สินเชื่อ

All posts tagged สินเชื่อ

ออมสินช่วยลูกค้าเตรียมเงิน5พันล้านบรรเทาอุทกภัย

Published สิงหาคม 15, 2011 by SoClaimon

15 สิงหาคม 2554, 17:32 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/194205.

Pic_194205

ธนาคารออมสิน เตรียมเงิน 5 พันล้าน บรรเทาผลกระทบของลูกค้าและประชาชน จากเหตุอุทกภัย-วาตภัยครั้งใหญ่ ให้พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าสินเชื่อทุกประเภท ปรับลดเงินงวดพร้อมให้กู้เพิ่มเติม

เมื่อวันที่ 15 ส.ค. นายเลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า เหตุอุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ขณะนี้ เกิดผลกระทบต่อลูกค้าและประชาชนทั่วไป ธนาคารออมสินจึงมีมาตรการบรรเทาความเดือดร้อน โดยได้สั่งให้สาขาของธนาคารฯ ในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย ดำเนินการสำรวจความเสียหายของลูกค้า และเตรียมพร้อมในการให้ความช่วยเหลือด้วยบริการด้านการเงินเป็นกรณีเร่งด่วน สำหรับลูกค้าเดิมของธนาคารฯ ได้แก่ สินเชื่อโครงการธนาคารประชาชน สินเชื่อธุรกิจห้องแถว สินเชื่อองค์กรชุมชน สินเชื่อโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน (หนี้นอกระบบ) พิจารณาให้พักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับลดเงินงวดและหรือขยายระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้ออกไปอีกได้ไม่เกิน 1 ปี

พร้อมกันนี้ ทั้งลูกค้าเดิมสินเชื่อโครงการธนาคารประชาชนและประชาชนทั่วไป สามารถยื่นกู้ได้ไม่เกินรายละ 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ย MRR + ร้อยละ 1 ต่อปี (ปัจจุบัน MRR อยู่ที่ 7.875) ขณะที่ สินเชื่อธุรกิจห้องแถว สามารถกู้ได้ไม่เกินรายละ 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ MLR – 1.50 ต่อปี ระยะเวลาชำระเงินกู้ไม่เกิน 5 ปี

ส่วนลูกค้าสินเชื่อเคหะ ธนาคารฯ ได้พิจารณาให้พักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย หรือพักเฉพาะเงินต้น ไม่เกิน 6 เดือน รวมถึงปรับลดเงินงวดและหรือขยายระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้ออกไปได้ไม่เกิน 30 ปี ส่วนลูกค้าสินเชื่อเคหะเดิม สามารถกู้เพิ่มเติมเพื่อซ่อมแซมได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของจำนวนเงินกู้ตามสัญญาเดิม แต่ไม่เกิน 300,000 บาท ส่วนประชาชนทั่วไป สามารถกู้เพิ่มเพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัยที่ได้รับผลกระทบได้ไม่เกินรายละ 300,000 บาท ผ่อนชำระภายใน 5 ปี คิดอัตราดอกเบี้ยปีที่ 1-2 ร้อยละ 3.25 ปีที่ 3-5 คิดอัตราดอกเบี้ย MLR – 1.00 ต่อปี โดยธนาคารฯ ยกเว้นค่าธรรมเนียมการให้บริการสินเชื่อและค่าบริการจัดทำนิติกรรม สัญญา

สำหรับลูกค้าสินเชื่อธุรกิจและ SMEs ธนาคารฯ ผ่อนปรนให้พักชำระหนี้เงินต้นเป็นระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน และขยายระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้ออกไปจากสัญญาเดิมไม่เกิน 1 ปี และสามารถขอกู้เพิ่มเป็นเงินทุนหมุนเวียนได้ไม่เกินรายละ 500,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ย MLR – 1.50 ต่อปี ระยะเวลาชำระเงินกู้ไม่เกิน 5 ปี

“ลูกค้าและประชาชนทั่วไปที่กำลังประสบภัยน้ำท่วม สามารถติดต่อใช้บริการได้ที่ ธนาคารออมสิน ทุกสาขาหรือหน่วยให้บริการในรูปแบบต่างๆ ในห้างสรรพสินค้า รวมทั้ง สามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ http://www.gsb.or.th หรือ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ Call Center ของธนาคารฯ โทร.1115”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 15 สิงหาคม 2554, 17:32 น.
โฆษณา

ยอดบัตรเครดิต เดือนมิ.ย.พุ่งขึ้นกว่า 1.3 หมื่นล้าน

Published สิงหาคม 13, 2011 by SoClaimon

12 สิงหาคม 2554, 17:35 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/193543.

Pic_193543

เศรษฐกิจดีประชาชน ยังใช้จ่ายต่อเนื่อง ดันยอดบัตรรูดปรื๊ด ล่าสุดเดือนมิถุนายน ยังพุ่งขึ้นต่อเนื่องกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท ส่วนสินเชื่อธุรกิจ สินเชื่อส่วนบุคคลจำนวนบัญชี ลดลงกว่า 2.4 แสนบัญชี

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานปริมาณการให้บริการบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล ล่าสุด ณ เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ว่ามีทั้งสิ้น 14,665,169 บัตร เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1,126,809 บัตร หรือเพิ่มขึ้น 8.32% โดยเป็นบัตรของธนาคารพาณิชย์ไทย 5,947,115 บัตร เพิ่มขึ้น 530,328 บัตร สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ 1,397,954 บัตร เพิ่มขึ้น 31,092 บัตร และบริษัทประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่มิใช่สถาบันการเงิน 7,320,100 บัตร เพิ่มขึ้น 565,389 บัตร ส่งผลให้ปริมาณการใช้จ่ายรวมมีทั้งสิ้น 92,925 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13,382 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 16.82% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นทุกประเภท โดยมีปริมาณการใช้จ่ายผ่านธนาคารพาณิชย์ไทย 54,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11,443 ล้านบาท สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ 11,714 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 667 ล้านบาท และนอนแบงก์ 26,611 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,272 ล้านบาท ซึ่งยังสะท้อนได้ดีว่าประชาชนมั่นใจในการใช้จ่ายมากมาขึ้น และต่อเนื่องตามการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ดี

ทั้งนี้ หากแบ่งเป็นการใช้จ่ายในประเทศมีทั้งสิ้น 72,486.00 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12,263 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.36% และการใช้จ่ายในต่างประเทศ 4,481 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 945 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 26.72% สำหรับยอดการเบิกเงินสดล่วงหน้า (โอ/ดี) มีทั้งสิ้น 15,958 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 174 ล้านบาท หรือ 1.10% เป็นยอดการเบิกเงินสดล่วงหน้าของธนาคารพาณิชย์ไทย 11,605 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 605 ล้านบาท ขณะที่สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศในไทยมี 914 ล้านบาท มียอดลดลง 4 ล้านบาท และนอนแบงก์ 3,439 ล้านบาท ลดลง 427 ล้านบาท ขณะที่ยอดสินเชื่อคงค้างมีทั้งสิ้น 202,129 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.043 ล้านบาท หรือ 8.04% แบ่งเป็นของธนาคารพาณิชย์ไทย 80,783 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11,365 ล้านบาท สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ 35,908 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,519 ล้านบาท และนันแบงก์ 85,438 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,159 ล้านบาท โดยทั้งระบบมียอดค้างชำระเกิน 3 เดือนขึ้นไป มีทั้งสิ้น 4,789 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 204 ล้านบาท หรือ 4.45% แบ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ไทย 2,135 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 44 ล้านบาท นันแบงก์มี 2,059 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 326 ล้านบาท ขณะที่สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศมี 595 ล้านบาท ลดลง 166 ล้านบาท

นอกจากนี้ธปท.ยังรายงาน สินเชื่อส่วนบุคคลในระบบธนาคารพาณิชย์ว่า ส่วนใหญ่ลดลงทั้งบัญชี และยอดสินเชื่อคงค้าง โดยจำนวนบัญชีรวมมีทั้งสิ้น 8,563,198 บัญชี ลดลง 246,758 บัญชี หรือลดลง 2.80% โดยธนาคารพาณิชย์ไทยมี 1,415,512 บัญชี ลดลง 328,566 บัญชี สาขาธนาคารต่างประเทศ 517,835 บัญชี ลดลง 125,087 บัญชี แต่ที่นันแบงก์มี 6,629,851 บัญชี เพิ่มขึ้น 206,895 บัญชีโดยทั้งระบบมียอดคงค้างทั้งสิ้น 196,841 ล้านบาท ลดลง 25,063 ล้านบาท หรือ ลดลง 11.29% ธนาคารพาณิชย์ไทยมี 75,524 ล้านบาท ลดลง 31,568 ล้านบาท สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ 18,426 ล้านบาท ลดลง 52 ล้านบาท แต่นันแบงก์มี 102,892 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6,558 ล้านบาท และทั้งระบบมียอดสินเชื่อผิดนักชำระหนี้เกิน 3 เดือนรวม 5,196 ล้านบาท ลดลง 1,103 ล้านบาท หรือลดลง 17.51% โดยธนาคารพาณิชย์ไทยมียอดคงค้าง 2,232 ล้านบาท ลดลง 795 ล้านบาท สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศมี 414 ล้านบาท ลดลง 107 ล้านบาท และนันแบงก์ 2,550 ล้านบาท ลดลง 1,103 ล้านบาท เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปี ก่อน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 12 สิงหาคม 2554, 17:35 น.

ธปท.ยันไม่จำเป็นต้องคุมการขยายสินเชื่อเหมือนจีน

Published สิงหาคม 12, 2011 by SoClaimon

19 พฤศจิกายน 2553, 21:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/128320.

Pic_128320

ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)แจงไม่จำเป็นต้องคุมการขยายตัวของสินเชื่อเหมือนจีน เนื่องจาก สินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ไทยยังโตตามปกติสอดคล้องเศรษฐกิจ

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวแสดงความเห็นกรณีที่ประเทศจีน สั่งการให้ธนาคารพาณิชย์กันสำรองเพิ่มขึ้น เพื่อชะลอการขยายตัวของสินเชื่อว่า ไทยไม่จำเป็นต้องควบคุมการขยายตัวสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์เหมือนที่ ประเทศจีนกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ จีนเขาทำเพื่อชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจ แต่ไทยไม่จำเป็น เพราะสินเชื่อของไทยยังขยายตัวในทิศทางปกติสอดคล้องกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ  “การดำเนินมาตรการของจีน ทำไปเพื่อชะลอความร้อนแรงทางเศรษฐกิจของเขา ที่สิเชื่อเขาขยายตัวสูง แต่เราไม่จำเป็นคุมแบบนั้น เพราะสินเชื่อเราโตสอดคล้องกับพื้นฐานทางเศรษฐกิจ  อีกอย่างการทำมาตรการของจีนก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับเรา” นายประสารกล่าว…

นายประสาร กล่าวอีกว่า ในส่วนของการดูแลค่าธรรมเนียมทางการเงินในระบบธนาคารพาณิชย์ ให้เป็นไปตามนโยบายของกระทรวงการคลังนั้น ขณะนี้ธปท.ยังติดตามดูอยู่ ยังไม่มีการดำเนินการอะไรเพิ่มเติ่มในช่วงนี้

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 19 พฤศจิกายน 2553, 21:00 น.

ธ.ไทยพาณิชย์จัดเงินเพิ่มเติม300ล้านบาทคืนรอยยิ้มผู้ประสบอุทกภัย4ตลาดหาดใหญ่

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

17 พฤศจิกายน 2553, 10:55 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127631.

Pic_127631

ธนาคารไทยพาณิชย์ เตรียมวงเงินสินเชื่อเพิ่มเติม 300 ล้านบาท ให้กับลูกค้าธุรกิจรายย่อยที่ประสบเหตุอุทกภัยในอำเภอหาดใหญ่  สำหรับซ่อมแซมปรับปรุงร้านค้า และซื้อสินค้าใหม่ทดแทนสินค้าที่เกิดความเสียหาย…

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. นายญนน์ โภคทรัพย์ รองผู้จัดการใหญ่ กลุ่มลูกค้าบุคคล ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ธนาคารได้ตระหนักถึงปัญหาความเดือดร้อนของลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าไปแล้วก่อนหน้านี้ ทั้งพักชำระหนี้ วงเงินกู้พิเศษเพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัย และวงเงินหมุนเวียนชั่วคราวเพื่อธุรกิจ  แต่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่หาดใหญ่นับว่ารุนแรงกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ ซึ่งมีลูกค้าที่ต้องการความช่วยเหลืออีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกค้าธุรกิจรายย่อยที่อยู่ในโซนพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญในหาดใหญ่ ได้แก่ ตลาดพลาซ่า ตลาดกิมหยง ตลาดสันติสุข และตลาดยงดี  ธนาคารจึงได้ออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้โดยสะดวก โดยได้ออกแคมเปญ “คืนรอยยิ้มแด่ 4 ตลาดหาดใหญ่”  ในวงเงิน 300 ล้านบาท เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยได้มีเงินหมุนเวียนและเสริมสภาพคล่องได้ สามารถฟื้นฟูกิจการให้สามารถดำเนินการได้เป็นปกติในเวลาอันรวดเร็ว

สำหรับผู้ประกอบการที่สามารถขอวงเงินกู้ได้ต้องเป็นผู้ประกอบการ ที่มีประสบการณ์ในธุรกิจโดยตรงไม่น้อยกว่า 2 ปี เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วมในพื้นที่ที่กำหนด มีวัตถุประสงค์ในการใช้เงินเพื่อฟื้นฟูกิจการ เช่น ซ่อมแซมร้านค้า แผงค้า หรือติดตั้งอุปกรณ์ชั้นวาง ทาสี ซื้อสต็อกสินค้า เป็นต้น

นายญนน์ กล่าวต่อว่า จากเงื่อนไขที่ดีที่ธนาคารมอบให้กับลูกค้า ได้แก่ วงเงินกู้สูงสุดที่ 500,000 บาทต่อราย โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ระยะเวลาผ่อนชำระนาน 5 ปี เชื่อว่าแคมเปญนี้จะได้รับความสนใจจากลูกค้า และมีส่วนช่วยฟื้นฟูผู้ประกอบการรายย่อยรวมถึงเศรษฐกิจของหาดใหญ่ให้เกิดการหมุนเวียนและมีสภาพคล่องได้ในเวลาอันสั้น

ทั้งนี้ ลูกค้าที่สนใจสามารถติดต่อขอวงเงินสินเชื่อได้จากสาขาของธนาคารในหาดใหญ่ทั้ง 18 แห่ง นอกจากนี้ ธนาคารยังอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า โดยได้ตั้งบูธของธนาคารแนะนำสินเชื่อในบริเวณตลาดทั้ง 4 แห่งอีกด้วย โดยแคมเปญคืนรอยยิ้มแด่ 4 ตลาดหาดใหญ่ จะเริ่มตั้งแต่วันนี้ถึง 30 ธันวาคม 2553

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 17 พฤศจิกายน 2553, 10:55 น.

กสิกรไทยเข็นเอสเอ็มอีซูเปอร์เทรด

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

10 สิงหาคม 2554, 05:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/192826.

Pic_192826

กสิกรไทย ออกแคมเปญสินเชื่อเอสเอ็มอีซูเปอร์เทรด สนับสนุนทางการเงินแก่เอสเอ็มอี ที่ทำการค้าระหว่างประเทศ ตั้งเป้าปล่อยกู้ถึงสิ้นปีนี้ 5,000 ล้านบาท…

นายปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าธนาคารได้ออกแคมเปญสินเชื่อเอสเอ็มอีซูเปอร์เทรด (SME Super Trade) เพื่อให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ธุรกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ทำการค้าระหว่างประเทศ ทั้งการส่งออกและนำเข้าสินค้าอย่างครบวงจร โดยเน้นกลุ่มที่มียอดขาย 50-400 ล้านบาทต่อปี กำหนดวงเงินกู้สูงสุดไว้ที่ 140 ล้านบาท และตั้งเป้าปล่อยกู้ถึงสิ้นปีนี้ 5,000 ล้านบาท

“ธนาคารได้ตั้งเป้าเพิ่มลูกค้าเอสเอ็มอีรายใหม่ที่ทำธุรกิจนำเข้าและส่งออก จึงได้ออกแคมเปญสินเชื่อเอสเอ็มอี ซูเปอร์เทรด ซึ่งจะทำให้มีลูกค้ารายใหม่เข้ามาขอใช้บริการสินเชื่อเพิ่มขึ้นจาก 30-40% เพิ่มขึ้นเป็น 50% และอีก 50% เป็นลูกค้ารายเดิมที่เข้ามาใช้บริการสินเชื่อ”

ทั้งนี้ ปัจจุบันผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ของไทยให้ความสำคัญในการทำการค้าระหว่างประเทศ ทั้งการนำเข้าและส่งออกมากขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าในช่วง 5 เดือนแรก ธุรกิจเอสเอ็มอีมีการนำเข้าเพิ่ม 13% และมีการส่งออกเพิ่มถึง 17.26% ทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีความต้องการเงินทุนในการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศ และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการมากขึ้น.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 10 สิงหาคม 2554, 05:00 น.

เอสเอ็มอีแบงก์ ดีเดย์“สินเชื่อ smePOWER เพื่อผู้ประสบอุทกภัย”

Published สิงหาคม 9, 2011 by SoClaimon

16 พฤศจิกายน 2553, 13:56 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127421.

Pic_127421

เอสเอ็มอีแบงก์ เปิดตัวโครงการ “สินเชื่อ smePOWER เพื่อผู้ประสบอุทกภัย” เร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ที่ประสบอุทกภัยทั่วประเทศ ด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษเพียง 3 % ต่อปีตลอดสัญญา ผ่อนนานถึง 6 ปี และปลอดชำระคืนเงินต้น 2 ปีแรก…

เมื่อวันที่ 16 พ.ย. นายโสฬส สาครวิศว กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) เปิดเผยว่า ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 2 พ.ย. 53 ที่มอบให้เอสเอ็มอีแบงก์เป็นผู้ดำเนินการโครงการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับความเสียหาย หรือได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยในปี 2553 ภายใต้โครงการ “สินเชื่อ smePOWER เพื่อผู้ประสบอุทกภัย” วงเงินโครงการ 5 ,000 ล้านบาท โดยเอสเอ็มอีแบงก์จะให้กู้รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3% ต่อปีตลอดอายุสัญญา ผ่อนชำระนานถึง 6 ปี และไม่ต้องชำระคืนเงินต้น 2 ปีแรก

นอกจากนี้ ยังสามารถกู้โดยไม่ต้องใช้หลักประกัน ไม่ต้องตรวจเครดิตบูโร เพราะธนาคารตระหนักถึงความเดือดร้อนของผู้ประกอบการ ผู้ทำธุรกิจที่มีความจำเป็นจะต้องใช้เงินกู้อย่างเร่งด่วน เพื่อนำไปฟื้นฟูกิจการหรือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการต่อไป ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่ยื่นกู้จะต้องมีสถานประกอบการในพื้นที่ประสบอุทกภัยและถูกน้ำท่วม โดยมีหนังสือรับรองจากหน่วยงานราชการในพื้นที่ว่าเป็นผู้ประกอบการจริงและ ถูกน้ำท่วม

“การสนับสนุนเงินทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในภารกิจของธนาคารที่มุ่งจะบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการ SMEs ในพื้นที่ประสบอุทกภัย โดยทีมเจ้าหน้าที่ธนาคารจะเปิดให้บริการปรึกษาแนะนำและสามารถยื่นขอกู้ได้ ภายในงาน ซึ่งที่ผ่านมา ธนาคารจะเปิดให้บริการที่จังหวัดนคร ราชสีมาเป็นเวลา 5 วัน (15-19 พ.ย. 2553) และในสัปดาห์ถัดไป จะนำความช่วยเหลือไปที่อำเภอหาดใหญ่ จ.สงขลา และ จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นลำดับ คาดวงเงิน 5,000 ล้านบาท จะสามารถช่วยผู้ประกอบการได้จำนวนมาก เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ได้รับความเดือดร้อน สามารถฟื้นตัวจากธุรกิจได้โดยเร็วต่อไป” นายโสฬส กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 16 พฤศจิกายน 2553, 13:56 น.

ไอแบงก์มั่นใจ NPL อยู่ในเกณฑ์ที่คุมได้ ยัน สคร.ไม่เคยสั่งทำแผนฟื้นฟูฯ

Published สิงหาคม 8, 2011 by SoClaimon

8 สิงหาคม 2554, 15:46 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/192484.

Pic_192484

ไอแบงก์มั่นใจ หนี้ด้อยคุณภาพ อยู่ในเกณฑ์คุมได้  คาดสิ้นเดือน ธ.ค.54 จะอยู่ที่ประมาณ 4.47%  ยัน สคร.ไม่เคยสั่งทำแผนฟื้นฟูฯ

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. นายธีรศักดิ์ สุวรรณยศ กรรมการผู้จัดการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือ ibank กล่าวว่า ปัจจุบัน ธนาคารมีสินทรัพย์ 118,584 ล้านบาท ล่าสุดธนาคารมีหนี้ด้อยคุณภาพ หรือเอ็นพีแอล ประมาณ 4.79% หรือ 4,500 ล้านบาท จากพอร์ตสินเชื่อทั้งหมด 102,395 ล้านบาทโดยหนี้เอ็นพีแอลจากสินเชื่อที่สนับสนุนโครงการภาครัฐ เช่น โครงการแก้ไขหนี้ สินภาคประชาชนมีหนี้ด้อยคุณภาพเพียง 14.50 ล้านบาทเท่านั้น โครงการรถสาธารณะ ซึ่งเป็นโครงการเพื่อการช่วย เหลือสังคม หรือพีเอสเอ ที่รัฐบาลรับผิดชอบความเสียหายของเอ็นพีแอลมีหนี้ด้อยคุณภาพไม่ถึง 1.5% โครงการเพื่อช่วย เหลือผู้ประสบอุทกภัย มีหนี้ด้อยคุณภาพต่ำกว่า 1% โดยคาดว่าหนี้เอ็นพีแอล สิ้นสุดเดือนธ.ค.54 จะอยู่ที่ประมาณ 4.47% จึงเห็นว่าสถานะเอ็นพีแอลของธนาคารไม่น่ากังวลแต่อย่างใด สำหรับ BIS Ratio ของธนาคารอยู่ที่ 11.81% ซึ่งสูงกว่าอัตราที่ทางการกำหนดที่ 8.5% โดยคาดว่าภายในไตรมาส 3 ธนาคารจะมีกำไรประมาณ 600 ล้านบาท จนถึงสิ้นปีน่าจะมีกำไรกว่า 900 ล้านบาท

นายธีรศักดิ์ กล่าวต่อว่า ตามที่ได้เข้ามาฟื้นฟูกิจการของ ibank นั้นพบว่าธนาคารประสบปัญหาหลายด้านทั้งในส่วนที่เกี่ยว ข้องกับธนาคารโดยตรงทั้งด้านระบบงาน ด้านสาขา ช่องทางการให้บริการ การขาดความเข้าใจด้าน Islamic Banking & Finance ที่แท้จริงของผู้กำกับดูแล รวมทั้งยังมีปัญหาที่เกี่ยวกับกฎหมายและภาษีอากร ที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจตามหลักอิสลามของธนาคาร ทำให้ธนาคารมีผลขาดทุนสะสมจำนวนมากกว่า 800 ล้านบาท ดังนั้นด้วยข้อจำกัดที่ต้องดำเนินการให้ธนาคารสามารถผ่านพ้นภาวะขาดทุนดัง กล่าวให้ได้ โดยไม่เป็นภาระกับทางการมากเกินไป จึงได้กำหนดแผนการฟื้นฟูธนาคารเป็น 3 ระยะ คือระยะที่ 1 การฟื้นฟูกิจการ ระยะที่ 2 เป็นการจัดวางระบบงานและวางโครงสร้างองค์กรให้สอด คล้องกับแผนธุรกิจ โดยในปีที่ผ่านมาธนาคารสามารถล้างขาดทุนสะสมและจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้นได้ เป็นปีแรก

ทั้งนี้ ธนาคารเริ่มมีความพร้อมที่จะเข้าสู่การพัฒนาในระยะที่ 3 ซึ่งเป็นการกำหนด Port สินเชื่อหลักของธนาคารให้เติบโตทางด้าน MSMEs และ Consumer Finance หลังจากที่ธนาคารได้ขึ้นระบบ Core Banking System หรือ CBS รวมทั้ง ERP และ CAP เรียบร้อยแล้วเมื่อเดือนที่ผ่านมา ทำให้ธนาคารมีความพร้อมในการให้บริการทั้ง Mobile Banking, Internet Banking และ Credit Card ได้ภายในเดือนกันยายนนี้ นอกจากนั้นธนาคารยังมีความพร้อมด้านสาขาที่ให้บริการได้มากขึ้นกว่า 70 สาขาทั่วประเทศ

กรรมการผู้จัดการไอแบงก์ กล่าวด้วยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลแบงก์รัฐทั้งหมดได้แสดงความกังวลต่อการดำเนินงาน ของธนาคารนั้นอาจมีความคลาดเคลื่อนในข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารได้นำส่งแผนยุทธศาสตร์ให้ สคร.เห็นชอบตามหลัก เกณฑ์ที่กำหนดโดยไม่ได้รับแจ้งให้ดำเนินการจัดทำแผนอื่นๆ เพิ่มเติมและยังเห็นว่า การแสดงความกังวัลของ สคร. ผ่านสื่อนั้นเป็นวิธีการที่ไม่เหมาะสม หน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลสถาบันการเงินของรัฐควรมีความระมัดระวังในการ ให้ข่าว เพราะจะทำให้ประชาชนทั่วไปเกิดความเข้าใจผิด ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายได้

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 8 สิงหาคม 2554, 15:46 น.

ธปท.คลอดเกณฑ์คุมอสังหาฯ ล็อกคอสินเชื่อคอนโดฯ-บ้านเดี่ยว 90-95%

Published สิงหาคม 6, 2011 by SoClaimon

13 พฤศจิกายน 2553, 05:45 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/126585.

Pic_126585

คลอดแล้วเกณฑ์เข้มคุมสินเชื่อ อสังหาฯ ธปท. ยันแม้ไม่มีฟองสบู่ แต่ควรจัดวัคซีนป้องกันไว้ก่อนเกิดโรค แบงก์ชาติ ระบุเริ่มเห็นการแข่งขันปล่อยสินเชื่อที่อยู่ อาศัยที่รุนแรงเกินไป ตั้งเกณฑ์ปล่อยกู้ คอนโดฯต้องมีดาวน์ 10% ส่วนบ้านเดี่ยวดาวน์ 5% ถ้าแบงก์ฝืนปล่อยเกิน สั่งเข้มสำรองเงินทุนเพิ่มเท่าตัว

นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายเสถียรภาพสถาบันการเงิน แถลงข่าวการออกมาตรการกำกับดูแลการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคาร พาณิชย์ว่า ในช่วงที่ผ่านมาธุรกิจการก่อสร้างที่อยู่อาศัย ทั้งคอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว หรือทาวน์เฮาส์ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง  สอดคล้องกับตัวเลขสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่เติบโตในระดับที่ดี

อย่างไร ก็ตาม แม้ว่ายังไม่เห็นสัญญาณบ่งชี้ที่ชัดเจนว่า มีปัญหาฟองสบู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่ในช่วงที่ผ่านมา เริ่มเห็นแนวโน้มการ แข่งขันการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารพาณิชย์ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการแข่งขันในด้านการตลาดของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น ซึ่งอาจจะผลักดันให้เกิดพฤติกรรมในการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่มีความ เสี่ยงมากขึ้น  จากใน ช่วงที่ผ่านมา  ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่กำหนดให้วางเงินดาวน์ในการซื้อที่อยู่อาศัยไม่ต่ำกว่า 10% หรือมีอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (Loan to Value หรือ LTV ratio)  ในระดับ 90% ซึ่ง ธปท. มองว่าอยู่ในระดับที่ดี

“มาตรการ ที่ ธปท. ออกมาครั้งนี้จึงถือเป็นมาตรการป้องกัน เพราะคนที่ยังเป็นปกติอยู่นั้น สามารถมารับวัคซีนฉีดยาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคได้ แต่หากไม่สบายแล้วจะรักษายาก ถ้าให้ยาแรงอาจเกิดอาการช็อกได้”

นาย เกริก กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนั้น ในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์  ควรจะพิจารณาความสามารถในการแข่งขันในอนาคตของผู้ซื้อ  ที่จะมีภาระมากขึ้นหากในช่วงต่อไปอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของไทยเข้าสู่ขาขึ้น ด้วย โดยหากคำนวณภาระการผ่อนส่งที่จะมากขึ้น พบว่า หากในช่วงต่อไปอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงขึ้น 1% ภาระการผ่อนส่งของประชาชนจะเพิ่มขึ้นถึง 20% ถ้าดอกเบี้ยขึ้น 2% ภาระจะเพิ่มขึ้น 40% ดังนั้น การแข่งขันปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารพาณิชย์  ควรจะคำนึงถึงเรื่องเหล่านี้ด้วย  เพราะจะส่งผลถึงจำนวนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในอนาคต

“มาตรการ ที่ออกมาในครั้งนี้ เป็นการเพิ่มน้ำหนักความเสี่ยงในการสำรองเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) ซึ่งธนาคารพาณิชย์ต้องกันสำรองเงินกองทุน เมื่อปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้กับลูกค้า ซึ่งจะผลักดันให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยวงเงินสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกันใน อัตราที่ ธปท. เห็นว่าควรจะสนับสนุนและเหมาะสมต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ”

รอง ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวต่อว่า หากธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อตาม LTV ratio ที่ ธปท. กำหนด ธปท. จะกำหนดค่าความเสี่ยงที่ต้องสำรองเงินทุนในระดับ 35% ของสินเชื่อที่ปล่อยไปเท่านั้น แต่หาก ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อโดยให้สัดส่วน LTV ratio เกินกว่าที่ ธปท. กำหนด ค่าความเสี่ยงที่ต้อง กันสำรองเงินทุนจะเพิ่มเป็น 75% ของเงินที่ปล่อยกู้ หรือคิดเป็นเม็ดเงินที่ต้องสำรองประมาณ 1 เท่าตัว

โดยกำหนดสัดส่วน LTV ratio เป็น 3 กรณี 1. สินเชื่อที่อยู่อาศัยราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อโดยใช้ LTV ratio ที่สัดส่วน 80% หรือต้องมีเงินดาวน์ ไม่ต่ำกว่า 20% ของมูลค่าหลักประกัน ซึ่งกรณีนี้มีผลไปแล้วตั้งแต่ปี 2552 กรณีที่ 2 สินเชื่อคอนโดมิเนียมราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาทลงมา กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อโดยใช้ LTV ratio ที่สัดส่วน 90% หรือต้องมีเงินดาวน์ ไม่ต่ำกว่า 10% ของมูลค่าหลักประกัน ยกเว้นข้าราชการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ มีผลเฉพาะสัญญาจะซื้อจะขายที่ทำสัญญาตั้งแต่ 1 ม.ค. 2554

กรณีที่ 3 สินเชื่อบ้านแนวราบ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ ราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท กำหนด LTV ratio ที่สัดส่วน 95% หรือมีเงิน ดาวน์ไม่ต่ำกว่า 5% ของมูลค่าหลักประกัน ยกเว้นข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ โดยมีผลเฉพาะ สัญญาที่จะซื้อจะขายตั้งแต่ 1 ม.ค. 2555

นายเกริก กล่าวอีกว่า มาตรการดังกล่าวที่ออกมานั้น ธปท. ห้ามหรือไม่บังคับให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยเกินระดับที่ ธปท. มองว่าเหมาะสม แต่หากจะปล่อยสินเชื่อเกินระดับดังกล่าว จะต้องมีเงินกองทุนรองรับที่เพิ่มขึ้น เช่น เดิมหากธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อคอนโดมิเนียม 1 ล้านบาท คิดค่าความเสี่ยง 35% จะต้องสำรองเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) ประมาณ 29,750 บาท แต่หากให้สัดส่วน LTV ratio มากกว่าที่ ธปท. กำหนด ค่าความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเป็น 75% ส่งผลให้สินเชื่อคอนโดมิเนียม 1 ล้านบาท ธนาคารพาณิชย์จะต้องกันสำรองเพิ่มขึ้นเป็น 63,750 บาท.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 13 พฤศจิกายน 2553, 05:45 น.

หุ้นอสังหาร่วงผวาถูกคุมสินเชื่อ

Published สิงหาคม 5, 2011 by SoClaimon

12 พฤศจิกายน 2553, 05:45 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/126300.

Pic_126300

โสภณ พรโชคชัย

หุ้นอสังหาฯ ร่วงผวา ธปท. คุมสินเชื่อ ป้องกันภาวะฟองสบู่ บทเรียนต่างชาติให้ไทยหาทางหนีทีไล่ …

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวราคาหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์พบว่า ส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง เนื่องจากวิตกกังวลกรณีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่งสัญญาณควบคุมสินเชื่อที่อยู่อาศัย เพื่อป้องกันการเกิดภาวะฟองสบู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว

ขณะที่บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินว่า จุดยืนของ ธปท.ทำให้ผู้ ประกอบการต้องปรับตัวอย่างมากโดยเฉพาะการขายสินค้าที่อาจต้องเพิ่มเงินดาวน์ให้สูงขึ้น และอีกปัญหาที่ใหญ่กว่า คือรายการขายที่เกิดขึ้นไปแล้ว และรอขอสินเชื่อกับธนาคารในส่วนของบริษัทในตลาดหุ้น 14 แห่ง มีมูลค่าสูงกว่า 100,000 ล้านบาท หากมีการกำหนดเกณฑ์วงเงินสินเชื่อที่ให้ได้สูงสุดต่อราคาประเมินหลักทรัพย์ค้ำประกัน (LTV) ที่ต่ำลงจากปัจจุบัน อาจทำให้ผู้ซื้อบางส่วนไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ กระทบไปถึงฐานะการเงินของผู้ประกอบการ และจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงสถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อโครงการ

นายโสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหารศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด หรือ AREA เปิดเผยว่า ได้รวบ รวมมาตรการต่างๆ ของจีนและบทเรียนจากสหรัฐฯ เพื่อนำเสนอธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และผู้ประกอบการต่างๆนำไปศึกษาเพื่อหาทางหนีทีไล่ เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจจะตามมา

โดยกรณีสหรัฐฯ ก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2551 จำนวนที่อยู่อาศัยเกิดเพิ่มขึ้นปีละ 1.5-2.0 ล้านหน่วย แต่หลังจากเกิดวิกฤติ มีบ้านสร้าง ใหม่ปีละไม่เกิน 500,000 หน่วย หรือประมาณหนึ่งในสาม เท่ากับว่าจำนวนบ้านเกิดขึ้นเกินความ ต้องการจริงถึงสองเท่าตัว ในแต่ละปีราคาที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นปีละ 10% มานับแต่ปี 2535-2550 ทำให้มีการรีไฟแนนซ์หรือนำบ้านไปเพิ่มวงเงินกู้เพื่อนำเงินมาใช้สอยกันอย่างแพร่หลาย อัตราส่วนเงินกู้ต่อมูลค่าทรัพย์สิน หรือ LTV ก็สูงขึ้นจากอัตราปกติที่ 70-80% ของมูลค่าเป็น 90%, 100% และ 120% ตามลำดับ ด้วยความคาดหวังว่าราคาบ้านก็จะยังเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง จนเมื่อเศรษฐกิจตกต่ำ ราคาบ้านจึงกลับต่ำลงจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลาเกินกว่า 3 ปีแล้วที่ราคาบ้านยังตกต่ำต่อเนื่อง

สำหรับมาตรการแก้ไขปัญหาอสังหาริม-ทรัพย์ร้อนแรงเกินไปในจีน มีมาตรการที่ไทยสมควรศึกษา เช่น ในปี 2552 มีการประกาศว่าผู้ที่จะซื้อบ้านเป็นหลังที่สองต้องมีเงินดาวน์ไม่น้อยกว่า 40% ของราคาบ้าน ขณะที่สถาบันการเงินต้องควบคุมการอำนวยสินเชื่อแก่ผู้ซื้อบ้านหลังที่สอง ไม่ใช่ปล่อยกู้กันตามใช้ชอบโดยขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน

รวมทั้งการกำหนดให้ผู้ขายบ้านที่ถือครองต่ำกว่า 5 ปีต้องเสียภาษีธุรกิจ ส่วนผู้ที่ถือครองต่ำกว่านั้นก็ยังเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในส่วนที่เพิ่มขึ้นของราคา จากนั้นในปี 2553 มีข้อกำหนดให้ผู้ซื้อบ้านหลังที่สองต้องวางเงินดาวน์ 50% และผู้ซื้อบ้านหลังที่สามอาจไม่ได้รับสินเชื่อใดๆ และรัฐบาลหยุดให้ต่างชาติซื้อห้องชุดเพื่อหยุดการเก็งกำไรจนถึงการออกนโยบาย “1 ครัวเรือน 1 บ้าน” เพื่อลดความร้อนแรงของตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยไม่หวั่นเกรงจะกระทบกับอุตสาหกรรมที่อยู่อาศัย.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 12 พฤศจิกายน 2553, 05:45 น.

หนี้เน่าหลอนเอสเอ็มอีแบงก์

Published สิงหาคม 4, 2011 by SoClaimon

4 สิงหาคม 2554, 05:15 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/191374.

Pic_191374

หนี้เน่าหลอนเอสเอ็มอีแบงก์  คลังปวดขมับปล่อยกู้สนองนโยบายรัฐบาลใหม่

นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า มีความเป็นห่วงเกี่ยวกับการดำเนินงานของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ในส่วนของการบริหารจัดการปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่ธนาคารมีอยู่ เนื่องจากขณะนี้ถึงแม้ว่าตัวเลขของหนี้เอ็นพีแอลของเอสเอ็มอีแบงก์จะปรากฏว่ามีการปรับลดลงจากในอดีตแล้ว แต่ในความเป็นจริงจำนวนหนี้เอ็นพีแอลปรับลดลงน้อยมาก หรือแถบจะไม่ลดลงเลย

“หนี้เอ็นพีแอลของเอสเอ็มอีแบงก์มีการปรับลดลงเมื่อเทียบกับอัตราการขยายตัวของสินเชื่อในช่วงที่ผ่านมา แต่หากพิจารณาจากตัวเลขยอดหนี้เอ็นพีแอลยังอยู่ในระดับเท่าเดิม ซึ่งเรามีความเป็นห่วงในจุดนี้ เพราะที่ผ่านมา เอสเอ็มอีแบงก์เร่งในการดำเนินงานเพื่อสนองนโยบายรัฐบาล ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องดี แต่ขณะเดียวกัน การแก้ปัญหาหนี้เสียกลับไม่เกิดขึ้น การที่หนี้เอ็นพีแอลดูเหมือนว่าลดน้อยลงจากเดิมแล้ว ก็เพราะเกิดจากอัตราการขยายของสินเชื่ออย่างมหาศาลในช่วงที่ผ่านมา”

ด้านนายโสฬส สาครวิศว กรรมการผู้จัดการเอสเอ็มอีแบงก์ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาธนาคารมีการเข้าไปดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด และมีการส่งเจ้าหน้าที่ออกไปให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยการปล่อยสินเชื่อตามนโยบายของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการย่านราชประสงค์ หรือปล่อยกู้ผู้ประสบภัยน้ำท่วม ก็มีหนี้เสียเพียง 1% เท่านั้น ขณะที่โครงการประชาวิวัฒน์ก็ยังไม่เกิดหนี้เสียขึ้นเลย ดังนั้น โดยรวมถือว่าการดำเนินงานของธนาคารยังดีอยู่

ทั้งนี้ ล่าสุดขณะนี้ธนาคารมีหนี้เสียอยู่ที่ 17,000 ล้านบาท หรือ 19% หากเทียบกับปีที่ผ่านมาถือว่าลดลงไปมาก โดยเมื่อ ปี 51 เอ็นพีแอลของธนาคารเคยสูงถึง 50% หรือ 21,656 ล้านบาทมาแล้ว ซึ่งถือว่าลดลงไปมากแล้ว จึงไม่น่าเป็นกังวล

ล่าสุดสินเชื่อคงค้างของธนาคารในเดือน มิ.ย.54 อยู่ที่ 91,000 ล้านบาท โดยมีการขยายตัวจากปีที่ผ่านมา 10% ซึ่งใกล้เคียงกับธนาคารอื่นๆ ส่วนสินเชื่อใหม่เพิ่มขึ้นสุทธิ 20,000 ล้านบาท และตั้งเป้าทำกำไรทั้งปีประมาณ 200 ล้านบาท จากปีที่แล้วมีกำไร 128.48 ล้านบาท.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 4 สิงหาคม 2554, 05:15 น.
%d bloggers like this: