สมุนไพร200ชนิด

All posts tagged สมุนไพร200ชนิด

การปรับปรุงดินปลูกต้นไม้ในบ้าน

Published มีนาคม 9, 2012 by SoClaimon

http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs1-1.htm

การปรับปรุงดินปลูกต้นไม้ในบ้าน

          การปรับปรุงดินโดยทั่วไป พืชแต่ละชนิดต้องการลักษณะของดินในการเจริญเติบโตไม่เหมือนกัน พืชบางชนิดชอบดินที่ดอน แต่พืชบางชนิดชอบดินที่มีน้ำขัง การปรับปรุงดินให้เหมาะกับพืชแต่ละชนิดนั้นแตกต่างกัน แต่โดยทั่วๆ ไปแล้วการปรับปรุงดินทำได้ดังนี้คือ

  1. การปรับปรุงดินในที่ลุ่มน้ำท่วมเป็นบางฤดู ถ้าต้องการจะปลูกพืชไร่ ทำได้ 2 วิธีคือ
    1. ขุดคูทำคันดินรอบบริเวณที่ต้องการปลูกพืช เมื่อฝนตกน้ำท่วมก็สูบน้ำออก โดยสูบน้ำให้ได้ระดับน้ำต่ำกว่าผิวดินมากๆ ก็สามารถปลูกพืชไร่ได้ตามต้องการ เช่น ที่บริเวณเกษตรกลางบางเขน
    2.  ถมดินให้สูงขึ้นกว่าระดับน้ำ แล้วปลูกพืชที่ต้องการ เช่น ตามริมถนน มักจะถมดินให้สูงขึ้นเพื่อปลูกต้นไม้ริมทาง แต่การถมดินนั้นควรถมให้กว้าง ถ้าถมให้สูงเฉพาะตรงต้นไม้ ดินจะรับน้ำที่รดไว้ไม่พอกับปริมาณที่ต้นไม้ต้องการ

  2. การปรับปรุงดินที่มีน้ำใต้ดินสูง  ทำให้ได้การฝังท่อระบายน้ำซึ่งท่อระบายน้ำนี้จะต้องทำด้วยดินเผา ตรงหัวต่อของท่อกลบด้วยทรายหยาบเพื่อทำให้น้ำซึมผ่านได้สะดวก ท่อระบายน้ำที่ฝังลงไปลึกให้พ้นจากเขตไถพรวน และจะต้องวางท่อให้ห่างกันพอเหมาะ โดยดินทรายวางให้ห่างๆ กันได้ แต่ถ้าเป็นดินเนื้อละเอียด จะต้องวางท่อให้ถี่เข้า  เมื่อน้ำระบายออกจากท่อลงในลำคลองหรือร่องน้ำ แล้วสูบออก เช่น ในประเทศฮอลแลนด์เขาสูบน้ำโดยใช้กังหันลม

  3. ดินเปรี้ยวหรือดินกรด  ดินโดยทั่วไปมักจะเป็นดินกรดอ่อนๆ แต่มีบางแห่งที่เป็นกรดจัดมาก จนปลูกพืชอะไรไม่ขึ้น ดินกรดนี้เกิดจากเหตุดังนี้คือ
    1.  เกิดจากหิน หรือแร่ที่ให้กำเนิดแก่ดิน
    2.  เกิดจากการเน่าเปื่อยผุพังของสารอินทรีย์
    3.  เกิดจากการใส่ปุ๋ยเคมีบางชนิด  ปรับปรุงแก้ไขได้โดยการใส่ปูนขาวหรือปูนมาร์ล  แต่จะใส่มากน้อยแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับความเป็นกรดของดิน เนื้อดินและอินทรีย์วัตถุในดิน แต่โดยทั่วๆ ไปแล้ว การใส่ปูนขาวประมาณ 200 ก.ก. ต่อไร่

  4. ดินหวานหรือดินด่าง  คือดินที่มีปฏิกิริยาเป็นด่าง ซึ่งโดยทั่วไปดินเป็นด่างมักไม่ค่อยพบนอกจากบางแถบของโลก  ในเมืองไทยมักพบบ้างแถบภูเขาหินปูน จังหวัดลพบุรี หรือสระบุรี

    ดินด่างเกิดจากเหตุ 2 ประการคือ
    1.  เกิดจากหินหรือแร่ที่ให้กำเนิดแก่ดิน
    2.  เกิดจากการใส่ปุ๋ยเคมีบางชนิด การปรับปรุงแก้ไขดินด่างโดยทั่วไป มักแก้โดยใส่กำมะถันผง แล้วทิ้งไว้ 3-4 อาทิตย์ ใส่กำมะถันปริมาณมากน้อยแค่ไหนย่อมขึ้นอยู่กับความชื้น ของดินอินทรีย์วัตถุในดินและเนื้อของดิน


5.  ดินเค็ม  คือดินที่มีเกลือแกงปะปนอยู่ในดินเป็นปริมาณมากจนทำให้เกลือแกงเป็นพิษกับต้นพืชบางชนิด ดินเค็มนี้เกิดขึ้นด้วยเหตุ 3 ประการคือ

  1. 1.  เกิดจากหินหรือแร่ที่ให้กำเนิดแก่ดิน เช่น ดินทางภาคอีสาน
    2.  เกิดจากเกลือแกงเคลื่อนย้ายมาจากที่อื่น โดยลมพัดเอาไอเกลือมา เช่น ดินแถบชายทะเล หรือน้ำพัดพามา เช่นบางแห่งแถบชายทะเล
    3.  เกิดจากการใส่ปุ๋ยเคมีบางชนิดเป็นเวลานานๆ แต่มีน้อยมาก การแก้ไขปรับปรุงดินเค็มนั้นแตกต่างกันแล้วแต่ชนิดของการเกิด ถ้าดินเค็มนั้นเกิดจากหินหรือแร่ที่ให้กำเนิดแก่ดินเกลือ มักจะสะสมอยู่ใต้ดินลึกๆ บางแห่งคือ 1,000 – 3,000 เมตร เช่นที่เมืองออสเตรีย ถ้าลึกขนาดนี้ เกลือไม่ขึ้นมาบนผิวดิน มีบางแห่งลึกเพียง 50-60 เมตร เช่น ดินเค็มทางภาคอีสาน เกลือจะละลายน้ำและขึ้นมากับน้ำที่ระเหยไปในอากาศ
    วิธีแก้ไขปรับปรุงดินเค็มชนิดนี้ก็คือ กันไม่ให้น้ำพาเกลือขึ้นมา อาจจะโดยวิธีใดก็ได้ ดินเค็มที่เกิดจากการเคลื่อนย้ายมาจากที่อื่นหรือเกิดจากปุ๋ยเคมีบางชนิด แก้ไขปรับปรุงโดยเอาน้ำจืดชะล้างหรือโดยการปลูกพืชบางชนิดที่สามารถดูดเกลือเข้าไปเป็นปริมาณมากๆ แล้วตัดต้นพืชนั้นออกไปใช้ประโยชน์ หรือทิ้งที่อื่น เช่น การแก้ดินเค็มของประเทศฮอลแลนด์ อย่างนี้เป็นต้น

    6.  ดินจืด  คือดินที่ปลูกอะไรไม่ขึ้น เนื่องจากอาหารธาตุที่สำคัญของพืชในดินหมดไปจากดิน เช่น ที่ใช้ปลูกมันสำปะหลัง เมื่อปลูกมันสำปะหลังไปนานๆ แล้วปลูกพืชชนิดอื่นไม่ขึ้น มีทางแก้ไขให้ดินจืดนั้นกลับอุดมสมบูรณ์ขึ้นมาได้ แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก หรือไม่ก็เสียเวลานานมากด้วย  โดยทั่วไปแล้วการปล่อยให้ดินจืดแล้วจึงแก้ทีหลังนั้นไม่ถูกวิธี ทางที่ถูกวิธีนั้นก็คือ ควรปลูกพืชบำรุงดินสลับกับการปลูกมันสำปะหลัง แต่ถึงอย่างไรการแก้ไขทำได้ดังนี้คือ

  2. 1.  แก้ไขปรับปรุงโดยการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เป็นต้นว่าโรยปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ย กทม. จะต้องใส่ถึง 12 ตันต่อไร่ พร้อมด้วยการเพิ่มปุ๋ยเคมีที่มีโปรแตสสูงๆ เข้าไปด้วย
    2.  แก้ไขปรับปรุงโดยการปลูกพืชพวกตระกูลถั่ว อาจเป็นต้นก้ามปู ปลูกให้ถี่ๆ เพื่อทำให้ต้นก้ามปูตั้งตรงสูง ทิ้งไว้ 10-20 ปี เมื่อตัดต้นก้ามปูไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นแล้ว จึงหันมาปลูกมันสำปะหลังใหม่

การปรับปรุงดินเพื่อปลูกต้นไม้ในบริเวณที่อยู่อาศัย
          ดินในบริเวณที่อยู่อาศัยแถบที่ราบลุ่มกรุงเทพฯ นี้ จะต้องมีการถมดินให้สูงเพื่อปลูกที่อยู่อาศัย ดินที่ใช้ถมที่มักจะเป็นดินที่นำมากจากบริเวณรอบกรุงเทพฯ นี้เอง ซึ่งพอจะแบ่งชนิดของดินออกได้ดังนี้คือ

  1. ดินที่ใช้ถมที่เป็นดินชั้นบน  คือ หน้าดิน  เป็นดินที่ขุดมาจากท้องนาตรงผิวๆ ดิน ดินนี้มีสีดำเข้ม มองเห็นแตกต่างจากดินชั้นบนอย่างเด่นชัด แต่ดินที่มีอินทรีย์วัตถุสูงมีอาหารธาตุของพืช เป็นต้นว่า N , P และ K สูง ดินนี้ลึกประมาณ 6-8 นิ้ว หรือหนึ่งหน้าจอบ โดยทั่วๆ ไปดินชนิดนี้ไม่มีปัญหาในการปลูกพืชทั้งไม้ยืนต้นและไม้ล้มลุก นอกจากดินบางแห่งซึ่งเป็นดินกรด จัดเป็นดินเปรี้ยว สังเกตการเป็นดินกรดจัดได้โดยดูจากพืชไม่ยอมขึ้น หรือก็ไม่งาม หรือหลังจากฝนตกใหม่ๆ ถ้าแรกน้ำที่ขังอยู่ใสสะอาดดี แสดงว่าดินนั้นเป็นดินกรดจัด ดินชนิดนี้จะต้องมีการแก้ไขปรับปรุง จึงจะใช้ปลูกพืชได้

  2. ดินที่ใช้ถมเป็นดินชั้นล่าง  ซึ่งโดยทั่วไปดินชั้นล่างมักจะมีสีจางกว่าดินชั้นบน อาหารธาตุของพืชโดยเฉพาะอย่างยิ่งไนโตรเจนมีน้อยกว่าดินชั้นบนและมีไม่เพียงพอสำหรับการเจริญเติบโตของพืช P และ K มีอยู่ในดินชั้นล่างเหนือดินชั้นบน แต่ดินชั้นล่างมีสีดำจัดก็มีลักษณะ หรือคุณสมบัติเหนือดินบน แต่ถ้าดินชั้นล่างนั้นเป็นดินที่มีสีแดงปนน้ำตาลหรือสีน้ำตาลปนเหลืองอยู่ทั่วๆ ไป ดินชนิดนี้มักเป็นดินที่มีกรดจัด ไม่เหมาะแก่การปลูกพืช นอกจากนั้นแล้ว อาหารธาตุของพืชพวก N , P และ K ต่ำ และมีสารพวกอลูมิเนียมละลายออกมามากถึงกับเป็นพิษกับต้นพืชไม้ยืนต้น ไม้ดอกประดับ และหญ้าแทบจะไม่ขึ้น จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขเป็นอย่างดี จึงจะใช้ปลูกพืชต่างๆ ได้

  3. ดินที่ใช้ถมที่เป็นทรายขี้เป็ด หรือทรายละเอียด  ทรายชนิดนี้ประชาชนนิยมใช้ถมที่กันมาก เพราะราคาถูก ถมแล้วไม่ยุบ ดีมากสำหรับสิ่งปลูกสร้าง แต่สำหรับการเกษตรแล้วไม่ดีเลย ดินชนิดนี้มีอาหารธาตุของพืชต่ำมาก หรืออาจไม่มีเลยก็เป็นได้ การที่จะใช้ดินชนิดนี้ปลูกพืชในบริเวณบ้านจะต้องมีการปรับปรุงเป็นอย่างมาก หรือถ้าจะให้ดีควรถมทรายเฉพาะตรงที่ที่จะปลูกสิ่งก่อสร้างหรือทางรถยนต์ในบ้าน ที่อื่นๆ ควรจะถมด้วยหน้าดินหรือดินชั้นบน อย่างน้อยจะต้องถมหน้าดินสูงสักหนึ่งฟุตถึงครึ่งเมตร

  4. ดินที่ถมด้วยเศษเหลือจากสิ่งก่อสร้าง  เป็นต้นว่าซีเมนต์ที่ใช้โบกผนัง ที่ตกลงมาแห้งกับพื้น หรือวัสดุที่เหลือจากการก่อสร้างอื่นๆ วัสดุนี้ถ้าใช้ถมที่แล้ว ปลูกพืชจะมีปัญหามาก แต่ถ้าถมที่แล้ว ถมดินทับด้วยดินชั้นบนให้สูงสักหนึ่งฟุต หรือครึ่งเมตรก็จะหมดปัญหาไป

  5. ดินที่ถมด้วยเลนตามท่องร่องสวน  ดินที่ลอกท้องร่องนี้มักเป็นดินที่มีเศษเหลือของพืชและสัตว์เน่าเปื่อยผุพังทับถมกันอยู่เป็นเวลานาน การเน่าเปื่อยผุพังจวนจะสมบูรณ์อยู่แล้ว เมื่อลอกท้องร่องขึ้นมาถมที่ก็สามารถปลูกพืชได้เลย

  1. ดินที่ถมด้วยเลนตมตามคลองที่อยู่อาศัยมีน้ำเสีย  ดินชนิดนี้บางแห่งไม่มีปัญหา แต่บางแห่งมีปัญหามาก เพราะมีสารที่เป็นพิษต่อการเจริญเติบโตของพืชสะสมอยู่ สารที่เป็นพิษบางชนิดก็สามารถทำลายได้ แต่บางชนิดไม่สามารถทำลายได้ จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขจึงจะสามารถใช้ปลูกพืชได้

กาปรับปรุงแก้ไขดินที่ใช้ปลูกพืชในบริเวณที่อยู่อาศัย

  1. ดินชั้นบนหรือหน้าดิน  เป็นดินที่มีอาหารธาตุของพืชอุดมสมบูรณ์สูงอยู่แล้ว นอกจากบางแห่งที่เป็นดินเปรี้ยวจัด สามารถปรับปรุงแก้ไขได้โดยการใส่ปูนขาว หรือปูนมาร์ล โดยใส่ประมาณครึ่งกิโลกรัมต่อดินดินหนึ่งตารางเมตร แล้วขุดดินผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันดี พร้อมกับรดน้ำให้ชุ่ม ปล่อยทิ้งไว้ 2-3 อาทิตย์ ก็สามารถใช้ปลูกพืชได้ ถ้าจะใช้ปลูกพวกไม้ดอกไม้ประดับ หรือผักสวนครัว ก็ควรจะเพิ่มปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยเทศบาล 1-2 บุ้งกี๋ ต่อ 1 ตารางเมตร และขุดดินผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันดีแล้วปลูกพืชได้เลย ปุ๋ยอินทรีย์ที่กล่าวถึงนี้ นอกจากจะให้อาหารธาตุของพืชแล้ว ช่วยทำให้ดินร่วนซุย อุ้มน้ำไว้ให้กับต้นพืชอีกด้วย

  2. ดินชั้นล่างที่สีน้ำตาลปนเหลือง  มักเป็นดินกรดจัด การปรับปรุงโดยการใส่ปูนขาวประมาณ 1-2 กิโลกรัม ต่อ 1 ตารางเมตร แล้วขุดดินผสมคลุกเคล้า รดน้ำให้ชุ่ม ปล่อยทิ้งไว้ 2-3 อาทิตย์ จึงจะใช้ปลูกพืช ถ้าปลูกพืชอย่างอื่นก็ควรผสมปุ๋ยอินทรีย์ลงไปด้วย ดินชนิดนี้มีอาหารธาตุของพืชต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธาตุไนโตรเจนมีน้อยมาก ส่วนฟอสฟอรัส และโปรแตสเซียมมีอยู่บ้าง แต่เนื่องจากการจัดอาหารธาตุของพืช พวกฟอสฟอรัสและโปรแตสเซียมจึงถูกปลดปล่อยออกมาให้กับต้นพืชน้อย เมื่อมีการแก้ไขปรับปรุง โดยการใส่ปูนขาว ความเป็นประโยชน์ของฟอสฟอรัสและโปรแตสเซียมมีมากขึ้น ส่วนอาหารธาตุของพืชไนโตรเจนจำเป็นต้องใส่

  3. ดินที่ถมด้วยทรายขี้เป็ด  ดินทรายขี้เป็ดนี้มีอาหารของพืชน้อยมาก ปรับปรุงให้เหมาะกับการปลูกพืชโดย การใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์อื่นๆ หรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์ สูตรที่มีไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโปรแตสเซียมในระดับเท่าๆ กัน  ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักควรจะใส่ 3-4 บุ้งกี๋ ต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร แล้วขุดดินให้ปุ๋ยคอกกับดินผสมกันให้ดี แล้วใช้ปลูกพืชได้เลย ส่วนปูนขาวไม่จำเป็นต้องใส่ เพราะดินนี้ไม่ใช่ดินเปรี้ยว

  4. ดินที่ถมด้วยวัสดุที่เหลือจากการก่อสร้าง  วัสดุที่เหลือจากการก่อสร้างนี้มักจะมีซีเมนต์แห้งปนอยู่ ซีเมนต์แห้งนี้เป็นพิษกับต้นพืช มีฤทธิ์เป็นด่างอย่างแรง แก้ไขได้โดยใส่กำมะถันผง จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนซีเมนต์ กำมะถันผง 1 ส่วน ควรจะแก้ซีเมนต์แห้งได้ 6-7 ส่วน เมื่อใส่กำมะถันผงแล้ว จะรดน้ำให้ชุ่ม แล้วทิ้งไว้ 3-4 อาทิตย์ ก็ใช้ปลูกพืชได้ การแก้ทิ้งระยะเวลานานและเสียค่าใช้จ่ายสูง จึงไม่แนะนำให้ใช้วิธีนี้ ที่ควรจะทำก็คือ เมื่อใช้วัสดุที่เหลือจากการก่อสร้างถมที่แล้ว ใช้หน้าดินถมที่ทับ ถ้าใช้เป็นดินทำสนามหญ้าปลูกพืชล้มลุก ก็ควรจะถมดินทับอย่างน้อย 1 ฟุต แต่ถ้าเป็นไม้ยืนต้น เช่น มะม่วง ควรจะเป็น 2-3 ฟุต

  1. เลนตมที่ได้จากร่องสวนหรือตามห้วยหนอง  ดินนี้มีความอุดมสมบูรณ์สูงแล้ว ไม่จำเป็นต้องแก้ไข แต่ดินนี้มักจะเหนียวมาก แก้โดยการโรยปูนขาวหรือปูนมาร์ล แล้วผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันให้ดี ทิ้งไว้สักระยะเวลาหนึ่ง ดินนั้นจะหายเหนียว

  2. เลนตมที่ได้จากลำคลองที่อยู่อาศัยมีน้ำเสีย  เลนตมชนิดนี้มีสารที่เป็นพิษต่อการเจริญเติบโตของพืชอยู่ด้วย สารที่เป็นพิษกับต้นพืชที่อยู่ในดินชนิดนี้พอแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดคือ
    1.  สารที่เป็นพิษที่เกิดจากอินทรีย์สาร  เกิดขึ้นจากการเน่าเปื่อยผุพังของอินทรีย์สารในที่ที่มีอากาศไม่เพียงพอ การเน่าเปื่อยผุพังจึงไม่สมบูรณ์ เกิดเป็นสารพิษขึ้น เป็นต้นว่า แก๊สไข่เน่า แก้ไขได้โดยเอาดินนี้ขึ้นมา ตากแดดผึ่งลมให้ได้รับอากาศอย่างทั่วถึง เพื่อทำให้การเน่าเปื่อยผุพังของอินทรีย์สารสมบูรณ์ สารที่เป็นพิษก็จะหมดไปจากดิน ตากดินไว้อย่างน้อย ประมาณ 3-4 อาทิตย์ ก็สามารถปลูกพืชได้ และเป็นปุ๋ยอย่างดี
    2.  สารพิษที่เกิดจากอนินทรีย์ ได้แก่ สารหนู ทองแดง สังกะสี ดีบุก ตะกั่ว สารพิษนี้ถ้ามีเป็นปริมาณมาก สารบางชนิดอาจะเป็นพิษแก่มนุษย์ด้วย ถ้าจะใช้ถมที่ก็ควรจะถมดินชั้นบน ทับให้เลนตมนี้อยู่ใต้พื้นดินลึกๆ เพราะถ้าอยู่ตื้นๆ พืชอาจจะดูดเอาสารพิษขึ้นมาดินชั้นบน แต่ถ้าปลูกพืชพวกไม้ดอกไม้ประดับก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นไม้ผลหรือพืชที่ต้องเอามารับประทานไม่ค่อยดี ส่วนสารเป็นพิษในดินนั้น มีทางที่จะแก้ไข ลดการเป็นพิษลงได้ แต่ไม่ค่อยแนะนำเพราะเสียค่าใช้จ่ายสูง จึงไม่แนะนำให้เอามาถมที่

การเตรียมดินปลูกพืช

          ไม้ยืนต้น ได้แก่ มะนาว มะพร้าว ลำไย ชมพู่ มะละกอ ฯลฯ การเตรียมดินปลูกพืชแต่ละชนิดแตกต่างกัน แต่ถึงอย่างไรก็ดี การเตรียมดินปูลกพืชนี้มีความสำคัญมาก ถ้าเตรียมดินไม่ดี จะทำให้ต้นพืชตกผลช้า แต่ถ้าเตรียมดินดีแล้วจะทำให้พืชเจริญเติบโตดี ตกผลเร็ว การเตรียมดินปลูกพอจะกล่าวรวมๆ ได้ดังนี้

  • หลุมปลูก   เตรีมหลุมปลูกพืชโดยเฉพาะอย่างยิ่งไม้ยืนต้นควรขุดหลุมให้ลึก กว้างยาวประมาณ 1 เมตร เมื่อเอาดินขึ้นมาตากแดด ตากแดดทิ้งไว้ 1-2 อาทิตย์ แล้วให้เอาขยะหรือเศษเหลือของพืชหรือขี้เถ้า หรือไม่ก็ปุ๋ยคอก ปุ๋ยเทศบาล หรือปุ๋ยหมัก ใส่ลงไปปนกับดินที่ขุดตากแดดไว้ ถ้าเป็นปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยเทศบาล 1 ส่วน ควรจะเป็นดิน 5-6 ส่วน ถ้าเป็นเศษเหลือของพืช ควรจะ 1 ส่วน ต่อดิน 3-4 ส่วน ให้ดินผสมกันลงไปในหลุม ถ้าได้เศษเหลือจากโรงฆ่าสัตว์ มาใส่ปนกับดินก็ยิ่งดี เมื่อกลบดินหมดแล้ว ดินนั้นจะพูนเป็นกองสูงขึ้นมา ซึ่งทิ้งไว้นานๆ จะยุบทีหลัง ตรงกลางกองดินควรทำเป็นหลุมไว้ เมื่อกลบดินเสร็จแล้วควรปล่อยทิ้งไว้สัก 2 อาทิตย์จึงลงมือปลูก

  • การเตรียมดิน  ทำหลุมปลูกนี้ ถ้าดินนั้นถมด้วยดินชั้นบนหรือหน้าดิน ไม่จำเป็นต้องทำหลุมปลูกก็ได้ เพราะดินนี้มีความอุดมสมบูรณ์สูงอยู่แล้ว แต่ถ้าถมด้วยทรายขี้เป็ดหรือดินชั้นล่างที่มีปัญหานั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำหลุมปลูก

  • การปลูก  ถ้าเป็นต้นไม้ที่อยู่ในกระถาง ถ้าไม่อยากทุบกระถาง เอาต้นไม้ออกจากกระถางได้โดยเอากระถางได้โดยเอากระถางไปแช่ในน้ำ เพื่อให้ดินร่อนจากกระถาง และทิ้งไว้สัก 5 นาที แล้วยกกระถางออกจากน้ำ ตั้งทิ้งไว้สัก 5 นาที เอามือตบรอบๆ กระถางเบาๆ กางมือขวาออก เอามือซ้ายจับกระถางไว้ แล้วคว่ำลงบนฝ่ามือ ให้ต้นไม้อยู่ระหว่างนิ้วชี้และนิ้วกลาง เอาหัวแม่มือซ้ายสอดเข้าไปตรงรูระบายน้ำก้นกระถาง ดันให้ดินหลุดออกจากกระถาง แล้วยกกระถางออก แต่ถ้าเป็นกระถางปากแคบ ควรจะขุดดินข้างๆ ปากกระถางออกเสียก่อน เพื่อทำให้ดินหลุดออกจากกระถางได้ง่ายเข้า แล้วยกต้นไม้ไปวางบนหลุมกลางกองดินที่ทำไว้ กลบดินให้ท่วมรากต้นไม้ แล้วรดน้ำให้ชุ่ม เป็นเสร็จการปลูก
    ถ้าเป็นกิ่งตอนที่เพิ่งตัดมาใหม่ๆ ก็ควรปลูกใส่กระถางไว้ในที่ร่มหรือที่มีแสงรำไรเสียก่อน จึงนำไปปลูกทีหลัง จะทำให้ต้นไม้นั้นมีทางรอดตายมากกว่า หรือถ้ามีความจำเป็นต้องรีบปลูก ก็ควรเอากิ่งตอนนั้นไปชำเสียก่อน เพื่อให้รากออกมากๆ และแข็งแรงเสียก่อน แล้วจึงย้ายไปปลูกในหลุมปลูกที่เตรียมไว้
    ควรทำร่มบังแสงแดดจัด ตอนกลางวันให้กับต้นไม้ เพราะถ้าต้นไม้ได้รับแสงแดดจัด ต้นไม่ลดอุณหภูมิลงโดยการคายน้ำ ขณะที่ปลูกใหม่ๆ ต้นพืชดูดน้ำไม่ค่อยดี เพราะรากของพืชสัมผัสกับดินไม่ค่อยดี การทำให้รากพืชสัมผัสกับดินให้ดีได้ดังนี้ก็คือ  กดดินให้แน่นขณะปลูก หรือรดน้ำให้โชกเพื่อให้ดินติดกับรากพืชได้สนิท ถ้าไม่แน่ใจว่ารากพืชสัมผัสกับดินดีก็ควรจะทำร่มกันแดดให้กับต้นพืช เพื่อลดการคายน้ำของต้นพืช การตัดใบออกบ้าง หรือตัดยอดอ่อนออกบ้าง เป็นทางหนึ่งที่จะลดการสูญเสียน้ำของพืช ถ้าเป็นไม้กระถางที่แข็งแรงแล้วและมีดินติดไปมากขณะย้ายปลูก ไม่มีความจำเป็นจะต้องพลางแสงแดดให้ แต่ถ้าเป็นกิ่งตอนมีความจำเป็นมาก มะม่วงชอบดินที่มีการระบายน้ำดี แต่ชมพู่น้ำขังกลับดี มะละกอน้ำขังได้ไม่เกิน 1 วัน จะต้องตาย ดังนั้นมะละกอควรจะปลูกที่สูงๆ หรือเนินดิน ชมพู่ควรปลูกที่ต่ำริมน้ำ

การเตรียมดินปลูกหญ้า
การเตรียมดินปลูกหญ้าทำสนามหญ้าในบ้าน ก่อนอื่นทั้งหมดควรเกลี่ยดินให้เรียบที่สุดที่จะทำได้ ไม่ควรทำที่ดินให้สูงๆ ต่ำๆ ลุ่มๆ ดอนๆ เพราะจะทำให้การตัดหญ้าลำบาก ถ้าเกลี่ยดินลำบากก็ควรเอาทรายช่วยถมที่ลุ่มๆ ดอนๆ แล้วเกลี่ยดินให้เรียบ แต่ที่สำคัญไม่ควรให้ควรให้ทรายมากนัก เมื่อเกลี่ยดินเรียบร้อยแล้วโรยปุ๋ยเทศบาลหรือปุ๋ยคอกให้สม่ำเสมอทั้งบริเวณ ปุ๋ยเทศบาลควรจะสักหนึ่งบุ้งกี๋ต่อดินต่อพื้นที่ 2-3 ตารางเมตร ถ้าจะใช้เลนตมเกลี่ยให้เรียบก็ไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยเทศบาล เมื่อโรยปุ๋ยแล้วเอาแผ่นหญ้ามาปู หรือถ้าจะปลูกหญ้าเป็นหย่อมๆ ก็ควรปลูกห่างกันพอควร พยายามกดหญ้าให้ติดกับดินแล้วรดน้ำให้ชุ่ม หลังจากนั้นต้องรดน้ำให้ชุ่มทุกวันจนหญ้าขึ้นเขียว จึงค่อยลดการรดน้ำ ควรเก็บและถอนวัชพืชออกจากสนามหญ้าอย่างสม่ำเสมอ ปุ๋ยที่ใช้มีปุ๋ยยูเรีย ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต หว่านปุ๋ยในอัตรา หนึ่งกำมือต่อพื้นที่ 3-4 ตารางเมตร ควรใส่ปุ๋ย 5-6 เดือนต่อครั้ง แล้วฉีดน้ำตามเพื่อให้ปุ๋ยละลายลงไปในดิน ถ้าไม่รดน้ำตาม เมื่อปุ๋ยถูกความชื้น จะทำให้ปุ๋ยทำลายหญ้าไหม้เป็นจุดๆ ไม่สวย ถ้าตัดหญ้าทุกอาทิตย์แล้วปล่อยใบหญ้าที่ตัดออกทิ้งไว้ในสนามเพื่อเป็นปุ๋ยก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องใส่ปุ๋ยให้กับสนามหญ้า แต่ถ้า 3-4 อาทิตย์ตัดหญ้าครั้งหนึ่ง ไม่แนะนำให้ปล่อยหญ้าไว้ในสนาม เพราะมองดูแล้วไม่สวยงาม

การเตรียมดินปลูกไม้สมุนไพร ไม้ดอก ไม้ประดับ
การเตรียมดินปลูก
 ไม้สมุนไพร จะต้องรู้ธรรมชาติของสมุนไพรว่า ชนิดใดชอบแดดจัด ชนิดใดชอบแสงรำไร เช่น ฟ้าทะลายโจรและเสลดพังพอนตัวเมีย ชอบที่ร่ม แสงรำไร ส่วน ขมิ้นชันและชุมเห็ดเทศชอบแดดตลอดวัน เช่นเดียวกับไม้ดอกไม้ประดับ การเตรียมดินไม่สำคัญเท่ากับสถานที่ สถานที่ๆ จะปลูกไม้ดอกนั้นควรเป็นแปลงที่ได้รับแสงดตลอดวัน ถ้ามีแสงแดดไม่พอจะได้ดอกไม้ที่ไม่สมบูรณ์ หรือไม้ดอกออกดอกน้อย มะลิที่ปลูกในที่ร่มจะได้ดอกน้อย ดาวกระจายสีม่วง หรือดอก cosmos ถ้าปลูกในที่มีแสงแดดไม่เพียงพอจะทำให้ดอกเล็กไม่สวย และอ่อนแอตายก่อนกำหนด ดังนั้นการเลือกที่จึงมีความสำคัญมาก  ไม้ประดับหรือไม้ใบ ต้องการที่ร่มๆ หรือที่มีแสงรำไร การเตรียมดินปลูกจะต้องเตรียมให้ดี  ปุ๋ยคอก ปุ๋ยเทศบาล หรือปุ๋ยหมัก ควรใส่ 14-2 บุ้งกี๋ ต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร  ถ้าดินเหนียวมากควรใส่ปูนขาวด้วย เมื่อผสมปูน ปุ๋ย กับดินให้เข้ากันดี รดน้ำ แล้วปลูกได้เลย  ถ้าดินแปลงนั้นเคยปลูกพืชชนิดนั้นมาก่อน ควรขุดดินออกผึ่งแดดไว้ 2-3 อาทิตย์ แล้วจึงใส่ปุ๋ย แล้วปลูก หลังจากต้นไม้ตั้งตัวได้แล้ว การพรวนดินมีความจำเป็นมาก บานชื่น หลังจากย้ายกล้าปลูก 7 วัน ก็ควรจะพรวนดิน จะทำให้ต้นบานชื่นเจริญเติบโตได้ดีและให้ดอกใหญ่และดก

การเตรียมดินปลูกไม้กระถาง
          ดินปลูกไม้กระถางมีส่วนผสมดังนี้คือ

  1. ดิน  ถ้าเป็นดินเหนียวก็ควรจะตากแดด และทุบให้เป็นก้อนเล็กๆ ปกติดินเหนียวเมื่อแห้งจะแข็งมาก ทุบให้เป็นก้อนเล็กๆ ได้ลำบาก ทำให้แตกออกเป็นก่อนได้ง่ายขึ้นก็โดยเอาปูนขาวโรยปนกับดินเหนียวขณะที่ดินยังเปียกอยู่ กะประมาณปูนขาว 1 กิโลกรัมต่อดินเหนียว 1 ลูกบาศก์เมตร แล้วปล่อยตากแดดตากฝนไว้สัก 3-4 อาทิตย์ เมื่อดินแห้งแล้วจะร่วน โดยดินนั้นจะแตกออกเป็นก้อนเล็กก้อนน้อย ไม่จำเป็นต้องทุบ

  2. ปุ๋ยอินทรีย์  ได้แก่ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยเทศบาล ปุ๋ยอินทรีย์ทั้งหลาย ควรทุบให้ละเอียด

  3. อินทรีย์วัตถุ  ได้แก่ ขี้กบ เปลือกถั่วลิสงบด แกลบ ปุ๋ยเปลือกมะพร้าว หรือใบไม้แห้ง
    อัตราส่วนผสม ดิน 2 ส่วน ปุ๋ยอินทรีย์ 1 ส่วน หรืออินทรีย์วัตถุ 1 ส่วน เมื่อผสมให้เข้ากันดีแล้วรดน้ำให้ชุ่ม ทิ้งไว้ 1-2 อาทิตย์ แล้วจึงบรรจุลงในกระถางและปลูกพืชได้เลย ก่อนบรรจุดินลงในกระถาง ควรจะเอากระเบื้องแตกหรือกระถางแตกชิ้นเล็กๆ ปิดตรงช่องระบายน้ำ แล้วกลบด้วยทรายหยาบแล้วจึงบรรจุดิน หลังจากปลูกแล้วควรจะวางกระถางไว้ในที่มีแสงแดดรำไร เพื่อให้ต้นไม้ตั้งตัว แล้วจึงนำเอาไปวางไว้ในที่ที่ต้องการ

การเตรียมดินปลูกบัว

          ใช้ดินที่เตรียมไว้สำหรับปลูกไม้กระถางมา 4 ส่วน ปุ๋ยคอกควรจะเป็นมูลวัว หรือมูลควายที่แห้งและทุบให้ละเอียด 1 ส่วน ผสมกันให้ดี รดน้ำให้ชุ่ม เก็บไว้ในที่ร่มทิ้งไว้ 3-4 อาทิตย์ แล้วจึงบรรจุกระถาง เติมน้ำให้ท่วม และปลูกบัวได้เลย

          ถ้าบัวที่ปลูกไม่ค่อยงาม แก้ไขโดยการใส่ปุ๋ยบัว ถ้าใส่ปุ๋ยบัว โดยเอาปุ๋ยเคมีโรยลงไปในน้ำจะทำให้สาหร่ายขึ้นเขียวไม่สวย ทำได้โดยเอาปุ๋ย ที่มีอัตราส่วนของปุ๋ยN.P.K. เท่ากับ 1:1:1 หรือใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ก็ได้ ปุ๋ย 1 ชา ฝังลงไปในดินเหนียว ปั้นให้กลม ตากให้แห้ง แล้วจึงนำไปฝังในอ่างบัว ปกติดอกบัวจะบานประมาณ 3 วัน แต่ถ้าดอกบัวบานใช้เวลาน้อยกว่านั้น แสดงว่าบัวมีอาหารไม่เพียงพอ ก็ควรจะฝังลงไปในอ่างบัวได้

          จุดดี และจุดอ่อนของปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยเคมี มีดังนี้คือ
ปุ๋ยอินทรีย์ จุดดีก็คือ ช่วยทำให้ดินร่วมซุย ลดความเหนียวของดิน ลดการพังทลายของดิน ทำให้ดินอ่อนนุ่ม ทำให้ดินอุ้มน้ำได้มากขึ้น ทำให้ดินสามารถดูดอาหาร ธาตุของพืชไว้ได้มากขึ้น และค่อยๆ ปลดปล่อยออกมาให้กับต้นพืช ช่วยลดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของความเป็นกรดเป็นด่างของดิน เพราะถ้ามีการเปลี่ยนแปลงความเป็นกรดเป็นด่างของดินอย่างรวดเร็ว จำทำให้พืชชะงักการเจริญเติบโต ปุ๋ยอินทรีย์มักจะมีอาหารแร่ธาตุที่พืชต้องการทั้งปริมาณมากและปริมาณน้อยครบถ้วน และค่อยๆ ปลดปล่อยออกมาให้กับต้นพืช
จุดอ่อนของปุ๋ยอินทรีย์คือ มีปริมาณธาตุอาหารของพืชน้อยและต้องใส่เป็นประมาณมากๆ ซึ่งทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการขนส่งสูง และใส่เป็นปริมาณมากในดินน้ำขังไม่ดี
ปุ๋ยเคมี  จุดดีของปุ๋ยเคมีคือ มีปริมาณอาหารธาตุของพืชมากและต้องใส่เป็นปริมาณน้อย ทำให้ค่าใช้จ่ายในการขนส่งต่ำ ต้นพืชสามารถใช้เป็นอาหารธาตุของพืชได้ทันที สามารถเร่งให้พืชเจริญเติบโตได้รวดเร็ว ใส่ปุ๋ยเพื่อให้พืชให้ผลิตผลตามคุณภาพที่ต้องการได้ดี
จุดอ่อนของปุ๋ยเคมีคือ ถ้าใส่ปุ๋ยไม่ถูกวิธี จะทำให้ดินเสีย ดินเป็นกรดเพิ่มขึ้น หรือเป็นด่างเพิ่มขึ้น ทำให้ดินฟุ้งกระจาย น้ำซึมผ่านได้ยาก ดินถูกน้ำดูดซับอาหารธาตุของพืชได้น้อยลง เนื่องจากปุ๋ยเคมีทำให้อินทรีย์วัตถุในดินลดน้อยลง ปุ๋ยเคมีจึงทำให้ดินแข็ง อาหารธาตุของพืชบางชนิดที่พืชต้องการเป็นปริมาณน้อยอาจจะลดน้อยลง ปุ๋ยเคมีทำให้โครงสร้างของดินเสีย
ทางที่ดีก็คือ ควรจะใส่ปุ๋ยทั้งปุ๋ยเคมีควบคู่กันไปกับปุ๋ยอินทรีย์ แต่ก็ควรจะทราบว่าระยะเวลาไหนควรจะใส่ปุ๋ยอินทรีย์ และระยะเวลาไหนควรจะใส่ปุ๋ยเคมีจึงจะเหมาะ ดังเช่น การจะปลูกต้นสมุนไพร หนุมานประสานกาย เพื่อให้มีสรรพคุณตัวยาครบถ้วนตามต้องการ จะต้องขึ้นอยู่กับการปลูก ในการปรุงปุ๋ยให้มี โอสถสาร คือดินที่ใช้ปลูก เพียงใช้ปุ๋ยธรรมชาติซึ่งประกอบด้วย

  1. ดินลูกรังมีปริมาณ 250 กิโลกรัม/เนื้อที่ดิน 1 ไร่ ซึ่งมีแร่เหล็ก (Fe) และสารต่างๆ ฟอสฟอรัส ไนโตรเจน แคลเซียม แมกนีเซียม โปรแตสเซียม สังกะสี ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของปุ๋ยมากมาย

  2. ใช้ผงถ่านป่น หรือขี้เถ้าแกลบโรงสีไฟ 250 กิโลกรัม /เนื้อที่ดิน 1 ไร่ แทนโปรแตสเซียมออกไซด์ ทั้งนี้เพราะผงท่านป่นหรือขี้เถ้าแกลบตามโรงสีมีสารโปรแตสเซียมอ๊อกไซด์อย่างอุดมสมบูรณ์

  3. ใช้สารฟอสเฟท และไนโตรเจน จากสารยูเรีย จากมูลโค กระบือ หรือมูลสัตว์อื่นๆ ตากแห้ง ในน้ำหนัก 250 กิโลกรัม/ที่ดิน 1 ไร่

  4. ปลูกกลางแดด ให้ได้รับแสงอุลตร้าไวโอเลต
    เมื่อได้โอสถสารครบถ้วนตามดังกล่าวข้างบน สมุนไพรหนุมานประสานกาย จะมีตัวยาที่มีสรรพคุณครบถ้วน


การขยายพันธุ์พืชสมุนไพร

Published มีนาคม 9, 2012 by SoClaimon

http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs1-2.htm

การขยายพันธุ์พืชสมุนไพร

          การขยายพันธุ์  คือ การสืบพันธุ์ของต้นไม้โดยธรรมชาติ ซึ่งเกิดจากการเพาะเมล็ด การแตกหน่อ แตกตา ใช้ไหล หรือเง่าของพืช การขยายพันธุ์พืชทำให้เพิ่มจำนวนของพืชมากขึ้น การขยายพันธุ์พืชสมุนไพร แบ่งเป็น 2 ลักษณะคือ

  1. การขยายพันธุ์พืชโดยอาศัยเพศ  คือการนำเมล็ดที่เกิดจากการผสมระหว่างเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย ไปเพาะเป็นต้นกล้าให้เจริญเติบโตเป็นต้นใหม่ต่อไป ซึ่งลักษณะต้นใหม่ที่เกิดขึ้นอาจจะมีลักษณะที่ดีกว่าเดิมหรือเลวกว่าเดิมก็ได้
    วิธีการขยายพันธุ์พืชโดยวิธีนี้ มีข้อดีคือ พืชมีรากแก้ว เป็นวิธีที่เหมาะแก่การขยายพันธุ์พืชจำนวนมาก มีวิธีการและขั้นตอนไม่มากนัก แต่มีข้อเสียที่กลายพันธุ์ได้ ต้นใหญ่ และกวาจะออกผลต้องใช้เวลานาน พืชสมุนไพรหลายชนิดเพาะพันธุ์โดยวิธีนี้  เช่น คูน ยอ และฟ้าทะลายโจร วิธีการที่สะดวกและนิยมกันมาก คือการเพาะใส่กระถางหรือถุงพลาสติก วัสดุที่ใช้คือ ขี้เถ้าแกลบดำ ทรายหยาบ หรือดินปนทราย แต่ที่เหมาะที่สุดคือขี้เถ้าแกลบดำ เพราะขี้เถ้าแกลบดำไม่จับตัวแข็ง ร่วนซุย โปร่ง ระบายน้ำได้ดี แดดส่องสะดวก ถุงพลาสติกที่ใช้ต้องเจาะรูให้น้ำไหลได้ วิธีทำโดยใส่ถ่านแกลบลงในถุงพลาสติก เสร็จแล้วล้างถ่านแกลบด้วยน้ำเพื่อให้หมดด่างเสียก่อน ถ้าหากไม่ใช้ถ่านแกลบดำ จะใช้ดินร่วนปนทราย โดยใช้ดินร่วน 2 ส่วน ทรายหยาบ 1 ส่วน ปุ๋ยคอกแห้งป่นละเอียด 1 ส่วน เอามาผสมให้เข้ากันดี หยอดเมล็ดให้ลึกพอประมาณ 2-3 เมล็ด (ถ้าเมล็ดใหญ่ใช้ 1 เมล็ด) ดูอย่าให้แดดจัด รดน้ำพอประมาณวันละครั้ง อย่าให้น้ำขัง เมล็ดจะเน่า เมื่อเมล็ดงอกแล้วให้ถูกแดดบ้าง เมื่อต้นเจริญเติบโตพอควรก็แยกไปปลูกในที่ที่ต้องการได้

  2. การขยายพืชโดยไม่อาศัยเพศ  คือการขยายพันธุ์พืชด้วยส่วนใดส่วนหนึ่งของพืช เช่น กิ่ง หน่อ หัว ใบ เหง้า ไหล เป็นต้น โดยนำไปชำ ตอน แบ่งแยก ติดตา เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Tissue Culture) ให้เกิดเป็นต้นใหม่ขึ้นมาได้
    ข้อดีของการขยายพันธุ์โดยไม่ต้องอาศัยเพศ  คือไม่กลายพันธุ์ สะดวกต่อการดูแลรักษา ได้ผลเร็ว และสามารถขยายพันธุ์พืชที่ยังไม่มีเมล็ดหรือไม่สามารถมีเมล็ดได้ แต่มีข้อเสียคือ ไม่มีรากแก้ว บางวิธีขยายพันธุ์ได้คราวละไม่มาก ต้องใช้เทคนิคและความรู้ช่วยบ้าง เช่น การตอน การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เป็นต้น
    วิธีการขยายพันธุ์พืชแบบไม่อาศัยเพศมีหลายวิธี ในที่นี้จะแนะนำเฉพาะวิธีที่ใช้บ่อย และนำไปเลือกใช้กับการขยายพันธุ์พืชสมุนไพร ที่จะแนะนำต่อไปได้ ส่วนวิธีการอื่น หากสนใจ สามารถศึกษาได้จากตำราวิชาการด้านการเกษตร
    2.1  การแยกหน่อ หรือ กอ  พืชสมุนไพรบางชนิด เช่น กระชาย กล้วย ตะไคร้ ขิงข่า เตย ว่านหางจระเข้ ขยายพันธุ์โดยการแยกหน่อหรือกอ ทำได้โดยก่อนแยกหน่อ จะต้องเลือกหน่อที่แข็งแรง มีใบ 2-3 ใบ ใช้น้ำรดให้ทั่วเพื่อให้ดินนุ่ม ขุดแยกออกมาอย่างระมัดระวัง อย่าให้หน่อช้ำ เมื่อตัดออกมาแล้ว เอาดินกลบโคนต้นแม่ให้เรียบร้อย นำหน่อที่แยกตัดรากที่ช้ำ หรือใบที่มากเกินไปออกบ้าง แล้วนำไปปลูกลงในกระถางหรือดินที่เตรียมไว้  กดดินให้แน่น เสร็จแล้วรดน้ำให้ชุ่ม เก็บไว้ในที่ร่ม ถ้าปลูกลงแปลงก็บังร่มเงาให้จนกว่าต้นจะแข็งแรง ดูแลอย่าให้น้ำขัง
    2.2  การปักชำ  พืชสมุนไพร เช่น หญ้าหนวดแมว ขลู่ ดีปลี ปักชำได้ง่าย โดยใช้ลำต้นหรือกิ่ง โดยเลือกกิ่งที่สมบูรณ์ ไม่อ่อนหรือไม่แก่จนเกินไป ใช้มีดหรือกรรไกรที่คม ตัดเฉียงโดยให้กิ่งชำมีตาติดอยู่สัก 3-4 ตา ตัดแล้วริดใบออก ให้เหลือใบแต่น้อย ใช้ปูนแดงทาที่รอยตัดกันเชื้อรา นำไปปักลงบนกระบะที่บรรจุถ่านแกลบดำ หรือดินร่วนปนทราย ผสมแบบเดียวกับการเพาะเมล็ด การปัก ให้ปักตรงๆ ลงไปในดิน ไม้ใหญ่ปักห่างกันหน่อย ไม้เล็กปักถี่หน่อย กลบดินให้แน่น ไม่ให้โยกคลอน การรดน้ำให้สม่ำเสมอ และอย่าให้แฉะ และอย่ารดน้ำแรง จะทำให้กิ่งโยกคลอน เมื่อรากแตกและมีใบเจริญขึ้น ก็ย้ายไปปลูกในที่ที่เตรียมดินไว้

การปลูกและบำรุงรักษาพืชสมุนไพร

Published มีนาคม 9, 2012 by SoClaimon

http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs1-3.htm

การปลูกและบำรุงรักษาพืชสมุนไพร

          หลักการทั่วไปของการปลูกและบำรุงรักษาพืชทั่วไปและพืชสมุนไพร ไม่แตกต่างกัน แต่ความอุดมสมบูรณ์ของพืชสมุนไพร จะเป็นเครื่องชี้บอกคุณภาพของสมุนไพรได้ พืชสมุนไพรต้องการการปลูกและบำรุงรักษาใกล้เคียงกับลักษณะธรราชาติของพืชสมุนไพรนั้นมากที่สุด เช่น ว่านหางจระเข้ ต้องการดินปนทราย และอุดมสมบูรณ์ แดดพอเหมาะ หรือต้นเหงือกปลาหมอชอบขึ้นในที่ดินเป็นเลน และที่ดินกร่อยชุ่มชื้นเป็นต้น หากผู้ปลูกสมุนไพรเข้าใจสิ่งเหล่านี้จะทำให้สามารถเลือกวิธีปลูกและจัดสภาพแวดล้อมของต้นไม้ได้เหมาะกับพืชสมุนไพร ก็จะเจริญเติบโตได้ เป็นผลทำให้คุณภาพพืชสมุนไพรที่นำมารักษาโรคมีฤทธิ์ดีขึ้นด้วย
การปลูกและการบำรุงรักษาพืชสมุนไพร โดยอาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ในประเทศไทย ไม่จริงจังเท่าที่ควร บางประเทศได้ทดลองเพื่อหาคำตอบว่า สภาพแวดล้อมอย่างไรจึงจะทำให้สาระสำคัญในพืชสมุนไพรชนิดนั้นๆ มากที่สุด ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือมากกว่าหนึ่งหน่วยงาน หรือการหาคำตอบว่าวิธีการขยายพันธุ์พืชสมุนไพรแต่ละชนิด จะทำอย่างไรจึงจะเหมาะสมและประหยัดมากที่สุด ในประเทศไทย หน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีงานวิจัยด้านนี้อยู่บ้างและกำลังค้นคว้าต่อไป
การปลูก  เป็นการนำเอาส่วนของพืช เช่น เมล็ด กิ่ง หัว ผ่านการเพาะหรือการชำ หรือวิธีการอื่นๆ ใส่ลงในดิน หรือวัสดุอื่นเพื่องอกหรือเจริญเติบโตต่อไป การปลูกทำได้หลายวิธีคือ

  1. การปลูกด้วยเมล็ดโดยตรง  วิธีนี้ไม่ต้องเพาะเป็นต้นกล้าก่อน นำเมล็ดมาหว่านลงแปลงได้เลย หลังจากนั้นใช้ดินร่วนหรือทรายหยาบโรยทับบางๆ รดน้ำให้ชื้นตลอดทุกวัน เมื่อเมล็ดงอกเป็นต้นอ่อนจึงถอนต้นที่อ่อนแอออกเพื่อให้มีระยะห่างตามสมควร ปกติมักใช้ในการปลูกผักหรือพืชล้มลุกและพืชอายุสั้น เช่น กะเพรา โหระพา ส่วนการหยอดลงหลุมโดยตรงมักใช้กับพืชที่มีเมล็ดใหญ่ เช่น ฟักทอง ละหุ่ง โดยหยอดในแต่ละหลุมมากว่าจำนวนต้อนที่ต้องการ แล้วถอนออกภายหลัง

  2. การปลูกด้วยต้นกล้าหรือกิ่งชำ  ปลูกโดยการนำเมล็ด หรือกิ่งชำปลูกให้แข็งแรงดีในถุงพลาสติกหรือในกระถาง แล้วย้ายปลูกในพื้นที่ที่ต้องการ การย้ายต้นอ่อนจากภาชนะเดิมไปยังพื้นที่ที่ต้องการ ต้องไม่ทำลายราก ถ้าเป็นถุงพลาสติกก็ใช้มีดกรีดถุงออก ถ้าเป็นกระถาง ถอดกระถางออกโดยใช้มือดันรูกลมที่ก้นกระถาง ถ้าดินแน่นมาก ให้ใช้เสียมเซาะดินแล้วใช้น้ำหล่อก่อน จะทำให้ถอนง่ายขึ้น  หลุมที่เตรียมปลูกควรกว้างกว่ากระถางหรือถุงพลาสติกเล็กน้อย  จึงทำให้ต้นอ่อนเจริญเติบโตได้สะดวก วางต้นไม้ให้ระดับรอยต่อระหว่างลำต้นกับรากอยู่เสมอกับระดับของขอบหลุมพอดี แล้วกลบด้วยดินร่วนซุย หรือดินร่วมปนทราย  กดดินให้แน่นพอประมาณ นำเศษไม้ใบหญ้ามาคลุมไว้รอบโคนต้น เพื่อรักษาความชุ่มชื้นและป้องกันแรงกระแทกเวลารดน้ำ หาไม้หลัก ซึ่งสูงมากกว่าต้นไม้มาปักไว้ข้างๆ ผูกเชือกยึดกับต้นไม้ คอยพยุงมให้ต้นไม้ล้มหรือโยกคลอนได้ ปกติใช้กับต้นไม้ยืนต้น เช่น คูน แคบ้าน ชุมเห็ดเทศ สะแก ขี้เหล็ก เป็นต้น หรือใช้กับพันธุ์ไม้ที่งอกยากหรือมีราคาแพง จึงจำเป็นต้องเพาะเมล็ดก่อน

  3. การปลูกด้วยหัว  ปกติจะมีหัวที่เกิดจากราก และลำต้น เรียกชื่อแตกต่างกัน ในที่นี้จะรวมเรียกเป็นหัวหมด โดยไม่แยกรายละเอียดไว้ สำหรับการปลูกไม้ประเภทหัว ควรปลูกในที่ระบายน้ำได้ดี มิฉะนั้นจะเน่าได้  การปลูกโดยการฝังหัวให้ลึกพอประมาณ (ปกติลึกไม่เกิน 3 เท่าของความกว้างหัว) กดดินให้แน่นพอสมควร คลุมแปลงปลูกด้วยฟาง หรือหญ้าแห้ง เช่น การปลูกหอม กระเทียม

.

1   2

  1. การปลูกด้วยหน่อหรือเหง้า  ปลูกโดยอาศัยหน่อหรือเหง้า อ่านรายละเอียดในการขยายพันธุ์พืชสมุนไพร ข้อ 2.1

  2. การปลูกด้วยไหล  ปกตินิยมเอาส่วนของไหลมาชำไว้ก่อน จะย้ายปลูกในพื้นที่ที่เตรียมไว้อีกครั้งหนึ่ง เช่น บัวบก แห้วหมู

  3. การปลูกด้วยจุก หรือตะเกียง  โดยการนำจุกหรือตะเกียงมาชำในดินที่เตรียมไว้ โดยใช้ตะเกียงตั้งขึ้นตามปกติ กลบดินเฉพาะด้านล่าง เช่น สับประรด

  4. การปลูกด้วยใบ  เหมาะสำหรับพืชที่มีใบหนาใหญ่ และแข็งแรง คล้ายกับการปลูกด้วยส่วนของกิ่งและลำต้น คือการตัดใบไปปักหรือวางบนดินที่ชุ่มชื้นให้เกิดต้นใหม่ เช่น ว่านลิ้นมังกร

  5. การปลูกด้วยราก  โดยตัดส่วนของรากไปปักชำให้เกิดต้นใหม่ขึ้น เช่น ดีปลี เป็นต้น

          การบำรุงรักษา  เป็นการกระทำให้พันธุ์ไม้ที่ปลูกไว้เจริญงอกงามต่อไป  ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับเรื่องต่อไปนี้

  1. การพรางแสง  พันธุ์ไม้ต้องการแสงน้อยหรือพันธุ์ไม้ที่ยังอ่อนแออยู่ ควรจะได้มีการพรางแสง หากต้องปลูกพืชดังกล่าวในที่โล่งเกินไป การพรางแสงปกติจะทำชั่วระยะเวลาหนึ่ง จนพืชนั้นตั้งตัวได้ แต่ถ้าเป็นพืชที่ต้องการแสงน้อย ก็ต้องมีการพรางแสงไว้ตลอดเวลา หรือปลูกใต้ต้นไม้ที่ให้ร่มเงาได้จะเหมาะสมกว่า

  2. การให้น้ำ  ปกติการปลูกควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน เพราะจะทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการให้น้ำ สำหรับการให้น้ำจะต้องพิจารณาลักษณะของพืชแต่ละชนิดประกอบด้วยว่า ต้องการน้ำมากหรือน้อย จึงจำเป็นต้องศึกษาลักษณะของพันธุ์ไม้ที่ปลูกบ้างตามสมควร แต่โดยหลักการแล้ว เมื่อปลูกต้นไม้ใหญ่ๆ ก็ควรจะให้น้ำให้มีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ ปกติให้น้ำอย่างน้อยวันละครั้ง แต่หากพิจาณาเห็นว่าแฉะเกินไปก็เว้นช่วงได้ หรือหากแห้งเกินไปก็ต้องให้น้ำเพิ่มเติม คือต้องคอยสังเกตด้วย ทั้งนี้เพราะแต่ละท้องที่จะมีสภาพดินและอากาศแตกต่างกัน ส่วนการให้น้ำก็ต้องให้จนกว่าพืชจะตั้งตัวได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับพืชแต่ละชนิด แต่ก็พอสังเกตจากลักษณะของพืชนั้นได้ หากแสดงลักษณะเหี่ยวเฉาก็แสดงว่ายังตั้งตัวไม่ได้

  3. การระบายน้ำ  จะต้องหาวิธีการที่จะต้องระบายน้ำออกจากพื้นที่ให้ได้ ถ้าฝนตกน้ำท่วม โคนพืชที่ปลูกไว้ เพราะจะเป็นอันตรายต่อระบบรากของพืชได้ ทั้งนี้อาจทำโดยการยกร่องปลูก หรือพูนดินให้สูงขึ้นก่อนปลูก ก็จะช่วยแก้ปัญหาน้ำขังได้ถ้ามีปัญหา

  4. การพรวนดิน  จะช่วยทำให้ดินร่วนซุยเก็บความชื้นดี การระบายน้ำและการถ่ายเทอากาศเป็นไปได้ดี อีกทั้งเป็นการกำจัดวัชพืชไปด้วย จึงควรมีการพรวนดินให้พืชที่ปลูกบ้างเป็นครั้งคราว แต่พยายามอย่าให้กระทบกระเทือนรากมากนัก และควรพรวนในขณะที่ดินแห้งพอควร

  5. การให้ปุ๋ย  ปกติจะให้ก่อนปลูกอยู่แล้ว โดยใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์ (สูตรเสมอ เช่น 15-15-15 ) รองก้นหลุม แต่เนื่องจากมีการสูญเสียไปและพืชนำไปใช้ด้วย จึงจำเป็นต้องใส่เพิ่มเติมโดยอาจจะใส่ก่อนฤดูฝน 1 ครั้ง และใส่หลังฤดูฝน 1 ครั้ง ซึ่งอาจใส่แบบเป็นแถวระหว่างพืชหรือหว่านทั่วแปลง หรือใส่รอบๆ โคนต้น บริเวณของทรงพุ่ม หรือใช้ปุ๋ยเกล็ดผสมน้ำฉีดให้ทางใบ
    การบำรุงรักษาพืชสมุนไพรควรหลีกเลี่ยงสารเคมี ไม่ว่าด้านการให้ปุ๋ยหรือการกำจัดวัชพืช ศัตรูพืช เนื่องจากสารเคมีอาจมีผลทำให้ปริมาณสาระสำคัญในสมุนไพรเปลี่ยนแปลง หรืออาจมีพิษตกค้าง เป็นอันตรายต่อการใช้สมุนไพร ควรจะเลือกวิธีดูแลรักษาให้เป็นไปตามธรรมชาติให้มากที่สุด

วิธีการเก็บส่วนที่ใช้เป็นยา

Published มีนาคม 9, 2012 by SoClaimon

http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs1-4.htm

วิธีการเก็บส่วนที่ใช้เป็นยา

          ยาสมุนไพรเป็นส่วนประกอบที่ได้มาจากพืช สัตว์ หรือแร่ธาตุ ตัวยาที่มีอยู่ในพืชสมุนไพรจะมากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง แต่ที่สำคัญก็คือ “ช่วงเวลาที่เก็บยาสมุนไพร”  การเก็บในช่วงเวลาที่เหมาะสมจะมีผลต่อฤทธิ์การรักษาโรคของยาสมุนไพรได้ นอกจากคำนึงถึงช่วงเวลาในการเก็บยาเป็นสำคัญแล้ว ยังต้องคำนึงถึงว่าเก็บยาถูกต้องหรือไม่ ส่วนไหนของพืชที่ใช้เป็นยา เป็นต้น พื้นดินที่ปลูก อากาศ การเลือกเก็บส่วนที่ใช้เป็นยาอย่างถูกวิธีนั้น จะมีผลอย่างมากต่อประสิทธิภาพของยาที่จะนำมารักษาโรค หากปัจจัยดังกล่าวเปลี่ยนไป ปริมาณตัวยาที่มีอยู่ในสมุนไพรก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย ทำให้ยานั้นไม่เกิดผลในการักษาโรคได้
หลักทั่วไปในการเก็บส่วนที่ใช้เป็นยาสมุนไพร แบ่งโดยส่วนที่ใช้เป็นยาดังนี้

  1. ประเภทรากหรือหัว  เก็บในช่วงที่พืชหยุดเจริญเติบโต ใบ ดอก ร่วงหมด หรือในช่วงต้นฤดูหนาวถึงปลายฤดูร้อน เพราะเหตุว่าในช่วงนี้ รากและหัวมีการสะสมปริมาณของตัวยาไว้ค่อนข้างสูง

  2. ประเภทใบหรือเก็บทั้งต้น  ควรเก็บในช่วงที่พืชเจริญเติบโตมากที่สุด หรือบางชนิดอาจระบุช่วงเวลาการเก็บชัดเจน เช่น เก็บใบไม้อ่อนหรือไม่แก่เกินไป (ใบเพสลาด) เก็บช่วงดอกตูมเริ่มบาน หรือช่วงที่ดอกบาน เป็นต้น การกำหนดช่วงเวลาที่เก็บใบ เพราะช่วงเวลานั้น ในใบมีตัวยามากที่สุด วีธีการเก็บใช้วิธีเด็ด ตัวอย่างเช่น กระเพรา ขลู่ ฝรั่ง ฟ้าทะลายโจร เป็นต้น

  3. ประเภทเปลือกต้นและเปลือกราก  เปลือกต้นโดยมากเก็บระหว่างช่วงฤดูร้อนต่อกับฤดูฝน ปริมาณยาในพืชสูงและลอกออกง่าย สำหรับการลอกเปลือกต้นนั้น อย่าลอกเปลือกออกทั้งรอบต้น เพราะกระทบกระเทือนในการส่งลำเลียงอาหารของพืช อาจทำให้ตายได้ ทางที่ดีควรลอกจากส่วนกิ่งหรือแขนงย่อย ไม่ควรลอกจากลำต้นใหญ่ของต้นไม้ หรือจะใช้วิธีลอกออกในลักษณะครึ่งวงกลมก็ได้ ส่วนเปลือกราก เก็บในช่วงต้นฤดูฝนเหมาะที่สุด เนื่องจากการลอกเปลือกต้นหรือเปลือกรากเป็นผลเสียต่อการเจริญเติบโตของพืช ควรสนใจวิธีการเก็บที่เหมาะสม

  4. ประเภทดอก  โดยทั่วไปเก็บในช่วงดอกเริ่มบาน แต่บางชนิดเก็บในช่วงดอกตูม เช่น กานพลู เป็นต้น

  5. ประเภทผลและเมล็ด  พืชสมุนไพรบางอย่างอาจเก็บในช่วงที่ผลยังไม่สุกก็มี เช่น ฝรั่ง เก็บผลอ่อน ใช้แก้ท้องร่วง แต่โดยทั่วไปมักเก็บตอนผลแก่เต็มที่แล้ว ตัวอย่างเช่น มะแว้งต้น มะแว้งเครือ ดีปลี เมล็ดฟักทอง เมล็ดชุมเห็ดไทย เมล็ดสะแก เป็นต้น

          นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ตามการถ่ายทอดประสบการณ์ของแพทย์ไทยโบราณนั้น ยังมีการเก็บยาตามฤดูกาล วัน โมงยาม และทิศอีกด้วย เช่น ใบควรเก็บในตอนเช้าวันอังคาร ฤดูฝนทางทิศตะวันออก เป็นต้น อย่างไรก็ตามในที่นี้ขอแนะนำให้ใช้หลักการเก็บส่วนที่ใช้เป็นยาสมุนไพรข้างต้น นอกจากนี้ท่านผู้ศึกษาการเก็บและการใช้สมุนไพร สามารถเรียนรู้ได้จากหมอพื้นบ้านที่อยู่ในหมู่บ้าน ซึ่งมีประสบการณ์เก็บยาและการใช้ยามาเป็นเวลาช้านาน
วิธีการเก็บสมุนไพรที่ถูกต้องเหมาะสมนั้น โดยทั่วไปไม่มีอะไรสลับซับซ้อน ประเภทใบ ดอก ผล ใช้วิธีเด็ดแบบธรรมดา ส่วนแบบราก หัว หรือเก็บทั้งต้น ใช้วิธีขุดอย่างระมัดระวัง เพื่อประกันให้ได้ส่วนที่เป็นยามากที่สุด สำหรับเปลือกต้นหรือเปลือกราก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตของต้นพืช ดังนั้นจึงควรสนใจวิธีการเก็บดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
คุณภาพของยาสมุนไพรจะใช้รักษาโรคได้ดีหรือไม่นั้น ที่สำคัญอยู่ที่ช่วงเวลาการเก็บสมุนไพร และวิธีการเก็บ แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ยังต้องคำนึงถึงอีกอย่างคือ พื้นที่ปลูก เช่น ลำโพง ควรปลูกในพื้นดินที่เป็นด่าง ปริมาณของตัวยาจะสูง สะระแหน่หากปลูกในที่ดินทราย ปริมาณน้ำมันหอมระเหยจะสูง และยังมีปัญหาทางด้านสภาพแวดล้อมในการเจริญเติบโต ภูมิอากาศ เป็นต้น ต่างก็มีผลต่อคุณภาพสมุนไพรทั้งนั้น ดังนั้นเราควรพิจารณาหาข้อมูลอย่างละเอียดถี่ถ้วน ก่อนที่จะเก็บยาสมุนไพรมาใช้ในการรักษาโรค

สารประกอบทางเคมีและเภสัชวิทยาของพืชสมุนไพร

Published มีนาคม 9, 2012 by SoClaimon

http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs1-5.htm

สารประกอบทางเคมีและเภสัชวิทยาของพืชสมุนไพร
          สารประกอบทางเคมีในพืชสมุนไพร จำแนกได้เป็น 2 พวกใหญ่ๆ คือ

  • Primary metabolite  เป็นสารที่มีอยู่ในพืชชั้นสูงทั่วไป พบในพืชทุกชนิด เป็นผลิตผลที่ได้จากกระบวนการสังเคราะห์แสง (Photosynthesis) เช่น คาร์โบไฮเดรท ไขมัน โปรตีน เม็ดสี (pigment)  และเกลือนินทรีย์ (inorganic salt)เป็นต้น

  • Secondary metabolite  เป็นสารประกอบที่มีลักษณะค่อนข้างพิเศษ พบต่างกันในพืชแต่ละชนิด คาดหมายว่าเกิดจากกระบวนการชีวะสังเคราะห์ (Biosynthesis) ที่มีเอนไซม์(enzyme) เข้าร่วม สารประกอบประเภทนี้มีอัลคาลอยด์ (Alkaloid) แอนทราควิโนน (Anthraquinone) น้ำมันหอมมันหอมระเหย (Essential oil) เป็นต้น
    ส่วนใหญ่สารพวก Secondary metabolite มีจะสรรพคุณทางยา แต่ก็มิได้แน่นอนตายตัวเสมอไป จากการวิจัยที่ผ่านมาพบว่าสารพวก Primary metabolite บางตัวก็ออกฤทธิ์ในการรักษาได้เช่นกัน และยังมีข้อสังเกตอีกว่าสารประกอบที่มีฤทธิ์ทางยาในพืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง อาจมิใช่เพียงตัวเดียว อาจมีหลายตัวก็ได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีความเข้าใจที่ถ่องแท้ จึงจะสามารถสกัดสารที่มีฤทธิ์ทางยามาใช้ได้

        สารประกอบในพืชสมุนไพรมีมากมายหลายชนิด ในที่นี้จะกล่าวถึง บางตัวที่สำคัญเท่านั้น

  1. อัลคาลอยด์ (Alkaloid) อัลคาลยอด์ เป็นสารอินทรีย์ที่มีลักษณะเป็นด่าง และมีไนโตรเจน (nitrogen) เป็นส่วนประกอบ มีรสขม ไม่ละลายน้ำ แต่ละลายได้ดีในตัวทำลายอินทรีย์ (organic solvent) เป็นสารที่พบมากในพืชสมุนไพร แต่ปริมาณสารจะต่างกันไปตามฤดูกาล สารประเภทนี้จะมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาในหลายระบบ ตัวอย่างเช่น reserpine ในรากระย่อม สรรพคุณลดความดันเลือด สาร Quinine ในเปลือกต้นซิงโคนา (cinchona) มีสรรพคุณรักษาโรคมาเลเรีย และสาร morphine ในยางของผลฝิ่น มีสรรพคุณระงับอาการปวด เป็นต้น

  2. น้ำมันหอมระเหย (Volatile oil หรือ Essential oil) เป็นสารที่มีอยู่ในพืช มีลักษณะเป็นน้ำมันที่ได้จากการกลั่นตัวด้วยไอน้ำ (Steam distillation) มีกลิ่นรสเฉพาะตัว ระเหยได้ง่ายในอุณหภูมิปกติ เบากว่าน้ำ น้ำมันนี้เป็นส่วนผสมของสารเคมีหลายชนิด มักเป็นส่วนประกอบของพืชสมุนไพรที่เป็นเครื่องเทศ คุณสมบัติทางเภสัชวิทยา มักเป็นด้านขับลมและฆ่าเชื้อโรคและเชื้อรา (Flatulence และ antibacterial, antifungal) พบในพืชสมุนไพร เช่น กระเทียม ขิง ข่า ตะไคร้ มะกรูด ไพร ขมิ้น เป็นต้น

.

1   2

  1. ไกลโคไซด์ (Glycoside) เป็นสารประกอบที่พบมากในพืชสมุนไพร มีโครงสร้างแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นน้ำตาล กับส่วนที่ไม่ได้เป็นน้ำตาล ที่เรียกชื่อว่า aglycone(หรือ genin) การที่มีน้ำตาล ทำให้สารนี้ละลายน้ำได้ดี ส่วน aglycone เป็นสารอินทรีย์ ซึ่งมีสูตรโครงสร้างและเภสัชวิทยาแตกต่างกันไป และส่วนนี้เองที่ทำให้คุณสมบัติทางเภสัชวิทยาของ glycoside แตกต่างกันไป และทำให้แบ่ง glycoside ได้เป็นหลายประเภท เช่น
     – Cardiac glycoside  มีฤทธิ์ต่อระบบกล้ามเนื้อหัวใจ และระบบการไหลเวียนของโลหิต เช่น สารในใบยี่โถ

     Anthraquinone glycoside  เป็นยาระบาย (laxative) ยาฆ่าเชื้อ (antibiotic)และสีย้อม สารนี้มีในใบชุมเห็ดเทศ เมล็ดชุมเห็ดไทย ใบขี้เหล็ก ใบมะขามแขก เป็นต้น

    – Saponin glycoside  เมื่อกับน้ำจะได้ฟองคล้ายสบู่ มักใช้เป็นสารตั้งต้นการผลิตยา ประเภทสเตอรอยด์ เช่น ลูกประคำดีควาย

    – Flavonoid glycoside  เป็นสีที่พบในดอกและผลของพืช ทำเป็นสีย้อมหรือสีแต่งอาหาร บางชนิดใช้เป็นยา เช่น สารสีในดอกอัญชัน

  2. แทนนิน (Tannin) เป็นสารที่พบในพืชทั่วไป มีรสฝาด มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน และสามารถตกตะกอนโปรตีนได้ มีฤทธิ์ฝาดสมานและฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย พบในใบฝรั่ง เนื้อของกล้วยน้ำว้าดิบ

          ยังมีสารที่พบในพืชทั่วไป เช่น คาร์โบไฮเดรท ไขมัน กรดอินทรีย์ สเตอรอยด์ สารเรซิน สารกัม (Gum) วิตามิน จะไม่กล่าวรายละเอียดในที่นี้ แต่บางอย่างก็มีฤทธิ์ทางยา เช่น น้ำมันละหุ่งใช้เป็นยาระบาย เป็นต้น
ดังกล่าวข้างต้นแล้วนั้น พืชสมุนไพร ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นยารักษาโรคมานาน ประกอบด้วยสารประกอบทางเคมีหลายชนิด แต่ละส่วนของพืชสมุนไพรมีสารประกอบที่แตกต่างกันออกไป สารเหล่านั้นเป็นตัวกำหนดสรรพคุณของพืชสมุนไพร ชนิดและปริมาณของสารจะแปรตามชนิดของพันธุ์สมุนไพร สภาพแวดล้อมที่ปลูกและช่วงเวลาที่เก็บพืชสมุนไพร
นักวิทยาศาสตร์ได้นำความรู้ และวิธีการทางเคมีมาค้นคว้าวิจัย สารเคมีที่มีฤทธิ์ในพืชสมุนไพร ทำให้ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับโครงสร้าง ลักษณะวิธี การสกัด การจำแนกและการตรวจสอบสารเหล่านั้น นอกจากนี้ยังใช้ขบวนการทางวิทยาศาสตร์มาค้นคว้าสมุนไพร ด้านเภสัชวิทยา พิษวิทยา การพัฒนารูปแบบยา การทดสอบทางเภสัชจลนศาสตร์ และการวิจัยทางคลีนิคอีกด้วย ทั้งนี้เพื่อให้ได้ยาที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการรักษาโรค

ข้อควรรู้ทั่วไปในการใช้ยาสมุนไพร

Published มีนาคม 9, 2012 by SoClaimon

http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs1-6.htm

ข้อควรรู้ทั่วไปในการใช้ยาสมุนไพร
  1. กลุ่มอาการ / โรคที่แนะนำให้ใช้สมุนไพร
    ปัจจุบันการใช้สมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐาน ส่งเสริมและเผยแพร่การใช้สมุนไพรตัวเดียวเพื่อรักษาโรค / อาการเบื้องต้นที่พบบ่อยๆ และเนื่องจากสมุนไพรหลายชนิดเป็นพืชผักที่รับประทานอยู่เป็นประจำ จึงแนะนำไว้ในการส่งเสริมสุขภาพด้วย (รวมทั้งสีผสมอาหารที่อยู่ตามธรรมชาติ)
    กลุ่มโรค/อาการเบื้องต้นที่แนะนำให้ใช้สมุนไพรมี 18 โรค ดังนี้
    –  อาการท้องผูก
    –  อาการท้องอึดอัด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด
    –  อาการท้องเสีย (แบบไม่รุนแรง)
    –  พยาธิลำไส้
    –  บิด
    –  อาการคลื่นไส้ อาเจียน (เหตุจากธาตุไม่ปกติ)
    –  อาการไอ ขับเสมหะ
    –  อาการไข้
    –  อาการขัดเบา (คือปัสสาวะไม่สะดวก กะปริบกะปรอยแต่ไม่มีอาการบวม)
    –  โรคกลาก
    –  โรคเกลื้อน
    –  อาการนอนไม่หลับ
    –  ฝี แผลพุพอง (ภายนอก)
    –  อาการเคล็ดขัดยอก (ภายนอก)
    –  อาการแพ้ อักเสบ แมลงสัตว์กัดต่อย (ภายนอก)
    –  แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก (ภายนอก)
    –  เหา
    –  ชันนะตุ
    หากเป็นโรค/ อาการเหล่านี้ให้ใช้สมุนไพรที่แนะนำ และหยุดใช้เมื่อหายไป แต่ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 วัน ควรไปปรึกษาศูนย์บริการสาธารณสุขหรือโรงพยาบาล
     ถ้าผู้ป่วยมีอาการโรค/ อาการดังกล่าว แต่เป็นอาการที่รุนแรง ต้องนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที ไม่ควรรักษาด้วยการซื้อยารับประทานเองหรือใช้สมุนไพร อาการที่รุนแรงมีดังนี้
    1. ไข้สูง (ตัวร้อนจัด)  ตาแดง ปวดเมื่อยมาก ซึม บางทีพูดเพ้อ (อาจเป็นไข้หวัดใหญ่หรือไข้ป่าชนิดขึ้นสมอง)
    2.  ไข้สูงและดีซ่าน (ตัวเหลือง) อ่อนเพลียมาก อาจเจ็บในแถวชายโครง อาจเป็นโรคตับอักเสบ ถุงน้ำดีอักเสบ ฯลฯ
    3.  ปวดแถวสะดือ เวลาเอามือกดเจ็บปวดมากขึ้น หน้าท้องแข็ง อาจท้องผูกและมีไข้เล็กน้อยหรือมาก (อาจเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบอย่างแรง หรือลำไส้ส่วนอื่นอักเสบ)
    4.  เจ็บแปลบในท้องคล้ายมีอะไรฉีกขาด ปวดท้องรุนแรงมาก อาจมีตัวร้อนและคลื่นไส้อาเจียนด้วย บางทีมีประวัติปวดท้องบ่อยๆ มาก่อน (อาจมีการะลุของกระเพาะอาหารหรือลำไส้)
    5.  อาเจียนเป็นโลหิต หรือไอเป็นโลหิต (อาจเป็นโรคร้ายแรงของกระเพาะอาหารหรือปอด) ต้องให้คนไข้นอนพักนิ่งๆ ก่อน ถ้าแพทย์อยู่ใกล้ควรเชิญมาตรวจที่บ้าน ถ้าจำเป็นต้องพาไปพบแพทย์ ควรรอให้เลือดหยุดเสียก่อน และควรพาไปโดยมีการกระทบกระเทือนน้อยที่สุด
    6.  ท้องเดินอย่างแรง  อุจจาระเป็นน้ำ บางทีมีลักษณะคล้ายน้ำซาวข้าว บางทีถ่ายพุ่ง ถ่ายติดต่อกันอย่างรวดเร็ว คนไข้อ่อนเพลียมาก ตาลึก หนังแห้ง (อาจเป็นอหิวาตกโรค) ต้องพาไปพบแพทย์โดยด่วน ถ้าไปไม่ไหวต้องแจ้งแพทย์หรืออนามัยที่ใกล้ที่สุดโดยเร็ว
    7.  ถ่ายอุจจาระเป็นมูกและเลือด บางทีเกือบไม่มีเนื้ออุจจาระเลย ถ่ายบ่อยมาก อาจจะตั้งสิบครั้งในหนึ่งชั่วโมง คนไข้เพลียมาก (อาจเป็นโรคบิดอย่างรุนแรง)
    8.  สำหรับเด็ก โดยเฉพาะอายุภายในสิบสองปี ไข้สูง ไอมาก หายใจมีเสียงผิดปกติ คล้ายๆ กับมีอะไรติดอยู่ในคอ บางทีก็มีอาการหน้าเขียวด้วย (อาจเป็นโรคคอตีบ) ต้องรีบพาไปพบแพทย์โดยด่วนที่สุด
    9.  อาการตกเลือดเป็นเลือดสดๆ จากทางไหนก็ตาม โดยเฉพาะทางช่องคลอด ต้องพาไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

อ่านต่อ

.

1   2

  1. กลุ่มอาการ / โรคที่ไม่ควรใช้สมุนไพร
    เป็นโรคร้ายแรง โรคเรื้อรัง หรือโรคที่ยังพิสูจน์ไม่ได้แน่ชัดว่ารักษาด้วยสมุนไพรได้ เช่น งูพิษกัด สุนัขบ้ากัด บาดทะยัก กระดูกหัก มะเร็ง วัณโรค กามโรค ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคเรือน ดีซ่าน หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ปอดบวม (ปอดอักเสบ) อาการบวม ไทยฟอยด์ โรคตาทุกชนิด

  2. ข้อแนะนำในการใช้สมุนไพร
    1.  ใช้ให้ถูกต้น  สมุนไพรมีชื่อพ้องหรือซ้ำกันมาก และบางท้องถิ่นก็เรียกไม่เหมือนกัน จึงต้องรู้จักสมุนไพรและใช้ให้ถูกต้น
    2.  ใช้ให้ถูกส่วน  ต้นสมุนไพรไม่ว่าจะเป็นราก ใบ ดอก เปลือก ผล เมล็ด จะมีฤทธิ์ไม่เท่ากัน บางทีผลแก่ ผลอ่อน มีฤทธิ์ต่างกันด้วย จะต้องรู้ว่าส่วนใดใช้เป็นยาได้
    3.  ใช้ให้ถูกขนาด  สมุนไพรถ้าใช้น้อยไป ก็รักษาไม่ได้ผล แต่ถ้ามากไปก็อาจเป็นอันตราย หรือเกิดพิษต่อร่างกายได้
    4.  ใช้ให้ถูกวิธี  สมุนไพรบางชนิดต้องใช้สด บางชนิดต้องปนกับเหล้า บางชนิดใช้ต้ม จะต้องรู้วิธีใช้ให้ถูกต้อง
    5.   ใช้ให้ถูกกับโรค  เช่น ท้องผูก ต้องใช้ยาระบาย ถ้าใช้ยาที่มีฤทธิ์ฝาดสมานก็จะทำให้ท้องผูกยิ่งขึ้น
    นอกจากนั้น ยังต้องระมัดระวังในเรื่องความสะอาดในการเก็บยา การเตรียมยา และเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำยาจะต้องสะอาดด้วย มิฉะนั้นอาจเกิดโรคอื่นติดตามมา

  3. อาการแพ้ที่เกิดจากสมุนไพร
    สมุนไพร มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับยาทั่วไป คือมีทั้งคุณและโทษ บางคนใช้แล้วเกิดอาการแพ้ได้ แต่เกิดขึ้นได้น้อย เพราะสมุนไพรมิใช่สารเคมีชนิดเดียวเช่นยาแผนปัจจุบัน ฤทธิ์จึงไม่รุนแรง (ยกเว้นพวกพืชพิษบางชนิด) แต่ถ้าเกิดอาการแพ้ขึ้นควรหยุดยาเสียก่อน ถ้าหยุดแล้ว อาการหายไป อาจทดลองใช้ยาอีกครั้งโดยระมัดระวัง ถ้าอาการเช่นเดิมเกิดขึ้นอีก แสดงว่าเป็นพิษของยาสมุนไพรแน่ ควรหยุดยาและเปลี่ยนไปใช้ยาอื่น หรือถ้าอาการแพ้รุนแรง ควรไปรับการรักษาที่ศูนย์บริการสาธารณสุขและโรงพยาบาล

    อาการที่เกิดจากการแพ้สมุนไพร มีดังนี้
    1.  ผื่นขึ้นตามผิวหนัง อาจเป็นตุ่มเล็กๆ ตุ่มโตๆ เป็นปื้นหรือเป็นเม็ดแบบคล้ายลมพิษ อาจบวมที่ตา (ตาปิด) หรือริมฝีปาก (ปากเจ่อ) หรือมีเพียงดวงสีแดงที่ผิวหนัง
    2.  เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน (หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง) ถ้ามีอยู่ก่อนกินยา อาจเป็นเพราะโรค
    3.  หูอื้อ ตามัว ชาที่ลิ้น ชาที่ผิวหนัง
    4.  ประสาทความรู้สึกทำงานไวเกินปกติ เช่น เพียงแต่แตะผิวหนังก็รู้สึกเจ็บ ลูบผมก็แสบหนังศีรษะ ฯลฯ
    5.  ใจสั่น ใจเต้น หรือรู้สึกวูบวาบคล้ายหัวใจจะหยุดเต้น และเป็นบ่อยๆ
    6.  ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเหลือง เขย่าเกิดฟองสีเหลือง (เป็นอาการของดีซ่าน) อาการนี้แสดงถึงอันตรายร้ายแรง ต้องรีบไปพบแพทย์

ความหมายของคำที่ควรทราบ

Published มีนาคม 9, 2012 by SoClaimon

http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs1-7.htm

ความหมายของคำที่ควรทราบ
  • ทุกส่วนหรือทั้ง 5 หรือทั้งต้น  หมายถึง ต้น ราก ใบ ดอก ผล

  • ใบเพสลาด  หมายถึง ใบไม้ที่จวนแก่

  • หมากสง  หมายถึง หมากที่แก่และสุก จะมีผิวของผลเป็นสีหมากสุก เนื้อในซึ่งเคยนิ่ม(ที่เรียกหมากดิบ) จะเปลี่ยนเป็นแข็ง

  • เหล้า  หมายถึง เหล้าโรง (28 ดีกรี)

  • แอลกอฮอลล์  หมายถึง แอลกอฮอล์ชนิดสีขาวสำหรับผสมยา ห้ามใช้แอลกอฮอล์ชนิดจุดไฟ

  • น้ำปูนใส  หมายถึง น้ำยาที่ทำขึ้นโดยการนำปูนที่รับประทานกับหมาก มาละลายน้ำสะอาด ตั้งทิ้งไว้ แล้วรินน้ำใสมาใช้

  • ต้มเอาน้ำดื่ม  หมายถึง ต้มสมุนไพรด้วยการใส่น้ำพอประมาณ หรือสามเท่าของปริมาณที่ต้องการใช้ ต้มพอเดือดอ่อนๆ ให้เหลือ 1 ส่วนจาก 3 ส่วนข้างต้น รินเอาน้ำดื่มตามขนาด

  • ชงน้ำดื่ม  หมายถึง ใส่น้ำเดือดหรือน้ำร้อนจัด ลงบนสมุนไพรที่อยู่ในภาชนะปิดฝา ทิ้งไว้สักครู่ จึงใช้ดื่มแต่น้ำ

  • ความแรงของยาชง 1 ใน 2  หมายถึง ใช้สมุนไพร 1 ส่วน เติมน้ำ 2 ส่วน ความแรงของยาเป็น % หมายถึงชั่งยามาหนัก 10 กรัม เติมน้ำยาให้ครบ 100 กรัม ซึ่งความแรงที่แท้จริงจะไม่ได้ 10% ของตัวยา

  • คำว่า “ส่วน”  เช่น ใช้ยาชนิดที่หนึ่ง 1 ส่วน ชนิดที่สอง 2 ส่วน หมายถึง ถ้าใช้ชนิดที่หนึ่ง 1 กำมือ ชนิดที่สองใช้ 2 กำมือ

  • ยาลูกกลอน  หมายถึง เอาสมุนไพรมาบดให้เป็นผงละเอียด เมื่อจะรับประทาน มักใช้น้ำผึ้งเป็นน้ำกระสาย จะคลุกให้แฉะๆ พอปั้นเป็นเม็ดกลมๆ รับประทานโดยใช้กลืน

  • น้ำกระสายยา  หมายถึง  ส่วนที่ใช้ไปเสริมฤทธิ์การรักษาให้ดีขึ้น ยาตำรับเดียวกัน ถ้าใช้น้ำกระสายยาแตกต่างกันออกไป จะสามารถรักษาโรคได้ต่างกัน

การเทียบปริมาตรและปริมาณขนาดที่ใช้ในยาไทย

Published มีนาคม 9, 2012 by SoClaimon

http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs1-8.htm

การเทียบปริมาตรและปริมาณขนาดที่ใช้ในยาไทย
     ขนาดที่ใช้ในยาไทย
1  ถ้วยตะไล มีปริมาตรประมาณ 25-30 มิลลิลิตร
1  ถ้วยชา มีปริมาตรประมาณ 75 มิลลิลิตร
1  ถ้วยแก้ว มีปริมาตรประมาณ 200-250 มิลลิลิตร
1  ช้อนชา มีปริมาตรเท่ากับ 5 มิลลิลิตร
1  ช้อนหวาน มีปริมาตรเท่ากับ 8 มิลลิลิตร
1  ช้อนโต๊ะ มีปริมาตรเท่ากับ 15 มิลลิลิตร
2  ช้อนแกง มีปริมาตรประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ
1  หยิบมือ มีปริมาตรเท่ากับ  ใช้หัวแม่มือ นิ้วชี้ และกลาง หยิบขึ้นมา
1  กำมือ มีปริมาตรเท่ากับ  ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้กำขึ้นมา
1  กอบมือ มีปริมาตรเท่ากับ  สองฝ่ามือ หรือหมายความถึงปริมาณของสมุนไพร
ที่จากการใช้มือทั้งสองข้างกอบเข้าหากันให้ส่วนของปลายนิ้วแตะกัน
1  ฝ่ามือ มีปริมาตรประมาณ  กว้าง 3 นิ้วฟุต ยาว 4 นิ้วฟุต
1  องคุลี หมายถึง  ความยาว 1 ข้อแรกของนิ้วกลาง
   เทียบมาตราโบราณ
150 เมล็ดข้าวเปลือก เป็น 1 หยิบมือ
4  หยิบมือ เป็น 1 กำมือ
4  กำมือ เป็น 1 ฝ่ามือ
2  ฝ่ามือ เป็น 1 กอบมือ
4  กอบมือ เป็น 1 ทะนาน
20 ทะนาน เป็น 1 สัด
80 สัด เป็น 1 ปั้น
2  ปั้น เป็น 1 เกวียน
 
  มาตราจีนเป็นมาตราไทยและเมตริก
10  หลี เป็น     1     หุน      เท่ากับ 0.375 กรัม

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการปรุงยาไทย

Published มีนาคม 9, 2012 by SoClaimon

http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs1-9.htm

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการปรุงยาไทย
          ข้อควรเข้าใจโดยทั่วไป
  1. ถ้าไม่ได้บอกว่าใช้สดหรือแห้ง ให้ถือว่าใช้สด

  2. เวลาใช้ภายใน ถ้าไม่ได้ระบุวิธีใช้แล้ว ให้เข้าใจว่าใช้วิธีต้ม

  3. เวลาใช้ภายนอก ถ้าไม่ได้ระบุวิธีใช้แล้ว ให้เข้าใจว่าใช้ตำพอก

  4. ยากินหรือรับประทาน ให้กินหรือรับประทานวันละ 3 ครั้งก่อนอาหาร

  5. ยาต้ม ใช้ครั้งละ 1/2 – 1 แก้ว  (250 ซี.ซี.)
    ยาดอง, ยาคั้นเอาน้ำ  ใช้ครั้งละ  1/2 – 1 ช้อนโต๊ะ
    ยาผง  ใช้ครั้งละ 1-2 ช้อนชา
    ยาปั้น, ลูกกลอน ใช้ครั้งละ 1-2 เม็ด (ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 ซม.)
    ยาชง ใช้ครั้งละ 1 แก้ว

          วิธีปรุงยาไทย
  1. ยาต้ม
    การเตรียม  ปริมาณที่ใช้โดยทั่วไปใช้ 1 กำมือ คือเอาต้นยามาขดมัดรอบกันเป็นท่อนกลม ยาวขนาด 1 ฝ่ามือ กว้างขนาดใช้มือกำได้โดยรอบพอดี ถ้าต้นยานั้นแข็งนำมาขดมัดไม่ได้ ให้หั่นเป็นท่อน ยาวขนาด 5-6 นิ้วฟุต กว้าง 1/2 นิ้วฟุต แล้วเอามารวมกันให้ได้ขนาด 1 กำมือ
    การต้ม  เทน้ำลงไปพอให้น้ำท่วมยาเล็กน้อย (ประมาณ 3-4 แก้ว) ถ้าปริมาณยาที่ระบุไว้น้อยมาก เช่น ใช้เพียง 1 หยิบมือ ให้เทน้ำลงไป 1 แก้ว (250 ซี.ซี) ต้มให้เดือดนาน 10-30 นาที แล้วแต่ว่าต้องการเข้มข้นหรือเจือจาง รับประทานในขณะที่ยายังอุ่นๆ

  2. ยาชง
    การเตรียม  ปกติใช้ยมแห้งชง โดยหั่นต้นยาสดให้เป็นชิ้นเล็กๆ บางๆ ตากแดดให้แห้ง ถ้าต้องการให้ไม่มีกลิ่นเหม็นเขียว ให้เอาไปคั่วเสียก่อน จะมีกลิ่นหอม
    การชง  ใช้สมุนไพร 1 ส่วน เติมน้ำเดือดลงไป 10 ส่วน ปิดฝาตั้งทิ้งไว้ 15-20 นาที

  3. ยาดอง
    การเตรียม  ปกติยาแห้งดอง โดยบดต้นสมุนไพรให้แหลกพอหยาบๆ ห่อด้วยผ้าขาวบาง ห่อหลวมๆ เผื่อยาพองตัวเวลาอมน้ำ
    การดอง  เติมเหล้าให้ท่วมห่อผ้ายา ตั้งทิ้งไว้ 7 วัน

  4. ยาปั้นลูกกลอน
    การเตรียม  หั่นต้นสมุนไพรสดให้เป็นแว่นบางๆ ตากแดดให้แห้ง บดเป็นผงในขณะที่ยังร้อน (เพราะแดด) อยู่ เพราะยาจะกรอบบดง่าย
    การปั้นยา  ใช้ผงยา 2 ส่วน ผสมกับน้ำผึ้งหรือน้ำเชื่อม 1 ส่วน ตั้งทิ้งไว้ 2-3 ชั่วโมง เพื่อให้ปั้นยาได้ง่าย ไม่ติดมือ ปั้นเป็นลูกกลมๆ เล็กๆ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร ปั้นเสร็จผึ่งแดดจนแห้ง จากนั้นอีก 2 อาทิตย์ นำมาผึ่งแดดอีกที กันเชื้อราขึ้นยา

  5. ตำคั้นเอาน้ำกินหรือดื่ม
    โดยเอาต้นสมุนไพรสดๆ ตำให้ละเอียดจนเหลว ถ้าไม่มีน้ำให้เติมน้ำลงไปจนเหลว คั้นเอาน้ำยาที่ได้กิน ยาบางอย่าง เช่น กระทือ กระชาย ให้นำไปเผาให้สุกเสียก่อน จึงค่อยตำ

  6. ยาพอก
    การเตรียมยา  ใช้ต้นสมุนไพรสดตำให้แหลกที่สุด แต่อย่าตำจนยาเหลว ตำพอให้ยาเปียกๆ ก็พอ ถ้ายาแห้งให้เติมน้ำหรือเหล้าลงไป
    การพอก  พอกแล้วต้องคอยหยอดน้ำให้ยาเปียกชื้นอยู่เสมอ  เปลี่ยนยาวันละ 3 ครั้ง

สิ่งน่ารู้เกี่ยวกับการใช้ยาสมุนไพร

Published มีนาคม 9, 2012 by SoClaimon

http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs1-10.htm

สิ่งน่ารู้เกี่ยวกับการใช้ยาสมุนไพร
  1. ควรเริ่มใช้สมุนไพรที่เป็นอาหารก่อน และควรรู้พิษยาก่อนใช้ รู้ข้อห้ามใช้ เพราะยาบางชนิดมีข้อห้ามใช้กับคนบางคน บางโรค เมื่อรู้สิ่งเหล่านี้ จะทำให้การใช้ยาปลอดภัยขึ้น

  2. ถ้ายาใดไม่เคยกินมาก่อน ควรเริ่มกินในขนาดน้อยๆ ก่อน เช่น กินเพียงครึ่งหนึ่งของขนาดที่กำหนดไว้ ถ้าร่างกายไม่มีอะไรผิดปกติจึงค่อยกินต่อไป

  3. อย่าใช้ยาเข้มข้นเกินไป เช่น ยาใช้ต้มกินต่างน้ำ ไม่ควรใช้ต้มเคี่ยวกินยาเข้มข้นเกินไป จนทำให้เกิดพิษได้

  4. คนที่อ่อนเพลียมาก เด็กอ่อน คนชรา ห้ามใช้ยามาก เพราะคนเหล่านี้ มีกำลังต้านทานยาน้อย จะทำให้เกิดพิษได้ง่าย

  5. โดยทั่วๆ ไป เมื่อกินยาสมุนไพรแล้ว 1 วัน อาการไม่ดีขึ้นต้องเปลี่ยนยา แต่ถ้าเป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคกระเพาะ หืด ฯลฯ เมื่อใช้ยาสมุนไพร 1 อาทิตย์แล้ว อาการไม่ดีขึ้นต้องเปลี่ยนยา

%d bloggers like this: