สุกร

All posts tagged สุกร

สุกรในอินเดีย – เรื่องน่ารู้

Published มีนาคม 12, 2013 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/agriculture/184078

วันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 00:00 น.

ที่ประเทศอินเดียชาวนาท้องถิ่นแถบชนบทห่างไกลตัวเมืองจะเลี้ยงสุกรพันธ์ุแฮมเชียร์ ซึ่งเป็นสุกรที่มีถิ่นเดิมอยู่ทางตอนใต้ของอังกฤษ เป็นสุกรที่มีแถบขาวพาดที่ไหล่ เป็นสุกรผสมระหว่างพันธุ์ที่มีสีขาวพาดที่อกกับพันธุ์ของอังกฤษ ลักษณะหน้ายาว หูตั้ง สีดำ ให้ลูกดก แข็งแรง ให้เนื้อ มีความคงทนต่อดินฟ้าอากาศและเชื้อโรค แต่มักเป็นโรคโพรงจมูกอักเสบ การเลี้ยงที่ประเทศอินเดียจะนิยมเลี้ยงเป็นฝูงแล้วต้อนออกไปหากินหญ้าในทุ่งนาแบบการเลี้ยงวัวฝูงของประเทศไทย

สำหรับสุกรที่นำมาเลี้ยงกันโดยทั่วไปในทุกวันนี้มีต้นกำเนิดมาจากสุกรป่ายุโรป ส่วนชาติแรกที่นำมาเลี้ยงเพื่อเป็นอาหารคือจีน และมีการเลี้ยงแบบปศุสัตว์มาเกือบ 5,000 ปี นอกจากนี้ยังมีบันทึกด้วยว่าประเทศอังกฤษได้นำสุกรมาเลี้ยง แล้วแพร่ไปในเขตอเมริกาโดยโคลัมบัสในช่วงปี ค.ศ. 1539 ซึ่งเป็นปีที่พบดินแดนใหม่คือฟลอริดา โดยชาวสเปนนำสุกรไปแพร่หลายในพื้นที่เหล่านี้ สำหรับประเทศไทยเริ่มเลี้ยงสุกรโดยชาวจีนที่อยู่ในไทย เลี้ยงเพื่อเป็นอาหารและอาชีพเสริม เป็นสุกรพันธุ์พื้นเมืองของจีนคือ ไหหลำ.

หมูดำ คูโรบูตะ สุกรไทย สไตล์ญี่ปุ่น

Published กันยายน 20, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/edu/289997

11 กันยายน 2555, 05:00 น.
Pic_289997

สุกรแม่พันธุ์คูโรบูตะ.

เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้บริโภค ปัจจุบันทั้งหน่วยงานจากภาครัฐและเอกชนต่างมีการพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์สัตว์เลี้ยงในบ้านเราอย่างไม่หยุดนิ่ง และ หมูดำ คูโรบูตะ เป็นหนึ่งในจำนวนนี้

ดร.สัจจา ระหว่างสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านวิจัยพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์สุกร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ซีพีเอฟ บอกกับทีมงาน “หลายชีวิต” ว่า “หมูดำ คูโรบูตะ” หรือบางคนรู้จักกันในชื่อ “แบล็กฮอก” (Black Hog) เป็นสายพันธุ์หมูที่มีต้นกำเนิดจาก หมูพันธุ์ “เบอร์กเชียร์” (Berkshire) มีแหล่งกำเนิดอยู่ที่เมืองเบอร์กเชียร์ตอนใต้ของประเทศอังกฤษ

โดยสุกรสายพันธุ์ดังกล่าวเป็นลูกผสมระหว่าง สุกรอังกฤษ จีน และไทย สีดำ เมื่อลูกออกมาจะมีลักษณะสีขาวอยู่ 6 แห่ง คือ หน้าผาก ปลายหาง เท้า ทั้ง 4 ซึ่งในวัยที่ยังเล็กจมูกสั้น หน้าหัก หน้าผากกว้าง หูเล็กตั้งตรง แต่อายุมากหูจะปรกไปด้านหน้าเล็กน้อย คางใหญ่ย้อยมาถึงลำคอ เป็นสุกรขนาดกลาง ตะโพกใหญ่ บึกบึน เหมาะที่จะนำมาใช้เป็นสายพ่อ-แม่พันธุ์ เนื่องจากให้เนื้อมาก

…จากคุณลักษณะดังกล่าว ต่อมาชาวญี่ปุ่นจึงนำมาเลี้ยงและพัฒนาให้ดีกว่าของดั้งเดิม ด้วยการขุนให้กินอาหารดี พักผ่อนเต็มที่ อยู่กินอย่างสบาย เพื่อเพิ่มไขมันแทรกกล้ามเนื้อ (marbling) หรือที่เรียกว่าลายหินอ่อนซึ่งคล้ายกับเนื้อวัว อันเป็นลักษณะเด่นของหมูสายพันธุ์ดังกล่าว โดยเมืองที่เลี้ยงหมูดำจนโด่งดังคือจังหวัด “คาโกชิมะ” (Kagoshima) ที่อยู่ใกล้กับเมืองโกเบที่เป็นต้นกำเนิดของเนื้อโกเบนั่นเอง…

สำหรับการปรับปรุงพันธุ์ในบ้านเรา ซึ่งตลาดส่วนใหญ่ยังคงเน้นปริมาณเนื้อแดงมากๆ สาเหตุหนึ่งอาจมาจากเกรงกลัวเรื่องไขมัน ดังนั้นทางทีมงานจึงได้นำสุกรสายพันธุ์ “เบอร์กเชียร์” มาผสมกับสายพันธุ์สุกรพ่อแม่พันธุ์ CP21 CP23 CP73 และ CP31 (ให้เนื้อแดงมาก) กระทั่งออกมาเป็น หมูดำ คูโรบูตะ ที่มีรูปลักษณ์ สี กลิ่น ความนุ่มลิ้น มีไขมันแทรก คล้ายเนื้อวากิว ที่เป็นเนื้อลายหินอ่อนสวยๆของเนื้อวัวมัตซึสะกะ โกเบ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้มีการศึกษาข้อมูลด้านการตลาดอย่างต่อเนื่องเพื่อมาปรับปรุงให้เพียงพอกับความต้องการของกลุ่มผู้บริโภค และให้เหมาะกับการส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยง.
เพ็ญพิชญา เตียว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เพ็ญพิชญา เตียว
  • 11 กันยายน 2555, 05:00 น.

9ปีกับการเลี้ยงสุกรแบบพันธสัญญา

Published สิงหาคม 28, 2012 by SoClaimon

9ปีกับการเลี้ยงสุกรแบบพันธสัญญา

9ปีกับการเลี้ยงสุกรแบบพันธสัญญา

9 ปีแห่งความสำเร็จ ‘ทองใบฟาร์ม’ กับเลี้ยงสุกรแบบพันธสัญญา : คอลัมน์ ท่องโลกเกษตร : โดย … โต๊ะข่าวเกษตร

          เนื้อที่ติดถนน 15 ไร่ ใน ต.ค้างพลู อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา ด้านหน้าเต็มไปด้วยไม้ดอกไม้ประดับอย่างสวยงาม ตรงกลางมีซุ้มทรงจั่วหลังคากระเบื้องสีน้ำเงิน ใต้หลังคาทรงจั่วนั้น มีป้ายบ่งบอกว่า ที่นี่เป็นสถานประกอบการฟาร์มเลี้ยงสุกร หรือหมู ภายใต้ชื่อ “ทองใบฟาร์ม” ของ “ทองใบ รามสันเทียะ”

ระหว่างที่เดินลอดใต้ซุ้มจะผ่านไปสวนไม้ดอกไม้ประดับปะปนกับไม้ผล ทำให้บรรยากาศดูร่มรื่น ถัดไปเพียงเล็กน้อยจึงถึงที่ฟาร์มเลี้ยงหมูระบบปิด หรือที่เรียกว่า “อีแวป” และภายในฟาร์มมีการผลิตไบโอแก๊ส ที่ได้มาตรฐานฟาร์มสีเขียว (Green Farm) เพื่อนำแก๊สชีวภาพจากมูลสุกรนำไปผลิตเป็นกระแสไฟฟ้าใช้ภายในฟาร์มนั่นเอง

ทองใบ ย้อนอดีตเมื่อครั้งที่ยังอยู่ในวัยสาวว่า ไม่แตกต่างไปหนุ่มสาวชาวต่างจังหวัดทั่วไป ที่มักนิยมไปขุดทองในเมืองหลวง ด้วยการเป็นพนักงานในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ จนเวลาผ่านไปกว่า 20 ปี รู้สึกเบื่อมีชีวิตที่เป็นมนุษย์เงินเดือน จึงหวนกลับบ้านเกิดที่ จ.นครราชสีมา เมื่อปี 2547 หรือ 9 ปีก่อน เพื่อหาช่องทางในการประกอบอาชีพใหม่ และได้รับการแนะนำจากน้องชายที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมเกษตรกรรายย่อยเลี้ยงสุกรกับบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์อาหาร (ซีพีเอฟ) ในรูปแบบของ “คอนแทรค ฟาร์มมิ่ง” (Contract Farming) ที่หลายฝ่ายต่างถกเถียงกันว่าเป็นการทำเกษตรที่ผูกขาดโดยบริษัทยักษ์ใหญ่  ทำให้เกษตรกรกลายเป็นเสมือนผู้รับจ้างเลี้ยงทั้งทางตรงและทางอ้อมเท่านั้น

“ฉันเองไม่มีพื้นฐานความรู้ในด้านการเกษตรโดยเฉพาะการเลี้ยงสัตว์ น้องชายแนะนำให้ไปดูงานจากฟาร์มใกล้เคียง เห็นว่าฟาร์มอื่นประสบความสำเร็จ จึงไม่คิดอะไรมาก ตัดสินใจสมัครเข้าร่วมโครงการ เริ่มแรกไปกู้เงินจากธนาคารมาสร้างโรงเรือนเลี้ยงสุกรหมดไป 1.3 ล้านบาท เมื่อลงทำแล้วได้รับคำแนะนำเป็นอย่างดีจากพนักงานซีพี ที่เข้ามาช่วยเป็นพี่เลี้ยงตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มต้นเลี้ยงจนถึงการจับขาย พอทำได้เข้าสู่ปีที่ 3 จึงพัฒนาสู่การใช้มูลสุกรในการผลิตไบโอแก๊ส ใช้เงินลงทุน 5 หมื่นบาท ทำให้ปัจจุบันสามารถประหยัดพลังงานได้กว่า 80%” ทองใบ กล่าว

สำหรับบ่อไบโอแก๊ส ทองใบ บอกว่า เป็นบ่อขนาด 12×14 เมตร ลึก 3 เมตร เป็นบ่อไบโอแก๊สที่ได้มาตรฐานฟาร์มสีเขียว ตอนนี้นอกจากได้แก๊สใช้ในฟาร์มแล้ว ยังมีรายได้จากการขายมูลสุกรหรือเพื่อนำไปผลิตปุ๋ยอีกราว 4-5 หมื่นบาท จากหมูที่เลี้ยงรุ่นละ 550 ตัว โดยได้รับลูกพันธุ์หมูจากบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด  หรือซีพีเอฟ เป็นลูกสุกรอายุ 18-21 วัน น้ำหนักประมาณ 6 กก.เลี้ยงอีก 140-150 วัน จะได้หมูที่มีน้ำหนักเฉลี่ย 110-115 กก. ซึ่งซีพีเอฟ จะรับซื้อทั้งหมดเฉลี่ยแล้วแต่ละรุ่นจะขายได้รุ่นละ 2.5-2.6 แสนบาท หักต้นราว 7-7.5 หมื่น ที่เหลือเป็นกำไร ในแต่ละปีจะเลี้ยงได้ปีละ 2.08 รุ่นโดยเฉลี่ย และเท่าที่เลี้ยงมาไม่เคยขาดทุนด้วย

ด้าน ธนกฤต หนังสือ รองกรรมการผู้จัดการ ซีพีเอฟ อธิบายว่า เกษตรพันธสัญญาไม่ใช่การผูกขาด แต่เป็นการเปิดโอกาสให้เกษตรกรรายย่อย แต่มีการแจ้งกติกาตั้งแต่ก่อนเข้าร่วมโครงการ โดยเกษตรกรจะมีรายได้จากการเลี้ยง ได้ผลผลิตที่ดี โดยบริษัทจะรับผิดชอบในส่วนของลูกพันธุ์ ยา อาหาร ส่งพนักงานเข้ามาดูแล พร้อมกับแบกภาระในเรื่องของราคา ไม่ว่าราคาช่วงนั้นๆ จะขึ้นหรือลง เกษตรกรก็สามารถขายได้ในราคาที่เป็นธรรม เพราะฉะนั้นเกษตรกรจะได้เงินมากหรือน้อยขึ้นกับประสิทธิภาพในการเอาใจใส่ดูแลในการเลี้ยง เรียกได้ว่าเข้าร่วมโครงการแล้วไม่มีขาดทุนแน่นอน เพราะ 30 ปีที่บริษัทดำเนินโครงการมา พบว่ามีเกษตรกรกว่า 90% ที่ประสบความสำเร็จ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

          นี่เป็นเพียงข้อมูลส่วนหนึ่งจากการที่ได้ไปชม “ทองใบฟาร์ม” ของ “ทองใบ รามสันเทียะ” ที่ ต.ค้างพลู อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา ที่ยืนยันว่า 9 ปีที่ทำฟาร์มเลี้ยงหมูให้ฐานะครอบครัวดีขึ้น รวมถึงน้องชายด้วย

——————–

(9 ปีแห่งความสำเร็จ ‘ทองใบฟาร์ม’ กับเลี้ยงสุกรแบบพันธสัญญา : คอลัมน์ ท่องโลกเกษตร : โดย … โต๊ะข่าวเกษตร)

รายงานพิเศษ : ก๊าซชีวภาพจากของเสียในฟาร์มสุกร

Published พฤษภาคม 21, 2012 by SoClaimon

http://www.naewna.com/local/6934

วันพฤหัสบดี ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2555, 11.26 น.

tags : ฟาร์มสุกรก๊าซชีวภาพรายงานพิเศษ,

               การผลิตก๊าซชีวภาพจากของเสียในฟาร์มสุกรภายใต้กลไกการพัฒนาที่สะอาดในภาพรวม ทั้งกรณีมีเงินอุดหนุนและไม่มีเงินอุดหนุนมีความคุ้มค่าต่อการลงทุน ส่งเสริมให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรขนาดเล็ก ผลิตก๊าซชีวภาพจากของเสียในฟาร์ม ช่วยลดปัญหามลภาวะและลดต้นทุนการผลิต โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรร่วมหาแนวทางในการลดขั้นตอน เงื่อนไขในการเข้าร่วมโครงการเพื่อประกอบการตัดสินใจของเกษตรกร

นางนารีณัฐ  รุณภัย  รองเลขาธิการและโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงผลการศึกษาความคุ้มค่าในการผลิตก๊าซชีวภาพจากของเสียในฟาร์มสุกรภายใต้กลไกการพัฒนาที่สะอาด ว่า การจัดทำกลไกการพัฒนาที่สะอาด (CDM) เป็นกลไกหนึ่งที่กำหนดขึ้นภายใต้พิธีสารเกียวโตเพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยในเบื้องต้นได้กำหนดสัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิตเฉพาะปีที่ 1-2 ไว้ที่ราคา 17 เหรียญสหรัฐต่อตัน (สำหรับ 253,500 ตันแรก) และหลังจากนั้นจะซื้อขายในราคาตลาด ซึ่งแม้ว่าฟาร์มสุกรที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การลงทุนในโครงการดังกล่าว มีค่าใช้จ่ายในการลงทุนและการดำเนินการค่อนข้างสูง จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการศึกษาถึงความคุ้มค่าของการลงทุน โดยศึกษาจากฟาร์มสุกรที่เข้าร่วมโครงการ CDM ของกรมปศุสัตว์ จำนวน 10 ฟาร์ม และกำหนดให้อายุโครงการเท่ากับ 10 ปี มีอัตราคิดลดร้อยละ 7.00

จากวิเคราะห์ทางการเงินของการลงทุนในการผลิตก๊าซชีวภาพจากของเสียในฟาร์มสุกร ภายใต้กลไกการพัฒนาที่สะอาด ที่เข้าร่วมโครงการของกรมปศุสัตว์ทั้งกรณีที่มีเงินอุดหนุนและไม่มีเงินอุดหนุน พบว่า  มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) มีค่า 188.16 และ 131.00 ล้านบาท อัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน (BCR) มีค่าเท่ากับ 1.56 และ 1.36 และมีอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) เท่ากับร้อยละ 45 และ 25 ตามลำดับ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การลงทุนในการผลิตก๊าซชีวภาพจากของเสียในฟาร์มสุกรภายใต้กลไกการพัฒนาที่สะอาดในภาพรวม (10 ฟาร์ม) ทั้งกรณีมีเงินอุดหนุนและไม่มีเงินอุดหนุนมีความคุ้มค่าต่อการลงทุน

หากวิเคราะห์ถึงความอ่อนไหวของโครงการทั้ง 2 กรณีข้างต้น  พบว่า การลงทุนในการผลิตก๊าซชีวภาพจากของเสียในฟาร์มสุกรภายใต้กลไกการพัฒนาที่สะอาดจะไม่คุ้มค่า หากผลตอบแทนของของโครงการลดลงมากกว่า         ร้อยละ 63 และ 54 ตามลำดับ และหากต้นทุนในการลงทุนของโครงการดังกล่าวเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 56 และ 39 ตามลำดับ   นอกจากนี้ จากการศึกษายังพบว่า ราคาตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตในปัจจุบันมีความผันผวนสูง ดังนั้น การก่อตั้งกองทุนคาร์บอนเครดิตจึงเป็นประเด็นที่ภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรนำมาพิจารณาในการส่งเสริม โครงการการผลิตก๊าซชีวภาพจากของเสียในฟาร์มสุกรภายใต้กลไกการพัฒนาที่สะอาด

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว นับว่ามีความคุ้มค่าในการลงทุน ทั้งกรณีที่มีเงินอุดหนุนและไม่มีเงินอุดหนุน อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขในการเข้าร่วมโครงการ เช่น ห้ามเพิ่ม/ลด จำนวนหรือขนาดเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ห้ามขายไฟฟ้า ห้ามนำน้ำเสียจากฟาร์มอื่นหรือน้ำเสียอื่นๆ มาบำบัดในระบบ  ห้ามนำก๊าซชีวภาพที่ได้ไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นๆ นอกเหนือจากการผลิตไฟฟ้าและเผาทิ้ง ยังคงเป็นปัจจัยที่สำคัญปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมโครงการของเกษตรกร ดังนั้น ภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรร่วมกันหาแนวทางในการลดขั้นตอน เงื่อนไข และระยะเวลาในการเข้าร่วมโครงการ รวมถึงการส่งเสริมให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรขนาดเล็กมีการผลิตก๊าซชีวภาพจากของเสียในฟาร์มสุกร เพราะนอกจะช่วยลดปัญหาในเรื่องของมลภาวะและสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตได้อีกด้วย

แปลงขี้สุกรเป็น’ไบโอแก๊ส’

Published พฤษภาคม 18, 2012 by SoClaimon

แปลงขี้สุกรเป็น’ไบโอแก๊ส’

แปลงขี้สุกรเป็น ‘ไบโอแก๊ส’ ทางลดต้นทุนแก่เกษตรกร : โดย … ปารมี ปานงาม

          ฟาร์มสุกรซีพีเอฟที่มุ่งเน้นการผลิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโดยสมพร เจิมพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟเดินน้าผลักดัน 31 ฟาร์มสุกรของบริษัท สู่ฟาร์มสีเขียว หรือกรีนฟาร์ม พร้อมทั้งส่งเสริมอาชีพเลี้ยงสุกรแก่เกษตรรายย่อยโดยมี 26 โครงการและ 399 รายเป็นฟาร์มขนาดกลางที่เลี้ยงแม่สุกรตั้งแต่ 1200-4800 ตัว โดยใช้ระบบไบโอแก๊ส ส่วนในระบบโรงเรือนแบบปิดปรับอากาศด้วยการระเหยของน้ำ หรือระบบอีแวป ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ซีพีเอสคิดค้นและส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ เพื่อเป็นตัวอย่างและได้เข้ามามีส่วนร่วมในการลดสภาวะปัญหาโลกร้อน

สมพร กล่าวอีกว่า สำหรับพื้นที่ในฟาร์มระยองมีทั้งหมด 309 ไร่ มีสุกรเนื้อ 30,000 ตัว/ปี สุกรแม่พันธุ์ 16,000 ตัว/ปี และสุกรพ่อพันธุ์ 350 ตัว/ปี มีการใช้ระบบไบโอแก๊ส  ระบบฟอกกลิ่น และระบบบำบัดน้ำเสีย ในส่วนทั้งหมดนี้เป็นความต้องการของฟาร์มสุกรเพื่อที่จะสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน ไม่ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านใกล้เคียง จึงตัดสินใจเอาระบบนี้มาประยุกต์ใช้ โดยใช้จุรินทรีย์ธรรมชาติมาช่วยบำบัดในระบบฟอกอากาศท้ายโรงเรือน ทำให้การลงทุนไม่สูง และพบว่าได้ผลดีมาก เพื่อให้ภาคปศุสัตว์ไทยมีส่วนร่วมในการช่วยลดปัญหาโลกร้อน

ขณะที่ บุญเลิศ มาศผล เกษตรกรที่เข้าร่วมกรีนฟาร์มกับ ซีพีเอฟ ย้อนอดีตให้ฟังว่า หลังจบการเรียนในระดับ ปวส.ไฟฟ้าเครื่องกล และได้ทำงานของ TPI หรือโรงงานพลาสติก ระหว่างงานเกิดความสนใจทางด้านเกษตรโดยทุนเดิมมีพื้นที่เท่าหมด 39 ไร่ 3 งาน จึงได้ลาออกจากงานมาทำสวนทุเรียนและทำฟาร์มเลี้ยงไก่อยู่พักใหญ่ ก่อนหันมาเลี้ยงสุกรร่วมกับโครงการซีพีเอฟ หรือกรีนฟาร์ม โดยใช้ระบบไบโอแก๊ส ซึ่งสามารถทำรายได้ปีละ 2 ครั้ง ครั้งละ 9 แสนถึง 1 ล้านบาท ต่อรุ่น โดยใน 1 ปีสามารถเลี้ยงได้ 2 รุ่น จึงมีรายได้เฉลี่ยปีละ 1.8 ล้านต่อปี

“ภายในฟาร์มจะทำบ่อเก็บระบบไบโอแก๊ส ใช้เงินไป 260,000 บาทและบ่อนี้มีความจุถึง 4,000 คิว จากเดิมเคยใช้ค่าไฟและน้ำภายในฟาร์มสุกรทั้งหมด 220,000 บาทต่อ 5เดือน หรือสุกร 1 รุ่น  หลังจากการทำบ่อแล้วเสียค่าไฟและค่าน้ำ 10,000 ต่อ 5 เดือน นี่เป็นการลดต้นทุนอย่างเห็นได้ชัด แต่ครั้งนี้ก็อยู่กับเครื่องปั่นไฟ ส่วนในตอนนี้ยังเหลือพื้นที่อีก 12 ไร่ ใช้ปลูกไผ่หวานทั้งหมด 400 ต้น”

บุญเลิศ ให้รายละเอียดอีกว่า สำหรับการปลูกไผ่หวานนั้นก็ใช้น้ำปุ๋ยของมูลสุกรและมูลไก่มาผสมและรดน้ำบนต้นไผ่หวาน ซึ่งต้นไผ่หวานยังสามารถนำไปขายเป็นเงินเพิ่มได้อีก ทั้งหมดนี้เป็นการจัดระบบแบบเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ทั้งนี้ บุญเลิศ ยังฝากบอกถึงเพื่อนเกษตรกรว่า เนื่องจากอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา เราต้องขยันที่จะหาความรู้ใส่ตัวอยู่ตลอด ไม่อย่างนั้นเมื่อเราหยุดพัฒนาตัวเองก็เท่ากับเราล้าหลังกว่าคนอื่นทันที

นอกจากนี้ฟาร์มเลี้ยงสุกรของซีพีเอฟก็ได้นำเอามาตรฐานสากลมาใช้ อาทิ ISO14001 (ด้านสิ่งแวดล้อม) รวมทั้งปรับสภาพฟาร์มสุกรกรีนฟาร์มจนสำเร็จทุกฟาร์ม ขณะเดียวกันก็เร่งผลักดันให้เกษตรกรมีส่วนร่วมเช่นเดียวกัน โดยทุกฟาร์มได้รับการรับรองมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงสุกรจากกรมปศุสัตว์ โดยดำเนินการตามข้อกำหนดวิธีปฏิบัติด้านการจัดการฟาร์ม การจัดการด้านสุขภาพของสัตว์และการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ได้สุกรถูกตามคุณลักษณะและเหมาะสมของผู้บริโภคนั่นเอง

———-

(หมายเหตุ : แปลงขี้สุกรเป็น ‘ไบโอแก๊ส’ ทางลดต้นทุนแก่เกษตรกร : โดย … ปารมี  ปานงาม)

———-

มูลสุกรไม่ทิ้งเปล่า รับซื้อถึงฟาร์ม ใช้ทำปุ๋ยสวนยาง

Published พฤษภาคม 14, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/edu/259639

11 พฤษภาคม 2555, 14:21 น.

Pic_259639

ผู้จัดการสหกรณ์ผู้เลี้ยงสัตว์จังหวัดพัทลุง เผยมูลสุกร น้ำเสียจากบ่อบำบัดขายดี เจ้าของสวนยางรับซื้อเป็นปุ๋ยชีวภาพ ย้ำให้เกษตรกรเพิ่มทุนในการกำจัดภาวะมลพิษ เพื่อสร้างรายได้ในการเลี้ยง…

เมื่อวันที่ 11 พ.ค. นายสมยศ เพชรา ผู้จัดการสหกรณ์ผู้เลี้ยงสัตว์จังหวัดพัทลุง เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้เลี้ยงสุกรจะต้องมีความพร้อมในการเลี้ยงสุกรในทุกด้าน เนื่องจากในปี 2556 ทางกระทรวงสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ จะมีการใช้กฎหมายเพื่อดำเนินการกับผู้เลี้ยงสุกรรายย่อย เพราะผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยไม่มีมาตรการกำจัดมลพิษจนก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เสียหาย สร้างความเดือดร้อนแก่ชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งจากนี้ผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยจะต้องเพิ่มทุนในการกำจัดภาวะมลพิษ ประมาณ 20,000 บาท/ฟาร์ม ในการสร้างบ่อบำบัดและจะต้องทำการพัฒนาลดต้นทุนการผลิตได้อีกจำนวนมาก จากการนำขี้หมู และเอาน้ำทิ้งจากบ่อบำบัดสุกรไปใช้ประโยชน์ทางด้านการเกษตร คือนำไปผลิตเป็นปุ๋ยชีวภาพเพื่อใช้ในการเกษตร

นายสมยศ กล่าวอีกว่า ในขณะนี้ผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยใน จ.พัทลุง ได้เพิ่มทุนในการกำจัดภาวะมลพิษไปหลายรายแล้ว จนสามารถสร้างรายได้จากการเลี้ยงดีขึ้น โดยเฉพาะมูลสุกรสามารถขายได้ถึงกระสอบละ 50 บาท น้ำจากบ่อบำบัดที่นำไปแปรรูปขายได้ลิตรละ 100 บาท โดยเจ้าของสวนยางพารา สวนปาล์ม และเจ้าของไร่หญ้า เข้ามารับซื้อถึงในฟาร์ม ส่วนสถานการณ์ราคาสุกรที่ตกต่ำตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม 2554 จนถึงเดือนกุมภาพันธุ์ 2555 โดยในพื้นที่พัทลุงเหลือมาอยู่ที่ 38 และ 40 บาท/กก. ปรากฏว่าขณะนี้ราคาสุกรราคาได้ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 65 บาท/กก. ซึ่งสถานการณ์สุกรเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ดังนั้น ตนจึงขอเตือนผู้เลี้ยงสุกรให้มีความรอบคอบในการเลี้ยง และขอให้นำมูลสุกร น้ำจากบ่อบำบัดน้ำเสียมาสร้างางรายได้ในการเลี้ยงด้วย.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวภูมิภาค
  • 11 พฤษภาคม 2555, 14:21 น.

พาณิชย์ประกาศโควตาส่งออกยุ่นเตือนระวังมาตรฐาน

Published เมษายน 29, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/eco/256578

29 เมษายน 2555, 15:20 น.

Pic_256578

กรมการค้าต่างประเทศ ประกาศจัดสรรปริมาณส่งออกกล้วยสด สับปะรดสด และเนื้อสุกรปรุงแต่ง สำหรับผู้ส่งออกไทยที่ได้รับสิทธิตามโควตาที่กำหนด ภายใต้ข้อตกลงเจเทปา จี้ผู้ส่งออกไทยเร่งใช้สิทธิ์ เตือนระวังรักษาคุณภาพมาตรฐานสินค้าด้วย

เมื่อวันที่ 29 เม.ย. นายสุรศักดิ์  เรียงเครือ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ขณะนี้ กรมการค้าต่างประเทศได้ออกประกาศหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ในการออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิยกเว้นภาษีภายใต้ความตกลงระหว่าง ราชอาณาจักรไทยและญี่ปุ่นสำหรับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (JTEPA)   ปี 2555 สำหรับกล้วยสด สับปะรดสด และเนื้อสุกรปรุงแต่งแล้ว โดยผู้ส่งออกกล้วยสดและเนื้อสุกรปรุงแต่ง ที่ได้รับสิทธิการจัดสรรปริมาณการส่งออก สามารถยื่นขอหนังสือรับรองเพื่อใช้ประกอบการส่งออกกับกรมการค้าต่างประเทศ ประกอบด้วย หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า  หนังสือรับรองการได้รับสิทธิ์ยกเว้นภาษทั้งหมดหรือบางส่วน ทั้งนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ สำนักบริหารการค้าสินค้าทั่วไป  กรมการค้าต่างประเทศ โทรศัพท์ 0-2547-5118 และ 0-2547-5120

“การใช้สิทธิดังกล่าว จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางด้านราคา และส่งเสริมการส่งออกให้แก่สินค้าทั้ง 3 รายการของไทยไปญี่ปุ่นมากขึ้น แต่ผู้ส่งออกต้องระวังเรื่องการรักษาคุณภาพ และมาตรฐานของสินค้าให้คงที่สม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการเกิดอุปสรรคทางการค้า โดยเฉพาะกล้วยสด ซึ่งมีผลผลิตไม่แน่นอน และค่อนข้างไม่ได้มาตรฐานในการส่งออก ทำให้มีการใช้สิทธิเพียง 27.10% ของโควตาที่ได้รับเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมาก รวมถึงสับปะรดสดที่มีการใช้สิทธิเพียง 6.51% เนื่องจากข้อจำกัดเรื่องขนาดน้ำหนักไม่เกิน 900 กรัม และที่ผ่านมามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ขอเงินจากกองทุนเพื่อรองรับการปรับตัว ภายใต้การค้าเสรี (กองทุนเอฟทีเอ) เพื่อจัดทำโครงการพัฒนาคุณภาพด้านการผลิตการตลาดเพื่อการส่งออกสับปะรดไทยไปญี่ปุ่นภายใต้สิทธิ JTEPA  ซึ่งจะทำให้สับปะรดไทยมีศักยภาพเพิ่มขึ้น และส่งออกไปญี่ปุ่นภายใต้ JTEPA ได้มากขึ้น” นายสุรศักดิ์ กล่าว

สำหรับ ในปี 2554 ไทยใช้สิทธิการส่งออกสินค้าภายใต้ข้อตกลง JTEPA ปริมาณ 3,382.69 ตัน จากปริมาณโควตาทั้งหมด 9,500 ตัน โดยแบ่งเป็นกล้วยสด 2,168.21 ตัน หรือใช้สิทธิ 27.10% จากปริมาณโควตา 8,000 ตัน สับปะรดสด 19.54 ตัน ใช้สิทธิ 6.51% จากปริมาณโควตา 300 ตัน และเนื้อสุกรปรุงแต่ง 1,194.93 ตัน ใช้สิทธิ 99.58% จากปริมาณโควตา 1,200 ตัน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 29 เมษายน 2555, 15:20 น.

แจ้งความ

Published เมษายน 25, 2012 by SoClaimon

http://www.naewna.com/local/4232

วันศุกร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2555, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์ทฤษดี ชาวสวนเจริญ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้าแจ้งความดำเนินคดีผู้เลี้ยงสุกรในพื้นที่ อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี 3 ราย ในข้อหาใช้สารต้องห้ามผสมอาหารเพื่อใช้เลี้ยงสัตว์ได้แก่ ฟูราโซลิโดน พร้อมแถลงข่าวโครงการการแก้ไขปัญหาการใช้สารเร่งเนื้อแดงในสุกร ที่ สภ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี เมื่อเร็วๆ นี้

สุกรพื้นเมืองแบบเศรษฐกิจพอเพียง – เกษตรทั่วไทย

Published เมษายน 19, 2012 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/agriculture/21790

วันพฤหัสบดีที่ 12 เมษายน 2555 เวลา 00:00 น.

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ดำรง กิตติชัยศรี คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติให้ทำการศึกษาการเลี้ยงสุกรพื้นเมืองตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยทุนวิจัยนวมินทร์ ด้านเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งข้อสรุปจากการศึกษาวิจัยสามารถนำมาขยายผลสู่การปฏิบัติใช้ของเกษตรกรได้โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ชนบททั่วไปได้

การศึกษาการเลี้ยงสุกรพื้นเมืองตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ยึดหลัก 5 ประการคือ ความพอเพียง มีเหตุมีผล มีภูมิคุ้มกันตนเอง มีความรอบรู้ และมีคุณภาพ ซึ่งได้พัฒนาขึ้นมาจากงานวิจัยเหมาะสำหรับเกษตรกรรายย่อยในชนบท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นอาหารในครัวเรือน บางส่วนขาย และได้ปุ๋ยคอกไว้ใช้ โดยที่รูปแบบการเลี้ยงควรมีการจัดตั้งกลุ่มผู้เลี้ยงสุกรพื้นเมืองโดยให้กลุ่ม

ค่อย ๆ เติบโตตามธรรมชาติ และเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของสมาชิกเพื่อให้เกิดพลังสามารถช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ ในการศึกษาครั้งนี้ได้แนะนำให้ใช้หมูพันธ์ุผสมหมูกระโดนกับหมูป่า โดยหมูกระโดนนั้นจะตัวสั้น ป้อม ใบหูเล็กตั้งตรง ว่องไว ปราดเปรียว หากินในป่าเก่ง กระดูกเล็ก เนื้อแน่น ส่วนหมูป่าสามารถอาศัยอยู่ได้ในหลากหลายสภาพแวดล้อม แต่มักเลือกที่จะอยู่ใกล้แหล่งน้ำ เพราะชอบนอนแช่ปลักโคลนในวันที่มีอากาศร้อน สามารถกินอาหารได้หลากหลายทั้งพืชและสัตว์ขนาดเล็ก มักหากินในช่วงเวลาเช้าตรู่และยามบ่าย มักรวมกันเป็นฝูงใหญ่ ราว 20-100 ตัว โดยจะมีอายุของสมาชิกในฝูงคละเคล้ากันไป เมื่อถึงสภาวะคับขันจะหลบหนีไปตามพุ่มไม้เตี้ย ๆ เมื่อพบศัตรูตัวผู้จะออกมาทำหน้าที่ต่อสู้เพื่อปกป้องสมาชิกในฝูง ด้วยการพุ่งชนด้วยเขี้ยวที่ยาวโง้งออกมา ปัจจุบันเป็นสัตว์เศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่มีการเพาะเลี้ยงเพื่อรับประทานเนื้อเป็นอาหาร โดยมีการทำฟาร์มหมูป่า เมื่อทั้งสองพันธุ์ผสมกันลักษณะเด่นที่เกิดมาก็จะเหมาะสมแก่การเลี้ยงของเกษตรกร เนื่องจากอดทนต่อโรค หากินเก่ง ไม่ต้องดูแลมากนัก

ส่วนคอกเลี้ยงใช้เป็นคอกหลุมสร้างง่าย ๆ เป็นเพิงหมาแหงน ใช้ไม้เก่าเศษไม้ ไม้ไผ่ ยูคาลิปตัส สร้างเป็นโครงและผนังคอก หลังคาใช้สังกะสีเก่า หญ้าคา หรือตับจาก รางอาหารใช้ไม้ตีเป็นราง ใช้ปูนหล่อหรือใช้ยางรถยนต์ผ่าซีก น้ำกินใช้จุ๊บดูดน้ำต่อจากถังน้ำยกสูง พื้นคอกขุดเป็นหลุมใส่แกลบผสมขี้เลื่อย

สำหรับขนาดคอกนั้น สุกรขุนที่เลี้ยงประมาณ 1-2 ตัว ควรมีขนาดกว้าง 1.50 เมตร ยาว 2.00 เมตร ลึก 0.90 เมตร สุกรขุน 3 ตัว ขนาดกว้าง 2.00 เมตร ยาว 2.50 เมตร ลึก 0.90 เมตร แม่พันธ์ุหรือพ่อพันธ์ุ 1 ตัว ขนาดกว้าง 2.00 เมตร ยาว 2.50 เมตร พื้นคอกควรเป็นดิน สมาชิกแต่ละราย  มีสุกร  1 หรือ  2 ตัวแม่และสุกรขุน 3 ตัว พ่อพันธ์ใช้ร่วมกันในกลุ่มโดยให้ค่าผสมตามที่ตกลงกัน หลีกเลี่ยงการผสมเลือดชิด อาหารสุกรใช้วัตถุดิบที่หาง่ายในพื้นที่และราคาถูก ได้แก่ รำละเอียด กระถินแห้ง มันเส้น ต้นกล้วย ไส้ปลาหมัก ซึ่งเกษตรกรสามารถผลิตได้ด้วยตนเอง ด้วยการนำไส้ปลา กากน้ำตาล น้ำเกลือ และจุลินทรีย์ ตามอัตราส่วนผสมรวมกันในถังหมักคนให้เข้ากันโดยให้เหลือพื้นที่ว่างในถัง 1 ใน 3 จากนั้นปิดฝาและเปิดฝาอีกครั้งหลังจากนั้น 15 วัน เพื่อระบายก๊าซ หมักไว้นานประมาณ 3 เดือนจึงนำมาใช้เป็นส่วนผสมในอาหารสุกรได้ เสริมด้วยพืชอาหารสัตว์ในท้องถิ่น ให้วันละ 2 ครั้งในตอนเช้าและเย็น และเสริมด้วยหญ้าขนสด ผักโขม ต้นถั่ว ยอดอ้อย ต้นข้าวโพด เศษผักจากครัวเรือน ผลไม้ เป็นต้น โดยอาหารเสริมเหล่านี้ให้วันละครั้งตอนลูกสุกรตัวผู้ที่อายุ 2 เดือนให้ใช้วัคซีนอหิวาต์สุกรและถ่ายพยาธิปีละ 2 ครั้ง การเลี้ยงที่ดีควรมีการสร้างเครือข่ายและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยนำรูปแบบดังที่กล่าวมาไปประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับความแตกต่างของแต่ละพื้นที่ได้.

สร้างโรงแปรรูปสุกรขอนแก่น เพื่ออาหารคุณภาพปลอดภัยสูง

Published เมษายน 5, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/edu/250661

5 เมษายน 2555, 05:05 น.

Pic_250661

นายวสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ รอง กก.ผจก.ใหญ่ สายงานปฏิบัติการกลุ่ม ธุรกิจ เครือเบทาโกร เผยว่า บริษัทเบทาโกรเกษตรอุตสาหกรรม จำกัด ได้เปิดโรงงานแปรรูปสุกรขอนแก่นอย่างเป็นทางการ ซึ่งตั้งอยู่ ต.ในเมือง อ.เมือง ขอนแก่น ซึ่งเป็นโรงงานแปรรูปและตัดแต่งเนื้อสุกรแห่งที่ 4 ของเครือเบทาโกร ดำเนินงานโดยบริษัท เบทาโกรเกษตรอุตสาหกรรม จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารครบวงจรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ปีที่ผ่านมานับเป็นปีทองของวงการปศุสัตว์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น ถือเป็นเมืองศูนย์กลางในภูมิภาคนี้

นายวสิษฐ เผยอีกว่า สำหรับปี 2555 เครือเบทาโกรมีแผนขยายธุรกิจเพิ่มในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ การก่อสร้างโรงงานแปรรูปไก่ โรงงานแปรรูปปลา และธุรกิจสัตว์น้ำ ก่อตั้งสาขาเพิ่มอีก 3 แห่ง ในจังหวัดบึงกาฬ นครราชสีมา และศรีสะเกษ พร้อมทั้งขยายช่องทางการกระจายสินค้าโดยการเปิดเบทาโกรช็อป รวมเป็น 30 แห่ง ซึ่งจะพัฒนามาตรฐานการผลิตสินค้าอาหารในภูมิภาคนี้ให้ก้าวไปอีกขั้น และมีส่วนช่วยเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้บริโภคในพื้นที่ให้ได้บริโภคอาหารที่มีคุณภาพ ถูกสุขลักษณะและมีความปลอดภัยสูง.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเกษตร
  • 5 เมษายน 2555, 05:05 น.
%d bloggers like this: