สหภาพยุโรป

All posts tagged สหภาพยุโรป

อียูออกระเบียบคุมสารอันตรายในเครื่องใช้ไฟฟ้า-อิเล็กฯ

Published กรกฎาคม 31, 2011 by SoClaimon

29 กรกฎาคม 2554, 20:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/190084.

Pic_190084

พาณิชย์ ชี้อียูออกระเบียบจำกัดการใช้สารอันตราย 6 ชนิดในเครื่องใช้ไฟฟ้า-อิเล็กทรอนิกส์ใหม่ มีผลม.ค.56 แนะผู้ผลิต-ผู้ส่งออกไทย ต้องศึกษากฎระเบียบใหม่ให้ดี แต่ยังมีเวลาปรับตัวอีก 18 เดือน…

เมื่อวันที่ 29 ก.ค. นายสุรศักดิ์ เรียงเครือ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 49 เป็นต้นมา สหภาพยุโรป (อียู) ได้บังคับใช้ระเบียบว่าด้วยการจำกัดการใช้สารอันตราย 6 ชนิดในสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (RoHS) เช่น ตะกั่ว, ปรอท, แคดเมียม, โครเมียมเฮกวาวาเลนซ์, โพลิโบรมิเนทเต็ด ไบฟินิล และโพลีโบรมินทเต็ด ไดฟินิลอีเทอร์ ต่อมาได้มีการปรับปรุงระเบียบดังกล่าว จนล่าสุดวันที่ 8 มิ.ย.54 อียูได้ประกาศระเบียบ RoHS ฉบับใหม่อย่างเป็น โดยให้เวลาผู้ผลิตปรับตัว 18 เดือน

สำหรับสาระสำคัญของประกาศระเบียบใหม่ดังกล่าว กำหนดให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 ม.ค.56 เป็นต้นไป โดยให้ครอบคลุมสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ทุกชนิด รวมถึงเครื่องมือแพทย์ เครื่องมือตรวจสอบและควบคุม แต่สำหรับข้อกำหนดเกี่ยวกับการจำกัดการใช้สารอันตรายในสินค้าเครื่องมือ แพทย์ เครื่องมือตรวจสอบและควบคุม จะต้องปฏิบัติตามระเบียบใหม่ตั้งแต่วันที่ 22 ก.ค. 57 เป็นต้นไป ส่วนสินค้าที่ไม่อยู่ในบังคับตามระเบียบเดิม และสินค้าที่ไม่สอดคล้องกับระเบียบใหม่ อียูอนุญาตให้สามารถวางจำหน่ายในอียูได้ต่อไปจนถึงวันที่ 22 ก.ค.62

ทั้งนี้ ผู้ผลิต ผู้ส่งออกไทยที่ส่งออกสินค้า ที่จำกัดปริมาณสารอันตรายตามระเบียบใหม่ จะต้องจัดทำเอกสารทางเทคนิค เพื่อแสดงว่าได้ปฏิบัติตามระเบียบใหม่ในการจำกัดการใช้สารอันตราย โดยจะต้องไม่มีสารอันตรายเกินปริมาณที่กำหนด ได้แก่ ตะกั่ว ไม่เกิน 0.1 % ปรอท ไม่เกิน 0.1 % แคดเมียม ไม่เกิน 0.01 % เฮกซาวาเลนท์โครเมียม ไม่เกิน 0.1 % โพลีโบรมิเนทเต็ด ไบฟินิล ไม่เกิน 0.1 % และ โพลีโบรมินทเต็ด ไดฟินิลอีเทอร์ ไม่เกิน 0.1 % นอกจากนี้ ยังต้องจัดระบบควบคุมการผลิตภายใน เพื่อให้มั่นใจว่าการผลิตสินค้าสอดคล้องตามข้อกำหนดของระเบียบ RoHS รวมถึงการประเมินความสอดคล้องตามมาตรฐานความปลอดภัย และติดเครื่องหมาย CE Mark บนตัวสินค้าด้วย

“ระเบียบ RoHS ฉบับใหม่กำหนดให้ทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่การผลิตต้องรับผิด ชอบต่อสินค้าที่ตนผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย และตรวจสอบความถูกต้องของการสำแดงเอกสารต่าง ๆ แต่ผู้ประกอบการยังมีเวลาปรับตัวจนกว่าระเบียบฉบับใหม่จะบังคับใช้วันที่ 3 ม.ค.56“ นายสุรศักดิ์  กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 29 กรกฎาคม 2554, 20:00 น.

ครม.กรีซยอมออกกฎหมายรัดเข็มขัด5ปี

Published มิถุนายน 26, 2011 by SoClaimon

25 มิถุนายน 2554, 14:45 น.
ครม.กรีซยอมออกกฎหมายรัดเข็มขัด5ปี – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_181641

คณะรัฐมนตรีกรีซ เห็นชอบร่างกฎหมายกำหนดรายละเอียดมาตรการรัดเข็มขัดระยะ 5 ปี ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่จะทำให้กรีซได้รับเงินกู้มากขึ้นจากสหภาพยุโรปและไอเอ็มเอฟ คาดมีผลบังคับใช้ปลายเดือนนี้ เชื่อมีประชาชนกว่า 4 พันคนออกประท้วงมาตรการดังกล่าว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คณะรัฐมนตรีของกรีซ เห็นชอบร่างกฎหมายกำหนดรายละเอียดในมาตรการรัดเข็มขัดระยะ 5 ปี ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่จะทำให้กรีซได้รับเงินกู้มากขึ้นจากสหภาพยุโรป (EU) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แล้ว และจะนำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อผ่านร่างกฎหมายนี้ออกมาบังคับใช้ภายในปลายเดือนนี้ แม้ว่าจะมีประชาชนชาวกรีซจำนวนมากถึง 4,000 คน ออกมาประท้วงมาตรการดังกล่าวอย่างรุนแรงก็ตาม

การออกกฎหมายดังกล่าวเป็นไปเพื่อให้กรีซแลกเปลี่ยนเงินกู้งวดใหม่จำนวน 12,000 ล้านยูโร หรือราว 500,000 ล้านบาท (43 บาทต่อยูโร) โดยก่อนหน้านี้ทั้งอียูและไอเอ็มเอฟได้ให้เงินช่วยเหลือกรีซไปแล้ว 110,000  ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม สื่อเชื่อว่าแพ็กเกจใหม่ครั้งนี้อาจมีมูลค่าจริงถึง 140,000 ล้านยูโร ประกอบด้วยเงินกู้จริง 60,000 ล้านยูโร เงินจากภาคเอกชนช่วยสมทบ 30,000 ล้านยูโร และจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจอีก 50,000 ล้านยูโร.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 25 มิถุนายน 2554, 14:45 น.

แนะคุมเข้มนำเข้าผักยุโรป หวั่นเป็นพาหะเชื้ออีโคไล

Published มิถุนายน 10, 2011 by SoClaimon

9 มิถุนายน 2554, 21:55 น.
แนะคุมเข้มนำเข้าผักยุโรป หวั่นเป็นพาหะเชื้ออีโคไล – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_177795

ทูตพาณิชย์ไทยในอังกฤษ เตือนทางการไทย คุมเข้มนักเดินทางยุโรป-ไทย หวั่นเป็นพาหะนำเชื้ออีโคไลเข้าประเทศ แนะออกมาตรการคุมเข้มนำเข้าผักสดจากยุโรป…

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. นายอดิสัย ธรรมคุปต์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เปิดเผยถึงการระบาดของเชื้อแบคทีเรียอีโคไลในพืชผักในยุโรปว่า สำนักงานฯได้ติดตามสถานการณ์ และหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด โดยขณะนี้การระบาดของโรคยังมีความรุนแรง และสหภาพยุโรป (อียู) ยังไม่สามารถควบคุมโรคได้อย่างเด็ดขาดที่สำคัญ ยังไม่สามารถหาต้นเหตุ และที่มาของเชื้ออีโคไลได้ ดังนั้น การแพร่ระบาดของโรคจากยุโรปไปยังภูมิภาคอื่น หรือการระบาดมาถึงไทยยังต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะจากผู้ที่เดินทางจากยุโรปมาท่องเที่ยวไทย หรือ นักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปยุโรป โดยเฉพาะประเทศเยอรมนี

“ทางการไทยต้องจับตามองการเดินทางของคนไทย และนักท่องเที่ยวยุโรป รวมถึงเตรียมมาตรการป้องกันสินค้าพืชผักสดที่ไทยนำเข้าจากอียู ซึ่งอาจจะเป็นพาหะของโรคมาสู่ไทยได้อีกทางหนึ่งด้วย” นายอดิสัย  กล่าว

นายอดิสัย กล่าวต่อว่า ในปี 2553 ไทยนำเข้าพืชผัก จากอังกฤษ มีมูลค่า 56.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นสินค้า 6 ประเภท คือ ธัญพืช และแป้ง, เมล็ดพืชน้ำมัน และน้ำมันพืช, ผลิตภัณฑ์ยาง, โกโก้, พืชที่มีกลิ่นหอม และ พืชผักอื่นๆ โดยสินค้าพืชผักอื่นๆ นี้ ไทยนำเข้าจากอังกฤษ คิดเป็นมูลค่า 9.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหากพืชผักที่ไทยนำเข้าพบการติดเชื้อโรค อาจกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม ผู้บริโภค และ ผู้ผลิต เพราะไทยนำเข้าสินค้าประเภทพืชผักสด ได้แก่ พืชผัก รวมทั้งราก และหัวบางชนิด ที่บริโภคได้ มาใช้เป็นวัตถุดิบ หรือ สินค้าสำหรับอุตสาหกรรรมและบริโภคโดยตรง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 9 มิถุนายน 2554, 21:55 น.

ปลดล็อกส่งออกพืช…

Published พฤษภาคม 20, 2011 by SoClaimon

24 มกราคม 2554, 05:01 น.

ผ่านทางปลดล็อกส่งออกพืช… – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

ทุกประเทศ ทั่วโลก….มีกฎ และ เงื่อนไขการนำเข้า แตกต่างกันที่ความเข้มงวด

สหภาพยุโรป…ค่อนข้างเข้มและมีมาตรฐานควบคุม สุขอนามัยพืช (Plant Health) คือ Directive 2000/29/EC โดยกำหนดชนิดศัตรูพืชกักกัน (Quarantine pests) เพราะ หากมีศัตรูพืชกักกันติดไปกับสินค้า รัฐบาลประเทศผู้นำเข้าจะต้องสูญเสียงบประมาณในการศึกษาวิจัย เพื่อหาวิธีกำจัด แมลงศัตรูพืชตัวนั้นๆ

วันนี้…จึงอยากจะย้อนถึงสาเหตุว่า ทำไมกรมวิชาการเกษตรจึงสั่งห้ามส่งพืชผัก 5 กลุ่ม 16 ชนิด  ไปยังตลาดสหภาพยุโรป  ทั้งนี้  เพราะต้อง เผชิญกับปัญหาการแจ้งเตือนด้านสุขอนามัยพืชสำหรับสินค้าพืชผักส่งออกจากไทยอย่างต่อเนื่อง

ด้วย…สหภาพยุโรปได้ตรวจพบหนอนชอนใบ แมลงหวี่ขาว เพลี้ยไฟ และ แมลงวันผลไม้ ในพืชผักและผลไม้จากบ้านเรา และแจ้งเตือนมากที่สุดก็ 16 ชนิด กรมวิชาการเกษตรจึงต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาด เพื่อปรับปรุงคุณภาพพืชผักผลไม้ไทยให้สามารถยืนหยัดในตลาดสหภาพยุโรปได้อย่างยั่งยืน

และ…ไทยจะสามารถส่งออกพืชผักที่มีปัญหาดังกล่าวได้เมื่อไร..!!!

…จึงเป็น คำถามที่ทุกฝ่ายมุ่งตรงสู่อธิบดีกรมวิชาการ ตั้งแต่มีการออกประกาศคำสั่ง ซึ่ง คุณจิรากร โกศัยเสวี ก็บอกว่า..ไม่สามารถกำหนดวันและเวลาได้อย่างแน่นอน เพราะขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้ประกอบการส่งออก ที่ต้องให้ความร่วมมือต่อการปรับปรุงระบบการส่งออก

ในขณะเดียวกัน…กรมวิชาการเกษตรก็ต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบให้มีความละเอียดรอบคอบขึ้น…ก่อนออกใบรับรองสุขอนามัยให้ ผู้ประกอบการ…!!

แล้ว อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ก็ไขก๊อกต่อ….ต้องยอมรับว่าปัญหาสำคัญที่นำมาสู่การระงับส่งออกชั่วคราวนั้นเป็นปัญหามาจากการลักลอบส่งออก และ ซุกซ่อนสินค้า รวมทั้งการแจ้งน้ำหนักหรือจำนวนการส่งออกที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง ของผู้ส่งออกบางราย

บ่อยครั้งที่ กรมวิชาการเกษตรได้รับแจ้ง จากประเทศปลายทางว่า ได้ตรวจพบการซุกซ่อนและลักลอบการส่งออกพืชผักผลไม้ โดยไม่ผ่านการตรวจสอบและไม่มีใบรับรองสุขอนามัยพืชแนบไปกับสินค้า…จึงมีความเป็นห่วงกับปัญหาในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

เพราะ….หาก ในช่วงที่ประกาศระงับการส่งออกชั่วคราวมีผลบังคับใช้ อย่างเป็นทางการ หากประเทศปลายทางยังคงตรวจพบการลักลอบส่งออก สินค้าพืชผักทั้ง 16 ชนิด ดังกล่าวไปยังสหภาพยุโรป โอกาสที่จะพิสูจน์ตัวเองและการ ก้าวขึ้นไปสู่การเป็นครัวของโลก คงจะริบหรี่

หรือ…ไม่มีโอกาสส่งออกสินค้าเกษตรไปยังกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปอีกเลย เพราะเป็นการ ยากต่อการที่จะทำให้สหภาพยุโรปให้ความไว้วางใจ และ ยินยอมให้ประเทศไทยได้แก้ไขตัวเอง อีกครั้ง…

…มันก็อยู่ที่ พวกพ่อค้าทั้งหลายจะสำเหนียก ในจิตใต้สำนึกกัน…!!
ดอกสะแบง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ดอกสะแบง
  • 24 มกราคม 2554, 05:01 น.

พณ.ร้องอินโดนีเซียยกเลิกใช้เซฟการ์ดกับสินค้าไทย

Published พฤษภาคม 11, 2011 by SoClaimon

10 พฤษภาคม 2554, 18:39 น.
พณ.ร้องอินโดนีเซียยกเลิกใช้เซฟการ์ดกับสินค้าไทย – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_170451

“อลงกรณ์” ร้องอิเหนายกเลิกใช้เซฟการ์ดกับสินค้าไทย เหตุการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นเพราะผู้ผลิตอินโดปิดกิจการ สินค้าไม่พอใช้ ต้องแห่นำเข้าเพิ่ม ร้องยกเลิกเอ็นทีบีข้าวหอมมะลิไทย เดินหน้าจี้อียูยกเลิกค้านจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ และนำเข้าไก่สดไทย หลังปลอดหวัดนก พร้อมเริ่มเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู

เมื่อวันที่ 10 พ.ค. นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการหารือสองฝ่าย (ทวิภาคี) กับคณะกรรมาธิการการค้าสหภาพยุโรป (อียู) และรัฐมนตรีการค้าของอินโดนีเซีย ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 18 เมื่อวันที่ 5-8 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซียว่า ในการหารือกับอินโดนีเซียนั้น ได้ขอให้อินโดนีเซีย ยกเลิกการประกาศใช้มาตรการปกป้องจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (เซฟการ์ด) ในสินค้าโพลิโพรไพลีน ที่นำเข้าจากไทย เพราะไทยไม่ได้ส่งออกสินค้าดังกล่าวในปริมาณมากเกินความต้องการใช้ จนทำให้อุตสาหกรรมภายในของอินโดนีเซียได้รับความเสียหาย อย่างที่อินโดนีเซียกล่าวอ้าง

“การที่ไทยส่งออกเพิ่มขึ้นมาก เพราะผู้ผลิตของอินโดนีเซียรายใหญ่อันดับ 2 ของประเทศปิดกิจการ จึงทำให้ปริมาณที่ผลิตได้ในประเทศไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ และหันมานำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ทำให้อุตสาหกรรมภายในของอินโดนีเซียได้รับ ความเสียหาย โดย ผู้ผลิตอินโดนีเซียยังสามารถผลิต และขายสินค้าได้ดี ซึ่งฝ่ายอินโดนีเซียรับจะพิจารณาให้ การใช้มาตรการเซฟการ์ด อาจมีทั้งเก็บภาษีเพิ่มขึ้น หรือกำหนดโควตานำเข้า นอกจากนี้ ยังได้ขอให้ผ่อนคลายมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่มาตรการทางภาษี (เอ็นทีบี) กับการนำเข้าข้าวหอมมะลิไทย รวมถึงแป้งข้าวเจ้า และแป้งข้าวเหนียวจากไทยด้วย” นายอลงกรณ์กล่าว

นายอลงกรณ์ กล่าวถึงการหารือกับอียูว่า ทั้ง 2 ฝ่ายได้แสดงเจตจำนงทางการเมืองในการเริ่มเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-อียู นอกจากนี้ ยังได้ขอให้อียู สนับสนุนให้ไทยสามารถจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลา ร้องไห้ในอียูได้สำเร็จ หลังจากที่ เมื่อปลายปี 53 สมาชิกอียู 5 ประเทศคือ อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี เบลเยียม และเนเธอร์แลนด์ คัดค้าน ขณะนี้ไทยได้ยื่นหนังสือคัดค้านไปแล้ว และกรมทรัพย์สินทางปัญญาจะเดินทางไปหารือกับทั้ง 5 ประเทศในเร็วๆ นี้ ขณะเดียวกัน ยังได้ขอให้อียูยกเลิกการประกาศห้ามนำเข้าไก่สดแช่แข็งจากไทย หลังจากที่ไทยปลอดเชื้อไข้หวัดนกมานานกว่า 2 ปี ตามมาตรฐานขององค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (โอไออี) ซึ่งอียูแจ้งว่า อยู่ระหว่างการตรวจสอบ และอาจจะมีข่าวดีโดยอนุญาตให้นำเข้าไก่สดแช่แข็งจากไทยได้ในเร็วๆ นี้

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 10 พฤษภาคม 2554, 18:39 น.

‘อียู’หนุนสถาบันอาหาร 13 ล.สร้างมาตรฐานสากล

Published มีนาคม 22, 2011 by SoClaimon

22 มีนาคม 2554, 04:00 น.

\’อียู\’หนุนสถาบันอาหาร 13 ล.สร้างมาตรฐานสากล – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_157661

 

สหภาพยุโรป หนุน สถาบันอาหาร 13 ล.  พร้อมส่งผู้เชี่ยวชาญจากเมืองผู้ดี ดูแลด้านความปลอดภัยอาหารในไทย สร้างคุณภาพสำหรับมาตรฐานสากล…

เมื่อวันที่ 21 มี.ค. นายอมร งามมงคลรัตน์ รองผู้อำนวยการสถาบันอาหาร เปิดเผยว่า โครงการเสริมสร้างความสามารถในการจัดการด้านความปลอดภัยของอาหารพร้อมบริโภคของไทย ภายใต้กรอบความร่วมมือของ Thailand-EU Cooperation Facility เป็นโครงการที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสหภาพยุโรป (อียู) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของผู้ผลิตอาหารในการผลิตอาหารพร้อมบริโภค(RTE) ให้มีคุณภาพและความปลอดภัยได้มาตรฐานสากล ทั้งเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันสู่ตลาดอียูและประเทศ อื่นๆ ที่มีอัตราการบริโภคเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอาหารประเภทปรุงสุกก่อนแช่แข็งของไทย ที่มีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา

สำหรับผลิตภัณฑ์กลุ่มใหญ่ๆ ที่ส่งออกได้แก่ผลิตภัณฑ์จากไก่และกุ้งปรุงสุกก่อนแช่เย็นหรือแช่แข็ง โดยมีตลาดอียูเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญ ซึ่งมีมูลค่าส่งออกปีละหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งการส่งออกสินค้าไปอียู รวมทั้งประเทศคู่ค้าอื่นต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ด้านความปลอดภัยของอาหารอย่างเคร่งครัด ก่อนได้รับอนุญาตนำอาหารเข้าประเทศ ดังนั้น เพื่อให้ได้รับการยอมรับและลดการถูกกักกันสินค้าจากต่างประเทศ ผู้ผลิตจำเป็นต้องได้รับการรับรองระบบคุณภาพด้านต่างๆ รวมทั้งต้องมีเอกสารรับรองการกำหนดกระบวนการฆ่าเชื้อผลิตภัณฑ์ ก่อนการแช่เย็นหรือแช่แข็งให้ได้ตามเกณฑ์ของข้อกำหนดแต่ละประเทศด้วย

“โครงการดังกล่าวจะเน้นผู้เข้าร่วมโครงการที่อยู่ในอุตสาหกรรมอาหาร พร้อมบริโภคในกลุ่มของอาหารที่มีการปรุงสุกก่อนการแช่เย็นหรือแช่แข็ง และมีการจัดเก็บและจำหน่ายในสภาวะแช่เย็นหรือแช่แข็ง จึงต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตทั้งกระบวนการฆ่าเชื้อ การบรรจุ การขนส่งทั้งก่อนและหลังกระบวนการผลิต และการจัดเก็บ ซึ่งจะต้องมีการทำลาย ป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคและที่ทำให้เกิดการเสื่อมเสีย รวมทั้งป้องกันการปนเปื้อนให้ปลอดภัยและเป็นไปตามมาตรฐานอาหารของแต่ละ ประเทศ ขณะนี้สถาบันอาหาร ได้รับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 10 โรงงาน ที่เป็นกลุ่มผู้ผลิตอาหารปรุงสุกก่อนการแช่เย็นหรือ แช่แข็ง มีระยะเวลาดำเนินโครงการทั้งสิ้น 18 เดือนโดยได้รับเงินสนับสนุนจากอียู 13 ล้านบาท” นายอมร กล่าว

นายซามูเอล แคนเทล รองหัวหน้าฝ่ายความร่วมมือ คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย กล่าวว่า อียูเป็นผู้นำเข้าสินค้าอาหารและสินค้าเกษตรรายใหญ่ที่สุดของโลก เป็นตลาดที่นำเข้าสินค้าอาหารจากไทยสูงเป็นอันดับ 3 โดยในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยส่งออกอาหารและผลิตภัณฑ์อาหารไปยังอียู 100,000 ล้านบาท หรือ 15 % ของสินค้าทั้งหมดที่ไทยส่งออกไปยังอียู โดยผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมบริโภค สามารถแบ่งได้เป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ คือ 1.อาหารพร้อมปรุง-พร้อมทานแช่เย็น 2.อาหารพร้อมปรุง-พร้อมทานแช่แข็ง3.อาหารพร้อมปรุง-พร้อมทานแบบบรรจุกระป๋อง และ 4.อาหารพร้อมปรุง-พร้อมทานแบบแห้ง

ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมาคาดว่าอุตสาหกรรมอาหารพร้อมปรุง-พร้อมทานในตลาดโลกรวมทุกประเภทอาจ มีมูลค่าสูงถึง 80,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีตลาดเอเชียแปซิฟิกและตลาดยุโรป เป็นตลาดหลักที่สำคัญ ซึ่งมีแนวโน้มจะได้รับความนิยมและขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น ไทย ไต้หวัน ฮ่องกง อินโดนีเซีย และมาเลเซีย โดยมีอินเดียเป็นตลาดดาวรุ่งที่กำลังมาแรงเนื่องจากชนชั้นกลางเริ่มมีกำลังซื้อสูงมากขึ้น ส่วนประเทศจีนยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าจะมีแนวโน้มขยายตัวมากน้อยเพียงใด

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 22 มีนาคม 2554, 04:00 น.

 

กรมทรัพย์สินทางปัญญาเล็งถกอียูเลิกค้านจดทะเบียนข้าวไทย

Published กุมภาพันธ์ 18, 2011 by SoClaimon

17 กุมภาพันธ์ 2554, 19:50 น.

ผ่านทางกรมทรัพย์สินทางปัญญาเล็งถกอียูเลิกค้านจดทะเบียนข้าวไทย – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_149781

 

กรมทรัพย์สินทางปัญญา เล็งถกสมาชิกอียู 5 ประเทศ-คณะกรรมาธิการอียู เลิกคัดค้านการยื่นจดทะเบียนจีไอข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้

เมื่อวันที่ 17 ก.พ. นางปัจฉิมา ธนสันติ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยถึงกรณีที่สหภาพยุโรป (อียู) คัดค้านการยื่นขอจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้จาก ไทย ในอียูว่า ในวันที่ 28 ก.พ.นี้ สถานทูตเอกอัครราชทูต 5 ประเทศประจำประเทศไทย ของสมาชิกอียูที่คัดค้าน คือ อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี เบลเยียม และเนเธอร์แลนด์ จะมาพบตน เพื่อหารือถึงประเด็นที่ได้คัดค้านทั้งหมด จากนั้นราวเดือน มี.ค.นี้ ตนจะเดินทางไปประเทศเบลเยียม เพื่อหารือกับคณะกรรมาธิการอียู และเริ่มต้นกระบวนการคัดค้านคำคัดค้านของอียูอย่างเป็นทางการ

สำหรับ ประเด็นที่อียูคัดค้านไทย ได้แก่ ไทยไม่ควรจำกัดการใช้สิทธิ์ชื่อ “ข้าวหอมมะลิ” แต่เพียงผู้เดียวในการจดทะเบียนจีไอ หากต้องการจดจีไอ ควรจดเฉพาะคำว่า “ทุ่งกุลาร้องไห้” เท่านั้น ส่วนขบวนการผลิตของไทย โดยเฉพาะการบรรจุหีบห่อ ไม่น่าจะได้คุณภาพมาตรฐานตามที่อียูกำหนด

“เชื่อว่า การคัดค้านของไทยน่าจะใช้เวลาไม่เกิน 1 ปี เพราะได้รับการแจ้งจากอียูว่า ประเด็นที่อียูคัดค้านไม่ใช่ประเด็นยาก หากยื่นคัดค้านสำเร็จ น่าจะทำให้ไทยสามารถยื่นจดทะเบียนจีไอข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ในอียูได้ ภายในปีนี้”นางปัจฉิมา  กล่าว

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 17 กุมภาพันธ์ 2554, 19:50 น.

 

เตือนกลุ่มธุรกิจบริการรับมือทุนนอกถล่ม

Published กุมภาพันธ์ 12, 2011 by SoClaimon

12 กุมภาพันธ์ 2554, 10:38 น.

ผ่านทางเตือนกลุ่มธุรกิจบริการรับมือทุนนอกถล่ม – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_148471

 

ธนาคารไทยพาณิชย์ เตือน กลุ่มธุรกิจบริการรับมือทุนนอกถล่มหลังการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หวั่นแรงงานวิชาชีพหนีทำงานสิงคโปร์และมาเลเซียเพราะค่าตอบแทนสูงกว่าไทย 3 เท่า…

นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวทนฤพุฒิ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลกระทบจากการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558 ว่า จะทำให้อาเซียนเป็นที่น่าสนใจมีบทบาทและอำนาจต่อรองมากขึ้นในเวทีเศรษฐกิจโลกแบบเดียวกับสหภาพยุโรป หรือ อียู ด้วยตลาดที่มีขนาดประชากรกว่า 580 ล้านคน อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในปี 58 ยังไม่สามารถเทียบเคียงกับอียูได้ หากจะเทียบเท่าอียูยังคงต้องใช้ระยะเวลาอีกนาน

สำหรับกลุ่มธุรกิจบริการจะต้องเผชิญกับความท้าทายมากขึ้นหลังการเกิด AEC จากการเปิดเสรีใน 2 ส่วนคือ 1.กลุ่มธุรกิจบริการที่มีต่างชาติถือหุ้นในสัดส่วนสูงเช่น ธุรกิจค้าปลีกอาหาร บริการบรรจุภัณฑ์ โรงแรม รีสอร์ต เพราะแนวโน้มต้องแข่งขันกับเงินทุนจากต่างประเทศที่เข้ามาจากการเปิดให้นักลงทุนอาเซียนถือหุ้นสัดส่วนร้อยละ 70 เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่กำหนดสัดส่วนเฉลี่ยร้อยละ 49 และ 2.การเกิดเออีซี อาจส่งผลให้เกิดปัญหาสมองไหลของแรงงานวิชาชีพไปทำงานที่ประเทศสิงคโปร์และมาเลเซียที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าไทยประมาณ 3 เท่า โดยเฉพาะประเทศสิงคโปร์ซึ่งมีสัดส่วนประชากรในวัยทำงานน้อยลง ซึ่งจะเป็นแรงกดดันให้สิงคโปร์ต้องนำเข้าแรงงานจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การเกิดAEC ยังเป็นโอกาสให้นักลงทุนไทยเข้าไปทำธุรกิจบริการในประเทศสมาชิกอาเซียนที่มีอัตรากำไรสูง

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 12 กุมภาพันธ์ 2554, 10:38 น.

 

ผู้ส่งออกผัก-ไม้ไทย หวั่น อียูตรวจเข้มทำส่งออกลดกว่าครึ่ง

Published กุมภาพันธ์ 11, 2011 by SoClaimon

10 กุมภาพันธ์ 2554, 17:30 น.

ผ่านทางผู้ส่งออกผัก-ไม้ไทย หวั่น อียูตรวจเข้มทำส่งออกลดกว่าครึ่ง – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_148066

 

ผู้ส่งออกผัก-ผลไม้ไทย คาดปีนี้ส่งออกไปอียูลดฮวบกว่าครึ่ง หลังอียูตรวจเข้มเตรียมเสนอรัฐให้ใช้มาตรฐานจีเอพีเป็นมาตรฐานบังคับสำหรับ ผู้ผลิตสินค้าเกษตร และสินค้าเกษตรที่นำเข้า

เมื่อวันที่ 10 ก.พ. นายปฐม แทนขำ นายกสมาคมผู้ประกอบการพืชผักผลไม้ไทย เปิดเผยถึงแนวโน้มการส่งออกผักสดและผลไม้ไทยไปตลาดสหภาพยุโรป (อียู) ในปี 54 ว่า อาจลดลง 50% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีมูลค่าส่งออกเหลือเพียง 4,000-5,000 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่มีมูลค่า 7,000-8,000 ล้านบาท เพราะอียูได้เพิ่มความเข้มงวดตรวจสอบคุณภาพผักสด และแจ้งเตือนปัญหาความไม่ปลอดภัยสินค้ามายังไทย จนทำให้ผู้ส่งออกไทยต้องสอบสินค้า และระมัดระวังก่อนส่งออกมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าถูกตีกลับ

“ผู้ประกอบการส่งออกผักผลไม้ไทยไปตลาดอียู ต้องเร่งปรับตัวทำกระบวนการผลิตทั้งหมด ให้เข้าสู่มาตรฐานการปฏิบัติการทางการเกษตรอย่างดี (จีเอพี) ให้ได้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า เพราะในอนาคต อียูจะใช้มาตรการเลือกผู้ส่งออกสินค้า แทนการนำเข้าสินค้าจากทุกราย ดังนั้นผู้ที่ทำได้ตามมาตรฐานจะมีโอกาสส่งออกไป ซึ่งขณะนี้เริ่มใช้แนวทางนี้กับสินค้าประมงแล้ว” นายปฐม กล่าว

ด้าน นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการ หอการค้าไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนจะเสนอให้รัฐบาลพิจารณาประกาศใช้มาตรฐานไทยแก๊ป (มาตรฐานการปฏิบัติการทางการเกษตรอย่างดีของไทย) ให้เป็นมาตรฐานบังคับ สำหรับผู้ผลิตสินค้าผักและผลไม้ เพื่อยกระดับกระบวนการผลิตทั้งระบบให้ได้มาตรฐานการส่งออก โดยขั้นแรกจะพิจารณาเฉพาะสินค้าที่อยู่ในกลุ่มที่มีปัญหาก่อน เช่น พริก กระเพรา โหระพา เป็นต้น ขณะเดียวกันจะใช้มาตรฐานนี้ควบคุมสินค้าเกษตรที่นำเข้าจากต่างประเทศด้วย

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 10 กุมภาพันธ์ 2554, 17:30 น.

 

กรมทรัพย์สินทางปัญญา เซ็ง อียูไม่จดจีไอข้าวหอมไทย

Published มกราคม 27, 2011 by SoClaimon

26 มกราคม 2554, 18:30 น.

ผ่านทางกรมทรัพย์สินทางปัญญา เซ็ง อียูไม่จดจีไอข้าวหอมไทย – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_144331

 

กรมทรัพย์สินทางปัญญา สุดเซ็ง อียูคัดค้านการจดทะเบียนจีไอ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ อ้างไม่ควรจำกัดการใช้สิทธิ์ข้าวหอมมะลิคนเดียว แนะจดแค่คำว่า ทุ่งกุลาร้องไห้ หวั่นลามไปถึงกาแฟดอยตุง-ดอยช้างด้วย แต่ยันจะเดินหน้าสู้ต่อ ขอจดคุ้มครองจีไอให้ได้

เมื่อวันที่ 26 ม.ค. นางปัจฉิมา ธนสันติ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ในสหภาพยุโรป (อียู) ว่า ล่าสุด เมื่อปลายเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา สมาชิกอียู 5 ประเทศคือ อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี เบลเยียม และเนเธอร์แลนด์ ได้คัดค้านการจดทะเบียนดังกล่าว โดยอ้างว่า ไทยไม่ควรจำกัดการใช้สิทธิ์ชื่อ “ข้าวหอมมะลิ” แต่เพียงผู้เดียว หากต้องการจดจีไอ ควรจดเฉพาะคำว่า “ทุ่งกุลาร้องไห้” จึงทำให้การจดทะเบียนไม่สำเร็จ อย่างไรก็ตาม ในเร็วๆ นี้ จะทำหนังสือโต้แย้งไปยังอียู และราวกลางเดือนมี.ค.จะเดินทางไปอียู เพื่อหารือกับทั้ง 5 ประเทศให้เลิกการคัดค้าน และให้สามารถจดทะเบียนได้สำเร็จ

“ทั้ง 5 ประเทศบอกว่า ถ้าอยากจดจีไอ ก็ให้จดแค่คำว่า ทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้เท่านั้น เหมือนฝรั่งเศสที่จดจีไอไวน์บอร์โดซ์ แค่คำว่า บอร์โดซ์ ไม่ได้จดคำว่า ไวน์ ด้วย ซึ่งเราจะโต้แย้งว่า ทุ่งกุลาร้องไห้ ไม่มีใครรู้จักดีเหมือนแคว้นบอร์โดซ์ ถ้าจดคำว่าข้าวหอมมะลิด้วย ผู้บริโภคจะรู้ทันทีว่าเป็นสินค้าข้าว อีกทั้งคำว่า ข้าวหอมมะลิ เป็นภาษาไทย ชาติอื่นที่ผลิตข้าวหอมมะลิ เช่น กัมพูชา หรือลาว ก็คงไม่ใช้” อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา  กล่าว

ทั้งนี้ การคัดค้านดังกล่าว ทำให้เกรงว่า อียูอาจคัดค้านการจดทะเบียนจีไอกาแฟดอยตุง และกาแฟดอยช้าง ของไทยที่อยู่ระหว่างการยื่นขอจด แต่กรมจะขอต่อสู้ให้ถึงที่สุด และเร็วๆ นี้ เตรียมจะยื่นคำขอจดทะเบียนจีไอข้าวหอมมะลิสุรินทร์ในอียูด้วย

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 26 มกราคม 2554, 18:30 น.

 

%d bloggers like this: