ส่องเกษตร

All posts tagged ส่องเกษตร

ส่องเกษตร : อย่าซ้ำเติมราคายาง

Published มกราคม 10, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/196000

วันพุธ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เพิ่งเริ่มเปิดพ.ศ.ใหม่ ปีวอก 2559 ไม่กี่วันก็มีข่าวการเตรียมเคลื่อนไหวของกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางขึ้นแล้ว ท่ามกลางสถานการณ์ที่ราคายางพาราในปีลิงนี้ส่อเค้าว่าจะยิ่งหนักหนาสาหัสกว่าเดิม

ตามข่าวระบุว่า แกนนำชาวสวนยางพื้นที่ภาคใต้ทั้งหมดได้นัดประชุมเร่งด่วนในวันอังคารที่ 12 มกราคมที่จะถึงนี้ที่จังหวัดตรัง เพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมเสนอให้รัฐบาลช่วยเหลือ หาทางออกในการแก้ปัญหายางพาราที่ราคายังคงตกต่ำอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดราคารับซื้อยางแผ่นดิบรมควันชั้น 3 อยู่ที่กิโลกรัมละเพียง 30 กว่าบาท ทั้งคาดแนวโน้มช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมที่จะถึงนี้ ราคายางมีสิทธิจะตกต่ำต่อจนเหลือเพียงกิโลกรัมละ 25 บาท หรือ “4 โล/ร้อย” ซึ่งเรื่องดังกล่าวรัฐบาลต้องมีมาตรการช่วยเหลือชาวสวนยางเป็นการเร่งด่วน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหนักขึ้นอีก

ทั้งนี้ จากข้อมูลการเคลื่อนไหวของราคายางชนิดต่างๆ ที่การยางแห่งประเทศไทยรายงานล่าสุด เปิดตลาดวันแรกของปี 2559 เมื่อวันจันทร์ที่ 4 มกราคม 2559 ราคา ณ ตลาดกลางยางพาราหาดใหญ่ ปรากฏว่า ยางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ที่ กก.ละ 36.59 บาท ลดลง 53 สตางค์จากช่วงปิดตลาดปี 2558 เมื่อ 30 ธันวาคม 2558 ซึ่งอยู่ที่กก.ละ 37.12 บาท และเมื่อเทียบกับตอนเปิดตลาดของปี 2558 เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2558 ที่ราคากก.ละ 61 บาท เท่ากับตลอดทั้งปี 2558 มาจนถึงเริ่มต้นปี 2559 ราคายางได้ลดหายไปถึงกก.ละ 24.41 บาทเลยทีเดียว

ขณะที่ราคายางแผ่นดิบ ณ ตลาดกลางฯหาดใหญ่ ในวันแรกของปี 2559 ก็เหลือเพียงกก.ละ 35.49 บาท ส่วนในท้องถิ่นรับซื้อยางแผ่นดิบที่กก.ละ 34 บาท

ณ ระดับ ราคายางพาราต้นปี 2559นี้ถือว่า ต่ำที่สุดในรอบกว่า 12 ปีเลยทีเดียว จากราคาเฉลี่ยยางแผ่นดิบเมื่อปี 2546 อยู่ที่กก.ละ 38.86 บาท เป็นต้นมาและหากราคายังคงดิ่งลงจนเหลือ “4โล/ร้อย”หรือกก.ละ 25 บาทตามที่แกนนำชาวสวนยางภาคใต้หวั่นวิตก ก็จะยิ่งทุบสถิติราคาลงไปอีก

ซึ่งโอกาสที่ราคายางพาราในปีนี้จะยังคงตกต่ำลงต่อเนื่องอีก ก็เป็นไปได้สูง เมื่อประเมินจากหลายๆ ปัจจัยลบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอุปสงค์โดยภาพรวมในตลาดโลกความต้องการซื้อยางยังคงชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะตลาดใหญ่อย่างประเทศจีนที่เศรษฐกิจชะลอตัว ทั้งจีนก็มีสต๊อกยางในประเทศเพิ่มขึ้น ส่วนราคาน้ำมันโลกยังคงผันผวนในทิศทางราคาต่ำอยู่

ปัจจัยกลไกตลาดเหล่านี้ เป็นเรื่องที่ไม่อาจจะฝืนต้านได้ แต่แกนนำชาวสวนยางภาคใต้กำลังตั้งข้อสงสัยว่า มีปัจจัยความไม่ชอบมาพากลเข้ามาซ้ำเติม ทำให้ราคายางพารายิ่งดิ่งหนักขึ้นไปอีก ก็คือ เรื่องที่การยางแห่งประเทศไทยได้เซ็นสัญญาขายยางให้เอกชนจีนรายใหม่ เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยให้รับมอบยางจากเอกชนไทยหรือ กลุ่ม 5 เสือซึ่งถือเป็นเรื่องแปลกมาก

นอกจากนั้นสัญญาบางส่วนมีการระบุว่า เอกชนจีนต้องซื้อยางราคาสูงกว่าตลาดกก.ละ 15 บาท ณ ราคาอ้างอิงช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งก่อนหน้าจะมีการเซ็นสัญญา ราคายางในตลาดอยู่ที่กก.ละ 40 บาท หลังจากนั้นราคาก็ตกลงมาเหลือ 30 กว่า จนเกิดความสงสัยว่าจะมีการกดราคารับซื้อในประเทศให้ลดลงเรื่อยๆ จนถึง 25 บาทเพื่อให้เมื่อถึงเวลาส่งมอบเดือนมีนาคมนี้ ที่สัญญาระบุต้องซื้อยางราคาสูงกว่าตลาดกก.ละ 15 บาท ก็จะเท่ากับกก.ละ 40 บาทเท่าช่วงที่เซ็นสัญญา

นี่จึงเป็นประเด็นหนึ่งที่การประชุมแกนนำชาวสวนยาง 12 มกราคมนี้ น่าจะมีข้อเรียกร้องให้

เปิดเผยข้อเท็จจริงกรณีการเซ็นสัญญาขายยางให้เอกชนจีน เนื่องจากเชื่อว่าน่าจะมีความไม่โปร่งใส

นับเป็นเรื่องที่น่าสนใจยิ่ง เพราะที่ผ่านมาการระบายขายยางให้กับจีนที่กระทรวงเกษตรฯดำเนินการมาหลายครั้งตั้งแต่ปี 2557 ก็ล้วนแต่เกิดปัญหามาตลอด จนกระทั่งพล.อ.ฉัตรชัย สาลิกัลยะ รมว.เกษตรฯ ได้สั่งให้ฟ้องเอกชนจีนไปแล้ว ที่ไม่ทำตามสัญญาในการรับมอบยางสต๊อกรัฐที่ตกลงซื้อขายไว้หลายแสนตัน

ดังนั้น เป็นหน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯที่จะต้องเข้ามาดูแลเรื่องนี้ให้ดีด้วย อย่าให้เรื่องใหม่นี้ กลายมาเป็นประเด็นที่ซ้ำเติมทั้งความไม่ชอบมาพากลในการระบายขายยางและซ้ำเติมราคายางให้ยิ่งย่ำแย่ลงไปกว่านี้อีก จนทุบสถิติเหลือ 4โล/ร้อย อย่างที่ชาวสวนยางกำลังวิตกกันอยู่

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : สู่ปีวอกอย่างมีหวัง

Published มกราคม 2, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/195262

วันพุธ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

เวลาก็ล่วงเลยมาถึงการทำงานวันสุดท้ายของปีแพะ 2558 เพื่อก้าวย่างต่อไปเข้าสู่ปีวอก-ลิง 2559 แล้ว ในวาระส่งท้ายปีเก่า
ต้อนรับปีใหม่เช่นนี้ ผมต้องขออวยพรผู้อ่านแนวหน้าทุกๆท่าน ตลอดจนประชาชนคนไทย โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรของเรา ขอให้มีความสุข ความเจริญ หลุดพ้นจากทุกข์โศกโรคภัย ความยากลำบากใดๆ ให้ใช้สติและปัญญา ฝ่าฟันผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
ตลอดปี ตลอดไป….

ในช่วงของเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ของปีนี้ บรรยากาศต่างๆดูเหมือนเริ่มที่จะคึกคักขึ้นเป็นอย่างมาก จากหลายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี ของขวัญปีใหม่จากใจรัฐบาล โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย “ช็อปช่วยชาติ” และ
ส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่ให้นำค่าสินค้าและบริการที่ซื้อหาในช่วง 25-31 ธ.ค.นี้ วงเงินไม่เกิน 15,000 บาท มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวทั้งค่าซื้อทัวร์ในประเทศ ค่าที่พักและค่าบริการต่างๆ อีก 15,000 บาท
ก็นำมาหักลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน

มาตรการเหล่านี้ต้องนับว่า ส่งผลในทางจิตวิทยาอย่างสำคัญ ทำให้เกิดการกล้าที่จะจับจ่ายใช้สอย ซื้อหาข้าวของ สินค้าเครื่องใช้จำเป็นและอื่นๆเพื่อเป็นของขวัญให้กับคนอื่นและของขวัญให้กับตัวเอง ตลอดจนทำให้การท่องเที่ยวในประเทศคึกคักมากยิ่งขึ้น ยิ่งโดยเฉพาะเมื่อน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงอยู่ในช่วง“ขาลง”ยาว ราคาถูกสุดๆ ในรอบ 10 ปี ทำให้มีการเดินทางในช่วงปีใหม่ยิ่งมีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางเพื่อท่องเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ หรือการเดินทางกลับสู่ภูมิลำเนาบ้านเกิดเมืองนอน ด้วยความสบายใจต่อค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่ไม่สูง

การจับจ่ายใช้สอยและการท่องเที่ยวภายในประเทศ ทำให้เกิดผลอย่างสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะภาวะการเงินที่เดินสะพัด เงินหมุนเวียนหลายต่อหลายรอบ จากผู้ค้า ผู้ให้บริการที่ขายสินค้า ขายบริการได้มากขึ้น ก็ต้องสั่งสินค้าจากผู้ผลิตเพิ่ม ทำให้โรงงานต้องเพิ่มการผลิต ส่งผลต่อเนื่องไปถึงการสั่งซื้อวัตถุดิบ ซึ่งแน่นอนว่า วัตถุดิบจำนวนมากก็คือ ผลิตผลทางการเกษตร ทำให้เกษตรกรขายพืชผลได้ดีขึ้น มีเงินทองที่จะมาจับจ่ายใช้สอยในช่วงของเทศกาลปีใหม่มากขึ้นไปด้วย ขณะที่ในภาคของการจ้างงาน ลูกจ้างทั้งในภาคโรงงานที่เพิ่มการผลิต ตลอดจนภาคบริการที่ต้องทำงานในช่วงเทศกาลปีใหม่ ก็มีรายได้เพิ่มขึ้น มีกำลังซื้อสูงขึ้น เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ

นอกจากนี้การเดินทางท่องเที่ยวและการกลับสู่บ้านเกิดภูมิลำเนาเดิมของคนไทยทั่วทั้งประเทศ ยังส่งผลในการใช้จ่ายภายในท้องถิ่นต่างๆ ให้มีเงินสะพัดมากขึ้นด้วย เป็นผลดีอีกส่วนหนึ่งต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญหนึ่งของทีมเศรษฐกิจรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ชุดของรองนายกฯสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ตั้งแต่เข้ามารับช่วงต่อจากทีมเศรษฐกิจชุดของม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ก็ได้ใช้หลายมาตรการนำเงินงบประมาณลงสู่ท้องถิ่นระดับรากหญ้าที่กำลังประสบปัญหา“กำลังซื้อหดหายอย่างหนัก” แม้แนวทางที่ผ่านมาจะถูกมองไม่ต่างนโยบาย“ประชานิยม”ก็ตาม

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลังเดิมคาดว่า มาตรการ“ช็อปช่วยชาติ”ช่วง 25-31 ธ.ค.นี้ จะทำให้เกิดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 1.4-1.5 แสนล้านบาท ส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.1-0.2 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) และทุกคนจะได้รับประโยชน์ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

แต่ล่าสุดจากบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยและการเดินทางท่องเที่ยวที่คึกคักมากขึ้นเป็นพิเศษ ก็ทำให้กระทรวงการคลังประเมินว่า น่าจะส่งผลดีต่อดีจีพี มากกว่าที่คาดไว้เดิม

อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้ถือเป็นแค่การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นช่วงเทศกาลปีใหม่เท่านั้น ถึงแม้ทำให้การเริ่มต้นปีใหม่ดูสดใสขึ้นกว่าปี 2558 จุดประกายความหวังได้มากขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าในปีวอก 2559 ก็ยังเป็นปีที่จะต้องเผชิญปัญหาเศรษฐกิจหนักหน่วงอยู่ โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้งที่ทำให้ผลผลิตตกต่ำและปัญหาขายผลผลิตได้ราคาไม่ดี ทั้งนี้ จะหวังพึ่งแต่การช่วยเหลือจากรัฐบาลคงไม่ได้

พี่น้องเกษตรกรจำเป็นต้องปรับตัว ใช้ปัญญา หาความรู้ ปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกและสร้างอาชีพเสริมให้เหมาะสม มิใช่แค่เพื่ออยู่รอด แต่ต้องให้ก้าวเดินหน้าไปในอนาคตอย่างมั่นคงด้วย

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ของขวัญปีใหม่

Published มกราคม 2, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/194234

วันพุธ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

นับถอยหลังอีกแค่สัปดาห์เดียวก็จะหมดปี 2558 เข้าสู่ปีใหม่ 2559 แล้ว ท่ามกลางบรรยากาศบ้านเมืองโดยรวมที่ยังคงซึมเซาเพราะพิษเศรษฐกิจ แต่ยิ่งอยู่ในสภาพแบบนี้  เมื่อถึงวาระวันปีใหม่ ประชาชนคนทั่วไปก็ยิ่งโหยหาอยากได้ของขวัญจากรัฐบาล ที่จะสร้างความสุขให้พวกเขาได้รู้สึกดีมีความหวังขึ้นมาบ้าง แม้จะสักเล็กน้อยก็ยังดี

เป็นเรื่องปกติที่ทุกรัฐบาล พอใกล้ปีใหม่ก็จะมีการเตรียมหาของขวัญเพื่อมอบให้กับประชาชน ยิ่งรัฐบาล คสช.ในปัจจุบันที่มีสโลแกนสำคัญคือ”คืนความสุขให้กับคนในชาติ” ก็ยิ่งจำเป็นใหญ่

ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีจึงมีบัญชาให้ทุกกระทรวงไปจัดเตรียมของขวัญ ภายใต้แนวคิดของขวัญปีใหม่จากรัฐบาลไทย นำความเป็นไทยสู่ใจประชาชนมุ่งไปที่เรื่องเศรษฐกิจเป็นส่วนใหญ่ เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อและลดค่าครองชีพของประชาชนโดยกำชับให้ต้องแจ้งว่าจะมีอะไรเป็น”ของขวัญปีใหม่”บ้างภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งหลายหน่วยงานก็ทยอยแจ้งออกมาแล้ว

ในส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใต้การนำของพล.อ.ฉัตรชัย สาลิกัลยะ จัดของขวัญปีใหม่ไว้ให้พี่น้องเกษตรกรและประชาชนทั่วไป ภายใต้โครงการ”ส่งความสุขปีใหม่ 2559 จากใจกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มี 3 กิจกรรมหลัก ประกอบไปด้วย 1.การลดรายจ่ายในครัวเรือนเกษตรกร ด้วยการยกเว้นค่าเช่าที่ดิน ส.ป.ก.ที่ครบกำหนดชำระในปีงบประมาณ 2559 จำนวน 40 จังหวัด 206,850 ไร่,การลดดอกเบี้ยค่าเช่าซื้อที่ดินจาก4%เหลือ 1%ของเงินต้นค่าเช่าซื้อ จำนวน 43 จังหวัด 97,688 ไร่ และสนับสนุนพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อเป็นแหล่งอาหารชุมชนในแหล่งน้ำสาธารณะ

2.การป้องกันโรคจากสัตว์เลี้ยงสู่ประชาชน โดยบริการตรวจสุขภาพสัตว์และฉีดวัคซีน ป้องกันโรคสุนัขและแมวฟรีและ3.การเปิดสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์เกษตรให้เยี่ยมชมฟรี เช่น ฟาร์มโคนมไทย – เดนมาร์ค อ.มวกเหล็ก สระบุรี,พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ,พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำในการดูแลของกรมประมง,ศูนย์ส่งเสริมการเกษตรที่สูงดอยผาหม่น จ.เชียงราย ศูนย์วิจัยและพัฒนาเกษตรที่สูง เชียงราย(ดอยวาวี),ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) และเปิดสถานที่ราชการของกรมชลประทานให้ประชาชนเรียนรู้/พักผ่อนในราคาพิเศษ จำนวน 9 แห่ง เช่น เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เป็นต้น

ทั้ง 3 กิจกรรมในโครงการ”ส่งความสุขปีใหม่ 2559ฯ”นี้ จะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 28 ธ.ค. 2558 จนถึง 15 ม.ค. 2559 ก็หวังว่า คงให้ความสุขแก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไปได้ไม่มากก็น้อย

ไม่เพียงกระทรวงเกษตรฯที่มอบของขวัญปีใหม่ให้พี่น้องเกษตรกร ในส่วนกระทรวงการคลังก็มีของขวัญพอประมาณมอบให้ด้วย แต่ต้องเป็นเกษตรกรที่มีวินัยในการชำระหนี้ที่ดี โดยธกส.-ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรมอบให้ 3 มาตรการคือ 1.คืนดอกเบี้ยเงินกู้ให้ในรอบปีบัญชีย้อนหลัง 3 ปี เริ่มตั้งแต่ปีบัญชี 2558 เป็นต้นไป (1 เม.ย.58-31 มี.ค.59) สำหรับลูกหนี้ที่ประวัติชำระหนี้ที่ดี 3 ปีติดต่อกันจะได้รับดอกเบี้ยคืน 5% ลูกหนี้ 2 ปีจะได้รับคืน 4% และลูกหนี้ 1 ปีจะได้รับดอกเบี้ยคืน 3% คาดจะมีเกษตรกรได้รับเงินคืนทั้งหมด 3.5 ล้านครัวเรือน วงเงินประมาณ 900 ล้านบาท

2.ปล่อยสินเชื่อใหม่รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท ส่วนสถาบันการเกษตร รายละไม่เกิน 10 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 4% ระยะเวลากู้ 7 ปี เพื่อปรับเปลี่ยนการผลิตตามนโยบายของ ธ.ก.ส. เช่น การเปลี่ยนมาปลูกพืชใช้น้ำน้อย และ 3.ยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้บริการผ่านATM ของ ธ.ก.ส.ระหว่าง 31 ธ.ค.2558 ถึง 3 ม.ค.2559

มาตรการเหล่านี้ โดยเฉพาะการคืนดอกเบี้ย อย่างน้อยก็คงช่วยให้เกษตรกรจำนวนมาก เหลือเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้นบ้าง

อย่างไรก็ตามพี่น้องเกษตรกรคนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่ทนยากลำบากกันมาตลอดทั้งปี 2558 ต่างก็คาดหวังว่า ในปี 2559 น่าจะมีอะไรที่ดีขึ้นกว่านี้ ขณะที่พล.อ.ฉัตรชัย สาลิกัลยะ รมว.เกษตรฯได้วางนโยบายปีหน้า 2559 ไว้แล้วโดยกำหนดให้เป็น”ปีแห่งการลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มโอกาสการแข่งขัน” มีงานเร่งด่วน อาทิ ลดต้นทุนการผลิตในด้านต่างๆ,จัดทำฐานข้อมูลการเกษตรที่ครอบคลุมสามารถนำไปใช้แก้ไขปัญหาต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ,การดูแลเรื่อง”น้ำ”แก้ภัยแล้ง ตลอดจนการสนับสนุนเกษตรอินทรีย์เพื่อความยั่งยืน เป็นต้น นอกเหนือไปจากงานต่อเนื่องอื่นๆ

ดูเหมือนนโยบายที่วางไว้ ไม่ได้น่าตื่นเต้นอะไร ก็ได้แต่หวังว่า ในทางปฏิบัติ ปีหน้า กระทรวงเกษตรฯจะทำงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น งานประสบผลสำเร็จมากขึ้น ให้เกษตรกรมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าปีนี้….

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : การเมืองผีดิบ-พืชผีดิบ

Published มกราคม 2, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/193181

วันพุธ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

ใกล้สิ้นปีเก่า อีกแค่ 2 สัปดาห์ก็จะเข้าสู่ปีใหม่แล้ว แต่บรรยากาศบ้านเมืองก็ยังมัวซัวพิลึก ดูไม่สดใส ขาดชีวิตชีวา หาความหวังไม่ค่อยมีขนาดตอนนี้เป็นช่วงฤดูหนาวแท้ๆ ในเมืองกรุงยังหาความหนาวเย็นที่คนจำนวนมากเฝ้ารอสัมผัสไม่เจอ มีแต่ความร้อนรุ่ม ผิดฤดูกาล พาลให้อารมณ์ยิ่งขุ่นมัว

นี่คงเป็นเพราะปัญหาต่างๆที่ยังคงรุมเร้า โดยเฉพาะความฝืดเคืองทางเศรษฐกิจที่หนักหน่วง เกษตรกรคนส่วนใหญ่ของประเทศยังลืมตาอ้าปากไม่ขึ้น พืชผลการเกษตรราคาไม่ดี ขายออกไปก็ใจหาย ซ้ำเผชิญภัยแล้งรุนแรง ยากลำบากทับถมซ้ำเติม…

นับวันเกษตรกรยิ่งร้อนใจ อยากให้รัฐบาลเร่งวันเร่งคืนแก้ไขปัญหาให้สำเร็จ ขณะที่หลายคนอาจยอมรับว่า ปัญหายังต้องใช้เวลา แต่ขณะที่ปัญหาเก่ายังแก้ไม่ได้ ก็โปรดอย่าได้สร้างปัญหาใหม่มาซ้ำเติมอีกจะดีกว่า เหมือนเช่นเรื่องของพ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพ หรือกฎหมาย GMOที่ครม.ดันให้ความเห็นชอบไปเมื่อปลายเดือนพ.ย.ที่ผ่านมา เตรียมเสนอสนช.-สภานิติบัญญัติแห่งชาติ จนเรียกแขก สารพัดกลุ่มเกษตรกรและภาคประชาสังคมออกมาแสดงท่าคัดค้านกันมากมาย

พอดีมีจดหมายผู้อ่านท่านหนึ่งชื่อ” Koduck” แสดงความคิดเห็นเสียดสีเปรียบเทียบกฎหมายนี้กับเรื่องการเมืองมา น่าสนใจดี และผมก็ติดภารกิจบางอย่าง จึงขออนุญาตทุ่นแรงอีกครั้ง ตัดทอนจดหมายฉบับนี้ในคอลัมน์วันนี้ครับ หวังว่าคงสะกิดต่อมคิดผู้มีอำนาจและผู้เกี่ยวข้อง ทั้งในเรื่องการเมืองและเรื่องของกฎหมาย GMO ด้วย

………………………………………………..

“การเมืองผีดิบ–พืชผีดิบ คือ ตัวการบ่อนทำลายชาติ”

การเมืองแอบอ้างประชาธิปไตยแสวงหาผลประโยชน์มาช้านาน แต่ประเทศก็ยังไม่เสียหายมากนัก แต่เมื่อระบอบทักษิณสามารถตกแต่งพันธุกรรมการเมืองให้เป็นการเมืองผีดิบ ก็สร้างความเสียหายให้ชาติมากขึ้นเรื่อยๆจากพันล้านเป็นหมื่นล้านเป็นแสนล้าน จนถึงเป็นล้านล้านบาท ทุกวันนี้ประเทศไทยก็ยังไม่ปลอดภัยจากการเมืองผีดิบ เพราะแม้ว่า ระบอบทักษิณจะถูกเช็คบิลไปแล้ว 2 ครั้ง แต่ก็ยังไม่ตาย กลับสามารถตกแต่งพันธุกรรมให้สามารถเพิ่มการแพร่พิษได้มากขึ้นอีก และเมื่อแนวโน้มการเมืองยุคใหม่จะใช้วิธีเดิมๆคือ สลายพรรคเพื่อแม้วด้วยการตั้งขั้วการเมืองใหม่ที่รวบรวบสมาชิกผีดิบ ทั้งที่เป็นขี้ข้าเพื่อแม้วและพันธมิตรมาตั้งพรรคเทพยุคใหม่ ซึ่งเมื่อใช้กลยุทธ์นี้ การเมืองผีดิบก็ยิ่งกลายพันธุ์ให้มีความชั่วร้ายมากขึ้น การปฏิรูปประเทศไทยที่เชื่อกันว่าจะเป็นการทำลายล้างการเมืองผีดิบได้ก็ถูก“แช่แข็ง” เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นประเทศไทยก็ต้องตกอยู่กับอิทธิพลของการเมืองผีดิบต่อไป

ขณะที่ประโยชน์หรือโทษของพืชผีดิบหรือ GMO ทางชีวภาพของมนุษย์นั้น คงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะทราบผล แต่การบิดเบือนธรรมชาติ ย่อมมิใช่ทางเลือกที่ถูกต้อง เพราะพืชและสัตว์ล้วนแต่มีการปรับปรุงพันธุกรรมให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม เมื่อมนุษย์ทำลายสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ก็ทำให้มนุษย์และสัตว์ต้องปรับเปลี่ยนพันธุกรรมมากขึ้น พืชตกแต่งพันธุกรรมส่วนใหญ่ถูกทำขึ้นเพื่อประโยชน์ทางการค้าทั้งสิ้น เพราะถ้าสามารถควบคุม“โซ่อาหาร”ได้ ก็เท่ากับเป็น“เจ้าของลิขสิทธิ์อาหาร” ผมมีความรู้เกี่ยวกับพืชผีดิบเพียงงูๆปลาๆ เช่นทราบว่าถั่วเหลืองที่นำมาผลิตน้ำมันถั่วเหลืองอาหารหลักของคนกรุงนั้น ถูกตกแต่งพันธุกรรมให้ทนทานต่อยาฆ่าแมลง ทำให้มียาฆ่าแมลงที่เป็นอันตรายตกค้างจำนวนมาก นอกจากนั้นเมื่อถั่วเหลืองทนทานต่อยาฆ่าแมลง ก็ทำให้แมลงมีความทนทานมากขึ้น ดังนั้นเกษตรกรก็ต้องเพิ่มปริมาณยาฆ่าแมลง ผลก็คือเกษตรกรที่ปลูกถั่วเหลืองในเมืองมะกันนั้น มีสุขภาพย่ำแย่

หันมาดูเรื่องของพืชผีดิบในประเทศไทยที่ขณะนี้ ยังไม่มีกฎหมาย แต่มีพืชผีดิบปะปนอยู่ในท้องตลาดเป็นจำนวนมากเพราะนักวิชาการเกษตรผีดิบทำตัวเฉกเช่นนักการเมืองผีดิบรับใช้บริษัทยักษ์ใหญ่ทำให้พืชที่เป็นอาหารของคนไทยวันนี้ กลายเป็นลิขสิทธิ์ของบริษัทไปหมดแล้ว เหมือนปลานิลที่เป็นพันธุ์ปลาที่สมเด็จพระเจ้าจักรพรรดิของประเทศญี่ปุ่นพระราชทานให้ในหลวงและในหลวงได้พระราชทานให้แก่คนไทย แต่ทุกวันนี้ปลานิลเป็นหมันหมด ดังนั้นถ้าต้องการเลี้ยงปลานิลก็ต้องซื้อพันธุ์ปลาจากบริษัทมาเลี้ยงโดยไม่สามารถแพร่พันธุ์ต่อได้ ต้องซื้อพันธุ์ลูกปลาทุกครั้ง เหมือนกับมะละกอ,ฟักทอง,ฟักเขียวฯ กว่าที่รัฐบาลจะรู้(เพราะไม่ได้ปลูกผักกินเอง) พืชที่เป็นอาหารของคนไทยก็เป็นหมันไปหมด และตกอยู่ในมือนายทุนกำหนด

“การเมืองผีดิบ, เกษตรผีดิบ”จึงเป็นตัวการบ่อนทำลายชาติไทย

“Koduck”

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : อย่าเสี่ยงทำลายศรัทธา

Published ธันวาคม 10, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/192149

วันพุธ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

บรรดามิตรรักแฟนๆ ผู้เอาใจช่วยการทำงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา มาตลอด เวลานี้ดูเหมือนต่างกำลังเฝ้ามองสถานการณ์ความเป็นไปต่างๆ ด้วยความเป็นห่วงอย่างยิ่ง

ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า ปัญหา“อุทยานราชภักดิ์”เป็นเรื่องใหญ่ที่นับวันยิ่งบั่นทอนศรัทธาและความเชื่อมั่นที่ผู้คนมีให้ ตราบใดที่เรื่องราวยังไม่ถูกเคลียร์ให้กระจ่าง ให้สังคมได้หายคลางแคลงใจ หรืออย่างน้อยมีการแสดง “ความรับผิดชอบ”จาก “บุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้อง” เพื่อเป็นการ “ตัดไฟ”ความไม่พอใจ มิให้ยิ่งโหมกระพือรุนแรงจนเกินควบคุมได้

และก็ต้องยอมรับด้วยว่า ฝ่ายตรงข้ามหรือ “ศัตรู”ของรัฐบาลและ คสช.ก็กำลังใช้เรื่อง “อุทยานราชภักดิ์”นี้ เดิมเกมต่างๆ เพื่อ “เตะตัดขา” ค่อยๆ“เจาะยาง” จนกระทั่งไปถึงจุดที่“ล้มทั้งยืน” โดยที่เกมยั่วยุเหล่านี้ ฝ่ายรัฐบาล ทหาร ก็ยัง“คุมไม่อยู่”หรือ“ตามไม่ทัน”หรือ“แก้ไม่ตก” หลายครั้งต้องเดินไปตามเกมที่ถูกขุดกับดักล่อไว้ เข้าทางในการโหมภาพความน่าสงสัยในความไม่ชอบมาพากลของการดำเนินโครงการอุทยานราชภักดิ์มากยิ่งขึ้น

ทำให้นึกเปรียบเทียบถึงหลายๆกรณีอื้อฉาวในอดีต ที่เคยเป็น“จุดตาย”หรือ“จุดสลบ”ที่มีผลทำให้หลายๆรัฐบาลที่ผ่านมา ต้องเสื่อมศรัทธาจากประชาชนจนอยู่ต่อไปไม่ได้ หรืออยู่ต่ออย่างยากลำบาก เช่น ช่วงประวัติศาสตร์อันใกล้ที่มีรัฐบาลจากการรัฐประหารเหมือนยุคนี้คือ ยุค คมช.-คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ที่รัฐประหารล้มรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร แล้วได้พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็ต้องมาเสื่อมเพราะกรณี“ที่ดินเขายายเที่ยง” จนหมดแรง กระทั่งต้องเร่งให้มีการเลือกตั้งคืนอำนาจสู่นักการเมือง นักเลือกตั้งนำกลับไปสู่ “วงจรอุบาทว์” เดิมๆ กลายเป็นการปฏิวัติ“เสียของ”มาแล้ว

“บทเรียนมีไว้ศึกษาเพื่อมิให้เดินซ้ำรอย” ก็ขอให้พิจารณากันให้ดี

อันที่จริงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มี “จุดแข็ง” ที่ตลอด 1 ปีกว่าที่ผ่านมา เป็นนายกฯที่ทำงานได้“เข้าตา”กระทั่งมีคะแนนนิยมสูงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ทุกวันนี้กลุ่มก้อนผู้ที่ศรัทธาและเอาใจช่วยก็ยังหนาแน่น แต่ก็ต้องแก้ไขเรื่องที่เป็น“จุดอ่อน”ให้ได้โดยเร็ว ไม่ปล่อยให้ลุกลามไปมากกว่านี้ กระทั่งทำลายสิ่งที่เพียรสร้างกันมาจนหมดสิ้น

นอกจากควรเร่งเคลียร์ปัญหา“อุทยานราชภักดิ์” เพื่อรักษาศรัทธาที่ประชาชนมีให้แล้ว สิ่งที่หลายฝ่ายพยายามกระตุ้นเตือนถึงรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ในจังหวะเวลานี้ที่กำลังเสียกระบวน รวนเร คือ เรื่องไหนสิ่งใดที่“ล่อแหลม”สุ่มเสี่ยงต่อการที่จะทำลายศรัทธาประชาชน ก็พึ่งพิจารณาด้วยความระมัดระวัง หรือระงับยับยั้งไว้เสียก่อนดีกว่า

โดยเฉพาะเรื่องร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพ พ.ศ…หรือ กฎหมายGMO ซึ่งครม.ของพล.อ.ประยุทธ์ มีมติเห็นชอบไปเมื่อ 24 พ.ย.ที่ผ่านมา ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ และกำลังอยู่ในขั้นตอนให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาอีกครั้ง โดยให้รับฟังความเห็นจากกระทรวงการต่างประเทศ,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงอุตสาหกรรม,สำนักงาน ก.พร.และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์มาประกอบการพิจารณา ก่อนเสนอเข้าสนช.-สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ต่อไป

ร่างกฎหมายเกี่ยวกับ GMO สิ่งมีชีวิตตัดต่อทางพันธุกรรมที่ถูกโจมตีด้วยถ้วยคำรุนแรงว่าเป็นสิ่งมีชีวิตประเภท“ผีดิบ”นั้น มีการผลักดันออกมา
ครั้งใด ก็สร้างความขัดแย้งและต่อต้านอย่างหนักทุกที โดยเฉพาะจากกลุ่มผู้ที่ทำงานด้านการเกษตร

ครั้งนี้ก็เช่นกัน ไม่เพียงนักวิชาการ ภาคประชาชน เอ็นจีโอ สภาเกษตรกรแห่งชาติ แม้กระทั่งหน่วยราชการที่ครม.กำหนดให้ต้องฟังความคิดเห็นด้วย อย่างสภาพัฒน์กับกระทรวงพาณิชย์ต่างก็พากันทักท้วงและย้ำถึงผลกระทบที่น่าห่วงต่อเกษตรกรไทย โดยเฉพาะระบบเกษตรอินทรีย์ที่รัฐบาลนี้ยืนยันสนับสนุนเพื่อความมั่นคงอย่างยั่งยืนของภาคเกษตรไทย

เสียงต่อต้านทักท้วงที่ก่อกระแสขึ้นอย่างมากนี้ ไม่ได้มาจากฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาล แต่เป็นเสียงผู้ที่มีความหวังดีต่อบ้านเมือง จึงไม่ใช่เรื่องที่ควรเมินเฉยที่จะรับฟัง ยิ่งเมื่อมีข้อโจมตีว่าการผลักดันกฎหมายดังกล่าว ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรเลย ผู้ได้ประโยชน์แท้จริงคือกลุ่มบริษัทการเกษตรรายใหญ่และทุนข้ามชาติเท่านั้น…มันจะทำให้ความศรัทธาที่มีต่อรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ยิ่งสั่นคลอนได้

เตือนอีกครั้งความสุ่มเสี่ยงที่ไม่จำเป็นเวลานี้ เลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง ล้มเลิกได้ ก็ควรเลิกซะเถิดครับ

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : มุ่งที่การบริหารจัดการน้ำที่ดี

Published ธันวาคม 10, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/191119

วันพุธ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ใช้อำนาจพิเศษมาตรา 44 อีกครั้งเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 43/2558 โอนสำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ(สบอช.)จากสำนักงานปลัดสำนักนายกฯให้ไปรวมกับสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมทรัพยากรน้ำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

คำสั่งระบุว่า กรมทรัพยากรน้ำเป็นหน่วยงานหลักที่มีภารกิจเสนอแนะจัดทำนโยบายและแผนและมาตรการที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรน้ำ บริหารจัดการ พัฒนา อนุรักษ์ ฟื้นฟู รวมทั้งควบคุมดูแลกำกับ ประสาน ติดตาม ประเมินผลและแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ พัฒนาวิชาการ กำหนดมาตรฐานและถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านทรัพยากรน้ำทั้งระดับภาพรวมและระดับลุ่มน้ำ เพื่อการจัดการทรัพยากรน้ำที่เป็นเอกภาพและยั่งยืน ซึ่งขณะนี้การบริหารจัดการน้ำเป็นปัญหาสำคัญของประเทศที่ต้องเร่งแก้ไขโดยเร็ว ดังนั้น จึงสมควรโอน สบอช.ไปรวมกับสำนักงานเลขาฯคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เพื่อให้กรมทรัพยากรน้ำเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาและบริหารจัดการน้ำโดยรวมของประเทศ

ฟื้นความจำสักนิด สบอช.หน่วยงานที่ตั้งขึ้นยุครัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” หลังจาก “เอาไม่อยู่” กับน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 ที่สร้างความเสียหายอภิมโหฬารให้ประเทศไทย จึงบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวกับเรื่องสภาพภูมิอากาศ,น้ำ,ภัยพิบัติและทรัพยากรธรรมชาติมาทำงานร่วมกันภายใต้ระบบ“ซิงเกิลคอมมานด์” ทั้งเป็นสำนักงานและฝ่ายเลขานุการดูแลเมกะโปรเจกท์ยักษ์เรื่องน้ำได้แก่โครงการบริหารจัดการน้ำวงเงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท โดยมีนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกฯในเวลานั้น เป็นผู้ดูแลและตั้งใจจะแปลงโฉม สบอช.ให้เป็น “กระทรวงน้ำ”ต่อไป…ซึ่งน่าจะเป็นหลักการที่ดี

แต่ในทางปฏิบัติ โครงการเงินกู้ 3.5 แสนล้านที่ผลักดันมา กลับเต็มไปด้วยข้อครหาทั้งทุจริตผิดขั้นตอน ผลประโยชน์ทับซ้อน เอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุนก่อสร้างในแวดวงนักการเมือง และข้าราชการ อีกทั้งมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมระยะยาวซึ่งยากต่อการแก้ไข มีประชาชนได้รับกระทบจากโครงการและเกิดปัญหาความแตกแยก ถูกต่อต้านหนักจากทุกเวที จนศาลปกครองมีคำสั่งให้รับฟังความคิดเห็นประชาชนให้รอบด้านก่อน โครงการจึงพับไป

กระทั่งยุค คสช.กลุ่มนักวิชาการ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯนำโดยนายปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทานและนายบัญชา ขวัญยืน ประธานอนุกรรมวิศวกรรมแหล่งน้ำ เข้ายื่นหนังสือข้อเสนอเร่งด่วนการจัดการน้ำต่อพล.อ.ประยุทธ์ ให้ทบทวนโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน และขอให้ยุบ สบอช.

นี่เป็นที่มาที่ไป นำมาสู่คำสั่งยุบรวมสบอช.ดังกล่าว ซึ่งต้องติดตามกันต่อไปคือ การบริหารจัดการน้ำภายใต้รัฐบาลยุคนี้ จากนี้ไปจะมีประสิทธิภาพดีขึ้นแค่ไหน

ก่อนหน้านี้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาหรือ TDRI ได้นำเสนอผลศึกษาน่าสนใจเรื่อง “น้ำท่วม น้ำแล้ง กับการบริหารจัดการน้ำ” ที่ผมเคยนำมาสรุปไปแล้วครั้งหนึ่ง หัวใจหลักๆ มีการวิพากษ์การแก้ไขปัญหาเวลาเกิดน้ำท่วมหรือภัยแล้ง ที่รัฐบาลทุกยุคมักนึกถึงเพียงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง ฟลัดเวย์ เขื่อน ฝาย บ่อน้ำ ฯลฯ แต่สิ่งที่ไม่ค่อยให้ความสนใจมากนัก คือ การบริหารจัดการน้ำที่ดีพอ ทั้งที่มีความสำคัญมากและทำได้โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ที่กล่าวมาซึ่งล้วนมีผลกระทบ
ต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์ไม่มากก็น้อย

ล่าสุด ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ นักวิชาการคนสำคัญของ TDRI เขียนบทความย้ำเรื่องนี้ในชื่อ “น้ำท่วม น้ำแล้ง กับการบริหารจัดการน้ำ (อีกครั้ง)” ผมอ่านเจอในสำนักข่าวอิศรา เนื้อหาดีมาก ท่านที่สนใจไปหาอ่านดูละเอียดได้ โดยมีการนำเสนอการบริหารจัดการน้ำที่ดี มีรูปร่างหน้าตาอย่างไร ถอดบทเรียนจากประสบการณ์ประเทศชั้นแนวหน้าในด้านการบริหารจัดการน้ำเช่น ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์ เป็นต้น แล้วเปรียบเทียบดูจุดอ่อนของไทยที่ยังทำได้ไม่เป็นสากล

สิ่งที่ผมอยากตอกย้ำตรงนี้คือ รัฐบาลที่ผ่านมาๆอ้าง “บูรณาการบริหารจัดการน้ำ” แต่กลับนิยมแก้ปัญหาน้ำท่วมภัยแล้งด้วยโครงการ “สิ่งก่อสร้าง” ต่างๆ เหมือนเช่นโครงการเงินกู้ 3.5 แสนล้านนั้น เป็นที่ชัดเจนว่า เพราะแอบแฝงด้วยการหาผลประโยชน์ กลายเป็นการทุจริตเชิงนโยบายไป

ก็หวังว่า รัฐบาลคสช.ยุคนี้ จะให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการที่ดีเป็นสำคัญ แม้จะปฏิเสธเรื่องสิ่งก่อสร้างไม่ได้ แต่ก็ต้องทำอย่างรอบคอบ โปร่งใส ผ่านการศึกษาอย่างดี คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของส่วนรวมเป็นสำคัญ…หวังว่าจะไม่เหมือนรัฐบาลผ่านๆ มาที่มุ่งหวังแต่การหา“เงินทอน”

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ปลดล็อก‘ใบเหลือง’ประมง

Published พฤศจิกายน 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/188964

วันพุธ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.

ขอร่วมแสดงความเสียใจกับชาวฝรั่งเศสด้วย กับเหตุการณ์เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ครั้งหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นเมื่อคืนวันศุกร์ 13 พ.ย.ที่ผ่านมา จากการโจมตีหลายจุดในกรุงปารีสของกลุ่มก่อการร้ายไอเอส ยังผลให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 129 ศพ บาดเจ็บอีกจำนวนมาก นับเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้โลกต้องหวาดผวาอย่างรุนแรงอีกครั้ง และมหานครไม่ว่าที่ไหนในโลก ก็คงไม่สามารถมั่นใจความปลอดภัย รอดพ้นจากภัยก่อการร้ายได้อย่างเต็มที่อีกต่อไป

โลกาภิวัตน์ โลกที่ไร้พรมแดนทุกวันนี้ เหตุการณ์แม้เกิดขึ้นที่ฝรั่งเศสในทวีปยุโรป แต่ก็เหมือนเป็นเรื่องใกล้ตัว ยังความตื่นตระหนกไปทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยด้วย เช่นเดียวกับผลกระทบในทุกเรื่อง ไม่ว่าด้านเศรษฐกิจ
การค้า การลงทุน จนถึงการเมือง สังคม ตลอดจนสิ่งแวดล้อม ที่ต้องข้องเกี่ยวกันไปหมด

อย่างเรื่อง “การทำประมง”ที่สหภาพยุโรปหรืออียูให้ “ใบเหลือง”กับประเทศไทยในเวลานี้ ก็อ้างเหตุที่ไทยไม่ให้ความร่วมมือในการต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมาย ไม่รายงาน และไร้การควบคุมที่เพียงพอ หรือที่เรียกว่า IUU(Illegal, Unreported and Unregulated Finishing) ซึ่งการทำประมงที่ผิดกฎหมายเหล่านี้ ส่งผลกระทบต่อผู้ที่ทำประมงอย่างถูกต้อง กลายเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ทั้งคุกคามความมั่นคงทางอาหารทะเล ส่งผลเสียหายต่อสภาพสังคม สิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจโดยรวม

เหตุผลที่อ้างก็ฟังขึ้นส่วนหนึ่ง แม้ว่าในกระบวนการเกี่ยวกับเรื่อง IUU ที่อียูนำมาใช้กับประเทศต่างๆที่ทำการค้า ส่งออกสินค้าอาหารทะเลไปยังยุโรป จะมีบางส่วนแอบแฝงเรื่องกีดกันทางการค้าหรือใช้เพื่อการต่อรองผลประโยชน์ทางการค้าอย่างปฏิเสธไม่ได้ก็ตาม

สำหรับประเทศไทยเราเมื่อถูกให้“ใบเหลือง” เป็นการเตือนให้เร่งแก้ไขปัญหาภายในเวลาที่อียูกำหนดไว้ มิเช่นนั้นจะโดน“ใบแดง”ที่มีโทษถึงขั้น“แบน”ห้ามส่งออกสินค้าอาหารทะเลไปอียู ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างแรง เพราะอียูเป็นตลาดส่งออกสินค้าอาหารทะเลของไทยที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 รองจากญี่ปุ่นและสหรัฐ โดยมีมูลค่าที่ไทยส่งไปขายปีละหลายหมื่นล้านบาท

ดังนั้นรัฐบาล คสช.ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงเอาจริงเอาจังเร่งแก้ปัญหาเพื่อ“ปลดล็อกใบเหลือง”นี้ให้ได้ หลังจากยังทำไม่สำเร็จในรอบที่แล้วที่เพิ่งสิ้นสุดไปเมื่อเดือนต.ค.ที่ผ่านมา และถูกต่อ“ใบเหลือง”ไปอีก 6 เดือน ถึงช่วงเม.ย.ปีหน้า

สรุปกันอีกทีว่า สิ่งที่อียูเรียกร้องให้ไทยปฏิบัติตามในการแก้ไขปัญหา IUU มีอะไรบ้าง

ก็มีการปรับปรุงกฎหมายด้านการประมงในประเทศให้สอดคล้องกับหลักการสากล,การปรับปรุงแผนระดับชาติในการป้องกัน ขจัด และยับยั้ง การทำประมงผิดกฎหมาย ที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง,ติดตั้งระบบติดตามเรือ(VMS) โดยเฉพาะเรือประมงขนาดใหญ่ ที่ออกไปทำประมงในน่านน้ำต่างประเทศให้ทั่วถึง เพื่อควบคุมการทำผิดกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าประมง ที่จะต้องทำให้ทราบได้ว่า ปลาหรือสินค้าประมงที่จับมาได้ มาจากเรือลำใด ในน่านน้ำใด อาทิ การมีใบรับรองการจับสัตว์น้ำที่ถูกต้องตามกฎหมาย

พล.อ.ฉัตรชัย สาลิกัลยะ รมว.เกษตรฯยืนยันเมื่อไม่นานมานี้ว่า การแก้ไขปัญหา IUU คืบหน้าไปมาก โดยแผนระดับชาติต่างๆในการป้องกัน ยับยั้งและขจัดการทำประมงผิดกฎหมาย แผนบริหารจัดการประมงทะเล,แผนป้องกันการบังคับใช้แรงงานและการค้ามนุษย์ภาคประมง เป็นต้น ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว

ล่าสุดวันศุกร์ 13 พ.ย.ที่ผ่านมา วันเดียวกับที่เกิดเหตุร้ายในปารีส เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาก็ได้เผยแพร่พระราชกำหนดประมง 2558 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 14 พ.ย.2558 เป็นต้นไป เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหา IUU โดยการที่รัฐบาลออกกฎหมายเป็น “พระราชกำหนด” ไม่ต้องผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติก่อน ก็เพื่อความรวดเร็วในการแก้ไขปัญหา

สัมปทานเนื้อที่คอลัมน์หมดลงแค่นี้ ดังนั้นใครสนใจเนื้อหาพระราชกำหนดเป็นอย่างไรบ้าง ก็คงต้องไปเปิดดูในเว็บไซต์
ราชกิจจานุเบกษาได้

แต่ขอบอกว่า กฎหมายนี้ ถือเป็นส่วนสำคัญยิ่งที่รัฐบาลเชื่อว่า จะช่วยให้ปลดล็อก“ใบเหลือง”ได้สำเร็จภายในเม.ย.ปีหน้าแน่

สาโรช  บุญแสง

ส่องเกษตร : ทวงคืนพื้นที่ข้าวโพด-สกัดเผาป่า

Published พฤศจิกายน 16, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/188052

วันพุธ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.

มีข่าวว่า ทส.-กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่พล.อ.สุรศักดิ์กาญจนรัตน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการ อยู่ตอนนี้ กำลังเตรียมจะขอคืนพื้นที่ปลูกข้าวโพดกว่า 9 ล้านไร่ ที่บุกรุกป่า ทั้งนี้เพื่อสกัดปัญหาวิกฤติหมอกควันพิษภาคเหนือ ที่เกิดจากการเผาป่าปลูกข้าวโพดเป็นประจำทุกปี

ตามข่าว พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ให้สัมภาษณ์ระบุว่า เตรียมขอคืนพื้นที่ปลูกข้าวโพด เพราะเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาหมอกควันพิษและยังมีการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนด้วย โดยกำลังดูว่า เป็นไปได้ไหมที่จะให้ลดการปลูกข้าวโพดจากปัจจุบันที่ปลูกรุกพื้นที่ป่าถึง 9 ล้านไร่ ซึ่งต้องคิดว่า จะเอาพื้นที่คืนมาทำอะไร จะจัดสรรที่ทำกินหรือฟื้นฟูเต็มระบบ ก็ค่อยมาว่ากัน

“ขณะนี้ได้เริ่มสำรวจพื้นที่แล้ว โดยกรมป่าไม้สั่งการหน่วยพยัคฆ์ไพรเตรียมพร้อมปฏิบัติงานได้ทันที มีพื้นที่นำร่องที่อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ซึ่งส่วนไหนที่ปลูกไปแล้ว ก็จะให้ปลูกไปก่อน รอการเก็บเกี่ยวเสร็จ จึงจะเข้าไปเจรจา”

ขณะที่นักวิชาการอย่าง สาวิตร มีจุ้ย อาจารย์สถาบันวิจัยและฝึกอบรมการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ล้านนา ให้ข้อคิดว่า เรื่องนี้ต้องทำให้รอบคอบ ดูผลกระทบให้ครอบคลุม หาทางออกที่ประนีประนอม เตรียมแผนรองรับว่า ถ้าชาวบ้านไม่ปลูกข้าวโพดแล้ว จะให้ทำกินอะไร ต้องดูความจำเป็นทั้งหมด ขณะที่บางพื้นที่ควรสงวนไว้ เช่น ยอดเขา ซอกเขา โตกเขา ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำ ก็ต้องกำหนดให้เป็นป่าอย่างชัดเจน

ส่วนพื้นที่ป่าที่ขอคืนมาแล้ว จะเอาไปทำอะไรบ้าง ควรให้ประชาชนมีส่วนร่วม เช่น ควรวางแนวทางให้เป็นไปในรูปแบบ “วนเกษตร” คือ ปลูกป่าคืน แต่ก็ปลูกพืชเศรษฐกิจได้ด้วย เช่น ชา หรือไม้ผลเมืองหนาว กาแฟ เป็นต้น “การออกแบบนั้น ต้องร่วมกันทำงาน เพราะคนที่อยู่ในป่าถ้าเอาออกมา จะเอาเขาไปอยู่ที่ไหน ถ้าให้เขาอยู่ต่อไป ก็ต้องคิดให้เขาช่วยรักษาป่า ไม่รุกเพิ่มเติม ขณะเดียวกันต้องจัดสรรที่ดินทำกิน เท่าที่จะจัดสรรได้ ควรที่จะให้ชุมชนมีส่วนตัดสินใจ”

อ่านข่าวนี้แล้ว ในประเด็นเกี่ยวกับแนวทางหลังขอคืนพื้นที่ปลูกข้าวโพดรุกป่า ควรจะจัดการอย่างไรต่อไป ถือเป็นเรื่องใหญ่ซึ่งที่ผ่านมาก็มีความพยายามกันอย่างต่อเนื่องที่จะหาแนวทางทำให้“คนอยู่กับป่า” อย่างดีได้แบบไหน…ดังนั้นผมคงต้องขอตัวไม่เอ่ยถึง ปล่อยให้ผู้รู้ว่ากันต่อไปก่อน

ส่วนประเด็นที่อยากขยายตรงนี้ก็คือ เจตนาการขอคืนพื้นที่ปลูกข้าวโพดรุกป่า เพื่อสกัดปัญหาหมอกควันพิษจากการเผาป่าปลูกข้าวโพด ซึ่งช่วงเวลานี้ได้เข้าสู่หน้าแล้งแล้ว และใกล้เทศกาลแห่งการเผาป่าทางภาคเหนือที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี

การเผาป่าทางภาคเหนือกลายเป็นวิกฤติหมอกควันพิษครั้งร้ายแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์มาแล้ว ช่วงหน้าแล้งหนที่ผ่านมา ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วและรุนแรงถึงสุดขีดช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนต้นปีนี้ ส่งผลกระทบอย่างหนักทั้งต่อสุขภาพประชาชนและธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่ เพราะเป็นปีที่ไทยต้องเผชิญกับ“เอลนินโญ” ภาวะแห้งแล้งที่สาหัสสากรรจ์

ขณะที่หน้าแล้งหนนี้ ว่ากันว่า จะยิ่งแล้งสาหัสกว่าหนก่อนอีก ดังนั้น หากยังปล่อยให้มีการเผาป่าตามวิถีแบบเดิม โดยไม่สำนึก ไม่ว่าจะเผาป่าเพื่อเตรียมพื้นที่ปลูกข้าวโพด หรือหวังหาของป่า หวังจะได้ “เห็ดเผาะ” หรืออะไรก็ตาม…นั่นย่อมหมายถึงหายนะภัยที่จะวิกฤติสุดขีดยิ่งขึ้นอีก

บทเรียนจากไฟป่าอินโดนีเซียซึ่งเกิดขึ้นซ้ำซากทุกปีเช่นเดียวกับการเผาป่าทางภาคเหนือของไทย แต่ปีนี้ช่วงเดือนกันยายน ถึงตุลาคม ที่เพิ่งผ่านไป มีความร้ายกาจ สร้างความหายนะร้ายแรงเป็นประวัติการณ์ยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ก็เพราะภาวะแล้งจัดจาก“เอลนินโญ”หนุนเสริม ซึ่งหมอกควันพิษที่ทะลักไปทั่ว สร้างความเดือดร้อนแสนสาหัสลามจากอินโดนีเซีย ถึงเพื่อนบ้านหลายประเทศ รวมทั้งภาคใต้ของไทยด้วย ย่อมเป็นหลักฐานให้ประจักษ์ชัดว่า ถ้าภาคเหนือของไทยยังปล่อยปละให้เผาป่าแบบปีก่อนๆ จะเผชิญกับหายนะภัยหมอกควันพิษที่สุดวิกฤติขนาดไหน

ไม่เพียง ทส. ทั้งกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงมหาดไทยหน่วยงานปกครองท้องถิ่น ไปจนถึงรัฐบาลโดยร่วม ต้องตื่นตัว เร่งดำเนินมาตรการป้องกันอย่างเข้มแข็งได้ตั้งแต่บัดนี้แล้ว

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : สสส.ต้องเดินหน้าต่ออย่างโปร่งใส

Published พฤศจิกายน 16, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/185874

วันพุธ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

ยินดีด้วยครับ ที่เรื่องราวเป็นอันยุติลงเสียทีสำหรับกรณีรัฐบาล คสช.เข้าไปตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของ สสส.หรือสำนักงานสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งเป็นองค์กรที่ได้รับการยอมรับว่า สร้างคุณูปการในการสร้างสุขภาพ สุขภาวะที่ดีให้กับสังคมไทยเป็นอย่างมาก

สสส. เป็นหน่วยงานของรัฐที่มิใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานกองทุนฯ ถือเป็นองค์กรด้านสุขภาพรูปแบบใหม่ ที่สอดคล้องกับมติของสมัชชาสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(World Health Assembly Resolution12.8 : Health Promotion and Health Life-Style) ขององค์การอนามัยโลก (WHO)

สสส.จัดตั้งขึ้นตามพ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 มีหน้าที่ริเริ่ม ผลักดัน กระตุ้น สนับสนุน และร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในสังคม ในการขับเคลื่อนกระบวนการสร้างเสริมสุขภาพให้คนไทยมีสุขภาพดีครบ 4 ด้าน คือ กาย จิต ปัญญา สังคม และร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่ ด้วยการกระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ความเชื่อและสภาพแวดล้อม ให้เอื้ออำนวยต่อคุณภาพชีวิต อันจะช่วยลดภาระทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยมีเป้าหมายในการลดอัตราการเจ็บป่วย และเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของคนไทย

ทั้งนี้ ทุนอุดหนุนสสส.ได้มาจาก“ภาษีบาป” ที่รัฐจัดเก็บจากผู้ผลิตและนำเข้าสุราและบุหรี่ในอัตรา 2% ของภาษีที่ต้องชำระได้เงินมาใช้ปีละ 3-4 พันล้าน เงินกองทุนดังกล่าวมีการอนุมัติให้กับโครงการต่างๆ ที่กลุ่ม องค์กร หรือเครือข่ายประชาสังคมหลายพันองค์กรเสนอขอมาปีหนึ่งๆ หลายพันโครงการ แม้ที่ผ่านมา จะถูกค่อนแคะอยู่บ้างเรื่องความโปร่งใส จากคนที่เข้ามาของบฯแล้วไม่ได้ หรือจากสื่อบางส่วนซึ่งหลายเรื่องต้องยอมรับว่ามีส่วนจริงที่สมควรให้ติติง แต่อีกด้านก็ยังมีความพยายามจากผู้มีอำนาจโดยเฉพาะจากฝ่ายการเมือง ที่หาเรื่องติเตียนเพื่อหวังจะเข้ามาแทรกแซง กุมอำนาจการใช้เงินกองทุนนี้…

อย่างไรก็ตามภาพรวม สสส.ก็ยังคงเป็นที่ยอมรับของสังคมส่วนใหญ่ในผลงานที่ปรากฏ

ผมเองโดยส่วนตัวก็ชื่นชมหลายๆโครงการที่สสส.ให้ทุนสนับสนุนเพื่อสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนให้กับชุมชนและพี่น้องในภาคการเกษตร โดยเฉพาะโครงการจำนวนมากและหลากหลายที่มีส่วนสนับสนุนการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเกษตรกรไปสู่การทำ “เกษตรอินทรีย์” ลดพึ่งพิงการใช้สารเคมีเพื่อเร่งผลผลิต แบบที่ทำกันอยู่อย่างเคยชิน ซึ่งเป็นการเกษตรที่นับวันก็พิสูจน์ถึงผลเสียมากกว่าผลดี ไม่ได้ทำให้เกษตรกรเลี้ยงชีพได้อย่างยั่งยืน แต่กลับมีผลร้ายต่อสุขภาพของตัวเกษตรกรเองและผู้บริโภค ทั้งยังส่งผลเสียต่อความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินและทำร้ายสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

ดังนั้น ผมจึงแอบเอาใจช่วย เมื่อสสส.เจอมรสุมหนนี้ ถูกรัฐบาลคสช.โดยคตร.คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐเข้ามาตรวจสอบ โดยมีการสรุปเบื้องต้นในทำนองพบความไม่โปร่งใสในการอนุมัติเงินทุนอุดหนุนบางโครงการไม่เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย เป็นแรงกดดันจนผู้จัดการสสส.อย่าง ทพ.เรืองอารีย์รัชต์กฤษดา ต้องลาออกแสดงความบริสุทธิ์ใจ เปิดทางให้รัฐเข้ามาตรวจสอบให้เต็มที่ เพื่อความโปร่งใส…

ซึ่งการเข้ามาตรวจสอบสสส.ครั้งนี้ในอีกมุมหนึ่ง ก็นำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์คสช.เองด้วยเช่นกันว่า มีเจตนาอะไรกันแน่?

เมื่อเรื่องการตรวจสอบสสส. ถูกมอบให้ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ที่มีพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรมเป็นประธาน เข้ามารับผิดชอบ ผมก็อดเบาใจไม่ได้ เพราะที่ผ่านมา ผลงานศอตช.โดยพล.อ.ไพบูลย์นั้นสร้างเครดิตความเชื่อมั่นไว้มาก ทั้งทราบข่าวว่า สสส.ก็เตรียมข้อมูลพร้อมชี้แจงข้อสงสัยต่างๆไว้อย่างเต็มที่ ซึ่งระบบที่ทำมา มีความละเอียดรัดกุมมากในการอนุมัติโครงการ อนุมัติงบฯต่างๆ ที่รับประกันได้ว่า “ไม่ซี้ซั้ว”

ล่าสุด ศอตช.เรียกทุกฝ่ายทั้ง คตร.,สตง. ตัวแทนองค์กรปราบคอร์รัปชั่นอย่างป.ป.ช., ป.ป.ท.เข้าหารือ และให้สสส.ชี้แจงทุกประเด็นสงสัย ก่อนมีมติยุติการตรวจสอบสสส.แล้ว โดยพล.อ.ไพบูลย์ยืนยันไม่พบการทุจริต แสดงว่า สสส.สามารถเคลียร์ตัวเองได้ แม้มีบางจุดที่ยังเป็นข้อบกพร่อง ที่ต้องไปแก้ไขตัวบทกฎหมาย ไม่ให้เกิดปัญหาเป็นความกังขาของสังคมอีก โดยเฉพาะเกี่ยวกับนิยาม“การเสริมสร้างสุขภาวะ ที่กว้างเกินไป ทำให้เข้าใจว่า จะทำอะไรก็ได้เพื่อสุขภาพ”

ก็ถือว่า จบลงด้วยดี เหตุการณ์ครั้งนี้ เชื่อว่า คงจะทำให้สสส.ต้องปรับตัวทำงานที่รัดกุม โปร่งใสมากยิ่งขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ทุ่มเงินล้านล้านก็จัดการน้ำไม่ได้ ถ้า…..

Published พฤศจิกายน 10, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/184815

วันพุธ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

ช่วงนี้ แม้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลังเดินหน้าขับเคลื่อนงานกันอยู่ แต่ข่าวยังวนเวียนเรื่องเดิมๆ จนผมก็ “ตื๊อๆ” ที่จะหาแง่มุมเขียนถึง อีกทั้งขณะปั่นต้นฉบับอยู่นี้ ผมก็ติดพันภารกิจบางอย่าง ฉะนั้นขออนุญาตทุ่นแรงนำงานศึกษาของ TDRI-สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยมาบอกเล่ากันไปพลางก่อน เกี่ยวกับการจัดการน้ำ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ภาครัฐควรใส่ใจรับฟัง

รศ.ดร.นิพนธ พัวพงศกร หัวหน้าทีมวิจัยของ TDRI แถลงสรุปผลศึกษาการจัดการน้ำแบบไม่ใช้สิ่งก่อสร้างในลุ่มเจ้าพระยา ในเวทีสัมมนา “วิกฤติน้ำท่วม-น้ำแล้ง : พลิกโฉมการบริหารจัดการน้ำของไทย”ที่จัดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ โดยชี้ประเด็นวิกฤติทั้งน้ำท่วมน้ำแล้งว่า ไม่ได้เกิดจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความบกพร่องของนโยบายและการจัดการน้ำ รวมทั้งปัญหาการใช้ที่ดินที่ขาดการควบคุมด้วย และเนื่องจากแนวทางแก้ปัญหาของภาครัฐ ยังคงเน้นสิ่งก่อสร้างเป็นหลัก TDRI จึงต้องเติมช่องว่างด้านนโยบายการจัดการสิ่งที่ไม่ใช่สิ่งก่อสร้าง ด้วยงานวิจัยนี้ที่ประกอบด้วยโครงการย่อย 4 ด้านคือ 1.การจัดการน้ำชลประทานและน้ำท่วมลุ่มน้ำเจ้าพระยา 2.การวางแผนและการควบคุมการใช้ที่ดินในส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำท่วม 3.การปรับตัวของเกษตรกรและอุตสาหกรรมเพื่อรับมือความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และ 4.การออกแบบสถาบันการจัดการน้ำที่เหมาะสม ซึ่งสรุปผลวิจัยได้ดังนี้

1.ผลวิจัยด้านการจัดการน้ำชลประทาน พบจุดอ่อนคือ เป็นการจัดการน้ำแบบรวมศูนย์ รัฐไม่ให้ความสำคัญกับการจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วม ปัญหาสำคัญสุดคือ โครงสร้างการจัดการน้ำปัจจุบันมีแต่คณะกรรมการลุ่มน้ำในระดับชาติกับกลุ่มผู้ใช้น้ำในระดับชุมชน ยังขาดข้อต่อเชื่อมคณะกรรมการลุ่มน้ำกับกลุ่มผู้ใช้น้ำ “หมายความว่าหากรัฐต้องการกระจายอำนาจการจัดการน้ำอย่างแท้จริง การสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มผู้ใช้น้ำ และสนับสนุนให้กลุ่มผู้ใช้น้ำจากจังหวัดที่มีปัญหา หันมารวมกลุ่มบริหารจัดการน้ำด้วยตนเอง จะทำให้ความพยายามตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำประสบความสำเร็จ”

2.ผลวิจัยด้านการจัดการน้ำท่วม การวิเคราะห์เรื่องการจัดการน้ำท่วมในลุ่มเจ้าพระยาพบปัญหาสำคัญคือ การจัดการด้านลงทุนโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ขาดการศึกษาความเป็นไปได้เพื่อคัดเลือกโครงการลงทุน ไม่มีการจัดทำ EIA(ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม) ขาดระบบชดเชยผู้ได้รับผลกระทบ รวมถึงความผิดพลาดในการจัดการน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ปัญหาการแทรกแซงทางการเมือง โดยรัฐไม่มีการเตือนภัยล่วงหน้า แต่กลับบอกว่า“เอาอยู่”

3.ผลศึกษาการจัดการใช้ที่ดิน จุดอ่อนสำคัญที่สุดในการป้องกันอุทกภัยระยะยาว คือ ขาดการวางแผนและควบคุมการใช้ที่ดิน เวลาถามถึงการวางแผนและควบคุมการใช้ที่ดิน ประชาชนและภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เห็นความสำคัญ แต่หลังน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 พบว่า รัฐบาลทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นไม่ได้ปรับเปลี่ยนแนวทางและกติกาการวางแผนและควบคุมการใช้ที่ดินเลย นโยบายและแผนโครงการต่างๆยังเน้นสิ่งก่อสร้าง ถึงแม้ชุมชนมีการรวมกลุ่มรับมือปัญหาน้ำท่วมอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นกิจกรรมเฉพาะหน้าเท่านั้น

4.ผลศึกษาด้านการปรับตัวของเกษตรกร พบว่า มีโอกาสที่จะเกิดภาวะภูมิอากาศแปรปรวนผิดปกติมากขึ้น ซึ่งจะมีผล
กระทบต่อผลผลิต ซึ่งเกษตรกรที่ปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ สามารถลดความเสียหายได้ แต่เกษตรกรส่วนใหญ่ยังไม่ปรับตัว เพราะขาดข้อมูลและความรู้วิธีปรับตัว

5.ผลศึกษาการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมเป็นภาคส่วนที่เสียหายจากน้ำท่วมปี 2554 มากที่สุด จากนั้นจึงมีการปรับตัวเพื่อรับมือความเสี่ยงน้ำท่วมในอนาคต ทั้งที่ทำโดยรัฐบาลและโดยโรงงานเอง แต่ก็ยังมีจุดอ่อนหลายอย่าง โดยเฉพาะการทำประกันภัยต่อเนื่อง เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ภาคอุตสาหกรรมชะลอตัว

“ในยามปกติไทยใช้การจัดการน้ำแบบรวมศูนย์ แต่กลับกันในยามวิกฤติ ยกตัวอย่างปี 2554 กลับเริ่มด้วยการจัดการแบบกระจายอำนาจ ทั้งๆ ที่ต่างประเทศจะใช้การจัดการน้ำแบบกระจายอำนาจในภาวะปกติ และใช้แบบรวมศูนย์ในภาวะฉุกเฉิน หรือวิกฤติเท่านั้น”

ดร.นิพนธ์สรุปว่า เรายังขาดระบบจัดการน้ำท่วมที่เน้นการป้องกันในลักษณะการประเมินความเสี่ยงและพยากรณ์อุทกภัย รวมถึงขาดกฎหมายและขาดองค์กรระดับประเทศที่รับผิดชอบขับเคลื่อนยุทธศาสตร์จัดการน้ำอย่างต่อเนื่อง ยังขาดข้อต่อสำคัญ กลไกที่เชื่อมองค์กรผู้ใช้น้ำในท้องถิ่นกับคณะกรรมการลุ่มน้ำ และเพื่อพลิกโฉมการบริหารจัดการน้ำของไทย รัฐอาจจะต้องกลับมาทบทวนว่า จะบริหารจัดการอย่างไร

“เราไม่จำเป็นต้องเอาเงินล้านล้านบาทเข้ามาจัดการปัญหา แต่ที่จำเป็นกว่าคือการเอาผู้ใช้น้ำนับล้านคนมาคุยกัน และเน้นกระจายอำนาจสู่ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ให้ผู้ใช้น้ำมีส่วนร่วมในการจัดสรรน้ำ ให้มีการจัดการเรื่องที่ดิน เพราะถ้าไม่พูดเรื่องการจัดการที่ดิน ก็ไม่มีทางแก้น้ำท่วมได้”

เป็นข้อสรุปที่ภาครัฐควรรับฟังยิ่ง

สาโรช  บุญแสง

%d bloggers like this: