สมัคร สุนทรเวช

All posts tagged สมัคร สุนทรเวช

ได้แค่หยั่งน้ำใจเพื่อน

Published กรกฎาคม 14, 2011 by SoClaimon

13 กรกฎาคม 2554, 05:03 น.

ได้แค่หยั่งน้ำใจเพื่อน.

Pic_185903

“เส้นหมี่” ไม่เหนียวเท่า “เส้นใหญ่”

ในอารมณ์ประชดประชัน ว่ากันตามนิสัยของพวกจุกจิก ชอบตอดเล็กตอดน้อย ที่มองผ่านเกมของทีมงานพรรคประชาธิปัตย์ ตีปี๊บแห่ตาม กกต.นครราชสีมา ที่ชงสำนวนให้เชือด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทย ในฐานะว่าที่นายกรัฐมนตรี

ฐาน “โชว์ผัดหมี่โคราช” แจกชาวบ้านระหว่างการหาเสียง

ลุ้น “เรื่องไม่เป็นเรื่อง” ให้ “เป็นเรื่อง” หวังปาฏิหาริย์ซ้ำรอยคิวของ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ล่วงลับ ที่ต้องตกเก้าอี้เพราะ “ควงตะหลิวทำกับข้าวโชว์ทางหน้าจอทีวี”

แต่ก็อย่างว่า โดยธรรมชาติ “เรื่องแปลกประหลาด” มักไม่เกิดขึ้นบ่อย

โดยจังหวะที่มองข้ามปมปลีกย่อยกันไปแล้ว ตามข่าววงใน กกต.ได้ประสานผ่านสภาผู้แทนราษฎร จะรับรอง ส.ส.ครบร้อยละ 95 ภายในสัปดาห์หน้า ทันกำหนด 30 วันแน่นอน

ขณะที่นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แถลงการณ์ประชุม ครม.นัดสุดท้าย มีมติอนุมัติหลักการที่จะตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรก โดยมีหลักการว่า เมื่อใดก็ตามที่ กกต.สามารถรับรอง ส.ส.ในจำนวนที่พอจะเปิดประชุมรัฐสภา คืออย่างน้อยร้อยละ 95 หรือ 475 คน ตามกฎหมาย ก็จะนำร่างพ.ร.ฎ.ดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อเรียกประชุมรัฐสภาได้ทันที

ตั้งแท่น “ชงเรื่อง” ไว้ให้ตามโปรแกรม

ตามคิวที่ “ยิ่งลักษณ์” ก็แพลมล่วงหน้า คาดว่าภายในหนึ่งสัปดาห์ หลังจากที่มีการแต่งตั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว โผ ครม.ก็จะเรียบร้อย พอเห็นเค้าหน้า ครม.ชุดใหม่ ขณะนี้ได้มีการทาบทามบุคคลภายนอกและภายใน และมีคนอยู่ในใจบ้างแล้ว

โดยจะพยายามฟอร์มทีมให้หน้าตาออกมาดูดี เนื่องจากอยากจะทำให้ดีที่สุด

ที่แน่ๆตามเกมที่บีบ “ยิ่งลักษณ์” ต้องรีบเดินเครื่อง “ครม.ปู 1” ท่ามกลางกระแสเร้าเสียงทวงสัญญาบนเวทีปราศรัย สารพัดนโยบายประชานิยมที่เรียกคะแนนให้พรรคเพื่อไทยได้เป็นกอบเป็นกำ ทั้งการลดราคาน้ำมัน ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ฯลฯ ท่ามกลางเสียงทักของนักวิชาการ และเสียงค้านจากฝ่ายที่เสียผลประโยชน์

สับสนอลหม่านตั้งแต่ยังไม่เริ่มลงมือทำ

“ยิ่งลักษณ์” จำเป็นต้องกระตุกความมั่นใจของประชาชนก่อนเป็นอันดับแรกเลย

แต่ก่อนหน้านั้นก็ต้องชัดเจนในการจูนอารมณ์ “เชื่อมั่น” ในหมู่พรรคร่วมรัฐบาลให้ตรงกันด้วย

ตามข่าววงในตรงกันทุกสาย “เสียงโทรศัพท์ข้ามประเทศจากบรูไน” ได้ต่อสายหา “บิ๊กเติ้ง” นายบรรหาร ศิลปอาชา “หลงจู๊ใหญ่” พรรคชาติไทยพัฒนา ต่อด้วยนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ บอสใหญ่พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน และ “เสี่ยแป๊ะ” นายสนธยา คุณปลื้ม หัวขบวนพรรคพลังชล ตั้งแต่ค่ำวันที่ 3 กรกฎาคม ขณะที่ยังนับคะแนน ไม่รู้ผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

ด้วยประโยคกว้างๆ “มาร่วมงาน ทำเพื่อประเทศกันนะ”

ตามจังหวะที่ “ยิ่งลักษณ์” ประกาศออกอากาศตั้งแต่คิวแถลงชัยชนะ ได้ประสานกับพรรคชาติไทยพัฒนาเพื่อดึงเข้าร่วมรัฐบาลเป็นพรรคแรก

และนั่นก็น่าจะเป็นอะไรที่ “ถือสิทธิ์” หัวแถว จับอาการของ “บรรหาร” ได้ทีเทกแอ็กชั่น แสดงความเก๋าของ “พี่ใหญ่” ตั้งแต่พูดออกอากาศดังๆ จะพยายามล็อบบี้ดึงพรรคภูมิใจไทยของหลานรักอย่าง “เนวิน ชิดชอบ” ให้เข้าร่วมรัฐบาลด้วย แม้จะขัดกับอุดมการณ์ของพรรคแกนนำอย่างเพื่อไทย

ล่าสุด “บรรหาร” รุกเดินเกม “อินไซด์” ถึงขั้นบินไปกินข้าวต้มกับอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ถึงประเทศบรูไน พร้อมกับล็อกโควตา รมว.เกษตรฯ รมว.การท่องเที่ยวฯ  และ รมช.คมนาคม 3 เก้าอี้ติดมือกลับมา

“หลงจู๊” ยิ้มร่า สบายอกสบายใจ แต่ที่เงียบและนิ่งก็คือ “สุวัจน์” กับ “สนธยา”

แว่วๆว่า เงียบจนถึงขั้นที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่รับหน้าที่ “ผู้จัดการรัฐบาล” ต้องต่อสายเช็กท่าทีเพื่อความแน่ใจ แปลกใจที่ไม่มีเสียงเอะอะต่อรองโควตา

สรุปก็คือ ขอยึดตามที่ดีลตรงกับ “นายใหญ่” แค่พรรค 7 เสียงต้องแล้วแต่แกนนำจะหยิบยื่นให้

หยั่งน้ำใจ “ทักษิณ” ที่มีต่อเพื่อนกันเป็นเชิง.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการเมือง
  • 13 กรกฎาคม 2554, 05:03 น.

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ปปช.ชี้มูลทุจริตรถ-เรือดับเพลิงของกทม. “โภคิน-ประชา-วัฒนา-สมัคร-อธิลักษณ์-อภิรักษ์”ผิดอาญา

Published ตุลาคม 5, 2010 by SoClaimon

วันที่ 12/11/2008

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

หมายเหตุ:คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่ง ชาติ(ปปช.)โดยนายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการปปช. ได้แถลงชี้มูลกรณีทุจริตการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของกรุงเทพมหานคร มูลค่า 6,687 ล้านบาท โดยมีผู้กระทำความผิดกราวรูด

ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมืองกับนายโภคิน พลกุล อดีต รมว.มหาดไทย นายประชา มาลีนนท์ อดีต รมช.มหาดไทย นายวัฒนา เมืองสุข รมว.พาณิชย์ นายสมัคร สุนทรเวช อดีตผู้ว่า กทม. พล.ต.ต.อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่า กทม. และบริษัท STEYR-DAIMLER-PUCH Spezialfahrzeug AG&CO KG ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 70 ในการทุจริตจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงตามโครงการพัฒนาระบบบริหารและเพิ่ม ประสิทธิภาพการทำงานสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกรุงเทพมหานคร

ที่ประชุมเห็นว่าการกระทำของนายอภิรักษ์ ภายหลังที่เข้ารับตำแหน่งผู้ว่า กทม. เมื่อปี พ.ศ.2547 ได้ทราบข้อมูลการทุจริตเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมาตลอด เพราะมีการร้องเรียนมายังที่ ปปช. และหน่วยงานอื่นๆ รวมทั้งมีการพูดกันในหมู่สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และพบว่า A.O.U. ไม่ได้ส่งให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจสอบ ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง และพบว่าการถอนเรื่องคืนมาจากสำนักงานอัยการสูงสุดมีเหตุผลที่ไม่น่ารับฟัง แต่กลับไม่ดำเนินการตรวจสอบโดยเร็วเพื่อทราบข้อเท็จจริงแล้ว ดำเนินการยกเลิกตามสัญญา แต่นายอภิรักษ์เพียงแต่ตั้งกรรมการพิจารณาละเอียดการจัดซื้อรถยนต์ดับเพลิง และอุปกรณ์ ทำหน้าที่พิจารณาตรวจสอบรายละเอียดการจัดซื้อเท่านั้น

อีกทั้งการที่ได้ดำเนินการขอให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณาทบทวนการจัดซื้อ โครงการนี้ตลอดมานายอภิรักษ์ ย่อมทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการซื้อรถและเรือดับเพลิงแล้วว่ามีความบกพร่อง และไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่กลับอ้างว่าอำนาจในการบริหารเงินทั้งหมดไม่ได้อยู่ที่ผู้ว่า กทม. แต่เป็นอำนาจของนายโภคิน และอ้างว่าได้รับคำชี้แจงยืนยันจากกระทรวงมหาดไทยว่าการจัดซื้อครั้งนี้เป็น ไปถูกต้องตามหลักเกณฑ์ทุกประการ และแม้จะอ้าวว่าได้รับการเร่งรัดให้ กทม. เปิดบริษัทแอลซี แก่บริษัท STEYRฯ อยู่เสมอก็ตาม ก็ไม่อาจฟังได้

ทั้งนี้ข้อเท็จจริงทราบได้ว่าอำนาจในการบริหารเงินทั้งหมดอยู่ที่ผู้ว่ากทม. ไม่ได้เป็นอำนาจของกระทรวงมหาดไทยตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด เพราะว่างบอุดหนุนที่กระทรวงมหาดไทยจัดให้ กทม. เป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการใช้จ่ายเงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดให้ กทม.เป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการใช้จ่ายเงินอุดหนุน พ.ศ.2533 ข้อ 6 ซึ่งถ้าหากได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงก็จะทราบว่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ การจัดซื้อตามโครงการนี้ว่ามีความไม่ชอบอย่างไร แต่ปรากฏว่าวันที่ 10 ม.ค. 2548 นายอภิรักษ์ กลับดำเนินการเปิดแอลซี และแก้ไขแอลซีให้กับบริษัท STEYR เป็นเหตุให้ข้อตกลงซื้อขายที่นายสมัคร ลงนามกับ บริษัท STEYR เมื่อวันที่ 27 ส.ค. 2547 มีผลผูกพันและบังคับใช้กับคู่สัญญาต่อไป ทั้งที่นายอภิรักษ์ทราบอยู่แล้วว่าการจัดซื้อตามโครงการนี้ได้มีการจัดซื้อ ตามเอ็มโอยูที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

นอกจากนี้เมื่อได้รับแจ้งจากธนาคารกรุงไทยเพื่อให้แก้ไขเพิ่มเติมเงื่อนไข ของแอลซี นายอภิรักษ์ก็ดำเนินการแก้ไขโดยไม่ชักช้า และไม่ได้แก้ไขเพียงเงื่อนไขเพื่อส่งมอบในประเทศไทยเท่านั้นแต่ได้มีการ แก้ไขเพิ่มเติมในเนื่อหาอื่นอีกหลายรายการ อันเป็นการทำให้ บริษัท STEYR ได้รับประโยชน์จากการเปิดแอลซีที่เกิดจากการทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นไปตามหลักสุจริตตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 และการแก้ไขดังกล่าวทำให้นายโภคิน กับพวกที่ได้กระทำไปแล้วในตอนแรก ยังไม่ได้ปรากฏเป็นมูลค่าความเสียหายที่เป็นตัวเงิน แต่โดยผลของการเปิดแอลซีดังกล่าวทำให้ กทม. ต้องจ่ายงบประมาณไปแล้วจำนวน 2,354 ล้านบาท โดยไม่ได้สินค้าตามวัตถุประสงค์ของการจัดหาพัสดุแต่อย่างใด ปปช.จึงมีมติว่า การกระทำของอภิรักษ์มีมูลความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 157 อย่างไรก็ตาม ปปช.ไม่มีอำนาจวินิจฉัยว่านายอภิรักษ์จะต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ตามมาตรา 55 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามทุจริต พ.ศ.2542 และเป็นเรื่องที่นายอภิรักษ์หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะส่งให้ศาลรัฐ ธรรมนูญตีความหรือดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

ในส่วนความผิดของนายโภคิน นายประชา นายวัฒนา นายสมัคร พล.ต.ต.อธิลักษณ์ และบริษัท STEYR มีพฤติการณ์มิชอบเกี่ยวกับการจัดซื้อโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่และอุบายหลอกลวง ตั้งแต่ขั้นตอนการเริ่มโครงการจนไปถึงการอนุมัติโครงการ โดยเฉพาะการทำข้อตกลงทำความเข้าใจ A.O.U. ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลออสเตรียที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังนี้ 1.ร่าง A.O.U. ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องด้านกฎหมายจากหน่วยงานที่รับผิดชอบประกอบ ด้วยกระทรวงมหาดไทย สำนักงานอัยการสูงสุด และกระทรวงการต่างประเทศ 2.ขัดต่อมติ ครม.เมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2535 เรื่องหลักเกณฑ์การส่งร่างสัญญาให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณาเนื่อง จากไม่ได้ส่งร่าง A.O.U. ให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณา

3.ขัดต่อมติ ครม.เมื่อวันที่ 21 ก.ค.2535 , 1 ต.ค. 2545 , 7 ม.ค.2546 และวันที่ 30 ธ.ค. 2546 เรื่องการติดต่อทำความตกลงกับต่างประเทศ การทำอนุสัญญาและสนธิสัญญาต่างๆ ซึ่งมติ ครม.ดังกล่าวกำหนดไว้ว่า หลักปฏิบัติในการติดต่อทำอนุสัญญา และสนธิสัญญาต้องมอบให้กระทรวงต่างประเทศเป็นเจ้าของเรื่องดำเนินการ และก่อนนำเรื่องเสนอ ครม. ให้กระทรวง ทบวง กรม ส่งเรื่องให้กระทรวงต่างประเทศพิจารณาเสนอความเห็น เพื่อประกอบการพิจารณาของ ครม.ทุกครั้ง 4.ขัดมติ ครม. 22 มิ.ย.2547 ที่กำหนดว่าส่วนที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศให้นำเข้าเฉพาะที่จำเป็น และเป็นส่วนที่ไม่สามารถผลิตได้ในประเทศไทยเท่านั้น และต้องดำเนินการเรื่องการค้าต่างตอบแทน แต่ปรากฏว่า A.O.U. ไม่ระบุเรื่องการค้าต่างตอบแทน และไม่ระบุเรื่องความช่วยเหลือใดๆ จากรัฐบาลออสเตรีย คือ ยานพาหนะดับเพลิงและยานบรรเทาสาธารณภัย ปรากฏว่าเรือดับเพลิงและโครงประธานรถดับเพลิงชนิด 4×4 มิตซูบิชิ L200 เป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย 5.ขัดต่อข้อบัญญัติกทม.เรื่องการพัสดุ พ.ศ. 2538 โดยมีการกำหนดตัวผู้ขายและสินค้าไว้ล่วงหน้าโดยไม่มีการจัดประกวดราคา พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นว่าเป็นการอาศัยข้อตกลงระหว่งรัฐกับรัฐ เพื่อกำหนดความผูกพันในเรื่องการขายสินค้า คุณลักษณะของสินค้า และเงื่อนไขอื่น ซึ่งผิดวิสัยการทำข้อตกลงระหว่างรัฐกับรัฐ ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเชื่อว่าเกิดผลผูกพันรัฐบาลและเกิดสิทธิหน้าที่ต่างๆ โดยต้องทำข้อตกลงซื้อขายต่อไป และผูกพันให้รัฐบาลมีภาระหนี้ที่มากถึง 6,687 ล้านบาทเศษ

นอกจากนี้ A.O.U.ดังกล่าวเมื่อมีการลงนามแล้ว ได้มีการเสนอ ครม.เพื่อทราบ มิใช่เพื่ออนุมัติ ซึ่งพยานบุคคลที่เคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารในสำนักเลขา ครม.ที่รับผิดชอบดูแลการประชุม ครม.ว่า การทำความเข้าใจของไทยกับต่างประเทศมีกระบวนการและขั้นตอน มีหลักต้องปฏิบัติตามมติ ครม.และหากมีการยกเว้นมติดังกล่าว ต้องมีมติยกเว้นที่ชัดเจน”

6.บริษัท STEYR ได้จ้างบริษัทในเครือบริษัทเอกชนใหญ่ ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับนายวัฒนา เป็นผู้ดำเนินการตามข้อตกลงว่าด้วยการซื้อต่างตอบแทนกับกรมการค้าต่างประเทศ โดยจ่ายค่าธรรมเนียมบริการเป็นเงินจำนวนร้อยละ 2.20 ของพันธกรณีการซื้อต่างตอบแทนเป็นเงิน 2,942,495.16 ยูโร นอกจากนี้ การทำการค้าต่างตอบแทนดังกล่าว ฝ่ายไทยไม่ได้ประโยชน์ตามที่จัดทำแต่อย่างใด การที่บริษัทเอกชนดังกล่าวได้ทำสัญญาการค้าต่างตอบแทน โดยใช้ไก่ต้มสุขไปขายต่างประเทศทั้งที่บริษัทดังกล่าวก็ได้ส่งไก่ออกไปยัง ต่างประเทศเป็นปกติอยู่แล้ว เพียงแต่นำเอารายการส่งออกไปแจ้งต่อกรมการค้าต่างประเทศว่า ได้ส่งไก่ไปครบจำนวนตามที่ทำสัญญาการค้าต่างตอบแทนแล้ว นอกจากนี้ในที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2547 มีมติเรื่องไก่ต้มสุขเป็นสินค้าอันดับแรก เพื่อพยายามนำรายการสินค้าไก่ต้มสุขมาทำรายการสินค้าต่างตอบแทนอันเป็นการ เอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชน ซึ่งเป็นเครือญาตอกับนายวัฒนา

การกระทำดังกล่าวเป็นเหตุไม่ให้โอกาสผู้อื่นเข้าทำการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม จนเป็นเหตุให้บริษัท STEYR ได้เข้าร่วมในโครงการจัดซื้อรถดับเพลิง โดยหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ และเป็นการปฏิบัติและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตเพื่อแสวงหาประโยชน์ ที่ไม่ควรได้ตามกฎหมาย ให้กับ บริษัท STEYR ดังนั้น

ที่ประชุมจึงมีมติว่า การกระทำของนายโภคิน นายประชา นายวัฒนา นายสมัคร พล.ต.ต.อธิลักษณ์ มีมูลเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 และความผิดตามพรบ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐตาม พ.ศ. 2542 มาตรา 7 ,11 ,12 ,13 ส่วนบริษัท STEYR เนื่องจากไม่มีฐานะเป็นเจ้าพนักงาน แต่ได้กระทำการอันเป็นการช่วยเหลือในการที่เจ้าพนักงานกระทำความผิด จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนตามประชประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 และ พรบ.ว่าด้วยความผิดตามพรบ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงาน ของรัฐตาม พ.ศ. 2542 มาตรา 7 ,11 ,12,13

ส่วนผู้ถูกกล่าวหาคนอื่นๆ คือ คุณหญิงณฐนนท ทวีสิน อดีตปลัด กทม. แม้ไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าได้ร่วมกระทำความผิด แต่ก็ได้ทราบถึงข้อมูลเกี่ยวกับการจัดซื้อรถดับเพลิงตั้งแต่เดือน ก.ค. 2547 แต่กลับละเว้นไม่ดำเนินการตรวจสอบ กลับลงนามในเอกสารที่มีการเสนออย่างผิดกฎหมาย ที่เป็นผลให้บรรลุวัตถุประสงค์ในข้อตกลงซื้อขายระหว่างกทม.กับบริษัท STEYR ปปช.จึงเห็นว่ามีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามพรบ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน 2535 มาตรา 84 วรรค 2 ประกอบ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 มาตรา 8 เช่นเดียวกับนายราเชนท์ พจนสุนทร อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศก็มีความผิดวินัย ฐานประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ ตามพรบ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน 2535 มาตรา 84

นอกเหนือไปจากการชี้มูลความผิดในทางอาญาแล้ว ปปช. ยังได้ส่งเรื่องไปยังกระทรวงมหาดไทยเพื่อให้ดำเนินการสอบสวนความผิดทาง ละเมิดตามอำนาจหน้าที่ด้วย เนื่องจากพบว่าโครงการดังกล่าว กทม.ได้จ่ายเงินไปแล้วจำนวน 2,354 ล้านบาท (3 งวด) อีกทั้งยังต้องจ่ายค่าภาษีอากรนำเข้า (ศุลกากร) และภาษีมูลค่าเพิ่มประมาณ 1,300 ล้านบาท ค่าสินค้าที่มีการจัดซื้อแพงทั้งโครงการประมาณ 1,958.6 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าหน้าท่าของสินค้างวดที่ 2 เบี้ยปรับเงินเพิ่ม 100 ล้านบาท เมื่อมีการรับมอบสินค้า ซึ่งเป็นมูลค่าความเสียหายที่ กทม. ต้องรับผิดชอบในครั้งนี้

ขณะเดียวกัน เห็นควรส่งเรื่องให้กทม.เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งหรือมีคำพิพากษายกเลิก A.O.U ด้วย ตามมาตรา 99 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามทุจริต 2542 เพราะเห็นว่าการทำ A.O.U ไม่ถูกต้อง ตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 เนื่องจากนายโภคินลงนามโดยไม่มีหนังสือมอบอำนาจจาก รมว.ต่างประเทศ ซึ่งขัดกับมติ ครม.อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ทางราชการ

นอกจากนี้ ปปช.มีมติเห็นว่า นายสมศักดิ์ คุณเงิน อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3ไม่พบมูลความผิด ส่วนนายนายมาริโอ มีน่าร์ ในฐานะผู้แทนบริษัท สไตเออร์ เดมเลอร์ พุค สเปเซียลฟาห์ซอย เอจี แอนด์ โคเคจี และบริษัท สไตเออร์ เดมเลอร์ พุค สเปเซียล ฟาห์ซอย เอจี แอนด์ โคเคจี ในฐานะคู่สัญญา กับกรุงเทพมหานคร ไม่มีความผิดทางอาญา ตามมติ 8:1

สำหรับขั้นตอนต่อไป คณะกรรมการ ป.ป.ช.จะทำสำนวนดังกล่าวเพื่อส่งให้อัยการสูงสุดพิจารณาเพื่อส่งฟ้องต่อศาล ฎีกาฯซึ่งอัยการสูงสุดมีเวลาในการพิจารณา 30 วัน

แอบฟัง”ฮอตไลน์”จากลอนดอน คำสั่งกำจัด”สุวิทย์ คุณกิตติ”ของ “แฟรงค์ ซิเนตร้า”

Published ตุลาคม 5, 2010 by SoClaimon

วันที่ 24/9/2008

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

พอสิ้นคำแถลงของ สุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน กรณีไม่รับตำแหน่งในรัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พลันเกิดคำถามตัวโตๆขึ้นมาว่าเกิดอะไรขึ้นกับพรรคเพื่อแผ่นดินและเกิดอะไร ขึ้นกับนายกรัฐมนตรีที่ชื่อสมชาย วงศ์สวัสดิ์

หากใครต่อใครติดตามบทบาทของ สุวิทย์ คุณกิตติ อดีตรองนายกฯและรมว.อุตสาหกรรม ย่อมทราบดีว่าบทบาทของ สุวิทย์ บทบาทของฝ่ายค้านในรัฐบาลหรือที่ภาษาการเมืองเขาเรียก “หอกข้างแคร่”

จนที่สุด สุวิทย์ ร่วมรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช ได้ไม่กี่เดือนก็ถูกแรงกดดันให้ทิ้งตำแหน่งรองนายกฯและรมว.อุตสาหกรรม

เมื่อรัฐบาล สมัคร พ้นจากเก้าอี้ เลยมาถึงรัฐบาล สมชาย มีคนตั้งคำถามว่า แล้ว สุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน จะกลับเข้าร่วมรัฐบาลกับ ครม.สมชาย1หรือไม่

เพราะก่อนหน้านี้ นายสุวิทย์ และลูกพรรคเพื่อแผ่นดินบางส่วน ประกาศเข้าร่วมรัฐบาลแต่ไม่เห็นด้วยกับการกลับเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อีกครั้งของ นายสมัคร สุนทรเวช

อันนี้เป็นจุดยืนที่ชัดเจนทั้งต่อหน้าและลับหลังที่นายสุวิทย์ ประกาศออกไป ซึ่งแน่นอนว่าย่อมทำให้คนในพรรคพลังประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเพื่อนเนวิน ภายใต้การนำของ นายเนวิน ชิดชอบ ที่สนับสนุนนายสมัคร เป็นนายกฯอีกครั้งหนึ่งไม่พอใจ

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้นายสมัคร ถูกปฏิเสธจากพรรคร่วมรัฐบาลอีก 4 พรรคที่เหลือ และทำให้การประชุมสภาล่มไม่สามารถดำเนินการได้ จนต่อมานายสมัคร ยอมหลีกทางให้นายสมชาย ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อแผ่นดินและอีก 4 พรรคจึงตกลงร่วมรัฐบาลนายสมชาย

จากนั้นก็มีการเปิดฉากเอาคืนของกลุ่มที่ไม่ชอบบทบาทของ นายสุวิทย์ เพราะอย่าลืมว่าในระหว่างการร่วมรัฐบาลสมัคร นายสุวิทย์ คัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อช่วยเหลือพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว พร้อมกับเรียกร้องให้พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม เท่านั้นไม่พอ นายสุวิทย์ ยังไปขวางโครงการรถเมล์ 6 พันคันของ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.คมนาคมกลุ่มเพื่อนเนวิน คัดค้านการลงนามยกเขาพระวิหารให้กัมพูชา ที่ใครต่อใครก็รู้ว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ประโยชน์

เรียกว่าสวมบทก้างขวางคอหรือล้วงอ้อยออกจากปากช้าง

ความแค้นหลากหลายประเดประดังกันเข้ามา แต่พรรคเพื่อแผ่นดินยังเชื่อว่าการจัดสรรบุคคลไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี เป็นเอกสิทธิ์ของแต่ละพรรคที่จะเสนอชื่อใครไปก็ได้ และในการหารือกันระหว่าง 3 ส.คือสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลีและ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ กับแกนนำพรรคเพื่อแผ่นดิน ทั้ง นายสุวิทย์ นายพินิจ จารุสมบัติ นายปรีชา เลาหพงษ์ชนะ และว่าที่ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี ก็ได้รับการยืนยันว่าพรรคพลังประชาชนไม่ก้าวก่ายพรรคเพื่อแผ่นดิน

จนกระทั่งมีข่าว 40 ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวิน เข้าชื่อต่อต้านการกลับเข้าเป็นรัฐมนตรีในครม.สมชาย1 ซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วไปว่าหากนายสุวิทย์ กลับมาเป็นรัฐมนตรี จะทำให้การดำเนินการทางการเมืองของพรรคเพื่อแผ่นดิน โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสานมีความคล่องตัว เพราะคนเป็นหัวหน้าพรรคต้องมีตำแหน่งในรัฐบาล เมื่อยุบสภาก็จะทำหน้าที่รักษาการรัฐมนตรี มีโอกาสช่วยลูกพรรคในการหาเสียง จึงทำให้กลุ่มเพื่อนเนวิน ซึ่งมีพื้นที่เลือกตั้งทับซ้อนกับพรรคเพื่อแผ่นดิน วางแผนต่อต้านนายสุวิทย์

เมื่อเหตุการณ์จะบายปลาย นายพินิจ นายสุวิทย์ นายปรีชา และว่าที่ร.ต.ไพโรจน์ จึงเดินทางเข้าพบ นายสมชาย ที่บ้านพักหมู่บ้านเบเวอร์รี่ฮิลล์ เพื่อสอบถามความชัดเจนกรณีดังกล่าว ซึ่งนายสมชาย ได้ยืนยันต่อหน้าแกนนำพรรคเพื่อแผ่นดินทั้ง4คนว่าไม่ก้าวก่ายพรรคร่วมรัฐบาล และไม่ขัดข้องที่นายสุวิทย์ จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี

แต่กลุ่มเพื่อนเนวิน และกลุ่มที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับ นายสุวิทย์ ยังไม่ละความพยายาม โดยครั้งสุดท้ายก่อนนายสมชาย ส่งรายชื่อให้เลขาธิการครม.ไปตรวจสอบ มีการรื้อโผใหม่ ซึ่งในบ้านนายสมชาย มีเจ๊แดง นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ นายเนวิน ชิดชอบ นายยงยุทธ ติยะไพรัช นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงษ์ไพศาล อยู่ในนั้นด้วย พร้อมกับมีสายด่วนจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กำชับครั้งสุดท้ายว่าไม่เอาสุวิทย์

บรรยากาศที่บ้านพักเบเวอร์รี่ฮิลล์เริ่มตึงเครียดเพราะ นายสมชาย ไปรับปากกับแกนนำพรรคเพื่อแผ่นดินแล้วว่าไม่ขัดข้องที่นายสุวิทย์ จะเป็นรัฐมนตรีอีกครั้ง นายสมชาย จึงไม่กล้าบอกเรื่องนี้กับนายสุวิทย์เอง ในที่สุดที่ประชุมวันนั้นจึงมอบหมายให้นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ซึ่งถือว่าเป็นผู้ใหญ่ที่มีความเหมาะสมในการวางตัว บากหน้าไปบอกนายพินิจ ว่านายใหญ่ที่ลอนดอนไม่เอาสุวิทย์

เรื่องนี้ทำให้นายพินิจโกรธมาก ลำพังปัญหาในพรรคก็มากพอ ยังมีปัญหานอกพรรคเข้ามาให้แก้อีก ตอนแรกมีการต่อรองกันพอสมควร แต่เมื่อฝ่ายเจ๊แดง ยืนกรานว่าไม่เอาสุวิทย์ แถมจะยึดโควต้าเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมคืนอีก นายพินิจ จึงยอมเปลี่ยนนายสุวิทย์ ออกแล้วให้พล.ต.อ.ประชา พรมนอก ซึ่งอยู่ในสังกัดกลุ่มวังพญานาคไปแทน

ขณะที่ปัญหากลุ่มบ้านริมน้ำของ นายสุชาติ ตันเจริญ ที่ต้องการให้ นายพิเชษฐ ตันเจริญ เป็นรัฐมนตรี นั้นจบแล้วเนื่องจากมีกันแค่ 3 เสียง แม้จะได้นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ ที่พลาดหวังเก้าอี้รัฐมนตรีไปเป็นแนวร่วมเสียงก็ยังไม่พอ ทำอะไรกลุ่มนายพินิจไม่ได้

ความจริงคนในพรรคเพื่อแผ่นดิน ก็เป็นคนที่เคยอยู่ในชายคาไทยรักไทยมาก่อน แต่ทำไมคนในไทยรักไทยเดิมถึงมองเพื่อแผ่นดินเป็นศัตรู ขนาดนายสมัคร จะโดนคดีชิมไปบ่นไปซึ่งครม.ต้องพ้นทั้งคณะ ต้องรีบปลดนายสุวิทย์ออกจากรองนายกฯเพราะกลัวจะได้เป็นรักษาการนายกฯเพราะมี รองนายกฯคนเดียวที่ไม่ได้เป็นส.ส. นอกจากนี้ยังระแวงว่านายสุวิทย์ เป็นพวกเดียวกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเพียงแค่กลุ่ม พันธมิตรฯยื่นถอดถอนครม.ทั้งคณะกรณียกเขาพระวิหารให้เขมรแต่เว้นชื่อนายสุ วิทย์ไว้เท่านั้น

มีคำถามจากคนในพรรคเพื่อแผ่นดินว่า คนที่ลอนดอนเกลียดและกลัว นายสุวิทย์ เรื่องอะไร หากใครยังไม่รู้คำตอบ หลังโปรเกล้าครม.ใหม่ นายสุวิทย์ จะมาให้คำตอบด้วยตัวเอง

กระแสสังคมรุมต้าน นายกฯชมพู่เน่าภาค 2

Published ตุลาคม 4, 2010 by SoClaimon

วันที่ 12/9/2008

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

หมายเหตุ: การที่นายสมัคร สุนทรเวช ที่เพิ่งถูกตัดสินความผิดจากศาลรัฐธรรมนูญ จนกระเด็นออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้รับการผลักดันจากกลุ่มที่ทรงพลังในพรรคพลังประชาชน จะให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร 12 กันยายนนี้ เลือกกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีใหม่อีกรอบ ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านจากสังคมอย่างสูง โดยมีผู้นำความคิดหลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นคัดค้านอย่างกว้างขวาง ด้วยเชื่อว่า จะทำให้วิกฤติชาติยิ่งไปสู่ทางตันและหายนะมากขึ้น
แถลงการณ์
คณะผู้บริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“ตามที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยให้นายสมัคร สุนทรเวช พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเนื่องจากขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญฯหมวดว่าด้วย การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐในส่วนการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งกำหนดห้ามมิให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งหรือเป็นลูกจ้างของ บุคคล หรือองค์การที่ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งหาผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกันนั้น ที่ประชุมผู้บริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอแสดงจุดยืนและเรียกร้องดังนี้

1.คัดค้านการเสนอชื่อบุคคลใดๆซึ่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย ชัดเจนว่ามีการกระทำอันเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ซึ่งทำให้ขาดคุณสมบัติ ตามรัฐธรรมนูญและต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปแล้วกลับมาดำรงตำแหน่งนายก รัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งโดยไม่คำนึงถึงคุณธรรม จริยธรรม เกียรติภูมิ และความสง่างามทางการเมือง ซึ่งเป็นศักดิ์ศรีและบรรทัดฐานในการบริหารบ้านเมืองของประเทศไทย รวมทั้งประเพณีและธรรมเนียมปฏิบัติอันเป็นที่ยอมรับกันในอารยประเทศ

2.การคัดสรรและเสนอชื่อผู้นำประเทศในภาวะความขัดแย้งทางการเมืองแบบแยกขั้ว ในขณะนี้ ต้องการมาตรฐานทางจริยธรรมและหลีกเลี่ยงการสร้างเงื่อนไขที่จะนำไปสู่การ เผชิญหน้ากันมากขึ้น

3.กระบวนการตัดสินใจต้องรับฟังความคิดเห็นของสาธารณชนกลุ่มต่างๆ ให้กว้างขวางมากที่สุด และให้คำนึงถึงประโยชน์สุขของสาธารณชนโดยส่วนรวม โดยไม่ผูกขาดการตัดสินใจหรือมองเฉพาะประโยชน์ ความต้องการ หรือความพึงพอใจของกลุ่มการเมืองพวกเดียวกันเท่านั้น

4.ทุกฝ่ายต้องเคารพกฎหมายและเจตนารมณ์ที่แท้จริงของกฎหมาย และในกรณีที่กลไกทางรัฐสภาไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง การเผชิญหน้าทางการเมือง ให้รัฐบาลคืนอำนาจให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินทางออกของประเทศตามครรลอง ประชาธิปไตย

5.รัฐบาลควรใช้สื่อของรัฐเพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยส่วนรวมเป็นหลักและยุติ การใช้สื่อของรัฐให้เกิดความแตกแยกขึ้นไปในชาติ โดยเฉพาะการใช้สื่อของรัฐให้เกิดความเที่ยงธรรมแก่ทุกฝ่าย
แถลงการณ์ ห่วงใย “วิกฤติของชาติ”

“เนื่องจากสถานการณ์ประเทศขณะนี้อยู่ในภาวะวิกฤติ ในฐานะแพทย์เป็นประชาชนซึ่งนอกจากมีหน้าที่ในการดูแลผู้ป่วยและฝึกอบรมนิสิต นักศึกษาแพทย์แล้ว ยังมีความรับผิดชอบต่อสังคม แพทย์จากโรงเรียนแพทย์ต่างๆที่มีความคิดเห็นร่วมกัน จึงขอออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 2 ดังนี้

1.ผู้บริหารประเทศต่อไปควรเป็นผู้มีจริยธรรมสูง เนื่องจาก สังคมได้รับรู้ถึงปัญหาจริยธรรมของผู้นำประเทศที่ผ่านมา คือ ผู้บริหารประเทศ เข้ารับตำแหน่ง โดยที่มีคดีหมิ่นประมาท ติดตัว ซึ่งศาลตัดสินให้จำคุกแล้ว แต่กลับอ้างว่า คดียังไม่ถึงที่สุด ขณะที่ดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศได้กระทำผิดกฏหมายรัฐธรรมนูญซี่งเป็นกฏหมายสูง สุดของประเทศ ในกรณีเป็นลูกจ้างบริษัทเอกชน จนศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินว่า มีความผิดจริง ซึ่งสะท้อนให้เห็นความไม่มีจริยธรรมของอดีตผู้นำประเทศของประเทศไทย

ระหว่างการดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ ได้มีการแต่งตั้งรัฐมนตรีบางคนและคณะที่ปรึกษาบางคน ที่มีข้อสงสัยในประเด็นจริยธรรม รวมทั้งได้แต่งตั้งบุคคลที่ได้รับการตัดสินว่ามีความผิด มาดำรงตำแหน่ง ก่อให้เกิดวิกฤติของสังคมในเรื่องจริยธรรม ซึ่งแพทย์ที่เป็นอาจารย์แพทย์มีความรู้สึกลำบากใจในการสอนจริยธรรมต่อนัก ศึกษาแพทย์ เพราะผู้บริหารประเทศ ขาดความเป็นตัวอย่างที่ดี

2.ไม่ควรคัดเลือกผู้บริหารประเทศชุดเดิมทั้งชุดมาเป็นผู้บริหารประเทศอีกต่อ ไป เนื่องจากผู้บริหารชุดเดิมทั้งชุด ขาดความชอบธรรม เพราะได้กระทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ในกรณีเขาพระวิหาร

3.ขอเรียกร้องให้สภานิติบัญญัติ มีส่วนสำคัญในการแก้ไขวิกฤติครั้งนี้ โดยให้มีความสำนึก ในความเป็น สถาบันหลัก 1 ใน 3 สถาบันของประเทศ โดยใช้วิจารณญาณที่ตั้งอยู่บน สามัญสำนึก ของความเป็น ผู้แทนของประชาชน และแสดงจุดยืนที่จะแก้ไขปัญหา โดยยึดถือประโยชน์ของประเทศ มากกว่า ผลประโยชน์ส่วนตัวหรือกลุ่ม
กลุ่มแพทย์5โรงเรียนแพทย์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,มหาวิทยาลัยขอนแก่น
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลังสงขลานครินทร์
และ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

นายประยงค์ รณรงค์
ปราชญ์ชาวบ้าน รางวัลแมกไซไซปี 2547

“การที่พรรคร่วมรัฐบาลสนับสนุนพรรคพลังประชาชนซึ่งมีมติให้นายสมัคร สุนทรเวช มาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง เปรียบเสมือนตบหน้าศาลรัฐธรรมณูญและระบบตุลาการ ทั้งไม่แสดงให้สังคมเห็นว่า นักการเมืองไทยมีจริยธรรม เพราะการเสนอผู้ที่ศาลเพิ่งวินิจฉัยว่าขาดจริยธรรมและไม่ตระหนักถึงความรับ ผิดชอบในฐานะผู้ดำรงค์ตำแหน่งสาธารณะ ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักจริยธรรม รวมทั้งไม่สนใจกระแสสังคมอย่างยิ่ง

การที่รัฐบาลผลักดันให้นายสมัครกลับนั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง จะยิ่งเพิ่มความขัดแย้งทางการเมืองในสังคมไทยให้มากขึ้นกว่าเดิมที่เป็นอยู่ มีโอกาสนำพาไปสู่ความรุนแรง และเร่งให้มีการเผชิญหน้าเร็วยิ่งขึ้นอีก

ที่ผ่านมาบรรยากาศในบ้านเมืองก็คุกรุ่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การที่พรรคพลังประชาชนส่งสัญญาณลักษณะนี้ ไม่ต่างจากการท้าท้ายความรู้สึกฝ่ายที่คัดค้าน และเพิ่มเงื่อนไขความรุนแรงมากขึ้น การจราจลและการปะทะจึงมีโอกาสเกิดขึ้นได้ไม่น้อย อาจจะไปสู่การใช้กำลังตำรวจ ทหารเข้าระงับเหตุ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากเห็น

นอกจากนี้ยังเป็นเหมือนการส่งสัญญาณชัดเจนของรัฐบาลชุดนี้ว่า ไม่ยอมถอย ทั้งที่กระแสสังคมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายถอยคนละก้าวเพื่อแก้วิกฤตบ้านเมือง หากนายสมัครได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งจริง ก็ไม่ต่างไปจากการนำน้ำมันราดลงบนกองไฟ ซึ่งภาพคนไทยต้องเสียเลือดเนื้อก็อาจเกิดขึ้นได้อีกครั้ง

ปัญหาบ้านเมืองจะไม่จบลงในเร็วนี้แน่ หากรัฐบาลยังเลือกเดินหน้าด้วยวิธีการเช่นนี้ เพราะนอกจากเป็นตอกย้ำภาพลักษณ์ของความแข็งกร้าวที่ไม่ยอมเสียสละเพื่อ ประเทศชาติบ้านเมืองแล้ว ยังเป็นการเหยียบย่ำความรู้สึกของประชาชนที่คาดหวังว่า จะเห็นรัฐบาลหาทางออกให้บ้านเมืองด้วยแนวทางสันติวิธีอีกด้วย”
นายศรุต จุ๋ยมณี
รักษาการคณบดีนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณสงขลา

“ที่พรรคพลังประชาชนเสนอให้นายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง เป็นเรื่องทำได้ เพราะยังมีสิทธิการเป็นส.ส.และกฎหมายรัฐธรรมนูญเปิดช่องให้กลับมาได้โดย เสียงข้างมากในสภาเสนอชื่อ แต่นายสมัครต้องไตร่ตรองพิจารณากระแสสังคม เพราะการรับตำแหน่งนายกฯเที่ยวนี้ นอกจากต้องเผชิญกระแสสังคมที่คัดค้านอย่างรุนแรงแล้ว ยังมีคดีความอยู่ในชั้นศาลอีกหลายคดี

ทั้งคดีที่เกี่ยวพันกับนายสมัคร ซึ่งเป็นคดีฟ้องร้องหมิ่นประมาทที่ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก ตอนนี้รอศาลอุธรณ์ตัดสินในวันที่ 25 กันยายนนี้ ถ้าศาลอุธรณ์ตัดสินผิด จะมีผลให้นายกรัฐมนตรีพ้นสมาชิกภาพไปอีก ขณะเดียวกันก็มีคดียุบพรรคพลังประชาชน ประมาณไม่เกิน 3 เดือน ศาลรัฐธรรมนูญก็จะตัดสิน ถ้าเกิดตัดสินให้ยุบพรรคก็มีผลต่อสมาชิกภาพของนายกรัฐมนตรีอยู่ดี

จึงไม่เป็นผลดีต่อสังคมที่ต้องการเห็นวิกฤตการเมืองคลี่คลายโดยเร็วที่สุด ถ้านายสมัครกลับมาเป็นนายกฯอีก ก็จะยิ่งบีบให้การเมืองในประเทศตีบตันมากขึ้น อาจนำไปสู้วิกฤตที่หนักกว่าปัจจุบันได้ ดังนั้นนายสมัครควรถอนตัวในการโหวตตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ ควรยุติบทบาทเพื่อเปิดทางให้กระบวนการทางการเมืองสามารถเดินหน้าไปได้และลด อุณหภูมิที่ร้อนแรงในเวลา เพราะขณะนี้กระแสคัดค้านการกลับไปรับตำแหน่งรอบสองนั้น รุนแรงอย่างมาก”

เปิดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญคดี “ชิมไปบ่นไป” “หมัก-ครม.”ยกโขยงตกเก้าอี้ทั้งคณะ

Published ตุลาคม 4, 2010 by SoClaimon

วันที่ 10/9/2008

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

หมายเหตุ: เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 9 กันยายน คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นำโดยนาย ชัช ชลวร ประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยกรณีประธานวุฒิสภาส่งคำร้องของ ส.ว.จำนวน 29 คน และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้วินิจฉัยการสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีของนาย สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ 2550มาตรา 182วรรค1(7)ประกอบมาตรา 267 กรณีการจัดรายการ “ชิมไปบ่นไป” และรายการ “ยกโขยงหกโมงเช้า” โดยมีคำวินิจฉัยดังนี้

หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้อง คำชี้แจง การแก้ข้อกล่าวหา เอกสารประกอบ พยานหลักฐานอื่นทีเกี่ยวข้อง และคำเบิกความจากพยานบุคคลแล้ว เห็นว่าคดีทั้ง 2 มีพยานหลักฐานที่เพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ โดยมีการกำหนดประเด็นที่พิจารณาวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้อง สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 วรรค 1 (7) ประกอบมาตรา 267 เพราะเหตุผู้ถูกร้องดำรงตำแหน่งใดในบริษัทเฟช มีเดียจำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจที่มุ่งหาผลประโยชน์ กำไร หรือรายได้มาแบ่งปันกัน หรือเป็นลูกจ้างของบริษัทดังกล่าวหรือไม่

ปัญหาประการแรกที่ต้องวินิจฉัยว่าผู้ถูกร้องเป็นลูกจ้างของบริษัท เฟชมีเดียจำกัดหรือไม่ พิจารณาแล้วเห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 267 ซึ่งบัญญัติห้ามนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีเป็นลูกจ้างของบุคคลใด เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี เป็นไปโดยชอบ ป้องกันมิให้เกิดการกระทำที่เกิดการขัดกันแห่งผลประโยชน์ อันจะก่อให้เกิดสถานะการขาดจริยธรรมซึ่งยากในการตัดสินใจทำให้ต้องเลือก อย่างใดอย่างหนึ่ง ระหว่างประโยชน์ส่วนตัวกับประโยชน์สาธารณะเมื่อผู้ดำรงตำแหน่ง คำนึงถึงประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์สาธารณะ ฐานขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตัวกับการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่จึงขัดกันใน ลักษณะที่ประโยชน์ส่วนตัว จะได้มาจากการเสียไปซึ่งประโยชน์สาธารณะ การทำให้เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญดังกล่าวบรรลุผล จึงไม่ใช่แปลความคำว่าลูกจ้างในรัฐธรรมนูญมาตรา 267 เพียงหมายถึงลูกจ้างตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานหรือตามกฎหมายภาษีอากรเท่านั้นเพราะกฎหมายแต่ละฉบับ ย่อมมีเจตนารมณ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งแตกต่างกันไปตามเหตุผล และการบัญญัติกฎหมายนั้นๆ ทั้งกฎหมายดังกล่าวก็ยังมีศักดิ์ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดใน การปกครองประเทศและยังมีเจตนารมย์เพื่อป้องกันการกระทำที่เป็นการกระทำขัด กันแห่งผลประโยชน์แตกต่างจากกฎหมายดังกล่าวอีกด้วย

อนึ่ง รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์การปกครองประเทศ เนื่องจากตั้งรับรองสถานะของสถาบันและสิทธิและเสรีภาพของประชาชน กำหนดพื้นฐานการดำเนินการของรัฐ เพื่อให้รัฐได้ใช้เป็นหลักใช้ปรับกับสภาวะการหรือเหตุการณ์ต่างๆ ได้อย่างถูกต้องตามเจตนารมณ์ ดังนั้นคำว่าลูกจ้างตามรัฐธรรมนูญมาตรา 267 จึงมีความหมายกว้างกว่าคำนิยามของกฎหมายอื่น โดยต้องแปลตามความหมายทั่วไป ซึ่งตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ได้ให้ความหมายของคำว่าลูกจ้างว่า หมายถึงผู้รับจ้างทำการงานผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยได้รับค่าจ้าง ไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร โดยมิคำนึงถึงว่าจะมีการทำสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ หรือได้รับค่าตอบแทนเป็นค่าจ้าง สินจ้าง หรือค่าตอบแทนในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินอย่างอื่น

หากมีการตกลงเป็นผู้รับจ้างทำการงานแล้ว ย่อมอยู่ในความหมายของคำว่าลูกจ้าง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 267 ทั้งสิ้น มิเช่นนั้นผู้เป็นลูกจ้างหรือผู้ที่รับจ้างรับค่าจ้างเป็นรายเดือนในลักษณะ สัญญาจ้างแรงงาน เมื่อได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีก็สามารถทำงาน ต่อไปได้ โดยเปลี่ยนค่าตอบแทนจากค่าจ้างรายเดือน มาเป็นสินจ้างตามการทำงานที่ทำ เช่น แพทย์เปลี่ยนจากเงินเดือนมาเป็นค่ารักษาตามจำนวนคนไข้ ที่ปรึกษากฎหมายก็เปลี่ยนจากเงินเดือนมาเป็นค่าปรึกษาหรือค่าทำความเห็นมา เป็นรายครั้ง ซึ่งก็ยังผูกพันกันในเชิงผลประโยชน์ กันอยู่ระหว่างเจ้าของกิจการกับผู้ที่รับทำงานให้ เห็นได้ชัดเจนว่ากฎหมายย่อมไม่มีเจนารมย์ให้หาช่องทางหลีกเลี่ยงให้ทำได้โดย ง่าย

ข้อเท็จจริงได้จากการไต่สวนผู้ถูกร้อง หลังจากผู้ถูกร้องเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว ผู้ถูกร้องยังเป็นพิธีกรในรายการชิมไปบ่นไปและยกโขยงหกโมงเช้าให้กับบริษัท เฟชมีเดีย จำกัด เมื่อพิเคราะห์ถึงลักษระกิจการงานที่บริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด ได้กระทำร่วมกันกับผู้ถูกร้องมาโดยตลอดเป็นเวลาหลายปี โดยบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด ทเพื่อมุ่งค้าหากำไร ไม่ใช่เพื่อการกุศลสาธารณะ และผู้ถูกร้องได้รับค่าตอบแทนอย่างสมฐานะ และภารกิจเมื่อได้กระทรวงระหว่างที่ผู้ถูกร้องดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี จึงเป็นการกระทำและนิติสัมพันธ์ที่อยู่ในขอบข่ายที่มาตรา 267 ประสงค์จะป้องปรามเพื่อไม่ให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนกับภาคธุรกิจเอกชนแล้ว

ทั้งยังปรากฏจากคำให้สัมภาษณ์ของผู้ถูกร้องในหนังสือสกุลไทย ฉบับที่ 47 ประจำวันอังคารที่ 23 ตุลาคม 2544 หน้า 37 อีกด้วยว่า การทหน้าที่พิธีกรกิตติมศักดิ์รายการโทรทัศน์ ชิมไปบ่นไป ที่ออกอกาทุกวันเสาร์เวลา 10.30 น. – 11.00 น. ทางสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ผลิตรายการโดยบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัดนั้น ผู้ถูกร้องได้รับเงินเดือนจากบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด เดือนละ 8 หมื่นบาท

สำหรับหนังสือของนายศักดิ์ชัยที่มีถึงผู้ถูกร้อลงวันที่ 15 ธ.ค. 2550 ปรึกษาว่าผู้ถูกร้องจะดำเนินการอย่างไรในการเป็นพิธีกรรับเชิญในรายการชิมไป บ่นไป และหนังสือของผู้ถูกร้องมีถึงนาย ศักดิ์ชัย ลงวันที่ 25 ธ.ค. 2550 แจ้งว่าผู้ถูกร้องจะทำให้เปล่าๆ โดยไม่ได้รับเงินค่าตอบทนเป็นค่าน้ำมันรถเหมือนอย่างเคยนั้น ผู้ถูกร้องไม่เคยแสดงหนังสือทั้ง 2 ฉบับนี้มาก่อนจะถูกคณะกรรมการการเลือกตั้งเรียกให้ชี้แจง โดยผู้ถูกร้องชี้แจงเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2551 และยังคงยืนยันเสมือนว่าก่อนเดือนธ.ค. 2550 ผู้ถูกร้องได้รับค่าตอบแทนเป็นค่าน้ำมันรถเท่านั้น ซึ่งขัดแย้งกับคำเบิกความของนางดาริกา และหลักฐานทางภาษีอากรดังกล่าวข้างต้น ที่ว่าก่อนหน้านั้นผู้ถูกร้องได้รับค่าจ้างแสดง ไม่ใช่ค่าน้ำมันรถ อันเป็นข้อพิรุธ ส่อแสดงว่าเป็นการทำหลักฐานย้อนหลัง เพื่อปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับค่าตอบแทนของผู้ถูกร้อง

ทั้งผู้ถูกร้องเองเบิกความว่าผู้ถูกร้องไม่ได้รับค่าน้ำมันรถ และค่าใช้จ่าย น่าจะเป็นการนำเงินไปให้คนขับรถมากกว่า ก็ขัดแย้งกับคำชี้แจงของผู้ถูกร้อง ลงวันที่ 30 มิ.ย. 2551 ที่ให้การว่า การที่ผู้ถูกร้องได้รับเชิญไปในรายการ “ชิมไปบ่นไป” น่าจะได้รับค่าพาหนะ โดยค่าพาหนะจะได้รับเฉพาะเมื่อไดไปออกรายการเท่านั้น ถ้าไม่ไปออกรายการตามที่เชิญมากก็ไม่ได้รับค่าพาหนะ จึงรับฟังเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้

พยานหลักฐานทั้งหมดมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า ผู้ถูกร้องทำหน้าที่พิธีกรในรายการ “ชิมไปบ่นไป” หลังจากเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว โดยผู้ถูกร้องยังคงได้รับค่าตอบแทนที่มีลักษณะเป็นทรัพย์สินจากบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด ดังนั้นการที่ผู้ถูกร้องเป็นพิธีกรให้แก่บริษัทเฟซมีเดีย จำกัด จึงเป็นการรับจ้างการทำงานตามความหมายของคำว่าลูกจ้าง ตามนัยแห่งรัฐธรรมนูญมาตรา 267 แล้ว กรณีถือได้ว่าผู้ถูกร้องเป็นลูกจ้างของบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด เป็นการกระทำอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 267 ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องจึงสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 วรรคหนึ่ง(7)

อนึ่ง มีตุลาการรัฐธรรมนูญ 6 คน เห็นว่าผู้ถูกร้องเป็นลูกจ้างของบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด เป็นการกระทำอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 267 จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในปัญหาว่าผู้ถูกร้องดำรงตำแหน่งใดในบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด หรือไม่อีก ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีก 3 คน เห็นว่าการเป็นพิธีกร การใช้ชื่อรายการ “ชิมไปบ่นไป” และใช้รูปใบหน้าของผู้ถูกร้องในรายการของบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด เป็นการตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันพึง ได้แก่กิจการที่ทำนั้น ในลักษณะที่เป็นหุ้นส่วนร่วมกัน ดังนั้นการกระทำของผู้ถูกร้องให้แก่บริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด จึงเป็นการดำรงตำแหน่งในห้างหุ้นส่วน โดยมุ่งหาผลกำไร หรือรายได้มาแบ่งปันกัน และไม่จำต้องวินิจฉัยในปัญหาว่า ผู้ถูกร้องเป็นลูกจ้างบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด เป็นการกระทำอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 267 หรือไม่อีก

อาศัยเหตุผลข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญโดยมติเอกฉันท์ จึงวินิจฉัยว่าผู้ถูกร้องกระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 267 มีผลให้ความเป็นรัฐมนตรีของนาย สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 วรรคหนึ่ง(7) และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่านายกรัฐมนตรีผู้ถูกร้องกระทำการอันต้อง ห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 267 เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว

เมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 จึงเป็นเหตุให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 180 วรรคหนึ่ง(1) แต่ด้วยความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีเป็นการสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ทำให้รัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีที่เหลือ จึงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 181

“ลาออก”หรือ”ยุบสภา” ถึงเวลา”สมัคร”ต้องตัดสินใจ?

Published ตุลาคม 4, 2010 by SoClaimon

วันที่ 9/9/2008

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

สถานการณ์การชุมนุมขับไล่”รัฐบาลนอมินี่ระบอบทักษิณ” ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ยืดเยื้อมากว่า 3 เดือน ท่ามกลางความดื้อดึงแข็งขืนของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่ยังคงมีท่าทีแข็งกร้าว จนถึงกับประกาศใช้พรก.บริหารราชการแผ่นดินในภาวะฉุกเฉิน ที่ยิ่งทำให้การเมืองไทยเข้าสู่ทางตัน เกิดเป็นวิกฤติการณ์ครั้งร้ายแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา สร้างความเสียหายใหญ่หลวงแก่ชาติบ้านเมือง

จึงเป็นที่ประจักษ์แก่ทุกฝ่ายว่า หากยังปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อต่อไปเช่นนี้ โดยที่ไม่มีทางออกใดๆ ประเทศชาติก็จะไปสู่จุดหายนะล่มจมได้

ในท่ามกลางแรงกดดันของฝ่ายต่างๆไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ เศรษฐกิจ ภาคสังคม กลุ่มองค์กรนักวิชาการ สถาบันการศึกษาต่างๆที่เหลืออดเหลือทนยิ่งขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะต่อบทบาทในการแก้ไขวิกฤติบ้านเมืองของระบอบรัฐสภาไทยที่ดูเหมือนไม่ อาจเป็นที่พึ่งที่หวังได้เลย จึงทำให้ผู้นำฝ่ายนิติบัญญัติทั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร,ประธานวุฒิสภา และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนฯต้องร่วมหารือแนวทางแก้ไขวิกฤติ เพื่อกอบกู้ศรัทธาต่อระบอบรัฐสภาคืนมา โดยมอบให้นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เป็นตัวกลางไปเจรจากับฝ่ายรัฐบาลและพันธมิตรฯเพื่อหาทางออกให้ได้

จนนำมาสู่การหารือร่วมกันล่าสุดของตัวแทน 7 พรรคการเมืองในสภาฯทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน กับฝ่ายวุฒิสภา เพื่อเสนอทางออกผ่านนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ไปเสนอต่อนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีให้ตัดสินใจ ท่ามกลางกระแสข่าวว่า ข้อเสนอที่ให้ไป รวมถึงการให้”ลาออก”หรือไม่ก็”ยุบสภา”เสีย

นี่จะเป็นแรงกดดันที่หนักหน่วง พอที่จะทำให้นายกรัฐมนตรีผู้ได้ชื่อว่า “ดื้อสุดขีด”ผู้นี้ จะสยบยอมหรือไม่ เช่นไร นับเป็นสถานการณ์ที่ทุกฝ่ายต้องจับตาด้วยใจระทึก และหากยังดื้อด้านที่จะใช้แนวทางที่ 3 ตามที่เคยประกาศหลายครั้ง คือ ไม่ยุบ-ไม่ลาออก แต่จะอยู่เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ด้วยข้ออ้างเพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยแล้วไซร้ ในส่วนของพรรคการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาลจะก่อกระแสกดดันอะไรเพิ่มเติมหรือไม่

แต่หากพรรคร่วมรัฐบาลไม่รู้สึกรู้สมต่อกระแสสังคม ยังยืนยันที่จะ”กระเตง”กันไปแบบนี้ ทำให้ชาติบ้านเมืองยิ่งเสียหายล่มจมมากขึ้น ก็น่าเป็นห่วงยิ่งว่า สถานการณ์อาจจะก้าวไปซ้ำรอยเหตุการณ์”พฤษภาทมิฬ”เมื่อปี 2535 ที่พรรคร่วมรัฐบาลซึ่งล้วนแต่เป็นหน้าเดิมๆในเวลานี้ ได้ร่วมกันยืนกรานไม่ฟังเสียงต่อต้านของประชาชน จนนำไปสู่เหตุจลาจล”นองเลือด”ในที่สุด กลายเป็น”ตราบาป”ที่ทุกวันนี้ ก็ยังล้างคราบคาวกันไม่หมด

แล้วหนนี้ พรรคร่วมรัฐบาลยังจะทำความผิดพลาด ก้าวซ้ำรอยเดิมอีก?

หรือจะต้องให้คนรุ่นหลังจารึกประวัติศาสตร์อันอัปยศไปชั่วลูกหลาน
นายชัย ชิดชอบ
ประธานสภาผู้แทนราษฎร

“รัฐสภาในฐานะตัวแทนของประชาชนได้ปรึกษาเพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน สรุปได้ว่า ที่ประชุมได้มอบหมายให้เลขาธิการพรรคพลังประชาชนไปเรียนท่านนายกรัฐมนตรี ถึงข้อห่วงใยและข้อมูลต่างๆที่ได้มีการพูดคุยกัน เมื่อได้คำตอบอย่างไร ให้มาแจ้งให้ที่ประชุมรับทราบ

โดยส่วนใหญ่ยังมีความมั่นใจว่า ประธานวุฒิสภาจะเป็นคนกลางที่ประสานประโยชน์ของทุกฝ่ายได้ แต่การจะให้ทุกอย่างจบภายในวันเดียวคงเป็นไปไม่ได้ ต้องค่อยเป็นค่อยไปเพราะปัญหาที่เกิดขึ้นมันหมักหมมพอสมควร

ถามเหตุใดจึงต้องให้เลขาฯพรรคพลังประชาชนไปแจ้งนายกฯด้วย

นายชัย-ก็ทุกอย่างอยู่ที่นายกฯว่าจะตัดสินใจอย่างไร เราให้ไปเรียนถึงเรื่องที่เกิดขึ้นและเรื่องที่จะต้องแก้ไข

ถาม-มีข้อเสนอให้นายกฯยุบสภาหรือลาออกใช่หรือไม่

นายชัย-ก็แล้วแต่เลขาธิการพรรคพลังประชาชนจะไปปรึกษากับนายกฯเอง เพราะคิดว่า ถึงนายกฯลาออกปัญหาก็คงไม่จบ และการทำประชามติก็ยังไม่สามารถทำได้ แต่ปัญหาของประชาชนทั้งประเทศเป็นเรื่องใหญ่ หากทุกฝ่ายยังประจันหน้ากันอยู่ เศรษฐกิจของประเทศมีแต่ทรุดลงทุกวัน ต่างประเทศก็ไม่เชื่อมั่น

ถาม-มีข้อเสนออะไรไปยังพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหรือไม่

นายชัย-ไม่กล้าบังอาจ

ถาม-มีข้อเสนอให้พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัวหรือไม่

นายชัย-ได้สอบถาม 6 พรรคร่วมรัฐบาลแล้ว เขาก็ร่วมมือ ผนึกกันแน่น ไม่มีพรรคใดถอนตัว ขณะนี้เราขอร้องให้ทุกฝ่ายถอยคนละก้าว

ถาม-การประชุมร่วมฝ่ายนิติบัญญัติและพรรคร่วมรัฐบาลครั้งนี้ ถือว่าล้มเหลวหรือไม่

นายชัย-ไม่ล้มเหลว บรรยากาศของบ้านเมืองจะเริ่มดีขึ้นเพราะลูกเห็บตกแล้ว และทันทีที่ต่างฝ่ายต่างถอยคนละก้าวก็ควรจะยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินได้แล้ว”
ประสพสุข บุญเดช
ประธานวุฒิสภา

“ผมได้ตั้งคณะทำงานประสานขึ้นมาจำนวน 8 คน ประกอบด้วยส.ว. 7 คน และนางสุวิมล ภูมิสิงหราช เวลขาธิการวุฒิสภาเป็นเลขานุการคณะทำงาน จากนั้นได้เข้าเจรจากับพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ดยมีพล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช และพล.ร.อ.ณรงค์ ยุทธวงศ์ คณะทำงาน เป็นผู้ประสาน

โดยจากการหารือพล.อ.อนุพงษ์ ได้แสดงความห่วงใยกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และอยากให้ทุกฝ่ายยึดความมั่นคงและประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก พร้อมทั้งเรียกร้องให้หันหน้าเข้าหากัน ถอยคนละก้าว ขณะเดียวกันพล.อ.อนุพงษ์ ได้สนับสนุนให้ฝ่ายรัฐสภาช่วยกันแก้ปัญหาของประเทศชาติ โดยทางทหารยืนยันจะไม่ใช้กำลังสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร และจะไม่มีการทำปฏิวัติรัฐประหารอยางเด็ดขาด เพราะเห็นว่า วิธีการของรัฐสภาจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ผมยังได้ประสานไปยังกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่ยังไม่มีการพบปะเจรจากัน เพราะจังหวะเวลาไม่เอื้ออำนวย ซึ่งผมเข้าใจว่า จะต้องให้เวลา โดยยืนยันว่า ผมยังรออยู่และจะเปิดประตูที่จะเป็นคนกลางในการเจรจาต่อไป

จากที่คณะทำงานได้นำข้อมูลข้อคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆมาสนทนาอภิปรายร่วมกันถึง แนวทางการแก้ปัญหา แนวทางที่น่าจะเป็นทางออกในขณะนี้คือ ทุกฝ่ายควรลดทิฐิ และเสียสละเพื่อประเทศชาติ และถอยกันคนละก้าว โดยมีแนวทางปฏิบัติ 3 ข้อ คือ

1.นายกฯควรประกาศลาออกเพื่อเปิดให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่ทุกฝ่ายรับได้ และรัฐบาลใหม่ทำหน้าที่ชั่วคราวในระยะสั้นก่อนคืนอำนาจให้ประชาชน หรือนายกฯควรประกาศยุบสภา เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนได้เลือกตั้งผู้แทนราษฎรเข้ามาใหม่ 2.พันธมิตรต้องเคารพและปฏิบัติอยู่ภายใตกฎหมายและยุติการชุมนุม และ 3. สำหรับแนวทางการทำประชามติที่นายกฯเสนอนั้น คณะทำงานเห็นว่าไม่น่าปฏิบัติในตอนนี้”
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

“ท่านประธานวุฒิสภาได้รายงานสิ่งที่ได้ไปทำมา ซึ่งยอมรับกันว่า ไม่มีความคืบหน้าเท่าที่อยากจะเห็น เพราะยังมีความยากลำบากที่จะนำ 2 ฝ่ายมาเจรจากัน ส่วนการหารือดังกล่าวก็มีความเห็นที่หลากหลายและมองสถานการณ์ในหลายแง่มุม แต่ในส่วนของผมไม่ได้มีการเสนออะไรเพิ่มเติม นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้วิเคราะห์ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาจากหลายแง่มุม แต่ในที่สุดการดำเนินการโดยระบบรัฐสภาต้องขึ้นอยู่กับเสียงข้างมากในสภาผู้ แทนราษฎร ซึ่งก็คือพรรคร่วมรัฐบาล 6 พรรค โดยพรรคเหล่านี้ได้รับความเห็นต่างๆในวันนี้ไปแจ้งกับฝ่ายรัฐบาล

ถาม-จากการหารือ คาดหวังหรือไม่ว่า สถานการณ์จะคลี่คลายหรือคงอยู่อย่างนี้ต่อไป

นายอภิสิทธิ-ผมยังเป็นห่วงอยู่ อย่างไรก็ตาม ผมไม่คิดว่าฝ่ายค้านและวุฒิสภาเป็นตัวประกอบ เพราะเราทำตามหน้าที่ และรัฐบาลก็เรียกร้องให้ทุกอย่างอยู่ในระบบ

ผมรู้สึกหนักใจและเป็นห่วงว่าสถานการณ์จะคลี่คลายได้อย่างไร เพราะยังมองไม่เห็นว่ามีวิธีใดจะเป็นหลักประกันได้ และเห็นได้ชัดว่า ประชาชนมีความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจและสังคม แต่การทำให้แต่ละฝ่ายพยายามเข้าใจอีกฝ่าย ยังมีน้อยมาก คือ ต่างฝ่ายต่างมองในมุมของตัวเอง ซึ่งนี่เป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุด ไม่ใช่ในกลุ่มผู้นำเท่านั้น แต่รวมถึงประชาชนด้วย ผมคิดว่าถ้าสามารถทำให้สังคมสมานฉันท์ได้ ต้องเริ่มต้นจากการพยายามเข้าใจคนอื่นก่อน มิฉะนั้นคงเป็นเรื่องที่ยากลำบาก”
นายมั่น พัธโนทัย
รองนายกฯและรมว.ไอซีที
รองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน

“ที่ประชุมได้มอบหมายนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชนไปหารือกับนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้นายกฯและรัฐบาลลดอุณหภูมิลงบ้าง และขอให้ฟังทุกฝ่ายบ้าง เพื่อสร้างสถานการณ์ทางการเมืองให้ดีขึ้น ในเมื่อต่างคนต่างแข็งกร้าว จึงเห็นว่า ควรให้นพ.สุรพงษ์คุยกับนายกฯเพื่อหาทางอะลุ่มอะลวยกัน ซึ่งอาจจะเป็นการส่งสัญญาณที่ดีขึ้น

แต่อย่างไรก็ตามหลังจากที่นพ.สุรพงษ์ไปคุยกับนายสมัครแล้วก็จะมีการประชุม อีกรอบเพื่อแจ้งให้ทุกฝ่ายรับทราบผลการเจรจาว่าเป็นไปในทิศทางไหน”
นายสุวิทย์ คุณกิตติ
หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน

“เราควรยึดหลักการในระบอบประชาธิปไตย แต่ทุกอย่างก็ต้องอยู่ที่การตัดสินใจของนายกฯ หากนายกฯไม่ตัดสินใจแก้ไข ปัญหาก็แก้ไขไม่ได้ ซึ่งหากนายกรัฐมนตรีแก้ไขปัญหาไม่ได้ก็ควรเปิดโอกาสให้คนอื่นมาแก้ไข หรือไม่ก็ยุบสภาเพื่อให้ประชาชนเป็นคนตัดสิน

แต่อย่างไรก็ตามทุกอย่างก็อยู่ที่อำนาจของนายกฯว่าจะดำเนินการอย่างไร ทั้งหมดก็เป็นการพูดในหลักการของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งจะเห็นว่า นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นหรือนายกฯแคนาดาก็ลาออกเพื่อแสดงสปิริตกันทั้งนั้น”
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี
รองนายกฯและรมว.คลัง
เลขาธิการพรรคพลังประชาชน

“ที่ประชุมได้มอบหมายให้ผมไปพูดคุยกับท่านนายกฯ ซึ่งข้อเสนอนั้นมีหลากหลาย การพูดคุยวันนี้ ผมไม่รู้สึกหนักใจที่จะไปพูดคุยกับนายกฯและการหารือวันนี้ไม่ได้มีการพูดคุย เรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยคดีชิมไปบ่นไปด้วย

ถาม-พรรคร่วมรัฐบาลยังจับมือกันแน่นเหมือนเดิม ไม่มีการเปลี่ยนขั้วใช่หรือไม่

นพ.สุรพงษ์-ก็ไม่ได้พูดคุยกัน เราคุยถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เป็นประโยชน์หลายอย่าง และยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน

ถาม-ประธานวุฒิสภาเสนอให้มีการยุบสภา

นพ.สุรพงษ์-อันนี้เป็นเพียงข้อเสนอหนึ่งยังไม่มีการลงมติ วันนี้เป็นเพียงการระดมความเห็น

ถาม-จะมีการพูดคุยกับพันธมิตรฯหรือไม่

นพ.สุรพงษ์-พรรคร่วมรัฐบาลไม่ได้ปิดกั้นการเจรจากับกลุ่มใดๆทั้งสิ้น

“หมัก”ตีหน้าเศร้าออกจอNBT อ้างอยู่เพื่อทำงานให้”เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน”

Published ตุลาคม 4, 2010 by SoClaimon

วันที่ 8/9/2008

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

หมาย เหตุ:นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ออกรายการ”สนทนาประสาสมัคร”ทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที กรมประชาสัมพันธ์ เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2551 โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

“ผมไม่ได้คิดคนเดียว ตัดสินใจคนเดียว บอกเอาล่ะเพื่อรักษาสถานการณ์ก็ต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ก็มาดูแลกฎหมายฉบับไหน ๆ ลองดู มียาวเป็นศอกเลย เราก็เลือกเอาแค่ 5 ข้อ และก็เอาเฉพาะกรุงเทพมหานครที่ที่เป็นที่เกิดเหตุ นโยบายก็บอกว่าไม่ให้กระทบกระเทือนความเป็นอยู่ การทำมาหากินของประชาชน เรื่องการท่องเที่ยว ตีห้าก็ร่างเสร็จ ผมก็เซ็น หกโมงกว่าก็ส่งไปกรมประชาสัมพันธ์ ทางราชการเขาควรจะประกาศเจ็ดโมงเช้า คนทั้งประเทศฟังพร้อมกัน”

ก็ประกาศภาวะฉุกเฉินไป ผู้คนทั่วไปก็คงคุ้นเคยกับภาวะฉุกเฉิน แปลว่าเหมือนกับว่าทหารเอาปืนใส่มือให้ ถ้าโบราณก็เอาดาบใส่มือเลย ใส่มือปั๊บต้องไปขู่แล้วยิงเลย ถ้าใครไม่นั่นต้องยิงเป็นทำนองอย่างนั้น ถ้าดาบต้องเอาไปเงื้อเลย ถ้าไม่นั่นฟันเลย เขาก็คิดกันอย่างนั้น ทุกอย่างต้องสำเร็จเรียบร้อยเพราะประกาศแล้ว แต่ปรากฏว่าตนต้องอธิบายความให้ผู้คนว่านี่คือความจำเป็น ซึ่งอธิบายความเรื่องอย่างนี้เสร็จ ก็ตั้งกรรมการไว้ดูแลรักษาบ้านเมือง คณะกรรมการเขาก็ประชุมกัน ผู้บัญชาการทหาร (ผบ.ทบ.) เป็นประธาน มีรอง 2 รอง แล้วดำเนินการ ก็ประชุมหารือ ประชุมเกือบ 4 ชั่วโมง พอตกบ่าย ผบ.ทบ.แถลงอธิบายความชี้แจงให้ฟัง ผบ.ทบ.ปกติเป็นคนเงียบ ๆ ขรึม ๆ ไม่ค่อยพูดจาอะไร ต้องตอบคำถามผู้สื่อข่าว

“ท่านทั้งหลายที่ฟัง ผมเสียดายนะเวลาผู้สื่อข่าวพูด เสียงไม่ค่อยเข้าเท่าไร แต่เวลาเสียงเข้าอยู่ตรงที่เกิดเหตุ เสียงชัดเจน ออกมาซักถาม ถามกันรุนแรงครับ ผบ.ทบ. เป็นคนที่ไม่ได้ฝึกซ้อมเรื่องพรรค์นี้ไว้ครับ แต่ก็พูดจาเหมือนกับหลบ ๆ หลีก ๆ ว่าจะต้องยังไง ๆ สุดท้ายก็เข้าใจว่า เรื่องนี้จะปฏิบัติการทันทีอย่างที่เคยทำคงไม่ได้ เราเลือกใช้วิธีจะต้องแยกให้คนออกจากกัน ไม่ให้คนทะเลาะกัน เอาตรงนี้ก่อน ก็กลายเป็นอะไรกัน ผู้คนเขาคิดวิพากษ์วิจารณ์ นี่ทหารไม่อยู่ในคำสั่งของรัฐบาลหรือยังไง ผมฟังแล้วผมก็เข้าใจนะครับ”

ท่านทั้งหลายคงได้ฟังแล้วที่ตนพูดอธิบาย คือต้องรู้ว่าอะไรมันเกิดขึ้น มันเป็นยังไง ต้องให้คนทั้งบ้านทั้งเมืองต้องฉุกคิด ขอยืมคำพระพยอมท่านมาใช้ ต้องฉุกคิดว่ามันอะไร คณะผู้คนพวกนี้เขาเป็นใครมาจากไหน เขามี 5 คน เขาใช้ทีวีปลุกระดมกันมาทั่วประเทศ เป็นเวลายาวนาน พูดจาเอาข้างเดียวอะไรต่าง ๆ เราต้องทบทวนให้ฟัง เขาด่าว่ารัฐบาลเก่า นายกฯ คนเก่ากลับมา กลับมาได้ก็ต้องขึ้นศาล ยังไม่ทันไรก็จัดการ โดน 1 คดี ท่านก็บอกไม่ได้ท่านต้องถอยไปอยู่ข้างนอก และเสร็จแล้วก็เล่าต่อ ไป ๆ มา ๆ จะล่อมาพาดพิงถึงตน ฟังความดุด่าว่ากล่าวตนมีบันทึกหมดเลย เขาเขียนมาเลยใครด่ายังไง ๆ ตนบอกกรุณาเถอะ ขอบพระคุณที่ส่งมาให้ แต่จะไม่เอามาอ่านหรอก อ่านสาดเสียเทเสีย อย่างขึ้นศาลวันไหนก็ต้อง ศาลท่านคงฟังไม่ได้เหมือนกัน มันสุดจะนั่น ด่า ก่นด่า ตนก็ต้องถกเถียงตามประสา เพราะไม่ได้เป็นอย่างนั้น อ่านหนังสือพิมพ์ ตรงนี้ อย่าพูดถึงหนังสือพิมพ์ อย่าไปแตะต้องเขา ตนบอกว่าอ่านแล้วตนต้องมีความเห็น ก็เขามีความเห็นว่ากล่าว ทำไมตนนั่นไมได้

“คือสรุปความเป็นทำนองว่า คนผิดน่ะคือนายสมัคร ไม่ได้เอ่ยเลยคนที่มาทำ มายึดทำเนียบ ที่เข้าไปอยู่ อะไรต่าง ๆ ทำเนียบสกปรก เสียหาย ไม่มีใครว่ากล่าวเลยครับ แต่ว่าคนที่ผิดคือหัวหน้ารัฐบาล มันผิดตั้งแต่ต้นไม่ดูตัวเอง ไม่สำรวจตัวเอง โอ๊ย ออกมา ทุกคนกลายเป็นสูตรท่องกันมาเลยครับ หัวหน้าคนนี้มันเลว เลวยังไง เลวคือยกเขาพระวิหารไปให้ต่างชาติ ทำให้เสียดินแดน ทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง ยังไม่ได้ลงมือทำอะไร เริ่มต้นโครงการทั้งนั้น ยังไม่ได้ทำอะไรเลย สเปกก็ยังไม่ได้ออก โกงแล้ว ว่าทุจริตคดโกง ว่ายกชาติบ้านเมือง ทำให้เสียดินแดน สุดจะดุด่าว่ากล่าว ไอ้ที่พูดปลุกระดมนี่ล่ะครับ มีคนจำนวนหนึ่งไปฟังแล้วเชื่อ แล้วสุดท้ายกลับมา”

แต่ก็อยากจะขอบคุณสื่อ ถ้าไม่ได้สื่อรายงานจะไม่มีทางทราบเลยว่าคน 5 คนเขาคิดอะไรอย่างไร เขาพูดจาอย่างไร พูดออกมาคำก็บอกดี พูดออกมาเอ่อดี คือคนทั้งบ้านเมืองที่มีวิจารณญาณในการฟังอันดีจะรู้ทันทีเลยว่า ที่พูดมาไม่มีเหตุผล ไม่มีเหตุผลไม่ได้ ไม่เจรจาไม่อะไรทั้งสิ้น ต้องออก ออกไปเลือกตั้งกลับมาใหม่ ถ้าคณะนี้กลับมาอีกก็เอาอีก นั่นแหละคือความไม่มีเหตุผล ซึ่งทั้งหมดนี่ไม่มีอะไรจะพูดมากก็อยากจะขอบคุณสื่อทั้งหลาย ว่าตนมองในแง่เอาวิกฤตเป็นโอกาสคือไม่อยากให้รายงานมาก แต่รายงานมาก็เป็นเรื่องดี ได้รู้ว่าคิดอย่างไร ๆ รายงานข่าวผู้คนคิดอย่างไร คนนั้นไม่เห็นด้วยคนนี้ไม่เห็นด้วย พอมองดูบอกกลุ่มนี้ ๆ กลัวประชามติ มีคนกลัวประชามติ ได้รู้เลยใครเป็นใครสำนวนที่เขาพูดกันว่าเขาเรียกว่าไผเป็นไผ

เพราะอะไร วันนั้นนักข่าวบอก ไม่กลัวสงครามกลางเมือง ตนบอกมันจะสงครามกลางเมืองอย่างไร ในเมื่อพวกที่เขาอยู่ทำเนียบเขาบอกเขาอหิงสา เขาไม่มีอาวุธทหาร ตำรวจ ก็ถือแต่โล่ห์ ถือกระบอง ไม่มีอาวุธ แก๊สน้ำตายังไม่กล้าใช้เลย เกิดแก๊สน้ำตาไอ้บ้าที่ไหนยิงออกมาก็กลายเป็นว่ากำลังสอบอยู่รายละเอียด เป็นข่าวเอิกเกริก หนังสือพิมพ์พาดหัวกันใช้แก๊สน้ำตาแล้ว แล้วไปอย่างไร จะจุดเท่าไรก็ไม่ติด ทำอย่างไรเลือดก็ไม่นอง ออกซิบๆก็คงพอมีบ้าง เพราะอย่างนั้นก็บอกว่า ไม่เป็นปัญหาหรอก ตนจะไปอยู่สหประชาชาติทางนี้จะยึดอำนาจ ก็พิจารณาดูแล้วกันว่าสมควรไหม แต่ว่าถ้าตนอยู่แล้วยังเป็นนายกรัฐมนตรี รักษาบ้านเมืองได้มันก็เป็นหน้าตาของประเทศไทยว่าสถานการณ์ใครจะว่าเลวร้าย แต่นายกรัฐมนตรีไปปราศรัยที่สหประชาชาติได้ จะได้คุยกับคุณบัน คี มูน เลขาธิการยูเอ็นตามที่นัดหมายกันไว้ได้ จะได้แวะประชุมฑูตทางยุโรปได้ทำอะไรได้ ก็แปลว่าถ้ามันพออาศัยก็จะไป

“ถ้าเกิดจลาจลมันไปไม่ได้ล่ะครับ แต่มันไม่มีจลาจล ยังไงก็ไม่มีจลาจลครับ เพราะทุกอย่างเข้าที่ จนถึงวันนี้ผู้คนทั้งบ้านทั้งเมืองรู้แล้ว ว่าอะไรเป็นอะไรอย่างไร”

“ผมรับผิดชอบ ผมพูดเอง อธิบายความเอง และรายการอย่างนี้ล่ะครับ รายการจากปากผม ถึงหูท่านพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ท่านลองใช้วิจารณญาณดูให้ดีแล้วกันว่า สถานการณ์ปัญหาบ้านเมืองเป็นอย่างไร ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ เห็นไหมครับ ไม่มีเหตุ และผู้ที่มาเรียกร้อง เป็นใครที่ไหนอย่างไร ที่ผมอยากให้ท่านตั้งข้อสังเกตคือ คนมีความรู้ มีการศึกษามากมาย ก็ตกลงหันหน้ามาชี้ว่า คนที่ผิดคือสมัคร ผมบอกไม่ได้ ชี้ได้ครับ แต่ว่าผมอธิบายความให้ฟังว่า ผมไม่ใช่อย่างนั้นล่ะครับ ทำไมแล้วคนพวกนี้เป็นยังไง ไม่มีใครไปแตะไปต้อง ไม่มีใครกล้าไปทำอะไร เป็นอะไรมาจากไหนยังไง ถึงได้หันมาเล่นงานรัฐบาล แม้กระทั่งในสภา ก็บอกนายสมัคร มันผิดยังไง มันเลวยังไง พูดไป โอ๊ย สมัครดิ้นบอกตัวไม่ผิด ก็ไม่ผิดนี่ครับ ผมทำงานให้บ้านเมือง ผมไม่มีผลประโยชน์ ผมไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว ถ้าผมพ้นวาระไป แต่เวลานี้มารับหน้าที่อยู่ ถ้าไม่ดูอยู่ตรงนี้ กระโดดลงเรือหนีไป ไม่ได้ล่ะครับ ผมทำไม่ได้เลย เพราะนี่ก็บ้านเมืองของผม”นายสมัคร กล่าว

สำคัญที่สุดสถาบันพระมหากษัตริย์ ตนจะต้องเป็นคนอยู่เฝ้าดูแลเรื่องนี้ เพราะชักสังหรณ์ใจ ชี้หน้าคนโน้นคนนี้ พวกที่ปลุกระดมกันทั้งหลาย ออกปากกันเอิกเกริกเสียอย่างนั้น ผิดปกติ แสดงความจงรักภักดีผิดปกติ เพราะยังไง เพราะไปเหยียบย่ำคนอื่นที่เขาไม่ได้แสดง ไม่ได้ออกมา ถือว่าเหยียบย่ำความรู้สึกของตำรวจ ทหาร ที่เขารักพระเจ้าอยู่หัว เทิดทูนพระเจ้าอยู่หัวด้วยใจ แต่นี่อะไร ปากรักเทิดทูน ใส่เสื้อใส่อะไร เหยียบย่ำ มันกลายเป็นว่าแล้วคนที่เขาไม่ได้แสดงออกอย่างนี้ เขาไม่ได้จงรักภักดีเหรอ เห็นไหม คนที่เขารักพระเจ้าอยู่หัวด้วยใจ รักพระราชวงศ์ด้วยใจมีเท่าไร และคนที่มาพูดจาอย่างนี้ จะไปยกย่องสรรเสริญคนพวกนี้ บอกเขารักและเทิดทูน แล้วคนที่เขาไม่พูด เขาไม่เสียรังวัดแย่เหรอ คนที่เคารพนับถืออยู่ในหัวใจเลย เขาไม่เสียรังวัด เขาไม่ตายเหรอ

“ในเมื่อคนพวกนี้มา และเอาความจงรักภักดีไปเหยียบย่ำคนอื่น ไม่ได้ล่ะครับ ผมถึงสังหรณ์ใจว่า นี่มันเกิดอะไรขึ้น เพราะดูแล้วคนพวกนี้คิดอะไรยังไง คิดอย่างไม่เป็นประชาธิปไตย อยู่ดี ๆ การปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดันเสนอความเห็นบอกจะเอา 30 : 70 จะแต่งตั้ง 70 เลือกตั้ง 30 แล้วนี่ประชาธิปไตยอะไรครับ นี่คิดแบบประเทศอะไรครับ ลัทธิอะไรครับ ไม่นั่นไม่โน่นไม่นี่อะไรต่าง ๆ มองลึก ๆ เข้าไป ต้องร้องเอ๊ะ ต้องฉุกคิดว่าคนพวกนี้เป็นยังไง นี่สมมติว่าไปเกิดเห่อเหิม ยกย่องสรรเสริญไปให้ ได้อำนาจรัฐไปโดยอะไรก็ไม่รู้ แล้วอะไรจะเกิดขึ้นกับบ้านเมืองนี้ครับ จะต้องตั้งสภาใหม่หรือไง แล้วมีสภาขึ้นมา และก็ให้เลือกตั้งแค่ 30 เปอร์เซ็นต์ แต่งตั้ง 70 เปอร์เซ็นต์ บ้านเมืองจะบริหารด้วยอะไรยังไง มันไม่รู้อะไรทั้งสิ้นครับ แต่ว่าคนดีมีความรู้ทั้งหลายไปยกย่องสรรเสริญ ไปส่งเสริม ผมต้องแสดงความประหลาดใจ ในที่สุดคนอย่างผมทำงานมา 7 เดือน โดนเหยียบย่ำ โดนชี้หน้า แล้วรวมความกัน”

ผมแน่ใจว่าทำสิ่งที่ถูกทำงานถวายเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ทำงานให้ดูแลบ้านเมืองทั้งหมด แน่ใจว่าทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่บัดนี้คนพวกหนึ่งจัดการยึดทำเนียบ ทำอะไรต่างๆ เหยียบย่ำ แล้วชักชวนผู้คน โดยใช้โทรทัศน์ปลุกผู้คน ล่อหลอก เสร็จแล้วปรากฏว่าสื่อสารมวลชนที่มีวิจารณญาณอันดี กลับหันมาชี้ที่ว่าไอ้นายกฯ นี่ต้องพิจารณาตัวเอง แม้แต่คนในสภา แม้แต่คนมีวิชาความรู้ ก็บอกนายสมัครไม่พิจารณาตัวเอง นายสมัครมันผิดมาตั้งแต่ต้น ไม่ครับ ตนต้องเถียงเลย แล้วตนไม่ยอมให้ใครทำกับตนอย่างนี้

กาวใจ”รัฐบาล-พันธมิตรฯ”ส่อแววล่ม “หมัก”ขวางโลก”ผมไม่เจรจากับเขา”

Published ตุลาคม 4, 2010 by SoClaimon

วันที่ 6/9/2008

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

หมายเหตุ:เมื่อเวลา 12.30 น.วันที่ 5 กันยายน มีการประชุมร่วม 3 ฝ่ายประกอบด้วยประธานสภาผู้แทนราษฏร โดยได้มอบหมายให้นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาคนที่ 1 และ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาคนที่ 2 นายประสบสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฏร เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาเผชิญหน้าระหว่างพันธมิตรกับรัฐบาล โดยได้ขอสรุปดังนี้
นายสมัคร สุนทรเวช
นายกรัฐมนตรี

ทุกอย่างอยู่ในขั้นเตรียมการ ซึ่งเป็นการทำเพื่อหาทางออก มันดีที่ว่าประกาศออกมาแล้ว แบ่งข้างกันเลย จะได้รู้ว่าใครเป็นใครอย่างไร แบ่งความคิดกัน

-มันจะยิ่งเป็นการทำให้คนแตกแยกหรือไม่
แล้วเวลาเลือกตั้งมันก็เลือกข้างใช่หรือไม่ พลังประชาชน ประชาธิปัตย์

-จะทำอะไรเพื่อให้มันมีความสมานฉันท์ก่อนที่มันจะไปถึงจุดนั้น
วันนี้รัฐบาลก็เอาไม่อยู่ สภา ก็เอาไม่อยู่ ใช้วิธีนุ่มนวลทางศาลก็เอาไม่อยู่ ประกาศภาวะฉุกเฉินให้ทหารไปช่วยดูแลก็เอาไม่อยู่ ทหารบอกว่าเป็นกำแพงแต่ไม่มีประตู ประตูอยู่ที่สภา ก็พบประตูคือมาตรา 165 และก็กำลังทำกรรมวิธีที่จะออกวิธีนี้ จะสำเร็จหรือไม่ไม่เป็นปัญหา วุฒิสภาเริ่มดำเนินการให้แล้ว มีเวลาทำ 90 วัน แต่ว่าได้รับหลักการแล้วและจะได้ภายใน 7 วัน แปรญัตติแสดงว่าไม่นานก็สำเร็จ ในวงเล็บ 2 ที่ขัดรัฐธรรมนูญเขาบอกว่า เช่น ออกประชามติว่าห้ามไม่ให้ใช้มาตรา 63 อย่างนี้ ลงประชามติไม่ได้ ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ 50 อย่างนี้ลงประชามติไม่ได้ คำอธิบายหมายความอย่างนี้ นึกว่าใครจะเข้าใจเรื่องพรรค์นี้ ในเมื่อไม่เข้าใจ ก็อธิบายให้ฟัง

-กรณีที่หลายฝ่ายติงว่าการทำประชามติไม่ใช่ทางออก
รัฐบาลไม่มีฝ่ายบ้างหรือ กระทรวงทั้งหมด 20 กระทรวงอ้างไม่ได้หรือ ตนคิดว่าอ้างกันเกินเหตุ ขอย้ำอีกทีว่าอะไรก็ตามแต่ คนพูดหนึ่งคน อัยการพูดหนึ่งคน ก็ไปออกข่าวว่าอัยการต่อต้านรัฐบาล แล้วอัยการตั้งเป็นพัน เขาเดือดร้อนไหม พูดกันว่าจะตัดน้ำตัดไฟ แล้วคนที่เขาไม่ตัดคุมไฟอยู่เขาก็เดือดร้อน

-เป็นไปได้หรือไม่ที่จะเข้าไปเจรจากับพันธมิตรฯ
ไม่ คือเขาไม่อยากเจรจรกับตน และตนก็ไม่ต้องเจรจากับเขา

-เป็นไปได้หรือไม่ที่จะใช้คนกลางเข้ามาประสานการเจรจาเช่นประธานวุฒิสภา
เรื่องของท่านไม่ใช่เรื่องของผม แต่สำคัญที่ว่าผมประหลาดใจ ในบ้านเมืองอะไรที่มันเป็นหลักเกณฑ์ไม่ยึดถือ แต่ไปมองสิ่งที่เขาตั้งคณะขึ้นมาแล้วเรียกร้อง ถ้าวันข้างหน้านายอภิสิทธิ์ เป็นนายกฯ แล้วมีคณะเข้ามาบอกให้ออกไป อย่างนี้จะมีคนยอมไหม
“ถามว่าที่ผมทำอย่างนี้เพื่อใคร ทำเพื่อไม่ให้สถานการณ์บ้านเมืองของเราถูกชาวโลกเขาดูแคลน ว่าบ้านเมืองไทยมันป่าเถื่อน เลือกตั้งมาเสร็จ มีคณะมาบอกว่าไม่ชอบไม่ได้ มึงออกไป ที่มันน่าประหลาดคือคนมีสติปัญญาความรู้ ออกมาพูดจาทำนองว่าคนที่เขาไล่ ไอ้คนที่อยู่ไม่ถูกต้อง ผมประกาศเลยว่าผมไม่มีวันยอมให้สถานการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นได้เลย คนทั้งประเทศต้องเฝ้าดูว่าตกลงใครมันผิด ใครมันเลว ถึงได้อยากให้ประชาชนเป็นคนวินิจฉัยด้วยการลงประชามติ ไม่ใช่ว่าคณะนั้นเป็นคนสำคัญหนักหนา เพียงแต่เป็นคนที่ทำให้บ้านเมืองหาทางออกไม่ได้”
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และผู้นำฝ่ายค้าน

เราต้องช่วยกันให้สังคมหางทางออกได้ โดยไม่ใช้วิธีการที่นอกเหนือรับธรรมนูญ ทีประชุมจึงเห็นตรงกัน ว่าสถานการณ์ในปัจจุบันยังมีความเสี่ยงและล่อแหลมต่อการเกิดความรุนแรง ดังนั้น สามเห็นว่า ว่าการแก้ไขปัญหาจะต้องไม่มีการใช้ความรุนแรงไดๆ ทั้งสิ้น ขณะเดียวกันการหาทางออกก็เป็นเรื่องเร่งด่วนเช่นเดียวกัน ที่ประชุมจึงเห็นว่าแม้ว่ารัฐบาลมีแนวคิดในการทำประชามติเพื่อหาทางออกต่อ ปัญหาที่เกิดขึ้น แต่กระบวนการทำประชามติต้องรอกฎหมาย ซึ่งเพิ่งผ่านวาระ 1 ของวุฒิสภาในช่วงเช้าที่ผ่านมา

ดังนั้นจึงต้องใช้เวลานานเป็นเดือนกว่าจะทำประชามติได้ จึงไม่น่าจะทันกับสถาการณ์ในการคลี่คลายปัญหา สิ่งที่ตกลงกันคือการแสวงหาทางออกด้วยการเจรจาน่าจะทำให้เกิดความเข้มข้นมาก ขึ้น ตามแนวทางของ ผบ.ทบ.ได้มีการพูดถึงเรื่องนี้

เมื่อทุกฝ่ายเห็นตรงกันและในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติจึงได้มอบหมายให้ประธาน วุฒิสภา ดำเนินการในส่วนของการเจรจา เพื่อให้การดำเนินการหาทาง ทั้งให้ทั้งสองฝ่ายมาหารือกันเพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงและเป็นเอกภาพ กับทุกฝ่ายอย่างแท้ จริง โดยประธานวุฒิสภายินดีรับหน้าที่นี้และจะเริ่มต้นทันที นอกจากนี้ในส่วนของสภาผู้ แทนราษฎรจะใช้เวลาในช่วงนี้พยายามทำความเข้าใจกับ ส.ส.ของแต่ละพรรคเพื่อลดความร้อนแรงของสถานการณ์ เพื่อร่วมคิดหาทางออกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และจะเริ่มทำทันที โดยในที่ 8 ก.ย.นี้ประธานวุฒิสภาจะเชิญทุกฝ่ายประชุมอีกครั้งและอาจจะมีการขยายวงออกไป เพื่อให้มีส่วนต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และทุกฝ่ายจะได้นำผลสรุปทั้งหมดมา รายงานในที่ประชุมในวันที่ 8 ก.ย.นี้

สาเหตุสำคัญที่ได้มอบหมายให้ประธานวุฒิสภาเป็นตัวกลางในการเจรจาเนื่องจาก ไม่ได้สังกัดพรรคไม่มีฝักไม่มีฝ่าย และเชื่อว่าเป็นที่ยอมรับนับถือของสังคมโดยทั่วไป ดังนั้นจึง เป็นน่าที่ของประธานวุฒิสภาที่จะไปประสานงานกับ ผบ.บท.ส่วนวิธีการรายละเอียดขึ้น อยู่กับการตัดสินใจของประธานวุฒิสภา โดยทั้งหมดจะต้องมีการตั้งเงื่อนไขให้น้อยที่สุดเพื่อสำไปสู่ผลสรุปของการ เจรจา ถ้าตั้งเงื่อนไขมากจะทำไม่ได้ ที่สำคัญการทำงานต้องใช้ความละเอียดอ่อนและความสามารถในการโน้มน้าวและการ บริหารจัดการภายใน ซึ่งทั้งหมดต้องโปร่งใสเปิดเผย และอยากให้ประธานวุฒิสภาได้ทำงานด้วยความอิสระ อย่างไปกดดันหรือคาดคั้น ขอให้ท่านได้มีเวลาทำงาน ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมีการประชุมร่วม 2 สภาอีก เพราะการหารือยังไม่ออกมาเป็นผลอะไร การประชุมซ้ำจึงไม่
นายประสพสุข บุญเดช
ประธานวุฒิสภา

ผมได้รับมอบหมายให้ประสานพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชชนเพื่ประชาธิปไตย เพื่อหาข้อยุติความขัดแย้ง เพือให้เกิดความสงบโดยเร็ว ซึ่งตนก็ได้ดำเนินการประสานไปยังทั้ง 2 ฝ่ายแล้ว แต่ได้รับกาตอบรับมาในทางบวก ในส่วนของราบละเอียดการเจรจาตนไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากการเจจาควรจะเป็นความลับ เปิดเผยทั้งหมดไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่าปัญหาจะยุติได้เร็วๆนี้

-นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ยืนยันจะไม่ขอร่วมเจรจา
นั่นเป็นเรื่องของท่าน แต่ตนเป็นคนเจรจาไม่ใช่ท่าน และตัวท่านเองคงไม่ทราบถึงผลการหารือของ 3 ฝ่ายทั้งนี้ ในวันจันร์ที่ 8 กันยายนนี้ เวลา 12.00 น. จะมีการหารือร่วม 3 ฝ่ายอีกครั้ง เพื่อนำผลสรุปของแต่ละฝ่ายที่ไปดำเนินการเจรจาของแต่ละฝ่ายนำมาสรุปเพื่อ พิจารณาร่วมกัน

-หากมีการเจรจาแล้ว 9 แกนนำพันธมิตรฯ ต้องมอบตัวหรือไม่
ทุกฝ่ายต้องเป้นไปตามกฎหมาย อยากให้ทุกฝ่ายกฎหมาย หากไม่เคารพกฎหมาย ก็ไม่สามารถดำเนินการอะไรได้

-ในการเจรจาต้องมีตัวกลางร่วมเจรจาด้วยหรือไม่
ต้องมีตัวกลางจรจาด้วยอย่างแน่นอน และตัวกลางจะต้องป็นที่ยอมรับของกลุ่มแกนนำพันธมิตรฯ ด้วย

สภาไทย…. นี่หรือเวทีแก้วิกฤติชาติ

Published ตุลาคม 4, 2010 by SoClaimon

วันที่ 4/9/2008

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

แม้ว่า สถานการณ์”ไทยฆ่าไทย” ที่ลูกพรรคพลังประชาชนช่วยกันสร้างขึ้น โดยปลุกปั่นม็อบ นปช.บุกเข้าปะทะกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อย่างดุเดือดเลือดพล่าน จนมีผู้เสียชีวิตไป 1 คน เจ็บอีก 43 คน จะทำให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี สามารถฉวยโอกาส งัดพ.ร.ก.บริหารราชการแผ่นดินในภาวะฉุกเฉิน ขึ้นมาประกาศใช้ได้สมใจ เพื่อหวังที่จะใช้กำลังของกองทัพเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯที่ปัก หลักยึดทำเนียบไล่รัฐบาลอยู่

แต่เมื่อพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ที่ได้รับคำสั่งนายกรัฐมนตรีให้เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ ฉุกเฉิน ยืนยันที่จะไม่ใช้กำลังเข้าจัดการกับกลุ่มพันธมิตรฯ แต่จะใช้แนวทางในการเจรจาแทน และมีท่าทีที่ชัดเจนว่า เพียงเข้ามาทำหน้าที่ป้องกันไม่ใช้เกิดการปะทะกันของม็อบ 2 ฝ่ายจนกลายเป็นสงครามกลางเมือง เลือดนองแผ่นดินขึ้นอีก

ส่วนปัญหาระหว่างพันธมิตรฯกับรัฐบาลนั้น “ถือเป็นความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งต้องไปแก้ไขกันทางการเมืองเท่านั้น”

ก็ทำให้ความฝันที่จะใช้พรก.ฉุกเฉินฯเป็นเครื่องมือสลายพันธมิตรฯดูจะเป็น หมันไปทันที และยิ่งทำให้ความชอบธรรมของรัฐบาล วูบหายจนกลายเป็นติดลบ เพราะแม้ถึงจะมีอำนาจตามกฎหมาย แต่ก็ใช้ปกครองไม่ได้ สั่งการอะไรไป ก็ไร้ความหมาย ขนาดงัดไม้ตายอย่างพรก.ฉุกเฉินฯที่เปรียบประดุจ”กระบองยักษ์”ออกมาใช้แล้ว ก็กลับตาลปัตรกลายเป็น”สากกะเบือ”ไปเสียได้

อย่างไรก็ตามเมื่อนายสมัคร สุนทรเวช ยังคงดื้อดึง ยืนกรานที่จะไม่ยอม”ลาออก” หรือ”ยุบสภา” สถานการณ์ก็ต้องถูกดึง ถูกยื้อกันต่อไป และเมื่อพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ระบุไว้ว่า การแก้ไขปัญหาการเมืองก็ต้องว่ากันไปตามกลไกกฎหมายที่มีอยู่ นั่นคือการใช้เวทีรัฐสภา โดยที่นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนฯในฐานะประธานรัฐสภา จำใจออกมารับลูกว่า อาจจะต้องจัดประชุมร่วมทั้งสภาผู้แทนฯและวุฒิสภาอีกครั้ง เพื่อหาทางออกให้กับวิกฤติของบ้านเมืองในเวลานี้

ก็พลันเกิดเสียงเซ็งแซร่ขึ้นว่า “กลไกรัฐสภา” ยังจะมีน้ำยาใช้แก้ไขวิกฤติได้หรือ?

เพราะไม่เพียงบทเรียนหมาดๆจากความล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า ในการประชุมร่วม 2 สภาเมื่อวันอาทิตย์ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อเปิดอภิปรายทั่วไป ให้รัฐบาลรับฟังความเห็นทั้งจากส.ว.และส.ส.ทุกฝ่าย ในการแก้ไขสถานการณ์หลังพันธมิตรฯบุกเข้าไปยึดทำเนียบไล่รัฐบาลอยู่นานหลาย วัน ซึ่งปรากฎว่า เวทีรัฐสภาได้กลายเป็นแค่เวทีโต้วาที เป็นสนามปะทะคารม และโจมตีกันไปมาของรัฐบาลกับฝ่ายค้านและสว.เท่านั้น โดยที่รัฐบาลหาได้สนใจที่จะรับฟังข้อเสนอใดๆ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังเลย

หรือมาถึงการประชุมสภาผู้แทนฯนัดล่าสุดเมื่อวันพุธที่ 3 กันยายน หลังจากเพิ่งเกิดเหตุจลาจล”ไทยฆ่าไทย” ให้เป็นที่สลดใจไปทั้งประเทศ แต่สส.โดยเฉพาะขั้วรัฐบาลจากพรรคไทยรักไทยก็ดูจะไม่สลดด้วย กลับยังเต็มไปด้วยทิฐิ แรงถือดีในอำนาจของความเป็นรัฐบาลไม่เสื่อมคลาย ตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่ลดละ

การประชุมสภานัดดังกล่าว ต้องปั่นป่วนและเต็มไปด้วยบรรยากาศของการตั้งป้อมเป็นอริ ไม่มีทางที่จะพูดจากันดีๆได้อีกเช่นเคย โดยเริ่มจากการที่นายสุวโรช พะลัง สส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ขอหารือก่อนเข้าวาระการประชุม ถึงเหตุการณ์ปะทะระหว่างนปก.กับพันธมิตรฯถึงขั้นฆ่ากันตาย ซึ่งข่าวว่า มีสส.บางคนอยู่เบื้องหลัง จึงขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการสภาขึ้นสอบสวนเรื่องนี้

ก็ถูกลุกขึ้นตอบโต้อย่างรุนแรงทันทีจากนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สส.เชียงใหม่ พรรคพลังประชาชน ตามมาด้วยการประท้วงกันไปมา โดยที่นายชัย ชิดชอบ ประธานในที่ประชุมก็ยังคงรักษาฟอร์ม”อ่อนปวกเปียก” ไม่สามารถคุมเกมอะไรได้นัก

ไฮไลที่น่าสนใจยิ่งของการถกเถียงในสภาตอนนี้คือ สิ่งที่นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.ตรัง ประธานวิปพรรคประชาธิปัตย์ลุกขึ้นแฉว่า ในวันประชุมร่วมของรัฐสภาเมื่อ 31สิงหาคม เวลาประมาณ 22.00 น.ในห้องรับรองสส. ได้มีรัฐมนตรีและส.ส.รัฐบาลบางคนพูดกันว่าจะขนคนมากี่คน และมีการติดต่อไปยังหนึ่งใน”แก๊งออฟโฟร์”และเลขาธิการนายกฯ เกือบตลอดเวลา หลังจากนั้นก็เกิดเหตุขนคนมาปะทะกัน จึงต้องการที่จะถามหาคนรับผิดชอบจากรัฐบาล

กลายเป็นการจุดไฟแห่งความไม่พอใจให้กับสส.พรรคพลังประชาชนอย่างนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ สส.นครราชสีมา 1 ในผู้มีรายชื่อเป็นสส.ที่นำม็อบนปช.ลุยในวันเกิดเหตุ ได้ลุกขึ้นประท้วง จนที่สุดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ต้องช่วยปิดเกมนี้ให้กับลูกพรรค โดยระบุจะข้อมูลที่มีอยู่ไปหารือประธานชัย ชิดชอบต่อไป ซึ่งนายชัยก็รีบรับลูกเพื่อยุติการโต้เถียงในสภา โดยรับปากจะรีบเปิดประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อหารือร่วมกัน3 ฝ่ายคือ ประธานวุฒิสภา ประธานสภาผู้แทนฯและผู้นำฝ่ายค้าน

ภาพล่าสุดของการประชุมสภาผู้แทนฯเมื่อยังเป็นเช่นนี้ ถึงจะมีการเปิดประชุมร่วม 2 สภา อีกครั้ง ก็ดูท่าว่า คงไม่มีความหวังใดๆในการหาทางออกจากวิกฤติการเผชิญหน้า ที่อาจจะนำไปสู่สถานการณ์”ไทยฆ่าไทย”ที่ยิ่งร้ายแรงกว่านี้ ได้จากกลไกรัฐสภาตรงนี้

ดังเช่นที่นักวิชาการชื่อดังอย่างนายอัมมาร สยามวาลา แห่งสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ก็ยังสะท้อนออกมาอย่างหมดหวังและเหลืออดต่อรัฐสภาไทยว่า การมาชี้หน้าด่ากันไปมาในสภา ไม่มีประโยชน์ใด เมื่อกลไกรัฐสภาทำงานไม่ได้เช่นนี้ ก็ควรจะ”ยุบสภา”ไปเสียดีกว่า

ซึ่งเชื่อว่า ก็เป็นความรู้สึกเดียวกันกับคนไทยส่วนใหญ่ในเวลานี้ ที่สิ้นหวังกับรัฐสภาไทยแบบนี้ และจำนวนไม่น้อยที่อาจมีความรู้สึกรุนแรงถึงขนาดว่า ถ้ายังมีส.ส.หรือสภาที่”เฮงซวย” ไม่ได้คิดจะแก้ปัญหาอะไรให้กับประเทศชาติ ไม่ใช่เป็นกลไกที่จะนำชาติฝ่าวิกฤติการณ์ไปได้ มีแต่จะแย่งชิงเพื่อผลประโยชน์และอำนาจของตัวเอง

ก็อย่ามีสภาผู้แทนฯอย่างนี้ไปเลยดีกว่า !!!
แถลงการณ์เปิดผนึกของสส.พลังประชาชนฉบับที่ 1
การที่บ้านเมืองได้เกิดความวุ่นวายอยู่ในขณะนี้ จนกระทั่งไปสู่การประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2551 พวกเราในฐานะผู้แทนของปวงชนชาวไทย ขอเสนอความเห็นและข้อเรียกร้อง ดังต่อไปนี้ง

1.พวกเราขอประณามการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯที่ฆ่าคนไทยด้วยกัน

2.ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมายบ้านเมืองโดยด่วน

3.ขอเรียกร้องให้แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯได้ปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมือง โดยการยอมรับคำสั่งของศาลในข้อหากบฏและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

4.ขอเรียกร้องให้ผู้บัญชาการทหารบก(พลเอกอนุพงศ์ เผ่าจินดา)ได้ปฏิบัติตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการห้ามชุมนุมเกินกว่า 5 คน ในทางการเมืองและการนำเสนอข่าวที่ก่อให้เกิดการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร จนทำให้เกิดความเข้าใจผิด โกธรแค้นและหวาดกลัว ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความสงบสุข

จึงขอเรียกร้องให้ท่านได้ปฏิบัติโดยเร่งด่วน
จากผู้แทนปวงชนชาวไทย
3 กันยายน 2551

จดหมายพรรคประชาธิปัตย์
จี้สอบข้อเท็จจริงเหตุไทยฆ่าไทย

เรื่อง ขอให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการทางกฎหมาย

กราบเรียน ประธานสภาผู้แทนราษฏร

สิ่งที่ส่งมาด้วย บันทึกข้อเท็จจริงจำนวน 1 ชุด

จากกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่สงบเรียบร้อยระหว่างวันที่ 1-2 กันยายน 2551 เวลากลางคืนต่อเนื่องกัน ณ บริเวณที่ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรสะพานมัฆวานรังสรรค์ จนเป็นเหตุให้มีคนตายและบาดเจ็บจำนวนมาก เนื่องจากกลุ่ม นปก. นปช.และกลุ่มพันธมิตรฯ ใช้กำลังและอาวุธทำร้ายซึ่งกันและกัน ซึ่งข้าพเจ้าได้นำเสนอเรื่องนี้ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรก่อนที่จะเข้าสู่ ระเบียบวาระการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2552 และท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้หารือกับท่านว่า จะได้เสนอข้อมูลต่อท่านในโอกาสต่อไป โดยยังไม่ได้แถลงข้อเท็จจริงในสภาผู้แทนราษฎรนั้น

เหตุดังกล่าวเพราะข้าพเจ้าได้รับหนังสือเล่าข้อมูลในเรื่องที่เกี่ยวกับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 31 สิงหาคม 2551 ซึ่งจะเชื่อมโยงไปสู่เหตุการณ์ในวันที่ 1-2 กันยายน 2551 ดังกล่าวข้างต้น จากผู้รู้เห็นเหตุการณ์ ซึ่งมีรายละเอียดดังแนบ

จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้โดยเร่งด่วน และหากเป้นเรื่องจริง ก็เป็นเรื่องการจ้างวานเข้ามาทำร้าย ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายอาญา ก็ขอให้ร้องทุกข์กล่าวโทษ ดำเนินการทางกฎหมายด้วย จะเป็นพระคุณยิ่ง

ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย
ประธานกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน

เสี้ยม นปช.บุกพันธมิตรฯ รัฐบาล “จัดฉาก”สร้างเงื่อนไขใช้ พรก.ฉุกเฉิน

Published ตุลาคม 4, 2010 by SoClaimon

วันที่ 3/9/2008

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

เมื่อเวลา 17.30 น.ของวันที่ 1 กันยายนระหว่างที่โต๊ะข่าวประจำกองบรรณาธิการกำลังประชุมข่าวอยู่ ผู้สื่อข่าวแนวหน้า ประจำทำเนียบรัฐบาล โทรศัพท์แจ้งมายังกองบรรณาธิการว่ารัฐบาลกำลังพิจารณาจะออกพระราชกำหนดการ บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

หลายคนสงสัยว่ารัฐบาลจะใช้เหตุผลกลใดในการนำพระราชกำหนดฉุกเฉินดังกล่าวมา ใช้เพราะสถานการณ์ยังไม่เกิดความรุนแรงหรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางการ เมือง เศรษฐกิจและประเทศชาติโดยรวม

จนกระทั่งเวลาไล่เรี่ยกัน นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เดินทางออกจากชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี พร้อมกับเรียกประชุมรัฐมนตรีและมือกฎหมายของพรรคพลังประชาชน อาทิ นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.สำนักนายกฯและนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรม หารือกันอย่างเคร่งเครียด กระนั้นก็ยังไม่มีวี่แววว่ารัฐบาลจะประกาศใช้พรก.ฉุกเฉิน

จนกระทั่งเวลาประมาณ 21.00 น.ผู้สื่อข่าวที่ประจำอยู่ที่สนามหลวงติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มแนวร่วม ประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ(นปก.)ระดมคนมาที่ท้องสนามหลวงเพิ่มจำนวนขึ้น เรื่อยๆ ซึ่งจากการรายงานของตำรวจผ่าน ว.เครือข่ายรามา ทราบว่ามีกลุ่มนปก.ที่ท่องสนามหลวงถึง 1 หมื่น 5 พันคน ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนมากที่สุดเท่าที่มีการชุมนุมของนปก.

จากนั้นเวทีของนปก.คึกคักขึ้นมาอย่างทันตาเห็นเมื่อแกนนำอย่าง อดิศร เพียงเกษ อดีตรัฐมนตรีพรรคไทยรัก นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม มือขวานายเนวิน ชิดชอบ นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน มาร่วมชุมนุมด้วย นอกเหนือจากแกนนำขาประจำอย่าง นายวิภูแถลง นายสุชาติ นาคบางไทร นายจรัล ดิษฐาอภิชัย และนายชินวัฒน์ หาบุญพาด

ขณะที่นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท กล่าวปราศรัยบนเวที ช่วงหนึ่งว่า หากใครจับแกนนำพันธมิตร ทั้ง 9 คนได้ให้ไปรับเงินรางวัล 1 ล้านบาท ที่นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง อดีตส.ส.พรรคพลังประชาชน ยิ่งทำให้ผู้ชุมนุมกลุ่มนปก.ฮึกเหิมมากยิ่งขึ้น

และระหว่างนั้น นายอดิศร เพียงเกษ อดีตรมต.พรรคไทยรักไทย ได้ขึ้นเวทีกล่าวปลุกใจผู้ชุมนุมเป็นระยะๆ และโจมตีส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้งกลุ่มพันธมิตรฯที่ปิดสนามบินภูเก็ต เป็นการกล่าวปราศรัยอย่างเผ็ดร้อน

กระทั่งเวลา 00.30 นายสุชาติ นาคบางไทร ขึ้นเวทีรถ 10 ล้อติดเครื่องขยายเสียงและผู้ชุมนุมกว่า 1,000 พร้อมอาวุธครบมือ อาทิ มีด ไม้ กระบอง เหล็กแป๊บ เดินเท้าออกจากสนามหลวงมุ่งหน้าไปยังสะพานมัฆวานฯและทำเนียบรัฐบาลฐานที่ มั่นของกลุ่มพันธมิตรฯอย่างบ้าระห่ำ

ระหว่างการเดินทาง ผู้สื่อข่าวพบเห็นนาย บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ สส.นครราชสีมาและรองประธานสส.ภาคอีสานพรรคพลังประชาชนและนายศุภชัย โพธิ์สุ สส.นครพนมและรองโฆษกพรรคพลังประชาชน กลุ่มเพื่อนเนวินและสส.พลังประชาชน 2-3 คนเดินอยู่ในกลุ่มนปช. โดยมีการโทรศัพท์เป็นระยะๆ ซึ่งเมื่อส.ส.พรรคพลังประชาชน เห็นผู้สื่อข่าวเลยพยายามเดินหลบหน้าหนีทันที

ต่อมากลุ่มนปช.ได้ฝ่าแถวของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ยืนถือโล่ป้องกันกลุ่มผู้ ชุมนุมจำนวน 1 กองร้อยที่หน้ากระทรวงคมนาคม และเคลื่อนฝ่าแนวตำรวจจำนวน 3 กองร้อยที่ตั้งแถวบริเวณแยก จ.ป.ร.จนสำเร็จ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ผลักดันกลุ่มนปช.ออกไปแต่อย่างใด

หลังจากนั้นกลุ่มนปช.ได้ตั้งแถวหน้ากองบัญชาการกองทัพบกประจันหน้ากับกลุ่ม พันธมิตรห่างกัน 150 เมตร ขณะที่กลุ่มพันธมิตร(พธม.)หลายพันคนเมื่อเห็นกลุ่มนปช.ได้เคลื่อนออกมาจาก สะพานมัฆวานรังสรรค์พร้อมอาวุธครบมือเช่นกัน

สถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ และมีการนำขวดแก้วขว้างปาใส่กัน จนทั้งสองกลุ่มควบคุมอารมณ์ไม่ได้และวิ่งกรูเข้ามาปะทะกันอย่างรุนแรง

โดยที่ไม่มีใครคาดคิด ระหว่างการขว้างปากันได้เกิดเสียงปืนดังขึ้น 4 นัด(ปัง ปัง ปัง ปัง) แต่ไม่ทราบว่าวีถีกระสุนมาฝ่ายไหน

พอสิ้นเสียงปืน มีผู้คนล้มลงร้องครวยคราง ได้รับบาดเจ็บจากคมกระสุนปืนปริศนา ขณะที่มีรถพยาบาลซึ่งเตรียมพร้อมในที่เกิดเหตุระดม นำตัวผู้ได้รับบาดเจ็บส่งไปที่โรงพยาบาลวชิระทันที แต่ทั้งสองฝ่ายยังไม่ลดราวาศอก เพียงแต่ได้ถอยร่นออกมา โดยกลุ่มพันธมิตรฯได้ตั้งแถวที่เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ และกลุ่มนปก.ปักหลักที่หน้าที่หน้ากองบัญชาการกองทัพบก

ต่อมา 01.45 น. กลุ่มพันธมิตรฯนำแผงเหล็กมากั้นขวางถนน ขณะที่เจ้าหน้าที่ตรวจได้ตั้งแถวหันหน้าเข้าทั้งสองฝ่ายเพื่อไม่ให้เกิดเหตุ ปะทะกันอีกครั้ง ขณะกลุ่มนปก.ได้ปราศรัยด้วยถ้อยคำหยาบคายและปลุกระดมผู้ชุมนุมตลอดเวลาพร้อม กดดันให้เจ้าหน้าที่ตำรวจออกไปจากพื้นที่ด้วย โดยกลุ่มนปช.ได้ปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเล็กน้อยเหตุไม่เปิดทางให้เข้าไป ปะทะกับกลุ่มพันธมิตร

ผู้สื่อข่าวได้เดินตรวจหลังสงครามย่อยๆยุติลง พบว่าบริเวณหน้าอาคารสหประชาชาติ สภาพถนนเต็มไปด้วยเศษขวด เศษแก้ว เศษไม้ เศษหินและกองเลือดอยู่ตามจุดต่างๆ เป็นจำนวนมาก รถยนต์หลายคันที่จอดอยู่บริเวณดังกล่าวถูกทุบด้วยกระจกเสียหายทั้งหมด

เป็นที่น่าสังเกตุว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยุ่ยังจุดสะกัดไม่ให้กลุ่มนปก.บุก มาถึงฐานของกลุ่มพันธมิตรฯ ปล่อยให้กลุ่มนปก.ผ่านด่านมาอย่างง่ายดายถึงสองด่าน ทั้งๆที่ตำรวจมีจำนวนถึง8 กองร้อย เลยทำให้กลุ่มนปก.ฮึกเหิมยิ่งขึ้น

ถึงขนาดที่ว่ากลุ่มนปก.ไล่ตีกลุ่มพันธมิตรฯเข้าไปในซอยข้างเวทีมวยราชดำเนิน แต่ก็หนีตายวิ่งกลุบมาเมื่อเจอระเบิดเพลิงจากฝ่ายพันธมิตรฯ

อย่างไรก็ตามก็ตามก่อนที่เหตุการณ์จะลุกลามมากกว่านี้ เวลา 02.22 น. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ได้สั่งการให้ทหารจากกองทัพภาคที่ 1 จำนวน 4กองร้อย ซึ่งเป็นทหารปราบจราจล เดินทางมาเป็นกำลังเสริมป้องกันเหตุปะทะกัน ทั้งนี้ กองกำลังดังกล่าวได้เดินออกจากกองภาพภาคที่ 1 มาอยู่เป็นแกนกั้นกลางระหว่างทั้ง 2ฝ่าย

แต่หลังจากการปะทะกันทั้งสองฝ่ายยุติลง ปรากฎว่ามีคนเสียชีวิตแล้ว 1 ราย ชื่อนายณรงค์ศักดิ์ กอบไธสงค์ อายุ 55 ปี เนื่องจาก ถูกตีอย่างหนักที่บริเวณใบหน้า ปาก และศีรษะจนยุบ และเลือดไหลไม่หยุด ทั้งนี้ทราบภายหลังว่า นายณรงค์ศักดิ์ เป็นสมาชิก กลุ่มโคราช รักประชาธิปไตย

นอกจากนี้ยังมีผู้บาดเจ็บทั้งหมด 34 ราย โดยแยกเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลวชิระพยาบาล จำนวน 22 ราย บาดเจ็บสาหัส 3 ราย เสียชีวิต 1 ราย โรงพยาบาลรามา บาดเจ็บ 5 ราย สาหัส 1 ราย โรงพยาบาลราชวิถี บาดเจ็บ 1 ราย

มีรายงานว่าระหว่างเกิดเหตุการณ์ปะทะกัน ส.ส.พรรคพลังประชาชน กลุ่มเพื่อนเนวิน ที่ซุ่มอยู่ร้านลิขิตไก่ย่าง ข้างเวทีมวยราชดำเนิน ได้รายงานให้ นายเนวิน ทราบเป็นระยะๆ

กระทั่งเวลา 07.00 น. สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ได้อ่านประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตีตรี ทันทีเสมือนเตรียมการไว้ก่อนหน้านี้

และหลังจากนั้นไม่นาน กลุ่มนปก.ได้ทยอยเดินทางกลับไปรวมตัวกันอยุ่ที่เวทีท้องสนามหลวงดังเดิม ก่อนที่นายวิภูแถลงและนายชินวัฒน์ จะแถลงกับผู้สื่อข่าวว่า กลุ่มนปก.เคารพกฎหมาย เมื่อนายกฯประกาศใช้พรก.ฉุกเฉิน จึงประกาศสลายการชุมนุม

ในเรื่องนี้ นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรฯ ตั้งข้อสังเกตุว่า ในการปะทะกันครั้งนี้ เป็นความต้องการของรัฐบาล ที่พยายามรวบรวมคนเพื่อมาต่อต้านการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร เพื่อขับไล่กลุ่มพันธมิตรฯออกจากทำเนียบรัฐบาล หลังที่ตำรวจพยายามจะสลายการชุมนุมแต่ไม่ประสบความสำเร็จ เห็นได้ชัด จากการที่มีคนของรัฐบาล อยู่ในที่ชุมนุมด้วย

“จะเห็นได้ว่า การบุกของนปก.ครั้งนี้ ทางตำรวจไม่ได้มีความพยายามขัดขวางแต่อย่างใด ปล่อยให้นปก.บุกเข้ามาได้ง่ายๆ เพื่อเป็นข้ออ้างของรัฐบาลในการประกาศภาวะฉุกเฉิน”นายสุริยะใสกล่าวย้ำ พร้อมกับประกาศว่ากลุ่มพันธมิตรฯจะยืนหยัดชุมนุมไล่รัฐบาลสมัครในทำเนียบ รัฐบาลต่อไป

ขณะที่หลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนจะนำไปสุ่ การประกาศใช้พรก.ฉุกเฉินว่า เป็นการจัดฉากของรัฐบาล ที่สร้างเรื่องขึ้นมาให้เกิดการปะทะเพื่อถือเอาเหตุการณ์ดังกล่าวเป็น เงื่อนไขในการใช้อำนาจดังกล่าว

แม้ในเวลาต่อมานายสมัคร จะเปิดแถลงข่าวปฏิเสธว่าไม่ได้อยู่เบื้องหลังของเหตุการณ์ดังกล่าวก็ตาม แต่จากการประมวลสถานการณ์ตั้งแต่เวลา 17.30 น.ของวันที่ 1 กันยายน ต่อเนื่องวันที่ 2 กันยายน ทำให้เชื่อได้ว่านี่เป็นการ”จัดฉาก”เพื่อใช้อำนาจเข้าปราบกลุ่มพันธมิตรฯที่ ปักหลักอยู่ในทำเนียบรัฐบาลอย่างแน่นอน
รายชื่อผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต
1.นายเอกชัย อาจสาคร อายุ 57 ปี ถูกยิงที่ชายโครงขวา
2.นายลออ เปียทอง อายุ 52 ปี กระดูกแขนหักทั้งสองข้าง
3.นายวิโรจน์ อินทร์กล่ำ อายุ 52 ปี มีแผลที่ศีรษะเลือดออกในสมอง
4. น.ส.แผว ยศไกร อายุ 40 ปี มีแผลถลอกที่ใบหน้า
5.นางกริสนี ทรัพย์บุญรอด อายุ 52 ปี มีแผลที่ตาซ้าย
6.นายสมคิด ศรีนวล อายุ 34 ปี
7.นายบุญส่ง ทึกขุนทด อายุ 33 ปี ถูกยิงที่ขาขวา
8.นายวิมล แสงเสนา อายุ 26 ปี มีแผลขาซ้ายฉีกขาด
9.นายสุรเดช นวลลออ อายุ 46 ปี มีแผลที่ศีรษะด้านขวาและไหล่ขวาหัก
10 นายสราวุธ แก้วโสม อายุ 26 ปี ขาขวาหัก
11.นายธีรนัย พลจันทร์ อายุ 25 ปี มีแผลที่ศีรษะ
12.นายแก้ว พิชัย อายุ 32 ปี มีแผลที่ศีรษะ
13.นายพนมไพร สุขศรี อายุ 42 ปี บาดเจ็บซี่โครงขวา
14. นายจารึก คำน้อย อายุ 38 ปี มีแผลฉีกขนาดใหญ่ที่หัวไหล่
15.น.ส.มาริสา เปลวเพลา อายุ 55 ปี มีบาดแผลเล็กน้อย
16.นายสวาย พลายเถื่อน อายุ 47 ปี จมูกเลือดออก
17.นายกิติศักดิ์ ศรีสุข อายุ 44 ปี มีแผลที่ศีรษะ
18.นายไสว มหิมา อายุ 42 ปี เจ็บหน้าอกมีแผลช้ำ
19.นายณรงค์ ปาละพันธุ์ อายุ 44 ปี มีแผลที่ศีรษะ
20.นายดำ มีสุข อายุ 47 ปี มีแผลที่ศีรษะ
21.นายธีระพงศ์ อุทัยธรรม อายุ 19 ปี มีแผลที่ศีรษะ
22.นายณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสง อายุ 55 ปี กลุ่ม นปช. โคราชรักประชาธิปไตย ถูกทำร้ายเสียชีวิต
(หมายเหตุ:ผู้บาดเจ็บบางส่วนออกจากโรงพยาบาลกลับบ้านไปแล้วเพราะบาดเจ็บเล็กน้อย)

%d bloggers like this: