า จึงควรหันไปเน้นข้าวคุณภาพดีเป็นหลัก และเลิกทำนาปรังที่เป็นข้าวคุณภาพต่ำอย่างเด็ดขาด

ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง และเมื่อไทยต้องเผชิญปัญหาขาดน้ำเพิ่มขึ้นทุกปีแบบนี้ ยิ่งควรพลิกวิกฤตินี้ ให้เป็นโอกาส

เลิกทำนาปรังเลยดีกว่า

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ต้องช่วยกันให้กำลังใจ

Published ตุลาคม 10, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/182558

วันพุธ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

ทั้ง 21 อรหันต์ กรธ.-คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และ 200 สปท.-สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้รับการแต่งตั้งและเดินหน้าเริ่มงานตามภารกิจแล้ว เข้าสู่โหมดเริ่มนับหนึ่งอีกครั้งในการร่างรัฐธรรมนูญ ที่จะออกมาเป็นกติกาสูงสุดในการปกครองประเทศต่อไป และตามโรดแมป 6 – 4 – 6 – 4 ถ้ารัฐธรรมนูญใหม่ผ่านด่าน“ประชามติ”ไปได้ ประเทศไทยก็จะเลือกตั้งใหม่อีกครั้งราวกลางปี 2560 กลับสู่ประชาธิปไตย ตามที่นายกฯบิ๊กตู่ไปบอกกล่าวไว้ในเวทีสหประชาชาติที่นิวยอร์ก สหรัฐมา

รายชื่อ 21 อรหันต์ กรธ.ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานฯ ส่วนใหญ่ส่วนสำคัญล้วนเป็นนักกฎหมาย นักนิติศาสตร์ โดยมีภาคส่วนอื่นแจมบ้าง พอเป็นน้ำจิ้ม เท่าที่สดับฟังเสียงสังคมแล้ว ต่างเชื่อว่าการทำงานจะออกมาในแนวทางที่รู้ใจ คสช. ตามใจ “แป๊ะ” แล้วจะเป็นที่ถูกใจประชาชนหรือไม่? อาจจะหวังได้ไม่ง่ายนัก แต่ถึงอย่างไรก็ยังต้องรอดูการทำงานต่อไปก่อน ไม่อาจตัดสินอะไรล่วงหน้าได้

ขณะที่ในส่วนของ 200 สปท.แม้จะดูเหมือนมีความหลากหลายพอสมควร แต่ส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็นบรรดาทหาร ตำรวจ และข้าราชการหรืออดีตข้าราชการเกินกว่าครึ่ง เที่ยวนี้ที่แตกต่างจากสปช.-สภาปฏิรูปแห่งชาติที่ถูกยุบเลิกไป ก็คือ มีบรรดาตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆ เข้ามาร่วมด้วยอยู่ครบทุกพรรคสำคัญๆ รวมถึงกลุ่มการเมืองคู่ขัดแย้งทั้งเสื้อแดง-เสื้อเหลือง ถึงกระนั่นกลับไม่ค่อยให้ความรู้สึกที่สามารถคาดหวังได้มากนัก ในการที่จะขับเคลื่อน“การปฏิรูป”ให้ได้อย่างแท้จริง

ซึ่งด้านหนึ่งอาจจะเป็นเพราะ 1 ปีที่ผ่านมากับการทำงานของสปช.ยังไม่เกิดผลงานการปฏิรูปอะไรที่ได้ดังใจหวังของสังคม ทำให้พลอยลดความหวังที่มีต่อ สปท.ลงไปด้วย

นอกจากนี้ การที่มีนักการเมืองจากหลากหลายพรรคมาเป็น สปท.ด้วย แม้ด้านหนึ่งดูเหมือนเป็นการเปิดช่องให้นักการเมืองเข้ามามีส่วนร่วมในการผลักดัน “การปฏิรูป”หวังที่จะลดแรงกดดันทางการเมืองลง แต่ที่ผ่านมา จากการที่นักการเมืองไทยเอง
ไม่เคยได้สร้างความหวังในเรื่องการปฏิรูปให้กับสังคมไทยนัก มีแต่แนวคิดในการแก่งแย่งอำนาจและผลประโยชน์ของตัวเองหรือของฝ่ายตนเองเป็นสำคัญ จนกลายเป็นต้นตอหนึ่งที่ทำให้ประเทศชาติแตกแยก ร้าวลึกมาถึงทุกวันนี้ เลยทำให้สังคมเองก็ยังระแวง กลัวว่า การที่นักการเมืองเข้ามาเป็น สปท. อาจจะกลายเป็น“ตัวถ่วง”หรือมีแนวความคิดที่ขัดแย้งกันระหว่างสี จนกลายเป็นอุปสรรคต่อแนวทางการปฏิรูปหรือไม่

อีกประการหนึ่ง ดูเหมือนหลายภาคส่วนของสังคม อดเกิดความรู้สึกไม่ได้ว่าผู้ที่มาเป็นสปท.ดังรายชื่อส่วนใหญ่นั้น ล้วนแต่
ถือเป็นระดับ“ชนชั้นปกครอง” ชนชั้นระดับบนเสียเกือบหมด ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่พลอยทอนความหวังที่มีต่อ สปท.ลงไปไม่น้อย

อย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญใหม่และการปฏิรูปประเทศชาติ ถือเป็นเรื่องใหญ่เรื่องสำคัญ จึงต้องช่วยกันลุ้น ช่วยกันให้กำลังใจ หวังให้ทั้ง กรธ.และ สปท.สามารถทำงานออกมาให้ได้ดีที่สุด เพราะนั่นย่อมหมายถึงผลดีที่จะเกิดกับประเทศชาติโดยร่วมเป็นสำคัญ

จากรายชื่อ สปท.ทั้งหมด มีบุคลากรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าไปเป็นด้วย 2 คน คือ นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ที่เพิ่งถูกปรับครม.พ้นจากตำแหน่งรมว.เกษตรฯ ทำให้อาจถูกเมาส์ได้ว่า ได้รับแต่งตั้งให้ไปรับตำแหน่ง สปท.เพื่อเป็นการปลอบใจหรือเปล่า ส่วนอีกคนคือ นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน ที่อยู่ระหว่างไปรักษาการในตำแหน่งรองปลัดกระทรวงฯ

บทบาทของ 2 สปท.จากสายกระทรวงเกษตรฯจะมีส่วนช่วยขับเคลื่อนเรื่องการปฏิรูปประเทศโดยรวมอะไรได้แค่ไหนรวมทั้งเรื่องการปฏิรูปในส่วนของภาคการเกษตรบ้างหรือไม่ ก็ต้องจับตาดูกันต่อไป และแน่นอนต้องขอให้กำลังใจด้วยเช่นกัน

พร้อมๆ กับการเริ่มเดินหน้าทำงานของ กรธ.และ สปท.ในต้นเดือนตุลาคม ก็ถือเป็นช่วงเริ่มต้นการทำงานของทีมผู้บริหารสูงสุดในฝ่ายข้าราชการประจำของกระทรวงเกษตรฯ นำโดยปลัดกระทรวงฯคนใหม่อย่างนายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ที่ข้ามห้วยมาจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ

ถึงแม้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากอดีตลูกหม้อกระทรวงเกษตรฯ ต่อการข้ามห้วยของนายธีรภัทรอยู่พอสมควร แต่เมื่อไม่มีการทบทวนคำสั่ง ตามที่บ้างฝ่ายเรียกร้อง ก็ต้องเปิดโอกาสให้ปลัดฯคนใหม่ได้โชว์ฝืมือ ทำงานอย่างเต็มที่แล้ว

ก็ต้องขอให้กำลังใจเช่นเดียวกัน เพราะถ้าท่านทำงานได้ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่แค่เป็นการพิสูจน์ตัวเองเท่านั้น แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ ผลดีย่อมตกอยู่ที่เกษตรกรทั้งหลายนั่นเอง

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : จับตา…อัดฉีดรากหญ้าจัดการน้ำ-จัดการระบบหลงจู๊

Published ตุลาคม 3, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/181412

วันพุธ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังคงอยู่ในภารกิจการประชุมสมัชชาสหประชาชาติหรือยูเอ็น ที่มหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ถือเป็นการแสดงบทบาทครั้งสำคัญยิ่ง ในการสร้างความเข้าใจกับประชาคมโลก และถือเป็นครั้งแรกที่มีโอกาสเดินทางเข้าสหรัฐ นับตั้งแต่ยึดอำนาจการปกครองประเทศ ในฐานะหัวหน้า คสช.-คณะรักษาความสงบแห่งชาติ จนขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้ถูกชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐบอยคอตต์ห้ามเดินทางเข้าประเทศในช่วงที่ผ่านมา

ตลอดภารกิจหลายวันที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์นับว่า ได้ใช้เวทีนานาชาติครั้งนี้ สร้างประโยชน์ให้เกิดกับประเทศชาติได้อย่างเต็มที่ เสริมสร้างภาพลักษณ์ให้ประชาคมโลกมองไทยดีขึ้นมาก ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ผมก็ต้องขอร่วมชื่นชมและเป็นกำลังใจด้วย

การประชุมยูเอ็นครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ได้รับเกียรตินั่งเป็นประธานการประชุมกลุ่มประเทศจี 77 หรือกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา,ได้ขึ้นรับรางวัล“ไอซีทีเพื่อการพัฒนา” จากไอทียู-สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ แล้วยังได้พบปะจับมือเจรจาความเป็นผู้นำโลกหลายต่อหลายคน ไม่ว่าประธานาธิบดีโอบามา,เลขาฯยูเอ็น เป็นต้น ทั้งแสดงวิสัยทัศน์ในหลากหลายหัวข้อเกี่ยวกับการพัฒนา

หนึ่งในหัวข้อที่มีโอกาสขึ้นกล่าวคือ เรื่องเกี่ยวกับการส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำโดยระบุว่า ตลอด 15 ปีที่ผ่านมาการดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษได้ช่วยให้ประชาชนทั่วโลกสามารถเข้าถึงน้ำ มีสุขาภิบาลที่ดีขึ้น ทั้งได้ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศด้านน้ำ คำนึงถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปัญหาต่างๆที่เกี่ยวกับน้ำ เช่น น้ำท่วม น้ำแล้ง และ น้ำเสีย สำหรับไทยได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและแนวพระราชดำริด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมาดำเนินการ โดยจัดทำแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 12 ปี (พ.ศ. 2558-2569)เพื่อวางกรอบการดำเนินการอย่างเป็นระบบ ครบวงจร เน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในแต่ละท้องถิ่น และอยู่ระหว่างจัดทำพ.ร.บ.น้ำ เพื่อสร้างความมั่นคงทางน้ำให้กับประเทศ ตั้งเป้าให้ทุกหมู่บ้านกว่า 7,000 หมู่บ้านทั่วประเทศ มีน้ำสะอาดอุปโภคบริโภคภายในปี พ.ศ. 2560 ตลอดจนให้ความสำคัญต่อการป้องกัน และลดผลกระทบจากภัยพิบัติที่เกี่ยวกับน้ำ

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ย้ำว่า น้ำคือชีวิต น้ำคือความอยู่รอดของมนุษยชาติ เกี่ยวข้องกับทุกคน ไม่ว่ายากดีมีจนในเมืองหรือชนบท ดังนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจทุกภาคส่วนและทุกคนในการบริหารจัดการน้ำ และใช้ทุกโอกาสผลักดันให้น้ำเป็นกลไกสร้างความร่วมมือ เพื่อความกินดีอยู่ดี การเติบโตของเศรษฐกิจ ตลอดจนความสมดุลของระบบนิเวศน์อย่างยั่งยืนต่อไป

เชื่อได้ว่า ถ้อยแถลงนี้ ไม่ใช่แค่อ่านไปตาม“บท”ที่กำหนดไว้ แต่นี่เป็นเรื่องหนึ่งในความตั้งใจที่จะทำจริงๆของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ และผมทราบมาว่า นี่เป็นภารกิจสำคัญยิ่งเรื่องหนึ่ง ถึงได้มีการส่งพล.อ.ฉัตรชัย สาลิกัลยะ มาเป็นรมว.เกษตรและสหกรณ์ด้วย

โดยก่อนหน้าที่จะมาเป็นรมว.เกษตรฯนี้ ในช่วงที่พล.อ.ฉัตรชัยเป็นรมว.พาณิชย์ อยู่ ก็เคยเป็นประธานคณะกรรมการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ มีบทบาทในการวางแผนยุทธศาสตร์บริหารจัดการทรัพยากรน้ำเอง ซึ่งได้รวบรวม 30 กว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำที่ต่างฝ่ายต่างทำ แม้แต่ละปีจะมีงบประมาณด้านน้ำร่วมกันปีละ5-6 หมื่นล้าน แต่งบฯที่กระจัดกระจาย ทำให้ไม่ได้ผลงานเต็มที่ จึงต้องวางแผนบูรณาการจัดการน้ำร่วมกันให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

การบริหารจัดการเพื่อสร้างความมั่นคงในเรื่อง“น้ำ”อย่างยั่งยืน เป็นงานใหญ่ที่มีความสำคัญยิ่ง และจะเป็นเครื่องวัดผลงานรัฐบาลกับพล.อ.ฉัตรชัยในระยะยาวต่อไป

ส่วนเรื่องเฉพาะหน้านั้น ทันทีที่เข้ามาเป็นรมว.เกษตรฯเมื่อเดือนสิงหาคม พล.อ.ฉัตรชัยได้ไปตรวจเยี่ยมกรมชลประทาน มอบนโยบายเน้นย้ำให้วางแผนจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด รับมือภัยแล้งในการเพาะปลูกฤดูกาลหน้า โดยให้จัดทำเป็นแผนที่ชัดเจนภายใน 1 เดือน นำไปสู่ภาคปฏิบัติจริงในเดือนตุลาคมนี้ให้ได้ ขณะที่อีกเรื่องสำคัญคือ การตั้งอธิบดีกรมชลประทานคนใหม่ที่จะมาดูแลการบริหารจัดการน้ำ หลังจากครม.เห็นชอบให้ย้ายนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะไปเป็นรองปลัดกระทรวงฯแล้ว ตอนนี้ตัวเต็งมีทั้งลูกหม้อ รองอธิบดี-สุเทพ น้อยไพโรจน์ แต่ก็มีกระแสข่าวว่านายจาตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำอาจได้ย้ายข้ามห้วยจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯมาเป็นก็ได้ เหมือนที่นายนายธีรภัทร ประยูรสิทธิ อธิบดีกรมป่าไม้ ข้ามหวยมาเป็นปลัดกระทรวงเกษตรฯ

จะได้ใครก็ตาม แต่ต้องขอฝากว่าภารกิจสำคัญที่ควรจะต้องเร่งทำ คือ การล้าง“ระบบหลงจู๊”ที่ฝั่งรากลึกอยู่ในกรมชลประทานนี้ให้ได้เสียที

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ล้างประชานิยมด้วยประชารัฐ

Published ตุลาคม 3, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/180300

วันพุธ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.-คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ไปเป็นประธานเปิดเวทีจุดประกาย“สานพลังประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก”เมื่อวันอาทิตย์ 20 กันยายนที่ผ่านมา อันเป็นการประกาศการขับเคลื่อน “ยุทธศาสตร์ประชารัฐ”อย่างเป็นทางการ ร่วมกันระหว่างภาครัฐ,ภาคประชาชนและภาคเอกชน

ยุทธศาสตร์“ประชารัฐ”ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนมาก ด้วยเป็นการชูขึ้นมาสู้กับ“ประชานิยม”ที่รัฐบาลจากนักการเมืองโดยเฉพาะพรรคการเมืองในระบอบทักษิณได้ใช้แย่งชิงอำนาจรัฐและครอบงำสังคมประเทศไทยมายาวนานกว่า 10 ปีมานี้

พล.อ.ประยุทธ์อธิบายความถึงแนวนโยบายการสานพลังประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานรากว่า ไม่ใช่นโยบายการหาเสียง แต่ถือเป็นการทำสัญญาร่วมกันระหว่างรัฐบาลกับประชาชน ที่จะร่วมกันแก้ไขความผิดพลาดในอดีตทั้งหมด…

ขณะที่นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโสในฐานะที่ปรึกษาการจัดงานนี้ชี้ว่าที่ผ่านมาประเทศไทยตกอยู่ในหลุมดำมีวิกฤติ 6 ประการคือ วิกฤติการเมือง,เศรษฐกิจ,สังคม,สิ่งแวดล้อม,ศีลธรรม และการพัฒนาคุณภาพคน ซึ่งไม่มีผู้ใด องค์กรใด หรือรัฐบาลที่จะนำประเทศออกจากวิกฤติเหล่านี้ได้ นอกจากภาครัฐ,ภาคประชาชนและภาคเอกชนจะร่วมมือกันเรียกว่า“ประชารัฐ” จึงจะออกจากวิกฤติได้ และการพัฒนาฐานรากของประเทศให้มีความแข็งแกร่ง จะรักษาความมั่นคงของประเทศได้ นับเป็นความคิดที่ออกจากทิฐิเดิมที่คิดแต่ว่าการเมืองดี ประเทศก็จะดี แต่ในทางกลับกันแล้ว การพัฒนาฐานรากให้มีความเข้มแข็ง ทำให้ประเทศไทยดี การเมืองก็จะดีเอง

งานดังกล่าวภาครัฐ,ภาคประชาชนและภาคเอกชนจึงร่วมกันประกาศปฏิญญาเครือข่าย“ประชารัฐ”ที่จะร่วมกันขับเคลื่อน 6 ประการคือ 1.เข้าไปมีส่วนรวมในการผลักดันในเกิดกระบวนการกระตุ้นนโยบายสร้างเศรษฐกิจฐานรากในทุกโอกาสและทุกช่องทาง 2.จะใช้ความพยายามขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เกิดความมั่นคงกับชีวิตเกษตรกรและผู้ใช้แรงงาน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมในสังคมไทย 3.จะมีส่วนร่วมฟื้นฟูทรัพยากรให้เป็นทุนสร้างเศรษฐกิจฐานรากและเป็นทุนพัฒนาความอยู่ดีมีสุขของประชาชนทุกกลุ่มวัย 4.ใช้ความพยายามทำให้เกิดการร่วมกันทำงานของภาครัฐ,ภาคเอกชนและภาคประชาชนในระดับตำบล อำเภอ จังหวัด 5.จะเป็นกลไกหนึ่งในกระบวนการสร้างพลเมืองอย่างสร้างสรรค์ นำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถของสมาชิกชุมชนและองค์กรซึ่งเป็นพลังพลเมืองที่เป็นกำลังสำคัญสร้างเศรษฐกิจ และ6.จะนำความคิดการสานพลังประชารัฐ แปลงสู่การปฏิบัติในพื้นที่

พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวตอนหนึ่งว่า สิ่งที่ตนกลัวคือ วันข้างหน้าจะไม่มีคนปลูกข้าวให้กิน เพราะรายได้ตกต่ำ มีแต่หนี้สิน
แต่คิดว่าภายในปีสองปีนี้ ทุกอย่างน่าจะดีขึ้นไม่ว่าจะเป็นข้าว ยางพารา ถ้าเรามีการปรับตัว รัฐบาลจะทำเพื่อคนไทยทั้งประเทศ เราเป็นรัฐหนึ่งรัฐเดียวแยกจากกันไม่ได้ ทั้งพฤติกรรม นิตินัยและพฤตินัย ต้องเท่าเทียมกัน จัดสรรงบประมาณและทรัพยากรทั่วทุกภูมิภาค ต้องเชื่อมั่นไว้ใจกัน ประชาชนต้องเข้มแข็ง อย่าทำให้ใครเดือดร้อน ต้องมีสัญญาต่อกัน ซื้อสัตย์ นำเงินไป
ต้องใช้คืน อย่าเอาไปใช้ประโยชน์ทางการเมืองกลุ่มโน้นกลุ่มนี้ ทำให้เกิดคนสองข้างอยู่ตลอดเวลา…

ครับ นี่เป็นส่วนหนึ่งที่สรุปคร่าวๆ ถึงเนื้อหาของการประกาศขับเคลื่อน“ยุทธศาสตร์ประชารัฐ” ที่ผมต้องขอแสดงความชื่นชม เชื่อว่าเป็นแนวทางที่มาถูกทางแล้ว แม้ว่าแนวทางนี้ จะไม่สามารถทำให้เห็นผลได้อย่างรวดเร็ว ทันตา โดยนพ.ประเวศประเมิน เชื่อว่า อีก 10 ปีความร่วมมือในวันนี้จึงจะเกิดความสำเร็จได้ แต่การเริ่มต้นนับเป็นก้าวสำคัญ และเชื่อว่า ถ้าภาครัฐในยุคของรัฐบาลบิ๊กตู่ได้ช่วยกันเอาจริงเอาจัง ดำเนินโครงการต่างๆที่จะออกมาตามแนวทางประชารัฐอย่างเต็มที่ ก็จะเป็น“การปฏิรูป”ที่สำคัญเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาทุกๆด้าน ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ตลอดจนชีวิตความเป็นอยู่ของคนในระดับฐานราก เกษตรกรทั้งหลาย

ผมจึงขอร่วมยกมือเชียร์แนวทางนี้อย่างเต็มที่ แต่ที่สำคัญกลไกรัฐรวมถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย จะต้องให้ความร่วมมือ ทำงานกันอย่างจริงจัง

ถ้าทำได้อย่างต่อเนื่อง ในอนาคตหลังคสช.ส่งคืนประชาธิปไตยแล้ว ฐานรากของประเทศไทยก็คงจะมีภูมิคุ้มกันที่เพียงพอ จะได้พ้นจากการครอบงำของ“ประชานิยม”ผลาญชาติทั้งหลายกันเสียที

ส่องเกษตร : จับตา…อัดฉีดรากหญ้าอุทาหรณ์จากการ‘ข้ามห้วย’

Published กันยายน 18, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/179112

วันพุธ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.

รัฐบาลครม.ประยุทธ์ 3 ต้องการจะสร้าง“LOOK”ใหม่ ให้แตกต่างจากเดิมหรืออย่างไรไม่ทราบได้ ถึงได้จัดทัพข้าราชการใหม่ ทดแทนบรรดาบิ๊กๆ ที่กำลังจะเกษียณอายุราชการช่วงสิ้นเดือนกันยายนนี้โดยเกิดปรากฏการณ์ “ข้ามห้วย”ระดับปลัดกระทรวงต่างๆขนานใหญ่

ที่ประชุมครม.รวม 2 นัดที่ผ่านมา มีมติย้าย“ข้ามห้วย”ปลัดกระทรวงและผู้นำสูงสุดหน่วยงานที่มีฐานะเทียบเท่าปลัดกระทรวงถึง 5 คนแล้ว คือ นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม จากปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ไปเป็นปลัดกระทรวงพลังงาน,นายไมตรี อินทุสุต รองปลัดมหาดไทยเป็นปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์,นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ อธิบดีป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์,นายพงษ์ภาณุเศวตรุนทร์ รองปลัดฯคลัง เป็นปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และพล.อ.ทวีป เนตรนิยม จากผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา สังกัดกระทรวงกลาโหม ไปเป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือสมช.

ปกติ ในยุครัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ถ้ากระทรวงหรือหน่วยงานสำคัญๆที่มีบทบาทสูง เกิดการย้าย“ข้ามห้วย”แบบนี้แค่กระทรวงเดียว รับรองเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์สนั่นหวั่นไหว ก่อปฏิกิริยา แรงกระเพื่อมภายในหน่วยงานอย่างมากแน่

แต่เพราะยุคนี้เป็นรัฐบาล คสช.จากการรัฐประหารหรืออย่างไรไม่ทราบ ขนาดย้าย“ข้ามห้วย”ผู้บริหารสูงสุด 4 กระทรวง กับอีก 1 หน่วยงานสำคัญ เสียงวิพากษ์แม้มีอยู่บ้าง ก็ช่างบางเบาสิ้นดี

ขณะที่ภายในหน่วยงานที่ได้“เสือข้ามห้วย”มาเป็นเจ้านายใหม่ถึงมีปฏิกิริยาบ้างก็ไม่กล้าหืออะไร อย่างที่สมช.รองเลขาฯอย่างนางกนกทิพย์ รชตะนันทน์ “ลูกหม้อ” ผู้พลาดหวัง ได้แต่แสดงอาการน้อยใจ ด้วยการขอลาออก แต่บรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ก็ช่วยกันเกลี้ยกล่อม ขอให้อยู่ต่อ

ส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้“เสือข้ามห้วย” มาเป็นปลัดกระทรวง ข้าราชการส่วนใหญ่หามีปฏิกิริยาอะไรไม่ มีแต่เสียงคัดค้านจากอดีตข้าราชการอย่าง นายอดิศักดิ์ศรีสรรพกิจ อดีตเลขาฯ ส.ป.ก.-สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเท่านั้น ที่ทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา และพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วย และเรียกร้องให้ทบทวนเรื่องนี้

ท่าทีนายอดิศักดิ์นับเป็นจุดยืนที่มั่นคงมาตั้งแต่ยังรับราชการอยู่ เพราะสมัยที่ยังเป็นอธิบดีกรมวิชาการเกษตรยุครัฐบาลทักษิณชินวัตร ที่ย้าย“ข้ามห้วย”นายบรรพต หงษ์ทอง จากอธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ มาเป็นปลัดกระทรวงเกษตรฯนายอดิศักดิ์ก็คัดค้านถึงขนาด“โกนหัว”ประท้วงมาแล้ว

นายอดิศักดิ์ระบุเหตุผลที่คัดค้านการย้าย“ข้ามห้วย”หนนี้โดยอ้างอิงบทเรียนสมัยที่นายบรรพตข้ามห้วยมาเป็นปลัดกระทรวงเกษตรฯ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่ได้มาแก้ปัญหา แต่กลับมาสร้างปัญหา โดยเฉพาะการทำโครงการจำนำลำไยอบแห้งยุคนั้น ที่นำไปสู่การทุจริตอย่างมโหฬาร

“ไม่ทราบนายกฯประยุทธ์ และท่านฉัตรชัยมีเหตุผลใด หากดูประสบการณ์ปลัดเกษตรฯคนใหม่ อาจมีความสามารถเรื่องเขตปฏิรูปที่ดินที่คาบเกี่ยวกับกรมป่าไม้แต่กระทรวงเกษตรฯยังมีภารกิจอื่นอีกมากต้องมีความรู้ความเข้าใจเฉพาะด้านอยู่ด้วยและคงต้องอาศัยเวลาและการทำงานอย่างหนักรวมถึงมีฝีมือการบริหารที่ยอดเยี่ยม”นายอดิศักดิ์ระบุในจดหมายเปิดผนึก

ข้อท้วงติงนายอดิศักดิ์มีน้ำหนักไม่น้อย แต่ก็ต้องยอมรับว่า ข้าราชการระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯเอง ที่ผ่านมาก็ยังไม่สามารถทำงานให้เข้าตาสังคมได้ โดยเฉพาะการที่ยังคงปล่อยให้อิทธิพลการเมืองของ“หลงจู๊แห่งสุพรรณบุรี”ครอบงำอยู่ และตั้งแต่คสช.เข้ามา ก็มีการ“เกียร์ว่าง”อยู่ไม่น้อย จึงอาจเป็นความจำเป็นส่วนหนึ่งทำให้มีการตัดสินใจเลือกคนอื่น“ข้ามห้วย”มาคุม

และแค่เสียงค้านของนายอดิศักดิ์ คงไม่ทำให้พล.อ.ฉัตรชัยเปลี่ยนใจ ทบทวนเรื่องนี้แน่ แต่เสียงท้วงติงนี้ก็ควรที่ปลัดกระทรวงเกษตรฯคนใหม่อย่างนายธีรภัทร ประยูรสิทธิ จะได้สำเหนียกไว้ และใช้การทำงาน สร้างผลงานพิสูจน์ตัวเองให้ได้

ส่วนข้าราชการกระทรวงเกษตรฯเอง ก็ควรสำเหนียกเช่นกัน ดังที่นายอดิศักดิ์ทิ้งท้ายเตือนเป็นอุทาหรณ์ไว้ เรียกร้องให้ทุกคนต้องหันกลับมาดูตัวเอง ปรับปรุงตัวเพื่อมิให้ใครมาดูแคลนได้อีก แต่องค์กรคือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องอยู่ต่อไปและอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี มีประโยชน์ต่อเกษตรกรและการพัฒนาการเกษตรของไทยตลอดไป

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ยืดอายุรัฐบาลอย่าเสียเปล่า

Published กันยายน 17, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/178013

วันพุธ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.

เรื่องใหญ่ของประเทศชาติบ้านเมือง จากการที่ สปช.-สภาปฏิรูปแห่งชาติได้“คว่ำ” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน อุตส่าห์ใช้เวลาเกือบปี ยกร่างจนเสร็จสิ้น นำเสนอมา แต่สปช.ลงมติไปเมื่อวันอาทิตย์ 6 กันยายนที่ผ่านมา “ไม่เห็นชอบ” ด้วย ทำให้ต้องนำไปสู่กระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่อีกครั้ง

ตามที่รัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 กำหนดไว้นั้น เมื่อรัฐธรรมนูญที่ยกร่างมาไม่ผ่านการเห็นชอบจากสปช. ทำให้คณะกรรมาธิการยกร่างฯชุดนายบวรศักดิ์ต้องสิ้นสุดหน้าที่ลงไป ก็ให้คสช.-คณะรักษาความสงบแห่งชาติแต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่จำนวน 21 คน ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้เสร็จภายใน 180 วัน แล้วนำไปสู่กระบวนการ“ลงประชามติ”โดยประชาชนต่อไ

ผลที่แน่ๆจากการที่ต้องมาเริ่มกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่อีกครั้ง แม้จะกำหนดเวลาสั้นลงกว่าเดิม แต่ทั้งกระบวนการตั้งแต่ใช้เวลา 30 วันในการตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ ไปจนถึง 180 วันของการยกร่าง จากนั้นเข้าสู่การทำประชามติ แล้วทำกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญ ก่อนจัดให้มีการเลือกตั้ง รวมๆ แล้วต้องใช้เวลาอีกร่วมๆ 2 ปี ประเทศจึงจะคืนสู่ระบอบประชาธิปไตย มีรัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้งได้

นั่นหมายความว่า รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จากโรดแมปเดิมที่จะอยู่ถึงประมาณกันยายนหรือตุลาคมปี 2559 ก็ต้องยืดเวลายาวไปจนถึงประมาณกลางปี 2560 เป็นอย่างเร็วที่สุด

เมื่อรัฐบาลบิ๊กตู่มีเวลาทำงานยาวขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับชาติบ้านเมือง นักการเมือง พรรคการเมืองต่างๆ ที่แหงนหน้าเฝ้ารอเวลาเลือกตั้ง เพื่อจะได้กลับมาเสวยอำนาจใหม่ ย่อมที่จะไม่“แฮปปี้”ขณะที่กลุ่มประชาชนที่ยังชื่นชมพล.อ.ประยุทธ์อยู่ ย่อมยินดีด้วย ส่วนภาคเอกชน ฟังจากเสียงนักธุรกิจก็พอใจ เพราะอย่างน้อยการมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมั่นคงไปอีก 2 ปี ย่อมดีกว่าไปเผชิญความเสี่ยงกับรัฐบาลใหม่ที่อาจมีเสถียรภาพง่อนแง่น ส่งผลเสียต่อการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาต่างๆ

แต่ที่ยังน่าห่วงคือ ปัญหาของบ้านเมืองโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจปากท้องชาวบ้าน และความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร ที่ยังคงหนักหนาสาหัสเป็นภาระอันหนักอึ้งของรัฐบาลบิ๊กตู่

ปัญหาใหญ่เรื่องราคาสินค้าเกษตรที่ยังคงตกต่ำ ทั้งประสบภัยแล้งจนผลผลิตหดตัว ส่งผลต่อกำลังซื้อของเกษตรกรคนส่วนใหญ่ของประเทศ ทำให้เศรษฐกิจฝืดเคือง โดยราคาพืชเศรษฐกิจหลักๆ ทั้งข้าว,ยางพารา,ปาล์มน้ำมัน ตลอดจนมันสำปะหลัง เป็นต้น ล้วนยังคงอาการไม่ดี

โดยเฉพาะราคายางพาราเวลานี้ ในส่วนของน้ำยางสดหน้าโรงงาน ร่วงลงมาเหลือแค่กก.ละ 40 บาทต้นๆ เท่านั้น ส่วนผลปาล์มน้ำมัน ราคาก็ลดลงมากเหลือกก.ละไม่เกิน 3 บาท

ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยนายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจมหภาค ฝ่ายนโยบายการเงินระบุตัวเลขเศรษฐกิจโดยรวมเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา พบว่า ผลจากราคาสินค้าเกษตรที่ลดลงและผลิตทางการเกษตรหดตัวต่อเนื่อง ทำให้รายได้ภาคเกษตรลดลงมากถึง 15.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน บั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนโดยเฉพาะภาคการเกษตรมาก

นี่เป็นสาเหตุให้ทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ นำโดยรองนายกฯสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ต้องเร่งเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อัดฉีดเงินสู่กลุ่มเกษตรกร คนรากหญ้า ด้วยแพ็กเกจงบประมาณ 1.36 แสนล้าน ผ่านครม.เห็นชอบไปเมื่อสัปดาห์ก่อน มีทั้งมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนผู้มีรายได้น้อย โดยให้กองทุนหมู่บ้านกู้เงินสถาบันการเงินรัฐ วงเงิน 6 หมื่นล้านไปปล่อยกู้สมาชิกกองทุนฯแบบไร้ดอกเบี้ย 2 ปี,มาตรการสนับสนุนวงเงิน 36,000 ล้านสู่ท้องถิ่น ให้กระทรวงมหาดไทยจัดสรรลงไปตำบลละ 5 ล้าน เพื่อใช้ในโครงการพัฒนาของตำบล และมาตรการเร่งรัดการใช้จ่ายงบลงทุนโครงการขนาดเล็กวงเงินไม่เกินโครงการละ 1 ล้านบาท อีกทั้งหมด 40,000 ล้าน

แม้มาตรการเหล่านี้ ถูกบางฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นการนำ“ประชานิยม”มาใช้อีกแล้ว ห่วงจะยิ่งเป็นการเพิ่มปัญหาภาระหนี้สินครัวเรือน แต่หลายฝ่ายแม้กระทั่งนายกฯบิ๊กตู่ก็ดูเหมือนจะเห็นพ้องว่า “ประชานิยม” ถ้าใช้ในระดับที่เหมาะสมและใช้เท่าที่จำเป็นต่อสถานการณ์ ก็เป็นประโยชน์ได้ แต่ต้องควบคุมให้ดี โดยเฉพาะเงินที่ชาวบ้านกู้ไป จะต้องนำไปใช้เพื่อต่อยอดให้เกิดประโยชน์จริงๆ

กลไกรัฐทั้งหลายร่วมทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ใกล้ชิดกับเกษตรกร จึงมีบทบาทสำคัญที่จะต้องดูแลตรงนี้ให้ดี…อายุรัฐบาลบิ๊กตู่ที่ยืดยาวไป จะต้องเป็นไปเพื่อแก้ปัญหาจริงๆ ไม่ใช่ยืดอายุไปโดยเปล่าประโยชน์ “เสียของ” เปล่า

สาโรช  บุญแสง

ส่องเกษตร : เชื่อนายกฯบิ๊กตู่…ดีแน่

Published กันยายน 17, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/176816

วันพุธ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.

“ครม.ประยุทธ์ 3” ประจำการสัปดาห์แรกผ่านพ้นไปแล้ว ทุกคนไม่มีเวลาไหว้ครูหรือเรียนรู้งานใหม่มากนัก เพราะภารกิจหน้าที่การแก้ไขปัญหาประเทศชาติที่มีอยู่มากมายใหญ่หลวงในเวลานี้ ไม่อาจเสียเวลาอะไรได้ สำหรับรัฐมนตรีใหม่ถอดด้าม แค่สัปดาห์เดียวคงพอสำหรับการปรับตัวทำความคุ้นเคยกับข้าราชการประจำและระบบงานต่างๆ สัปดาห์ที่ 2 จากนี้ไป ต้องเริ่มแสดงฝืมือการบริหารให้ปรากฏให้จงได้

ในส่วนรมว.เกษตรและสหกรณ์คนใหม่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ที่ปรับเปลี่ยนมาจากรมว.พาณิชย์ เคยเป็นผู้ที่คสช.-คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ส่งมากำกับดูแลกระทรวงเกษตรฯตั้งแต่ช่วงแรกๆของการยึดอำนาจเมื่อปี 2557 จึงหวังกันว่าน่าจะเดินงานไปได้รวดเร็ว อีกทั้งงานกระทรวงเกษตรฯในฐานะ “ฝ่ายผลิต”กับกระทรวงพาณิชย์ในฐานะ“ฝ่ายจำหน่าย” ความจริงต้องประสานควบคู่กันไปจึงเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกร ดังนั้นเมื่อพล.อ.ฉัตรชัยผ่านงานกระทรวงพาณิชย์มาแล้ว ย่อมได้รับการคาดหวังว่า น่าจะเอาบทเรียน มาปรับให้การทำงานทั้ง 2 กระทรวงเกื้อหนุนกันไป ไม่ใช่ขัดแย้งกันเหมือนในอดีต จนส่งผลเสียต่อเกษตรกร

อย่างไรก็ตามแนวนโยบายโดยรวมของรัฐบาล ที่จะเดินหน้าสานต่อจากครม.ประยุทธ์ 2 ถือเป็นธงนำที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะทิศทางที่บอกกล่าวจากผู้นำอย่างพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ในรายการ “คสช.คืนความสุขให้คนในชาติ” เมื่อวันศุกร์ 28 สิงหาคมที่ผ่านมานายกฯบิ๊กตู่ได้พูดเน้นเรื่องการทำงานของ“ครม.ประยุทธ์ 3” โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับด้านเศรษฐกิจและการแก้ไขปัญหาภาคเกษตร ที่ผมเห็นว่า น่าจะถ่ายทอดบอกกล่าว ให้รับทราบกันไว้ จะได้ช่วยกันติดตามต่อไป

ตอนหนึ่งของรายการดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์บอกว่า รัฐบาลมีนโยบายจะดูแลสภาพเศรษฐกิจประเทศทั้งระบบ แบ่งเป็น 5 กลุ่มภารกิจหลักที่ต้องขับเคลื่อนสัมพันธ์ไปด้วยกันให้เกิดเป็นรูปธรรม กลุ่มภารกิจที่ 1 เป็นการดูแลช่วยเหลือเร่งด่วนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนพี่น้องเกษตรกรและประชาชนผู้มีรายได้น้อย ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพื่อประคองให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤติเศรษฐกิจขณะนี้ไปได้ด้วยดี

กลุ่มภารกิจที่  2 คือ การดูแลเศรษฐกิจท้องถิ่นและภูมิภาคให้เข้มแข็งที่ผ่านมาการเติบโตเศรษฐกิจไทย อิงกับภาคต่างประเทศ เช่นการส่งออกค่อนข้างมาก เราต้องปรับสมดุล สร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจจากภายใน โดยเน้นที่การเจริญเติบโตในท้องถิ่น
ภูมิภาค พัฒนา 76 จังหวัดให้เข้มแข็ง สิ่งเหล่านี้จะเป็นพื้นฐานหลักที่ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ให้ประชาชน และทำให้เศรษฐกิจประเทศหมุนเวียน ขับเคลื่อนต่อได้อย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมท่องเที่ยว การผลิตสินค้า OTOP เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้วิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์ รวมถึงส่งเสริมตลาดนัดชุมชน เป็นต้น

กลุ่มภารกิจที่ 3 มุ่งเน้นยกระดับคุณภาพสินค้า ผ่านการส่งเสริมแปรรูป/การทำ packaging ให้สินค้าเกษตรผลิตภัณฑ์ SMEs หรือแม้แต่สินค้าอุตสาหกรรม…กลุ่มภารกิจที่ 4 ส่งเสริมการลงทุนขนาดใหญ่ เพื่อเป็นการวางรากฐานอนาคตเศรษฐกิจของประเทศ…และกลุ่มภารกิจที่ 5  ด้านการต่างประเทศ ถือเป็นส่วนสำคัญทางเศรษฐกิจ ทั้งส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างกันและการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

จะเห็นว่า 2 ภารกิจสำคัญแรกสุด จะเกี่ยวข้องกับเกษตรกรคนรากหญ้าและชุมชน ที่จะต้องเร่งแก้ไขความเดือดร้อนและสร้างความเข้มแข็งให้ได้…ผมก็ขอเอาใจช่วยด้วยเต็มที่

ยังมีคำพูดนายกฯบิ๊กตู่ที่อยากนำมาเน้นอีกเรื่อง คือ ท่านย้ำบอกครม.ประยุทธ์ 3 ว่าทุกโครงการที่ทำจะต้องปลอดจากการทุจริต…

“การประชุมครม.ครั้งล่าสุดนั้น ผมได้ย้ำนโยบายรัฐบาลนี้ว่า เราจะไม่ยอมรับการทุจริตคอร์รัปชั่นโดยเด็ดขาด ไม่ว่ารูปแบบใดทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแต่งตั้งข้าราชการการเมืองชุดใหม่นี้ ผมกำชับให้คณะรัฐมนตรีทุกคนเน้นความรอบคอบ ระมัดระวังเรื่องการแต่งตั้งที่ปรึกษาและตำแหน่งอื่นๆ จะต้องไม่มีข้าราชการการเมืองคนใดไปแอบอ้างหรือกระทำการใดๆที่ส่อไปในทางทุจริตเด็ดขาด รวมทั้งต้องวางบทบาทตนเองให้ถูกต้องเหมาะสม ไม่ใช่ไปนั่งเป็นประธานหัวโต๊ะสั่งการแทนรัฐมนตรี ไม่ได้ ไม่มีอำนาจสั่งการแทนรัฐมนตรี…”

นี่ถือเป็น“จุดแข็ง”ของรัฐบาลชุดนี้มาตลอด ที่ต้องทำให้ได้ว่า เอาจริงจัดการกับการทุจริต และจะไม่ยอมให้เกิดการคอร์รัปชั่นขึ้นในรัฐบาลเด็ดขาด

ส่วนเรื่องตั้ง“ที่ปรึกษารัฐมนตรี” ท่านย้ำได้ตรงใจผมยิ่ง โดยเฉพาะจากบทเรียนกระทรวงเกษตรฯเอง ช่วงรมว.เกษตรฯคนก่อน ที่บรรดา “กุนซือ”เหล่านี้ ทำอะไรแสบๆไว้เป็นที่เลื่องลือ จนเสียหายมาถึงตัวรัฐมนตรี ก็หวังอีกครั้งว่า พล.อ.ฉัตรชัยจะไม่ก้าวพลาดซ้ำรอย ขอให้ทำตามคำนายกฯบิ๊กตู่ รับรองดีแน่

สาโรช บุญแสง 

ส่องเกษตร : จับตา…อัดฉีดรากหญ้า

Published สิงหาคม 30, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/175741

วันพุธ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

เริ่มต้นการทำงานกันแล้ว คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ “ประยุทธ์ 3” หลังเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณเรียบร้อย จาก 33 รัฐมนตรีนำโดยนายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็มีทั้งรัฐมนตรีเก่าที่อยู่ในตำแหน่งเดิม รัฐมนตรีเก่าที่สลับไปอยู่ตำแหน่งใหม่ และรัฐมนตรีใหม่เข้ามาเสริมทัพอีกนับสิบคน ส่วนคนเก่าที่ถูกปรับออก 11 คน ส่วนใหญ่ถูกดึงไปทำหน้าที่ใหม่เป็นที่ปรึกษารัฐบาล เพื่อรักษาน้ำใจไว้ แต่ก็มีบ้างบางคนที่ไม่ขอรับตำแหน่งใหม่นี้ จะเพราะงอน ไม่พอใจ หรือมีเหตุผลใด ก็สุดแต่จริตของแต่ละคนไป

บรรทัดนี้ก็ต้องขอต้อนรับอีกครั้งกับรมว.เกษตรและสหกรณ์คนใหม่…พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ที่สลับย้ายมาจากรมว.พาณิชย์ ไม่ผิดจากที่คาดหมายกันมาตลอด เพราะเคยเข้ามากำกับดูแลงานกระทรวงเกษตรฯตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่ คสช.-คณะรักษาความสงบแห่งชาติเข้ายึดอำนาจการบริหารประเทศ

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ จะเป็นผู้ดูแลสั่งงานกระทรวงเกษตรฯอย่างเบ็ดเสร็จ เด็ดขาด เพราะได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงนี้แต่เพียงผู้เดียว ไม่มีรัฐมนตรีช่วยมาแบ่งปันอำนาจหน้าที่ แต่แน่นอนด้วยขอบข่ายงานอันกว้างขวางและมีความสำคัญมาก จะต้องดูแลพี่น้องเกษตรกรทั่วทั้งประเทศ ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาวิกฤติมากมาย จึงต้องอาศัย“ทีมงาน”ที่มีประสิทธิภาพจริงๆ ทั้งทีมงานของตัวรัฐมนตรีเอง ค่อยเป็นมือไม้ดำเนินการให้ และทีมงานข้าราชการประจำที่จะเป็นกำลังสำคัญผลักดันงานออกมาให้เป็นผลสำเร็จ

มีบทเรียนมากมายจากอดีตรมว.เกษตรฯคุณปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ที่เพิ่งพ้นตำแหน่งไป ซึ่งสื่อต่างๆ รวมทั้งผมเองและหน้าเกษตรของ “แนวหน้า” แห่งนี้ ได้เคยสะท้อนไว้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องของ “ทีมงานที่ปรึกษารัฐมนตรี” แทนที่จะเข้ามาช่วยทำงานแก้ไขปัญหาให้ดี กลับกลายมาเป็นตัวปัญหาเสียเอง ตลอดจนการจัดทัพข้าราชการประจำที่ปล่อยให้ “กุนซือ” เหล่านี้เข้าแทรกแซงการแต่งตั้ง ได้คนที่ไม่เหมาะสมผลักดันงานไม่ได้ ทำให้ผลงานกระทรวงเกษตรฯที่ผ่านมา ไม่ประสบผลที่น่าพอใจนัก กลายเป็นแรงกดดันสำคัญที่ทำให้การปรับครม.ครั้งนี้ มีการเอารัฐมนตรีเกษตรฯเดิมออกหมดทั้ง 2 คน

ก็หวังว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ จะมีข้อมูลและรับรู้บทเรียนเหล่านี้เป็นอย่างดี เพื่อมิให้ก้าวพลาดซ้ำรอย จนสร้างความผิดหวังให้กับสังคมส่วนรวมและแวดวงเกษตรที่จับตาติดตามดูอยู่

นอกจากนั้นกระทรวงเกษตรฯถือเป็น 1 ในกระทรวงด้านเศรษฐกิจสำคัญ ต้องทำงานร่วมกับทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ได้ผู้นำคนใหม่คือรองนายกฯสมคิด จาตุศรีพิทักษ์พร้อมรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจที่ปรับเปลี่ยนใหม่เกือบหมด เน้นทีมงานสายตรงนายสมคิดทั้งสิ้น ไม่ว่ากระทรวงการคลังที่ได้นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ เป็นขุนคลังคนใหม่ กระทรวงพาณิชย์ที่แม้นางอภิรดี ตันตราภรณ์ จะเป็นคนเก่าที่เลื่อนชั้นจากรัฐมนตรีช่วยขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีว่าการ แต่ก็เสริมคนใหม่นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ เป็นรัฐมนตรีช่วย เป็นต้น

แนวทางการทำงานทีมเศรษฐกิจใหม่ เป็นที่แน่ชัดว่า จะเปลี่ยนแปลงไปจากทีมเก่าที่นำโดย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ซึ่งถูกปรับออกไป โดยมีการเปรียบเทียบกันว่า สไตล์การทำงานของ หม่อมอุ๋ย เป็นแบบอนุรักษ์นิยมเน้นวางรากฐานให้มั่นคง ปฏิรูปในระยะยาว ขณะที่สไตล์นายสมคิดเป็นนักการตลาด เน้นทำงานเป็นทีม เรียกความเชื่อมั่น จึงหวังผลนโยบายระยะสั้นมากกว่า

วันแรกของการเข้าทำงาน นายสมคิดประกาศแล้วว่า ได้เตรียมมาตรการระยะสั้นเพื่อช่วยเหลืออัดฉีดเงินสู่คนรากหญ้าจะเสนอเข้าครม.เร็วๆ นี้ โดยชี้ว่า ปัญหาเศรษฐกิจซบเซาเวลานี้ มาจาก 2 สาเหตุคือ1.ปัจจัยภายนอก จากภาวะเศรษฐกิจโลก และ2.ปัจจัยภายใน ที่ราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ กำลังซื้อคนรากหญ้าจึงไม่ค่อยเพียงพอ ทำให้อำนาจซื้ออ่อนแอ เกิดปัญหาความไม่เชื่อมั่น ทั้งมีข่าวเศรษฐกิจไม่ดีออกมาตลอดเวลา ทำให้การลงทุนในประเทศไม่ขยับเท่าที่ควร

“ผมอยากให้เราเชื่อมั่นในพื้นฐานและศักยภาพของประเทศ รัฐบาลจะเร่งแก้จุดอ่อน และสร้างรากฐานสำหรับอนาคต ดังนั้น จึงเรียนนายกฯไปว่า ในระยะสั้นจะทำอย่างไรที่จะลงไปช่วยเหลือรากหญ้า โดยเฉพาะเกษตรกรในต่างจังหวัด ให้เศรษฐกิจพื้นฐานขับเคลื่อนได้ ซึ่งมีมาตรการที่ฟอร์มกันอยู่ จะเสนอเข้าครม.ให้เร็วที่สุด จะประทังให้กิจกรรมเศรษฐกิจท้องถิ่นและภูมิภาคขับเคลื่อนไปได้ ช่วยทำให้เศรษฐกิจโดยทั่วไปเริ่มหมุนได้”

ยังมีรายละเอียดที่นายสมคิดแถลงไว้น่าสนใจอีกเยอะ ไปหาอ่านจากข่าวได้ แต่ที่ผมอยากเน้นตรงนี้คือ นโยบายต่อคน
รากหญ้าและเกษตรกร โดยเฉพาะเรื่องราคาพืชผล เชื่อว่า จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง และอาจทำให้มีการใช้นโยบายแทรกแซงราคาอีกครั้ง ต้องจับตาอย่างยิ่ง รวมไปถึงบทบาทรมว.เกษตรฯของพล.อ.ฉัตรชัยที่จะเข้ามาหนุนเสริมเรื่องนี้เช่นไร

แทรกแซงอย่างไรให้เหมาะสม ไม่ให้กลายเป็นประชานิยมผลาญชาติขึ้นอีก ก็ต้องตามดูต่อไป

รายการสินค้า ราคา / หน่วย

ข้าวนาปี : ข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลิ 105 13,300.00 บาท/ตัน

ข้าวนาปี : ข้าวเปลือกหอมจังหวัด 12,800.00 บาท/ตัน

ข้าวเปลือกเจ้า : ความชื้น 15% 8,500.00 บาท/ตัน

ข้าวเปลือกเจ้า : ความชื้น 25% 7,200.00 บาท/ตัน

มันสำปะหลังสด (แป้ง 25%) 2.40 บาท/กก.

ผลปาล์มน้ำมัน (น้ำหนักมากกว่า 15 กก.) 3.20 บาท/กก.

ยางพาราแผ่นดิบชั้น 3 44.67 บาท/กก.

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ความชื้น 14.5% 9.00 บาท/กก.

สุกร 73.00 บาท/กก.

ไก่รุ่นพันธุ์เนื้อ 40.50 บาท/กก.

ไข่ไก่สดเบอร์คละ 300.00 บาท/ร้อยฟอง

กุ้งขาวแวนนาไม ขนาด 50 ตัว/กก. 170.00 บาท/กก.

ทุเรียนพันธุ์หมอนทอง เกรด AB 59.00 บาท/กก.

เงาะโรงเรียน (ตะกร้า) 16.00 บาท/กก.

มังคุดคละ 17.00 บาท/กก.

ลำไยช่อพันธุ์อีดอ เกรด AA 30 บาท/กก.

ลองกอง เบอร์ 1 32.00 บาท/กก.

*ข้อมูล : สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : อย่าให้คนไทยหมดหลังพิง

Published สิงหาคม 30, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/174501

วันพุธ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

เศรษฐกิจโดยรวมของไทย ยังคงน่าห่วง โดยเฉพาะเมื่อยุคนี้ “โลกาภิวัตน์”เป็นโลกที่ไร้พรมแดน ไม่เพียงภาวะเศรษฐกิจในประเทศ แต่สถานการณ์เศรษฐกิจโลกทั้งใบที่ยังคงย้ำแย่ ย่อมส่งผลอีกทางหนึ่งถึงไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และแน่นอนว่า ย่อมส่งผลกระทบต่อเกษตรกรคนส่วนใหญ่ด้วย

ตั้งแต่สัปดาห์ก่อน ต่อเนื่องมาถึงต้นสัปดาห์นี้ เรื่องใหญ่ของเศรษฐกิจโลกคือ กรณีที่ประเทศจีนมีการ“ลดค่าเงินหยวน”หลายครั้งติดต่อกัน จนค่าเงินหยวนอ่อนลงไปกว่า 4% นำไปสู่การที่สกุลเงินในเอเชียพากันอ่อนค่ามากไปตามๆกัน ทั้งเป็นที่หวั่นเกรงว่า จะทำให้เกิดการตอบโต้จากชาติตะวันตก นำไปสู่สงครามค่าเงินตามมา ทำให้วงการเงินและการค้าทั่วโลกสั่นสะเทือนไปตามๆกัน ในส่วนไทยเองมีหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องพากันออกมาคาดการณ์ถึงผลกระทบที่ไทยจะได้รับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการส่งออกที่ยังอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่ จะถูกซ้ำเติมจากกรณีนี้ยิ่งขึ้นด้วย

สินค้าเกษตรสำคัญอย่าง“ข้าว”ที่ก่อนหน้านี้ ภาวะภัยแล้งช่วงที่ผ่านมา ทำให้ราคาข้าวไทยกระเตื้องดีขึ้น แต่เมื่อมาเจอพิษเงินหยวนซึ่งพลอยทำให้เงินบาทของไทยอ่อนค่าตามลงไปมากด้วย ก็ส่งผลให้ราคาส่งออกข้าวไทยร่วงลงไปอีก ย่อมดึงราคาข้าวในประเทศตามลงมา ขณะที่ยางพาราซึ่งไทยส่งออกไปจีนเป็นตลาดใหญ่ ทางสมาคมยางพาราไทยก็คาดว่า สถานการณ์ค่าเงินหยวนจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกยางฯในด้านลบมากกว่าด้านบวกแน่ เพราะเงินหยวนที่อ่อนค่า จะมีผลให้จีนต้องใช้เงินมากขึ้นในการซื้อสินค้านำเข้าที่มีราคาสูงขึ้น จนนำไปสู่การลดการนำเข้า

เรื่องค่าเงินหยวนจะกระทบต่อสินค้าเกษตรไทยขนาดไหน ก็ยังคงต้องจับตาดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆตอนนี้ปัจจัยสถานการณ์ต่างๆ ยังไม่มีข่าวดีอะไรที่จะเป็นความหวังให้กับภาคเกษตรของไทยนัก กลับยังคงเต็มไปด้วยข่าวร้ายต่อเนื่องมาเป็นระลอก

ผู้จัดการ ธ.ก.ส.-ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรอย่างนายลักษณ์ วจนานวัช ก็ยังยอมรับว่า สถานการณ์ของเกษตรกรไทยยังน่าห่วงมาก จากที่ผ่านมาซึ่งได้รับความเสียหายจากภัยแล้ง แล้วยังน้ำท่วม ราคาพืชผลก็ยังไม่ดีขึ้น ขณะที่ปัญหาใหญ่ของเกษตรกรคือหนี้สิน ซึ่งแม้ว่า ที่ผ่านมา ธ.ก.ส.จะดำเนินมาตรการแก้ไขหนี้เกษตรกรตามมติคณะรัฐมนตรี คิดเป็นวงเงิน 8.18 แสนล้าน โดยสามารถแก้ไขผ่านกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้และการประนอมหนี้ไปได้แล้ว 1.6 แสนล้านบาท แต่ยังพบว่า มีเกษตรกรอีกมากที่นำที่ดินไปติดขายฝาก จำนองหรือเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ทั้งในระบบและนอกระบบจำนวนถึง 1.6 ล้านราย แยกเป็นหนี้ในระบบ 1.4 ล้านราย มูลหนี้ 3.88 แสนล้านบาท กับหนี้นอกระบบ 1.49 แสนราย มูลหนี้ 2.16 หมื่นล้านบาท

โดยในจำนวนหนี้นอกระบบนี้มีอยู่ 9.2 หมื่นราย วงเงินมูลหนี้กว่า 1.1 หมื่นล้านบาท เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกเจ้าหนี้ยึดที่ดินเป็นกลุ่มแรกๆ

ยังดีว่า รัฐบาลคสช.ตระหนักถึงปัญหานี้ โดยนายกรัฐมนตรีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สั่งให้คณะอนุกรรมการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจน(อชก.)ทั้งระดับอำเภอและจังหวัดเข้าไปดูแลช่วยเหลือกระบวนการประนอมหนี้กับเจ้าหนี้นอกระบบอยู่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการยึดที่ดินทำกิน

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้ากลุ่มเอ็นจีโอที่จับเรื่องปัญหาเกษตรกร เช่น กลุ่มปฏิบัติงานท้องถิ่นไร้พรมแดน (Local Action Links:LocalAct ) เคยออกมาเผยผลศึกษาอยู่บ่อยครั้ง ชี้ถึงปัญหาเกษตรกรที่ถูกยึดที่ดินทำกินเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาภาคกลาง ทั้งยังคงมีความเสี่ยงสูงที่เกษตรกรซึ่งอยู่ในสภาพหนี้สินพอกพูน จะถูกยึดที่ดินทำกิน เหมือนเช่นที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากกลไกแก้ไขปัญหาหนี้เกษตรกรยังล้มเหลวอยู่

ในท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังเลวร้ายไปทั่วโลก และโอกาสที่จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจรุนแรงได้ถี่ขึ้น ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
นับเป็นภูมิคุ้มกันสำคัญที่เกษตรกรไทยสมควรยึดมั่นปฏิบัติ และที่ดินทำกินก็นับเป็นเรื่องใหญ่ที่ภาครัฐต้องเร่งสร้างกลไกในการดูแลให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อย่าให้เกษตรกรต้องถูกยึดที่ดินทำกินไปมากกว่านี้

บทเรียนเมื่อครั้งวิกฤติเศรษฐกิจ “ต้มยำกุ้ง” ปี 2540 คนไทยที่ได้รับผลกระทบจำนวนมหาศาล ยังสามารถกลับคืนสู่บ้านเกิดมีไร่นาของพ่อแม่เป็นที่พิงหลังให้อยู่ได้ จนกลับมายืนหยัดได้อีกครั้งแต่ถ้าที่ดินทำกินสูญสิ้น แล้วจากนี้เกิดวิกฤติขึ้นอีกที่พิงหลังไม่เหลือก็ลองคิดดูว่า ประเทศไทยจะเลวร้ายล่มสลายกันขนาดไหน…

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : สืบสาน….แม่แห่งแผ่นดิน

Published สิงหาคม 29, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/173335

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

“ดินและน้ำ   ลมและฟ้า     ป่าและเขา
รวมกันเข้า    คือทรัพย์สิน แผ่นดินแม่
ฝากลูกไทย  ร่วมใจภักดิ์   รักดูแล
เพื่อมอบแก่  หลานเหลนไทย ไปชั่วกาล ..”

นี่คือคำขวัญ”วันแม่ปี 2558”ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานให้ เนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม อันเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระองค์ท่าน

ผมขอถือโอกาสในวันอันเป็นมหามงคลนี้ เป็นตัวแทนหน้าเกษตรและหนังสือพิมพ์”แนวหน้า” น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมร่วมถวายพระพรขอให้พระองค์ท่าน”ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน”

สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาท พระองค์นับเป็น”พระราชินี”คู่บุญบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยแท้จริง ได้ทรงร่วมกันปฏิบัติพระราชภารกิจโอบอุ้ม ดูแลพสกนิกรชาวไทยโดยเฉพาะเกษตรกรที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศมาอย่างยาวนานตลอดระยะเวลาที่ทรงครองราชผ่านมากว่า 60 ปี

ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็น”ราชาแห่งการเกษตร” ด้วยโครงการพระราชดำริหลายพันโครงการเพื่อให้เกษตรกรได้กินดีอยู่ดี มีองค์ความรู้ในการผลิต ในการเพาะปลูกที่ถูกต้องเหมาะสม โดยเฉพาะเรื่องของการเกษตรแบบผสมผสาน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนปัจจัยที่เกื้อหนุนในด้านการผลิตทั้งการพัฒนาดินให้อุดมสมบูรณ์และการพัฒนาน้ำให้มีอย่างเพียงพอ  ด้วยระบบชลประทาน ระบบเขื่อน เป็นต้น

ด้านของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ก็ทรงช่วยหนุนเสริม เกื้อกูล ด้วยภารกิจในการส่งเสริมคุณภาพชีวิต อาชีพเสริม และความเป็นอยู่ของบุคคลผู้ยากไร้ เกษตรกร ประชาชนในชนบทห่างไกล อาทิ โครงการส่งเสริมศิลปาชีพ ซึ่งไม่เพียงเป็นการส่งเสริมอาชีพเสริม ขณะเดียวกันยังอนุรักษ์และส่งเสริมงานศิลปะพื้นบ้านที่มีความงดงามหลายสาขา ทั้งงานปั้น การทอ การจักสาน

นอกจากนั้น ที่สำคัญอย่างยิ่ง สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาทยังทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะป่าไม้และความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนานเป็นที่ประจักษ์ทั้งในและต่างประเทศ จนคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2553 ถวายพระราชสมัญญา”พระมารดาแห่งการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ”เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ

ซึ่งงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะป่าไม้และความหลากหลายทางชีวภาพนี่แหละ ถือเป็นรากฐานสำคัญในการดำรงชีวิตของพสกนิกร เป็นการเกื้อหนุนภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน

“ดินและน้ำ ลมและฟ้า ป่าและเขา รวมกันเข้า คือทรัพย์สิน แผ่นดินแม่”ในคำขวัญวันแห่งที่ทรงพระราชทานปีนี้ จึงเป็นการตอกย้ำพระราชปณิธานที่ต้องการให้”ลูกไทย”ทั้งแผ่นดินสืบสานต่อ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนมั่นคง สืบทอดต่อไปกันรุ่นหลานเหลนชั่วกาลนาน ไม่มีที่สิ้นสุด

“รักแม่ของแผ่นดิน”  ที่ไม่ใช่แค่รักจากลมปาก แต่ต้องช่วยกันทำตามที่แม่สอน สืบสานแนวพระราชดำริ ช่วยกันดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งดิน-น้ำ,ลม-ฟ้า และป่า-เขา นั่นคือ ชีวิตและอนาคตของประเทศที่ต้องรักษาให้มีสภาพที่เจริญสมบูรณ์สืบต่อไป

เป็นภารกิจที่”ลูกไทย”ทั้งแผ่นดินอย่าได้ละเลยเป็นอันขาด

สาโรช บุญแสง

%d bloggers like this: