สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

All posts tagged สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

มาร์คแก้ปัญหาปุ๋ยแพงไม่ตก

Published พฤษภาคม 6, 2011 by SoClaimon

4 พฤษภาคม 2554, 19:00 น.
มาร์คแก้ปัญหาปุ๋ยแพงไม่ตก – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_169034

“อภิสิทธิ์”กุมขมับแก้ปัญหาปุ๋ยแพงไม่ตกผนึก หลัง ครม.เด้งกลับโครงการปุ๋ยสั่งตัด 2 รอบมีข้อเสนอให้ลดดอกเบี้ยช่วยแทนหวังประหยัดงบประมาณ รอเคาะครั้งสุดท้ายวันที่ 6 พ.ค.นี้…

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาปุ๋ยราคาแพง ว่า ที่ประชุมได้พิจารณารายละเอียดของโครงการปุ๋ยสั่งตัดเพื่อลดต้นทุนให้กับเกษตรกร หลังจากที่การประชุมครม.นัดสุดท้ายเมื่อค่ำคืนวันที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมา ยังไม่อนุมัติโครงการ เนื่องจากมีข้อเสนอว่าหากไม่ใช้วิธีการชดเชยงบประมาณให้ผู้ประกอบการปุ๋ยในราคาตันละ 1,500 บาท แต่สามารถลดอัตราดอกเบี้ยให้เกษตรกรในอัตราที่จูงใจ เพื่อนำไปซื้อปุ๋ยเคมีได้หรือไม่

อย่างไรก็ตามในที่ประชุมครั้งนี้ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปจัดทำรายละเอียดทั้งหมด เพื่อเสนอให้นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจอีกครั้งในวันที่ 6 พ.ค.นี้ สำหรับโครงการปุ๋ยสั่งตัดฯ มีหลายคนแสดงความเป็นห่วงว่าหากให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด จะทำให้บรรดาร้านค้าปุ๋ยรายย่อยที่มีอยู่เป็นหมื่น ๆ ร้านค้าทั่วประเทศอาจได้รับผลกระทบได้ เพราะเชื่อว่าเกษตรกรจะเข้าร่วมโครงการใช้ปุ๋ยสั่งตัดฯแน่นอน

ขณะที่หลายคนก็ไม่มั่นใจในการดำเนินการของพ่อค้าปุ๋ย รวมถึงข้อเสนอของการให้สินเชื่อกับเกษตรกร โดยมีดอกเบี้ยต่ำมากเป็นพิเศษนั้น ก็ยังไม่สามารถกำหนดอัตราที่เหมาะสมได้ เพราะการนำเรื่องของดอกเบี้ยต่ำเข้ามาทดแทนโครงการปุ๋ยสั่งตัดฯ จำเป็นที่ต้องคิดดอกเบี้ยที่จูงใจ ซึ่งมีข้อเสนอให้กำหนดดอกเบี้ยลูกค้าชั้นดี (เอ็มอาร์อาร์) ลบ 3% หรือลบ 5% จากปัจจุบันที่เอ็มอาร์อาร์อยู่ที่ 7%

ด้านนางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ที่ประชุมได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในเร่งหารือกับผู้ประกอบการปุ๋ยเพื่อกำหนดเพดานราคาปุ๋ยในโครงการปุ๋ยสั่งตัดทั้ง 5 สูตร เพื่อให้แต่ละสูตรมีเพดานเพียงราคาเดียว จากที่ผู้ประกอบการได้เสนอข้อมูลต้นทุนการผลิตปุ๋ยที่แตกต่างกันในแต่ละสูตร ซึ่งผู้ประกอบการจำเป็นต้องเฉือนเนื้อเพื่อให้ได้ต้นทุนที่ใกล้เคียงกันมากที่สุด

ขณะที่นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์เร่งหารือกับผู้ประกอบการปุ๋ยเพื่อพิจารณาต้นทุนตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางให้ชัดเจน เพื่อนำมาคำนวณกำหนดราคาเพดานปุ๋ยสั่งตัดในแต่ละสูตรทั้ง 5 สูตรตามต้นทุนจริง ช่วยให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการได้ใช้ปุ๋ยในราคาที่เหมาะสม โดยรัฐจะชดเชยส่วนต่างให้ผู้ประกอบการ ก.ก.ละ 1.50 บาท หรือใช้งบประมาณ 2,250 ล้านบาท ซึ่งปุ๋ยถือเป็นต้นทุนของเกษตรกรถึง 60% และให้กระทรวงการคลัง ไปหารือกับ ธ.ก.ส.เพื่อกำหนดอัตราดอกเบี้ยต่ำที่เหมาะสมให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการปุ๋ยสั่งตัด โดยมีวงเงินสินเชื่อประมาณ 30,000 ล้านบาท โดยรัฐจะชดเชยอัตราดอกเบี้ยให้ประมาณ 3,000 ล้านบาท โดยส่วนตัวแล้วเห็นว่าโครงการปุ๋ยสั่งตัดเป็นโครงการที่ทำให้เกิดประโยชน์กับเกษตรกรและช่วยประเทศชาติได้มากที่สุด

นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม.นัดสุดท้ายได้ตั้งคำถามว่าจะแก้ไขปัญหาเรื่องปุ๋ยขึ้นราคาได้อย่างไร โดยโครงการปุ๋ยสั่งตัดฯเป็นเพียงตัวเลือกหนึ่งเท่านั้นและจะสามารถแก้ไขปัญหาได้จริงหรือไม่ โดยนายกฯได้ยืนยันในครม.ว่าเรื่องปุ๋ยแพงเป็นปัญหาที่สำคัญที่ต้องการแก้ไขปัญหาให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุดโดยไม่สามารถปล่อยให้ปัญหาไปถึงรัฐบาลชุดใหม่ได้ จึงมอบหมายให้รองนายกฯทั้ง 3 คน คือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี และพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ไปร่วมกันหาข้อสรุปให้ได้ภายในสัปดาห์นี้

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 4 พฤษภาคม 2554, 19:00 น.

สศก.ฟันธงจีดีพีเกษตรหดเหลือ 0%

Published เมษายน 13, 2011 by SoClaimon

22 ตุลาคม 2553, 05:15 น.

สศก.ฟันธงจีดีพีเกษตรหดเหลือ 0% – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_120716

 

วิกฤติภัยพิบัติแล้ง-น้ำท่วมซ้ำ ซัดพืชผักผลไม้เสียหายยับเยิน สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรประเมินจีดีพีภาคเกษตรอาจไม่ขยายตัว …

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร  (สศก.) เปิดเผยว่า ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่เร่งสำรวจและรวบรวมพื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย เพื่อประเมินมูลค่าความเสียหายด้านเศรษฐกิจการเกษตรของไทยในปีนี้  ทั้งนี้จะแยกความเสียหายออกเป็น 2 ระดับคือ  ความเสียหายโดยสิ้นเชิง  และเสียหายบางส่วน  และเน้นต้นทุนการผลิตที่เกษตรกรลงทุนเป็นหลัก  ซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติกับผลผลิตด้านการเกษตรในปีนี้ถือว่าหนักมาก

“ปีนี้ภาพรวมผลผลิตทางการเกษตรของไทยลดลงชัดเจนแน่ เพราะได้รับความเสียหายตลอดทั้งปีจากปัญหาภัยแล้ง โรคและแมลงศัตรูพืชระบาด และล่าสุดน้ำท่วม ถ้าปริมาณน้ำที่ท่วมขังลดลงช้า ความเสียหายจะยิ่งมาก อาจจะส่งผลให้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ภาคเกษตรของไทย เดิมคาดว่าทั้งปีขยายตัวที่ 3% แต่ความเป็นไปได้ว่าปีนี้ทั้งปีจีดีพีภาคเกษตรอาจจะไม่ขยายตัวหรืออยู่ที่ 0%”

นายอภิชาต  กล่าวว่า  สำหรับผลผลิตทางการเกษตรที่คาดว่าจะเสียหายมาก ได้แก่ ข้าว เพราะอยู่ในช่วงที่ข้าวนาปีกำลังออกรวง หากน้ำท่วมขังนานจะทำให้ผลผลิตเน่าเสีย จากที่คาดว่าปีนี้ผลผลิตจะอยู่ที่ 23 ล้านตันข้าวเปลือก อาจได้ไม่ถึงที่คาดการณ์ไว้  ซึ่งต้องรอผลการสำรวจสรุปตัวเลขความเสียหายที่แน่นอนอีกครั้งหนึ่ง ส่วนข้าวโพดคาดว่าจะเสียหายจำนวนมากเช่นกัน  เนื่องจากอยู่ในช่วงกำลังเก็บเกี่ยวเช่นกัน  เมื่อเจอฝนตกหนักต่อเนื่องจะส่งผลต่อคุณภาพของผลผลิตที่จะเน่าเสีย และเป็นเชื้อรา

“ขณะที่มันสำปะหลัง  เมื่อเจอปัญหาน้ำท่วม หัวมันก็จะเน่าเสีย เปอร์เซ็นต์ การให้แป้งของมันสำปะหลังก็จะลดลง  ส่วนอ้อยก็เช่นกันเมื่อเจอฝนตกติดต่อ และน้ำท่วม เปอร์เซ็นต์น้ำตาลก็จะลดลง  รวมไปถึงผลผลิตยางพาราที่ชาวสวนยางไม่สามารถออกไปกรีดยางได้ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง  อย่างไรก็ตาม  พืชที่คาดว่าจะได้ผลผลิตดีคือปาล์มน้ำมัน เนื่องจากเป็นพืชที่ชอบน้ำมาก”

เลขาธิการ สศก.  กล่าวอีกว่า  ส่วนการช่วยเหลือของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เร่งดำเนินการในขณะนี้ คือ การเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายอย่างเร็วที่สุด  เพื่อไม่ให้น้ำท่วมขังนาน  ขณะที่เกษตรจังหวัดเร่งสำรวจความเสียหาย  เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว ส่วนหน่วยงานต่างๆ ก็เร่งช่วยเหลือเช่นกัน ได้แก่ กรมพัฒนาที่ดินต้องเข้าไปปรับปรุงพัฒนาดินที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมให้มีสภาพดีขึ้น  พร้อมที่จะเพาะปลูกพืชในรอบใหม่  กรมวิชาการเกษตร  และกรมส่งเสริมการเกษตร  เตรียมเมล็ดพันธุ์และปัจจัยการผลิตเข้าไปช่วยเหลือเกษตรกร เป็นต้น.

 

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 22 ตุลาคม 2553, 05:15 น.

 

ไทยไม่ระงับนำเข้าอาหารยุ่น เกษตรฯมึนไม่มีเครื่องมือตรวจสารกัมมันตรังสี

Published มีนาคม 18, 2011 by SoClaimon

18 มีนาคม 2554, 06:15 น.

ผ่านทางไทยไม่ระงับนำเข้าอาหารยุ่น เกษตรฯมึนไม่มีเครื่องมือตรวจสารกัมมันตรังสี – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_156813

 

นายอภิชาต จงสกุล

คนไทยกังวลอาหารปนเปื้อนกัมมันตรังสีจากญี่ปุ่น แต่หน่วยงานรัฐยังละล้าละลัง โยนให้ อย.ดูแลเพียงหน่วยงานเดียว ร้องตรวจเข้มสัตว์น้ำ เช่น ปลา กุ้ง หอย รวมทั้งเนื้อวัวโกเบ ที่มีการนำเข้ามากกว่าสินค้านำเข้าชนิดอื่นๆ…

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวยอมรับว่า กระทรวงเกษตรฯ ยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนในการรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจมีสารกัมมันตรังสีปนเปื้อนเข้ามากับอาหารและสินค้าเกษตร ที่นำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น แต่ในเบื้องต้นนายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดของกระทรวงเกษตรฯที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสี ว่าจะมีโอกาสปนเปื้อนเข้ามายังประเทศไทยผ่านช่องทางใดบ้าง เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือ หากเหตุการณ์ในญี่ปุ่นรุนแรงมากขึ้น

“กระทรวงเกษตรฯไม่ได้มีอำนาจหน้าที่โดยตรง ในการเข้าตรวจสอบในเรื่องอาหารปนเปื้อน เนื่องจากเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แต่หากเป็นวัตถุทางการเกษตรเช่น พืช สัตว์ หรือสารเคมี ที่นำเข้ามาเพื่อทำการเกษตร มีกลไกในการรับมืออยู่แล้ว”

นายอภิชาต กล่าวต่อว่า สำหรับสถานการณ์ล่าสุด ขณะนี้ทูตเกษตรไทย ประจำประเทศญี่ปุ่นยังคงปฏิบัติงานได้ตามปกติ ไม่ได้มีการรายงานมาว่าจะต้องระมัด ระวังสินค้าส่งออกของญี่ปุ่นชนิดใดเป็นพิเศษ ดังนั้น มาตรการสั่งระงับนำเข้าสินค้าจากประเทศญี่ปุ่น จึงยังไม่มีความจำเป็นและจะไม่มีการนำมาใช้

นายจิรากร โกศัยเสวี อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า การตรวจสอบสารกัมมันตรังสีในสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่นเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ตาม พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2552 โดยกรมวิชาการเกษตรเป็นเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติงานสนับสนุน เฉพาะการเก็บตัวอย่างผักสดและผลไม้สดเพื่อนำไปตรวจวิเคราะห์เท่านั้น นอกจากนี้ ก็ไม่มีเครื่องมือหรืออุปกรณ์สำหรับตรวจหาสารกัมมันตรังสีอีกด้วย

นายปรีชา สมบูรณ์ประเสริฐ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า การตรวจสอบตัวอย่างสินค้าที่นำเข้าจากญี่ปุ่นนั้น อย.สามารถดำเนินการได้เองโดยไม่เหลือ บ่ากว่าแรง เนื่องจากปริมาณสินค้าอาหารและเกษตรที่ไทยนำเข้าจากญี่ปุ่นมีน้อยมาก   โอกาสที่อาหารปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีจะเข้ามายังไทยมีน้อยมาก

นางสมหญิง เปี่ยมสมบูรณ์ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงจะมีด่านตรวจสัตว์น้ำนำเข้า ทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศอยู่แล้ว ผู้นำเข้าต้องมาขออนุญาตตามขั้นตอนปกติ หากสินค้าใดที่ทางการตรวจสอบพบว่ามีปัญหาก็จะต้องมีการระงับการนำเข้าอยู่แล้ว เพียงแต่จะต้องคุมเข้มในส่วนสินค้าที่มีปัญหาให้มากขึ้นเป็นพิเศษ

นายอนันต์ ดาโลดม นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย และอดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า พื้นที่ตั้งโรงนิวเคลียร์ของญี่ปุ่นไม่มีเขตเกษตรกรรม โอกาสของการแพร่กระจายหรือปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีโอกาสมีน้อยมาก อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบสินค้าที่อาจปนเปื้อนก็ยังคงต้องทำอย่างเข้มข้นและรวดเร็ว โดยเฉพาะสัตว์น้ำ เช่น ปลา กุ้ง หอย รวมทั้งเนื้อวัวโกเบ ที่มีการนำเข้ามากกว่าสินค้านำเข้าชนิดอื่นๆ

นายเกียรติ สิทธีอมร ประธานผู้แทนการค้าไทย (ทีทีอาร์) เปิดเผยว่า ผลกระทบจากสารกัมมันตภาพรังสีแพร่กระจายจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของญี่ปุ่น ทำให้ หลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยต้องตรวจสารกัมมันตภาพรังสีในสินค้านำเข้าเข้มงวดมากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะสินค้าประเภทอาหาร แต่ต้องรวมถึงวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่อาจจะได้รับความเสี่ยงของการแพร่กระจายจากกัมมันตภาพรังสีครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม คนไทยยังไม่ควรตื่นตระหนกเกินไปว่าสารกัมมันตภาพรังสีพัดเข้ามาในประเทศ เพราะประเทศไทยมีสถานีตรวจวัดระดับสารกัมมันตภาพรังสีทั่วประเทศตามจุดต่างๆ อยู่ 7 แห่ง มีการดูแลกันอย่างใกล้ชิดและเฝ้าระวังอย่างดีที่สุด แต่สิ่งที่สำคัญในขณะนี้คือความปลอดภัยของประชาชนชาวญี่ปุ่นที่อยู่ในพื้นที่การแพร่กระจายของสารกัมมันตภาพรังสี ที่ต้องอพยพออกมาก่อน รวมถึงการนำคนไทยในญี่ปุ่นที่ต้องการกลับประเทศกลับมาก่อน

ด้านนายธีรศักดิ์ อุรุนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กล่าวว่า จากความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอาหารในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งหลายภาคส่วนได้ให้ความตระหนักในเรื่องนี้ สำหรับประเทศไทยเอง ภาครัฐได้มีมาตรการป้องกันอาหารที่ปนเปื้อนดังกล่าวตั้งแต่ที่สนามบิน และสินค้านำเข้าต่างๆ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการ หอการค้าไทย กล่าวว่า การนำเข้าอาหารจากญี่ปุ่นส่วนใหญ่เป็นส่วนประกอบอาหาร  และเห็นด้วยที่รัฐบาลไทยจะตรวจเข้มสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่น จากนี้ ไปญี่ปุ่นจะให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงทางอาหาร จากปัจจุบันที่นำเข้าสัดส่วน 46% โดยญี่ปุ่นจะต้องจริงจังกับการเข้าไปลงทุนผลิตอาหารในประเทศต่าง  รวมถึงไทย  ซึ่งเรื่องนี้ไทยควรให้ความสำคัญและกำหนดแนวทางให้ชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไร.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 18 มีนาคม 2554, 06:15 น.

 

ธปท.จับมือสศก.ใช้ข้อมูลสินค้าเกษตรประมาณการจีดีพี

Published มกราคม 12, 2011 by SoClaimon

7 มกราคม 2554, 15:30 น.

ผ่านทางธปท.จับมือสศก.ใช้ข้อมูลสินค้าเกษตรประมาณการจีดีพี – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_139644

 

ธปท.ลงนามร่วมสศก. ใช้ข้อมูลดัชนีราคา และดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ของสศก.เป็นฐานในการประมาณการเศรษฐกิจ ลดความซับซ้อน และความสับสนของประชาชน

เมื่อวันที่ 7 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเฉลิมพร พิรุณสาร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอภิชาต จงสกุล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) และนายประสาร ไตรรัตนวรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ร่วมกันลงนามในบันทึกความตกลงว่าด้วยการใช้ประโยชน์ข้อมูล ดัชนีราคาผลผลิตภาคการเกษตร และดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร

นายประสาร กล่าวว่า นับวันข้อมูลด้านการเกษตร จะสำคัญต่อการดูแลการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยโดยรวมมากขึ้น และเป็นภาคที่มีการจ้างงานมากที่สุด โดยมีแรงงานภาคการเกษตรสูงถึง 14.7 ล้านคน หรือ 38.2% ของแรงงานทั้งหมด รวมทั้งเป็นแหล่งรายได้ของประเทศที่สูงมาก โดยรายได้จากการส่งออกมีรายได้จากภาคการเกษตรมากกว่า 800,000 ล้านบาท การเปลี่ยนแปลงในภาคการเกษตร เช่น ผลผลิตที่ลดลงจากภัยแล้ง หรืออุทกภัย หรือราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น จึงสำคัญต่อการใช้จ่ายของประเทศโดยรวม และอัตราเงินเฟ้อของประเทศอย่างมาก อย่างไรก็ตามในช่วงที่ผ่านมา ธปท.จัดทำดัชนีราคา และดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรด้วยตัวเอง เพราะยังไม่มีหน่วยงานอื่นทำ แต่ตั้งแต่ปี 2547 ที่ผ่านมา สศก. ได้จัดทำ และมีข้อมูลที่รวดเร็ว และได้มาตรฐานสากล ดังนั้น เพื่อให้การติดตามภาวะเศรษฐกิจของธปท. และการประมาณการภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยมีความรวดเร็ว และถูกต้องมากขึ้น รวมถึงลดภาระความซ้ำซ้อนในการจัดทำและเผยแพร่ข้อมูลของทั้ง 2 หน่วยงาน และข้อมูลที่บางครั้งออกมาไม่ตรงกัน ทำให้ประชาชนสับสน ธปท.จะหยุดทำดัชนีดังกล่าวของธปท. และนำดัชนีที่ สคก.จัดทำไปใช้ในการประมาณการเศรษฐกิจแทน ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้มีข้อมูลที่รวดเร็วและครบถ้วนขึ้น

ด้านนายอภิชาต จงสกุล กล่าวว่า ถือเป็นเกียรติที่ธปท.นำข้อมูลของ สศก.ไปใช้ โดยดัชนีที่ ธปท.นำไปใช้มี 2 ตัวด้วยกัน คือ ดัชนีราคาสินค้าเกษตร ซึ่งจัดทำขึ้นจาก 9 กลุ่มสินค้า คือพืชอาหาร และธัญพืช พืชน้ำมัน เส้นใย ไม้ผล ไม้ยืนต้น ไม้ดอกไม้ประดับ พืชผัก ปศุสัตว์ และประมง รวม32 ชนิดสินค้า และดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร จัดทำขึ้นจาก 8 กลุ่มสินค้า คือ พืชอาหาร และธัญพืช พืชน้ำมัน เส้นใย ไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก ปศุสัตว์ และประมง รวม 19 ชนิด ซึ่งดัชนีดังกล่าว จะสามารถช่วยให้ติดตามสถานการณ์ของเกษตรกรไทยได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้น ข้อมูลด้านการเกษตร เช่น ข้อมูลปริมาณการผลิต ต้นทุนการผลิต ยังช่วยในการวางนโยบายของรัฐบาลในการประกันราคาสินค้าเกษตร ซึ่ง สศก.ยังคงพยายามที่จะทำให้ข้อมูลภาคเกษตรของไทยครบถ้วนมากขึ้น เพื่อช่วยในการพัฒนาภาคการเกษตรของไทยมากขึ้นต่อไป

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 7 มกราคม 2554, 15:30 น.

 

เกษตรฯแจงงบ7.6หมื่นล.

Published ตุลาคม 22, 2010 by SoClaimon

วันที่ 21/10/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2554 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับจัดสรรงบประมาณ 76,202 ล้านบาท ซึ่ง สศก.ได้สรุปการจัดสรรงบประมาณดังกล่าวโดยแยกเป็นค่าใช้จ่ายประจำขั้นต่ำ 19,482.84 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายเพื่อดำเนินการ 56,719.58 ล้านบาท

ทั้ง นี้การใช้จ่ายงบประมาณดังกล่าว จะดำเนินการภายใต้กรอบ 2 นโยบายหลัก คือ 1.นโยบายเร่งด่วน มีการดำเนินงานที่สำคัญ อาทิ การพัฒนาการเกษตรและส่งเสริมอาชีพเกษตรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ การยกระดับมาตรฐานการครองชีพของเกษตรกร การส่งเสริมให้มีระบบประกันความเสี่ยงให้เกษตรกร และสนับสนุนให้มีสภาเกษตรกรแห่งชาติ

2.นโยบาย ปรับโครงสร้างภาคเกษตร เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของภาคเกษตร โดยเน้นการพัฒนาเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร การพัฒนาการผลิต การพัฒนาปัจจัยพื้นฐานและภารกิจสนับสนุน ได้แก่ 2.1ด้านการพัฒนาเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร อาทิ โครงการส่งเสริมการทำการเกษตรตามแนวพระราชดำริ โครงการสร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ การพัฒนาทรัพยากรบุคคลและเกษตรกร การเร่งรัดแก้ไขปัญหาหนี้สินและฟื้นฟูอาชีพเกษตรกร 2.2 ด้านการพัฒนาการผลิต อาทิ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและความมั่นคงด้านอาหาร และจัดทำโครงการรองรับผลกระทบจากการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ภาคเกษตร และเขตการค้าเสรีอื่นๆ 2.3 ด้านการพัฒนาปัจจัยพื้นฐานและภารกิจสนับสนุน อาทิ การจัดการทรัพยากรน้ำ โดยพัฒนาปรับปรุงและขยายระบบชลประทาน การจัดการทรัพยากรดิน การจัดที่ดินทำกินให้เกษตรกร

เกาะติด7นิคมเกษตรนำร่อง สศก.ตามผลดำเนินงานก้าวหน้าตามแผน/ภัยธรรมชาติปัญหาหลัก

Published ตุลาคม 22, 2010 by SoClaimon

วันที่ 19/10/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการติดตามสนับสนุนการดำเนินงานโครงการนิคมการเกษตร เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้ สศก. ดำเนินการติดตามสนับสนุนการดำเนินงานโครงการนิคมการเกษตรนำร่องทั้ง 7 แห่ง ได้แก่ นิคมข้าว จ.นครราชสีมา จ.ร้อยเอ็ด จ.ฉะเชิงเทรา จ.สุพรรณบุรี นิคมปาล์มน้ำมัน จ.นครศรีธรรมราช นิคมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จ.ตาก และ นิคมมันสำปะหลัง จ.จันทบุรี สามารถสรุปผลความก้าวหน้าในการดำเนินงานได้ดังนี้

1.ด้านการเพิ่มศักยภาพการผลิต เช่น การจัดตั้งศูนย์ข้าวชุมชน การจัดทำแปลงสาธิต แปลงเรียนรู้ และสนับสนุนปัจจัยการผลิต 2.ด้านการฝึกอบรมให้ความรู้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นความรู้ทางการผลิต เช่น จัดการดิน การผลิตระบบ GAP 3.ด้านความเข้มแข็งของเกษตรกร เช่น การสร้างแกนนำ การจัดตั้งกลุ่มและวิสาหกิจชุมชน สามารถดำเนินการได้ตามแผนทั้ง 3 ด้าน

4.ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ การสร้างอ่างเก็บน้ำ ระบบส่งน้ำ การขุดลอกแหล่งน้ำธรรมชาตชาติทั้ง 7 โครงการ มีความก้าวหน้าร้อยละ 80 ของเป้าหมาย 5.ด้านการเพิ่มศักยภาพการแปรรูปและการตลาด เช่น การสนับสนุนอุปกรณ์ มีความก้าวหน้าประมาณร้อยละ 70 และ 6.ด้านการอำนวยการและประสานงาน เช่น การประสานและบูรณาการเพื่อขับเคลื่อนโครงการ พบว่า ยังมีการดำเนินการในแต่ละนิคมที่แตกต่างกัน โดยมีความก้าวหน้าประมาณร้อยละ 70

สำหรับปัญหาที่พบในการดำเนินงานส่วนใหญ่เป็นเรื่องภัยธรรมชาติ ซึ่ง สศก. ได้แจ้งปัญหาไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้าดำเนินการแก้ไขแล้ว เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาได้ทันต่อสถานการณ์ และขับเคลื่อนโครงการฯ ได้เป็นไปตามเป้าหมาย ในการเตรียมขยายผลต่อไป

เลขาธิการสศก.วิเคราะห์ผลกระทบ ค่าเงินบาทต่อภาคเกษตรไทย (สัมภาษณ์พิเศษ)

Published ตุลาคม 18, 2010 by SoClaimon

วันที่ 18/10/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

สถานการณ์ของค่าเงินบาทที่แข็งตัว ทำให้หลายฝ่ายโดยเฉพาะภาคเกษตรวิตกกังวลว่าจะส่งผลกระทบให้การส่งออกและราคา สินค้าเกษตรชะลอตัวลง เนื่องจากเมื่อค่าเงินบาทแข็งตัวก็เท่ากับสินค้าของไทยก็แพงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นประเทศคู่ค้าอาจเลือกที่จะหันไปซื้อสินค้าจากประเทศคู่แข่งที่ค่า เงินถูกกว่าไทย ซึ่งทำให้เกษตรกรไทยเสียโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย แต่อย่างไรก็ตาม ขณะนี้รัฐบาลได้ออกมาตรการแก้ปัญหาเรื่องดังกล่าวแล้ว คาดว่าน่าจะมีผลให้ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพขึ้น เป็นผลให้ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวเข้าสู่สภาวะปกติได้ ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ติดตามสถานการณ์ผลกระทบของค่าเงินบาทต่อสินค้าเกษตรอย่างใกล้ชิดและต่อ เนื่อง

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาสินค้าเกษตร และอาหารของไทยในตลาดโลกลดน้อยลง โดยเฉพาะเมื่อค่าเงินของไทยแข็งค่ามากกว่าประเทศคู่แข่งทางการค้าสินค้า เกษตร นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบมาถึงการค้าและราคาในประเทศด้วย ซึ่งจากการประเมินผลของศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจการเกษตร พบว่าแนวโน้มเงินบาทแข็งค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.87 ตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา แต่ถึงแม้เงินบาทจะแข็งค่าอย่างต่อเนื่องแต่ปริมาณการส่งออกสินค้าเกษตร สำคัญยังคงขยายตัวได้ดี เนื่องจากปัจจัยสนับสนุนหลักคือความต้องการของการบริโภคสินค้าเกษตรและอาหาร ของโลกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่มีคุณภาพ เช่น ข้าวหอมมะลิ จะไม่ได้รับผลกระทบมากนักเพราะด้วยรสชาติและคุณภาพที่ดี ทำให้ผู้บริโภคยังมีความพึงพอใจในการซื้อสินค้าจากไทยอยู่

ดังนั้น สามารถวิเคราะห์ได้ว่าการแข็งค่าของเงินบาทมีทั้งผลบวกและผลลบต่อภาคเกษตร กล่าวคือ ปัจจัยการผลิตซึ่งต้องนำเข้ามาจะมีราคาถูกลงเมื่อเทียบค่าเงินเป็นบาท เช่น น้ำมัน ซึ่งใช้ในการทำประมง และวัตถุดิบอื่นๆ ที่นำเข้าจากต่างประเทศเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร ขณะเดียวกันกำลังซื้อของประชาชนรวมถึงเกษตรกรจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันในประเทศลดลงนั่นเอง อย่างไรก็ตาม แม้ในภาวะการณ์เช่นนี้ภาคเกษตรจะได้รับผลกระทบทางลบไม่รุนแรงมากนัก แต่หากเงินบาทยังไม่มีเสถียรภาพและแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการโดยเฉพาะอุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งได้รับผลกระทบมากอาจหยุดประกอบการและเลิกจ้างแรงงาน นอกจากนี้จะผลักภาระความเสี่ยงจากการขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนมายังผู้ผลิตหรือ เกษตรกรในประเทศต่อไป

สำหรับกลุ่มสินค้าที่ใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนวัตถุดิบภายในประเทศเป็นหลัก จะได้รับผลกระทบมากเพราะไม่ได้รับประโยชน์จากการนำเข้าวัตถุดิบที่ถูกลง เช่น ข้าว ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยาง ซึ่งสินค้าดังกล่าวมีความสำคัญในระบบเศรษฐกิจของภาคเกษตรมาก เพราะมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 30 ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคเกษตร และเกี่ยวข้องกับเกษตรกรและแรงงานจำนวนมาก

นายอภิชาต กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตราฯ ได้กำหนดแนวทางในการแก้ปัญหาดังกล่าวไว้ 2 แนวทาง ประกอบด้วย 1.ระยะสั้น คือเร่งระบายสินค้าจากมือเกษตรกรให้ถึงผู้บริโภคโดยเร็ว เพื่อไม่ให้สินค้าตกค้างในมือเกษตรกรนาน โดยเฉพาะสินค้าเน่าเสียง่ายหรือมีต้นทุนการเก็บรักษาสูง เช่น ผลไม้ กุ้ง เป็นต้น ควบคู่กับการส่งเสริมการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนในท้องถิ่นที่มีศักยภาพใน การแปรรูปสินค้าซึ่งใช้ผลผลิตทางการเกษตรเป็นหลัก ที่สำคัญคือการหาทางรองรับแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากการปิดตัวของโรงงาน อุตสาหกรรม และสร้างความต้องการบริโภคสินค้าเกษตรให้ต่อเนื่อง โดยการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกียวข้องในการจัดงานหรือคาราวาน บริโภคสินค้าเกษตรขึ้น

2.ระยะยาว จะส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพได้มาตรฐานตามความต้องการของตลาด และสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยแก่ผู้บริโภค ซึ่งจะช่วยให้การส่งออกสามารถแข่งขันกับตลาดต่างประเทศมากขึ้น พัฒนาสินค้าเกษตรแปรรูปเพื่อการส่งออกให้หลากหลายชนิด เพื่อเพิ่มทางเลือกการบริโภคสินค้าเกษตร เช่น ไก่แปรรูปจำพวก ไก่บาร์บีคิว ไก่เทอริยากิ ผลไม้แปรรูป ทั้งน้ำผลไม้และผลไม้แห้งต่างๆ พร้อมกันนี้ยังต้องดำเนินการขยายฐานการผลิตสินค้าเกษตรในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อนำเข้ามาเป็นวัตถุดิบในการผลิตของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง สนับสนุนการส่งออกสินค้าไปยังตลาดในปรเทศที่ได้อิงเงินดอลลาร์สหรัฐ เช่น ประเทศในกลุ่มยุโปรและตะวันออกกลาง

นอกจากนี้ การส่งเสริมและให้ความรู้แก่เกษตรกรในการผลิตสินค้าตามหลักความปลอดภัย (GAP) อย่างทั่วถึง และขยายการผลิตสินค้าตามมาตรฐาน Q ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเพิ่มโอกาสทางการแข่งขันให้มากขึ้น ขณะเดียวกันต้องให้ความรู้ในการดูแลผลผลิตทั้งในระหว่างการปลูกและการเก็บ เกี่ยว เพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพได้มาตรฐาน สามารถจำหน่ายได้ราคาสูง เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าด้วยการปรับปรุงและยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรให้เกิด ความแตกต่างจากคู่แข่ง ที่สำคัญรัฐบาลต้องให้ความสำคัญต่อการเจรจาการค้าเสรีโดยเฉพาะกลุ่มประเทศ สหภาพยุโรป เพราะอาจทำให้ประเทศไทยเสียลูกค้ารายใหญ่กับประเทศคู่แข่งได้โดยเฉพาะประเทศ เวียดนาม

แม้ว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าจะยังไม่ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรมากนัก แต่ในปีนี้ภาคเกษตรไทยได้รับผลกระทบอย่างหนักชนิดที่ว่าโดยถล่มกันทั้งปี ตั้งแต่ต้นปีก็เจอโรคแมลงศัตรูพืชระบาดหนัก กลางปีก็เจอภัยแล้ง น้ำท่วม และในช่วงปลายปีก็มีการคาดการณ์ไว้ว่าอุณหภูมิจะหนาวเย็นมากขึ้น ซึ่งแต่ละปรากฎการณ์ก็ล้วนส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรทั้งสิ้น ดังนั้น จึงอยากฝากเตือนมายังเกษตรกรว่าควรติดตามสถานการณ์เตือนภัยจากภาครัฐอย่าง ใกล้ชิด ควรวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศที่มีความแปรปรวนมากขึ้น ที่สำคัญควรน้อมนำแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต เมื่อมีรายได้จากการเพาะปลูกก็ควรเก็บออมไว้ใช้ เพราะเราไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้นไม่ควรประมาทจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิด ขึ้น” นายอภิชาต กล่าวฝากมายังเกษตรกรทุกท่าน

ห่วงบาทแข็งกระทบสินค้าเกษตร “ธีระ”สั่งสศก.ตามจับตาใกล้ชิด/แจงดัชนีราคาสินค้าเดือนก.ย.ยังสูง

Published ตุลาคม 18, 2010 by SoClaimon

วันที่ 15/10/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เผยว่า ดัชนีราคาสินค้าเกษตรเดือนกันยายน 2553 เมื่อจำแนกตามหมวดสินค้า พบว่า ดัชนีราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้นจากเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมาร้อยละ 26.70 เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมาดัชนีราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้น ร้อยละ 0.41 แบ่งออกเป็น หมวดพืชน้ำมัน ดัชนีราคาสูงขึ้นจากเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมาร้อยละ 35.17 เทียบกับเดือนที่ผ่านมาสูงขึ้นร้อยละ 6.28 หมวดพืชอาหารและธัญพืช สูงขึ้นจากเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมาร้อยละ 22.64 เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมาลดลงร้อยละ 2.20 หมวดพืชไม้ผล สูงขึ้นจากเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา ร้อยละ 21.25 เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.52 หมวดพืชผัก สูงขึ้นจากเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมาร้อยละ 30.91 เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น ร้อยละ 2.07 หมวดพืชพลังงาน ดัชนีราคาสูงขึ้นจากเดือนเดียวกันของปีที่ ผ่านมา ร้อยละ 41.43 เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา ดัชนีราคาลดลง ร้อยละ 4.66

สำหรับเดือนตุลาคม คาดการณ์ว่า ราคาสินค้าสำคัญส่วนใหญ่จะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก โดยจะอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับเดือนที่ผ่านมา ส่วนสินค้าลองกองคาดว่า ราคาจะปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากผลผลิตเริ่มออกสู่ตลาดน้อยลง เพราะเข้าสู่ช่วงปลายฤดูกาล อย่างไรก็ตาม สินค้าที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวนาปี และมันสำปะหลัง ที่ราคาอาจจะปรับตัวลดลงเนื่องจากผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ของค่าเงินบาทที่แข็งตัว อาจจะทำให้การส่งออกและราคาสินค้าเกษตรชะลอตัวลงบ้าง จึงสั่งการให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ติดตามสถานการณ์ผลกระทบของค่าเงินบาทต่อสินค้าเกษตรอย่างใกล้ชิดและต่อ เนื่องแล้ว

ประเมินผลระบบส่งน้ำกรมชล สศก.หนุนสร้างแปลงเกษตรกร

Published ตุลาคม 18, 2010 by SoClaimon

วันที่ 14/10/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เผยว่า สศก.ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ 14 จังหวัด ได้แก่ ลำปาง แพร่ น่าน กำแพงเพชร อุดรธานี กาฬสินธุ์ มหาสารคาม สุรินทร์ นครราชสีมา เพชรบุรี กาญจนบุรี ลพบุรี สตูล และนครศรีธรรมราช เพื่อประเมินผลการใช้ประโยชน์จากโครงการก่อสร้างแหล่งน้ำและระบบส่งน้ำ ซึ่งดำเนินการโดยกรมชลประทาน รวมทั้งความยั่งยืนของแหล่งน้ำ โดยได้ทำการประเมินผลโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จมาแล้วในปี 2547 จำนวน 19 แห่ง จากเกษตรกรจำนวน 300 ราย

สำหรับผลการประเมินพบว่า สภาพแหล่งน้ำร้อยละ 41 อยู่ในสภาพดี ร้อยละ 59 ต้องปรับปรุง เนื่องจากส่วนใหญ่มีสภาพตื้นเขิน เกษตรกรมีการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำโดยเฉลี่ย 94 ครัวเรือน/แหล่ง เพิ่มขึ้นจากก่อนมีโครงการร้อยละ 36 ช่วยลดการขาดแคลนน้ำอุปโภค – บริโภคในฤดูแล้ง เสริมการทำนาหรือปลูกพืชได้อย่างน้อย 1 ครั้ง/ปี มีการใช้ที่ดินเพื่อปลูกพืชฤดูฝน 892 ไร่ ฤดูแล้ง 587 ไร่ ประสิทธิภาพการใช้ที่ดินเพิ่มขึ้นจาก ร้อยละ 137 เป็นร้อยละ 161 สร้างรายได้ให้เกษตรกรเฉลี่ย 58,642 บาท/ครัวเรือน/ปี เพิ่มขึ้นร้อยละ 21

ทั้งนี้ สศก. ได้ให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมว่า ควรมีการจัดสร้างระบบส่งน้ำเข้าแปลงเกษตรกร เพื่อให้มีการใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง สำหรับปัญหาแหล่งน้ำตื้นเขิน ชำรุด พบว่า ยังมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) บางแห่งไม่สามารถซ่อมแซมได้ เนื่องจากต้องใช้งบประมาณสูง จึงควรพิจารณาทบทวนในการให้ความช่วยเหลือหลังการถ่ายโอน เนื่องจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีศักยภาพและความพร้อม ในการที่จะรับการถ่ายโอนไม่เท่าเทียมกัน

สศก.เกาะติด7นิคมเกษตรนำร่อง

Published ตุลาคม 18, 2010 by SoClaimon

วันที่ 12/10/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ว่า กระทรวงเกษตรฯ มอบหมายให้ สศก. ติดตามการดำเนินงานโครงการนิคมการเกษตรนำร่อง 7 แห่ง ได้แก่ นิคมปาล์มน้ำมัน จ.นครศรีธรรมราช นิคมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จ.ตาก นิคมมันสำปะหลัง จ.จันทบุรี นิคมข้าว จ.นครราชสีมา ฉะเชิงเทรา ร้อยเอ็ด และสุพรรณบุรี สามารถสรุปผลความก้าวหน้าในการดำเนินงานเป็น 6 ด้าน ได้ดังนี้

ด้านการเพิ่มศักยภาพการผลิต ด้านการฝึกอบรมให้ความรู้ และด้านความเข้มแข็งของเกษตรกร สามารถดำเนินการได้ตามแผนที่กำหนดไว้ทั้ง 3 ด้าน ส่วนด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ การสร้างอ่างเก็บน้ำ ระบบส่งน้ำ การขุดลอกแหล่งน้ำธรรมชาตชาติทั้ง 7 โครงการ มีความก้าวหน้าร้อยละ 80 ของเป้าหมาย ด้านการเพิ่มศักยภาพการแปรรูปและการตลาด เช่น การสนับสนุนอุปกรณ์ การก่อสร้างลานตากและโรงเก็บผลผลิตมีความก้าวหน้าประมาณร้อยละ 70 และด้านการอำนวยการและประสานงาน พบว่า ยังมีการดำเนินการในแต่ละนิคมที่แตกต่างกันโดยมีความก้าวหน้าประมาณร้อยละ 70 ของเป้าหมาย

สำหรับปัญหาที่พบในการดำเนินงานส่วนใหญ่เป็นเรื่องภัยธรรมชาติ ปัญหาในเรื่องของพื้นที่นิคมที่ไม่ติดต่อกันส่งผลต่อการขาดแคลนน้ำ รวมทั้งปัญหาการปลอมปนพันธุ์ข้าวในนิคมข้าว และปัญหาการระบาดของเพลี้ยแป้งในนิคมมันสำปะหลัง เป็นต้น ทั้งนี้สศก.ได้แจ้งปัญหาไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้าดำเนินการแก้ไข แล้ว เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาได้ทันต่อสถานการณ์ และขับเคลื่อนโครงการฯ ได้เป็นไปตามเป้าหมาย ในการเตรียมขยายผลต่อไป

%d bloggers like this: