สมาธิชาวบ้าน

All posts tagged สมาธิชาวบ้าน

สมาธิชาวบ้าน

Published พฤศจิกายน 24, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/231114/99349

สาระน่ารู้
Sunday, 23 November, 2014 – 00:00
.
ภูมิวิปัสสนา 1
การทำสมาธินั้นไม่ง่าย ไม่ยาก เพียงแต่ต้องเข้าใจว่าจิตจะไปสู่ความเดิมแท้ได้ต้องมีวิธีการพรากจิตออกจากความคิด ซึ่งมีวิธีในการนำไปสู่เครื่องรู้ของจิตแทนการนำความคิดมาเป็นเครื่องรู้ เช่น กำหนดลมหายใจ กำหนดคำภาวนา ภาพนิมิตกสิณ วิธีต่างๆ เหล่านี้เพื่อให้จิตมีเครื่องรู้ ให้จิตมีเครื่องระลึก แทนที่จะตกอยู่ใต้อำนาจความคิดอันเป็นสมมติบัญญัติ
เมื่อเราให้เครื่องรู้ จิตจะไปยึดกับเครื่องรู้ ยึดแบบไม่พรากจากกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เช่น ไปอยู่กับลมหายใจ ความรู้สึกหรือจิตนี้มันอยู่กับลมหายใจ เข้ารู้ ออกรู้ สั้นรู้ ยาวรู้ อยู่อย่างแนบแน่น สนิทกัน ไม่พรากจากกัน เพราะจิตไม่มีจังหวะใดที่จะหลุดไปคิด คือจิตอยู่กับกรรมฐานที่ให้อย่างแนบแน่น จิตจับความรู้สึก จับกับลมหายใจตลอดเวลาไม่พรากจากกัน แต่ช่วงขั้นนี้ผู้ปฏิบัติใหม่จะทำได้ยากหน่อย เพราะบางครั้งต้องใช้เวลา บางคนจะอยู่ได้ระยะหนึ่ง จิตจะพรากออกไปเอง เอาไปคิดซ้าย คิดขวาต่างๆ แต่เมื่อมีสติระลึกได้ จิตจะกลับมาใหม่และเป็นอยู่เช่นนั้น หากไม่นำรวมกันเป็นหนึ่งได้ จิตจะยึดติดกับความคิด เมื่อจิตไม่พรากจากความคิดก็จะไม่รู้สภาวะจิตเดิมแท้ได้
จิตเดิมแท้เป็นอาการของธาตุรู้อย่างหนึ่ง ก่อนที่จะถูกครอบงำจากความคิดอันเป็นสมมติบัญญัติ เมื่อจิตติดสมมติบัญญัติจะขังอยู่ในกรอบความคิดนั้นๆ ทำให้รู้เฉพาะในสิ่งที่เป็นความคิด ความฝัน กายสังขารเกิดมาจากธาตุรู้ เรียกว่าอวิชชา ยึดมั่นถือมั่น คิดเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา จิตไปเกิดในความคิดความฝันของเราเอง มิติของความคิด ความฝัน คิดเป็นเรื่องเป็นราว เป็นความจริง เพราะจิตที่ไม่ได้ฝึกอบรมมาอยู่ในภาวะไม่รู้ความจริงต่างเกิดมาในความฝัน มีกรรมต่างๆ ผูกพันกัน เกิดในความฝันร่วมกัน ทั้งที่สิ่งที่เราอยู่มันเป็นมิติของความคิดและความฝัน แต่เราแยกไม่ออกว่าแท้จริงแล้วคือความคิดมาปรุงแต่ง รู้สึกว่าเป็นเรื่องจริง ทำให้เวียนเกิดเวียนตายอยู่อย่างนี้ หลุดออกไปไม่ได้
พระพุทธเจ้ารู้ว่าความคิดเหล่านี้เป็นมิติของความคิด ซึ่งการจะหลุดพ้นออกจากมิติของความคิดได้ มีทางเดียวคือต้องมีปัญญาพระนิพพาน ถ้าไม่ได้ปัญญาพระนิพพานแล้วย่อมต้องเวียนว่ายตายเกิด เวียนเกิดเวียนตายอยู่ในความคิด ความฝันของตัวเราเองนี้ ออกไปไหนไม่ได้
แนวทางการอบรมจิต คือเมื่อเรารวมจิตแล้วเริ่มรู้ความจริง จิตสงบลงด้วยอุบายกรรมฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง จิตออกจากความคิดได้ เกิดปัญญาเรียกว่า “ภูมิวิปัสสนา” เกิดขึ้นเมื่อจิตพ้นอำนาจความคิดแล้ว เกิดความรู้ ความจริงต่างๆ ขึ้นมา ผู้ฝึกปฏิบัติเริ่มแรกนานๆ จึงจะเกิดอาการนี้ครั้งหนึ่ง ต่อไปเมื่อสมาธิมันมั่นคงแข็งแรงดี อาการผุดรู้จะเกิดเร็วขึ้น ต่อมาความรู้จะหลั่งไหลเหมือนสายน้ำไม่ขาดตอน ไม่ขาดสาย แม้จะออกจากสมาธิมาแล้ว จิตก็ยังคงมีปัญญาความรู้หลั่งไหลออกมาตลอด เป็นภูมิวิปัสสนาที่จิตพ้นอำนาจครอบงำของความคิดเดิม เกิดภาวะรู้จริง.

โฆษณา

สมาธิชาวบ้าน

Published พฤศจิกายน 24, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/161114/99039

สาระน่ารู้
Sunday, 16 November, 2014 – 00:00
.
การเข้าสู่ภาวะนิพพาน
ในพุทธศาสนากล่าวว่าร่างกายของมนุษย์ประกอบด้วย ขันธ์ แปลว่า กอง, หมวด, หมู่, ส่วน คือแยกร่างกายออกเป็นส่วนๆ ตามสภาพได้ 5 ส่วน หรือขันธ์ 5 คือ
1.รูป ได้แก่ ส่วนที่ผสมกันของธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ เช่น ผม หนัง กระดูก โลหิต
2.เวทนา ได้แก่ ระบบประมวลความรู้สึกว่าชอบหรือไม่ชอบ และเฉยๆ
3.สัญญา ได้แก่ จำสิ่งที่ได้รับและรู้สึกนั้นๆ
4.สังขาร ได้แก่ ระบบคิดปรุงแต่ง แยกแยะสิ่งที่รับรู้สึกและความจำได้นั้นๆ
5.วิญญาณ ได้แก่ ระบบรู้สิ่งนั้นๆ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
เมื่อกล่าวถึงการปฏิบัติจิตเข้าสู่สมาธิ หากจิตสมาธิก้าวถึงภาวะที่ดับกิเลสและกองทุกข์แล้ว จิตมีความสงบสูงสุดเพราะไร้ทุกข์ ไร้สุข เรียกว่าเป็นภาวะนิพพาน เป็นอิสรภาพสมบูรณ์เป็นจุดหมายสูงสุดของ พระพุทธศาสนา
พระนิพพานเข้าถึงได้โดยทำลายความเป็นเจ้าของสิ่งต่างๆ ดูหรือถอดความเป็นเจ้าของให้หมดไป ซึ่งมีวิธีการปฏิบัติได้หลายทางเพื่อให้จิตภายในปล่อยว่างได้ วางความเป็นเจ้าของไปได้ ไม่มีความเป็นเจ้าของ จิตปล่อยให้เป็นกลาง ไม่มีเจ้าของ เพราะครั้งหนึ่งเคยเป็นอย่างนี้ เราไปยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของเรา มันเลยเป็นจิตของเรา วิญญาณของเรา สะสมกรรมดี-กรรมชั่วต่างๆ ในจิตของเรา ขนาดเราปฏิบัติจริง รู้แจ้งเห็นจริงอะไรสารพัดไปหมด เข้าใจธรรมะสารพัดอย่าง แต่เรายังยึดว่ามีจิตของเราวิญญาณของเราอยู่ พอเข้าใจธรรมะไปถึงตอนสำคัญที่จะปล่อยความเป็นเจ้าของดวงจิตวิญญาณยังปล่อยไม่ได้ เพราะติดยึดว่าเป็นจิตของเรา
การเข้าถึงภาวะพระนิพพานจึงต้องอาศัยความเพียร ฝึกฝนไปทีละขั้น ทำลายความเป็นเจ้าของสิ่งต่างๆ ดูหรือถอดความเป็นเจ้าของให้จิตดวงนี้ ปล่อยวางความเป็นเจ้าของไปได้ ไม่มีความเป็นเจ้าของจิตดวงนี้อยู่ว่าไม่ใช่จิตของเรา ไม่ใช่วิญญาณของเรา คือปล่อยให้มันเป็นกลางๆ ไม่มีเจ้าของ จิตเคยเป็นของเรา แต่ตอนนี้มันเป็นจิตเฉยๆ ไม่มีเจ้าของ ถ้าถึงภาวะนี้ได้ปล่อยให้มันเป็นกลางๆ ไปได้ มันก็เป็นภาวะนิพพานเหมือนกัน
ปัญญาพระนิพพานเท่านั้นถึงจะปล่อยได้ ที่สะสมมาทั้งกรรมดี-กรรมชั่วต่างๆ พอถึงที่มันจะปล่อยเป็นธรรมชาติหมดไม่เหลืออะไร เมื่อรู้จบแล้วมันก็ไม่มีอะไร หรือรู้โดนตัดสภาวะหมด รู้ก็เป็นพระนิพพานไปเอง อวิชชาหมดไป ไม่มีจิต ไม่มีวิญญาณอะไรทั้งหลาย จิตวิญญาณต่างๆ กลับสู่ความเดิมแท้ ทำลายมันลงตัวรู้นี้มันอยู่ ถ้าอยู่มันก็จะไปรู้อยู่เรื่อยๆ ไม่จบไม่สิ้นเจอตัวรู้ สลายตัวรู้ได้เมื่อไหร่ พอปล่อยไปแล้วมันไม่ใช่จิตของเราอีกแล้ว จิตที่เราเคยหลงไปยึดมั่นถือมั่น คาดว่าเป็นจิตของเรา วิญญาณของเราหมดไป ซึ่งต้องเป็นปัญญาขั้นพระนิพพาน จึงจะเกิดปัญญารู้และปล่อยวางได้
พระนิพพานคราวนี้เอาเรื่องจิตไปก่อน ให้นึกถึงว่าจิตที่เราพูดๆ ถึง มันเป็นแค่อาการของมัน จะเบา จะลอย เห็นภาพนิมิตดีใจ เสียใจ เหล่านี้เป็นอาการของจิต ถ้ารู้ที่จุดไหนก็จัดการเสียอย่าให้มันปรุง รู้ถูกทำลายเมื่อไหร่มันก็นิพพานทันที
พระนิพพานเป็นภาวะที่จิตว่างอยู่อย่างนั้นตลอด พ้นจากอำนาจความคิด ไม่มีอะไรให้รู้ไปหลงยึดมั่นถือมั่น พระพุทธเจ้าเห็นว่าอาการแบบนี้เป็นอาการของจิตเดิมแท้ที่จะปล่อยวาง อาการรู้ทั้งหมดรู้ดับลง จึงเป็นพระนิพพาน.

สมาธิชาวบ้าน

Published พฤศจิกายน 24, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/091114/98706

สาระน่ารู้
Sunday, 9 November, 2014 – 00:00
.
การฝึกปล่อยวางจิตไม่ยึดมั่นถือมั่น
อารมณ์ที่เรายังเกิดเสียใจเมื่อบางสิ่งสูญสลาย เสียหาย เกิดจากจิตเราไปยึดว่าเป็นของเรา ใส่ความรู้สึกต่างๆ ผูกติดกับสิ่งนั้น ย่อมเกิดเป็นความรู้สึกต่างๆ ครั้นเมื่อฝึกจิตให้เข้าสู่ภาวะเดิมแท้ เราจะไม่มีจิตของเรา จิตที่เคยหลงยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นจิตของเราวิญญาณของเราหมดไป ภาวะนี้ต้องเป็นปัญญาพระนิพพานถึงปล่อยได้ ความสะสมทั้งกรรมดีกรรมชั่วต่างๆ ที่มีอยู่ในจิตของเรา วิญญาณของเรา จะปล่อยเป็นธรรมชาติหมดไม่เหลืออะไร
มีคำถามว่า สิ่งที่เคยรู้ผ่านจิตผ่านวิญญาณต่างๆ เมื่อตัดสิ่งเหล่านี้ออกไปเปรียบเหมือนตัดมือตัดเท้า ไม่มีเครื่องมือ ตัดหมดทุกสิ่งที่เคยใช้เครื่องมือ ในที่สุดไม่มีอะไรจะผ่านเป็นเจ้าของถึงการจบรู้แล้วโดนตัดหมด อวิชชาหมดไป ไม่มีจิต ไม่มีวิญญาณ เพราะจิตวิญญาณต่างๆ ตัด เขาคืนความเดิมแท้ไปหมด ถึงรู้อยู่ แต่ไม่มีอะไรให้รู้ หมดสภาพไปเองโดยปริยาย ถึงจะรู้ แต่ไม่มีอะไรให้รู้ ว่างอยู่อย่างนั้นตลอด ไม่มีสิ่งใดให้ไปหลงยึดมั่นถือมั่น และเป็นธาตุรู้ดิบลงไป ไม่มีปรากฏ เป็นอาการนิ่งเฉย สงบ สว่าง และไม่รับรู้ อาการนิ่งเฉย
พระพุทธเจ้าเห็นว่าอาการแบบนี้เป็นอาการของจิตเดิมแท้ที่จะปล่อยวางจิตไปถึงอาการเดิมแท้ ย้อนกลับมาอย่างเราปฏิบัติตอนจิตถูกครอบงำ อวิชชาหลากหลายคลอบงำเรา ให้เราเห็นว่าจริง ให้เห็นว่าโลกนี้จริง สมมติโลกจริง เห็นตามที่บอก เมื่อจิตเรามีความตั้งเริ่มเห็นกิเลสแบบหยาบๆ ด้วยภูมิปัญญาของเราเบื้องต้น ก็เป็นการปฏิบัติธรรมขั้นโลกิยภูมิ คือเห็นความจริงของทุกข์ เห็นสิ่งต่างๆ เช่น มีหินก้อนหนึ่งตั้งอยู่ตามธรรมชาติ เป็นหินอะไรไม่รู้ เราไปเอาหินนั้นมา บอกเป็นของเรา คิดว่าหินก่อนนี้ดี สวย ใส่ความรัก ไปผูกพัน อยู่ๆ มีคนทำตกแตก ความยึดมั่นถือมั่นมีเท่าไหร่มันก็เกิดทุกข์เท่านั้น เท่าที่มันมีความรักใส่เข้าไป คนอื่นไม่เสียใจ เพราะไม่ใช่เจ้าของ
เมื่อก่อนหินตั้งอยู่ตามธรรมชาติ คนเอาเป็นเจ้าของยึดถือมั่นเรื่อยๆ พอหินแตกก็เสียใจ อำนาจความเป็นเจ้าของมันนำความทุกข์มาให้เราพิจารณาแล้วไปเห็นจริงตามนี้ เมื่อหลายพันปีที่ใครบรรลุธรรมรู้เรื่องนี้ เช่น ทุกวันก็รู้อย่างนี้ อนาคตต่อไปใครเข้าไปถึงธรรมะข้อนี้ก็รู้แบบนี้ เหมือนกันแสดงเห็นว่าธรรมะนี้เป็นความจริง ธรรมะจึงเป็นสิ่งที่ปฏิบัติเวลาไหนก็รู้เช่นนี้ อดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ใครปฏิบัติก็รู้อย่างนี้ เพราะเป็นความจริง
หากจะกล่าวถึงธรรมะขั้นพระนิพพานต้องเพียรฝึกขั้นสูงกว่านี้มาก ต้องกล้าพิจารณา ฝึกฝนเข้าไปอีก เพราะต้องสวนความรู้สึก การฝึกปล่อยการวางเป็นการสวนความรู้สึกยึดมั่นถือมั่น เมื่อทำแล้วจะตอบสนองความรู้สึกของอวิชชาได้ดี การปล่อยการวางทำได้ยาก แต่ต้องทำต้องเข้าใจ เมื่อเข้าใจแล้วเกิดปัญญาก็สามารถทำได้ เพราะหากไม่เกิดปัญญาย่อมทำได้ยาก
“ปัญญา” อย่างเดียวเท่านั้นที่เป็นสิ่งที่ทำให้เราประสบความสำเร็จในการปฏิบัติธรรม ถ้าไม่เกิดปัญญาย่อมได้แค่เพียงพอรู้ธรรมแบบสะสมบุญ ไม่ได้รู้แบบพระนิพพาน รู้ว่าทำอะไรแล้วจะได้อะไร ทำอย่างนี้แล้วจะได้อย่างนี้ ไม่ได้รู้แบบปล่อยวาง ยังเป็นความคิดทางโลกที่ใส่อันนี้ไป ต้องได้อย่างนี้ ซึ่งในความเป็นจริง ปัญญาธรรมมันมีหลายระดับ เมื่อเราเริ่มต้นฝึกฝนเรื่อยๆ ควรทำต่อเนื่องให้ก้าวหน้าถึงธรรมขั้นสูงยิ่งๆ ขึ้นไป.

สมาธิชาวบ้าน

Published พฤศจิกายน 24, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/021114/98391

สาระน่ารู้
Sunday, 2 November, 2014 – 00:00
.
การเข้าถึงธรรมะนิพพานอย่างแท้จริง 2
การฝึกสมาธิมีหลายวิธี และถกเถียงกันว่าใครแบบไหนดีกว่า แท้จริงแล้วเป็นวิธีการไปถึงสมาธิเท่ากัน แต่ละวิธีเป็นการให้ จิตมีอุบายออกจากความคิดที่ครอบงำ ใครชำนาญแบบไหนก็ไปฝึกไปตามวิธีนั้นๆ ในที่สุดเมื่อเข้าถึงสมาธิได้บ่อยๆ ย่อมไม่จำเป็นต้องใช้อุบายกรรมฐานใดๆ
มีคำถามเกี่ยวกับสมถะกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน ความจริงแล้วแยกไม่ได้หรอก เพราะเมื่อจิตมันสงบลงจะเข้าสู่ไปวิปัสสนาได้เอง จิตที่ยังไม่เข้าสู่ความเดิมแท้ เรียกว่ายังไม่เกิดวิปัสสนา เมื่อจิตนิ่งลงไปจะรู้ธรรมเห็นธรรม บางคนเพ่งในศีลมาก กายบริสุทธิ์ จิตบริสุทธิ์มาก สามารถเข้าถึงธรรมะได้ละเอียดมาก ถ้าเราไม่มีศีลกำหนดในการทำดี มักทำอะไรไปตามกิเลส ถ้ารักษาศีลได้สม่ำเสมอเท่าไหร่ ไม่ล่วงละเมิดแม้แต่สิ่งเล็กน้อย จิตจะรับธรรมะได้ละเอียดมากขึ้น ทำให้รู้ธรรม เห็นธรรม ซึ่งทำได้ไม่ยาก
สมาธิที่มีปัญญาจิตไม่ต้องเถียงกันเรื่องวิธีการทำสมาธิ ว่าวิธีไหนวิเศษหรือดีกว่า เมื่อเข้าใจวิธีเข้าสู่สมาธิ เราจะได้เรียนรู้อย่างอื่นต่อ ต้องฝึกฝนให้จิตหยุดคิด ฝึกให้คิดน้อยลงจนกระทั่งหยุดเหมือนเหยียบเบรก เหยียบสนิท มันว่างตอนที่ความคิดมันหยุดสนิท ความคิดไม่ได้หายไป แต่ความคิดมันไม่เคลื่อนไหว
ขณะที่ความคิดหยุดมันจิตจะว่างทันที ว่างจากความคิด เพราะความคิดมันไม่ไหลต่อ เห็นจิตตัวเองคราวนี้ จิตมีปีติ มีความสุข มีความสว่าง มีอะไรต่างๆ อาการที่มันเกิดกับจิตดวงนี้ว่าอะไรที่ทำให้มันรู้จิตว่าง จิตดีใจ เสียใจ เป็นขั้นที่ลึกลงไปอีกชั้นหนึ่ง คือสิ่งที่เราต้องเข้าไปถึงตอนที่จิตเบาลอย ในที่สุดเมื่อเจอแล้ว เข้าใจว่าคือ ตัวรู้ว่าคืออะไร ให้รู้ว่าจิตที่เราพูดๆ ถึงนั้นเป็นแค่อาการของจิต จะเบา จะลอย เห็นภาพนิมิต จะดีใจ เสียใจ มันเป็นอย่างนี้ เมื่อรู้ก็จัดการอาการรู้นั้นเสีย อย่าให้มันคงอยู่ ถ้าสลายได้เมื่อไหร่ก็เข้าสู่นิพพานทันที
พระนิพพานสามารถเข้าถึงได้ โดยค่อยๆ ทำลายความเป็นเจ้าของสิ่งต่างๆ ดูหรือถอดความเป็นเจ้าของให้หมดไป ซึ่งมีวิธีการเข้าสู่พระนิพพานปฏิบัติได้หลายทางให้จิตภายในปล่อยว่างได้ ปล่อยวางเจ้าของไปได้ ไม่มีความเป็นเจ้าของจิต ปล่อยให้มันเป็นกลาง ไม่มีเจ้าของ ครั้งหนึ่งเคยมันก็เป็นอย่างนี้ เราไปยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของของเรา มันก็เลยเป็นจิตของเรา วิญญาณของเรา สะสมกรรมดี-กรรมชั่วต่างๆ ก็จิตของเรา ขนาดเราปฏิบัติจริง รู้แจ้งเห็นจริงอะไรสารพัดไปหมด ไปถึงไหนๆ เข้าใจธรรมะสารพัดอย่าง แต่เราก็ยังยึดว่ามีจิตของเรา วิญญาณของเรา ทำไปก็มีจิตของเราอยู่ พอเข้าใจธรรมไปถึงตอนสำคัญที่จะปล่อยความเป็นเจ้าของ ดวงจิตวิญญาณยังปล่อยไม่ได้ มันก็เลยเป็นจิตของเรา
ปัญญาพระนิพพานเท่านั้นถึงจะปล่อยได้ พอปล่อยไปแล้วมันไม่ใช่จิตของเราอีกแล้ว เราก็จะไม่มีจิตของเรา จิตที่เราเคยหลงไปยึดมั่นถือมั่น คาดว่าเป็นจิตของเรา วิญญาณของเราหมดไป ซึ่งต้องเป็นปัญญาขั้นพระนิพพานถึงปล่อยได้ ที่สะสมมาทั้งกรรมดี-กรรมชั่วต่างๆ พอถึงที่มันจะปล่อยเป็นธรรมชาติ มันก็หมดไม่เหลืออะไรแล้ว ไม่มีอะไรจะผ่านเป็นเจ้าของ เมื่อรู้จบแล้วมันก็ไม่มีอะไร หรือรู้โดนตัดสภาวะหมด รู้ก็เป็นพระนิพพานไปเอง อวิชชาหมดไม่มีจิต ไม่มีวิญญาณอะไรทั้งหลาย จิตวิญญาณต่างๆ คืนความเดิมแท้ไปหมด
พระนิพพานเป็นภาวะที่จิตว่างอยู่อย่างนั้นตลอด ไม่มีอะไรให้รู้ไปหลงยึดมั่นถือมั่นและเป็นธาตุรู้ดิบลงไป ดิบลงไป จนไม่มีปรากฏ พระพุทธเจ้าเห็นว่า อาการแบบนี้เป็นอาการของจิตเดิมแท้ ที่ว่าจะปล่อยวาง อาการรู้ทั้งหมดจิตไปถึงอาการเดิมแท้.

นิพพานรอการค้นพบ
หนังสือที่รวบรวมเนื้อหาว่าด้วยธรรมะแบบชาวบ้านที่น่าสนใจจากคอลัมน์สมาธิชาวบ้าน ซึ่งตีพิมพ์ทุกวันอาทิตย์ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ หาซื้อได้แล้วที่ร้านหนังสือซีเอ็ดทุกสาขา.

สมาธิชาวบ้าน

Published พฤศจิกายน 24, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/261014/98069

สาระน่ารู้
Sunday, 26 October, 2014 – 00:00
.
การเข้าถึงธรรมะนิพพานอย่างแท้จริง 1
เมื่อเริ่มฝึกปฏิบัติจิตจะมีความคิดมารบกวนนำพาให้เข้าใจไปว่าสิ่งที่เราเห็นคือการบรรลุธรรมของตน ซึ่งในความเป็นจริงมันเป็นธรรมขั้นจินตนาการ คือแม้จะรู้ธรรมะบ้าง แต่ไม่ได้รู้เองเห็นเอง จิตไม่ได้รู้แจ้งเอง แต่รู้แบบจินตนาการธรรมคิดและเข้าใจไปเอง
ต้องทำความเข้าใจว่า เมื่อฟังธรรมะแล้วจินตนาการไป เหมือนฟังคนเขาเล่าเรื่องเชียงใหม่ให้ฟัง เราฟังทุกวันว่าเชียงใหม่เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ทำให้คิดว่าเราถึงเชียงใหม่แล้ว รู้จักเชียงใหม่ทุกแง่มุม ซึ่งแบบนี้เป็นลักษณะการรู้จักเชียงใหม่แบบนึกเอาเองตามที่ได้ฟัง จริงๆ แล้วไม่เคยไปเชียงใหม่ สิ่งเหล่านี้เรียกว่าเราเข้าถึงธรรมด้วยจินตนาการเท่านั้น ไม่ได้ถึงอย่างแท้จริง
การปฏิบัติธรรมเปรียบเสมือนการบอกแนวไปทางเชียงใหม่ ว่าไปทางไหนดี พูดบางครั้งบางคราว เช่น บอกว่าทางนี้ต้องไปอย่างนี้ พอถึงตรงนี้ต้องทำอย่างนั้น นี้มันเป็นวิธีการบอกให้ฟังว่าจะไปเชียงใหม่ไปยังไง ทำยังไง การที่เดินไปมันก็มีขั้นตอนมัน พอเริ่มต้นจากหยาบๆ พอออกทางนี้ไปจะไปเจออะไร เพราะฉะนั้นการสอนบอกทิศทาง ผู้ปฏิบัติไม่ต้องหลงทางเสียเวลาไปถึงทางนี้ ก็เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา เจอทางทำยังไงบอกวิธีการด้วย นำธรรมไปให้จิตมันไปทิศทางไหน ถ้าทำไปเรื่อยๆ ไม่หยุดยั้งไม่ไปลังเลสงสัยไม่นานก็ถึงเชียงใหม่ มันจะยากลำบากอย่างไรก็เป็นของมันอย่างนั้น
บางครั้งเจออุปสรรคระหว่างการปฏิบัติ แต่เมื่อมาถามครูบาอาจารย์ว่าเจออุปสรรคอย่างนั้นอย่างนี้ ครูบาอาจารย์แนะนำแก้ไขให้ผ่านอุปสรรคไปได้ เมื่อใจมันผ่านอุปสรรคได้เรื่อยๆ ไม่นานก็ถึงเชียงใหม่ ถึงเวลานั้นไม่ต้องไปฟังใครเล่าเรื่องเชียงใหม่เพราะว่าเราไปอยู่ที่เชียงใหม่แล้ว
ขั้นต่อมาถึงเชียงใหม่แล้วก็จริง แต่ยังไม่รู้ความลับของเชียงใหม่อีกหลายๆ อย่าง หากครูบาอาจารย์รู้ก็จะบอกให้ฟังได้ เช่น อากาศเป็นอย่างไร เปรียบเมื่อเราเข้าถึงธรรม จากนั้นเป็นทางที่จิตเดินไปสู่ปัญญา เช่นเดียวกับการปฏิบัติสมาธิ เมื่อจิตทิ้งสมมติบัญญัติต่างๆ ไม่มีความคิดครอบงำเป็นจิตที่มีความเป็นเดิมแท้ จิตประภัสสร คืออาการเดิมของจิต ก่อนที่จะไปยึดมั่นถือมั่นเอาไว้ ไม่ถูกครอบงำจากความคิด ไม่มีความเป็นเจ้าของต่างๆ หรือก่อนที่จิตจะมาเป็นเจ้าของธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟในร่างกาย
หากไม่ถูกครอบงำจากความคิดแล้วจิตย่อมเป็นอิสระ การบรรลุธรรมด้วยจิตที่ว่างปราศจากความคิดจึงเป็นธรรมมะที่รู้จริง เมื่อจิตหยุดคิดเรียกว่าว่าง เกิดปัญญารู้แจ้ง หากรู้ธรรมะจากอ่านหรือการฟัง จิตยังไม่รู้แจ้งมันเพราะต้องเข้าสู่ภาวะของจิตเดิมแท้ให้ได้ก่อน จิตจึงจะเกิดปัญญารู้แจ้งในธรรม.

สมาธิชาวบ้าน

Published พฤศจิกายน 24, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/191014/97782

สาระน่ารู้
Sunday, 19 October, 2014 – 00:00
.
การทำสมาธิให้เข้าถึงจิตเดิมแท้
การทำสมาธิให้เข้าถึงองค์ความรู้ จิตเดิมแท้ ไม่ได้ยากอะไร เพราะธรรมะนั้นมีอยู่ทั่วไปในโลกในจักรวาล เราสามารถเรียนรู้ นำธรรมะที่มีอยู่ในธรรมชาติมาถ่ายทอดอ่านออกมาเป็นการสอนธรรมะต่างๆ ดังนั้นผู้ที่ได้บรรลุธรรมที่พระพุทธเจ้าหรือพระปัจเจกพระพุทธเจ้า หรือฤๅษีต่างๆ บรรลุแล้วล้วนสำเร็จอยู่ในมิติอากาศ
การนำความรู้ทางธรรมของครูบาอาจารย์มาฝึกฝนเรียนรู้ให้เข้าถึงสมาธิ ทำได้โดยขอกล่าวอันเชิญธรรมะอันเป็นธรรมชาติ เชิญครูบาอาจารย์ทั้งหลายว่าขอให้ธรรมนั้นมาปรากฏให้เราล่วงรู้ เมื่อปฏิบัติสมาธิภาวานาผ่านทางมโนทวาร ซึ่งพระสงฆ์หรือฤๅษีต่างๆ ใช้วิธีนี้เมื่อปฏิบัติอยู่ในป่าในเขาเป็นเวลานาน กว่าจะรู้แจ้งได้ข้อธรรมะข้อใดข้อหนึ่งอย่างกระจ่างล้วนใช้เวลานานเป็นเดือนเป็นปี เมื่อรู้แจ้งแล้วธรรมะนั้นมิได้สูญไปไหน ปัญญาธรรมเกิดขึ้นและธรรมนั้นยังอยู่บนโลกในจักรวาล ซึ่งปัญญาธรรมนั้นมีมากมาย บรรยายไม่มีจบ
การปฏิบัติธรรมให้ใจสงบด้วยกรรมฐานเป็นการให้เครื่องรู้แก่จิต ให้เครื่องระลึกแก่สติ ใครทำงานอย่างไรก็ให้เครื่องรู้กับสิ่งนั้นระลึกกับสิ่งนั้น ใช้ลมหายใจกำหนดเพื่อให้จิตมีเครื่องรู้ อย่าให้ความ คิดเข้ามาแทรกแต่ให้จิตไปอยู่ที่กรรมฐานก่อน กรรมฐานคือที่ตั้งของจิตให้จิตมีเครื่องรู้
ระยะเริ่มแรกอาจทำได้ยากนั้นเป็นเรื่องปกติ เช่น การฝึกสมาธิกำหนดให้จิตสังเกตลมหายใจ ผู้ฝึกอาจทำได้สักพักจะเกิดความคิดถึงเรื่องอื่นแทรกเข้ามา พอนึกขึ้นได้ก็กลับมาอยู่กับลมหายใจ สักพักก็ไปคิดเรื่องอื่นสลับกันไป อาการเช่นนี้เป็นการฝึกกรรมฐาน แต่ยังใช้งานไม่ได้ มีความคิดเข้ามาแทรก กรรมฐานยังไม่แน่น มารวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับจิตยังไม่ได้ ยังไม่สามารถนำจิตออกจากความคิดได้ มีแทรกอยู่ตลอด
การอบรมจิตเบื้องต้นอาจมีอาการจิตดื้ออุบาย คือมีความคิดเข้ามาแทรกและออกจากกรอบความคิดไม่ได้ เพราะไม่มีสิ่งนำให้ออกมาจากกรอบความคิดหรือดงแห่งความคิดที่ครอบงำจิตดวงนี้อยู่ จิตไม่สามารถไปสู่ความเดิมแท้ เพราะมีความคิดมาแทรก จึงต้องพยายามฝึกฝนให้จิตปราศจากความคิด เมื่อพ้นจากความคิดได้จะเจอความเดิมแท้ที่ไม่ถูกครอบงำจากความคิดใดๆ เรียกว่าเข้าสู่สมาธิ
เมื่อจิตเข้าสู่สมาธิจะนำให้รู้ความจริงต่างๆ ได้ ถ้าจิตยังอยู่ภายใต้ความคิดแล้ว มันเป็นธรรมในขั้นจินตนาการ คือแม้จะรู้ธรรมะบ้าง แต่เป็นธรรมที่เป็นจินตนาการ ไม่ได้รู้เอง เห็นเอง จิตไม่ได้รู้แจ้งเอง แต่รู้แบบจินตนาการธรรม เหมือนกับคนเรียนกฎหมาย เรียนนิยายอะไรไป พอฟังธรรมะไป ก็จินตนาการไป บางคนแม้ฟังธรรมมากๆ กลับไม่พ้นอำนาจของจิตที่จินตนาการไปว่าตนเองบรรลุธรรมแล้ว
การฝึกสมาธิให้เข้าถึงจิตเดิมแท้จึงต้องเป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้เข้าใจวิธีการเพื่อให้จิตเป็นสมาธิอย่างแท้จริง.

สมาธิชาวบ้าน

Published พฤศจิกายน 24, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/051014/97115

สาระน่ารู้
Sunday, 5 October, 2014 – 00:00
.
อาการสมาธิ 2
เมื่อกล่าวถึงจิตรู้ความคิดที่เกิดขึ้นภายในจิตของมันเอง จิตก็จะไปจดจ่ออยู่ตรงคุณวิเศษ เช่น ญาณต่างๆ ทิพยจักขุญาณ จุตูปปาตญาณ เจโตปริยัติญาณ ญาณพวกนี้มันดีทั้งนั้น แต่เป็นญาณที่มีแล้วต้องผ่านไป มีแล้วให้รู้แล้วผ่านไป เพราะในที่สุดทุกคนนั้นก็ต้องจากโลกนี้ไป ไม่มีใครอยู่บนโลกนี้ได้ ต่อให้คุณมีญาณวิเศษอะไรแค่ไหน เมื่อเราจากโลกนี้ไปแล้ว ก็ต้องเป็นเพียงแค่ความฝันของเรา มันไม่ใช่ความจริง สมบัติบนโลกต่างๆ ที่มี เราทุกคนต่างยืมมาใช้ เรามีสิทธิ์ในการครอบครองชั่วคราว แค่ลำพังในช่วงที่มีชีวิตเท่านั้น พอเราตายไปสมบัติทั้งหลายเรียกว่าเป็นสมบัติโลกไม่ใช่ของเรา
ถ้าเราไม่เข้าใจเราไปยึดมั่นถือมั่น ว่านี่เป็นของของเรา เกิดอวิชชาคิดว่าเป็นของของเรา ดวงจิตวิญญาณนั้นต้องกลับมาเกิดใหม่ เกิดเพราะอวิชชา คิดว่าเป็นของของตน จริงๆ นั้น คนเราเกิดมาเราก็มามือเปล่า ตายไปก็ไปมือเปล่า แต่ไม่มีอะไรที่เป็นของของเราเลย เรามีอำนาจครอบครองมันชั่วคราวเพียงเท่านั้น ในที่สุดสมบัตินี้ก็ต้องตกเป็นของโลก ตกเป็นของคนที่ยังอยู่บนโลกก็ยื้อแย่งกันต่อไป ถ้าเรามีความเข้าใจตรงนี้ ดวงจิตก็จะไม่ยึดโลกไว้ถึงเวลาไปก็ต้องไป ถึงแม้จะรู้ว่าเราครอบครองมันได้ แต่มันไม่ใช่ของเรา อันนี้ยึดเป็นธรรมะให้อยู่ในใจเราไว้ ดวงจิตนั้นจะได้ไม่กลายเป็นสัมภเวสี ดวงวิญญาณที่หาแดนเกิดไม่ได้
เราต้องปฏิบัติบ่อยๆ ให้จิตมีการทรงตัวอยู่ในภาวะฌานสมาธิ ทำสมาธิบ่อยๆ ถ้าจิตได้ฟังธรรมเยอะๆ ฟังมากๆ จิตก็จะพัฒนาไปสู่ภูมิวิปัสสนา แต่ถ้าจิตไม่ได้ฟังธรรมในขั้นภูมิวิปัสสนา จิตจะไม่เคลื่อนตัว ไม่เกิดการพิจารณา แต่จิตจะไปอยู่นิ่งเฉยๆ ไม่เกิดความรู้อะไร คือได้สมาธิ แต่ว่าไม่เกิดภูมิวิปัสสนา
มีคนหลายคนที่ว่าปฏิบัติแล้วเป็นปัญหา ว่าจิตตัวเองที่อาจารย์พูดเข้าใจแล้ว แต่จะทำยังไงให้จิตตัวเองยกขึ้นสูง พูดง่ายๆ คือมันติดสัมมาถะ จะยกขึ้นสู่ภูมิวิปัสสนาได้ยังไง อาการที่ว่ารู้แจ้งเห็นจริง มันจะเกิดขึ้นยังไง ต้องขอตอบอย่างนี้ว่า มันเป็นเรื่องบุญ เรื่องวาสนา เรื่องของบุญญาธิการ ยกตัวอย่างเช่นว่า อาจารย์สอนทุกคนวาดรูป สอนเทคนิคการวาดรูปได้ แต่ว่าอาจารย์สอนไม่ได้คือความวิเศษของแต่ละคน ทำไมเด็กที่เรียนมาพร้อมกันถึงวาดภาพได้เก่งไม่เหมือนกัน ทำไมคนนี้มันถึงวิเศษอย่างนี้ อย่างสอนทุกคนร้องเพลง บางคนร้องได้ไพเราะ แต่อีกคนร้องไม่เอาไหนเลย อันนี้กำลังพูดถึงบุญบางอย่างที่เราไม่อาจไปสอน ว่าทำไมคนนี้วาดรูปถึงเป็นที่ 1 ได้ ทำคนนี้ร้องเพลงถึงร้องได้ไพเราะอย่างนี้ เพราะว่าการสอนมันสอนได้ในระดับหนึ่ง แต่มันสอนบุญไม่ได้เท่ากันหมดทุกคน
การเกิดวิปัสสนานี้มันเกิดเอง เกิดจากการฟังธรรมเยอะๆ ในส่วนหนึ่งภูมิวิปัสสนาจะรู้แจ้งอย่างที่รู้แจ้งเห็นจริงจากเรื่องต่างๆ และขณะที่ทำจิตอยู่ในภาวะของจิตที่พร้อมแล้ว แต่ถ้าภูมิผู้ปฏิบัติได้จิตที่พร้อมเป็นวิปัสสนา พอถึงจุดหนึ่งเสร็จมันก็เกิดอาการผุดรู้หรือไม่เอาภูมินั้นไปพิจารณาต่อลักษณะความรู้แจ้งเห็นจริงก็ปรากฏขึ้น การผุดรู้นั้นอาจจะรู้เหตุการณ์ข้างหน้าก็ได้ หรือไม่ใช่เหตุการณ์ข้างหน้าก็ได้ ถ้ารู้เหตุการณ์ข้างหน้าก็ประกอบไปด้วยญาณทัศนะ เรียกว่า “อตีตังสญาณ อนาคตังสญาณ” มาประกอบ ก็เลยรู้เหตุการณ์ข้างหน้า จิตมันมีความตั้งมั่น มั่นคง มันก็จะรู้ ก็เป็นทางลัดที่ได้ยกเว้นแต่คนที่มีบุญ คนที่มีบุญเก่า พอเราสอนเขา มันจะไว ยอมรับกันเลยว่าเป็นของเก่า ที่พอจิตเขานิ่งเสร็จ เขาก็สามารถเกิดความรู้ความเห็นขึ้นมา.

นิพพานรอการค้นพบ
หนังสือที่รวบรวมเนื้อหาว่าด้วยธรรมะแบบชาวบ้านที่น่าสนใจจากคอลัมน์สมาธิชาวบ้าน ซึ่งตีพิมพ์ทุกวันอาทิตย์ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ หาซื้อได้แล้วที่ร้านหนังสือซีเอ็ดทุกสาขา.

สมาธิชาวบ้าน

Published พฤศจิกายน 24, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/280914/96784

สาระน่ารู้
Sunday, 28 September, 2014 – 00:00
.
อาการสมาธิ
วิธีการทั่วไปในการทำสมาธิคือต้องหาอุบายกรรมฐาน เช่น การภาวนา ฯลฯ เป็นต้น ให้ลมหายใจมีการภาวนากำกับ หายใจเข้าก็มีคำภาวนา หายใจออกก็ภาวนา ทำไปเรื่อยๆ จนจิตกับคำภาวนาหรืออุบายกรรมฐานมันรวมกันเป็นหนึ่ง ไม่พรากจากกัน พอจิตพรากออกจากความคิดก็จะได้สมาธิ คือจิตสงบ ความคิดน้อยลง จิตรู้สึกเป็นตัวของตัวเอง ทรงตัวอยู่ได้อย่างสบายๆ จิตมีปีติ มีสุข เป็นอาการของจิตเดิมแท้
ต่อไปถ้าจิตได้ฟังธรรมเยอะๆ ฟังมากๆ จิตก็จะพัฒนาไปสู่ภูมิวิปัสสนา แต่ถ้าจิตไม่ได้ฟังธรรมในขั้นภูมิวิปัสสนา จิตจะไม่เคลื่อนตัว แต่จิตจะไปอยู่นิ่งเฉยๆ ไม่เกิดความรู้อะไร คือได้สมาธิแต่ว่าไม่เกิดภูมิวิปัสสนา
ภูมิวิปัสสนาจำเป็นต้องกระตุ้นมัน ถ้าไม่กระตุ้นแล้วจิตจะเกิดอาการขี้เกียจ คือไปแล้วติดว่าง รู้สึกว่าการที่มีปีติ มีสุขแล้วรู้สึกว่าว่างคือเป้าหมายของสมาธิ แล้วมันก็จะนิ่งอยู่อย่างนั้น เพราะมันมีปีติ มีสุขหล่อเลี้ยงจิต เป็นจิตเดิมแท้
แต่อาการดังกล่าวนี้ พระพุทธเจ้าทรงเห็นมาแล้วตั้งแต่ครั้งที่พระพุทธองค์ดำเนินองค์ฌาน ว่าการที่จิตไปติดในฌาน หรือว่าฌานสมาธิที่ได้นั้นจะยังไม่ถึงพระนิพพาน เพราะพระนิพพานเป็นปัญญา ไม่ใช่ว่าง อาการว่างของจิตที่เป็นสมถะ จึงไม่ได้รับประกันว่าเป็นพระนิพพาน พระนิพพานเป็นปัญญาที่รู้ เป็นปัญญาพระนิพพาน จำเป็นต้องให้เกิดภูมิวิปัสสนา
ภูมิวิปัสสนาจะรู้แจ้งอย่างที่รู้แจ้งเห็นจริงจากเรื่องต่างๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นธรรมะ จะเป็นอะไรก็จะรู้แจ้งหมด เป็นอาการผุดรู้ที่มันแทรกขึ้นมาในขณะที่จิตอยู่ในภาวะตรึกตรอง ตอนแรกๆ ก็นานๆ จึงจะรู้ทีนึง นานๆ จะปรากฏขึ้น ต่อไปก็จะปรากฏบ่อยขึ้นๆ นี่คือ “อาการรู้”
การผุดรู้นั้นอาจจะรู้เหตุการณ์ข้างหน้าก็ได้ หรือไม่ใช่เหตุการณ์ข้างหน้าก็ได้ ถ้ารู้เหตุการณ์ข้างหน้าก็ประกอบไปด้วยญาณทัศนะ เรียกว่า “อตีตังสญาณ อนาคตังสญาณ” มาประกอบก็เลยรู้เหตุการณ์ข้างหน้า แต่ถ้าเกิดว่าเป็นอาการรู้เฉยๆ รู้แจ้งรู้อะไรก็ได้ รู้แจ้งเป็นรู้แบบใหม่ รู้แบบเดิม เป็นรู้ที่อยู่ภายใต้อำนาจของความคิด ความคิดอันเป็นสมมุติบัญญัติถ้าเรายังไม่พ้นจากมัน เราก็จะเกิดปัญญาแค่ขอบเขตที่สมมุติบัญญัติกำหนดไว้ เราเคยเรียนรู้มาอย่างไร ปัญญาเราก็ได้เท่านั้น เพราะปัญญามันถูกขอบเขตของสมมุติบัญญัติมาตีกรอบไว้
ถ้าไม่พ้นจากอำนาจของความคิดที่เป็นสมมุติบัญญัติแล้ว ต่อให้เรารู้อะไร มันก็รู้แค่สมมุติบัญญัติโลกที่เราบัญญัติไว้ ผิดชอบชั่วดีอะไรก็บัญญัติไว้ เราคิดได้แค่นั้น ไม่มีวันที่จะรู้แจ้งได้เลย ยกเว้นแต่จิตที่เป็นอิสระจากความคิดแล้วจึงจะรู้แจ้ง
ในตอนแรกๆ ของการรู้ ก็จะรู้แจ้งเรื่องธรรมดาไปเรื่อยๆ รู้แล้วก็จะ “อ๋อ” รู้สึกสบายใจ รู้ไปเรื่อยๆ จนในที่สุดพอจิตรู้ไปถึงที่สุดแล้ว มันก็เกิดมีกำลังขึ้นมา ก็กลับมาดูตัวมันเอง เรียกว่า “จิตดูจิต” เมื่อจิตมีกำลังมาดูตัวเองได้เมื่อไหร่ แปลว่าเราใกล้ๆ ได้เรื่องแล้ว และวันที่จิตก้าวพ้นโลกเป็นโลกุตรภูมิ จะพบว่าธรรมะต่างๆ ที่เคยเรียนมานั้นไม่มีประโยชน์เลยจริงๆ เป็นแค่บาทฐานเฉยๆ
จิตเมื่อมันไปรู้ความจริงตอนที่กลับมาดูปรากฏการณ์ความคิดที่เกิดขึ้นภายในจิตของมันเอง ครั้งนี้คือความยิ่งใหญ่ ตรงนี้พระพุทธเจ้าถึงบอกว่าตอนที่ตรัสรู้ธรรมอันเป็นโลกุตรธรรมนั้น ไม่รู้จะมาสั่งสอนใคร เพราะคิดว่าไม่รู้จะหาคำพูดอะไรมาสั่งสอนมนุษย์ได้ มันเป็นสิ่งที่ซับซ้อน มันไม่มีคำพูดมาบัญญัติ เพราะฉะนั้นโลกุตรภูมิจึงมีคำสอนถึงน้อยมากในธรรม ส่วนใหญ่ธรรมะที่เรารู้ๆ กันนั้นจะอยู่ในส่วนของขอบเขตโลกียภูมิ.

สมาธิชาวบ้าน

Published พฤศจิกายน 24, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/210914/96452

สาระน่ารู้
Sunday, 21 September, 2014 – 00:00
.
วางได้ก็เบา
การที่เราไปคาดหวังเรื่องราวต่างๆ ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ พอโลกไม่เป็นไปตามที่เราคิด เราก็จะไม่พอใจ แล้วก็เป็นทุกข์ใจ ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะจิตของเรายังไม่เท่าทันความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับปัจจุบัน เรายังเห็นเฉพาะในส่วนหนึ่งของโลก ถ้าเราเห็นกว้างขึ้นไป เราก็จะมองเห็นอีกแบบหนึ่ง แล้วเราก็จะเข้าใจไปอีกอย่างหนึ่ง
เพราะว่าตอนที่เราเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นมากระทบกับใจของเรานั้น เรายังอยู่ในสมมติที่ว่า “หนึ่งบวกหนึ่งต้องเท่ากับสอง (1+1=2)” จิตของเรามันเท่าทันแค่ชั้นเดียว ดังนั้นสิ่งเหล่านี้จึงมีอิทธิพลกับใจของเราทันที แต่พอปฏิบัติไปเรื่อยๆ ก็จะเริ่มมองเห็นใจ มันก็จะเห็นกว้างไกลออกไป พอเห็นอย่างนั้นแล้ว จิตมันก็ไม่หวั่นไหว รู้ว่าอะไรเป็นอะไร
ตอนนี้เรายังอาศัยโลกอยู่ ไม่มีใครเป็นเจ้าของโลก ทุกคนต่างก็หยิบยืมของในโลกด้วยกันทั้งหมด ถ้าขณะนี้ยืมมาได้มาก พอยืมได้น้อยลงกว่าเก่าก็เกิดอาการไม่พอใจหรือเสียใจขึ้นมา ทั้งที่จริงๆ แล้วสิ่งต่างๆ เหล่านั้นล้วนเป็นเพียงสิ่งที่ผ่านมือเรา ให้เราได้ครอบครองในช่วงที่เรายังมีลมหายใจอยู่เท่านั้น เมื่อใดที่เราหยุดหายใจเมื่อไหร่ ของที่ไม่ใช่ของเราจริงมันก็จะต้องกลายไปเป็นของคนอื่น
บนโลกนี้ไม่มีของของเราแม้แต่นิดเดียว เราต่างก็ยืมโลกมาใช้ เรามีสิทธิ์ครอบครองแค่ในช่วงที่เรายังมีลมหายใจอยู่ ลมหายใจหมด สิทธิ์ในการครอบครองก็หมดลง ไม่มีอะไรตามเราไปในปรโลกได้
ของที่หยิบยืมมาก็ต้องทิ้งไว้บนโลกทั้งหมด ที่เรายังเป็นทุกข์ก็เพราะว่าไม่เข้าใจในเรื่องสิทธิ์ของการครอบครองตัวนี้นี่เอง แต่ถ้าเราเข้าใจดีว่าเราสามารถครอบครองสิ่งต่างๆ ได้เพียงชั่วคราว อย่างไรเสียเราก็จะไม่ทุกข์
ถ้าเราเห็นหมดสิ้นถึงกระบวนการเหล่านี้ เราก็จะเห็นโลกเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งถึงแม้ว่าเราจะอยากได้สิทธิ์ในการครอบครองของเหล่านั้นอยู่ แต่ว่าสิ่งที่จะเข้ามากระทบอารมณ์ในใจมันจะไม่มี มันจะเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ด้วยเพราะเรามีความเข้าใจและใช้ชีวิตอย่างมีปัญญาครอบครองเป็นของเรา มันกลับจะหนีเราไปเรื่อย และพอเราอยู่เฉยๆ เมื่อใด มันก็จะอยู่เฉยรอบๆ เรา ไม่เคยหนีเราไปไหนไกลเลย จะว่าไปแล้วสิทธิ์ในการครอบครองก็เหมือนกับเงา นี่เป็นความจริงที่เกิดขึ้นกับใจทุกคน
แต่ถ้าเราลองคิดใหม่ แทนที่จะเข้าใจว่าเราต้องไขว่หาไขว่คว้าและอยากมีสิทธิ์ในการครอบครอง พอเราเข้าใจว่าสิทธิ์ในการครอบครองมันเป็นแค่สิ่งที่เกิดขึ้นชั่วคราว จิตมันก็จะรู้ว่า “จริงๆ แล้วมันก็แค่นี้เอง การครอบครองก็แค่ชั่วคราว ทุกคนที่เป็นทุกข์ก็เพราะยังหลงในสิทธิ์ครอบครองนี่เอง โดยเฉพาะถ้าเราไปคิดว่าเป็นของของเรา” ซึ่งถ้าเรามองทุกด้าน มองเห็นเต็มมิติ เราจะเห็นว่าสิ่งที่เป็นอนาคตจะเป็นอย่างไร จะเห็นภาพล่วงหน้าออกไป (แต่จริงๆ แล้วภาพที่เห็นนั้นมันเป็นภาพของอดีตที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วทั้งนั้น).

สมาธิชาวบ้าน

Published พฤศจิกายน 24, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/140914/96131

สาระน่ารู้
Sunday, 14 September, 2014 – 00:00
.
ปัญญาธรรม (3)
หากเราอยู่บนโลกโดยเท่าทันต่อมายาสมมติบนโลกนี้แล้ว ถึงแม้จะมีความทุกข์เกิดขึ้นกับเรา เราก็จะทุกข์น้อยลง เพราะเท่าทันทุกข์ได้เร็ว แต่ถ้าเราไม่เท่าทันความทุกข์แล้ว ทุกข์นั้นก็จะทบทวีคูณขึ้นไป เพราะเราหลงเข้าไปติดกับดักของมัน
ดังนั้นอย่าไปยึดมั่นถือมั่นกับสิ่งใดๆ หรือเรื่องราวใดๆ ให้ปล่อยมันไปตามที่มันเป็น เพราะถ้าหากเรายังมัวยึดมั่นถือมั่นอันนั้นอันนี้ สิ่งนั้นสิ่งนี้ เรื่องนั้นเรื่องนี้ ว่าเป็นความสุข ความทุกข์ของเรา เราก็จะทุกข์ โดยที่ไม่มีใครมาทุกข์กับเราด้วย
ปล่อยวางเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้เป็นไปตามธรรมชาติ เราไม่ต้องไปรู้สึกยินดียินร้าย ปล่อยให้เป็นไปตามกรรมของจิต ในสุขย่อมมีทุกข์ ในทุกข์ย่อมมีสุข เหมือนเหรียญที่มีสองด้าน เราย่อมไม่สามารถเลือกหรือรับความสุขได้เพียงอย่างเดียว สิ่งที่ยึดเอาไว้คือความทุกข์ของใจทุกดวง
ที่เราทุกข์ก็เพราะใจ หากใจไม่เกิดปัญญาธรรมก็ปล่อยวางไม่ได้ ใจเมื่อเกิดปัญญาธรรมก็สามารถปล่อยวาง จึงหลุดพ้นได้ พอหลุดพ้นแล้วก็รู้สึกว่าเรื่องราวที่เราเคยทุกข์เสียเหลือเกินนั้น มันช่างน่าหัวเราะเสียนี่กระไร ที่เราไปปล่อยให้กิเลสมายาเหล่านั้นมาลากเราเข้าไปทำร้าย
ถ้าไม่มีสมมติบัญญัติมาบัญญัติหรือรองรับปรากฏการณ์ต่างๆ ในโลกนี้ มันก็จะเป็นปรากฏการณ์เฉยๆ ไม่สามารถลากเราให้ไปพอใจหรือไม่พอใจได้ ใจดวงนี้มันก็สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็นสิ่งที่มันเกิดขึ้นภายในใจ แต่ว่ามันไม่มีอาการปรุง เพราะมันไม่มีสมมติบัญญัติมารองรับปรากฏการณ์ดังกล่าว ใจดวงนี้จึงปรุงไม่ได้ ไม่มีอาการดีใจ เสียใจ ก็จะอยู่แค่กลางเฉยๆ เมื่อจิตไม่ปรุงก็ไม่มีอารมณ์ดีใจ เสียใจ เมื่อใจไม่ปรุงไม่แต่งก็จบสิ้นกันตรงนี้
ถ้าไม่ฝึกพิจารณาธรรมย่อมไม่เกิดปัญญาธรรม ทีนี้พอโลกไม่เป็นไปตามที่เราคิด ไม่เป็นไปตามที่เราต้องการ เราก็ต้องทุกข์เยอะ
ในการปฏิบัติธรรมก็จึงจำเป็นต้องพึ่งอุบายกรรมฐานเพื่อให้จิตสงบ ให้ใจของเรานิ่งลงไป ให้ความคิดมันน้อยลง ทีนี้ถ้าใครถนัดอะไรก็ให้ใช้อันนั้น เช่น ถ้าถนัดเอาความรู้สึกไปจับที่ลมหายใจก็ทำไป ใครถนัดเพ่งกสิณก็กำหนดเอาภาพนิมิตมาปรากฏแล้วก็จ้องดูมัน เลือกอันไหนก็ได้ที่จิตจะไม่ส่ายแส่ออกไปหาความคิด แล้วจิตจะสงบออกมาจากความคิด
เมื่อจิตถอนออกมาจากความคิด จิตก็จะเริ่มได้สมาธิ ในขั้นแรกๆ ก็จะเกิดปัญญาธรรมในขั้นโลกียธรรมก่อน แต่ถ้าปฏิบัติแล้วรุดหน้าไปเร็วก็จะไปเห็นธรรมในขั้นเหนือโลก หรือที่เรียกว่า “โลกุตรธรรม” นั่นเอง
พระพุทธเจ้าทรงสำเร็จพระนิพพานในโลกุตรภูมิอันเป็นธรรมเหนือโลก ซึ่งไม่มีภาษาใดๆ มาอธิบายให้เข้าใจกันได้ เพราะเป็นแค่อาการของใจที่ใจไปดูความคิดที่อยู่ในใจ เป็นปรมัตถธรรม ซึ่งถ้าใครสามารถถอดรหัสอันนี้ได้ก็จะสามารถเข้าถึงพระนิพพานในที่สุด.

%d bloggers like this: