สหรัฐฯ

All posts tagged สหรัฐฯ

น้ำมันโลกลดปิดที่80.44ดอลลาร์

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

18 พฤศจิกายน 2553, 08:53 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127889.

Pic_127889

หุ้นสหรัฐปิดตัวกระจัดกระจาย ขณะราคาน้ำมันไนเม็กซ์ ลดลง 1.90 ดอลลาร์ฯ ปิดที่ 80.44 ดอลลาร์…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 17 พ.ย. ตามเวลาท้องถิ่นว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดตัวกระจัดกระจาย เนื่องจาก นักลงทุนยังกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ทำให้ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ ปิดที่ 11,007.88 จุด ลดลง 15.62 จุด แนสแดค ปิดที่ 2,476.01 จุด เพิ่มขึ้น 6.17 จุด และเอสแอนด์พี ปิดที่ 1,178.59 จุด เพิ่มขึ้น 0.25 จุด

ด้านราคาน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์ ลดลง 1.90 ดอลลาร์สหรัฐ ไปปิดที่ 80.44 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 18 พฤศจิกายน 2553, 08:53 น.

ธปท.ชี้เศรษฐกิจสหรัฐฯส่อซึมยาว-เข้าสู่ภาวะถดถอย

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

9 สิงหาคม 2554, 20:20 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/192781.

Pic_192781

ผู้ว่าธปท.เผย ขณะนี้เงินบาทมีเสถียรภาพ แม้จะผันผวน ชี้จากปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐฯครั้งนี้ ส่อเค้าทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯจ่อซึมยาว และถดถอย เนื่องจากปัญหาครั้งนี้เกิดจากภาครัฐ ยากหาคนช่วยแก้ไข…

เมื่อวันที่ 9 ส.ค. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ช่วงนี้ค่าเงินบาทของไทยค่อนข้างเสถียรภาพ โดยค่าเงินบาทไม่ได้เคลื่อนไหวมาก แม้มีการปรับตัวอ่อนค่า และแข็งค่าบ้าง แต่ก็ถือว่าไม่ได้เปลี่ยนแปลง หรือเคลื่อนไหวผันผวนมากนัก เนื่องจากช่วงนี้ ตลาดมีทั้งความต้องการซื้อและขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯทั้ง 2 ทาง ทำให้ช่วงนี้ ธปท.ไม่ต้องเข้าไปดูแลค่าเงินมากนัก

“ค่าเงินบาท ขณะนี้ ไม่ได้เคลื่อนไหวมาก มีขึ้นมีลงบ้าง แต่ไม่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงมาก ความต้องการเงินบาทในตลาด ก็มีการซื้อและขาย ทำให้ขณะนี้เราไม่เข้าไปดูแลอะไรมากมาย ค่าเงินบาทขณะนี้ค่อนข้างมีเสถียรภาพ”นายประสาร กล่าว

ส่วนกรณีที่ บริษัทจัดอันดับเครดิต สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส (เอสแอนด์พี) ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือสหรัฐฯลง จากระดับ AAA สู่ AA+ และปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐฯที่มีแนวโน้มจะยืดเยื้อยาวนาน จะมีผลต่อตลาดเงินอย่างไรบ้างนั้น นายประสาร กล่าวว่า ในช่วง 2 ที่ผ่านมานี้ ยังไม่เห็นปฏิกิริยาอะไรต่อตลาดเงินมากนัก เนื่องจากเป็นเรื่องที่นักลงทุนต่างๆ คาดการณ์ไว้อยู่แล้ว โดยอาจจะขายหุ้นในตลาดเกิดใหม่บ้าง ซึ่งจะเห็นได้จากราคาหุ้นปรับตัวลดลง ขณะที่ในส่วนของค่าเงินในสกุลเงินเอเชียต่างๆ ก็ปรับตัวอ่อนตัวลง ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึงค่าเงินบาท ก็เปลี่ยนแปลงไม่มากนัก ส่วนกรณีที่สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส (S&P) ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือของสมาคมการจำนองแห่งชาติของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ (แฟนนีเม) และบรรษัทจำนองสินเชื่อบ้านของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ (เฟรดดี แมค) ลงสู่ระดับ AA+ จากระดับ AAA รวมทั้งยังได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของหน่วยงานอื่นๆ อีกหลายแห่งของรัฐบาลสหรัฐฯนั้น คิดว่า การปรับลดครั้งนี้คงไม่เหมือนปี 2551 ที่ เลห์แมน บราเธอร์ส ซึ่งเป็นวาณิชยกิจขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ล้ม ซึ่งเกิดวิกฤติการเงิน และความไม่น่าเชื่อถือในสถาบันการเงิน แต่การปรับลดครั้งนี้ น่าจะเป็นกรอบการทำงานของการจัดอันดับเครดิตที่จะต้องปรับเครดิตธนาคารของ รัฐให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจของประเทศ

“ปัญหาสถาบันการเงินของสหรัฐฯที่ผ่านมามีการแก้ไขปัญหาไปบ้างแล้วระดับหนึ่ง ไม่น่าจะมีปัญหารุนแรงเกิดขึ้นอีก แต่ปัญหาครั้งนี้เป็นปัญหาของภาครัฐ ในเรื่องระดับหนี้สาธารณะประเทศ ดังนั้นมองว่า ปัญหาครั้งนี้น่าจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึมยาว มากกว่าจะเกิดภาวะช็อคแรงของภาคเอกชนเหมือนปี 2551 ที่จะเกิดขึ้นในระยะสั้น หรือที่เรียกว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯเข้าสู่ภาวะถดถอย เพราะเป็นปัญหาระดับภาค ที่ยากจะหาคนมาช่วยเขาได้” นายประสาร กล่าว

สำหรับการดูแลปรับสัดส่วนการถือสินทรัพย์ในเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ในภาวะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงจากปัญหาเศรษฐกิจของ ธปท.ในขณะนี้นั้น ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า เรื่องการลดการถือครองสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯในทุนสำรองเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา เนื่องจากธนาคารกลางประเทศต่างๆ มีทางเลือกไม่มาก แต่ธนาคารกลางทุกแห่งต้องค่อยๆปรับ โดยตลอดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางประเทศต่างๆ ทั่วโลก ถือสินทรัพย์ที่เป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 70% ของสินทรัพย์ทั้งหมดในทุนสำรอง แต่ข้อมูลล่าสุดเมื่อไตรมาสแรกปีนี้ กลับพบว่า ได้ลดลงมาเหลือเพียง 50% เท่านั้น และได้มีการปรับไปถือสินทรัพย์ในรูปแบบสกุลอื่นๆบ้าง ซึ่งธปท.เองก็ปรับตัวไปในทิศทางเช่นนี้เหมือนกัน.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 9 สิงหาคม 2554, 20:20 น.

ทองขยับรายชม. ครึ่งวัน10รอบ รวมขึ้น750บาท

Published สิงหาคม 9, 2011 by SoClaimon

9 สิงหาคม 2554, 14:29 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/192733.

Pic_192733

ราคาทองทำสถิติใหม่รายชั่วโมง ครึ่งวันขึ้นไป 10 รอบ รวม 750 บาท นายกสมาคมฯ เผยนักลงทุนแห่ซื้อจนผลิตไม่ทันต้องแจกบัตรคิวนัดมารับทองอีกทีสัปดาห์หน้า ขณะที่นักวิเคราะห์ทองคำโลก คาดภายใน 2-3 สัปดาห์ได้เห็นทอง 2 พันดอลลาร์ฯ/ออนซ์แน่…

เมื่อวันที่ 9 ส.ค. นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาทองคำในประเทศว่า ยังคงทำสถิติสูงสุด (นิวไฮ) ไม่หยุด โดยตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมาส มาคมค้าทองคำปรับราคาแล้ว 10 ครั้ง ปรับเพิ่มขึ้น 750 บาท โดยราคาทองคำแท่ง 96.5%  รับซื้อ บาทละ  24,800 บาท ขายออก 24,900 บาท และทองรูปพรรณ รับซื้อ 24,437.92 บาท ขายออก 25,300 บาท ขณะที่บรรยากาศร้านค้าทองคำย่านเยาวราชเป็นไปด้วยความคึกคัก มีประชาชนและลูกค้าจำนวนมากเข้าแถวรอซื้อทองคำ แต่ร้านทองผลิตไม่ทันจำหน่าย ต้องแจกบัตรคิว มารับทองคำใน 1 สัปดาห์ 

อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำยังมีความผันผวน ต้องติดตามผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ ในคืนนี้ (9 ส.ค.ตามเวลาท้องถิ่น) ว่าจะมีมาตรการเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างไรบ้าง หลังจากที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ส หรือเอสแอนด์พี (S&P) ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือระยะยาวของสหรัฐฯ ลง 1 ขั้นจาก AAA สู่ AA+

ด้าน ไมค์ ดาลี นักวิเคราะห์ด้านทองคำจากบริษัท  PFGBest Group กล่าวว่า อีกครั้งหนึ่งที่ตลาดทองคำเคลื่อนไหวอย่างเหลือเชื่อ จากการที่เอสแอนด์พีประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือสหรัฐฯ เป็นแรงขับเคลื่อนที่ทำให้สัญญาทองคำทะยานขึ้นไปแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

“การลดอันดับเครดิตถือเป็นการส่งสัญญาณไปยังนักลงทุนทั่วโลก ว่าสหรัฐฯกำลังตกอยู่ในภาวะไร้เสถียรภาพ และเป็นการเตือนว่าแม้แต่ประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกอย่างสหรัฐฯ ก็มีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับวิกฤตหนี้สินได้” ดาลี กล่าว

ทั้งนี้ ความไม่มั่นใจในเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ทำให้มีแรงซื้อเข้ามาเป็นจำนวนมากในตลาด ทองคำ และตราบใดที่เศรษฐกิจทั่วโลกยังคงไม่แน่นอน นักลงทุนก็จะแห่กันเข้ามาในตลาดทองคำซึ่งเป็นแหล่งการลงทุนที่ปลอดภัย

ด้านสำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เมื่อวันศุกร์ที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา เอสแอนด์พีประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ลงสู่ระดับ AA+ จากระดับ AAA พร้อมกับให้แนวโน้มเป็น “เชิงลบ” โดยระบุว่าความอ่อนแอของระบบการเมืองทำให้สหรัฐฯ ไม่สามารถลดการขาดดุลงบประมาณได้อย่างเหมาะสม

ส่วนโกลด์แมน แซคส์ ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาทองคำในรายงานครั้งล่าสุด โดยคาดว่าสัญญาทองคำจะพุ่งขึ้นแตะระดับ 1,730 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ในระยะเวลา 6 เดือนนี้ เพิ่มขึ้นจากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ที่ 1,635 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ และคาดว่าสัญญาทองคำจะพุ่งขึ้นไปยืนอยู่ที่ระดับ 1,860 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ภายในระยะเวลา 1 ปี เพิ่มขึ้นจากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 1,730 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ ขณะที่นักวิเคราะห์บางกลุ่มคาดว่า สัญญาทองคำมีโอกาสพุ่งขึ้นแตะระดับ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ในอีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้านี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาทองคำ ณ เวลา 14.00 น. ราคาทองคำปรับตัวทั้งส้ิน 10 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 ปรับขึ้น 600 บาท ครั้งที่ 2 ปรับขึ้น 50 บาท ครั้งที่ 3 ปรับขึ้น 100 บาท ครั้งที่ 4-5 ปรับขึ้นครั้งละ 50 บาท ครั้งที่ 6 ปรับขึ้น 100 บาท ครั้งที่ 7 ปรับขึ้น 50 บาท ครั้งที่ 8 ปรับลง 100 บาท ครั้งที่ 9 ปรับลง 50 บาท และครั้งที่ 10 ปรับลง 100 บาท.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 9 สิงหาคม 2554, 14:29 น.

ผลกระทบสหรัฐฯ ทำค่าเงินผันผวนระยะสั้น แนะเตรียมรับมือบาทแข็งหลังหายตกใจ

Published สิงหาคม 9, 2011 by SoClaimon

9 สิงหาคม 2554, 10:46 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/192675.

Pic_192675

แบงก์ชาติ ระบุ ผลกระทบจากสหรัฐฯ ทำให้ค่าเงินทั่วโลก และค่าเงินบาทผันผวนระยะสั้น แต่หลังจากหายตกใจคาดเงินบาทจะกลับมาแข็งค่า เนื่องจากพื้นฐานของไทยยังดี ยันธปท.ดูแลบาทใกล้ชิดให้เกาะกลุ่มไปกับภูมิภาค ช่วยผู้เกี่ยวข้องปรับตัวได้

นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายเสถียรภาพการเงิน กล่าวว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัญหาหนี้สินของรัฐบาลสหรัฐฯ และการปรับลดอันดับความน่าเชื่อของสหรัฐลดลงเหลือระดับ AA+ ในระยะสั้นจะส่งผลให้ค่าเงินทั่วโลกมีความผันผวนมาก รวมทั้งค่าเงินบาทที่จะมีความผันผวนมากขึ้น เพราะถือเป็นเหตุการณ์ที่หนักพอควร โดยตลาดการเงินทั่วโลกจะมีการปรับตัวในระยะสั้น โดยส่วนหนึ่ง เงินจะไหลเข้ามา เนื่องจากมีการขยายสินทรัพย์ในประเทศพัฒนาแล้วออกมา ขณะเดียวกัน ก็จะมีนักลงทุนที่กลัวความเสี่ยงขายสินทรัพย์ในประเทศตลาดเกิดใหม่ออกมาเช่น กัน

“ในส่วนของราคาทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูงนั้น เชื่อว่า คงมีนักลงทุนเข้าไปลงทุนเพิ่มขึ้น แต่ในส่วนของราคาน้ำมัน มองว่า จะกระทบจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนในรอบนี้ไม่มาก เพราะในที่สุดแล้ว ราคาน้ำมันจะมาจากปัจจัยพื้นฐาน คือ อุปสงค์ และอุปทานที่แท้จริงด้วยว่า เศรษฐกิจโลกในช่วงต่อไปจะเป็นอย่างไร”

รองผู้ว่าการ ธปท. กล่าวต่อว่า ในช่วงแรกแม้ว่าจะมีความผันผวน และมีเงินไหลออกไปบ้าง แต่เมื่อฝุ่นหายตลบแล้ว เชื่อว่า ทิศทางค่าเงินบาทจะปรับตัวในทิศทางที่แข็งค่าขึ้น เพราะจะมีเงินไหลกลับเข้ามาลงทุนในประเทศเหล่านี้ รวมถึงเศรษฐกิจไทยมากขึ้น เนื่องจากหลังจากที่นักลงทุนไตร่ตรองแล้ว จะพบว่า พื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศกลุ่มจี 3 สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งมีความอ่อนแอในการฟื้นตัว และไม่มีกระสุนเหลือทั้งนโยบายการเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะต่อไป ขณะที่ประเทศเกิดใหม่ยังมีความสามารถในการขยายตัวของเศรษฐกิจสูง และมีฐานะการคลังที่ดี ทำให้มีช่องทางในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากขึ้น นอกจากนั้น ประเทศเหล่านี้ยังมีโอกาสที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่อง เพราะจะต้องดูแลแรงกดดันที่เกิดขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนค่อนข้างมีความอ่อนไหว โดยหากในช่วงต่อไป มีปัจจัยที่ดีขึ้นในประเทศที่มีปัญหาเงินทุนก็จะวิ่งไปวิ่งมาได้

“ค่าเงินที่แข็งขึ้น ส่วนหนึ่งจะช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงลง ส่วนนี้เป็นส่วนที่ดี แต่ส่วนที่ไม่ดีคือค่าเงินบาทที่แข็งค่าอาจจะกระทบการส่งออก ดังนั้น จะต้องจับตาดู และช่วยกันดูแลให้ค่าเงินบาทของไทย เคลื่อนไหวไปเกาะกลุ่มกับประเทศในภูมิภาค เพราะถ้าค่าเงินแข็งด้วยกันทั้งหมด เราก็จะไม่มีปัญหาในเรื่องความสามารถในการแข่งขันในเรื่องการส่งออก เพราะค่าเงินทุกประเทศแข็งเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯโดย ธปท.ได้ติดตาม และดูแลค่าเงินบาทของไทยมาต่อเนื่อง เพื่อลดความผันผวนที่เกิดขึ้นไม่ให้กระทบต่อผู้ที่เกี่ยวข้องหรือกระทบต่อ การขยายตัวของเศรษฐกิจ”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 9 สิงหาคม 2554, 10:46 น.

หวั่นเศรษฐกิจโลกลามไทย ฝาก”ยิ่งลักษณ์” เตรียมรับมือ

Published สิงหาคม 6, 2011 by SoClaimon

6 สิงหาคม 2554, 17:35 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/192013.

Pic_192013

นักเศรษฐศาสตร์ หวั่นเศรษฐกิจสหรัฐทรุด หลังเอสแอนด์พีประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือจาก AAA เหลือ AA+ ฝาก “ยิ่งลักษณ์” 1″เตรียมรับมือไม่ให้ลุกลามมาไทย

นายสมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ กล่าวว่า จากกรณี บริษัท สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือตราสารทางการเงินระยะยาวของสหรัฐ จากระดับ (AAA) ลงมาเหลือ (AA+) นับเป็นครั้งแรกในรอบ 70 ปี ที่สหรัฐถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินจาก S&P จากอันดับ AAA มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2484 เหตุการณ์ดังกล่าวมีความน่าเป็นห่วงมาก เพราะจะทำให้พันธบัตรของสหรัฐขาดความน่าเชื่อถือ เกิดการเทขายพันธบัตร เมื่อความต้องการลดลง ย่อมทำให้การออกพันธบัตรสหรัฐต้องให้อัตราดอกเบี้ยสูง ส่งผลให้แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกปรับสูงมากขึ้นกว่าเดิม เพราะปริมาณพันธบัตรสหรัฐ วงเงิน 14.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนร้อยละ 46-47 กระจายอยู่นอกสหรัฐ ที่ผ่านมาเผชิญกับปัญหาอัตราเงินเฟ้อสูง ต้องขึ้นดอกเบี้ยควบคุม กลับทำให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นไปอีก ทำให้ต้นทุนด้านต่างๆ เพิ่มขึ้นด้วย และยังทำให้ต้นทุนการออกหุ้นกู้ของเอกชนสหรัฐสูงตามไปด้วย ผลพวงจากปัญหาดังกล่าว เนื่องจากสหรัฐใช้มาตรการผิดพลาดในการผลิตเงินดอลลาร์สหรัฐออกสู่ระบบ จากปัญหาซับไพร์ม 

“ต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่

“ยิ่งลักษณ์ 1” เร่งเตรียมรับมือปัญหาดังกล่าวที่มีแนวโน้มหนักมาก เหมือนกับพายุหรือไฟไหม้ที่เกิดขึ้นนอกบ้าน จะทำอย่างไรไม่ให้ลุกลามมายังบ้านเรา หรือให้มีปัญหาน้อยมาก หากสร้างกำแพงกันให้ดี เพราะการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจขณะนี้มีความสำคัญมาก รัฐบาลอย่าเพิ่งออกนโยบายประชานิยมตามที่หาเสียงไว้ขณะนี้ เพราะเรื่องเศรษฐกิจโลกขณะนี้จำเป็นมาก เมื่อเวลาเหมาะสมจึงค่อยนำออกมาช่วยเหลือ” นายสมภพ กล่าว

ด้าน นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า หากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มูดี้ส์ฯ และฟิทช์ เรทติ้งส์ ลดอันดับความน่าเชื่อถือลงตามไปด้วย จะยิ่งทำให้สถานการณ์รุนแรงมาก สหรัฐต้องมีต้นทุนดอกเบี้ยสูงขึ้นอีก ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปฟื้นตัวได้ช้าไปอีก เพราะเมื่อความเชื่อเศรษฐกิจสหรัฐลดลง ประชาชนจะหยุดการใช้จ่าย ชะลอการลงทุน จนกระทบต่อการส่งออกของไทยและการท่องเที่ยวจากยุโรป เหตุการณ์ดังกล่าวนับว่ามีความรุนแรงมาก หากเตรียมมาตรการรองรับไม่ดี โดยต้องติดตามดูว่า การประชุมออกมาตรการมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจในวันที่ 9 ส.ค. ของสหรัฐจะมีแนวทางออกมาอย่างไรบ้าง

“รัฐบาลใหม่ควรชะลอมาตรการ ซึ่งกระทบต่อต้นทุนผู้ประกอบการ หรือการปรับขึ้นเงินเดือนขั้นต่ำ 15,000 บาท/เดือน ควรหาทางเพิ่มเงินออกสู่ระบบด้วยการอัดฉีดเงินผ่านกองทุนหมู่บ้านเพิ่มเติม เพราะเงินออกสู่ระบบโดยตรงในการบริโภค การลงทุนในท้องถิ่น การเดินหน้าโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เพื่อให้เกิดการจ้างงาน การระวังค่าเงินบาทจะแข็งค่าอย่างรวดเร็ว เพราะแนวโน้มสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐจะอ่อนลงอย่างมาก จึงรู้สึกเป็นห่วงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมาก” นายธนวรรธน์ กล่าว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 6 สิงหาคม 2554, 17:35 น.

“ปูติน” เฉาะสหรัฐฯเป็นกาฝากเศรษฐกิจโลก

Published สิงหาคม 6, 2011 by SoClaimon

6 สิงหาคม 2554, 16:20 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/191975.

Pic_191975

จีนเปิดฉากโจมตีสหรัฐฯ ระบุ แม้จะรอดพ้นจากการผิดนัดชำระหนี้ แต่ยังมีปัญหาการแก้หนี้ของประเทศอย่างจริงจังรออยู่ ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ระบุ การเพิ่มเพดานหนี้ทำให้สหรัฐฯเสี่ยงหายนะ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จากพรรครีพับลิกัน เด โมแครต และวุฒิสภาสามารถประนีประนอมกันจนได้ข้อตกลงที่จะปรับเพิ่มเพดานการก่อหนี้สาธารณะได้อีกอย่างน้อย 2.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จากระดับปัจจุบัน 14.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยแลกกับการดำเนินมาตรการปรับลดยอดการขาดดุลงบประมาณอย่างน้อย 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในระยะเวลา 10 ปี

ทั้งนี้ การปรับลดรายจ่ายในรอบแรก กระทรวงการคลังและรัฐบาลจะต้องตัดลงรายจ่ายให้ได้ 900,000-1,000,000 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนรอบที่ 2 ต้องปรับลดรายจ่ายด้านการทหาร (350,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และไม่ใช่การทหารลงรวมกันอีก 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐโดยจะต้องไม่ไปแตะการดูแลสุขภาพ และประกันสังคมของคนอเมริกันเด็ดขาด นอกจากนี้ยังเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้กระทรวงการคลังจัดทำงบประมาณสมดุล เพื่อให้รางวัลแก่ประธานาธิบดีสามารถเพิ่มเพดานหนี้ได้อีก1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ด้าน  บรรณาธิการ ของหนังสือพิมพ์พีเพิ้ล เดลี่ กระบอกเสียงของพรรคคอมมิวนิสต์จีนโจมตีว่า แม้สหรัฐฯจะรอดพ้นจากการผิดนัดชำระหนี้ แต่ก็ยังไม่มีการแก้ปัญหาเรื่องหนี้ของประเทศอย่างจริงจัง ขณะที่การเพิ่มเพดานหนี้ เป็นแค่เพียงการชะลอปัญหาออกไปเท่านั้น และมีแนวโน้มว่าปัญหาที่มีอยู่จะลุกลามมากขึ้น สถานการณ์เช่นว่านี้ กำลังบดบังการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และปิดบังความเสี่ยง รวมถึงปัญหาที่มีขนาดใหญ่กว่าสำหรับเศรษฐกิจโลก ที่สำคัญการเพิ่มเพดานหนี้ดังกล่าว เปิดเผยให้เห็นถึงความเสี่ยงระยะยาวในพันธบัตรสหรัฐฯที่จีนถือครองเป็นอันดับ 1 ของโลกอยู่ในจำนวนมหาศาลถึงราว 75%  ของทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่จีนมีอยู่ทั้งส้ิน 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

นายพอล ครุกแมน นักเศรษฐศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบล ให้ความเห็นกับหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ ว่า ข้อตกลงเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะของสหรัฐฯจะเป็นความหายนะทั้งต่อตัว ประธานาธิบดี บารัค โอบามา และพรรคเดโมแครต นอกจากนี้ยังเป็นการทำลายเศรษฐกิจประเทศที่ซบเซาอยู่แล้วให้ทรุดหนักลง จากปัญหาการขาดดุลงบประมาณระยะยาวซึ่งจะเลวร้ายลงแน่ ความเห็นนี้ ตรงกันข้ามกับผู้สังเกตการณ์ที่ต่างก็แสดงความเห็นว่า ข้อตกลงนี้จะช่วยหลีกเลี่ยงหายนะกรณีผิดนัดชำระหนี้ได้ นายครุกแมนเห็นว่า ข้อตกลงนี้ทำให้เห็นว่า การข่มขู่ของพรรครีพับลิกันประสมผลสำเร็จ (เจ้าของข้อเสนอ) โดยไม่ต้องสูญเสียต้นทุนทางการเมืองและสิ่งนี้อาจทำให้สหรัฐฯก้าวไปสู่เส้นทางการเป็น “สาธารณรัฐกล้วย” หรือ Banana Republic อันเป็นคำเรียกประเทศขนาดเล็กในอเมริกากลางที่ขาดความมั่นคงทางการเมืองและเศรษฐกิจอยู่ภายใต้อิทธิพลของบริษัทต่างชาติ ขณะที่ต้องพึ่งพาการส่งออกสินค้าขั้นปฐมภูมิ เช่น กล้วย

ขณะที่ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส , สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ (S&P) และ ฟิทช์ เรทติ้ง บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของสหรัฐฯยังคงรีรอที่จะปรับลดอันดับเครดิตเรทติ้งในตราสารหนี้ของรัฐบาลสหรัฐฯลงนั้น ด้านต้ากง โกลบอล เครดิต เรทติ้ง บริษัทจัดอันดับเครดิตเรทติ้งของจีน ได้ประกาศปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯลงสู่ระดับ A จาก A+พร้อมให้แนวโน้มเชิงลบต่อตราสารหนี้ และการลงทุน แม้สภาคองเกรสจะเพิ่มเพดานการก่อหนี้สาธารณะให้แล้วก็ตาม

นักวิเคราะห์ในเอเชีย ไม่เชื่อว่าสหรัฐฯจะปรับลดงบประมาณรายจ่ายลงหรือทำให้งบเข้าสู่ภาวะสมดุลระหว่างรายรับกับรายจ่ายได้ ที่ผ่านมา แต่ละรัฐบาลก็ล้วนแต่เสนอขอเพิ่มงบประมาณรายจ่ายทุกปี ขณะที่มีรายรับคงที่ นอกจากนี้ ในวิกฤติหนี้สาธารณะแต่ละคร้ังก็มักจะขอให้สภาเพิ่มเพดานหนี้ขึ้นจนทำสถิติสูงถึง 17 ครั้งแล้ว

ส่วน สำนักข่าวชินหัว ของจีน รายงานว่า เศรษฐกิจของสหรัฐฯยังคงเป็น “เศรษฐกิจหนี้” และมีความเสี่ยงระยะยาวที่จะผิดนัดชำระหนี้อยู่ ที่เลวร้ายหนักก็คือ ทำเนียบขาวจงใจจะปล่อยให้เงินดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงเพื่อผลักภาระหนี้ไปให้บรรดาเจ้าหนี้การกระทำของสหรัฐฯอาจทำให้เกิดการไหลบ่าของกระแสเงินทุน หรือเงินร้อน เพื่อเก็งกำไร เข้าสู่ตลาดเกิดใหม่อย่างจีนรวมถึงประเทศต่างๆในเอเชีย ซึ่งก็อาจจะทำให้เงินเฟ้อของประเทศเหล่านี้พุ่งทะยานขึ้นอีก

นายวลาดิเมียร์ ปูติน นายกรัฐมนตรีของรัสเซีย กล่าวว่า พฤติกรรมของสหรัฐฯเหมือนกาฝากของเศรษฐกิจโลกที่สะสมหนี้จำนวนมหาศาล ซึ่งจะกลายเป็นภัยคุกคามต่อระดบบการเงินของโลก “สหรัฐฯใช้ชีวิตอยู่กับหนี้ แต่ไม่ได้อยู่แบบเป็นหนี้ เพราะผลักภาระความรับผิดชอบให้แก่ประเทศอื่นๆในโลกแบบเดียวกับกาฝาก ที่เกาะติดอยู่กับต้นไม้จนต้นไม้นั้นตาย”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 6 สิงหาคม 2554, 16:20 น.

ธปท.ชี้ เอกชน ส่อแววอ่วม 3 เด้ง จากพิษวิกฤตเศรษฐกิจจี 3

Published สิงหาคม 5, 2011 by SoClaimon

5 สิงหาคม 2554, 15:29 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/191805.

Pic_191805

แบงก์ชาติ เผย พิษวิกฤตเศรษฐกิจ จี 3 ทำค่าเงินบาทผันผวน-ต้นทุนสินค้าโภคภัณฑ์พุ่งขึ้นและดอกเบี้ยที่จะพุ่งขึ้นอีกระยะเพื่อแก้ปัญหาเงินเฟ้อ เตือนรัฐบาลใหม่ดูแลหนี้สาธารณะให้ดีเพราะเศรษฐกิจที่ความอ่อนไหว เปราะบางมากกว่ายุโรปหากเดินซ้ำรอยผลรุนแรงกว่าหลายเท่า

เมื่อวันที่ 5 ส.ค. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุลผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “เตรียมพร้อมธุรกิจไทยรับมือเศรษฐกิจโลก” จัดโดยธนาคารกรุงไทยว่าจาก สถานการณ์ที่เศรษฐกิจของประเทศ จี 3 ทั้งสหรัฐฯ ญี่ปุ่นและสภาพยุโรป ตกอยู่ในสถานะที่เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างอ่อนแอ ในสหรัฐและญี่ปุ่นขณะที่มีปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะสูงมากโดยในหลายประเทศใน สหภาพยุโรปต้องได้รับการช่วยเหลือให้สามารถชำระหนี้ได้ เช่น กรีซไอร์แลนด์ ในช่วงที่ผ่านมาและมีอีกหลายประเทศที่กำลังมีปัญหาลุกลาม เช่น โปรตุเกสสเปน ล่าสุดเป็นอิตาลีขณะที่หนี้สาธารณะของสหรัฐอยู่ที่ 92-100%ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) และการผ่านร่างกฎหมายขยายเพดานหนี้ไม่ได้ทำให้หนี้เก่าที่มีอยู่สูง มากลดลง ตรงกันข้ามแปลว่าสหรัฐฯมีช่องว่างที่จะก่อหนี้สินให้สูงเพิ่มขึ้นอีก นอกจากนั้น การกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซามากในช่วง 20ปีที่ผ่านมาทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นมีหนี้สาธารณะสูงถึง220%ของจีดีพีสถานการณ์ ดังกล่าวมองได้ว่าในอีกหลายปีข้างหน้าประเทศเหล่านี้จะยังมีปัญหาเพราะในขณะ นี้ไม่เหลือแรงกระตุ้นทั้งภาคการเงินและการคลังเพื่อกระตุ้นการขยายตัวของ เศรษฐกิจ

“ปัญหาดังกล่าวนั้นเป็นความท้าทายต่อแนวนโยบายการคลังต่อการปรับตัว ของธุรกิจเอกชนและเศรษฐกิจไทยในระยะยาวโดยในส่วนของความท้าทายของนโยบายการ คลังแล้ว ควรจะเอาปัญหาหนี้สินของประเทศอื่นมาเป็นบทเรียนโดยจะต้องรักษาวินัยทางการคลัง เพราะแม้ในขณะนี้ประเทศไทยมีหนี้สาธารณะ 41%ของจีดีพีห่างจากกลุ่มจี 3 มากแต่ด้วยแนวโน้มภาวะผูกพันต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นทำให้สาธารณะสูงกว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้ 60% ของจีดีพีได้ดังนั้นภายใต้สถานการณ์ที่โลกมีความไม่แน่นอนสูงรัฐบาล ใหม่ควรใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะสำหรับประเทศเกิดใหม่ที่มีเศรษฐกิจขนาดเล็กและมีความอ่อนไหวต่อความ เชื่อมั่นของนักลงทุนมากกว่าประเทศจี3ในช่วงที่ประเทศไม่ได้ต้องการการกระ ตุ้นเศรษฐกิจมากนักนโยบายการคลังควรที่จะค่อยๆปรับสู่สมดุล ไม่ควรต้องเปลืองกระสุนไปโดยสิ้นเปลืองเพราะถ้าเราเสียความเชื่อมั่นใน เรื่องนโยบายการคลังและหนี้สาธารณะผลกระทบที่จะเกิดกับเศรษฐกิจไทยจะรุนแรง มากกว่ายุโรปค่อนข้างมาก” นายประสาร กล่าว

ผู้ว่าการธปท. กล่าวต่อว่า  ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภาคธุรกิจไทย จะเกิดขึ้นใน 3 ด้านคือเรื่องต้นทุน ที่เอกชนจะต้องรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้น เรื่องแรกมาจากความผันผวนของตลาดการเงินทั่วโลกส่งผลให้เงินยังคงไหลเข้า เอเชีย และไทยต่อเนื่องทำให้ค่าเงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นได้ แต่ภายใต้ความอ่อนไหวของปัจจัยที่มากระทบ เงินทุนทั่วโลกจะเคลื่อนไหวเร็วมากเช่นภายในวันเดียว อาจจะเป็นเช้าเงินไหลเข้า เย็นเงินไหลออก ดังนั้นภาคธุรกิจจะต้องบริหารจัดการป้องกันความเสี่ยงกับอัตราแลกเปลี่ยนฯ ซึ่งเป็นแนวทางที่ธปท.สนับสนุน นอกจากนั้นในช่วงที่เงินทั่วโลกกำลังไหลไปยังสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูง เช่น ทองคำเงินฟรังก์สวิส และเงินเยน ญี่ปุ่น ส่งผลให้เงินฟรังก์สวิส และเงินเยน แข็งค่าอย่างรวดเร็วจนธนาคารกลางทั้ง 2 จะต้องทำอะไรเพื่อลดการแข็งค่าของเงินเพราะกรณีญี่ปุ่น เริ่มมีปัญหาในเรื่องความสามารถการแข่งขันกับคู่แข่งซึ่งคือเกาหลีใต้ที่มี สินค้าส่งออกใกล้เคียงกัน ดังนั้นไทยเองก็ต้องดูเรื่องนี้ด้วย เพราะไม่ใช่ว่า มีสินค้าที่เทคโนโลยีที่ดีแล้วจะไม่มีปัญหา

ขณะที่ต้นทุนที่สองที่ภาคธุรกิจ จะต้องเตรียมรับคือต้นทุนจากวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ ยังมีแนวโน้มสูงขึ้นหรือทรงตัวในระดับสูงเพราะประเทศที่ขยายตัวได้ดี เช่น จีน อินเดีย และประเทศในอเมริกาใต้ยังฉุดกำลังซื้อในสูงขึ้น ดังนั้น ต้นทุนที่สูงขึ้นจากส่วนนี้มาแน่จะต้องเตรียมรับมือ ส่วนต้นทุนที่จะเพิ่มขึ้นในเด้งที่ 3 ซึ่งภาคธุรกิจจะต้องเจอคือ ต้นทุนทางการเงิน หรืออัตราดอกเบี้ย ซึ่งภายใต้อัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงทั้งจากด้านกำลังซื้อ ด้านอุปทาน และการคาดการณ์ในอนาคต ธปท.มีความจำเป็นที่จะต้องขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพื่อดูแลเงินเฟ้อต่อไปอีกระยะ ทำให้ภาคธุรกิจต้องเตรียมรับมือกับต้นทุนการเงินที่จะเพิ่มขึ้นอีกด้านหนึ่งด้วย ดังนั้น ความท้าทายในช่วงนี้ ทั้งภาคธุรกิจและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ จะต้องปรับตัว ช่วยกันไม่ให้เกิดรูรั่วในเรือสำเภาของเศรษฐกิจไทยทั้งตลาดการส่งออกที่ เปลี่ยนไปยังประเทศที่ขยายตัวได้ดีมีกำลังซื้อและคนชั้นกลางเพิ่มขึ้นสินค้า และบริการของไทยจะต้องยกระดัยศักยภาพเพื่อลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มจะอาศัยแรงงานที่ถูกอย่างเดียวต่อไปไม่ได้ แต่ต้องยกระดับทักษะแรงงานและคุณภาพของแรงงาน ซึ่งส่งผลต่อการยกระดับศักยภาพของประเทศซึ่งทุกอย่างล้วนเกี่ยวข้องกับการ เพิ่มโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจซึ่งภาครัฐต้องเข้ามาช่วย และต้องเริ่มทำและเร่งความเร็วตั้งแต่วันนี้เพราะเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่อง ที่ต้องใช้เวลาในการพัฒาค่อนข้างนาน เพื่อให้แข่งขันกับโลกได้

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 5 สิงหาคม 2554, 15:29 น.

กสิกรไทยทำนายสัปดาห์หน้าตลาดหุ้นแกว่งตัวขาขึ้น

Published กรกฎาคม 31, 2011 by SoClaimon

30 กรกฎาคม 2554, 15:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/190283.

Pic_190283

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาด สัปดาห์หน้าหุ้นไทยแก่วงตัวในขาขึ้นจากกระแสเงินทุนไหลเข้า แนะจับตา การขยายเพดานหนี้สหรัฐฯ และการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจ โดยให้แนวรับที่ 1,127-1,109 จุด และแนวต้านที่ 1,140-1,150 จุด

เมื่อวันที่ 30 ก.ค. บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานว่า ดัชนี SET ปรับตัวเพิ่มขึ้น นำโดยแรงซื้อหุ้นกลุ่มธนาคาร จากอานิสงส์เงินทุนไหลเข้า โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,133.53 จุด เพิ่มขึ้น 1.11% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 8.32% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 31,857.75 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติ และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนรายย่อยขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 318.02 จุด เพิ่มขึ้น 2.43% จากสัปดาห์ก่อน ดัชนีหุ้นไทยปรับขึ้นในวันจันทร์ นำโดยแรงซื้อหุ้นกลุ่มธนาคาร ก่อนที่จะปรับลดลงในวันอังคารจากการขายทำกำไร แต่ดัชนีปรับขึ้นอีกกลางสัปดาห์ หลังคณะกรรมการการเลือกตั้งรับรองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครบ 95% และยังคงมีแรงหนุนจากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติ อย่างไรก็ดี ดัชนีปรับลงในวันศุกร์ โดยถูกถ่วงจากปัจจัยต่างประเทศหลังสหรัฐฯ ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในการขยายเพดานหนี้ได้

สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ระหว่างวันที่ 1-5 ส.ค. 2554 บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด และบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่าดัชนีมีโอกาสแกว่งตัวในขาขึ้นจากกระแสเงินทุนไหลเข้า และการจัดตั้งรัฐบาลที่คงมีความชัดเจนมากขึ้น โดยคงจะต้องติดตามความคืบหน้าประเด็นการขยายเพดานหนี้สหรัฐฯ การรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ คำสังซื้อสินค้าโรงงานเครื่องชี้วัดการจ้างงาน รวมทั้งผลประกอบการไตรมาส 2/2554 ของบริษัทจดทะเบียนทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อของกระทรวงพาณิชย์ไทย ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,127 และ 1,109 ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,140 และ 1,150 จุด ตามลำดับ.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 30 กรกฎาคม 2554, 15:30 น.

เจาะทางเลือก ‘โอบามา’ รับมือปัญหาหนี้

Published กรกฎาคม 31, 2011 by SoClaimon

30 กรกฎาคม 2554, 14:45 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/190272.

Pic_190272

สำนักข่าวรอยเตอร์ออกบทวิเคราะห์ทางเลือกของโอบามา โดยเชื่อว่าอาจเป็นไปได้ที่กระทรวงการคลังจะเสนอให้ขายสินทรัพย์ของรัฐบาล รวมถึงทองคำ  ด้านนักกฎหมายบางรายระบุว่า โอบามามีไพ่ไม้ตายในมืออยู่…

สำนักข่าวรอยเตอร์ ออกบทวิเคราะห์ทางเลือกของประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐฯ ในกรณีที่เขาไม่สามารถทำให้สภาคองเกรสบรรลุข้อตกลงร่วมกันในการอนุมัติให้รัฐบาล และกระทรวงการคลังขยายเพดานการก่อหนี้เพิ่มขึ้นได้ว่า เขาจะต้องเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่งในการเข้าจัดการกับปัญหาหนี้ เพราะหาไม่แล้วสหรัฐฯจะต้องผิดนัดชำระหนี้ที่ถึงกำหนดไถ่ถอนในวันที่ 2 ส.ค.

สำหรับทางเลือกเพื่อการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าว รอยเตอร์เชื่อว่า อาจเป็นไปได้ที่กระทรวงการคลังจะเสนอให้มีการขายสินทรัพย์บางรายการของรัฐบาล รวมถึงทองคำ และหลักทรัพย์ค้ำประกันจากสัญญาจำนอง แต่วิธีการนี้ สหรัฐฯ อาจถูกประชาคมโลกมองว่า สหรัฐฯประสบความยากลำบากในการปฏิบัติตามภาระผูกผัน ที่สำคัญก็คือการขายสินทรัพย์ในช่วงนี้อาจถูกกดราคาต่ำมาก และช่วยต่อเวลาให้รัฐบาลสหรัฐฯได้ไม่มากนัก

นักกฎหมายบางรายระบุว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีไพ่ซึ่งเป็นไม้ตายในมืออยู่ เพราะตามรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐฯ มาตรา 14 เขียนไว้ว่า หนี้ของรัฐบาล “จะต้องไม่ถูกต้องข้อสงสัย” จึงให้สิทธิแก่ประธานาธิบดีในการปรับเพิ่มเพดานหนี้ด้วยตนเองได้โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส อย่างไรก็ตาม นักกฎหมายอีกฟากเห็นว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่มีอำนาจในการเพิกเฉยตอเพดานหนี้ที่กำหนดโดยสภาคองเกรสฉะนั้น บทบัญญัตินี้จึงไม่ใช่ทางออกของปัญหาหรือช่วยให้สถานการณ์ตางๆดีขึ้น นอกจากนี้แล้ว การทำงานโดยไม่ผ่านสภาคองเกรสไม่ใช่ทางเลือกที่จะใช้ได้จริงในการหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ด้วย ยังมีข้อถกเถียงด้วยว่า ผู้ที่มีอำนาจในการกู้เงินคือสภาคองเกรสไม่ใช่ประธานาธิบดี และมีเพียงสภาคองเกรสเท่านั้น ที่จะปรับเพิ่มเพดานหนี้ได้ตามกฎหมาย

ยังมีผู้เสนอทางเลือกอื่นๆที่อาจนำมาใช้ได้ เช่น จัดลำดับความสำคัญของการชำระเงินในโครงการต่างๆ เช่น ชะลอเวลาในการจ่ายเงินแก่ผู้รับสวัสดิการพนักงานรัฐ ผู้รับเหมา หรือคู่สัญญาอื่นๆ เพื่อเป็นการรับประกันว่ากระทรวงการคลังจะมีเงินสดอยู่ในมือสำหรับการจ่ายดอกเบี้ยแก่เจ้าหนี้ของกระทรวง

จากการคำนวณและคาดการณ์ของสภาคองเกรสว่า กระทรวงการคลังจะมีรายได้ราว 172,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเดือน ส.ค. รายได้นี้จะสามารถรองรับค่าใช้จ่ายเพื่อการชำระหนี้ได้ประมาณ 45% ของยอดหนี้ทั้งหมด 306,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐถ้าไม่มีการกู้เงินมาใหม่ ก็จำเป็นจะต้องชะลอเวลาการจ่ายเงินสวัสดิการต่างๆ ทางด้านสังคมออกไป และประธานาธิบดีโอบามาก็เคยกล่าวเตือนประเด็นนี้ไว้แล้วว่า ถ้ารัฐบาลจำเป็นต้องตั้งโปรแกรมนี้ใหม่ ก็จะสร้างความยุ่งยากมากในการปรับเปลี่ยนกำหนดการจ่ายเงินแก่ผู้ขอรับสวัสดิการทั้งหลาย

ข้อเสนอสุดท้ายที่อาจใช้เป็นทางออกของเรื่องนี้ ก็คือ ของความช่วยเหลือจาก ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ซึ่งทำหน้าที่เสมือนเป็นโบรกเกอร์ของกระทรวงการคลังในตลาดการเงิน ทั้งนี้ แม้เฟดจะไม่สามารถกู้เงินในฐานะตัวแทนของกระทรวงการคลังได้ เพราะการกระดังกล่าวจะถือเป็นการดำเนินนโยบายการคลัง ซึ่งไม่อยู่ภายใต้ขอบเขตภาระหนี้ที่ของเฟด

กระนั้นก็ตาม นายชาลส์ พลอสเซอร์ ประธานเฟด สาขาฟิลาเดลเฟีย กล่าวกับรอยเตอร์ว่า เฟดอาจจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาการดำเนินงานบางประการ เนื่องจากมีหน้าที่ชำระบัญชีให้กับเช็คที่สั่งจ่ายโดยรัฐบาลให้กับบุคคลต่างๆ ซึ่งรวมถึงผู้รับสวัสดิการสังคม และข้าราชการ จึงน่าจะสามารถพิจารณาได้ว่า เฟดจะชำระบัญชีให้กับเช็ครายการใดบ้างของรัฐบาล

ขณะเดียวกัน เฟดสาขานิวยอร์กซึ่งติดต่อกับตลาดเงิน อย่างใกล้ชิดนั้น มีบทบาทสำคัญในการสอดส่องดูปฏิกิริยาในตลาดด้วย หากมีการปรับลดอัดดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ต่างๆของสหรัฐฯลง หรือมีการผิดนัดชำระหนี้ เฟดก็น่าจะช่วยเหลือได้ เพราะเคยรับบทอุ้มบริษัทต่างๆในวิกฤติการเงินในปี 2008 หลังการล้มละลายของเลห์แมน บราเธอร์ส มาแล้ว

สำหรับการประชุมสภาคองเกรสเพื่อลงมติเพิ่มเพดานการก่อหนี้เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 ก.ค. ที่ผ่านมา ปรากฎว่า ต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 30 กรกฎาคม 2554, 14:45 น.

นักวิเคราะห์คาดราคาทองยังผันผวน ก่อนรู้ผลโหวตสภาฯสหรัฐ

Published กรกฎาคม 31, 2011 by SoClaimon

29 กรกฎาคม 2554, 21:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/190106.

Pic_190106

นักวิเคราะห์มองราคาทองยังผันผวนก่อนรู้ผลโหวตสภาฯสหรัฐ แต่เชื่อสหรัฐฯ เพิ่มเพดานหนี้สำเร็จก่อนวันที่ 2 ส.ค.นี้ ซึ่งจะกดดันให้ราคาทองร่วง แต่มั่นใจระยะยาวทองคำยังน่าลงทุน …

วันที่ 29 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โบรกเกอร์ทองคำส่วนใหญ่ มีมุมมองต่อแผนการขยายเพดานหนี้ของสหรัฐฯ ไปในทิศทางเดียวกันไปในเชิงบวก คือไม่ผิดนัดการชำระหนี้ในวันที่ 2 สิงหาคมนี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาทองคำในตลาดโลกให้ปรับตัวลดลง แต่จะไม่เป็นปัจจัยที่กดดันให้ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวลงนาน เพราะภาพรวมหลังจากขอขยายเพดานหนี้เสร็จจะต้องติดตามต่อว่า สหรัฐฯ จะพัฒนาเศรษฐกิจสหรัฐฯ ต่อ รวมถึงต้องติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทำให้ทิศทางราคาทองคำยังสดใส แต่ในระหว่างนี้เชื่อว่าราคาทองมีโอกาสผันผวนสูงก่อนจะรับทราบผลโหวตจากสภาสหรัฐฯ

โดยบริษัทฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด มองว่าประเด็นที่ตลาดรอคือประเด็นข้อเสนอการเพิ่มเพดานหนี้จากพรรคริพับลิกันซึ่งเสนอให้ลดรายจ่ายภาครัฐลงเพื่อแลกกับการเพิ่มเพดานหนี้ทีละขั้น ซึ่งในท้ายที่สุดก็ไม่ได้มีการเสนอแผนดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุม ซึ่งคาดว่าอาจจะนำกลับไปแก้เนื้อหาในบางประเด็นเพื่อให้ได้รับเสี่ยงสนับสนุนมากเพียงพอ ราคาทองและตลาดการเงินอื่นๆจึงยังไม่ได้มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญ และยังให้ความสนใจในประเด็นนี้ต่อไป

ประเด็นนี้แม้โดยส่วนใหญ่จะมีมุมมองว่าสหรัฐน่าจะสามารถหาเงินมาชำระหนี้ได้ทันกำหนด แต่เรื่องรายจ่ายอื่นๆซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจยังเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถาม และด้วยการขอเพิ่มเพดานหนี้ครั้งนี้เริ่มดูจะเป็นประเด็นทางการเมืองระหว่าง 2 พรรค จึงทำให้การตกลงในรายละเอียดต่างๆทำได้ยากกว่าในอดีตดังนั้นการเคลื่อนไหวของราคาทองในช่วงนี้จึงยังมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบแนวรับและแนวต้านเดิมระหว่าง 1,600-1,630 ดอลลาร์ หากดีดตัวกลับขึ้นไปเคลื่อนไหวเหนือแนวต้านระยะสั้นบริเวณ 1,620 ดอลลาร์ ยังเป็นระดับที่คาดว่าจะมีแรงขายกลับออกมามากจนราคาอ่อนตัวลงต่อ

ด้าน บล.กิมเอ็ง มองสัปดาห์หน้า นอกเหนือจากการขยายเพดานก่อหนี้ฯ ของสหรัฐฯ ซึ่งจะเข้าสู่วันเส้นตาย 2 ส.ค.แล้ว ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเป็นอีกส่วนที่จะกำหนดทิศทางราคาทองคำ ไม่ว่าจะเป็น GDP หรืออัตราการว่างงาน / การจ้างงานนอกภาคการเกษตร หากสหรัฐฯ ผ่านการเห็นชอบต่อการขยายเพดานก่อหนี้ ราคาทองคำจะปรับลงแรงเพียงชั่วคราว เพราะภาพรวมเศรษฐกิจจะเอื้อให้ราคาทองคำฟื้นตัวกลับในที่สุดเช่นกัน โดยประเมินกรอบราคาทองคำส่งมอบทันที ตลาดลอนดอน: US$1610 – 1625 และประเมินกรอบ: GFQ11: 22,750 – 22,950 บาท

ขณะที่บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส ระบุว่าราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวในกรอบหลังจากสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐเริ่มมติว่าจะรับหรือไม่รับร่างกฎหมายปรับเพิ่มเพดานหนี้ที่เสนอโดยนายจอห์น โบห์เนอร์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ แต่อย่างไรก็ตามยังคงไม่มีความชัดเจนมากนักในเรื่องนี้ ซึ่งนักลงทุนจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเช่นเคย ในขณะที่นายเจย์ คาร์นีย์ โฆษกทำเนียบขาวให้ความเห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่ผู้นำในสภาคองเกรสจะประนีประนอมในการเจรจาเรื่องการปรับเพิ่มเพดานหนี้ ซึ่งไม่แตกต่างจากนักลงทุนทั่วโลกที่เชื่อว่าสุดท้ายแล้ว สหรัฐจะสามารถปรับขึ้นเพดานหนี้สาธารณะได้ในที่สุด

อย่างไรก็ตาม วายแอลจียังมองว่าเป็นการง่ายเกินไปที่จะรีบด่วนสรุปการติดตามประเด็นนี้อย่างใกล้ชิดเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะประเด็นนี้เป็นปัจจัยหลักที่จะชี้นำราคาทองคำในตลาด นักลงทุนระยะสั้นควรระมัดระวังอย่างมาก แต่สำหรับนักลงทุนระยะยาว วายแอลจีมองว่าแม้สหรัฐจะปรับเพิ่มเพดานหนี้ได้สำเร็จ แต่คำถามที่จะตามมาคือ เศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวกลับมา
หรือไม่หรือเพดานหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นจะมีวิธีจัดการอย่างไร หากสหรัฐไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ ทองคำจะยังคงเป็นที่ต้องการในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ดังนั้นหากการอ่อนตัวของราคาทองคำในรอบนี้เกิดขึ้นจริงจะถือเป็นโอกาสที่นักลงทุนระยะกลาง-ยาวสามารถเข้าซื้อสะสมได้อีกครั้ง.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 29 กรกฎาคม 2554, 21:30 น.
%d bloggers like this: