สารพิษ

All posts tagged สารพิษ

ทางสองแพร่งที่ “อ่าวประดู่” สารพัดสารพิษปนเปื้อน “หอยแมลงภู่”

Published สิงหาคม 28, 2012 by SoClaimon

http://www.naewna.com/scoop/19938

วันอังคาร ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2555, 02.00 น.

tags : หอยแมลงภู่ปนเปื้อนสารพิษสารพัดอ่าวประดู่ทางสองแพร่ง,

พื้นที่บริเวณอ่าวประดู่ เทศบาลเมืองมาบตาพุด จังหวัดระยอง ถือเป็นแหล่งเลี้ยงหอยแมลงภู่ ที่สำคัญของพื้นที่ภาคตะวันออก โดยกลุ่มประมงเรือเล็กชุมชนตากวน-อ่าวประดู่ ที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มาจากต่างถิ่น กว่า 78 ครอบครัวถือเป็นอาชีพหลักเลี้ยงชีพและครอบครัว มีพื้นที่เลี้ยงหอยแมลงภู่กว่า 800 ไร่ มีรายได้หลายหมื่นบาทต่อเดือน ที่สำคัญ อ่าวประดู่ อยู่ติดกับโรงไฟฟ้าถ่านหินบีแอลซีพี พาวเวอร์ คลังก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LNG) และคลังน้ำมันดิบ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด นิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย!!!

อ่าวประดู่ แห่งนี้ยังอยู่ติดกับคลองชากหมาก ซึ่งเป็นคลองส่งน้ำที่ผ่านการบำบัดจากนิคมฯมาบตาพุดลงสู่ทะเล นอกจากนั้น ตะกอนสีดำที่จมอยู่ใต้น้ำทะเลจนทำให้น้ำทะเลในบริเวณนั้นเป็นสีดำเข้มส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการบริโภคหอยแมลงภู่ของคนในท้องถิ่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ด้วยเหตุนี้ จึงมีคำถามที่สำคัญก็คือ สัตว์น้ำ โดยเฉพาะหอยแมลงภู่บริเวณดังกล่าวมีการปนเปื้อนของมลพิษจากนิคมฯมาบตาพุดหรือไม่ ซึ่งคำถามดังกล่าว เป็นที่ถกเถียงกันอย่างสุดขั้ว ทั้งมุมมองของผู้เลี้ยงหอย(ชาวประมง) ในพื้นที่ และผู้บริโภค

นายน้อย ใจตั้ง สมาชิกกลุ่มเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก กล่าวว่า ตนจะไม่บริโภคหอยแมลงภู่ หรืออาหารทะเลทุกชนิดของที่นี่ (บริเวณอ่าวประดู่) เด็ดขาด เนื่องจากคิดว่า มีสารพิษอย่างแน่นอน และให้ข้อสังเกตด้วยว่าถ้าแหล่งที่เลี้ยงหอยของที่นี้ดีจริง ทำไมถึงต้องไปซื้อลูกหอยจากอ่างศิลา จ.ชลบุรี ทำไมบริเวณนี้จึงไม่สามารถเพาะเลี้ยงเองได้


คลองชากหมาก : คลองส่งน้ำที่ผ่านการบำบัดจากนิคมฯมาบตาพุดลงสู่ทะเล

นายสมชาย ย่านทรายงาม เจ้าของร้านอาหารลอกอ หาดน้ำริน ตำบลบ้านฉาง ยืนยันว่า ทางร้านจะไม่ซื้อหอยแมลงภู่จากพื้นที่ทะเลมาบตาพุดเด็ดขาด เนื่องจากไม่มั่นใจในความปลอดภัย แม้จะมีการเก็บตัวอย่างสัตว์ที่เป็นอาหารทะเลจากมาบตาพุดไปทดสอบแล้วก็ตาม โดยเลือกที่จะสั่งอาหารทะเลประเภทหอยจากจันทบุรี สั่งปู และปลาหมึกจากช่องแสมสาร จ.ชลบุรี เป็นหลัก

ด้าน นางจีระนุช เป็นกลาง ผู้จัดการร้านแหลมเจริญซีฟู้ด ร้านอาหารชื่อดังประจำจังหวัดระยอง ยอมรับว่าไม่แน่ใจถึงแหล่งที่มาของหอยแมลงภู่ที่จำหน่ายในร้าน โดยปกติทางร้านจะซื้อหอยแมลงภู่จากตลาดแม่แดง โดยซื้อในปริมาณไม่มากนักที่ปริมาณเพียง 3 – 6 กิโลกรัมต่อวันเท่านั้น เนื่องจากไม่เป็นที่นิยมบริโภคของลูกค้า รวมทั้งทางร้านไม่สามารถซื้อหอยแมลงภู่จากผู้ค้าโดยตรง เนื่องจากมีผู้ค้าคนกลางเป็นผู้รับหอยไปส่งยังตลาดต่างๆ


แพเลี้ยงหอยแมลงภู่อยู่ติดกับโรงไฟฟ้าถ่านหินบีแอลซีพี พาวเวอร์ คลังก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LNG) 

ด้านคณะอนุกรรมาธิการสิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติ ในคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ได้เปิดเผยรายงานการติดตามความคืบหน้า กรณีการแก้ไขปัญหามลพิษในคลองชากหมากบริเวณนิคมฯมาบตาพุด จังหวัดระยอง ซึ่งกรมควบคุมมลพิษได้นำเสนอข้อมูลของสำนักจัดการคุณภาพน้ำจากการตรวจสอบ พบว่า บริเวณปากคลองชากหมากมีการสะสมตัวของสารปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอน (Total Petroleum Hydrocarbon: TPH) โดยมีปริมาณตะกอนเบื้องต้นประมาณ 340,000 ลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่กว่า 9 แสนตารางเมตร และในคลองชากหมากจะมีสารปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอนปรอท สารหนู สังกะสี และสารแคลเมียมจำนวนมากกว่าที่พบในคลองตากวน

นางภารดี จงสุขธนามณี สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดเชียงราย และประธานคณะอนุกรรมาธิการสิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติ วุฒิสภา กล่าวว่า สารพิษที่ปล่อยลงในทะเลมีปริมาณที่มาก ซึ่งหากดูจากภาพถ่าย GPS จะเห็นว่ามีปริมาณที่เข้มข้นมาก ปริมาณสารพิษมีความหนากว่า 1.5 เมตรเลยทีเดียว ซึ่ง ส.ว.ภารดี ได้ย้ำว่า ทั้งหมดมาจากโรงงานอุตสาหกรรมล้วนๆ


ความเข้มข้นของสีน้ำ บริเวณอ่าวประดู่

“คนในท้องถิ่น จะไม่กินหอยแมลงภู่เด็ดขาด แต่จะขายไปยังต่างถิ่นเท่านั้น ทั้งนี้ เราจำเป็นต้องมีเจ้าภาพ เพื่อที่จะแตกประเด็นนี้ให้สังคมรับรู้ เพราะหวังจากปากชาวบ้านนั้น ยากถึงมากที่สุด เพราะโรงงานและชาวบ้านต่างได้รับประโยชน์ซึ่งกันและกัน” ส.ว.ภารดี กล่าว

ด้าน นายประทีป เอ่งฉ้วน ผู้อำนายการสำนักงานนิคมฯมาบตาพุด เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการดำเนินการ กำจัดตะกอนสารปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอน ในพื้นที่อ่าวประดู่ ตามมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติครั้งที่ 6/2553 วันที่ 2 ธันวาคม 2553 ซึ่งมอบหมายการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เป็นผู้ดำเนินการ โดยมีกรมควบคุมมลพิษเป็นหน่วยงานสนับสนุนทางวิชาการ ว่า กนอ. กำลังอยู่ในระหว่างคัดเลือกวิธีการที่เหมาะสมที่สุดในการกำจัดตะกอนดังกล่าว โดยในขณะนี้มีนักวิชาการเสนอทางเลือกมา 3 วิธีได้แก่…

1.การขุดหรือดูดตะกอนออกจากพื้นที่ขึ้นมากำจัด 2.ใช้วิธีการปิดคลุมตะกอนที่จมอยู่โดยใช้วัสดุประเภทจีโอเท็กซ์ไทล์ (Geotextiles) หรือสิ่งทอโยธาที่ทำจากวัสดุที่แข็งแรงสูงน้ำหนักเบา มีอายุการใช้งานที่ยาวนานไม่ผุกร่อนง่ายมาคลุมตะกอนที่จมอยู่ใต้น้ำ และ 3.การปล่อยให้ตะกอนเหล่านี้สลายไปเองตามธรรมชาติ โดยพยายามควบคุมไม่ให้มีสารเหล่านี้ ปนเปื้อนในทะเลบริเวณดังกล่าวเพิ่มเติม


หอยแมลงภู่สดๆจากทะเล

“วิธีการปล่อยให้ตะกอนย่อยสลายไปตามธรรมชาติจะกระทบต่อประชาชนในบริเวณดังกล่าวน้อยที่สุด เนื่องจากหากมีการดำเนินการขุดตะกอน อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบกับประชาชนที่เลี้ยงหอยแมลงภู่บริเวณดังกล่าว เนื่องจากจะต้องใช้เวลาในการดำเนินการไม่ต่ำกว่า 1 ปี” นายประทีปกล่าว

นายประทีปกล่าวด้วยว่า ในปลายเดือนส.ค.นี้ กนอ.จะมีการจัดทำประชาพิจารณ์ควบคู่ไปกับการให้ข้อมูลในชุมชนเพื่อประชาชนในพื้นที่มีความรู้และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจรวมทั้งรับทราบผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในชุมชนและการประกอบอาชีพเลี้ยงหอยแมลงภู่หากจะต้องมีการดูดและขุดตะกอนสารปิโตรเลียมฯในบริเวณดังกล่าว


ด้านนายถนอม มิ่งแม้น ประธานกลุ่มประมงเรือเล็กตากวน-อ่าวประดู่ เปิดเผยว่ากลุ่มผู้เลี้ยงหอยแมลงภู่ ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งหาก กนอ.จะดำเนินการขุดหรือดูดตะกอนสีดำในบริเวณดังกล่าว เพราะจะกระทบต่อการเลี้ยงหอย เพราะหากมีการขุดตะกอนบริเวณดังกล่าวจริงชาวบ้านต้องรื้อแพเลี้ยงหอยทั้งหมดขึ้นมาซึ่งจะทำให้สูญเสียรายได้เป็นระยะเวลานาน

นายถนอมกล่าวว่า ตนมั่นใจว่าหอยแมลงภู่ที่เลี้ยงในบริเวณนี้มีความปลอดภัย เนื่องจากมีการตรวจสารปนเปื้อนทุกๆ 6 เดือนโดยมีทีมนักวิชาการจากโรงไฟฟ้าบีแอลซีพีพาวเวอร์ ที่อยู่บริเวณใกล้เคียง มาตรวจสอบคุณภาพ พร้อมทั้งออกใบยืนยันความปลอดภัยให้ และในกลุ่มสามารถนำใบนี้ไปยืนยันความปลอดภัยในการขายหอยแมลงภู่กับผู้ที่มารับซื้อได้

การบริโภคหอยแมลงภู่ ยังเป็นข้อถกเถียงกันในสังคมเล็กๆ อย่างจังหวัดระยองกันต่อไป ตราบใดที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังไร้ข้อสรุปถึงสารพิษของแหล่งเพาะเลี้ยง ประชาชนตาใส ก็ยังกินหอยแมลงภู่ตามความเชื่อว่า ปลอดภัย ? ต่อไปนั่นเอง

หมายเหตุ : ผลงานเขียน โดย อธิพงศ์ ลอยชื่น
และผู้อบรมหลักสูตรการสื่อสารมวลชนระดับต้น(กสต.) รุ่นที่ 3 กลุ่มที่ 2
สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย

เสียหาย 5 ล้านบาท รง.ปล่อยสารพิษลงลำตะคอง

Published กรกฎาคม 24, 2012 by SoClaimon

http://www.naewna.com/local/15493

วันอังคาร ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2555, 10.55 น.

tags : 5 ล้านบาทปลาตายเสียหายสิ่งแวดล้อมรง.แอมโมเนียลำตะคอง,
ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส และประธานก่อตั้งมูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย อ.วสันต์ คงจันทร์ กรรมการมูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย อ.เอกชัย เปลี่ยนโพธิ์ กรรมการมูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย และ นางวิไลพรรณ หลวงยา สมาชิกมูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย ได้ออกสำรวจ กรณีโรงงานผลิตน้ำแข็งแห่งหนึ่งได้ปล่อยสารแอมโนเนียลงคลองลำตะคองในเขตตัวเมืองนครราชสีมา จนปลาตายนับแสนตัว เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ที่ผ่านมานั้น เพื่อประเมินค่าความเสียหายเบื้องต้นจากมลพิษในกรณีนี้ เมื่อวันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม 2555 และได้จัดทำรายงานนำเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาเพื่อหามาตรการป้องกันและแก้ไขในโอกาสต่อไป ดังนี้

สารที่สร้างมลพิษในครั้งนี้คือ “แอมโมเนีย” (Ammonia) ซึ่งเป็นสารประกอบเคมีของธาตุไนโตรเจน และไฮโดรเจน (NH3) โดยเป็นแก๊สไม่มีสี มีกลิ่นฉุน สามารถละลายน้ำได้ดี  ระดับความเข้มข้นของแอมโมเนียที่มีผลกระทบต่อสัตว์น้ำ แบ่งเป็นช่วงได้ดังนี้ (มิลลิกรัมต่อลิตร)
0.1 – 0.4 สัตว์เจริญเติบโตช้า
0.5 – 1 สัตว์มีอาการเครียด หายใจเร็ว
2 – 3 สัตว์มีอาการเครียด หายใจเร็ว อ่อนแอ เกิดการติดเชื้อจากแบคทีเรีย และเริ่มตาย
4 – 7 อัตราการตายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยปกติในแม่น้ำลำคลองควรมีแอมโมเนียไม่เกิน 0.5 มิลลิกรัมต่อลิตร แต่จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุกลับมีปริมาณสูงถึง 8.4 มิลลิกรัมต่อลิตร

ในกรณีปลาตายนับแสนตัวที่ลำตะคองนี้ ค่าความเสียหาย หรือผลกระทบเชิงลบ รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการปรับสภาพให้กลับคืนสู่ปกติในเบื้องต้น มีดังนี้

1. สำหรับปลาที่ตายไปจากการกระทำของโรงงานในครั้งนี้ ในเบื้องต้นทางราชการประเมินไว้ว่ามีมูลค่าประมาณ 100,000 บาท สำหรับปลาที่ตายไปเกือบ 3,000 กิโลกรัม หากพิจารณาจากราคาขายส่งปลา ณ ตลาดไท จะพบว่า ราคาปลามีความหลากหลาย ทั้งชนิดและขนาดของปลา หากใช้ราคาปานกลางสำหรับปลาทั่วไป และขนาดปานกลาง อาจอนุมานได้ว่ามีราคากิโลกรัมละ 50 บาท ก็คงเป็นราคาประมาณ 150,000 บาท  (สำหรับน้ำหนัก 3,000 กิโลกรัม) อย่างไรก็ตาม ยังอาจมีสัตว์น้ำอื่นที่สูญเสียไปจากสารพิษในครั้งนี้ที่คงมีมูลค่าพอสมควร จึงประมาณการความสูญเสียสัตว์น้ำนี้อยู่ที่ประมาณ 200,000 บาท

2. ค่าบำบัดน้ำ ทั้งนี้ได้สอบถามข้อมูลจากบริษัทบำบัดน้ำเสียในกรณีนี้ 2 แห่งคือ บจก.ไทยจุลินทรีย์ (http://thaimicroorganisms.com) โดยคุณนิตย์ ตั้งสุกุล (โทร.084.666.609 086.376.7080) และ บจก.ฉัตรวัฏฏ์ (http://www.จุลินทรีย์เข้มข้น.com) โดยคุณวิริยา รัชเวทย์ (โทร. 081.843.3263 081.843.3263) สำหรับการบำบัดคลองลำตะคองที่มีความกว้างประมาณ 8 เมตร ลึก 1 เมตร ยาว 3 กิโลเมตร นั้น บริษัทแรกเสนอราคา 300,000 บาท เป็นระยะเวลา 1 เดือน  ส่วนบริษัทที่สองยินดีช่วยราชการเป็นเชิงทดลองกึ่งให้เปล่าเป็นเงินเพียง 50,000 บาท ใช้ระยะเวลาบำบัดประมาณ 1 สัปดาห์ ในกรณีนี้ คณะผู้ประเมินค่าทรัพย์สินจึงประมาณการเราคาตลาดเบื้องต้นในการบำบัดเป็นเงินประมาณ 200,000 บาท

3. ค่าพันธุ์ปลาทดแทน ซึ่งศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดนครราชสีมา ได้จัดเตรียมพันธุ์ปลา จำนวน 200,000-300,000 ตัวมาปล่อยทดแทนปลาที่ตายไปหลังจากการบำบัดน้ำแล้ว ทั้งนี้ พันธุ์ปลาตัวหนึ่งมีราคาเฉลี่ยประมาณ 20 สตางค์ต่อตัว จึงรวมเป็นเงินประมาณ 40,000 – 60,000 บาท  อย่างไรก็ตาม อัตราการรอดของปลาที่มีประมาณ 10%  โดยพิจารณาจากการเลี้ยงปลาหมอไทยในบ่อดิน อัตรารอด 40%  แต่ถ้าเป็นปลาการ์ตูนขาวในทะเลกระบี่จะมีอัตรารอดเพียง 10% ซึ่งยังมากกว่าอัตรารอดจากการปล่อยปลาธรรมดา 10 เท่า แต่หากดูแลอย่างดีจะมีอัตรารอดสูงถึง 27%  ดังนั้น การปล่อยปลาประมาณ 200,000 – 300,000 ตัวต่อครั้งต้องปล่อยถึงประมาณ 10 ครั้ง จึงจะทดแทนปริมาณปลาที่สูญเสียไปได้  ดังนั้น จึงมีมูลค่ารวมถึงประมาณ 400,000 – 600,000 บาท ในการสร้างปลาขึ้นทดแทน  ดังนั้น ในกรณีนี้คณะผู้ประเมินจึงประเมินไว้เป็นเงิน 500,000 บาท

4. ในระหว่างนี้ถึงช่วงเวลาที่ปลามีอายุเพียงพอที่จะนำมาบริโภคได้อาจใช้เวลาพอสมควร โดยอายุของปลาช่อนที่ขายได้ในตลาดมีอายุประมาณ 1 ปี อายุปลาดุกขายได้คือ 3 เดือน และหากพิจารณาถึงปลาอื่นๆ จึงอาจกล่าวได้ว่า กว่าปลาจะมีอายุพอจะนำมาบริโภคได้อาจใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 4 เดือนโดยเฉลี่ย  ในระยะเวลาดังกล่าวจึงเป็นความสูญเสียโอกาสของชาวบ้านที่จะจับสัตว์น้ำมาบริโภค และอาจต้องซื้อในตลาดเปิดในราคาที่แพงกว่าต้นทุนในการจับ ในที่นี้อาจคิดเป็นเงินประมาณ 166,667 บาท โดยคำนวณจากค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูชีวิตสัตว์น้ำตามข้อ 4 ซึ่งอาจใช้เวลาราว 1 ปี แต่ในกรณีการขาดโอกาสการบริโภคในช่วง 4 เดือนแรกนี้ จึงควรเท่ากับเงิน 500,000 บาท x 4 เดือน ที่ไม่สามารถจับสัตว์น้ำได้ / 12 เดือนในการฟื้นฟู

5. โอกาสในการผลิตน้ำประปาก็เสียหายไปจากสารพิษที่โรงงานดังกล่าวทำรั่วลงลำตะคองด้วยเช่นกัน  ตามปกติการประปาของเทศบาลนครนครราชสีมา สูบน้ำทางท่อจากลำตะคองมาผลิตน้ำประปา แต่น้ำบางส่วนก็สูบจากน้ำผิวดินของลำตะคองบริเวณโรงกรองน้ำอัษฎางค์ เขตเทศบาลนครนครราชสีมา ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ รพ.มหาราชนครราชสีมา โดยสูบขึ้นมาใช้วันละประมาณ 30,000 ลูกบาศก์เมตร หากไม่สามารถสูบน้ำมาทำน้ำประปาประมาณ 30 วัน ก็เป็นปริมาณน้ำถึง 900,000 ลูกบาศก์เมตร จากข้อมูลของการประปานครหลวงและการประปาส่วนภูมิภาค รวมทั้งการประปาเทศบาลนครนครราชสีมาพบว่าราคาขายเฉลี่ยคงเป็นเงินประมาณ 10 บาทต่อลูกบาศก์เมตร โดยต้นทุนผลิตน้ำประปาอยู่ที่ระบบน้ำดิบ ระบบผลิตน้ำประปา ระบบส่งจ่ายน้ำประปา อย่างไรก็ตาม หากสมมติให้ต้นทุนน้ำดิบเป็นเงินเพียง 20% ของราคาขาย ความสูญเสียนี้จึงเป็นเงิน 1,800,000 บาท หรือเท่ากับ 20% ของ 9,000,000 บาท (น้ำจำนวน 900,000 ลูกบาศก์เมตรๆ ละ 10 บาท)

6. ตามรายงานข่าวยังกล่าวว่า ชาวบ้านประมาณ 1,000 ครอบครัวต้องทนกับกลิ่นเหม็นคละคลุ้งของปลาที่ตายจำนวนมหาศาล หากในระหว่างการจัดการทำความสะอาด ต้องย้ายที่อยู่อาศัยไปพักชั่วคราวเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาสุขภาพเป็นเวลา 1 คืนๆ ละ 1,000 บาทต่อครอบครัว ก็เป็นเงินค่าเสียหายรวม 1,000,000 บาท ที่ละเมิดต่อการอยู่อาศัยตามปกติของชาวบ้าน

7. นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากเหตุการณ์ครั้งนี้โดยหน่วยราชการหลายแห่งทั้งจากส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น ต้องระดมสรรพกำลังในการทำความสะอาดเบื้องต้น พิสูจน์ สอบสวน ตรวจสอบ เป็นเวลาหลายวันติดต่อกัน กรณีนี้มีค่าใช้จ่ายที่แน่นอนโดยประมาณการว่ามีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาปฏิบัติงานแก้ไขปัญหานี้ โดยเป็นระดับสูงจำนวน 30 คน มีค่าใช้จ่ายต่อวัน ๆ ละ 3,000 บาท (รวมค่าเดินทาง เงินเดือนและค่าใช้จ่ายอื่น) เป็นเวลา 4 วันทำงาน และระดับกลาง-ล่าง จำนวน 100 คน ๆ ละ 500 บาท เป็นเวลา 10 วันทำงาน รวมเป็นเงินประมาณ 860,000 บาท

8. ค่าเฝ้าระวัง โดยที่โรงงานดังกล่าวได้ทำลายสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง จึงควรมีการเฝ้าระวังเป็นระยะๆ โดยมีเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมงเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี และมีการสุ่มตรวจสอบคุณภาพน้ำในคลองด้านหลังโรงงานทุกเดือน โดยประมาณการค่าเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังเป็นเงินเดือนละ 24,000 บาท (อัตราต่ำเท่าการจ้างยาม 3 กะ) และค่าตรวจสอบคุณภาพน้ำอีกครั้งละ 5,000 บาท เป็นเวลา 12 เดือน รวมเป็นเงิน 360,000 บาท

โดยรวมแล้ว ในเบื้องต้นความสูญเสียจากโรงงานน้ำแข็งในครั้งนี้เป็นเงินรวม 5,074,667 บาท โดยแยกเป็น:

1. ปลาที่ตายไปมีมูลค่า 200,000 บาท

2. ค่าบำบัดน้ำให้คืนสู่สภาพเดิม 200,000 บาท

3. ค่าพันธุ์ปลาทดแทน 500,000 บาท (โดยต้นทุนค่าผลิตปลาทดแทนสูงกว่าราคาปลาปัจจุบัน)

4. ค่าเสียโอกาสจับสัตว์น้ำ 166,667 บาท

5. ค่าเสียโอกาสในการผลิตน้ำประปา 1,800,000 บาท

6. ค่าย้ายที่อยู่อาศัยชั่วคราว 1,000,000 บาท

7. ค่าใช้จ่ายของส่วนราชการในการแก้ไขปัญหา 860,000 บาท

8. ค่าเฝ้าระวัง 348,000 บาท

โดยสรุปแล้วความสูญเสียเป็นเงินส่วนนี้ เป็นสิ่งที่โรงงานที่เป็นต้นเหตุต้องจ่ายเพื่อการแก้ไขปัญหาและในฐานที่ละเมิดต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม  นอกจากนี้โรงงานนี้และโรงงานอื่นที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงคือริมแม่น้ำหรืออยู่ในย่านชุมชน ควรมีระบบป้องกันการก่อมลพิษที่ได้รับการตรวจสอบอย่างโปร่งใสจากทางราชการโดยเผยแพร่ต่อชุมชนโดยรอบอย่างสม่ำเสมอ และควรมีการประกันภัยให้ครอบคลุมวงเงินข้างต้น เพื่อเบิกจ่ายเพื่อชดใช้ค่าเสียหายข้างต้นได้ในทันที

ผลการสำรวจนี้ ควรเป็นกรณีตัวอย่างของการเรียกร้องความเสียหายจากกิจการอุตสาหกรรมต่อไป และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสิ่งแวดล้อมจะดำเนินการกับโรงงานต่างๆ โดยเคร่งครัด องค์กรเคลื่อนไหวเอกชนหรือ NGOs ควรเข้าศึกษาสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง สื่อมวลชนต่างๆ ควรติดตามสถานการณ์โดยใกล้ชิด เพื่อให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม และให้กรณีความเสียหายเหล่านี้ไม่เกิดขึ้นอีกในประเทศไทย

การศึกษาการสกัดวัตถุมีพิษจากต้นยาสูบและพืชอื่นๆ

Published พฤษภาคม 19, 2012 by SoClaimon

http://kucon.lib.ku.ac.th/cgi-bin/KUCON.exe?rec_id=001749&database=KUCON&search_type=link&table=mona&back_path=/KUCON/mona&lang=thai&format_name=TFMON

ผู้แต่ง: ประยูร ดีมา; อุดมลักษณ์ เพชรมาลา; เทียนชัย ธงสินธุศักดิ์; นงเยาว์ กะปุกนาก; สมบัติ กาญจนศูนย์
ชื่อเรื่อง: การศึกษาการสกัดวัตถุมีพิษจากต้นยาสูบและพืชอื่นๆ
Article title: Study on the extraction of toxic substance from tobacco and other plants
ชื่อเอกสาร : การประชุมทางวิชาการ ครั้งที่ 16 สาขาพืช มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ 2521: รวมเรื่องย่อ
หน่วยงานจัดพิมพ์: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สถานที่พิมพ์: กรุงเทพฯ
ปีพิมพ์: 2521
หน้า: หน้า 115-115(1)
จำนวนหน้า: 126 หน้า
ภาษา: ไทย
สาระสังเขป: สาระสังเขป (ไทย)
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์ (REF SB16 ก581 2521)
หมวดหลัก: F60-Plant physiology and biochemistry
หมวดรอง: H10-Pests of plants
อรรถาภิธาน-อังกฤษ: NICOTIANA TABACUM, TOXIC SUBSTANCES, NICOTINE, EXTRACTION, INSECT CONTROL
ดรรชนี-ไทย: ยาสูบ, สารพิษ, นิโคติน, การสกัด, การป้องกันกำจัดแมลง
หมายเลข: 001749 KC1601116
เอกสารฉบับเต็ม: [Download Fulltext]
ค้นข้อมูลใกล้เคียง: มีคำสำคัญเหมือนกัน   ผู้แต่งคนเดียวกัน

สธ.ลุยตรวจบ่อกำจัดกากอุตฯ ห่วงสารพิษปนน้ำประปา

Published พฤษภาคม 14, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/edu/259679

11 พฤษภาคม 2555, 16:16 น.

Pic_259679

สธ.ลงพื้นที่ตรวจความปลอดภัยประชาชน พื้นที่โรงงานเบตเตอร์เวิร์ล จ.สระบุรี ห่วงสารพิษปนเปื้อนน้ำประปา เตรียมจัดตั้งศูนย์ตรวจรักษาโรคด้านอาชีวเวชศาสตร์และสิ่งแวดล้อม…

เมื่อวันที่ 11 พ.ค. นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รมช.สาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย และดร.สุมล ปวิตรานน ผู้อำนวยการศูนย์ประเมินความเสี่ยง กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อสุขภาพ จากปัญหาบ่อกำจัดกากอุตสาหกรรม บริษัทเบตเตอร์ เวิร์ล กรีน จำกัด (มหาชน) จ.สระบุรี โดยตรวจเยี่ยมจุดให้บริการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เพื่อตรวจสุขภาพประชาชนในตำบลห้วยแห้ง ที่องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยแห้ง อ.แก่งคอย และตรวจเยี่ยมบ่อกำจัดกากอุตสาหกรรมของบริษัทเบตเตอร์ เวิร์ลฯ ซึ่งตั้งอยู่ที่หมู่ 8 ต.ห้วยแห้ง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี

นพ.สุรวิทย์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข มีความห่วงใยสุขภาพประชาชนที่อยู่ในพื้นที่รอบบ่อกำจัดกากอุตสาหกรรมของ บริษัทเบตเตอร์ เวิร์ลฯ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ประชาชนร้องเรียนทั้งเหตุรำคาญ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และได้มอบหมายให้กำกับดูแลการแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อสุขภาพโดยเฉพาะเรื่องน้ำดื่ม น้ำใช้ และการเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยแก่ประชาชน โดยมาตรการแก้ไขระยะเร่งด่วนนี้ ได้สั่งการให้กรมอนามัย และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมกันประเมินผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่โดยรอบบ่อกำจัดกากอุตสาหกรรมดังกล่าว ซึ่งมี 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลหนองปลาไหล ตำบลกุดนกเปล้า อ.เมือง และตำบลห้วยแห้ง อ.แก่งคอย มีประชากรที่มีความเสี่ยงประมาณ 10,000 คน โดยให้ศึกษาการแพร่กระจายของสารเคมีหรือสารพิษที่อาจปนเปื้อนในแหล่งน้ำบริโภคทั้งน้ำประปา น้ำบ่อ ชั้นดิน และในอากาศบริเวณบ่อกำจัด เพื่อหาความสัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพของประชาชน อย่างสมเหตุสมผล ให้รายงานผลการดำเนินการอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้ กรมอนามัยได้เก็บตัวอย่างน้ำ 4 แหล่ง ได้แก่ น้ำประปาบาดาล น้ำจากลำคลอง น้ำจากบ่อน้ำ และน้ำฝน ไปทำการตรวจสอบคุณภาพน้ำ เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2555 ที่ผ่านมา จะทราบผลการตรวจในอีก 2-3 สัปดาห์

รมช.สาธารณสุข กล่าวต่อว่า สำหรับผลการตรวจสุขภาพเบื้องต้นประชาชนที่อาศัยโดยรอบบ่อกำจัดกากอุตสาหกรรม ในปี 2553 และ 2554 พบว่ามีความเสี่ยงจากสารพิษร้อยละ 8 มีภาวะเครียดร้อยละ 1 ดังนั้นมาตรการแก้ไขในปี 2555 นี้ กระทรวงสาธารณสุข ได้วางแผนดำเนินการ 2 เรื่อง ได้แก่ 1.จัดตั้งศูนย์ตรวจรักษาโรคด้านอาชีวเวชศาสตร์และสิ่งแวดล้อมของจังหวัดสระบุรี ในระดับตำบลที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลห้วยแห้ง เพื่อให้บริการประชาชน 3 ตำบลประมาณ 5,000 ครัวเรือน พร้อมทั้งเฝ้าระวังและส่งเสริมสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจควบคู่กัน รวมทั้งป้องกันโรคจากการประกอบอาชีพและรักษาโรคจากสารพิษเคมีต่างๆ โดยเชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคจากสารพิษและนักพิษวิทยาจากโรงพยาบาลภาครัฐ เช่น โรงพยาบาลรามาธิบดี ไปให้บริการตรวจรักษาเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง คาดว่าจะเริ่มให้บริการประมาณกลางเดือนมิถุนายน 2555

นพ.สุรวิทย์ กล่าวอีกว่า เรื่องที่ 2 ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสระบุรีจัดบริการเชิงรุก เฝ้าระวังผลกระทบทางสุขภาพแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง เช่น ตรวจร่างกายตรวจหาสารเคมีเช่นสารแคดเมียม แมงกานีส สารอาซีนิก ตกค้างในเลือด ในปัสสาวะเอกซเรย์ปอด และตรวจคัดกรองสุขภาพจิตฟรี ตั้งเป้าดำเนินการ 7 ครั้ง ขณะนี้ตรวจไปแล้ว 4 ครั้งมีผู้รับบริการ 176 คน ผลการตรวจพบมีความเสี่ยงได้รับสารเคมี 8 คน คิดเป็นร้อยละ 5 และพบมีอาการผิดปกติทางอายุรกรรม มีความเสี่ยงต่อการทำงานผิดปกติของตับ ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด เป็นต้น รวม 30 คน คิดเป็นร้อยละ 17 ทุกรายจะส่งตรวจรักษาที่ศูนย์อาชีวเวชศาสตร์โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญต่อไป ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมาได้เก็บตัวอย่างอาหารจาก 3 ตำบล ทั้งอาหารดิบและสุก พืชผัก และน้ำประปา น้ำบ่อ น้ำฝน และน้ำจากลำคลอง ไม่พบสิ่งปนเปื้อนผิดปกติแต่อย่างใด.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการศึกษา
  • 11 พฤษภาคม 2555, 16:16 น.

เห็ดมีพิษบางชนิดของประเทศไทย

Published เมษายน 28, 2012 by SoClaimon

http://kucon.lib.ku.ac.th/cgi-bin/KUCON.exe?rec_id=001706&database=KUCON&search_type=link&table=mona&back_path=/KUCON/mona&lang=thai&format_name=TFMON

ผู้แต่ง: ศิริลักษณ์ โลห์สวัสดิ์; วิรัช ชูบำรุง; อนงค์ จันทร์ศรีกุล
ชื่อเรื่อง: เห็ดมีพิษบางชนิดของประเทศไทย
Article title: Some poisonous mushroom of Thailand
ชื่อเอกสาร : การประชุมทางวิชาการ ครั้งที่ 16 สาขาพืช ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน 2521: รวมเรื่องย่อ
หน่วยงานจัดพิมพ์: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สถานที่พิมพ์: กรุงเทพฯ
ปีพิมพ์: 2521
หน้า: หน้า 72
จำนวนหน้า: 126 หน้า
ภาษา: ไทย
สาระสังเขป: สาระสังเขป (ไทย)
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์ (REF SB16 ก581 2526)
หมวดหลัก: F60-Plant physiology and biochemistry
อรรถาภิธาน-อังกฤษ: POISONOUS FUNGI, TOXINS, SYMPTOMS
อรรถาภิธาน-ไทย: เชื้อราที่เป็นพิษ; ทอกซิน; อาการ
ดรรชนี-ไทย: เห็ดมีพิษ, สารพิษ, แก๊สโตรอินเทสตินัลท๊อกซิน, ลักษณะอาการ
หมายเลข: 001706 KC1601073
เอกสารฉบับเต็ม: [Download Fulltext]
ค้นข้อมูลใกล้เคียง: มีคำสำคัญเหมือนกัน   ผู้แต่งคนเดียวกัน

การสลายตัวของพิษยาฆ่าแมลงในผักบางชนิด

Published กุมภาพันธ์ 9, 2012 by SoClaimon

http://kucon.lib.ku.ac.th/cgi-bin/KUCON.exe?rec_id=000036&database=KUCON&search_type=link&table=mona&back_path=/KUCON/mona&lang=thai&format_name=TFMON

ผู้แต่ง: สุธรรม อารีกุล
ชื่อเรื่อง: การสลายตัวของพิษยาฆ่าแมลงในผักบางชนิด
ชื่อเอกสาร : การประชุมทางวิชาการเกษตรศาสตร์และชีววิทยา (สาขาพืช) ครั้งที่ 1 ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน 21-23 กุมภาพันธ์ 2505: รวมเรื่องย่อ
Source title : Proceedings of the 1st national Conference on Agriculture and Biology (Plant Science): Collected Abstracts
หน่วยงานจัดพิมพ์: สภาวิจัยแห่งชาติ; มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สถานที่พิมพ์: กรุงเทพฯ
ปีพิมพ์: 2505
หน้า: หน้า 41-42
จำนวนหน้า: 128 หน้า
ภาษา: ไทย
สาระสังเขป: สาระสังเขป (ไทย)
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์ (REF SB16 S3 2505)
หมวดหลัก: H10-Pests of plants
หมวดรอง: T01-Pollution
อรรถาภิธาน-อังกฤษ: VEGETABLES, INSECTICIDES, RESIDUES
ดรรชนี-ไทย: ผัก, สารป้องกันกำจัดแมลง, สารพิษ, การสลายตัว
หมายเลข: 000036 KC0101037
เอกสารฉบับเต็ม: [Download Fulltext]
ค้นข้อมูลใกล้เคียง: มีคำสำคัญเหมือนกัน   ผู้แต่งคนเดียวกัน

โบท็อกซ์น็อกอัมพาต รักษาคนไข้อัมพาตแบบสั่นและโรคหงิกงอ

Published พฤษภาคม 9, 2010 by SoClaimon

28 เมษายน 2553, 12:00 น.

ผ่านทางโบท็อกซ์น็อกอัมพาต รักษาคนไข้อัมพาตแบบสั่นและโรคหงิกงอ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_79413

ขณะเดียวกันมันก็สามารถช่วยยกระดับความสุขในชีวิตของผู้ป่วย อัมพาตแบบสั่น ขึ้นได้อย่างเห็นชัด เป็นแบบการรักษา ที่จัดได้ว่าเป็นยาวิเศษ…

วิธีการบำบัดรักษาเพื่อความงาม อันเป็นที่นิยมกันมากที่สุดของโลกอย่างหนึ่ง คือการกำจัดริ้วรอยเหี่ยวด้วยโบท็อกซ์ กำลังได้รับความชื่นชมอย่างใหม่

ศูนย์ บำบัดโรคพาร์กินสัน ที่สถาบันประสาทวิทยาบาร์โรว์ ของ สหรัฐฯ ได้นำเอาโบท็อกซ์ ไปใช้ในการรักษาโรคอัมพาตแบบสั่น และโรคการเคลื่อนไหวที่คุมไม่ได้อื่นๆ เช่น โรคที่ชาวบ้านเรียกว่า โรคหงิกงอ

หมอกิลเลอโม โมกวล โคบอส แพทย์ ประสาทวิทยากล่าวแจ้งว่า โบท็อกซ์เป็นสารพิษต่อประสาทที่รุนแรงมากที่สุดเท่าที่มนุษย์ รู้จัก แต่ขณะเดียวกันมันก็สามารถช่วยยกระดับความสุขในชีวิตของผู้ป่วยอัมพาตแบบ สั่น ขึ้นได้อย่างเห็นชัด เป็นแบบการรักษา ที่จัดได้ว่าเป็นยาวิเศษ

โรค พาร์กินสัน จะทำให้กล้ามเนื้อผู้ ป่วยแข็งเกร็ง สั่นสะท้าน เคลื่อนไหวร่างกายได้เชื่องช้า แต่เมื่อได้รับการฉีดด้วยโบท็อกซ์เข้ากล้ามเนื้อโดยตรงมันจะทำให้คลายอาการ หดเกร็ง  และที่สำคัญที่สุด ก็คือระงับความเจ็บปวด ถึงมันจะเป็นวิธีการรักษาทางการแพทย์อย่างหนึ่ง แต่มันก็ต้องใช้ ศิลปะในการใช้ด้วย เพราะแต่ละรายจะถูกฉีดเข้ากล้ามเนื้อต่างที่กัน และต่างปริมาณกันไป ขึ้นอยู่กับความชำนาญที่มีต่อยาและโรคเป็นสำคัญ.

การเตรียมข้อมูลในการเสนอกำหนดมาตรฐานสารพิษตกค้างระหว่างประเทศของสินค้าเกษตรไทยที่สำคัญ

Published มีนาคม 18, 2010 by SoClaimon

ผ่านทางTHAI AGRICULTURE RESEARCH JOURNAL Database.

บทคัดย่อ วารสารวิชาการเกษตร
กรมวิชาการเกษตร Department of Agriculture
ชื่อเรื่อง การ เตรียมข้อมูลในการเสนอกำหนดมาตรฐานสารพิษตกค้างระหว่างประเทศของสินค้าเกษตร ไทยที่สำคัญ
(ภาษาอังกฤษ) Preparation and Submission of Data for the Establishment of International Standard on Pesticide Residue for Important Thai Agricultural Commondities
ผู้เขียน พิศาล พงศาพิชณ์
ปีที่พิมพ์ 2551 ปีที่ 26 ฉบับที่ 3
บทคัดย่อ มาตรฐานอาหารระหว่าง ประเทศ ที่เป็นที่ยอมรับระดับสากล เป็นมาตรฐานที่กำหนดโดยคณะกรรมการ Codex การผลักดันให้ Codex กำหนดมาตรฐานสารพิษตกค้างที่เรียกว่า Codex maximum residue limit หรือ Codex MRL ในสินค้าเกษตรที่สำคัญของไทย เป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาสินค้าเกษตรของไทยที่ถูกปฏิเสธการนำเข้า เนื่องจากไม่มีมาตรฐานสารพิษตกค้างกำหนดไว้ ในการศึกษาหลักเกณฑ์แนวทางการกำหนด MRL ของ Codex สำหรับเป็นแนวทางการจัดทำข้อมูลข้อเสนอของไทย ประมวลได้ว่ามีกระบวนการดำเนินงานที่สำคัญคือ การวางแผนและดำเนินการศึกษาวิจัย และการจัดเตรียมข้อมูลเพื่อเสนอกำหนดมาตรฐานโดยให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความถูกต้องและความเพียงพอของปริมาณข้อมูล โดยข้อมูลที่มีคุณภาพจะต้องมาจากการศึกษาวิจัยที่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์แนว ทางที่สากลยอมรับ มีรายละเอียดที่สำคัญครบถ้วน และแสดงความสอดคล้องของสภาวะที่ใช้ในการศึกษา กับคำแนะนำการใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตร (pesticide) อย่างเป็นทางการ ส่วนปริมาณของข้อมูลขึ้นกับความสำคัญของพืชที่ศึกษา และควรมีจำนวนการทดลองไม่น้อยกว่า 8 การทดลองสำหรับพืชหลัก และ 5 การทดลองสำหรับพืชรอง
ABSTRACT Food Standards established by Codex Alimentarius Commission (Codex) are recognized worldwide as the internationally accepted standards. The proposing for the establishment of Codex maximum residue limit (MRL) for important Thai agricultural commodities is a key solution for the problem on the rejection of Thai exported agricultural commodities due to no MRL established by importing countries. A study on the criteria and process on the establishment of Codex MRL summarized that main process needed for proposing Codex MRLs were: planning and conducting for pesticide residue studies and data preparation for proposing MRL. The process of data preparation had to take into account data quality and accuracy as well as the adequacy of data quantity. Data considered to be good quality and should have been from the stydy wich conformed to the internationally accepted quideline, be reported with sufficient details, and clearly presented the conformance of conditions of the study and the official recommended use pattern of the pesticide. Data considered to be adequated in quantity should have at least 8 trials for major crops and 5 trials for minor crops.

กมธ.สิ่งแวดล้อม โวย นิคมฯมาบตาพุด “ทำน้ำเน่า” เผย เจอสารพิษ-โลหะหนัก 3 แสนตัน

Published กุมภาพันธ์ 25, 2010 by SoClaimon

http://www.naewna.com/news.asp?ID=196043

วันที่ 20/1/2010

ที่รัฐสภา นางจิราวรรณ จงสุทธนามณี ส.ว. เชียงราย ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา แถลงความคืบหน้าจากการตรวจสอบการใช้งบประมาณและการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องว่า เบื้องต้นอนุกรรมการฯได้ลงพื้นที่ตรวจสอบคุณภาพน้ำบริเวณมาบตาพุด โดยทางอนุกรรมการฯได้นำดินตะกอนตัวอย่างบริเวณคลองชากหมาก อ.มาบตาพุด ซึ่งอยู่ใกล้เคียงที่ตั้งนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และเป็นคลองที่ไหลผ่านพื้นที่นิคมมาบตาพุดมาศึกษาพบว่าตะกอนมีสารปนเปื้อนของสารอินทรีย์ โลหะหนัก และสารปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอนในปริมาณที่สูงและประเมิณว่าจากปริมาณตะกอนดินสูงถึง 3 แสนตัน  และส่งผลต่อการใช้ประโยชน์ต่อการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำและวิถีชีวิตของคนในชุมชน เนื่องจากส่งกลิ่นเหม็นเน่าและมีสภาพเสื่อมโทรม นอกจากนี้ทางคณะอนุกรรมการฯยังได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนอีกหลายพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อนจากกรณีเดียวกันให้เร่งช่วยเหลือและแก้ไขในปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน

นางจิราวรรณกล่าวอีกว่า การตรวจสอบของอนุกรรมการได้นำตะกอนดินบริเวณคลองแสนแสบที่มีการสะสมของเสียจากชุมชนมาเปรียบเทียบพบว่าดินมีสีเทาเข้มและไม่ส่งกลิ่นเน่าเหม็นอย่างรุนแรงเหมือนคลองชากหมาก ทางอนุกรรมการจึงขอเรียกร้องให้คนในสังคมและรัฐบาลได้ตื่นตระหนกถึงภัยของสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะรัฐบาลควรเร่งให้ความช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร่งด่วน เนื่องจากปัญหาน้ำเน่าเสียรุนแรงจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ของสัตว์น้ำ

อย่างไรก็ตามในสัปดาห์หน้าอนุกรรมการจะเชิญกรมโรงงานอุตสาหกรรม และการนิคมอุตสาหกรรม มาชี้แจงข้อเท็จจริง ว่ามีการละเมิดสัญญา EIA ว่าก่อนมีการอนุมัติให้สร้างโรงงานนั้นมีการทำกระทำกระบวนการปล่อยน้ำเสียถูกต้องตามเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่ และจะหาแนวทางเพื่อจัดการและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังต่อไป

%d bloggers like this: