สุวิทย์ คุณกิตติ

All posts tagged สุวิทย์ คุณกิตติ

เว้น3พรรค หวังพลิกขั้ว

Published มีนาคม 7, 2011 by SoClaimon

6 มีนาคม 2554, 05:01 น.

ผ่านทางเว้น3พรรค หวังพลิกขั้ว – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_153644

 

เหลี่ยมการเมืองฝ่ายค้านในศึก”ตรวจสอบ”รัฐบาล

ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ

เปรียบเสมือนการทำศึกแตกหักระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล แต่เป็นการทำศึกในเวทีรัฐสภาตามกติการัฐธรรมนูญ

สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นการทำศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งสุดท้ายของสภาฯชุดนี้ ก่อนที่จะกลับไปสู่สนามเลือกตั้ง

เพราะทางผู้นำรัฐบาลเน้นย้ำมาตลอดว่า จะไม่อยู่จนครบเทอม 4 ปีของสภาฯ แถมยังประกาศชัดจะจัดให้มีการเลือกตั้งภายในช่วงกลางปี 2554

ภายใต้เงื่อนไข 3 ประการ คือ เศรษฐกิจฟื้นตัว การแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จลุล่วง และสถานการณ์บ้านเมืองสงบ ทุกพรรคสามารถไปหาเสียงได้ทุกพื้นที่โดยไม่มีเหตุรุนแรง

มาถึงตอนนี้ ผ่าน 2 เงื่อนไขแรกไปแล้ว เหลือเพียงเงื่อนไขสุดท้าย เรื่องสถานการณ์ความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง

ซึ่งก็ไม่น่ามีอะไรเป็นปัญหาอุปสรรค เพราะถึงแม้จะมีการชุมนุมของกลุ่มการเมืองต่างๆ ทั้งเสื้อเหลือง เสื้อแดง แต่ ไม่ได้มีเหตุการณ์รุนแรงถึงเลือดถึงเนื้อเหมือนที่ผ่านๆมา

ดังนั้น แนวทางการยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชน ยังคงชัดเจนไม่เปลี่ยนแปลง

สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจคราวนี้  ที่มีกำหนดดีเดย์กันในวันที่ 15-18 มีนาคมนี้ ถือว่ารัฐบาลใจกว้าง เปิด โอกาสให้ฝ่ายค้านอภิปราย 4 วัน 4 คืน

มีการจัดสรรเวลาให้ฝ่ายค้านอภิปรายฯ 40 ชั่วโมง และให้รัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายชี้แจง 20 ชั่วโมง พร้อมทั้งเผื่อเวลาประท้วงไว้อีกต่างหาก 6 ชั่วโมง

เปิดพื้นที่ เปิดเวทีสภาฯ ให้เวลาถล่มกันอย่างเต็มที่

เพราะงานนี้ทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาล ต่างก็หมายมั่น ปั้นมือที่จะใช้เวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ ชิงความได้เปรียบทางการเมือง

ทางฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย แสดงความมั่นใจเกินร้อย ที่จะนำข้อมูลหลักฐานต่างๆออกมาแฉถล่มรัฐบาล หวังทุบให้น่วม

ในขณะเดียวกัน ทางฝ่ายรัฐบาล ก็หวังใช้เวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่มีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์และวิทยุไปทั่วประเทศ ชี้แจงข้อกล่าวหา อธิบายข้อเท็จจริงให้พี่น้องประชาชนได้รับรู้รับทราบ

พูดง่ายๆ ต่างฝ่ายต่างหวังที่จะใช้เวทีนี้เป็นสมรภูมิถล่มคู่แข่ง สร้างเครดิต สร้างคะแนนนิยมให้ฝ่ายตัวเอง

“ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” จึงขอใช้โอกาสก่อนที่ฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลจะขึ้นเวทีทำศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ สำรวจการเดินเกมเชิงลึกในการอภิปรายฯครั้งนี้

แน่นอน จากการที่ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ที่มีนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.ระบบสัดส่วน เป็นหัวหน้าทีมในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ได้ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

และยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลอีก 9 คน ได้แก่

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.เทคโนโลยีฯ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ จากพรรคประชาธิปัตย์

นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ และนายศุภชัย โพธิ์สุ รมช.เกษตรฯ จากพรรคภูมิใจไทย

พร้อมทั้งยื่นเรื่องถอดถอนนายกฯอภิสิทธิ์ และรัฐมนตรีอีก 8 คน ยกเว้นนายกษิต

ในการอภิปรายฯครั้งนี้ ฝ่ายค้านพุ่งเป้าถล่มรัฐบาลใน 3 เรื่องใหญ่ๆ คือ

การสลายการชุมนุมม็อบเสื้อแดงที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 91 ศพ การทุจริตและประพฤติมิชอบต่อหน้าที่ และความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความล้มเหลวเรื่องเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องของประชาชน

สำหรับนายกฯอภิสิทธิ์จะโดนอภิปรายถล่มในประเด็นบริหารราชการล้มเหลวไร้ประสิทธิภาพ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้รัฐมนตรีในรัฐบาลและบุคคลแวดล้อม กระทำการทุจริตคอรัปชันแสวงหาผลประโยชน์ ไร้ภาวะผู้นำ

นายสุเทพจะถูกอภิปรายใน ประเด็นการสลายการชุมนุมม็อบเสื้อแดง รวมทั้งข้อกล่าวหามีการทุจริตในโครงการแก้ไขปัญหาน้ำมันปาล์มขาดแคลน

นายกรณ์จะโดนเรื่องการซื้อขายหลักทรัพย์โดยใช้ข้อมูลภายใน และการปั่นหุ้น รวมทั้งการเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง

นายกษิตจะถูกอภิปรายเรื่องการบริหารล้มเหลวด้านความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกรณีปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

นายจุติจะโดนเล่นงานเรื่องการประมูลการสื่อสารระบบ 3 จี และการทำสัญญาให้บริการโทรศัพท์ระบบ 3 จี ระหว่างบริษัท กสท กับบริษัท ทรู คอร์เปอเรชั่น

นายองอาจจะถูกอภิปรายเรื่องความไม่โปร่งใสในเรื่องเกี่ยวกับการใช้งบฯด้านประชาสัมพันธ์ของรัฐ

นายชวรัตน์จะโดนอภิปรายในประเด็นการทุจริตสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอ และความไม่โปร่งใสในการแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดและข้าราชการในกระทรวงมหาดไทย

นายโสภณจะโดนเล่นงานเรื่องการทุจริตโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน และโครงการประมูลซ่อมถนนของกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท

นายศุภชัยจะถูกอภิปรายในประเด็นถือครองที่ดินกว่า 700 ไร่ ในจังหวัดนครพนม โดยไม่มีเอกสารสิทธิ

ตั้งข้อกล่าวหาหนักหน่วงฉกาจฉกรรจ์ หวังผลถึงขั้นน็อกกลางสภา

ที่สำคัญ ต้องยอมรับว่า การเดินหน้าเปิดอภิปรายไม่ไว้ วางใจรัฐบาลของฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ในครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งในยุทธศาสตร์การต่อสู้ของ “นายใหญ่”

เพราะจากภาพที่ปรากฏ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ  คือผู้กดปุ่มไฟเขียวให้นายมิ่งขวัญขยับขึ้นชั้นเข้ามาทำหน้าที่หัวหน้าทีมอภิปรายไม่ไว้วางใจ รวมทั้งอนุมัติให้มีชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯแนบท้ายญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ยิ่งไปกว่านั้น “ทักษิณ” ยังวีดิโอลิงค์เข้ามาในที่ประชุมพรรคเพื่อไทย ขอร้อง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ประกาศตัวว่าจะไม่ร่วมวงอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ให้กลับมาร่วมทีมอภิปราย เพื่อเพิ่มความดุเดือดเข้มข้นในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้

เนื่องจากนายมิ่งขวัญที่เป็นหัวหน้าทีมอภิปรายไม่ไว้วางใจ เติบโตมาจากสายนักการตลาด สไตล์การอภิปรายจึงเป็นไปแบบนุ่มนิ่ม เชิงวิชาการ ไม่ดุเด็ดเผ็ดร้อน เหมือนนักการเมืองอาชีพ

จากปรากฏการณ์เหล่านี้ จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า “ทักษิณ” คือผู้กำหนดยุทธศาสตร์ของฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ในการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

ที่สำคัญ เมื่อพิจารณารายชื่อรัฐมนตรีที่ตกเป็นเป้าหมายเชือดของฝ่ายค้านในการอภิปรายไม่ไว้วางใจคราวนี้ ก็ชัดเจนว่า

เป็นการพุ่งเป้าไปที่ตัวนายกฯในฐานะหัวหน้ารัฐบาล และรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย เท่านั้น

การที่ฝ่ายค้านขึ้นบัญชีอภิปรายนายกฯและรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ ก็เป็นไปตามยุทธการตีให้น่วม ก่อนไปเลือกตั้ง

ส่วนการเปิดอภิปรายฯรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย ก็มี 2 เหตุผลซ้อนกันอยู่

เหตุผลแรก เป็นการชำระแค้นที่หักหลังพลิกขั้ว เหตุผลที่สอง จ้องถล่มให้เละในฐานะที่สยายปีกเป็นคู่ต่อสู้สำคัญในสนามเลือกตั้งภาคอีสาน

แต่ขณะเดียวกัน ฝ่ายค้านไม่มีการแตะต้องรัฐมนตรีของพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ โดยเฉพาะ 3 พรรค ที่ถือว่าเป็นตัวแปรสำคัญทางการเมือง ได้แก่

พรรคชาติไทยพัฒนา ของนายบรรหาร ศิลปอาชา ที่คุมโควตากระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

พรรครวมชาติพัฒนา ของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ที่คุมโควตากระทรวงพลังงาน

พรรคกิจสังคม ของนายสุวิทย์ คุณกิตติ ที่เจ้าตัวนั่งเก้าอี้รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ หากมองว่า เป็นเพราะกระทรวงสำคัญๆที่ 3 พรรคนี้กำกับดูแล มีการบริหารราชการได้อย่างดีเยี่ยม โปร่งใส สะอาดหมดจด

จนฝ่ายค้านไม่สามารถหาจุดบกพร่องหรือข้อมูลความไม่ชอบมาพากลในโครงการต่างๆมาเปิดอภิปรายฯได้ ก็ไม่น่าจะใช่

เพราะที่ผ่านมาก็มีเรื่องอื้อฉาว ทั้งเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ และปัญหาความไม่โปร่งใสในการใช้งบ ประมาณผุดออกมาหลายเรื่องไม่แพ้กระทรวงอื่นๆเหมือนกัน

ฉะนั้น การที่ฝ่ายค้านไม่ใส่ชื่อรัฐมนตรีจาก 3 พรรคการเมืองนี้ ในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ จึงมองได้ว่า

เป็นความจงใจ วางเหลี่ยม เพื่อหวังผลทางการเมือง

ทั้งนี้ จากกติการัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ฝ่ายค้านเสนอชื่อบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี แนบท้ายญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ

ก็เพื่อว่าหากมีการลงมติในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว มีคะแนนเสียงไม่ไว้วางใจนายกฯมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส.ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาฯ

นายกฯจะต้องพ้นจากตำแหน่งโดยทันที และผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯแนบท้ายญัตติ ก็จะได้เป็นนายกฯคนใหม่

พูดง่ายๆก็คือ ถ้า “อภิสิทธิ์” โดนโหวตไม่ไว้วางใจ จนต้องหลุดจากเก้าอี้นายกฯ “มิ่งขวัญ” ก็จะได้เป็นนายกฯ จัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่

ด้วยเหตุนี้ ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย จึงต้องหยอดไมตรีกับพรรคชาติไทยพัฒนา พรรครวมชาติพัฒนา และพรรคกิจสังคม เอาไว้

เพื่อหวังผลเฉพาะหน้า ถ้าฟลุกโค่น “อภิสิทธิ์” ในสภาฯได้ ก็พร้อมจะดึง 3 พรรคนี้มาร่วมจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่

หรือถึงแม้จะโค่น “อภิสิทธิ์” ไม่ลง ก็จะเป็นผลดีในระยะยาว มองข้ามช็อตไปถึงการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งครั้งหน้า

ถ้าพรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.เข้ามาไม่ถึง 250 เสียง ไมตรีที่ทอดไว้กับ 3 พรรคการเมืองนี้ ก็จะทำให้ง่ายต่อการเจรจาดึงมาร่วมจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง

เมื่ออ่านจากเหลี่ยมเชิงฝ่ายค้านในการวางเกมอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้แล้ว เราขอชี้ว่า

ถ้านายกฯอภิสิทธิ์มีภูมิคุ้มกันไม่แน่นหนาพอ

ก็อาจจะได้เห็น  “ฤทธิ์มีดสั้น”  ในวันโหวตลงมติไม่ไว้วางใจ.
“ทีมการเมือง”

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการเมือง
  • 6 มีนาคม 2554, 05:01 น.

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

 

“รมว.ทรัพย์ฯ” เผย สั่งกรมควบคุมมลพิษเร่งแก้ปัญหาน้ำเน่าเสีย หลังน้ำลด

Published ตุลาคม 29, 2010 by SoClaimon

วันที่ 29/10/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ เปิดเผยว่า หลังสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลาย อาจมีปัญหาใหญ่ที่น่าเป็นห่วงคือ ปัญหาน้ำเน่าเสีย ซึ่ง นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้กำชับให้กรมควบคุมมลพิษหาแนวทางแก้ไข ด้วยการระบายน้ำออกจากพื้นที่ท่วมขังโดยด่วน ซึ่งสภาพน้ำท่วมที่กำลังกลายเป็นปัญหาน้ำเน่าเสีย เกิดขึ้นแล้วที่ จ.อุทัยธานี โดยพบว่าน้ำท่วมขังเริ่มมีสีดำคล้ำ และมีกลิ่นเหม็น เช่นเดียวกับ จ.ลพบุรี สภาพน้ำท่วมขังนาน 2 สัปดาห์ ขณะนี้น้ำเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำเช่นกัน

กรมป่าไม้จัดกิจกรรม วันรักต้นไม้ประจำปี น้อมถวาย”สมเด็จย่า”

Published ตุลาคม 22, 2010 by SoClaimon

วันที่ 21/10/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงมีด้วยพระราชปณิธานอันแน่วแน่ที่จะฟื้นฟูป่าของประเทศที่กำลังเสื่อมโทรม ให้มีความสมบูรณ์ขึ้น นอกจากทรงปลูกป่าอย่างต่อเนื่องแล้ว ยังเสด็จไปบำรุงรักษา พรวนดิน และให้ปุ๋ยด้วยพระองค์เอง และเป็นที่มาของการกำหนดให้วันที่ 21 ตุลาคมของทุกปีเป็นวันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ เพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้ร่วมแรงร่วมใจบำรุงรักษาต้นไม้ที่ปลูกไว้ตามสถาน ที่ต่างๆ ถวายแก่สมเด็จย่า

โดย ในปีนี้กรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้เตรียมจัดกิจกรรมเนื่องในวันรักต้นไม้ประจำปีของชาติขึ้นที่พุทธอุทยาน โลก ป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำตกเขาอี้โต้ อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี โดยมีกิจกรรมบำรุงรักษาต้นไม้ ด้วยการใส่ปุ๋ย พรวนดิน กำจัดวัชพืชที่โคนต้นไม้ภายในอุทยาน รวมทั้งประสานทุกจังหวัดให้ร่วมจัดกิจกรรมบำรุกรักษาต้นไม้ในพื้นที่ตัวเอง

นาย สุวิทย์ รัตนมณี อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากกิจกรรมดังกล่าวแล้ว ในบริเวณงานได้จัดแสดงนิทรรศการ และเพื่อให้ประชาชนได้ร่วมแรงร่วมใจในการปลูกและดูแลรักษาต้นไม้ในบริเวณ บ้านและสถานที่ต่างๆ กรมป่าไม้ได้นำกล้าไม้สักมงคลสายพันธุ์เสาชิงช้า จำนวน 1,000 ต้น แจกจ่ายให้กับประชาชนที่มาร่วมงานด้วย

“ใน วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ ที่ 21 ตุลาคมนี้ ขอเชิญชวนประชาชนร่วมกันปลูกและดูแลรักษาต้นไม้ในพื้นที่บ้านเรือน หรือสถานที่ต่างๆ เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญู กตเวทิตา แด่สมเด็จย่าที่เป็นที่รักยิ่งของคนไทย” นายสุวิทย์ กล่าว

ทส.ประกาศแผนงานก้าวสู่ปีที่9 เดินหน้าดึงชุมชนฟื้นสิ่งแวดล้อม

Published ตุลาคม 18, 2010 by SoClaimon

วันที่ 12/10/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) กล่าวในโอกาสการจัดงานคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 8 ปีของ ทส. ว่า ในโอกาสการดำเนินงานของทส.ครบ 8 ปีและก้าวสู่ปีที่ 9 ขอให้หน่วยงานในสังกัด 10 ส่วนราชการ 5 รัฐวิสาหกิจ 2 องค์การมหาชน ร่วมมือกันทำงานทั้งด้านการสงวน อนุรักษ์ พัฒนา ฟื้นฟู และปกป้องรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศให้กลับคืนสมบูรณ์ อีกครั้ง โดยเน้นการมีส่วนร่วมระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชน

สำหรับในรอบปีที่ผ่าน ทส. มีงานที่สำคัญ อาทิ การจัดตั้งศูนย์บัญชาการยุทธการแก้ไขปัญหาวิกฤตป่าไม้ของชาติและศูนย์ปฎิบัต ิการแก้ไขปัญหาวิกฤตป่าไม้ของชาติ 7 แห่ง เพื่อเฝ้าระวัง ควบคุม ติดตาม ประสานส่งหน่วยเฉพาะกิจเข้าไปตรวจตระเวณการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ใน พื้นที่วิกฤติ 198 แห่ง ครอบคลุม 30 จังหวัด

โครงการพุทธอุทยานโลก เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม โดยนำพระสงฆ์ที่ปฎิบัติธรรมหรือตั้งสำนักสงฆ์อยู่ในพื้นที่ป่าไม้ก่อนการ ประกาศเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ หรือเขตพื้นที่อนุรักษ์ จำนวน 6,039 แห่ง ร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และรักษาสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการสนับสนุนการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาวิกฤติด้านสิ่ง แวดล้อมและมลพิษ โดยออกประกาศกระทรวง เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบปฎิบัติ และแนวทางในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม

“อีกหนึ่งโครงการที่สำคัญคือโครงการ “น้ำถึงไร่นา ประปาถึงทุกบ้าน” ซึ่งได้มีการจัดรับฟังความคิดเห็นและรับทราบความต้องการของประชาชนและผู้มี ส่วนได้ส่วนเสียในระดับพื้นที่ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำทั้งในภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การอุปโภคบริโภค อันจะเป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ลดรายจ่ายให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน”นายสุวิทย์ กล่าว

ทส.เข้มปราบขรก.ขี้ฉ้อ “สุวิทย์”เตือนหยุดใช้เก้าอี้หาประโยชน์/เจอมอดไม้ที่ไหน-เด้งผู้บริหารก่อน

Published ตุลาคม 8, 2010 by SoClaimon

วันที่ 8/10/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวในการเป็นประธานในงานวันคล้ายวันสถาปนากรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อส.) ครบรอบ 8 ปี ก้าวสู่ปีที่ 9 ว่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีภารกิจหลักด้านการอนุรักษ์ คุ้มครอง และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ในเขตพื้นที่อนุรักษ์ โดยการคุ้มครอง ป้องกันพื้นป่าอนุรักษ์เดิมที่มีอยู่ และฟื้นฟูสภาพป่าเสื่อมโทรมให้สมบูรณ์ด้วยกลยุทธ์การส่งเสริม กระตุ้น และปลุกจิตสำนึกให้ชุมชนมีความสำนึกห่วงแหน แต่จนถึงปีนี้ยังมีการบุกรุก การตัดไม้ทำลายป่า การล่าสัตว์คุ้มครองอยู่ แสดงว่าเราทำงานยังไม่ประสบความสำเร็จ

“ต่อจากนี้ไปให้ทุกคนตั้งแต่ผู้บริหารสำนัก หัวหน้าอุทยานต่างๆกลับอยู่ในพื้นที่ทำงานให้เต็มที่ไม่ต้องมาติดตามนาย วิ่งเต้นโยกย้ายตำแหน่ง หยุดหาผลประโยชน์ที่มิชอบ หากมีการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่า มีการลักลอบล่าสัตว์ในพื้นที่อุทยานที่ไหน หัวหน้าอุทยานนั้นต้องรับผิดชอบ หากท่านไม่สามารถหยุดสิ่งพวกนี้ หรือหยุดหาผลประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่ ผมจะเป็นคนหยุดพวกท่านเอง “นายสุวิทย์ กล่าว

นายสุนันท์ อรุณนพรัตน์ อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่าอส. มีพื้นที่รับผิดชอบป่าอนุรักษ์ทั้งหมด 61 ล้านไร่ แบ่งเป็นอุทยานแห่งชาติ 148 แห่ง วนอุทยาน 113 แห่งเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่า 87 แห่ง เขตห้ามล่าสัตว์ป่า 60 แห่ง สวนพฤกษศาสสตร์ 8 สวน สวนรุกขชาติ 55 สวน สวนพฤกษศาสตร์วรรณคดี 4 สวน และสวนรวมพรรณไม้ป่า 60 พรรษามหาราชินี จำนวน 4 สวน ในปี2543 อส.ได้ดำเนินโครงการที่สำคัญหลายโครงการ อาทิ โครงการ 60 ปี อุทยานแห่งชาติได้ร่มพระบารมี 60 ปี แห่งการบรมราชาภิเษก โครงการปลูกยางนา จากป่าสู่วัง จากวังสู่เมือง การเป็นเจ้าภาพจัดประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการอนุรักษ์เสือโคร่ง การค้นพบพรรณไม้ใหม่ของโลก การณรงค์ต่อต้านการค้าสัตว์ป่าและพันธุ์พืชป่าที่ผิดกฎหมาย การณรงค์ต่อต้านการค้างาช้างที่ผิดกฎหมาย การประชุมระดมความคิดเห็นเพื่อแก้ปัญหาการลักลอบค้านกกรงหัวจุก การจัดตั้งคลีนิกสัตว์ป่า โครงการคืนสัตว์ป่าให้พงไพร เทิดไท้มหาราชา การเฝ้าระวังป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายไข้หวัดนกในนกธรรมชาติ เป็นต้น

แอบฟัง”ฮอตไลน์”จากลอนดอน คำสั่งกำจัด”สุวิทย์ คุณกิตติ”ของ “แฟรงค์ ซิเนตร้า”

Published ตุลาคม 5, 2010 by SoClaimon

วันที่ 24/9/2008

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

พอสิ้นคำแถลงของ สุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน กรณีไม่รับตำแหน่งในรัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พลันเกิดคำถามตัวโตๆขึ้นมาว่าเกิดอะไรขึ้นกับพรรคเพื่อแผ่นดินและเกิดอะไร ขึ้นกับนายกรัฐมนตรีที่ชื่อสมชาย วงศ์สวัสดิ์

หากใครต่อใครติดตามบทบาทของ สุวิทย์ คุณกิตติ อดีตรองนายกฯและรมว.อุตสาหกรรม ย่อมทราบดีว่าบทบาทของ สุวิทย์ บทบาทของฝ่ายค้านในรัฐบาลหรือที่ภาษาการเมืองเขาเรียก “หอกข้างแคร่”

จนที่สุด สุวิทย์ ร่วมรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช ได้ไม่กี่เดือนก็ถูกแรงกดดันให้ทิ้งตำแหน่งรองนายกฯและรมว.อุตสาหกรรม

เมื่อรัฐบาล สมัคร พ้นจากเก้าอี้ เลยมาถึงรัฐบาล สมชาย มีคนตั้งคำถามว่า แล้ว สุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน จะกลับเข้าร่วมรัฐบาลกับ ครม.สมชาย1หรือไม่

เพราะก่อนหน้านี้ นายสุวิทย์ และลูกพรรคเพื่อแผ่นดินบางส่วน ประกาศเข้าร่วมรัฐบาลแต่ไม่เห็นด้วยกับการกลับเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อีกครั้งของ นายสมัคร สุนทรเวช

อันนี้เป็นจุดยืนที่ชัดเจนทั้งต่อหน้าและลับหลังที่นายสุวิทย์ ประกาศออกไป ซึ่งแน่นอนว่าย่อมทำให้คนในพรรคพลังประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเพื่อนเนวิน ภายใต้การนำของ นายเนวิน ชิดชอบ ที่สนับสนุนนายสมัคร เป็นนายกฯอีกครั้งหนึ่งไม่พอใจ

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้นายสมัคร ถูกปฏิเสธจากพรรคร่วมรัฐบาลอีก 4 พรรคที่เหลือ และทำให้การประชุมสภาล่มไม่สามารถดำเนินการได้ จนต่อมานายสมัคร ยอมหลีกทางให้นายสมชาย ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อแผ่นดินและอีก 4 พรรคจึงตกลงร่วมรัฐบาลนายสมชาย

จากนั้นก็มีการเปิดฉากเอาคืนของกลุ่มที่ไม่ชอบบทบาทของ นายสุวิทย์ เพราะอย่าลืมว่าในระหว่างการร่วมรัฐบาลสมัคร นายสุวิทย์ คัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อช่วยเหลือพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว พร้อมกับเรียกร้องให้พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม เท่านั้นไม่พอ นายสุวิทย์ ยังไปขวางโครงการรถเมล์ 6 พันคันของ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.คมนาคมกลุ่มเพื่อนเนวิน คัดค้านการลงนามยกเขาพระวิหารให้กัมพูชา ที่ใครต่อใครก็รู้ว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ประโยชน์

เรียกว่าสวมบทก้างขวางคอหรือล้วงอ้อยออกจากปากช้าง

ความแค้นหลากหลายประเดประดังกันเข้ามา แต่พรรคเพื่อแผ่นดินยังเชื่อว่าการจัดสรรบุคคลไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี เป็นเอกสิทธิ์ของแต่ละพรรคที่จะเสนอชื่อใครไปก็ได้ และในการหารือกันระหว่าง 3 ส.คือสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลีและ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ กับแกนนำพรรคเพื่อแผ่นดิน ทั้ง นายสุวิทย์ นายพินิจ จารุสมบัติ นายปรีชา เลาหพงษ์ชนะ และว่าที่ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี ก็ได้รับการยืนยันว่าพรรคพลังประชาชนไม่ก้าวก่ายพรรคเพื่อแผ่นดิน

จนกระทั่งมีข่าว 40 ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวิน เข้าชื่อต่อต้านการกลับเข้าเป็นรัฐมนตรีในครม.สมชาย1 ซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วไปว่าหากนายสุวิทย์ กลับมาเป็นรัฐมนตรี จะทำให้การดำเนินการทางการเมืองของพรรคเพื่อแผ่นดิน โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสานมีความคล่องตัว เพราะคนเป็นหัวหน้าพรรคต้องมีตำแหน่งในรัฐบาล เมื่อยุบสภาก็จะทำหน้าที่รักษาการรัฐมนตรี มีโอกาสช่วยลูกพรรคในการหาเสียง จึงทำให้กลุ่มเพื่อนเนวิน ซึ่งมีพื้นที่เลือกตั้งทับซ้อนกับพรรคเพื่อแผ่นดิน วางแผนต่อต้านนายสุวิทย์

เมื่อเหตุการณ์จะบายปลาย นายพินิจ นายสุวิทย์ นายปรีชา และว่าที่ร.ต.ไพโรจน์ จึงเดินทางเข้าพบ นายสมชาย ที่บ้านพักหมู่บ้านเบเวอร์รี่ฮิลล์ เพื่อสอบถามความชัดเจนกรณีดังกล่าว ซึ่งนายสมชาย ได้ยืนยันต่อหน้าแกนนำพรรคเพื่อแผ่นดินทั้ง4คนว่าไม่ก้าวก่ายพรรคร่วมรัฐบาล และไม่ขัดข้องที่นายสุวิทย์ จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี

แต่กลุ่มเพื่อนเนวิน และกลุ่มที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับ นายสุวิทย์ ยังไม่ละความพยายาม โดยครั้งสุดท้ายก่อนนายสมชาย ส่งรายชื่อให้เลขาธิการครม.ไปตรวจสอบ มีการรื้อโผใหม่ ซึ่งในบ้านนายสมชาย มีเจ๊แดง นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ นายเนวิน ชิดชอบ นายยงยุทธ ติยะไพรัช นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงษ์ไพศาล อยู่ในนั้นด้วย พร้อมกับมีสายด่วนจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กำชับครั้งสุดท้ายว่าไม่เอาสุวิทย์

บรรยากาศที่บ้านพักเบเวอร์รี่ฮิลล์เริ่มตึงเครียดเพราะ นายสมชาย ไปรับปากกับแกนนำพรรคเพื่อแผ่นดินแล้วว่าไม่ขัดข้องที่นายสุวิทย์ จะเป็นรัฐมนตรีอีกครั้ง นายสมชาย จึงไม่กล้าบอกเรื่องนี้กับนายสุวิทย์เอง ในที่สุดที่ประชุมวันนั้นจึงมอบหมายให้นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ซึ่งถือว่าเป็นผู้ใหญ่ที่มีความเหมาะสมในการวางตัว บากหน้าไปบอกนายพินิจ ว่านายใหญ่ที่ลอนดอนไม่เอาสุวิทย์

เรื่องนี้ทำให้นายพินิจโกรธมาก ลำพังปัญหาในพรรคก็มากพอ ยังมีปัญหานอกพรรคเข้ามาให้แก้อีก ตอนแรกมีการต่อรองกันพอสมควร แต่เมื่อฝ่ายเจ๊แดง ยืนกรานว่าไม่เอาสุวิทย์ แถมจะยึดโควต้าเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมคืนอีก นายพินิจ จึงยอมเปลี่ยนนายสุวิทย์ ออกแล้วให้พล.ต.อ.ประชา พรมนอก ซึ่งอยู่ในสังกัดกลุ่มวังพญานาคไปแทน

ขณะที่ปัญหากลุ่มบ้านริมน้ำของ นายสุชาติ ตันเจริญ ที่ต้องการให้ นายพิเชษฐ ตันเจริญ เป็นรัฐมนตรี นั้นจบแล้วเนื่องจากมีกันแค่ 3 เสียง แม้จะได้นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ ที่พลาดหวังเก้าอี้รัฐมนตรีไปเป็นแนวร่วมเสียงก็ยังไม่พอ ทำอะไรกลุ่มนายพินิจไม่ได้

ความจริงคนในพรรคเพื่อแผ่นดิน ก็เป็นคนที่เคยอยู่ในชายคาไทยรักไทยมาก่อน แต่ทำไมคนในไทยรักไทยเดิมถึงมองเพื่อแผ่นดินเป็นศัตรู ขนาดนายสมัคร จะโดนคดีชิมไปบ่นไปซึ่งครม.ต้องพ้นทั้งคณะ ต้องรีบปลดนายสุวิทย์ออกจากรองนายกฯเพราะกลัวจะได้เป็นรักษาการนายกฯเพราะมี รองนายกฯคนเดียวที่ไม่ได้เป็นส.ส. นอกจากนี้ยังระแวงว่านายสุวิทย์ เป็นพวกเดียวกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเพียงแค่กลุ่ม พันธมิตรฯยื่นถอดถอนครม.ทั้งคณะกรณียกเขาพระวิหารให้เขมรแต่เว้นชื่อนายสุ วิทย์ไว้เท่านั้น

มีคำถามจากคนในพรรคเพื่อแผ่นดินว่า คนที่ลอนดอนเกลียดและกลัว นายสุวิทย์ เรื่องอะไร หากใครยังไม่รู้คำตอบ หลังโปรเกล้าครม.ใหม่ นายสุวิทย์ จะมาให้คำตอบด้วยตัวเอง

“ลาออก”หรือ”ยุบสภา” ถึงเวลา”สมัคร”ต้องตัดสินใจ?

Published ตุลาคม 4, 2010 by SoClaimon

วันที่ 9/9/2008

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

สถานการณ์การชุมนุมขับไล่”รัฐบาลนอมินี่ระบอบทักษิณ” ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ยืดเยื้อมากว่า 3 เดือน ท่ามกลางความดื้อดึงแข็งขืนของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่ยังคงมีท่าทีแข็งกร้าว จนถึงกับประกาศใช้พรก.บริหารราชการแผ่นดินในภาวะฉุกเฉิน ที่ยิ่งทำให้การเมืองไทยเข้าสู่ทางตัน เกิดเป็นวิกฤติการณ์ครั้งร้ายแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา สร้างความเสียหายใหญ่หลวงแก่ชาติบ้านเมือง

จึงเป็นที่ประจักษ์แก่ทุกฝ่ายว่า หากยังปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อต่อไปเช่นนี้ โดยที่ไม่มีทางออกใดๆ ประเทศชาติก็จะไปสู่จุดหายนะล่มจมได้

ในท่ามกลางแรงกดดันของฝ่ายต่างๆไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ เศรษฐกิจ ภาคสังคม กลุ่มองค์กรนักวิชาการ สถาบันการศึกษาต่างๆที่เหลืออดเหลือทนยิ่งขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะต่อบทบาทในการแก้ไขวิกฤติบ้านเมืองของระบอบรัฐสภาไทยที่ดูเหมือนไม่ อาจเป็นที่พึ่งที่หวังได้เลย จึงทำให้ผู้นำฝ่ายนิติบัญญัติทั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร,ประธานวุฒิสภา และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนฯต้องร่วมหารือแนวทางแก้ไขวิกฤติ เพื่อกอบกู้ศรัทธาต่อระบอบรัฐสภาคืนมา โดยมอบให้นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เป็นตัวกลางไปเจรจากับฝ่ายรัฐบาลและพันธมิตรฯเพื่อหาทางออกให้ได้

จนนำมาสู่การหารือร่วมกันล่าสุดของตัวแทน 7 พรรคการเมืองในสภาฯทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน กับฝ่ายวุฒิสภา เพื่อเสนอทางออกผ่านนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ไปเสนอต่อนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีให้ตัดสินใจ ท่ามกลางกระแสข่าวว่า ข้อเสนอที่ให้ไป รวมถึงการให้”ลาออก”หรือไม่ก็”ยุบสภา”เสีย

นี่จะเป็นแรงกดดันที่หนักหน่วง พอที่จะทำให้นายกรัฐมนตรีผู้ได้ชื่อว่า “ดื้อสุดขีด”ผู้นี้ จะสยบยอมหรือไม่ เช่นไร นับเป็นสถานการณ์ที่ทุกฝ่ายต้องจับตาด้วยใจระทึก และหากยังดื้อด้านที่จะใช้แนวทางที่ 3 ตามที่เคยประกาศหลายครั้ง คือ ไม่ยุบ-ไม่ลาออก แต่จะอยู่เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ด้วยข้ออ้างเพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยแล้วไซร้ ในส่วนของพรรคการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาลจะก่อกระแสกดดันอะไรเพิ่มเติมหรือไม่

แต่หากพรรคร่วมรัฐบาลไม่รู้สึกรู้สมต่อกระแสสังคม ยังยืนยันที่จะ”กระเตง”กันไปแบบนี้ ทำให้ชาติบ้านเมืองยิ่งเสียหายล่มจมมากขึ้น ก็น่าเป็นห่วงยิ่งว่า สถานการณ์อาจจะก้าวไปซ้ำรอยเหตุการณ์”พฤษภาทมิฬ”เมื่อปี 2535 ที่พรรคร่วมรัฐบาลซึ่งล้วนแต่เป็นหน้าเดิมๆในเวลานี้ ได้ร่วมกันยืนกรานไม่ฟังเสียงต่อต้านของประชาชน จนนำไปสู่เหตุจลาจล”นองเลือด”ในที่สุด กลายเป็น”ตราบาป”ที่ทุกวันนี้ ก็ยังล้างคราบคาวกันไม่หมด

แล้วหนนี้ พรรคร่วมรัฐบาลยังจะทำความผิดพลาด ก้าวซ้ำรอยเดิมอีก?

หรือจะต้องให้คนรุ่นหลังจารึกประวัติศาสตร์อันอัปยศไปชั่วลูกหลาน
นายชัย ชิดชอบ
ประธานสภาผู้แทนราษฎร

“รัฐสภาในฐานะตัวแทนของประชาชนได้ปรึกษาเพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน สรุปได้ว่า ที่ประชุมได้มอบหมายให้เลขาธิการพรรคพลังประชาชนไปเรียนท่านนายกรัฐมนตรี ถึงข้อห่วงใยและข้อมูลต่างๆที่ได้มีการพูดคุยกัน เมื่อได้คำตอบอย่างไร ให้มาแจ้งให้ที่ประชุมรับทราบ

โดยส่วนใหญ่ยังมีความมั่นใจว่า ประธานวุฒิสภาจะเป็นคนกลางที่ประสานประโยชน์ของทุกฝ่ายได้ แต่การจะให้ทุกอย่างจบภายในวันเดียวคงเป็นไปไม่ได้ ต้องค่อยเป็นค่อยไปเพราะปัญหาที่เกิดขึ้นมันหมักหมมพอสมควร

ถามเหตุใดจึงต้องให้เลขาฯพรรคพลังประชาชนไปแจ้งนายกฯด้วย

นายชัย-ก็ทุกอย่างอยู่ที่นายกฯว่าจะตัดสินใจอย่างไร เราให้ไปเรียนถึงเรื่องที่เกิดขึ้นและเรื่องที่จะต้องแก้ไข

ถาม-มีข้อเสนอให้นายกฯยุบสภาหรือลาออกใช่หรือไม่

นายชัย-ก็แล้วแต่เลขาธิการพรรคพลังประชาชนจะไปปรึกษากับนายกฯเอง เพราะคิดว่า ถึงนายกฯลาออกปัญหาก็คงไม่จบ และการทำประชามติก็ยังไม่สามารถทำได้ แต่ปัญหาของประชาชนทั้งประเทศเป็นเรื่องใหญ่ หากทุกฝ่ายยังประจันหน้ากันอยู่ เศรษฐกิจของประเทศมีแต่ทรุดลงทุกวัน ต่างประเทศก็ไม่เชื่อมั่น

ถาม-มีข้อเสนออะไรไปยังพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหรือไม่

นายชัย-ไม่กล้าบังอาจ

ถาม-มีข้อเสนอให้พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัวหรือไม่

นายชัย-ได้สอบถาม 6 พรรคร่วมรัฐบาลแล้ว เขาก็ร่วมมือ ผนึกกันแน่น ไม่มีพรรคใดถอนตัว ขณะนี้เราขอร้องให้ทุกฝ่ายถอยคนละก้าว

ถาม-การประชุมร่วมฝ่ายนิติบัญญัติและพรรคร่วมรัฐบาลครั้งนี้ ถือว่าล้มเหลวหรือไม่

นายชัย-ไม่ล้มเหลว บรรยากาศของบ้านเมืองจะเริ่มดีขึ้นเพราะลูกเห็บตกแล้ว และทันทีที่ต่างฝ่ายต่างถอยคนละก้าวก็ควรจะยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินได้แล้ว”
ประสพสุข บุญเดช
ประธานวุฒิสภา

“ผมได้ตั้งคณะทำงานประสานขึ้นมาจำนวน 8 คน ประกอบด้วยส.ว. 7 คน และนางสุวิมล ภูมิสิงหราช เวลขาธิการวุฒิสภาเป็นเลขานุการคณะทำงาน จากนั้นได้เข้าเจรจากับพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ดยมีพล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช และพล.ร.อ.ณรงค์ ยุทธวงศ์ คณะทำงาน เป็นผู้ประสาน

โดยจากการหารือพล.อ.อนุพงษ์ ได้แสดงความห่วงใยกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และอยากให้ทุกฝ่ายยึดความมั่นคงและประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก พร้อมทั้งเรียกร้องให้หันหน้าเข้าหากัน ถอยคนละก้าว ขณะเดียวกันพล.อ.อนุพงษ์ ได้สนับสนุนให้ฝ่ายรัฐสภาช่วยกันแก้ปัญหาของประเทศชาติ โดยทางทหารยืนยันจะไม่ใช้กำลังสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร และจะไม่มีการทำปฏิวัติรัฐประหารอยางเด็ดขาด เพราะเห็นว่า วิธีการของรัฐสภาจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ผมยังได้ประสานไปยังกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่ยังไม่มีการพบปะเจรจากัน เพราะจังหวะเวลาไม่เอื้ออำนวย ซึ่งผมเข้าใจว่า จะต้องให้เวลา โดยยืนยันว่า ผมยังรออยู่และจะเปิดประตูที่จะเป็นคนกลางในการเจรจาต่อไป

จากที่คณะทำงานได้นำข้อมูลข้อคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆมาสนทนาอภิปรายร่วมกันถึง แนวทางการแก้ปัญหา แนวทางที่น่าจะเป็นทางออกในขณะนี้คือ ทุกฝ่ายควรลดทิฐิ และเสียสละเพื่อประเทศชาติ และถอยกันคนละก้าว โดยมีแนวทางปฏิบัติ 3 ข้อ คือ

1.นายกฯควรประกาศลาออกเพื่อเปิดให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่ทุกฝ่ายรับได้ และรัฐบาลใหม่ทำหน้าที่ชั่วคราวในระยะสั้นก่อนคืนอำนาจให้ประชาชน หรือนายกฯควรประกาศยุบสภา เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนได้เลือกตั้งผู้แทนราษฎรเข้ามาใหม่ 2.พันธมิตรต้องเคารพและปฏิบัติอยู่ภายใตกฎหมายและยุติการชุมนุม และ 3. สำหรับแนวทางการทำประชามติที่นายกฯเสนอนั้น คณะทำงานเห็นว่าไม่น่าปฏิบัติในตอนนี้”
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

“ท่านประธานวุฒิสภาได้รายงานสิ่งที่ได้ไปทำมา ซึ่งยอมรับกันว่า ไม่มีความคืบหน้าเท่าที่อยากจะเห็น เพราะยังมีความยากลำบากที่จะนำ 2 ฝ่ายมาเจรจากัน ส่วนการหารือดังกล่าวก็มีความเห็นที่หลากหลายและมองสถานการณ์ในหลายแง่มุม แต่ในส่วนของผมไม่ได้มีการเสนออะไรเพิ่มเติม นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้วิเคราะห์ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาจากหลายแง่มุม แต่ในที่สุดการดำเนินการโดยระบบรัฐสภาต้องขึ้นอยู่กับเสียงข้างมากในสภาผู้ แทนราษฎร ซึ่งก็คือพรรคร่วมรัฐบาล 6 พรรค โดยพรรคเหล่านี้ได้รับความเห็นต่างๆในวันนี้ไปแจ้งกับฝ่ายรัฐบาล

ถาม-จากการหารือ คาดหวังหรือไม่ว่า สถานการณ์จะคลี่คลายหรือคงอยู่อย่างนี้ต่อไป

นายอภิสิทธิ-ผมยังเป็นห่วงอยู่ อย่างไรก็ตาม ผมไม่คิดว่าฝ่ายค้านและวุฒิสภาเป็นตัวประกอบ เพราะเราทำตามหน้าที่ และรัฐบาลก็เรียกร้องให้ทุกอย่างอยู่ในระบบ

ผมรู้สึกหนักใจและเป็นห่วงว่าสถานการณ์จะคลี่คลายได้อย่างไร เพราะยังมองไม่เห็นว่ามีวิธีใดจะเป็นหลักประกันได้ และเห็นได้ชัดว่า ประชาชนมีความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจและสังคม แต่การทำให้แต่ละฝ่ายพยายามเข้าใจอีกฝ่าย ยังมีน้อยมาก คือ ต่างฝ่ายต่างมองในมุมของตัวเอง ซึ่งนี่เป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุด ไม่ใช่ในกลุ่มผู้นำเท่านั้น แต่รวมถึงประชาชนด้วย ผมคิดว่าถ้าสามารถทำให้สังคมสมานฉันท์ได้ ต้องเริ่มต้นจากการพยายามเข้าใจคนอื่นก่อน มิฉะนั้นคงเป็นเรื่องที่ยากลำบาก”
นายมั่น พัธโนทัย
รองนายกฯและรมว.ไอซีที
รองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน

“ที่ประชุมได้มอบหมายนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชนไปหารือกับนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้นายกฯและรัฐบาลลดอุณหภูมิลงบ้าง และขอให้ฟังทุกฝ่ายบ้าง เพื่อสร้างสถานการณ์ทางการเมืองให้ดีขึ้น ในเมื่อต่างคนต่างแข็งกร้าว จึงเห็นว่า ควรให้นพ.สุรพงษ์คุยกับนายกฯเพื่อหาทางอะลุ่มอะลวยกัน ซึ่งอาจจะเป็นการส่งสัญญาณที่ดีขึ้น

แต่อย่างไรก็ตามหลังจากที่นพ.สุรพงษ์ไปคุยกับนายสมัครแล้วก็จะมีการประชุม อีกรอบเพื่อแจ้งให้ทุกฝ่ายรับทราบผลการเจรจาว่าเป็นไปในทิศทางไหน”
นายสุวิทย์ คุณกิตติ
หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน

“เราควรยึดหลักการในระบอบประชาธิปไตย แต่ทุกอย่างก็ต้องอยู่ที่การตัดสินใจของนายกฯ หากนายกฯไม่ตัดสินใจแก้ไข ปัญหาก็แก้ไขไม่ได้ ซึ่งหากนายกรัฐมนตรีแก้ไขปัญหาไม่ได้ก็ควรเปิดโอกาสให้คนอื่นมาแก้ไข หรือไม่ก็ยุบสภาเพื่อให้ประชาชนเป็นคนตัดสิน

แต่อย่างไรก็ตามทุกอย่างก็อยู่ที่อำนาจของนายกฯว่าจะดำเนินการอย่างไร ทั้งหมดก็เป็นการพูดในหลักการของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งจะเห็นว่า นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นหรือนายกฯแคนาดาก็ลาออกเพื่อแสดงสปิริตกันทั้งนั้น”
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี
รองนายกฯและรมว.คลัง
เลขาธิการพรรคพลังประชาชน

“ที่ประชุมได้มอบหมายให้ผมไปพูดคุยกับท่านนายกฯ ซึ่งข้อเสนอนั้นมีหลากหลาย การพูดคุยวันนี้ ผมไม่รู้สึกหนักใจที่จะไปพูดคุยกับนายกฯและการหารือวันนี้ไม่ได้มีการพูดคุย เรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยคดีชิมไปบ่นไปด้วย

ถาม-พรรคร่วมรัฐบาลยังจับมือกันแน่นเหมือนเดิม ไม่มีการเปลี่ยนขั้วใช่หรือไม่

นพ.สุรพงษ์-ก็ไม่ได้พูดคุยกัน เราคุยถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เป็นประโยชน์หลายอย่าง และยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน

ถาม-ประธานวุฒิสภาเสนอให้มีการยุบสภา

นพ.สุรพงษ์-อันนี้เป็นเพียงข้อเสนอหนึ่งยังไม่มีการลงมติ วันนี้เป็นเพียงการระดมความเห็น

ถาม-จะมีการพูดคุยกับพันธมิตรฯหรือไม่

นพ.สุรพงษ์-พรรคร่วมรัฐบาลไม่ได้ปิดกั้นการเจรจากับกลุ่มใดๆทั้งสิ้น

พัฒนาท่องเที่ยวมอหินขาว กรมป่าไม้จับมือกรมอุทยานและจ.ชัยภูมิฟื้นป่า”ภูแลนคา”

Published ตุลาคม 1, 2010 by SoClaimon

วันที่ 1/10/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า จังหวัดชัยภูมิ กรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจโครงการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวมอหินขาว ป่าสงวนแห่งชาติป่าภูแลนคาด้านทิศเหนือ จ.ชัยภูมิ ซึ่งถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันดำเนินการพัฒนา พื้นที่ป่าไม้ในลักษณะของการบูรณาการ โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่

การลงนามครั้งนี้สืบเนื่องจาก จ.ชัยภูมิ ได้เสนอโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวมอหินขาว ป่าสงวนแห่งชาติป่าภูแลนคาด้านทิศเหนือ ให้กรมป่าไม้พิจารณาดำเนินการ โดยโครงการที่เสนอนั้นจะมีการสร้างสิ่งก่อสร้างและทางเดิน 6 รายการ วงเงิน 4,350,000 บาท ในพื้นที่ดำเนินการ 4,500 ไร่ ขณะที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีหนังสือด่วนที่สุดแจ้งให้กรมป่าไม้ทราบว่า ขออนุญาตปรับปรุงพัฒนาและก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกในบริเวณแหล่งท่อง เที่ยวมอหินขาว พื้นที่เตรียมการผนวกเป็นอุทยานแห่งชาติภูแลนคา โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และจังหวัดชัยภูมิ จะสนับสนุนงบประมาณเพื่อปรับปรุงถนนดินลูกรังในแหล่งท่องเที่ยวมอหินขาว พื้นที่เตรียมการผนวกเป็นอุทยานแห่งชาติภูแลนคา จำนวน 3 สาย รวมระยะทาง 6.2 กิโลเมตร และปรับปรุงพื้นที่เพื่อรองรับการก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกในแหล่งท่อง เที่ยวมอหินขาว จำนวน 7 รายการ พร้อมทั้งปรับปรุงภูมิทัศน์ โดยมีวงเงินทั้งสิ้น 7,177,635 บาท รวมพื้นที่ที่จะทำการปรับปรุงประมาณ 24 ไร่

สำหรับการดำเนินการ กรมป่าไม้ได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาโครงการ มี นายชลธิศ สุรัสวดี รองอธิบดีกรมป่าไม้ เป็นประธานคณะกรรมการ โดยในขั้นแรกกำหนดให้มีการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกันระหว่าง 3 หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการพัฒนาพื้นที่ เพื่อประโยชน์ของส่วนรวมภายใต้หลักการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ในทรัพยากร ธรรมชาติอย่างยั่งยืน สร้างจิตสำนึกในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติของท้องถิ่น และพัฒนาพื้นที่ เพื่อประโยชน์ของส่วนรวมโดยการให้ประชาชนมีส่วนร่วม สนองนโยบายของรัฐบาลด้านการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวและบริการ ในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวของประเทศ

“เพื่อแผ่นดิน”แตกดังโพละ!!!!! หมอแวถอน-มั่น เกาะเก้าอี้

Published กันยายน 27, 2010 by SoClaimon

วันที่ 31/7/2008

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

หมายเหตุ:หลัง นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน อดีตรองนายกฯและ อดีตรมว.อุตสาหกรรม ประกาศถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีความเห็นหลากหลายของคนในพรรคติดตามมาที่น่าสนใจดังนี้
นายแว มาฮาดี แวดาโอะ
สส.นราธิวาส ในฐานะตัวแทนกลุ่มสัจจานุภาพ

ก่อนที่พรรคเพื่อแผ่นดินจะเข้าร่วมรัฐบาล ตนคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วย เนื่องจากมองไม่เห็นความชัดเจนในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ดังนั้นตลอดเวลา6 เดือน ที่ร่วมงานกันมา ตนยอมรับว่ารู้สึกอึดอัดใจ ที่ผ่านมาได้พยายามทำหน้าที่ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลในส่วนของการแก้ ปัญหาชายแดนใต้ บางครั้งเราได้ท้วงติงตั้งข้อสังเกตไปแต่กลับได้รับคำตำหนิจากฝ่ายรัฐบาลว่า “อยู่พรรคร่วมรัฐบาลแล้วเหตุใดมาท้วงติงเช่นนั้น” ซึ่งตนได้อธิบายว่า เราทำไปในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภาไม่ใช่ในฐานะฝ่ายบริหาร

เมื่อนายสุวิทย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคได้ตัดสินใจปลดล็อกเช่นนั้นตนก็ยอมรับและเห็นด้วย และการถอนตัวของพรรคเพื่อแผ่นดินก็ไม่ได้มีผลกระทบต่อการทำงานของรัฐบาล เสียงก็ยังมีเพียงพอ เพียงแต่เป็นการเพิ่มแรงการตรวจสอบมากขึ้น ซึ่งยังถือว่าพรรคเพื่อแผ่นดินยังทำประโยชน์ให้ประเทศชาติเช่นเดิม อย่างไรก็ตาม มีเพียงตนและนายมานพ ปันตนวงศ์ สส.สัดส่วน เพียงสองคนที่แสดงตนขอถอนตัวด้วย ส่วนสมาชิกคนอื่นตนไม่ทราบและยืนยันว่าไม่มีการล็อบบี้ให้ถอนตัว หรือเพื่อต่อรองเอาตำแหน่งรัฐมนตรีแน่นอน

ที่ผ่านมา ในพรรคเพื่อแผ่นดินมีการวิ่งเต้นต่อรองหาตำแหน่งเพื่อตัวเองและพวกพ้อง มากกว่าที่จะสนใจปัญหาของประเทศชาติ และประชาชน โดยเฉพาะในส่วนของปัญหาพื้นที่จังหวัดภาคใต้ ซึ่งเป็นเงื่อนไขแรกที่พรรคเพื่อแผ่นดินตอบรับในการเข้าร่วมรัฐบาล แต่เวลาผ่านไปการแก้ไขปัญหาภาคใต้ รัฐบาลกลับไม่ให้ความสนใจ ขณะที่บางกลุ่มในพรรคมีการต่อรองโดยไม่สนใจแนวนโยบายของพรรค ดังนั้นตนเห็นว่า แนวทางของนายสุวิทย์จะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับพรรคเพื่อแผ่นดิน ซึ่งสส.จังหวัดภาคใต้ในกลุ่มสัจจานุภาพบางส่วนก็เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ เพราะรับไม่ได้กับวิธีการวิ่งเต้นหาผลประโยชน์เข้าตัว

ตนยอมรับว่า ขณะนี้พรรคเพื่อแผ่นดินแตกแยกเป็นหลายความคิด ซึ่งในพรรคเองก็มีหลายกลุ่ม หลายพวก แต่ต้นอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ตนยังได้ตำหนินายสุวิทย์เช่นกันในรูปแบบแม้ว่าเนื้อหาตนจะเห็นด้วยซึ่งเป็น การสร้างความตกใจให้กับสมาชิกพรรคเนื่องจากไม่ได้มีการแจ้งล่วงหน้าให้ทราบ ซึ่งนายสุวิทย์เองได้กล่าวขอโทษและกล่าวยืนยันว่าโดยสิทธิ์ของหัวหน้าพรรค สามารถตัดสินใจที่จะกำหนดท่าทีทางการเมืองได้เพราะว่าสิทธิ์นี้ทางสมาชิก พรรคและกรรมการบริหารพรรคได้มอบให้ตั้งแต่ต้นก่อนเข้าร่วมรัฐบาล

เมื่อที่ประชุมกก.บห.พรรคก่อนหน้านี้ ได้มีมติให้หัวหน้าพรรคสามารถตัดสินใจทางการเมืองได้เลย สมาชิกพรรคน่าจะยอมรับในการตัดสินใจของหัวหน้าพรรรคด้วย หรือหากมีความเห็นต่างอยากให้พรรคได้มีการเรียกประชุมคณะผู้บริหารพรรค และส.ส.ของพรรคอีกครั้ง โดยตนยืนยันว่าหากไม่สามารถทำหน้าที่แก้ไขปัญหาภาคใต้ได้ ตนขอทำหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบรัฐบาล โดยจะไม่เข้าร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ แต่จะขอเป็นฝ่ายตรวจสอบรัฐบาลเท่านั้น
นายมั่น พัธโนทัย
รองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน (พผ.)

ได้แจ้งนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี รับทราบว่า พรรคจะยังคงร่วมรัฐบาลต่อไป และได้ส่งรายชื่อปรับคณะรัฐมนตรีในส่วนของพรรคให้กับนายสมัครแล้วเมื่อคืน ที่ผ่านมา ซึ่งพรรคเพื่อแผ่นดินจะยังได้โควตารัฐมนตรีจำนวนเท่าเดิม คือ 4 ตำแหน่ง แต่มีการปรับเปลี่ยนการดูแลงานบางกระทรวง จากเดิม รมว.อุตสาหกรรม จะปรับเปลี่ยนไปเป็น รมช.พาณิชย์ ส่วนโควตา รมว.อุตสาหกรรม นั้น คงต้องปรับเปลี่ยนไปเป็นของพรรคอื่น สำหรับผู้ที่จะมารับตำแหน่ง รมว.อุตสาหกรรม แทนนายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรค จะเป็นผู้ที่มีชื่อย่อ “ม.” ซึ่งเป็นคนในรัฐบาลอยู่แล้ว
ขณะนี้ยังไม่สามารถติดต่อนายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรค ได้ หลังจากที่เปิดแถลงข่าวว่าจะถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล แต่ขณะนี้ยังถือว่านายสุวิทย์เป็นหัวหน้าพรรคอยู่ ซึ่งพรรคจะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคหลังจากมีการโปรดเกล้าฯ รัฐมนตรีใหม่ก่อน โดยจะใช้เสียงกรรมการบริหารพรรค 1 ใน 4 เรียกประชุม ซึ่งการตัดสินใจของนายสุวิทย์อาจมีเหตุผลส่วนตัวที่จะต้องมาพูดคุยกัน อย่างไรก็ตาม กฎของพรรคไม่ได้ชี้ชัดลงไปว่าการประกาศถอนตัวจากรัฐบาลโดยไม่ผ่านการลงมติ ของพรรคจะถือว่าเป็นความผิด ขณะที่การเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคนั้นในตอนนี้นั้นคงเร็วเกินไป ต้องทำกันไปทีละขั้น ทีละตอน

-ได้คุยกับพรรคชาติไทยหรือยัง
ได้โทรศัพท์พูดคุย กับ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี และรองหัวหน้าพรรคชาติไทย แล้ว ซึ่งท่านอยากรู้ท่าทีของพรรคเพื่อแผ่นดิน ตนจึงได้ชี้แจงไปว่าไม่มีอะไร ทุกอย่างเป็นปกติ

-ปัญหาของนายสุวิทย์เป็นปัญหาส่วนตัวกับ ครม.หรือไม่
เวลาประชุมกรรมการบริหารพรรคนายสุวิทย์อาจจะมาระบายให้ฟังบ้าง

-การที่หัวหน้าพรรคออกมาถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาล แต่ สส.ในพรรคกลับไม่เห็นด้วยจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเหมือนกรณีงูเห่าหรือไม่
ยืนยันว่าไม่ใช่

“สุวิทย์”นำเพื่อแผ่นดินถอนตัว แจงปัญหาแก้รธน.-พระวิหาร-คนตีกัน คือชวนเหตุ

Published กันยายน 27, 2010 by SoClaimon

วันที่ 30/7/2008

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

หมายเหตุ:นายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกฯและรมว.อุตสาหกรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้แถลงถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล โดยให้เหตุผลหลายประการดังนี้
นายสุวิทย์ คุณกิตติ
หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน

ตนได้รับมอบหมายจากกรรมการบริหารพรรคเพื่อแผ่นดิน และ สส. ของพรรค ให้มีมติถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาล เพราะในช่วงที่จะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลจะเปิดโอกาสให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนได้ เต็มที่ โดยสาเหตุที่ต้องถอนตัวและไม่ได้เสนอชื่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้กับ นายกรัฐมนตรีแต่อย่างใด คือ 1 ปัญหาหนักใจกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งทางพรรคเคยพูดแล้วว่าเรื่องนี้สำคัญน้อยกว่าปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจที่ เกิดขึ้น ซึ่งพรรคเห็นว่าการแก้ไขเศรษฐกิจและปากท้องสำคัญกว่า และเมื่อเปิดสภาฯ จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งตนเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญประเด็นหนึ่งที่พรรคมีจุดยืนอยู่แล้ว

ข้อ 2. พรรคได้ทำหน้าที่ของพรรคร่วมรัฐบาลเป็นอย่างดีที่สุด และพยายามประคับประคองรัฐบาลเพื่อให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ และทำงานเพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้เต็มที่ แต่ก็มีหลายครั้งที่ตนเห็นว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทักท้วง และแสดงความเห็นที่แตกต่างกันกับพรรคร่วม เพราะเรามีจุดยืนอยู่บนความถูกต้องแต่อาจไม่ถูกใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องปราสาทเขาพระวิหารก็เป็นส่วนสำคัญเรื่องหนึ่งที่ พรรคมีความหนักใจ ซึ่งได้พยายามหาทางแก้ไขในช่วงที่ผ่านมา จนมีการแต่งตั้งรมว.ต่างประเทศคนใหม่ แต่ปัญหาก็ยังค้างคาอยู่ โดยเราเป็นห่วงเรื่องของอำนาจอธิปไตยและแผ่นดินไทย เพราะชื่อพรรคของเราชื่อพรรคเพื่อแผ่นดินอยู่แล้ว จึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อแผ่นดินของเรา มีมติมอบหมาย

ข้อ .3 ปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติ เช่น ประชาชนมีการไล่ตีกัน ฆ่าฟันกันในปัจจุบัน ซึ่งเราไม่อยากเห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ซึ่งเราคิดว่าแนวทางพรรคเพื่อแผ่นดินต้องการสร้างความสมานฉันท์ ไม่ต้องการสร้างความเผชิญหน้า

ทั้งนี้ตนได้เรียนให้นายกรัฐมนตรีรับทราบอยู่ระหว่างการประชุมครม. เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 51 แล้ว รวมทั้งได้โทรศัพท์หารือร่วมกับนายบรรหาร ศิลปะอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยแล้ว และต่อไปคงจะไปคุยในรายละเอียดกับนายบรรหารอีกครั้ง

ขณะนี้ได้ยินกระแสข่าวว่ามีการนำเงินมาจ้าง สส.ของพรรคเพื่อแผ่นดินเพื่อให้เป็นงูเห่าในการแยกตัวออกจากพรรคเพื่อแผ่น ดิน แต่เป็นเงินเท่าไร และเป็นกลุ่มใดที่ให้เงินเรื่องนี้ยังไม่ขอพูด แต่ยืนยันว่าเรื่องนี้จะไม่มีการเกิดกลุ่มงูเห่าเกิดขึ้นแน่นอน

ทั้งนี้เชื่อว่า สส.คงทำตามมติของพรรคเพื่อแผ่นดิน ส่วนการทำหน้าที่ในสภาฯ นั้นเป็นเอกสิทธิ์ของสส. เพราะรัฐธรรมนูญคุ้มครองเอกสิทธิ์ของความคิดเห็น

ได้ฝากให้รัฐมนตรีอุตสาหกรรมคนใหม่ เร่งแก้ปัญหาเอสเอ็มอีที่ยังประสบปัญหาการขาดสภาพคล่อง รวมถึงปัญหาอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีปัญหาเรื่องพลังงานทดแทนยังไม่ชัดเจนซึ่ง จะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน
เปิดเบื้องหลัง “หมัก-สุวิทย์”
ก่อนวินาทีแตกหักรัฐบาลลูกกรอก

สำหรับความเคลื่อนไหวการปรับคณะรัฐมนตรีหลังจากที่ล่าสุดนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี พูดชัดเจนว่า จะนำรายชื่อครม.ใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯเช้าวันที่ 30 ก.ค.นี้นั้น ซึ่งทันทีที่เสร็จภาระกิจที่โรงเรียนหอวัง ได้เดินทางกลับเข้าทำเนียบรัฐบาลทันที จากนั้นในเวลา 17.07 น. นายกฯได้เรียกนายสุรชัย ภู่ประเสริฐ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายธีรพล นพรัมภา เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เข้าหารือที่ห้องทำงาน ตึกไทยคู่ฟ้า จนกระทั่งในเวลา 18.20 น. นายบุญลือ ประเสริฐโสภา รัฐมนตรีช่วยว่าการศึกษาธิการ ได้เดินทางสมทบ ซึ่งตรงกับช่วงที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.อุตสาหกรรม และในฐานหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน เปิดแถลงข่าวลาออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล

จนกระทั่งในเวลา 18.30 น.เลขาฯครม.และนายสันติ ได้เดินทางกลับ โดยนายสุรชัยได้เดินลงด้านหลังตึกไทยคู่ฟ้า ขณะที่ผู้สื่อข่าวได้พยายามซักถามถึงความคืบหน้าในการปรับครม.โดยเลขาฯ ครม.ได้ปฏิเสธที่จะตอบคำถามโดยอ้างว่า ต้องรีบไปชี้แจงงบประมาณกับทางกรรมาธิการฯ

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม. ) นายสมัคร สุนทรเวลช นายกรัฐมนตรี ได้เรียกนายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกรัฐมนตตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มาหารือที่ห้องรับรองนายกฯ โดยนายสมัคร ได้ขอให้นายสุวิทย์ลาออกจากตำแหน่งรองนายกฯและรมว.อุตสาหกรรม เพื่อเปิดทางให้มีการปรับคณะรัฐมนตรี ทำให้นายสุวิทย์แสดงความไม่พอใจแสดงสีหน้าเคร่งเครียด พร้อมกับลุกออกจากห้องทันที

หลังจากนั้น นายสุวิทย์ ได้ขอตัวไม่เข้าร่วมประชุม ครม.โดยได้เข้ามายังห้องประชุม ครม.อีกครั้งในช่วง 20 นาทีสุดท้ายก่อนปิดการประชุม ครม.

แหล่งข่าวจากพรรคเพื่อแผ่นดิน เปิดเผยว่า ระหว่างนั้นนายสุวิทย์ ได้โทรศัทพ์มาระบายความในใจกับแกนนำพรรค โดยตัดพ้อถึงคำพูดของนายสมัคร ว่า “มันทำอย่างนี้กันได้ยังไงว่ะ ทำอะไรแปลกๆ ” ซึ่ง คนใกล้ชิดนายสุวิทย์ ได้เปิดเผยว่าน้ำเสียงของนายสุวิทย์เคร่งเครียดมาก โดยได้บอกด้วยว่า จะเปิดแถลงข่าวที่กระทรวงอุตสาหกรรม เวลา 18.00 น. แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มว่า “งานนี้ มีเอ้าท์ ”

ต่อจากนั้น เมื่อเวลา 18.10 น. นายสุวิทย์ ได้เปิดแถลงข่าวว่าพรรคเพื่อแผ่นดินขอถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล โดยอ้างว่า พรรคเพื่อแผ่นดินไม่สามารถปกป้องกรณีประสาทพระวิหารได้

อย่างไรก็ตามก่อนที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ จะเปิดแถลงข่าวที่กระทรวงอุตสาหกรรม นายสุวิทย์ ได้โทรมาพูดคุยกับสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ทีทำงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย

ด้านพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกฯและรองหัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า ทราบข่าวจากทีวี ยังไม่รู้เหตุผลที่ชี้แจง พยายามติดต่อหานายสุวิทย์ แต่ยังติดต่อไม่ได้ รู้สึกช็อคเหมือนกัน ส่วนชาตไทยจะดำเนินการอย่างไร ก็ยังไม่รู้ แต่ถ้ายังไม่ละเมิดเหตุผล 5 ข้อ ก็ยังดำเนินการอยู่

” งูเห่ากำลังจะมาอาละวาดแล้ว ” พล.ต.สนั่น กล่าวหลังจากผู้สื่อข่าวตั้งคำถามว่า งูกำลังจะอาลาะวาดแล้วใช่ไหม่

%d bloggers like this: