สัมภาษณ์คนดัง

All posts tagged สัมภาษณ์คนดัง

สมิตา ธนะโสภณ ความสุขเกิดขึ้นในร้านขนม

Published พฤศจิกายน 13, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ตุลาคม 2558 เวลา 11:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/395504

สมิตา ธนะโสภณ ความสุขเกิดขึ้นในร้านขนม

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

เพราะมีแพสชั่นในใจมาตั้งแต่เด็กว่าอยากจะเป็นเจ้าของร้านขนม ดังนั้นถึงเส้นทางชีวิตของ หนามเตย-สมิตา ธนะโสภณ อาจจะอ้อมไปไกลกว่าจะมาถึงจุดหมายที่ฝันไว้ แต่เธอก็ไม่เคยหยุดฝัน เพียงแต่รอคอยเวลาและโอกาสที่เหมาะสม โดยไม่ลืมเก็บเกี่ยวประสบการณ์ความรู้ที่ได้ระหว่างทางก่อนจะไปสู่เส้นทางที่ฝัน เพราะทุกสิ่งที่ได้เรียนรู้คือจิ๊กซอว์ตัวสำคัญมีที่สร้างฝันอันสวยงามให้เธอในวันนี้

ในฐานะเชฟขนมและเจ้าของร้านขนมสุดฮิปอย่าง ชิกะลิเชียส ดีเซิร์ต บาร์ (Chikalicious Dessert Bar) ที่เซ็นทรัล เอ็มบาสซี และชิกะลิเชียส ดีเซิร์ต คลับ (Chikalicious Dessert Club) ที่ดิ เอ็ม
ควอเทียร์ รวมทั้งสาขาย่อยๆ ที่เอ็มโพเรียม หนามเตย บอกว่า จุดที่ยืนอยู่ตอนนี้คือ จุดที่มีความสุขที่สุด และเมื่อมองย้อนกลับไป เธอไม่เคยเสียใจกับเส้นทางที่เลือกเดิน

ถ้าเปรียบเทียบชีวิตของเชฟหนามเตยเป็นหนังสักเรื่อง ต้องบอกว่า ดูตอนต้นแล้วไม่คิดว่าตอนจบของเรื่องเธอจะได้เป็นเชฟและมีร้านขนมของตัวเองสมใจ เพราะถึงจะชอบทำขนมเป็นทุนเดิม และเข้าคอร์สเรียนทำขนมมาตลอด แต่เส้นทางชีวิตของเธอมาในสายวิชาการ เธอเติบโตมาในสายงานไอที และที่สำคัญก่อนจะผันตัวมาเป็นเชฟ เธอกำลังเรียนต่อปริญญาเอกที่สหรัฐ

“เตยชอบทำขนม ทำอาหารมาตั้งแต่เด็ก อย่างอาหารอาศัยเรียนจากคนที่บ้าน ส่วนขนมตอนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ คุณอาซื้อคอร์สเรียนทำอาหารและขนมที่กัลปพฤกษ์ให้เป็นของขวัญ ซึ่งนั่นเป็นการเรียนทำขนมแบบจริงจังเป็นครั้งแรก หลังจากเรียนมาแล้วก็อินมาก ไปซื้ออุปกรณ์มาทำตาม แต่ปราฏว่าทำออกมาไม่ได้เรื่อง เพราะการทำขนมเป็นศาสตร์ที่ไม่ใช่อ่านตำราแล้วก็ทำได้ มีเทคนิคมากมาย ซึ่งยิ่งเราทำผิดพลาดก็ยิ่งสนุก เพราะเหมือนเราได้ทดลองวิทยาศาสตร์ บางทีสิ่งที่ผิดพลาดอาจกลายเป็นเรื่องดี อย่างได้รสชาติใหม่”

 

หนามเตย บอกว่า ความชอบทำขนมยังฝังอยู่ในจิตใจ เพราะในช่วงปิดเทอมตอนเรียนปริญญาตรีที่คณะบัญชี จุฬาฯ ก็ไปเข้าคอร์สเรียนทำขนมที่ยูเอฟเอ็ม ช่วงรอไปเรียนต่อปริญญาโท หลังจากได้ทุนฟุลไบรท์ไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน ก็ไปลงเรียนทำขนมที่เดิมอีกคอร์ส หลังจากไปเรียนต่อด้านการบริหารจัดการระบบข้อมูลจนจบปริญญาโท เธอก็กลับมาเป็นอาจารย์ที่จุฬาฯ ก่อนจะลาไปเรียนต่อปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยเดิมอีก 6 ปี

การกลับไปเรียนต่อที่สหรัฐอีกครั้ง ทำให้เธอได้มีโอกาสไปนิวยอร์กบ่อยๆ หนามเตย บอกว่า ทุกครั้งที่ไปนิวยอร์กต้องแวะมากินขนมที่ร้านชิกะลิเชียส เพราะติดอกติดใจในรสชาติของขนม แถมมากี่ครั้งก็เหมือนได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ เพราะเมนูไม่เหมือนเดิมเลยสักครั้ง

“พี่ที่หนามเตยรู้จัก ซึ่งปัจจุบันเป็น 1 ใน 4 หุ้นส่วนร้านนี้ ก็ชอบขนมที่นี่มาก เคยคุยกันเล่นๆ ว่าอยากนำมาเปิดที่เมืองไทย ซึ่งพี่คนนี้ก็ตื๊อชิกะ ซึ่งเป็นเจ้าของร้านอยู่หลายปีกว่าจะยอมให้เอาเข้ามาเปิด โดยทาง
ชิกะยื่นเงื่อนไขว่าต้องส่งคนมาเรียนทำขนมกับเขา ซึ่งหนามเตยกับหุ้นส่วนอีกคนเสนอตัวว่าจะมาเรียนเอง เพราะเราก็ชอบด้านนี้อยู่แล้ว จนในที่สุดเราก็ได้มาเปิดร้านขนมสาขาแรก”

หนามเตย บอกว่า เธอมีความสุขทุกครั้งที่ได้สวมหมวกเชฟทำขนมให้ลูกค้า แต่นอกจากการเป็นเชฟบทบาทการเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนเจ้าของร้านขนม ทำให้เธอต้องมีความรับผิดชอบอื่นๆ ด้วย ซึ่งตอนนั้นสำหรับเธอ ถือว่าเป็นภาระที่หนักอึ้งเป็น 2 เท่า เพราะเธอยังเป็นอาจารย์ และต้องทำวิทยานิพนธ์สำหรับปริญญาเอกควบคู่ไปด้วย

 

“ช่วงนั้นเหนื่อยมาก สุดท้ายด้วยเงื่อนไขเวลา เลยตัดสินใจหยุดเรียนปริญญาเอก แม้ว่าใกล้จะจบแล้วก็ตาม ส่วนงานสอนหนังสือ พอตอนหลังก็ต้องหยุดไป เพื่อมาดูร้านเต็มตัว จนถึงวันนี้ถามว่ามองย้อนกลับไป เสียใจมั้ย ไม่เลยนะ เพราะการมาทำร้านขนมแค่ปีกว่าๆ ทำให้เราโตขึ้นมาก มีบางวันที่เหนื่อยมากๆ แต่พอจบวันเราจะบอกกับตัวเองว่า สุดท้ายก็ผ่านมาได้ เจอปัญหา เราก็แก้ไขมาได้”

ในฐานะที่มาเป็นเชฟขนมเต็มตัว หนามเตย ยอมรับว่า อาชีพนี้เป็นงานที่สนุก เพราะไม่มีอะไรตายตัว ทุกอย่างเป็นวิทยาศาสตร์เป็นการทดลอง เราคิดสูตรขนมใหม่ๆ ก็เหมือนเราได้ทำการทดลองทุกวัน ตอนนี้เธอยังหาเวลาเดินทางไปศึกษาเมนูใหม่ๆ จากชิกะลิเชียสที่นิวยอร์กเสมอ ปีละครั้ง ครั้งละ 2 สัปดาห์ ซึ่งเป็น 2 สัปดาห์หฤโหด ทำงานตั้งแต่ตี 4 ถึง 4 ทุ่ม ที่ต้องทำงานหนัก เพราะเธอมีเวลาจำกัด ต้องรีบเรียนให้ได้มากที่สุด

“นอกจากความรู้เรื่องการทำขนม อย่างที่บอกว่า ความฝันของเราคือมีร้านขนม ไม่ใช่เป็นเชฟทำขนมอย่างเดียว เพราะฉะนั้นทุกวิชาความรู้ที่เรียนมาไม่เสียเปล่า ถูกนำมาใช้หมด แม้แต่การเขียนโปรแกรมขึ้นมาคำนวณต้นทุนของร้าน นำทักษะด้านการบริหารจัดการ ประสบการณ์ที่เคยเป็นอาจารย์มาสอนเด็กในร้าน

เป้าหมายของเราจากนี้คือ อยากให้ชิกะลิเชียสเป็นร้านขนมที่เมื่อไหร่คนนึกถึงขนมนึกถึงเรา ไม่ใช่แค่มานั่งกินขนมที่ร้านแล้วจบ แต่สมมติอยากหาเค้กวันเกิด เค้กในโอกาสพิเศษก็คิดถึงเรา

“ทุกวันนี้เวลาที่อยู่หน้าบาร์ทำขนม คือช่วงเวลาแห่งความสุข การได้พูดคุยกับลูกค้า ถึงจะดูหน้าดุ แต่จริงๆ ใจดีมาก เตยก็อยากทำให้ตัวเองหน้ายิ้มตลอดเวลา แต่คงทำไม่ได้” หนามเตย กล่าวติดตลกทิ้งท้าย

สำหรับใครที่อยากมาชิมฝีมือของเชฟคนสวย แถมมากความสามารถ มาเจอเธอได้ช่วงเย็นๆ ที่ร้านชิกะลิเชียส สาขาเซ็นทรัล เอ็มบาสซี มาแล้วรับรองคุณจะต้องหลงเสน่ห์สาวคนนี้แน่นอน

 

ปุณฑริกา ผู้พัฒนะพงศ์ บริหารเวลาคือสิ่งสำคัญ

Published พฤศจิกายน 13, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2558 เวลา 16:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/395198

ปุณฑริกา ผู้พัฒนะพงศ์ บริหารเวลาคือสิ่งสำคัญ

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช

สาวสวยหมวยใสสไตล์เกาหลีแอบหวานซ่อนเปรี้ยว เธอเป็นสาวนักโฆษณา ทำงานด้าน Communication Executive อยู่ที่บริษัทโฆษณายักษ์ใหญ่อย่างโอกิลวี่ รับผิดชอบงานด้านครีเอทีฟและดูแลลูกค้าแบรนด์หรูอย่างเครื่องประดับและสินค้าไฮเอนด์ที่เป็นสินค้าของคุณสุภาพสตรี

หลังจากเรียนจบด้านปริญญาตรีด้านโฆษณาและการตลาดที่ University of San Francisco ซึ่งเธอไปเรียนที่สหรัฐมาตั้งแต่ชั้นไฮสกูล ตอนเรียนไฮสกูลเธอได้เล่นไวโอลินให้กับวงออร์เคสตราของโรงเรียน ได้ไปเล่นโชว์หลายเมืองทั่วอเมริกา ทั้งชิคาโก นิวยอร์ก

 

ปุณ-ปุณฑริกา ผู้พัฒนะพงศ์ สาวน้อยวัย 23 ปี นอกจากทำงานประจำที่บริษัทโฆษณาแล้วเธอยังมีงานอดิเรกมีแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเองชื่อ มูเอ็ทต้า (Muetta) ขายอยู่ที่เนเธอร์แลนด์และนิวยอร์ก และมีโครงการที่จะเปิดตัวในประเทศไทยราวๆ ต้นปีหน้า

เธอเล่าว่า คุณแม่อยากให้เรียนทางด้านธุรกิจหรือด้านบัญชี เพราะอยากจะให้มาช่วยธุรกิจของครอบครัวที่ทำงานด้านไม้อัดเพื่อใช้ในงานด้านอสังหาริมทรัพย์ แต่เธอไม่ค่อยชอบงานด้านนี้ จึงขอเรียนด้านโฆษณาควบไปด้วย จึงจบปริญญาตรีมา 2 ใบ คือด้านโฆษณาและด้านการตลาด และเธอก็จบมาในระดับเกียรตินิยมเหรียญทอง เธอบอกว่าเป็นเด็กเรียนดีมาตั้งแต่เด็กๆ ตอนแรกตั้งใจว่าอยากเป็นทันตแพทย์ แต่คุณแม่เกรงว่าจะเรียนหนักและทำงานหนักเกินไป ก็เลยแนะนำให้เรียนด้านธุรกิจ แต่เธอก็ไม่ค่อยชอบ อยากเรียนด้านศิลปะมากกว่า ก็เลยขอคุณแม่ว่าจะเรียนด้านธุรกิจควบคู่กับเรียนโฆษณาไปพร้อมๆ กัน เพราะเป็นเด็กชอบเรียน ก็ไม่มีปัญหาอะไร จบมาได้ตามที่ตั้งใจไว้

 

“ตอนนี้ก็เลยทำงานอยู่ 3 อย่าง คืองานประจำที่โอกิลวี่ กลางคืนออกแบบเสื้อผ้าของตัวเอง วันหยุดเสาร์อาทิตย์ไปช่วยงานด้านตลาดต่างประเทศให้คุณแม่ ตอนนี้อายุยังน้อย ยังมีพลังยังมีไฟอยู่ ก็ทุ่มเททำทุกอย่างให้เต็มที่ เพราะงานที่ทำทุกอย่างเป็นงานที่ชอบที่รักทั้งสิ้น เราแบ่งเวลาได้ รู้ลำดับความสำคัญอะไรก่อนหลังก็ไม่มีปัญหาอะไรค่ะ เวลาที่เราได้ทำอะไรที่เราชอบจริงๆ เราจะหาเวลาทำมันได้เอง เราจะจัดการได้ ปุณไฮเปอร์ชอบทำอะไรหลายอย่างพร้อมกันมาตั้งแต่สมัยเรียนแล้วค่ะ แล้วงานที่ทำทั้งโฆษณาและเสื้อผ้าก็ชอบทั้งสองงานเลย ปุณไม่เที่ยวกลางคืน นอนเร็วตื่นเช้า แล้วซื้อคอนโดใกล้ออฟฟิศนั่งรถไฟฟ้าแค่ 2 สถานี กลับถึงบ้านก็ทำงานเสื้อผ้ามีเวลาเพียงพอค่ะ การบริหารเวลาให้เป็นก็สำคัญค่ะ”

 

ปุณฑริกา บอกว่า การทำงานโฆษณามีความกดดันและแข่งขันสูง ถ้าหากไม่รู้จักบริหารจัดการชีวิตด้วยการสร้างสมดุล อาจจะทำให้เครียดได้ง่าย ดังนั้นการที่มีของหวานในชีวิตด้วยการได้แบ่งเวลาบางส่วนในวันหยุดหรือนอกเหนือเวลางานมาทำงานอดิเรกที่รักเพื่อเป็นการผ่อนคลายได้ทำอะไรเล็กๆ ที่สร้างความสุขรื่นรมย์ใจ ได้มีที่ปล่อยของระบายความเครียด ชีวิตมันต้องมีหลายบทหลายอารมณ์ มีงานหลักมีงานรอง มันจะทำให้ชีวิตมีสีสัน เป็นความสุขใจในอีกมุมหนึ่งของคนเรา ซึ่งคนต้องมีงานอดิเรก

เธอเล่าว่า แบรนด์มูเอ็ทต้าของเธอนั้นเปิดมาได้เกือบ 2 ปี ในอนาคตอันใกล้เธออยากจะพัฒนาแบรนด์มูเอ็ทต้าของเธอให้ครบวงจรผลิตภัณฑ์ของผู้หญิง ด้วยการทำเมกอัพให้ครบวงจร ซึ่งเป็นความฝันที่ต้องพยายามทำให้ได้

 

“ปุณมีน้องสาวอีก 2 คน คนกลางเพิ่งจบกลับมาแล้วทำงานอยู่แบงก์ชาติ ส่วนคนเล็กใกล้จะจบ ถ้ากลับมา สามสาวก็มาช่วยกันได้ เพราะเราก็เรียนกันมาคนละสาขา ก็มาช่วยกันในจุดต่างๆ ให้แบรนด์แข็งแรงมั่นคงขึ้น” เธอกล่าวอย่างมั่นใจ

สำหรับสไตล์การแต่งตัวของเธอเอง เธอบอกว่า ชอบโทนขาว ดำ ครีม สีอ่อนเบาๆ ชอบแนวเรียบโก้ มีคัตติ้งดีๆ น้อยๆ แต่งดงาม

“ในตู้เสื้อผ้าจึงมีขาว ดำ ครีม เทา เป็นหลัก เพราะใช้ได้ทุกโอกาสไม่มากเกินไป แล้วเอาเครื่องประดับ เครื่องเงิน เพชร หมวก แว่นตา กระเป๋าโก้ๆ เพิ่มเข้าไป เพราะสีขาว สีเงิน เข้ากับอะไรก็ง่าย ไม่ชอบแต่งตัวตามกระแสมาก แต่งตามสไตล์ที่เหมาะกับตนเอง ไม่จำเป็นต้องแบรนด์เนมเสมอไป สวยในแบบที่เราเป็นนั้นดีที่สุดค่ะ”

 

ธชย ภาพิบูลสถาพร ทำธุรกิจต้องคิดนอกกรอบ

Published พฤศจิกายน 13, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ตุลาคม 2558 เวลา 10:08 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/394816

ธชย ภาพิบูลสถาพร ทำธุรกิจต้องคิดนอกกรอบ

โดย…ภาดนุ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ดร.ธชย ภาพิบูลสถาพร หรือจอห์น นักบริหารหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงวัย 28 ปี แห่งบริษัท เอ ดี เฮาส์ (ADH) ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ประเภทบ้านและคอนโด บอกเล่าถึงเรื่องราวในชีวิตของเขาให้ฟังอย่างเป็นกันเอง

“ผมเริ่มต้นเข้ามาช่วยบริหารธุรกิจครอบครัวเมื่อ 4 ปีที่แล้วหลังจากเรียนจบ ครอบครัวผมทำธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์มา 30 ปีแล้วตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ ตอนเข้ามาแรกๆ ผมเริ่มจากตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาดและฝ่ายขายก่อน

การเรียนทางด้านบริหารมาโดยตรงมีส่วนช่วยในการทำงานของผมได้เยอะเลย ผมจึงเข้ามาเรียนรู้ระบบของฝ่ายขายตั้งแต่เริ่มต้น แต่ก็มีข้อครหาเหมือนกันว่า เอ๊ะ เราเป็นลูกชายเจ้าของบริษัทนะ จะมีความสามารถพอที่จะทำได้หรือเปล่า ก็เลยทำให้ผมเกิดแรงฮึดสู้เพื่อที่จะพิสูจน์ตัวเองให้ได้”

แม้ช่วงที่จอห์นเข้ามาทำงานจะมีเซลส์แมเนเจอร์อยู่หลายคน แต่เขาก็ได้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นผลงานด้วยยอดขายโครงการคอนโดตลอดระยะเวลา 4 ปี โดยทำยอดขายได้เดือนละ 100 กว่าล้านบาท ซึ่งเขามีวิธีคิดและเทคนิคเฉพาะตัวที่สามารถเพิ่มยอดขายให้กับบริษัทได้

“วิธีบริหารของผมก็คือ การนำวิธีคิดใหม่ๆ มาใช้โดยกล้าลงทุนกับงาน ดูรายละเอียดของงาน ไปจนถึงสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภค โดยผมเข้าไปสัมผัสกับงานขายตั้งแต่การเป็นเซลส์ขายห้องในคอนโดก่อนเลย ซึ่งผมคิดว่าการที่เราจะไปเป็นหัวหน้าหรือไปสอนใครได้ เราจำเป็นต้องรู้รายละเอียดของงานทุกขั้นตอนก่อน เมื่อรู้จริงแล้วเราถึงจะให้คำแนะนำผู้ที่จะมาเป็นลูกน้องเราได้”

 

จอห์น บอกว่า เวลามีลูกค้าสนใจมาดูห้องคอนโดในโครงการ เขาจะพูดแนะนำด้วยความมั่นใจ เพราะได้ศึกษาข้อมูลและทำการบ้านมาอย่างดีแล้ว

“ก่อนอื่นผมต้องดูว่าคนที่สนใจมาซื้อเป็นใคร แล้วเขาจะซื้อเพื่ออะไร จะอยู่เอง จะซื้อให้เช่า หรือซื้อไว้ลงทุนขายต่อ ข้อมูลเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญทั้งสิ้น ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่แล้วโครงการของเรา ผู้ซื้อมักจะเป็นนักลงทุนคนไทยที่ซื้อไว้ขายต่อให้ชาวต่างชาติ อย่างโครงการคอนโด เดอะ แกรนด์ที่พัทยา คนซื้อส่วนใหญ่จะเป็นฝรั่งต่างชาติที่กินบำนาญซึ่งย้ายมาอยู่เมืองไทยแบบถาวรกับภรรยาและลูกชาวไทย

โครงการนี้ผมทำยอดขายห้องได้ถึง 100 ล้านบาท ในระยะเวลา 3 เดือนแรกที่เริ่มต้นดูแลฝ่ายขาย เมื่อศึกษาจนพอรู้หลักการแล้ว ผมก็ช่วยเทรนพนักงานขายจนเขาสามารถขายห้องได้ถึง 30 ห้อง/เดือนเลยครับ ก็รู้สึกดีใจที่ตัวเองและทีมสามารถทำยอดขายได้เยอะที่สุดเท่าที่เคยมีมา”

ตามประสาคนเก่งที่มักจะไม่หยุดอยู่แค่นั้น จอห์นจึงเรียนรู้ทุกอย่างและพิสูจน์ตัวเองโดยการขยายทีมฝ่ายขายของเขาจาก 5 คน เป็น 10 คน และ 20 คน ตามลำดับ และทำยอดขายได้ดีเสมอมา กระทั่งปัจจุบันนี้เขาได้นั่งในตำแหน่งเอ็มดีด้านฝ่ายขายและการตลาดมาตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

 

 

“ถ้าให้พูดจริงๆ ความรับผิดชอบของผมตอนนี้มันนอกเหนือจากหน้าที่เยอะเลยครับ (หัวเราะ) เพราะผมต้องมานั่งคิดคอนเซ็ปต์ใหม่ๆ ให้กับธุรกิจด้วย อย่าง 3 โปรเจกต์ของบริษัทที่เพิ่งเปิดโครงการคอนโดไปตั้งแต่ต้นปี ก็คือ ‘บลูโอเชียน’ ที่พัทยา-นาจอมเทียน (ติดสวนน้ำการ์ตูน เน็ตเวิร์ก) ‘วอเตอร์ บีช’ ที่หัวหิน-ชะอำ และ ‘เอดี แบงค็อก’ ที่ถนนพระราม 5 กรุงเทพฯ ทุกโครงการจะเป็นคอนโดโลว์ไรส์ 8 ชั้นทั้งหมด ที่ล้วนมีไอเดียของผมร่วมอยู่ด้วยเพื่อให้ดูมีความเป็นโมเดิร์นขึ้น เช่น สภาพแวดล้อมของโครงการ รวมทั้งสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ที่คล้ายกับสวนน้ำซึ่งดูทันสมัยยิ่งขึ้น”

จอห์น บอกว่า ทั้งสามโครงการที่เปิดตัวไปเมื่อต้นปีนี้ ปัจจุบันขายห้องคอนโดแบบพรีเซลไปได้ 70% แล้ว และกำลังเร่งสร้างให้แล้วเสร็จอยู่ได้โดยเร็ว

“หลักในการทำตลาดของผม คือ ทำคอนโดหรือบ้านพักตากอากาศที่คนทั่วไปสามารถสัมผัสได้ ไม่ใช่เฉพาะคนรวยเท่านั้นที่ซื้อได้ ดังนั้นราคาของคอนโดโครงการเราจึงไม่แพงมาก เริ่มต้นไม่ถึง 1 ล้านบาท ก็ซื้อได้

ถ้าทั้งสามโครงการนี้ประสบความสำเร็จแล้ว ในอนาคตผมอยากทำโรงแรมหรือรีสอร์ทในโลเกชั่นอื่นๆ เช่น ที่ภูเก็ตหรือที่เขาใหญ่ เพราะปัจจุบันนี้การสร้างคอนโดขายในกรุงเทพฯ มีการแข่งขันสูง โลเกชั่นมีราคาแพงมาก จนคนทั่วไปไม่สามารถสู้ราคาได้เลย ผมจึงคิดว่าควรทำโครงการต่างๆ ในโลเกชั่นตามต่างจังหวัดน่าจะดีกว่า

 

ตอนนี้เราก็ดูสถานที่ที่ภูเก็ตและสำรวจตลาดของที่นั่นไว้บ้างแล้ว แต่ก็อาจจะเพิ่มโครงการใหม่ๆ ที่พัทยาและหัวหินควบคู่ไปด้วย ซึ่งสไตล์หรือคอนเซ็ปต์ของโครงการก็จะมีการเปลี่ยนทุกครั้ง โดยรูปแบบโครงการอาจจะดูสนุกสนานขึ้นตามสไตล์ของผม (ยิ้ม) และอาจมีความเป็นวาไรตี้ในเรื่องของสไตล์ในแต่ละตึกที่ดูแตกต่างและมีจุดขายมากขึ้น เพราะคนแต่ละคนชอบไม่เหมือนกัน”

จอห์น เสริมว่า โครงการแต่ละโครงการที่ทำนั้นใช้เงินลงทุนเป็นพันล้าน อย่างทั้งสามโครงการที่กล่าวไป มูลค่าการลงทุนโดยรวมแล้ว 6,000 ล้านบาทได้ ตอนนี้เขาก็กำลังมุ่งไปที่การทำเว็บไซต์ออนไลน์และโซเชียลมีเดีย ซึ่งดูเหมือนจะเข้าถึงผู้คนในยุคนี้ได้มากกว่า ถ้าสนใจก็เข้าไปดูข้อมูลได้ที่ www.facebook.com/adhcondo และ www.adpattaya.com

“การทำงานบริหารซึ่งมีลูกน้องในความรับผิดชอบหลายคน ใช่ว่าจะราบรื่นเสมอไป เพราะอาจมีปัญหาทั้งตัวงานที่ต้องบริหาร รวมทั้งคน การตลาด ฝ่ายขาย เงินลงทุน และอื่นๆ ที่ต้องดูแลเอาใจใส่อยู่ตลอดเวลา เมื่อมีปัญหาที่จุดไหน ผมจะรีบแก้ไขทันที จะไม่ปล่อยให้เป็นปัญหาเรื้อรังนานๆ

การขึ้นมาเป็นผู้บริหารนั้นต้องเวิร์กฮาร์ดเกือบ 7 วันเลยครับ ช่วงนี้ผมจึงมีเวลาให้ตัวเองน้อยลงไปเยอะ เพราะมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น งานเยอะขึ้น แต่ถ้ามีเวลาว่างผมก็จะพักผ่อนโดยการอ่านหนังสือหรือเข้าฟิตเนสบ้าง บางครั้งก็อาจออกไปแฮงเอาต์กับเพื่อนๆ บ้างตามโอกาสครับ”

ชายหนุ่มทิ้งท้ายว่า สำหรับสาวในสเปกแล้ว เขาชอบสาวผมยาว หุ่นดี ทำงานเก่ง และสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ยิ่งหน้าตาน่ารักด้วยจะยิ่งดีมาก…สาวๆ ได้ยินแบบนี้แล้วพากันส่องกระจกสำรวจตัวเองกันใหญ่เลยล่ะ

 

สร้างแบรนด์เองไม่ไกลเกินเอื้อม

Published พฤศจิกายน 13, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ตุลาคม 2558 เวลา 10:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/394616

สร้างแบรนด์เองไม่ไกลเกินเอื้อม

โดย…วราภรณ์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

แม้รูปร่างของ บิว-เนธิยาภาวิ์ วิริยะตั้งสกุล วัย 24 ปี จะเล็กบอบบาง แต่ความสามารถด้านสร้างแบรนด์และการออกแบบไม่ได้เล็กพริกขี้หนู เธอเป็นเด็กรุ่นใหม่ดีกรีปริญญาตรีด้านแฟชั่นดีไซน์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่เดินตามความฝันอยากมีแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตัวเอง ภายใต้ชื่อ “Naetiyapa”

เอกลักษณ์โดดเด่นที่เป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์คือ เน้นเสื้อผ้าสีพาสเทล และตัวเสื้อผ้าไม่เข้ารูป ซึ่งเป็นความชอบส่วนตัว ลุคออกบอยๆ ทว่าแฝงความเซ็กซี่ที่ลูกเล่นตัวเสื้อด้านหลังซีทรูนิดๆ ดึงเสน่ห์ของผู้หญิงออกมา สร้างแบรนด์ได้เพียงหนึ่งปีเศษ แต่ด้วยคาแรกเตอร์ของเสื้อผ้าทำให้เสื้อผ้าของเธอได้ไปวางจำหน่ายที่ร้านไทยดีไซเนอร์มัลติแบรนด์ แฟ็บแล็บ (Fablab) ชั้น 2 เซ็นทรัลเวิลด์ ทำให้เธอสามารถขยายฐานลูกค้าไปที่ชาวต่างชาติด้วย

 

เนธิยาภาวิ์ เล่าแรงบันดาลใจของการสร้างแบรนด์ คือ เธอชอบขีดๆ เขียนๆ มาตั้งแต่เด็ก พอจบการศึกษาเธอเริ่มคิดถึงการสร้างแบรนด์ เพราะหากเริ่มเร็วก็จะไปได้เร็วกว่าคนอื่น แต่ก็ทำการบ้านเพิ่มทักษะตัวเองด้วยการทำงานในตำแหน่งอาร์ตไดเรกเตอร์ คุมฝ่ายศิลป์ทั้งหมดให้กับบริษัทนำเข้าด้านแฟชั่นของญี่ปุ่นในเมืองไทย โดยมีหน้าที่ดูแลการจัดทำอาร์ตเวิร์กสื่อสิ่งพิมพ์ จัดดิสเพลย์หน้าร้านในหมวดสินค้าบิวตี้ให้สวยงาม ทำให้เธอได้เรียนรู้และมีความเข้าใจในตลาดสินค้าแฟชั่นในโลกที่เป็นจริงมากขึ้น

“เดิมบิวชอบแฟชั่น ชอบออกแบบ วาดรูป เห็นอะไรใหม่ๆ มองว่ามันสามารถดัดแปลงเป็นเสื้อผ้าในสไตล์ที่เราชอบได้ไหม พอทำงานได้ 2 ปี คิดว่าทำไมเราไม่ทำแบรนด์เสื้อผ้าในสไตล์ที่เราชอบ เพื่อให้คนได้เสพสิ่งที่เราสร้างขึ้นมา ซึ่งเป็นเป้าหมายก่อนเรียนจบว่า อย่างไรเราต้องมีแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตัวเองให้ได้ แต่อยากหางานประจำซัพพอร์ต โดยเลือกเป็นคนละไลน์เพื่อไอเดียจะได้ไม่ตีกัน ก็เลยเลือกทำงานอาร์ต บิวจึงได้เรียนรู้เรื่องกระบวนการคิดเพื่อปรับใช้กับแบรนด์ ทำควบคู่กับการทำแบรนด์เสื้อผ้า เช่น เวลาเราจัดป๊อปอัพนำเสนอเสื้อผ้าแบรนด์เรา เราก็คิดให้แตกต่างจากร้านอื่นๆ ได้อย่างไร เพื่อปรับใช้กับเสื้อผ้าของเราให้แตกต่างจากคนอื่นๆ เช่น การเลือกโทนสี การจัดวางเสื้อผ้าแต่ละชุด ลุคนี้แมตช์กับลุคอันนี้ได้ คอลเลกชั่นเราจะมีสีอะไรบ้าง เพื่อให้มู้ดและโทนออกมาในทิศทางเดียวกัน”

 

เสื้อผ้าทั้งคอลเลกชั่นก็จะสามารถมิกซ์แอนด์แมตช์กันได้ทั้งหมด โดยการจะสร้างแบรนด์นั้น เนธิยาภาวิ์ บอกว่า ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานที่บ้านทำธุรกิจด้านเสื้อผ้ามาก่อน แต่เธอปรับใช้สิ่งที่ได้เรียนรู้จากที่บ้านทำธุรกิจผลิตรองเท้าบู๊ตกันน้ำจำหน่ายตลาดล่างมานานกว่า 10 ปี ทำให้เธอรู้ทริกการแก้ไขปัญหาที่เกิด เช่น ผลิตเสื้อผ้าจำนวนหนึ่งก่อนด้วยทุนที่จำกัดออกมาลองตลาด 1 คอลเลกชั่นเพียงไม่กี่ไอเทม เช่น เชิ้ต เบลเซอร์ กางเกงขาสั้น กางเกงขายาว และเสื้อครอปอย่างละ 1 แบบ และจับทั้ง 5 ชิ้นมาใส่มิกซ์แอนด์แมตช์ได้หลายๆ ลุค จากนั้นค่อยๆ เพิ่มสีจะได้ผสมผสานกันได้อีก จัดให้ลูกค้าได้เห็นเกิดไอเดียในการแต่งกาย

คอลเลกชั่นแรกเธอจึงผลิตไม่เยอะ เพื่อทดลองตลาดว่าลูกค้าชอบแบบไหน เลือกไซส์ไหนและสีอะไร ก็พบว่าเสื้อผ้าไซส์เอสขายดีมากก็ผลิตไซส์เอสมากหน่อย แต่ก็มีไซส์เอ็มและแอลด้วย แต่ผลิตน้อยหน่อย เพราะไม่ได้มีเงินลงทุนมากมายเพียง 1 แสนบาทเท่านั้น บวกกับการสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ดูเก๋ ดูเป็นอินเตอร์ด้วยการใส่ใจในการถ่ายลุคบุ๊ก เลือกทำงานร่วมกับนางแบบฝรั่ง เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้แบรนด์ดูน่าเชื่อถือมากขึ้น

 

“บิวค่อนข้างให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ของแบรนด์เท่าๆ กับคุณภาพของการตัดเย็บ บิวจะลงทุนเยอะกับค่าถ่ายลุคบุ๊ก ค่าเช่าสตูดิโอ และนางแบบเพื่อเก็บเป็นพอร์ตโฟลิโอของแบรนด์ มีซัพพลายเออร์ติดต่อเข้ามาหลายเจ้า เพราะลุคบุ๊กที่สวยงามของเรา อีกทั้งเราอยากสร้างภาพลักษณ์ให้ดูอยู่ในตลาดบนนิดนึงค่ะ”

ด้านการวางแผนการตลาดในฐานะเป็นแบรนด์ใหม่ที่เกิดมาได้เพียงปีเศษ เธอเริ่มต้นจากการวางจำหน่ายแบรนด์ผ่านไอจี Naetiyapa Official ซึ่งผลตอบรับดีทีเดียว แต่ก็ต้องใจเย็นและต้องใช้เวลา เพราะเธอถ่อมตัวว่าเป็นแค่เด็กผู้หญิงธรรมดาๆ ดังนั้น คุณภาพของงานคัตติ้งต้องเนี้ยบ โดยเสื้อผ้าทุกชิ้นเธอใส่ใจในรายละเอียด และต้องผ่านสายตาของเธอแทบทุกชิ้นก่อนส่งถึงมือลูกค้า

“แม้เป็นแบรนด์ใหม่ แต่บิวค่อนข้างไม่มีปัญหาเรื่องช่างฝีมือในการเย็บผ้า เพราะตอนเรียนหนังสือก็ได้เคยออกแบบและเลือกผ้าด้วยตัวเอง เราจึงรู้แหล่งช่างฝีมือตัดเย็บ พอขายผ่านไอจีเราพยายามกระตุ้นตลาดคิดโปรโมชั่นในแต่ละสัปดาห์เพื่อให้เกิดความน่าสนใจ หรือผลิตไอเท็มใหม่ๆ ออกมาสร้างความตื่นเต้นในตลาดเสมอๆ อีกทั้งต้องหมั่นออกบูธตามแหล่งช็อปปิ้งดังๆ เรียกว่าเป็นการหาเวทีให้ตัวเอง และทุกครั้งที่ไปจะพกนามบัตรไปด้วย เพื่อประชาสัมพันธ์แบรนด์อีกทางหนึ่ง เป็นการเริ่มตลาดแบบเล็กๆ เหมาะกับแบรนด์เล็กๆ อย่างเรา คนก็เริ่มรู้จักมากขึ้น มีทั้งลูกค้าเก่าและใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่คุณภาพเราต้องดีด้วย เพราะลูกค้าก็อยากได้ของดีๆ เพื่อให้ลูกค้าประทับใจเราด้วย

 

เราไม่มีหน้าร้าน เราจึงเพิ่มบริการหากลูกค้าใส่เสื้อผ้าไม่พอดีเราเปลี่ยนให้ เป็นการให้บริการที่เราใส่ใจในความพอใจของลูกค้าเป็นหลัก เราไม่ได้ฮาร์ดเซลส์ แต่เราเลือกสิ่งที่ดีให้กับเขา พอเรามีหน้าร้านของตัวเอง เราก็มีหน้าที่เป็นเพอร์ซันนัล สไตลิสต์ (ยิ้ม) ลูกค้าก็มีมาถามเหมือนกันว่าเบลเซอร์ตัวนี้ควรใส่กับกางเกงตัวไหนก็มีค่ะ ซึ่งเราก็แนะนำไปด้วยความเต็มใจ อีกทั้งการเก็บฐานข้อมูลลูกค้าที่เป็นขาประจำ เพื่อทำของขวัญชิ้นพิเศษช่วงปลายปีมอบให้เป็นการขอบคุณด้วยค่ะ ซึ่งการเน้นการตัดเย็บที่เนี้ยบบางครั้งเสื้อผ้าบางตัวต้องอัดกาวเพิ่มเพื่อให้เสื้ออยู่ทรงสวยงาม ทำให้ต้นทุนสูงตาม บิวก็ยอมกำไรน้อยหน่อย เพื่อดึงดูดลูกค้ากลับมาซื้อเสื้อผ้าซ้ำๆ”

อุปสรรคก็มีมาให้ทดสอบการแก้ปัญหาด้วยเช่นกัน นอกจากช่างฝีมือหายากแล้ว ก็มีการส่งสินค้าไม่ตรงตามเวลา ยิ่งมีร้านขึ้นห้างสรรพสินค้าด้วยแล้ว ต้องมีสต๊อกที่มากขึ้น ทำให้ได้สินค้าไม่ตรงตามเดดไลน์ ทำให้บางครั้งก็สูญเสียลูกค้าไปบ้างเหมือนกัน แต่เธอมีวิธีจัดการกับปัญหาคือ พูดคุยกับช่างกำหนดเสร็จสินค้าให้ชัดเจน คิดโปรโมชั่นลดราคาคอลเลกชั่นเก่า เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ  หรือแบบไหนยังไม่ได้สินค้าก็อย่าโปรโมทผ่านไอจี เป็นต้น

 

หัวใจหลักทำแบรนด์ให้อยู่รอดท่ามกลางเสื้อผ้าหลากหลายแบรนด์ คือ รักในสิ่งที่ตัวเองทำ ทำให้มีความอดทน ไม่ใช่ทำเสื้อผ้าเพราะเป็นกระแส มีใจที่สู้ เพราะหากไม่สู้แบรนด์ก็จะหายไปจากตลาดในที่สุด

“แบรนด์ใหม่ๆ เกิดขึ้นและก็หายไปเกือบทุกวัน ดังนั้น อยากมีแบรนด์เป็นของตัวเองก็ต้องรักจริงๆ ในสภาพเศรษฐกิจที่ยอดไม่ดีก็ต้องอดทน แล้วมันจะผ่านไปได้ และเราพยายามคิดบวก รักและทำไปเรื่อยๆ ก็จะทำได้ไปเอง”

สุดท้ายเธออยากแนะนำน้องๆ ว่า หากอยากมีแบรนด์ของตัวเองไม่ใช่เรื่องยาก แต่ทุกคนต้องตั้งใจให้แน่วแน่ เกิดปัญหาอย่าท้อ อุปสรรคเป็นสิ่งที่ต้องเจออยู่แล้ว ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือใหญ่ เพราะการทำงานทุกอย่างไม่ได้ราบรื่น แค่อย่าท้อ รัก อดทน ให้กำลังใจตัวเอง และทำไปเรื่อยๆ แล้วจะพบทางออกของปัญหาในที่สุด

 

นลิน เจริญพิทักษ์ชัย ชีวิตคิดบวก

Published พฤศจิกายน 13, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 ตุลาคม 2558 เวลา 09:07 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/393901

นลิน เจริญพิทักษ์ชัย ชีวิตคิดบวก

โดย…ภาดนุ ภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

นลิน เจริญพิทักษ์ชัย หรือ อู๋ สาวหล่อบุคลิกดี เล่าถึงเส้นทางชีวิตในแบบของเธอให้เราฟัง แม้จะไม่ดราม่าจนทำให้ชีวิตยากลำบากมากนัก แต่เชื่อว่าเรื่องราวของเธอน่าจะเป็นแนวทางและเป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิตให้กับหลายคนได้

“ตอนเด็กๆ อู๋เรียนโรงเรียนหญิงล้วนมาโดยตลอด ฉะนั้นการมีแฟนเป็นผู้หญิงด้วยกันจึงถือเป็นเรื่องค่อนข้างปกติมาก อู๋เป็นเด็กผู้หญิงที่นิสัยห้าวๆ มาตั้งแต่เด็กแล้ว ด้วยความที่เราเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลของโรงเรียน ก็จะมีเพื่อนนักเรียนหญิงมากรี๊ดและมีคนเข้ามาหาเยอะ ซึ่งตอนนั้นเราก็รู้สึกว่ามันเท่ดีนะ

พอขึ้น ม.1 อู๋ก็เริ่มมีแฟนเป็นครั้งแรก แต่เป็นความรักแบบปั๊ปปี้เลิฟมากกว่า ซึ่งตอนนั้นเรายังไม่ค่อยรู้ว่าความรักคืออะไร เห็นเพื่อนมีแฟนกัน เราก็อยากมีบ้าง พอมีรุ่นพี่ ม.6 ในโรงเรียนมาชอบ ก็เลยคุยกันมาเรื่อยๆ และตกลงคบเป็นแฟนกัน”

อู๋ เผยว่า เธอรู้ตัวว่าชอบผู้หญิงด้วยกันมาตั้งแต่เรียนอยู่ ป.5 ที่โรงเรียนประจำ ซึ่งตอนนั้นเธอรู้สึกว่าเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งน่ารักดี แม้จะมีเพื่อนนักเรียนชายจากโรงเรียนอื่นมาเล่นด้วย แต่เธอกลับรู้สึกว่าไม่อยากยุ่ง ไม่อยากอยู่ใกล้

 

“ด้วยความที่อู๋เป็นลูกสาวคนสุดท้องในจำนวนพี่น้อง 4 คน ซึ่งเป็นผู้ชายทั้งหมด การอยู่กับพี่ชายมากๆ ก็มีส่วนทำให้อู๋เบี่ยงเบนเหมือนกันนะ (หัวเราะ) เพราะแทนที่อู๋จะได้เล่นอะไรแบบที่เด็กผู้หญิงทั่วไปเล่นกัน ก็กลายเป็นว่าต้องเล่นยิงปืน ขับรถแข่ง หรือต่อยมวยกับพวกพี่ๆ แทน เลยคิดว่าสภาพแวดล้อมก็น่าจะมีส่วนนิดๆ แต่พอโตขึ้นอู๋กลับคิดว่าจริงๆ แล้วมันอยู่ที่จิตใจมากกว่า สภาพแวดล้อมและสังคมก็แค่เป็นตัวช่วยบีบเท่านั้น แต่ถ้าเราชอบผู้ชายซะอย่าง ก็ไม่มีอะไรมาเปลี่ยนใจเราได้” (ยิ้ม)

อู๋ บอกว่า ครอบครัวของเธอเป็นครอบครัวคนจีน แถมเธอยังเป็นลูกสาวคนเดียว พ่อแม่จึงทนุถนอมมากเป็นพิเศษ ตอนเด็กๆ แม่มักจะชอบจับเธอใส่กระโปรงให้ดูน่ารักฟรุ้งฟริ้งอยู่เสมอ จนขึ้น ป.5 เธอก็เริ่มรู้สึกว่าไม่ชอบใส่กระโปรงเอาซะเลย เพราะใส่แล้วรู้สึกตลกและไม่มั่นใจ เธอจึงเลิกใส่กระโปรงในชีวิตประจำวันมาตั้งแต่นั้น แต่ทว่าชีวิตในรั้วโรงเรียนและรั้วมหาวิทยาลัยก็ต้องทำตามระเบียบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“อู๋เรียนจบปริญญาตรีทางด้านบัญชีจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พอเรียนจบปุ๊บก็สมัครงานเป็นบาริสต้าที่ร้านกาแฟชื่อดังแห่งหนึ่งเลย ซึ่งคุณพ่อไม่เห็นด้วยอย่างแรง เพราะท่านส่งให้เราเรียนบัญชีก็เพื่อหวังจะให้มาช่วยกิจการที่บ้าน ซึ่งทำโรงงานผลิตพลาสติก แต่อู๋ก็รั้นมาทำงานเป็นบาริสต้าจนได้ เนื่องจากชอบทำขนมมาตั้งแต่เด็กและใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่งจะต้องมีร้านกาแฟเป็นของตัวเอง”

สาวหล่อเข้าไปทำงานและเรียนรู้การเป็นบาริสต้า ฝึกฝนการทำลาเต้อาร์ต พร้อมกับเรียนหลักสูตรบาริสต้าและเรียนทำขนมอบเพิ่มเติมที่ สถาบัน เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิตธานี ไปด้วย ซึ่งช่วงที่เริ่มทำงานนี่แหละที่ทำให้เธอรู้จักความรักจริงๆ เป็นครั้งแรกกับสาวที่เรียกว่าแฟนได้แบบเต็มปาก แต่แล้วก็มีเหตุให้ต้องเลิกรากันไปด้วยความไม่เข้าใจกัน ซึ่งเจ้าตัวบอกว่ารู้สึกเสียใจไม่น้อย

 

“อู๋ทำงานที่ร้านกาแฟแห่งนั้นปีครึ่งได้ เรียกว่าทำลาเต้อาร์ตและชงกาแฟได้ทุกชนิดเลย จริงๆ แล้วอู๋อยากจะทำต่อนะ แต่ด้วยความที่งานหนักมาก ต้องยืนทั้งวัน วันละ 10 ชั่วโมง ก็ทำให้เกิดอาการเอ็นร้อยหวายอักเสบขึ้นมาจนต้องหยุดทำไปเลย”

หลังจากออกมาพักฟื้นร่างกายสักพักใหญ่ๆ จนหายดีแล้ว สาวหล่อจึงคิดที่จะเปิดร้านกาแฟและเบเกอรี่ของตัวเองขึ้น ซึ่งโชคดีที่คุณพ่อของเธอได้ช่วยหาสถานที่ไว้ให้เรียบร้อยแล้ว

“ร้านกาแฟของอู๋ชื่อ คาเฟ่ โอ เลต์ (Cafe au Lait) เป็นภาษาฝรั่งเศส แปลว่า กาแฟใส่นม ร้านอยู่ใต้ตึกคอนโด ศุภาลัย พรีเมียร์ ราชเทวี นอกจากเปิดร้านกาแฟแล้ว อู๋ยังทำเบเกอรี่ส่งให้ที่อื่นด้วย บางครั้งก็รับจัดเคเทอริ่งในงานอีเวนต์เล็กๆ บ้าง พูดได้ว่าการเปิดร้านกาแฟและเบเกอรี่นั้นเป็นความฝันของอู๋เลยละ เมื่ออู๋สามารถพัฒนาจากการทำงานและการเรียนรู้จนเปิดร้านได้ก็รู้สึกภูมิใจมาก”

อู๋ บอกว่า ทุกวันนี้การที่เธอเป็นสาวห้าวที่ชัดเจนในตัวเอง เมื่อก่อนคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ค่อยอยากจะยอมรับสักเท่าไหร่ เพราะเธอเป็นลูกสาวคนเดียวของครอบครัว ท่านจึงคาดหวังว่าเธอจะต้องแต่งงานมีครอบครัวออกเรือนไป ซึ่งเธอก็ได้ลองพยายามแล้วแต่ก็ไม่สำเร็จ

“ตอนเรียน ม.ปลาย อู๋เคยย้ายไปเรียนโรงเรียนสหศึกษา ตอนนั้นเห็นเพื่อนๆ มีแฟนเป็นคู่หญิงชายปกติ อู๋ก็เริ่มสับสนว่าตัวเองควรจะมีแฟนบ้างไหม ประกอบกับมีผู้ชายมาจีบ ซึ่งเป็นผู้ชายสะอาดสะอ้าน นิสัยดี อู๋ก็เลยลองคบดู แต่ก็ไปไม่รอด จนปัจจุบันนี้เราก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่ และเขาได้กลายเป็นเกย์ไปเรียบร้อยแล้ว” (หัวเราะ)

 

อู๋ เสริมว่า หลังจากนั้นเธอก็ไม่คิดจะลองคบกับผู้ชายอีกเลย ซึ่งแต่ก่อนพ่อกับแม่ก็ยังไม่เลิกหวัง แต่ช่วง 2-3 ปีมานี้พวกท่านก็เลิกถามถึงเรื่องนี้ไปเลย และยอมรับได้ในตัวตนที่แท้จริงของเธอ

“ปัจจุบันนี้อู๋ทำแต่งาน ก็มีสาวที่คุยๆ ด้วยอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่ได้คบใครเป็นแฟนจริงจัง เพราะรู้สึกว่าตัวเองยังไม่พร้อม และอยากทำร้านกาแฟและทำเบเกอรี่ของตัวเองให้ประสบความสำเร็จเสียก่อน ถ้าเจอคนที่ใช่จริงๆ แล้วค่อยว่ากัน อู๋ชอบผู้หญิงสวยนะ ผมยาวด้วยยิ่งดี (หัวเราะ) แต่เหนือสิ่งอื่นใดความเข้าใจกันคือสิ่งสำคัญที่สุด”

อู๋ ทิ้งท้ายว่า สำหรับหลายคนที่ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แถมยังต้องเจอกับอุปสรรคชีวิตมากมาย ก่อนอื่นต้องยอมรับให้ได้ว่าคนเราเกิดมาไม่เหมือนกัน ฉะนั้นจงอย่าน้อยใจในโชคชะตาของตัวเองเลย ถ้าตัวเองทุกข์อยากให้มองย้อนไปดูว่ายังมีคนอื่นที่ทุกข์มากกว่าเราอีกเยอะ จงพัฒนาตัวเองต่อไปให้ดีทุกวัน อย่าคิดไปแข่งกับใคร ให้แข่งกับตัวเราเอง และทำให้ดีที่สุดก็จะเกิดผลดีในด้านต่างๆ ขึ้นเอง

“ทุกวันนี้มีคนรวยระดับพันล้านหลายคนที่เริ่มจากศูนย์หรือติดลบก็มี แต่เขาไม่หยุดที่จะพัฒนาตัวเองทุกวัน พวกเขาจึงมีวันนี้ได้ อย่างเราชาวเพศที่สามเองก็เหมือนกัน สมัยก่อนอาจจะลำบากที่จะเปิดเผย แต่สมัยนี้สังคมค่อนข้างที่จะเปิดรับเยอะมาก บางคนเป็นคนดังซึ่งสังคมยอมรับและให้เกียรติ ดังนั้นให้คิดว่าแม้เราจะเป็นเพศไหนก็ตาม แต่ถ้าเราเป็นคนเก่ง เป็นคนดี อู๋เชื่อว่าสังคมสมัยนี้ต้องให้การยอมรับอย่างแน่นอน เพียงแต่คุณต้องตั้งใจและกล้าที่จะพิสูจน์ตัวเองเท่านั้น”

 

ไกรทิพย์ ศิวะกฤษณ์กุล เครื่องประดับทำให้ผู้หญิงดูดี

Published พฤศจิกายน 13, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2558 เวลา 15:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/393836

ไกรทิพย์ ศิวะกฤษณ์กุล เครื่องประดับทำให้ผู้หญิงดูดี

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

มีหลายคนที่เรียนมาด้านหนึ่ง แต่มาทำงานอีกด้านหนึ่ง และเพราะความที่มีใจรักทำให้ทำงานนั้นได้เป็นอย่างดี แม้ว่าจะไม่ได้จบด้านนี้มาโดยตรงก็ตาม เช่นเธอคนนี้ ไกรทิพย์ ศิวะกฤษณ์กุล ครีเอทีฟ ไดเรกเตอร์ บริษัท มาวี ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องประดับที่ทำจากพลอยเนื้ออ่อนและเงิน แบรนด์มาวีเปิดตัวมาได้ประมาณ 5 ปี โดย 3 ปีแรกขายผ่านทางออนไลน์ จนเมื่อ 2 ปีที่แล้วเพิ่งเปิดหน้าร้านเป็นของตัวเองที่ตึกอัมรินทร์ พลาซ่า แม้ว่าตลาดเครื่องประดับแนวนี้จะมีอยู่ในตลาดอยู่แล้วเกือบ 10 แบรนด์ เธอก็มั่นใจว่าถึงจะเป็นน้องใหม่แต่ก็มีจุดขายที่ชัดเจน มีการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์พร้อมหัวใจสู้เต็มร้อย

ด้านการศึกษานั้น เธอไปเรียนไฮสคูลที่ประเทศออสเตรเลีย และจบปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์สังคมจากประเทศออสเตรเลีย แล้วกลับมาทำงานที่บริษัทโฆษณาอยู่ 6-7 ปี ก่อนที่จะออกมาทำธุรกิจของตัวเอง โดยหุ้นกับเพื่อนสนิทที่เคยเรียนอยู่ที่ประเทศออสเตรเลียด้วยกัน

หลงใหลในศิลปะ

เธอบอกว่าที่จริงชอบทางด้านอาร์ตมากกว่าด้านเศรษฐศาสตร์ แต่ด้วยความที่รู้ว่าคุณพ่อคุณแม่อยากให้เรียนด้านเศรษฐศาสตร์มากกว่า เธอเลยอยากเรียนให้คุณพ่อคุณแม่ แต่พอเรียนมาจริง จบมาก็ไม่ได้ทำงานในสิ่งที่เรียน เธอก็มาทำงานด้านโฆษณาที่มีทักษะด้านอาร์ตมากกว่าอยู่ดี ไม่เคยทำในสิ่งที่เรียนมาเลย พอทำงานสักพักก็หยุดไปเรียนต่อด้านกราฟฟิกดีไซน์ที่นิวยอร์กอยู่หลายเดือน แล้วก็กลับมาทำบริษัทโฆษณาเต็มตัวอีกครั้ง

 

 

ไกรทิพย์ เล่าต่อไปว่า เธอชอบงานศิลปะ ชอบงานด้านสวยๆ งามๆ มาตั้งแต่วัยรุ่น คุณแม่มีโรงเรียนสอนจัดดอกไม้ เธอก็ไปเข้าคอร์สเรียนจัดดอกไม้จนครบคอร์สแล้วมาเป็นครูสอนจัดดอกไม้อยู่หลายปี ตั้งแต่อายุ 16-17 ปี ก็สอนแล้ว โดยสอนต่อเนื่องมาเกือบ 10 ปี เนื่องจากชอบเรื่องสวยๆ งามๆ หวานๆ นี่คืองานถนัดของเธอที่ทำมาโดยตลอด แม้ขณะที่ทำงานบริษัทโฆษณาเธอก็ยังมีเสียงเรียกร้องในหัวใจว่าที่ทำอยู่นั้นมันไม่สุด ยังอยากทำอะไรสวยๆ งามๆ อยากปล่อยของในการออกแบบให้เต็มที่ เธอไม่อาจทนเสียงเรียกร้องนั้นได้ จึงเริ่มลองทำเป็นไซด์ไลน์ด้วยการออกแบบเครื่องประดับขายทางเว็บไซต์ในชื่อแบรนด์มาวี ทำอยู่ 3 ปี ผลตอบรับเป็นไปได้ด้วยดี ในที่สุดเธอก็คิดว่ามันต้องไปต่อด้วยการเปิดหน้าร้านเป็นของตัวเอง และถึงเวลาที่จะออกจากงานประจำมาปั้นธุรกิจนี้ให้เติบโตแข็งแรง ซึ่งเธอรับผิดชอบเรื่องการออกแบบและผลิต

เธอบอกว่ามักได้ยินบ่อยๆ ที่ว่ากันว่าเครื่องประดับคือเพื่อนแท้ของผู้หญิง ถ้าเครื่องประดับนั้นสวยงามก็สามารถบ่งบอกถึงบุคลิกของผู้สวมใส่ได้เป็นอย่างดี และหากเครื่องประดับนั้นมีราคาก็พลอยทำให้ผู้สวมใส่ดูมีค่าราคาแพงมากขึ้นไปด้วย ดังนั้นเครื่องประดับกับคุณสาวๆ จึงเป็นของคู่กันนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ คุณผู้หญิงก็ขาดเครื่องประดับไม่ได้ ซึ่งมันฟังดูเป็นเรื่องจริง เพราะเครื่องประดับทำให้ผู้หญิงสวยและดูดีขึ้น

สวยสไตล์มิกซ์แอนด์แมตช์

ไกรทิพย์ บอกว่า จุดเด่นของแบรนด์มาวี (Mar vie) นั้นเป็นจิวเวลรี่สไตล์คลาสสิกร่วมสมัย เน้นดีไซน์ที่เรียบหรู แต่แฝงไว้ด้วยความโดดเด่นทันสมัย ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากความต้องการของผู้หญิงสมัยใหม่ในปัจจุบันที่ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตในเมือง มีความมุ่งมั่น มั่นใจในตัวเอง มีความสามารถรอบตัว และถึงแม้จะดูบอบบางน่าทะนุถนอม แต่ยังคงมีบุคลิกภาพที่สง่างาม พร้อมฟันฝ่าความท้าทายในภารกิจของทุกๆ วัน

มาวีจึงได้นำคุณสมบัติเหล่านี้มาผสานเป็นแนวคิดในการออกแบบเครื่องประดับที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงด้วยดีไซน์คลาสสิก บวกกับประโยชน์ใช้สอยที่หลากหลาย ช่วยให้ผู้หญิงสามารถนำไปใช้งานแบบมิกซ์แอนด์แมตช์ที่สอดรับกับรูปแบบการใช้ชีวิตที่ลื่นไหล ไม่หยุดนิ่ง สะท้อนบุคลิกแห่งความมาดมั่น สวยหวาน แต่ดูโฉบเฉี่ยวทันสมัยในเวลาเดียวกัน

“เครื่องประดับทุกชิ้นของเราใช้วัสดุพลอยเนื้ออ่อนแท้ที่ผ่านการเจียระไนด้วยเทคนิคและรูปแบบพิเศษสำหรับมาวีโดยเฉพาะ ตัวเรือนเป็นเงินแท้ และชุบทองเพื่อการใช้งานที่คงทนยาวนาน เพราะเชื่อว่าเครื่องประดับไม่ใช่เป็นเพียงของประดับสวยๆ หรือใส่เพื่อการบ่งบอกสไตล์เท่านั้น แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตของผู้หญิงอีกด้วย ที่สำคัญต้องคุณภาพดี ราคาจับต้องได้ และปรับประยุกต์ใช้งานได้ในทุกโอกาส ใน 1 ชิ้นสามารถแยกใส่ได้ 2 แบบ คือทูอินวัน เช่น ต่างหูสามารถถอดส่วนล่างออกเพื่อมิกซ์แอนด์แมตช์กับสีอื่นๆ ได้ และสร้อยมุกสามารถใส่ได้ถึง 3 แบบ เป็นต้น ราคาก็จะอยู่ที่หลักพันไปจนถึงหลักหมื่น เน้นกลุ่มคนทำงาน 25-50 ปี ที่มีไลฟ์สไตล์ทันสมัยเรียบโก้ เราเรียนกราฟฟิกมาก็ได้เอามาใช้ในเรื่องการออกแบบ การใช้โทนสี เพื่อสร้างแบรนด์ให้เป็นเอกลักษณ์”

ไกรทิพย์ยังกล่าวถึงเทรนด์สีเครื่องประดับที่คาดว่าจะมาแรงในปีหน้าก็คือโทนสีฟ้าสดใสแบบฟ้าเทอร์คอยส์ ส่วนรูปแบบการดีไซน์จะชิ้นเล็กลง เป็นงานชิ้นเล็กๆ แต่จะหวานๆ ใสๆ สีอ่อนๆ แนวพาสเทล ชมพูอ่อน ฟ้าอ่อน เขียวอ่อน เบาๆ ฟรุ้งฟริ้ง

“โทนสีที่เข้ากับคนไทยที่ผิวสองสีออกเหลืองจะใส่แล้วขับผิวดี แต่ที่จริงแล้วการใส่เครื่องประดับไม่มีข้อจำกัด ไม่ว่าคุณจะผิวขาวหรือผิวเข้ม จะตัวใหญ่หรือตัวเล็ก ส่วนใหญ่แล้วเครื่องประดับจะทำให้คุณดูดีโดดเด่นขึ้น ผู้หญิงควรจะมีเครื่องประดับสักชิ้นสองชิ้นบนร่างกายจะช่วยให้ดูสดใสมีเอกลักษณ์ มีเสน่ห์ยิ่งขึ้น”

หลักการทำงาน

เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ อย่าหยุดนิ่ง เพราะโลกหมุนเร็วตลอดเวลา โลกมีเรื่องใหม่ๆ เข้ามาทุกวัน นอกจากนี้คือต้องพยายามแบ่งเวลาให้ชัดเจน เวลางาน เวลาส่วนตัว เนื่องจากพอมาทำธุรกิจของตัวเองเรามักจะบ้าพลังทำแบบหามรุ่งหามค่ำ ซึ่งระยะยาวแล้วไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไหร่ การบริหารเวลาจึงเป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน พอๆ กับการกล้าที่จะตัดสินใจว่าช่วงไหนต้องลุย ช่วงไหนต้องถอย เมื่อเจออุปสรรคปัญหาต้องลุกขึ้นสู้และยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ

 

สิรพัฐ พิพัฒน์วีรวัฒน์ ทำงานให้มีความสุข จะได้ผลลัพธ์ที่ดี

Published พฤศจิกายน 13, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 ตุลาคม 2558 เวลา 11:43 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/393483

 

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ฝ่าสายฝนมาให้สัมภาษณ์ ชายหนุ่มหน้าใสท่าทางใจดียิ้มแย้มในวัย 29 ปี จอน-สิรพัฐ พิพัฒน์วีรวัฒน์ ผู้บริหารรุ่นที่ 2 ของร้านเพชรเดอร์มอนด์ (Der Mond) ที่เพิ่งกลับมาช่วยธุรกิจของครอบครัวอย่างเต็มตัวเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ตอนนี้เขารับผิดชอบทางด้าน Marketing Manager และ Head Designer

สิรพัฐ จบปริญญาตรีที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้านออกแบบอุตสาหกรรม ทำงานด้านกราฟฟิกดีไซน์อยู่สักพัก ก่อนไปเรียนจบปริญญาโท ด้าน Marketing Management ที่ Aston University เมืองเบอร์มิงแฮม สหราชอาณาจักร จากนั้นก็ไปทำงานด้านการตลาดอยู่พักใหญ่ๆ ก่อนที่จะมาช่วยธุรกิจร้านเพชรของครอบครัว เพื่อที่จะได้ไปลองหาประสบการณ์ที่อื่นดูบ้าง เขาสร้างระบบการทำงานแบบไหน เพื่อที่จะได้นำมาปรับใช้กับการทำงานในกิจการของครอบครัวที่มีอยู่ 3 สาขา และมีแบรนด์ลูกอยู่อีก 3 แบรนด์ ที่ก่อตั้งขึ้นมาในรุ่นของเขาซึ่งเป็นรุ่นที่ 2

เขาเล่าว่า ตอนนี้มีเขากับพี่สาวที่เข้ามาช่วยธุรกิจของที่บ้านเต็มตัว โดยเขารับผิดชอบด้านการออกแบบและการผลิต ขณะที่พี่สาวจะดูเรื่องวัตถุดิบและการตลาด โดยส่วนตัวเขานั้นเพิ่งเข้ามาอย่างเต็มตัวได้ประมาณ 3 ปีกว่า เขาว่าธุรกิจนี้ก็มีความท้าทายและการแข่งขันสูงมาก ทั้งแบรนด์ไทยด้วยกันเอง “นอกจากนั้น ยังมีแบรนด์จิวเวลรี่จากต่างประเทศที่เข้ามาเปิดตลาดในประเทศไทยที่มีเข้ามาเรื่อยๆ อีกหลายแบรนด์ เราก็ต้องปรับตัวตามเพื่อให้ทันกับการแข่งขันที่รุนแรงเข้มข้นขึ้นตลอดเวลา”

ขยายตลาดให้ครอบคลุม

สิรพัฐ กล่าวว่า แบรนด์เดอร์มอนด์ เปิดมานานถึง 23 ปี โดยคุณพ่อคุณแม่ของเขาสร้างขึ้นมาเพื่อจับตลาดกลุ่มเอขึ้นไป มาในยุคของเขาจึงขยายตลาดเพิ่มในกลุ่มตลาดระดับซีบวก เน้นตลาดกลุ่มคนทำงานชั้นกลาง สินค้ามีขนาดเล็กลง มีความเป็นแฟชั่นมากขึ้น ชื่อแบรนด์เรเวรอฟ (Reverof) ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 3 หมื่นบาทขึ้นไป จนถึงหลักแสน ซึ่งเปิดมาได้เกือบ 2 ปี

“เราอยากขยายตลาดให้กว้างขึ้น มาในกลุ่มคนทำงานที่สามารถใช้เพชรในชีวิตประจำวัน ใส่ไปทำงาน ใส่เดินเล่นวันหยุด ใส่เพชรกับกางเกงยีนส์กับเสื้อเชิ้ตได้ เพชรเป็นเพื่อนที่ทำให้ผู้หญิงดูดีขึ้น ด้วยการออกแบบที่ดูทันสมัยเรียบแต่โก้ ไม่ดูเยอะ หรือว่าโดดเด่นมากเกินไป เป็นเพชรเม็ดเล็กขนาด 10 สตางค์ ออกแบบเก๋สำหรับคนอายุ 25-35 ปี เป็นเพชรเคาน์เตอร์ที่ขายในโซนเครื่องประดับตามห้างสรรพสินค้า”

นอกจากนั้น เขายังเปิดแบรนด์น้องใหม่ เน้นหินกับเงินมาร้อยสลับกันราคาหลักพัน จับกลุ่มวัยรุ่นทั้งผู้หญิงและผู้ชาย มีช็อปที่สยามดิสคัฟเวอรี่ ชื่อแบรนด์ เดียมันเต (Diamante) ซึ่งเพิ่งเปิดมาเมื่อปลายปีที่แล้ว รับกระแสความชื่นชอบของหินสีแต่จะไม่เน้นหินเม็ดใหญ่มากนัก จะเป็นหินเม็ดเล็กร้อยสลับกับเม็ดเงินที่ออกแบบเป็นรูปต่างๆ สามารถใส่ได้ในชีวิตประจำวันทั้งชายและหญิง สีสันเน้นโทนเรียบๆ คลาสสิก

ตั้งเป้าโกอินเตอร์

เขา บอกว่า สำหรับอนาคตอันใกล้ภายใน 2 ปีนี้ เขาตั้งเป้าที่จะปั้นแบรนด์หลักอย่างเดอร์มอนด์ ให้เป็นแบรนด์จิวเวลรี่ของไทยที่แข็งแรง และสามารถขยายตลาดไปสู่ต่างประเทศได้ เช่น มีช็อปเพิ่มที่ประเทศในแถบตะวันออกกลาง ญี่ปุ่น ยุโรปบางประเทศ ซึ่งตั้งเป้าว่าปีนี้จะไปเปิดตลาดที่ประเทศญี่ปุ่นให้ได้

ปี 2015 แบรนด์เดอร์มอนด์ ได้ร่วมมือกับบริษัทญี่ปุ่น เพื่อนำสินค้าไปทำการตลาดที่ญี่ปุ่น นับเป็นแบรนด์เครื่องประดับเพชรแท้จากประเทศไทยแบรนด์แรก ที่ได้เข้าไปเริ่มทำการตลาดในประเทศญี่ปุ่น เพราะเขามีความมั่นใจทั้งเรื่องคุณภาพและราคา ด้วยโอกาสในการคัดเลือกเพชรจากหลายๆ แหล่งทำให้เดอร์มอนด์ได้ค้นพบว่าสามารถคัดเพชรได้สวยกว่าที่ระบุในใบรับประกัน ทั้งสีน้ำ เหลี่ยมการเจียระไน รวมทั้งประกายไฟ ซึ่งเดอร์มอนด์ได้สร้างแบรนด์เพชรพาวเวอร์ ออฟ เลิฟ (Power of Love) ขึ้น เพื่อให้เป็นเพชรที่มีประกายไฟที่บริสุทธิ์และสวยที่สุด

“เรามั่นใจในคุณภาพและฝีมือของช่างไทย ที่มีทักษะในงานจิวเวลรี่เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก ทั้งเรื่องการเผา การเจียระไนพลอย แม้กระทั่งฝีมือในการสร้างสรรค์งานให้มีความละเอียดอ่อนช้อย โดยเฉพาะงานสาน งานถักทอนี่ ช่างไทยขึ้นชื่อมาก แม้กระทั่งงานที่ทันสมัย งานสไตล์อาร์ต เดคโค ช่างไทยก็เยี่ยมยอด เราจึงต้องการสร้างแบรนด์หลักเราให้เติบโตแข็งแรงเป็นที่รู้จักในตลาดต่างประเทศบ้าง อยากให้โกอินเตอร์ (หัวเราะ) ส่วนแบรนด์ลูกก็ให้เติบโตอยู่กับตลาดในประเทศก็เพียงพอแล้ว”

สนุกกับการทำงาน

สิรพัฐ กล่าวว่า หลังจากที่ทำงานมาอย่างจริงจังตลอด 5 ปีที่ผ่านมานี้ เขาว่าสิ่งที่สำคัญคือต้องมีความสุขกับการทำงาน รักในงานที่ทำ คุณถึงจะออกไปทำงานทุกวันได้ด้วยหัวใจที่อิ่มเอิบ แล้วคนที่ทำงานกับเราก็จะมีความสุข หากไปทำงานด้วยการฝืนใจผลลัพธ์ออกมาก็ไม่ดีกับใครทั้งสิ้น ทำใจให้ร่มรื่น มองอะไรในแง่บวกเข้าไว้ แล้วทุกอย่างจะดีขึ้นและได้ผลลัพธ์ที่ดี

นโยบายการทำงานที่เขายึดถือ ก็คือคุณภาพเพชรถือเป็นสิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญของเดอร์มอนด์เสมอมา เพชรทุกเม็ดไม่ว่าจะเป็นเพชรที่มีขนาดเล็กกว่า 0.01 กะรัต หรือเพชรที่มีใบรับประกันจาก GIA, HRD แล้วก็ยังต้องผ่านการตรวจสอบจากเดอร์มอนด์แล็บ ที่มีเครื่องมือที่ทันสมัยและควบคุมโดยนักอัญมณีศาสตร์จากสถาบัน GIA ด้วย

“เพื่อให้มั่นใจว่าอัญมณีที่อยู่บนเครื่องประดับของเราจะเป็นอัญมณีที่งดงามที่สุด ด้วยเหตุนี้จิวเวลรี่กว่า 80% ของเดอร์มอนด์ จึงเลือกใช้เพชร Internally Flawless ที่ผ่านการคัดเลือกแล้วทุกเม็ด เพื่อให้ผลงานของเราเป็นผลงานที่ทรงคุณค่าอย่างแท้จริง เซตจิวเวอรี่ของเดอร์มอนด์ เพรสทีจ ที่เปรียบเสมือนงานศิลปะ เป็นผลงาน Masterpiece ที่ทำขึ้นมาเพียงชิ้นเดียว มีรูปแบบดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ โดดเด่น ด้วยแรงบันดาลใจในการผลิตที่แตกต่างกันออกไป ไม่มีงานซ้ำที่จะใส่ไปชนกับใครอย่างแน่นอน

คนที่มาซื้อเพชร แน่นอนว่าเขาต้องมีความชอบก่อน มีความสุขจากการได้สวมใส่ ได้ชื่นชมการออกแบบที่สวยงาม บ่งบอกบุคลิกของเขา สิ่งที่ได้เพิ่มขึ้นมา ก็คือการซื้อเครื่องเพชรนั้นถือเป็นการลงทุนเพื่อสินทรัพย์อีกประเภทหนึ่ง ถ้าซื้อของดีของชิ้นใหญ่ราคามักไม่ตก สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินได้อย่างรวดเร็ว ยิ่งถ้าซื้อกับร้านใหญ่มีใบรับรองยิ่งดีเพราะเป็นที่เชื่อถือได้ เก็บไว้เป็นสมบัติให้ลูกหลานต่อไปได้”

ภัทรดนัย เสตสุวรรณ ไอศกรีมใส่ไอเดีย ‘ครีมมี บัซเซิล’

Published พฤศจิกายน 13, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ตุลาคม 2558 เวลา 10:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/393254

ภัทรดนัย เสตสุวรรณ ไอศกรีมใส่ไอเดีย ‘ครีมมี บัซเซิล’

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

ประเทศไทยเป็นเมืองร้อน ทำให้ไอศกรีมเป็นเมนูคลายร้อนของใครหลายคน นักร้องวงเค-โอติก และนักแสดงหนุ่ม “เขื่อน-ภัทรดนัย เสตสุวรรณ” จากภาพยนตร์ “หอแต๋วแตก แหกนะคะ” ค่ายโมโนฟิล์ม ในเครือ โมโน กรุ๊ป เป็นอีกหนึ่งนักชิม (ไอศกรีม) ที่ตอนนี้ผันตัวมาเป็นนักธุรกิจ เปิดร้านไอศกรีมในแบบฉบับของตัวเอง ครีมมี บัซเซิล (Creamy Buzzle)…จะอร่อยและน่ากินเหมือนเจ้าของมั้ยเนี่ย?

“เมื่อก่อนเป็นนักชิมไอศกรีม เพราะชอบเมนูของหวานอร่อยๆ ครับ แต่ตอนนี้เป็นเจ้าของร้านไอศกรีมแล้ว ก็ยังชอบกินและต้องเพิ่มหน้าที่ในการเฟ้นหาของอร่อยใหม่ๆ เพื่อต้อนรับลูกค้าของเรา ความฝันของผมคือ ธุรกิจไอศกรีมในแบบฉบับของตัวเอง ที่มีรสชาติถูกปาก เป็นทั้งอาหารตาและอาหารใจที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่” เขื่อนเล่า

“ก่อนหน้านี้เขื่อนเคยทำขนมขายกับเพื่อนๆ มาก่อน ขายมาหมดแล้ว ทั้งคุกกี้บราวนี่ เยอะแยะมากมาย ส่วนใหญ่ก็ดัดแปลงคิดสูตรเอง ทำเองขายเอง โดยขายตามบูธงานต่างๆ ใช้เวลาว่างจากการทำงานศิลปินไปทำครับ เป็นงานอดิเรกที่ผมทำมานานแล้ว ได้การตอบรับจากลูกค้าบ้างอะไรบ้าง เราก็นำมาปรับปรุงสูตรของเรามาเรื่อยๆ จนลงตัวในปัจจุบัน”

ปัจจุบันนักร้องนักแสดงหนุ่มยังทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร ที่สถาบันเสริมความงาม วุฒิ-ศักดิ์ คลินิกด้วย โดยล่าสุดเขาแบ่งเงินทุนก้อนหนึ่ง เพื่อนำมาตั้งต้นธุรกิจ สานฝันร้านไอศกรีมคนรุ่นใหม่ ซึ่งทุ่มเทอย่างมาก ถือเป็นธุรกิจหลักที่จะใช้เป็นธุรกิจของครอบครัวต่อไป

 

“ร้านขนมและไอศกรีมของผม คิดคอนเซ็ปต์เริ่มต้นจากไอเดียที่ต้องโดนใจ เราอยากทำร้านไอศกรีม ต้องเป็นร้านที่ไม่เหมือนใคร เพราะร้านประเภทไอศกรีม-หวานเย็นในศูนย์การค้ามีคู่แข่งเยอะ”

เขื่อนเล่าว่า ธุรกิจร้านไอศกรีมน่าจะเหมาะกับเมืองไทย ซึ่งเป็นเมืองร้อน คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่มีเมนูโปรดเป็นไอศกรีม รับประทานแล้วคลายร้อน ที่สำคัญต้องมีความสวยงาม ต้องมีไอเดียที่ดี คนกินสามารถถ่ายและโพสต์รูปได้ไม่อายใคร

อย่างเขื่อนเองชอบกินของหวาน แต่ไม่ชอบรสชาติที่หวานเกินไป อย่างไรก็ตามคนไทยบางกลุ่มก็ยังชอบหวานอยู่ เขื่อนจึงแก้ปัญหานี้ด้วยการมาพบกันครึ่งทาง ทำอย่างไรให้ถูกใจคนชอบหวานกลางๆ แถมสนุกกับการได้มาที่ร้านของเรา โพสต์รูปไอศกรีมของเรา

“เดี๋ยวนี้คนไม่ได้ต้องการมากินอย่างเดียว แต่ต้องการร้านที่แชร์ไลฟ์สไตล์ของเขาได้ด้วย ก็ออกมาเป็นครีมมี บัซเซิลครับ”

 

Creamy Buzzle มีความหมายว่า ครีมต่างๆ และเสียงผึ้ง คอนเซ็ปต์การออกแบบร้านเป็นรังผึ้ง ทุกอย่างออกแบบล้อกับรวงผึ้ง มีรสนมสด รสชาเขียว และทูโทน ได้แก่รสนมสดผสมชาเขียว เนื้อไอศกรีมอร่อยกลมกล่อม ไม่หวานมาก โดยเป็นสูตรที่เขื่อนและคุณแม่ช่วยกันคิดและปรับปรุง

“จุดเด่นของเราคือไม่หวานมาก แต่อร่อยนุ่มนวล นอกจากนี้ลูกค้ายังสามารถเลือกท็อปปิ้ง หรือเครื่องโรยหน้าไอศกรีมมากกว่า 20 รายการ ออกแบบไอศกรีมถ้วยโปรดของตัวเองได้อย่างเต็มที่อลังการ” เขื่อนเล่า

สำหรับราคาก็ไม่แพงมาก เริ่มต้นที่ 79 บาทเท่านั้น เติมด้วยท็อปปิ้งต่างๆ ที่จะช่วยเพิ่มรสชาติ เช่น สายไหม รังผึ้ง สตรอเบอร์รี่ช็อกโกแลต บราวนี่ ฯลฯ ราคาท็อปปิ้งรายการละ 20-30 บาทเท่านั้น ลูกค้าได้สนุกกับการสร้างสรรค์ไอศกรีมหน้าตาสวยๆ น่ารับประทานในสไตล์ของตัวเอง”

เขื่อนเล่าว่า เปิดร้านมานานกว่า 6 เดือนแล้ว กระแสตอบรับเรียกได้ว่าดีทีเดียว น่าปลื้มใจเวลาเห็นลูกค้าเข้าร้านเยอะๆ (ฮา) สาขาแรก Creamy Buzzle เซ็นทรัล ลาดพร้าว ชั้น 3 ถือว่าประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ที่ขายดีมาก แปลกใจตัวเองอยู่นิดหน่อยตรงที่คาดการณ์ว่าลูกค้าส่วนใหญ่คงเป็นวัยรุ่น แต่กลายเป็นว่ากลุ่มลูกค้าของครีมมี บัซเซิลเป็นกลุ่มคนทำงาน

ส่วนกระแสตอบรับในโลกโซเชียลIG : Creamy Buzzle และ www.facebook.com/creamybuzzle ก็ดีมากเช่นกัน ทุกคนที่มาร้านนอกจากจะติชมรสชาติของไอศกรีมโดยตรงแล้ว ส่วนใหญ่ยังชื่นชมในไอเดียของตัวไอศกรีม โดยเฉพาะการตกแต่งร้านที่แปลกใหม่ นั่งแล้วเหมือนอยู่ในรังผึ้งได้บรรยากาศเหมือนเป็นผึ้งตัวหนึ่งในรัง ที่แอบกินขนมเสียเอง อุ๊ปส์ (หัวเราะ) ทุกคนอัพรูปสวยๆ คู่กับไอศกรีม บอกต่อความอร่อย

อนาคตกับโอกาสการขยายธุรกิจ เขื่อนเล่าว่า เป้าหมายระยะสั้นคือการทำร้านสาขาแรกให้ลงตัว ในช่วงนี้ต้องทุ่มเทเวลาและการทำงานให้อย่างเต็มที่ เนื่องจากมองว่าเป็นธุรกิจของครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบสูง ธุรกิจดี ปันผลดี ดูแลลูกน้องได้ก็พอใจแล้ว ขณะเดียวกันก็ปูฐานไว้สำหรับอนาคตต่อยอดเป็นสาขาใหม่ๆ รอเวลาและความพร้อมสำหรับอนาคต

“ความคาดหวังของผมก็คือ ธุรกิจอยู่ได้ ยืนอยู่ได้ เป็นรายได้ของครอบครัว เป็นโอกาสทางธุรกิจที่คงจะทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปครับ” เขื่อนเล่า

 

สำหรับข้อแนะนำสำหรับวัยรุ่นในการทำธุรกิจ นักแสดงหนุ่มจากหอแต๋วแตก แหกนะคะ เล่าว่า เริ่มจากความชอบส่วนตัวน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แม้ช่วงแรกที่เริ่มต้นอาจจะยังขลุกขลัก เพราะสายสัมพันธ์หรือเครดิตต่างๆ อาจจะยังไม่แน่นหรือดีพอ ก็ต้องค่อยๆ ขยับขยาย อย่าใจร้อนหรือใจเร็วด่วนได้ ต้องรอบคอบและควรมีผู้ใหญ่หรือผู้เชี่ยวชาญในสาขาธุรกิจนั้นๆ เป็นพี่เลี้ยง คอยกำกับหรือให้คำปรึกษา ก็ไม่ผิดกติกา

เขื่อนเล่าว่า อยากให้ทุกคนที่อยากทำธุรกิจได้เริ่มต้นทดลองในสิ่งที่อยากทำดู อย่าปล่อยให้เวลาผ่านเลยไปอย่างเปล่าประโยชน์ การเริ่มต้นธุรกิจในช่วงวัยหนุ่มสาวมีข้อดีตรงที่มีแรงและมีพลังที่ดี มีทัศนคติที่ดี ล้มแล้วลุกใหม่ได้ พลาดได้เพราะยังมีเวลา ยังมีโอกาส แต่ต้องไม่ประมาท ต้องขวนขวายหาความรู้ในสิ่งที่จะทำให้ถ่องแท้ หาตัวช่วยที่ดี คือคนที่ทำธุรกิจมาก่อน จะช่วยเราได้มาก

“อย่างเขื่อนเริ่มต้นจากความชอบครับ ถ้าเราชอบกิน เราก็จะสามารถอยู่กับมันได้เรื่อยๆ เราชอบของอร่อย มีคุณภาพ เราก็จะสามารถบอกต่อสินค้าของเราได้อย่างเต็มใจและพูดได้อย่างเต็มปาก ก็ลองดูนะครับ ชอบอะไรเริ่มจากสิ่งนั้นครับ ถึงจะมีปัญหาแต่เราก็จะไม่ท้อง่าย เพราะเราชอบมัน”

 

เส้นทางบนหน้าผา อารักษ์ อมรศุภศิริ

Published พฤศจิกายน 13, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ตุลาคม 2558 เวลา 17:35 น. …. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/393040

เส้นทางบนหน้าผา อารักษ์ อมรศุภศิริ

โดย… รอนแรม

“โถ…คนเรา ยามมีเราไม่เคยสนใจ แต่ยามที่จะหายไป เราอยากจะขอมันคืนมาใหม่” วรรคแรกของเพลง “คิดถึง” ซิงเกิ้ลใหม่ของ เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริตอนแรกคิดว่าเขากล่าวถึงเพียงความรัก แต่หลังจากพูดคุยกับเป้ในด้านที่ไม่มีคำว่าบันเทิง มันทำให้รู้ว่าสิ่งที่กำลังหายไปแล้วเราอยากได้คืนมาใหม่ นั่นคือเวลา

เป้จึงไม่ปล่อยให้เวลาหมดไปโดยที่ไม่ทำในสิ่งที่อยากทำ ทั้งนักดนตรี นักร้อง นักแสดง และนักปีนผา ซึ่งเป็นบทบาทนอกจอที่ทำมานานกว่า 5 ปี

หลงรักหน้าผา

เป้เข้าไปอยู่ในวงการปีนผาโดยการชักชวนของเพื่อน เริ่มจากปีนผาจำลองในฟิตเนส นับตั้งแต่วันแรกที่เข้าไป เขาก็กลับไปอีกไม่รู้กี่ครั้ง

“พอได้ปีนครั้งแรกแล้วรู้สึกชอบมาก พอชอบก็กลับไปเล่นและเล่นอยู่อย่างเดียว” เป้กล่าว ตามปกติเป้จะไปปีนอาทิตย์ละ 1-3 ครั้ง หากมีเวลาจะไม่รอช้าไปปีนหน้าผาธรรมชาติ

“ผาจำลองกับผาจริงมันแตกต่างกันมาก ผาจำลองมันจำลองขึ้น เราจะเห็นหมดว่าอะไรอยู่ตรงไหน ต้องจับหินก้อนไหน ก้าวเท้าอย่างไร แต่ผาจริงๆ เราจะต้องหาทางไปเองซึ่งท้าทายกว่ามาก”

หน้าผาที่เป้เคยพิชิตมาแล้วมีที่ไร่เลย์ จ.กระบี่ ซึ่งถือเป็นสวรรค์ของนักปีนผาทั่วโลก น้ำ ผา ป่า ใหญ่ แคมป์ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ที่มีที่พักเพื่อนักปีนผาโดยเฉพาะ เขาย้อยและเขาอีโก้ จ.เพชรบุรี เขาจีนแล จ.ลพบุรี ที่โด่งดังเรื่องทุ่งทานตะวันในเดือน ธ.ค. และเดอะ เครซี่ ฮอร์ส เมาท์เทน จ.เชียงใหม่ สำหรับนักปีนผาระดับ 5 ขึ้นไป

เป้ อธิบายให้ฟังว่า การปีนผาจะแบ่งเป็นระดับนับตั้งแต่ 4 (ขึ้นเนินชัน) 5 (เริ่มปีน) 6 และ 7 ซึ่งก็แยกย่อยไปอีกในแต่ละขั้น อย่างเขาสามารถปีนได้ระดับ 6C ตอนนี้กำลังพัฒนาฝีมือไปให้ถึงระดับ 7 ส่วนผาที่อยากพิชิตต่อไปเป้ตั้งใจจะไปที่เมืองท่าแขก แขวงคำม่วน ประเทศลาว จุดรวมตัวอีกแห่งของนักปีนผาที่จะท่องเที่ยวเป็นเส้นทางเชื่อมไทย-ลาว (ออกจากชายแดน จ.นครพนม สามารถเชื่อมต่อไปยังท่าแขกได้) ท่าแขกมีศูนย์ให้บริการที่ชาวต่างชาติมักใช้ชื่อ กรีน คลามเบอร์ส โฮม (Green Climbers Home) มีทั้งที่พักและบริการปีนผาแบบครบวงจร

 

เมืองนี้มีเส้นทางปีนมากถึง 272 เส้นทาง ความยากตั้งแต่ 6B ขึ้นไป และเนื่องด้วยประเทศลาวมีภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยภูเขาหินปูนทำให้มีจุดปีนผาที่น่าสนใจอื่นๆ อีกอย่างที่เมืองหลวงพระบาง วังเวียง และศรีโสภณ สำหรับท่าแขก เป้บอกไม่ซีเรียสว่าจะได้ไปหรือเปล่า แต่มันสำคัญตรงที่จะปีนได้หรือเปล่าคือประเด็นสำคัญ

หลงเสน่ห์ธรรมชาติ

เหตุผลที่เป้ชอบปีนผาตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ลองเป็นเพราะเขาชอบธรรมชาติของมัน หนึ่งคือ ธรรมชาติของกีฬาชนิดนี้ที่ไม่ต้องแข่งกับใคร “ผมว่ามันเข้ากับตัวเราดี” เป้กล่าว “คนไม่เยอะ ไม่ได้แข่งกับคนอื่น แต่มันได้แข่งกับตัวเอง เวลาเราปีนขึ้นไปก็จะมีเสียงเชียร์จากคนข้างล่าง บางครั้งเป็นเสียงของคู่แข่งด้วยซ้ำ เพราะเราไม่ได้แข่งกับเขา แต่เราแข่งกับหนทางข้างหน้าและกับตัวเอง”

 

สองคือ ธรรมชาติที่อยู่รอบตัวเรา เขายกตัวอย่างไร่เลย์ จ.กระบี่ ที่มีทั้งภูเขา ทะเล หาดทราย และแสงแดด ธรรมชาติรอบตัวมันเป็นองค์ประกอบให้อยากปีนต่อไปเจอกับมุมที่ยังไม่เคยเห็น

ส่วนเหตุผลที่กีฬาปีนผายังไม่เฟื่องฟูในหมู่คนไทย อาจจะเป็นเพราะผิวเผินที่ดูยากและเสี่ยง ซึ่งเรื่องนี้เขาปฏิเสธเต็มเสียงว่า “แทบไม่มีความเสี่ยงในกีฬาปีนผา ถ้าคุณใช้อุปกรณ์เป็น มีความระมัดระวัง รู้ลิมิตของตัวเอง จะมีบ้างก็แผลถลอก แต่อันตรายรุนแรงแทบไม่เกิดขึ้น” เขาอธิบาย และยังขอยกตัวอย่าง ณเดชน์ คูกิมิยะ พระเอกชื่อดังที่เล่นกีฬาปีนผาเช่นกัน ล่าสุดได้เข้าร่วมแข่งปีนผาชิงแชมป์ประเทศไทยเมื่อปลายเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา

ส่วนตัวเป้เองยังไม่มีความคิดว่าจะเก่งกาจถึงขั้นเป็นนักกีฬา ด้วยเหตุผลถ่อมตัวที่ว่า “ยังต้องพัฒนาตัวเองอีกเยอะ”

หลงใหลมอเตอร์ไซค์

นอกจากจะใช้ชีวิตท้าทายบนผาหินแล้ว เป้ยังชอบท้าทายตัวเองบนท้องถนน อย่างล่าสุดเขาได้ลบขีดจำกัดของคำถาม ขี่มอเตอร์ไซค์ได้ไกลสุดแค่ไหน ด้วยทริปขี่สองล้อจากกรุงเทพฯ ไปภูเก็ต ระยะทางไปกลับกว่า 1,800 กม.

“ผมว่ามันเถื่อนดี” เขากล่าว “การขี่มอเตอร์ไซค์มันเหมือนได้ชนะตัวเอง มันชนะขีดจำกัดที่หลายคนกำหนดไว้ ผมเลยขี่ไปภูเก็ตให้ดูเลย มันก็สะใจดีนะ ถึงแม้ว่าจะเป็นทริปที่เหนื่อยมาก”

 

เป้ ยังแอบบอกความลับด้วยว่า เขาขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวแบบสุดติ่งมาได้ 2 ปี แต่ไม่ได้บอกใคร ส่วนใหญ่จะขี่ไปกับเพื่อนอีกคันแค่นั้น ไม่ได้ไปเป็นขบวน เพราะกลัวว่าความสนุกจะหายไป เขาเล่าว่าอย่างทริปภูเก็ตที่ผ่านมาเจออุปสรรคหลายอย่างทั้งหาที่พักไม่เจอ ไม่มีข้าวกิน แต่สุดท้ายแล้วก็ผ่านมาได้ โดยสิ่งที่เหลือไว้เวลาคิดย้อนกลับไปคือ ความสนุก

“ถ้าคิดว่าการเดินทางมันจะให้อะไรแก่คุณ คุณคิดผิดนะ เพราะมันอาจจะไม่ให้อะไรเลย อย่างผมขี่มอเตอร์ไซค์เหนื่อย ลำบาก ถามว่าความสบายมันอยู่ตรงไหน มันเรื่องของความไม่น่าเบื่อมากกว่า ได้ออกจากสิ่งที่จำเจ ซึ่งผมว่ามันคือความสุขข้างในมากกว่าแม้ว่าร่างกายจะเหนื่อยล้าก็ตามที”

โลกของอารักษ์

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ เป้อยากให้โลกใบนั้นไม่ทะเลาะกัน “ไม่มีการแก่งแย่งชิงดี ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองโดยที่ไม่ไปสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น ไม่คิดจะแย่งของๆ คนอื่น ตอนนี้โลกของเรากำลังเป็นและเป็นมาตลอด ผมไม่เข้าใจคนที่ยอมสูญเสียสิ่งที่มีเพื่ออะไรบางอย่างที่เป็นของคนอื่น ผมไม่อยากให้มีคนประเภทนี้ และผมไม่เข้าใจว่าคนพวกนี้คิดได้ยังไง” เขาเล่าความฝันบนโลกความจริง

และขอส่งท้ายกับโลกอีกใบในวงการบันเทิง ในบทบาทนักแสดง ตอนนี้มีผลงานอยู่ในคลับฟรายเดย์ เดอะ ซีรี่ย์ 6 ตอน ความรักไม่ผิด ผิดที่…มากรัก ผลงานเพลง คิดถึง กับค่าย What the Duck และเป็นแฟนเพจของเขาได้ที่ www.facebook.com/paearakmusic

 

มาร์ติน & เดย์นา เชฟเม็กซิกันฝีมือไม่ธรรมดา

Published พฤศจิกายน 13, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ตุลาคม 2558 เวลา 18:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/392924

มาร์ติน & เดย์นา เชฟเม็กซิกันฝีมือไม่ธรรมดา

โดย…ตุลย์ จตุรภัทร-ณัฐดนัย คุณกมุท

หากใครได้รับชมรายการเชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย เมื่อวันที่ 26 ก.ย.ที่ผ่านมา จะพบว่ามีผู้ท้าชิงเป็นเชฟชาวเม็กซิกันที่หน้าตาดี แถมยังละอ่อนมาเป็นผู้ท้าชิง กับวัตถุดิบหลัก เนื้อโคขุนโพนยางคำ (เขาผู้ชนะด้วยนะ) มาวันนี้เราได้มีโอกาสพูดคุยกับเขาพร้อมกับเพื่อนชาวเม็กซิกัน ผู้ซึ่งดึงเขาเข้ามาเป็นเชฟประจำร้าน เมฮิโก (Mejico) ณ กรูฟ เซ็นทรัลเวิลด์ โดยทั้งคู่ได้ทำงานร่วมกัน ณ ที่แห่งนี้อีกด้วย

เขาทั้งคู่คือ เชฟมาร์ติน อะลอนโซ การ์โร แคมโปส และ เชฟเดย์นา แม็กดาเลนา วาลเทียรา อะยาลา นั่นเอง

“ก่อนหน้าที่จะมาทำงานอยู่ที่เมืองไทย เราทั้งคู่อาศัยอยู่ที่กรุงเม็กซิโกซิตี้ ประเทศเม็กซิโก เรารู้จักกันตอนเรียนทำอาหารที่มหาวิทยาลัย โดยเราเรียนอยู่ที่นั่นประมาณ 5 ปี ที่เรียนนานเพราะมหาวิทยาลัยไม่ได้สอนแค่การทำอาหารอย่างเดียว แต่สอนถึงประวัติศาสตร์อาหาร การจัดการอาหาร การจัดการร้าน การเลือกซื้อวัตถุดิบ รวมทั้งเรียนรู้เครื่องดื่มอีกมากมาย ส่วนอาหารก็ไม่ได้เรียนแค่อาหารสเปนและเม็กซิกัน แต่เราเรียนอาหารหลากหลายชาติมาก ที่นี่สอนเทคนิคการทำอาหารเยอะมาก ทำให้เราสองคนสามารถนำเทคนิคเหล่านั้นไปปรับแต่งกับอาหารทั่วโลกได้เป็นอย่างดี”

 

สำหรับจุดเริ่มต้นของการเป็นเชฟ มาร์ติน เผยว่า จุดเริ่มต้นของเขาเกิดจากการที่ครอบครัวของเขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ ทำให้ความสงสัยใคร่รู้ติดตัวเขามา กอปรกับคุณพ่อเป็นคนชอบเข้าครัว จึงส่งผลให้เขาสนใจใคร่รู้ในเรื่องของการทำอาหารนั่นเอง สำหรับเดย์นา เธอได้แรงบันดาลใจในการเป็นเชฟมาจากคุณแม่ของเธอนั่นเอง

“ด้วยความที่คุณแม่เข้าครัวทุกวัน ทำให้ฉันได้เห็นคุณแม่ลงมือทำอาหาร จนทำให้เกิดความสนใจอยากเข้าครัว พอได้ลงมือทำก็รู้สึกชอบ รู้สึกใช่ อยากเรียนด้านนี้อย่างจริงจัง ฉันจึงตัดสินใจบอกคุณแม่ว่า ฉันจะเลือกเรียนสิ่งนี้ และเลือกทำในสิ่งนี้ ซึ่งมันก็เป็นการตัดสินใจที่ไม่ผิดพลาดเลย”

หลังจากทั้งคู่เรียนจบต่างแยกย้ายกันไปทำงาน โดยมาร์ตินทำงานที่ร้านอาหารควบคู่ไปกับการเล่นทรัมเป็ตในวงซิมโฟนี่ออร์เคสตรา จากนั้นก็ได้มาทำงานกับเดย์นาที่พระราชวังเก่าของเม็กซิโก ที่ปัจจุบันคือทำเนียบรัฐบาล “ตอนทำงานอยู่ที่นี่ผมก็ยังเล่นดนตรีด้วย พอเดย์นาย้ายมาทำงานที่เมืองไทย เขาก็ชวนผมมาทำงานด้วย ผมเห็นว่าน่าสนใจ เลยตัดสินใจมาเมืองไทยเมื่อเดิน พ.ค.ที่ผ่านมา”

สำหรับเดย์นา หลังจากเรียนจบเธอได้ไปทำงานที่ร้านอาหารเม็กซิกันที่ประเทศสเปน ต่อมาก็ย้ายไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น และย้ายกลับไปทำงานที่พระราชวังเก่าของเม็กซิโก ซึ่งก็ได้ทำงานร่วมกับมาร์ติน ณ ที่แห่งนั้น จากนั้นจึงย้ายมาทำงานที่เมืองไทยจนถึงปัจจุบันนี้ ซึ่งก็อยู่เมืองไทยมาได้กว่า 2 ปีแล้ว

“เราสองคนทำงานที่ร้านเมฮิโก โดยมาร์ตินเน้นหนักไปที่การทำอาหาร และสอนการทำให้กับลูกมือ ส่วนฉันเน้นหนักไปที่การจัดการครัวและการทำให้คนทั่วไปรู้จักอาหารเม็กซิกันมากขึ้น แต่ก็ลงครัวบ้าง หากต้องมีเมนูสำคัญๆ หรือเร่งด่วน” เดย์นา กล่าว

ทั้งคู่เผยว่า การปรุงอาหารของพวกเขา แม้จะใช้วัตถุดิบของไทยเป็นส่วนใหญ่ แต่ทั้งคู่ก็ใช้เทคนิคการปรุงแต่งอาหารตามแบบฉบับเม็กซิกัน เพราะฉะนั้น ความท้าทายของทั้งคู่จึงอยู่ที่การทำให้วัตถุดิบโดยส่วนใหญ่ที่มาจากไทยมีหน้าตาและรสชาติเป็นอาหารเม็กซิกันโดยแท้

“เราทั้งคู่คิดว่า อาหารไทยกับอาหารเม็กซิกันค่อนข้างเหมือนกันมาก ชอบรสจัด ชอบพริก ชอบมะนาว อาจต่างตรงที่อาหารไทยบางเมนูก็ไม่มีวัตถุดิบเหล่านี้  แต่อาหารเม็กซิกันไม่ว่าจะเป็นอาหารจานไหน ต้องใส่พริกและมะนาวหมด”

 

%d bloggers like this: