สัมภาษณ์พิเศษ

All posts tagged สัมภาษณ์พิเศษ

วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้ปกป้องเกษตรอินทรีย์

Published มกราคม 8, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มกราคม 2559 เวลา 11:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/408023

วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้ปกป้องเกษตรอินทรีย์

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

เมื่อกล่าวถึงเอ็นจีโอที่ออกโรงคัดค้านเรื่อง “จีเอ็มโอ” หรือการตัดแต่งพันธุกรรมพืช เพื่อให้ทนต่อโรคพืชแมลงและสภาพอากาศ และยืนเคียงข้างปกป้องภาคเกษตรอินทรีย์ จนกล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในแถวหน้าที่คร่ำหวอดเรื่องนี้มากว่า 20 ปี ย่อมปรากฏชื่อของ วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี หรือไบโอไทย

จุดเริ่มอุดมการณ์

วิฑูรย์ เล่าถึงเส้นทางที่เขาเดิน เริ่มต้นจากประวัติการศึกษาที่เรียนจบมาจากคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ในสาขาที่สามารถทำงานด้านการปรับปรุงพันธุ์พืช เรียนตั้งแต่ทฤษฎีพื้นฐานเรื่องการปรับปรุงพันธุ์พืชโดยเฉพาะข้าวโพดไปจนถึงภาคปฏิบัติ ต้องไปฝึกงานกับภาคอุตสาหกรรมการเกษตรหรือเกษตรกรจริงๆ 300 ชั่วโมง

การเรียนจบสายนี้คือใบเบิกทางให้เข้าไปทำงานในบริษัทอุตสาหกรรมได้ไม่ยาก แต่ วิฑูรย์ กลับไม่เลือกเส้นทางนั้น

ช่วงประมาณปี 2528 เขาเลือกที่จะเข้าไปทำงานด้านอาสาสมัครเพื่อสังคม ต้องลงไปทำงานในพื้นที่ จ.สุรินทร์ เพื่อเก็บข้อมูลเกษตรกร ปีนั้นเป็นปีที่ราคาข้าวตกต่ำมาก อาชีพชาวนาซึ่งลำบากยากจนอยู่แล้ว ยิ่งเผชิญหน้ากับความลำบากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรเป็นปัญหาที่ความรู้ด้านการเกษตรที่ร่ำเรียนมาจากรั้วมหาวิทยาลัยไม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาได้เลย

แต่ในปีเดียวกันนี้เอง เขาได้รู้จักกับ“พ่อมหาอยู่ สุนทรธัย” ปราชญ์ชาวบ้านผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นเกษตรกรต้นแบบของการเกษตรผสมผสาน แนวทางของปราชญ์ชาวบ้านท่านนี้ทำให้ วิฑูรย์ ได้เห็นการนำการเกษตรแบบยกร่องในภาคกลางเข้ามาปรับใช้ มีการจัดการแหล่งน้ำที่ชาญฉลาด ผสมผสานกิจกรรมการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ให้หลากหลายบนที่ดิน

ระบบเกษตรที่มีการปลูกพืชและมีการเลี้ยงสัตว์หลากหลายชนิด แต่ละกิจกรรมเกื้อกูลประโยชน์ต่อกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สร้างความสมดุลต่อสิ่งแวดล้อม ใกล้เคียงกับระบบนิเวศตามธรรมชาติ

นั่นทำให้ วิฑูรย์ เริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่เรียนมาจากรั้วมหาวิทยาลัย ว่ามีอะไรที่นำมาใช้ประโยชน์กับชีวิตจริงได้บ้าง

“ตอนนั้นมีคนที่จบจาก มก.ไปประกอบอาชีพทำนาก็ยังเอาตัวรอดไม่ได้ เมื่อได้เห็นเกษตรกรอย่างพ่อมหาอยู่ ที่สรุปบทเรียนการทำการเกษตรบนฐานความรู้ท้องถิ่นจริงๆ ขึ้นมาแล้วอยู่รอดอย่างมั่นคง ผมก็เห็นข้อจำกัดของสิ่งที่เรียนมา การเกษตรตามแนวทาง ‘ปฏิวัติเขียว’ ที่เริ่มเข้ามากำหนดทิศทางการเกษตรในประเทศไทย เริ่มแสดงให้เห็นว่า นั่นอาจจะไม่ใช่คำตอบของภาคการเกษตร”

ยุคปฏิวัติเขียว

ยุคปฏิวัติเขียวตามที่ วิฑูรย์ ระบุ คือจุดเริ่มต้นการใช้ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เกษตรและเทคโนโลยี มาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ใช้พันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ที่ให้ผลผลิตสูงขึ้นในการลงทุนที่เท่าเดิม ในระยะเวลาเดิม สร้างวัตถุดิบป้อนให้กับโรงงานอุตสาหกรรมและเป็นการประหยัดแรงงานในภาคอุตสาหกรรม และนับเป็นเกษตรแผนปัจจุบันที่ยังพบเห็นได้ทั่วไป

“เราลงไปทำการเกษตรตามที่เรียนมาทุกอย่าง เพื่อหวังช่วยเกษตรกรให้ได้ผลผลิตสูงสุด แมลงศัตรูพืชทุกตัว สารเคมีและยาปราบศัตรูพืชทั้งหมดที่เราท่องและมีกระบวนการจัดการในตำรา ไม่สามารถให้คำตอบได้ว่ายังมีทางเลือกอื่นๆ ในการทำการเกษตรหรือไม่ และสิ่งที่เรียนมาบอกเรื่องการลงทุนเรื่องผลกำไรและการเอาตัวรอดจริงๆ จากอาชีพนี้น้อยมาก ขณะที่โลกแห่งความเป็นจริงเมื่อประเทศยักษ์ใหญ่อย่างอเมริกาผลิตพืชผลทางการเกษตรราคาถูกออกมาตีตลาดโลกจนราคาตกต่ำ ปลูกมาขายก็ขาดทุน เรื่องนี้ไม่เคยมีการบอกไว้ในตำราว่าต้องไปบอกเกษตรกรอย่างไร แก้ปัญหาให้เขาได้อย่างไร สิ่งที่เห็นจึงท้าทายผมมาก”

วิฑูรย์ สรุปบทเรียนว่า ปฏิวัติเขียวอาจไม่ตอบโจทย์ภาคการเกษตร พร้อมตั้งข้อสังเกตว่ารูปแบบการผลิตแบบดั้งเดิมของการผลิตทางการเกษตรที่เรียกว่า “เกษตรอินทรีย์” ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่เริ่มมีการนำกลับมาใช้ในหลายประเทศ เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้มากกว่า แต่เหตุใดเกษตรอินทรีย์กลับถูกแทนที่ด้วยการใช้สารเคมีทางการเกษตรและเครื่องจักรกล จนโครงสร้างดินเสื่อมโทรม พืชอ่อนแอ ต้องพึ่งพาการใช้สารเคมี จนบ่อนทำลายความมั่นคงทางด้านอาหารอย่างต่อเนื่อง

เดินหน้าหาคำตอบ

“ผมพบว่ามีเบื้องหลังยุทธศาสตร์การเกษตรของอุตสาหกรรมอาหารที่บรรษัทยักษ์ใหญ่ของโลกอยู่เบื้องหลังนั้น มีแง่มุมที่น่าสนใจมากมาย ต้องใช้เวลาหลายปีรวบรวมข้อมูลจึงพบว่านโยบายด้านการเกษตรของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกานั้นผูกโยงกับสงครามเย็น ใช้เป็นยุทธศาสตร์เพื่อต่อต้านลัทธิสังคมนิยม เมื่อสิ้นสุดยุคสงครามเย็น บรรษัทหลายแห่งก็ได้ประโยชน์จากนโยบายที่ได้วางไว้” เขาระบุ

วิฑูรย์ เล่าว่า อุตสาหกรรมการเกษตรคือกลไกสำคัญที่สหรัฐอเมริกาใช้ในการขยายพรมแดนผลประโยชน์ โดยผลักดันให้มีการจัดตั้งสถาบันวิจัยเกษตรระหว่างชาติ (International Agricultural Research Institute : IARCs) มีเป้าหมายปรับปรุงพันธุ์ให้ได้ผลผลิตสูง ควบคู่ไปกับการใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมีปราบศัตรูพืชและระบบการชลประทานที่ดี ซึ่งทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายทรัพยากรพันธุกรรมเพื่อนำไปใช้ในโครงการปรับปรุงพันธุ์ในประเทศอุตสาหกรรมเป็นไปอย่างเป็นระบบและดูชอบธรรมยิ่งขึ้น

สถาบันวิจัยเกษตรระหว่างชาติแห่งแรก คือ สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ หรืออีรี่(International Rice Research Institute หรือชื่อย่อ IRRI) ที่ตั้งอยู่ที่ลอสบันยอส ประเทศฟิลิปปินส์ อีรี่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2503 โดยได้รับทุนสนับสนุนในการก่อตั้งครั้งแรกจากมูลนิธิฟอร์ดและร็อคกี้เฟลเลอร์ของอเมริกา ส่วนในปีต่อๆ มาอีรี่ก็ได้รับความช่วยเหลือจากประเทศอุตสาหกรรมต่างๆ เพิ่มเติม เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมนี แคนาดา อิตาลี เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น รวมทั้งธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย

เงามืดเบื้องหลัง

วิฑูรย์ ระบุว่า องค์กรดังกล่าวอยู่ใต้เงาของอเมริกาอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเงินและบุคลากร ผู้อำนวยการหรือนักปรับปรุงพันธุ์ก็ล้วนแล้วแต่เป็นอเมริกันทั้งสิ้น ทั้งนี้เพื่อให้การควบคุมนโยบายต่างๆ สามารถทำได้โดยเร็ว ผลการศึกษาของสถาบันวิจัยนโยบายข้าวนานาชาติซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงวอชิงตัน แสดงให้เห็นว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก เพราะตั้งแต่ปี 2513 เป็นต้นมา ชาวนาสหรัฐนำพันธุกรรมข้าวจากอีรี่ไปใช้คิดเป็นมูลค่านับพันล้านบาท เมื่อเทียบกับเงินสนับสนุนไม่กี่สิบล้านบาท ยังไม่รวมสิทธิบัตรในข้าว

ภายใต้ความสำเร็จในการผสมพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตสูง ทำให้บทบาทศูนย์วิจัยเกี่ยวกับการเกษตรนานาชาติแพร่ขยายไปครอบคลุมพื้นที่อื่นๆ แต่อีกด้านส่งผลให้พันธุ์พืชพื้นเมืองสูญหายไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีการนำพันธุ์พืชใหม่เข้ามาปลูกทดแทน แต่หากปล่อยให้สถานการณ์เช่นนี้ดำรงอยู่การปรับปรุงพันธุ์พืชจะพบกับวิกฤต เพราะไม่อาจหาพันธุกรรมมาเป็นฐานในการปรับปรุงพันธุ์ได้ต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีการก่อตั้งองค์กรที่เข้ามามีบทบาทในการควบคุมทรัพยากรพันธุกรรมไว้อย่างสิ้นเชิง ขณะนี้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเมล็ดพันธุ์มีบริษัทอยู่เพียงไม่กี่แห่ง ต่อมาการผูกขาดตลาดเมล็ดพันธุ์ก็เริ่มขยายไปสู่การมอบทุนเพื่อการวิจัยสารพัดปูพื้นฐานการก้าวเข้าไปวิจัยเรื่องจีเอ็มโอที่ทอดไปสู่การผูกขาดอุตสาหกรรมอาหารมาถึงปัจจุบัน

“เราพบว่าอุตสาหกรรมอาหารอยู่ในมือบริษัทใหญ่เพียงหยิบมือเดียว ซึ่งบริษัทเหล่านี้กำลังเชื่อมโยงกัน มีอิทธิพลเหนือวิทยาศาสตร์อย่างยาวนาน และค่อยๆ สร้างกระบวนการเปลี่ยนการวิจัยด้านการเกษตรที่อยู่ในมือรัฐไปเป็นของเอกชน รัฐบาลอย่างของประเทศเราที่สุดก็ทำได้แค่สนับสนุนรับรองพืชพันธุ์ ที่เอกชนนำมาปลูกให้ดำเนินการได้”วิฑูรย์ ระบุ

 

สมการอำนาจใหม่ กุญแจสู่ความปรองดองยั่งยืน

Published มกราคม 8, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มกราคม 2559 เวลา 10:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/407996

สมการอำนาจใหม่ กุญแจสู่ความปรองดองยั่งยืน

โดย…ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม / ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ประเทศไทยเข้าสู่ศักราชใหม่อย่างเป็นทางการ แม้ปีเก่าจะผ่านไป แต่ปัญหาทางการเมืองที่คาราคาซังในปี 2558 ยังคงถูกส่งข้ามปีมาถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การสร้างความปรองดอง การปฏิรูปประเทศ ไปจนถึงสถานะทางการเมืองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

โพสต์ทูเดย์สัมภาษณ์พิเศษ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีตประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อฉายภาพประเทศที่ต้องเผชิญในปีนี้ รวมไปถึงสิ่งจำเป็นที่แต่ละฝ่ายต้องดำเนินการในช่วงเปลี่ยนผ่านประเทศก่อนการเลือกตั้งในปี 2560

เอนกเริ่มจากการชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังมีทางสองแพร่งในสองเรื่องด้วยกันคือ การร่างรัฐธรรมนูญ และกระบวนการสร้างความปรองดอง

“การเมืองไทยเดินมาถึงทางสองแพร่งที่ต้องเลือกเดินให้ชัดว่าจะไปทางไหน เช่น ทางหนึ่งรับรัฐธรรมนูญ โรดแมปก็เดินต่อไป ถ้าส่วนใหญ่ไม่เอารัฐธรรมนูญ โรดแมปเดิมที่วางไว้ก็ไปต่อไม่ได้ ต้องมาทำโรดแมปใหม่เช่นเดียวกับการสร้างความปรองดองก็เป็นเรื่องทางสองแยกอีก แยกหนึ่ง คือ เงียบๆ ไว้ไม่ให้พูดอะไร รอให้คดีต่างๆ มันเสร็จ ทุกฝ่ายมีความชัดเจนว่าต้องรับโทษอะไร แล้วค่อยมาคิดเรื่องการนิรโทษกรรม อีกแบบหนึ่งคือจะต้องมีการบอกว่าจะเดินหน้านิรโทษกรรมอย่างไร จะนิรโทษกรรมเมื่อไหร่ และจะดำเนินการแบบไหน”

“ผมว่าปี 2559 อย่างมากที่สุดที่เราคาดหวังได้คือความชัดเจนว่าเราจะไปทางไหน ผิดกับปี 2558 ที่หนักไปในทางคัดค้านและการจัดการและปราบปราม มาในปี 2559 ผมคิดว่าควรต้องตกผลึกเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญ”

3 ฝ่ายกินกันไม่ลง ต้องออกแบบ รธน.ให้อยู่ร่วมกัน

อาจารย์เอนก ย้ำว่า การปรองดองจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ออกแบบให้อำนาจสามฝ่าย คือ ทหาร ฝ่ายการเมือง กลุ่มสีเสื้อ มีความสมดุล เพราะการสร้างความปรองดองไม่มีทางสำเร็จได้ หากยังใช้รูปแบบการเมืองเหมือนในอดีต

“ต้องพิจารณาถกเถียงและมีฉันทามติพอสมควรว่าเราจะไปทางไหน เราจะกลับไปเป็นแบบเดิม คือ มีการเลือกตั้ง จัดการกับทหารที่ยึดอำนาจ หรือจะกลับไปเป็นแบบเดิมในแง่ที่ว่า พวกสีหนึ่งจะกลับมา เกิดการทะเลาะกัน เดินขบวนอีก ดังนั้น ต้องออกแบบที่จะทำอย่างไรเพื่อให้สามฝ่ายอยู่ด้วยกันอย่างปรองดองกัน”

“การปรองดองกันต้องเริ่มจากการแบ่งอำนาจให้ได้ เป็นไปไม่ได้ที่จะเอาสีใดสีหนึ่งออกไปจากสมการอำนาจ หรือเป็นไปไม่ได้ที่จะเอาทหารออกไปจากสมการอำนาจเพื่อให้เหลือแค่สองสี ดังนั้นต้องออกแบบรัฐธรรมนูญอย่างไรให้สามฝ่ายอยู่ด้วยกัน ประกอบด้วย 1.ทหาร+พรรคการเมืองอื่นๆ 2.สีแดง พรรคเพื่อไทย 3.กปปส. พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีความเป็นไปได้มากที่ฝ่ายที่จะบริหารจัดการจะเป็นฝ่ายที่ไม่ใช่สองสีที่จะเป็นผู้ริเริ่มในการสร้างความปรองดอง”

ขณะเดียวกัน ในมุมของเอนกยังคิดต่อไปอีกว่า ทหารต้องเป็นฝ่ายสื่อสารออกมาให้ชัดว่าอยากจะสร้างความปรองดองอย่างไรด้วย ถึงจะช่วยให้ทุกอย่างมีความชัดเจน

“ถ้าเราจะให้ปี 2559 เป็นปีที่ทำให้ทุกอย่างชัดเจนขึ้นได้จริงๆ ทหารต้องสื่อกับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญให้รู้เรื่องว่าจะเอารัฐธรรมนูญแบบไหน ไม่ใช่ปล่อยให้ร่างรัฐธรรมนูญกันมา และพอถึงเวลาก็ไม่เอาอีก ต้องทำให้เรื่องนี้ให้ตกผลึก

“…ปี 2559 ต้องออกแบบเรื่องการสร้างความปรองดองให้เสร็จ การปรองดองจะเกิดขึ้นจะต้องมีเรื่องที่ต้องเอาผิดและมีเรื่องที่จะต้องนิรโทษกรรมและอภัยโทษ อะไรที่ทำได้ก็ต้องทำไปก่อน จะให้ปรองดองแบบมีความยั่งยืนได้นั้นจะต้องมีสามฝ่ายเข้ามาร่วมปรองดอง เป็นไปไม่ได้เลยที่จะให้ฝ่ายหนึ่งเป็นคนดำเนินการปรองดอง ขณะที่อีกฝ่ายเป็นฝ่ายที่ถูกบริหารจัดการในการปรองดอง

“…บางเรื่องไม่ต้องเอาคนมากมายมาพูดหรอก เอาคนที่สำคัญมาก็พอ เพราะคนไทยมีปฏิภาณและไหวพริบที่จะอยู่อย่างสงบและสันติ ทุกคนต้องความสงบทั้งนั้น ถ้าคุณจัดการให้โดยที่ทุกคนรู้สึกว่ามันไม่มากเกินไป และมีสัดส่วนที่พอดีพอเหมาะ ผมว่าก็ยอมกันได้ สิ่งที่คณะรัฏฐาธิปัตย์ต้องพยายามหลีกเลี่ยง คือ อย่าทำให้เห็นว่าตนเองทำอะไรแล้วมันไม่ได้สัดส่วนที่เหมาะสม เท่านั้นมันก็โอเค มันไม่มีใครอยากอยู่แบบนี้ไปอีกนานหรอก เพราะมันไม่สนุก”

เมื่อถามถึงทิศทางการปฏิรูปประเทศในช่วงปี 2559 อาจารย์เอนกกลับมองว่า เรื่องดังกล่าวไม่น่าจะเกิดได้เท่าไหร่นักด้วยสภาพที่แตกแยกอยู่เช่นนี้ ถ้าต้องการปฏิรูปประเทศจริงๆ ก็ต้องดึงสามฝ่ายเข้ามาร่วมกันให้ได้

“ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าเมืองไทยจะปฏิรูปได้หรือเปล่า การปฏิรูปประเทศถ้าจะเกิดขึ้นได้ในสภาพอย่างทุกวันนี้ก็ต้องปฏิรูปโดยสามฝ่ายร่วมกันอยู่ดี ปี 2559 ในความเห็นของผม คือ ต้องทำให้เห็นว่าโรดแมปใหญ่ของประเทศจะต้องเป็นสามฝ่าย คุณจะทำอะไรได้ถ้าคุณไม่ทำแบบนี้

“…คุณจะให้สีแดงหรือพรรคเพื่อไทยเจ๊งไป ถามว่าแล้วเจ๊งหรือเปล่า คุณก็เห็นอยู่ว่าก็ไม่เจ๊งนะ คุณจะให้พรรคประชาธิปัตย์ กปปส.เจ๊งไป แล้วเจ๊งหรือเปล่า มันก็ไม่เจ๊งนะ คุณให้ทหารหายไปโดยอัตโนมัติ โดยฉับพลันและไล่ให้ไป ก็ไม่ไปหรอก”

…ในสังคมไทยได้ทดลองทำกันมา 80 ปีแล้ว จะเห็นว่าชนชั้นนำของเรา ทหารของเรา ไม่ใช่อะไรที่คุณจะไปยึดอำนาจมาได้ง่ายๆนะ เขาเก่ง เขาสู้ เขาปรับตัว ส่วนชนชั้นล่างของเรา ชนชั้นกลางของเรา ก็ไม่ใช่พวกที่จะยอมสยบอยู่ในอำนาจใครโดยไม่หือไม่อือ เมื่อเอาอีกฝ่ายลงไม่ได้ อีกฝ่ายหนึ่งก็กดเขาไม่ได้ ก็ต้องมา
ร่วมกัน

คนเบื่อความขัดแย้งแบบเดิม ทหารยุคใหม่ บู๊บุ๋นครบเครื่อง

อย่างไรก็ตาม อนาคตของการร่างรัฐธรรมนูญ ถูกผูกไว้กับการทำประชามติด้วย โดยมีการประเมินว่าน่าจะมีขึ้นในช่วงกลางปี 2559 ซึ่งในทัศนะของอาจารย์คิดว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่ขึ้นอยู่กับการออกแรงของรัฐบาลและทหารด้วย

“ถ้ามันไม่มีใครเข้าไปจัดการหรือจัดตั้งเลย และรัฐบาลก็ช่วยรณรงค์ให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่าน ก็อาจจะผ่านได้ แต่ถ้ามีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหรือทั้งสองฝ่ายที่กำลังขัดแย้งอยู่นี้กลับไปรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ก็อาจจะขลุกขลัก แต่ในอารมณ์ของคนทั่วๆ ไป ผมคิดว่าไม่ได้คิดเรื่องเนื้อหาของรัฐธรรมนูญเท่าไหร่หรอกตอนนี้”

“ทีนี้มันก็ขึ้นอยู่กับทหาร ถ้าทหารคิดว่าเวลาที่ทหารต้องการในปี 2559 ยังไม่พอ ผมคิดว่าเขาก็อยู่เฉยๆ รัฐธรรมนูญก็ตกได้ แต่ถ้าเขาคิดว่าเขาพร้อมแล้ว เขาก็ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวเพื่อให้รัฐธรรมนูญผ่านได้ ผมก็คิดว่ารัฐธรรมนูญก็ผ่านได้ แต่มาถึงตอนนี้ ทหารเขาเอาสถานการณ์อยู่ อีกอย่างปี 2559 เศรษฐกิจก็อาจจะดีขึ้นด้วย”

ช่วงท้ายอาจารย์เอนกวิเคราะห์ถึงอารมณ์ของประชาชนที่มีต่อการเมือง รวมถึงเปรียบเทียบการจัดระเบียบของกองทัพในเรื่องการเมืองในอดีตกับปัจจุบันไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

“อารมณ์คนก็คงไม่ชอบให้เกิดความขัดแย้งแบบเก่าๆ อีก แต่จะให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วก็ไม่ได้อยากเท่าไหร่ ถ้าเป็นสังคมไทยแบบปกติก็คงต้องเลือกตั้งแล้ว แต่ว่าสังคมไทยตอนนี้อยู่ในภาวะที่มีเรื่องอื่นๆ สำคัญกว่า คือ ฝ่ายหนึ่งก็ไม่ชอบเลือกตั้งแล้ว เพราะถ้าเลือกตั้งก็รู้ว่าอีกพวกหนึ่งกลับมาแน่ เลยคิดว่าอยู่เฉยๆ อยู่แบบนี้ไปก่อนก็ได้”

“ส่วนฝ่ายที่ต้องการการเลือกตั้ง เวลาขยับปุ๊บก็โดนรวบ ทหารก็ขยันทำงานเป็นระบบมาก ไม่ใช่ทหารที่ขยับอยู่คนเดียว แต่เป็นทหารที่ขยับทั้งกองทัพ ทั้งกองทัพเปลี่ยนสภาพเป็นพรรคการเมืองหมด แต่เป็นพรรคการเมืองที่มีอาวุธอยู่ในมือครบและมีอำนาจพิเศษ เพราะฉะนั้นฝ่ายที่คิดจะต่อต้านรัฏฐาธิปัตย์ก็ต้องคิดหลายตลบ ซึ่งคนไทยเราก็ไม่อยากคิดอยู่แล้ว พอคิดๆ ไปแล้ว รอดีกว่า”

“อย่าไปคิดว่าทหารตอนนี้เป็นทหารเมื่อปี 2535 หรือ 2549 ทหารปี 2535 เผชิญกับสังคมที่ไม่มีความแตกแยก เพราะเป็นพลเรือนสู้กับทหาร เป็นคนชั้นกลางสู้กับทหาร ปี 2549 พอยึดอำนาจเสร็จ ก็รู้สึกว่าต้องรีบคืน รีบให้มีการเลือกตั้ง เอานายกฯ สุรยุทธ์ มาทำหน้าที่ นายกฯ สุรยุทธ์ ก็พยายามจะเป็นนายกฯ ประชาธิปไตย ในขณะที่ปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญชั่วคราว คนก็กลับมาสู่ประชาธิปไตยได้เร็ว และสิ่งที่คนไม่คาดถึงคือ คนกลับมาเลือกพรรคของคุณทักษิณมาเป็นรัฐบาล พอมาปี 2558 ทหารได้เข้ามายึดอำนาจ ก็อยู่กับอำนาจเต็มที่ เป็นระบอบที่คิดแล้วว่าไม่ใช่จะเข้ามาอยู่แค่ไม่กี่เดือน หรือ อยู่ปีเดียวแล้วจะออกไป เข้ามาเพื่อให้ประเทศไทยไม่กลับไปเป็นแบบเดิมด้วย” เอนกสรุป

นายกฯบิ๊กตู่ ส่วนผสมระหว่าง ‘สมัคร-ป๋า’

ผ่านมาปีกว่า คะแนนนิยม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังไม่มีตก อาจารย์เอนกวิเคราะห์ถึงท่าทีและความคิดของ พล.อ.ประยุทธ์ ว่า “ผมว่าเขาเป็นคนที่รู้เยอะ รู้ลึก รู้หลายเรื่อง และเรียนรู้เร็ว ผมก็ไม่เคยคิดนะว่าเขาจะพูดได้ทุกเรื่องในเวลาอันรวดเร็ว และรู้เรื่องทุกเรื่อง มีความรู้ในขนาดที่พอทำอะไรได้ บางอย่างเขาคล้ายคุณสมัคร สุนทรเวช เป็นอย่างมาก ไม่น่าเชื่อนะ คนคนหนึ่งเป็นทหารมาทั้งชีวิต ทำไมถึงรู้อะไรเยอะขนาดนี้ เขาเรียนรู้เร็ว และมีสัญชาตญาณของการเป็นผู้นำอยู่ไม่น้อย กล้าตัดสินใจเร็ว ใช้ลูกน้อง และลูกน้องก็โอเคกับเขา”

“ถามว่าคนไทยทั้งหมดชอบเขาหรือไม่ ก็คงไม่ใช่ทั้งหมด แต่ก็มีคนที่ชอบเขามากกว่าที่เราคิดก็แล้วกัน คุณจะไปทำอะไรเขาได้ตอนนี้ เขาก็กล้าจับจริงๆ ที่เขามีอะไรที่แตกต่างกว่าผู้นำ

คนอื่นๆ มีอยู่ไม่กี่เรื่อง หนึ่ง เขาไม่ยอมให้ประเทศไทยอยู่เฉยๆ แล้ว เขาใช้กำลังและใช้น้ำหนักใช้ทุกอย่างกระแทก เข็น และลากให้ไปข้างหน้า”

…คุณจะชอบหรือไม่ชอบอีกเรื่องหนึ่ง แต่เวลานี้คุณจะอยู่กับที่วนไปวนมาไม่ได้ ต้องเดินหน้า สอง เขากล้าที่จะขัดใจใครก็ได้ เขากล้าหมดดูสิ ขัดใจนักข่าวก็กล้า ขัดใจนักวิชาการก็กล้า ขัดใจประชาธิปัตย์ก็กล้า ขัดเพื่อไทยก็กล้า แต่ไม่ใช่ว่าเขาไม่รับรู้นะว่าขัดใจ คนอื่นอยู่ เขาก็พูดเสมอนะว่าเขาเสี่ยง เขาอันตราย

“…ผมว่าอาจเป็นสองเรื่องที่คนไทยมาเป็นสิบกว่าปีแล้ว ไม่ไปไหนกันสักที ชักเย่อกันอยู่ตรงนี้ จะไปไหนก็ไม่ไป อันนี้แหละที่จะอธิบายว่าทำไมคนจำนวนหนึ่งถึงรับเขาได้”

แม้อาจารย์เอนกจะเคยอยู่ในแม่น้ำ 5 สายทั้งในฐานะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และสมาชิกสภาปฏิรูป แห่งชาติ แต่ก็ไม่เคยได้สนทนากับ พล.อ.ประยุทธ์ ในทางตรงข้าม พล.อ.ประยุทธ์ กลับรู้จักอาจารย์เอนก ซึ่งอาจารย์เอนกบอกว่าตรงนี้เป็นความพิเศษส่วนหนึ่งของนายกฯ

“ผมไม่เคยคุยกับ พล.อ.ประยุทธ์ เลย แต่เขามารู้จักชื่อผม และชื่อพี่ชายผมด้วย มีคนเล่าให้ผมฟังว่า เขาทบทวนความจำว่า ‘เจริญค้าข้าว เอนกปรองดอง’ อะไรแบบนี้ แสดงว่าเขาเป็นคนอื่นหนังสือพิมพ์ อ่านรายงานอยู่ไม่น้อย ซึ่งนายกฯ คนอื่นๆ ไม่ถึงขนาดนี้เลย”

“อีกอย่างท่านก็ไม่ได้เปิดโอกาสให้คนใหม่ๆ ได้เข้าใกล้เลย คนที่เป็น นายกฯ ส่วนหนึ่งเสียคนเพราะพอได้เป็นก็จะมีคนรุมให้วุ่นไปหมด จนไม่มีเวลาทำอะไร เว้นแต่จะเป็นนักลงทุนและเป็นคนที่เกี่ยวกับงาน พล.อ.ประยุทธ์ ก็จะให้พบ ตรงส่วนนี้มีความคล้ายกับ ป๋า (พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์) ป๋าคุยกับคนโดยอิงตามสถาบัน เช่น ป๋าคุยกับนักธุรกิจคนนี้เพราะคนนี้เป็นประธานหอการค้า ไม่ได้คุยเรื่อยเปื่อย”

กระนั้นทุกอย่างมีสองด้าน โดยในสายตาของอาจารย์เอนกมองว่า นายกฯ มีข้อดีอยู่ไม่น้อย แต่ก็มีข้อเสียที่ต้องปรับเช่นกัน

“ข้อดีก็มี ข้ออ่อนก็มีอยู่ เช่น ใจร้อน และผมว่าต้องฟังคนให้มากขึ้น ต้องฟังความเห็นต่างๆ ให้หลากหลาย ต้องรู้ว่าตัวเองกำลังทำงานที่ใหญ่มากและสำคัญมาก และต้องรู้ว่าจะทำอย่างไร เวลานี้ พล.อ.ประยุทธ์ มีโอกาสเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ ถ้าความเด็ดขาดและความเหนียวแน่นและความอึดของเขาทำให้ประเทศไทยคลี่คลายได้ ผมว่าจะอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์แน่นอน ที่ผ่านมาก็ไม่เคยคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะทำอะไรได้ขนาดนี้”

 

แบงก์กระตุกรัฐรับมือ แรงกระแทกเฟดขึ้นดอกเบี้ย

Published มกราคม 8, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มกราคม 2559 เวลา 08:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/407878

แบงก์กระตุกรัฐรับมือ แรงกระแทกเฟดขึ้นดอกเบี้ย

โดย…เสาวรส รณเกียรติ

ปี 2559 เป็นปีเริ่มต้นที่ระบบการเงินโลกจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้ง หลังจากเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มพ้นจากวิกฤตปัญหาสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ หรือวิกฤตซับไพรม์ ที่ดำรงมานานถึง 10 ปีนับแต่ปี 2548

ในขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัว และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกในรอบ 9 ปี เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2558 จากระดับ 0-0.25% เป็น 0.25-0.50% รวมทั้งประกาศว่าอัตราดอกเบี้ยเป้าหมายอาจจะอยู่ที่ 1.325% ในปี 2559 บ่งชี้ว่า เฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งละ 0.25% เป็นจำนวน 4 ครั้งในปี 2559

การปรับเปลี่ยนนโยบายอัตราดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น หลังจากที่เฟดปล่อยสภาพคล่องท่วมโลกด้วยการทำคิวอี ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตลาดการเงินของโลกครั้งใหญ่ และส่งผลกระทบต่อประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศในตลาดเกิดใหม่ รวมทั้งประเทศไทยด้วย

แต่ผลกระทบดังกล่าวจะมากหรือน้อย หรือในรูปแบบใดนั้น ลองมาฟังความเห็นจาก กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ

กอบศักดิ์ ระบุว่า เฟดประกาศว่าจะขึ้นดอกเบี้ยปีนี้ 4 ครั้ง เพื่อไปยังเป้าหมาย 1.325% ถือว่าเป็นความท้าทายของเฟดมาก ในการสื่อสารกับตลาดการเงินให้รับรู้ว่าเฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในยังเป้าหมายอย่างไร ไม่มีการสร้างเซอร์ไพรส์ให้กับตลาด จะส่งผลดี ทำให้ตลาดการเงินปรับตัวได้

เหมือนตอนที่เฟดทำคิวอีครั้งแรก 10 พันล้านเหรียญสหรัฐ คนคิดว่าเขาจะหยุด พอเขาทำครั้งที่สอง ครั้งที่สาม มันสื่อสารว่า ทุกการประชุมของเฟด เขาจะทำคิวอีมากขึ้น 10 พันล้านเหรียญสหรัฐ การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ก็เหมือนกัน ถ้าเฟดขึ้นดอกเบี้ยครั้งละ 0.25% ในการประชุมสักสองสามครั้ง ตลาดก็จะรับรู้ว่า เฟดจะไปลักษณะนี้จนกระทั่งถึงจุดจบของเขา แต่ถ้าการขึ้นของเขาทำครั้ง และหยุด ตลาดจะงง

นั่นหมายถึงธนาคารกลางต้องรู้จักสื่อสารกับตลาด ไม่ไช่สร้างเซอร์ไพรส์ให้กับตลาด แต่ต้องทำให้ตลาดเข้าใจ และยิ่งตลาดเข้าใจเรามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ตลาดปรับตัวรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นข้างหน้าได้เร็วขึ้น

แต่ถ้าเฟดบอกจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งเว้นครั้ง ประชุมครั้งที่หนึ่งขึ้นดอกเบี้ย แต่พอประชุมครั้งที่สองหยุดขึ้นดอกเบี้ย ตลาดจะคิดว่าเฟดไม่เอาจริงนั่นคือปัญหา คือความท้าทายของเฟด เหมือนที่รัฐบาลไทยประกาศว่า จะลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแต่ในทางปฏิบัติ ทำบ้างไม่ทำบ้าง นักลงทุนก็หยุดก็ชะลอไป

นอกจากนี้ ตลาดการเงินโลกกำลังปรับตัว จากการที่เศรษฐกิจสหรัฐดีขึ้น และส่งผลมาหลายปีแล้ว เห็นได้จากดัชนีค่าเงินดอลลาร์ หรือ Dollar Index ปรับตัวแข็งขึ้นจาก 80 เป็น 100 หรือปรับขึ้นเกือบ 25% โดยที่ค่าเงินดอลลาร์ไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อน

เพราะฉะนั้น ในปี 2559 ตลาดการเงินจะเป็นอย่างไร จะปรับตัวได้หรือไม่นั้น ขึ้นกับความสามารถในการสื่อสารการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด

ในด้านดูดซับสภาพคล่องของเฟดเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการขึ้นดอกเบี้ยนั้น กอบศักดิ์ เห็นว่า เฟดมีกระบวนการที่คนทั่วไปยังไม่เข้าใจ เพราะเฟดยืนยันว่าจะไม่ขายพันธบัตรมาดูดซับสภาพคล่อง เพราะตอนที่เฟดไล่ซื้อพันธบัตรนั้น ใช้เวลาถึง 7 ปี จนทำให้มีพันธบัตรอยู่ในมือถึง 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งที่ ปกติสภาพคล่องในระบบควรอยู่ที่ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เท่ากับมีสภาพคล่องส่วนเกินประมาณ 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

เฟดจะทำอย่างไรกับสภาพคล่องส่วนเกินนี้ เพราะดอกเบี้ยทุกระดับจะมีสภาพคล่องที่เหมาะสมกับตัวเอง ปรากฏว่า เฟดใช้วิธีเปิดหน้าต่างอีกหน้าต่างหนึ่ง เพื่อให้คนมาฝากเงินกับเฟดได้ ที่เรียกว่า รีเวิร์สรีโป ซึ่งต้องเป็นหน้าต่างที่ดูดสภาพคล่องที่ใหญ่พอสมควร ฉะนั้น เฟดจึงเปิดหน้าต่างรับฝากเงินจากธนาคารทุกแห่งทั่วโลก ด้วยอัตราดอกเบี้ยปีนี้ 1% ปีหน้า 2% ปีถัดไป 3%

ซึ่งหากเทียบกับธนาคารในยุโรปที่ผู้ฝากจะต้องจ่ายเงินค่าฝาก และปล่อยสภาพคล่องเพิ่มขึ้น ญี่ปุ่นปล่อยสภาพคล่องเพิ่ม จีนเองก็ปล่อยสภาพคล่องเพิ่ม ไม่ต้องแปลกใจเลยว่า เงินจะวิ่งไปไหน

การขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐครั้งนี้จึงไม่ใช่เหตุการณ์ธรรมดา แต่เป็นเหตุการณ์ที่จะส่งผลกระทบมูลค่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาทองคำ ทุกอย่าง

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทย กอบศักดิ์ เห็นว่า ความเสี่ยงจากการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐไม่ได้เกิดจากผลกระทบในระลอกแรก หรือการไหลออกของเงินทุนต่างชาติ เพราะอย่างที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลัง ระบุ คือ ไม่เป็นไร ไทยมีเงินลงทุนของต่างชาติในตลาดหลักทรัพย์และตลาดพันธบัตรไม่มาก นอกจากนี้ยังมีดุลบัญชีเดินสะพัดที่ดี มีการเกินดุลมาโดยตลอด

แต่ความเสี่ยงของประเทศไทยอยู่ในผลกระทบในระลอกที่สองมากกว่า คือการที่เงินไหลออกจากประเทศเกิดใหม่ (อีเมิร์จจิ้ง มาร์เก็ต) ทำให้ค่าเงินของแต่ละประเทศอ่อนค่าลงเรื่อยๆ สภาพอย่างนี้ประเทศไทยจะยืนหยัดได้อยู่หรือไม่ ประเทศไทยจะยืนหยัดไปได้อย่างไร ค่าเงินบาทของไทยจะยืนอยู่ที่ 36 บาท/เหรียญสหรัฐได้หรือเปล่า

คือตอนนี้ปัญหาไม่ใช่ของประเทศไทยแล้ว แต่เป็นปัญหาจากประเทศอื่นที่มากระทบต่อไทย ซึ่งในโลกจะมีประเทศที่ถูกกระทบจากการที่เฟดขึ้นดอกเบี้ยหลักๆ คือ บราซิล แอฟริกาใต้ รัสเซีย ตุรกี อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

และในอีก 3 ปีข้างหน้าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับกลุ่มประเทศเกิดใหม่เหล่านี้ ขณะที่ไทยแม้จะมีข้อดี คือการเปิดเสรีทางการค้ากลุ่มประเทศอาเซียน หรือเออีซี และมีการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐมาช่วย แต่คำถามคือ มันจะมากเพียงพอที่จะรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในโลกนี้ได้หรือไม่

ฉะนั้น เกมที่่รัฐบาลและเราต้องอ่าน คือ มีใครหรือประเทศใดบ้างที่จะป่วย และอาการป่วยจะลามมาถึงประเทศไทยมากน้อยแค่ไหน ประเทศไทยแข็งแรงพอที่จะรับมือหรือเปล่า

และรัฐบาลจะเตรียมการอย่างไรให้ไทยมีความเข้มแข็งในการรองรับเวลาประเทศอื่นเริ่มป่วย ประเทศไทยจะได้มีภูมิคุ้มกันภัย

 

เลือกตั้งใบเดียว แก้ปัญหาการเมืองทั้งระบบ

Published มกราคม 8, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 ธันวาคม 2558 เวลา 19:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/407717

เลือกตั้งใบเดียว แก้ปัญหาการเมืองทั้งระบบ

โดย….ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ใกล้คลอดเต็มทีแล้ว โดยร่างแรก ที่จะเป็นตัวบทจริง จะได้เห็นหน้าค่าตากัน ประมาณวันที่ 29 ม.ค.2559 แต่กระนั้น ก็ตามหลักใหญ่ใจความ สาระของรัฐธรรมนูญ ดังกล่าว คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)ได้แถลงออกมาเป็นระยะๆ

และก่อนที่กรธ.จะไปปักหลังเขียนตัวบทกัน ระหว่างวันที่ 11-17 ม.ค.2559 ที่หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธุ์ ทาง โพสต์ทูเดย์ ได้สัมภาษณ์ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ถึงภาพรวมของร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ซึ่งมีสาระน่าสนใจดังนี้

อาจารย์มีชัย ได้สรุปภาพรวมของเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ 4 ส่วนสำคัญ ประกอบด้วย ‘สิทธิและหน้าที่ของประชาชน’ ‘โครงสร้างฝ่ายนิติบัญญัติ’‘การปราบปรามทุจริต’ และ ‘โครงสร้างฝ่ายบริหาร’ โดยมีเนื้อหาดังนี้

“สิทธิและหน้าที่ของประชาชน เราเปลี่ยนโครงสร้างของการบัญญั ติรับรองสิทธิของประชาชนใหม่ แทนที่จะบัญญัติว่าสิทธิมี อะไรบ้าง แต่เราบัญญัติตรงกันข้าม คือ อะไรที่จะไปจำกัดในเรื่องใดจะต้ องมีการบัญญัติลงไปในรัฐธรรมนูญหรือในกฎหมาย ส่วนอะไรที่ไม่ได้ห้าม ถือว่าประชาชนจะมีสิทธิหมด การออกฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิ ของประชาชนนั้นจะไม่ดำเนิ นการเกินพอสมควรและต้องไม่ขัดกับหลักการของรัฐธรรมนูญ ตรงนี้จะเป็นการเปิดช่องให้ไม่ ต้องเจียระไนอะไรกันมากในรัฐธรรมนูญ แต่เจียระไนเฉพาะเรื่องสำคัญเท่านั้น”

“นอกจากนี้ จากเดิมที่รัฐธรรมนูญจะเขียนสิทธิบางอย่างไว้ลอยๆ เราจึงมาเขียนสิทธิบางอย่างใหม่ โดยให้เป็น หน้าที่ของรัฐ คือ รัฐมีหน้าที่ต้องทำ แปลว่าไม่ว่าพรรคการเมืองจะเข้ามามีสิ่งที่ต้องทำตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นหน้าที่ ของรัฐ เช่น การศึกษา หรือ การปราบปรามการทุจริต เป็นต้น ส่วนแนวนโยบายแห่งรัฐที่จะมีอยู่รัฐธรรมนูญนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่ารัฐจะดำเนินการหรือไม่ก็ได้ เพราะไม่ต้องการให้เกิดก้าวก่ายในการทำหน้าที่ของรัฐบาลมากเกินไป”

“เดิมทีเวลาเขียนรัฐธรรมนูที่เกี่ยวกับคณะรัฐมนตรีก็จะบอกแค่ว่าคณะรัฐมนตรีมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน แต่เกิดปัญหาว่าเรื่องไหนเป็นหน้าที่ของรัฐบาล เนื่องจากมีการตั้งองค์กรอิสระที่ได้พ่วงอำนาจบางอย่างไปด้วย เช่น เมื่อมีป.ป.ช.(คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) แล้ว รัฐบาลก็จะบอกว่าการปราบปรามทุจริตไม่ใช่เรื่องของรัฐ แต่เป็นเรื่องของป.ป.ช. เป็นต้น ทำให้เกิดความสงสัยว่าแล้วรัฐบาลจะเหลือความรับผิดชอบอะไร”

“เราจึงมาคิดว่าควรมีหน้าที่บางประการที่รัฐต้องทำโดยไม่สามารถปฏิเสธได้นอกเหนือไปจากการบริหารราชการแผ่นดินทั่วไป ตรงนี้เราทำเพื่อเตือนรัฐบาลว่าคุณจะปฏิเสธสิ่งเหล่านี้ไม่ได้นะ คุณจะต้องรับผิดชอบ”

ด้านโครงสร้างฝ่ายนิติบัญญัติ อาจารย์มีชัยได้โฟกัสมาที่การเปลี่ยนแปลงระบบเลือกตั้งสส.ระบบเขตเลือกตั้งและสส.ระบบบัญชีรายชื่อจากการเลือกตั้งด้วยบัตรเลือกตั้งสองใบมาเป็นใบเดียวและเรียกระบบการเลือกตั้งนั้นว่า “การเลือกตั้งระบบจัดสรรปันส่วนผสม”

“ที่มาของสส.เราคิดว่าที่ผ่านมาเวลาเราไปเลือกสส. เราจะรู้สึกได้ด้วยตัวเราเองว่าเวลาเราไปเลือกแล้วคะแนนเราจะมีผลหรือไม่มีผล เพราะถ้าเราไปอยู่เขตที่ทุกคนฮือกันไปอีกข้าง เราไปเลือกตั้งก็ซังกะตายไป พอดีพอร้ายก็ไม่อยากไป เพราะเลือกไปคนนั้นก็แพ้แน่ๆ แต่คะแนนระหว่างคนที่ได้รับเลือกตั้งและไม่ได้รับเลือกตั้งมี ความสูสีกันเลยพอสมควร ประมาณ 40%ต่อ50%ทีเดียว แสดงว่าคะแนนถูกทิ้งน้ำไปมากกว่าครึ่ง แล้วบางพื้นที่คะแนนของคนที่ไม่ได้รับเลือกตั้งรวมกันกลับมากกว่าคนที่ได้รับเลือกตั้ง แต่คะแนนพวกเขากลับถูกทิ้งน้ำไปเลย”

“เรามาคิดว่าทางที่ดีที่สุด คือ การให้ลงคะแนนเลือกตั้งด้วยบัตรเพียงใบเดียว และเอาคะแนนมาแยกว่าพรรคการเมืองได้คะแนนนิยมกี่เปอร์เซ็นต์ สมมติเขาได้คะแนนนิยม 60% ก็จะได้สส.คิดเป็น 60% แต่หากเกิดได้จำนวนที่นั่งสส.ไม่ถึงคะแนนนิยมก็จะต้องมีการชดเชยจำนวนสส.ให้ครบตามคะแนนความนิยม”

“ถามว่าเราทำอย่างนี้เพื่อหวังอะไร เราไม่ได้หวังให้พรรคการเมืองใดได้เปรียบใครเลย เราดูแต่ว่า 1.ประชาชนไปลงคะแนนแล้วคะแนนของเขาได้รับการยอมรับนับถือ 2.เวลาไปลงคะแนนแล้ว ประชาชนจะต้องคิดมากขึ้น คุณจะต้องดูทั้งพรรคและทั้งคน เพราะคนดีไปอยู่พรรคไม่ดีก็ทำอะไรไม่ได้ หรือ คนไม่ดีไปอยู่พรรคดี ก็ทำให้พรรคนั้นปั่นป่วน ดังนั้น ประชาชนต้องขยับขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง และต้องคิดว่าเลือกพรรคถูกไหม ต้องดูทั้งพรรคทั้งคนแล้วไปเลือกตั้ง”

“ส่วนการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ทางเราคงไปยุ่งอะไรมากไม่ได้ มีเรื่องเดียวที่เราเป็นกังวล คือ การตั้งงบประมาณสำหรับ สส. ซึ่งรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาได้กำหนดการห้ามจัดงบประมาณให้กับสส. แต่เรากลับพบความจริงที่ขมขืนว่าในที่สุดส.ส. และส.ว. สำนักงบประมาณ และคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ กระทรวง ทบวง กรม ร่วมกันละเมิดรัฐธรรมนูญอย่างหน้าตาเฉย เพราะไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่างบท สส.นั้นไม่มี ทุกคนก็รู้”

“เราก็เขียนในรัฐธรรมนูญว่าคุณทำได้ทำไป แต่เมื่อไหรจับได้ เมื่อมีเครื่องมือยืนยันได้ว่ามันเป็นอย่างนั้น สส.ไปทั้งสภา สว.ไปทั้งสภา คณะรัฐมนตรีไปทั้งชุด กระทรวง ทบวง กรม สำนักงบประมาณต้องรับผิดชอบ นี่ยาแรงที่สุดเท่าที่เราจะคิ ดออก เพราะเรารู้กันทุกคนว่างบประมาณเหล่านั้นจะไปที่ไหน มันก็ไปเร่ขายกันใช่หรือไม่ กี่เปอร์เซ็นต์  30-40% เห็นกันชัดทั้งเมือง สื่อมวลชนก็รู้”

“ทำได้ทำไป และนี่จะไม่มีอายุความ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณคนไหนรู้เห็นเป็นใจ เกษียณอายุราชการไปแล้ว10ปี ก็ยังสามารถถูกดำเนินคดีได้”

สำหรับการออกแบบการปราบปรามการทุจริตในร่างรัฐธรรมนูญ นับว่าเป็นเนื้อหาส่วนสำคัญที่ ประธานกรธ.ยอมรับว่าได้ให้ ความใส่ใจเป็นพิเศษ โดยให้ทัศนะว่าการทุจริตซึ่งรวมไปถึงปัญหาจริยธรรมทางการเมืองได้นำมาซึ่งความขัดแย้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้น รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องแก้ต้นเหตุของปัญหานี้ให้ได้ด้วยการให้มีกลไกพิเศษที่ชี้ถูกชี้ผิดแบบเด็ดขาดเพื่อจะได้ไม่ให้ เกิดข้อโต้เถียงที่บานปลาย

“ปัญหาที่ถกเถียงกัน คือ การกระทำแบบใดถึงเรียกว่าการทุจริต บางคนบอกว่าการทำแบบนี้ไม่ทุจริตบางคนบบอกว่าการทำแบบนี้เป็นการทุจริต เถียงกันแบบไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้น เราต้องหาจุดที่มันจะสามารถหยุดปัญหา โดยให้มีคนชี้ขาดที่ชัดเจนแน่นอนเวลาเกิดปัญหาว่ามันทุจริ ตหรือสุจริต ก็ให้มีองค์กรมาชี้ และเมื่อชี้แล้วกลไกทางการเมื องก็ควรเดินต่อไป”

“เมื่อกลไกทางการเมืองจะเดินต่อไป เราก็ย้อนกลับไปดูว่าของเดิมทำกันอย่างไร ของเดิมใช้วิธีการถอดถอน แต่การถอดถอนได้กลายเป็นเรื่องทางการเมืองที่สุดแต่ว่าพรรคการเมืองจะกำกับสมาชิกได้มากน้อยแค่ไหน และในที่สุดเราก็จะพบว่าในยามปกติไม่เคยมีการถอดถอนได้เลย และลักษณะอย่างนั้นมันเลยเป็นการฟอกให้คนอ้างว่าเห็นไหมว่าผมไม่ได้ผิด จึงไม่ถูกถอดถอน ทั้งๆที่จริงๆแล้วการถอดถอนหรือไม่ถอดถอนมันเป็นผลจากการประสานทางการเมืองมากกว่าจะดูว่าคนนนั้นทำผิดจริงหรือเปล่า”

“เราก็คิดว่ากระบวนการในการถอดถอนที่ฝรั่งเคยใช้ได้ มันใช้ไม่ได้สำหรับคนไทย เราจึงเปลี่ยนสภาพมันเสียว่า ถ้าคนนั้นทำผิดก็ต้องหาคนมาชี้ หากชี้แล้วว่าเขาผิดก็ต้องมี บทลงโทษเหมือนกับเวลาที่ถูกกล่าวหาไปฉ้อโกงมาหรือไม่ก็จะมีคนมาชี้ว่าเราฉ้อโกงหรือเปล่า คือ ศาล เมื่อศาลชี้ว่าเราฉ้อโกงปั๊บกลไกในการลงโทษก็จะตามมา ไม่ต้องไปนั่งถอดถอนหรือโหวตกันว่าจะลงโทษหรือไม่ เราเลยมาคิดว่าเมื่อกลไกการถอดถอนมันไม่ทำงานก็ต้องเปลี่ยนใหม่ คือ เมื่อคุณทำผิดอย่างใดอย่างหนึ่งจะถูกนำไปสู่องค์กรบางองค์กรทำการชี้ว่าผิดหรือไม่ ถ้าชี้ว่าผิดคุณก็ต้องไป”

อีกเรื่องที่สมควรมีกลไกที่เข้มแข็งในสายตาของอาจารย์มีชัยและต้องทำให้เป็นรูปธรรม คือ จริยธรรมทางการเมือง

“เรื่องหนึ่งที่สำคัญ คือ จริยธรรมทางการเมือง บางเรื่องอาจไม่ได้เป็นเรื่องผิดในทางกฎหมายแต่การผิดจริยธรรมว่าควรหรือไม่ควรทำ ซึ่งมักจะเรียกร้องว่าควรมีสปิริต คำว่าสปิริตในบ้านเรามันใช้ไม่ค่อยได้ เราเลยไปกำหนดไว้ว่าในระหว่างทีคุณดำรงตำแหน่งใดก็ตาม คุณจะต้องไม่ประพฤติผิดหรือไม่ ฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง”

“ถามว่าจริยธรรมเหล่านี้ ใครจะเป็นคนทำ แต่ก่อนหน้านี้เป็นรูปแบบต่างคนต่างทำ พอทำแล้วก็ไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับ ดังนั้น เราคิดว่าองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐที่เป็นองค์กรอิสระประมาณ 4-5 องค์กร ถ้าเราจับเขามานั่งรวมกลุ่มกันและไปคิดว่าจริยธรรมทางการเมืองทั้งหมดควรเป็นอย่างไร พอร่วมกันทำกันเสร็จก็มาบังคับใช้เป็นมาตรฐานเดียวกันหมด ถ้าใครผิดจริยธรรมขั้นธรรมดาก็ให้ภายในองค์กรไปว่ากันเอง แต่ถ้าเป็นขั้นทำผิดร้ายแรงก็ อาจเข้าข่ายคุณสมบัติ การดำรงตำแหน่งทันที ไม่ต้องไปสู่กระบวนการถอดถอนอีก”

“ด้วยกระบวนการเหล่านี้เราคิดว่าการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐจะมีผลที่สมบูรณ์มากขึ้น ไม่ต้องรอการพึ่งพาในการประสานทางการเมือง ซึ่งมันอันตราย และทำให้คนท้อใจเกินไป” ประธานกรธ.กล่าวโดยสรุป

พรรคการเมืองกำหนดนายกฯคนนอก

ขณะที่ โครงสร้างของฝ่ายบริหาร คณะกรธ.ได้ถูกเพ่งเล็งเป็นอย่างมากถึงการกำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีจากบุคคลที่เป็นสส.หรือไม่ได้เป็นสส.ก็ได้ จนเป็นเป้าให้มีการโจมตีว่าคณะกรธ.เปิดประตูให้เกิดการสืบทอดอำนาจผ่านมีนายกฯคนนอกหรือไม่

พอนำประเด็นนี้มาสนทนากับอาจารย์มีชัยก็ได้คำตอบที่แฝงนัยว่า “คนนอกจะเข้ามาได้ก็ เพราะพรรคการเมือง” จากนั้นได้อธิบายถึงเหตุผลของการกำหนดกระบวนการในการได้มาซึ่งนายกฯแบบใหม่

“ทุกวันนี้เวลาเราไปเลือกตั้งแล้วบอกว่าให้สส.มาลงคะแนนเลือกใครมาเป็นนายกรัฐมนตรี ถามว่ามันขึ้นอยู่กับอะไร ก็ขึ้นอยู่กับพรรคที่เป็นตัวตั้งในการจัดตั้งรัฐบาลว่าจะไปเอาใครมา ถามว่าประชาชนรู้กระบวนการนี้หรือไม่ ก็คงไม่รู้ไม่รู้ว่าเขาจะไปเอาใครมาเป็นนายกรัฐมนตรี อาจเดาๆแค่ว่าเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองนั้น ซึ่งบางทีก็ไม่ใช่”

“เราจึงมาคิดว่าถ้าอย่างนั้นมันก็ไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรง ถ้าพรรคการเมืองจะบอกให้ ประชาชนรู้ก่อนได้หรือไม่ว่าถ้าพรรคตัวเองได้จัดตั้งรัฐบาล ไม่ว่าจะจัดตั้งรัฐบาลโดยลำพัง หรือ ต้องมีพรรคร่วมรัฐบาล จะเอาใครมาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยจะต้องประกาศชื่อนั้นในวันสมัครรับเลือกตั้งสส.ให้ประชาชนได้ทราบด้วย ซึ่งสามารถประกาศรายชื่อได้ไม่ เกิน 5 คน แบบนี้ทำให้เวลาประชาชนไปเลื อกตั้งจะต้องดู 3 อย่าง 1.คน 2.พรรคการเมือง 3.นายกรัฐมนตรี”

“พรรคการเมืองบอกว่านี่เป็นการเปิดโอกาสให้มี นายกรัฐมนตรี คนนอก แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็นการเปิดโอกาสเลย เพราะจริงๆแล้วคนที่จะประกาศให้ประชาชนทราบว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีจำนวน 5 คน คือ พรรคการเมือง และถามว่าตอนนั้นมีใครรู้หรือยังว่าใครจะเป็นสส. ก็ต้องตอบว่ายัง เพราะเป็นการประกาศชื่อตอนไปสมัครเลือกตั้งสส.”

“เวลาประกาศชื่อไปแล้ว ชาวบ้านจะได้รู้ว่าเวลาเลือกพรรคการเมืองนั้นแล้วก็จะได้คุณเป็นนายกรัฐมนตรี เขาก็จะได้ไปคิด ดังนั้น ที่บอกว่าคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญไปเปิดช่องให้คนนอก จึงไม่ใช่ คนนอกจะเข้ามาได้ก็ เพราะพรรคการเมืองนั้นเอง เพราะเรากำหนดไว้ว่าการเสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรี จะต้องเป็นมติพรรค”

ประธานกรธ.ระบุอีกว่า “แล้วถามว่าทำไมไม่บังคับให้ นายกฯเป็น สส.ไปเลย ก็ต้องตอบว่าหากทั้ง 5 คนที่คุณเสนอขึ้นมาเกิดไม่ได้รับเลือกตั้งเป็นสส. คุณจะทำอย่างไร ไม่โกลาหลเหรอ ยิ่งพรรคการเมืองใหญ่ยิ่งอันตรายถูกไหม สมมติคุณเสนอให้ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 ถึง 5 เป็นนายกรัฐมนตรี ถามว่าคุณจะรู้ได้ไงว่าผู้สมัครของคุณจะได้รับเลือกตั้งเป็นสส.ระบบบัญชีรายชื่อ เพราะด้วยระบบเลือกตั้งแบบใหม่ โอกาสที่คุณจะไม่ได้รับเลือกให้ เป็นสส.บัญชีรายชื่อก็มีอยู่”

“เช่น พรรคคุณได้คะแนนนิยม 50% แต่คุณสส.ระบบเขตมาแล้ว 60% เท่ากับว่าจะไม่ได้สส.บัญชีรายชื่ออีก ถือว่าตกเลย คุณจะไปเอาสส.ที่ไหนมาเป็นนายกรัฐมนตรี เราไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำขนาดนั้น เราก็บอกแค่ว่าโอเค คุณก็เลือกของคุณเอาเอง ถ้าคนนั้นได้รับเลือกตั้งหรือไม่ได้รับเลือกตั้งเป็นสส.ก็ยังมีสิทธิได้เป็นนายกรัฐมนตรี”อาจารย์มีชัยแจกแจง

นิรโทษกรรม ไม่สร้างปรองดอง

การสร้างความปรองดอง เป็นอีกโจทย์สำคัญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ซึ่งนับตั้งแต่ “มีชัย ฤชุพันธุ์” มาทำหน้าที่ประธาน กรธ.ก็ให้ความสำคัญกับการสร้างความปรองดอง โดยได้ตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาประเด็นปัญหาการสร้างความปรองดองขึ้นมาศึกษาเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ

อย่างไรก็ตาม ประธาน กรธ.บอกว่า กลไกต่างๆ ที่ กรธ.ได้นำมาใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญจะช่วยให้การปรองดองเกิดขึ้นได้ในตัวเอง

“เราเชื่อว่าแนวทางและกลไกต่างๆ ที่เราใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญจะเป็นกลไกที่นำไปสู่ความปรองดองไปในตัวด้วย ได้แก่ ปรองดองระหว่างราษฎรด้วยกัน โดยแต่ก่อนเวลาคุณไปเลือกตั้ง เวลาคุณแพ้คุณจะแพ้หมดตัว ก็ได้แต่นั่งเคียดแค้นอยู่ในใจ รออีกที 4 ปี ป่วนได้ก็ป่วน แต่ต่อไปนี้คะแนนของคุณมันถูกยอมรับนับถือ เพราะนำไปคิดจำนวน สส. ถ้าคุณไปลงคะแนนให้พรรคไหน พรรคการเมืองก็จะได้ คุณก็มีโอกาส ไม่ได้รัฐบาลแต่ก็จะได้ สส.ไปดูแลแทน มันไม่ใช่เป็นการชนะแบบเด็ดขาด แต่เป็นการเฉลี่ยกันไป มันก็จะทำให้พออยู่กันไปได้ ไม่ใช่สูญสิ้นหมด”

“ขณะเดียวกัน เราก็สร้างกลไกอื่นๆ เพิ่ม เพื่อให้เกิดการปรองดอง เช่น เมื่อก่อนนี้ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พอเป็นแล้วก็ไม่มีอะไร แต่เมื่อตั้งแล้วก็ควรให้มีบทบาท อย่างยามวิกฤตต่างๆ ก็ให้ผู้นำฝ่ายค้านมีสิทธิยื่นข้อเสนอแนะข้อคิดเห็นไปให้รัฐบาลไปดำเนินการ ซึ่งไม่ใช่การเปิดอภิปรายทั่วไปที่มามะรุมมะตุ้มกัน”

“แต่เราให้ผู้นำฝ่ายค้านเป็นคนเสนอ และเมื่อรัฐบาลรับข้อเสนอแล้วจะต้องกลับมารายงานว่าทำได้หรือไม่ได้อย่างไร เรียกว่าเป็นการพูดคุยกันในทางการเมืองเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง มันจะได้มีช่องทาง ตรงนี้ก็เป็นอีกวิธีการปรองดอง เพื่อไม่ให้เกิดการหักโค่นไปเสียทีเดียว”

“เช่นเดียวกับการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งเดิมถ้าจะอภิปรายเรื่องทุจริตจะต้องแจ้งกับ ป.ป.ช.ก่อน และต้องระบุว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งส่วนนี้ทำให้กระบวนการเปิดอภิปรายมันเป็นการเอาเป็นเอาตายกันเกินไป แล้วในที่สุดมันก็ไม่ได้อย่างที่ต้องการหรอก ดังนั้น คุณจะไปกำหนดเงื่อนไขนั้นทำไม เพราะปกติแล้วถ้ามีหลักฐานที่กล่าวหาว่ามีการทุจริตเพียงพอ ก็มีการเสนอไปยัง ป.ป.ช.อยู่แล้ว”

“บางทีกลไกทางการเมืองไม่จำเป็นต้องเอากันให้ตาย เพียงแต่เป็นการบอกให้รู้ว่าเรารู้ทันคุณนะ อย่างน้อยที่สุดรัฐบาลก็จะระมัดระวังมากขึ้น ความเสียหายก็จะได้ไม่เกิด”

เมื่อขอให้ประธาน กรธ.ชี้ลงไปว่า สาเหตุของการไม่ปรองดองมาจากจุดใด ปรากฏได้คำตอบว่า “มันเป็นเรื่องของการมองต่างมุมในแง่ของการบริหารบ้านเมือง และจุดใหญ่ใจความมันอยู่ที่การทุจริต คนที่บริหารอยู่ก็อยากทำอะไรเยอะแยะ และคิดว่านั่นไม่ใช่การทุจริต ฝ่ายหนึ่งบอกว่าที่ทำกันอยู่เป็นการทุจริต เกิดการเถียงกันไปเถียงกันมาจนหาคนชี้ขาดไม่ได้”

“ถ้าเราสร้างกลไกว่า เมื่อไหร่เกิดปัญหาอย่างนี้ขึ้นมา ต้องไปหาคนมาชี้ขาด พอชี้แล้วต้องหยุด เรื่องมันจะไม่บานปลายและไม่ไปทะเลาะกันริมถนน ให้ทุกอย่างมีทางออกและมีจุดที่สิ้นสุด มันก็จะสามารถหยุดการแตกแยกเอาไว้ได้ และเป็นกลไกทางการเมืองโดยเฉพาะที่ช่วยให้บ้านเมืองเดินต่อไปข้างหน้าได้”

การนิรโทษกรรมมีความจำเป็นต่อการสร้างความปรองดอง? ประธาน กรธ.ตอบว่า “การนิรโทษกรรมไม่น่าจะเป็นเรื่องของการปรองดอง การนิรโทษเป็นเรื่องของการให้อภัยไม่ใช่ปรองดอง เพราะมันมีที่ไหนบอกว่า ถ้านิรโทษกรรมให้คุณแล้ว คุณจะดีกับผม มันไม่มี”

“มันไม่มีหลักคิดที่ว่าถ้านิรโทษกรรมแล้วทุกคนจะลืมทุกอย่างหมด ถามในทัศนะของคุณคิดว่าถ้านิรโทษกรรมแล้วทุกคนจะกลับมายิ้มแย้มแจ่มใสกันหรือเปล่า ถ้ามันใช่ ก็โอเค ก็ทำไป แต่ผมไม่คิดว่ามันจะใช่ (หัวเราะ)”

ในช่วงท้ายการสัมภาษณ์ได้ถามถึงความคาดหวังของประธาน กรธ.ในการให้บ้านเมืองได้รับการแก้ไขผ่านกลไกของร่างรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่า “รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นประชาธิปไตยที่เหมาะกับประเทศไทย”

“ผมก็คิดว่ากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 21 คน เป็นมนุษย์ ก็พยายามเค้นสติปัญญาออกมา ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น มันคงยืนยันไม่ได้หรอกว่าที่เราเขียนออกมาทั้งหมด มันจะแก้ไขได้หมดทุกปัญหา แต่อะไรที่มีใครบอกมา เราก็จะพยายามไปคิดสูตรและหาทางแก้ไขปัญหาออกมาให้ได้”

“อีกอันหนึ่งที่เราคิดว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้บ้านเมืองไม่กลับไปสู่กลียุคได้ง่ายนัก คือ 1.การมีวินัยของคน 2.การบังคับใช้กฎหมายที่ต้องเข้มงวดและเคร่งครัด ถ้าไม่มีการทำสองเรื่องนี้ ไม่ว่าเขียนรัฐธรรมนูญกี่หนมันก็ล้ม”

“ถามว่าความมีวินัยของคนจะทำอย่างไร มันทำได้ด้วยทางเดียว คือ การศึกษา ซึ่งต้องใช้ระยะเวลา และต้องเริ่มตั้งแต่ก่อนวัยเรียน สอนเด็กให้มีวินัย ปัญหาบ้านเมืองของเราที่เกิดขึ้น เพราะขาดความมีวินัย เมื่อคนไม่มีวินัย ก็ทำผิดอะไรได้เรื่อย ทำในทุกอย่างที่อยากได้สุดแต่ว่าอะไรที่ได้ประโยชน์ เมื่อกลไกบังคับใช้กฎหมายมันไม่ทำงาน ก็ทำให้ปัญหาไปกันใหญ่ กลไกบังคับใช้กฎหมายอยู่ที่ไหน ก็อยู่ที่ตำรวจ ถ้าคุณปฏิรูปตำรวจให้ตำรวจสามารถทำงานได้ตามความรู้ความสามารถ ไม่ใช่ทำงานตามที่ใครสั่ง เมื่อนั้นคุณก็จะสามารถแก้ไขปัญหาได้”

ต่อมา อาจารย์มีชัยมีข้อความฝากถึงฝ่ายที่แสดงความคิดเห็นในเชิงต่อต้านการร่างรัฐธรรมนูญว่า “คือว่าถ้าเวลาเขาค้านเนี่ย ค้านมาจากประโยชน์ที่ตนมองเห็น มันก็ต้องละวางกันบ้าง เพราะว่าบ้านเมืองเราบอบช้ำมาเยอะแล้ว ถึงเวลาที่เราต้องคิดถึงประเทศเป็นหลัก ว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศเดินไปได้ราบเรียบ”

“คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ได้คิดถึงพรรคหนึ่งพรรคใดเลยเวลาที่ทำในเรื่องต่างๆ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำอย่างนี้แล้วพรรคไหนจะได้เปรียบเสียเปรียบหรือได้คะแนนมาอย่างไร เราก็บอกว่าอย่าไปสนใจ ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติของการเมือง”

“สิ่งที่เราต้องป้องกันให้ดีที่สุด คือ การทุจริตที่ต้องไม่ให้เกิดขึ้น และผมเชื่อว่าถ้าเราป้องกันตัวนั้นได้ผล การเมืองถึงเราจะชอบใครหรือเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับใคร ก็คงพอรับกันได้ รอไปจนกว่าจะมีเสียงข้างมาก แต่ถ้าเมื่อไหร่เกิดการทุจริตระหว่างทาง จนกระทั่งบ้านเมืองจะหายนะ ในที่สุดคนก็จะรับไม่ได้ ดังนั้น เราต้องสกัดตรงนี้ให้มากที่สุด เราเน้นตรงนี้มากที่สุด”

กับคำถามสุดท้ายที่ถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านการทำประชามติ? ประธาน กรธ.ตอบแบบไม่ฟันธงว่า “ผมคิดว่าเราก็ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราไปอธิบายได้กว้างขวางแค่ไหน ถ้าเราอธิบายได้กว้างขวางเพียงพอ ผมก็เชื่อว่าประชาชนเขาเอาด้วย แต่ละเรื่องที่เราทำ เราก็ทำโพลมาก่อน”

 

จากเด็กเลี้ยงควาย …สู่นักธุรกิจอสังหาฯเงินล้าน

Published มกราคม 8, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 ธันวาคม 2558 เวลา 18:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/407233

จากเด็กเลี้ยงควาย ...สู่นักธุรกิจอสังหาฯเงินล้าน

โดย…สุภชาติ เล็บนาค

ชีวิตของ ถนอม ดีสร้อย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ-คอน เรียลเอสเตทและบริษัท เอกธุรกิจสินทรัพย์ นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้าง รวมถึงเป็น “นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ” นับว่าน่าสนใจเป็นอย่างมาก เมื่อเขาชวนนั่งจับเข่าคุยเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์โชกโชนที่ผ่านมา

ถนอมเป็นลูกคนที่ 5 จากพี่น้องทั้งหมด 7 คน ซึ่งทั้งหมดไม่มีใครเรียนหนังสือเกินชั้นประถม รวมถึงไม่มีต้นแบบอะไรจากครอบครัวมากไปกว่าการเลี้ยงควายและทำนา ที่ จ.พะเยา เท่านั้น

“เรามีอย่างเดียว คือ ‘วิทยุทรานซิสเตอร์’ ไม่ได้คิดไปไกลว่าจะได้เรียนต่อ พอเรามีโอกาสเรียน กศน. ก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว แต่เราก็ได้เรียนต่อมหาวิทยาลัยที่ภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะมนุษยศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่”

หลังเรียนจบ ถนอมตัดสินใจมาเป็นดีเจที่ จ.อุดรธานี กินเงินเดือนจากการจัดรายการวิทยุและนักข่าว เดือนละ 2 หมื่นบาท ก่อนจะค้นพบว่าต้องไปไกลกว่าการเป็นมนุษย์เงินเดือน

“เพราะเรามาจากชีวิตที่ยากจน มันก็ผลักดันเรามากขึ้นว่าวันหนึ่งเราต้องรวย ต้องมีชีวิตที่ดีกว่า ซึ่งหากจะรวย เราก็อยู่แบบเดิมไม่ได้แล้ว” ถนอมเล่าให้ฟัง

หลังจับพลัดจับผลูไปขายประกันชีวิตอยู่ 1 ปี ถนอมก็ค้นพบว่าคงไปไม่ได้ไกลกว่านี้เท่าไร กระทั่งตัดสินใจหิ้วกระเป๋าเข้ากรุงเทพฯ ไปพบญาติภรรยาที่ขายส่ง “ยกทรง” จึงได้ตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพเป็นเซลส์ขายยกทรง

“ผมผ่านการขายประกันมา ตอนทำวิทยุก็เคยขายสปอนเซอร์ ก็พบแล้วว่าการขายไม่ได้ยาก ด้วยความที่เรามนุษยสัมพันธ์ดี บางทีได้ยอดเป็น 100 โหล เดือนหนึ่งบางทีได้ถึง 3-4 หมื่นบาท แต่มันก็เป็นลูกจ้างเขาอยู่ดี  ไปทำธุรกิจเองดีกว่า” ถนอมเล่าให้ฟัง

ในที่สุดเขาก็เซ้งแผงเสื้อผ้าที่ตลาดโบ๊เบ๊ ซึ่งเขาฝันไว้ว่าขายส่งเสื้อผ้าจะต้องสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ หลังจากลงทุนสั่งจักรมาลงเป็น 10 ตัว นำผ้ามาตัดเอง ก็เกิดวิกฤตเมื่อค่าใช้จ่ายสูงกว่ายอดขายไปมาก จนหมุนเงินไม่ทัน พอรู้ตัวอีกทีก็เป็นหนี้เป็นสินมหาศาลแล้ว

“ผมหนีเจ้าหนี้อยู่ปีกว่า โทรศัพท์มาก็ไม่กล้ารับ แต่ก็ยังมีกำลังใจว่า เอาวะอย่างน้อยจบปริญญาตรี น่าจะมีอะไรสักอย่างที่เราทำได้บ้าง”

ในที่สุดถนอมก็ค้นพบว่ามีพี่ชายคนหนึ่งเป็นกรรมกรรับเหมาก่อสร้างหลังคา เมื่อเขาไปนั่งคุยด้วยก็ลองหยิบแบบขึ้นมาดูว่าวิธีดูเหล็กดูอย่างไร ตัวเลขหมายถึงอะไรบ้าง เขาก็ชวนพี่ชายมาทำรับเหมาก่อสร้าง ทั้งที่ไม่มีความรู้อะไรมาก่อน

“ผมมีทักษะการขาย ก็เอารถกระบะเก่าๆ ขับตระเวน ตอนแรกก็เชื่อมหลังคาอย่างเดียว จนไปได้งานหลังคาทาวน์เฮาส์ แล้วก็เขยิบไปทำเป็นโครงจั่วหลังคาโรงงานให้พออยู่ได้ แต่ยังห่างไกลจากคำว่ารวย”

ในช่วงวิกฤต “ต้มยำกุ้ง” ที่ผู้รับเหมาหลายคนเริ่มร่อแร่ ถนอมกลับได้โอกาสให้รับเหมาสร้างอาคารโกดังโรงงาน ทั้งที่ไม่เคยมีประสบการณ์อื่นเลย นอกจากการทำหลังคา เนื่องจากผู้รับเหมาเดิมทิ้งงาน

“ผมสารภาพว่าทำไม่เป็นสักอย่างแต่จะลองดู ปรากฏว่าก่ออิฐเบี้ยวหมดเลย (หัวเราะ) แต่เขาก็ให้โอกาส พอสร้างงานนี้ได้ เราก็เริ่มเขยิบไปงานใหญ่ขึ้น ไปรับเหมาสร้างบ้านจัดสรรบ้าง บ้านเดี่ยวบ้าง”

ในที่สุดถนอมก็เปิดบริษัทของตัวเองแต่กำไรจากงานก่อสร้างก็ไม่ได้งอกงามขนาดนั้น

“จุดแข็งของเราคือเรารู้เรื่องก่อสร้าง ซึ่งหมายความว่าเราก่อสร้างได้ประหยัดกว่าคนอื่น พอเก็บเงินได้สักพัก ก็สร้างโกดัง-บ้านพักให้ลูกน้อง วางแผนทำเป็นโรงงานเล็กๆ แต่ก็ไปไม่ถึงไหน เลยประกาศขายดีกว่ากลายเป็นว่าจากที่ลงทุน 2 ล้านบาท แต่เมื่อเขาตั้งราคา 4.9 ล้านบาท กลับขายได้ทันที”

“แต่ปัญหาคือคนที่มาซื้อติดแบล็กลิสต์ ผ่อนแบงก์ไม่ได้ สุดท้ายเราก็เป็นแบงก์เอง คือให้เขามาผ่อนกับผมแทน แต่ดอกเบี้ยเท่าแบงก์นะ ในที่สุดเราก็ได้ดอกเบี้ยทบต้นทบดอก นี่คือสิ่งที่เราเรียนรู้”

หลังจากได้กำไรในระดับที่พออยู่ได้ ถนอมก็ทำธุรกิจทั้งรับเหมาก่อสร้างและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เต็มรูปแบบ รวมถึงเริ่มลงทุนในธุรกิจที่เขาคิดว่าจะมีรายรับมั่นคง อย่างการสร้างอพาร์ตเมนต์

“ผมไปซื้อที่ดินแถวดอนเมือง ออกแบบเอง-สร้างเอง ตั้งใจไว้ว่าเป็นรายรับประจำของเรา ปรากฏว่าพอสร้างเสร็จใช้เงิน 5 ล้านบาท มีคนมาขอซื้อทันทีที่ 11 ล้านบาท เราก็ขายทันที เพราะเราคิดว่าโอกาสมาถึงแล้ว”

หลังจากนั้น ถนอมก็ยึดอาชีพนักธุรกิจรวมถึงทำรับเหมาก่อสร้างเต็มรูปแบบ และยังเป็นเจ้าของ “แพรววิดี อพาร์ทเมนท์” ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิอีกด้วย

ปีที่แล้วเขาเพิ่งเริ่มงานใหม่ด้วยการเขียนหนังสือ “ชวนคุณรวยด้วยอสังหาฯ โดยใช้เงินคนอื่น” และเปิดคอร์ส “ชวนคุณรวยฯ” ที่จัดขึ้นทั่วประเทศเป็นรุ่นที่ 9 แล้ว

ถามว่าทำไมต้องชวนรวย “ด้วยเงินคนอื่น” ถนอมบอกว่า คนรวยทุกคน ที่ไม่ได้รวยจากมรดก ล้วนเริ่มต้นจากความคิด ก่อนจะไประดมทุนจากคนที่มีเงินมาลงทุนเพิ่มเติมเพื่อสร้างสินทรัพย์

“ถ้าไม่มีเงินคนอื่น เราจะมีคนที่มีบ้านน้อยมาก เพราะการลงทุนมันต้องใช้เงินคนอื่นทั้งนั้น ประเทศไทยจะสร้างรถไฟฟ้า ก็ไปกู้เงินญี่ปุ่น บ้านขายออกคนก็ต้องไปกู้แบงก์ ซึ่งก็คือเงินคนอื่น เงินคนอื่นนี่ล่ะที่ทำให้คนก้าวหน้า ไม่งั้นบ้านก็ยังมุงจากกันหมด” ถนอมเล่าให้ฟัง

ในมุมมองของถนอม เขาพูดถึงนิยามคำว่า “แรงบันดาลใจ” ว่าคืออำนาจพิเศษที่อยู่ในตัวมนุษย์ มีไว้สำหรับขับเคลื่อนความคิด-การทำงานให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการ

ถนอมยึดหลัก 3 ข้อ ในการสร้างแรงบันดาลใจ คือ DBA มาจาก Dream ต้องมีความฝัน และความทะเยอทะยานที่จะบรรลุเป้าหมาย Believe ความเชื่อมั่นในตัวเอง และ Action การตัดสินใจลงมือทำตาม
เป้าหมายที่วางไว้

“แรงบันดาลใจของเราคือต้องการ เป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คน เพราะสิ่งที่ทำให้ยืนหยัดได้ในช่วงที่เราลำบาก คือ การเรียนรู้ และจากการเรียนรู้ก็พบว่ายิ่งเราล้มเหลว คือเรายิ่งใกล้ประสบความสำเร็จขึ้น ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ทรงคุณค่าและน่าจะบอกต่อให้คนอื่นได้รับรู้ต่อ”

ส่วนปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้าอยู่ขนาดนี้ จนหลายคนกลัวไม่กล้าลงทุนอะไร แต่ถนอมกลับย้ำว่าในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดีเช่นนี้ มีเศรษฐีที่เกิดขึ้นมากมาย และในช่วงที่เศรษฐกิจดีมากๆ นั้น ก็มีคนเจ๊ง-คนล้มเหลว มากมายเช่นเดียวกัน

“เพราะฉะนั้น เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไรไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือตัวคุณเป็นอย่างไรและเป้าหมายคืออะไรมากกว่า ถ้ายังไม่พอใจก็ลองหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ขึ้น เพราะทุกวันนี้มีช่องทางให้คนประสบความสำเร็จเยอะมาก ขอเพียงแต่หาความรู้อย่างต่อเนื่องเท่านั้น” ถนอมทิ้งท้าย

 

“น.ท.ปิยะ” ปันฝันปั้นกัปตัน ผ่านบางกอกเอวิเอชั่นฯ

Published มกราคม 8, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ธันวาคม 2558 เวลา 21:01 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/406862

"น.ท.ปิยะ" ปันฝันปั้นกัปตัน ผ่านบางกอกเอวิเอชั่นฯ

โดย…จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

ในวัยเด็กของใครหลายคนคงจะมีความฝันอยากเป็นนักบิน แต่เอาเข้าจริงแล้ว จะมีสักกี่คนที่ทำฝันนี้เป็นจริงได้ เพราะการเป็นนักบินไม่ใช่เรื่องง่าย กว่าจะฝ่าฟันบททดสอบนานัปการจนเป็นนักบิน แต่สำหรับ น.ท.ปิยะ ตรีกาลนนท์ นอกจากจะทำฝันสำเร็จได้เป็นนักบินสมใจ เขายังมีความฝันใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม คือ อยากเป็นนักปั้นนักบิน จึงเปิดโรงเรียนการบินเอกชนแห่งแรกในไทย เพื่อสานฝันนี้จนสำเร็จ

น.ท.ปิยะ ตรีกาลนนท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บางกอกเอวิเอชั่นเซ็นเตอร์ หรือ บีเอซี ผู้ดำเนินธุรกิจโรงเรียนการบินกรุงเทพ โรงเรียนการบินเอกชนแห่งแรกในไทย ในวัย 49 ปี เล่าความหลังให้ฟังว่า เมื่อครั้งยังเด็กก็เหมือนกับเด็กผู้ชายหลายๆ คนที่มีความฝันอยากเป็นนักบิน มักจะหยิบหมอน ผ้าห่มในห้องนอนมาสร้างจินตนาการขับเครื่องบินเป็นประจำ เมื่อโตขึ้นจึงได้สานฝันนี้ด้วยการเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 27 เข้าฝึกบินในโรงเรียนการบินของกองทัพอากาศ เริ่มรับราชการกองทัพอากาศตั้งแต่ปี 2526

การผจญภัยบนท้องฟ้าเริ่มต้นขึ้นด้วยการฝึกบินจากเครื่องลำเล็กไปสู่ลำใหญ่ขึ้น โดยเริ่มฝึกเป็นผู้ช่วยนักบิน สำหรับเครื่องบินเล็กแบบ 2 ใบพัด และเครื่องบินเล็กแบบ 4 ใบพัดก่อน จากนั้นก็ก้าวขึ้นมาเป็นกัปตันบินเครื่องบินเล็ก 4 ใบพัด แล้วเลื่อนไปเป็นครูผู้ฝึกสอนการบินเครื่องบินเล็ก

หลังจากนั้นไม่นานก็ได้ทำภารกิจที่นำความภาคภูมิใจมาสู่ น.ท.ปิยะ นั่นคือ การได้เป็นนักบินเครื่องบินพระที่นั่ง รุ่นโบอิ้ง 737-400 เพื่อถวายงานรับใช้พระราชวงศ์ ระหว่างนั้นทางกองทัพอากาศก็ได้ส่ง น.ท.ปิยะ ไปหาประสบการณ์การบินเครื่องบินโบอิ้ง 737 กับการบินไทย ในฐานะนักบินยืมตัวควบคู่ไปด้วย รวมเวลา 8 ปี เพื่อให้มีทักษะในการนำเครื่องบินขึ้น-ลงสูงขึ้นสำหรับมาใช้ขับเครื่องบินพระที่นั่ง โดยตำแหน่งสูงสุดที่ น.ท.ปิยะ ได้รับในการเป็นนักบินเครื่องบินพระที่นั่ง คือนักบินที่หนึ่งพระราชพาหนะ หรือเรียกง่ายๆ ก็คือกัปตันนั่นเอง

“ในช่วงที่เป็นนักบินเครื่องบินพระที่นั่ง ถือเป็นความภาคภูมิใจในชีวิตอย่างมาก จำได้ว่าครั้งหนึ่งที่ได้รับภารกิจ ก่อนที่จะขับเครื่องบินได้ก้มลงไปกราบพระบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลังจากนั้นเมื่อเงยหน้าขึ้นมา ก็พบว่าพระองค์ยังทรงประทับยืนอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน พร้อมกับมีพระราชดำรัส สวัสดี กลับมา”

ทั้งนี้ หลังจาก น.ท.ปิยะ ได้เป็นนักบินเครื่องบินพระที่นั่งแล้ว ก็ได้เลื่อนมาเป็นครูฝึกนักบินเครื่องบินพระที่นั่ง และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนักบินตรวจสอบ ซึ่งถือเป็นตำแหน่งสูงสุดตำแหน่งสุดท้ายในชีวิตข้าราชการกองทัพอากาศ โดยระหว่างเป็นนักบินตรวจสอบของกองทัพอากาศ วันหนึ่งก็เกิดคำถามขึ้นมากับตัวเองว่า เรามาถึงจุดนี้แล้ว หากจะเติบโตในหน้าที่การงานต่อจากนี้ไป ก็ต้องไปนั่งโต๊ะทำงาน อยู่ในตำแหน่งที่ใหญ่เกินกว่าจะได้ขับเครื่องบินแล้ว ปลายทางของเราหากโชคช่วยก็คงได้เป็นผู้บัญชาการทหารอากาศ

อย่างไรก็ตาม เมื่อสำรวจตัวเองแล้ว ก็คิดว่าคงจะก้าวไปไม่ถึงปลายทางเช่นนั้น จึงเกิดความคิดว่าอยากนำความรู้ความสามารถที่มีอยู่ไปทำงานที่ยังได้คลุกคลีอยู่กับเครื่องบิน ซึ่งก็ได้คำตอบเป็นการเปิดโรงเรียนการบินเอกชนแห่งแรกในไทย เพื่อช่วยเด็กรุ่นใหม่ที่มีความฝันอยากเป็นนักบินได้สานฝันให้เป็นจริงเหมือนกับที่ น.ท.ปิยะ ทำความฝันสำเร็จมาแล้วด้วย

“ผมเกิดวันที่ 27 มี.ค. เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 27 ได้เข้าเรียนโรงเรียนนายเรืออากาศวันแรกก็วันที่ 27 มี.ค. แล้วก็จบโรงเรียนนายเรืออากาศ ได้รับพระราชทานกระบี่จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ 27 มี.ค. จึงคิดว่าทำไมต้องรอถึงวันที่ 1 เม.ย. ค่อยลาออกจากราชการ แม้จะทราบดีว่าหากรอถึง 1 เม.ย. จะได้สิทธิประโยชน์มากกว่า แต่ก็ตัดสินใจลาออกในวันที่ 27 มี.ค. เพราะอยากจดจำวันที่มีค่านี้ไว้”

เมื่อ น.ท.ปิยะ ลาออกจากราชการ ก็เริ่มก่อตั้งโรงเรียนการบินกรุงเทพ ในปี 2545 โดยระหว่างที่ยังวางระบบและดำเนินการเรื่องต่างๆ ไม่เสร็จ สายการบินไทยแอร์เอเชียเปิดให้บริการพอดี จึงเข้าไปทำงานเป็นนักบินคนไทยทีมแรกของไทยแอร์เอเชีย มีโอกาสได้ใกล้ชิดกับผู้บริหารระดับสูงของไทยแอร์เอเชียอยู่ 1 ปีครึ่ง

กระทั่งวางระบบโรงเรียนเสร็จ ก็ลาออกมาทำธุรกิจโรงเรียนอย่างเต็มตัว โดยมีเพื่อนรัก 2 คน คือ น.อ.สุรัตน์ สุขเจริญไกรศรี ประธานกรรมการฝ่ายการเงิน บีเอซี และ พัฒน์ วินมูน ประธานกรรมการฝ่ายปฏิบัติการ บีเอซี เป็นคนสำคัญที่ช่วยกันก่อร่างสร้างโรงเรียนจนมีวันนี้ได้

น.ท.ปิยะ กล่าวว่า เขาเป็นดั่งคนที่มีแผนที่ในใจในการสร้างโรงเรียนการบินกรุงเทพ เปรียบได้กับการอยากจะขุดอุโมงค์เจาะทะลุภูเขา แต่ไม่มีอุปกรณ์ หมายถึง เงิน รวมทั้งผู้ดูแลอุปกรณ์ด้วย ซึ่ง น.อ.สุรัตน์ เข้ามาช่วยเติมเต็มส่วนนี้ได้ และเมื่อขุดอุโมงค์แล้ว หากไม่มีคนขนดินออกจากอุโมงค์ก็ไม่สามารถขุดต่อไปได้ และพัฒน์ก็เปรียบเสมือนผู้ช่วยสำคัญในการขนดินออกจากอุโมงค์ มีหน้าที่หลักในการช่วยงานที่หลงเหลืออยู่ ขณะที่หน้าที่หลักของ น.ท.ปิยะ ก็คือ การหาทางออกเพื่อขุดหาทางใหม่ๆ โดยมี น.อ.สุรัตน์ และพัฒน์ คอยตามเก็บรายละเอียด ซึ่ง 12 ปีที่ผ่านมาในการทำงานร่วมกันก็ไม่เคยมีปัญหาอะไร ร่วมฝ่าฟันกันด้วยดีโดยตลอด

น.ท.ปิยะ กล่าวว่า ในช่วงเปิดโรงเรียนใหม่ๆ ย่อมมีอุปสรรคเป็นธรรมดา เพราะเป็นโรงเรียนการบินแห่งแรกในไทยที่เจ้าของเป็นเอกชน ดังนั้นก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อเปิดทางใหม่ให้กับธุรกิจนี้ เปรียบเสมือนกับทางข้างหน้าเป็นป่ารกก็ต้องคอยถางทางใหม่ทั้งหมด เช่น การทำให้กรมการบินพลเรือนยอมรับว่าโรงเรียนมีมาตรฐาน ข้อนี้ถือว่ายากมาก และข้อต่อไปที่ยากยิ่งกว่าคือ การทำให้สายการบินยอมรับและส่งคนมาเรียนการบินด้วย

อย่างไรก็ดี น.ท.ปิยะ มองว่า มีความโชคดีในชีวิตอยู่ จากการที่ได้ทำงานกับไทยแอร์เอเชียช่วงสั้นๆ จึงเดินเข้าไปขอโอกาสกับไทยแอร์เอเชียในการส่งคนฝึกเป็นนักบินกับบีเอซี และไทยแอร์เอเชียก็ให้โอกาสนั้น ส่วนหลังจากนั้นการบินไทยก็มาขอตรวจสอบมาตรฐานการดำเนินงานของโรงเรียนและส่งคนมาฝึกบินกับโรงเรียนเช่นกัน

จากวันแรกที่ก่อตั้งโรงเรียนจนถึงวันนี้ ก็เป็นเวลามากกว่า 12 ปีแล้ว สามารถผลิตนักบินออกมาได้ประมาณ 1,500 คน ในจำนวนนี้ได้งานทำ 100% ที่กล้าพูดเช่นนี้ เพราะนักเรียนที่มาเรียนกับบีเอซี 80% เป็นนักเรียนที่สายการบินต่างๆ เป็นผู้คัดเลือกคน และให้ทุนมาเรียน อีก 20% ใช้ทุนตัวเองในการเรียน ซึ่งกลุ่มนี้ 18% ได้งานนักบินทำ อีก 2% บริษัทรับไว้เป็นครูฝึกนักบินรุ่นต่อไป ซึ่งส่วนใหญ่ 2% นี้เมื่อทำงานกับบีเอซีได้ไม่เกิน 3 ปี ก็จะได้งานเป็นนักบินของสายการบินต่างๆ เช่นกัน

“เราไม่ใช่แค่เรือจ้างที่พาเด็กจากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่ง แต่เราทำให้เด็กคนหนึ่งที่เป็นเพียงคนเดินดินแล้วบินเป็น”

น.ท.ปิยะ เชื่อว่า ทุกวันนี้โรงเรียนการบินกรุงเทพจัดเป็นโรงเรียนการบินติด 1 ใน 10 ของโลก ในแง่จำนวนนักบินที่ผลิตป้อนสู่ตลาดได้ และเป็นอันดับ 1 ในเอเชีย ซึ่งไม่มีโรงเรียนไหนในเอเชียที่ผลิตนักบินป้อนสู่ตลาดได้เกินปีละ 120 คน ขณะที่โรงเรียนการบินกรุงเทพ ปีนี้มีกำลังการผลิตนักบินสูงถึง 212 คน

แม้ว่าฝันในการปั้นนักบินของ น.ท.ปิยะ จะเป็นจริงแล้ว แต่ น.ท.ปิยะ ไม่ขอหยุดแค่นี้ เพราะยังมีฝันสูงสุดต่อไปรออยู่ นั่นคือต้องการให้โรงเรียนการบินกรุงเทพเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้ภาครัฐเห็นความสำคัญของการผลิตนักบินไทย เพื่อส่งออกไปทำงานกับสายการบินทั้งในและต่างประเทศ นำรายได้มหาศาลเข้าประเทศ

น.ท.ปิยะ เชื่อว่า หากรัฐเข้าใจและสายการบินเห็นประโยชน์ที่มีต่อประเทศชาติ สนับสนุนการส่งออกนักบินอย่างจริงจัง ส่งออกได้ 6,000 คน ใน 10 ปี หลังจากนั้นนักบินที่ส่งออกไปก็จะสร้างรายได้จากต่างประเทศส่งกลับคืนสู่ไทยได้ถึงปีละ 3.6 หมื่นล้านบาท หากเทียบกับรายได้การส่งออกสินค้าประเภทอื่น ต้องบอกว่ารายได้จากการส่งออกนักบินไม่มีต้นทุนทรัพยากรธรรมชาติที่ต้องเสียไปเลย เพราะเป็นการสร้างรายได้จากการบริการล้วนๆ ซึ่งเชื่อว่าสักวันฝันนี้จะเป็นจริงได้

จะเห็นได้ว่าหากมีเป้าหมายอะไรแล้วตั้งใจทำ ในที่สุดก็จะไปถึงเป้าหมายได้เหมือนอย่างที่ น.ท.ปิยะสามารถสร้างฝันให้เป็นความจริง

นักบินสู่นักธุรกิจ

หลายคนอาจรู้จัก น.ท.ปิยะ ตรีกาลนนท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บางกอกเอวิเอชั่นเซ็นเตอร์ ในมุมของการเป็นนักบินกองทัพอากาศ และสงสัยว่าเหตุใดเมื่อออกจากราชการ ตัดสินใจมาทำธุรกิจจึงวางแผนธุรกิจได้คล่องแคล่ว

ทั้งนี้ เพราะระหว่างที่ น.ท.ปิยะ เป็นนักบินก็ได้ช่วยเหลืองานที่บ้าน ซึ่งคุณแม่และน้าของ น.ท.ปิยะเป็นเจ้าของโรงงานทำตุ๊กตา ในอดีตผลิตตุ๊กตาส่งออกขายต่างประเทศ แม้ได้กำไรตัวละแค่ 1 บาท ก็ยังทำ จึงทำให้ น.ท.ปิยะเกิดคำถามว่า เหตุใดกำไรน้อยแล้วยังทำ และได้คำตอบกลับมาว่าแม้ได้กำไรตัวละ 1 บาท แต่ทำตุ๊กตาครั้งละเป็นแสนเป็นล้านตัว

เมื่อ น.ท.ปิยะได้คำตอบ จึงเกิดความคิดว่าดีกว่าหรือไม่ถ้าทำกำไรตุ๊กตาได้ตัวละ 300-400 บาท แล้วทำเพียงหลักหมื่นตัว แต่จะทำแบบนี้ไม่ง่าย เพราะหัวใจที่จะทำให้สำเร็จ คือการสร้างยี่ห้อหรือแบรนด์

“ตุ๊กตาหมีที่ไหนก็มี ถ้าจะทำให้ตุ๊กตาหมีตัวละ 100 บาท ขายได้ตัวละ 1,000 บาท ต้องมีแบรนด์ จึงได้ตั้งบริษัท เท็ดดี้เฮ้าส์ ผลิตตุ๊กตาหมี เท็ดดี้ แบร์ ปัจจุบันประสบความสำเร็จ มีแฟรนไชส์เท็ดดี้เฮ้าส์มากกว่า 50 สาขาทั่วโลก ขณะที่ผมไม่ได้ทำแล้ว แต่ถือหุ้นอยู่ ขณะนี้ลูกของคุณน้าเข้ามาดูแลแทน”

จากการทำเท็ดดี้เฮ้าส์ ทำให้ น.ท.ปิยะสั่งสมประสบการณ์ทำธุรกิจไว้มาก จนมองว่าการขายตุ๊กตาหมีให้คนทั่วโลกเป็นเรื่องยากกว่าการทำธุรกิจโรงเรียนการบินมาก เพราะตุ๊กตาหมีเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย เมื่อมาทำธุรกิจโรงเรียนการบินจึงไม่กังวลนัก โดยหัวใจของการทำโรงเรียนการบินไม่ได้อยู่ที่การทำตลาดเหมือนกับการขายตุ๊กตาหมี

โรงเรียนจะดีหรือไม่ดีนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับโต๊ะ เก้าอี้ สถานที่ ไม่มีโรงเรียนไหนทำการตลาดโฆษณาที่สิ่งปลูกสร้าง แต่หัวใจสำคัญที่สุดของโรงเรียนก็คือทีมงาน ครูผู้ให้ความรู้และหลักสูตรที่มีคุณภาพ มีดัชนีชี้วัดความสำเร็จเป็นจำนวนนักเรียนที่ประสบความสำเร็จ

“จำนวนนักเรียนมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับขนาดของโรงเรียน แต่โรงเรียนที่ดีต้องดูเปอร์เซ็นต์นักเรียนที่ได้งาน”

น.ท.ปิยะ กล่าวว่า ในฐานะที่เคยเป็นนายเรืออากาศคนหนึ่ง รู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่ขณะนี้คุ้มค่าแล้วกับการเป็นส่วนหนึ่งเพื่อทดแทนพระคุณกองทัพอากาศ ทุกวันนี้ศิษย์การบินของบีเอซีทุกคนเมื่อก้าวเข้าสู่โรงเรียน กิจกรรมของวันแรกที่ต้องทำ คือ ไปกราบสักการะบุพการีกองทัพอากาศ ได้แก่ พล.อ.ท.พระยาเฉลิมอากาศ (สุณี สุวรรณประทีป) น.อ.พระยาเวหาสยานศิลปสิทธิ์ (หลง สิน-ศุข) และ น.อ.พระยาทะยานพิฆาต (ทิพย์ เกตุทัต) ซึ่งตั้งอยู่ที่โรงเรียนนายเรืออากาศ เพราะเชื่อว่า ไม่ว่า น.ท.ปิยะ หรือศิษย์การบินของ น.ท.ปิยะ ล้วนเริ่มต้นการบินได้จากบุพการีท่านเดียวกัน ถือเป็นกุศโลบายที่จะทำให้นักบินของกองทัพและนักบินพลเรือนมีศูนย์รวมจิตใจเดียวกัน

สำหรับอนาคตบีเอซี น.ท.ปิยะ กล่าวว่า ปี 2559 จะเริ่มให้บริษัท ไพร้ซ วอเตอร์เฮาส์ คูเปอร์ส มาเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีให้เป็นไปตามระเบียบตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เนื่องจากวางแผนว่าในปี 2560 บีเอซีต้องมีคุณสมบัติพร้อมเข้าจดทะเบียน ตลท. ส่วนถึงเวลานั้นจะเข้าจดทะเบียนใน ตลท.หรือไม่เป็นเรื่องอนาคต ทั้งนี้เหตุผลที่สนใจจดทะเบียนใน ตลท. เพราะความต้องการนักบินของตลาดการบินในประเทศและต่างประเทศมีอีกมาก หากไทยผ่านเรื่องแก้ปัญหามาตรฐานการบินได้จะถือว่าวิกฤตนี้กลายเป็นโอกาส เบื้องต้นคาดว่าการแก้ปัญหามาตรฐานการบินคงใช้เวลา 1 ปี หลังหมดปัญหาการบินของไทยจะโตได้ก้าวกระโดด

น.ท.ปิยะ กล่าวว่า บีเอซียังมีแผนเตรียมลงนามบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) กับกรมการบินพลเรือนของเมียนมา เปิดโรงเรียนการบินแห่งแรกในเมียนมา บีเอซีลงทุนด้านบุคลากรและบริหารจัดการ กรมการบินพลเรือนเมียนมาลงทุนสถานที่และเครื่องบินน่าจะเห็นความคืบหน้าปี 2559

หากการลงทุนเปิดโรงเรียนการบินในเมียนมาสำเร็จ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่จะได้ประกาศว่า โรงเรียนการบินของไทยมีศักยภาพไม่แพ้ชาติใดในโลก

 

ห่วงประเทศ มากกว่า “ประชาธิปัตย์”

Published มกราคม 8, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ธันวาคม 2558 เวลา 22:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/406247

ห่วงประเทศ มากกว่า "ประชาธิปัตย์"

โดย…ธนพล บางยี่ขัน  ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

“ผมเลิกที่จะเป็นนักการเมืองแบบเดิมโดยสิ้นเชิง ไม่กลับไปสังกัดพรรคการเมืองไหน ผมลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์แล้ว ไม่กลับเข้าประชาธิปัตย์อีก และไม่ไปตั้งพรรคการเมืองใหม่กับใครทั้งสิ้น ผมจะทำงานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งแน่นอนเป็นการเมืองรูปแบบของประชาชน ถ้าบอกว่าไม่เกี่ยวกับการเมือง ไม่ใช่”

สุเทพ เทือกสุบรรณ ในวันที่ไร้สถานะทางการเมือง เหลือเพียงเก้าอี้ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ ออกตัวระหว่างให้สัมภาษณ์พิเศษกับโพสต์ทูเดย์ แบบเสียงดังฟังชัดกับจุดยืนที่ยังเหมือนเดิม ปฏิเสธกระแสข่าวเตรียมจับมือกับ คุณชายหมู ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ตั้งพรรคการเมืองใหม่ ในวันที่รอยร้าวระหว่างประชาธิปัตย์และ กทม. กำลังคุกรุ่น และมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น

อย่างไรก็ตาม สุเทพไม่ได้บอกว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) จะทำงานการเมืองต่อไป แต่จะเป็นงานการเมืองภาคประชาชน เพื่อประเทศ เพื่อประชาชน ไม่ใช่การเมืองเพื่อพรรคการเมือง ไม่ใช่แย่งชิงอำนาจกับใคร ไม่ควรไปให้ความสำคัญกับข่าวลือที่ไปเล่นกันเป็นตุเป็นตะ และขอยืนยันว่าเรื่องการจะไปตั้งพรรคร่วมกับคุณชายสุขุมพันธุ์ไม่เป็นความจริง

สำหรับข้อกังขาว่าอดีตแม่บ้านพรรคผู้นี้จะแค่เปลี่ยนบทบาทไปเป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังพรรคประชาธิปัตย์นั้น สุเทพ ชี้แจงว่า “ผมและมวลมหาประชาชนจะทำหน้าที่เป็นประชาชนที่ดีในระบอบประชาธิปไตย พรรคการเมืองไหนดี รัฐบาลไหนดีก็ต้องสนับสุนุน เพื่อให้ทำงานได้สำเร็จ แต่เราจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวเจ้ากี้เจ้าการ เป็นเจ้าข้าวเจ้าของ หรือที่บอกว่าแอบไปสนับสนุนพรรคนั้นพรรคนี้ไม่ใช่ เป็นเรื่องของเขา เหมือนวันนี้มีคนมาถามผมว่า พรรคประชาธิปัตย์เป็นอย่างนี้จะทำอย่างไร ผมก็บอกว่าเป็นเรื่องประชาธิปัตย์ ไม่ใช่เรื่องของผม ผมไม่ได้อยู่ประชาธิปัตย์แล้ว”

ถามว่าในฐานะคนคุ้นเคย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยขอให้มาช่วยเคลียร์ปัญหาในพรรค หรือมีใครในพรรคขอร้องให้ช่วยไปทำหน้าที่ “กาวใจ” หรือไม่ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวตอบทันทีว่า

“ไม่เลย อย่างเมื่อคืนคุณอภิสิทธิ์โทรมาหาผม ผมไม่ได้รับ (โชว์มือถือ) เมื่อเช้าผมโทรกลับไปก็ไม่มีเรื่องของพรรค เป็นเรื่องที่ต้องไปขึ้นศาลด้วยกัน (หัวเราะ) ศาลนัดให้ไปฟังคำสั่งคดีที่คุณอภิสิทธิ์กับผมถูกกล่าวหาว่าฆ่าคนตายในคดีที่ไปแก้ปัญหาการชุมนุมของคนเสื้อแดง ปี 2552-2553 ศาลนัดวันที่ 18 ธ.ค. ผมไม่ได้รับหมาย ก็เลยไปนัดหมายกับทาง ผวจ.สุราษฎร์ธานี นายอำเภอ นายก อบจ. หัวหน้าส่วนราชการที่จะไปจัดงานสมุยเฟสติวัลที่สุราษฎร์ธานี ก็เลยต้องทำหนังสือไปขอความกรุณาจากศาลเลื่อนวันนัดหมาย คุณอภิสิทธิ์สงสัยว่าผมเลื่อนจริงหรือไม่เลยโทรมาถาม ไม่ได้พูดเลยเรื่องตั้งพรรคหรือเรื่องที่เป็นข่าว”

“ผมไม่มีหน้าที่เป็นกาวใจ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ก็ทำหน้าที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คุณชายสุขุมพันธุ์ก็ทำหน้าที่ของผู้ว่าฯ กทม. ผมก็ทำหน้าที่ของผมในนามมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ ผมพูดไปแล้วว่ารู้จักคุณชายสุขุมพันธุ์ ผมสนับสนุนคุณชายสุขุมพันธุ์ในตอนที่สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

…วันนี้ก็ยังสนับสนุนอยู่ เอาใจช่วยคุณชายสุขุมพันธุ์ ใช้วิกฤตนี้เป็นโอกาส สร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์ของประชาชนชาวกรุงเทพฯ ส่วนอนาคตคุณชายจะทำอะไรก็เป็นเรื่องของคุณชาย ส่วนเรื่องการประเมินผลงานนั้นเป็นเรื่องของคนกรุงเทพฯ ผมคนสุราษฎร์ ผมเห็นว่าคุณชายทำงานแต่จะถูกใจหรือไม่ถูกใจก็ให้ถามคนกรุงเทพฯ ผมก็บอกว่าคุณชายควรจะใช้เวลาที่คนสนใจคุณชาย พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส สร้างผลงานให้ประทับใจก็เท่านั้น”

สุเทพ เล่าให้ฟังว่า ไม่ได้เจอหน้า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์มานานแล้ว เคยเจอกันตั้งแต่ตอนบวช 2-3 ครั้ง หลังสึกมา 4-5 เดือน เคยเจอสักหนหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ เพราะฉะนั้นคุณชายไม่มีความจำเป็นต้องมาปรึกษา คุณชายสุขุมพันธุ์มีความรู้ความสามารถ จบออกซฟอร์ด เคยเป็นรัฐมนตรี รวมทั้งไม่มี สส.ในพรรค หรือคนในประชาธิปัตย์คนไหนมาขอร้องให้ช่วยเป็นกาวใจ

“ไม่มี เขาถล่มกันเอง จัดการกันเอง ไม่ต้องพึ่งบริการผม (หัวเราะ) คนในพรรคเข้าใจดีแล้วว่าผมไม่ยุ่งเกี่ยวกับกิจการของพรรค ไม่ใช่หน้าที่ผม พรรคประชาธิปัตย์จะเจริญก้าวหน้าก็เป็นเรื่องของคนในพรรคประชาธิปัตย์ จะมีปัญหาก็เป็นเรื่องของคนในพรรค ไม่ใช่เรื่องของผมแล้ว”

ถามว่าห่วงใยประชาธิปัตย์อยู่หรือไม่ สุเทพ กล่าวว่า “ห่วงใยประเทศไทยมากกว่าห่วงใยประชาธิปัตย์”

คสช.เป็นรัฐบาลเผด็จการ ที่แปลกที่สุดในโลก

กำนันสุเทพ เล่าถึงบทบาทหน้าที่ในฐานะประธานมูลนิธิฯ ว่า จะติดตามการทำงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต่อไป อันไหนดีก็พร้อมสนับสนุน ตรงไหนมีปัญหาก็บอกในฐานะประชาชน โดยจะสนับสนุนตามเป้าหมาย คสช. พยายามทำให้ประเทศมีความสงบเรียบร้อย ไม่วุ่นวาย จะเห็นได้ว่ามวลมหาประชาชน กปปส.ทั้งหลาย เงียบ นิ่ง ตั้งแต่เลิกการชุมนุม ไม่มีกระทำการใดๆ ที่เป็นเหตุให้บ้านเมืองเกิดความไม่สงบ

ทั้งนี้ มั่นใจว่า คสช.จะเดินหน้าปฏิรูปได้สำเร็จและตั้งใจสนับสนุน คสช.อย่างเต็มที่ ให้เขาปฏิรูปประเทศได้สำเร็จ โดยจะติดตามการทำงานต่อไป ไม่วอกแวกหวั่นไหว ไม่รีบด่วนสรุป เพราะรู้ว่างานไม่ใช่ง่ายๆ การที่ต้องเผชิญหน้ากับเรื่องราวต่างๆ เป็นเรื่องที่เราคาดการณ์ไว้แล้วว่ารัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจจะต้องเจอกระแสอย่างนี้

เรื่องแรก ผู้ที่สูญเสียอำนาจทั้งหลายจะดิ้นรน ทำโดยวิธีการต่างๆ โลกล้อมประเทศไทย ให้ทูตนั้นทูตนี้ออกมา พวกนี้มีผลประโยชน์ด้วยกันทั้งนั้น เป็นผลประโยชน์ที่ทำกันโดยนายทุนระดับประเทศ ที่เชื่อมโยงอยู่เบื้องหลังรัฐบาลทั้งหลาย ซึ่งเมื่อมี คสช.แล้วเห็นว่า คสช.อาจจะทำอะไรที่กระทบกระเทือนถึงผลประโยชน์ของเขาก็รุมทำร้าย คสช.

สุเทพ ยืนยันว่า การออกมาสนับสนุน คสช. ไม่มีเรื่องผลประโยชน์แอบแฝง เอาแค่ตั้งแต่หลังยึดอำนาจยังไม่เห็นหน้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงผลประโยชน์ และส่วนตัวรู้จัก พล.อ.ประยุทธ์ อย่างดีว่าไม่ใช่คนที่คิดเรื่องประโยชน์กับใครทั้งนั้น

“เขาคิดเรื่องชาติบ้านเมือง เขาสุจริต ไม่ข้องแวะกับใคร เขาเป็นนายกรัฐมนตรี เขาคบใครที่ไหนล่ะ ไม่ให้ใครพบทั้งนั้น เขาทำงานของเขาไป อาจจะพูดจาไม่ไพเราะเพราะพริ้ง แต่เขามีเอกลักษณ์ในความตั้งใจทำงาน” สุเทพ พูดถึง พล.อ.ประยุทธ์

“คสช.เป็นรัฐบาลเผด็จการที่แปลกที่สุดในโลก คือเป็นเผด็จการที่มีอำนาจเต็ม ในฐานะเป็นรัฏฐาธิปัตย์ แต่พยายามจะทำอะไรแบบประชาธิปไตย เลยทำให้คนสับสนไปหมดว่าไม่ได้สิทธินั้นสิทธินี้ จะเอาสิทธิอะไรในรัฐบาลเผด็จการ ที่ได้พูดได้เขียนแสดงออกมาก็บุญแล้ว ถ้าเป็นเผด็จการอื่นป่านนี้ก็เรียบร้อยแล้ว คุณประยุทธ์ก็แปลก แกมีวิธีของแก แต่ผมไม่ได้สนใจ ผมสนใจเรื่องเดียวว่าขอให้เกิดความสำเร็จกับประเทศก็แล้วกัน” 

ปรองดองต้องเน้น “ประโยชน์” ไม่ใช่ “ความเท่”

สำหรับโจทย์ใหญ่อย่างเรื่องปรองดองนั้น สุเทพ มองว่า ปรองดองต้องคิดกันหลายฝ่าย ใครปรองดองกับใคร หลายคนโลกสวยมาชวนปรองดองตั้งแต่เดินขบวน บอกให้พอแค่นี้แล้วไปปรองดอง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตอนนั้นก็ซัดกลับไปบนเวทีว่าพวก “โลกสวย” ​อยากเป็นพระเอกเอาพวกนั้นพวกนี้มาจับมือกัน

“ผมไม่ได้โกรธเคืองอะไรกับแกเป็นการส่วนตัว ทั้งหมดนี่คิดเรื่องบ้านเมือง เพราะฉะนั้น ใครก็ตามถ้าคิดจะพูดเรื่องปรองดองให้เอาประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นหลัก ไม่ใช่เอาความเท่เป็นหลัก ถ้าเอาประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นหลักก็ต้องเอาหลักการ มีกฎหมาย คนทำผิดก็ต้องว่าไปตามผิด อย่าปล่อย ไม่ว่าใครต้องเคารพกฎหมาย เหมือนผม มีคดีก็ต้องไปขึ้นศาล ศาลพิจารณาอย่างไรก็ว่าไปตามหลักการ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้หมดทุกคน ได้รับความยุติธรรมเท่าเทียม

…ที่จริงถ้าทุกคนทำตามกฎหมายบ้านเมือง ทำตามหน้าที่ตัวเอง มันก็ไม่เกิดเหตุ ไม่มีอะไรที่ต้องมาสะสาง แต่นี่เพราะหลายคนหลายฝ่ายไม่เคารพกฎเกณฑ์ ไม่เคารพกฎหมาย ทำผิดกฎหมายแล้วมาอ้างว่าเราปรองดองกันนะ อย่าเอาผิดนะ ไม่ได้ เหมือนโกงบ้านโกงเมืองแล้วบอกอย่ามาดำเนินคดีกับผมเลย อย่างนี้ไม่ได้”

ส่วนคำถามว่าหลายคนประเมินว่าอาจไม่มีการเลือกตั้งในปี 2560 ตามโรดแมป สุเทพออกตัวว่าสื่อจะโกรธก็ได้ไม่เป็นไร แต่สื่อมวลชนเองไม่ได้สร้างบรรยากาศสำหรับอนาคตของประเทศเลย เอาเรื่องบ้าๆ บอๆ มาเขียนทุกวัน เขามีโรดแมป คสช. ยืนยันว่าจะทำตามโรดแมป สื่อก็ยังสงสัยตลอดว่าเป็นไปไม่ได้ บ้าไปแล้ว ถ้ามันเกิดขึ้นแล้วถึงค่อยมาว่าไม่ทำตามโรดแมป สื่อมวลชนต้องมีสำนึกของตัวเองบ้างว่าได้ทำอะไรเพื่อบ้านเมืองบ้างไหม ไม่ใช่ทำอะไรเพื่อความสะใจ ความมันของตัวเองเป็นหลัก

“ถามผมว่าเป็นไปได้ไหม ผมว่าเป็นไปได้ โรดแมปเป็นไปตามแนวทางนี้ได้ คือเขียนรัฐธรรมนูญเสร็จ ผ่านกระบวนการไปเลือกตั้ง มันไม่มีรัฐบาลเผด็จการไหนจะอยู่ค้ำฟ้าได้หรอก ผมเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่มีความทะเยอทะยาน ติดยึดอยู่กับอำนาจ ในตำแหน่ง เขามาด้วยจำเป็นต้องมาทำหน้าที่ ทำเสร็จก็กลับบ้าน ผมเชื่อมั่นว่าเขาทำได้ ยกเว้นคนที่สูญเสียอำนาจ คนบ้าทั้งหลายร่วมก่อเหตุร้ายขึ้นมา บ้านเมืองตีกันอีก ต่อไปก็ช่วยไม่ได้”

ต้องเขียน รธน. เพื่อความอยู่รอดประเทศ

สุเทพ กล่าวถึงกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญเวลานี้ว่า อยากเห็นรัฐธรรมนูญเป็นกฎกติกา เป็นหลักประกันในอนาคตของประเทศได้ ยกตัวอย่างเรื่องนายกฯ คนนอกที่วิตกกันนั้น ส่วนตัวหลักง่ายๆ คือ ถ้ามีตัวแทนของประชาชนที่ประชาชนไว้วางใจเลือกเป็นผู้แทนแล้ว ถ้าผู้แทนเหล่านั้นจะไปเลือกใครเป็นนายกฯ จะเป็น “คนนอก” หรือ “คนใน”  ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ที่สำคัญคือเป็นผู้แทนจริงหรือเปล่า ซื้อเสียงหรือโกงหรือเปล่า

“นี่คือความคิดของผม ที่ต่างจากนักทฤษฎีทั้งหลาย นักทฤษฎีบางคนอ้างว่าเป็นคนหัวสมัยใหม่ ต้องการให้ประเทศเป็นอเมริกา เป็นยุโรป เป็นไปไม่ได้ เพราะที่อเมริกา ยุโรป เขาไม่ซื้อเสียง ไม่โกงเลือกตั้ง”

“อย่าไปเชื่อฝรั่ง ทูตนั่นทูตนี่ ขี้ทูต อ้างเรื่องเลือกตั้งอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูด้วยว่าเลือกตั้งแล้วประเทศจะยับเยินยังไง เรื่องทุจริตเขาก็ยังให้คนทุจริตคอร์รัปชั่นเข้าออกประเทศทุกวัน แล้วจะมาพูดสอนอะไรคนไทย คนไทยก็อย่าไปบูชาฝรั่งมากนัก เป็นตัวของตัวเอง เราเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อความอยู่รอดของประเทศไทย อนาคตของประเทศไทย จะเขียนตามรสนิยมของฝรั่งไม่ได้”

ประเด็นกลไกทางออกเมื่อเกิดวิกฤตนั้น สุเทพในฐานะที่อยู่ในช่วงวิกฤตที่ผ่านมาเห็นว่า ที่ผ่านมาไม่มีองค์กรใดที่จะเข้ามาทำหน้าที่แก้ปัญหาวิกฤตได้ จึงต้องมีปฏิวัติ มี คสช. ดังนั้น ถ้ากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) คิดหาหนทางที่จะทำให้บ้านเมืองไม่เกิดมีทางออกที่เหมาะสมก็เป็นเรื่องที่สมควร ไม่ต้องมาอ้างว่าไม่หมือนรัฐธรรมนูญฝรั่ง เพราะประเทศฝรั่งไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้ มีผู้นำประเทศที่โกงเป็นแสนล้านแล้วยังอยู่ได้ ไม่มี

ส่วนระบบเลือกตั้งนั้นอย่าสนใจเพียงแค่แบบบัตรเดียว สองบัตร หรือใช้สัดส่วนอย่างไร แต่ต้องให้ความสำคัญกับการเลือกตั้ง คือ หนึ่ง จะต้องเป็นการเลือกตั้งที่สะท้อนให้เห็นเจตนารมณ์ของประชาชน​ ยุติธรรม ​ประชาชนสามารถแสดงออกซึ่งเจตนารมณ์ ปราศจากอำนาจ อิทธิพล มาชักนำ ไม่ว่าจะอิทธิพลมืด อิทธิพลสว่าง อำนาจเงิน ต้องไม่มี

“องค์กรการจัดการเลือกตั้งต้องบริสุทธิ์ ​ส่วนเรื่องจะคิดคะแนนยังไง ง่ายที่สุดคือเลือกผู้แทนไปทำงานแทนประชาชน แต่นี่คิดเลยไปถึงคนสอบตก อีกหน่อยก็คิดถึงพ่อแม่คนสอบตก ไปกันใหญ่ ผมมองง่ายๆ​ ว่า ขอให้ประชาชนมีผู้แทนไปทำงานแทนประชาชนได้ ไม่ต้องไปซับซ้อน นักวิชาการก็คิดเพ้อเจ้อ สื่อก็วิจารณ์เพ้อเจ้อ คนก็เลยสับสนไปกันใหญ่” 

ผมคิดว่าอย่าเพิ่งรีบวิพากษ์วิจารณ์ รอให้เสร็จทั้งฉบับแล้วมาช่วยกันดูดีกว่า ฟังเหตุผล ดูข้อเท็จจริง ขออย่างเดียวอย่าร่างรัฐธรรมนูญเอาเท่ เอาว่าใช้ได้เป็นประโยชน์สำหรับคนไทยและประเทศไทย เรื่องประชามติจะผ่านหรือไม่ คำถามอย่างนี้ทำให้สังคมเกิดความกังวล รอให้เขาร่างมาให้เสร็จก่อน​ ถ้าดีประชาชนก็เอา ไม่ดีประชาชนก็ไม่เอา ตอนนี้ตอบไม่ได้ ​ส่วนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตอนนี้ขอให้ทุกคนนิ่งรอดูก่อน เขียนออกมาอย่างไรค่อยตัดสินใจ เพราะสุดท้ายก็ต้องถามประชาชนอยู่ดี” สุเทพ กล่าว

มูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ “ต้นแบบพอเพียง”

หลังจาก กปปส.จบภารกิจชุมนุมเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย กับบทบาทใหม่ในงานภาคประชาชน ยืนยันกับโพสต์ทูเดย์ ว่า “งานครั้งนี้จะทำในลักษณะสร้างสรรค์ เพื่อชาติ เพื่อแผ่นดิน ตามโอกาสที่เราสามารถทำได้”

สุเทพ บอกว่า การจัดตั้งมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ มีความโดดเด่นแปลกกว่าที่อื่น คือ มวลมหาประชาชนเป็นเจ้าของร่วมกัน ไม่ใช่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่ใช่ของคนเพียง 10 คน 100 คน แต่เป็นมูลนิธิฯของทุกคน ช่วยกันคิด ช่วยกันทำงานให้กับประเทศชาติ ตามกำลังความสามารถด้วยมือประชาชน

สุเทพยกตัวอย่างเช่น อยากเห็นบ้านเมืองมีคนดีศีลธรรมเพื่อเป็นหลักยึดให้กับบ้านเมืองตามหลักอาจารย์พุทธทาสภิกขุ โดยมูลนิธิฯ ชักชวนประชาชนเข้าวัดปฏิบัติธรรมตามสถานที่ต่างๆ ใครมีศรัทธาแก่กล้าก็ไปบวช ปฏิบัติธรรมถือศีลจริงจัง มูลนิธิฯก็รณรงค์ทำต่อเนื่อง โดยปีที่แล้วทำทุกเดือนได้พระ 717 รูป ปีนี้ก็จะทำอีกทุกเดือนที่วัดสวนโมกขพลาราม

สุเทพ บอกด้วยว่า นอกจากประชาชนแล้วยังมีข้าราชการเข้ามาปฏิบัติในโครงการดังกล่าว ส่วนในเรื่องของการดูแลบ้านเมืองในอนาคต มูลนิธิฯ เห็นว่าสังคมประเทศไทยข้างหน้าจะเป็นสังคมผู้สูงอายุมากขึ้น ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมการ ซึ่งเป็นโครงการมาตรการรองรับผู้สูงอายุ

“มูลนิธิฯ เลยทำโครงการขึ้นโดยประชาชน เพราะถ้าผลักให้เป็นภาระรัฐก็ไม่สามารถดูแลทั้งหมดได้ จึงได้จัดทำชุมชนผู้สูงอายุต้นแบบขึ้น โดยจะจัดที่อยู่อาศัยสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับผู้สูงวัย ใช้ชีวิตร่วมกันอยู่อย่างมีความสุข สงบ ตามวิถีทางศาสนาของตน และคนที่อยู่ในชุมชนนี้จะเป็นผู้มีประสบการณ์ ผ่านโลก ผ่านชีวิตมามาก แล้วก็มุ่งหน้าแสวงหาความสงบสุข โดยยึดหลักธรรมะเป็นสรณะ อยู่ในชุมชนนี้ปฏิบัติธรรมทุกวัน ให้เข้าใจถึงแก่นแท้ชีวิต ไม่ต้องนั่งรอวันสุดท้ายด้วยความหวาดวิตก”

ขณะเดียวกัน ก็จะใช้เวลาประสบการณ์ที่มีทำประโยชน์ให้สังคมบ้านเมืองต่อไป เป็นการดำรงชีวิตบั้นปลายอย่างมีศักดิ์ศรีและเกียรติยศ ใครสามารถรับใช้สังคมตรงไหนได้ มูลนิธิฯ จะทำหน้าที่ประสานงานไปดูแลให้ เช่น ใครสอนหนังสือได้ อย่าง ภาษาจีน อังกฤษ วิชาการ ดนตรี ศิลปะ หรือทำอาหาร ก็จะจัดที่ให้ไปสอน เป็นต้น ใครที่ไม่มีความรู้อะไรเลย ก็ทำหน้าที่จัดการบริหารชุมชนตัวเอง ปลูกผัก หญ้า ปลอดสารพิษ หุงหาอาหารดูแลเพื่อนฝูง ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า

“ตอนนี้เราซื้อที่ดินเกาะสมุย เนื้อที่ 20 ไร่เศษ เราจะทำบ้านพัก เป็นชุมชน ทำสังคมบรรยากาศ สิ่งแวดล้อมให้เหมาะกับผู้สูงอายุต่อไป เราประมาณว่าจัดอย่างนี้ อยู่แบบมีธรรมะ เรียบง่าย สมถะ ค่าใช้จ่ายต่อหัวไม่เกิน 2,000 บาท แล้วมูลนิธิฯ สามารถดูแลได้”

ประธานมูลนิธิฯ กล่าวย้ำว่า ที่สำคัญมากไปกว่านั้น โดยเล็งเห็นว่าบ้านเมืองในอนาคต ประชาชนต้องมีความเข้มแข็งในการเผชิญหน้าทางเศรษฐกิจ ดังนั้น มวลมหาประชาชนเลยน้อมนำเอาปรัชญาเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นแนวทางที่ประเสริฐสุดการที่จะดำรงชีวิตของประชาชนในอนาคต พร้อมทั้งจะส่งเสริมชุมชนทั้งหลายศึกษาปฏิบัติตามหลักดังกล่าวจริงจัง

สุเทพ ระบุว่า โดยในเรื่องนี้จะทำด้วยมือประชาชนก่อน ชักชวนมาช่วยกัน ซึ่งมูลนิธิฯ เลือกเอาชุมชนเกาะพะลวย เป็นชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ซึ่งเกาะนี้อยู่ในอ่าวไทย ใกล้กับอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง มีประชาชน 200 หลังคาเรือน ประกอบอาชีพเกษตรและประมง มีบ้างที่ประกอบกิจการร้านอาหาร ทำบังกะโล

อย่างไรก็ดี มูลนิธิฯ ได้เข้าไปประชุมร่วมกับประชาชนและตกลงกันว่าจะพัฒนาเกาะนี้เป็นชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงสมบูรณ์แบบ ประชาชน 200 หลังคาเรือน จะรวมตัวจดทะเบียนทำเป็นสหกรณ์ เพื่อประโยชน์สมาชิกทุกคน ยึดหลักพอเพียง และเกาะนี้ใช้พลังงานสะอาดมาจากแสงอาทิตย์และลม ไม่มีมลภาวะ

“เราจะส่งเสริมให้ประชาชนจัดการบริหารชุมชนของตัวเองด้วยการมีส่วนร่วมตัดสินใจ วางแผน เกษตรอินทรีย์ปลอดสารพิษ ผลิตอาหารมีคุณภาพ ส่วนที่ทำประมงก็ทำประมงตามหลักการอนุรักษ์ โดยเราเริ่มทุกอย่างเตรียมการกันแล้ว และมีวิทยากรลงไป เราทำให้เป็นเกาะคนอยากเที่ยวชม ทำถนนรอบเกาะขี่จักรยานได้ อากาศดี อยู่ใกล้กับอุทยานแห่งชาติ มีรีสอร์ทของสหกรณ์ และคนบนเกาะจะได้รับอานิสงส์จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว”

สุเทพ บอกว่า ส่วนเรื่องพื้นที่ดำเนินการก็ทำถูกต้องตามกฎหมายหมด เพราะเกาะนี้ครึ่งหนึ่งเป็นอุทยานและครึ่งหนึ่งเป็นที่ราชพัสดุ ซึ่งประชาชนที่อาศัยอยู่ได้ทำสัญญาเช่ากับกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ถูกต้องไม่มีปัญหา ไม่ต้องกังวลใจอะไร วันข้างหน้าตรงนี้เป็นที่ท่องเที่ยวแสวงหาความสงบ คนมาปฏิบัติธรรม และคนที่นี่จะประพฤติอยู่ในศีลในธรรม ขยันขันแข็ง ปฏิบัติตามเศรษฐกิจพอเพียง และจะทำให้สำเร็จโดยเร็วเพื่อใช้เป็นต้นแบบ

สุเทพ ฉายภาพให้เห็นต่อว่า หลังจากนี้ก็จะเข้าไปร่วมกับเทศบาล อบจ. สร้างเศรษฐกิจพอเพียงในที่อื่นๆ ขณะเดียวกันก็กำลังเจรจาหาที่ประมาณ 500 ไร่ เพื่อให้คนหนุ่มสาวและคนเพิ่งแต่งงาน ไม่มีทรัพย์สมบัติ มรดก แต่มีความศรัทธาในแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมยึดมั่นเศรษฐกิจพอเพียงเป็นวิถีชีวิต โดยจะสร้างชุมชนขึ้นมาใหม่ เป็นของคนรุ่นใหม่ที่เชื่อมั่นและศรัทธาในหลักการนี้

ขณะเดียวกัน มีโครงการพิเศษที่ทำอยู่เรื่องการศึกษา มูลนิธิฯ ต้องการสนองเจตนารมณ์ของประชาชนที่ต้องการเห็นการปฏิรูปเรื่องการศึกษา มุ่งมั่นให้การศึกษามีคุณภาพ เป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาส่วนรวม ผลิตคนมีคุณภาพรับใช้สังคมแท้จริง แต่มันไม่ใช่ความเชี่ยวชาญ ความเก่ง ทางวิชาชีพอย่างเดียว แต่ต้องมุ่ง
ผลิตคนที่จะออกมารับใช้ชาติและมคุณธรรมด้วย

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมาจากแนวทางพุทธศาสนา ที่ท่านอาจารย์พุทธทาสค้นคว้าไว้ และแสดงธรรมตามที่ต่างๆ หลายหน ว่าการศึกษาไทยไม่สมบูรณ์ เน้นวิชาการ วิชาชีพ แต่ไม่เน้นธรรมะ ถ้าสมบูรณ์ได้ต้องมีเรื่องของการปลูกฝังเรื่องดังกล่าวในใจเยาวชนด้วย มูลนิธิฯ จะทำอย่างนี้ในการปฏิรูปการศึกษาตามอาจารย์พุทธทาส

สุเทพ บอกอย่างภาคภูมิใจว่า ผู้ให้กำเนิดวิทยาลัย คือ พระภาวนาโพธิคุณ เจ้าอาวาสรูปแรกของวัดสวนโมกข์ ซึ่งท่านมีความตั้งใจสืบสานอุดมการณ์อาจารย์พุทธทาส คือ ผลิตเยาวชนคุณภาพ มีความรู้ ความสามารถ คู่คุณธรรม จึงตัดสินใจทำวิทยาลัยอาชีวศึกษาภาวนาโพธิคุณ ที่เกาะสมุย และวิทยาลัยนี้จะเป็นแห่งแรก ที่คณะสงฆ์และฆราวาสร่วมกันบริหาร เป็นวิทยาลัยสอนวิชาชีพควบคู่ธรรมะเคร่งครัด

“เราจะสอนวิชาสอดคล้องกับความต้องการของเกาะสมุย เช่น ท่องเที่ยว โรงแรม เลขานุการ คอมพิวเตอร์ ภาษา และการทำอาหาร ซึ่งเป็นสาขาวิชาที่ตลาดและผู้ประกอบการบนเกาะสมุยต้องการ นักเรียนที่มาเรียนจะเป็นนักเรียนทุน คัดเลือกมา ผู้ปกครองไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย มีหอพักมีอาหารให้ แต่มีข้อแม้ คือปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด ตื่นเช้าไหว้พระ สวดมนต์ ทำสมาธิ แผ่เมตตา ฟังธรรม ไม่มีไปเกะกะทำอย่างอื่น”

สุเทพ อธิบายว่า ส่วนการเรียนจะเน้นสัปดาห์ละ 4 วัน คือ จันทร์-พฤหัสบดี ส่วน ศุกร์-อาทิตย์ นักศึกษาต้องไปฝึกในสถานประกอบการตามสาขาวิชาที่ได้เรียน โดยร่วมกับภาคเอกชน ซึ่งเรื่องดังกล่าวได้ดำเนินการทำแล้ว และได้จัดซื้อที่ดินเกาะสมุย 40 กว่าไร่ โดยสถาปนิกกำลังออกแบบและก่อสร้างต้นปีนี้ คาดว่าจะเปิดรับนักศึกษารุ่นแรกในเดือน พ.ค. ประมาณ 150-200 คน

สุเทพ ยังบอกโปรแกรมพิเศษ ในวันที่ 23-24 พ.ค.นี้ จะจัดงานเปิดตัววิทยาลัย และถือโอกาสส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวด้วย ภายใต้ชื่อ “สมุย เฟสติวัล” โดยจะมีการจัดกิจกรรม เดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน กิจกรรมทางศาสนา การแสดงศิลปะ ขนบธรรมเนียม ประเพณีของคนชาวเกาะ ชาวใต้ มีถนนพิเศษ ฟู้ดสตรีท เอาอาหารดีๆ ของภาคใต้ พร้อมร้านค้าดังๆ ทั้งหลายมาออกบูธ

นอกจากนี้ ยังมีนักร้องดาราศิลปินสาขาต่างๆ ทั้งร้อง ปั้น มาร่วมทำงานศิลปะ เป็นอาร์ตเลน แม้กระทั่งโชว์พระเครื่อง มีกิจกรรมที่จะให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมีส่วนร่วม เช่น ฟุตบอลและวอลเลย์บอลชายหาด แข่งขันงานศิลปะ เล่นกีฬา คอนเสิร์ต จากทุกค่ายตลอด 2 วัน

สุเทพ ยังบอกด้วยว่า ในทะเลมีเรือยอชต์ เรือใบ ตกแต่งพิเศษ เรือข้ามฟาก ซีทรานส์ ก็จะได้เห็นบรรยากาศการเล่นดนตรี แสดงศิลปะ ตั้งแต่บนเรือ แล้วเรือจะให้บริการถึงเที่ยงคืน อำนวยความสะดวกให้กับคนที่ไปเที่ยวและต้องการกลับมานอนสุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราชได้

“งานนี้ใหญ่ตั้งใจให้เป็นงานดึงดูดคนไทยและชาวต่างประเทศ โดยจะจัดให้ได้ทุกปี ส่วนรายได้ก็ให้กับวิทยาลัย เพราะจัดการศึกษาฟรี และนอกเหนือจากเรื่องรายได้ คือ เราตั้งใจสนับสนุนการท่องเที่ยว และจะเริ่มทำการประชาสัมพันธ์กลางเดือนนี้เป็นต้นไป ทุกช่องทางการสื่อสาร ซึ่งจะมีกิจกรรมที่ทำให้นักท่องเที่ยวสนใจ มีมวยชกโดยคนต่างประเทศ ให้ชาวต่างประเทศตื่นเต้นกับงานนี้”

 

“กรุณาอย่าแย่งที่จอดรถคนพิการ!” มานิตย์ อินทร์พิมพ์ นักรณรงค์เพื่อสิทธิผู้พิการ

Published มกราคม 8, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ธันวาคม 2558 เวลา 16:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/406012

"กรุณาอย่าแย่งที่จอดรถคนพิการ!" มานิตย์ อินทร์พิมพ์ นักรณรงค์เพื่อสิทธิผู้พิการ

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล / ภาพ…วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

“ผมแข็งแรงพอๆกับคุณ ไม่ต้องช่วยผม แค่อย่าเบียดเบียนผมก็พอ”

น้ำเสียงดุดัน แววตาเอาจริง ทำให้คลิปวีดีโอชื่อ “ขอแค่ไม่จอดเบียดเบียนผม (Do not take away my space)” เพื่อการรณรงค์ไม่ละเมิดสิทธิ์ที่จอดรถคนพิการของ มานิตย์ อินทร์พิมพ์ เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก Accessibility Is Freedom นั้นทรงพลังยิ่ง

กว่า 2 ปีเต็มที่ชายพิการวัย 48 ผู้นี้ เข็นวีลแชร์ไปสำรวจตรวจตราที่จอดรถคนพิการภายในห้างสรรพสินค้าทั่วกรุงเทพและต่างจังหวัด พร้อมถ่ายภาพ บันทึกวีดีโอในสิ่งที่พบเห็น เพื่อสะท้อนปัญหาการละเมิดสิทธิ์ที่จอดรถคนพิการ หวังปลุกจิตสำนึกให้สังคมตื่นตัว หันมาเอาใจใส่ให้ความสำคัญต่อสิทธิของผู้พิการมากกว่าที่เป็นอยู่

ไม่น่าเชื่อว่า คลิปวีดีโอสั้นๆเพียงคลิปเดียว จะกลายเป็นกระแสทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์อย่างรวดเร็วปานไฟลามทุ่ง

จากวีลแชร์สู่หลังพวงมาลัย

มานิตย์ อินทร์พิมพ์ หรือ ซาบะ วัย 48 มีร่างกายไม่สมบูรณ์มาตั้งแต่กำเนิด เพราะป่วยเป็นโรคโปลิโอทำให้ขาซ้ายลีบ เดินเหินไม่ค่อยสะดวก ทว่ายังใช้ชีวิตเยี่ยงคนปกติ เรียนหนังสือ มีเพื่อนฝูง ทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง กระทั่งอายุ 24 ปี เขาประสบอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์พลิกคว่ำ ส่งผลให้เป็นอัมพาตตั้งแต่เอวลงมา ต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลนาน 1 ปีเต็ม

“ตอนนั้นหดหู่มาก กินไม่ได้ นอนไม่หลับ เครียด ไม่พูดกับใครทั้งนั้น ชีวิตพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด วันหนึ่งพยาบาลบอกว่า จะมีหมอจิตเวชจะมาให้คำปรึกษา ผมก็รู้สึกว่าเฮ้ย เราไม่ได้บ้า เราไม่ได้เพี้ยนนะเว้ย ตรงนี้เองที่กระตุ้นให้เรารู้สึกตัว ด้วยนิสัยไม่ยอมใคร ทำนองฆ่าได้ หยามไม่ได้ เลยคิดอยากจะกลับมาใช้ชีวิตอีกครั้ง จากนั้นมาผมเริ่มปรับเปลี่ยนตัวเองใหม่ กลับมาสดใสดังเดิม จนคนรอบข้างยังตกใจ”

ชีวิตใหม่บนรถวีลแชร์เป็นไปอย่างยากลำบาก ต้องหัดช่วยเหลือตัวเองไม่ต่างจากเด็กหัดเดิน กระทั่งเข้าที่เข้าทางจึงเริ่มร้องหาเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อกลับมาทำงาน ซาบะเตือนตัวเองเสมอว่าเขาไม่ใช่คนพิการ แข็งแรงดี จิตใจเข้มแข็ง จึงจำเป็นต้องพัฒนาตัวเองให้ใช้ชีวิตร่วมกับคนปกติได้ โดยไม่หวังพึ่งใคร

กระนั้น หัวใจอันแข็งแกร่งยังต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางร่างกาย

อุปสรรคที่กัดกินใจผมมากคือ การเดินทาง ผมต้องนั่งแท็กซี่อย่างเดียว หมดสิทธิ์หวังพึ่งระบบขนส่งมวลชนอย่างรถเมล์ รถตู้ รถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน ลองนึกดูแค่คนธรรมดาเรียกแท็กซี่ยังปฏิเสธไม่ยอมไป แล้วคนพิการล่ะ พอเห็นวีลแชร์ก็ขับหนีแล้ว ไม่อยากเสียเวลาแบกขึ้นแบกลง นี่คือชะตากรรมอันน่าเศร้าที่คนพิการต้องเจอ ตอนนั้นเงินเดือนผม 13,000 บาท ไม่น้อยนะ แต่หมดไปกับค่าแท็กซี่วันละไม่ต่ำกว่า 200 บาท หรือประมาณ 7,000 บาทต่อเดือน เท่ากับครึ่งหนึ่งของรายได้ คนพิการที่มีฐานะมีคนคอยขับรถรับส่งก็โชคดีไป แต่คนพิการยากจนจะเอาเงินที่ไหนจ่ายค่าแท็กซี่ สุดท้ายเมื่อออกไปไหนไม่ได้ก็ต้องนอนเฉาอยู่กับบ้าน”ซาบะเล่าถึงอุปสรรคในการเดินทางของผู้พิการอันสวนทางกับแนวคิดของรัฐบาลที่หวังจะให้ผู้พิการออกสู่สังคม

หนทางเดียวที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของตัวเองได้คือ ต้องซื้อรถเป็นของตัวเอง ทว่าสำหรับผู้พิการที่คิดอยากจะมีรถเป็นของตัวเองนั้นย่อมลำบากยากเข็ญกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณและความสามารถในการขับรถ

“คนพิการกว่าจะเก็บเงินซื้อรถได้ใช้เวลานานกว่าคนปกติ เนื่องจากต้องเสียไปกับค่ารถแท็กซี่ ค่าอุปกรณ์ช่วยเหลือตัวเองอื่นๆอีกมากมาย เก็บหลายปีถึงจะซื้อรถเกียร์ออโต้ได้สักคัน ซื้อรถแล้วยังต้องมีค่าใช้จ่ายราว 3-4 หมื่นสำหรับติดตั้งอุปกรณ์พิเศษระบบแฮนด์คอนโทรลที่ออกแบบมาเพื่อคนพิการ ต้องขอใบรับรองแพทย์เพื่อสอบใบขับขี่ เวลาสอบก็ต้องมีนายทะเบียนนั่งคุมไปด้วยเพื่อให้เห็นว่าคนพิการขับรถได้อย่างปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายต่อเพื่อนร่วมถนน

เพราะความไม่ย่อท้อต่อโชคชะตา ใบขับขี่รถยนต์จึงไม่ใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรง แต่เมื่อสามารถขับรถออกสู่ถนน กลับต้องเผชิญกับปัญหาที่จอดรถคนพิการถูกแย่งโดยคนมือดีเท้าดี

มานิตย์สาธิตการยกวีลแชร์ขึ้น-ลงรถ ซึ่งต้องใช้พื้นที่กว้างพอสมควร

ร่างกายไม่พิการ แต่ใจพิการ

ระเบียบข้อบังคับของกฎกระทรวง กำหนดสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคาร สำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพ และคนชราพ.ศ. ๒๕๔๘ หมวด 4 เรื่องที่จอดรถ ระบุไว้ว่า ตามสถานที่สาธารณะต้องจัดให้มีที่จอดรถสำหรับผู้พิการ โดยคิดอัตราส่วนเป็น 10% ของที่จอดรถทั้งหมด เป็นพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างไม่น้อยกว่า 2,400 มิลลิเมตร และยาวไม่น้อยกว่า 6,000 มิลลิเมตร และจัดให้มีที่ว่างข้างที่จอดรถกว้างไม่น้อยกว่า 1,000 มิลลิเมตร ตลอดความยาวของที่จอดรถ โดยที่ว่างดังกล่าวต้องมีลักษณะพื้นผิวเรียบและมีระดับเสมอกับที่จอดรถ นอกจากนี้ยังต้องจัดไว้ใกล้ทางเข้าออกอาคารให้มากที่สุด รวมทั้งมีสัญลักษณ์รูปผู้พิการนั่งเก้าอี้ล้ออยู่บนพื้นของที่จอดรถให้เห็นได้อย่างชัดเจน

หารู้ไม่ว่า ความเป็นจริงทุกวันนี้ ที่จอดรถผู้พิการ คนพิการไม่เคยได้ใช้ !!?

ปัญหาใหญ่เรื่องที่จอดรถคนพิการคือ ความมักง่าย ความขี้เกียจของคนไม่พิการ ยิ่งคนมีตังค์ยิ่งขี้เกียจ เพื่อนผมเล่าให้ฟังว่า เคยทดลองขับรถหรูไปจอดที่จอดรถคนพิการ ปรากฎว่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเห็นปุ๊บ รีบเอาแผงเหล็กออกพร้อมโบกให้จอดเลย อำนวยความสะดวกเต็มที่ เพราะได้ทิปทีนึง 50-100 บาท เพื่อนผมบอกเลยว่าเหตุผลที่ซื้อรถแพงก็เพราะหาที่จอดง่าย ห้างก็เกรงใจ เลยวินวินกันทั้งสองฝ่าย

ลงพื้นที่ไกลถึงโลตัส ปากช่อง พบปัญหาไม่แพ้กัน

ปฏิกิริยาของผู้ที่แย่งที่จอดรถคนพิการส่วนใหญ่มักชอบแก้ตัว อ้างว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์

ยกตัวอย่างเช่น ขอโทษที ไม่เห็นป้าย ทั้งที่ติดสัญลักษณ์ใหญ่โตเบ้อเริ่มเทิ่ม ทาสีฟ้าโดดเด่นสะดุดตาเสียขนาดนั้น บางคนโบ้ยรปภ.ว่ามาเปิดแผงเหล็กให้จอดเอง หลายคนชอบอ้างว่าขาเจ็บ เดินไม่ไหว ลองไปนั่งดูกล้องซีซีทีวีตามที่จอดรถห้างต่างๆรับรองได้ว่าเจอทุกวัน โดยเฉพาะที่จอดรถที่เป็นจุดลับตา ไม่มีรปภ.เฝ้า  ถึงจะมีแผงเหล็กกั้น ยังไงก็ไม่รอด ที่จอดรถคนพิการมีเพียงพอนะครับ แต่เวลาคนพิการจะไปใช้จริงๆกลับไม่ว่าง พูดง่ายๆคือ มีแต่คนอยากพิการ ผมท้าเลย เรามาสลับกันไหม คุณเอามือเอาเท้ามาให้ผม แลกกันตลอดชีวิตเลย ถ้าอยากจอดนัก เอาไหม”น้ำเสียงของเขาฉุนเฉียวบ่งถึงความไม่สบอารมณ์

ตรวจสอบที่จอดรถคนพิการศูนย์การค้าพาราไดซ์ ปาร์ค พบว่าป้ายประกาศที่ชัดเจนช่วยแก้ปัญหาได้มาก

ประสบการณ์ปะทะคารมระหว่างชายพิการบนวีลแชร์กับคนไม่พิการแต่อยากใช้ที่จอดรถคนพิการ ช่างดุเดือดเลือดพล่าน

ครั้งหนึ่งที่ห้างเซ็นทรัลบางนา รถสปอร์ตหรูมาจอดทับที่จอดรถคนพิการ ผมแจ้งให้รปภ.ตามตัวเจ้าของรถ พอมาถึงผมยกมือไหว้บอกว่า ‘พี่จอดตรงนี้ไม่ได้นะครับ’ เขาชักสีหน้าไม่พอใจ อ้างว่าแฟนขาเจ็บ ผมยืนยันว่ายังไงก็จอดไม่ได้ ผมจัดหนักอยู่แล้ว ไม่ได้ด่า แต่ค่อนข้างจะแข็งกร้าว ไม่ยอมใคร ถ้าเขายังดื้อ ผมก็แจ้งรปภ.มาจัดการ ถ้ารปภ.ไม่ยอมทำตาม ผมจะขึ้นไปแจ้งผู้จัดการห้างเลย นี่คือไม้ตายสุดท้าย

อีกครั้งหนึ่งที่ เซ็นทรัล พระราม 3 ผมไปเที่ยวกับแฟน บังเอิญเจอรถเอสยูวีคันหนึ่งจอดคร่อมช่องคนพิการ ผมมั่นใจเลยว่าไม่ใช่รถคนพิการแน่นอน เพราะไม่มีสติ๊กเกอร์ และถ้าเป็นคนพิการจริงจะรู้ดีว่าไม่ควรจอดกินพื้นที่แบบนี้ ผมทนไม่ไหวนั่งรอเลย 2 ชั่วโมงจนเจ้าของรถมา พอเห็นผมเขาตกใจมาก ปิดประตูรถทำทีเป็นคุยโทรศัพท์ ผมเข็นรถไปจอดชิดกระจกเลย สุดท้ายเขาบึ่งรถหนี เกือบจะชนผมอีกด้วย

ต่อมา บิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า ศรีนครินทร์ ผมสนิทกับรปภ.ที่นี่ เขาชี้ให้ดูกล้องซีซีทีวีบอกมีผู้ชายคนหนึ่งมาแย่งที่จอดรถคนพิการ พอเข้าไปห้าม ผู้ชายคนนั้นบอกว่า ‘ผมเป็นผู้ว่า จะจอด มีอะไรไหม’ ดูสินี่ขนาดระดับผู้ว่านะ น่าเห็นใจเจ้าหน้าที่รปภ.มากๆ โดนลูกค้าด่าพ่อล่อแม่ เจอตะคอก เจอเบ่ง เจอดูถูกเหยียดหยาม กูจะจอดมึงจะทำไม มึงมีปัญหาอะไร รู้ไหมกูเป็นใคร

เคสสุดท้าย ห้างเดียวกัน ผมเจอคนนำรถมาจอด เลยเข้าไปถาม ‘พี่ครับ นี่รถคนพิการรึเปล่า’ เขาบอก ‘เปล่า’ ผมบอก’อ้าว จอดตรงนี้ไม่ได้ครับ นี่มันที่จอดรถคนพิการ’ เขาเถียงว่า ‘นายสั่งให้จอด แป๊บเดียวน่า’ ผมเริ่มฉุน บอกเสียงเข้มเลยว่า ‘พี่ครับ จอดแป๊บเดียวนี่แค่ไหน นานเท่าไหร่’ สุดท้ายเขาเบ่งว่านายผมเป็นนายทหาร ผมบอกเลยอ้าว ยิ่งเป็นนายทหารยิ่งควรรู้ว่าจอดไม่ได้ ไปเรียกนายพี่มาหน่อย สรุปคนขับรถคนนี้โทรหานาย นายเลยสั่งให้ไปจอดที่อื่น

ตรวจที่จอดรถคนพิการภายในห้างสรรพสินค้าแฟชั่น ไอส์แลนด์ พบว่าจัดการได้น่าชื่นชม

ติเพื่อก่อ ประจานเพื่อปลุก

กว่า 2 ปีเต็มที่เว็บไซต์ www.accessibilityisfreedom.org เคลื่อนไหวเรียกร้องให้สังคมหันมาใส่ใจด้านสิทธิผู้พิการ โดยเฉพาะเรื่องระบบขนส่งมวลชนและการคมนาคม ไล่ตั้งแต่สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ เช่น ห้องน้ำ ทางลาด ลิฟท์ ที่จอดรถคนพิการ รถเมล์ชานต่ำ รถไฟฟ้าบนดิน-ใต้ดิน ยันเครื่องบินพาณิชย์

ซาบะใช้แค่กล้องถ่ายวีดีโอ โทรศัพท์มือถือ และใจถึงๆ เอาชนะใจใครต่อใครมานักต่อนัก เรียกได้ว่าห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วกรุงล้วนจดจำเขาได้ขึ้นใจ

“ในสายตาเจ้าของห้างคงมองผมเป็นไอ้ตัวแสบ ตั้งแต่คลิปแรกที่เซ็นทรัล เฟสติวัล พัทยาดังระเบิด เชื่อไหมพอผมกลับไป ทีมรปภ.ส่งคนประกบผมทุกฝีก้าวเลย (หัวเราะ) ถ่ายรูปส่งไลน์หากัน แต่หารู้ไม่ปัญหามาจากพวกคุณทั้งนั้น พวกคุณดูแลไม่ดีเอง นโยบายหละหลวม รวมทั้งสำนึกของผู้บริหารห้างด้วย ผู้บริหารห้างต้องมีส่วนรับผิดชอบ ถ้านโยบายผู้บริหารห้างสั่งการลงมาว่ารปภ.ต้องดูแลที่จอดรถคนพิการให้ดี ห้ามให้คนอื่นมาจอดเด็ดขาด รับรองไม่มีใครกล้ามาจอดแน่นอน

หน้าที่ผมเสี่ยงอันตรายนะ เอาตัวเข้าแลกเลย ต้องใช้ความกล้าหาญมาก แต่ผมเห็นประโยชน์มากกว่า คิดดูว่าคนไทย 65 ล้านคน คนพิการ 1.6 ล้าน มีใครทำอย่างผมบ้าง แล้วคุณจะรู้ได้ไงเจ้าของรถไม่โกรธ โชคดีผมนั่งวีลแชร์ ลองผมเป็นคนปกติมือดีเท้าดีไปถ่ายคลิปแบบนี้สิ มีเรื่องแน่นอน ผมพิการเลยมีเกราะป้องกัน ยังไงก็ไม่โดนหรอก”

สำรวจห้างเพลินนารี มอลล์ ก่อนพบว่ามีคนปกติที่มาแย่งที่จอดรถคนพิการ

ไม่ดีก็ต้องด่า ทำดีก็ต้องชม จากการทำงานลงพื้นที่สำรวจตรวจตราที่จอดรถคนพิการตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ ซาบะยอมรับว่า ห้างที่สมควรได้รับคำชื่นชมมากที่สุดคือ 1.แฟชั่นไอส์แลนด์ แม้ช่วงแรกจะเหมือนห้างทั่วไปคือ ที่จอดรถคนพิการไม่เพียงพอ ไม่ครบถ้วนตามระเบียบที่กำหนดไว้ พอเข้าไปหารือทำความเข้าใจกับเจ้าของห้าง ผลคือ ไม่ถึงเดือนห้างปรับปรุงที่จอดรถคนพิการใหม่ ทำเป๊ะถูกต้องทุกอย่าง 2.ห้างพาราไดซ์ ปาร์ค ทีมรปภ.เข้มงวดมาก กันที่จอดรถคนพิการไม่ให้คนอื่นมาจอด ทั้งยังอำนวยความสะดวกช่วยเหลือผู้พิการอย่างดีเยี่ยม กระทั่งพักหลังปัญหาการแย่งที่จอดรถคนพิการไม่ค่อยมีให้เห็น 3.ห้างสรรพสินค้าเครือเซ็นทรัล พอโพสต์คลิปวีดีโอตำหนิลงในโลกโซเชียลปุ๊บ ก็แก้ไขปรับปรุงเรียบร้อยหมดจด

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า รู้ตัวว่าผิดแล้วรีบแก้ไขก็สมควรได้รับคำชม

เจตนารมณ์สูงสุดในการทำเพจคือ อยากกระตุ้นให้สังคมเกิดสำนึกที่ดี ม้อตโตของเราคือ Friendly city เมืองแห่งความเป็นมิตร คนมีสำนึกที่ดี ดูแลกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน มีความรับผิดชอบต่อคนอื่นๆในสังคม ผมอยากเห็นประเทศไทยเป็นอย่างนั้น ถ้าคนไทยมีสำนึกดี มันจะแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง การถ่ายคลิปประณามพฤติกรรมแย่งที่จอดรถคนพิการมีส่วนช่วยเยอะมาก การแก้คนนิสัยเสีย จัดการคนนิสัยไม่ดีต้องใช้หลายแนวทางควบคู่กันไป เช่น ห้างออกนโยบายเข้มงวดต่อทีมรปภ. หน่วยงานรัฐออกกฎหมายจริงจังชี้ชัดเลยว่าห้ามผู้ใดแย่งที่จอดรถคนพิการ เจอโทษปรับ 2 หมื่น ยึดใบขับขี่ คลิปวีดีโอเป็นเพียงการประจานให้สังคมเห็นว่านี่เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ ส่งสัญญาณไปยังห้างว่าต้องปรับปรุงแก้ไข ไกลกว่านั้นคือส่งเสียงไปยังรัฐบาลให้ออกกฎหมายคุ้มครองสิ่งอำนวยความสะดวกคนพิการ ความชื่นใจของผมในตอนนี้คือ ทุกครั้งที่ปล่อยคลิปวีดีโอไปในโลกโซเชียล 99.99 % เห็นด้วยกับผม”

สุดท้ายนักเคลื่อนไหวเรื่องที่จอดรถคนพิการรายนี้ ย้ำว่า ถ้าทุกคนในสังคมมีสำนึกดีสามารถแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง สำนึกดีเสียอย่าง บางทีกฎหมายแรงๆอาจไม่จำเป็น.

 

“ผมทำเพื่อในหลวง” เปิดใจศิลปินพิการผู้พิชิตยอดเขาคิลิมานจาโร

Published มกราคม 8, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ธันวาคม 2558 เวลา 19:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/405744

"ผมทำเพื่อในหลวง" เปิดใจศิลปินพิการผู้พิชิตยอดเขาคิลิมานจาโร

โดย…อินทรชัย พาณิชกุล

“ตอนที่ยืนอยู่บนยอดเขาคิลิมานจาโร ผมแทบจะไม่เชื่อตัวเองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความจริง มันทั้งเหนื่อยแสนสาหัส และดีใจจนบอกไม่ถูก เมื่อผมวาดภาพพระบรมสาทิศลักษณ์ของในหลวง ผมลืมความเหนื่อยและความหนาวไปเลย ยิ่งตอนที่พี่ๆเขาร้องเพลงสดุดีมหาราชาไปด้วย ผมน้ำตาไหลเลยครับ การเดินทางครั้งนี้สอนผมหลายอย่าง สิ่งสำคัญที่ได้คือความอดทน ความศรัทธาในสิ่งที่ทำ และอย่าเพิ่งท้อแท้ ถ้ายังไม่ได้ลงมือทำ”

ความรู้สึกจากก้นบึ้งหัวใจของ เอกชัย วรรณแก้ว จิตรกรหนุ่มไร้แขน ผู้พิการคนแรกของเมืองไทยและไม่กี่คนในโลกที่สามารถพิชิตยอดเขาคิลิมานจาโร ประเทศแทนซาเนีย ยอดเขาที่สูงที่สุดของทวีปแอฟริกา

หลายคนรู้จักเขาในฉายา ‘มนุษย์เพนกวิน’ อันมาจากร่างกายไม่สมประกอบ ไร้แขนแต่กำเนิด ขาทั้งสองข้างบิดเบี้ยวผิดรูป ทว่าด้วยความไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา ใช้พลังใจสยบข้อจำกัดทางร่างกาย จนสามารถคว้าปริญญาตรี คณะจิตรกรรม วิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ พร้อมๆกับยืนบนลำแข้งตัวเองอย่างสง่างามด้วยการเป็นจิตรกร ครูสอนศิลปะ ควบคู่ไปกับวิทยากรสร้างแรงบันดาลใจ

วันนี้ ชื่อของเขาดังกระหึ่มอีกครั้ง หลังสร้างวีรกรรมอันน่าเหลือเชื่อด้วยการพิชิตยอดเขาที่มีความสูงถึง 5,895 เมตร ด้วยเหตุผลสั้นๆแต่กินความหมายลึกซึ้งว่า

“ผมอยากวาดรูปถวายในหลวง”

ฝันใหญ่ของชายพิการ

จุดเริ่มต้นของภารกิจพิชิตเทือกเขาคิลิมานจาโร ประเทศแทนซาเนีย ก่อตัวขึ้นจากความฝันลึกๆในใจของชายพิการ

ผมใฝ่ฝันมานานแล้วว่า ชีวิตนี้อยากจะขึ้นไปวาดรูปในหลวงบนยอดเขาที่ไหนสักแห่ง แต่ก็ไม่มีโอกาส กระทั่งรุ่นพี่ซึ่งรู้จักกับพี่หนึ่ง (วิทิตนันท์ โรจนพานิช คนไทยคนแรกที่พิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์ได้สำเร็จ) เลยพูดคุยหารือกันว่ามันจะเป็นไปได้ไหม ท้ายที่สุดก็ได้เข้าร่วมโครงการ The Impossible dream ด้วยการพิชิตยอดเขาคิลิมานจาโร เหตุผลอีกประการคือ ผมเป็นวิทยากรเกี่ยวกับการสร้างแรงบันดาลใจมา 5 ปี ทำให้พบว่าสิ่งที่คนไทยยังขาดแคลนไม่ใช่ความรู้ ไม่ใช่เงินทอง แต่ขาดแคลนกำลังใจ ผมจึงอยากเอาตัวเองเป็นกระจกสะท้อนให้คนอื่นเห็นว่า เห็นนั่นไหม ภูเขาสูงเสียดฟ้า ที่ใครๆบอกว่าผมปีนขึ้นไปไม่ได้เพราะไม่มีแขนไม่มีขา ผมจะทำให้ทุกคนเห็นว่า ผมทำสำเร็จ ผมกล้าทำตามความฝัน แล้วพวกคุณล่ะมัวรออะไรอยู่ ลงมือทำเสียที”

หลังได้ยินชื่อเสียงร่ำลือของยอดเขาคิลิมานจาโร เอกชัยตะลุยค้นคว้าศึกษาหาข้อมูล ไล่ตั้งแต่ลักษณะภูมิประเทศ สภาพอากาศ อุณหภูมิ ภาพถ่าย ยันข่าวเก่าๆ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการเดินทางครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต ขณะเดียวกันต้องฟิตซ้อมร่างกายอย่างหนักหน่วงมากกว่าคนปกติ

“นั่งเสิร์ชกูเกิ้ลดู รู้สึกว่าโอ้โห นี่มันหนึ่งในเจ็ดยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกเลยนี่หว่า ก็หวั่นๆนะ ไม่กลัวเหนื่อย กลัวลำบาก แต่กลัวว่าจะทำเป็นภาระคนอื่นมากกว่า จากนั้นเป็นต้นมาผมเริ่มฝึกซ้อมร่างกาย เดินออกกำลังกายวันละประมาณ 2-3 กิโลทุกวัน รวมทั้งการเดินขึ้นตึกบันยันทรี 63 ชั้นด้วย ต้องควบคุมอาหาร ห้ามน้ำหนักเกินกำหนด เพราะไม่งั้นต้องแบกน้ำหนักตัวเองบนยอดเขาที่มีอุปสรรคเรื่องความกดอากาศและแรงโน้มถ่วงโลก ฝึกดำน้ำขยายปอด ฝึกควบคุมลมหายใจ เพื่อรับมือกับอากาศเบาบางบนยอดเขาสูงกว่า 6,000 เมตร ช่วงนั้นโค้ชคือพี่หนึ่ง วิทิตนันท์ กำชับตลอดว่า สิ่งสำคัญคือ การหายใจ และเดินให้เป็นจังหวะ อย่าเร็วเกินไปหรือช้าเกินไป หัดสังเกตสภาพแวดล้อมรอบตัว เช่น หินก้อนไหนแข็งแรง หินก้อนไหนลื่นและเป็นอันตราย ตรงไหนเป็นทางลาด ชัน แคบ ใช้เวลานานเกือบ 3 ปีเต็มจนรู้สึกว่าเราเฟิร์มขึ้น หุ่นกระชับ แข็งแกร่ง คล่องแคล่ว เมื่อร่างกายพร้อม ใจก็พร้อมครับ”จิตรกรผู้ผันตัวมาเป็นนักปีนเขายิ้มกว้าง

 

 

หัวใจไม่ยอมแพ้

ภูเขาคิลิมานจาโรอันยิ่งใหญ่ ทะมึน และน่าเกรงขาม ทำให้จิตรกรหนุ่มร่างจิ๋วสั่นสะท้าน เอกชัยเผยว่า คณะปีนเขามีทั้งหมด 11 คน รวมลูกหาบพื้นเมือง อุปกรณ์ไม่มีอะไรพิเศษกว่าคนอื่น มีเพียงเสื้อกันหนาว รองเท้า และหัวใจที่เต้นโครมครามอยู่ใต้อกข้างซ้าย

สั่นสู้ อย่าสั่นถอย — เขาย้ำกับตัวเอง

“ภูเขาคิลิมานจาโรของจริงตรงหน้ากับภาพที่เห็นในอินเทอร์เน็ตมันคนละเรื่องกันเลย สูงโคตรๆ สูงกว่าเมฆอีก ที่สำคัญหนาวมาก อุณหภูมิติดลบกว่า 25 องศา ความกดอากาศต่ำ ไหนจะลม ฝน หิมะ รวมทั้งเส้นทางยากลำบาก ทั้งสูง ทั้งชัน ทั้งแคบ ทั้งลื่น พูดง่ายๆว่าอุปสรรครอเราอยู่ข้างหน้าสารพัด ตอนนั้นพี่ๆที่ร่วมคณะย้ำตลอดว่า เอก ถ้าไม่ไหว อย่าฝืนนะ ให้รีบบอก ไม่งั้นจะแย่ หนักสุดอาจถึงขั้นตายได้เลย ผมก็ไม่กลัวนะ กังวลเหมือนเดิม กังวลว่าเราจะไปเป็นตัวถ่วงเขา แต่ทริปนี้เขาไม่มีกำหนดว่าวันนี้จะต้องเดินให้ได้กี่กิโล กี่ชั่วโมง แล้วแต่สภาพอากาศ บางวันก็เดินกัน 5 ชั่วโมง บางวันก็ 7 ชั่วโมง บางวันหนักล่อเข้าไป 12 ชั่วโมง การปีนเขาจริงๆมันไม่เหมือนเดินขึ้นดอยที่ค่อยๆเดินชิลๆ มองวิวสองข้างทาง การปีนเขาลูกนี้สายตาต้องจดจ่ออยู่กับทางเดินข้างหน้าตลอด ดูหินอันไหนมันแข็งแรง อันไหนลื่น ต้องฟังโค้ชชาวพื้นเมือง อย่าตะแบง เขาให้เดินจังหวะ 1 -2 -3 แล้วหยุดหายใจ 5 ครั้ง 1-2-3-4-5 แล้วเดินต่อ”

วันแรกตั้งใจไว้ว่าจะเดินให้ได้ 4 ชั่วโมง ไปๆมาๆเดินไปกว่า 6 ชั่วโมง อากาศหนาวประมาณติดลบ 2 องศา ไร้หิมะ แค่ปวดเมื่อยเล็กน้อย แต่ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง วันที่สอง ไฮไลต์อยู่ตรงช่วงหนึ่งที่เอกชัยไม่สามารถเดินได้ด้วยตัวเอง เนื่องจากเส้นทางเสี่ยงอันตรายมาก จึงต้องขึ้นไปนอนบนเปลสนามแล้วใช้เชือกผูกรัด ไม่ต่างจากสัมภาระชิ้นหนึ่ง

“คนอื่นแบกนี่ไม่ได้สบายนะ ขยับเขยื้อนก็ไม่ได้ พอไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกาย 3-4 ชั่วโมงติดต่อกันมันหนาวจนตัวแข็งทื่อ แถมโดนเขย่าตลอดทางเพราะทางขรุขระ รู้สึกเหมือนเราฝากชีวิตไว้กับคนอื่น ถ้าเขาพลาดแค่ก้าวเดียวก็ตายไปพร้อมเขาเลย มองเหวข้างล่างเห็นลำธารเล็กๆแล้วขนลุก สูงเท่าตึก 10 ชั้นได้ กลัวมากแต่ก็พูดไม่ได้ เดี๋ยวคนแบกเสียสมาธิ ทำเป็นหลับตาไม่มอง แต่ได้ยินเสียงลำธาร โอ้โห หลอนหนักเข้าไปอีก คิดในใจกูจะรอดกลับเมืองไทยไหมเนี่ย (หัวเราะ) รู้สึกคล้ายกับตัวเองเป็นเหรียญบาทตั้งไว้บนขอบโต๊ะ ลมพัดนิดเดียวร่วงแน่

ตอนนั้นสมองฟุ้งซ่านมาก คิดอะไรเพ้อเจ้อไปหมด รู้ซึ้งเลยกับคำว่าชีวิตแขวนไว้บนเส้นด้าย มีอยู่แว่บนึงคิดอยากจะบอกพี่ๆเขาว่าขอกลับบ้านเถอะ ทั้งเหนื่อย ทั้งหนาว ทั้งปวดหัว ทั้งอ้วก มันมาพร้อมๆกันหมด คิดไปถึงขั้นว่าถ้ามีเครื่องบินผ่านมา เราขอโบกกลับเมืองไทยแน่“น้ำเสียงกลั้วหัวเราะให้กับประสบการณ์สุดระทึก

 

วันที่ 3 เอกชัยฝืนตัวเองด้วยการเดินเร่งเกินไป ทำให้ร่างกายปรับอุณหภูมิไม่ทัน จนเกิดความผิดปกติที่เรียกกันว่าโรคแพ้ความสูง ผลคือปวดหัวอย่างรุนแรง อาเจียนไม่หยุด กว่าจะเอาตัวรอดมาได้เกือบตาย ต่อมาวันที่ 4 5 6 และ 7 ร่างกายค่อยๆปรับตัว เดินตามจังหวะไปเรื่อย กว่าจะผ่านพ้นแต่ละจุดไปได้แทบหืดขึ้นคอ

“ถามว่ามีเวลาซึมซับความงามสองข้างทางไหม มีครับ บางทีก็เจอต้นไม้แปลกๆ ลักษณะภูมิประเทศที่ไม่เคยเห็น งดงามอย่างกับอยู่อีกโลกนึงเลย พวกเราไม่ได้ก้มหน้าก้มตาเดินอย่างเดียว มีพูดคุยเฮฮากันบ้าง แต่ถึงขนาดนั่งสเก็ตช์ภาพ ถ่ายรูปไหม อย่าหวัง แค่เอาตัวเองให้รอดจากฐานหนึ่งสู่อีกฐานหนึ่งก็แทบสะบักสะบอมแล้ว ส่วนใหญ่ผมโฟกัสไปยังทางเดินข้างหน้ามากกว่า เพราะมันอันตราย ทุกๆวันจะมีความคิดเข้ามาในหัวผมตลอดว่า ทำไมมันไกลจังวะ เมื่อไหร่จะถึงซักที ตรงนี้ทำให้ผมรู้สึกได้ว่าสิ่งสำคัญที่สุดของนักปีนเขามากกว่าอุปกรณ์ มากกว่าร่างกาย นั่นคือจิตใจ คุณสามารถถอดใจได้ง่ายๆทุกนาที ตลอด 24 ชั่วโมง เพราะเส้นทางอันยากลำบากแทบขาดใจ และความทรมานจากอากาศอันหนาวเหน็บ”

นักปีนเขาไร้แขนคนนี้ยืนยันว่า โชคดีที่ทุุกคนในคณะเอ็นดูเขา ไม่เคยแม้แต่นิดเดียวที่ทำให้รู้สึกว่าเขาเป็นตัวถ่วง มีแต่ให้กำลังใจกัน

บทเรียนยิ่งใหญ่ของชีวิต

หนึ่งสัปดาห์เต็มที่คณะนักปีนเขาชาวไทยฝ่าฟันอุปสรรคขวากหนามอันสาหัสเกินกว่ามนุษย์คนหนึ่งจะแบกรับไหว ในที่สุดก็มาถึงยอดเขาคิลิมานจาโร ทว่าบรรยากาศที่พบเจอกลับกลายเป็นพายุซัดกระหน่ำบ้าคลั่งจนไม่เห็นแสงเดือนแสงตะวัน เอกชัยยังจำภาพนั้นได้ไม่มีวันลืม

“ทุกอย่างปิดหมด ทั้งฝนตก หิมะตก หมอกลงเต็มไปหมด มองไม่เห็นอะไรเลย ผมกับพี่หนึ่ง วิทิตนันท์เป็นสองคนแรกที่เดินขึ้นไป สักประเดี๋ยวพี่หนึ่งก็พูดพึมพำออกมาคนเดียว จนลูกหาบชาวแทนซาเนียถามว่าคุยกับใคร พี่หนึ่งบอกว่าคุยกับเทวดา ลูกหาบตกใจ นึกว่าสมองแกบวม เพี้ยนไปแล้ว ผมถามว่าพี่หนึ่งคุยอะไรกับเทวดา แกบอกว่า ผมมาทำความดี ผมมาเพื่อในหลวง ผมขอเวลาสักครึ่งชั่วโมง หรือสักชั่วโมงเดียวเถิด ให้อากาศเปิด ให้แสงอาทิตย์มันสาดส่อง เพื่อให้ทำภารกิจสำเร็จลุล่วงลูกหาบขำ บอกมันเป็นไปไม่ได้หรอก แต่คุณเชื่อไหม แป๊บเดียวเท่านั้น เหมือนเปิดสวิตช์ไฟพรึ่บ หมอกค่อยๆจาง ดวงอาทิตย์โผล่ตู้ม ทุกอย่างสว่างจ้าเลย ตอนนั้นรู้สึกมหัศจรรย์มาก ทึ่ง  แต่ภารกิจผมยังไม่สำเร็จ ผมยังต้องเขียนรูปในหลวง ว่าแล้วก็ถอดเสื้อกันหนาวออก ท่ามกลางอุณหภูมิติดลบ 20 กว่าองศา แล้วลงมือวาดรูปในหลวง และต้องวาดทีเดียวจบ ต้องแข่งกับเวลา ผมใช้เวลา 10 นาทีเท่านั้น ก่อนพวกเราจะร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี”

จิตรกรไร้แขนคนนี้เผยความรู้สึกหลังการได้วาดรูปในหลวงบนยอดเขาคิลิมานจาโรว่า ฝันของเขาเป็นจริงแล้ว

“มันสะใจ ท้อแทบเป็นแทบตาย สุดท้ายก็ทำสำเร็จจนได้ การทำเพื่อในหลวง เพื่อพ่อของประเทศไทย เป็นความอิ่มใจที่สุดในชีวิต นอกจากนี้ผมยังอยากให้คนไทยทั้งประเทศรู้ว่า ถ้าเราคิดที่จะทำ กล้าที่จะทำ ทุกอย่างสำเร็จได้ ขึ้นอยู่กับใจเราอย่างเดียวเท่านั้นว่าใจสู้รึเปล่า ถ้าไม่ถอดใจ ทุกอย่างก็เป็นไปได้ ถ้าเราชนะตัวเราเองได้ เราชนะได้ทุกอย่าง ตัวผมเองติดลบมาตั้งแต่เกิด ยังทำได้เลย คนอื่นที่มีต้นทุนมากกว่าผมเป็นสิบเป็นร้อยเท่า ทำไมคุณจะทำไม่ได้”

บทเรียนที่ไม่มีวันลืมจากการพิชิตยอดเขาครั้งนี้ นอกจากมิตรภาพของพี่น้องร่วมคณะผู้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาด้วยกัน กำลังใจจากคนไทยที่ไหลบ่าเข้ามาอย่างท่วมท้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ มหัศจรรย์ของการลงมือทำ

“หลายคนมองผมว่าทำโน่นทำนี่ได้ วาดภาพได้ โอ้โห ทำได้ยังไง มหัศจรรย์มาก จริงๆแล้วผมแค่ ‘คิดและทำ’ ไม่มีอะไรนอกเหนือไปจากนี้เลยครับ” 

นี่คือเรื่องราวการเดินทางครั้งสำคัญของเอกชัย วรรณแก้ว ศิลปินพิการชาวไทยผู้พิชิตยอดเขาคิลิมานจาโร หนึ่งในยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก

 

 

 

 

“กานต์ ตระกูลฮุน” ปฏิรูปองค์กรด้วยนวัตกรรม

Published มกราคม 8, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 ธันวาคม 2558 เวลา 20:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/405181

"กานต์ ตระกูลฮุน" ปฏิรูปองค์กรด้วยนวัตกรรม

โดย…โชคชัย สีนิลแท้

หากนับเวลาถอยหลังอีกประมาณครึ่งเดือนที่ กานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี จะนั่งบริหารองค์กรเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 100 ปี แห่งนี้ ก่อนที่เขาจะต้องเกษียณในตำแหน่งหัวเรือใหญ่ของเอสซีจีที่บริหารงานมานาน 10 ปี  โดยมี รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส เข้ามารับไม้ต่อ หลังจากนั้นเขาจะไปนั่งเป็นประธานที่ปรึกษาฝ่ายจัดการ เอสซีจี แทน

ภาพของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย ในวันที่ กานต์ ตระกูลฮุน เดินเข้ามา และในวันที่เขากำลังจะเดินจากไปในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่นั้น แตกต่างจากในอดีตอย่างสิ้นเชิง จากเดิมเป็นบริษัทผลิตปูนซีเมนต์เป็นหลัก รูปแบบการทำธุรกิจยังเป็นแบบโปรดักต์ เอาต์ คือส่งของออกไปขาย แทบไม่มีการทำการตลาด หรือทำตลาดแต่ก็น้อยมาก มีผู้แทนจำหน่ายแต่รูปแบบยังเป็นแบบดั้งเดิม

แต่ปัจจุบันกลุ่มเคมีคอลส์กลายเป็นขาธุรกิจที่ใหญ่กว่าปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง และยังมีธุรกิจกระดาษและบรรจุภัณฑ์เพิ่มเข้ามา จากวันแรกที่เข้ามาทำงานเอสซีจีหรือซิเมนต์ไทยในยุคนั้น มีมูลค่าสินทรัพย์รวมอยู่ที่ 3,000-4,000 ล้านบาท ณ เวลานี้สินทรัพย์ของเอสซีจีมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาท เติบโตไม่ต่ำกว่า 100 เท่า เมื่อเทียบกับวันที่กานต์เริ่มต้นทำงานในตำแหน่งวิศวกรผู้ช่วย ขณะที่เอสซีจีได้ก้าวสู่การลงทุนในระดับภูมิภาคอาเซียน และการปฏิรูปสู่องค์กรนวัตกรรม ซึ่งกานต์มีบทบาทอย่างสูงในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้

กานต์ ย้ำว่า ปูนซิเมนต์ไทยหรือเอสซีจีไม่ใช่เป็นองค์กรในรูปแบบวันแมนโชว์ แต่ทำงานไปด้วยกัน ซึ่งทีมเวิร์กมีส่วนสำคัญมาก และต้องมีการวางแผนที่ดีไปด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการขยายลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียน ไปจนถึงการพัฒนาทางด้านนวัตกรรมเพื่อสร้างสินค้ามูลค่าเพิ่ม หรือ High Value Added Products and Services (HVA) ซึ่งทั้งสองแนวทางได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของเอสซีจีในอนาคต

จุดเริ่มต้นของการปฏิรูปไปสู่องค์กรนวัตกรรมเริ่มจากปี 2544 มีการประชุมกันว่าทิศทางของบริษัทในอนาคตจะเดินไปในทิศทางใด ซึ่งได้ข้อสรุปว่าอนาคตตลาดอาเซียนจะมาแน่ และเอสซีจีกำหนดกลยุทธ์จะต้องเข้าไปปักหมุดลงทุนในภูมิภาค รวมถึงเดินหน้าทางด้านนวัตกรรม ซึ่งในเวลานั้นยังไม่มีใครพูดถึงประเทศเวียดนามและเมียนมาเลย แต่ ณ วันนี้ ทั้งสองประเทศถือเป็นประเทศเกิดใหม่ที่ต้องจับตามอง

ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ ต่อไปสินค้าของไทยจะแข่งขันด้วยราคาสินค้าต่อไปไม่ได้อีกแล้ว เนื่องจากต้นทุนสู้ไม่ได้ จำเป็นต้องยกระดับสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นเป็นจุดเริ่มต้น ซึ่งบอร์ดผู้บริหารหลายท่านก็เห็นด้วย จึงเริ่มลงทุนเรื่องการวิจัยและพัฒนาสินค้า (Research & Development : R&D) ตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา เพื่อต่อยอดสู่การเป็นองค์กรนวัตกรรม

ในปี 2547 เอสซีจีใช้งบประมาณค่อนข้างน้อย เริ่มจาก 40 ล้านบาท ทำให้มีรายได้จากสินค้า HVA คิดเป็น 4% ปี 2550 ใช้งบ R&D 370 ล้านบาท มีรายได้จากสินค้า HVA คิดเป็น 17% ปี 2557 ที่ผ่านมาใช้งบประมาณ 2,700 ล้านบาท มีรายได้จากสินค้า HVA คิดเป็น 35% ส่วนในปี 2558 ใน 9 เดือนแรกมีรายได้จากสินค้า HVA ในสัดส่วน 37% จากการใช้งบ R&D กว่า 5,000 ล้านบาท

สำหรับในช่วงปี 2559-2560 ได้เตรียมงบสำหรับ R&D ไว้ประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นปี 2559 จำนวน 6,700 ล้านบาท และปี 2560 จำนวน 8,300 ล้านบาท มีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้จากสินค้า HVA 50% ของรายได้รวม ซึ่งจริงๆ แล้ว ถ้านับเฉพาะประเทศไทยสินค้า HVA มีสัดส่วนรายได้เกิน 70% ไปแล้ว แต่เนื่องจากการขยายตลาดไปในภูมิภาคอาเซียนยังมีสินค้า HVA น้อยมาก จึงทำให้สัดส่วนโดยรวมนั้นลดลง

ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของการพัฒนาสินค้านวัตกรรมนั้น ต้องมีองค์กรประกอบ 3 ส่วน ที่สำคัญ ได้แก่ Products Innovation, Process Innovation และ Business Innovation ไม่อย่างนั้นจะเรียกว่าเป็นการพัฒนาทางด้านนวัตกรรมที่สมบูรณ์ไม่ได้ และต้องพิสูจน์ได้ว่านวัตกรรมนั้นสามารถก่อให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม

กานต์ ยกตัวอย่างว่า ในบริษัทได้ส่งเสริมให้คนคิดในเรื่องนวัตกรรมที่ไม่ใช่แค่ไอเดีย แต่ต้องนำไปใช้ได้จริงๆ เช่น ถ้าเป็นสินค้า HVA จะสามารถเพิ่มมูลค่าได้เท่าไร หรือถ้าเป็นนวัตกรรมด้านการผลิต จะต้องลดต้นทุนได้เท่าไร ต้องให้เห็นผลลัพธ์ตรงนี้ก่อนจึงจะเอามาประกวดกัน สำหรับสินค้า HVA นั้น จะต้องมีมูลค่ามากกว่าสินค้าในรูปแบบเดิมอย่างน้อย 5-10% และยังมีกำหนดระยะเวลาที่อยู่ในตลาด เช่น ถ้าเป็นสินค้า HVA ที่มาจากการออกแบบ บริษัทให้เวลา 2 ปี เนื่องจากคุณค่าของสินค้ามีเวลาอยู่ได้เท่านั้น เพราะคนอื่นสามารถลอกเลียนแบบได้ แต่หากเป็นสินค้านวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีจะให้เวลาอยู่ในตลาด 5 ปี เป็นต้น

ในช่วงเวลานี้รัฐบาลได้มีแนวทางที่จะส่งเสริมให้ภาคเอกชนหันมาลงทุนเรื่อง R&D มากยิ่งขึ้น ซึ่งกานต์มองว่าเรื่องของ R&D เป็นวิถีทางเดียวของประเทศไทยที่จะช่วยให้อยู่รอดได้ โดย R&D จะช่วยในเรื่องของการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา เรายังให้ความสำคัญกับเรื่อง R&D น้อยมาก มีการลงทุนในเรื่องนี้เพียง 0.2% ของตัวเลขจีดีพี ไม่ว่าเศรษฐกิจไทยจะขึ้นหรือลง การลงทุน R&D ก็อยู่เท่านี้มาตลอด

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา การลงทุน R&D เริ่มมีการปรับขึ้น โดยขณะนี้อยู่ที่ประมาณ 0.4% ของจีดีพี เป้าหมายของรัฐบาลคือต้องการให้มีการลงทุนด้าน R&D ประมาณ 1% ในปี 2559 แม้ว่าจะเป็นไปได้ยาก แต่รัฐบาลได้พยายามผลักดันแนวทางต่างๆ ออกมา แม้เรื่องนี้เราจะช้าไปบ้าง แต่ตอนนี้ถือว่าเราอยู่ในแนวทางที่ถูกต้องแล้ว

ยึดมั่นความเป็นธรรม

กานต์ ตระกูลฮุน เป็นลูกคนเดียว พ่อแม่เป็นคนจีน มาจากเกาะไหหลำ เข้ามาตั้งรกรากทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์อยู่ที่เทเวศร์ เขาเรียนหนังสือที่โรงเรียนสตรีวรนาถ เทเวศร์ พร้อมๆ กับช่วยงานบ้านไปด้วย และด้วยความที่เป็นเด็กหัวดี เพียงแค่อยู่ชั้น ป.5 เขาก็เริ่มอ่านแบบงานโยธาได้แล้ว เมื่อธุรกิจรับเหมาก่อสร้างของครอบครัวเกิดปัญหาเพราะเงินงวดสุดท้ายมักจะเก็บไม่ได้ สุดท้ายต้องปิดกิจการ ต้องขายทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วย้ายมาเช่าห้องอยู่หน้าสลัมย่านบางโพ

“ชีวิตต่างกันอย่างสิ้นเชิง ตอนไปเรียนสมัยธุรกิจดีเคยมีคนขับรถไปส่งไปรับ เมื่อธุรกิจแย่ก็ต้องขายทุกอย่าง และ ก็ต้องย้ายมาเช่าบ้านอยู่บางโพ อยู่ตรงหน้าสลัมเลย ได้เห็นชีวิตเด็กๆ สมัย 50 ปีที่แล้ว ซึ่งน่าเห็นใจมาก เฮโรอีน ผงขาวมา ก็จะแพร่ระบาดกันทั้งกลุ่ม แต่การได้เจอสภาพที่แย่มากทำให้เข้าใจชีวิตได้เร็ว ทำให้เราขึ้นรถเมล์ก็ได้ กินอาหารง่ายๆ ในสถานการณ์นั้นก็ได้เผชิญชีวิต ได้ไปสอนหนังสือให้กับคนในชุมชน ให้เด็กๆ ในชุมชน แม้ว่าจะมีปัญหาฟันกัน แทงกันในชุมชน แต่ก็ไม่มีใครมาทำร้ายเรา”กานต์ กล่าว

พอจบ ม.ศ.3 ก็มาสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จากนั้นก็สอบติดคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่วนหนึ่งมาจากแรงผลักดันสมัยเด็กที่ได้คลุกคลีกับงานก่อสร้าง ซึ่งตอนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยก็เลือกคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แห่งเดียว แม้ว่าเขาเลือกได้ 6 คณะ ที่เลือกคณะเดียวเลย เพราะหากได้มหาวิทยาลัยแห่งอื่นก็ไม่มีโอกาสได้ไปเรียน แม้แต่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในเวลานั้นก็อยู่ไกล ต้องขึ้นรถเมล์หลายต่อ ยิ่งไปต่างจังหวัด ขอนแก่น เชียงใหม่ หรือสงขลา ยิ่งไม่มีทาง มีที่จุฬาฯ ก็เลือกสอบเข้าที่เดียวก็สอบได้ พอมาสมัครงานก็สมัครที่ปูนซิเมนต์ไทยแห่งเดียวอีกเหมือนกัน

ตอนเรียนที่จุฬาฯ ก็ได้เข้ามาฝึกงานที่ปูนซิเมนต์ไทย ตั้งแต่เรียนอยู่ปี 2 เหตุผลของการฝึกงานคือต้องการรายได้ด้วย ตอนนั้นได้ 30 บาท/วัน จริงๆ เขารับปี 3 แต่เป็นคนเดียวที่ปี 2 เขาก็รับ ก็ได้มาฝึกงาน 2 เดือน เวลานั้นบริษัทกำลังทำเรื่องคอมพิวเตอร์ที่ต้องดูเรื่องชิ้นส่วนของทุกโรงงาน พอเรียนปี 4 ทางปูนซิเมนต์ไทยมาสัมภาษณ์งานที่มหาวิทยาลัยก็สอบสัมภาษณ์ผ่าน รอเรียกเข้าทำงาน

“ในช่วงที่รอเรียกเข้าทำงานก็ได้ไปเป็นเพื่อนสมัครงานตลอด แต่ก็ไม่ได้ไปเขียนใบสมัครที่ไหนเลย แม้ตอนนั้นก็ไม่มั่นใจนักว่าจะได้เรียกเมื่อไหร่ เพราะว่ารุ่นก่อนหน้านี้ทางปูนซิเมนต์ไทยรับพนักงานเข้าไปเยอะแล้ว ส่วนรุ่นเดียวกันที่จบทางปูนฯ รับวิศวกรไฟฟ้า 2 คน จากคณะวิศวกรรมจุฬาฯ จบกัน 130 คน ซึ่งชื่อเสียงของปูนซิเมนต์ไทยนั้นถือว่าสูงมาก ต้องเรียนได้ที่ 1 ถึงจะมาเข้าที่นี่ได้”

สุดท้ายได้ถูกเรียกให้ทำงานตำแหน่งวิศวกรผู้ช่วยไปอยู่ที่ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช จนถึงวันนี้ กานต์อยู่กับปูนซิเมนต์ไทยมา 38 ปี 6 เดือน จากตำแหน่งวิศวกรผู้ช่วยจนก้าวสู่ตำแหน่งสูงสุดขององค์กร เขามีบุคคลที่เขายึดเป็นแบบอย่างมาตลอด คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากการที่ได้เห็นพระองค์ทรงประกอบพระราชกรณียกิจอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อประชาชนของพระองค์ เมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จฯ มาประทับที่เรือนรับรองของปูนซิเมนต์ที่ทุ่งสงในช่วงที่ยังไม่ได้สร้างพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์

“นอกจากนี้ พี่ๆ ทุกคนที่ปูนซิเมนต์ไทยก็ถือเป็นแบบอย่างให้เราได้ เพราะทุกคนมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งเราสามารถเลือกเอาข้อดีของทุกคนมาใช้ในการทำงานได้ พี่ๆ ทุกคนจึงเหมือนเป็นต้นแบบ”

สิ่งที่กานต์ยึดเป็นหลักในการทำงานเสมอมา คือ ความเป็นธรรม เพราะหากลำเอียงไปนิดเดียวจะเสียการปกครองทันที เราจึงต้องเป็นธรรมและมีเหตุมีผลกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

จากตราช้างสู่เอสซีจี บุกตลาดสากล

อีกหนึ่งก้าวสำคัญของเอสซีจี คือ การเดินบุกตลาดอาเซียนอย่างเต็มรูปแบบ หลังจากที่เข้าไปปักหลักลงทุนในอาเซียนมาได้พักใหญ่ ความเคลื่อนไหวล่าสุดที่ชี้ให้เห็นว่า บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย เอาจริงเอาจังกับตลาดในต่างประเทศ คือการยอมละทิ้งแบรนด์ตราช้างที่ใช้มาอย่างยาวนานตั้งแต่ พ.ศ. 2456 และถือเป็นแบรนด์ทรงพลังที่คุ้นเคยของคนไทย โดยได้เปลี่ยนมาเป็นแบรนด์ เอสซีจี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับอาเซียนและระดับโลก

แบรนด์เอสซีจี จุดแข็งเรื่องคุณภาพและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ครบครันด้านที่อยู่อาศัย ทั้งสินค้า บริการโซลูชั่น และช่องทางจำหน่าย เพิ่มความสะดวก จดจำง่าย ภายใต้แบรนด์เอสซีจี พร้อมกับการปรับโฉมแพ็กเกจจิ้ง และสื่อภายในร้านค้าตัวแทนจำหน่าย พร้อมจัดทำภาพยนตร์โฆษณาและสื่อต่างๆ เพื่อสร้างการรับรู้กับแบรนด์ใหม่

กานต์ ให้เหตุผลว่า การปรับเปลี่ยนแบรนด์ในครั้งนี้เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การนำวัสดุก่อสร้างของไทยบุกตลาดทั่วทั้งอาเซียน เนื่องจากมีนโยบายมุ่งสู่ความเป็นผู้นำธุรกิจทั้งในประเทศไทย อาเซียน และตลาดโลก โดย “ตราช้าง” เป็นหนึ่งในแบรนด์หลักของธุรกิจเอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ที่อยู่ในตลาดมากว่า 100 ปี ซึ่งการก้าวสู่การแข่งขันระดับอาเซียนครั้งนี้ ได้ชูจุดแข็งทั้งในเรื่องคุณภาพและนวัตกรรมของวัสดุก่อสร้างเป็นหัวหอกในการทำตลาดทั่วอาเซียน ซึ่งแบรนด์เอสซีจีนั้นได้รับการยอมรับว่าเป็นเลิศในเรื่องการพัฒนานวัตกรรมอยู่แล้ว ดังนั้น การเปลี่ยนชื่อเอสซีจีในครั้งนี้จึงเป็นการยกระดับแบรนด์ให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น

ที่ผ่านมาได้นำแบรนด์เอสซีจีก้าวสู่การแข่งขันกับประเทศต่างๆ ในอาเซียนอยู่แล้ว ทั้งในอินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และเมียนมา มีเพียง 2 ประเทศเท่านั้นที่ใช้ชื่อแบรนด์ ตราช้าง คือ ไทย และลาว ซึ่งการเปลี่ยนชื่อเรียกในครั้งนี้ มั่นใจว่าจะไม่มีผลกระทบต่อกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดในประเทศไทยอย่างแน่นอน และได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มเจ้าของบ้าน สถาปนิก ผู้รับเหมา ช่าง และกลุ่มผู้แทนจำหน่าย ถึงการเปลี่ยนชื่อแบรนด์สินค้าตราช้างมาเป็นเอสซีจี พบว่า 99% ของผู้ให้ความเห็นรับรู้ว่าตราช้างและเอสซีจีเป็นแบรนด์เดียวกัน ทั้งยังเชื่อว่าการเปลี่ยนแบรนด์ครั้งนี้ จะช่วยยกระดับทั้งด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีให้ดียิ่งขึ้น

นี่คือเกมรุกครั้งใหญ่ของเอสซีจี ในฐานะผู้ประกอบการเอกชนชั้นนำของไทย ที่เป็นต้นแบบองค์กรที่ไม่หยุดนิ่งทางด้านนวัตกรรม

 

%d bloggers like this: