สารสกัด

All posts tagged สารสกัด

สารสกัดจาก’พริก’โกอินเตอร์

Published กรกฎาคม 25, 2013 by SoClaimon

สารสกัดจาก’พริก’โกอินเตอร์

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : คอลัมน์เด็ด
วันเสาร์ที่ 6 กรกฎาคม 2556

//

สารสกัดจาก’พริก’โกอินเตอร์

ทำมาหากิน : สารสกัดจาก ‘พริก’ โกอินเตอร์ ทางเพิ่มมูลค่า-ต่างชาติต้องการ : โดย…ธานี กุลแพทย์

                               งานวิจัยสารสกัดจากพริก ผลงานสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดนใจต่างชาติ ล่าสุด ฝรั่งเศสขอใช้สิทธิ์ด้วยการลงนามในการใช้ข้อมูลประโยชน์ของพริกเพื่อขยายตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสัตว์ในยุโรปและอเมริกา นักวิจัยไทยระบุใช้ “พริกปลอดภัย” เป็นผลิตภัณฑ์สารเสริมในอาหารสัตว์แก้ปัญหาการดื้อยา และการตกค้างของยาปฏิชีวนะในเนื้อสัตว์ อีกทั้งช่วยเพิ่มมูลค่าของพริกและเพิ่มรายได้แก่เกษตรกรไทยได้อย่างดียิ่ง

ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผอ.สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และนายฟรองซัวส์ โกติเยร์ ที่ปรึกษาบริษัท Gautier Agro Consult จากประเทศฝรั่งเศส ร่วมกันลงนามในสัญญาการขอใช้สิทธิ์จากผลงานวิจัย “สารสกัดพริก” เพื่ออุตสาหกรรมสารเสริมในอาหารสัตว์ ณ โรงแรมโนโวเทล สยามสแควร์

รศ.ดร.จันทร์จรัส เรี่ยวเดชะ ผอ.ฝ่ายเกษตร สกว. เปิดเผยว่า ในปี 2547 ประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปได้ประกาศห้ามใช้ยาปฏิชีวนะ เพื่อเร่งการเจริญเติบโตในสัตว์ทุกชนิด เนื่องจากทำให้เกิดการตกค้างในเนื้อสัตว์ รวมถึงการดื้อยาปฏิชีวนะในผู้บริโภค กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ทั่วโลกจึงมองหาทางเลือกอื่น ซึ่งวิธีที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดก็คือการใช้สารจากธรรมชาติ ได้แก่ พืชอาหารและเครื่องเทศ ล่าสุดทีมนักวิจัยไทยได้ทำการวิจัยและค้นพบว่าพริกเป็นพืชวัตถุดิบที่สามารถนำมาสกัดเป็นสารที่ให้ผลดีต่อการเจริญเติบโตของสัตว์ในกลุ่มสุกรและสัตว์ปีก

ดังนั้น สกว.จึงให้การสนับสนุนนักวิจัยให้ดำเนินการวิจัยตั้งแต่ต้นน้ำ คือ การเตรียมการเรื่องวัตถุดิบพริกให้มีคุณภาพสูง มีสารสำคัญสูง และเป็นพริกปลอดภัย ในส่วนของอุตสาหกรรมกลางน้ำได้พัฒนาเทคโนโลยีในการสกัดพริกที่มีประสิทธิภาพสูงและต้นทุนต่ำ ขณะที่อุตสาหกรรมปลายน้ำ สกว.ได้ทำหน้าที่ผลักดันผลผลิตที่ได้จากการวิจัยและพัฒนาให้ถูกนำมาใช้ประโยชน์จริงทางการค้าในรูปของผลิตภัณฑ์สารเสริมในอาหารสัตว์ ภายใต้ชื่อ “Biocap®” โดยมีบริษัท เบทเทอร์ฟาร์มา จำกัด ซึ่งเป็นผู้ร่วมทุนวิจัยและได้รับสิทธิ์เป็นผู้จัดจำหน่ายในประเทศและกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ด้าน ศ.ดร.นันทวัน บุณยะประภัศร ผู้ประสานงานและที่ปรึกษาโครงการสุมนไพรเพื่อคุณภาพชีวิต จากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งรับผิดชอบดูแลโครงการวิจัยชุดพริก เปิดเผยว่า ทีมนักวิจัยได้ค้นพบสารสกัดพริกที่มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อวงการปศุสัตว์ไทย โดยเฉพาะผลต่อไก่เนื้อ ไก่ไข่ และสุกร

ในส่วนของไก่เนื้อ พริกจะช่วยเร่งการเจริญเติบโต ด้วยการออกฤทธิ์กระตุ้นการกินอาหาร กระตุ้นน้ำย่อย กระตุ้นภูมิคุ้มกันโรค และลดผลกระทบจากความเครียด ด้านผลต่อไก่ไข่ พริกช่วยให้แม่ไก่มีระยะการให้ไข่ยาวนานขึ้น ไข่ที่ได้มีคุณภาพดี และมีคอเลสเตอรอลต่ำกว่าไข่ปกติถึงร้อยละ 30

ขณะที่ผลต่อสุกรขุน พริกจะช่วยเร่งอัตราการเติบโต ทำให้จำหน่ายสุกรได้เร็วกว่ากำหนด 2 อาทิตย์ สุกรมีสุขภาพดี เนื้อมีคุณภาพสูง ไขมันน้อย จึงจำหน่ายได้ในราคาสูงขึ้น ส่วนในสุกรแม่พันธุ์ พริกช่วยลดผลกระทบจากความเครียดภายหลังคลอด ทำให้สามารถสร้างน้ำนมได้มากขึ้น อีกทั้งเพิ่มภูมิคุ้มกันของแม่สุกรและภูมิคุ้มกันที่ถ่ายทอดจากแม่ (passive immune) ในลูกสุกร ตลอดจน half-life ของภูมิคุ้มกันในลูกสุกรยาวขึ้นจึงลดการสูญเสียลูกสุกรลง

“ผลงานวิจัยสารสกัดพริกมีส่วนช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกและสุกร ทั้งค่ายาที่ใช้ในการควบคุมโรคสำหรับสัตว์ และค่าอาหารสัตว์ที่ลดลงได้ถึงร้อยละ 5 ส่งผลให้สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ ขณะเดียวกันประโยชน์ที่ได้จากผลงานวิจัยในครั้งนี้ยังช่วยให้ผู้บริโภคได้รับประทานอาหารจากเนื้อสัตว์ที่ปลอดภัย ไม่มีสารจากยาปฏิชีวนะปนเปื้อน และเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ คือ มีปริมาณไขมันต่ำ เหมาะกับผู้สูงอายุ และผู้ที่มีแนวโน้มจะเป็นโรคความดันโลหิตหรือมีไขมันในเลือดสูง”

ทั้งนี้ ความสำเร็จของโครงการวิจัยดังกล่าวเกิดขึ้นได้จากการสร้างเครือข่ายนักวิจัยที่เข้มแข็งและรูปแบบการทำวิจัยแบบสหสาขา ภายใต้ความร่วมมือของนักวิจัยจาก 12 สถาบัน ได้แก่ ม.มหิดล ม.เกษตรศาสตร์ ม.นเรศวร ม.ขอนแก่น ม.เชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ม.อุบลราชธานี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ม.แม่โจ้ ม.แม่ฟ้าหลวง ม.ศรีนครินทรวิโรฒ และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

ปัจจุบัน สกว.ได้จดสิทธิบัตรผลงานวิจัยสารสกัดพริกไว้แล้วทั้งในประเทศและต่างประเทศ อีกทั้งนำมาใช้ประโยชน์จริงในรูปผลิตภัณฑ์สารเสริมในอาหารสัตว์ และเป็นที่ยอมรับของเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรและสัตว์ปีก โดยมียอดจำหน่ายในประเทศกว่า 7 ล้านบาท ล่าสุดบริษัท Gautier Agro Consult จากประเทศฝรั่งเศส ได้แสดงความจำนงขออนุญาตใช้สิทธิ์ในการใช้ข้อมูลประโยชน์จากพริกในปศุสัตว์ โดยให้ผลตอบแทนร้อยละ 3 ของยอดจำหน่าย และประกันขั้นต่ำที่ 10.25 ล้านบาท เป็นเวลา 7 ปี ซึ่งถือเป็นการช่วยขยายตลาดในยุโรปและอเมริกา อีกทั้งสะท้อนให้เห็นว่าผลงานวิจัยครั้งนี้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

———————–

(ทำมาหากิน : สารสกัดจาก ‘พริก’ โกอินเตอร์ ทางเพิ่มมูลค่า-ต่างชาติต้องการ : โดย…ธานี กุลแพทย์)

การปรับปรุงคุณค่าทางโภชนาการของนมถั่วเหลืองโดยการเติมส่วนที่สกัดจากงา

Published กุมภาพันธ์ 1, 2013 by SoClaimon

http://kucon.lib.ku.ac.th/cgi-bin/KUCON.exe?rec_id=001878&database=KUCON&search_type=link&table=mona&back_path=/KUCON/mona&lang=thai&format_name=TFMON

ผู้แต่ง: รัศมี ศุภศรี; อุดม กาญจนปกรณ์ชัย; สมชาย ประภาวัต
ชื่อเรื่อง: การปรับปรุงคุณค่าทางโภชนาการของนมถั่วเหลืองโดยการเติมส่วนที่สกัดจากงา
Article title: Improve the nutritive value of soy milk by addition of sesame extract
ชื่อเอกสาร : การประชุมทางวิชาการ ครั้งที่ 17 สาขาพืช มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน 2522: รวมเรื่องย่อ
หน่วยงานจัดพิมพ์: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สถานที่พิมพ์: กรุงเทพฯ
ปีพิมพ์: 2522
หน้า: หน้า 72
จำนวนหน้า: 94 หน้า
ภาษา: ไทย
สาระสังเขป: สาระสังเขป (ไทย)
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์ (REF SB16 ก581 2522)
หมวดหลัก: Q04-Food composition
หมวดรอง: Q05-Food additives
อรรถาภิธาน-อังกฤษ: SOYFOODS, SESAME, EXTRACTS, NUTRITIVE VALUE, QUALITY
ดรรชนี-ไทย: นมถั่วเหลือง, งา, สารสกัด, คุณค่าทางโภชนาการ, นมงา, การยอมรับของผู้บริโภค
หมายเลข: 001878 KC1701072
เอกสารฉบับเต็ม: [Download Fulltext]
ค้นข้อมูลใกล้เคียง: มีคำสำคัญเหมือนกัน   ผู้แต่งคนเดียวกัน

สารสกัดเมล็ดลำไยพาสปาไทยโกอินเตอร์

Published กันยายน 26, 2012 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/agriculture/157243

วันพุธที่ 26 กันยายน 2555 เวลา 00:00 น.

กระแสนวดแผนไทยในปัจจุบันได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น โดยที่ภาครัฐให้การสนับสนุนเพื่อให้นวดไทย ก้าวไกลระดับโลก พร้อมทั้งยกระดับการนวดไทยสู่ระดับสากลให้โดดเด่นและแปลกใหม่ ในงานลานนา เฮลท์แฟร์  2012  มหกรรมแสดงสินค้าและบริการสุขภาพของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน ที่ได้ร่วมมือกันผลักดันให้กลุ่มภาคเหนือตอนบนเป็นเฮลท์ ฮับ ของอาเซียน จัดเมื่อวันที่  21-24 ก.ย. ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลแอร์พอร์ต  พลาซา เชียงใหม่  ที่ผ่านมา โดยได้นำผลงานวิจัยสารสกัดเมล็ดลำไยที่มีการต่อยอดพัฒนาขึ้นเป็นครีมนวดช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อแบบสปามาผสมผสานร่วมกับการนวดแผนไทยได้อย่างกลมกลืน

สำหรับสารสกัดเมล็ดลำไยนั้น  สำนัก งานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) สวก. ได้ให้ทุนสนับสนุนนักวิจัยไทยดีเด่นอย่าง ศ.ดร.อุษณีย์ วินิจเขตคำนวณ  อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ผู้ค้นคว้าและวิจัยนำผลไม้เศรษฐกิจของภาคเหนืออย่างลำไย ที่เนื้อสามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายอย่าง แต่เมล็ดลำไยนั้นถือว่าเป็นขยะทางเกษตร จึงได้นำเมล็ดลำไยมาวิจัยพัฒนาจนพบว่าในสารสกัดเมล็ดลำไย สามารถนำไปใช้กับผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมหรือมีอาการปวดจากกล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรังได้

จากการศึกษาข้อมูลดังกล่าวพบว่าในเมล็ดลำไยนั้นมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันขบวนการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และ ยังยับยั้งเอนไซม์แมทริกซ์เมทัลโลโปรทีเนสที่สลายกล้ามเนื้อคอลลาเจนและอิลาสตินรวมทั้ง เป็นการยืดอายุกระดูกอ่อนและกล้ามเนื้อ ไม่ให้เกิดการสึกหรอก่อนควร จึงนำสารสกัดเมล็ดลำไยมาพัฒนาร่วมกับว่านสมุนไพรไทยล้านนากว่า  12  ชนิด จนได้มาเป็นครีมนวดสารสกัดเมล็ดลำไยช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อแบบ  สปาและนำไปทดสอบกับกลุ่มอาสาสมัคร 3-4 เดือน พบว่าหลายคนพึงพอใจอาการปวดข้อและกล้ามเนื้อลดลง เดินสะดวกขึ้น เหมาะสมต่อผู้ป่วยสูงอายุ กลุ่มผู้เป็นโรคความดันโลหิต  หัวใจ กระเพาะอาหาร เป็นต้น

สำหรับครีมนวดสารสกัดเมล็ดลำไย ได้รับรางวัลการันตีคุณภาพนวัตกรรมดีเด่น คณะแพทยศาสตร์  ม.เชียงใหม่ ปี 2552 และรางวัลนวัตกรยอดเยี่ยมจาก CBS จุฬาลง กรณ์มหาวิทยาลัย  ปี  2554 ด้วย

อาจารย์ดวงสมร ไชยรัตน์ ผู้อำนวยการโรงเรียนนวดเพื่อสุขภาพ จังหวัดเชียงใหม่ และกรรมการบริหารสมาคมส่งเสริมบริการสุขภาพเชียงใหม่  กล่าวว่า คุณประโยชน์ของการนวดแผนไทยช่วยให้กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น พังผืด ยืดผ่อนคลาย ลดอาการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ การเคลื่อนไหวของร่างกายสะดวกขึ้น การไหลเวียนของโลหิตขยายทำให้ร่างกายสดชื่น  เสริมสร้างการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ มีความตื่นตัวในการทำงาน และยืดอายุการทำงานของข้อต่อกระดูก

เมื่อนำการนวดมาผสานเข้ากันนวัตกรรมสารสกัดเมล็ดลำไย ยิ่งช่วยเสริมประสิทธิ ภาพซึ่งกันและกันให้ดียิ่งขึ้น จนได้รับการตอบรับทั้งจากชาวไทย และต่างชาติ  เมื่อได้ทราบว่าเป็นผลงานวิจัยดีเด่นของคนไทยอย่าง ศ.ดร.อุษณีย์ และได้เห็นเจตนารมณ์ที่ดี ที่ต้องการยกระดับคุณค่าของพืชสมุนไพรผลไม้ไทย ให้โดดเด่นไม่แพ้สมุนไพรของต่างชาติ ที่สำคัญจะได้ช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนลำไย ยิ่งทำให้เกิดความเชื่อมั่นที่จะช่วยกันผลักดันให้ก้าวไกลไประดับโลก

เพื่อเป็นการส่งเสริมให้งานวิจัยของคนไทยเป็นที่รู้จักทั่วโลก ทาง สวก.ยังได้จับมือกับสมาคมส่งเสริมบริการสุขภาพเชียงใหม่ ช่วยกันผลักดันสารสกัดเมล็ดลำไยและนวดแผนไทยให้โกอินเตอร์ไปด้วยกันในเบื้องต้นนั้นสมาคมได้นำสารสกัดเมล็ดลำไยไปใช้นวดลูกค้าที่มาเข้ารับบริการและได้รับการตอบรับอย่างดีมากจากลูกค้า ทั้งยังมีกลุ่มธุรกิจจากต่างชาติติดต่อเข้ามาเพื่อขอร่วมธุรกิจ อาทิ  สิงคโปร์  จีน ฮ่องกง เวียดนาม ออสเตรเลีย อังกฤษ และอเมริกา ถือว่าเป็นก้าวที่สำคัญของประเทศไทยที่จะได้แสดงศักยภาพในระดับโลก สอบถามเพิ่มเติมได้ที่  09-0672-6498, 09-0672-8930, 08-4399-9299 ในวันและเวลาราชการ.

‘โอตอง’สารสกัดจากสมุนไพรไทย

Published กันยายน 13, 2012 by SoClaimon

‘โอตอง’สารสกัดจากสมุนไพรไทย

‘โอตอง’สารสกัดจากสมุนไพรไทย

‘โอตอง’ สารสกัดจากสมุนไพรไทย ผลิตภัณฑ์จากผลงานวิจัย ‘ยูแคนดู’ : โดย … สุรัตน์ อัตตะ

          หลังจาก ดร.ณสพน โพธิวิจิตร จากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับ รศ.พิมพร ลีลาพรพิสิษฐ์ ได้ศึกษาวิจัยสารสกัดจาก “แก่นมะหาด” สมุนไพรไทยที่มากด้วยคุณค่า จนมีการนำผลงานวิจัยไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมาย ล่าสุดสถาบันวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยูแคนดูได้นำสารสกัดจากแก่นมะหาดและสมุนไพรอื่นๆ อีกหลายชนิด เช่น มะขามป้อม ขมิ้น มะระขี้นก ฯลฯ มาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ ภายใต้ชื่อผลิตภัณฑ์ “โอตอง” (Otong)

ศ.เกียรติคุณ ดร.ณสพน โพธิ์วิจิตร ประธานสถาบันวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยูแคนดู กล่าวในงานการประชุมการสนับสนุนนักวิจัยและงานวิจัยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืนของอุตสาหกรรมไทย โดยระบุว่า ขีดความสามารถด้านการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในภาพรวมแล้วประเทศไทยควรเน้นการแข่งขันด้านการผลิตสินค้า โดยต้องสร้างแนวทางในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการผลิตในรูปแบบของตัวเองและสร้างแบรนด์สินค้าที่เป็นของตนเอง โดยคุณภาพสินค้าจะต้องอยู่ในระดับบีบวกขึ้นไป

นอกจากนี้หน่วยงานภาครัฐจะต้องร่วมกับภาคเอกชนในการสนับสนุนงานวิจัย โดยมีอาจารย์และนักวิจัยตามสถาบันศึกษาเป็นตัวกลาง ส่วนแนวทางในการพัฒนางานวิจัยนั้น ทุกภาคส่วนต้องมากำหนดโจทย์และปรึกษาหารือร่วมกัน อีกทั้งตัวนักวิจัยเองจะต้องเรียนรู้ด้านธุรกิจด้วย เพื่อให้งานวิจัยที่ออกมานั้นตรงตามเป้าหมายและเป็นไปตามความต้องการของตลาด

ศ.เกียรติคุณ ดร.ณสพน ย้ำว่า ปัญหาหรืออุปสรรคต่อการพัฒนางานวิจัยของไทยในปัจจุบันนี้ก็คือ ส่วนใหญ่นักวิจัยยังคงมุ่งเน้นงานวิจัยด้านกลไกการออกฤทธิ์ (Mechanism) ยังไม่เน้นทางด้านนวัตกรรม (Innovation) จึงทำให้ยังไม่มีผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง นอกจากนั้นงานวิจัยของไทยยังขาดการแลกเปลี่ยนด้านข้อมูล ทำให้การต่อยอดของงานวิจัยไม่ก้าวหน้า เพราะต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่ หน่วยงานของรัฐควรเข้ามามีบทบาทในเรื่องนี้ โดยภาครัฐควรจะเป็นผู้วางแผนและกำหนดกรอบของงานวิจัยให้สถาบันต่างๆ เพื่อไม่ให้งานวิจัยซ้ำซ้อน โดยงานวิจัยเรื่องเดียวกันอาจแบ่งให้หลายๆ สถาบันร่วมกันทำวิจัย

“ผมมีความภาคภูมิใจมากที่ผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นผลงานวิจัยของสถาบันวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยูแคนดูได้รับคัดเลือกให้มาจัดแสดงในงานประชุมของนักวิจัยครั้งนี้ เป็นผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรที่ออกฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระและเบาหวาน รวมไปถึงสารออกซีเลสเวอราทอล (Oxyresveratrol) ที่สกัดได้จากแก่นมะหาด ซึ่งมีฤทธิ์ต่อต้านวัยชรา ภายใต้ชื่อโอตอง (Otong) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ล่าสุดของสถาบัน”

ประธานสถาบันวิจัยเปิดเผยต่อว่า สารออกซีเรสเวอราทรอล (oxyresveratrol) จากแก่นมะหาดนั้น มีโครงสร้างทางโมเลกุลขนาดเล็ก ออกฤทธิ์แอนติออกซิแดนท์ ช่วยต่อต้านขบวนการเกิดไกลเคชั่นสาเหตุหนึ่งของโรคเบาหวานและริ้วรอยเหี่ยวย่นมาใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในเครื่องดื่มสมุนไพรโอตอง และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีคุณสมบัติช่วยขจัดอนุมูลอิสระในร่างกาย โดยสารออกซีเรสเวอราทรอลมีความสามารถในการจับกับอนุมูลอิสระได้ดีกว่า Resveratral ถึง 4 เท่าในปริมาณที่เท่ากัน โดยโอตอง 30 มิลลิลิตร มีประโยชน์ในการต้านอนุมูลอิสระได้เทียบเท่ากับ Resveratral ในไวน์แดงถึง 100 ลิตร

นอกจากนี้สถาบันยังคิดค้นผลิตภัณฑ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์พร้อมไวท์ พลัส (prompt vite+) ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของสมุนไพรช่วยดูแลน้ำหนัก ช่วยลดคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์สาเหตุของโรคอ้วน ไขมันอุดตันในเส้นเลือดและไขมันส่วนเกินอีกด้วย

          นับเป็นอีกก้าวของนักวิจัยไทยและสถาบันวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยูแคนดู ได้พัฒนาพืชสมุนไพรไทยหลากหลายชนิดมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์จนประสบความสำเร็จ ภายใต้ผลิตภัณฑ์ที่ชื่อโอตอง (Otong)

——————–

(‘โอตอง’ สารสกัดจากสมุนไพรไทย ผลิตภัณฑ์จากผลงานวิจัย ‘ยูแคนดู’ : โดย … สุรัตน์ อัตตะ)

สารสกัดลำไย..ต้านกระดูกสลาย มช.เจ๋งผลิตเป็น..ครีมนวดหัวเข่า

Published ธันวาคม 1, 2010 by SoClaimon

29 พฤศจิกายน 2553, 05:00 น.

ผ่านทางสารสกัดลำไย..ต้านกระดูกสลาย มช.เจ๋งผลิตเป็น..ครีมนวดหัวเข่า – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_130302

 

กระทรวงสาธารณสุข…รายงานว่า คนไทยที่สูงอายุเป็น…โรคข้อเข่าเสื่อม…กว่า 6 ล้านคน และยังมี โรคข้ออักเสบ รูมาตอยด์ และ โรคเกาต์ รวมกันถึง 7 ล้านคน โดยมักพบมากในกลุ่มอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป ซึ่งแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นทุกๆปี

…โรคข้อเข่าอักเสบ หรือ ข้อเข่าเสื่อม เป็นปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นและพบอยู่ทั่วโลก ผู้ป่วยจะเกิดความทรมาน ตลอดจนบั่นทอนทั้ง สุขภาพร่างกายและสภาพจิตใจ การใช้ยารักษาเป็นเพียงการบรรเทาความเจ็บป่วย ซึ่งอาจทำให้ เกิดผลข้างเคียงตามมา…

 

อุษณีย์  วินิจเขตคำนวณอุษณีย์ วินิจเขตคำนวณ

ยา…ที่ใช้รักษาโรคปวดเข่าหรือข้อเข่าอักเสบ เป็นยากลุ่มสเตียรอยด์ หรือยากลุ่มไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID, Non steroid anti-inflam-matory drug) จึงไม่เหมาะสมต่อผู้ป่วยสูงอายุ มักนำพาไปสู่โรคอื่นๆ เช่น โรคความดันโลหิต โรคหัวใจ โรคกระเพาะอาหาร ฯลฯ

ฉะนั้น…การป้องกันไม่ให้ เกิดการเสื่อมสลายของกระดูกอ่อนหรือป้องกันการสึกหรอของเยื่อหุ้มข้อก่อนเวลา จะสามารถช่วยแก้ ปัญหาอาการเจ็บปวดได้   คณะ แพทยศาสตร์และคณะเภสัชศาสตร์   มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มี ศ.ดร.อุษณีย์ วินิจเขตคำนวณ เป็นหัวหน้า…โครงการวิจัยพัฒนาผลิต Bioactive fractions ที่มีฤทธิ์ต้านการกลายพันธุ์ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์ ต้านการสลายเซลล์ข้อเข่าจากสารสกัดหยาบของลำไย โดยมี สำนักงานพัฒนา-การวิจัยการเกษตร (สวก.) ให้การสนับสนุน

 

ศ.ดร.อุษณีย์ วินิจเขตคำนวณ บอกว่า เมล็ดลำไยมีสารสำคัญ ได้แก่ Gallic acid, Ellagic acid และสารฟลาโวนอยด์อีกหลายๆ ชนิด   ผลจากการวิจัยพบว่า สารสกัดจากเมล็ดลำไยอบแห้งมีคุณสมบัติทางการแพทย์ ได้แก่ สารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันขบวนการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ ใหญ่และยับยั้งการสลายกระดูกอ่อน จากสรรพคุณดังกล่าวนำมาสู่การพัฒนา  สามารถแยกสารสกัดจากเมล็ดลำไยที่มี ฤทธิ์ต้านการสลายเซลล์กระดูกอ่อน โดยสารสกัดจากเมล็ดลำไยสามารถยับยั้ง การสลายสารองค์ประกอบพื้นฐานของกระดูกอ่อน ได้ แก่ สารไกลโคสอะมิโนไกล-แคน และกรดไฮยารูโลนิค   ของเซลล์กระดูกอ่อนได้ดี และ สารสกัดยังยับยั้งเอน-ไซม์แมทริกซ์เมทัลโลโปรทีเนสที่สลายกระดูกอ่อน… เป็นการยืดอายุกระดูกอ่อน ไม่ให้เกิดการสึกหรอก่อนควร สารสกัด จาก เมล็ดลำไย…นับว่ามีฤทธิ์ในการปกป้องและยืดอายุกระดูกอ่อน

 

ผลผลิตลำไยนำมาทำเป็นครีมนวดเข่า.ผลผลิตลำไยนำมาทำเป็นครีมนวดเข่า.

ผลงานวิจัยนี้ได้ ดำเนินการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ไว้ แล้ว พร้อมทั้งศึกษาความปลอดภัย เมื่อทำการทดลองในหลอดทดลองมีความปลอดภัยสูง จึงได้นำสารสกัดพัฒนาเป็น ครีมเพื่อใช้ทาบรรเทาอาการปวด ในรูปแบบการ ผสมวิตามินอีในครีมเพื่อช่วยบำรุงผิว

จากการทดลองนำไปใช้กับผู้ป่วยไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองและผลข้างเคียง สามารถนำไปใช้ได้ หลายรูปแบบ เช่น ครีมนวดป้องกันข้อเข่าเสื่อม บรรเทาอาการปวดเมื่อย จากกล้ามเนื้อตึง หรือนวดบำบัดในสปา ใครสนใจข้อมูลหรือต้องการผลิตภัณฑ์ กริ๊งกร๊างหา ศ.ดร.อุษณีย์ ที่ 0-5321-7112-3 โทรสาร 0-5321-7114 ในเวลาราชการ.

ไชยรัตน์ ส้มฉุน

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไชยรัตน์ ส้มฉุน
  • 29 พฤศจิกายน 2553, 05:00 น.

 

สารสกัดจากพืชเพื่อควบคุมศัตรูพืช

Published มีนาคม 22, 2010 by SoClaimon

ฉบับที่ 2   ประจำเดือน มีนาคม  พ.ศ. 2552

ผ่านทางจากโต๊ะบอกอ.

ผลิใบ ขยายผล
สำนักวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร

สารสกัดจากพืชเพื่อควบคุมศัตรูพืช

ผลิใบ ขยายผลฉบับนี้   เป็นฉบับที่จะนำความรู้เกี่ยวกับสารสกัดจาพืชเพื่อควบคุมศัตรูพืช  มาให้ผู้อ่อนได้ทราบเพิ่มเติม ตามที่ได้สัญญากัน
เอาไว้และพืชที่จะนำมาเป็นความรู้ในฉบับนี้มีอยู่ 2 ชนิด   คือ ว่านน้ำ และหางไหล    พืชทั้ง 2 ชนิด    มีคุณสมบัติในการควบคุมศัตรูพืชได้อย่างไร
เราลองมาดูกันเลย

ว่านน้ำ

ว่านน้ำ มีชื่อเรียกกันหลายๆ ชื่อ เช่น คาเจี้ยงจี้  ทิลีปุตอ  ผมผา ฮางคาวน้ำ ฮางคาวบ้าน ฮางคาวผา หัวชะงอ หัวงอ

ว่านน้ำเป็นไม้ล้มลุกเนื้ออ่อนสูง 1-2 เมตร อยู่ในวงศ์ Aranceae ชอบขึ้นอยู่กบโคลน เลน หรือริมบ่อ หนอง บึง มีเหง้าอยู่ใต้ดิน มีกลิ่นหอม
มีลักษณะค่อนข้างกลม เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 เซนติเมตร  ยาวประมาณ 5-20 เซนติเมตร  เจริญขนานไปกับผิวดิน  ใบรูปยาวเรียวคล้ายใบ
ดาบฝรั่งจะเรียงกันสลับซ้ายขวาแบบทแยงกัน ดอกออกเป็นช่อ มีปลีดอกคล้ายดอกหน้าวัว  ว่านน้ำเป็นพืชที่ปลูกได้ง่ายจึงสามารถขุดเหง้านำมาใช้
ได้ตลอดปี ว่านน้ำให้น้ำมันหอมระเหยได้ดี และมีปริมาณมาก

สาระสำคัญในว่านน้ำคือ  สารออกฤทธิ์ที่สำคัญคือ เบต้า-อาซาโรน (B-asarone)  นอกจากนี้ยังพบสารอาโคแรงเจอร์มาโครน (acoranger
mancrone) และอาซาริลอัลดีฮาย (asarylaldhyde) ในน้ำมันหอมระเหยจากรากว่านน้ำ

ประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัด

เป็นสารฆ่าแมลง โดยเป็นพิษต่อระบบประสาทของแมลง  ยับยั้งการเจริญเติบ โต  และการกินอาหารของแมลง  ยับยั้งการพัฒนาของระบบ
สืบพันธุ์  และการออกจากไข่ของตัวอ่อน   นอกจากนี้ยังยับยั้งการเจริญของเชื้อราและแบคทีเรีย  ใช้กับแมลงวันแตง  แมลงวันผลไม้  ด้วงหมัดผัก
หนอนกระทู้ผัก และแมลงศัตรูในโรงเก็บ

วิธีการใช้ว่านน้ำในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชทำได 2 วิธี ดังนี้

1.  คลุกกับเมล็ดพืชในโรงเก็บ โดยใช้ผงว่านน้ำ 1 กิโลกรัม คลุกเมล็ดพืช 50 กิโลกรัม

2.  เหง้าบดเป็นผง 150 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร แช่ไว้ค้างคืนหรือต้ม 45 นาที กรองแล้วนำไปฉีดพ่น

หางไหล

หางไหลมีชื่อที่เรียกกันแต่ละพื้นที่หลายๆ ชื่อ เช่น หางไหล หางไหลแดง อวดน้ำ เครือไหลน้ำ ไหลน้ำ (ภาคเหนือ) โพตะโกล้า (กระเหรี่ยง
แม่ฮ่องสอน) กะล้าเพาะ (เพชรบุรี)

หางไหล  เป็นพันธุ์ไม้เขตร้อน  จัดอยู่ในตระกูล Leguminosae  เป็นไม้เลื้อยชนิดเนื้อแข็ง   ลักษณะเป็นเถาใบออกเป็นช่อตรงยอด และใบ
อ่อนจะมีขนสีน้ำตาลปนแดง  เถาหรือลำต้นส่วนที่แก่มีสีน้ำตาลปนแดงเช่นกัน      แต่จะเริ่มมีสีเขียวเห็นชัดตรงปล้องที่อยู่ก่อนถึงยอดประมาณ 2-3
ปล้อง ลำต้นโดยทั่วไปมีลักษณะกลม ใบแก่มีสีเขียว ก้านแตกจากลำต้นแบบสลับ  ใบมีลักษณะคล้ายรูปไข่ค่อนข้างยาว โคนใบเล็กเรียวขึ้นไปและ
ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ พื้นใบด้านบนเป็นสีเขียว ลักษณะมัน มองเห็นเส้นแขนงลักษณะคล้ายก้างปลาได้ชัด แต่ไม่ยาวจนชิดขอบใบ ด้านท้อง
ใบมีสีเขียวและเห็นเส้นใบชัดกว่าด้านบน เส้นใบมีสีเขียวปนน้ำตาล ใบกว้างประมาณ 3.0-9.5 เซนติเมตร และยาวตั้งแต่ 6.5-27.0 เซนติเมตร

หางไหลมี 2 ชนิด  คือ หางไหลแดง (Derris elliptica) และหางไหลขาว (Derris malacecum)    ทั้ง 2 ชนิด มีลักษณะต่างกันคือ หางไหล
แดง ใบย่อยมี 7 ใบขึ้นไป  ส่วนหางไหลขาว ใบย่อยมี 5 ใบ ทั้ง 2 ชนิด  ออกดอกเป็นช่อขนาดเล็กสีแดงอ่อน  รูปร่างเหมือนดอกถั่ว ดอกตูมสีชมพู
อมม่วง เมื่อบานเต็มที่จะเป็นสีแดงอ่อนและค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีขาว แต่ละช่อดอกยาว 20-25 เซนติเมตร ผลมีลักษณะเป็นฝักแบนภายในฝักมีเมล็ด
ซึ่งมีลักษณะกลมและแบนเล็กน้อย สีน้ำตาลปนแดง เมื่อฝักแก่จะแยกออกจากกัน

สาระสำคัญสารออกฤทธิ์หลักคือโรติโนน (Rotenone)    นอกจากนี้มีสารอื่นที่พบ คือดีกัวลิน (Degualin) อิลิปโทน (elliptone) สุมาทรอล
(sumatrol) และทอกซิคารอล (toxicarol)

ประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัด

–  เป็นสารฆ่าแมลง    โดยออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของระบบหายใจของแมลง    สารสกัดจากรากสามารถป้องกันกำจัดศัตรูพืชหลายชนิด
เช่น :
–  แมลงศัตรูผัก เช่น หนอนใยผัก หนอนกระทู้ผัก เพลี้ยจักจั่นฝ้าย เพลี้ยอ่อนกะหล่ำปลี เพลี้ยอ่อนถั่วฝักยาว หนอนเจาะฝักถั่วฝักยาว
หนอนผีเสื้อสีน้ำเงิน
–  แมลงศัตรูข้าว เช่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล หนอนห่อใบข้าว
–  แมลงศัตรูข้าวโพด เช่น หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด
–  แมลงศัตรูกล้วยไม้ เช่น เพลี้ยไฟฝ้าย
–  แมลงศัตรูในโรงเก็บ เช่น ด้วงถั่วเขียว

การใช้หางไหลทำได้ดังนี้

นำรากหางไหลมาทุบให้แตก  สับเป็นชิ้นเล็กๆ แช่ในน้ำอัตราส่วน ราก 1 กิโลกรัม  ต่อน้ำ 20 ลิตร  แช่ไว้ 48 ชั่วโมง ใช้ไม้กวนเป็นครั้งคราว
กรองด้วยผ้าขาวบางนำน้ำที่กรองได้ไปพ่นในแปลพืชทุก 5-7 วัน

 

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2525, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

สารสกัดจากพืช เพื่อควบคุมศัตรูพืช

Published มีนาคม 22, 2010 by SoClaimon

ฉบับที่ 12   ประจำเดือน มกราคม พ.ศ. 2552

ผ่านทางจากโต๊ะบอกอ.

ผลิใบ ขยายผล
สำนักวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร

สารสกัดจากพืช เพื่อควบคุมศัตรูพืช

เกษตรกรไทย รู้จักนำสารสกัดจากพืชมาใช้ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชมานานแล้ว ถือเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน แม้ในช่วง
เวลาหนึ่ง  จะมีสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชเข้ามาทดแทน เพราะใช้ได้สะดวก และเห็นผลรวดเร็วทันใจ     แต่ในยุคนี้ที่หลายฝ่ายตระหนักเรื่องความ
ปลอดภัยของสุขอนามัย  และสิ่งแวดล้อม มีการรณรงค์ให้ลดปริมาณการใช้สารเคมีลง   สารสกัดจากพืชจึงกลับมามีบทบาทในการป้องกันกำจัดศัตรู
พืชแทนสารเคมีอย่างกว้างขวางและแพร่หลาย

กรมวิชาการเกษตร โดยสำนักวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ได้เห็นความสำคัญในการลดการใช้สารเคมี และสนับสนุนให้มีการใช้
สารสกัดจากพืชแทนการใช้สารเคมี จึงได้ศึกษาวิจัย นำพืชสมุนไพร หรือพืชพื้นเมืองที่มีศักยภาพในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช มาใช้เป็นอีกทางเลือก
หนึ่งในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช  ซึ่งนอกจากจะปลอดภัยต่อผู้ใช้คือเกษตรกรแล้ว ยังปลอดภัยต่อผู้บริโภค   ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และราคาถูกกว่า
สารเคมีด้วย

จดหมายข่าว “ผลิใบฯ”    จึงขอแนะนำพืชบางชนิดที่สามารถนำมาใช้ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้ เช่น สะเดา  สาบเสือ  หนอนตายหยาก
ขมิ้นชัน ข่า และตะไคร้หอม เป็นต้น

สะเดา

สะเดา เป็นพืชยืนต้น วงศ์เดียวกบมะฮอกกานี ในประเทศไทยมีสะเดา 3 ชนิด คือ

–  สะเดาอินเดีย    ลักษณะขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย  แหลม  โคนใบเบี้ยว  ปลายใบแหลมเรียว  ออกดอกเป็นช่ออยู่ตรงส่วนยอด ดอกสีขาว
มีกลิ่นหอม ปกติจะออกดอกปีละครั้งประมาณเดือนมีนาคม – เมษายน และผลจะสุกประมาณเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม

–  สะเดาไทย   ใบจะโตกว่าสะเดาอินเดีย สีเขียวเข้ม หนา และทึบ ขอบใบหยักน้อย ดอกสีขาว ออกดอกเดือนธันวาคม – มกราคม ผลจะสุก
ในเดือนเมษายน – พฤษภาคม

–  สะเดาช้าง หรือไม้เทียม ต้นสูง 30-40 เมตร  ใบเป็นช่อ ก้านใบยาว ใบย่อยมีรูปทรงเป็นรูปหอกแกมใบมน ปลายใบค่อนข้างแหลม เป็นกิ่ง
สั้นๆ ฐานใบเบี้ยวไม่เท่ากัน ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย สีเขียวเป็นมัน ดอกออกเป็นช่อยาว สีขาวอมเขียวอ่อน ออกดอกเดือนมีนาคม และผล
จะสุกในเดือนพฤษภาคม   เป็นไม้โตเร็วที่พบมากในภาคใต้ของไทย     ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไป      สะเดามีสาระสำคัญ คือ อาซาไดแรคติน
ซาแลนนิน เมเลีย ไตรออล และนิมบิน สารเหล่านี้มีประสิทธิภาพดังนี้
–  ยับยั้งการลอกคราบของแมลง โดยไปขัดขวางและยับยั้งการสร้างฮอร์โมนที่ใช้ในการลอกคราบ
–  ยับยั้งการกินอาหารชนิดถาวร จนทำให้แมลงตายในที่สุด
–  ยับยั้งการเจริญเติบโตของไข่ หนอน และดักแด้
–  เป็นสารไล่แมลง
–  ยับยั้งการวางไข่ของแมลง ทำให้ปริมาณไข่ลดลง
–  สารสกัดจากสะเดา สามารถป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชต่างๆ ดังนี้

พืช
ศัตรูพืช
พืชผักตระกูลกะหล่ำ (กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก คะน้า ผักกาด ฯลฯ) หนอนใยผัก หนอนคืบกะหล่ำ หนอนกระทู้หอม หนอนกระทู้ผัก หนอนเจาะยอดกะหล่ำ เพลี้ยอ่อนกะหล่ำ* ด้วงหมัดผัก ด้วงหมัดผักแถบลาย*
ถั่วฝักยาว หนอนเจาะฝักถั่ว หนอนผีเสื้อสีน้ำเงิน หนอนแมลงวันเจาะต้นถั่ว หนอนกระทู้หอม หนอนแมลงวันชอนใบถั่ว
หน่อไม้ฝรั่ง หนอนกระทู้หอม หนอนเจาะสมอฝ้าย*
กระเจี๊ยบเขียว เพลี้ยจักจั่นฝ้าย  หนอนเจาะสมอฝ้าย*
หอมแดง หนอนกระทู้หอม*
มะเขือเทศ หนอนเจาะสมอฝ้าย แมลงหวี่ขาวยาสูบ*
มะเขือเปราะ เพลี้ยจักจั่นฝ้าย หนอนเจาะผลมะเขือ หนอนเจาะยอดมะเขือ*
ถั่วเขียว หนอนกระทู้หอม หนอนกระทู้ผัก หนอนม้วนใบ หนอนม้วนใบถั่ว*
มะลิ หนอนเจาะดอกมะลิ*

วิธีใช้
* เมล็ดสะเดาบดละเอียดอัตรา 1,000 กรัม  ต่อน้ำ 20 ลิตร  แช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน   กรองเอาส่วนน้ำไปพ่นในแปลงปลูกพืช (ใช้ได้ผลในแปลง
ปลูกที่ศัตรูพืชระบาดไม่รุนแรง  และหนอนมีความต้านทานต่อสารฆ่าแมลงไม่มาก   ควรพ่นก่อนมีการระบาด หรือมีการระบาดเพียงเล็กน้อย และพ่น
ติดต่อกันไปทุก 7 วัน ในแหล่งที่ระบาดอย่างรุนแรง)
**  เมล็ดสะเดาบดละเอียดอัตรา 20 กิโลกรัม ต่อไร่ (หว่านรอบต้นในอัตรา 2.5 กรัมต่อหลุม   สามารถที่จะกำจัดตัวอ่อนของด้วงหมัดผักที่
อาศัยอยู่ในดินได้ดี ส่วนตัวเต็มวัย ที่ทำลายส่วนใบ สารสกัดสะเดาไม่สามารถป้องกันกำจัดได้)

สาบเสือ

สาบเสือ  เป็นพืชล้มลุก ขึ้นกลางแจ้ง เจริญงอกงามได้รวดเร็ว  แตกกิ่งก้านสาขามากจนดูเป็นทรงพุ่ม  ใบเป็นรูปหอกปลายใบแหลม  โคนใบ
สอบแคบ    ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย    มีขนปกคลุมทั่วทั้งใบ   ออกดอกเป็นช่อ   ลักษณะเป็นกระจุก       สาระสำคัญในสาบเสือ คือ พีนีน คูมาริน
เนบโธควิโนน ลิโมนีน ยูพาทอล ลูพีออล ฟาโวน คาไดอีน แคมเฟอร์     สารเหล่านี้มีประสิทธิภาพในการเป็นสารไล่แมลงศัตรูพืชชนิดต่างๆ      เช่น
เพลี้ยอ่อนป้องกันกำจัดศัตรูพืช เช่น เพลี้ยอ่อน  ป้องกันกำจัดศัตรูพืช เช่น กำจัดเพลี้ยอ่อน ไล่หนอนใยผัก หนอนกระทู้ผักและแมลงศัตรูในโรงเก็บ
ป้องกันกำจัดโรคพืชที่เกิดจากเชื้อราและแบคทีเรีย

มีวิธีการใช้ดังนี้
1)  ต้นและใบ  ผึ่งลมให้แห้ง บดเป็นผง แช่น้ำ 400 กรัม/น้ำ 3 ลิตร   ถ้าใบอย่างเดียวใช้ 400 กรัม/น้ำ 8 ลิตร กวนตั้งทิ้งไว้ค้างคืน กรองเอา
กากออก นำมาฉีดพ่นทุก 7 วัน ป้องกันและไล่หนอนกระทู้ผัก หนอนใยผัก
2)  หมักด้วยเหล้าขาว 24 ชั่วโมง (500 กรัม/เหล้า 1 ลิตร)  หมักค้างคืน  กรองออกมาใช้ป้องกันกำจัดโรคพืชที่เกิดจากเชื้อราและแบคทีเรีย
และหนอนใยผัก
3)  ใบสด 10 กรัมผสมกับใบแห้ง 30 กรัม บดให้ละเอียด แล้วนำมาคลุกถั่วเขียว 100 กรัม สามารถป้องกันกำจัดแมลงด้วยถั่วเขียว และมอด
ข้าวสาร

หนอนตายหยาก

หนอนตายหยาก  มีชื่อเรียกอื่นๆ อีกหลายชื่อ เช่น พญาร้อยหัว โป่งมดง่าม สามสิบกลีบ ปงช้าง รากลิง สลอดเชียงคำ เป็นต้น เป็นไม้เลื้อย
รากมีลักษณะเป็นพวงคล้ายกระชาย   ใบคล้ายใบพลู   รากหนอนตายหยาก  ประกอบด้วยสารกลุ่มอัลคาลอยด์เป็นส่วนใหญ่    นอกจากนี้ยังพบสาร
ประกอบไบเบนซิล สติลบีนอยด์ และสารกลุ่มโรตินอยด์    สารพวกนี้มีประสิทธิภาพในการกำจัดเห็บในวัวควาย   กำจัดหนอนแมลงวัน ป้องกันกำจัด
แมลงศัตรูพืช ยับยั้งการกินจองหนอนกระทู้ผัก มีความเป็นพิษต่อลูกน้ำยุง

วิธีการใช้หนอนตายหยาก ทำได้ดังนี้
1)  รากหนอนตายหยาก สับเป็นชิ้นเล็กๆ ปริมาณ 1 กิโลกรัม  ผสมน้ำ 20 ลิตร กวน หมักไว้ค้างคืน กรองเอาน้ำไปฉีดพ่นพืชผักทันที ฉีดพ่น
ทุก 3-5 วัน ใช้น้ำให้หมดทุกครั้ง ไม่ควรเก็บไว้เพราะราจะขึ้น
2)  สกัดด้วยแอลกอฮอล์  โดยใช้ราก 100 กรัมต่อแอลกอฮอล์ 1 ลิตร  หมักทิ้งไว้ 1 อาทิตย์  กวนบ่อยๆ กรองเอากากออก เมื่อจะนำมาใช้
ให้เจือจางด้วยน้ำ (สารสกัด 15-20 ซีซี ต่อน้ำ 10 ลิตร) แล้วนำไปฉีดพ่นพืชทุก 3-5 วัน

ขมิ้นชัน

ขมิ้นชัน    เป็นพืชล้มลุกข้ามปี  มีหัวอยู่ใต้ดินเช่น เดียวกับขิงและข่า  เมื่อโตเต็มที่จะสูงประมาณ 1 เมตร  ลำต้นที่แท้จริง คือ เหง้าที่อยู่ใต้ดิน
เหง้าจะประกอบด้วยแง่งลักษณะต่างๆ  คือ แง่งแม่  หรือแง่งหลัก  มีลักษณะกลม  จะเป็นที่แตกของแขนงต่อๆ ไป   เนื้อในเหง้าและแง่งจะมีสีเหลือง
อมส้ม และมีกลิ่นหอม
สาระสำคัญในขมิ้นชัน  คือ เคอร์คูมิน  เอทร์มาโรน  ซิงจิเบอรีน  พีนีน  ฟิแลนดรีน บอร์นีออล และซินิออล  สารเหล่านี้มีประสิทธิภาพในการ
ป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช  เช่น หนอนใยผัก หนอนกระทู้หอม หนอนกระทู้ผัก และแมลงศัตรูในโรงเก็บ  กำจัดลูกน้ำยุง   ป้องกันกำจัดโรคพืชที่เกิด
จากแบคทีเรีย และเชื้อรา

วิธีการใช้ขมิ้นชัน
1)  ใช้ผลขมิ้นชันครึ่งกิโลกรัม หมักกับน้ำ 2 ลิตร   ทิ้งไว้ 1 คืน คั้นเอาแต่น้ำ ใช้อัตรา 400 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร   ฉีดพ่นในแปลงผักกวางตุ้ง
ขนาด 4×5 ตารางเมตร สามารถไล่แมลงศัตรูพืชพวกหนอนใยผัก หนอนหลอดหอม หนอนกระทู้ผัก ได้ดี
2)  แง่งขมิ้นชันครึ่งกิโลกรัม ต่อเหล้าขาว 1 ลิตร แช่ค้างคืน กรองเอาน้ำไปฉีดพ่น ป้องกันกำจัดโรคพืชที่เกิดจากแบคทีเรียและเชื้อรา
3)  ขมิ้นผงนำมาโรยโคนต้น  หรือคลุกเม็ด  ใช้ไล่แมลง (ผงขมิ้น 10 กรัมต่อเมล็ด 100 กรัม)   เช่น มอดข้าวสาร  ด้วงถั่วเขียว  ด้วงงวง
มอดข้าวเปลือก มอดแป้ง

ข่า

ข่าเป็นพืชล้มลุกข้ามปี  มีหัวอยู่ในดิน  เช่นเดียวกับขมิ้นและขิง  โตเต็มที่จะสูงประมาณ 1-2.5 เมตร   ลำต้นคือเหง้าที่อยู่ในดิน ประกอบด้วย
แง่งแม่  หรือแง่งหลัก มีลักษณะกลม เป็นที่แตกของแขนงต่อๆ  ไปเป็นที่เกิดของรากฝอย   ตามแง่งจะมีตาอยู่ทั่วไป สีขาว หรือสีชมพูอ่อน ต่อไปจะ
เจริญเป็นลำต้นและใบต่อไป ข่ามีสารสำคัญ ได้แก่ พีนีน ซาฟโรล ยูจินอล ไซมีน เจอรานิออล และลินาลูล  สารเหล่านี้มีประสิทธิภาพในการป้องกัน
กำจัดศัตรูพืช และแมลงศัตรูในโรงเก็บวิธีการใช้ ให้นำแง่งข่าที่ผึ่งลมแห้งมาบดละเอียด  นำมาโรยโคนต้น หรือคลุกเมล็ด  ใช้ไล่แมลงเหมือนตะไคร้
หอม หรือนำแง่งขาขนาด 400 กรัมต่อน้ำ 8 ลิตร แช่น้ำไว้ค้างคืน กรองเอาน้ำมาฉีดพ่นไล่แมลง

ตะไคร้หอม

ตะไคร้หอม  หรือบางท้องถิ่นเรียกว่าคะไคร้แดงหรือตะไคร้มะขูด เป็นพืชล้มลุก ที่มีหรัวหรือเหง้าอยู่ใต้ดิน ลำต้นจะตั้งตรงและจะแตกออกมา
เป็นกอ  ที่โคนจะเป็นกาบเป็นชั้นๆ เหมือนตะไคร้บ้าน ลำต้นเป็นสีแดงยาว สูงประมาณ 2 เมตร มีใบยาวกว่าตะไคร้บ้าน  ลักษณะใบแคบ ยาว 1 เมตร
กว้าง 5 – 20 มิลลิเมตร  สีเขียว  ผิวเกลี้ยง มีกลิ่นหอมตรงรอยต่อระหว่างใบกับกาบ   มีแผ่นรูปไข่ปลาปลายตัดยื่นอกมายาวประมาณ 2 มิลลิเมตร มี
ขนาดกาบหุ้มติดทน กาบล่างสุดเกยซ้อนกัน  เมื่อแห้งจะม้วนขึ้น ดอกออกเป็นช่อฝอยคล้ายดอกอ้อ ขนาดยาวประมาณ 2 ฟุต มีใบประดับคล้ายกาบ
รองรับอยู่ ตะไคร้หอมมี 2 พันธุ์ คือ
–  ตะไคร้หอมพันธุ์ชวา ใช้เป็นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช
–  ตะไคร้หอมพันธุ์ศรีลังกา ใช้เป็นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช

ในตะไคร้หอม มีสารออกฤทธิ์ที่สำคัญได้แก่ ไซโทรเนเลล ไซโทรเนลอล เจอรานิออล  นอกจากนี้ยังมีสารสำคัญอื่นๆ คือ เจอรานิเอล พีนีน
ลิโมนีน บอร์นีออล คูมาริน

สารเหล่านี้ประสิทธิภาพในการไล่แมลงศัตรูพืช เช่น หนอนใยผัก เพลี้ยอ่อน เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยไฟ แมลงหวี่ขาวและแมลงในโรงเก็บ สามารถ
ไล่ยุงและแมลงวัน รวมทั้งกำจัดโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา และแบคทีเรีย

การใช้ตะไคร้หอมป้องกันกำจัดศัตรูพืช ทำได้ดังนี้

1)  นำใบและต้นผึ่งลมจนแห้ง แล้วบดละเอียด นำมาโรคโคนต้น หรือคลุกเมล็ดธัญพืช ใช้ไล่แมลง
2)  ใบตะไคร้หอมบดละเอียด 400 กรัม แช่น้ำ 8 ลิตร ทิ้งไว้ค้างคืน กรองเอากากออกนำมาฉีดพ่น สามารถไล่หนอนไยผัก
3)  ตะไคร้หอม 4 กิโลกรัม ผสมสะเดาบด 2 กิโลกรัมต่อน้ำ 75 ลิตร       สกัดโดยใช้เครื่องสกัดสารกำจัดศัตรูพืชพลังงานแสงอาทิตย์ 1 วัน
โดยใส่เมล็ดสะเดาบด เมื่ออุณหภูมิของน้ำในหม้อต้มต่ำกว่า 50 องศาเซลเซียส  เพื่อป้องกันการสลายตัวของสารอาซาไดเรคติน  รุ่งเช้า
ไขน้ำออก นำน้ำไปฉีดพ่นไล่แมลง

ข้างต้นนี้ เป็นเพียงตัวอย่างของพืชสมุนไพร และพืชพื้นบ้านบางชนิดที่สามารถนำส่วนต่างๆ มาใช้ในการป้องกันกำจัด หรือควบคุมศัตรูพืชได้
สามารถทำได้ง่ายๆ  แต่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะไล่แมลงหรือกำจัดแมลง  และโรคพืชได้เป็นอย่างดี  ใช้แล้วไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ปลอดภัยต่อ
ผู้ใช้และผู้บริโภค ราคาไม่แพง

โอกาสหน้า “ผลิใบฯ” จะนำพืชอื่นที่สามารถใช้ป้องกันศัตรูพืชได้มาแนะนำต่อท่านผู้อ่านเพิ่มเติม

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2525, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

%d bloggers like this: