สารเคมี

All posts tagged สารเคมี

รายงานพิเศษ : กรมวิชาการเกษตรเตรียมทำประชาพิจารณ์4สารเคมีต้องสงสัย หาข้อสรุปให้ใช้หรือยกเลิก

Published กันยายน 6, 2012 by SoClaimon

http://www.naewna.com/local/21101

วันพฤหัสบดี ที่ 06 กันยายน พ.ศ. 2555, 06.00 น.

tags : สารเคมีประชาพิจารณ์กรมวิชาการเกษตรรายงานพิเศษต้องสงสัย,

จากกรณีที่ตัวแทนจากเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ประเทศไทย ได้เรียกร้องให้กรมวิชาการเกษตร ดำเนินการไม่ให้มีการผลิต นำเข้าและจำหน่ายสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีอันตรายร้ายแรง 4 ชนิด ได้แก่ คาร์โบฟูราน เมโทมิล ไดโครโตฟอส และอีพีเอ็นโดยทันที เพื่อคุ้มครองสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภคที่ได้รับพิษภัยจากสารเคมีดังกล่าว

นายจิรากร โกศัยเสวี อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า ขณะนี้กรมวิชาการเกษตรได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นผู้มีส่วนได้เสีย เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การจัดวัตถุอันตรายเข้าอยู่ในรายการเฝ้าระวัง  โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยผู้แทนสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ  ผู้ประกอบการผลิตและนำเข้าวัตถุอันตราย นักวิชาการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนหน่วยงานราชการอื่นๆ กลุ่มผู้ส่งออกสินค้าเกษตร กลุ่มผู้บริโภค และกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้และไม่ใช้วัตถุอันตราย เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การจัดวัตถุอันตรายเข้าอยู่ในรายการเฝ้าระวัง

ซึ่งเดิมมีหลักเกณฑ์ 12 ข้อ ได้แก่ สารที่มีพิษเรื้อรัง สารที่มีพิษตกค้างสะสมในสิ่งมีชีวิตและถ่ายทอดได้ในห่วงโซ่อาหาร สารที่สลายตัวยากมีความคงทนในสิ่งแวดล้อม สารที่มีพิษเฉียบพลันสูง สารที่พบพิษตกค้างในผลิตผลเกษตรสูงและบ่อยครั้งสารที่มีสิ่งเจือปนที่เป็นพิษ สารที่เป็นอันตรายอย่างรุนแรงต่อพืชหรือสัตว์ที่มีประโยชน์ สารที่ถูกห้ามใช้ในต่างประเทศ สารที่ใช้แล้วทำให้เกิดการระบาดของศัตรูพืชเพิ่มขึ้น สารที่อยู่ภายใต้อนุสัญญาระหว่างประเทศ ใช้ไม่ตรงตามคำแนะนำ และมีสารอื่นทดแทน ทั้งนี้ จากความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่ เสนอให้มีการจัดกลุ่มหลักเกณฑ์ที่มีความคล้ายกันให้อยู่รวมเป็นข้อเดียวกัน และจัดเรียงลำดับความสำคัญของหลักเกณฑ์การพิจารณาให้เป็นวัตถุอันตรายที่อยู่ในรายการเฝ้าระวัง ซึ่งผลจากการจัดกลุ่มได้รวมหลักเกณฑ์ในการพิจารณาวัตถุอันตรายเพื่อการเฝ้าระวังเหลือ 7 ข้อจากเดิมที่มี 12 ข้อ

อย่างไรก็ตาม จากกรณีที่มีการเรียกร้องไม่ให้มีการขึ้นทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีอันตรายร้ายแรง 4 ชนิด คือ คาร์โบฟูราน เมโทมิล ไดโครโตฟอส และอีพีเอ็น ขณะนี้มีความเป็นไปได้ว่าวัตถุอันตราย 2 ชนิด ได้แก่ ไดโคโตรฟอส และอีพีเอ็น อาจถูกเปลี่ยนแปลงระดับการควบคุมเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 (วัตถุอันตรายที่ห้ามมิให้มีการผลิต การนำเข้า การส่งออก หรือการมีไว้ในครอบครอง) เนื่องจากมีข้อมูลที่ค่อนข้างชัดเจนซึ่งอยู่ในหลักเกณฑ์เฝ้าระวัง โดยกรมวิชาการเกษตรอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลของวัตถุอันตรายทั้ง 4 ชนิด เข้าสู่กระบวนการจัดทำประชาพิจารณ์เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน คาดว่าน่าจะดำเนินการจัดประชาพิจารณ์ได้ภายในเดือนกันยายนนี้ เมื่อได้ข้อคิดเห็นจากทุกภาคส่วนแล้ว กรมวิชาการเกษตรจะสรุปผลการทำประชาพิจารณ์ดังกล่าว เสนอเข้าสู่วาระการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายให้พิจารณาต่อไปว่าจะอนุญาตให้มีการใช้วัตถุอันตรายชนิดนั้นต่อไปหรือไม่

“ขอยืนยันว่า ปัจจุบันกรมวิชาการเกษตรยังไม่มีการออกใบสำคัญการขึ้นทะเบียนให้กับสารเคมีทั้ง 4 ชนิดให้กับผู้ประกอบการรายใดทั้งนั้น โดยข้อมูลล่าสุดในขณะนี้มีวัตถุอันตรายที่ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้วรวมจำนวนทั้งสิ้น 1,618 ทะเบียน แยกเป็น สารกำจัดวัชพืช 849 ทะเบียน สารกำจัดแมลง 419 ทะเบียน สารป้องกันกำจัดโรคพืช 286 ทะเบียน และสารชนิดอื่น 64 ทะเบียน” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

กระตุ้นคนไทยฟื้นฟูกอบกู้ทะเล เหตุชาวบ้านใช้สารเคมีทำเกษตร

Published สิงหาคม 25, 2012 by SoClaimon

http://www.naewna.com/local/19577

วันเสาร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.

tags : กระตุ้นคนไทยฟื้นฟูกอบกู้ทะเลชาวบ้านสารเคมีเกษตร,

 

ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร ประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียงกล่าวภายหลังร่วมเปิดกิจกรรม “ปั่นจักรยานกู้วิกฤติ คืนชีวิตให้ท้องทะเลไทย” ว่า กิจกรรมดังกล่าว ทางสถาบันเศรษฐกิจพอเพียงร่วมกับภาครัฐและองค์กรเอกชนจัดขึ้น เพื่อกระตุ้นเครือข่ายภาคประชาชนให้เล็งเห็นความสำคัญของท้องทะเลไทยซึ่งปัจจุบันกำลังเข้าขั้นวิกฤติ จากการใช้สารเคมีในพื้นที่การเกษตร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ รวมทั้งบ้านเรือนและชุมชน นอกจากนี้ จะมีการระดมทุนเข้าร่วมกองบุญ 84,000 กองกองละ 1,000 บาท เพื่อทำฝายเก็บกักน้ำบนพื้นที่ต้นน้ำ รวมทั้งโมเดลต้นแบบในพื้นที่กลางนา เพื่อบรรเทาอุทกภัยและเก็บกักน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้งอีกด้วย

“การรวมพลังของภาคีเครือข่ายรักษ์สิ่งแวดล้อม จะใช้การปั่นจักรยานจากฐานทัพเรือสัตหีบ จ.ชลบุรี ไปจนถึง จ.ชุมพร ระหว่างวันที่ 3-11 ตุลาคมนี้ โดยระหว่างการเดินทางจะร่วมกันทำกิจกรรม เช่น ทำการปลูกต้นไม้ การเพิ่มจุลินทรีย์ให้ท้องทะเลไทยและปลูกป่าชายเลน เป็นต้น โดยรูปแบบกิจกรรมจะเป็นไปตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และผนวกกับภูมิปัญญาชาวบ้านเพื่อจะเป็นการร่วมกันฟื้นฟูทะเลไทย เสริมสร้างความมั่นคงทางทะเลต่อไป” ดร.วิวัฒน์ กล่าว

ไทยกินขาดธุรกิจสารเคมี‘เออีซี’

Published สิงหาคม 18, 2012 by SoClaimon

http://www.naewna.com/local/18146

วันอังคาร ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.
tags : ไทยธุรกิจสารเคมีเออีซี,

 

ฟันธงไทยกินขาดธุรกิจสารกำจัดศัตรูพืชในตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เพราะมาตรฐานการขึ้นทะเบียนเหนือกว่าหลายชาติในเออีซี โดยต้องทดสอบพิษวิทยาจากห้องแล็บมาตรฐาน OECD เท่านั้น เสนอเร่งรณรงค์เกษตรกรไทยยกระดับความรู้ความเข้าใจสารเคมีเกษตร

ดร.วีรวุฒิ กตัญญูกุล นายกสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร กล่าวถึงธุรกิจสารกำจัดศัตรูพืชในตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่จะเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม 2558 ว่า เปรียบเทียบแล้ว ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบชาติอาเซียนด้วยกัน ในการขึ้นทะเบียนสารกำจัดศัตรูพืช

เนื่องจากการขึ้นทะเบียนในประเทศไทยต้องทดสอบพิษวิทยา (Toxicity Study) ในห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GLP (Good Laboratory Practice) จากกลุ่มประเทศความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา(OECD) เท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมา ผู้ประกอบการต้องส่งตัวอย่างสารเคมีไปทดสอบพิษในห้องปฏิบัติการในต่างประเทศ เช่น อินเดีย และยุโรป

“การส่งตัวอย่างสารกำจัดศัตรูพืชไปทดสอบในห้องแล็บ GLP ต่างประเทศเป็นต้นทุนที่สูงมาก แต่อีกด้านหนึ่งถือว่าเป็นมาตรฐานที่สูง เป็นที่ยอมรับของทั่วโลก เวลาจะไปขึ้นทะเบียนในประเทศในอาเซียนก็จะง่ายขึ้น”

ในทางกลับกัน หลายชาติในกลุ่มอาเซียน ไม่ว่า อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม พม่า กัมพูชา และลาว ยังไม่มีข้อกำหนดนี้ในการขึ้นทะเบียน

“ดังนั้น ถ้าเราจะไปจดทะเบียนเพื่อทำธุรกิจในบ้านเขาก็ง่ายกว่า ส่วนเขาจะมาจดเพื่อทำธุรกิจในประเทศไทยคงจะทำได้ยากกว่า เป็นโอกาสดีที่บริษัทไทยจะขยายฐานธุรกิจสารกำจัดศัตรูพืชในเออีซี”

อย่างไรก็ตาม ดร.วีรวุฒิกล่าวว่า ถึงแม้สารกำจัดศัตรูพืชผ่านขั้นตอนการขึ้นทะเบียนด้วยมาตรฐานที่สูง แต่ยังมีสิ่งที่น่าห่วงสำหรับประเทศไทย คือการใช้สารกำจัดศัตรูพืช โดยที่เกษตรกรยังขาดความรู้ความเข้าใจ ที่ผ่านมาจึงมักเกิดปัญหาการใช้ผิดวัตถุประสงค์ (Misuse) ตั้งแต่การเลือกใช้ อัตราการใช้ ระยะเวลาที่เหมาะสมในการใช้ ตลอดจนการฉีดพ่นของเกษตรกร

“มันกระทบไปหมด ทั้งแต่ตัวเกษตรกรเอง ในเรื่องต้นทุนการผลิต ความปลอดภัยในการใช้ไปจนถึงผู้บริโภคปลายทาง การดื้อยา และการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืช ตรงข้าม ถ้ามีความรู้ความเข้าใจดีกลับจะมีส่วนช่วยลดต้นทุนการผลิต ได้ผลิตผลที่มีคุณภาพและปลอดภัย จำเป็นต้องรณรงค์ส่งเสริมยกระดับความรู้ให้เกษตรกรอย่างจริงจัง” ดร.วีรวุฒิ กล่าว

 

ฮอร์โมนพืชถือเป็นสารเคมี สวก.แจงต้องขึ้นทะเบียนตามพรบ.วัตถุอันตราย/ยกเว้นชนิดที่ใช้มาก่อนจนเป็นที่ยอมรับ

Published มิถุนายน 19, 2012 by SoClaimon

http://www.naewna.com/local/10761

วันอังคาร ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2555, 06.00 น.

tags : สวก.ขึ้นทะเบียนพรบ.วัตถุอันตราย,
 

รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ ผู้อำนวยการ สำนักงานวิจัยเกษตร (ส.ว.ก.) เปิดเผยถึงการขึ้นทะเบียนฮอร์โมนพืชตามพระราชบัญญัติควบคุมวัตถุอันตราย พ.ศ.2551 ว่า เนื่องจากฮอร์โมนพืชถือเป็นสารเคมีเกษตร ดังนั้นจึงต้องอยู่ภายใต้การบังคับใช้จากพ.ร.บ.ฉบับนี้ เช่นเดียวกับสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช แต่ในความเห็นแล้ว ควรแยกฮอร์โมนเป็นสองประเภท คือ ฮอร์โมนเก่ากับฮอร์โมนใหม่

หากเป็นฮอร์โมนตัวใหม่ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องขึ้นทะเบียนและต้องผ่านการทดสอบพิษวิทยาตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ แต่หากเป็นฮอร์โมนเก่าที่มีการใช้กันมายาวนาน เป็นที่ยอมรับของทั่วโลก และไม่พบอันตรายใดๆ ก็ไม่จำเป็นต้องขึ้นทะเบียน ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง ทำให้ราคาที่ขายให้เกษตรกรแพงไปด้วยโดยไม่จำเป็น

ผู้อำนวยการ ส.ว.ก. ยกตัวอย่างฮอร์โมนที่เกษตรกรไทยใช้มานาน เช่น ฮอร์โมนเร่งรากพืชสำหรับใช้ในการปักชำพืชให้แตกรากเร็วฮอร์โมนที่ใช้บ่มผลไม้แก่จัดให้สุกเร็ว เป็นต้น

นอกจากนั้น ฮอร์โมนจำพวกนี้มีความปลอดภัยสูง เนื่องจากอัตราการใช้ต่ำ ไม่มีผลต่อการกำจัดแมลงศัตรูพืช และสลายตัวง่าย

“เปรียบไปแล้วเหมือนยาสามัญ อย่างพาราเซตามอล ใช้กันมานานและพบว่า ไม่มีอันตราย จึงไม่จำเป็นต้องขึ้นทะเบียนให้เสียค่าใช้จ่าย ช่วยให้เกษตรกรไม่ต้องจ่ายแพง อีกทั้งในอนาคตหากพบว่า เกิดมีอันตรายก็สามารถประกาศห้ามใช้ได้”

ดร.วีรวุฒิ กตัญญูกุล นายกสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร กล่าวว่า สมาคมเอง ได้มีการหยิบยกการขึ้นทะเบียนฮอร์โมนกับนายจิรากร โกศัยเสวี อธิบดีกรมวิชาการเกษตรซึ่งรับพิจารณาข้อเสนอดังกล่าวด้วยเหตุผลว่า เกษตรกรมีใช้มานาน และไม่พบอันตราย

อีกทั้ง ฮอร์โมนยังช่วยเกษตรกรได้รับความสะดวกยิ่งขึ้น เช่น ฮอร์โมนเปลี่ยนเพศดอกที่ใช้ในสวนเงาะ ซึ่งเป็นพืชที่แยกเพศดอกสามารถปรับดอกเพศเมียบางส่วนให้เป็นเพศผู้ เพื่อผสมติดเป็นผล โดยเกษตรกรไม่จำเป็นต้องปลูกต้นเงาะเพศผู้หรือฮอร์โมนช่วยยืดลำต้นหรือยืดช่อในกรณีของลองกองหรือองุ่น เพื่อยืดช่อให้ยาวขึ้น ทำให้ผลไม่เบียดแน่นเกินไป และมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าปล่อยตามธรรมชาติ

“ฮฮร์โมนเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ เป็นสารสังเคราะห์จากการศึกษาธรรมชาติ แต่ช่วยให้เกษตรกรได้รับความสะดวก และเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตมากขึ้น”ดร.วีรวุฒิ กล่าว

“แพร่”เร่งรณรงค์ใช้สาร“ชีวภัณฑ์”ทดแทนสารเคมี กำจัดแมลงศัตรูพืช

Published พฤษภาคม 29, 2012 by SoClaimon

http://www.naewna.com/local/8285

วันอังคาร ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.

tags : สารเคมีชีวภัณฑ์รณรงค์แพร่แมลงศัตรูพืช,

ว่าที่ร้อยตรี สมสวย ปัญญาสิทธิ์ เกษตรจังหวัดแพร่ เปิดเผยว่า จากนโยบายของเกษตรจังหวัดแพร่ ที่ต้องการเห็นพี่น้องเกษตรกรมีความรู้และทักษะในการผลิตสารชีวภัณฑ์ไว้ใช้ป้องกันกำจัดแมลงทดแทนการใช้สารเคมีให้เกิดเป็นรูปธรรม ที่ผ่านมา สำนักงานเกษตรจังหวัดแพร่ โดยกลุ่มอารักขาพืช จัดหน่วยเคลื่อนที่ จัดอบรมให้ความรู้เกษตรกร ตามโครงการรณรงค์การใช้สารชีวภัณฑ์ทดแทนการใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช ในพื้นที่ 3 อำเภอ 6 ตำบล ได้แก่ ตำบลกาญจนา ตำบลนาจักร อำเภอเมืองแพร่ ,ตำบลทุ่งน้าว ตำบลบ้านหนุน อำเภอสอง ,ตำบลแม่ยางตา ตำบลไผ่โทน อำเภอร้องกวาง โดยมีเกษตรตำบลเป็นผู้ประสานงานกับแกนนำหมู่บ้านที่ผ่านการอบรมหลักสูตรการผลิตพืชปลอดภัย และได้มาตรฐานเป็นผู้นัดหมายเกษตรกรจุดละ 30 คน ปรากฏว่าในแต่ละจุดที่เคลื่อนที่ไปในหมู่บ้านได้รับความสนใจจากเกษตรกร ผู้นำหมู่บ้าน องค์การบริหารส่วนตำบลเป็นอย่างดียิ่ง

อย่างไรก็ตามเนื่องจากการเคลื่อนที่ในครั้งนี้ สำนักงานเกษตรจังหวัดแพร่ ได้เตรียมเอกสาร วัสดุและอุปกรณ์ในการสาธิต ไปอบรมถ่ายทอดความรู้เรื่องการผลิตพืชที่ปลอดภัย การเก็บตัวอย่างดิน การใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อลดต้นทุนการผลิต การป้องกันกำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสาน การผลิตและขยายเชื้อราบิวเวอร์เรีย ในการป้องกันกำจัดแมลง ทดแทนการใช้สารเคมีทั้งภาคทฤษฎีและฝึกปฏิบัติพร้อมทั้งนำเชื้อราบิวเวอร์เรียที่ทำการผลิตและขยาย มอบให้เกษตรกรทุกคนที่เข้าอบรมไปใช้ในการป้องกันกำจัดแมลงในไร่นาของตนเองอีกด้วย

รายงานพิเศษ : กรมข้าวแนะวิธีควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เปลี่ยนพันธุ์ข้าวและใช้สารเคมีอย่างเหมาะสม

Published พฤษภาคม 21, 2012 by SoClaimon

http://www.naewna.com/local/6779

วันพุธ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.

tags : เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลกรมการข้าวรายงานพิเศษพันธุ์ข้าวสารเคมี,

ด้วยปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายประกันราคา นโยบายจำนำข้าว ล้วนป็นปัจจัยที่เกื้อหนุนให้เกษตรกรเร่งทำการปลูกข้าว โดยไม่มีการพักนา ซึ่งส่งผลกระทบต่อการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ศัตรูข้าวตัวฉกาจนายชัยฤทธิ์ ดำรงเกียรติ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กรมการข้าวตระหนักดีว่าปัญหาเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจะย้อนกลับมาสร้างความเสียหายต่อผลผลิตข้าวของชาวนาอย่างแน่นอน ถ้าชาวนายังทำการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะใช้พันธุ์ข้าวปทุมธานี 1 เพราะเป็นพันธุ์ที่ไม่มีความต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ซึ่งที่ผ่านมากรมการข้าว ได้รณรงค์ให้ชาวนาใช้พันธุ์ข้าวที่มีความต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เช่น กข31 กข41 รวมทั้งขอให้ใช้สารเคมีตามคำแนะนำของกรมการข้าว สิ่งสาคัญคือเรื่องการจัดระบบการปลูกข้าว ซึ่งขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขอความร่วมมือให้เกษตรกรปลูกข้าวไม่เกินปีละ 2 ครั้ง และอย่าปลูกอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการปลูกข้าวในพื้นที่เดียวกันควรปลูกพร้อมกัน ซึ่งจะเป็นการตัดวงจรชีวิตของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ กรมการข้าวยังได้จัดรถโมบายยูนิต เป็นหน่วยปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว ที่มีเครื่องมือที่ทันสมัยสามารถเข้าไปตรวจสอบและแก้ปัญหาเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ตลอดจนศัตรูข้าวต่างๆ ได้ถึงพื้นที่แปลงนาได้ทันที โดยได้ส่งรถโมบายยูนิตจำนวน 4 คัน กระจายไปให้บริการชาวนาในพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ซึ่งรถโมบายนี้สามารถให้บริการตรวจวินิจฉัยโรคและแมลงศัตรูข้าว วิเคราะห์ดินและน้ำ ตรวจอุณหภูมิและความชื้น อีกทั้งเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยยังสามารถให้คำแนะนำทางวิชาการ ถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับศัตรูข้าวชนิดต่างๆ ที่สำคัญรถโมบายมีอุปกรณ์สามารถส่งข้อมูล เช่น พบการแพร่ระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในพื้นที่ใดก็ส่งข้อมูลมายังกรมฯ ทำให้การควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

พร้อมกันนี้ยังได้ร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตร จัดเครื่องดูดแมลงจำนวน 2,000 เครื่อง ลงไปตามจุดที่พบการแพร่ระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพื่อรณรงค์ให้ชาวนาใช้เครื่องดูดแมลงในการกำจัดตัวเต็มวัยของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ไม่ให้แพร่กระจายขยายพื้นที่ไปอีกซึ่งได้ผลเป็นอย่างดี

ด้าน นางวันทนา ศรีรัตนศักดิ์ นักกีฏวิทยา ชำนาญการพิเศษ กรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลยังคงแพร่ระบาดทำลายผลผลิตข้าวของชาวนาคือการใช้สารกำจัดแมลงที่ไม่ถูกต้อง ผนวกกับการใช้พันธุ์ข้าวที่ไม่ต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล จึงเสมือนเป็นการราดน้ำมันบนกองไฟ คือการปลูกข้าวพันธุ์ที่ไม่ต้านทานเป็นแหล่งอาหารให้กับเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเป็นอย่างดี และเมื่อมีการใช้สารเคมีที่ไม่เหมาะสม ไม่เพียงแต่ไม่สามารถกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้แล้ว ยังไปกระตุ้นให้เพลี้ยปรับตัวในการสร้างภูมิต้านทาน เป็นสาเหตุให้จำนวนประชากรเพลี้ยเพิ่มขึ้นไปอีก

สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่กรมการข้าวขอร้องไม่ให้เกษตรกรใช้ในแปลงนาทั้ง 37 ชนิด โดยเฉพาะสารอะบาเม็กตินและไซเพอร์เมทริน ซึ่งเป็นสารพิษที่มีอันตรายต่อแมลงที่เป็นประโยชน์ในนาข้าว แต่ต้องยอมรับว่าด้วยสารทั้ง 2 ชนิดนั้นเป็นสินค้าที่หาซื้อได้ง่ายและมีราคาถูก ประกอบกับสารในกลุ่มที่กรมฯ แนะนำว่าปลอดภัยในการนำมาใช้ในแปลงนากลับเป็นสินค้าที่ค่อนข้างหายากตามท้องตลาด ส่งผลให้มีราคาแพงกว่าสารเคมีที่มีความร้ายแรง จึงยังเป็นข้อจำกัดในการส่งเสริมการใช้สารในกลุ่มปลอดภัย

อย่างไรก็ดี ขณะนี้กรมวิชาการเกษตร ได้ขอความร่วมมือจากบริษัทผู้ผลิตสารเคมีในกลุ่มไซเปอร์เมทริน เพื่อให้ติดป้ายสีแดงบนฉลากสินค้า โดยระบุว่าไม่แนะนำให้ใช้ในนาข้าว ซึ่งช่วยให้เกษตรกรมีความเข้าใจในการใช้สารเคมีอย่างถูกต้องมากขึ้น ทั้งนี้ กรมการข้าวจะดำเนินการวิเคราะห์จำแนกข้อมูลสารเคมีในกลุ่มที่ไม่แนะนำให้ใช้ในนาทั้งหมดว่ามีชนิดใดบ้างที่เกษตรกรใช้ เพื่อจัดอันดับ 5 อันดับที่มีฤทธิ์ร้ายแรงมากที่สุด เพื่อส่งข้อมูลไปยังกรมวิชาการเกษตร ให้ขอร้องไปยังบริษัทผู้ผลิตติดป้ายแสดงข้อมูลให้ชัดเจน เช่นเดียวกับสารกลุ่มไซเปอร์เมทรินต่อไป

“ถ้าเกษตรกรมีการใช้สารเคมีอย่างถูกต้องตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ เลือกใช้พันธุ์ข้าวที่มีความต้านทานต่อโรคแมลง โดยการปลูกอย่างน้อย 2 พันธุ์ในแปลงนาเพื่อลดความเสี่ยง ควบคู่กับใช้วิธีการปักดำหรือโยนกล้า เพื่อไม่ให้ข้าวหนาแน่นเกินไป หรือถ้าจะใช้วิธีการหว่านก็ไม่ควรใช้เมล็ดพันธุ์เกิน 20 กก./ไร่ ที่สำคัญเกษตรกรควรหมั่นตรวจสอบแปลงนาอย่างสม่ำเสมอ และใช้เครื่องดูดแมลงในการช่วยกำจัดตัวเต็มวัยก็จะสามารถช่วยควบคุมประชากรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลไม่ให้เพิ่มขึ้นได้ เพราะยังไม่มีวิธีการใดที่จะกำจัดเพลี้ยให้หมดสิ้นไปได้ เพียงแต่ถ้าเราค่อยๆ เปลี่ยนพันธุ์ข้าวที่มีความต้านทานมากขึ้นและปฏิบัติอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ก็จะช่วยลดประชากรเพลี้ยโดยรวมได้ ก็ไม่ส่งผลกระทบสร้างความเสียหายรุนแรงให้กับผลผลิตข้าวอย่างเช่นที่ผ่านมา” นางวันทนา กล่าวย้ำ

เอกชนค้านมุ่งหน้าเกษตรอินทรีย์ เตือนโรคหวาดระแวงสารเคมี ทำภาคเกษตรไทยเดินหลงทาง

Published พฤษภาคม 21, 2012 by SoClaimon

http://www.naewna.com/local/6602

วันจันทร์ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2555, 09.41 น.

tags : เอกชนเกษตรอินทรีย์โรคหวาดระแวงสารเคมีเกษตรไทย,

 
ดร.วีรวุฒิ กตัญญูกุล นายกสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร กล่าวว่า คนไทยมีทัศนคติด้านลบในเรื่องสารเคมี ทั้งสารเคมีเกษตร และสารเคมีอุตสาหกรรม จนเรียกได้ว่า  เป็นโรคหวาดระแวงสารเคมี (Chemo Phobia) เห็นอะไรที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีก็จะเกิดอาการหลอนกลัว โดยไม่ศึกษาพิจารณาให้ถ่องแท้ว่า แท้จริงสารเคมีเป็นอย่างไร และมีวิธีบริหารจัดการกันอย่างไร

สำหรับประเทศไทยซึ่งมีอากาศร้อนชื้น และอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น เป็นสภาพที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตและระบาดของแมลงวัชพืช/ศัตรูและโรคพืช  การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเหล่านี้ยังเป็นสิ่งจำเป็น  โดยเฉพาะเมื่อต้องผลิตสินค้าเกษตรให้คนไทยบริโภคให้เพียงพอ และส่งออกป้อนประชากรโลก แต่ควรใช้เมื่อจำเป็น หากปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อบริโภคภายในครัวเรือนก็ไม่ต้องใช้

ดร.วีรวุฒิ กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะนำวิธีการขึ้นทะเบียนสารกำจัดศัตรูพืชใหม่ตามพ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2551 มาบังคับใช้แต่ไม่ครบวงจร จำเป็นต้องควบคุมทั้งระบบ คือ ต้นน้ำ (การขึ้นทะเบียน) กลางน้ำ (การจำหน่าย) และปลายน้ำ (การใช้) ต้องพัฒนาและควบคุมระบบการจำหน่ายให้ได้มาตรฐานเช่นเดียวกับเวชภัณฑ์ สำหรับคนและให้ความรู้แก่เกษตรกรให้เข้าใจวิธีการใช้รวมถึงข้อควรระวังให้ละเอียด จึงจะได้ประโยชน์สูงสุด สามารถลดพิษภัยและรู้ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกัน

นอกจากนั้น โรคหวาดกลัวสารเคมี หรือ Chemo Phobia จะทำให้เกิดอาการสุดขั้วปฏิเสธสารเคมี โดยไม่รู้ว่าแท้จริง รอบตัวล้วนมีสารเคมีมากมายหลากหลายรูปแบบ และใช้อยู่ในชีวิตประจำวันด้วยซ้ำ

“ตื่นขึ้นมาใช้ยาสีฟันนี่ก็เคมี น้ำจากก๊อกก็เป็นเคมีไม่ต่างจากน้ำยาบ้วนปาก สบู่ ยาสระผม เรื่อยไปจนกระทั่งอาหารการกิน ล้วนมีเคมีเจือปนทั้งสิ้น ถ้าเข้าใจได้อย่างนี้ ความกลัวก็จะน้อยลง และศึกษาเรื่องสารเคมี และบริหารจัดการได้อย่างเกิดประโยชน์และมีความปลอดภัยควบคู่กันไป”

ดร.วีรวุฒิ กล่าวด้วยว่า ประเทศพัฒนาแล้วที่นำเข้าผักผลไม้และสินค้าเกษตรจากประเทศไทย  ก็อนุญาตให้เกษตรกรไทยใช้สารเคมีเกษตรในการผลิต  แต่ต้องอยู่ภายใต้มาตรฐาน เช่น มีค่าสารเคมีตกค้างได้ในระดับที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค  ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่า สามารถใช้สารเคมีเกษตรได้

“เกษตรอินทรีย์ควรเป็นเกษตรทางเลือกหนึ่ง แต่ถ้ามุ่งเฉพาะเกษตรอินทรีย์อย่างเดียวโดยละเลยเกษตรเคมีหรือเกษตรอย่างอื่น ต่อไปเราจะผลิตอาหารไม่เพียงพอ ต้องนำเข้าจากประเทศอื่น ทำให้ประเทศไทยเสียหาย และสูญเสียสภาพครัวโลกทันที” ดร.วีรวุฒิ กล่าว

อิทธิพลของสารเคมีต่อการเปลี่ยนเพศของดอกเงาะพันธุ์โรงเรียน

Published พฤษภาคม 19, 2012 by SoClaimon

http://kucon.lib.ku.ac.th/cgi-bin/KUCON.exe?rec_id=001850&database=KUCON&search_type=link&table=mona&back_path=/KUCON/mona&lang=thai&format_name=TFMON

ผู้แต่ง: เบญจมาศ ศิลาย้อย; สุรนันต์ สุภัทรพันธุ์; สุรชัย มัจฉาชีพ
ชื่อเรื่อง: อิทธิพลของสารเคมีต่อการเปลี่ยนเพศของดอกเงาะพันธุ์โรงเรียน
Article title: Effects of growth regulator on sex expression of rambutan var. Roengrien
ชื่อเอกสาร : การประชุมทางวิชาการ ครั้งที่ 17 สาขาพืช มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน 2522: รวมเรื่องย่อ
หน่วยงานจัดพิมพ์: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สถานที่พิมพ์: กรุงเทพฯ
ปีพิมพ์: 2522
หน้า: หน้า 44
จำนวนหน้า: 94 หน้า
ภาษา: ไทย
สาระสังเขป: สาระสังเขป (ไทย)
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์ (REF SB16 ก581 2522)
หมวดหลัก: F01-Crop husbandry
หมวดรอง: F63-Plant physiology – Reproduction
อรรถาภิธาน-อังกฤษ: NEPHELIUM LAPPACEUM, PLANT GROWTH SUBSTANCES, SEX
ดรรชนี-ไทย: เงาะ, สารเคมี, พันธุ์โรงเรียน, การเปลี่ยนเพศดอก, PLANOFIX
หมายเลข: 001850 KC1701044
เอกสารฉบับเต็ม: [Download Fulltext]
ค้นข้อมูลใกล้เคียง: มีคำสำคัญเหมือนกัน   ผู้แต่งคนเดียวกัน

การบังคับการออกดอกของสับปะรดด้วยสารเคมี

Published เมษายน 4, 2012 by SoClaimon

http://kucon.lib.ku.ac.th/cgi-bin/KUCON.exe?rec_id=001387&database=KUCON&search_type=link&table=mona&back_path=/KUCON/mona&lang=thai&format_name=TFMON

ผู้แต่ง: สมทรง เล็กสกุล
ชื่อเรื่อง: การบังคับการออกดอกของสับปะรดด้วยสารเคมี
Article title: Chemical control of the flowering of pineapple
ชื่อเอกสาร : รายงานการประชุมทางวิชาการเกษตรศาสตร์ และ ชีววิทยาแห่งชาติ ครั้งที่ 14 สาขาพืช ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 2-4 กุมภาพันธ์ 2518
Source title : Proceedings of the national conference on Agricultural and Biological Sciences fourteenth session: Plant Science
หน่วยงานจัดพิมพ์: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สถานที่พิมพ์: กรุงเทพฯ
ปีพิมพ์: 2518
หน้า: หน้า 248-259
จำนวนหน้า: 498 หน้า
ภาษา: ไทย
สาระสังเขป: สาระสังเขป (ไทย, อังกฤษ)
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์ (REF SB16 ก58 2518)
หมวดหลัก: F01-Crop husbandry
อรรถาภิธาน-อังกฤษ: ANANAS COMOSUS, INDUCED FLOWERING, PLANT GROWTH SUBSTANCES, FLOWERING
ดรรชนี-ไทย: สับปะรด, การบังคับการออกดอก, สารเคมีเร่งการออกดอก, การออกดอก
หมายเลข: 001387 KC1401025
เอกสารฉบับเต็ม: [Download Fulltext]
ค้นข้อมูลใกล้เคียง: มีคำสำคัญเหมือนกัน   ผู้แต่งคนเดียวกัน

การกำจัดหญ้าขจรจบด้วยสารเคมี

Published มีนาคม 29, 2012 by SoClaimon

http://kucon.lib.ku.ac.th/cgi-bin/KUCON.exe?rec_id=001152&database=KUCON&search_type=link&table=mona&back_path=/KUCON/mona&lang=thai&format_name=TFMON

ผู้แต่ง: อัมพร สุวรรณเมฆ; บุญทอง ตันติสิระ
ชื่อเรื่อง: การกำจัดหญ้าขจรจบด้วยสารเคมี
Article title: Herbicide screening trials against Pennisetum spp
ชื่อเอกสาร : รายงานการประชุมทางวิชาการเกษตรศาสตร์และชีววิทยา ครั้งที่ 10 สาขาพืช ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 3-5 กุมภาพันธ์ 2514
Source title : Proceedings of the national conference on Agricultural and Biological Sciences tenth session: Plant Science
หน่วยงานจัดพิมพ์: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สถานที่พิมพ์: กรุงเทพฯ
ปีพิมพ์: 2514
หน้า: หน้า 700-701
จำนวนหน้า: 769 หน้า
ภาษา: ไทย
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์ (REF SB16 ก58 2514)
หมวดหลัก: H60-Weeds and weed control
อรรถาภิธาน-อังกฤษ: PENNISETUM, HERBICIDES, WEED CONTROL, PREEMERGENCE APPLICATION, POSTEMERGENCE APPLICATION, EFFICIENCY
ดรรชนี-ไทย: หญ้าขจรจบ, สารป้องกันกำจัดวัชพืช, การป้องกันกำจัด, การฉีดก่อนงอก, การฉีดหลังงอก, ประสิทธิภาพ
หมายเลข: 001152 KC1001089
เอกสารฉบับเต็ม: [Download Fulltext]
ค้นข้อมูลใกล้เคียง: มีคำสำคัญเหมือนกัน   ผู้แต่งคนเดียวกัน
%d bloggers like this: